<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/global/feed/rss.xslt" ?>
<rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:googleplay="http://www.google.com/schemas/play-podcasts/1.0" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:podaccess="https://access.acast.com/schema/1.0/" xmlns:acast="https://schema.acast.com/1.0/">
    <channel>
		<ttl>60</ttl>
		<generator>acast.com</generator>
		<title>6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก</title>
		<link>https://panya.org</link>
		<atom:link href="https://feeds.acast.com/public/shows/637609d5c54c93001104ab43" rel="self" type="application/rss+xml"/>
		<language>th</language>
		<copyright>2024 panya.org</copyright>
		<itunes:keywords/>
		<itunes:author>ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana</itunes:author>
		<itunes:subtitle/>
		<itunes:summary><![CDATA[ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		<description><![CDATA[ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
		<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
		<itunes:owner>
			<itunes:name>webmaster</itunes:name>
			<itunes:email>info+637609d5c54c93001104ab43@mg-eu.acast.com</itunes:email>
		</itunes:owner>
		<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
		<acast:showUrl>6t</acast:showUrl>
		<acast:signature key="EXAMPLE" algorithm="aes-256-cbc"><![CDATA[wbG1Z7+6h9QOi+CR1Dv0uQ==]]></acast:signature>
		<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmTHg2/BXqPr07kkpFZ5JfhvEZqggcpunI6E1w81XpUaBscFc3skEQ0jWG4GCmQYJ66w6pH6P/aGd3DnpJN6h/CD4icd8kZVl4HZn12KicA2k]]></acast:settings>
        <acast:network id="637503c280c859001151a312" slug="paiboon-b-2"><![CDATA[Paiboon B 2]]></acast:network>
		<acast:importedFeed>https://feeds.sounder.fm/16810/rss.xml</acast:importedFeed>
		<itunes:type>episodic</itunes:type>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<image>
				<url>https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg</url>
				<link>https://panya.org</link>
				<title>6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก</title>
			</image>
			<itunes:new-feed-url>https://feeds.acast.com/public/shows/637609d5c54c93001104ab43</itunes:new-feed-url>
		<item>
			<title>พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t]</title>
			<itunes:title>พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69eb8a32aa3f81e2b9c9f860/media.mp3" length="26950735" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69eb8a32aa3f81e2b9c9f860</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69eb8a32aa3f81e2b9c9f860</link>
			<acast:episodeId>69eb8a32aa3f81e2b9c9f860</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlMPDEXPK9o9mdYox0si3WEDIxh6fRYaqHjUCIMmmunoa1Oh59+1YiCkBv/WI9hjpz51Id81xGMC3MuTpuR+xZt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>ราคเปยยาล</strong> ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)</p><br><p><strong>ข้อที่ 274-783</strong> ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน <strong>สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ </strong>และ <strong>อิทธิบาท ๔</strong> มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรม</p><br><p><strong>ธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง</strong></p><p>1.&nbsp;<strong>สติปัฏฐาน ๔:</strong> การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม</p><p>2.&nbsp;<strong>สัมมัปปธาน ๔:</strong> การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)</p><p>3.&nbsp;<strong>อิทธิบาท ๔: </strong>คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่อง</p><br><p>อานิสงส์การ<strong> “ย้ำทำ”</strong> ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>ราคเปยยาล</strong> ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)</p><br><p><strong>ข้อที่ 274-783</strong> ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน <strong>สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ </strong>และ <strong>อิทธิบาท ๔</strong> มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรม</p><br><p><strong>ธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง</strong></p><p>1.&nbsp;<strong>สติปัฏฐาน ๔:</strong> การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม</p><p>2.&nbsp;<strong>สัมมัปปธาน ๔:</strong> การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)</p><p>3.&nbsp;<strong>อิทธิบาท ๔: </strong>คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่อง</p><br><p>อานิสงส์การ<strong> “ย้ำทำ”</strong> ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฉลาดในฌาน [6916-6t]</title>
			<itunes:title>ฉลาดในฌาน [6916-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Apr 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69e253a46e5b90839a05303e/media.mp3" length="26589748" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69e253a46e5b90839a05303e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69e253a46e5b90839a05303e</link>
			<acast:episodeId>69e253a46e5b90839a05303e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkGKjFjvJotZoGbv4iq2/57h+ngP2K2Kj07pgncA3sqJQUC89mhI+a1g8Oqx22oTqps3xyYX+DOWLOcGeRVWpJ1]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน<strong> มหาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค </strong>เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9&nbsp;โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ</p><p>1.&nbsp;<strong>แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท)</strong>: เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่</p><ul><li><strong>ข้อธรรม:</strong> ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้</li></ul><p>2.&nbsp;<strong>แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ):</strong> เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัย</p><ul><li><strong>ข้อธรรม</strong>: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ <strong>รูปฌาน 4</strong>, <strong>อรูปฌาน 4</strong> และ<strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong></li></ul><p><br></p><p><strong>อานิสงส์: </strong>หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ <strong>อภิญญา 6</strong> (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การ<strong>แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ</strong> จนถึงการบรรลุ <strong>อาสวักขยญาณ</strong> (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา</p><br><p><em>*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ </em><strong><em>"ความฉลาดในฐานะ"</em></strong><em> และ </em><strong><em>"ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว"</em></strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน </strong>คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ใน<strong>อนุปุพพวิหารธรรม 9</strong> เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ <strong>"อมตธาตุ"</strong> หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี”</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน<strong> มหาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค </strong>เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9&nbsp;โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ</p><p>1.&nbsp;<strong>แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท)</strong>: เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่</p><ul><li><strong>ข้อธรรม:</strong> ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้</li></ul><p>2.&nbsp;<strong>แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ):</strong> เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัย</p><ul><li><strong>ข้อธรรม</strong>: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ <strong>รูปฌาน 4</strong>, <strong>อรูปฌาน 4</strong> และ<strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong></li></ul><p><br></p><p><strong>อานิสงส์: </strong>หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ <strong>อภิญญา 6</strong> (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การ<strong>แสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ</strong> จนถึงการบรรลุ <strong>อาสวักขยญาณ</strong> (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา</p><br><p><em>*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ </em><strong><em>"ความฉลาดในฐานะ"</em></strong><em> และ </em><strong><em>"ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว"</em></strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน </strong>คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ใน<strong>อนุปุพพวิหารธรรม 9</strong> เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ <strong>"อมตธาตุ"</strong> หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี”</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t]</title>
			<itunes:title>กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69d92dfcd3f0dd7747dbbeea/media.mp3" length="26500048" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69d92dfcd3f0dd7747dbbeea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69d92dfcd3f0dd7747dbbeea</link>
			<acast:episodeId>69d92dfcd3f0dd7747dbbeea</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnrW2KMQGNZorY91lTbHwp5Rj+QwWkJ0bJjvJwgkplNVpEHuzcbf5dlvUXccYFusHS2X/lHVcO/7/wlOt63qVIm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>กัมมปถวรรค </strong>หมวดว่าด้วยกรรมบถ</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ <strong>ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด</strong> จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ <strong>"นรก"</strong> หรือ <strong>"สวรรค์"</strong> ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ <strong>ทำเอง</strong> (ปฏิบัติตน), <strong>ชวนเขา</strong> (ชักชวนผู้อื่น), <strong>พอใจ</strong> (ยินดีร่วม), <strong>สรรเสริญ </strong>(กล่าวยกย่อง)</p><p><br></p><ul><li><strong>ผู้ที่ตกนรก</strong>: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็น<strong>อกุศล</strong></li><li><strong>ผู้ที่ไปสวรรค์</strong>: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็น<strong>กุศล</strong></li></ul><p><br></p><p><em>*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด"</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>กัมมปถวรรค </strong>หมวดว่าด้วยกรรมบถ</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ <strong>ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด</strong> จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ <strong>"นรก"</strong> หรือ <strong>"สวรรค์"</strong> ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ <strong>ทำเอง</strong> (ปฏิบัติตน), <strong>ชวนเขา</strong> (ชักชวนผู้อื่น), <strong>พอใจ</strong> (ยินดีร่วม), <strong>สรรเสริญ </strong>(กล่าวยกย่อง)</p><p><br></p><ul><li><strong>ผู้ที่ตกนรก</strong>: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็น<strong>อกุศล</strong></li><li><strong>ผู้ที่ไปสวรรค์</strong>: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็น<strong>กุศล</strong></li></ul><p><br></p><p><em>*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด"</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นิพพานเป็นสุข [6914-6t]</title>
			<itunes:title>นิพพานเป็นสุข [6914-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69d01210f57702d2d9916ec0/media.mp3" length="26186059" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69d01210f57702d2d9916ec0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69d01210f57702d2d9916ec0</link>
			<acast:episodeId>69d01210f57702d2d9916ec0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnQtYC0yrv64BtGB3jk2YbjgXsPxQtpOLeUk/qfWNbUDNS6BRNmg8n72VjaIlpNdpXwzJJAY/XXPyJArAQmC/O0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน <strong>สัตตาวาสวรรค</strong> และ <strong>มหาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร </strong>ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ <strong>"ความดับไปตามลำดับ"</strong> 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้น</p><br><p><strong>ลำดับสมาธิ</strong> และ <strong>สภาวะที่ดับไป </strong>(&gt;)</p><p>1.&nbsp;<strong>ปฐมฌาน</strong> &gt; กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)</p><p>2.&nbsp;<strong>ทุติยฌาน</strong> &gt; วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)</p><p>3.&nbsp;<strong>ตติยฌาน</strong> &gt; ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)</p><p>4.&nbsp;<strong>จตุตถฌาน</strong> &gt; อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)</p><p>5.&nbsp;<strong>อากาสานัญจายตนะ</strong> &gt; รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)</p><p>6.&nbsp;<strong>วิญญาณัญจายตนะ</strong> &gt; อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)</p><p>7.&nbsp;<strong>อากิญจัญญายตนะ</strong> &gt; วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)</p><p>8.&nbsp;<strong>เนวสัญญานาสัญญายตนะ</strong> &gt; อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)</p><p>9.&nbsp;<strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong> &gt; สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร</strong> ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม <strong>"ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ"</strong> 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป <strong>"อยู่"</strong> วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร</strong> ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ <strong>"การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ"</strong> 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง <strong>"ผลลัพธ์"</strong> และ <strong>"บุคคลผู้เข้าถึง"</strong> สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า <strong>"การถึงฝั่ง"</strong> (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา</p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร</strong> ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ <strong>"ดับความกดดัน"</strong> 9 ประการ</p><br><p><strong>แก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร?</strong></p><ul><li>&nbsp;<strong>นิยามของความสุข</strong>: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ <strong>"ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข"</strong> เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีก</li><li><strong>ความกดดันคือทุกข์</strong>: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า <strong>"ความกดดัน"</strong> <strong>(ทุกข์)</strong> ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับ</li><li><strong>จุดสิ้นสุดของทุกข์</strong>: เมื่อบรรลุถึง <strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong> และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลย</li><li><strong><em>สรุป</em></strong><em>: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ </em><strong><em>"ปราศจากความกดดัน"</em></strong><em> จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์</em></li></ul><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน <strong>สัตตาวาสวรรค</strong> และ <strong>มหาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร </strong>ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ <strong>"ความดับไปตามลำดับ"</strong> 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้น</p><br><p><strong>ลำดับสมาธิ</strong> และ <strong>สภาวะที่ดับไป </strong>(&gt;)</p><p>1.&nbsp;<strong>ปฐมฌาน</strong> &gt; กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)</p><p>2.&nbsp;<strong>ทุติยฌาน</strong> &gt; วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)</p><p>3.&nbsp;<strong>ตติยฌาน</strong> &gt; ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)</p><p>4.&nbsp;<strong>จตุตถฌาน</strong> &gt; อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)</p><p>5.&nbsp;<strong>อากาสานัญจายตนะ</strong> &gt; รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)</p><p>6.&nbsp;<strong>วิญญาณัญจายตนะ</strong> &gt; อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)</p><p>7.&nbsp;<strong>อากิญจัญญายตนะ</strong> &gt; วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)</p><p>8.&nbsp;<strong>เนวสัญญานาสัญญายตนะ</strong> &gt; อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)</p><p>9.&nbsp;<strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong> &gt; สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร</strong> ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม <strong>"ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ"</strong> 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป <strong>"อยู่"</strong> วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร</strong> ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ <strong>"การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ"</strong> 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง <strong>"ผลลัพธ์"</strong> และ <strong>"บุคคลผู้เข้าถึง"</strong> สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า <strong>"การถึงฝั่ง"</strong> (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา</p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร</strong> ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ <strong>"ดับความกดดัน"</strong> 9 ประการ</p><br><p><strong>แก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร?</strong></p><ul><li>&nbsp;<strong>นิยามของความสุข</strong>: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ <strong>"ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข"</strong> เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีก</li><li><strong>ความกดดันคือทุกข์</strong>: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า <strong>"ความกดดัน"</strong> <strong>(ทุกข์)</strong> ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับ</li><li><strong>จุดสิ้นสุดของทุกข์</strong>: เมื่อบรรลุถึง <strong>สัญญาเวทยิตนิโรธ</strong> และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลย</li><li><strong><em>สรุป</em></strong><em>: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ </em><strong><em>"ปราศจากความกดดัน"</em></strong><em> จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์</em></li></ul><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t]</title>
			<itunes:title>กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69c6abf2b991732771d9f979/media.mp3" length="27226906" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69c6abf2b991732771d9f979</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69c6abf2b991732771d9f979</link>
			<acast:episodeId>69c6abf2b991732771d9f979</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkxFRn+cAmJOFut/94HaeWbxHp7ZXEW5dwYwYGFRPcikf+pKN89J/xnPHOS3rKDnlL327PUUaGizlDmOCxuhb3m]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน<strong> กัมมปถวรรค </strong>หมวดว่าด้วยกรรมบถ</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง <strong>"วิถีแห่งกรรม"</strong> (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว</p><p>ในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ <strong>อกุศลกรรมบถ</strong> เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>ตนเองทำ</strong>: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง</p><p>2.&nbsp;<strong>ชักชวนผู้อื่น</strong>: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ</p><p>3.&nbsp;<strong>พอใจในการทำ</strong>: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ</p><p>4.&nbsp;<strong>สรรเสริญการทำ</strong>: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong><em>*บทสรุปและข้อคิด</em></strong></p><p>พระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า <strong>"ความผิด"</strong> ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วย</p><ul><li><strong>ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ</strong> <strong>(ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ)</strong> ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป</li><li><strong>ในทางตรงกันข้าม</strong> หากเปลี่ยนเป็นการ <strong>"งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น"</strong> ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ</li></ul><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน<strong> กัมมปถวรรค </strong>หมวดว่าด้วยกรรมบถ</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง <strong>"วิถีแห่งกรรม"</strong> (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว</p><p>ในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ <strong>อกุศลกรรมบถ</strong> เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>ตนเองทำ</strong>: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง</p><p>2.&nbsp;<strong>ชักชวนผู้อื่น</strong>: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ</p><p>3.&nbsp;<strong>พอใจในการทำ</strong>: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ</p><p>4.&nbsp;<strong>สรรเสริญการทำ</strong>: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong><em>*บทสรุปและข้อคิด</em></strong></p><p>พระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า <strong>"ความผิด"</strong> ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วย</p><ul><li><strong>ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ</strong> <strong>(ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ)</strong> ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไป</li><li><strong>ในทางตรงกันข้าม</strong> หากเปลี่ยนเป็นการ <strong>"งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น"</strong> ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ</li></ul><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t]</title>
			<itunes:title>อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69bd793e3bbfcfe8db745724/media.mp3" length="27873219" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69bd793e3bbfcfe8db745724</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69bd793e3bbfcfe8db745724</link>
			<acast:episodeId>69bd793e3bbfcfe8db745724</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmcj57Muj9ztjGXN2phyYn32w7qXcxU4kETcfXglJqw7Z8o8zR5O7bEf6R3IefRiwJ4PBnRbf4XrlAQT6qGEyyu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส</p><br><p><strong>ข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา </strong>คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>การสำรอกกิเลสพื้นฐาน </strong>(ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “<strong>ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” </strong>ละได้ชั่วคราว</p><p>2.&nbsp;<strong>การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ </strong>(วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ<strong> "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" </strong>เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก</p><p>3.&nbsp;<strong>การตัดวงจรการเกิดในภพ </strong>(ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ <strong>กามภพ </strong> <strong>รูปภพ </strong> และ <strong>อรูปภพ </strong></p><p><strong><em>*</em></strong><em>เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน </strong>มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ <strong>"ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" </strong>คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ <strong>"เสาหิน"</strong> ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอน</p><ul><li><strong>สภาวะจิต</strong>: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ</li><li><strong>การรับรู้</strong>: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ</li></ul><p><strong><em>ข้อแตกต่างที่น่าสนใจ</em> </strong>ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัต</p><ul><li>คำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)</li><li>คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า <strong>"อบรมจิตดีด้วยจิต"</strong> ต้องมีคำว่า <strong>ดี</strong> (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว</li></ul><p><strong><em>*</em></strong><em>ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 </strong>กล่าวถึง <strong>คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน</strong> ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ <strong>การละเวร 5 </strong>และ<strong> การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4</strong> รวมเป็น 9 ประการ</p><ul><li>การระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต</li><li>องค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึก</li></ul><p>เมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถ<strong>พยากรณ์ตนเอง</strong> ได้ทันทีว่า <strong>นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว</strong> และ <strong>เป็นผู้เที่ยงแท้</strong></p><p><strong><em>*ข้อสังเกต</em></strong><em>: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 </strong>มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อย</p><ul><li><strong>ปฐมเวรสูตร</strong>: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเอง</li><li><strong>ทุติยเวรสูตร: </strong>พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร</li></ul><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ </strong>ระบุถึง<strong> "ต้นเหตุหรือเหตุผล" </strong>ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตาม<strong>บุคคล</strong>และ<strong>กาลเวลา</strong> เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมา</p><p><strong>อาฆาตวัตถุ 9 ประการ</strong> (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก</p><ul><li><strong>กลุ่มที่ 1 </strong>เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรา</li><li><strong>กลุ่มที่ 2 </strong>เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารัก</li><li><strong>กลุ่มที่ 3 </strong>เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด</li></ul><p><strong><em>*ความน่าสนใจ</em></strong><em> คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต </strong>คือการใช้ <strong>"โยนิโสมนสิการ"</strong> เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส</p><br><p><strong>ข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา </strong>คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>การสำรอกกิเลสพื้นฐาน </strong>(ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “<strong>ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” </strong>ละได้ชั่วคราว</p><p>2.&nbsp;<strong>การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ </strong>(วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ<strong> "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" </strong>เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก</p><p>3.&nbsp;<strong>การตัดวงจรการเกิดในภพ </strong>(ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ <strong>กามภพ </strong> <strong>รูปภพ </strong> และ <strong>อรูปภพ </strong></p><p><strong><em>*</em></strong><em>เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน </strong>มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ <strong>"ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" </strong>คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ <strong>"เสาหิน"</strong> ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอน</p><ul><li><strong>สภาวะจิต</strong>: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ</li><li><strong>การรับรู้</strong>: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ</li></ul><p><strong><em>ข้อแตกต่างที่น่าสนใจ</em> </strong>ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัต</p><ul><li>คำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)</li><li>คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า <strong>"อบรมจิตดีด้วยจิต"</strong> ต้องมีคำว่า <strong>ดี</strong> (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว</li></ul><p><strong><em>*</em></strong><em>ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 </strong>กล่าวถึง <strong>คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน</strong> ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ <strong>การละเวร 5 </strong>และ<strong> การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4</strong> รวมเป็น 9 ประการ</p><ul><li>การระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต</li><li>องค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึก</li></ul><p>เมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถ<strong>พยากรณ์ตนเอง</strong> ได้ทันทีว่า <strong>นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว</strong> และ <strong>เป็นผู้เที่ยงแท้</strong></p><p><strong><em>*ข้อสังเกต</em></strong><em>: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 </strong>มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อย</p><ul><li><strong>ปฐมเวรสูตร</strong>: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเอง</li><li><strong>ทุติยเวรสูตร: </strong>พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร</li></ul><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ </strong>ระบุถึง<strong> "ต้นเหตุหรือเหตุผล" </strong>ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตาม<strong>บุคคล</strong>และ<strong>กาลเวลา</strong> เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมา</p><p><strong>อาฆาตวัตถุ 9 ประการ</strong> (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก</p><ul><li><strong>กลุ่มที่ 1 </strong>เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรา</li><li><strong>กลุ่มที่ 2 </strong>เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารัก</li><li><strong>กลุ่มที่ 3 </strong>เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา<strong> “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” </strong>สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด</li></ul><p><strong><em>*ความน่าสนใจ</em></strong><em> คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต </strong>คือการใช้ <strong>"โยนิโสมนสิการ"</strong> เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t]</title>
			<itunes:title>ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69b4511ecad04b6222daa735/media.mp3" length="27289787" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69b4511ecad04b6222daa735</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69b4511ecad04b6222daa735</link>
			<acast:episodeId>69b4511ecad04b6222daa735</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmYVVMcIq3p1TZGRHb7nNaUlhOOm86Msu4TCRi+jk7CD0njccu1VKujNt7V1PzxVHeuuq1S7YVwj2sKWtrOxwe5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ 259 </strong>และ <strong>ข้อที่ 260 ปฐม</strong>และ<strong>ทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย </strong>(สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก</p><p>1.&nbsp;<strong>วรรณะ</strong> คือ ศีล</p><p>2.&nbsp;<strong>กำลัง</strong> คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</p><p>3.&nbsp;<strong>เชาว์</strong> คือ ฝีเท้า<strong> </strong>(ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “<em>การเป็นโสดาบัน”</em></p><p>ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “<em>อรหัตผล”</em> จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง</p><p>4.&nbsp;<strong>ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง </strong>คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่</p><p><em>นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน”</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “</strong>พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ</p><p>1.&nbsp;<strong>วิริยะพละ</strong>: ความเพียร 4&nbsp;</p><p>2.&nbsp;<strong>สติพละ</strong>: สติปัฏฐาน 4&nbsp;</p><p>3.&nbsp;<strong>สมาธิพละ</strong>: ฌานทั้ง 4</p><p>4.&nbsp;<strong>ปัญญาพละ</strong>: ชำแรกกิเลส</p><p><em>พละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า </strong>ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ <strong>ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ </strong>เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ 259 </strong>และ <strong>ข้อที่ 260 ปฐม</strong>และ<strong>ทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย </strong>(สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก</p><p>1.&nbsp;<strong>วรรณะ</strong> คือ ศีล</p><p>2.&nbsp;<strong>กำลัง</strong> คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</p><p>3.&nbsp;<strong>เชาว์</strong> คือ ฝีเท้า<strong> </strong>(ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “<em>การเป็นโสดาบัน”</em></p><p>ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “<em>อรหัตผล”</em> จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง</p><p>4.&nbsp;<strong>ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง </strong>คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่</p><p><em>นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน”</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “</strong>พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ</p><p>1.&nbsp;<strong>วิริยะพละ</strong>: ความเพียร 4&nbsp;</p><p>2.&nbsp;<strong>สติพละ</strong>: สติปัฏฐาน 4&nbsp;</p><p>3.&nbsp;<strong>สมาธิพละ</strong>: ฌานทั้ง 4</p><p>4.&nbsp;<strong>ปัญญาพละ</strong>: ชำแรกกิเลส</p><p><em>พละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า </strong>ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ <strong>ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ </strong>เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]</title>
			<itunes:title>มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69aae6f8f6d1583bb8cc56cf/media.mp3" length="25829128" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69aae6f8f6d1583bb8cc56cf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69aae6f8f6d1583bb8cc56cf</link>
			<acast:episodeId>69aae6f8f6d1583bb8cc56cf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnDlOkVmD49vlxbsKzIjK1R4T2r9Lc8ZkMSvSWFBtUBnQfM3zko8zm6TYm2ApAYadz7dWYlibTbwnY20RVlOhzq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><br></p><br><p>หมวดธรรม 9 ประการใน<strong> สัตตาวาสวรรค </strong>หมวดว่าด้วยสัตตาวาส</p><br><p><strong>ข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก </strong>เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง <strong>"คุณภาพ"</strong> ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้</p><ul><li><strong>เชาว์</strong>อุปมาเปรียบ <strong>ระดับมรรคผล</strong></li><li><strong>วรรณะ&nbsp;</strong>อุปมาเปรียบ<strong> ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย </strong>สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญา</li><li><strong>ความสูงและความใหญ่ </strong>อุปมาเปรียบ <strong>การได้รับปัจจัย 4</strong></li></ul><p><br></p><p>โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;<strong>คนกระจอก </strong>3 จำพวก คือผู้ที่<strong> "รู้เพียงอริยสัจ 4" </strong>(ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)</p><p>จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจ</p><p>จำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้</p><p>จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม&nbsp;</p><p><em>*คนกระจอก</em> หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป</p><br><p>2.&nbsp;<strong>คนดี </strong>(สัปบุรุษ)<strong> </strong>คือผู้ที่เป็น <strong>"พระอนาคามี"</strong> (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก</p><p>3.&nbsp;<strong>บุรุษอาชาไนย</strong> (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น <strong>"พระอรหันต์"</strong> มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม </strong>เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี <strong>"ตัณหา"</strong> เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้</p><p>1.&nbsp;เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น</p><p>2.&nbsp;เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น</p><p>3.&nbsp;เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น</p><p>4.&nbsp;เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น</p><p>5.&nbsp;เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น</p><p>6.&nbsp;เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น</p><p>7.&nbsp;เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น</p><p>8.&nbsp;เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น</p><p>9.&nbsp;เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส</strong> ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>กายต่างกัน สัญญาต่างกัน</strong>: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก</p><p>2.&nbsp;<strong>กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน</strong>: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)</p><p>3.&nbsp;<strong>กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน</strong>: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ</p><p>4.&nbsp;<strong>กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน</strong>: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ</p><p>5.&nbsp;<strong>ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา</strong>: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์</p><p>6.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 1</p><p>7.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 2</p><p>8.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 3</p><p>9.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><br></p><br><p>หมวดธรรม 9 ประการใน<strong> สัตตาวาสวรรค </strong>หมวดว่าด้วยสัตตาวาส</p><br><p><strong>ข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก </strong>เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง <strong>"คุณภาพ"</strong> ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้</p><ul><li><strong>เชาว์</strong>อุปมาเปรียบ <strong>ระดับมรรคผล</strong></li><li><strong>วรรณะ&nbsp;</strong>อุปมาเปรียบ<strong> ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย </strong>สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญา</li><li><strong>ความสูงและความใหญ่ </strong>อุปมาเปรียบ <strong>การได้รับปัจจัย 4</strong></li></ul><p><br></p><p>โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;<strong>คนกระจอก </strong>3 จำพวก คือผู้ที่<strong> "รู้เพียงอริยสัจ 4" </strong>(ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)</p><p>จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจ</p><p>จำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้</p><p>จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม&nbsp;</p><p><em>*คนกระจอก</em> หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป</p><br><p>2.&nbsp;<strong>คนดี </strong>(สัปบุรุษ)<strong> </strong>คือผู้ที่เป็น <strong>"พระอนาคามี"</strong> (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก</p><p>3.&nbsp;<strong>บุรุษอาชาไนย</strong> (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น <strong>"พระอรหันต์"</strong> มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม </strong>เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี <strong>"ตัณหา"</strong> เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้</p><p>1.&nbsp;เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น</p><p>2.&nbsp;เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น</p><p>3.&nbsp;เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น</p><p>4.&nbsp;เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น</p><p>5.&nbsp;เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น</p><p>6.&nbsp;เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น</p><p>7.&nbsp;เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น</p><p>8.&nbsp;เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น</p><p>9.&nbsp;เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส</strong> ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้</p><p>1.&nbsp;<strong>กายต่างกัน สัญญาต่างกัน</strong>: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก</p><p>2.&nbsp;<strong>กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน</strong>: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)</p><p>3.&nbsp;<strong>กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน</strong>: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ</p><p>4.&nbsp;<strong>กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน</strong>: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ</p><p>5.&nbsp;<strong>ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา</strong>: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์</p><p>6.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 1</p><p>7.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 2</p><p>8.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 3</p><p>9.&nbsp;<strong>เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ</strong>: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]</title>
			<itunes:title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69a1d9b1aa1e5696bd34f578/media.mp3" length="27810211" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69a1d9b1aa1e5696bd34f578</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69a1d9b1aa1e5696bd34f578</link>
			<acast:episodeId>69a1d9b1aa1e5696bd34f578</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnoBXbqxf3ddhmcNckDU/Kepbzt4MqILaJzM/Pjl9/57+c+iLTyas1mQ/KMHdpsH/z/BfipIXoNFwTlr35gvXBH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร</strong> ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ </p><br><p><strong>ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร</strong> เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก </p><br><p><strong>ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร</strong> พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ </p><br><p><strong>ข้อที่ 258 กุลสูตร</strong> ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><br><p>พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค</p><br><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร</strong> ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ </p><br><p><strong>ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร</strong> เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก </p><br><p><strong>ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร</strong> พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ </p><br><p><strong>ข้อที่ 258 กุลสูตร</strong> ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><br><p>พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค</p><br><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/699792834a6b6137bfaca422/media.mp3" length="26170059" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">699792834a6b6137bfaca422</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/699792834a6b6137bfaca422</link>
			<acast:episodeId>699792834a6b6137bfaca422</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkkiGPobDhFrHs64BGljDvS3pkCFeQLgcm8xK1hNfMyTGKf1sNhmT5WjdZzqeekcQ0WYljJkDHicdcLws39pv8V]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>อาปัตติภยวรรค </strong>และ <strong>อภิญญาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 249 พหุการสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ</p><ol><li><strong>การคบสัตบุรุษ</strong>: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี</li><li><strong>การฟังธรรม</strong>: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญา</li><li><strong>การโยนิโสมนสิการ</strong>: การคิดใคร่ครวญปรับปรุง</li><li><strong>ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ</strong>: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร:</strong> ว่าด้วย <strong>"อนริยโวหาร"</strong> หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป <em>จบอาปัตติภยวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p>เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง:<strong> ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร</strong> ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ</p><ol><li><strong>ธรรมที่ควรกำหนดรู้</strong> คือ<strong> ทุกข์</strong> คือ <strong><em>ขันธ์ 5</em></strong> มีความเป็นอนัตตา</li><li><strong>ธรรมที่ควรละ</strong> คือ <strong>สมุทัย</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>อวิชชา และภวตัณหา</em></strong> ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกาม</li><li><strong>ธรรมที่ควรทำให้เจริญ</strong> คือ<strong> มรรค</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>สมถะ และวิปัสสนา</em></strong> สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิ</li><li><strong>ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง</strong> คือ <strong>นิโรธ</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>วิชชาและวิมุตติ</em></strong> วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการใน <strong>อาปัตติภยวรรค </strong>และ <strong>อภิญญาวรรค</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ 249 พหุการสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ</p><ol><li><strong>การคบสัตบุรุษ</strong>: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี</li><li><strong>การฟังธรรม</strong>: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญา</li><li><strong>การโยนิโสมนสิการ</strong>: การคิดใคร่ครวญปรับปรุง</li><li><strong>ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ</strong>: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร:</strong> ว่าด้วย <strong>"อนริยโวหาร"</strong> หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป <em>จบอาปัตติภยวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p>เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง:<strong> ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร</strong> ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ</p><ol><li><strong>ธรรมที่ควรกำหนดรู้</strong> คือ<strong> ทุกข์</strong> คือ <strong><em>ขันธ์ 5</em></strong> มีความเป็นอนัตตา</li><li><strong>ธรรมที่ควรละ</strong> คือ <strong>สมุทัย</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>อวิชชา และภวตัณหา</em></strong> ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกาม</li><li><strong>ธรรมที่ควรทำให้เจริญ</strong> คือ<strong> มรรค</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>สมถะ และวิปัสสนา</em></strong> สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิ</li><li><strong>ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง</strong> คือ <strong>นิโรธ</strong> ในที่นี้ คือ <strong><em>วิชชาและวิมุตติ</em></strong> วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]]]></title>
			<itunes:title><![CDATA[ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]]]></itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/698f58cad6c27a06bb6ef42d/media.mp3" length="26921637" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">698f58cad6c27a06bb6ef42d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/698f58cad6c27a06bb6ef42d</link>
			<acast:episodeId>698f58cad6c27a06bb6ef42d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkXymoJ1fB5MyFtsS+idpsGMH9w+UblFKJDgS5/C1XD4vg8goM4Az2n9bVN8OW9l4MDWpt9ir5nawRm/XrTVs6W]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><em>“สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว”&nbsp;</em></p><br><p><strong>วันอาสาฬหบูชา </strong>เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ&nbsp;<strong>พุทธะ ธัมมะ สังฆะ</strong>&nbsp;นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือ<strong>ทางสายกลาง</strong>&nbsp;ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5&nbsp;</p><br><p>ย้อนกลับไปที่<strong>ข้อ 125 – 126&nbsp;ปฐมเมตตาสูตร</strong>&nbsp;คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนใน<strong>ทุติยเมตตาสูตร</strong>บุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>กัปปสูตร</strong>&nbsp;ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก&nbsp;</p><br><p><strong>โรคสูตร</strong>&nbsp;โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค</p><h3><br></h3><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><em>“สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว”&nbsp;</em></p><br><p><strong>วันอาสาฬหบูชา </strong>เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ&nbsp;<strong>พุทธะ ธัมมะ สังฆะ</strong>&nbsp;นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือ<strong>ทางสายกลาง</strong>&nbsp;ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5&nbsp;</p><br><p>ย้อนกลับไปที่<strong>ข้อ 125 – 126&nbsp;ปฐมเมตตาสูตร</strong>&nbsp;คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนใน<strong>ทุติยเมตตาสูตร</strong>บุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>กัปปสูตร</strong>&nbsp;ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก&nbsp;</p><br><p><strong>โรคสูตร</strong>&nbsp;โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค</p><h3><br></h3><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]</title>
			<itunes:title>ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6986279145f62cfe9401185e/media.mp3" length="27220132" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6986279145f62cfe9401185e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6986279145f62cfe9401185e</link>
			<acast:episodeId>6986279145f62cfe9401185e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlzSXzUG7V68q4IKn0ry34sKG7fOka6JKV9r1988HAXpkTU4Unlsl95GFTfS0D/Cg9cy5iJkB3bMUGDAjj1bam0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรค</p><br><p><strong>ข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ </strong>เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ <strong>อนาถบิณฑิกเศรษฐี</strong> ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง”&nbsp;พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้)&nbsp;พระองค์ทรงยกตัวอย่าง <strong>เวลามพราหมณ์</strong> (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย <strong>“มหาทาน 9 อย่าง”</strong> ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”</p><p><em>*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล</em></p><p><strong><em>&nbsp;</em></strong></p><p><strong>ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ </strong>พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)</p><p>·&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่ม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)</p><p>1)&nbsp;<strong>อุตตรกุรุทวีป</strong>:<strong> </strong>เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น"<strong> </strong>:-<strong> </strong>ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน </p><p>2)&nbsp;<strong>เทวดาดาวดึงส์</strong>: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :-<strong> </strong>อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์</p><p>3)&nbsp;<strong>ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): </strong>เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :-<strong> </strong>กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรค</p><br><p><strong>ข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ </strong>เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ <strong>อนาถบิณฑิกเศรษฐี</strong> ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง”&nbsp;พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้)&nbsp;พระองค์ทรงยกตัวอย่าง <strong>เวลามพราหมณ์</strong> (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย <strong>“มหาทาน 9 อย่าง”</strong> ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”</p><p><em>*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล</em></p><p><strong><em>&nbsp;</em></strong></p><p><strong>ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ </strong>พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)</p><p>·&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่ม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)</p><p>1)&nbsp;<strong>อุตตรกุรุทวีป</strong>:<strong> </strong>เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น"<strong> </strong>:-<strong> </strong>ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน </p><p>2)&nbsp;<strong>เทวดาดาวดึงส์</strong>: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :-<strong> </strong>อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์</p><p>3)&nbsp;<strong>ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): </strong>เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :-<strong> </strong>กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]</title>
			<itunes:title>แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/697d000222b46a261a830730/media.mp3" length="27354819" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">697d000222b46a261a830730</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/697d000222b46a261a830730</link>
			<acast:episodeId>697d000222b46a261a830730</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnZ4rK1xyIcEGZd/yw8s78IP2N1aHZ0mT3c7er01dgAj+bS4qLOzTKMuu8R7z/vzfStYgQ9GFfqTqprQzDRF0BM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ<strong> </strong>ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์</p><br><p><strong>ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร </strong>ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ <strong>ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา</strong> ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8</p><br><p><em>*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 146-147</strong> <strong>ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2</strong> กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ <strong>ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 148-149</strong> <strong>ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร</strong> เป็นเรื่องวาจา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม</strong> สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของ<strong>ศีล สมาธิ ปัญญา </strong>และ<strong>วิมุต</strong> เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี <em>จบอาภาวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มอินทริยวรรค</em> เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ใน<strong>อินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร</strong> คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ<strong> </strong>ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์</p><br><p><strong>ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร </strong>ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ <strong>ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา</strong> ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8</p><br><p><em>*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 146-147</strong> <strong>ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2</strong> กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ <strong>ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 148-149</strong> <strong>ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร</strong> เป็นเรื่องวาจา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม</strong> สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของ<strong>ศีล สมาธิ ปัญญา </strong>และ<strong>วิมุต</strong> เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี <em>จบอาภาวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มอินทริยวรรค</em> เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ใน<strong>อินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร</strong> คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 24 มกราคม 2569 [6904-6t_Live]</title>
			<itunes:title>ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 24 มกราคม 2569 [6904-6t_Live]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Jan 2026 00:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/697781267396c6aa988c3b2d/media.mp3" length="50902235" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">697781267396c6aa988c3b2d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/697781267396c6aa988c3b2d</link>
			<acast:episodeId>697781267396c6aa988c3b2d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkFnAnlgqdil5Gye1wvt6LTzAVaHGin2Vb1OpLHPSZiTE3qRdIutfSCFZPfwjVfy8xewr4iscmj7QoDaKuK8+71]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]</title>
			<itunes:title>ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:02:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/696a6e4b1e4bca00bffa1237/media.mp3" length="29971916" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">696a6e4b1e4bca00bffa1237</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/696a6e4b1e4bca00bffa1237</link>
			<acast:episodeId>696a6e4b1e4bca00bffa1237</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl2xXvJvk4vJqWHiNHK59PJIa3Xc4xJWEUnChpeLxpSJE2eql9oA41KQvAUBktxJcXcPfdSh62y/tpYDL8Iyvmo]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล</strong> กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้</p><br><p>ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ<strong> "ไม่ควร"</strong> เข้าหา 9 ประการ</p><p>1.<strong> ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ</strong>: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ</p><p>2.&nbsp;<strong>ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ</strong>: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม</p><p>3.<strong> ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ</strong>: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี</p><p>4.&nbsp;<strong>ปกปิดของที่มีอยู่</strong>: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน</p><p>5.&nbsp;<strong>มีมากแต่ให้น้อย</strong>: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร</p><p>6.&nbsp;<strong>มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง</strong>: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ</p><p>7.&nbsp;<strong>ให้โดยไม่เคารพ</strong>: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น</p><p>8.&nbsp;<strong>ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม</strong>: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน</p><p>9.&nbsp;<strong>ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม</strong>: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใส</p><br><p>ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ <strong>"ควร" </strong>เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙</strong> กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา</strong> กล่าวถึงเทวดา&nbsp;9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้</p><br><p><strong>ประเด็นสำคัญ</strong>: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมาก</p><br><p><strong>หลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต</strong>: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้</p><p>1.<strong> การลุกรับ</strong>: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ</p><p>2.<strong> การกราบไหว้</strong>: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้</p><p>3.&nbsp;<strong>การให้อาสนะ</strong>: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน</p><p>4.&nbsp;<strong>การแบ่งปันลาภ</strong>: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ</p><p>5.&nbsp;<strong>การเข้าไปนั่งใกล้</strong>: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม</p><p>6.&nbsp;<strong>การเงี่ยโสตลงฟังธรรม</strong>: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ</p><p>7.&nbsp;<strong>การทรงจำธรรม</strong>: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้</p><p>8.&nbsp;<strong>การพิจารณาเนื้อความ</strong>: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย</p><p>9.&nbsp;<strong>การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</strong>: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง</p><br><p><strong><em>*บทสรุป</em></strong><em>: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล</strong> กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้</p><br><p>ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ<strong> "ไม่ควร"</strong> เข้าหา 9 ประการ</p><p>1.<strong> ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ</strong>: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ</p><p>2.&nbsp;<strong>ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ</strong>: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม</p><p>3.<strong> ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ</strong>: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี</p><p>4.&nbsp;<strong>ปกปิดของที่มีอยู่</strong>: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน</p><p>5.&nbsp;<strong>มีมากแต่ให้น้อย</strong>: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร</p><p>6.&nbsp;<strong>มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง</strong>: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ</p><p>7.&nbsp;<strong>ให้โดยไม่เคารพ</strong>: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น</p><p>8.&nbsp;<strong>ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม</strong>: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน</p><p>9.&nbsp;<strong>ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม</strong>: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใส</p><br><p>ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ <strong>"ควร" </strong>เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙</strong> กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา</strong> กล่าวถึงเทวดา&nbsp;9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้</p><br><p><strong>ประเด็นสำคัญ</strong>: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมาก</p><br><p><strong>หลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต</strong>: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้</p><p>1.<strong> การลุกรับ</strong>: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ</p><p>2.<strong> การกราบไหว้</strong>: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้</p><p>3.&nbsp;<strong>การให้อาสนะ</strong>: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน</p><p>4.&nbsp;<strong>การแบ่งปันลาภ</strong>: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ</p><p>5.&nbsp;<strong>การเข้าไปนั่งใกล้</strong>: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม</p><p>6.&nbsp;<strong>การเงี่ยโสตลงฟังธรรม</strong>: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ</p><p>7.&nbsp;<strong>การทรงจำธรรม</strong>: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้</p><p>8.&nbsp;<strong>การพิจารณาเนื้อความ</strong>: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย</p><p>9.&nbsp;<strong>การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</strong>: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง</p><br><p><strong><em>*บทสรุป</em></strong><em>: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t]</title>
			<itunes:title>อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/696101afb86949aa065419de/media.mp3" length="26263136" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">696101afb86949aa065419de</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/696101afb86949aa065419de</link>
			<acast:episodeId>696101afb86949aa065419de</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmi3Eh8uS9p1q2WWmxt8gvBG9OwJwqaEsVOlg3AaxS1KeRx8DTsB41kDMo6KFcf9DfeJ2P4dWqF6rcgYfrMtup+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่</p><br><p><strong>ข้อที่ 65</strong> <strong>สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ</strong> เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก"</p><p>ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง<strong> "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้"</strong> โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:</p><p>1.&nbsp;<strong>ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ</strong> (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล</p><p>2.&nbsp;<strong>ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ</strong> (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้</p><p>3.&nbsp;<strong>ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม</strong> (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม</strong> ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเอง</p><p><strong>หลักธรรมสำคัญ:</strong></p><ul><li>หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)</li><li>การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)</li><li>เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)</li></ul><p>1.<strong> ถ้าโลกหน้ามีจริง</strong>: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์</p><p>2.&nbsp;<strong>ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง</strong>: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร</p><p>3.&nbsp;<strong>ถ้าผลกรรมมีจริง</strong>: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา</p><p>4.&nbsp;<strong>ถ้าผลกรรมไม่มีจริง</strong>: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ</strong> นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ...&nbsp;(หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่</p><br><p><strong>ข้อที่ 65</strong> <strong>สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ</strong> เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก"</p><p>ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง<strong> "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้"</strong> โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:</p><p>1.&nbsp;<strong>ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ</strong> (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล</p><p>2.&nbsp;<strong>ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ</strong> (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้</p><p>3.&nbsp;<strong>ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม</strong> (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม</strong> ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเอง</p><p><strong>หลักธรรมสำคัญ:</strong></p><ul><li>หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)</li><li>การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)</li><li>เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)</li></ul><p>1.<strong> ถ้าโลกหน้ามีจริง</strong>: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์</p><p>2.&nbsp;<strong>ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง</strong>: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร</p><p>3.&nbsp;<strong>ถ้าผลกรรมมีจริง</strong>: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา</p><p>4.&nbsp;<strong>ถ้าผลกรรมไม่มีจริง</strong>: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ</strong> นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ...&nbsp;(หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t]</title>
			<itunes:title>ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6957e7751002b08bc848e43e/media.mp3" length="27420242" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6957e7751002b08bc848e43e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6957e7751002b08bc848e43e</link>
			<acast:episodeId>6957e7751002b08bc848e43e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk3pJ4O5Pe+XvufmrVNjhi5wsmpaavLMWPhWLC6WGpjw1D1wS1o3+TxSU/Ikf0eryFfrixZQ3c6BGlzy2tlJckK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก </strong>เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง <strong>สังกัปปวิตก</strong> (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>1. วิตก<strong>เกิดขึ้น</strong>เพราะอะไร: มี <strong>"นามรูป"</strong> (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์</p><p>2.&nbsp;วิตก<strong>ต่างกัน</strong>เพราะอะไร: เพราะ <strong>"ธาตุ"</strong> ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น <strong>อกุศลวิตก </strong>ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ <strong>กุศลวิตก</strong> ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก)</p><p>3.&nbsp;วิตก<strong>เกิดจาก</strong>อะไร: มี <strong>"ผัสสะ"</strong> (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด</p><p>4.&nbsp;วิตกมีอะไรเป็นที่<strong>ประชุมลง</strong>: มี <strong>"เวทนา"</strong> (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง</p><p>5.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นยอด</strong>: มี <strong>"สมาธิ"</strong> เป็นยอด (ประมุข)</p><p>6.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นใหญ่</strong>: มี <strong>"สติ"</strong> เป็นใหญ่</p><p>7.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นยิ่ง</strong>: มี <strong>"ปัญญา"</strong> เป็นยิ่ง</p><p>8.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นแก่น</strong>: มี <strong>"วิมุตติ"</strong> (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น</p><p>9.&nbsp;วิตก<strong>หยั่งลง</strong>ในไหน: มี <strong>"อมตะ"</strong> (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง </strong>การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่</p><p>1.&nbsp;<strong>อสุภสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย</p><p>2.&nbsp;<strong>มรณสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา</p><p>3.&nbsp;<strong>อาหาเร ปฏิกูลสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร</p><p>4.&nbsp;<strong>สัพพโลเก อนภิรตสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง</p><p>5.&nbsp;<strong>อนิจจสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง)</p><p>6.&nbsp;<strong>อนิจเจ ทุกขสัญญา</strong>:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย)</p><p>7.&nbsp;<strong>ทุกเข อนัตตสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)</p><p>8.&nbsp;<strong>ปหานสัญญา</strong>: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก</p><p>9.&nbsp;<strong>วิราคสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย&nbsp;นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก </strong>เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง <strong>สังกัปปวิตก</strong> (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>1. วิตก<strong>เกิดขึ้น</strong>เพราะอะไร: มี <strong>"นามรูป"</strong> (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์</p><p>2.&nbsp;วิตก<strong>ต่างกัน</strong>เพราะอะไร: เพราะ <strong>"ธาตุ"</strong> ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น <strong>อกุศลวิตก </strong>ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ <strong>กุศลวิตก</strong> ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก)</p><p>3.&nbsp;วิตก<strong>เกิดจาก</strong>อะไร: มี <strong>"ผัสสะ"</strong> (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด</p><p>4.&nbsp;วิตกมีอะไรเป็นที่<strong>ประชุมลง</strong>: มี <strong>"เวทนา"</strong> (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง</p><p>5.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นยอด</strong>: มี <strong>"สมาธิ"</strong> เป็นยอด (ประมุข)</p><p>6.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นใหญ่</strong>: มี <strong>"สติ"</strong> เป็นใหญ่</p><p>7.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นยิ่ง</strong>: มี <strong>"ปัญญา"</strong> เป็นยิ่ง</p><p>8.&nbsp;วิตกมีอะไร<strong>เป็นแก่น</strong>: มี <strong>"วิมุตติ"</strong> (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น</p><p>9.&nbsp;วิตก<strong>หยั่งลง</strong>ในไหน: มี <strong>"อมตะ"</strong> (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง </strong>การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่</p><p>1.&nbsp;<strong>อสุภสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย</p><p>2.&nbsp;<strong>มรณสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา</p><p>3.&nbsp;<strong>อาหาเร ปฏิกูลสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร</p><p>4.&nbsp;<strong>สัพพโลเก อนภิรตสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง</p><p>5.&nbsp;<strong>อนิจจสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง)</p><p>6.&nbsp;<strong>อนิจเจ ทุกขสัญญา</strong>:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย)</p><p>7.&nbsp;<strong>ทุกเข อนัตตสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)</p><p>8.&nbsp;<strong>ปหานสัญญา</strong>: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก</p><p>9.&nbsp;<strong>วิราคสัญญา</strong>: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย&nbsp;นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t]</title>
			<itunes:title>เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/694ecbe1c9578c8cda81c789/media.mp3" length="26151943" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">694ecbe1c9578c8cda81c789</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/694ecbe1c9578c8cda81c789</link>
			<acast:episodeId>694ecbe1c9578c8cda81c789</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl6H17D7y4eopE2oNu4dOFvGDMLJHp+o2mWtgS7g1PPi9migjoq/ibYmpUeTB44V7gIuqzJntsF8OTWZK6u/iuR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท</strong> กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้</p><p>1.&nbsp;ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา</p><p>2.&nbsp;ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ</p><p>3.&nbsp;ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน</p><p>4.&nbsp;ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว</p><p>5.&nbsp;ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด</p><p>6.&nbsp;ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน</p><p>7.&nbsp;ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร</p><p>8.&nbsp;ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ</p><p>9.&nbsp;ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม)</p><br><p>เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล</strong> พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้</p><p><strong>กลุ่มพระอนาคามี</strong> (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่</p><p>1.&nbsp;อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ</p><p>2.&nbsp;อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว</p><p>3.&nbsp;อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย)</p><p>4.&nbsp;สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า)</p><p>5.&nbsp;อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะ</p><br><p><strong>กลุ่มพระสกทาคามี</strong> (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว</p><p>6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์</p><br><p><strong>กลุ่มพระโสดาบัน</strong> (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว</p><p>7.&nbsp;เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว)</p><p>8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ)</p><p>9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ</strong> ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร คือผลแห่งกรรมหรือไม่อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า “พรหมจรรย์ที่ประพฤติในพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายก็เพื่อทำให้แจ้งในอริยสัจสี่”</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท</p><br><p><strong>ข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท</strong> กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้</p><p>1.&nbsp;ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา</p><p>2.&nbsp;ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ</p><p>3.&nbsp;ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน</p><p>4.&nbsp;ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว</p><p>5.&nbsp;ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด</p><p>6.&nbsp;ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน</p><p>7.&nbsp;ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร</p><p>8.&nbsp;ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ</p><p>9.&nbsp;ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม)</p><br><p>เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล</strong> พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้</p><p><strong>กลุ่มพระอนาคามี</strong> (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่</p><p>1.&nbsp;อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ</p><p>2.&nbsp;อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว</p><p>3.&nbsp;อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย)</p><p>4.&nbsp;สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า)</p><p>5.&nbsp;อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะ</p><br><p><strong>กลุ่มพระสกทาคามี</strong> (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว</p><p>6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์</p><br><p><strong>กลุ่มพระโสดาบัน</strong> (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว</p><p>7.&nbsp;เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว)</p><p>8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ)</p><p>9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ</strong> ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร คือผลแห่งกรรมหรือไม่อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า “พรหมจรรย์ที่ประพฤติในพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายก็เพื่อทำให้แจ้งในอริยสัจสี่”</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ว่าด้วยศีล [6851-6t]</title>
			<itunes:title>ว่าด้วยศีล [6851-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6943f84fffa288bdbb8b0187/media.mp3" length="26561016" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6943f84fffa288bdbb8b0187</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6943f84fffa288bdbb8b0187</link>
			<acast:episodeId>6943f84fffa288bdbb8b0187</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkbVNX1etPUZ6iqAAWJZ1VWqEIZowRhjs8aCRYV4NI4t8pMOFLJdMM3SyYE8weG75FMYtA8nWoFJ2xM+4YSY499]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล</p><br><p><strong>ข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ </strong>กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท</p><p>2.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)</p><p>3.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)</p><br><p>นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่</p><p>1.&nbsp;บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี</p><p>2.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ</p><p>3.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น</p><p>4.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง</strong> กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ </p><p>1. ตอบถูกแต่ช้า</p><p>2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก</p><p>3. ตอบถูกและเร็ว</p><p>4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1.&nbsp;<strong>อุคฆฏิตัญญู</strong> (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.</p><p>2.&nbsp;<strong>วิปจิตัญญู</strong> (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.</p><p>3.&nbsp;<strong>เนยยะ</strong> (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.</p><p>4.&nbsp;<strong>ปทปรมะ</strong> (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่&nbsp;</p><p>1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน)&nbsp;</p><p>2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ</strong> โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล</p><p>2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน</p><p>3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี4</p><p>4. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑</strong> กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ</p><p>1.&nbsp;ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน</p><p>2.&nbsp;บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี</p><p>3.&nbsp;บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี</p><p>4.&nbsp;บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก</strong> การจำแนกบุคคล 4 จำพวกตามการ “ออก” จากกิเลส คือ</p><p>1.&nbsp;กายออกแต่จิตยังไม่ออก (อยู่ป่า คืออาศัยเสนาสนะเงียบสงัด แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>2.&nbsp;กายยังไม่ออกแต่จิตออก (ไม่อยู่ป่า แต่ไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>3.&nbsp;กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (ไม่อยู่ป่า แต่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>4.&nbsp;กายออกจิตออก (อยู่ป่า และไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>139 ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก</strong> ได้แบ่งธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการสอนและผู้ฟัง ดังนี้</p><p>1.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย และไม่ประกอบด้วยประโยชน์: ทั้งผู้สอนและผู้ฟังไม่ฉลาดในประโยชน์</p><p>2.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย แต่ประกอบด้วยประโยชน์: ผู้สอนกล่าวสิ่งที่มีสาระ และผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด</p><p>3.&nbsp;กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวมากแต่หาสาระไม่ได้ และผู้ฟังไม่ฉลาด</p><p>4.&nbsp;กล่าวธรรมมาก และประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวธรรมได้ละเอียดลึกซึ้งและมีสาระยิ่ง และผู้ฟังก็เป็นผู้ฉลาด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 140 วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด</strong> กล่าวถึงนักพูด 4 จำพวก โดยการนำเอาความจนหรือไม่จนใน <strong>อรรถ</strong> (เนื้อหา/ความหมาย) และ <strong>พยัญชนะ</strong> (รูปแบบ/ถ้อยคำ) เป็นตัวแปรมาจับคู่กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่านักพูดผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ</p><p><em>&nbsp;</em></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล</p><br><p><strong>ข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ </strong>กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท</p><p>2.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)</p><p>3.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)</p><br><p>นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่</p><p>1.&nbsp;บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี</p><p>2.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ</p><p>3.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น</p><p>4.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง</strong> กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ </p><p>1. ตอบถูกแต่ช้า</p><p>2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก</p><p>3. ตอบถูกและเร็ว</p><p>4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1.&nbsp;<strong>อุคฆฏิตัญญู</strong> (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.</p><p>2.&nbsp;<strong>วิปจิตัญญู</strong> (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.</p><p>3.&nbsp;<strong>เนยยะ</strong> (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.</p><p>4.&nbsp;<strong>ปทปรมะ</strong> (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่&nbsp;</p><p>1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน)&nbsp;</p><p>2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ</strong> โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล</p><p>2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน</p><p>3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี4</p><p>4. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑</strong> กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ</p><p>1.&nbsp;ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน</p><p>2.&nbsp;บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี</p><p>3.&nbsp;บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี</p><p>4.&nbsp;บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก</strong> การจำแนกบุคคล 4 จำพวกตามการ “ออก” จากกิเลส คือ</p><p>1.&nbsp;กายออกแต่จิตยังไม่ออก (อยู่ป่า คืออาศัยเสนาสนะเงียบสงัด แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>2.&nbsp;กายยังไม่ออกแต่จิตออก (ไม่อยู่ป่า แต่ไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>3.&nbsp;กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (ไม่อยู่ป่า แต่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>4.&nbsp;กายออกจิตออก (อยู่ป่า และไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>139 ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก</strong> ได้แบ่งธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการสอนและผู้ฟัง ดังนี้</p><p>1.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย และไม่ประกอบด้วยประโยชน์: ทั้งผู้สอนและผู้ฟังไม่ฉลาดในประโยชน์</p><p>2.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย แต่ประกอบด้วยประโยชน์: ผู้สอนกล่าวสิ่งที่มีสาระ และผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด</p><p>3.&nbsp;กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวมากแต่หาสาระไม่ได้ และผู้ฟังไม่ฉลาด</p><p>4.&nbsp;กล่าวธรรมมาก และประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวธรรมได้ละเอียดลึกซึ้งและมีสาระยิ่ง และผู้ฟังก็เป็นผู้ฉลาด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 140 วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด</strong> กล่าวถึงนักพูด 4 จำพวก โดยการนำเอาความจนหรือไม่จนใน <strong>อรรถ</strong> (เนื้อหา/ความหมาย) และ <strong>พยัญชนะ</strong> (รูปแบบ/ถ้อยคำ) เป็นตัวแปรมาจับคู่กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่านักพูดผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ</p><p><em>&nbsp;</em></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคล 9 จำพวก [6850-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคล 9 จำพวก [6850-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/693b6518e1890fb6cb9bbe00/media.mp3" length="26193336" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">693b6518e1890fb6cb9bbe00</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/693b6518e1890fb6cb9bbe00</link>
			<acast:episodeId>693b6518e1890fb6cb9bbe00</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkG0pTz8qZDnqD7I/P1iIo7xhW3uncJ53qgYRhjR3n4f0g4Oyshy02CyY1DcFLDOwXlBkn5U82OZWXhK5g4qKRN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 9 ประการใน <strong>สัมโพธิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 6 เสวนาสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ </strong>แสดงโดยท่านพระสารีบุตร สอนหลักการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น <strong>บุคคล </strong>(มี 4 ประเภท)<strong>, จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, หมู่บ้าน, ชนบท</strong> มีทั้งส่วนที่ <strong>"ควรเสพ"</strong> เพื่อให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลเสื่อม และส่วนที่ <strong>"ไม่ควรเสพ"</strong> เพื่อป้องกันอกุศลเพิ่มพูน โดยเน้นให้ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดส่งเสริมความดี หรือส่งเสริมความชั่วแก่ตน</p><br><p><em>*สอนให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเลือกเสพสิ่งที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และละเว้นสิ่งที่เป็นโทษต่อการพัฒนาตนนั้นเอง</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 7 สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสุตวา</strong> กล่าวถึงเรื่องราวของปริพาชก (นักบวช) ชื่อ <strong>สุตวา</strong> ที่เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ เพื่อสนทนาปราศรัย และได้ทูลถามเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฐานะ 9 ประการที่พระอรหันต์นั้นไม่อาจล่วงละเมิด ได้แก่</p><ol><li>ไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์</li><li>ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้</li><li>ไม่เสพเมถุนธรรม</li><li>ไม่พูดเท็จ</li><li>ไม่สะสมบริโภคกาม</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะชอบ</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะชัง</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะหลง</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะกลัว</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 8 สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสัชฌะ</strong> ปรารภปริพาชกชื่อ <strong>สัชฌะ </strong>มีเนื้อหาคล้าย<strong> สุตวาสูตร </strong>มีข้อธรรมที่ 1-5 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อที่ 6-9 ได้แก่ ไม่อาจบอกคืน (ไม่ปฏิเสธว่าไม่มี) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่อาจบอกคืนสิกขา</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 9 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล 9 จำพวก</strong> กล่าวถึงบุคคล 9 จำพวกที่มีปรากฎอยู่บนโลก ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก (ขั้นมรรคและผล) และ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 10 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย</strong> กล่าวถึง บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก และ โคตรภูบุคคล (บุคคลที่อยู่ตรงหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นช่วงที่จิตกำลังจะก้าวข้ามปุถุชนเข้าสู่โสดาปัตติมรรค)</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 9 ประการใน <strong>สัมโพธิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 6 เสวนาสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ </strong>แสดงโดยท่านพระสารีบุตร สอนหลักการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น <strong>บุคคล </strong>(มี 4 ประเภท)<strong>, จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, หมู่บ้าน, ชนบท</strong> มีทั้งส่วนที่ <strong>"ควรเสพ"</strong> เพื่อให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลเสื่อม และส่วนที่ <strong>"ไม่ควรเสพ"</strong> เพื่อป้องกันอกุศลเพิ่มพูน โดยเน้นให้ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดส่งเสริมความดี หรือส่งเสริมความชั่วแก่ตน</p><br><p><em>*สอนให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเลือกเสพสิ่งที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และละเว้นสิ่งที่เป็นโทษต่อการพัฒนาตนนั้นเอง</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 7 สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสุตวา</strong> กล่าวถึงเรื่องราวของปริพาชก (นักบวช) ชื่อ <strong>สุตวา</strong> ที่เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ เพื่อสนทนาปราศรัย และได้ทูลถามเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฐานะ 9 ประการที่พระอรหันต์นั้นไม่อาจล่วงละเมิด ได้แก่</p><ol><li>ไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์</li><li>ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้</li><li>ไม่เสพเมถุนธรรม</li><li>ไม่พูดเท็จ</li><li>ไม่สะสมบริโภคกาม</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะชอบ</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะชัง</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะหลง</li><li>ไม่ลำเอียงเพราะกลัว</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 8 สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสัชฌะ</strong> ปรารภปริพาชกชื่อ <strong>สัชฌะ </strong>มีเนื้อหาคล้าย<strong> สุตวาสูตร </strong>มีข้อธรรมที่ 1-5 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อที่ 6-9 ได้แก่ ไม่อาจบอกคืน (ไม่ปฏิเสธว่าไม่มี) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่อาจบอกคืนสิกขา</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 9 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล 9 จำพวก</strong> กล่าวถึงบุคคล 9 จำพวกที่มีปรากฎอยู่บนโลก ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก (ขั้นมรรคและผล) และ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 10 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย</strong> กล่าวถึง บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก และ โคตรภูบุคคล (บุคคลที่อยู่ตรงหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นช่วงที่จิตกำลังจะก้าวข้ามปุถุชนเข้าสู่โสดาปัตติมรรค)</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน [6849-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน [6849-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69336628aef2c71c1df350c6/media.mp3" length="26997811" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69336628aef2c71c1df350c6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/69336628aef2c71c1df350c6</link>
			<acast:episodeId>69336628aef2c71c1df350c6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmHLJiD19NB9u6Bd/SJswjfBAxi8LKEGBhioiuJ2lV14u3Yn1osL9QH7Ejntp+VBIXvm4CLL5REdEOLpmOWcIKI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>ภยวรรค</strong> หมวดว่าด้วยภัย</p><br><p><strong>ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย</strong> กล่าวถึงภัย 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li><strong>อัตตานุวาทภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการติเตียนตนเอง)</li><li><strong>ปรานุวาทภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการที่ผู้อื่นติเตียน)</li><li><strong>ทัณฑภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการลงโทษ)</li><li><strong>ทุคติภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากอบายทั้ง 4)</li></ol><p><br></p><p><em>*ความกลัวต่อภัยทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคคลนั้นมีสติยับยั้งชั่งใจในการดำเนินชีวิตตามกรอบของศีลธรรมอันดีได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 122 อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคลื่น</strong> กล่าวถึงภัย 4 ประการ ที่กุลบุตรผู้มีความศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้พึงประสบ โดยทรงเปรียบเทียบกับภัยที่คนลงไปในน้ำจะต้องพบเจอ ได้แก่</p><ol><li><strong>อูมิภัย</strong> (ภัยจากคลื่น): เปรียบเสมือนความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนหรือคำตักเตือนพร่ำสอนของเพื่อนภิกษุด้วยกัน</li><li><strong>กุมภีลภัย</strong> (ภัยจากจระเข้): เปรียบเสมือนการเห็นแก่ปากแก่ท้อง</li><li><strong>อาวัฏฏภัย</strong> (ภัยจากน้ำวน): เปรียบเสมือนความยินดีพอใจในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้จมอยู่ในวัฏสงสาร</li><li><strong>สุสุกาภัย</strong> (ภัยจากปลาร้าย): เปรียบเสมือนการประพฤติตนไม่เหมาะสม ไปคบหากับมาตุคาม (ผู้หญิง) หรือบุคคลที่เป็นภัยต่อพรหมจรรย์</li></ol><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 123 ปฐมนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน</strong> <strong>สูตรที่ ๑</strong> กล่าวถึงความแตกต่างของบุคคล 4 จำพวก โดยจำแนกตามระดับการเข้าถึงฌานและผลที่จะได้รับหลังมรณภาพ ดังนี้</p><ol><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ปฐมฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเทวดาชั้นพรหม</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ทุติยฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสราภูมิ</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ตติยฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นสุภกิณหาภูมิ</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>จตุตถฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นเวหัปผลาภูมิ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 124 ทุติยนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๒</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกเหมือน<strong>ปฐมนานากรณสูตร</strong>แต่เน้นมาที่การเป็นอริยบุคคลขั้นอนาคามี โดยเพิ่มการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ห้าในฌานขั้นนั้นๆ เข้าไปด้วย</p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 127 -128 ปฐม - ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๑ และ ๒</strong> กล่าวถึงเหตุอัศจรรย์ 4 ประการที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระตถาคต และเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 129 อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์</strong> แสดงถึงอัศจรรย์ 4 ประการของท่านพระอานนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้<strong>พุทธบริษัท 4 รัก และอยากฟังธรรม</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 130 จักกวัตติอัจฉริยสูตร </strong>ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ<strong> เมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท</strong>ได้เข้าเฝ้า ได้ปฏิสันถารกับพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าแม้พระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งก็ยังอิ่มใจ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>ภยวรรค</strong> หมวดว่าด้วยภัย</p><br><p><strong>ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย</strong> กล่าวถึงภัย 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li><strong>อัตตานุวาทภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการติเตียนตนเอง)</li><li><strong>ปรานุวาทภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการที่ผู้อื่นติเตียน)</li><li><strong>ทัณฑภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากการลงโทษ)</li><li><strong>ทุคติภัย</strong> (ภัยที่เกิดจากอบายทั้ง 4)</li></ol><p><br></p><p><em>*ความกลัวต่อภัยทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคคลนั้นมีสติยับยั้งชั่งใจในการดำเนินชีวิตตามกรอบของศีลธรรมอันดีได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 122 อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคลื่น</strong> กล่าวถึงภัย 4 ประการ ที่กุลบุตรผู้มีความศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้พึงประสบ โดยทรงเปรียบเทียบกับภัยที่คนลงไปในน้ำจะต้องพบเจอ ได้แก่</p><ol><li><strong>อูมิภัย</strong> (ภัยจากคลื่น): เปรียบเสมือนความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนหรือคำตักเตือนพร่ำสอนของเพื่อนภิกษุด้วยกัน</li><li><strong>กุมภีลภัย</strong> (ภัยจากจระเข้): เปรียบเสมือนการเห็นแก่ปากแก่ท้อง</li><li><strong>อาวัฏฏภัย</strong> (ภัยจากน้ำวน): เปรียบเสมือนความยินดีพอใจในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้จมอยู่ในวัฏสงสาร</li><li><strong>สุสุกาภัย</strong> (ภัยจากปลาร้าย): เปรียบเสมือนการประพฤติตนไม่เหมาะสม ไปคบหากับมาตุคาม (ผู้หญิง) หรือบุคคลที่เป็นภัยต่อพรหมจรรย์</li></ol><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 123 ปฐมนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน</strong> <strong>สูตรที่ ๑</strong> กล่าวถึงความแตกต่างของบุคคล 4 จำพวก โดยจำแนกตามระดับการเข้าถึงฌานและผลที่จะได้รับหลังมรณภาพ ดังนี้</p><ol><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ปฐมฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเทวดาชั้นพรหม</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ทุติยฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสราภูมิ</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>ตติยฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นสุภกิณหาภูมิ</li><li>บุคคลบางคน บรรลุ<strong>จตุตถฌาน</strong> เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นเวหัปผลาภูมิ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 124 ทุติยนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๒</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกเหมือน<strong>ปฐมนานากรณสูตร</strong>แต่เน้นมาที่การเป็นอริยบุคคลขั้นอนาคามี โดยเพิ่มการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ห้าในฌานขั้นนั้นๆ เข้าไปด้วย</p><p><em>&nbsp;</em></p><p><strong>ข้อที่ 127 -128 ปฐม - ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๑ และ ๒</strong> กล่าวถึงเหตุอัศจรรย์ 4 ประการที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระตถาคต และเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 129 อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์</strong> แสดงถึงอัศจรรย์ 4 ประการของท่านพระอานนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้<strong>พุทธบริษัท 4 รัก และอยากฟังธรรม</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 130 จักกวัตติอัจฉริยสูตร </strong>ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ<strong> เมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท</strong>ได้เข้าเฝ้า ได้ปฏิสันถารกับพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าแม้พระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งก็ยังอิ่มใจ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระนันทกะแสดงธรรม [6848-6t]</title>
			<itunes:title>พระนันทกะแสดงธรรม [6848-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6929dc03635c16d6407c96d0/media.mp3" length="26033181" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6929dc03635c16d6407c96d0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6929dc03635c16d6407c96d0</link>
			<acast:episodeId>6929dc03635c16d6407c96d0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmw1rbrsDolu5epwalZnxoAq6ZxRUenzDi8tKSygVs7xAYABg/HiRvITDzfc+yP9Ry1kNCbMETkPe4+Pr24ipqJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 4 นันทกสูตร ว่าด้วยพระนันทกะแสดงธรรม </strong>พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระนันทกะ หลังจากที่พระนันทกะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเสร็จสิ้น โดยพระองค์ประทับยืนคอยฟังอยู่จนจบกถา ในเนื้อหาได้กล่าวถึงธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ (ซึ่งเปรียบเหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ขาข้างใดบกพร่องพิการ ย่อมไม่บริบูรณ์) ได้แก่</p><ol><li>ศรัทธา</li><li>ศีล</li><li>เจโตสมาธิภายใน</li><li>ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง</li></ol><p><br></p><p>และอานิสงส์ของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล 5 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาโดยวิธีนั้นๆ (วิธีแสดงธรรม)</li><li>ย่อมเป็นผู้รู้อรรถและรู้ธรรมในธรรมนั้นโดยวิธีนั้นๆ</li><li>ย่อมเห็นแจ้งบทที่ลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญา</li><li>เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมยกย่องเธออย่างยิ่งว่า ‘ท่านผู้นี้ได้บรรลุแล้ว หรือกำลังบรรลุแน่แท้’</li><li>ผู้ที่กำลังบรรลุ - ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง โดยวิธีนั้น ๆ</li></ol><p>ผู้ที่บรรลุแล้ว - อยู่เป็นสุข</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 5 พลสูตร ว่าด้วยพละ</strong> “พละ” (กำลัง หรือพลัง) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรมไปจนถึงความหลุดพ้น ได้กล่าวถึง พละ 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) - ความรอบรู้ แยกแยะกุศลหรืออกุศได้</li><li>วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) - ทำในสิ่งที่ควรทำ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น</li><li>อนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) - ความสุจริตทางกาย วาจา ใจ</li><li>สังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) - การช่วยเหลือผู้อื่น</li></ol><p><br></p><p>ผู้ประกอบด้วยพละ 4 ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย 5 ประการนี้ได้</p><ol><li>อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ)</li><li>อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง)</li><li>ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท)</li><li>มรณภัย (ภัยคือความตาย)</li><li>ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ)</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 4 นันทกสูตร ว่าด้วยพระนันทกะแสดงธรรม </strong>พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระนันทกะ หลังจากที่พระนันทกะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเสร็จสิ้น โดยพระองค์ประทับยืนคอยฟังอยู่จนจบกถา ในเนื้อหาได้กล่าวถึงธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ (ซึ่งเปรียบเหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ขาข้างใดบกพร่องพิการ ย่อมไม่บริบูรณ์) ได้แก่</p><ol><li>ศรัทธา</li><li>ศีล</li><li>เจโตสมาธิภายใน</li><li>ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง</li></ol><p><br></p><p>และอานิสงส์ของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล 5 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาโดยวิธีนั้นๆ (วิธีแสดงธรรม)</li><li>ย่อมเป็นผู้รู้อรรถและรู้ธรรมในธรรมนั้นโดยวิธีนั้นๆ</li><li>ย่อมเห็นแจ้งบทที่ลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญา</li><li>เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมยกย่องเธออย่างยิ่งว่า ‘ท่านผู้นี้ได้บรรลุแล้ว หรือกำลังบรรลุแน่แท้’</li><li>ผู้ที่กำลังบรรลุ - ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง โดยวิธีนั้น ๆ</li></ol><p>ผู้ที่บรรลุแล้ว - อยู่เป็นสุข</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 5 พลสูตร ว่าด้วยพละ</strong> “พละ” (กำลัง หรือพลัง) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรมไปจนถึงความหลุดพ้น ได้กล่าวถึง พละ 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) - ความรอบรู้ แยกแยะกุศลหรืออกุศได้</li><li>วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) - ทำในสิ่งที่ควรทำ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น</li><li>อนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) - ความสุจริตทางกาย วาจา ใจ</li><li>สังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) - การช่วยเหลือผู้อื่น</li></ol><p><br></p><p>ผู้ประกอบด้วยพละ 4 ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย 5 ประการนี้ได้</p><ol><li>อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ)</li><li>อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง)</li><li>ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท)</li><li>มรณภัย (ภัยคือความตาย)</li><li>ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ)</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความไม่ประมาท [6847-6t]</title>
			<itunes:title>ความไม่ประมาท [6847-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6920cc8100a96fa12b339972/media.mp3" length="28440696" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6920cc8100a96fa12b339972</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6920cc8100a96fa12b339972</link>
			<acast:episodeId>6920cc8100a96fa12b339972</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlb1oe9P+BBZRnrU3m5vnteb32/r9kqsDPqz/UzZ5w5nT/6IjLkHx96n6BZuuc3LNN79TXrYd31EUDja8BRbfgh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>เกสิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</p><br><p><strong>ข้อที่ 115 ฐานสูตรว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ </strong>คือ หลักธรรมที่สอนให้พิจารณาการกระทำของตนเอง โดยจำแนกเป็น 4 ฐานะ ดังนี้</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>ไม่น่าพอใจ</strong>และเป็นไปเพื่อ<strong>ความฉิบหาย</strong></p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>ไม่น่าพอใจ</strong>แต่เป็นไปเพื่อ<strong>ประโยชน์</strong></p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>น่าพอใจ</strong>แต่เป็นไปเพื่อ<strong>ความฉิบหาย</strong></p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>น่าพอใจ</strong>และเป็นไปเพื่อ<strong>ประโยชน์</strong></p><br><p><em>*การปฏิบัติธรรมตามหลักนี้จะช่วยให้ละเว้นความเสื่อมและส่งเสริมความเจริญ บัณฑิตจะทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ โดยดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 116_อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท </strong>เมื่อมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ประการนี้แล้ว ย่อมไม่กลัวต่อความตายที่จะมาถึง ได้แก่ <em>การละกาย-วาจา-ใจทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ</em> <em>แล้วมาเจริญกาย-วาจา-ใจสุจริตและสัมมาทิฏฐิ</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 117 อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา </strong>เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ <strong>การไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ</strong> เป็นการเบรคจิตด้วยสติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 118 สังเวชนียสูตร ว่าด้วยสังเวชนียสถาน </strong>กล่าวถึงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถานเหล่านี้มีความหมายว่า "สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช" และเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและความเพียรในการปฏิบัติตามมรรคแปด</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 119 ปฐมภยสูตร ว่าด้วยภัยภายใน สูตรที่ ๑ </strong>กล่าวถึงภัยที่เกิดจาก <strong>การเกิด (การที่ต้องเกิดใหม่) ความแก่ชรา ความเจ็บ </strong>และ<strong> ความตาย </strong>ซึ่งเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้</p><br><p><strong><em>*</em></strong><em>การตระหนักถึงภัยทั้ง 4 นี้ทำให้เข้าใจถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสังขารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 120 ทุติยภยสูตร ว่าด้วยภัยภายนอก สูตรที่ ๒ </strong>ภัยจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้&nbsp;4 ประการ ได้แก่ 1. อัคคีภัย (ภัยจากไฟ) 2. อุทกภัย (ภัยจากน้ำ) 3. ราชภัย (ภัยจากพระราชา) และ 4. โจรภัย (ภัยจากโจร)</p><p><em>*ภัยจากภายนอกนี้ เป็นภัยที่ยังพอจะช่วยกันได้</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p>ขึ้น <strong>ภยวรรค</strong> หมวดว่าด้วยภัย</p><p><strong>ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย </strong>พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงภัย 4 ประการ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อัตตานุวาทภัย: ภัยคือการติเตียนตนเอง</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปรานุวาทภัย: ภัยคือการที่ผู้อื่นติเตียน</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทัณฑภัย: ภัยคืออาชญา (การถูกลงโทษทางโลก เช่น ถูกปรับ ถูกจำคุก)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทุคติภัย: ภัยคือทุคติ (การไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีหลังความตาย)</p><br><p><em>*สอนให้มีความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กระทำความชั่วได้ แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครมาลงโทษในทันทีก็ตาม</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>เกสิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</p><br><p><strong>ข้อที่ 115 ฐานสูตรว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ </strong>คือ หลักธรรมที่สอนให้พิจารณาการกระทำของตนเอง โดยจำแนกเป็น 4 ฐานะ ดังนี้</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>ไม่น่าพอใจ</strong>และเป็นไปเพื่อ<strong>ความฉิบหาย</strong></p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>ไม่น่าพอใจ</strong>แต่เป็นไปเพื่อ<strong>ประโยชน์</strong></p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>น่าพอใจ</strong>แต่เป็นไปเพื่อ<strong>ความฉิบหาย</strong></p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทำสิ่งที่<strong>น่าพอใจ</strong>และเป็นไปเพื่อ<strong>ประโยชน์</strong></p><br><p><em>*การปฏิบัติธรรมตามหลักนี้จะช่วยให้ละเว้นความเสื่อมและส่งเสริมความเจริญ บัณฑิตจะทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ โดยดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 116_อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท </strong>เมื่อมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ประการนี้แล้ว ย่อมไม่กลัวต่อความตายที่จะมาถึง ได้แก่ <em>การละกาย-วาจา-ใจทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ</em> <em>แล้วมาเจริญกาย-วาจา-ใจสุจริตและสัมมาทิฏฐิ</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 117 อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา </strong>เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ <strong>การไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ</strong> เป็นการเบรคจิตด้วยสติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 118 สังเวชนียสูตร ว่าด้วยสังเวชนียสถาน </strong>กล่าวถึงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถานเหล่านี้มีความหมายว่า "สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช" และเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและความเพียรในการปฏิบัติตามมรรคแปด</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 119 ปฐมภยสูตร ว่าด้วยภัยภายใน สูตรที่ ๑ </strong>กล่าวถึงภัยที่เกิดจาก <strong>การเกิด (การที่ต้องเกิดใหม่) ความแก่ชรา ความเจ็บ </strong>และ<strong> ความตาย </strong>ซึ่งเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้</p><br><p><strong><em>*</em></strong><em>การตระหนักถึงภัยทั้ง 4 นี้ทำให้เข้าใจถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสังขารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 120 ทุติยภยสูตร ว่าด้วยภัยภายนอก สูตรที่ ๒ </strong>ภัยจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้&nbsp;4 ประการ ได้แก่ 1. อัคคีภัย (ภัยจากไฟ) 2. อุทกภัย (ภัยจากน้ำ) 3. ราชภัย (ภัยจากพระราชา) และ 4. โจรภัย (ภัยจากโจร)</p><p><em>*ภัยจากภายนอกนี้ เป็นภัยที่ยังพอจะช่วยกันได้</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p>ขึ้น <strong>ภยวรรค</strong> หมวดว่าด้วยภัย</p><p><strong>ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย </strong>พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงภัย 4 ประการ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อัตตานุวาทภัย: ภัยคือการติเตียนตนเอง</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปรานุวาทภัย: ภัยคือการที่ผู้อื่นติเตียน</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทัณฑภัย: ภัยคืออาชญา (การถูกลงโทษทางโลก เช่น ถูกปรับ ถูกจำคุก)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทุคติภัย: ภัยคือทุคติ (การไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีหลังความตาย)</p><br><p><em>*สอนให้มีความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กระทำความชั่วได้ แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครมาลงโทษในทันทีก็ตาม</em></p><p><em>&nbsp;</em></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบ [6846-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบ [6846-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/691764c5e42e3466f23a44fc/media.mp3" length="25784509" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">691764c5e42e3466f23a44fc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/691764c5e42e3466f23a44fc</link>
			<acast:episodeId>691764c5e42e3466f23a44fc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkdYI7VrIZ3F8NWwKSBXpzvV0J/+cXbNY17A1qkEFG6dSW97g9HeVj/bkJJfrcEgSr6igl9DlsWg3VffumgfPTq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการ เริ่มพระสูตรแรกใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 1 สัมโพธิสูตร ว่าด้วยสัมโพธิ (การตรัสรู้ชอบ)</strong> กล่าวถึง เหตุที่ทำให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้เจริญขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ ? ภิกษุทั้งหลายพึงตอบว่า เหตุนั้นคือ</p><p>1. การมีมิตรดี</p><p>2. การเป็นผู้มีศีล</p><p>3. การได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา (ธรรม) อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต ได้แก่ อัปปิจฉกถา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิกถา (ความสันโดษ) ปวิเวกกถา (ความสงัด) อสังสัคคกถา (ความไม่คลุกคลี) วิริยารัมภกถา (การปรารภความเพียร) สีลกถา(ศีล) สมาธิกถา(สมาธิ) ปัญญากถา(ปัญญา) วิมุตติกถา(วิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)</p><p>4. การปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีความมั่นคง ไม่ท้อถอย</p><p>5. การเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><br><p>เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่</p><p>1. เจริญอสุภะ (ความไม่งามของกาย) เพื่อละราคะ</p><p>2. เจริญเมตตา เพื่อละความพยาบาท</p><p>3. เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) เพื่อตัดวิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน)</p><p>4. เจริญอนิจจสัญญา (ความหมายรู้ในความไม่เที่ยง) เพื่อถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)</p><p><em>*ผู้ที่เจริญอนิจจสัญญาได้แล้ว อนัตตสัญญาก็จะปรากฏ (เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน) และจะบรรลุนิพพานในปัจจุบัน</em></p><br><p><strong>ข้อที่ 2 นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย</strong> กล่าวถึง ลักษณะของภิกษุที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" (ที่พึ่งอาศัย) โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>• ภิกษุจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยได้ เมื่อเธออาศัยธรรม 5 ประการต่อไปนี้ แล้วสามารถละอกุศลธรรม (ความชั่ว) และเจริญกุศลธรรม (ความดี) ได้</p><p>1. อาศัยศรัทธา (พระรัตนตรัย)</p><p>2. อาศัยหิริ (ความละอายแก่ใจ)</p><p>3. อาศัยโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)</p><p>4. อาศัยวิริยะ (ความเพียร)</p><p>5. อาศัยปัญญา (ปัญญาอันเป็นอริยะ)</p><br><p>• ภิกษุนั้นเมื่อดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ควรอาศัยธรรมอีก 4 ประการในการปฏิบัติ</p><p>1. พิจารณาแล้วเสพ: พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัย 4</p><p>2. พิจารณาแล้วอดกลั้น: อดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความหนาว ความร้อน</p><p>3. พิจารณาแล้วเว้น: เว้นจากสิ่งที่เป็นโทษหรืออกุศล</p><p>4. พิจารณาแล้วบรรเทา: กำจัดหรือบรรเทาอกุศลวิตกหรือบาปธรรมที่เกิดขึ้นในใจ</p><p><em>*เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่พึ่งทางใจและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง (พึ่งตน พึ่งธรรม) โดยการอาศัยหลักธรรมสำคัญ เช่น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสและบรรลุความดีงามในที่สุด</em></p><br><p><strong>ข้อที่ 3 เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆิยะ</strong> กล่าวถึง พระเมฆิยะ และธรรมสำหรับแก้อกุศลวิตก 3 ประการ (กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) โดยพระเมฆิยะได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ได้แก่</p><p>1. มีมิตรดี</p><p>2. มีศีล</p><p>3. ได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา</p><p>4. มีความเพียรเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล</p><p>5. มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ</p><br><p>เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ก็พึงเจริญธรรมอีก 4 ประการเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป คือ</p><p>1. เจริญอสุภสัญญา เพื่อละราคะ</p><p>2. เจริญเมตตา เพื่อละพยาบาท</p><p>3. เจริญอานาปานสติ เพื่อตัดอกุศลวิตก</p><p>4. เจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ</p><p><em>*เน้นความสำคัญของการมีกัลยาณมิตร การตั้งมั่นในศีล ความเพียร และการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยเฉพาะการเจริญสติและกรรมฐานเพื่อกำจัดอกุศลวิตกและกิเลส</em></p><br><p><strong>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 9 ประการ เริ่มพระสูตรแรกใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ 1 สัมโพธิสูตร ว่าด้วยสัมโพธิ (การตรัสรู้ชอบ)</strong> กล่าวถึง เหตุที่ทำให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้เจริญขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ ? ภิกษุทั้งหลายพึงตอบว่า เหตุนั้นคือ</p><p>1. การมีมิตรดี</p><p>2. การเป็นผู้มีศีล</p><p>3. การได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา (ธรรม) อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต ได้แก่ อัปปิจฉกถา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิกถา (ความสันโดษ) ปวิเวกกถา (ความสงัด) อสังสัคคกถา (ความไม่คลุกคลี) วิริยารัมภกถา (การปรารภความเพียร) สีลกถา(ศีล) สมาธิกถา(สมาธิ) ปัญญากถา(ปัญญา) วิมุตติกถา(วิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)</p><p>4. การปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีความมั่นคง ไม่ท้อถอย</p><p>5. การเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><br><p>เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่</p><p>1. เจริญอสุภะ (ความไม่งามของกาย) เพื่อละราคะ</p><p>2. เจริญเมตตา เพื่อละความพยาบาท</p><p>3. เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) เพื่อตัดวิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน)</p><p>4. เจริญอนิจจสัญญา (ความหมายรู้ในความไม่เที่ยง) เพื่อถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)</p><p><em>*ผู้ที่เจริญอนิจจสัญญาได้แล้ว อนัตตสัญญาก็จะปรากฏ (เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน) และจะบรรลุนิพพานในปัจจุบัน</em></p><br><p><strong>ข้อที่ 2 นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย</strong> กล่าวถึง ลักษณะของภิกษุที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" (ที่พึ่งอาศัย) โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>• ภิกษุจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยได้ เมื่อเธออาศัยธรรม 5 ประการต่อไปนี้ แล้วสามารถละอกุศลธรรม (ความชั่ว) และเจริญกุศลธรรม (ความดี) ได้</p><p>1. อาศัยศรัทธา (พระรัตนตรัย)</p><p>2. อาศัยหิริ (ความละอายแก่ใจ)</p><p>3. อาศัยโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)</p><p>4. อาศัยวิริยะ (ความเพียร)</p><p>5. อาศัยปัญญา (ปัญญาอันเป็นอริยะ)</p><br><p>• ภิกษุนั้นเมื่อดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ควรอาศัยธรรมอีก 4 ประการในการปฏิบัติ</p><p>1. พิจารณาแล้วเสพ: พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัย 4</p><p>2. พิจารณาแล้วอดกลั้น: อดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความหนาว ความร้อน</p><p>3. พิจารณาแล้วเว้น: เว้นจากสิ่งที่เป็นโทษหรืออกุศล</p><p>4. พิจารณาแล้วบรรเทา: กำจัดหรือบรรเทาอกุศลวิตกหรือบาปธรรมที่เกิดขึ้นในใจ</p><p><em>*เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่พึ่งทางใจและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง (พึ่งตน พึ่งธรรม) โดยการอาศัยหลักธรรมสำคัญ เช่น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสและบรรลุความดีงามในที่สุด</em></p><br><p><strong>ข้อที่ 3 เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆิยะ</strong> กล่าวถึง พระเมฆิยะ และธรรมสำหรับแก้อกุศลวิตก 3 ประการ (กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) โดยพระเมฆิยะได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ได้แก่</p><p>1. มีมิตรดี</p><p>2. มีศีล</p><p>3. ได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา</p><p>4. มีความเพียรเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล</p><p>5. มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ</p><br><p>เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ก็พึงเจริญธรรมอีก 4 ประการเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป คือ</p><p>1. เจริญอสุภสัญญา เพื่อละราคะ</p><p>2. เจริญเมตตา เพื่อละพยาบาท</p><p>3. เจริญอานาปานสติ เพื่อตัดอกุศลวิตก</p><p>4. เจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ</p><p><em>*เน้นความสำคัญของการมีกัลยาณมิตร การตั้งมั่นในศีล ความเพียร และการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยเฉพาะการเจริญสติและกรรมฐานเพื่อกำจัดอกุศลวิตกและกิเลส</em></p><br><p><strong>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุรุษอาชาไนย [6845-6t]</title>
			<itunes:title>บุรุษอาชาไนย [6845-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/690e0ec26d62d4e03d70ac2a/media.mp3" length="27931732" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">690e0ec26d62d4e03d70ac2a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/690e0ec26d62d4e03d70ac2a</link>
			<acast:episodeId>690e0ec26d62d4e03d70ac2a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnWqOts9IY8ubcw8jNJj8MhOpORH+NV+Tqnh/yzeodaUW8TUmIgYKOI61fuHi9ZKdA7YqfLhOl6Z4LS0fUyZCUy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>วลาหกวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ</p><br><p><strong>ข้อที่ 107 มูสิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนหนู</strong> เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก ได้แก่</p><ol><li>หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ - ได้ศึกษาปริยัติแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่</li><li>หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู - รู้แจ้งอริยสัจสี่แต่ไม่ได้ศึกษาปริยัติ</li><li>หนูไม่ขุดรูและไม่อยู่ - ไม่ได้ศึกษาปริยัติและไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่</li><li>หนูขุดรูและอยู่ - ได้ศึกษาปริยัติและรู้แจ้งอริยสัจสี่</li></ol><p><br></p><p>โดยเปรียบการ <strong>“ขุดรู”</strong> ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ <strong>“อยู่”</strong> ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4<em> </em><strong><em>* ความสำคัญจึงอยู่ที่การปฏิบัติ หากไม่ได้นำมาปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 108 พลิวัททสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนโคผู้</strong> เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 109 รุกขสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้</strong> เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง ซึ่ง <strong><em>“ไม้เนื้อแข็ง” </em></strong><em>เป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับ</em><strong><em>คนมีศีล</em></strong><em> และ </em><strong><em>“ไม้เนื้ออ่อน” </em></strong><em>เป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับ</em><strong><em>คนไม่มีศีล</em></strong> เราเป็นคนประเภทไหนและแวดล้อมด้วยคนชนิดใด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 110 อาสีวิสสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ</strong> เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง <strong><em>“พิษแล่น”</em></strong><em> คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความ</em><strong><em>โกรธง่ายหรือยาก </em></strong><em>และ </em><strong><em>“พิษร้าย”</em></strong><em> คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่า</em><strong><em>หายเร็วหรือช้า</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>ขึ้นวรรคใหม่ <strong>เกสิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</p><br><p><strong>ข้อที่ 111 เกสิสูตร ว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</strong> เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน <em>“</em><strong><em>การฆ่าในธรรมวินัยนี้</em></strong><em> คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต” </em>เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 112 ชวสูตร ว่าด้วยความว่องไวของม้าต้นและของภิกษุ</strong> คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร <strong>ซื่อตรง</strong> คือ ศรัทธา <strong>ว่องไว</strong> คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน <strong>อดทน</strong>ต่อทุกขเวทนา <strong>สงบเสงี่ยม</strong> คือ มีฌาน 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 113 ปโตทสูตร ว่าด้วยปฏักของสารถี</strong> ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ <strong>เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก</strong> เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้หรือได้เห็นการตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนมาถึงความเจ็บป่วยของตนเองแล้วจึงค่อยเร่งปฏิบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 114 นาคสูตร ว่าด้วยองค์ของช้างต้น </strong>คุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล</p><ol><li><strong>รู้ฟัง</strong>: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง</li><li><strong>รู้ประหาร</strong>: รู้จักละอกุศล</li><li><strong>รู้อดทน</strong>: อดทนต่อทุกขเวทนา</li><li>&nbsp;<strong>รู้ไป</strong>: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วลาหกวรรค เกสิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>วลาหกวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ</p><br><p><strong>ข้อที่ 107 มูสิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนหนู</strong> เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก ได้แก่</p><ol><li>หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ - ได้ศึกษาปริยัติแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่</li><li>หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู - รู้แจ้งอริยสัจสี่แต่ไม่ได้ศึกษาปริยัติ</li><li>หนูไม่ขุดรูและไม่อยู่ - ไม่ได้ศึกษาปริยัติและไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่</li><li>หนูขุดรูและอยู่ - ได้ศึกษาปริยัติและรู้แจ้งอริยสัจสี่</li></ol><p><br></p><p>โดยเปรียบการ <strong>“ขุดรู”</strong> ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ <strong>“อยู่”</strong> ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4<em> </em><strong><em>* ความสำคัญจึงอยู่ที่การปฏิบัติ หากไม่ได้นำมาปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 108 พลิวัททสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนโคผู้</strong> เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 109 รุกขสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้</strong> เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง ซึ่ง <strong><em>“ไม้เนื้อแข็ง” </em></strong><em>เป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับ</em><strong><em>คนมีศีล</em></strong><em> และ </em><strong><em>“ไม้เนื้ออ่อน” </em></strong><em>เป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับ</em><strong><em>คนไม่มีศีล</em></strong> เราเป็นคนประเภทไหนและแวดล้อมด้วยคนชนิดใด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 110 อาสีวิสสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ</strong> เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง <strong><em>“พิษแล่น”</em></strong><em> คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความ</em><strong><em>โกรธง่ายหรือยาก </em></strong><em>และ </em><strong><em>“พิษร้าย”</em></strong><em> คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่า</em><strong><em>หายเร็วหรือช้า</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>ขึ้นวรรคใหม่ <strong>เกสิวรรค</strong> หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</p><br><p><strong>ข้อที่ 111 เกสิสูตร ว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า</strong> เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน <em>“</em><strong><em>การฆ่าในธรรมวินัยนี้</em></strong><em> คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต” </em>เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 112 ชวสูตร ว่าด้วยความว่องไวของม้าต้นและของภิกษุ</strong> คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร <strong>ซื่อตรง</strong> คือ ศรัทธา <strong>ว่องไว</strong> คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน <strong>อดทน</strong>ต่อทุกขเวทนา <strong>สงบเสงี่ยม</strong> คือ มีฌาน 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 113 ปโตทสูตร ว่าด้วยปฏักของสารถี</strong> ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ <strong>เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก</strong> เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้หรือได้เห็นการตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนมาถึงความเจ็บป่วยของตนเองแล้วจึงค่อยเร่งปฏิบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 114 นาคสูตร ว่าด้วยองค์ของช้างต้น </strong>คุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล</p><ol><li><strong>รู้ฟัง</strong>: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง</li><li><strong>รู้ประหาร</strong>: รู้จักละอกุศล</li><li><strong>รู้อดทน</strong>: อดทนต่อทุกขเวทนา</li><li>&nbsp;<strong>รู้ไป</strong>: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วลาหกวรรค เกสิวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การประพฤติชอบ [6844-6t]</title>
			<itunes:title>การประพฤติชอบ [6844-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6905356f47e14fea244db311/media.mp3" length="24136548" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6905356f47e14fea244db311</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6905356f47e14fea244db311</link>
			<acast:episodeId>6905356f47e14fea244db311</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnRTdASE1xoU7EFPAsdL8Uyd4bAIZjJWYpdP655g1oiy33Muj7s+pKYoVoj5P2ELG93TiNeZX7VHKUcy0PkeVr8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 10 ใน <strong>สติวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 90 สัมมาวัตตนสูตร ว่าด้วยการประพฤติชอบ </strong>ว่าด้วยเรื่อง <strong>"วัตรปฏิบัติ" </strong>หรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษ (ตัสสปาปิยสิกากรรม) จะต้องประพฤติชอบในธรรม 8 ประการนี้</p><ol><li>ไม่พึงให้อุปสมบท: งดเว้นจากการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่น</li><li>ไม่พึงให้นิสสัย: งดเว้นจากการรับภิกษุอื่นไว้ในความดูแล (เป็นอาจารย์)</li><li>ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก: งดเว้นจากการให้สามเณรมาปรนนิบัติรับใช้</li><li>ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี: ไม่รับตำแหน่งผู้สอนภิกษุณี</li><li>แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี: หากเคยได้รับสมมติแล้ว ก็ต้องงดการสอนภิกษุณี</li><li>ไม่พึงรับสมมติอะไรๆ จากสงฆ์: ไม่ยอมรับตำแหน่งหรือภารกิจใดๆ ที่สงฆ์มอบหมาย ไม่รับตำแหน่งทางสงฆ์อื่นใดอีก</li><li>ไม่พึงดำรงอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าอะไรๆ: ไม่แสวงหาหรือรับตำแหน่งผู้นำ</li><li>ไม่พึงให้ประพฤติวุฏฐานพิธี (พิธีออกจากกรรม) เพราะตำแหน่งเดิมนั้น: ไม่ใช้สิทธิจากตำแหน่งเดิมเพื่อทำพิธีการทางสงฆ์ (เช่น การสวดถอนอาบัติสังฆาทิเสส)</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสูตรที่ 1-26 (ข้อที่ 91-116)</strong> ใน <strong>สามัญญวรรค</strong> หมวดว่าด้วยธรรมที่เหมือนกัน ใน 26 พระสูตรนี้มีข้อธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน คือ ศีล 8 แตกต่างกันที่หัวข้อเป็นการปรารภถึงอุบาสิกา 26 ท่าน โดยใช้พระสูตรข้อที่ 43 วิสาขาสูตร ในการเทียบเคียง โดยปรารภถึง <em>โพชฌาอุบาสิกา สิริมาอุบาสิกา ปทุมาอุบาสิกา สุธัมมา อุบาสิกา มนุชาอุบาสิกา อุตตราอุบาสิกา มุตตาอุบาสิกา เขมาอุบาสิกา รุจีอุบาสิกา จุนทีราชกุมารี พิมพีอุบาสิกา สุมนาราชกุมารี มัลลิกาเทวี ติสสาอุบาสิกา ติสสมาตาอุบาสิกา โสณาอุบาสิกา โสณมาตาอุบาสิกา กาณาอุบาสิกา กาณมาตาอุบาสิกา อุตตรานันทมาตาอุบาสิกา วิสาขามิคาร-มาตาอุบาสิกา ขุชชุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา สุปวาสาโกฬิยธิดา สุปปิยาอุบาสิกา นกุลมาตาคหปตานี&nbsp;</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 117-626 ใน ราคเปยยาล </strong>(เบ็ดเตล็ด)</p><ul><li>โดยการนำเอาหัวข้อหลักธรรมเหล่านี้ ได้แก่ <em>ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ (ความโกรธ) ... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปลาสะ (ความตีเสมอ) ...อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... มายา (มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ (ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว)... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ (ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท)</em></li><li>&nbsp;มาแยกย่อยโดยมีรูปแบบที่เหมือนกัน คือ <em>เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้... เพื่อความสิ้น ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไปแห่ง ... เพื่อความเสื่อมไปแห่ง ... เพื่อความคลายไปแห่ง ... เพื่อความดับไปแห่ง ... เพื่อความสละ ... เพื่อความสละคืนราคะ โทสะ โมหะ...ฯลฯ</em></li><li>ในแต่ละข้อย่อยก็จะมีรายละเอียดย่อยอีก 3 นัยยะ คือ มรรคแปด ฌาน และ สมาธิในขั้นต่างๆ</li></ul><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค สามัญญวรรค ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 10 ใน <strong>สติวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 90 สัมมาวัตตนสูตร ว่าด้วยการประพฤติชอบ </strong>ว่าด้วยเรื่อง <strong>"วัตรปฏิบัติ" </strong>หรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษ (ตัสสปาปิยสิกากรรม) จะต้องประพฤติชอบในธรรม 8 ประการนี้</p><ol><li>ไม่พึงให้อุปสมบท: งดเว้นจากการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่น</li><li>ไม่พึงให้นิสสัย: งดเว้นจากการรับภิกษุอื่นไว้ในความดูแล (เป็นอาจารย์)</li><li>ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก: งดเว้นจากการให้สามเณรมาปรนนิบัติรับใช้</li><li>ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี: ไม่รับตำแหน่งผู้สอนภิกษุณี</li><li>แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี: หากเคยได้รับสมมติแล้ว ก็ต้องงดการสอนภิกษุณี</li><li>ไม่พึงรับสมมติอะไรๆ จากสงฆ์: ไม่ยอมรับตำแหน่งหรือภารกิจใดๆ ที่สงฆ์มอบหมาย ไม่รับตำแหน่งทางสงฆ์อื่นใดอีก</li><li>ไม่พึงดำรงอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าอะไรๆ: ไม่แสวงหาหรือรับตำแหน่งผู้นำ</li><li>ไม่พึงให้ประพฤติวุฏฐานพิธี (พิธีออกจากกรรม) เพราะตำแหน่งเดิมนั้น: ไม่ใช้สิทธิจากตำแหน่งเดิมเพื่อทำพิธีการทางสงฆ์ (เช่น การสวดถอนอาบัติสังฆาทิเสส)</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสูตรที่ 1-26 (ข้อที่ 91-116)</strong> ใน <strong>สามัญญวรรค</strong> หมวดว่าด้วยธรรมที่เหมือนกัน ใน 26 พระสูตรนี้มีข้อธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน คือ ศีล 8 แตกต่างกันที่หัวข้อเป็นการปรารภถึงอุบาสิกา 26 ท่าน โดยใช้พระสูตรข้อที่ 43 วิสาขาสูตร ในการเทียบเคียง โดยปรารภถึง <em>โพชฌาอุบาสิกา สิริมาอุบาสิกา ปทุมาอุบาสิกา สุธัมมา อุบาสิกา มนุชาอุบาสิกา อุตตราอุบาสิกา มุตตาอุบาสิกา เขมาอุบาสิกา รุจีอุบาสิกา จุนทีราชกุมารี พิมพีอุบาสิกา สุมนาราชกุมารี มัลลิกาเทวี ติสสาอุบาสิกา ติสสมาตาอุบาสิกา โสณาอุบาสิกา โสณมาตาอุบาสิกา กาณาอุบาสิกา กาณมาตาอุบาสิกา อุตตรานันทมาตาอุบาสิกา วิสาขามิคาร-มาตาอุบาสิกา ขุชชุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา สุปวาสาโกฬิยธิดา สุปปิยาอุบาสิกา นกุลมาตาคหปตานี&nbsp;</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 117-626 ใน ราคเปยยาล </strong>(เบ็ดเตล็ด)</p><ul><li>โดยการนำเอาหัวข้อหลักธรรมเหล่านี้ ได้แก่ <em>ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ (ความโกรธ) ... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปลาสะ (ความตีเสมอ) ...อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... มายา (มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ (ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว)... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ (ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท)</em></li><li>&nbsp;มาแยกย่อยโดยมีรูปแบบที่เหมือนกัน คือ <em>เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้... เพื่อความสิ้น ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไปแห่ง ... เพื่อความเสื่อมไปแห่ง ... เพื่อความคลายไปแห่ง ... เพื่อความดับไปแห่ง ... เพื่อความสละ ... เพื่อความสละคืนราคะ โทสะ โมหะ...ฯลฯ</em></li><li>ในแต่ละข้อย่อยก็จะมีรายละเอียดย่อยอีก 3 นัยยะ คือ มรรคแปด ฌาน และ สมาธิในขั้นต่างๆ</li></ul><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค สามัญญวรรค ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้รู้อริยสัจสี่ [6843-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้รู้อริยสัจสี่ [6843-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68fbed078a5d09ce069285eb/media.mp3" length="28425565" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68fbed078a5d09ce069285eb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68fbed078a5d09ce069285eb</link>
			<acast:episodeId>68fbed078a5d09ce069285eb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYliwZj98GXuIvAnP6PWrN5zEfG0H/KLBfI+A2Sp4hi/T6JDBfwJ9l6ujtYbPL6fk/l3psX/VYOGKKfl16AudLAv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>อสุรวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา และ <strong>วลาหกวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ</p><br><p><strong>ฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร </strong>และ<strong>สิกขาปทสูตร </strong>มีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับ</p><ul><li><em>นัยยะที่ 1 </em><strong><em>ฉวาลาตสูตร</em></strong>เปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุด</li><li><em>นัยยะที่ 2 </em><strong><em>ราควินยสูตร</em></strong>มีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้</li><li><em>นัยยะที่ 3 </em><strong><em>ขิปปนิสันติสูตร</em></strong> แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li><em>นัยยะที่ 4 </em><strong><em>อัตตหิตสูตร</em></strong>มีแต่หัวข้อ</li><li><em>นัยยะที่ 5 </em><strong><em>สิกขาปทสูตร</em></strong>เอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตร</li></ul><p><br></p><p><strong>โปตลิยสูตร </strong>บุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด <em>จบอสุรวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มวลาหกวรรค</em> <strong>ปฐมวลาหกสูตร </strong>เปรียบ <em>เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ การพูด</em> และ <em>ฝนตก คือ ลงมือทำ</em> <strong>ทุติยวลาหกสูตร </strong>เปรียบเทียบ <em>เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ คนที่เรียนธรรม (นวังคสัตถุศาสน์)</em> และ <em>ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4</em></p><br><p><strong>กุมภสูตร อุทกรหทสูตร </strong>และ<strong>อัมพสูตร</strong> มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อสุรวรรค วลาหกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>อสุรวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา และ <strong>วลาหกวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ</p><br><p><strong>ฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร </strong>และ<strong>สิกขาปทสูตร </strong>มีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับ</p><ul><li><em>นัยยะที่ 1 </em><strong><em>ฉวาลาตสูตร</em></strong>เปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุด</li><li><em>นัยยะที่ 2 </em><strong><em>ราควินยสูตร</em></strong>มีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้</li><li><em>นัยยะที่ 3 </em><strong><em>ขิปปนิสันติสูตร</em></strong> แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li><em>นัยยะที่ 4 </em><strong><em>อัตตหิตสูตร</em></strong>มีแต่หัวข้อ</li><li><em>นัยยะที่ 5 </em><strong><em>สิกขาปทสูตร</em></strong>เอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตร</li></ul><p><br></p><p><strong>โปตลิยสูตร </strong>บุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด <em>จบอสุรวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มวลาหกวรรค</em> <strong>ปฐมวลาหกสูตร </strong>เปรียบ <em>เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ การพูด</em> และ <em>ฝนตก คือ ลงมือทำ</em> <strong>ทุติยวลาหกสูตร </strong>เปรียบเทียบ <em>เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ คนที่เรียนธรรม (นวังคสัตถุศาสน์)</em> และ <em>ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4</em></p><br><p><strong>กุมภสูตร อุทกรหทสูตร </strong>และ<strong>อัมพสูตร</strong> มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อสุรวรรค วลาหกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งการคว่ำบาตร [6842-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งการคว่ำบาตร [6842-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68f28eac80f266774010b339/media.mp3" length="27317274" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68f28eac80f266774010b339</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68f28eac80f266774010b339</link>
			<acast:episodeId>68f28eac80f266774010b339</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkSWd2u74rDenTxnmSBrWRCUbIij5zrNxf+yoM77vo3lR4BRxOTHBGfgyb9Hw9VkOf3rN6IAgMgvZIGh0o12/HC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน <strong>สติวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 86 ยสสูตร ว่าด้วยยศ </strong>ชาวบ้านอิจฉานังคละทราบข่าวการมาของพระพุทธเจ้า ต่างพากันส่งเสียงเพื่อมารอเข้าเฝ้าถวายข้าวของแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบความนั้น จึงได้กล่าวแสดงธรรมกับท่านพระนาคิตะโดยปรารภเรื่อง <em>“ยศ”</em> ไว้ 2 ลักษณะ คือ การเสพสุขจากยศ ชื่อว่า สุขที่ไม่สะอาด (×) และ การไม่เสพติดยศ คือ สุขจากเนกขัมมะ (ü) โดยได้แสดงไว้ 8 ประการดังนี้</p><ol><li>ผู้ยังสัพยอกเล่นหัวกันอยู่ ×</li><li>ฉันอาหารจนอิ่มท้อง แล้วหมั่นประกอบความสุขในการนอน ×</li><li>ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ×</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ไม่มีสมาธินั่งอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร มีสมาธินั่งอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ได้ลาภปัจจัยสี่ ละทิ้งการหลีกเร้น ×</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ได้ลาภปัจจัยสี่ ไม่ละทิ้งการหลีกเร้น ü</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>87 ปัตตนิกุชชนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งการคว่ำบาตรและหงายบาตร “การคล่ำบาตร”</strong> เป็นการลงโทษของภิกษุสงฆ์ที่กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาโดยการประกาศไม่รับไทยธรรมจากอุบาสกหรืออุบาสิกานั้น และเหตุที่คว่ำบาตรมีดังนี้</p><ol><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของภิกษุ (ขัดลาภ)</li><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของภิกษุ (ประโยชน์ในปัจจุบัน = ปัจจัยสี่ / ในเวลาต่อมา = การศึกษาพระธรรม / ประโยชน์อย่างยิ่ง = มรรค ผล นิพพาน)</li><li>ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้ของภิกษุ (ทำความเดือดร้อนต่อเสนาสนะและเพศบรรพชิต)</li><li>ด่าบริภาษภิกษุ</li><li>ยุยงภิกษุให้แตกกัน</li><li>กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า</li><li>กล่าวติเตียนพระธรรม</li><li>กล่าวติเตียนพระสงฆ์</li></ol><p>และในทางตรงข้าม <strong>“การหงายบาตร”</strong> กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมตรงกันข้ามกับธรรมที่กล่าวมาแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 88 อัปปสาทปเวทนียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรประกาศว่าไม่ควรเลื่อมใส</strong> อุบาสกและอุบาสิกาจะประกาศความไม่เลื่อมใสต่อภิกษุด้วยเหตุที่ว่า</p><ol><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของคฤหัสถ์</li><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของคฤหัสถ์</li><li>ด่าบริภาษคฤหัสถ์</li><li>ยุยงคฤหัสถ์ให้แตกกัน</li><li>กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า</li><li>กล่าวติเตียนพระธรรม</li><li>กล่าวติเตียนพระสงฆ์</li><li>อุบาสกและอุบาสิกาเห็นภิกษุนั้นในที่อโคจร</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 89 ปฏิสารณียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรลงปฏิสารณียกรรม</strong> <strong>“ลงปฏิสารณียกรรม”</strong> คือ หมู่สงฆ์มีคำสั่งลงโทษภิกษุที่ประพฤติผิดให้ไปขอขมาคฤหัสถ์ที่ตนเองได้ด่าว่าไว้ ซึ่งมีข้อธรรมเหมือนใน <strong>อัปปสาทปเวทนียสูตร </strong>ต่างกันในประการที่ 8 คือ รับคำที่ชอบธรรมของคฤหัสถ์แต่ไม่ทำตาม</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย&nbsp;อัฏฐกนิบาต สติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน <strong>สติวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 86 ยสสูตร ว่าด้วยยศ </strong>ชาวบ้านอิจฉานังคละทราบข่าวการมาของพระพุทธเจ้า ต่างพากันส่งเสียงเพื่อมารอเข้าเฝ้าถวายข้าวของแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบความนั้น จึงได้กล่าวแสดงธรรมกับท่านพระนาคิตะโดยปรารภเรื่อง <em>“ยศ”</em> ไว้ 2 ลักษณะ คือ การเสพสุขจากยศ ชื่อว่า สุขที่ไม่สะอาด (×) และ การไม่เสพติดยศ คือ สุขจากเนกขัมมะ (ü) โดยได้แสดงไว้ 8 ประการดังนี้</p><ol><li>ผู้ยังสัพยอกเล่นหัวกันอยู่ ×</li><li>ฉันอาหารจนอิ่มท้อง แล้วหมั่นประกอบความสุขในการนอน ×</li><li>ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ×</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ไม่มีสมาธินั่งอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร มีสมาธินั่งอยู่ในป่า ü</li><li>ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ได้ลาภปัจจัยสี่ ละทิ้งการหลีกเร้น ×</li><li>ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ได้ลาภปัจจัยสี่ ไม่ละทิ้งการหลีกเร้น ü</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>87 ปัตตนิกุชชนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งการคว่ำบาตรและหงายบาตร “การคล่ำบาตร”</strong> เป็นการลงโทษของภิกษุสงฆ์ที่กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาโดยการประกาศไม่รับไทยธรรมจากอุบาสกหรืออุบาสิกานั้น และเหตุที่คว่ำบาตรมีดังนี้</p><ol><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของภิกษุ (ขัดลาภ)</li><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของภิกษุ (ประโยชน์ในปัจจุบัน = ปัจจัยสี่ / ในเวลาต่อมา = การศึกษาพระธรรม / ประโยชน์อย่างยิ่ง = มรรค ผล นิพพาน)</li><li>ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้ของภิกษุ (ทำความเดือดร้อนต่อเสนาสนะและเพศบรรพชิต)</li><li>ด่าบริภาษภิกษุ</li><li>ยุยงภิกษุให้แตกกัน</li><li>กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า</li><li>กล่าวติเตียนพระธรรม</li><li>กล่าวติเตียนพระสงฆ์</li></ol><p>และในทางตรงข้าม <strong>“การหงายบาตร”</strong> กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมตรงกันข้ามกับธรรมที่กล่าวมาแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 88 อัปปสาทปเวทนียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรประกาศว่าไม่ควรเลื่อมใส</strong> อุบาสกและอุบาสิกาจะประกาศความไม่เลื่อมใสต่อภิกษุด้วยเหตุที่ว่า</p><ol><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของคฤหัสถ์</li><li>ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของคฤหัสถ์</li><li>ด่าบริภาษคฤหัสถ์</li><li>ยุยงคฤหัสถ์ให้แตกกัน</li><li>กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า</li><li>กล่าวติเตียนพระธรรม</li><li>กล่าวติเตียนพระสงฆ์</li><li>อุบาสกและอุบาสิกาเห็นภิกษุนั้นในที่อโคจร</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 89 ปฏิสารณียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรลงปฏิสารณียกรรม</strong> <strong>“ลงปฏิสารณียกรรม”</strong> คือ หมู่สงฆ์มีคำสั่งลงโทษภิกษุที่ประพฤติผิดให้ไปขอขมาคฤหัสถ์ที่ตนเองได้ด่าว่าไว้ ซึ่งมีข้อธรรมเหมือนใน <strong>อัปปสาทปเวทนียสูตร </strong>ต่างกันในประการที่ 8 คือ รับคำที่ชอบธรรมของคฤหัสถ์แต่ไม่ทำตาม</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย&nbsp;อัฏฐกนิบาต สติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิสูตร [6841-6t]</title>
			<itunes:title>สมาธิสูตร [6841-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68e78432cf3fb48800513f11/media.mp3" length="27370234" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68e78432cf3fb48800513f11</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68e78432cf3fb48800513f11</link>
			<acast:episodeId>68e78432cf3fb48800513f11</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlwV9olUqyGgs04gixPjObPsbGROuWmr1halnWfoR3o7hBCILEVmkeZ78axnC9JLSQIimcoRFUWlJGcy/mgRuHs]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>มจลวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว และ <strong>อสุรวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา</p><br><p><strong>ปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร </strong>และ<strong>ขันธสูตร </strong>เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวก ที่ปรากฏอยู่ในโลก ได้แก่</p><ol><li>บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว</li><li>บุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปุณฑริก</li><li>บุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปทุม</li><li>บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ</li></ol><p><br></p><p>โดยทั้ง 4 พระสูตรนี้ มีข้อธรรมที่กล่าวไว้ในข้างต้นเหมือนกัน แต่มีนัยยะต่างกันไปตามชื่อหัวข้อพระสูตร ใน<strong>สังโยชนสูตร</strong>แบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนใน<strong>สัมมาทิฏฐิสูตร</strong>มีมรรคแปดประกอบรวมอยู่ด้วย และ<strong>ขันธสูตร</strong>เป็นนัยยะแห่งขันธ์ห้า <em>จบมจลวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มอสุรวรรค</em> <strong>อสุรสูตร </strong>เป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายและลูกน้องที่มีความเป็น<strong>อสูรหรือเทวดา</strong> ที่น่าสนใจ คือไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ใน<strong>ปฐม/ทุติย </strong>และ<strong>ตติยสมาธิสูตร</strong> คือการมีหรือไม่มีของ<strong>สมถะและวิปัสสนา</strong> ซึ่งในสูตร 1-3 ของสมาธิสูตรมีข้อธรรมที่เหมือนกัน โดยเพิ่มนัยยะของความเพียรและการเข้าไปหาบุคคลเพื่อให้มีการพัฒนาเกิดขึ้น</p><br><p><em>*ประเด็นคือเอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดโดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;มจลวรรค อสุรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน <strong>มจลวรรค</strong> หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว และ <strong>อสุรวรรค</strong> หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา</p><br><p><strong>ปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร </strong>และ<strong>ขันธสูตร </strong>เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวก ที่ปรากฏอยู่ในโลก ได้แก่</p><ol><li>บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว</li><li>บุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปุณฑริก</li><li>บุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปทุม</li><li>บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ</li></ol><p><br></p><p>โดยทั้ง 4 พระสูตรนี้ มีข้อธรรมที่กล่าวไว้ในข้างต้นเหมือนกัน แต่มีนัยยะต่างกันไปตามชื่อหัวข้อพระสูตร ใน<strong>สังโยชนสูตร</strong>แบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนใน<strong>สัมมาทิฏฐิสูตร</strong>มีมรรคแปดประกอบรวมอยู่ด้วย และ<strong>ขันธสูตร</strong>เป็นนัยยะแห่งขันธ์ห้า <em>จบมจลวรรค</em></p><p>&nbsp;</p><p><em>เริ่มอสุรวรรค</em> <strong>อสุรสูตร </strong>เป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายและลูกน้องที่มีความเป็น<strong>อสูรหรือเทวดา</strong> ที่น่าสนใจ คือไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ใน<strong>ปฐม/ทุติย </strong>และ<strong>ตติยสมาธิสูตร</strong> คือการมีหรือไม่มีของ<strong>สมถะและวิปัสสนา</strong> ซึ่งในสูตร 1-3 ของสมาธิสูตรมีข้อธรรมที่เหมือนกัน โดยเพิ่มนัยยะของความเพียรและการเข้าไปหาบุคคลเพื่อให้มีการพัฒนาเกิดขึ้น</p><br><p><em>*ประเด็นคือเอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดโดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น</em></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;มจลวรรค อสุรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง [6840-6t]</title>
			<itunes:title>มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง [6840-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68dff84a902bad8f86cd11ed/media.mp3" length="28089190" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68dff84a902bad8f86cd11ed</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68dff84a902bad8f86cd11ed</link>
			<acast:episodeId>68dff84a902bad8f86cd11ed</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYklgNc2q+vWfVolmcqu7lFHpHjRPOtlxDc7K3K1irUBmxCL52kO5B6MjEz3/VNDhngXwpb+WLjVSg4WVxEuOYXB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 81 สติสัมปชัญญสูตร ว่าด้วยผลแห่งสติสัมปชัญญะ</strong> กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยมี “สติสัมปชัญญะ” เป็นตัวตั้งต้นแล้วมีผลของธรรมอย่างอื่นตามมา โดยแสดงแยกเป็น 2 ลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน คือ “เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี และ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี” โดยมีลำดับของธรรมดังนี้ 1. สติสัมปชัญญะ -&gt; 2. หิริและโอตตัปปะ -&gt; 3. อินทรียสังวร -&gt; 4. ศีล -&gt; 5. สัมมาสมาธิ -&gt; 6. ยถาภูตญาณทัสสนะ -&gt; 7. นิพพิทาและวิราคะ -&gt; 8. วิมุตติญาณทัสสนะ</p><br><p><em>เมื่อเหตุคือไม่มีสติสัมปชัญญะ -&gt; ผลจึงไม่มี หิริและโอตตัปปะ ... ฯลฯ “เปรียบได้กับต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น ของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์”และในทางตรงข้าม เมื่อเหตุแห่งความบริบูรณ์มี ผลแห่งความบริบูรณ์ย่อมมี</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 82 ปุณณิยสูตร ว่าด้วยพระปุณณิยะ</strong> โดยปรารภท่านพระปุณณิยะที่ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึง <em>“อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งในบางคราว แต่ในบางคราวกลับไม่แจ่มแจ้ง” </em>พระองค์ได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนา<strong>ไม่แจ่มแจ้ง</strong>ไว้ดังนี้</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา และเข้าไปหา แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา..ฯ และเข้าไปนั่งใกล้ แต่ไม่สอบถาม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา...ฯแล<strong>ะ</strong>สอบถาม แต่ไม่เงี่ยโสตฟังธรรม</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา....ฯ และเงี่ยโสตฟังธรรม<strong> </strong>แต่ไม่ทรงจำธรรมไว้ได้</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา.....ฯ และทรงจำธรรมไว้ได้ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา......ฯ และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรม<strong> </strong>แต่หาใช่รู้อรรถรู้ธรรม</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา.......ฯ และรู้อรรถรู้ธรรม แต่ไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม</p><p>&nbsp;</p><p>และได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนา<strong>แจ่มแจ้ง</strong>ไว้ดังนี้ คือ (1.) เป็นผู้มีศรัทธา -&gt; (2.) เข้าไปหา -&gt; (3.) เข้าไปนั่งใกล้ -&gt; (4.) สอบถาม -&gt; (5.) เงี่ยโสตฟังธรรม -&gt; (6.) ทรงจำธรรมไว้ -&gt; (7.) พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม -&gt; (8.) รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>83 มูลกสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง</strong> กล่าวถึงต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวงมีอะไรบ้าง</p><p>1. มีฉันทะ (ศรัทธา) เป็นมูล (รากพื้นฐาน) 2. มีมนสิการ (คิดตามแบบอริยสัจสี่) เป็นแดนเกิด 3. มีผัสสะเป็นเหตุเกิด 4. มีเวทนา (สัญญา-&gt;เวทนา) เป็นที่ประชุม (รวมลง)</p><p>5. มีสมาธิเป็นประมุข (หัวหน้า-สั่งการ)&nbsp;&nbsp;&nbsp;6. มีสติเป็นใหญ่ (อธิบดี-มีอยู่ตลอด) 7. มีปัญญา (เห็นไตรลักษณ์) เป็นยิ่ง (ยอดสูงสุด) 8. มีวิมุตติเป็นแก่น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 84 โจรสูตร ว่าด้วยเหตุเสื่อมของมหาโจร </strong>กล่าวถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของโจร</p><ul><li>เหตุเสื่อมของโจร คือ 1. ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ&nbsp;2. ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ 3. ฆ่าผู้หญิง 4. ข่มขืนเด็กหญิง 5. ปล้นนักบวช 6. ปล้นท้องพระคลัง 7. ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป 8. ไม่ฉลาดในการเก็บ</li><li>เหตุไม่เสื่อมของโจร – กล่าวตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมา</li></ul><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>85 สมณสูตร ว่าด้วยพระนามของพระพุทธเจ้า</strong> กล่าวถึงคำที่แสดงถึงพระนามของพระพุทธเจ้า ได้แก่ สมณะ (ผู้สงบ)&nbsp;พราหมณ์ (ลอยบาป)&nbsp;เวทคู (บรรลุความรู้)&nbsp;ภิสักกะ (หมอ)&nbsp;นิมมละ (สะอาด)&nbsp;วิมละ (ปราศจากมลทิน)&nbsp;ญาณี (ฉลาด) และวิมุตตะ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 81 สติสัมปชัญญสูตร ว่าด้วยผลแห่งสติสัมปชัญญะ</strong> กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยมี “สติสัมปชัญญะ” เป็นตัวตั้งต้นแล้วมีผลของธรรมอย่างอื่นตามมา โดยแสดงแยกเป็น 2 ลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน คือ “เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี และ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี” โดยมีลำดับของธรรมดังนี้ 1. สติสัมปชัญญะ -&gt; 2. หิริและโอตตัปปะ -&gt; 3. อินทรียสังวร -&gt; 4. ศีล -&gt; 5. สัมมาสมาธิ -&gt; 6. ยถาภูตญาณทัสสนะ -&gt; 7. นิพพิทาและวิราคะ -&gt; 8. วิมุตติญาณทัสสนะ</p><br><p><em>เมื่อเหตุคือไม่มีสติสัมปชัญญะ -&gt; ผลจึงไม่มี หิริและโอตตัปปะ ... ฯลฯ “เปรียบได้กับต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น ของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์”และในทางตรงข้าม เมื่อเหตุแห่งความบริบูรณ์มี ผลแห่งความบริบูรณ์ย่อมมี</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 82 ปุณณิยสูตร ว่าด้วยพระปุณณิยะ</strong> โดยปรารภท่านพระปุณณิยะที่ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึง <em>“อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งในบางคราว แต่ในบางคราวกลับไม่แจ่มแจ้ง” </em>พระองค์ได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนา<strong>ไม่แจ่มแจ้ง</strong>ไว้ดังนี้</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา และเข้าไปหา แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา..ฯ และเข้าไปนั่งใกล้ แต่ไม่สอบถาม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา...ฯแล<strong>ะ</strong>สอบถาม แต่ไม่เงี่ยโสตฟังธรรม</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา....ฯ และเงี่ยโสตฟังธรรม<strong> </strong>แต่ไม่ทรงจำธรรมไว้ได้</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา.....ฯ และทรงจำธรรมไว้ได้ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา......ฯ และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรม<strong> </strong>แต่หาใช่รู้อรรถรู้ธรรม</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้มีศรัทธา.......ฯ และรู้อรรถรู้ธรรม แต่ไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม</p><p>&nbsp;</p><p>และได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนา<strong>แจ่มแจ้ง</strong>ไว้ดังนี้ คือ (1.) เป็นผู้มีศรัทธา -&gt; (2.) เข้าไปหา -&gt; (3.) เข้าไปนั่งใกล้ -&gt; (4.) สอบถาม -&gt; (5.) เงี่ยโสตฟังธรรม -&gt; (6.) ทรงจำธรรมไว้ -&gt; (7.) พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม -&gt; (8.) รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>83 มูลกสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง</strong> กล่าวถึงต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวงมีอะไรบ้าง</p><p>1. มีฉันทะ (ศรัทธา) เป็นมูล (รากพื้นฐาน) 2. มีมนสิการ (คิดตามแบบอริยสัจสี่) เป็นแดนเกิด 3. มีผัสสะเป็นเหตุเกิด 4. มีเวทนา (สัญญา-&gt;เวทนา) เป็นที่ประชุม (รวมลง)</p><p>5. มีสมาธิเป็นประมุข (หัวหน้า-สั่งการ)&nbsp;&nbsp;&nbsp;6. มีสติเป็นใหญ่ (อธิบดี-มีอยู่ตลอด) 7. มีปัญญา (เห็นไตรลักษณ์) เป็นยิ่ง (ยอดสูงสุด) 8. มีวิมุตติเป็นแก่น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 84 โจรสูตร ว่าด้วยเหตุเสื่อมของมหาโจร </strong>กล่าวถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของโจร</p><ul><li>เหตุเสื่อมของโจร คือ 1. ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ&nbsp;2. ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ 3. ฆ่าผู้หญิง 4. ข่มขืนเด็กหญิง 5. ปล้นนักบวช 6. ปล้นท้องพระคลัง 7. ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป 8. ไม่ฉลาดในการเก็บ</li><li>เหตุไม่เสื่อมของโจร – กล่าวตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมา</li></ul><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>85 สมณสูตร ว่าด้วยพระนามของพระพุทธเจ้า</strong> กล่าวถึงคำที่แสดงถึงพระนามของพระพุทธเจ้า ได้แก่ สมณะ (ผู้สงบ)&nbsp;พราหมณ์ (ลอยบาป)&nbsp;เวทคู (บรรลุความรู้)&nbsp;ภิสักกะ (หมอ)&nbsp;นิมมละ (สะอาด)&nbsp;วิมละ (ปราศจากมลทิน)&nbsp;ญาณี (ฉลาด) และวิมุตตะ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา [6839-6t]</title>
			<itunes:title>ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา [6839-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68d6f6ff60e4b2ea7d5078d0/media.mp3" length="28438736" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68d6f6ff60e4b2ea7d5078d0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68d6f6ff60e4b2ea7d5078d0</link>
			<acast:episodeId>68d6f6ff60e4b2ea7d5078d0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkaVrhRqLvXoPS5BW2ggr2ZwKGbp+MInv/+trXJthPA5Fn1IqCb0TR0pyxOFyp5OD349jIN2Kwap927xIaLwBXe]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และ มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว</p><br><p><strong>ข้อที่#78_ทักขิณสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา </strong>ผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้นจะมีความเศร้าหมอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #79_วณิชชสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยเหตุให้การค้าขายขาดทุนหรือได้กำไร</strong> การค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้นแม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>#80_กัมโพชสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยเหตุให้มาตุคามไปแคว้นกัมโพชะไม่ได้</strong> คุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #81_ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์</strong> และ <strong>ข้อที่</strong> <strong>#82_มุสาวาทสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ</strong> เป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #83_อวัณณารหสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียนและผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียน</strong> การกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #84_โกธครุสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้มักโกรธและผู้ไม่มักโกรธ</strong> ถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ ความมักโกรธ มักลบหลู่ ความเห็นแก่ลาภ และสักการะย่อมไม่เกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #85_ตโมตมสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้มืดมาและมืดไป</strong> และ <strong>ข้อที่</strong> <strong>#86_โอณโตณตสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้ต่ำมาและต่ำไป</strong> เกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ <em>“มาคือเกิดมา ไปคือตายไป” </em>จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไรก็ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค มจลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และ มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว</p><br><p><strong>ข้อที่#78_ทักขิณสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา </strong>ผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้นจะมีความเศร้าหมอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #79_วณิชชสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยเหตุให้การค้าขายขาดทุนหรือได้กำไร</strong> การค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้นแม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>#80_กัมโพชสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยเหตุให้มาตุคามไปแคว้นกัมโพชะไม่ได้</strong> คุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #81_ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์</strong> และ <strong>ข้อที่</strong> <strong>#82_มุสาวาทสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ</strong> เป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #83_อวัณณารหสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียนและผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียน</strong> การกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #84_โกธครุสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้มักโกรธและผู้ไม่มักโกรธ</strong> ถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ ความมักโกรธ มักลบหลู่ ความเห็นแก่ลาภ และสักการะย่อมไม่เกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #85_ตโมตมสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้มืดมาและมืดไป</strong> และ <strong>ข้อที่</strong> <strong>#86_โอณโตณตสูตร</strong> <strong>ว่าด้วยผู้ต่ำมาและต่ำไป</strong> เกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ <em>“มาคือเกิดมา ไปคือตายไป” </em>จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไรก็ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค มจลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งความเกียจคร้าน [6838-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งความเกียจคร้าน [6838-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68cc6e8ef524410c4b31ba0e/media.mp3" length="28201006" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68cc6e8ef524410c4b31ba0e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68cc6e8ef524410c4b31ba0e</link>
			<acast:episodeId>68cc6e8ef524410c4b31ba0e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn4yIE7MZww4YIh2Ojphi9KhgvluUNx10M0eyZCnME5rOHnhI5kwxYVx2lTNTmocJQ1afAbg3EDEs2pyVu3zlgO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 9-10 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่ #79_ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระเสขะเสื่อม</strong> ธรรม 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือ ผู้ยังต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติอยู่ เป็นผู้ที่กำลังก้าวไปสู่การหลุดพ้น) ได้แก่</p><ol><li>เป็นผู้ชอบการงาน – หางานทำอยู่เรื่อย (งานที่ไม่ใช่กิจของการภาวนา)</li><li>เป็นผู้ชอบการพูดคุย</li><li>เป็นผู้ชอบการนอนหลับ</li><li>เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่</li><li>เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</li><li>เป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</li><li>เป็นผู้ชอบธรรมเป็นเครื่องข้อง – สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา ความยึดมั่น</li><li>เป็นผู้ชอบปปัญจธรรม – ธรรมให้เนิ่นช้า (ทำให้การภาวนาล่าช้า) หมายถึงตัณหา มานะ และทิฏฐิ</li></ol><p><br></p><p>และได้แสดงธรรมเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #80_กุสีตารัมภวัตถุสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความเกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียร</strong> โดยกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างเดียวกันทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยแยกแสดงได้ดังนี้</p><p><strong>เหตุ 8 ประการ </strong>&gt;&gt; <strong>กุสีตวัตถุ</strong> (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ≠ <strong>อารัมภวัตถุ</strong> (เหตุปรารภความเพียร)</p><ol><li>เมื่อจะต้องทำการงาน &gt;&gt; ก็นอนเสีย ไม่ปรารภความพียร≠ ปรารภความพียร เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง</li><li>เมื่อเสร็จจากการงาน &gt;&gt;&nbsp;ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อจะต้องเดินทาง &gt;&gt;ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อเดินทางแล้ว &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อบิณฑบาตไม่ได้เพียงพอ &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อบิณฑบาตได้เพียงพอ &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย &gt;&gt; ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อหายจากเจ็บป่วยไม่นาน &gt;&gt; ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 9-10 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่ #79_ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระเสขะเสื่อม</strong> ธรรม 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือ ผู้ยังต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติอยู่ เป็นผู้ที่กำลังก้าวไปสู่การหลุดพ้น) ได้แก่</p><ol><li>เป็นผู้ชอบการงาน – หางานทำอยู่เรื่อย (งานที่ไม่ใช่กิจของการภาวนา)</li><li>เป็นผู้ชอบการพูดคุย</li><li>เป็นผู้ชอบการนอนหลับ</li><li>เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่</li><li>เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</li><li>เป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</li><li>เป็นผู้ชอบธรรมเป็นเครื่องข้อง – สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา ความยึดมั่น</li><li>เป็นผู้ชอบปปัญจธรรม – ธรรมให้เนิ่นช้า (ทำให้การภาวนาล่าช้า) หมายถึงตัณหา มานะ และทิฏฐิ</li></ol><p><br></p><p>และได้แสดงธรรมเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #80_กุสีตารัมภวัตถุสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความเกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียร</strong> โดยกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างเดียวกันทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยแยกแสดงได้ดังนี้</p><p><strong>เหตุ 8 ประการ </strong>&gt;&gt; <strong>กุสีตวัตถุ</strong> (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ≠ <strong>อารัมภวัตถุ</strong> (เหตุปรารภความเพียร)</p><ol><li>เมื่อจะต้องทำการงาน &gt;&gt; ก็นอนเสีย ไม่ปรารภความพียร≠ ปรารภความพียร เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง</li><li>เมื่อเสร็จจากการงาน &gt;&gt;&nbsp;ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อจะต้องเดินทาง &gt;&gt;ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อเดินทางแล้ว &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อบิณฑบาตไม่ได้เพียงพอ &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อบิณฑบาตได้เพียงพอ &gt;&gt; ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย &gt;&gt; ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li><li>เมื่อหายจากเจ็บป่วยไม่นาน &gt;&gt; ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของสัตบุรุษ [6837-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมของสัตบุรุษ [6837-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68c457c1ac97a487df13393b/media.mp3" length="26359447" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68c457c1ac97a487df13393b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68c457c1ac97a487df13393b</link>
			<acast:episodeId>68c457c1ac97a487df13393b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl3GRjK1ZuCwqY6OsmS6rE+N9HtI0O//XNdPjdH0hsJySl1tEiVtJl9C3RmoENiTRjVI/R2OYIqNYQ0XBALbT4Y]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-7 ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด</p><br><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>#71_ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรเป็นเหตุสิ้นอาสวะ</strong> คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1) มีศีล&nbsp;2) เป็นพหูสูต 3) ปรารภความเพียร 4) มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #72_สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุสิ้นอาสวะ</strong> คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li><strong>เนกขัมมวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากกาม)</li><li><strong>อพยาบาทวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากพยาบาท)</li><li><strong>อวิหิงสาวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน)</li></ol><p>4.&nbsp;<strong>สัมมาทิฏฐิ</strong> (ความเห็นชอบ)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #73_สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ</strong> เป็นธรรมของคนพาลและของบัณฑิตที่แสดงไว้ตรงข้ามกันมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่</p><p>·&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ธรรมของอสัตบุรุษ</strong> (คนพาล คนไม่ดี)&nbsp;≠&nbsp;<strong>ธรรมของสัตบุรุษ</strong> (บัณฑิต คนดี)</p><ol><li>แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น</strong> หากถูกถามก็แจงเสียละเอียด ≠ <strong>ไม่ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น</strong> แม้ถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ไม่ละเอียด</li><li>แม้ถูกถามก็<strong>ไม่ยอมเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น</strong> กล่าวอ้อม ๆ ไม่ละเอียด ≠ แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น </strong>หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด</li><li><strong>ไม่ยอมเปิดเผยข้อเสียของตน</strong> หากถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ≠ แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ยินดีเปิดเผยข้อเสียของตน</strong> แม้ถูกถามก็รีบตอบไม่อ้อมค้อม</li><li>แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อดีของตนเอง</strong> หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด ≠ <strong>ไม่ชอบเปิดเผยข้อดีของตน</strong> หากถูกถามก็กล่าวแบบอ้อม ๆ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #74_ปฐมอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 1</strong> กล่างถึง ธรรมอันเลิศ 4 ประการ ได้แก่ 1) อริยศีล&nbsp;2) อริยสมาธิ&nbsp;3) อริยปัญญา&nbsp;4) อริยวิมุตติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #75_ทุติยอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 2</strong> ธรรมอันเลิศ 4 ประการได้แก่ <strong>รูป</strong> (รูปฌาน) <strong>เวทนา </strong>(เวทนาจากสมาธิ) <strong>สัญญา</strong> (อรูปฌาน) ที่พิจารณาแล้วบรรลุอรหัตตผล และ<strong>ภพ</strong> (ไม่แสวงหาภพ) คือ นิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #76_กุสินารสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกรุงกุสินารา</strong> ในสมัยที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในป่าสาลวัน กรุงกุสินารา พระองค์ทรงรับสั่งตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “มีผู้ใดสงสัย เคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ มรรคหรือปฏิปทาหรือไม่ ถ้ามีจงถามเถิด” พระองค์ทรงตรัสถามถึงสามครั้งแต่ก็ไม่มีภิกษุรูปใดกราบทูลถาม จนกระทั่งท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย” แล้วพระองค์ทรงตรัสตอบกลับ ว่า “ในภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุผู้มีคุณธรรมชั้นต่ำสุดเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ในวันข้างหน้า”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #77_อจินเตยยสูตร ว่าด้วยอจินไตย</strong> อจินไตย (เรื่องไม่ควรคิด) 4 ประการนี้ บุคคลไม่ควรคิด ใครคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ความเดือดร้อน ได้แก่</p><ol><li>พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย</li><li>ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน</li><li>วิบากแห่งกรรม</li><li>ความคิดเรื่องโลก เช่น ใครสร้างโลก (ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร) ใครสร้างจักรวาล</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-7 ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด</p><br><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>#71_ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรเป็นเหตุสิ้นอาสวะ</strong> คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1) มีศีล&nbsp;2) เป็นพหูสูต 3) ปรารภความเพียร 4) มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #72_สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุสิ้นอาสวะ</strong> คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่</p><ol><li><strong>เนกขัมมวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากกาม)</li><li><strong>อพยาบาทวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากพยาบาท)</li><li><strong>อวิหิงสาวิตก</strong> (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน)</li></ol><p>4.&nbsp;<strong>สัมมาทิฏฐิ</strong> (ความเห็นชอบ)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #73_สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ</strong> เป็นธรรมของคนพาลและของบัณฑิตที่แสดงไว้ตรงข้ามกันมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่</p><p>·&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ธรรมของอสัตบุรุษ</strong> (คนพาล คนไม่ดี)&nbsp;≠&nbsp;<strong>ธรรมของสัตบุรุษ</strong> (บัณฑิต คนดี)</p><ol><li>แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น</strong> หากถูกถามก็แจงเสียละเอียด ≠ <strong>ไม่ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น</strong> แม้ถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ไม่ละเอียด</li><li>แม้ถูกถามก็<strong>ไม่ยอมเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น</strong> กล่าวอ้อม ๆ ไม่ละเอียด ≠ แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น </strong>หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด</li><li><strong>ไม่ยอมเปิดเผยข้อเสียของตน</strong> หากถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ≠ แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ยินดีเปิดเผยข้อเสียของตน</strong> แม้ถูกถามก็รีบตอบไม่อ้อมค้อม</li><li>แม้ไม่ถูกถามก็<strong>ชอบเปิดเผยข้อดีของตนเอง</strong> หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด ≠ <strong>ไม่ชอบเปิดเผยข้อดีของตน</strong> หากถูกถามก็กล่าวแบบอ้อม ๆ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #74_ปฐมอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 1</strong> กล่างถึง ธรรมอันเลิศ 4 ประการ ได้แก่ 1) อริยศีล&nbsp;2) อริยสมาธิ&nbsp;3) อริยปัญญา&nbsp;4) อริยวิมุตติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #75_ทุติยอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 2</strong> ธรรมอันเลิศ 4 ประการได้แก่ <strong>รูป</strong> (รูปฌาน) <strong>เวทนา </strong>(เวทนาจากสมาธิ) <strong>สัญญา</strong> (อรูปฌาน) ที่พิจารณาแล้วบรรลุอรหัตตผล และ<strong>ภพ</strong> (ไม่แสวงหาภพ) คือ นิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #76_กุสินารสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกรุงกุสินารา</strong> ในสมัยที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในป่าสาลวัน กรุงกุสินารา พระองค์ทรงรับสั่งตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “มีผู้ใดสงสัย เคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ มรรคหรือปฏิปทาหรือไม่ ถ้ามีจงถามเถิด” พระองค์ทรงตรัสถามถึงสามครั้งแต่ก็ไม่มีภิกษุรูปใดกราบทูลถาม จนกระทั่งท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย” แล้วพระองค์ทรงตรัสตอบกลับ ว่า “ในภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุผู้มีคุณธรรมชั้นต่ำสุดเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ในวันข้างหน้า”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #77_อจินเตยยสูตร ว่าด้วยอจินไตย</strong> อจินไตย (เรื่องไม่ควรคิด) 4 ประการนี้ บุคคลไม่ควรคิด ใครคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ความเดือดร้อน ได้แก่</p><ol><li>พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย</li><li>ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน</li><li>วิบากแห่งกรรม</li><li>ความคิดเรื่องโลก เช่น ใครสร้างโลก (ภูเขา ต้นไม้ แม่น้ำ ลำธาร) ใครสร้างจักรวาล</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สติในความอยาก [6836-6t]</title>
			<itunes:title>สติในความอยาก [6836-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68ba5ef24629f1c6be8079ab/media.mp3" length="27243196" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68ba5ef24629f1c6be8079ab</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68ba5ef24629f1c6be8079ab</link>
			<acast:episodeId>68ba5ef24629f1c6be8079ab</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYknlPrTz+4VclJaDjziDh8f9bwcHZDEa8PkdDs5Y9R6eFnkmfCZD3tTn/qkxgvZEe+pjfSFfA3a3APni9L9BVxN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-8 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่ #75_ปฐมสัมปทาสูตร </strong>และ<strong>ข้อที่ #76_ทุติยสัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา สูตรที่ 1 และ 2 </strong>ว่าด้วยเรื่อง <strong>สัมปทา</strong> (ความถึงพร้อม) 8 ประการ ได้แก่</p><ol><li>อุฏฐานสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น) เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการทำงาน</li><li>อารักขสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการรักษา) ไม่ประมาท รักษาทรัพย์ที่หามาได้</li><li>กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรดี) คบหาศึกษาบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร คือบุคคลที่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เพื่อให้เกิดกัลยาธรรม คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา</li><li>สมชีวิตา (ความเป็นอยู่เหมาะสม) รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีวิตแต่พอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า “รายจ่ายจะไม่ท่วมรายรับ และรายรับจะต้องท่วมรายจ่าย”</li><li>สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า</li><li>สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ถึงพร้อมด้วยศีลห้า</li><li>จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยจาคะ) มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการสละออก</li><li>ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) มีปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ให้ถึงความสิ้นทุกข์</li></ol><p><br></p><p>ธรรมทั้ง 8 ประการนี้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกทั้ง2 คือ ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ และสุขในภพหน้า โดยจะมีเนื้อธรรมเหมือนข้อที่ <strong>#54_ทีฆชาณุสูตร</strong> ซี่งแบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ <em>(1.) ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้</em> ได้แก่ ธรรมในข้างต้นตั้งแต่ข้อ 1-4&nbsp;<em>(2.) สุขในภพหน้า</em> ได้แก่ข้อ 5-8</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #77_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ</strong> “ท่านพระสารีบุตร” ได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล 8 จำพวก ที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้</p><ul><li>บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้น</li><li>บุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม</li></ul><p>*เนื้อธรรมเหมือน<strong>ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่&nbsp;#78_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น </strong>“ท่านพระสารีบุตร” กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย<strong> </strong>ถึงบุคคล 8 ประเภท โดยการนำธรรม 6 ประการ มาแยกจำแนกลงในบุคคล 8 ประเภทได้ 3 กลุ่ม</p><br><p>ธรรม 6 ประการได้แก่</p><ol><li>ใคร่ครวญธรรมได้เร็ว</li><li>ทรงจำธรรมได้</li><li>พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</li><li>ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li>มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ</li><li>ชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง</li></ol><p>&nbsp;</p><p>โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้</p><ul><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น</strong> มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6</li><li><strong>ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1, 2, 5, 6 / ข้อที่ 2, 5, 6 / ข้อที่ 5, 6</li><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4</li></ul><p>*เนื้อธรรมเหมือน<strong>ข้อที่</strong> <strong>#62_อลังสูตร</strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-8 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่ #75_ปฐมสัมปทาสูตร </strong>และ<strong>ข้อที่ #76_ทุติยสัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา สูตรที่ 1 และ 2 </strong>ว่าด้วยเรื่อง <strong>สัมปทา</strong> (ความถึงพร้อม) 8 ประการ ได้แก่</p><ol><li>อุฏฐานสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น) เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการทำงาน</li><li>อารักขสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการรักษา) ไม่ประมาท รักษาทรัพย์ที่หามาได้</li><li>กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรดี) คบหาศึกษาบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร คือบุคคลที่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เพื่อให้เกิดกัลยาธรรม คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา</li><li>สมชีวิตา (ความเป็นอยู่เหมาะสม) รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีวิตแต่พอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า “รายจ่ายจะไม่ท่วมรายรับ และรายรับจะต้องท่วมรายจ่าย”</li><li>สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า</li><li>สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ถึงพร้อมด้วยศีลห้า</li><li>จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยจาคะ) มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการสละออก</li><li>ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) มีปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ให้ถึงความสิ้นทุกข์</li></ol><p><br></p><p>ธรรมทั้ง 8 ประการนี้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกทั้ง2 คือ ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ และสุขในภพหน้า โดยจะมีเนื้อธรรมเหมือนข้อที่ <strong>#54_ทีฆชาณุสูตร</strong> ซี่งแบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ <em>(1.) ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้</em> ได้แก่ ธรรมในข้างต้นตั้งแต่ข้อ 1-4&nbsp;<em>(2.) สุขในภพหน้า</em> ได้แก่ข้อ 5-8</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #77_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ</strong> “ท่านพระสารีบุตร” ได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล 8 จำพวก ที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้</p><ul><li>บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้น</li><li>บุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม</li></ul><p>*เนื้อธรรมเหมือน<strong>ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่&nbsp;#78_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น </strong>“ท่านพระสารีบุตร” กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย<strong> </strong>ถึงบุคคล 8 ประเภท โดยการนำธรรม 6 ประการ มาแยกจำแนกลงในบุคคล 8 ประเภทได้ 3 กลุ่ม</p><br><p>ธรรม 6 ประการได้แก่</p><ol><li>ใคร่ครวญธรรมได้เร็ว</li><li>ทรงจำธรรมได้</li><li>พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</li><li>ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li>มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ</li><li>ชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง</li></ol><p>&nbsp;</p><p>โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้</p><ul><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น</strong> มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6</li><li><strong>ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1, 2, 5, 6 / ข้อที่ 2, 5, 6 / ข้อที่ 5, 6</li><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4</li></ul><p>*เนื้อธรรมเหมือน<strong>ข้อที่</strong> <strong>#62_อลังสูตร</strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แพ้ภัยกิเลส [6835-6t]</title>
			<itunes:title>แพ้ภัยกิเลส [6835-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68b10ff146792aead15d7560/media.mp3" length="27836436" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68b10ff146792aead15d7560</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68b10ff146792aead15d7560</link>
			<acast:episodeId>68b10ff146792aead15d7560</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnqLJlo9O2dxcazNL/AxdhXCPtE13QIUVel2tVyy7qUTrf2ot58wHymTo/ChVcF8+Dl86N8HrQPMqMBM0RalhV3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร</p><br><p><strong>ข้อที่ #65_รูปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ</strong> คนเราจะ<strong>เลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ&nbsp;4 อย่างนี้ คือ</strong> <strong>รูป เสียง ความเศร้าหมอง </strong>และ<strong>ธรรมะ </strong>แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #66_สราคสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีราคะ</strong> บุคคลที่มี<strong>ราคะ โทสะ โมหะ มานะ </strong>นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #67_อหิราชสูตร ว่าด้วยตระกูลพญางู</strong> เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข ได้แก่ ตระกูลของ<strong>พญางูวิรูปักษ์ เอราปถะ ฉัพยาบุตร </strong>และ<strong> กัณหาโคตมกะ</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #68_เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัต</strong> ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้น ฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของ<strong>ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย</strong> <strong>ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร </strong>และ<strong>ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ</strong> ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #69_ปธานสูตร ว่าด้วยปธาน </strong>(ความเพียร) ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สังวรปธาน (เพียรระวัง)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปหานปธาน (เพียรละ)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #70_อธัมมิกสูตร ว่าด้วยพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมและผู้ตั้งอยู่ในธรรม</strong> ธรรม 4 ประการที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมและของผู้ที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีอายุยืนหรือน้อย ผิวพรรณผ่องใสหรือทราม มีกำลังดีหรือไม่ดี และมีความเจ็บป่วยน้อยหรือมาก ซึ่งสัมพันธ์กับเหตุ 13 ประการในข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;ปัตตกัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร</p><br><p><strong>ข้อที่ #65_รูปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ</strong> คนเราจะ<strong>เลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ&nbsp;4 อย่างนี้ คือ</strong> <strong>รูป เสียง ความเศร้าหมอง </strong>และ<strong>ธรรมะ </strong>แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #66_สราคสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีราคะ</strong> บุคคลที่มี<strong>ราคะ โทสะ โมหะ มานะ </strong>นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #67_อหิราชสูตร ว่าด้วยตระกูลพญางู</strong> เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข ได้แก่ ตระกูลของ<strong>พญางูวิรูปักษ์ เอราปถะ ฉัพยาบุตร </strong>และ<strong> กัณหาโคตมกะ</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #68_เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัต</strong> ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้น ฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของ<strong>ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย</strong> <strong>ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร </strong>และ<strong>ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ</strong> ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #69_ปธานสูตร ว่าด้วยปธาน </strong>(ความเพียร) ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สังวรปธาน (เพียรระวัง)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปหานปธาน (เพียรละ)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #70_อธัมมิกสูตร ว่าด้วยพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมและผู้ตั้งอยู่ในธรรม</strong> ธรรม 4 ประการที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมและของผู้ที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีอายุยืนหรือน้อย ผิวพรรณผ่องใสหรือทราม มีกำลังดีหรือไม่ดี และมีความเจ็บป่วยน้อยหรือมาก ซึ่งสัมพันธ์กับเหตุ 13 ประการในข้างต้น</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;ปัตตกัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้บริบรูณ์มาโดยลำดับ [6834-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้บริบรูณ์มาโดยลำดับ [6834-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68a8962be2f63983a7aa3df9/media.mp3" length="28498804" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68a8962be2f63983a7aa3df9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68a8962be2f63983a7aa3df9</link>
			<acast:episodeId>68a8962be2f63983a7aa3df9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk+KdGrDAVr7X75VfdCEYJ/jrYOlFRzZH9ie+/TU9v25Yt0gXUMLuou0BKHlDbXlfiZFS+WJtEiiJF03emB68fa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><br></p><p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่#71_ปฐมสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 1</strong> ผู้ประกอบด้วยองค์ธรรม 8 ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน (กาย วาจาที่น่าเลื่อมใส) และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (บริบูรณ์ด้วยอาการของสมณะ ด้วยธรรมของสมณะ)</p><ol><li>มีศรัทธา</li><li>มีศีล</li><li>เป็นพหูสูต (ผู้ได้ฟังธรรมมามาก หรือศึกษาเล่าเรียนธรรมมามาก)</li><li>เป็นธรรมกถึก (ผู้กล่าวสอนธรรม ผู้แสดงธรรม หรือนักเทศน์)</li><li>เข้าไปสู่บริษัท (กลุ่มคน)</li><li>แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท (แกล้วกล้า=ไม่กลัว=เพราะมั่นใจคุณสมบัติทางธรรมของตน)</li><li>ได้ฌาน 4</li><li>&nbsp;ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ (อรหัตผล)</li></ol><p><br></p><p><em>*ข้อที่พึงพิจารณาในองค์ธรรมแต่ละประการที่เมื่อเราหมั่นเพียรประกอบให้เต็มบริบูรณ์ขึ้นมาในแต่ละองค์ซึ่งไล่ไปตามลำดับจะมีผลคือ </em><strong><em>อรหัตผล</em></strong><em> ฉะนั้นเราสามารถนำองค์ธรรมทั้ง 8 ประการนี้มาพิจารณาลำดับการปฏิบัติของเราให้มีความเพียรบริบูรณ์ขึ้นมาได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #72_ทุติยสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 2</strong> จะเหมือนกับ ปฐมสัทธาสูตร สูตรที่ ๑ ในข้างต้น แตกต่างกันตรงข้อที่ 7. ได้สัมผัสสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูป คือ เป็นสมาธิขั้นอรูปฌาน</p><br><p><strong>ข้อที่ #73_ปฐมมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติสูตรที่ 1</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามกับภิกษุทั้งหลายว่า มีการเจริญมรณัสสติอยู่หรือไม่อย่างไร โดยภิกษุแต่ละรูปได้กราบทูลว่าตนระลึกถึงมรณัสสติอยู่ว่า...</p><ol><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>คืนหนึ่งและวันหนึ่ง</strong> เราพึงกระทำให้มากซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>วันหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>ครึ่งวัน</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะฉันบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 4-5 คำ</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 1 คำ</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะหายใจเข้าหายใจออก</strong>... ฯลฯ</li></ol><p><br></p><p>ภิกษุรูปที่ 1-6 นี้ ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ คือ เจริญมรณัสสติอย่างเพลา (หย่อน) ส่วนภิกษุรูปที่ 7-8 นี้ เป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณัสสติอย่างแรงกล้าเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย</p><br><p><strong>ข้อที่ #74_ทุติยมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ สูตรที่ 2 </strong>ในช่วงเวลากลางวันสู่กลางคืน และ กลางคืนสู่กลางวัน พิจารณาถึงเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น งูพิษ แมงป่อง ตะขาบ หกล้ม อาหารไม่ย่อย ดีและเสมหะกำเริบ ลมพิษ พวกมนุษย์และพวกอมนุษย์ทำร้าย แล้วพึงพิจารณาถึงบาปอกุศลของเรายังมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็ให้รีบละเสีย เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ศีรษะที่ต้องรีบทำการดับโดยไว โดยทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่งเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีบาปอกุศลธรรมก็ให้อยู่ด้วยฌาน 1-2</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><br></p><p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน</p><br><p><strong>ข้อที่#71_ปฐมสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 1</strong> ผู้ประกอบด้วยองค์ธรรม 8 ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน (กาย วาจาที่น่าเลื่อมใส) และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (บริบูรณ์ด้วยอาการของสมณะ ด้วยธรรมของสมณะ)</p><ol><li>มีศรัทธา</li><li>มีศีล</li><li>เป็นพหูสูต (ผู้ได้ฟังธรรมมามาก หรือศึกษาเล่าเรียนธรรมมามาก)</li><li>เป็นธรรมกถึก (ผู้กล่าวสอนธรรม ผู้แสดงธรรม หรือนักเทศน์)</li><li>เข้าไปสู่บริษัท (กลุ่มคน)</li><li>แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท (แกล้วกล้า=ไม่กลัว=เพราะมั่นใจคุณสมบัติทางธรรมของตน)</li><li>ได้ฌาน 4</li><li>&nbsp;ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ (อรหัตผล)</li></ol><p><br></p><p><em>*ข้อที่พึงพิจารณาในองค์ธรรมแต่ละประการที่เมื่อเราหมั่นเพียรประกอบให้เต็มบริบูรณ์ขึ้นมาในแต่ละองค์ซึ่งไล่ไปตามลำดับจะมีผลคือ </em><strong><em>อรหัตผล</em></strong><em> ฉะนั้นเราสามารถนำองค์ธรรมทั้ง 8 ประการนี้มาพิจารณาลำดับการปฏิบัติของเราให้มีความเพียรบริบูรณ์ขึ้นมาได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #72_ทุติยสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 2</strong> จะเหมือนกับ ปฐมสัทธาสูตร สูตรที่ ๑ ในข้างต้น แตกต่างกันตรงข้อที่ 7. ได้สัมผัสสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูป คือ เป็นสมาธิขั้นอรูปฌาน</p><br><p><strong>ข้อที่ #73_ปฐมมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติสูตรที่ 1</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามกับภิกษุทั้งหลายว่า มีการเจริญมรณัสสติอยู่หรือไม่อย่างไร โดยภิกษุแต่ละรูปได้กราบทูลว่าตนระลึกถึงมรณัสสติอยู่ว่า...</p><ol><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>คืนหนึ่งและวันหนึ่ง</strong> เราพึงกระทำให้มากซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>วันหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้<strong>ครึ่งวัน</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะฉันบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 4-5 คำ</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 1 คำ</strong>... ฯลฯ</li><li>เราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง<strong>ชั่วขณะหายใจเข้าหายใจออก</strong>... ฯลฯ</li></ol><p><br></p><p>ภิกษุรูปที่ 1-6 นี้ ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ คือ เจริญมรณัสสติอย่างเพลา (หย่อน) ส่วนภิกษุรูปที่ 7-8 นี้ เป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณัสสติอย่างแรงกล้าเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย</p><br><p><strong>ข้อที่ #74_ทุติยมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ สูตรที่ 2 </strong>ในช่วงเวลากลางวันสู่กลางคืน และ กลางคืนสู่กลางวัน พิจารณาถึงเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น งูพิษ แมงป่อง ตะขาบ หกล้ม อาหารไม่ย่อย ดีและเสมหะกำเริบ ลมพิษ พวกมนุษย์และพวกอมนุษย์ทำร้าย แล้วพึงพิจารณาถึงบาปอกุศลของเรายังมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็ให้รีบละเสีย เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ศีรษะที่ต้องรีบทำการดับโดยไว โดยทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่งเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีบาปอกุศลธรรมก็ให้อยู่ด้วยฌาน 1-2</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความสุขของคฤหัสถ์ [6833-6t]</title>
			<itunes:title>ความสุขของคฤหัสถ์ [6833-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/689f9eb066f126ae3f21c49d/media.mp3" length="26956134" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">689f9eb066f126ae3f21c49d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/689f9eb066f126ae3f21c49d</link>
			<acast:episodeId>689f9eb066f126ae3f21c49d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm/ZUjxMnzq9sR/X7CsYYa73F2AZeZIvo2siDHA8oxouAmjXK2ubUNgz5JW7IfOarOLKsaH5rVTM9+O1iryitf4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร</p><br><p><strong>ข้อที่ #61_ปัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรมอันสมควร </strong>พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดีถึงธรรมที่น่าปรารถนา 4 ประการ คือ 1. โภคทรัพย์&nbsp;2. ยศ (บริวารสมบัติ) 3. มีสุขภาพดี&nbsp;4. หลังจากตายแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ โดยเหตุที่เอื้อให้เกิดของธรรมเหล่านั้นคือ สัมปทา 4 ได้แก่&nbsp;1. ศรัทธา&nbsp;2. ศีล&nbsp;3. จาคะ&nbsp;4. ปัญญา ซึ่งปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาในการละนิวรณ์ได้ เพราะนิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละและไม่ทำในสิ่งที่ควรทำจนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ปราศจากนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป *ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่น่าใคร่น่าปรารถนาแล้ว ถ้าเกิดลุ่มหลงไปก็จะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ได้แก่การใช้จ่ายทรัพย์ดังนี้</p><ol><li>การเลี้ยงดูตนเอง บิดา มารดา ภรรยา บุตร มิตร บริวาร</li><li>ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือจากทายาท</li><li>สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เสียภาษีอากร</li><li>บำเพ็ญทักษิณาที่มีผลสูง</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #62_อานัณยสูตร ว่าด้วยสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ </strong>กล่าวถึงความสุข 4 ประการของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน</p><ol><li>อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์)</li><li>โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์)</li><li>อานัณยสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้)</li><li>อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ) คือ ความสุขที่เกิดจากประพฤติในกุศลธรรม ได้แก่ การคิดดี พูดดี ทำดี เป็นความสุขมีค่ามาก หากเปรียบโดยแบ่งความสุขชนิดนี้เป็น 16 ส่วน เพียงแค่ส่วนเดียวของความสุขชนิดนี้ยังมีค่ามากกว่า 3 ข้อแรกรวมกันเสียอีก</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #63_พรหมสูตร ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม&nbsp;</strong>มารดาบิดาขื่อว่าเป็นพรหม, บุรพาจารย์ (ครูคนแรก), บุรพเทพ (ดูแลรักษา) และ อาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากเฝ้าอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนบุตร บุตรจึงควรเคารพ สักการะ บูชา เลี้ยงดูมารดาบิดา</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ <strong>#64_นิรยสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เกิดในนรก </strong>ได้แก่ 1. ฆ่าสัตว์&nbsp;2. ลักทรัพย์&nbsp;3. ประพฤติผิดในกาม&nbsp;4. พูดเท็จ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร</p><br><p><strong>ข้อที่ #61_ปัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรมอันสมควร </strong>พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดีถึงธรรมที่น่าปรารถนา 4 ประการ คือ 1. โภคทรัพย์&nbsp;2. ยศ (บริวารสมบัติ) 3. มีสุขภาพดี&nbsp;4. หลังจากตายแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ โดยเหตุที่เอื้อให้เกิดของธรรมเหล่านั้นคือ สัมปทา 4 ได้แก่&nbsp;1. ศรัทธา&nbsp;2. ศีล&nbsp;3. จาคะ&nbsp;4. ปัญญา ซึ่งปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาในการละนิวรณ์ได้ เพราะนิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละและไม่ทำในสิ่งที่ควรทำจนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ปราศจากนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป *ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่น่าใคร่น่าปรารถนาแล้ว ถ้าเกิดลุ่มหลงไปก็จะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ได้แก่การใช้จ่ายทรัพย์ดังนี้</p><ol><li>การเลี้ยงดูตนเอง บิดา มารดา ภรรยา บุตร มิตร บริวาร</li><li>ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือจากทายาท</li><li>สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เสียภาษีอากร</li><li>บำเพ็ญทักษิณาที่มีผลสูง</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #62_อานัณยสูตร ว่าด้วยสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ </strong>กล่าวถึงความสุข 4 ประการของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน</p><ol><li>อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์)</li><li>โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์)</li><li>อานัณยสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้)</li><li>อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ) คือ ความสุขที่เกิดจากประพฤติในกุศลธรรม ได้แก่ การคิดดี พูดดี ทำดี เป็นความสุขมีค่ามาก หากเปรียบโดยแบ่งความสุขชนิดนี้เป็น 16 ส่วน เพียงแค่ส่วนเดียวของความสุขชนิดนี้ยังมีค่ามากกว่า 3 ข้อแรกรวมกันเสียอีก</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #63_พรหมสูตร ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม&nbsp;</strong>มารดาบิดาขื่อว่าเป็นพรหม, บุรพาจารย์ (ครูคนแรก), บุรพเทพ (ดูแลรักษา) และ อาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากเฝ้าอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนบุตร บุตรจึงควรเคารพ สักการะ บูชา เลี้ยงดูมารดาบิดา</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ <strong>#64_นิรยสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เกิดในนรก </strong>ได้แก่ 1. ฆ่าสัตว์&nbsp;2. ลักทรัพย์&nbsp;3. ประพฤติผิดในกาม&nbsp;4. พูดเท็จ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อภิภายตนะ – การมีอำนาจเหนืออารมณ์ [6832-6t]</title>
			<itunes:title>อภิภายตนะ – การมีอำนาจเหนืออารมณ์ [6832-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6895496cc6d7c56cda5b7a4f/media.mp3" length="28030647" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6895496cc6d7c56cda5b7a4f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6895496cc6d7c56cda5b7a4f</link>
			<acast:episodeId>6895496cc6d7c56cda5b7a4f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmITjMSO+STXFBHfWqZIvL3q1I2VOI9AhvYJBhc8C48T7+VfhBxaPvtWrHR98AJpjHATvB6dE3/2oaPUZrkxnkm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p>ข้อที่ <strong>#65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ </strong>“อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำ (การมีอำนาจเหนือ) อารมณ์ทั้งหลาย เป็นลักษณะของสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาคือมีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เพลินไปตามสิ่งที่ได้รับรู้ เป็นผู้ที่ครอบงำอายตนะได้ แสดงไว้ 8 ประการดังนี้</p><p>1 - 2&nbsp;บุคคลมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>3 - 4&nbsp;บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>5 - 8&nbsp;บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #66_วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์</strong> วิโมกข์ (ความหลุดพ้น หรือ ความหลุดพ้นจากกิเลส) หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้น ๆ โดยอาศัยการเข้าฌานและเจริญสมาธิ ซึ่งมี 8 ประการ ได้แก่</p><p>1.) ผู้มีรูป (รูปฌาน) เห็นรูปทั้งหลาย 2) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก 3) ผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น คือ เห็นอยู่แต่ไม่เพลิดไปตาม (อุเบกขา)</p><p>4) ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ “อากาศหาที่สุดมิได้” 5) ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ “วิญญาณหาที่สุดมิได้” 6) ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ “ไม่มีอะไร” 7)&nbsp;ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ “มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่” 8) ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ “สัญญาและเวทนาดับไป”</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #67_อนริยโวหารสูตร ว่าด้วยอนริยโวหาร</strong> ถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ 8 ประการ คือ</p><p>1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง 3)&nbsp;กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ (จมูก, ลิ้น, กาย)</p><p>5)&nbsp;กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #68_อริยโวหารสูตร ว่าด้วยอริยโวหาร</strong> ถ้อยคำที่ประเสริฐ 8 ประการ อะไรบ้าง คือ</p><p>1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ 5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #69_ปริสาสูตร ว่าด้วยบริษัท</strong> บริษัท (ชุมนุม) 8 จำพวกไหนบ้างที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปสนทนาด้วยแล้วเข้ากับบริษัทนั้นได้ดี ชี้แจงเห็นชัด อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ได้แก่</p><p>1) ขัตติยบริษัท 2)&nbsp;พราหมณบริษัท 3) คหบดีบริษัท 4) สมณบริษัท 5) จาตุมหาราชบริษัท 6) ดาวดึงสบริษัท 7)&nbsp;มารบริษัท 8) พรหมบริษัท</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #70_ภูมิจาลสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</strong> กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงระหว่างปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ที่พระองค์ได้ให้นัยยะกับท่านพระอานนท์เรื่อง อิทธบาท 4 ไว้ถึง 15 ครั้ง แต่ท่านพระอานนท์ไม่ทราบนัยยะเหล่านั้น มารจึงได้ช่องมาทูลขอให้พระองค์เสด็จดับข้นธ์ปรินิพพาน&nbsp;เมื่อพระองค์ทรงรับปากมารแล้วส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น พระองค์จึงได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 8 ประการ คือ</p><p>1) เหตุแห่งอุตุ เวลาที่ลมพายุพัดแรงย่อมทำให้น้ำกระเพื่อม น้ำที่กระเพื่อมย่อมทำให้แผ่นดินไหวตาม 2)&nbsp;สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ได้เจริญปฐวีสัญญาและอาโปสัญญาจนหาประมาณมิได้ 3) พระโพธิสัตว์จุติจากภพดุสิต เสด็จสู่พระครรภ์ของพระมารดา 4) พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา 5) ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 6) ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป (ประกาศศาสนา) 7)ตถาคตปลงอายุสังขาร 8) ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p>ข้อที่ <strong>#65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ </strong>“อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำ (การมีอำนาจเหนือ) อารมณ์ทั้งหลาย เป็นลักษณะของสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาคือมีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เพลินไปตามสิ่งที่ได้รับรู้ เป็นผู้ที่ครอบงำอายตนะได้ แสดงไว้ 8 ประการดังนี้</p><p>1 - 2&nbsp;บุคคลมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>3 - 4&nbsp;บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>5 - 8&nbsp;บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #66_วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์</strong> วิโมกข์ (ความหลุดพ้น หรือ ความหลุดพ้นจากกิเลส) หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้น ๆ โดยอาศัยการเข้าฌานและเจริญสมาธิ ซึ่งมี 8 ประการ ได้แก่</p><p>1.) ผู้มีรูป (รูปฌาน) เห็นรูปทั้งหลาย 2) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก 3) ผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น คือ เห็นอยู่แต่ไม่เพลิดไปตาม (อุเบกขา)</p><p>4) ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ “อากาศหาที่สุดมิได้” 5) ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ “วิญญาณหาที่สุดมิได้” 6) ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ “ไม่มีอะไร” 7)&nbsp;ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ “มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่” 8) ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ “สัญญาและเวทนาดับไป”</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #67_อนริยโวหารสูตร ว่าด้วยอนริยโวหาร</strong> ถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ 8 ประการ คือ</p><p>1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง 3)&nbsp;กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ (จมูก, ลิ้น, กาย)</p><p>5)&nbsp;กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #68_อริยโวหารสูตร ว่าด้วยอริยโวหาร</strong> ถ้อยคำที่ประเสริฐ 8 ประการ อะไรบ้าง คือ</p><p>1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ 5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #69_ปริสาสูตร ว่าด้วยบริษัท</strong> บริษัท (ชุมนุม) 8 จำพวกไหนบ้างที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปสนทนาด้วยแล้วเข้ากับบริษัทนั้นได้ดี ชี้แจงเห็นชัด อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ได้แก่</p><p>1) ขัตติยบริษัท 2)&nbsp;พราหมณบริษัท 3) คหบดีบริษัท 4) สมณบริษัท 5) จาตุมหาราชบริษัท 6) ดาวดึงสบริษัท 7)&nbsp;มารบริษัท 8) พรหมบริษัท</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่<strong> #70_ภูมิจาลสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</strong> กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงระหว่างปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ที่พระองค์ได้ให้นัยยะกับท่านพระอานนท์เรื่อง อิทธบาท 4 ไว้ถึง 15 ครั้ง แต่ท่านพระอานนท์ไม่ทราบนัยยะเหล่านั้น มารจึงได้ช่องมาทูลขอให้พระองค์เสด็จดับข้นธ์ปรินิพพาน&nbsp;เมื่อพระองค์ทรงรับปากมารแล้วส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น พระองค์จึงได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 8 ประการ คือ</p><p>1) เหตุแห่งอุตุ เวลาที่ลมพายุพัดแรงย่อมทำให้น้ำกระเพื่อม น้ำที่กระเพื่อมย่อมทำให้แผ่นดินไหวตาม 2)&nbsp;สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ได้เจริญปฐวีสัญญาและอาโปสัญญาจนหาประมาณมิได้ 3) พระโพธิสัตว์จุติจากภพดุสิต เสด็จสู่พระครรภ์ของพระมารดา 4) พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา 5) ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 6) ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป (ประกาศศาสนา) 7)ตถาคตปลงอายุสังขาร 8) ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุรพิธพรชัย [6831-6t]</title>
			<itunes:title>จตุรพิธพรชัย [6831-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/688d1c86c6d705dd3abd34ec/media.mp3" length="26427958" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">688d1c86c6d705dd3abd34ec</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/688d1c86c6d705dd3abd34ec</link>
			<acast:episodeId>688d1c86c6d705dd3abd34ec</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkkTdn424ffwjFMuQqLb4AKpUReCadxD96CRw7zyMG+yjYTJYVsXjeNUfK5ucmPvx/R/GMniGam+RpTGzNqv7VA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตร1ที่ 3 – 10 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล</p><br><p><strong>ข้อที่ #53_ปฐมสังวาสสูตร และ ข้อที่ #54_ทุติยสังวาสสูตร ว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน สูตรที่ 1-2</strong> กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันของสามีและภรรยา 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท “ผี” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนทุศีล มีความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 และในประเภท “เทวดา” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนมีศีลปราศจากความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง&nbsp;บุคคลประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 โดยจำแนกการอยู่ร่วมกันของบุคคลทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ดังนี้</p><ol><li>สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผี</li><li>สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา</li><li>สามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาผี</li><li>สามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #55_ปฐมสมชีวีสูตร และ ข้อที่ #56_ทุติยสมชีวีสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน สูตรที่ 1-2 </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการที่สามีและภรรยามีความปรารถนาที่จะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะต้องมี <strong>ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน </strong>โดยสูตร 1 ปรารภถึงนกุลปิตาคหบดีและนกุลมาตาคหปตานี ส่วนสูตร 2 กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 57-59 มีข้อธรรมที่เหมือนกันคือ ผู้ให้โภชนะ (อาหาร)</strong> <strong>ชื่อว่าให้ฐานะ 4 ประการแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ)</strong> ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมมีส่วนได้อายุ วรรณะ สุขะ พละอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ โดยใน</p><br><p>ข้อที่ <strong>#57_สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา</strong> เป็นการปรารภถึง พระนางสุปปวาสา อุบาสิกาผู้เลิศในการถวายของมีรสอันประณีต</p><br><p>ข้อที่ <strong>#58_สุทัตตสูตร ว่าด้วยสุทัตตคหบดี</strong> ปรารภถึง อนาถบิณฑิกคหบดี อุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน</p><br><p>ข้อที่ <strong>#59_โภชนสูตร ว่าด้วยทายกผู้ให้โภชนะ</strong> กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ <strong>#60_คิหิสามีจิสูตร ว่าด้วยการปฏิบัติปฏิปทาที่เหมาะสมแก่คฤหัสถ์ </strong>ปรารภอนาถบิณฑิกคหบดี กล่าวถึง การบำรุงภิกษุด้วยปัจจัยสี่เป็นเหตุให้ได้ยศ เป็นไปเพื่อให้เกิดในสวรรค์</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุญญาภิสันทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตร1ที่ 3 – 10 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล</p><br><p><strong>ข้อที่ #53_ปฐมสังวาสสูตร และ ข้อที่ #54_ทุติยสังวาสสูตร ว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน สูตรที่ 1-2</strong> กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันของสามีและภรรยา 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท “ผี” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนทุศีล มีความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 และในประเภท “เทวดา” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนมีศีลปราศจากความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง&nbsp;บุคคลประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 โดยจำแนกการอยู่ร่วมกันของบุคคลทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ดังนี้</p><ol><li>สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผี</li><li>สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา</li><li>สามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาผี</li><li>สามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #55_ปฐมสมชีวีสูตร และ ข้อที่ #56_ทุติยสมชีวีสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน สูตรที่ 1-2 </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการที่สามีและภรรยามีความปรารถนาที่จะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะต้องมี <strong>ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน </strong>โดยสูตร 1 ปรารภถึงนกุลปิตาคหบดีและนกุลมาตาคหปตานี ส่วนสูตร 2 กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 57-59 มีข้อธรรมที่เหมือนกันคือ ผู้ให้โภชนะ (อาหาร)</strong> <strong>ชื่อว่าให้ฐานะ 4 ประการแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ)</strong> ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมมีส่วนได้อายุ วรรณะ สุขะ พละอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ โดยใน</p><br><p>ข้อที่ <strong>#57_สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา</strong> เป็นการปรารภถึง พระนางสุปปวาสา อุบาสิกาผู้เลิศในการถวายของมีรสอันประณีต</p><br><p>ข้อที่ <strong>#58_สุทัตตสูตร ว่าด้วยสุทัตตคหบดี</strong> ปรารภถึง อนาถบิณฑิกคหบดี อุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน</p><br><p>ข้อที่ <strong>#59_โภชนสูตร ว่าด้วยทายกผู้ให้โภชนะ</strong> กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ <strong>#60_คิหิสามีจิสูตร ว่าด้วยการปฏิบัติปฏิปทาที่เหมาะสมแก่คฤหัสถ์ </strong>ปรารภอนาถบิณฑิกคหบดี กล่าวถึง การบำรุงภิกษุด้วยปัจจัยสี่เป็นเหตุให้ได้ยศ เป็นไปเพื่อให้เกิดในสวรรค์</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุญญาภิสันทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อธิเทวญาณทัสสนะ – ความหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดา [6830-6t]</title>
			<itunes:title>อธิเทวญาณทัสสนะ – ความหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดา [6830-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6883f36f3781311f9152a2b8/media.mp3" length="28161991" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6883f36f3781311f9152a2b8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6883f36f3781311f9152a2b8</link>
			<acast:episodeId>6883f36f3781311f9152a2b8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlzcwSSGT7DIoKiXHDHDspDNkpDh1+2h+oHNfqUwoAkzZCiw/fgJ7olPzZ7TMdJ+T3sB6/Rzxnykkp7M3/KLcKI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 4 - 5 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p>ข้อที่<strong> #64_คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ </strong>ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย เมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงปฏิบัติ <strong>อธิเทวญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น (ตาทิพย์) เกี่ยวกับเทวดาอันยิ่ง </strong>เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาญาณทัศนะการหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดาในขั้นสูง เป็นหนึ่งในญาณที่เกิดจากการเจริญสมาธิและปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นแจ้งหรือรู้ถึงเรื่องราวความเป็นไปของเทวดาได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของญาณทัสสนะที่ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น โดยมีลำดับดังนี้</p><ol><li>เห็นแสงสว่าง และรูป (เทวดา)</li><li>เห็นแสงสว่าง เห็นรูป และพูดคุยตอบโต้กันได้</li><li>เห็นแสงสว่าง... ฯ และรู้ว่ามาจากเทพนิกายไหน</li><li>เห็นแสงสว่าง.... ฯ และรู้ว่าหลังจากจุติแล้วจะไปเกิดที่ไหน</li><li>เห็นแสงสว่าง..... ฯ และรู้ว่าไปเกิดที่ไหน ด้วยวิบาก (คือ ผลของกรรม) อะไร</li><li>เห็นแสงสว่าง...... ฯ และรู้ว่ามีความเป็นอยู่ปกติ สุข ทุกข์อย่างไร</li><li>เห็นแสงสว่าง....... ฯ และรู้ว่ามีอายุเท่าไหร่</li><li>เห็นแสงสว่าง........ ฯ และรู้ว่าในอดีตเคยอยู่ร่วมกันหรือไม่</li></ol><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>ข้อที่<strong> #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “</strong>อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำนิวรณ์ 5 (สมาธิเพื่อกำจัดนิวรณ์5)</p><p>1 - 2.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>3 - 4.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน)เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>5 - 8.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 4 - 5 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p>ข้อที่<strong> #64_คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ </strong>ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย เมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงปฏิบัติ <strong>อธิเทวญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น (ตาทิพย์) เกี่ยวกับเทวดาอันยิ่ง </strong>เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาญาณทัศนะการหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดาในขั้นสูง เป็นหนึ่งในญาณที่เกิดจากการเจริญสมาธิและปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นแจ้งหรือรู้ถึงเรื่องราวความเป็นไปของเทวดาได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของญาณทัสสนะที่ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น โดยมีลำดับดังนี้</p><ol><li>เห็นแสงสว่าง และรูป (เทวดา)</li><li>เห็นแสงสว่าง เห็นรูป และพูดคุยตอบโต้กันได้</li><li>เห็นแสงสว่าง... ฯ และรู้ว่ามาจากเทพนิกายไหน</li><li>เห็นแสงสว่าง.... ฯ และรู้ว่าหลังจากจุติแล้วจะไปเกิดที่ไหน</li><li>เห็นแสงสว่าง..... ฯ และรู้ว่าไปเกิดที่ไหน ด้วยวิบาก (คือ ผลของกรรม) อะไร</li><li>เห็นแสงสว่าง...... ฯ และรู้ว่ามีความเป็นอยู่ปกติ สุข ทุกข์อย่างไร</li><li>เห็นแสงสว่าง....... ฯ และรู้ว่ามีอายุเท่าไหร่</li><li>เห็นแสงสว่าง........ ฯ และรู้ว่าในอดีตเคยอยู่ร่วมกันหรือไม่</li></ol><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>ข้อที่<strong> #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “</strong>อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำนิวรณ์ 5 (สมาธิเพื่อกำจัดนิวรณ์5)</p><p>1 - 2.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>3 - 4.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน)เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่</p><p>5 - 8.&nbsp;บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิปลาส - เคลื่อนจากความจริง [6829-6t]</title>
			<itunes:title>วิปลาส - เคลื่อนจากความจริง [6829-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68792c51b93bd5454dd7c646/media.mp3" length="26639008" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68792c51b93bd5454dd7c646</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68792c51b93bd5454dd7c646</link>
			<acast:episodeId>68792c51b93bd5454dd7c646</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk6g8EX/vcJ7xkpqeN1vm5r9hFTLaNFDGTZrlENR1AKN4f2KsX+psJB6KR8tofOwJUAA0LMdx5LvzJpc8gelKlg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 7-10 ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร และพระสูตรที่ 1-2 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #47_สุวิทูรสูตร ว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน</strong> กล่าวถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน 4 อย่าง โดยได้ยก 3 อย่างแรกขึ้นมาก่อน คือ ท้องฟ้ากับแผ่นดิน, ฝั่ง (ทั้งสอง) ของทะเล, จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เพื่อที่จะเปรียบเปรยความแตกต่างระหว่างธรรมของสัตบุรุษ (คนดี) กับธรรมของอสัตบุรุษ (คนชั่ว)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #48_วิสาขสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมของวิสาขปัญจาลิบุตร</strong> ปรารภถึงพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ (เป็นบุตรของนางปัญจาลี) ที่สามารถแสดงธรรมให้ผู้ฟังเกิดความเห็นที่ถูกต้องแล้วอยากรับเอาไปปฏิบัติ ด้วยบทพยัญชนะถูกต้อง ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #49_วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาส</strong> “ วิปลาส ” คือ ความคลาดเคลื่อน เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากความจริง ได้แก่&nbsp;สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และในสิ่งที่ไม่งามว่างาม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #50_อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยสิ่งมัวหมอง</strong> สิ่งที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมองไม่ส่องสว่างรุ่งเรือง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ เมฆ หมอก ควัน และฝุ่นละออง ราหูผู้เป็นจอมอสูร อุปมาอุปไมยกับอุปกิเลส 4 ประการ ที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ได้แก่</p><ol><li>การดื่มสุราและเมรัย</li><li>เสพเมถุนธรรม</li><li>ยินดีในทองและเงิน</li><li>ดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #51_ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 1</strong> ผลแห่งบุญที่ได้ถวายปัจจัย 4 แก่อริยสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ) ทำให้ถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดี มีสุขเป็นผล เปรียบได้กับแม่น้ำในมหาสมุทรที่ทั้งลึกและกว้างใหญ่ มีปริมาณน้ำมาก ห้วงแห่งบุญก็มีมากวัดปริมาณไม่ได้ เช่นนั้นเหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #52_ทุติยปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 2</strong> กล่าวถึง โสตาปัตติยังคะ 4 คือ มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีล ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค ปุญญาภิสันทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 7-10 ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร และพระสูตรที่ 1-2 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #47_สุวิทูรสูตร ว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน</strong> กล่าวถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน 4 อย่าง โดยได้ยก 3 อย่างแรกขึ้นมาก่อน คือ ท้องฟ้ากับแผ่นดิน, ฝั่ง (ทั้งสอง) ของทะเล, จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เพื่อที่จะเปรียบเปรยความแตกต่างระหว่างธรรมของสัตบุรุษ (คนดี) กับธรรมของอสัตบุรุษ (คนชั่ว)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #48_วิสาขสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมของวิสาขปัญจาลิบุตร</strong> ปรารภถึงพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ (เป็นบุตรของนางปัญจาลี) ที่สามารถแสดงธรรมให้ผู้ฟังเกิดความเห็นที่ถูกต้องแล้วอยากรับเอาไปปฏิบัติ ด้วยบทพยัญชนะถูกต้อง ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #49_วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาส</strong> “ วิปลาส ” คือ ความคลาดเคลื่อน เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากความจริง ได้แก่&nbsp;สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และในสิ่งที่ไม่งามว่างาม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #50_อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยสิ่งมัวหมอง</strong> สิ่งที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมองไม่ส่องสว่างรุ่งเรือง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ เมฆ หมอก ควัน และฝุ่นละออง ราหูผู้เป็นจอมอสูร อุปมาอุปไมยกับอุปกิเลส 4 ประการ ที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ได้แก่</p><ol><li>การดื่มสุราและเมรัย</li><li>เสพเมถุนธรรม</li><li>ยินดีในทองและเงิน</li><li>ดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #51_ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 1</strong> ผลแห่งบุญที่ได้ถวายปัจจัย 4 แก่อริยสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ) ทำให้ถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดี มีสุขเป็นผล เปรียบได้กับแม่น้ำในมหาสมุทรที่ทั้งลึกและกว้างใหญ่ มีปริมาณน้ำมาก ห้วงแห่งบุญก็มีมากวัดปริมาณไม่ได้ เช่นนั้นเหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #52_ทุติยปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 2</strong> กล่าวถึง โสตาปัตติยังคะ 4 คือ มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีล ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค ปุญญาภิสันทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความอยากได้ลาภ [6828-6t]</title>
			<itunes:title>ความอยากได้ลาภ [6828-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6871422eea74e132fbf4bbfd/media.mp3" length="27692823" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6871422eea74e132fbf4bbfd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6871422eea74e132fbf4bbfd</link>
			<acast:episodeId>6871422eea74e132fbf4bbfd</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYktmCfKiKI1BhYW61CA6X3ihclkKHCeajI+Ljz06viuFKQ7V1eRlEWD4yvEykQlPw4oRXO8Y3cwcBd7lcZKh0Oc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1 - พระสูตรที่ 3 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p><strong>ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ </strong>ลาภในที่นี้ หมายถึง ปัจจัย 4 โดยกล่าวถึงบุคคล 8 จำพวกที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้</p><ul><li>บุคคล 4 จำพวกแรก คือ <strong>ขาดสติสัมปชัญญะ </strong>จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้น</li><li>บุคคล 4 จำพวกหลัง คือ <strong>มีสติสัมปชัญญะ</strong> เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม</li></ul><p><br></p><p><a href="https://panya.org/wp-content/uploads/2025/07/6828-6t_1.jpg" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>*ตารางเปรียบเทียบ&nbsp;</strong>&nbsp;<strong>บุคคล 8 ประเภท ที่มีปรากฏอยู่ในโลก&nbsp;</strong></a></p><br><p><strong>ข้อที่ #62_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น </strong>โดยการนำธรรม 6 ประการนี้มาแยกจำแนกลงในบุคคลผู้สามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่นได้ โดยจำแนกออกได้ 8 ประเภท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้</p><br><p>ธรรม 6 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ใคร่ครวญธรรมได้เร็ว</li><li>ทรงจำธรรมได้</li><li>พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</li><li>ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li>มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ</li><li>ชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง</li></ol><p>&nbsp;</p><p>โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้</p><ul><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น</strong> มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6</li><li><strong>ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่1, 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 5 และ 6</li><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4</li></ul><p><br></p><p><a href="https://panya.org/wp-content/uploads/2025/07/6828-6t_2.jpg" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>*ตารางเปรียบเทียบ&nbsp;</strong>&nbsp;บุคคลประกอบด้วยธรรม&nbsp;6&nbsp;ประการนี้&nbsp;เป็นผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่น&nbsp;</a></p><br><p><strong>ข้อที่ #63_สังขิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ </strong>ปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ติดตามพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมได้กราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม (ให้เกิดการบรรลุธรรม) โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง<strong>พรหมวิหาร 4 </strong>(เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ซึ่งเป็นองค์ของฌาน 1-4 และให้เห็น<strong>สติปัฏฐาน 4</strong> (กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งปรากฏอยู่ในฌาน 1-4 ได้ในทุกอิริยาบถ 4 (ยืน เดิน นั่ง นอน) ภิกษุรูปนั้นน้อมนำเอามาปฏิบัติได้ไม่นานก็ได้บรรลุอรหันต์</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1 - พระสูตรที่ 3 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่</p><br><p><strong>ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ </strong>ลาภในที่นี้ หมายถึง ปัจจัย 4 โดยกล่าวถึงบุคคล 8 จำพวกที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้</p><ul><li>บุคคล 4 จำพวกแรก คือ <strong>ขาดสติสัมปชัญญะ </strong>จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้น</li><li>บุคคล 4 จำพวกหลัง คือ <strong>มีสติสัมปชัญญะ</strong> เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม</li></ul><p><br></p><p><a href="https://panya.org/wp-content/uploads/2025/07/6828-6t_1.jpg" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>*ตารางเปรียบเทียบ&nbsp;</strong>&nbsp;<strong>บุคคล 8 ประเภท ที่มีปรากฏอยู่ในโลก&nbsp;</strong></a></p><br><p><strong>ข้อที่ #62_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น </strong>โดยการนำธรรม 6 ประการนี้มาแยกจำแนกลงในบุคคลผู้สามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่นได้ โดยจำแนกออกได้ 8 ประเภท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้</p><br><p>ธรรม 6 ประการ ได้แก่</p><ol><li>ใคร่ครวญธรรมได้เร็ว</li><li>ทรงจำธรรมได้</li><li>พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม</li><li>ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</li><li>มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ</li><li>ชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง</li></ol><p>&nbsp;</p><p>โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้</p><ul><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น</strong> มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6</li><li><strong>ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่1, 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 5 และ 6</li><li><strong>เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น</strong> มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4</li></ul><p><br></p><p><a href="https://panya.org/wp-content/uploads/2025/07/6828-6t_2.jpg" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>*ตารางเปรียบเทียบ&nbsp;</strong>&nbsp;บุคคลประกอบด้วยธรรม&nbsp;6&nbsp;ประการนี้&nbsp;เป็นผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่น&nbsp;</a></p><br><p><strong>ข้อที่ #63_สังขิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ </strong>ปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ติดตามพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมได้กราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม (ให้เกิดการบรรลุธรรม) โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง<strong>พรหมวิหาร 4 </strong>(เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ซึ่งเป็นองค์ของฌาน 1-4 และให้เห็น<strong>สติปัฏฐาน 4</strong> (กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งปรากฏอยู่ในฌาน 1-4 ได้ในทุกอิริยาบถ 4 (ยืน เดิน นั่ง นอน) ภิกษุรูปนั้นน้อมนำเอามาปฏิบัติได้ไม่นานก็ได้บรรลุอรหันต์</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ที่สุดแห่งโลก [6827-6t]</title>
			<itunes:title>ที่สุดแห่งโลก [6827-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68678f9ffda411af710ed267/media.mp3" length="24010570" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68678f9ffda411af710ed267</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68678f9ffda411af710ed267</link>
			<acast:episodeId>68678f9ffda411af710ed267</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmm9+2rITewNYa3CuE6C/nyomOkPSvR+KYJ58MauBDrh7h5iEvhmpDiSk1z7m2TdxNrJYt0vmMaC+q7KyAqmhOt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร</p><p><strong>ข้อที่ #41_สมาธิภาวนาสูตร ว่าด้วยสมาธิภาวนา</strong> สมาธิภาวนาเป็นหนึ่งในองค์ของอริยมรรคมีองค์แปด คือสัมมาสมาธิที่เมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ</p><p>1.&nbsp;อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สามารถเข้าฌาน 1-4 ได้&nbsp;</p><p>2.&nbsp;ได้ญาณทัสสนะ (ทิพพจักขุญาณ) คือ การทำจิตให้เป็นเสมือนแสงสว่าง กำหนดหมายว่าแสงสว่างในเวลากลางวันฉันใด ย่อมทำในใจว่าแม้ในกลางคืนก็ฉันนั้น</p><p>3.&nbsp;สติสัมปชัญญะ คือ มีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก</p><p>4.&nbsp;ความสิ้นอาสวะ คือ เห็นการเกิด-ดับในอุปทานขันธ์ห้าได้ด้วยปัญญา (ญาณ)</p><br><p><strong>ข้อที่ #42_ปัญหพยากรณสูตร ว่าด้วยวิธีการตอบปัญหา</strong> เมื่อถูกถามควรพิจารณาถึงคำถามและเลือกวิธีที่จะตอบให้เหมาะสมกับคำถามนั้น พระสูตรนี้ได้บอกถึงวิธีที่จะใช้ในการตอบคำถามไว้ 4 วิธี คือ</p><p>1.&nbsp;ตอบโดยนัยเดียว</p><p>2.&nbsp;แยกตอบ</p><p>3.&nbsp;ตอบโดยย้อนถาม</p><p>4.&nbsp;งดตอบ</p><br><p><strong>ข้อที่ #43_ปฐมโกธครุสูตร</strong> และ <strong>ข้อที่ #44_ทุติยโกธครุสูตร</strong> ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ สูตรที่ 1-2 มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนกันกล่าวถึงคุณสมบัติของบุคคล 4 ประเภทที่ไม่มีความเคารพสัทธรรม คือ บุคคลผู้มักโกรธ ผู้มักลบหลู่ ผู้เห็นแก่ลาภ และสักการะ และในทางตรงกันข้ามบุคคลผู้มีความเคารพสัทธรรมจะเป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่เห็นแก่ลาภและสักการะ บุคคลจำพวกหลังนี้ย่อมทำตนให้เจริญในธรรมได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_โรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร</strong> เป็นเรื่องราวของเทวดาที่ชื่อว่า “โรหิตัสสะ” ได้เข้ามากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง <strong>“การทำที่สุดแห่งโลก ได้ด้วยการไปอย่างไร?”</strong> (ที่สุดแห่งโลก ในที่นี้หมายถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือนิพพานนั่นเอง) แล้วได้เล่าถึงครั้งที่ตนเคยเป็นฤาษีสามารถเหาะข้ามโลกได้ด้วยความว่องไวแห่งฤทธิ์ตลอดระยะเวลา 100 ปี ไม่กินไม่นอนจนกระทั่งตายก็ยังไม่สามารถทำให้ถึงที่สุดของโลกได้ หลังจากนั้นพระผู้มีภาคเจ้าก็ได้ทรงตอบกลับว่า พระองค์ไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกได้ด้วยการไป แต่พระองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจ 4&nbsp;คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่มีอยู่ในกายนี้ เป็นข้อบัญญัติที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งโลกได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #46_ทุติยโรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร สูตรที่ 2</strong> พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องราวของโรหิตัสสเทพบุตรมาเล่าให้เหล่าภิกษุฟังโดยมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับโรหิตัสสสูตร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร</p><p><strong>ข้อที่ #41_สมาธิภาวนาสูตร ว่าด้วยสมาธิภาวนา</strong> สมาธิภาวนาเป็นหนึ่งในองค์ของอริยมรรคมีองค์แปด คือสัมมาสมาธิที่เมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ</p><p>1.&nbsp;อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สามารถเข้าฌาน 1-4 ได้&nbsp;</p><p>2.&nbsp;ได้ญาณทัสสนะ (ทิพพจักขุญาณ) คือ การทำจิตให้เป็นเสมือนแสงสว่าง กำหนดหมายว่าแสงสว่างในเวลากลางวันฉันใด ย่อมทำในใจว่าแม้ในกลางคืนก็ฉันนั้น</p><p>3.&nbsp;สติสัมปชัญญะ คือ มีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก</p><p>4.&nbsp;ความสิ้นอาสวะ คือ เห็นการเกิด-ดับในอุปทานขันธ์ห้าได้ด้วยปัญญา (ญาณ)</p><br><p><strong>ข้อที่ #42_ปัญหพยากรณสูตร ว่าด้วยวิธีการตอบปัญหา</strong> เมื่อถูกถามควรพิจารณาถึงคำถามและเลือกวิธีที่จะตอบให้เหมาะสมกับคำถามนั้น พระสูตรนี้ได้บอกถึงวิธีที่จะใช้ในการตอบคำถามไว้ 4 วิธี คือ</p><p>1.&nbsp;ตอบโดยนัยเดียว</p><p>2.&nbsp;แยกตอบ</p><p>3.&nbsp;ตอบโดยย้อนถาม</p><p>4.&nbsp;งดตอบ</p><br><p><strong>ข้อที่ #43_ปฐมโกธครุสูตร</strong> และ <strong>ข้อที่ #44_ทุติยโกธครุสูตร</strong> ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ สูตรที่ 1-2 มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนกันกล่าวถึงคุณสมบัติของบุคคล 4 ประเภทที่ไม่มีความเคารพสัทธรรม คือ บุคคลผู้มักโกรธ ผู้มักลบหลู่ ผู้เห็นแก่ลาภ และสักการะ และในทางตรงกันข้ามบุคคลผู้มีความเคารพสัทธรรมจะเป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่เห็นแก่ลาภและสักการะ บุคคลจำพวกหลังนี้ย่อมทำตนให้เจริญในธรรมได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_โรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร</strong> เป็นเรื่องราวของเทวดาที่ชื่อว่า “โรหิตัสสะ” ได้เข้ามากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง <strong>“การทำที่สุดแห่งโลก ได้ด้วยการไปอย่างไร?”</strong> (ที่สุดแห่งโลก ในที่นี้หมายถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือนิพพานนั่นเอง) แล้วได้เล่าถึงครั้งที่ตนเคยเป็นฤาษีสามารถเหาะข้ามโลกได้ด้วยความว่องไวแห่งฤทธิ์ตลอดระยะเวลา 100 ปี ไม่กินไม่นอนจนกระทั่งตายก็ยังไม่สามารถทำให้ถึงที่สุดของโลกได้ หลังจากนั้นพระผู้มีภาคเจ้าก็ได้ทรงตอบกลับว่า พระองค์ไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกได้ด้วยการไป แต่พระองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจ 4&nbsp;คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่มีอยู่ในกายนี้ เป็นข้อบัญญัติที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งโลกได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #46_ทุติยโรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร สูตรที่ 2</strong> พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องราวของโรหิตัสสเทพบุตรมาเล่าให้เหล่าภิกษุฟังโดยมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับโรหิตัสสสูตร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้เป็นนาบุญ [6826-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้เป็นนาบุญ [6826-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/685e15fb9951fac41ba88166/media.mp3" length="27561210" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">685e15fb9951fac41ba88166</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/685e15fb9951fac41ba88166</link>
			<acast:episodeId>685e15fb9951fac41ba88166</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl1BmpenY6WXGvEVGNgM821213mXOWMLuWQy51/Yv7MpUTX3IYDzTiMIGq88WYePEMaT+SIcuPzSoNxc0lGA2La]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จากท่านผู้ฟังที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อานิสงส์ของศีลแปดแบบผู้ครองเรือนและแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ตนได้รับจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน โดยได้กล่าวถึง<strong>พระสูตรข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต</strong> ที่ได้รับฟังในรายการทำให้นึกถึงศีลที่ตนได้ปฏิบัติ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข้อธรรมตรงกันข้ามกัน แล้วเปลี่ยนจากการดื่มสุราและเมรัยในข้อสุดท้ายมาเป็นสัมมาอาชีวะ เราเรียกข้อปฏิบัตินี้ว่า <strong>อาชีวัฏฐมกศีล คือ ศีลมีอาชีพเป็นที่ 8 </strong>ได้แก่ กายกรรม (3) วจีกรรม (4) อาชีวะ (1) ซึ่งเป็นการรักษาศีลแปดแบบไม่ต้องประพฤติพรหมจรรย์และปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปด้วยศีลแปดแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้ได้รับอานิสงส์ที่เห็นได้ทางกายภาพ คือ มีสุขภาพที่ดีขึ้น</p><br><p><em>*การรักษาศีลแปดมีอานิสงส์มาก นอกจากความสุขอย่างสามัญแล้วยังเป็นไปเพื่อสมาธิและปัญญา เป็นทางแห่งการบรรลุธรรม</em></p><br><p>มาต่อกันที่สี่พระสูตรสุดท้ายในโคตมีวรรค ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ควรบูชา ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><br><p><strong>ข้อที่ #57_ปฐมอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 1</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย (ทาน) ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ) ควรแก่การทำอัญชลี (กราบไหว้) เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกได้แก่</p><p>1.&nbsp;เป็นผู้มีศีล</p><p>2.&nbsp;เป็นพหูสูต (ฟังมาก จำได้ขึ้นใจ แทงตลอดได้ดีด้วยปัญญา)</p><p>3.&nbsp;มีมิตรดี (มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง)</p><p>4.&nbsp;เป็นสัมมาทิฏฐิ</p><p>5.&nbsp;เป็นผู้ได้ฌาน 4</p><p>6.&nbsp;ระลึกชาติก่อนได้</p><p>7.&nbsp;เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ (เคลื่อน) กำลังเกิด</p><p>8.&nbsp;ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ</p><br><p><strong>ข้อที่ #58_ทุติยอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 2 </strong>มีข้อธรรมที่เหมือนกันกับพระสูตรที่ 1 แตกต่างกันในข้อที่ 3, 4, 5 และ 6 ดังนี้</p><p>3. เป็นผู้ปรารภความเพียร</p><p>4.&nbsp;อยู่ป่าเป็นวัตร อาศัยเสนาสนะที่สงัด</p><p>5.&nbsp;อดทนต่อความยินร้ายและความยินดีได้</p><p>6.&nbsp;อดทนต่อภัยที่น่ากลัวได้ (กิเลส)</p><br><p><strong>ข้อที่ #59_ปฐมปุคคลสูตร และ ข้อที่ #60_ ทุติยปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก สูตรที่ 1-2 </strong>กล่าวถึง อริยบุคคล 8 จำพวก (4 คู่ แบ่งเป็นขั้นมรรคและขั้นผล) เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่</p><ul><li>โสดาปัตติมรรค – โสดาปัตติผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้)</li><li>สกิทาคามิมรรค – สกิทาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ได้ และทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีก 2 ประการที่เหลือให้เบาบางลง)</li><li>อนาคามิมรรค – อนาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ประการได้แล้ว)</li><li>อรหัตมรรค – อรหัตผล (ละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ)</li></ul><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จากท่านผู้ฟังที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อานิสงส์ของศีลแปดแบบผู้ครองเรือนและแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ตนได้รับจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน โดยได้กล่าวถึง<strong>พระสูตรข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต</strong> ที่ได้รับฟังในรายการทำให้นึกถึงศีลที่ตนได้ปฏิบัติ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข้อธรรมตรงกันข้ามกัน แล้วเปลี่ยนจากการดื่มสุราและเมรัยในข้อสุดท้ายมาเป็นสัมมาอาชีวะ เราเรียกข้อปฏิบัตินี้ว่า <strong>อาชีวัฏฐมกศีล คือ ศีลมีอาชีพเป็นที่ 8 </strong>ได้แก่ กายกรรม (3) วจีกรรม (4) อาชีวะ (1) ซึ่งเป็นการรักษาศีลแปดแบบไม่ต้องประพฤติพรหมจรรย์และปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปด้วยศีลแปดแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้ได้รับอานิสงส์ที่เห็นได้ทางกายภาพ คือ มีสุขภาพที่ดีขึ้น</p><br><p><em>*การรักษาศีลแปดมีอานิสงส์มาก นอกจากความสุขอย่างสามัญแล้วยังเป็นไปเพื่อสมาธิและปัญญา เป็นทางแห่งการบรรลุธรรม</em></p><br><p>มาต่อกันที่สี่พระสูตรสุดท้ายในโคตมีวรรค ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ควรบูชา ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><br><p><strong>ข้อที่ #57_ปฐมอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 1</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย (ทาน) ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ) ควรแก่การทำอัญชลี (กราบไหว้) เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกได้แก่</p><p>1.&nbsp;เป็นผู้มีศีล</p><p>2.&nbsp;เป็นพหูสูต (ฟังมาก จำได้ขึ้นใจ แทงตลอดได้ดีด้วยปัญญา)</p><p>3.&nbsp;มีมิตรดี (มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง)</p><p>4.&nbsp;เป็นสัมมาทิฏฐิ</p><p>5.&nbsp;เป็นผู้ได้ฌาน 4</p><p>6.&nbsp;ระลึกชาติก่อนได้</p><p>7.&nbsp;เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ (เคลื่อน) กำลังเกิด</p><p>8.&nbsp;ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ</p><br><p><strong>ข้อที่ #58_ทุติยอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 2 </strong>มีข้อธรรมที่เหมือนกันกับพระสูตรที่ 1 แตกต่างกันในข้อที่ 3, 4, 5 และ 6 ดังนี้</p><p>3. เป็นผู้ปรารภความเพียร</p><p>4.&nbsp;อยู่ป่าเป็นวัตร อาศัยเสนาสนะที่สงัด</p><p>5.&nbsp;อดทนต่อความยินร้ายและความยินดีได้</p><p>6.&nbsp;อดทนต่อภัยที่น่ากลัวได้ (กิเลส)</p><br><p><strong>ข้อที่ #59_ปฐมปุคคลสูตร และ ข้อที่ #60_ ทุติยปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก สูตรที่ 1-2 </strong>กล่าวถึง อริยบุคคล 8 จำพวก (4 คู่ แบ่งเป็นขั้นมรรคและขั้นผล) เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่</p><ul><li>โสดาปัตติมรรค – โสดาปัตติผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้)</li><li>สกิทาคามิมรรค – สกิทาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ได้ และทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีก 2 ประการที่เหลือให้เบาบางลง)</li><li>อนาคามิมรรค – อนาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ประการได้แล้ว)</li><li>อรหัตมรรค – อรหัตผล (ละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ)</li></ul><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนา [6825-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนา [6825-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6855c4fb0bed216db76769f2/media.mp3" length="26002408" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6855c4fb0bed216db76769f2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6855c4fb0bed216db76769f2</link>
			<acast:episodeId>6855c4fb0bed216db76769f2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnFglUa0czU6KPIq5XWH6fqv9CJWn1goQE6EBTYUFEHbhyk7SPdluPv1kXw1mlyFTMtTSQVdTzufPXI4a6QfQ3P]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร</p><br><p><strong>ข้อที่ #36_โทณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์ </strong>กล่าวถึงเรื่องราวของโทณพราหมณ์ที่ได้พบเห็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วได้ติดตามรอยพระบาทนั้นไปจนได้พบพระพุทธเจ้า และด้วยท่าทีอันสงบระงับของพระพุทธเจ้า ทำให้โทณพราหมณ์เกิดความรู้สึกเลื่อมใส จึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า <em>“ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ใช่หรือไม่ ?”</em> พระองค์ทรงตอบว่า พระองค์ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น เพราะด้วยเหตุที่ว่าอาสวะ (กรรม) ที่จะทำให้ไปเกิดได้ความเป็นอัตภาพเหล่านั้นสิ้นแล้ว</p><br><p><strong>ข้อที่ #37_อปริหานิยสูตร ว่าด้วยอปริหานิยธรรม</strong> คือ ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนาที่ได้บรรลุแล้ว และจะได้บรรลุมรรคและผลที่ยังไม่ได้บรรลุ ได้แก่</p><ol><li>สมบูรณ์ด้วยศีล</li><li>คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</li><li>รู้จักประมาณในการบริโภค</li><li>ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ</li></ol><p>*จะเห็นได้ว่า 3 ข้อหลัง คือส่วนหนึ่งของศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ #38_ปฏิลีนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น</strong> ธรรม 4 ประการนี้ ทำให้เป็นพุทธะได้เลย คือ</p><ol><li>ผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ หมายถึง สัจจะที่แต่ละคนยึดถือตามความเห็นของตนว่า<strong> “นี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า” </strong>กำจัดได้แล้ว</li><li>ผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี คือ ละการใฝ่หากาม การแสวงหาภพ และ การแสวงหาพรหมจรรย์ได้ขาดแล้ว</li><li>ผู้มีกายสังขารอันระงับได้ คือ เข้าฌาน 4 ได้</li><li>ผู้หลีกเร้น คือ ละมานะ 9 ได้</li></ol><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #39_อุชชยสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์ และ ข้อที่ #40_อุทายิสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุทายิพราหมณ์ </strong>มีเนื้อหาข้อธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่การปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน เป็นเรื่องการบูชายัญ กล่าวถึงยัญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือ นิจทาน (มีผู้รับ) และ อนุกูลยัญ (ทำบุญให้บรรพบุรุษ) ส่วนยัญที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ คือ ยัญที่ต้องมีตระเตรียมการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม 4 ประการ มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร</p><br><p><strong>ข้อที่ #36_โทณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์ </strong>กล่าวถึงเรื่องราวของโทณพราหมณ์ที่ได้พบเห็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วได้ติดตามรอยพระบาทนั้นไปจนได้พบพระพุทธเจ้า และด้วยท่าทีอันสงบระงับของพระพุทธเจ้า ทำให้โทณพราหมณ์เกิดความรู้สึกเลื่อมใส จึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า <em>“ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ใช่หรือไม่ ?”</em> พระองค์ทรงตอบว่า พระองค์ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น เพราะด้วยเหตุที่ว่าอาสวะ (กรรม) ที่จะทำให้ไปเกิดได้ความเป็นอัตภาพเหล่านั้นสิ้นแล้ว</p><br><p><strong>ข้อที่ #37_อปริหานิยสูตร ว่าด้วยอปริหานิยธรรม</strong> คือ ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนาที่ได้บรรลุแล้ว และจะได้บรรลุมรรคและผลที่ยังไม่ได้บรรลุ ได้แก่</p><ol><li>สมบูรณ์ด้วยศีล</li><li>คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</li><li>รู้จักประมาณในการบริโภค</li><li>ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ</li></ol><p>*จะเห็นได้ว่า 3 ข้อหลัง คือส่วนหนึ่งของศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ</p><br><p><strong>ข้อที่ #38_ปฏิลีนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น</strong> ธรรม 4 ประการนี้ ทำให้เป็นพุทธะได้เลย คือ</p><ol><li>ผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ หมายถึง สัจจะที่แต่ละคนยึดถือตามความเห็นของตนว่า<strong> “นี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า” </strong>กำจัดได้แล้ว</li><li>ผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี คือ ละการใฝ่หากาม การแสวงหาภพ และ การแสวงหาพรหมจรรย์ได้ขาดแล้ว</li><li>ผู้มีกายสังขารอันระงับได้ คือ เข้าฌาน 4 ได้</li><li>ผู้หลีกเร้น คือ ละมานะ 9 ได้</li></ol><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #39_อุชชยสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์ และ ข้อที่ #40_อุทายิสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุทายิพราหมณ์ </strong>มีเนื้อหาข้อธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่การปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน เป็นเรื่องการบูชายัญ กล่าวถึงยัญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือ นิจทาน (มีผู้รับ) และ อนุกูลยัญ (ทำบุญให้บรรพบุรุษ) ส่วนยัญที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ คือ ยัญที่ต้องมีตระเตรียมการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แผนที่การครองเรือน [6824-6t]</title>
			<itunes:title>แผนที่การครองเรือน [6824-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Jun 2025 21:00:21 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/684cbae36770b65af41695c8/media.mp3" length="28475821" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">684cbae36770b65af41695c8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/684cbae36770b65af41695c8</link>
			<acast:episodeId>684cbae36770b65af41695c8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkFA8AbdZnLO6efUjnlOdYKuWHAUGritsTbzcxOXzcYnCsgtGDYZ0WXSmaXea156gwSAG75YgumsYtX1JmzUZ48]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ฆราวาส หรือ ผู้อยู่ครองเรือนที่ยังยินดีในการบริโภคกาม </strong>ย่อมปรารถนาสุขสามัญ คือ ความสุขที่เกิดจากทรัพย์สิน เงินทอง ยศ เกียรติ ไมตรี และจะมีธรรมเหล่าใดที่เมื่อผู้ครองเรือนปฏิบัติแล้วจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและในภายภาคหน้า ซึ่งใน ทีฆชาณุสูตร และ อุชชยสูตร ได้กล่าวถึง <strong>ทิฏฐธัมมิกัตถะ </strong>หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือ <strong>“ หัวใจเศรษฐี ”</strong> (อุ อา กะ สะ) และ<strong> สัมปรายิกัตถะ</strong> หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า อธิบายแยกให้เห็นดังนี้</p><br><p><strong>ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน</strong> ได้แก่</p><p>1)&nbsp;อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่น ขยันหมั่นเพียร เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงาน</p><p>2)&nbsp;อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม</p><p>3) กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรดี คบคนดี ไม่คบคนชั่ว เป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา</p><p>4)&nbsp;สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์ (ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนดี) และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ (เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนชั่ว) แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายรับของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายรับ</p><br><p><strong>สัมปรายิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า</strong> ได้แก่</p><p>1)&nbsp;&nbsp;สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา&nbsp;</p><p>2)&nbsp;&nbsp;สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล</p><p>3)&nbsp;&nbsp;จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ</p><p>4)&nbsp;&nbsp;ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา (คือ เห็นทั้งความเกิดและความดับในสังขารทั้งปวง)</p><br><p>เป็นหลักธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรทั้ง 2 แต่ปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน โดยใน</p><p><strong>ข้อที่ #54_ทีฆชาณุสูตร ว่าด้วยโกฬิยบุตรชื่อว่าทีฆชาณุ </strong>เป็นการปรารภถึง ทีฆชาณุชาวโกฬิยะ</p><p><strong>ข้อที่ #55_อุชชยสูตร ว่าด้วยอุชชยพราหมณ์ </strong>เป็นการปรารภถึง อุชชยพราหมณ์</p><p><strong>ข้อที่ #56_ภยสูตร ว่าด้วยภัยเป็นชื่อของกาม</strong> คำว่า ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ เป็นชื่อของกามเพราะเหตุไร ?&nbsp;เพราะผู้ที่ยินดีด้วยกามราคะถูกตัณหาเกี่ยวพันไว้ ย่อมไม่พ้นจาก ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ ทั้งที่มีในภพนี้ และที่มีในภพหน้า</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ฆราวาส หรือ ผู้อยู่ครองเรือนที่ยังยินดีในการบริโภคกาม </strong>ย่อมปรารถนาสุขสามัญ คือ ความสุขที่เกิดจากทรัพย์สิน เงินทอง ยศ เกียรติ ไมตรี และจะมีธรรมเหล่าใดที่เมื่อผู้ครองเรือนปฏิบัติแล้วจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและในภายภาคหน้า ซึ่งใน ทีฆชาณุสูตร และ อุชชยสูตร ได้กล่าวถึง <strong>ทิฏฐธัมมิกัตถะ </strong>หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือ <strong>“ หัวใจเศรษฐี ”</strong> (อุ อา กะ สะ) และ<strong> สัมปรายิกัตถะ</strong> หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า อธิบายแยกให้เห็นดังนี้</p><br><p><strong>ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน</strong> ได้แก่</p><p>1)&nbsp;อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่น ขยันหมั่นเพียร เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงาน</p><p>2)&nbsp;อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม</p><p>3) กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรดี คบคนดี ไม่คบคนชั่ว เป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา</p><p>4)&nbsp;สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์ (ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนดี) และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ (เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนชั่ว) แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายรับของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายรับ</p><br><p><strong>สัมปรายิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า</strong> ได้แก่</p><p>1)&nbsp;&nbsp;สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา&nbsp;</p><p>2)&nbsp;&nbsp;สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล</p><p>3)&nbsp;&nbsp;จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ</p><p>4)&nbsp;&nbsp;ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา (คือ เห็นทั้งความเกิดและความดับในสังขารทั้งปวง)</p><br><p>เป็นหลักธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรทั้ง 2 แต่ปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน โดยใน</p><p><strong>ข้อที่ #54_ทีฆชาณุสูตร ว่าด้วยโกฬิยบุตรชื่อว่าทีฆชาณุ </strong>เป็นการปรารภถึง ทีฆชาณุชาวโกฬิยะ</p><p><strong>ข้อที่ #55_อุชชยสูตร ว่าด้วยอุชชยพราหมณ์ </strong>เป็นการปรารภถึง อุชชยพราหมณ์</p><p><strong>ข้อที่ #56_ภยสูตร ว่าด้วยภัยเป็นชื่อของกาม</strong> คำว่า ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ เป็นชื่อของกามเพราะเหตุไร ?&nbsp;เพราะผู้ที่ยินดีด้วยกามราคะถูกตัณหาเกี่ยวพันไว้ ย่อมไม่พ้นจาก ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ ทั้งที่มีในภพนี้ และที่มีในภพหน้า</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ [6823-6t]</title>
			<itunes:title>ความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ [6823-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6843133d1dd9d3b33fa5a840/media.mp3" length="27358669" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6843133d1dd9d3b33fa5a840</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6843133d1dd9d3b33fa5a840</link>
			<acast:episodeId>6843133d1dd9d3b33fa5a840</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlHbaOH1mK8RPQig4ZWihUEIAepVHy2V59xCLXqa7FwnIp0WmaPjPh4+R/D+/rDme9vPKt6SP+8D3RQNgSHH6gY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการนี้มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร เริ่มกันใน...</p><p><strong>ข้อที่ #31_จักกสูตร ว่าด้วยจักร 4 ประการ</strong> (จักร คือ สมบัติ) คือ การทำวนไปในธรรม 4 ข้อนี้แล้ว จะเป็นเหตุให้ถึงความร่ำรวยความเป็นใหญ่ได้ นั่นคือการอยู่ในพื้นที่ดี การคบคนดี การตั้งตนในธรรม และเป็นผู้ที่ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว</p><br><p><strong>ข้อที่ #32_สังคหสูตร ว่าด้วยสังคหวัตถุ</strong> คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน เกื้อหนุนกัน เป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่ใช่ยึดถือ คนที่มี 4 ข้อนี้ จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามาคือ การให้ปิยวาจา ประพฤติประโยชน์ การวางตนเสมอกัน คือร่วมทุกข์ร่วมสุข&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #33_สีหสูตร ว่าด้วยพญาราชสีห์ </strong>เปรียบลีลาของราชสีห์กับการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสักกายะ (อริยสัจ 4) การบันลือสีหนาทนี้ ทำให้เทวดาสะดุ้งสลดสังเวชใจ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #34_อัคคัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ </strong>กล่าวถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ย่อมให้วิบากที่เลิศ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม (สังขตธรรมคืออริยมรรค และอสังขตธรรมคือวิราคะ) พระสงฆ์</p><br><p><strong>ข้อที่ #35_วัสสการสูตร ว่าด้วยวัสสการพราหมณ์ </strong>จะเห็นถึงความแตกต่างคำจัดความของมหาบุรุษระหว่างวัสสการพราหมณ์และพระพุทธเจ้า ที่เมื่อได้ฟังแล้ว วัสสการพราหมณ์ต้องยอมจำนน</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 4 ประการนี้มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร เริ่มกันใน...</p><p><strong>ข้อที่ #31_จักกสูตร ว่าด้วยจักร 4 ประการ</strong> (จักร คือ สมบัติ) คือ การทำวนไปในธรรม 4 ข้อนี้แล้ว จะเป็นเหตุให้ถึงความร่ำรวยความเป็นใหญ่ได้ นั่นคือการอยู่ในพื้นที่ดี การคบคนดี การตั้งตนในธรรม และเป็นผู้ที่ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว</p><br><p><strong>ข้อที่ #32_สังคหสูตร ว่าด้วยสังคหวัตถุ</strong> คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน เกื้อหนุนกัน เป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่ใช่ยึดถือ คนที่มี 4 ข้อนี้ จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามาคือ การให้ปิยวาจา ประพฤติประโยชน์ การวางตนเสมอกัน คือร่วมทุกข์ร่วมสุข&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #33_สีหสูตร ว่าด้วยพญาราชสีห์ </strong>เปรียบลีลาของราชสีห์กับการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสักกายะ (อริยสัจ 4) การบันลือสีหนาทนี้ ทำให้เทวดาสะดุ้งสลดสังเวชใจ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #34_อัคคัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ </strong>กล่าวถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ย่อมให้วิบากที่เลิศ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม (สังขตธรรมคืออริยมรรค และอสังขตธรรมคือวิราคะ) พระสงฆ์</p><br><p><strong>ข้อที่ #35_วัสสการสูตร ว่าด้วยวัสสการพราหมณ์ </strong>จะเห็นถึงความแตกต่างคำจัดความของมหาบุรุษระหว่างวัสสการพราหมณ์และพระพุทธเจ้า ที่เมื่อได้ฟังแล้ว วัสสการพราหมณ์ต้องยอมจำนน</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของเจ้าอาวาส [6822-6t] </title>
			<itunes:title>ธรรมของเจ้าอาวาส [6822-6t] </itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6839b2092780b226c787f1e5/media.mp3" length="28157821" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6839b2092780b226c787f1e5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6839b2092780b226c787f1e5</link>
			<acast:episodeId>6839b2092780b226c787f1e5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlGTlE69s5KUTWt/8l4UffHslWbf/SJJA15Z71AkennF9vepjMCYGGHtun2mWjArJRyuojvRyHKvXksq6QKtHpy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 5 ประการนี้ มาในวรรคที่ว่าด้วย <strong>“ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส”</strong> กล่าวถึงหลักคุณธรรมของผู้ดูแลอาวาส ซึ่งหลักธรรมนี้ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรือง และงดงามได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #231-234 อาวาสิกสูตร / ปิยสูตร / โสภณสูตร / พหูปการสูตร</strong> เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้<strong> “ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม”</strong> มาในหัวข้อที่ต่างกันแต่มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนหรือต่างกันบ้าง และพอจะสรุปรวมได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตและปัญญาวิมุตติ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #235_อนุกัมปสูตร</strong> เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้<strong> “ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์”</strong> คือให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้ และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #236-240&nbsp;ปฐม-ทุติย-ตติยอวัณณารหสูตร / ปฐม-ทุติยมัจฉริยสูตร</strong>&nbsp;เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อที่เหมือนกันว่าด้วย<strong> เจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก</strong> คือไม่พิจารณาไตร่ตรองสรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ไม่พิจารณาไตร่ตรองปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดข้อธรรม 5 ประการนี้ มาในวรรคที่ว่าด้วย <strong>“ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส”</strong> กล่าวถึงหลักคุณธรรมของผู้ดูแลอาวาส ซึ่งหลักธรรมนี้ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรือง และงดงามได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #231-234 อาวาสิกสูตร / ปิยสูตร / โสภณสูตร / พหูปการสูตร</strong> เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้<strong> “ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม”</strong> มาในหัวข้อที่ต่างกันแต่มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนหรือต่างกันบ้าง และพอจะสรุปรวมได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตและปัญญาวิมุตติ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #235_อนุกัมปสูตร</strong> เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้<strong> “ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์”</strong> คือให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้ และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #236-240&nbsp;ปฐม-ทุติย-ตติยอวัณณารหสูตร / ปฐม-ทุติยมัจฉริยสูตร</strong>&nbsp;เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อที่เหมือนกันว่าด้วย<strong> เจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก</strong> คือไม่พิจารณาไตร่ตรองสรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ไม่พิจารณาไตร่ตรองปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท [6821-6t]</title>
			<itunes:title>พระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท [6821-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6830a9729cad4906be954d07/media.mp3" length="26807349" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6830a9729cad4906be954d07</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6830a9729cad4906be954d07</link>
			<acast:episodeId>6830a9729cad4906be954d07</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn6J5kNlIDAQHw8E1CpxEeT4Fc5/4ix8TBv9TYwkOoVC1F6Uq6LDi2kgGfyEsTt2f9N04xsJ8NE1B8+GSzG6OgZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จิตใจของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบวชเป็นภิกษุณี เธอได้แสดงความประสงค์ที่จะบวชต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้ง ดั่งในพระสูตรที่จะหยิบยกมากล่าวนี้</p><br><p><strong>ข้อที่ #51_โคตมีสูตร ว่าด้วยพระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท </strong>ในพระสูตรนี้พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความปรารถนาที่จะออกบวชโดยได้แสดงไว้ถึง 2 วาระด้วยกัน คือ วาระแรก ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางทูลขอกับพระพุทธเจ้าด้วยตัวเองถึง 3 รอบแต่ก็โดนปฏิเสธตกหมดทั้ง 3 รอบ และในวาระต่อมาที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี พระนางได้ปลงผม ห่มผ้ากาสายะ และออกเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าถึงที่นั่นเพื่อทูลขออุปสมบท และในวาระนี้เองด้วยอุบายของพระอานนท์ในการช่วยเข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้า พระนางจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแต่ต้องรับ <strong>“ครุธรรม 8 ประการ”</strong> ไปปฏิบัติ พระนางยินดีที่จะปฏิบัติตาม</p><br><p><strong>คุรุธรรม 8 ประการ</strong> มีอะไรบ้าง</p><ol><li>แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้น</li><li>ต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ</li><li>ต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน</li><li>ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว (ออกตัวให้ติเตียนได้)</li><li>ต้องประพฤติมานัต (ออกจากกรรม) ในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก</li><li>ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้</li><li>ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ</li><li>จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้</li></ol><p><br></p><p><em>*และในตอนท้ายพระสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงถึงเหตุผลไว้ว่าทำไมถึงไม่ให้สตรีบวชและเหตุที่ต้องบัญญัติคุรุธรรม</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #52_โอวาทสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้จะสอนภิกษุณี </strong>ต่อเนื่องมาจากคุรุธรรมในข้อที่ว่า <strong>“ต้องรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน” </strong>พระสูตรนี้จึงว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ที่จะสอนภิกษุณีต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง</p><ol><li>เป็นผู้มีศีล สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย</li><li>เป็นพหูสูต แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ</li><li>เป็นผู้ทรงจำ จำแนก ปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี</li><li>เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ ไม่มีโทษ&nbsp;</li><li>เป็นผู้สามารถชี้แจงภิกษุณีสงฆ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา</li><li>ที่รักเป็นที่ชอบใจของภิกษุณีโดยมาก</li><li>ไม่เคยประพฤติล่วงครุธรรม&nbsp;</li><li>เป็นผู้มีพรรษา 20 หรือเกินกว่า</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #53_สังขิตตสูตร ว่าด้วยลักษณะธรรมวินัยโดยย่อ</strong> พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลขอธรรมะโดยย่อที่เมื่อฟังแล้วจะสามารถนำไปปฏิบัติได้ดี (บรรลุธรรมได้เลย) พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมไว้เป็นคู่หรือสองฝั่ง</p><br><p>ธรรมที่เป็นฝั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า ≠ นั่นไม่ใช่ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ธรรมที่เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ≠&nbsp;ธรรมที่เป็นไปเพื่อกำหนัด</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความพราก ≠ ...เพื่อความประกอบไว้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อการไม่สะสม ≠ ...เพื่อการสะสม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความมักน้อย ≠ ...เพื่อความมักมาก</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความสันโดษ ≠ ...เพื่อความไม่สันโดษ</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความสงัด ≠ ...เพื่อความคลุกคลีหมู่คณะ</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อปรารภความเพียร ≠ ...เพื่อความเกียจคร้าน</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ≠ ...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จิตใจของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบวชเป็นภิกษุณี เธอได้แสดงความประสงค์ที่จะบวชต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้ง ดั่งในพระสูตรที่จะหยิบยกมากล่าวนี้</p><br><p><strong>ข้อที่ #51_โคตมีสูตร ว่าด้วยพระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท </strong>ในพระสูตรนี้พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความปรารถนาที่จะออกบวชโดยได้แสดงไว้ถึง 2 วาระด้วยกัน คือ วาระแรก ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางทูลขอกับพระพุทธเจ้าด้วยตัวเองถึง 3 รอบแต่ก็โดนปฏิเสธตกหมดทั้ง 3 รอบ และในวาระต่อมาที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี พระนางได้ปลงผม ห่มผ้ากาสายะ และออกเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าถึงที่นั่นเพื่อทูลขออุปสมบท และในวาระนี้เองด้วยอุบายของพระอานนท์ในการช่วยเข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้า พระนางจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแต่ต้องรับ <strong>“ครุธรรม 8 ประการ”</strong> ไปปฏิบัติ พระนางยินดีที่จะปฏิบัติตาม</p><br><p><strong>คุรุธรรม 8 ประการ</strong> มีอะไรบ้าง</p><ol><li>แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้น</li><li>ต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ</li><li>ต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน</li><li>ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว (ออกตัวให้ติเตียนได้)</li><li>ต้องประพฤติมานัต (ออกจากกรรม) ในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก</li><li>ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้</li><li>ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ</li><li>จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้</li></ol><p><br></p><p><em>*และในตอนท้ายพระสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงถึงเหตุผลไว้ว่าทำไมถึงไม่ให้สตรีบวชและเหตุที่ต้องบัญญัติคุรุธรรม</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #52_โอวาทสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้จะสอนภิกษุณี </strong>ต่อเนื่องมาจากคุรุธรรมในข้อที่ว่า <strong>“ต้องรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน” </strong>พระสูตรนี้จึงว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ที่จะสอนภิกษุณีต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง</p><ol><li>เป็นผู้มีศีล สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย</li><li>เป็นพหูสูต แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ</li><li>เป็นผู้ทรงจำ จำแนก ปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี</li><li>เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ ไม่มีโทษ&nbsp;</li><li>เป็นผู้สามารถชี้แจงภิกษุณีสงฆ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา</li><li>ที่รักเป็นที่ชอบใจของภิกษุณีโดยมาก</li><li>ไม่เคยประพฤติล่วงครุธรรม&nbsp;</li><li>เป็นผู้มีพรรษา 20 หรือเกินกว่า</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #53_สังขิตตสูตร ว่าด้วยลักษณะธรรมวินัยโดยย่อ</strong> พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลขอธรรมะโดยย่อที่เมื่อฟังแล้วจะสามารถนำไปปฏิบัติได้ดี (บรรลุธรรมได้เลย) พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมไว้เป็นคู่หรือสองฝั่ง</p><br><p>ธรรมที่เป็นฝั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า ≠ นั่นไม่ใช่ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ธรรมที่เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ≠&nbsp;ธรรมที่เป็นไปเพื่อกำหนัด</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความพราก ≠ ...เพื่อความประกอบไว้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อการไม่สะสม ≠ ...เพื่อการสะสม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความมักน้อย ≠ ...เพื่อความมักมาก</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความสันโดษ ≠ ...เพื่อความไม่สันโดษ</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความสงัด ≠ ...เพื่อความคลุกคลีหมู่คณะ</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อปรารภความเพียร ≠ ...เพื่อความเกียจคร้าน</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ≠ ...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คุณสมบัติของอริยวงศ์ [6820-6t]</title>
			<itunes:title>คุณสมบัติของอริยวงศ์ [6820-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6826a3b5ee813e8be2fe919d/media.mp3" length="27510427" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6826a3b5ee813e8be2fe919d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6826a3b5ee813e8be2fe919d</link>
			<acast:episodeId>6826a3b5ee813e8be2fe919d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmvzaUJbbi4dn5Ntk+j4VGzhW5oRHcL6DPMEORGyaMIwGaAL6sv1QVvDOdJ2vkcNE0Nujo7ia0nICWcAJeTPQX/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #26_กุหสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลอกลวง</strong> ภิกษุที่มีคุณสมบัติ 4 อย่างเหล่านี้ นับว่าห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเจริญงอกงาม คือชอบหลอกลวง กระด้าง ประจบ ชอบวางท่าอวดดี มีจิตไม่ตั้งมั่น</p><br><p><strong>ข้อที่ #27_สันตุฏฐิสูตร ว่าด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย 4</strong> กล่าวถึง ปัจจัยสี่ที่มีคุณสมบัติ <strong><em>“มีค่าน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ” </em></strong>ความเป็นอยู่แบบนี้สบายเหมาะแก่ความเป็นสมณะ เมื่อทำประจำนับว่าเป็นธุดงควัตร สามารถไปไหนก็ได้เหมือนนกมีปีก&nbsp;</p><br><p><strong><em>*สันโดษ </em></strong><em>คือ พอใจตามมีตามได้ แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ สันโดษป้องกันจิตไม่ให้ติดกับดักของความอยาก ให้ตั้งไว้ในอิทธิบาท 4 สามารถมีเป้าหมายได้ ส่วนมักน้อย หมายความว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรามีดีอะไร</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #28_อริยวังสสูตร ว่าด้วยอริยวงศ์ </strong>กล่าวถึงการเอาปัจจัย 4 เป็นตัวแปรแล้วกล่าวสรรเสริญ ไม่แสวงหาด้วยเหตุอันไม่ควร ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุความสันโดษนั้น</p><br><p><strong>ข้อที่ #29_ธัมมปทสูตร ว่าด้วยธรรมบท</strong> ธรรมที่ทำให้เป็นอริยวงศ์ คือ ความไม่เพ่งเล็ง ไม่พยาบาท มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ซึ่งก็มาจากข้อภาวนานั่นเอง เป็นเรื่องของทางใจ</p><br><p><strong>ข้อที่ #30_ปริพพาชกสูตร ว่าด้วยปริพาชก</strong> เมื่อมีคุณสมบัติความเป็นอริยวงศ์นั้นจะไม่มีใครคัดค้านได้ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้าง</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #26_กุหสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลอกลวง</strong> ภิกษุที่มีคุณสมบัติ 4 อย่างเหล่านี้ นับว่าห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเจริญงอกงาม คือชอบหลอกลวง กระด้าง ประจบ ชอบวางท่าอวดดี มีจิตไม่ตั้งมั่น</p><br><p><strong>ข้อที่ #27_สันตุฏฐิสูตร ว่าด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย 4</strong> กล่าวถึง ปัจจัยสี่ที่มีคุณสมบัติ <strong><em>“มีค่าน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ” </em></strong>ความเป็นอยู่แบบนี้สบายเหมาะแก่ความเป็นสมณะ เมื่อทำประจำนับว่าเป็นธุดงควัตร สามารถไปไหนก็ได้เหมือนนกมีปีก&nbsp;</p><br><p><strong><em>*สันโดษ </em></strong><em>คือ พอใจตามมีตามได้ แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ สันโดษป้องกันจิตไม่ให้ติดกับดักของความอยาก ให้ตั้งไว้ในอิทธิบาท 4 สามารถมีเป้าหมายได้ ส่วนมักน้อย หมายความว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรามีดีอะไร</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #28_อริยวังสสูตร ว่าด้วยอริยวงศ์ </strong>กล่าวถึงการเอาปัจจัย 4 เป็นตัวแปรแล้วกล่าวสรรเสริญ ไม่แสวงหาด้วยเหตุอันไม่ควร ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุความสันโดษนั้น</p><br><p><strong>ข้อที่ #29_ธัมมปทสูตร ว่าด้วยธรรมบท</strong> ธรรมที่ทำให้เป็นอริยวงศ์ คือ ความไม่เพ่งเล็ง ไม่พยาบาท มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ซึ่งก็มาจากข้อภาวนานั่นเอง เป็นเรื่องของทางใจ</p><br><p><strong>ข้อที่ #30_ปริพพาชกสูตร ว่าด้วยปริพาชก</strong> เมื่อมีคุณสมบัติความเป็นอริยวงศ์นั้นจะไม่มีใครคัดค้านได้ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้าง</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พุทธกิจในตำบลอุรุเวลา [6819-6t]</title>
			<itunes:title>พุทธกิจในตำบลอุรุเวลา [6819-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/681e676a986466935d020909/media.mp3" length="27447668" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">681e676a986466935d020909</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/681e676a986466935d020909</link>
			<acast:episodeId>681e676a986466935d020909</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnHmcml8S3PMOdYQMVn8HQ3c1JQidtFW4YBMc5o5nHYiZHjGvEMV4F4YXoYIwoEmUgpSI696J94pNR9huPAO5+n]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค หมวดว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา</p><p><strong>ข้อที่ #21_ปฐมอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๑</strong> เป็นการรำพึงของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ว่า ควรเคารพยำเกรงในสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหรือไม่ เพราะผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงสิ่งใดย่อมเป็นทุกข์&nbsp;เมื่อใคร่ครวญแล้วไม่พบว่าสมณะใดมีความบริบูรณ์เท่า<strong> <em>(ความบริบูรณ์ 4 อย่าง คือ ความบริบูรณ์แห่งสีลขันธ์, สมาธิขันธ์, ปัญญาขันธ์, วิมุตติขันธ์)</em></strong><em> </em>จึงดำริที่จะเคารพในธรรมที่ตรัสรู้และเคารพในสงฆ์ที่มีคุณอันใหญ่ด้วย (หมู่พระอริยบุคคล) ท้าวสหมบดีพรหมที่คนยกย่องว่าเป็นผู้สร้างก็ยังเคารพธรรมนั้น</p><br><p><strong><em>*ในข้อนี้จะเห็นว่า การเอาเป็นที่เคารพนั้นมีความต่างกับการยึดติดยึดถือ เพราะถ้ายึดถือ ทุกข์จะอยู่ตรงนั้น ทำให้เสียหลักได้</em></strong></p><br><p><strong>ข้อที่ #22_ทุติยอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๒</strong> พราหมณ์ได้มารุกรานถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า<em> “ทำไมพระองค์จึงไม่ลุกขึ้นไหว้ ต้อนรับ เชื้อเชิญพราหมณ์ผู้เป็นผู้ใหญ่”</em> เพราะด้วยความไม่รู้ความเป็นเถระของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าตอบพราหมณ์ว่า <strong>อย่างไรจึงเรียกว่าเถระ เถระไม่ได้ดูจากอายุเท่านั้น ธรรมที่ทำให้ชื่อว่าเถระมาจาก การมีศีล เป็นพหูสูตร ได้ฌานทั้ง 4 และเป็นอรหันต์</strong></p><br><p>*ตรงนี้ทำให้พุทธองค์เห็นว่า ธรรมนี้ยากที่สัตว์โลกจะรู้ตาม จึงขวนขวายน้อย ท้าวสหมบดีพรหมจึงมากล่าวอาราธนาให้แสดงธรรม</p><br><p><strong>ข้อที่ #23_โลกสูตร ว่าด้วยโลก </strong>4 นัยยะแห่งการเรียกว่า “ตถาคต”<strong> </strong>คือ 1. รอบรู้เรื่องโลก (ทุกข์) ในนัยยะของอริยสัจ 4 (กิจในอริยสัจ) 2. คำสอนตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพานล้วนลงกัน 3. กล่าวอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรกล่าวอย่างนั้น 4. เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้ในโลก</p><br><p><strong>ข้อที่ #24_กาฬการามสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกาฬการาม</strong> ความเป็นผู้คงที่ (ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม 8 ) ของพระพุทธเจ้านั้นปราณีตมาก ความไม่สำคัญ คือ ไม่สำคัญว่าได้... ว่าไม่ได้... ว่าต้องได้...ว่าเป็นผู้ได้... ไปใน 4 สถานะ (อายตนะภายนอก 6 ) เท่ากับไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามสิ่งที่รู้ คือ สักแต่ว่ารู้ จึงเหนือโลก</p><br><p><strong>ข้อที่ #25_พรหมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์</strong> จะเห็นถึงคำสอนนี้เป็นไปเพื่อสำรวมระวัง เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ หรือลวงคน สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งนี้มีในเรา สิ่งนี้ไม่มีในเราได้ เป็นความมั่นใจ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค หมวดว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา</p><p><strong>ข้อที่ #21_ปฐมอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๑</strong> เป็นการรำพึงของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ว่า ควรเคารพยำเกรงในสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหรือไม่ เพราะผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงสิ่งใดย่อมเป็นทุกข์&nbsp;เมื่อใคร่ครวญแล้วไม่พบว่าสมณะใดมีความบริบูรณ์เท่า<strong> <em>(ความบริบูรณ์ 4 อย่าง คือ ความบริบูรณ์แห่งสีลขันธ์, สมาธิขันธ์, ปัญญาขันธ์, วิมุตติขันธ์)</em></strong><em> </em>จึงดำริที่จะเคารพในธรรมที่ตรัสรู้และเคารพในสงฆ์ที่มีคุณอันใหญ่ด้วย (หมู่พระอริยบุคคล) ท้าวสหมบดีพรหมที่คนยกย่องว่าเป็นผู้สร้างก็ยังเคารพธรรมนั้น</p><br><p><strong><em>*ในข้อนี้จะเห็นว่า การเอาเป็นที่เคารพนั้นมีความต่างกับการยึดติดยึดถือ เพราะถ้ายึดถือ ทุกข์จะอยู่ตรงนั้น ทำให้เสียหลักได้</em></strong></p><br><p><strong>ข้อที่ #22_ทุติยอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๒</strong> พราหมณ์ได้มารุกรานถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า<em> “ทำไมพระองค์จึงไม่ลุกขึ้นไหว้ ต้อนรับ เชื้อเชิญพราหมณ์ผู้เป็นผู้ใหญ่”</em> เพราะด้วยความไม่รู้ความเป็นเถระของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าตอบพราหมณ์ว่า <strong>อย่างไรจึงเรียกว่าเถระ เถระไม่ได้ดูจากอายุเท่านั้น ธรรมที่ทำให้ชื่อว่าเถระมาจาก การมีศีล เป็นพหูสูตร ได้ฌานทั้ง 4 และเป็นอรหันต์</strong></p><br><p>*ตรงนี้ทำให้พุทธองค์เห็นว่า ธรรมนี้ยากที่สัตว์โลกจะรู้ตาม จึงขวนขวายน้อย ท้าวสหมบดีพรหมจึงมากล่าวอาราธนาให้แสดงธรรม</p><br><p><strong>ข้อที่ #23_โลกสูตร ว่าด้วยโลก </strong>4 นัยยะแห่งการเรียกว่า “ตถาคต”<strong> </strong>คือ 1. รอบรู้เรื่องโลก (ทุกข์) ในนัยยะของอริยสัจ 4 (กิจในอริยสัจ) 2. คำสอนตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพานล้วนลงกัน 3. กล่าวอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรกล่าวอย่างนั้น 4. เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้ในโลก</p><br><p><strong>ข้อที่ #24_กาฬการามสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกาฬการาม</strong> ความเป็นผู้คงที่ (ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม 8 ) ของพระพุทธเจ้านั้นปราณีตมาก ความไม่สำคัญ คือ ไม่สำคัญว่าได้... ว่าไม่ได้... ว่าต้องได้...ว่าเป็นผู้ได้... ไปใน 4 สถานะ (อายตนะภายนอก 6 ) เท่ากับไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามสิ่งที่รู้ คือ สักแต่ว่ารู้ จึงเหนือโลก</p><br><p><strong>ข้อที่ #25_พรหมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์</strong> จะเห็นถึงคำสอนนี้เป็นไปเพื่อสำรวมระวัง เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ หรือลวงคน สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งนี้มีในเรา สิ่งนี้ไม่มีในเราได้ เป็นความมั่นใจ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สตรีผู้เป็นบัณฑิต [6818-6t]</title>
			<itunes:title>สตรีผู้เป็นบัณฑิต [6818-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6814fdcfcea6682986080ff8/media.mp3" length="27998367" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6814fdcfcea6682986080ff8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6814fdcfcea6682986080ff8</link>
			<acast:episodeId>6814fdcfcea6682986080ff8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlVTlI1rRO64aaYbBkwCKuZ4GbdoeV8dmIZNOv6ISkQeaSOv+zBUrxSOmJYTU0xs2ZeQcotN/DQQhKde5IHBfv+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หญิงมาตุคาม (สตรี) ผู้อยู่ครองเรือน ที่ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ ย่อมหวังสุขได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><br><p>ในข้อที่ 46-48 เป็นการปรารภถึง “<strong>เหล่าเทวดามนาปกายิกา”</strong> (เทวดาชั้นนิมมานรดี) ซึ่งเนรมิตกายได้ตามปรารถนา และมีเสียงดนตรีอันไพเราะที่เกิดจากการกระทบกันของเครื่องประดับ ซึ่งในแต่ละพระสูตรกล่าวถึงสถานที่และบุคคลที่แตกต่างกันออกไป โดยได้ยกถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้มาตุคามได้ความเป็นเทวดามนาปกายิกา ได้แก่</p><ol><li>ตื่นก่อนนอนทีหลัง ปฏิบัติรับใช้ให้เป็นที่พอใจ พูดคำไพเราะต่อสามี</li><li>บูชา นับถือ เคารพ บุคคลที่สามีเคารพบูชา</li><li>ขยันไม่เกียจคร้าน จัดการดูแลการงานในบ้านให้เรียบร้อย (แม่เจ้าเรือน)</li><li>รู้จักดูแลคนงานในบ้าน&nbsp;</li><li>รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ไม่เล่นพนัน ไม่เป็นโขมย ไม่ล้างผลาญทรัพย์</li><li>มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่ระลึกถึง)</li><li>มีศีลห้าเป็นปกติ</li><li>มีใจปราศจากความตระหนี่ (จาคะ)</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #46_อนุรุทธสูตร ว่าด้วยพระอนุรุทธะ</strong> ที่โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี พระอนุรุทธะออกจากหลีกเร้น ได้เข้าไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ทำให้มาตุคามได้ไปเกิดเป็นเทวดามนาปกายิกา โดยได้ปรารภถึงเหล่าเทวดามนาปกายิกาที่ได้มาปรากฏตัวต่อพระอนุรุทธะ และได้แสดงความมีอำนาจในการเนรมิตกาย (วรรณะ) เสียง และความสุข ได้ตามความปรารถนา&nbsp;โดยพระผู้มีพระภาคได้แสดงธรรม 8 ประการที่มาตุคามปฏิบัติจะได้เข้าร่วมความเป็นเทวดามนาปกายิกา</p><br><p><strong>ข้อที่ #47_ทุติยวิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา สูตรที่ ๒</strong> พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #48_นกุลมาตาสูตร ว่าด้วยนกุลมาตาคหปตานี</strong> พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นกุลมาตาคหปตานี ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ&nbsp;</p><br><p><strong>ในข้อที่ #49_ปฐมอิธโลกิกสูตร และ #50_ทุติยอิธโลกิกสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกนี้ สูตรที่ ๑-๒ ได้กล่าวถึงธรรมที่ให้สุขปัจจุบันและในโลกหน้าของหญิงมาตุคาม โดยแยกแสดง 4 ประการแรกที่ให้ผลในปัจุบัน ได้แก่</p><ol><li>จัดการงานดี</li><li>สงเคราะห์คนข้างเคียง&nbsp;</li><li>ปฏิบัติถูกใจสามี</li><li>รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้</li></ol><p><br></p><p>และธรรม 4 ประการหลังที่มีผลในโลกหน้า คือ</p><ol><li>ถึงพร้อมด้วยศรัทธา</li><li>ถึงพร้อมด้วยศีล&nbsp;</li><li>ถึงพร้อมด้วยจาคะ</li><li>ถึงพร้อมด้วยปัญญา</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อุโปสถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หญิงมาตุคาม (สตรี) ผู้อยู่ครองเรือน ที่ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ ย่อมหวังสุขได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><br><p>ในข้อที่ 46-48 เป็นการปรารภถึง “<strong>เหล่าเทวดามนาปกายิกา”</strong> (เทวดาชั้นนิมมานรดี) ซึ่งเนรมิตกายได้ตามปรารถนา และมีเสียงดนตรีอันไพเราะที่เกิดจากการกระทบกันของเครื่องประดับ ซึ่งในแต่ละพระสูตรกล่าวถึงสถานที่และบุคคลที่แตกต่างกันออกไป โดยได้ยกถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้มาตุคามได้ความเป็นเทวดามนาปกายิกา ได้แก่</p><ol><li>ตื่นก่อนนอนทีหลัง ปฏิบัติรับใช้ให้เป็นที่พอใจ พูดคำไพเราะต่อสามี</li><li>บูชา นับถือ เคารพ บุคคลที่สามีเคารพบูชา</li><li>ขยันไม่เกียจคร้าน จัดการดูแลการงานในบ้านให้เรียบร้อย (แม่เจ้าเรือน)</li><li>รู้จักดูแลคนงานในบ้าน&nbsp;</li><li>รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ไม่เล่นพนัน ไม่เป็นโขมย ไม่ล้างผลาญทรัพย์</li><li>มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่ระลึกถึง)</li><li>มีศีลห้าเป็นปกติ</li><li>มีใจปราศจากความตระหนี่ (จาคะ)</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #46_อนุรุทธสูตร ว่าด้วยพระอนุรุทธะ</strong> ที่โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี พระอนุรุทธะออกจากหลีกเร้น ได้เข้าไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ทำให้มาตุคามได้ไปเกิดเป็นเทวดามนาปกายิกา โดยได้ปรารภถึงเหล่าเทวดามนาปกายิกาที่ได้มาปรากฏตัวต่อพระอนุรุทธะ และได้แสดงความมีอำนาจในการเนรมิตกาย (วรรณะ) เสียง และความสุข ได้ตามความปรารถนา&nbsp;โดยพระผู้มีพระภาคได้แสดงธรรม 8 ประการที่มาตุคามปฏิบัติจะได้เข้าร่วมความเป็นเทวดามนาปกายิกา</p><br><p><strong>ข้อที่ #47_ทุติยวิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา สูตรที่ ๒</strong> พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #48_นกุลมาตาสูตร ว่าด้วยนกุลมาตาคหปตานี</strong> พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นกุลมาตาคหปตานี ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ&nbsp;</p><br><p><strong>ในข้อที่ #49_ปฐมอิธโลกิกสูตร และ #50_ทุติยอิธโลกิกสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกนี้ สูตรที่ ๑-๒ ได้กล่าวถึงธรรมที่ให้สุขปัจจุบันและในโลกหน้าของหญิงมาตุคาม โดยแยกแสดง 4 ประการแรกที่ให้ผลในปัจุบัน ได้แก่</p><ol><li>จัดการงานดี</li><li>สงเคราะห์คนข้างเคียง&nbsp;</li><li>ปฏิบัติถูกใจสามี</li><li>รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้</li></ol><p><br></p><p>และธรรม 4 ประการหลังที่มีผลในโลกหน้า คือ</p><ol><li>ถึงพร้อมด้วยศรัทธา</li><li>ถึงพร้อมด้วยศีล&nbsp;</li><li>ถึงพร้อมด้วยจาคะ</li><li>ถึงพร้อมด้วยปัญญา</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อุโปสถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อคติ - ความลำเอียง [6817-6t]</title>
			<itunes:title>อคติ - ความลำเอียง [6817-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/680a7bbc989b552478cb726d/media.mp3" length="26764445" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">680a7bbc989b552478cb726d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/680a7bbc989b552478cb726d</link>
			<acast:episodeId>680a7bbc989b552478cb726d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYklcdrtR5Ltz7aBGt9l+F8o+NaLIwQKNT7MmVkZNMNpAcesxM+mYUS8YCQJUXdtVUuIAEKh1uUBmGuiGq6V6dXw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #15_ปัญญัตติสูตร ว่าด้วยการบัญญัติสิ่งที่เลิศ</strong> เป็นการบัญญัติ 4 สิ่งที่มีความเป็นเลิศในส่วนของตน นั่นคือพระราหูผู้มีอัตภาพใหญ่สุดในบรรดาสัตว์ พระเจ้ามันธาตุเลิศที่สุดในผู้เสพกาม เพราะสามารถเสพกามที่เป็นทั้งของมนุษย์และสวรรค์ ทั้งยังไม่มีความอิ่มในกามนั้น มารบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ครองโลก เพราะควบคุมผู้อื่นไว้ด้วยกาม และพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในโลก เพราะอยู่เหนือกิเลสได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #16_โสขุมมสูตร ว่าด้วยโสขุมมญาณ</strong> กล่าวถึงความละเอียดประณีต ความเชี่ยวชาญในญาณแต่ละขั้น ไล่ไปตั้งแต่รูปภพที่มีกาม อรูปภพที่มีเวทนาและสัญญา และที่ยิ่งขึ้นไปอีกคือแม้แต่สัญญาเวทนาก็ดับไป ยังคงมีแต่สังขาร นั่นคือสมาธิขั้นสูงสุดนั่นเอง เราจะสามารถพัฒนาให้มีญาณที่ละเอียดลงไปได้ก็ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลายความดับไปของสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ถ้าเห็นโทษก็จะข้ามพ้นไปได้ ความละเอียดก็จะมากขึ้น</p><br><p><strong>ข้อที่ #17-20 ปฐม / ทุติย / ตติยอคติสูตร และภัตตุทเทสกสูตร</strong> โดยในแต่ละพระสูตรนั้นว่าด้วยเรื่องของ <strong>“อคติ 4”</strong> คือ ความลำเอียง 4 ประการ&nbsp;กล่าวถึงบุคคลย่อมเข้าถึงอคติหรือไม่เข้าถึงอคติ&nbsp;อคติ 4 ประการ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ)</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โมหาคติ (ลำเอียงเพราะหลง)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว)</p><p><br></p><blockquote><em>“บุคคลใดละเมิดความชอบธรรม เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม ดุจดวงจันทร์ข้างแรมฉะนั้น</em></blockquote><blockquote><em>ส่วนบุคคลใดไม่ละเมิดความชอบธรรม เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ยศของบุคคลนั้นย่อมบริบูรณ์ ดุจดวงจันทร์ข้างขึ้นฉะนั้น”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</blockquote><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;จรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #15_ปัญญัตติสูตร ว่าด้วยการบัญญัติสิ่งที่เลิศ</strong> เป็นการบัญญัติ 4 สิ่งที่มีความเป็นเลิศในส่วนของตน นั่นคือพระราหูผู้มีอัตภาพใหญ่สุดในบรรดาสัตว์ พระเจ้ามันธาตุเลิศที่สุดในผู้เสพกาม เพราะสามารถเสพกามที่เป็นทั้งของมนุษย์และสวรรค์ ทั้งยังไม่มีความอิ่มในกามนั้น มารบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ครองโลก เพราะควบคุมผู้อื่นไว้ด้วยกาม และพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในโลก เพราะอยู่เหนือกิเลสได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #16_โสขุมมสูตร ว่าด้วยโสขุมมญาณ</strong> กล่าวถึงความละเอียดประณีต ความเชี่ยวชาญในญาณแต่ละขั้น ไล่ไปตั้งแต่รูปภพที่มีกาม อรูปภพที่มีเวทนาและสัญญา และที่ยิ่งขึ้นไปอีกคือแม้แต่สัญญาเวทนาก็ดับไป ยังคงมีแต่สังขาร นั่นคือสมาธิขั้นสูงสุดนั่นเอง เราจะสามารถพัฒนาให้มีญาณที่ละเอียดลงไปได้ก็ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลายความดับไปของสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ถ้าเห็นโทษก็จะข้ามพ้นไปได้ ความละเอียดก็จะมากขึ้น</p><br><p><strong>ข้อที่ #17-20 ปฐม / ทุติย / ตติยอคติสูตร และภัตตุทเทสกสูตร</strong> โดยในแต่ละพระสูตรนั้นว่าด้วยเรื่องของ <strong>“อคติ 4”</strong> คือ ความลำเอียง 4 ประการ&nbsp;กล่าวถึงบุคคลย่อมเข้าถึงอคติหรือไม่เข้าถึงอคติ&nbsp;อคติ 4 ประการ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ)</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โมหาคติ (ลำเอียงเพราะหลง)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว)</p><p><br></p><blockquote><em>“บุคคลใดละเมิดความชอบธรรม เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ยศของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม ดุจดวงจันทร์ข้างแรมฉะนั้น</em></blockquote><blockquote><em>ส่วนบุคคลใดไม่ละเมิดความชอบธรรม เพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ยศของบุคคลนั้นย่อมบริบูรณ์ ดุจดวงจันทร์ข้างขึ้นฉะนั้น”&nbsp;&nbsp;&nbsp;</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</blockquote><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต&nbsp;จรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศีลอุโบสถ [6816-6t]</title>
			<itunes:title>ศีลอุโบสถ [6816-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/68027771f4bf76eb41cf59b6/media.mp3" length="27638803" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68027771f4bf76eb41cf59b6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/68027771f4bf76eb41cf59b6</link>
			<acast:episodeId>68027771f4bf76eb41cf59b6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYncs1q22CIMJUW9AkJh2G07poj6Ewlo467FM1FJOBtoOLxr8XMmiWWDtWSBEPZp68B3NgspgR1r43mEbkbjwbn/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“อุโบสถ”</strong> หมายถึง กาลเป็นที่เข้าจำ (คือกาลเป็นที่เข้าไปอยู่โดยการถือศีล) และคำว่า <strong>“ศีลอุโบสถ”</strong>&nbsp;จึงหมายถึง การเข้าจำรักษาศีล 8 ของอุบาสกและอุบาสิกาในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ 15 ค่ำของทุกเดือน หรือที่เรียกกันว่า <strong>“รักษาอุโบสถศีล”</strong></p><br><p>ใน อุโปสถวรรค หมวดว่าด้วยอุโบสถ โดยพระสูตรที่ 41-45 คือใน 5 พระสูตรนี้ กล่าวถึงหลักธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน ก็คือศีล 8 โดยปรารภคุณของพระอรหันต์ คือพระอรหันต์ย่อมละเว้นขาดจาก&nbsp;</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การฆ่าสัตว์&nbsp;</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การลักทรัพย์</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมถุนธรรม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การพูดเท็จ</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เสพของมึนเมา</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การฉัน (บริโภค) ตอนกลางคืน</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การละเล่นและดูการละเล่น การประดับตกแต่งร่างกาย และเครื่องประทินผิว</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การนอนที่นอนสูงใหญ่</p><br><p>แต่ละพระสูตรนั้นจะมีรายละเอียดในเรื่องของสถานที่ บุคคล และผลอานิสงส์ที่เหมือนและต่างกันออกไป&nbsp;</p><br><p><em>*ศีล 8 แตกต่างจากศีล 5 คือ ศีล 8 เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการหลีกออกจากกาม แต่ศีล 5 ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกามอยู่</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #41_สังขิตตุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถโดยย่อ</strong> กล่าวถึง การรักษาศีล 8 ย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก โดยตรัสกับภิกษุทั้งหลายที่พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #42_วิตถตุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถโดยพิสดาร </strong>โดยได้เปรียบเทียบอานิสงส์ของการรักษาศีล 8 ไว้กับความสุขของมนุษย์ เช่น พระราชายังมีความสุขไม่ถึงเสี้ยวของผู้ที่รักษาศีล 8 โดยได้เปรียบเทียบสุขของมนุษย์ (เป็นของเล็กน้อย) ไว้กับสุขอันเป็นทิพย์ไว้ดังนี้</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;50 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นจาตุมหาราช (มีอายุ 500 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;100 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นดาวดึงส์ (มีอายุ 1000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;200 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นยามา (มีอายุ 2,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;400 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นดุสิต (มีอายุ 4,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;800 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นนิมมานรดี (มีอายุ 8,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1,600 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1วันของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (มีอายุ 16,000 ปีทิพย์)</p><br><p>ในพระคาถาท้ายพระสูตรได้กล่าวถึงอานิสงส์ของผู้ที่รักษาอุโบสถศีล (ศีล 8) ว่า <strong>“ทำบุญที่มีสุขเป็นกำไร ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงสวรรค์”</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ #43_วิสาขาสูตร ว่าด้วยทรงแสดงอุโบสถแก่นางวิสาขา</strong> กล่าวถึงอานิสงส์ของการรักษาศีล 8 ซึ่งเหมือนกับตถตุโปสถสูตร แต่พระสูตรนี้ทรงตรัสกับ “นางวิสาขามิคารมาตา” ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #44_วาเสฏฐสูตร ว่าด้วยอุบาสกชื่อว่าวาเสฏฐะ</strong> เหมือนกันกับ วิสาขาสูตร แต่ทรงตรัสกับอุบาสกชื่อว่า “วาเสฏฐะ” ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยกล่าวเสริมในตอนท้ายว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_โพชฌาสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อว่าโพชฌา</strong> เหมือนกันกับวิสาขาสูตร แต่ทรงตรัสกับอุบาสิกาชื่อว่า “โพชฌา”</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓&nbsp;พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อุโปสถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“อุโบสถ”</strong> หมายถึง กาลเป็นที่เข้าจำ (คือกาลเป็นที่เข้าไปอยู่โดยการถือศีล) และคำว่า <strong>“ศีลอุโบสถ”</strong>&nbsp;จึงหมายถึง การเข้าจำรักษาศีล 8 ของอุบาสกและอุบาสิกาในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ 15 ค่ำของทุกเดือน หรือที่เรียกกันว่า <strong>“รักษาอุโบสถศีล”</strong></p><br><p>ใน อุโปสถวรรค หมวดว่าด้วยอุโบสถ โดยพระสูตรที่ 41-45 คือใน 5 พระสูตรนี้ กล่าวถึงหลักธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน ก็คือศีล 8 โดยปรารภคุณของพระอรหันต์ คือพระอรหันต์ย่อมละเว้นขาดจาก&nbsp;</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การฆ่าสัตว์&nbsp;</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การลักทรัพย์</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมถุนธรรม</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การพูดเท็จ</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เสพของมึนเมา</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การฉัน (บริโภค) ตอนกลางคืน</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การละเล่นและดูการละเล่น การประดับตกแต่งร่างกาย และเครื่องประทินผิว</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การนอนที่นอนสูงใหญ่</p><br><p>แต่ละพระสูตรนั้นจะมีรายละเอียดในเรื่องของสถานที่ บุคคล และผลอานิสงส์ที่เหมือนและต่างกันออกไป&nbsp;</p><br><p><em>*ศีล 8 แตกต่างจากศีล 5 คือ ศีล 8 เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการหลีกออกจากกาม แต่ศีล 5 ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกามอยู่</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #41_สังขิตตุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถโดยย่อ</strong> กล่าวถึง การรักษาศีล 8 ย่อมมีผลมีอานิสงส์มาก โดยตรัสกับภิกษุทั้งหลายที่พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #42_วิตถตุโปสถสูตร ว่าด้วยอุโบสถโดยพิสดาร </strong>โดยได้เปรียบเทียบอานิสงส์ของการรักษาศีล 8 ไว้กับความสุขของมนุษย์ เช่น พระราชายังมีความสุขไม่ถึงเสี้ยวของผู้ที่รักษาศีล 8 โดยได้เปรียบเทียบสุขของมนุษย์ (เป็นของเล็กน้อย) ไว้กับสุขอันเป็นทิพย์ไว้ดังนี้</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;50 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นจาตุมหาราช (มีอายุ 500 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;100 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นดาวดึงส์ (มีอายุ 1000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;200 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นยามา (มีอายุ 2,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;400 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นดุสิต (มีอายุ 4,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;800 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1 วันของเทวดาชั้นนิมมานรดี (มีอายุ 8,000 ปีทิพย์)</p><p>•&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1,600 ปีของมนุษย์เท่ากับ 1วันของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี (มีอายุ 16,000 ปีทิพย์)</p><br><p>ในพระคาถาท้ายพระสูตรได้กล่าวถึงอานิสงส์ของผู้ที่รักษาอุโบสถศีล (ศีล 8) ว่า <strong>“ทำบุญที่มีสุขเป็นกำไร ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงสวรรค์”</strong></p><br><p><strong>ข้อที่ #43_วิสาขาสูตร ว่าด้วยทรงแสดงอุโบสถแก่นางวิสาขา</strong> กล่าวถึงอานิสงส์ของการรักษาศีล 8 ซึ่งเหมือนกับตถตุโปสถสูตร แต่พระสูตรนี้ทรงตรัสกับ “นางวิสาขามิคารมาตา” ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี</p><br><p><strong>ข้อที่ #44_วาเสฏฐสูตร ว่าด้วยอุบาสกชื่อว่าวาเสฏฐะ</strong> เหมือนกันกับ วิสาขาสูตร แต่ทรงตรัสกับอุบาสกชื่อว่า “วาเสฏฐะ” ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยกล่าวเสริมในตอนท้ายว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_โพชฌาสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อว่าโพชฌา</strong> เหมือนกันกับวิสาขาสูตร แต่ทรงตรัสกับอุบาสิกาชื่อว่า “โพชฌา”</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓&nbsp;พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อุโปสถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้มีศีล [6815-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้มีศีล [6815-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Apr 2025 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67f9229d10b3098e4a582d2d/media.mp3" length="26640694" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67f9229d10b3098e4a582d2d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67f9229d10b3098e4a582d2d</link>
			<acast:episodeId>67f9229d10b3098e4a582d2d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl5qonAVG9yH77Y8Fjfh6eSI8DIj83dEcTc26T/opicLyiX1U+jD/Ek2wWls29n0Tmrsxndp/bLqYlytk6VEFl2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #11_จรสูตร ว่าด้วยอิริยาบถเดิน</strong> กล่าวถึงผู้ที่ปล่อยให้อกุศลวิตก 3 คือ ความคิดตริตรึกไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในอิริยาบถ 4 คือ เดิน ยืน นั่ง หรือนอน (ตื่นอยู่) และไม่พยายามละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้หมดสิ้นไป กล่าวได้ว่า <em>“ผู้นั้นเป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน”</em> ส่วนผู้ใดพยายามละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ผู้นั้นเป็น <em>“ผู้ปรารภความเพียร”&nbsp;</em></p><br><p><strong>*ข้อสังเกต</strong> แม้มีอกุศลวิตกเกิดขึ้น แต่ไม่เพลิน ไม่ปล่อยใจให้ตกไปในอกุศล พยายามละ บรรเทาให้เบาบาง ถึงแม้ว่าจะทำอกุศลนั้นให้หมดสิ้นไปเลยยังไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่า <em>“เป็นผู้มีสติ ปรารภความเพียรอยู่”</em> แม้ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดที่ไหนก็สามารถทำได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #12_สีลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีศีล</strong> กล่าวถึงบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะ สำรวมระวัง มีความเพียรในการรักษาศีลให้เต็มบริบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง หรือนอน ก็ตาม สามารถที่จะทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐานทำให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิก็สามารถละนิวรณ์ 5 ได้&nbsp;</p><br><p><strong>*ประเด็น</strong> ศีลบริบูรณ์ย่อมยังสมาธิให้บริบูรณ์ขึ้นมาได้ คือ สามารถทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ</p><br><p><strong>ข้อที่ #13_ปธานสูตร ว่าด้วยสัมมัปปธาน</strong> <strong>“สัมมัปปธาน”</strong> คือ ความกล้าความเพียรที่ทำจริงแน่วแน่จริง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ส่วนที่เป็นกุศล ถ้ายังไม่มีควรทำให้มี ที่มีอยู่แล้วให้ทำให้เจริญ และฝ่ายอกุศลที่มีอยู่เดิมให้ละ ที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</p><br><p><strong>ข้อที่ #14_สังวรสูตร ว่าด้วยสังวรปธาน</strong> เป็นพระสูตรที่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับปธานสูตร เพราะกล่าวถึงวิธีในการละ ป้องกัน รักษา และทำให้เจริญ ไว้ดังนี้</p><ul><li>สังวรปธาน คือ การสำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลใหม่เข้ามา&nbsp;</li><li>ปหานปธาน คือ เพียรด้วยการละ&nbsp;</li><li>ภาวนาปธาน คือ การพัฒนาโพชฌงค์ 7&nbsp;</li><li>อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษาสมาธินิมิตในการเห็นอสุภสัญญา เห็นอสุภแล้วยังรักษาสมาธิได้ นั่นคือรักษาได้</li></ul><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #11_จรสูตร ว่าด้วยอิริยาบถเดิน</strong> กล่าวถึงผู้ที่ปล่อยให้อกุศลวิตก 3 คือ ความคิดตริตรึกไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในอิริยาบถ 4 คือ เดิน ยืน นั่ง หรือนอน (ตื่นอยู่) และไม่พยายามละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้หมดสิ้นไป กล่าวได้ว่า <em>“ผู้นั้นเป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน”</em> ส่วนผู้ใดพยายามละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ผู้นั้นเป็น <em>“ผู้ปรารภความเพียร”&nbsp;</em></p><br><p><strong>*ข้อสังเกต</strong> แม้มีอกุศลวิตกเกิดขึ้น แต่ไม่เพลิน ไม่ปล่อยใจให้ตกไปในอกุศล พยายามละ บรรเทาให้เบาบาง ถึงแม้ว่าจะทำอกุศลนั้นให้หมดสิ้นไปเลยยังไม่ได้ แต่ขึ้นชื่อว่า <em>“เป็นผู้มีสติ ปรารภความเพียรอยู่”</em> แม้ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดที่ไหนก็สามารถทำได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #12_สีลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีศีล</strong> กล่าวถึงบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะ สำรวมระวัง มีความเพียรในการรักษาศีลให้เต็มบริบูรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง หรือนอน ก็ตาม สามารถที่จะทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐานทำให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิก็สามารถละนิวรณ์ 5 ได้&nbsp;</p><br><p><strong>*ประเด็น</strong> ศีลบริบูรณ์ย่อมยังสมาธิให้บริบูรณ์ขึ้นมาได้ คือ สามารถทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ</p><br><p><strong>ข้อที่ #13_ปธานสูตร ว่าด้วยสัมมัปปธาน</strong> <strong>“สัมมัปปธาน”</strong> คือ ความกล้าความเพียรที่ทำจริงแน่วแน่จริง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ส่วนที่เป็นกุศล ถ้ายังไม่มีควรทำให้มี ที่มีอยู่แล้วให้ทำให้เจริญ และฝ่ายอกุศลที่มีอยู่เดิมให้ละ ที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</p><br><p><strong>ข้อที่ #14_สังวรสูตร ว่าด้วยสังวรปธาน</strong> เป็นพระสูตรที่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับปธานสูตร เพราะกล่าวถึงวิธีในการละ ป้องกัน รักษา และทำให้เจริญ ไว้ดังนี้</p><ul><li>สังวรปธาน คือ การสำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลใหม่เข้ามา&nbsp;</li><li>ปหานปธาน คือ เพียรด้วยการละ&nbsp;</li><li>ภาวนาปธาน คือ การพัฒนาโพชฌงค์ 7&nbsp;</li><li>อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษาสมาธินิมิตในการเห็นอสุภสัญญา เห็นอสุภแล้วยังรักษาสมาธิได้ นั่นคือรักษาได้</li></ul><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ห้วงแห่งบุญกุศล [6814-6t]</title>
			<itunes:title>ห้วงแห่งบุญกุศล [6814-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67f0070cdd74d6439c3e3084/media.mp3" length="27400535" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67f0070cdd74d6439c3e3084</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67f0070cdd74d6439c3e3084</link>
			<acast:episodeId>67f0070cdd74d6439c3e3084</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkJtk1Z1GJmnTiIlIQWXWr/eUP1g1ryN/7QcE/J9yvm//mcuS5X1mWgDV7tBTSFM9FbonAs9csVLDirgQZ29Ksk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #38_ สัปปุริสสูตร ว่าด้วยคุณประโยชน์ของสัตบุรุษ </strong>สัตบุรุษ (คนดี) ย่อมเกิดมาเพี่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก กล่าวคือเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มารดาบิดา บุตรภรรยา ทาส กรรมกร คนใช้ มิตรและอำมาตย์ (เพื่อนสนิท) ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว พระราชา เหล่าเทวดา และสมณพราหมณ์</p><br><p><strong>ข้อที่ #39_อภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล</strong> "ห้วงบุญกุศล" ในที่นี้หมายถึงผลแห่งบุญกุศลซึ่งหลั่งไหลนำความสุขมาสู่ผู้บำเพ็ญอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล มีผัสสะใดมากระทบก็อารมณ์ดีได้เพราะจิตอยู่ในห้วงของบุญ เป็นลักษณะอารมณ์ของฌาน 2 (ปิติสุข) ห้วงบุญกุศล 8 ประการนี้ ได้แก่อะไรบ้าง คือ เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและเป็นผู้มีมหาทาน (คือ มีศีล 5)&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต</strong> ผลแห่งการกระทำที่ไม่ดี ทุจริต 8 ประการนี้ ย่อมมีผลทำให้เกิดในนรก สัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย และส่งผลวิบากอย่างเบาซึ่งได้แก่ ผลจากการฆ่าสัตว์ - ทำให้เป็นผู้มีอายุน้อย, การลักทรัพย์ - ทำให้เป็นผู้เสื่อมโภคทรัพย์, การประพฤติผิดในกาม - เป็นผู้มีศัตรูและเป็นผู้มีเวร, การพูดเท็จ - ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง, การพูดส่อเสียด - แตกจากมิตร, การพูดหยาบคาย - ให้ได้ฟังเรื่องที่ไม่น่าพอใจ, การพูดเพ้อเจ้อ - มีวาจาที่ไม่น่าเชื่อถือ, การดื่มสุราและเมรัย -ให้เป็นผู้วิกลจริต</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทานวรรค&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #38_ สัปปุริสสูตร ว่าด้วยคุณประโยชน์ของสัตบุรุษ </strong>สัตบุรุษ (คนดี) ย่อมเกิดมาเพี่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก กล่าวคือเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มารดาบิดา บุตรภรรยา ทาส กรรมกร คนใช้ มิตรและอำมาตย์ (เพื่อนสนิท) ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว พระราชา เหล่าเทวดา และสมณพราหมณ์</p><br><p><strong>ข้อที่ #39_อภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล</strong> "ห้วงบุญกุศล" ในที่นี้หมายถึงผลแห่งบุญกุศลซึ่งหลั่งไหลนำความสุขมาสู่ผู้บำเพ็ญอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เป็นไปเพื่อให้ได้อารมณ์ดี มีสุขเป็นผล มีผัสสะใดมากระทบก็อารมณ์ดีได้เพราะจิตอยู่ในห้วงของบุญ เป็นลักษณะอารมณ์ของฌาน 2 (ปิติสุข) ห้วงบุญกุศล 8 ประการนี้ ได้แก่อะไรบ้าง คือ เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและเป็นผู้มีมหาทาน (คือ มีศีล 5)&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต</strong> ผลแห่งการกระทำที่ไม่ดี ทุจริต 8 ประการนี้ ย่อมมีผลทำให้เกิดในนรก สัตว์ดิรัจฉาน เปรตวิสัย และส่งผลวิบากอย่างเบาซึ่งได้แก่ ผลจากการฆ่าสัตว์ - ทำให้เป็นผู้มีอายุน้อย, การลักทรัพย์ - ทำให้เป็นผู้เสื่อมโภคทรัพย์, การประพฤติผิดในกาม - เป็นผู้มีศัตรูและเป็นผู้มีเวร, การพูดเท็จ - ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง, การพูดส่อเสียด - แตกจากมิตร, การพูดหยาบคาย - ให้ได้ฟังเรื่องที่ไม่น่าพอใจ, การพูดเพ้อเจ้อ - มีวาจาที่ไม่น่าเชื่อถือ, การดื่มสุราและเมรัย -ให้เป็นผู้วิกลจริต</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทานวรรค&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้ไปตามกระแส [6813-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้ไปตามกระแส [6813-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67e6d271e270d6e03690d011/media.mp3" length="26894966" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67e6d271e270d6e03690d011</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67e6d271e270d6e03690d011</link>
			<acast:episodeId>67e6d271e270d6e03690d011</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnFcmDzL0DMU3KQUA2aQ+BxcYpXzfw/+WJh2AfHFUHr85xjJTe70T56S6VBIZ1TLtVG9np/DA2DZAqPmMkJjtao]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #5_อนุโสตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ไปตามกระแส </strong>กล่าวถึงการไปตามกระแสของตัณหาหรือไม่ ของบุคคล 4 ประเภท คือ 1) ผู้ไปตามกระแส คือ ไปตามกามจนถึงทำบาปกรรม 2) ผู้ทวนกระแส คือบวชแล้ว และใช้ความพยายามอย่างมาก ในการหลีกออกจากกาม 3) ผู้มีภาวะตั้งมั่น หมายถึงอนาคามี  และ 4๗ ผู้ข้ามพ้นฝั่ง คืออรหันต์&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #6_อัปปัสสุตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีสุตะน้อย</strong> เอาคำว่ามีสุตะมากหรือน้อยกับการเข้าถึงหรือไม่เข้าถึงสุตะ ต่อให้คุณมีสุตะน้อย แต่ถ้ามีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือการเข้าถึงสุตะที่แท้จริง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สามารถพัฒนาให้มีเพิ่มคู่กันไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #7_โสภณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ทำหมู่ให้งาม</strong> พูดถึงพุทธบริษัท 4 แต่ละประเภทที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำหมู่ให้งามได้ด้วยคุณธรรม ความเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับคำแนะนำดี แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</p><br><p><strong>ข้อที่ #8_เวสารัชชสูตร ว่าด้วยญาณเป็นเหตุให้แกล้วกล้า </strong>คือ ญาณอันเป็นเหตุให้แกล้วกล้าของพระพุทธเจ้า คือความมั่นใจว่าศัตรูหมดไปแล้วจริง ๆ ญาณเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้ เพราะเมื่อมีแล้วจะไม่มีความประหม่าเกรงกลัวใด ๆ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #9_ตัณหุปปาทสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งตัณหา</strong> ตัณหาเมื่อจะเกิดย่อมเกิดเพราะปัจจัย 4 เป็นเหตุ</p><br><p><strong>ข้อที่ #10_โยคสูตร ว่าด้วยโยคะ</strong> คือ กิเลสที่ผูกมัดไว้ในภพ ได้แก่ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ การพรากจากโยคะจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #5_อนุโสตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ไปตามกระแส </strong>กล่าวถึงการไปตามกระแสของตัณหาหรือไม่ ของบุคคล 4 ประเภท คือ 1) ผู้ไปตามกระแส คือ ไปตามกามจนถึงทำบาปกรรม 2) ผู้ทวนกระแส คือบวชแล้ว และใช้ความพยายามอย่างมาก ในการหลีกออกจากกาม 3) ผู้มีภาวะตั้งมั่น หมายถึงอนาคามี  และ 4๗ ผู้ข้ามพ้นฝั่ง คืออรหันต์&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #6_อัปปัสสุตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีสุตะน้อย</strong> เอาคำว่ามีสุตะมากหรือน้อยกับการเข้าถึงหรือไม่เข้าถึงสุตะ ต่อให้คุณมีสุตะน้อย แต่ถ้ามีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือการเข้าถึงสุตะที่แท้จริง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สามารถพัฒนาให้มีเพิ่มคู่กันไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #7_โสภณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ทำหมู่ให้งาม</strong> พูดถึงพุทธบริษัท 4 แต่ละประเภทที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำหมู่ให้งามได้ด้วยคุณธรรม ความเป็นผู้เฉียบแหลม ได้รับคำแนะนำดี แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</p><br><p><strong>ข้อที่ #8_เวสารัชชสูตร ว่าด้วยญาณเป็นเหตุให้แกล้วกล้า </strong>คือ ญาณอันเป็นเหตุให้แกล้วกล้าของพระพุทธเจ้า คือความมั่นใจว่าศัตรูหมดไปแล้วจริง ๆ ญาณเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้ เพราะเมื่อมีแล้วจะไม่มีความประหม่าเกรงกลัวใด ๆ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #9_ตัณหุปปาทสูตร ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งตัณหา</strong> ตัณหาเมื่อจะเกิดย่อมเกิดเพราะปัจจัย 4 เป็นเหตุ</p><br><p><strong>ข้อที่ #10_โยคสูตร ว่าด้วยโยคะ</strong> คือ กิเลสที่ผูกมัดไว้ในภพ ได้แก่ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ การพรากจากโยคะจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุญกิริยาวัตถุ [6812-6t]</title>
			<itunes:title>บุญกิริยาวัตถุ [6812-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67ddc94551430250f50c6b4f/media.mp3" length="27991799" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67ddc94551430250f50c6b4f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67ddc94551430250f50c6b4f</link>
			<acast:episodeId>67ddc94551430250f50c6b4f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmPfl+UxhaTR4aEOBcaNxZS96eIaKjvZKhqM+PpWInAa0EO+ePqOk/Ktu5XxKszY+rqPNXt5Xh1KGkpPmOHlNt7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=108" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #35_ทานูปปัตติสูตร ว่าด้วยผลที่เกิดจากการให้ทาน</strong></a> บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานเพราะหวังสิ่งตอบแทน คือหวังการไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณ 5 หวังการไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่าง ๆ ทั้ง 6 ชั้น และหวังการไปเกิดเป็นพรหมในชั้นพรหมกายิกา แล้วด้วยเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จึงได้ตามที่ปรารถนาไว้ แต่ความปรารถนานั้นยังเป็นไปในทางต่ำ กล่าวคือมีความพอใจ มีความข้องอยู่ในภพนั้น จึงไม่อาจเห็นสิ่งที่จะเจริญกว่าหรือพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไปได้&nbsp;</p><br><p><em>*ข้อสังเกต ผู้ที่หวังไปเกิดในชั้นพรหมกายิกา คือนอกจากจะเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่ปราศจากราคะด้วย ในที่นี้ราคะถูกข่มไว้ด้วยอำนาจของฌาน (สมถะ) มิใช่ด้วยปัญญา</em></p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=109" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #36_ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ว่าด้วยบุญกิริยาวัตถุ</strong></a> คือการบำเพ็ญบุญอันเป็นเหตุให้เกิดอานิสงส์ แบ่งเป็น 3 ประการ คือ บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน ศีล และภาวนา แล้วนำมาอธิบายได้ 8 นัยยะ โดยทั้ง 8 นัยยะนั้นไม่มีบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จได้ด้วยการภาวนาเลย โดยนัยยะแรกบุญที่เกิดจากทำทานและมีศีลนิดหน่อย ทำให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้โชคร้ายไม่มีอันจะกิน และนัยยะที่ 2 บุญที่สำเร็จได้ด้วยทานและศีลพอประมาณ ทำให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้โชคดี และนัยยะที่ 3-8 บุญที่สำเร็จได้ด้วยทานและศีลอันยิ่ง ทำให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นและได้ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยฐานะ 10 ประการในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ</p><br><p><em>**ข้อสังเกต การภาวนา คือการพัฒนาหรือการทำให้เจริญ เราสามารถทำทานของเราให้มีอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยการให้ทานเพราะเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ให้จิตเกิดความนุ่มนวลอ่อนเหมาะในการเจริญสมถะและวิปัสสนาเพื่อให้เข้าถึงปัญญาอันสูงสุด</em></p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=110" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #37_สัปปุริสทานสูตร ว่าด้วยสัปปุริสทาน</strong></a> คือทานของสัตบุรุษ มีลักษณะ 8 ประการด้วยกัน</p><ol><li>ให้ของสะอาด</li><li>ให้ของประณีต</li><li>ให้เหมาะกาล ให้ถูกเวลา</li><li>ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้</li><li>พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกคนที่จะให้ ให้เกิดผลเกิดประโยชน์มาก</li><li>ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ หรือสม่ำเสมอ</li><li>เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส</li><li>ให้แล้วเบิกบานใจ</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทานวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=108" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #35_ทานูปปัตติสูตร ว่าด้วยผลที่เกิดจากการให้ทาน</strong></a> บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานเพราะหวังสิ่งตอบแทน คือหวังการไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณ 5 หวังการไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่าง ๆ ทั้ง 6 ชั้น และหวังการไปเกิดเป็นพรหมในชั้นพรหมกายิกา แล้วด้วยเขาเหล่านั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จึงได้ตามที่ปรารถนาไว้ แต่ความปรารถนานั้นยังเป็นไปในทางต่ำ กล่าวคือมีความพอใจ มีความข้องอยู่ในภพนั้น จึงไม่อาจเห็นสิ่งที่จะเจริญกว่าหรือพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไปได้&nbsp;</p><br><p><em>*ข้อสังเกต ผู้ที่หวังไปเกิดในชั้นพรหมกายิกา คือนอกจากจะเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่ปราศจากราคะด้วย ในที่นี้ราคะถูกข่มไว้ด้วยอำนาจของฌาน (สมถะ) มิใช่ด้วยปัญญา</em></p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=109" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #36_ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ว่าด้วยบุญกิริยาวัตถุ</strong></a> คือการบำเพ็ญบุญอันเป็นเหตุให้เกิดอานิสงส์ แบ่งเป็น 3 ประการ คือ บุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทาน ศีล และภาวนา แล้วนำมาอธิบายได้ 8 นัยยะ โดยทั้ง 8 นัยยะนั้นไม่มีบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จได้ด้วยการภาวนาเลย โดยนัยยะแรกบุญที่เกิดจากทำทานและมีศีลนิดหน่อย ทำให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้โชคร้ายไม่มีอันจะกิน และนัยยะที่ 2 บุญที่สำเร็จได้ด้วยทานและศีลพอประมาณ ทำให้ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ผู้โชคดี และนัยยะที่ 3-8 บุญที่สำเร็จได้ด้วยทานและศีลอันยิ่ง ทำให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นและได้ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยฐานะ 10 ประการในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ</p><br><p><em>**ข้อสังเกต การภาวนา คือการพัฒนาหรือการทำให้เจริญ เราสามารถทำทานของเราให้มีอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยการให้ทานเพราะเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ให้จิตเกิดความนุ่มนวลอ่อนเหมาะในการเจริญสมถะและวิปัสสนาเพื่อให้เข้าถึงปัญญาอันสูงสุด</em></p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=110" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ #37_สัปปุริสทานสูตร ว่าด้วยสัปปุริสทาน</strong></a> คือทานของสัตบุรุษ มีลักษณะ 8 ประการด้วยกัน</p><ol><li>ให้ของสะอาด</li><li>ให้ของประณีต</li><li>ให้เหมาะกาล ให้ถูกเวลา</li><li>ให้ของสมควร ให้ของที่ควรแก่เขา ซึ่งเขาจะใช้ได้</li><li>พิจารณาเลือกให้ ให้ด้วยวิจารณญาณ เลือกของ เลือกคนที่จะให้ ให้เกิดผลเกิดประโยชน์มาก</li><li>ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำ หรือสม่ำเสมอ</li><li>เมื่อให้ ทำจิตผ่องใส</li><li>ให้แล้วเบิกบานใจ</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทานวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพ [6811-6t]</title>
			<itunes:title>การตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพ [6811-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67d4477834deae95a571c783/media.mp3" length="27047941" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67d4477834deae95a571c783</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67d4477834deae95a571c783</link>
			<acast:episodeId>67d4477834deae95a571c783</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmoFYin5YLDZPWyAsNAajb8Dgk83JQGT50gqZrJhf9AhXNPW03fv9N80wCIITmFsPmRlWcdL6a0x6c2/XbAtRC0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค หมวดธรรม 4 ประการ ว่าด้วยพุทธกิจในภัณฑคาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านภัณฑคาม แคว้นวัชชี</p><br><p><strong>อนุพุทธสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพ</strong> ของพระพุทธเจ้าและอนุพุทธะ<strong> เพราะการไม่รู้ซึ่งศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต จึงทำให้ต้องเร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป</strong> จะไม่เกิดก็ด้วยการรู้ธรรมทั้ง 4 ประการนี้&nbsp;</p><br><p><strong>ปปติตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ที่ตกหล่นจากธรรมวินัย</strong> ก็คือผู้ที่ออกนอกอริยมรรคและวิมุต วิมุตในที่นี้หมายถึงผล นั่นเอง การดับทุกข์ได้เป็นข้อ ๆ เพราะความสมบรูณ์ในข้อนั้น ๆ แล้วค่อยพัฒนาไปตามลำดับ จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไปในแต่ละข้อ&nbsp;</p><br><p><strong>ปฐมขตสูตรและทุติยขตสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตนถูกกำจัด </strong>หัวข้อมีความเหมือนกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ในปฐมขตสูตร คือ การไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรอง ไม่เลื่อมใส หรือเลื่อมใสในบุคคลให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญ ผู้รู้ติเตียน ส่วนในทุติยขตสูตรเหตุที่จะทำให้ตนถูกกำจัด คือ การปฏิบัติผิดในมารดา บิดา ตถาคต และสาวกของตถาคต</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค หมวดธรรม 4 ประการ ว่าด้วยพุทธกิจในภัณฑคาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านภัณฑคาม แคว้นวัชชี</p><br><p><strong>อนุพุทธสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุสิ้นภพ</strong> ของพระพุทธเจ้าและอนุพุทธะ<strong> เพราะการไม่รู้ซึ่งศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต จึงทำให้ต้องเร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป</strong> จะไม่เกิดก็ด้วยการรู้ธรรมทั้ง 4 ประการนี้&nbsp;</p><br><p><strong>ปปติตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ที่ตกหล่นจากธรรมวินัย</strong> ก็คือผู้ที่ออกนอกอริยมรรคและวิมุต วิมุตในที่นี้หมายถึงผล นั่นเอง การดับทุกข์ได้เป็นข้อ ๆ เพราะความสมบรูณ์ในข้อนั้น ๆ แล้วค่อยพัฒนาไปตามลำดับ จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไปในแต่ละข้อ&nbsp;</p><br><p><strong>ปฐมขตสูตรและทุติยขตสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตนถูกกำจัด </strong>หัวข้อมีความเหมือนกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ในปฐมขตสูตร คือ การไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรอง ไม่เลื่อมใส หรือเลื่อมใสในบุคคลให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญ ผู้รู้ติเตียน ส่วนในทุติยขตสูตรเหตุที่จะทำให้ตนถูกกำจัด คือ การปฏิบัติผิดในมารดา บิดา ตถาคต และสาวกของตถาคต</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัณฑคามวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ว่าด้วยทาน 8 ประการ [6810-6t]</title>
			<itunes:title>ว่าด้วยทาน 8 ประการ [6810-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67cb32de55101d9644d288d7/media.mp3" length="80547668" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67cb32de55101d9644d288d7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67cb32de55101d9644d288d7</link>
			<acast:episodeId>67cb32de55101d9644d288d7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn7jbioEWD+mnN6Bqy38lYVuO7381KSQd5Re1GlgTeRfpoPPhAMsoQYto2aEnudUpVrvPKCpX8D8vydCPqqO3vK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=104" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 31 ปฐมทานสูตร เกี่ยวกับลักษณะของการให้ทาน 8 ประการ</strong></a> บางคนให้เมื่อประสบเข้า บางคนให้เพราะกลัวคำตำหนิหรือกลัวนรก บางคนให้เพราะเขาให้แล้วแก่เรา บางคนให้เพราะเขาน่าจะให้เรา บางคนให้เพราะการให้ทานเป็นการดี บางคนให้เพราะเราหุงหาอาหารกินเองได้แต่ชนเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ บางคนให้ด้วยคิดว่ากิตติศัพท์อันงามจะขจรไป บางคนให้ด้วยเป็นเครื่องประดับจิตในการเจริญสมถะและวิปัสสนา ผลของการให้เรียงจากน้อยมามากตามลำดับ</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=105" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 32 ทุติยทานสูตร พูดถึงทานที่เป็นกุศล</strong></a><strong> </strong>มี 3 ลักษณะ คือ ศรัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศลอันสัตบุรุษดำเนินการแล้ว ทำแล้วได้ไปเทวโลก ที่น่าสังเกตคือมีเพียงสามไม่ใช่แปด จึงน่าจะมาจากคาถาท้ายพระสูตรนั่นเอง</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=106" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 33 ทานวัตถุสูตร ว่าด้วยทานวัตถุ</strong></a> คือเหตุแห่งการให้ทาน คือบางคนให้เพระรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว เหล่านี้คืออคติ4 บางคนให้เพราะปู่พ่อเคยให้ บางคนให้เพราะตายแล้วได้ไปสวรรค์ บางคนให้เพราะเกิดความชื่นชมโสมนัส บางคนให้เพราะเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=107" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 34 เขตตสูตร ว่าด้วยนาดีและนาไม่ดี</strong></a> มีอุปมาอุปไมยที่เหมือนและต่างกันคู่กัน ลักษณะพื้นที่มีความสำคัญต่อผลผลิต เช่นเดียวกันการให้ทานในสมณะที่ดีหรือไม่ดีย่อมมีผลแตกต่างกัน เปรียบมาตามมิจฉามรรคและสัมมามรรค&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=104" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 31 ปฐมทานสูตร เกี่ยวกับลักษณะของการให้ทาน 8 ประการ</strong></a> บางคนให้เมื่อประสบเข้า บางคนให้เพราะกลัวคำตำหนิหรือกลัวนรก บางคนให้เพราะเขาให้แล้วแก่เรา บางคนให้เพราะเขาน่าจะให้เรา บางคนให้เพราะการให้ทานเป็นการดี บางคนให้เพราะเราหุงหาอาหารกินเองได้แต่ชนเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ บางคนให้ด้วยคิดว่ากิตติศัพท์อันงามจะขจรไป บางคนให้ด้วยเป็นเครื่องประดับจิตในการเจริญสมถะและวิปัสสนา ผลของการให้เรียงจากน้อยมามากตามลำดับ</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=105" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 32 ทุติยทานสูตร พูดถึงทานที่เป็นกุศล</strong></a><strong> </strong>มี 3 ลักษณะ คือ ศรัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศลอันสัตบุรุษดำเนินการแล้ว ทำแล้วได้ไปเทวโลก ที่น่าสังเกตคือมีเพียงสามไม่ใช่แปด จึงน่าจะมาจากคาถาท้ายพระสูตรนั่นเอง</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=106" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 33 ทานวัตถุสูตร ว่าด้วยทานวัตถุ</strong></a> คือเหตุแห่งการให้ทาน คือบางคนให้เพระรัก เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว เหล่านี้คืออคติ4 บางคนให้เพราะปู่พ่อเคยให้ บางคนให้เพราะตายแล้วได้ไปสวรรค์ บางคนให้เพราะเกิดความชื่นชมโสมนัส บางคนให้เพราะเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต</p><br><p><a href="https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&amp;siri=107" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>ข้อที่ 34 เขตตสูตร ว่าด้วยนาดีและนาไม่ดี</strong></a> มีอุปมาอุปไมยที่เหมือนและต่างกันคู่กัน ลักษณะพื้นที่มีความสำคัญต่อผลผลิต เช่นเดียวกันการให้ทานในสมณะที่ดีหรือไม่ดีย่อมมีผลแตกต่างกัน เปรียบมาตามมิจฉามรรคและสัมมามรรค&nbsp;</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเลื่อมใสเฉพาะบุคคล [6809-6t]</title>
			<itunes:title>ความเลื่อมใสเฉพาะบุคคล [6809-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67c21ab74cae6441e821636b/media.mp3" length="25989939" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67c21ab74cae6441e821636b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67c21ab74cae6441e821636b</link>
			<acast:episodeId>67c21ab74cae6441e821636b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkiLGRodeTMBLxaYwvAOabsDQOlUiIzdt/Tww62Glz7V1RaQ2GXS29WyADzoFzvciWjXKkwmkawhyDL5tTRmKiT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความเลื่อมใส (ศรัทธา )ที่เรามีอย่างถูกต้องในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แม้จะมีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราก็ย่อมทำการปฏิบัติของเราให้เจริญและงดงามได้ เพราะด้วยศรัทธาที่เราตั้งไว้อย่างถูกต้องแล้ว</p><br><p><strong>#ข้อ241-#244 สูตร 1 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย โทษของทุจริต ทางกาย วาจา และ ใจ (อกุศลกรรมบถ 10)</strong> มีโทษ คือ 1) แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ 2) ผู้รู้ย่อมติเตียน 3) กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป 4) หลงลืมสติตาย 5) ตายแล้วไปเกิดในอบาย นรก</p><br><p><strong>#ข้อ245-#248 สูตร 2</strong> จะมีไส้ในเหมือนกับสูตร 1 แต่มีความแตกต่างในตอนท้าย คือไส้ในของข้อที่ 4 เสื่อมจากสัทธรรม และข้อที่ 5 ตั้งอยู่ในอสัทธรรม</p><br><p><strong>#ข้อ249_สีวถิกสูตร ว่าด้วยป่าช้า เป็นธรรมที่อุปมาอุปไมยป่าช้ากับคน</strong> คือ บุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ย่อมไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น (ชื่อเสีย) มีภัย (ไม่อยากอยู่ด้วย) เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ (คนไม่ดีมาอยู่รวมกัน) เป็นที่คร่ำครวญของคนหมู่มาก (หมดอาลัย)</p><br><p><strong>#ข้อ250_ปุคคลัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสเฉพาะบุคคล</strong> เมื่อความเลื่อมใสเกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลย่อมมีโทษ คือ เมื่อบุคลที่เราเลื่อมใสถูกยกวัตร ถูกสั่งให้นั่งท้าย ย้ายไปที่อื่น ลาสิกขา หรือทำกาละ จึงไม่เลื่อมใส ไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ได้ฟังธรรม เป็นเหตุให้เสื่อมจากพระสัทธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุจจริตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความเลื่อมใส (ศรัทธา )ที่เรามีอย่างถูกต้องในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แม้จะมีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราก็ย่อมทำการปฏิบัติของเราให้เจริญและงดงามได้ เพราะด้วยศรัทธาที่เราตั้งไว้อย่างถูกต้องแล้ว</p><br><p><strong>#ข้อ241-#244 สูตร 1 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย โทษของทุจริต ทางกาย วาจา และ ใจ (อกุศลกรรมบถ 10)</strong> มีโทษ คือ 1) แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ 2) ผู้รู้ย่อมติเตียน 3) กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป 4) หลงลืมสติตาย 5) ตายแล้วไปเกิดในอบาย นรก</p><br><p><strong>#ข้อ245-#248 สูตร 2</strong> จะมีไส้ในเหมือนกับสูตร 1 แต่มีความแตกต่างในตอนท้าย คือไส้ในของข้อที่ 4 เสื่อมจากสัทธรรม และข้อที่ 5 ตั้งอยู่ในอสัทธรรม</p><br><p><strong>#ข้อ249_สีวถิกสูตร ว่าด้วยป่าช้า เป็นธรรมที่อุปมาอุปไมยป่าช้ากับคน</strong> คือ บุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ย่อมไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น (ชื่อเสีย) มีภัย (ไม่อยากอยู่ด้วย) เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ (คนไม่ดีมาอยู่รวมกัน) เป็นที่คร่ำครวญของคนหมู่มาก (หมดอาลัย)</p><br><p><strong>#ข้อ250_ปุคคลัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสเฉพาะบุคคล</strong> เมื่อความเลื่อมใสเกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลย่อมมีโทษ คือ เมื่อบุคลที่เราเลื่อมใสถูกยกวัตร ถูกสั่งให้นั่งท้าย ย้ายไปที่อื่น ลาสิกขา หรือทำกาละ จึงไม่เลื่อมใส ไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ได้ฟังธรรม เป็นเหตุให้เสื่อมจากพระสัทธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุจจริตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขณะที่ไม่สมควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ [6808-6t]</title>
			<itunes:title>ขณะที่ไม่สมควรอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ [6808-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67b8a60c19249d0c1aaa650d/media.mp3" length="28596600" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67b8a60c19249d0c1aaa650d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67b8a60c19249d0c1aaa650d</link>
			<acast:episodeId>67b8a60c19249d0c1aaa650d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlWQYiAqN1cqY0OXKIgCEfaTmEPOh+5FjczjYS+As4wVtvIokSVqCal7bZMXYCd5SZ10h8/1h79oPQugeenjnjm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #28_ทุติยพลสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระสารีบุตรถึงกำลังแห่งญาณของภิกษุขีณาสพว่า “<strong>ภิกษุขีณาสพมีกำลังเท่าไร จึงปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว”</strong> ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า..</p><p><br></p><ol><li>ภิกษุขีณาสพเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า... สังขารทั้งปวงมีสภาวะไม่เที่ยง</li><li>... กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง</li><li>จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปตั้งอยู่ในวิเวก(นิพพาน) ยินดีในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรม(ปราศจากตัณหาไม่มีความยึดถือ)</li><li>สติปัฏฐาน 4 เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว</li><li>อิทธิบาท 4 ...ฯ</li><li>อินทรีย์ 5 ... ฯ</li><li>โพชฌงค์ 7 ... ฯ</li><li>อริยมรรคมีองค์ 8 ... ฯ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #29_อักขณสูตร</strong> กาลที่ไม่ใช่ขณะ (ไม่ใช่โอกาส) ไม่ใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ 8 ประการ คือ...</p><p><br></p><ol><li>ต่อให้มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นและพระธรรมคำสอนยังมีอยู่ แต่ถ้าบุคคลนั้น... ตกอยู่ในนรก ก็ไม่ใช่ขณะ(ไม่ใช่โอกาส)ที่จะประพฤติพรหมจรรย์ได้</li><li>&nbsp;... กำเนิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน...ฯ</li><li>... เข้าถึงเปรตวิสัย...ฯ</li><li>... เข้าถึงเทพนิกายเป็นอสัญญีสัตว์(พรหมลูกฟัก ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา)...ฯ</li><li>... เกิดในปัจจันตชนบท (คำสอนไปไม่ถึง)...ฯ</li><li>... เกิดในมัชฌิมชนบท (มีภิกษุสงฆ์ มีคำสอน) แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ...ฯ</li><li>... เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เป็นคนมีปัญญาทราม ไม่สามารถจะรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้...ฯ</li><li>ต่อให้ไม่มีพระพุทธเจ้าไม่มีพระธรรมแม้จะเกิดในมัชฌิมชนบทมีปัญญาดี ก็ไม่ใช่ขณะ(ไม่ใช่โอกาส)ที่จะประพฤติพรหมจรรย์ได้</li></ol><p><br></p><p>**แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ควรแก่การประพฤติพรหมจรรย์มีประการเดียวเท่านั้นคือ ช่วงที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น มีพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ได้อัตภาพความเป็นมนุษย์มีปัญญาเป็นสัมมาทิฎฐิและอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ยังมีคำสอนอยู่(ยังมีสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี)</p><br><p><strong>ข้อที่ #30_อนุรุทธมหาวิตักกสูตร</strong> สมัยหนึ่งพระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดในป่าจีนวังสทายวัน ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธเกิดความคิดอย่างนี้ว่า&nbsp;</p><p><br></p><ol><li>นี้เป็นธรรม 4 ของบุคคลผู้มักน้อย (มักน้อยในปัจจัย, การบรรลุ, ปริยัตติ, ธุดงค์) ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มักมาก&nbsp;&nbsp;</li><li>นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สันโดษ ไม่ใช่ธรรม... ผู้ไม่สันโดษ&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้สงัด ไม่ใช่ธรรม... ผู้ยินดีในการคลุกคลี</li><li>... ผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ธรรม... ผู้เกียจคร้าน&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรม... ผู้หลงลืมสติ&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรม... ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น&nbsp;&nbsp;</li><li>&nbsp;... ผู้มีปัญญา ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มีปัญญาทราม</li></ol><p><br></p><p>พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดของท่านพระอนุรุทธะด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายจากที่เภสกฬามิคทายวันไปปรากฏต่อหน้าท่านพระอนุรุทธะที่ปาจีนวังสทายวัน ทรงรับรองมหาปุริสวิตกทั้ง 7 ข้อ และทรงบอกเพิ่ม<strong>มหาปุริสวิตกข้อที่ 8 คือ นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ยินดีในนิปปปัญจธรรม ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ยินดีในปปัญจธรรม</strong> <em>(ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ตัณหา, มานะ, และทิฏฐิ)</em> เมื่อตรึกในธรรมทั้ง 8 ประการนี้แล้ว มีฌานทั้ง 4 เป็นที่หวังได้ จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกในปัจจัย 4 คือ การใช้ปัจจัย 4 เป็นบาทฐานแห่งการบรรลุธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #28_ทุติยพลสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระสารีบุตรถึงกำลังแห่งญาณของภิกษุขีณาสพว่า “<strong>ภิกษุขีณาสพมีกำลังเท่าไร จึงปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า อาสวะของเราสิ้นแล้ว”</strong> ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า..</p><p><br></p><ol><li>ภิกษุขีณาสพเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า... สังขารทั้งปวงมีสภาวะไม่เที่ยง</li><li>... กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง</li><li>จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปตั้งอยู่ในวิเวก(นิพพาน) ยินดีในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรม(ปราศจากตัณหาไม่มีความยึดถือ)</li><li>สติปัฏฐาน 4 เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว</li><li>อิทธิบาท 4 ...ฯ</li><li>อินทรีย์ 5 ... ฯ</li><li>โพชฌงค์ 7 ... ฯ</li><li>อริยมรรคมีองค์ 8 ... ฯ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #29_อักขณสูตร</strong> กาลที่ไม่ใช่ขณะ (ไม่ใช่โอกาส) ไม่ใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ 8 ประการ คือ...</p><p><br></p><ol><li>ต่อให้มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้นและพระธรรมคำสอนยังมีอยู่ แต่ถ้าบุคคลนั้น... ตกอยู่ในนรก ก็ไม่ใช่ขณะ(ไม่ใช่โอกาส)ที่จะประพฤติพรหมจรรย์ได้</li><li>&nbsp;... กำเนิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน...ฯ</li><li>... เข้าถึงเปรตวิสัย...ฯ</li><li>... เข้าถึงเทพนิกายเป็นอสัญญีสัตว์(พรหมลูกฟัก ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา)...ฯ</li><li>... เกิดในปัจจันตชนบท (คำสอนไปไม่ถึง)...ฯ</li><li>... เกิดในมัชฌิมชนบท (มีภิกษุสงฆ์ มีคำสอน) แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ...ฯ</li><li>... เกิดในมัชฌิมชนบทแต่เป็นคนมีปัญญาทราม ไม่สามารถจะรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้...ฯ</li><li>ต่อให้ไม่มีพระพุทธเจ้าไม่มีพระธรรมแม้จะเกิดในมัชฌิมชนบทมีปัญญาดี ก็ไม่ใช่ขณะ(ไม่ใช่โอกาส)ที่จะประพฤติพรหมจรรย์ได้</li></ol><p><br></p><p>**แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ควรแก่การประพฤติพรหมจรรย์มีประการเดียวเท่านั้นคือ ช่วงที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น มีพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ได้อัตภาพความเป็นมนุษย์มีปัญญาเป็นสัมมาทิฎฐิและอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ยังมีคำสอนอยู่(ยังมีสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี)</p><br><p><strong>ข้อที่ #30_อนุรุทธมหาวิตักกสูตร</strong> สมัยหนึ่งพระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดในป่าจีนวังสทายวัน ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธเกิดความคิดอย่างนี้ว่า&nbsp;</p><p><br></p><ol><li>นี้เป็นธรรม 4 ของบุคคลผู้มักน้อย (มักน้อยในปัจจัย, การบรรลุ, ปริยัตติ, ธุดงค์) ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มักมาก&nbsp;&nbsp;</li><li>นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สันโดษ ไม่ใช่ธรรม... ผู้ไม่สันโดษ&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้สงัด ไม่ใช่ธรรม... ผู้ยินดีในการคลุกคลี</li><li>... ผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ธรรม... ผู้เกียจคร้าน&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรม... ผู้หลงลืมสติ&nbsp;&nbsp;</li><li>... ผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรม... ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น&nbsp;&nbsp;</li><li>&nbsp;... ผู้มีปัญญา ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มีปัญญาทราม</li></ol><p><br></p><p>พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดของท่านพระอนุรุทธะด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายจากที่เภสกฬามิคทายวันไปปรากฏต่อหน้าท่านพระอนุรุทธะที่ปาจีนวังสทายวัน ทรงรับรองมหาปุริสวิตกทั้ง 7 ข้อ และทรงบอกเพิ่ม<strong>มหาปุริสวิตกข้อที่ 8 คือ นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ยินดีในนิปปปัญจธรรม ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ยินดีในปปัญจธรรม</strong> <em>(ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ตัณหา, มานะ, และทิฏฐิ)</em> เมื่อตรึกในธรรมทั้ง 8 ประการนี้แล้ว มีฌานทั้ง 4 เป็นที่หวังได้ จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกในปัจจัย 4 คือ การใช้ปัจจัย 4 เป็นบาทฐานแห่งการบรรลุธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและผู้อื่น [6807-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและผู้อื่น [6807-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67ae45196addc7890b4ac467/media.mp3" length="26443470" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67ae45196addc7890b4ac467</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67ae45196addc7890b4ac467</link>
			<acast:episodeId>67ae45196addc7890b4ac467</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmkU4EO6/ohdXzJd4iK0IyKvNnRH/HkMS7MgtqfDV4G9E757tAa3zc8RUdA2f2XQhbp5RUpktTI8NbUTFKR9Pqy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความเดิมได้กล่าวถึงคุณธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี, อุคคตคฤหบดี ชาวหัตถีคาม และ ตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี ซึ่งอุบาสกทั้ง 3 ท่านเป็นอริยบุคคล และถึงความเป็นเอตทัคคะ (ผู้เลิศ) ในด้านต่าง ๆ</p><br><p><strong>ข้อที่ #24_ทุติยหัตถกสูตร </strong>กล่าวถึงการสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4 ประการ ของท่านหัตถกอุบาสก และคุณธรรมที่น่าอัศจรรย์ของท่านหัตถกอุบาสกอีก 8 ประการ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีศีล มีหิริ-โอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีจาคะ มีปัญญา และเป็นผู้มีความมักน้อย</p><br><p><strong>ข้อที่ #25_มหานามสูตร</strong> และ <strong>#26_ชีวกสูตร</strong> ทั้ง 2 พระสูตรนี้ กล่าวถึงคำถามของท่านมหานามะและหมอชีวกโกมารภัจ ที่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเกี่ยวกับคุณธรรมของอุบาสก โดยมีเนื้อหาที่เหมือนกันดังนี้</p><ol><li>บุคคลชื่อว่าอุบาสก ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ (ที่พึ่ง ที่ระลึกถึง)</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้มีศีล ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ผู้มีศีล 5</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา (1) ศีล (2) จาคะ (3) เป็นผู้ประสงค์จะเห็นภิกษุ (4) ประสงค์จะฟังสัทธรรม (5) จำธรรมที่ฟังแล้วไว้ได้ (6) เป็นผู้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ฟังแล้ว (7) เป็นผู้รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (8) แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ และ ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #27_ปฐมพลสูตร ว่าด้วยกำลัง</strong> กล่าวถึงกำลังของบุคคลต่าง ๆ ดังนี้</p><ol><li>เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง</li><li>มาตุคามมีความโกรธเป็นกำลัง</li><li>โจรมีอาวุธเป็นกำลัง</li><li>พระราชามีอิสริยยศเป็นกำลัง</li><li>คนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง</li><li>บัณฑิตมีการไม่เพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง</li><li>คนผู้เป็นพหูสูตมีการพิจารณาเป็นกำลัง</li><li>สมณพราหมณ์มีขันติ (อธิวาสนขันติ คือยังมีอารมณ์โกรธอยู่ แต่อดกลั้นไว้ได้ ไม่แสดงสิ่งที่เป็นอกุศลทางกาย วาจา ใจ ออกไป) เป็นกำลัง</li></ol><p><br></p><p><strong>*กำลังในที่นี้หมายถึง สิ่งที่เมื่อเราใช้มันแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา **ประเด็นคือ เราจะพัฒนาเอาสิ่งไหนมาเป็นกำลังของเรา เป็นกำลังที่จะนำพาไปสู่ความเป็นอริยะได้</strong></p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความเดิมได้กล่าวถึงคุณธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี, อุคคตคฤหบดี ชาวหัตถีคาม และ ตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี ซึ่งอุบาสกทั้ง 3 ท่านเป็นอริยบุคคล และถึงความเป็นเอตทัคคะ (ผู้เลิศ) ในด้านต่าง ๆ</p><br><p><strong>ข้อที่ #24_ทุติยหัตถกสูตร </strong>กล่าวถึงการสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4 ประการ ของท่านหัตถกอุบาสก และคุณธรรมที่น่าอัศจรรย์ของท่านหัตถกอุบาสกอีก 8 ประการ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีศีล มีหิริ-โอตตัปปะ เป็นพหูสูต มีจาคะ มีปัญญา และเป็นผู้มีความมักน้อย</p><br><p><strong>ข้อที่ #25_มหานามสูตร</strong> และ <strong>#26_ชีวกสูตร</strong> ทั้ง 2 พระสูตรนี้ กล่าวถึงคำถามของท่านมหานามะและหมอชีวกโกมารภัจ ที่ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเกี่ยวกับคุณธรรมของอุบาสก โดยมีเนื้อหาที่เหมือนกันดังนี้</p><ol><li>บุคคลชื่อว่าอุบาสก ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ (ที่พึ่ง ที่ระลึกถึง)</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้มีศีล ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ผู้มีศีล 5</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา (1) ศีล (2) จาคะ (3) เป็นผู้ประสงค์จะเห็นภิกษุ (4) ประสงค์จะฟังสัทธรรม (5) จำธรรมที่ฟังแล้วไว้ได้ (6) เป็นผู้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ฟังแล้ว (7) เป็นผู้รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (8) แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ</li><li>อุบาสกชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร =&gt; ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ และ ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ฯลฯ</li></ol><p><br></p><p><strong>ข้อที่ #27_ปฐมพลสูตร ว่าด้วยกำลัง</strong> กล่าวถึงกำลังของบุคคลต่าง ๆ ดังนี้</p><ol><li>เด็กมีการร้องไห้เป็นกำลัง</li><li>มาตุคามมีความโกรธเป็นกำลัง</li><li>โจรมีอาวุธเป็นกำลัง</li><li>พระราชามีอิสริยยศเป็นกำลัง</li><li>คนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง</li><li>บัณฑิตมีการไม่เพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง</li><li>คนผู้เป็นพหูสูตมีการพิจารณาเป็นกำลัง</li><li>สมณพราหมณ์มีขันติ (อธิวาสนขันติ คือยังมีอารมณ์โกรธอยู่ แต่อดกลั้นไว้ได้ ไม่แสดงสิ่งที่เป็นอกุศลทางกาย วาจา ใจ ออกไป) เป็นกำลัง</li></ol><p><br></p><p><strong>*กำลังในที่นี้หมายถึง สิ่งที่เมื่อเราใช้มันแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา **ประเด็นคือ เราจะพัฒนาเอาสิ่งไหนมาเป็นกำลังของเรา เป็นกำลังที่จะนำพาไปสู่ความเป็นอริยะได้</strong></p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข [6806-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข [6806-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67a5e9903eadb4f8087dd885/media.mp3" length="27162228" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67a5e9903eadb4f8087dd885</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67a5e9903eadb4f8087dd885</link>
			<acast:episodeId>67a5e9903eadb4f8087dd885</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm21RD1Ak6qYdzkh+WtrKPpxJ7V24i6ZOeq1XK5yKg0h9GJZ3DQegcQJaZb8yz1bmOW6ZjnZcDvhagVwRxgrgyQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“สมาธิ”</strong> คือเครื่องอยู่ที่จะทำให้เกิด <strong>“ความผาสุก”</strong> เป็นความสุขอีกประเภทที่เหนือกว่าสุขเวทนาและทุกขเวทนา</p><br><p><strong>ผาสุวิหารสูตร #ข้อ 94 ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ให้เกิดความผาสุก</strong> คือ สมาธิในขั้นที่ 1-4 (รูปฌาน) เป็นความพ้นจากกิเลสที่อาจจะยังกลับกำเริบได้&nbsp;อุปไมยเหมือนหินทับหญ้า แต่ถ้าประกอบด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ คือไม่เร่าร้อนไปตามอำนาจกิเลส เป็นความสิ้นไปแห่งอาสวะนั่นเอง</p><br><p><strong>อกุปปสูตร #ข้อ 95 ผู้มีธรรมไม่กลับกำเริบ</strong> คือ ปฏิสัมภิทา 4 ปัญญาแตกฉานในอรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ) ธัมมนิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง) ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และการพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้วในแต่ละขั้น ฝึกสังเกตเห็นการเกิด-ดับ&nbsp;เสริมปัญญาให้ถึงธรรมะที่ไม่กลับกำเริบได้</p><br><p><strong>#ข้อ 96-98 ธรรม 5ประการนี้ เมื่อทำอานาปานสติก็จะบรรลุธรรมได้ไม่นานนัก </strong>มีไส้ในที่เหมือนกันอยู่ 4 ประการ คือมีธุระน้อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง นอนน้อย พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ส่วนที่แตกต่างใน <strong>สุตธรสูตร #ข้อ 96 คือ เป็นพหูสูต</strong> ฟังธรรมมาก ส่วนใน <strong>กถาสูตร #ข้อ 97 คือ กถาวัตถุ 10</strong> ทำให้จิตเปิดโล่ง มาคิดในทางที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม และ <strong>อารัญญกสูตร #ข้อ 98 คือ อยู่ป่าเป็นวัตร</strong> เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท</p><br><p><strong>สีหสูตร #ข้อ 99 การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเทียบไว้ว่าเหมือน “ราชสีห์ บรรลือสีหนาท”</strong> คือ เป็นผู้หนักในธรรม เมื่อจะแสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และปุถุชน ก็จะแสดงโดยเคารพในธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 22&nbsp;พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“สมาธิ”</strong> คือเครื่องอยู่ที่จะทำให้เกิด <strong>“ความผาสุก”</strong> เป็นความสุขอีกประเภทที่เหนือกว่าสุขเวทนาและทุกขเวทนา</p><br><p><strong>ผาสุวิหารสูตร #ข้อ 94 ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ให้เกิดความผาสุก</strong> คือ สมาธิในขั้นที่ 1-4 (รูปฌาน) เป็นความพ้นจากกิเลสที่อาจจะยังกลับกำเริบได้&nbsp;อุปไมยเหมือนหินทับหญ้า แต่ถ้าประกอบด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ คือไม่เร่าร้อนไปตามอำนาจกิเลส เป็นความสิ้นไปแห่งอาสวะนั่นเอง</p><br><p><strong>อกุปปสูตร #ข้อ 95 ผู้มีธรรมไม่กลับกำเริบ</strong> คือ ปฏิสัมภิทา 4 ปัญญาแตกฉานในอรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ) ธัมมนิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง) ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และการพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้วในแต่ละขั้น ฝึกสังเกตเห็นการเกิด-ดับ&nbsp;เสริมปัญญาให้ถึงธรรมะที่ไม่กลับกำเริบได้</p><br><p><strong>#ข้อ 96-98 ธรรม 5ประการนี้ เมื่อทำอานาปานสติก็จะบรรลุธรรมได้ไม่นานนัก </strong>มีไส้ในที่เหมือนกันอยู่ 4 ประการ คือมีธุระน้อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง นอนน้อย พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ส่วนที่แตกต่างใน <strong>สุตธรสูตร #ข้อ 96 คือ เป็นพหูสูต</strong> ฟังธรรมมาก ส่วนใน <strong>กถาสูตร #ข้อ 97 คือ กถาวัตถุ 10</strong> ทำให้จิตเปิดโล่ง มาคิดในทางที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม และ <strong>อารัญญกสูตร #ข้อ 98 คือ อยู่ป่าเป็นวัตร</strong> เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท</p><br><p><strong>สีหสูตร #ข้อ 99 การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเทียบไว้ว่าเหมือน “ราชสีห์ บรรลือสีหนาท”</strong> คือ เป็นผู้หนักในธรรม เมื่อจะแสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และปุถุชน ก็จะแสดงโดยเคารพในธรรม</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 22&nbsp;พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคหบดี [6805-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคหบดี [6805-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Jan 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/679cd66626b7b619fd59f8cf/media.mp3" length="27005624" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">679cd66626b7b619fd59f8cf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/679cd66626b7b619fd59f8cf</link>
			<acast:episodeId>679cd66626b7b619fd59f8cf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmdH3DfrSN3qB6S5mF15LflCAsGHlR0Qu6n4ayQhQN4+ZAgzyEZmgxEkpEAuzKtHH6IgAY9Fpx8IPGCdhtIpRe5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>การสวดปาติโมกข์</strong> หรือเรียกกันว่า<strong> “สงฆ์ทำอุโบสถ”</strong>&nbsp;เป็นการที่ภิกษุสงฆ์จะนำเอาพระวินัย 227 ข้อมาสวดทบทวนกันในทุกกึ่งเดือน ซึ่งในช่วง 20 พรรษาแรก ๆ หลังจากประกาศพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ด้วยพระองค์เอง และต่อมาในภายหลังมีเหตุให้พระองค์ทรงบัญญัติให้มีภิกขุปาฏิโมกข์&nbsp;</p><br><p>โดยพระสูตร<strong>ข้อที่ #20_อุโปสถสูตร_ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงปาติโมกข์</strong> เป็นการแสดงโอวาทปาติโมกข์ครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่วัดบุพพาราม ครั้งนั้นท่านพระอานนท์ได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ แต่พระองฺค์ไม่ทรงแสดงจนเวลาล่วงปัจฉิมยาม เหตุเพราะมีภิกษุผู้ทุศีลเข้าร่วมประชุม ดังนั้นเมื่อท่านพระโมคคัลลานะพอทราบจึงตรวจดูด้วยจิต แล้วจึงบังคับให้พระทุศีลรูปนั้นออกจากที่ประชุมไป หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์แสดงปาฏิโมกข์กันเอง โดยพระองค์ไม่ทรงเข้าร่วมอีกต่อไป และได้ทรงแสดงธรรมถึงสิ่งน่าอัศจรรย์ของมหาสมุทร 8 ประการ ซึ่งมีนัยยะหลักข้อธรรมเดียวกันกับ #ปหาราทสูตร ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 21-23 อยู่ในหมวดคหปติวรรค เป็นเรื่องราวธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคหบดี และ หัตถกอุบาสก</p><p>โดยใน<strong>ข้อที่ #21_ปฐมอุคคสูตร กล่าวถึง อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี</strong> (อุบาสกผู้เลิศในด้านผู้ให้ของเจริญใจ) และใน<strong>ข้อที่ #22_ทุติยอุคคสูตร กล่าวถึง อุคคคหบดี ชาวบ้านหัตถิคาม</strong> (อุบาสกผู้เลิศในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์) ซึ่งมีหลักธรรม 8 ประการที่มีความหมายเดียวแตกต่างกันในบทพยัญชนะเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์คุณของคฤหบดีทั้ง 2 ท่านในหมู่ภิกษุสงฆ์ เป็นเหตุให้ภิกษุและคฤหบดีได้มีการสอบถามพูดคุยกันถึงคุณธรรมนั้นๆ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อได้ฟังอนุปุพพีกถา และ สามุกกังสิกเทศนาแล้วบรรลุเป็นโสดาบัน&nbsp;</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถือพรหมจรรย์</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จำแนกแจกจ่ายโภคทรัพย์กับผู้มีศีล</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพ</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ฟังธรรมโดยเคารพ / วางจิตสม่ำเสมอถวายทานแก่สงฆ์ (ไม่เจาะจง)</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เห็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว&nbsp;</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้แล้ว (อนาคามี)</p><br><p>และใน<strong>ข้อที่ #23_ปฐมหัตถกสูตร กล่าวถึงหัตถกอุบาสก</strong> โดยพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์คุณธรรมของอุบาสกผู้นี้ไว้ 7 ประการ (เป็นผู้มีศรัทธา / มีศีล / มีหิริ / มีโอตตัปปะ / เป็นพหูสูต / มีจาคะ /มีปัญญา) เป็นเหตุให้มีการสอบถามถึงคุณธรรมในข้อที่ 8 ที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ต่อมาในภายหลังคือ<strong> “ความเป็นผู้มักน้อย”</strong> เพราะเหตุที่หัตถกอุบาสกไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษที่มีในตนนั่นเอง</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>การสวดปาติโมกข์</strong> หรือเรียกกันว่า<strong> “สงฆ์ทำอุโบสถ”</strong>&nbsp;เป็นการที่ภิกษุสงฆ์จะนำเอาพระวินัย 227 ข้อมาสวดทบทวนกันในทุกกึ่งเดือน ซึ่งในช่วง 20 พรรษาแรก ๆ หลังจากประกาศพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ด้วยพระองค์เอง และต่อมาในภายหลังมีเหตุให้พระองค์ทรงบัญญัติให้มีภิกขุปาฏิโมกข์&nbsp;</p><br><p>โดยพระสูตร<strong>ข้อที่ #20_อุโปสถสูตร_ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงปาติโมกข์</strong> เป็นการแสดงโอวาทปาติโมกข์ครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้าที่วัดบุพพาราม ครั้งนั้นท่านพระอานนท์ได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทปาติโมกข์ แต่พระองฺค์ไม่ทรงแสดงจนเวลาล่วงปัจฉิมยาม เหตุเพราะมีภิกษุผู้ทุศีลเข้าร่วมประชุม ดังนั้นเมื่อท่านพระโมคคัลลานะพอทราบจึงตรวจดูด้วยจิต แล้วจึงบังคับให้พระทุศีลรูปนั้นออกจากที่ประชุมไป หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์แสดงปาฏิโมกข์กันเอง โดยพระองค์ไม่ทรงเข้าร่วมอีกต่อไป และได้ทรงแสดงธรรมถึงสิ่งน่าอัศจรรย์ของมหาสมุทร 8 ประการ ซึ่งมีนัยยะหลักข้อธรรมเดียวกันกับ #ปหาราทสูตร ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้</p><br><p>พระสูตรข้อที่ 21-23 อยู่ในหมวดคหปติวรรค เป็นเรื่องราวธรรมที่น่าอัศจรรย์ของอุคคคหบดี และ หัตถกอุบาสก</p><p>โดยใน<strong>ข้อที่ #21_ปฐมอุคคสูตร กล่าวถึง อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลี</strong> (อุบาสกผู้เลิศในด้านผู้ให้ของเจริญใจ) และใน<strong>ข้อที่ #22_ทุติยอุคคสูตร กล่าวถึง อุคคคหบดี ชาวบ้านหัตถิคาม</strong> (อุบาสกผู้เลิศในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์) ซึ่งมีหลักธรรม 8 ประการที่มีความหมายเดียวแตกต่างกันในบทพยัญชนะเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์คุณของคฤหบดีทั้ง 2 ท่านในหมู่ภิกษุสงฆ์ เป็นเหตุให้ภิกษุและคฤหบดีได้มีการสอบถามพูดคุยกันถึงคุณธรรมนั้นๆ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อได้ฟังอนุปุพพีกถา และ สามุกกังสิกเทศนาแล้วบรรลุเป็นโสดาบัน&nbsp;</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถือพรหมจรรย์</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จำแนกแจกจ่ายโภคทรัพย์กับผู้มีศีล</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพ</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ฟังธรรมโดยเคารพ / วางจิตสม่ำเสมอถวายทานแก่สงฆ์ (ไม่เจาะจง)</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เห็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว&nbsp;</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้แล้ว (อนาคามี)</p><br><p>และใน<strong>ข้อที่ #23_ปฐมหัตถกสูตร กล่าวถึงหัตถกอุบาสก</strong> โดยพระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์คุณธรรมของอุบาสกผู้นี้ไว้ 7 ประการ (เป็นผู้มีศรัทธา / มีศีล / มีหิริ / มีโอตตัปปะ / เป็นพหูสูต / มีจาคะ /มีปัญญา) เป็นเหตุให้มีการสอบถามถึงคุณธรรมในข้อที่ 8 ที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ต่อมาในภายหลังคือ<strong> “ความเป็นผู้มักน้อย”</strong> เพราะเหตุที่หัตถกอุบาสกไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษที่มีในตนนั่นเอง</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต คหปติวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมตตาคือคำตอบ Live [6804-6t]</title>
			<itunes:title>เมตตาคือคำตอบ Live [6804-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 08:15:19 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6799e3981542fb67e7f531fc/media.mp3" length="41990782" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6799e3981542fb67e7f531fc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6799e3981542fb67e7f531fc</link>
			<acast:episodeId>6799e3981542fb67e7f531fc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYngGmTYudBa9b2VoLRpMk/kn2e9SDtm7ys9lG1DIIktDLZQZXtB+o35BcLOT4Vh/9WGE+FI3qD48nfb1YqZ5x9v]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Live!!</strong>&nbsp;ถ่ายทอดสดช่วงสอบถามคำถาม-แบ่งปัน-แชร์ประสบการณ์เรื่องราวธรรมะ ในงานพบปะผู้ฟังประจำปี 2568 “ขุมทรัพย์แห่งใจ” วันที่ 25-27 มกราคม 2568 จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</p><br><p><strong>Q: บทสวด “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เป็นบทสวดที่ไม่ใช่พุทธพจน์แต่เป็นบทสวดของสงฆ์สาวกที่ใช้สวดทำความนอบน้อมระลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยมีความหมายว่า <strong>“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง”</strong> และการกล่าวถึง 3 ครั้งนั้น เป็นการย้ำเพื่อให้เกิดความมั่นใจ</p><br><p><strong>Q: การอยู่คนเดียวหรือการอยู่แบบมีคู่ครองแบบไหนดีกว่ากัน ช่วงบั้นปลายอยู่อย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A:&nbsp;จากคติของพระโพธิสัตว์ที่ได้เห็นหญิงสาวที่สวมใส่กำไล 2 อันแล้วมีการกระทบกันของกำไลเกิดขึ้น และนายช่างกำลังดัดลูกศรที่ใช้ตาข้างเดียวมองจะมองได้แม่นยำกว่าตา 2 ข้าง ก็เลยเป็นคติที่ว่า <strong>“การอยู่คนเดียวดีกว่า”</strong> และการมีกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือ&nbsp;<strong><em>“ธรรมที่เราจำเป็นจะต้องรู้ คือ สติ สมาธิและปัญญา”</em></strong>&nbsp;ที่เมื่อความเจ็บความแก่มาเยือนแล้วเราจะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกได้</p><br><p><strong>Q: สมถะและวิปัสสนาพิจารณาดูอย่างไรจึงจะเกิดขึ้น?</strong></p><p>A:&nbsp;สมถะและวิปัสสนาเป็นทางที่จะทำให้จิตเกิดวิชชาและวิมุตติได้ สมถะคือจิตเป็นอารมณ์อันเดียว (จิตนิ่ง) และวิปัสสนาคือการตริตรึกใคร่ครวญเห็นธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (โยนิโสมนสิเป็นการคิดตามระบบ) เราจะทำให้จิตตั้งไว้ในสมถะและวิปัสสนาได้นั้น&nbsp;<strong><em>“จิตเราจะต้องนิ่งและเคลื่อน (เห็นธรรมตามจริง) ไปพร้อมกัน”</em></strong><em>&nbsp;</em>เครื่องมือที่จะทำให้เกิดสมาธิ คือสติและการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>Q: การจุดธูปกรวดน้ำจำเป็นจะต้องทำที่วัดได้อย่างเดียวหรือทำที่บ้านได้?</strong></p><p>A:&nbsp;การกรวดน้ำเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงการรับรองหรือการยืนยัน ซึ่งการกรวดน้ำนั้นจุดประสงค์ก็เพื่ออุทิศส่วนกุศล (ความดี) ประเด็นคือ<strong> เราต้องทำความดีก่อนและความดีนั้นก็เกิดขึ้นที่จิต</strong>&nbsp;เราใช้จิตทำ (อุทิศ) จะทำที่ใดหรือเวลาใดก็ได้ การกระทำทางวาจาและกายเป็นสิ่งที่ย้ำลงไปเป็นการกระทำที่รองลงมา (ใจ วาจา กาย) จะมีหรือไม่มีก็ได้แต่ที่สำคัญคือ จิตใจต้องน้อมลงไปในการอุทิศบุญนั้น</p><br><p><strong>Q: การขอขมาคนตายในงานศพ คนที่ตายไปแล้วจะรับรู้และยกโทษให้ไหม?</strong></p><p>A:&nbsp;ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอาศัยความดีที่ตนได้กระทำมาเป็นทางไปสู่ภพภูมิที่ดี พิธีงานศพจึงจัดขึ้นเพื่อให้คนเป็นได้สบายใจและได้อุทิศบุญกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การที่เราได้ขอขมากับบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้วนั้นทำให้เกิดความสบายใจ เป็นบุญที่เกิดจากจิตที่ไม่คิดผูกเวร ส่วนเขาจะยกโทษให้หรือไม่นั้นเป็นจิต (ปัญหา) ของเขาไม่ใช่ของเรา ที่สำคัญให้จิตของเราเป็นบุญเป็นกุศล</p><br><p><strong>Q: พระธาตุเขี้ยวแก้วที่จัดให้มีการสักการะขึ้น ทำไมถึงไม่มีของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ?</strong></p><p>A:&nbsp;ในแต่ละสมัยของพระพุทธเจ้าจะมีแต่พระธาตุที่เป็นของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ พระธาตุก็ยังมีปรากฏอยู่ จนกระทั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าหมดไป พระธาตุของพระพุทธเจ้าก็หายสลายตามไปด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Live!!</strong>&nbsp;ถ่ายทอดสดช่วงสอบถามคำถาม-แบ่งปัน-แชร์ประสบการณ์เรื่องราวธรรมะ ในงานพบปะผู้ฟังประจำปี 2568 “ขุมทรัพย์แห่งใจ” วันที่ 25-27 มกราคม 2568 จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</p><br><p><strong>Q: บทสวด “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เป็นบทสวดที่ไม่ใช่พุทธพจน์แต่เป็นบทสวดของสงฆ์สาวกที่ใช้สวดทำความนอบน้อมระลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยมีความหมายว่า <strong>“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง”</strong> และการกล่าวถึง 3 ครั้งนั้น เป็นการย้ำเพื่อให้เกิดความมั่นใจ</p><br><p><strong>Q: การอยู่คนเดียวหรือการอยู่แบบมีคู่ครองแบบไหนดีกว่ากัน ช่วงบั้นปลายอยู่อย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A:&nbsp;จากคติของพระโพธิสัตว์ที่ได้เห็นหญิงสาวที่สวมใส่กำไล 2 อันแล้วมีการกระทบกันของกำไลเกิดขึ้น และนายช่างกำลังดัดลูกศรที่ใช้ตาข้างเดียวมองจะมองได้แม่นยำกว่าตา 2 ข้าง ก็เลยเป็นคติที่ว่า <strong>“การอยู่คนเดียวดีกว่า”</strong> และการมีกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือ&nbsp;<strong><em>“ธรรมที่เราจำเป็นจะต้องรู้ คือ สติ สมาธิและปัญญา”</em></strong>&nbsp;ที่เมื่อความเจ็บความแก่มาเยือนแล้วเราจะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกได้</p><br><p><strong>Q: สมถะและวิปัสสนาพิจารณาดูอย่างไรจึงจะเกิดขึ้น?</strong></p><p>A:&nbsp;สมถะและวิปัสสนาเป็นทางที่จะทำให้จิตเกิดวิชชาและวิมุตติได้ สมถะคือจิตเป็นอารมณ์อันเดียว (จิตนิ่ง) และวิปัสสนาคือการตริตรึกใคร่ครวญเห็นธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (โยนิโสมนสิเป็นการคิดตามระบบ) เราจะทำให้จิตตั้งไว้ในสมถะและวิปัสสนาได้นั้น&nbsp;<strong><em>“จิตเราจะต้องนิ่งและเคลื่อน (เห็นธรรมตามจริง) ไปพร้อมกัน”</em></strong><em>&nbsp;</em>เครื่องมือที่จะทำให้เกิดสมาธิ คือสติและการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>Q: การจุดธูปกรวดน้ำจำเป็นจะต้องทำที่วัดได้อย่างเดียวหรือทำที่บ้านได้?</strong></p><p>A:&nbsp;การกรวดน้ำเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงการรับรองหรือการยืนยัน ซึ่งการกรวดน้ำนั้นจุดประสงค์ก็เพื่ออุทิศส่วนกุศล (ความดี) ประเด็นคือ<strong> เราต้องทำความดีก่อนและความดีนั้นก็เกิดขึ้นที่จิต</strong>&nbsp;เราใช้จิตทำ (อุทิศ) จะทำที่ใดหรือเวลาใดก็ได้ การกระทำทางวาจาและกายเป็นสิ่งที่ย้ำลงไปเป็นการกระทำที่รองลงมา (ใจ วาจา กาย) จะมีหรือไม่มีก็ได้แต่ที่สำคัญคือ จิตใจต้องน้อมลงไปในการอุทิศบุญนั้น</p><br><p><strong>Q: การขอขมาคนตายในงานศพ คนที่ตายไปแล้วจะรับรู้และยกโทษให้ไหม?</strong></p><p>A:&nbsp;ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอาศัยความดีที่ตนได้กระทำมาเป็นทางไปสู่ภพภูมิที่ดี พิธีงานศพจึงจัดขึ้นเพื่อให้คนเป็นได้สบายใจและได้อุทิศบุญกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การที่เราได้ขอขมากับบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้วนั้นทำให้เกิดความสบายใจ เป็นบุญที่เกิดจากจิตที่ไม่คิดผูกเวร ส่วนเขาจะยกโทษให้หรือไม่นั้นเป็นจิต (ปัญหา) ของเขาไม่ใช่ของเรา ที่สำคัญให้จิตของเราเป็นบุญเป็นกุศล</p><br><p><strong>Q: พระธาตุเขี้ยวแก้วที่จัดให้มีการสักการะขึ้น ทำไมถึงไม่มีของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ?</strong></p><p>A:&nbsp;ในแต่ละสมัยของพระพุทธเจ้าจะมีแต่พระธาตุที่เป็นของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ พระธาตุก็ยังมีปรากฏอยู่ จนกระทั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าหมดไป พระธาตุของพระพุทธเจ้าก็หายสลายตามไปด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คุณสมบัติของฑูต [6803-6t]</title>
			<itunes:title>คุณสมบัติของฑูต [6803-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/678a5e9e5c9549fc003a28db/media.mp3" length="28503703" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">678a5e9e5c9549fc003a28db</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/678a5e9e5c9549fc003a28db</link>
			<acast:episodeId>678a5e9e5c9549fc003a28db</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkuglpOCFSiLkR76cg8Femv5Py1W6pnLC4Y1bk3PZLS4szz8Ne9UbPJUfy1SDkSJPlwtQb7u26q0kTn/U4asrJK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นฑูตได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ในข้อที่ #16_<strong>ทูเตยยสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติของทูตไว้&nbsp;8 ประการ</strong> คือ&nbsp;</p><ol><li>รู้จักฟัง</li><li>สามารถพูดให้ผู้อื่นฟังได้</li><li>ใฝ่ศึกษา ( ทบทวนเนื้อหานั้นได้ดี )</li><li>ทรงจำได้ดี&nbsp;</li><li>เป็นผู้รู้ได้เข้าใจชัด ( คือรู้ความหมายของสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ )</li><li>สามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้</li><li>&nbsp;ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ( รู้วิธีการขั้นตอนติดต่อเจรจา )</li><li>ไม่ก่อความทะเลาะวิวาท</li></ol><p><br></p><p><strong>พระสูตรที่ว่าด้วย อาการที่เป็นเครื่องผูกใจ </strong>มาด้วยกัน 2 พระสูตร โดยพระสูตรที่ 1 อยู่ในข้อที่ #17_ปฐมพันธนสูตรอาการของสตรีที่ย่อมผูกใจบุรุษ และพระสูตรที่ 2 ในข้อที่ #18_ทุติยพันธนสูตร บุรุษย่อมผูกใจสตรีด้วยอาการ 8 ประการซึ่งมีข้อธรรมที่เหมือนกันดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สตรี-บุรุษย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรูป</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรอยยิ้ม</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยวาจา</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยมารยาท ( การแต่งกายตามกาลเทศะ )</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยดอกไม้หรือผลไม้ที่หักมาจากป่า</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยกลิ่น</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรส</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยผัสสะ</p><br><p><strong>ข้อที่ #19_ปหาราทสูตร</strong> เป็นเรื่องราวของท้าวปหาราทะจอมอสูรไปเขาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อสอบถามธรรม แต่ด้วยความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิอาจถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้อุปนิสัยจึงได้ตรัสถามปัญหาก่อน แล้วท้าวปหาราทะจอมอสูรจึงได้ทูลถามคำถามกลับที่หลัง เป็นลักษณะการอุปมาอุปไมยระหว่างสิ่งที่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยินดีของเหล่าอสูรในมหาสมุทร อุปไมยกับธรรมที่น่าอัศจรรย์ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดี โดยมีลักษณะอุปมาอุปไมยดังนี้</p><p><br></p><ol><li>มหาสมุทรต่ำ-ลาด-ลึกลงไปโดยลำดับ =&gt; ธรรมวินัยนี้มีการศึกษา-มีการบำเพ็ญ-มีการปฏิบัติไปตามลำดับไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที</li><li>มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง =&gt;สาวกทั้งหลายย่อมไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้</li><li>มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ =&gt; บุคคลใดมีธรรมเลวทรามเป็นเหมือนหยากเยื่อ สงฆ์ก็ไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น</li><li>แม่น้ำทุกสายไหลรวมสู่มหาสมุทรเดียวกัน =&gt;&nbsp;จะอยู่วรรณะไหนเมื่อออกบวชมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้วมีชื่อรวมเรียกว่า<strong> ‘สมณศากยบุตร’ </strong>ทั้งสิ้น</li><li>แม่น้ำหรือสายฝนก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้ =&gt; การปรินิพพาน ( ดับขันธ์ ) ของภิกษุไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้</li><li>มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม =&gt;&nbsp;ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติรส</li><li>มหาสมุทรมีรัตนะมาก =&gt; สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8</li><li>มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ =&gt; อริยสาวกในธรรมวินัยนี้</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต มหาวรรค</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นฑูตได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ในข้อที่ #16_<strong>ทูเตยยสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติของทูตไว้&nbsp;8 ประการ</strong> คือ&nbsp;</p><ol><li>รู้จักฟัง</li><li>สามารถพูดให้ผู้อื่นฟังได้</li><li>ใฝ่ศึกษา ( ทบทวนเนื้อหานั้นได้ดี )</li><li>ทรงจำได้ดี&nbsp;</li><li>เป็นผู้รู้ได้เข้าใจชัด ( คือรู้ความหมายของสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ )</li><li>สามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้</li><li>&nbsp;ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ( รู้วิธีการขั้นตอนติดต่อเจรจา )</li><li>ไม่ก่อความทะเลาะวิวาท</li></ol><p><br></p><p><strong>พระสูตรที่ว่าด้วย อาการที่เป็นเครื่องผูกใจ </strong>มาด้วยกัน 2 พระสูตร โดยพระสูตรที่ 1 อยู่ในข้อที่ #17_ปฐมพันธนสูตรอาการของสตรีที่ย่อมผูกใจบุรุษ และพระสูตรที่ 2 ในข้อที่ #18_ทุติยพันธนสูตร บุรุษย่อมผูกใจสตรีด้วยอาการ 8 ประการซึ่งมีข้อธรรมที่เหมือนกันดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สตรี-บุรุษย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรูป</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรอยยิ้ม</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยวาจา</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยมารยาท ( การแต่งกายตามกาลเทศะ )</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยดอกไม้หรือผลไม้ที่หักมาจากป่า</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยกลิ่น</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยรส</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ย่อมผูกกันไว้ได้ด้วยผัสสะ</p><br><p><strong>ข้อที่ #19_ปหาราทสูตร</strong> เป็นเรื่องราวของท้าวปหาราทะจอมอสูรไปเขาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อสอบถามธรรม แต่ด้วยความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิอาจถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้อุปนิสัยจึงได้ตรัสถามปัญหาก่อน แล้วท้าวปหาราทะจอมอสูรจึงได้ทูลถามคำถามกลับที่หลัง เป็นลักษณะการอุปมาอุปไมยระหว่างสิ่งที่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยินดีของเหล่าอสูรในมหาสมุทร อุปไมยกับธรรมที่น่าอัศจรรย์ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วต่างพากันยินดี โดยมีลักษณะอุปมาอุปไมยดังนี้</p><p><br></p><ol><li>มหาสมุทรต่ำ-ลาด-ลึกลงไปโดยลำดับ =&gt; ธรรมวินัยนี้มีการศึกษา-มีการบำเพ็ญ-มีการปฏิบัติไปตามลำดับไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที</li><li>มหาสมุทรมีปกติคงที่ ไม่ล้นฝั่ง =&gt;สาวกทั้งหลายย่อมไม่ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้</li><li>มหาสมุทรไม่อยู่ร่วมกับซากศพ =&gt; บุคคลใดมีธรรมเลวทรามเป็นเหมือนหยากเยื่อ สงฆ์ก็ไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น</li><li>แม่น้ำทุกสายไหลรวมสู่มหาสมุทรเดียวกัน =&gt;&nbsp;จะอยู่วรรณะไหนเมื่อออกบวชมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้วมีชื่อรวมเรียกว่า<strong> ‘สมณศากยบุตร’ </strong>ทั้งสิ้น</li><li>แม่น้ำหรือสายฝนก็ไม่ทำให้มหาสมุทรพร่องหรือเต็มได้ =&gt; การปรินิพพาน ( ดับขันธ์ ) ของภิกษุไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้</li><li>มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม =&gt;&nbsp;ธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติรส</li><li>มหาสมุทรมีรัตนะมาก =&gt; สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8</li><li>มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ =&gt; อริยสาวกในธรรมวินัยนี้</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกายอัฏฐกนิบาต มหาวรรค</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ม้าอาชาไนย ม้าแกลบ [6802-6t]</title>
			<itunes:title>ม้าอาชาไนย ม้าแกลบ [6802-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Jan 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67812167ec40818e0b5696d2/media.mp3" length="26259087" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67812167ec40818e0b5696d2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67812167ec40818e0b5696d2</link>
			<acast:episodeId>67812167ec40818e0b5696d2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmMs9lyu+rm4sMe7wZd8+7eu9ooaK8PLWNPslKxkiLe3iJ3qQUMsgf9agvq+/rKhu9NLckc/uru3pLZOribyLXl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า <strong>ความเป็นพหูสูตจึงสำคัญต่อเด็กอย่างมาก</strong> หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เองก็ควรที่จะให้ความสนใจในการศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ</p><br><p>ตอบคำถามของท่านผู้ฟังจากตอน<strong> </strong>“สมณะแกลบ” ที่ออกอากาศไป โดยกล่าวถึงการนับข้อธรรมใน “การัณฑวสูตร”<strong> </strong>ให้ได้ครบ 8 ข้อนั้น ให้ลองสังเกตจากการอ่านทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติมอาจจะเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เห็น และอีกหนึ่งคำถามที่ถามว่า<strong> </strong>“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราโดนลาภสักการะเล่นงานเข้าแล้ว” <strong>ให้เราหมั่นเตือนตนด้วยตนและการมีกัลยาณมิตรที่ดีจะคอยช่วยเตือนกันและกัน</strong></p><br><p>เรื่องราวใน 2 พระสูตรแรก เป็นการนำเอาม้าอาชาไนยและม้าแกลบมาเปรียบเทียบกับบุคคลผู้เป็นอาชาไนยหรือบุคคลกระจอก โดยใน <strong>ข้อที่#13_อัสสาชานิยสูตรว่าด้วยม้าอาชาไนย </strong>มีใจความอุปมาอุปไมยดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์มีกำเนิดดีทั้งฝ่ายแม่ม้าและพ่อม้า อุปไมยกับ =&gt; บุคคลผู้มีศีลดี</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กินหญ้าที่เขาให้อย่างเรียบร้อยไม่เรี่ยราด =&gt; ฉันโภชนะที่เขาถวายโดยเคารพไม่รังเกียจ</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รังเกียจที่จะนอนทับอุจจาระหรือปัสสาวะ =&gt; รังเกียจกาย วาจา ใจทุจริต ตลอดถึงรังเกียจบาปอกุศลธรรมต่าง ๆ</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมกันเป็นสุข =&gt; เป็นผู้สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมกันเป็นสุข</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เปิดเผยความโอ้อวด ความพยศคดโกงแก่นายสารถี =&gt; เปิดเผยความไม่ดีของตนแก่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีตามความเป็นจริง</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายสารถีปราบความโอ้อวด ความพยศของมันได้ =&gt; พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีพยายามช่วยกันกำจัดความโอ้อวดความคดโกงเหล่านั้นของเธอได้</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์ลากภาระไปได้ =&gt; เป็นผู้ศึกษา คือ ใฝ่ใจจะศึกษา</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์มีกำลัง =&gt; เป็นผู้ปรารภความเพียร (ด้วยองค์ 4 คือ หนัง เอ็น กระดูก เนื้อ และเลือด)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #14_อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก</strong> มีใจความอุปมาอุปไมยดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถูกนายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ แต่กลับถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง =&gt; อำพรางอาบัติไว้ เพราะระลึกไม่ได้</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..แต่กลับหกหลัง ดัดทูบให้หัก =&gt; ถูกโจทก์ด้วยอาบัติแต่โต้ตอบภิกษุผู้เป็นโจทก์ว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะมากล่าวโจทก์</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ =&gt; โจทก์กลับด้วยอาบัติเดียวกัน</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..เดินผิดทาง ทำให้รถไปผิดทาง =&gt; พูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..เชิดกายส่วนหน้า เผ่นขึ้นไป =&gt; แสดงอาการไม่เคารพในหมู่สงฆ์</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ไม่คำนึงถึงประตัก กัดบังเหียน หลีกไปตามความประสงค์ =&gt;ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ทั้งที่มีอาบัติติดตัวอยู่กลับหลีกหนีไป</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ไม่ก้าวไป ไม่ถอยหลัง ยืนทื่ออยู่เหมือนเสาเขื่อน =&gt; กล่าวว่าตนไม่อาบัติแล้วใช้ความนิ่งทำให้สงฆ์ลำบาก</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ลงหมอบทับเท้าทั้ง 4 อยู่ที่ตรงนั้น =&gt; ไม่ยอมรับการกล่าวโจทก์แล้วบอกคืนสิกขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #15_มลสูตร ว่าด้วยมลทิน</strong> (ความมัวหมอง)</p><br><p>“มนตร์ มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>เรือน มีความไม่ขยันหมั่นเพียรเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผิวพรรณ มีความเกียจคร้านเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผู้รักษา มีความประมาทเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>สตรี มีความประพฤติชั่วเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผู้ให้ มีความตระหนี่เป็นมลทิน&nbsp;</p><p>บาปธรรม เป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><p>มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้นคือ..อวิชชา”</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ เด็กในวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า <strong>ความเป็นพหูสูตจึงสำคัญต่อเด็กอย่างมาก</strong> หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เองก็ควรที่จะให้ความสนใจในการศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ</p><br><p>ตอบคำถามของท่านผู้ฟังจากตอน<strong> </strong>“สมณะแกลบ” ที่ออกอากาศไป โดยกล่าวถึงการนับข้อธรรมใน “การัณฑวสูตร”<strong> </strong>ให้ได้ครบ 8 ข้อนั้น ให้ลองสังเกตจากการอ่านทบทวนหรือศึกษาเพิ่มเติมอาจจะเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เห็น และอีกหนึ่งคำถามที่ถามว่า<strong> </strong>“เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราโดนลาภสักการะเล่นงานเข้าแล้ว” <strong>ให้เราหมั่นเตือนตนด้วยตนและการมีกัลยาณมิตรที่ดีจะคอยช่วยเตือนกันและกัน</strong></p><br><p>เรื่องราวใน 2 พระสูตรแรก เป็นการนำเอาม้าอาชาไนยและม้าแกลบมาเปรียบเทียบกับบุคคลผู้เป็นอาชาไนยหรือบุคคลกระจอก โดยใน <strong>ข้อที่#13_อัสสาชานิยสูตรว่าด้วยม้าอาชาไนย </strong>มีใจความอุปมาอุปไมยดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์มีกำเนิดดีทั้งฝ่ายแม่ม้าและพ่อม้า อุปไมยกับ =&gt; บุคคลผู้มีศีลดี</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กินหญ้าที่เขาให้อย่างเรียบร้อยไม่เรี่ยราด =&gt; ฉันโภชนะที่เขาถวายโดยเคารพไม่รังเกียจ</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รังเกียจที่จะนอนทับอุจจาระหรือปัสสาวะ =&gt; รังเกียจกาย วาจา ใจทุจริต ตลอดถึงรังเกียจบาปอกุศลธรรมต่าง ๆ</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมกันเป็นสุข =&gt; เป็นผู้สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมกันเป็นสุข</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เปิดเผยความโอ้อวด ความพยศคดโกงแก่นายสารถี =&gt; เปิดเผยความไม่ดีของตนแก่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีตามความเป็นจริง</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายสารถีปราบความโอ้อวด ความพยศของมันได้ =&gt; พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีพยายามช่วยกันกำจัดความโอ้อวดความคดโกงเหล่านั้นของเธอได้</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์ลากภาระไปได้ =&gt; เป็นผู้ศึกษา คือ ใฝ่ใจจะศึกษา</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นสัตว์มีกำลัง =&gt; เป็นผู้ปรารภความเพียร (ด้วยองค์ 4 คือ หนัง เอ็น กระดูก เนื้อ และเลือด)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #14_อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก</strong> มีใจความอุปมาอุปไมยดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถูกนายสารถีสั่งว่า ‘เดินไป’ แต่กลับถอยหลัง ดันรถให้กลับหลัง =&gt; อำพรางอาบัติไว้ เพราะระลึกไม่ได้</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..แต่กลับหกหลัง ดัดทูบให้หัก =&gt; ถูกโจทก์ด้วยอาบัติแต่โต้ตอบภิกษุผู้เป็นโจทก์ว่าไม่มีคุณสมบัติที่จะมากล่าวโจทก์</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ยกขาขึ้นตะกุยงอนรถ ถีบงอนรถ =&gt; โจทก์กลับด้วยอาบัติเดียวกัน</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..เดินผิดทาง ทำให้รถไปผิดทาง =&gt; พูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่อง แสดงอาการโกรธ ขัดเคือง</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..เชิดกายส่วนหน้า เผ่นขึ้นไป =&gt; แสดงอาการไม่เคารพในหมู่สงฆ์</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ไม่คำนึงถึงประตัก กัดบังเหียน หลีกไปตามความประสงค์ =&gt;ไม่เอื้อเฟื้อสงฆ์ ทั้งที่มีอาบัติติดตัวอยู่กลับหลีกหนีไป</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ไม่ก้าวไป ไม่ถอยหลัง ยืนทื่ออยู่เหมือนเสาเขื่อน =&gt; กล่าวว่าตนไม่อาบัติแล้วใช้ความนิ่งทำให้สงฆ์ลำบาก</p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;..ลงหมอบทับเท้าทั้ง 4 อยู่ที่ตรงนั้น =&gt; ไม่ยอมรับการกล่าวโจทก์แล้วบอกคืนสิกขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #15_มลสูตร ว่าด้วยมลทิน</strong> (ความมัวหมอง)</p><br><p>“มนตร์ มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>เรือน มีความไม่ขยันหมั่นเพียรเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผิวพรรณ มีความเกียจคร้านเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผู้รักษา มีความประมาทเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>สตรี มีความประพฤติชั่วเป็นมลทิน&nbsp;</p><p>ผู้ให้ มีความตระหนี่เป็นมลทิน&nbsp;</p><p>บาปธรรม เป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><p>มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้นคือ..อวิชชา”</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระพุทธเจ้าทรงแก้ข้อสงสัยของเวรัญชพราหมณ์ [6801-6t] </title>
			<itunes:title>พระพุทธเจ้าทรงแก้ข้อสงสัยของเวรัญชพราหมณ์ [6801-6t] </itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Jan 2025 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/677809aea1ad7348eb8f79ce/media.mp3" length="25756615" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">677809aea1ad7348eb8f79ce</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/677809aea1ad7348eb8f79ce</link>
			<acast:episodeId>677809aea1ad7348eb8f79ce</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkUZZXPm+ZzzE0UIp6benzPKGWbfYqElpFSnFHnyZp4jI2Ts22nbthPq4xVD3pmtPJb3HTwDlbPCSkI619Jw3pv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เรื่องราวทั้ง 2 พระสูตรนี้ เป็นรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงได้กล่าวแก้ถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาจากพวกอัญเดียรถีย์ โดยได้ทรงแสดงไว้ กับเวรัญชพราหมณ์ใน&nbsp;<strong>เวรัญชสูตร</strong>&nbsp;และสีหเสนาบดีใน&nbsp;<strong>สีหสูตร</strong>&nbsp;ซึ่งมีเนื้อหาถึง 8 ประการด้วยกัน</p><br><p>โดยในข้อที่&nbsp;<strong>#11_เวรัญชสูตร&nbsp;</strong>เวรัญชพราหมณ์ได้เข้ามากราบทูลถามถึงข้อสงสัยในแต่ละประเด็นและพระองค์ก็ได้ทรงตรัสแก้ข้อสงสัยเหล่านั้นแก่เวรัญชพราหมณ์ โดยมีประเด็นที่กล่าวถึงดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระพุทธเจ้า<strong><em>เป็นคนไม่มีรส</em></strong>&nbsp;(สัมมาคารวะ) ทรงตรัสแก้ว่า “จริงอยู่ เพราะเราละรสคือรูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะได้หมดสิ้น”</p><p><em>2.</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ไม่มีสมบัติ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะตถาคตละสมบัติคือรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะได้หมดสิ้น”</em></p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>สอนไม่ให้ทำ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราสอนไม่ให้ทำกาย-วาจา-ใจทุจริต และไม่ให้ทำบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p><em>4.</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>สอนให้ทำลาย</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราสอนให้ทำลายราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างรังเกียจ&nbsp;</em></strong>..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราช่างรังเกียจกาย-วาจา-ใจทุจริต และรังเกียจบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างกำจัด</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างเผาผลาญ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเรากล่าวถึงบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ กาย-วาจา-ใจทุจริตว่าเป็นสิ่งที่ควรเผาผลาญ”</em></p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราเรียกคนที่ละการอยู่ในครรภ์ และการเกิดใหม่ได้หมดสิ้นว่า เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด”</em></p><br><p>ข้อที่<strong>&nbsp;#12_สีหสูตร</strong>&nbsp;สีหเสนาบดีได้ยินคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากพวกเจ้าลิจฉวีจึงปราถนาจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และเพราะตนเป็นสาวกของพวกนิครนถ์ จึงถูกนิครนถ์ นาฏบุตรห้ามไว้ถึง 2 ครั้ง และในครั้งที่ 3 ก็ไปเข้าเฝ้าได้สำเร็จ จึงได้สอบถามถึงข้อสงสัยที่ว่า&nbsp;<strong><em>“ พระสมณโคดมเป็นผู้สอนไม่ให้</em>ทำ&nbsp;<em>มีข้อเท็จจริงอย่างไร ? ”</em></strong>แล้วพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงธรรมตรัสแก้ข้อกล่าวหาที่มีนัยยะใกล้เคียงกับเวรัญชสูตรแต่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ แล้วหลังจากที่สีหเสนาบดีได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ประกาศตนเป็นอุบาสกแต่ด้วยตนเป็นบุคคลมีชื่อเสียงพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้สีหเสนาบดีคิดทบทวนให้ดีเสียก่อน แต่ด้วยความปลื้มปิติที่มีจึงได้ประกาศตนถึง 3 ครั้งด้วยกัน และพระองค์ก็ได้ทรงแสดง<strong>อนุปุพพีกถา</strong>และ<strong>สามุกกังสิกเทศนา</strong>(อริยสัจ 4)แก่สีหเสนาบดีจนได้บรรลุเป็นโสดาบัน</p><br><p><strong>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เรื่องราวทั้ง 2 พระสูตรนี้ เป็นรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงได้กล่าวแก้ถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาจากพวกอัญเดียรถีย์ โดยได้ทรงแสดงไว้ กับเวรัญชพราหมณ์ใน&nbsp;<strong>เวรัญชสูตร</strong>&nbsp;และสีหเสนาบดีใน&nbsp;<strong>สีหสูตร</strong>&nbsp;ซึ่งมีเนื้อหาถึง 8 ประการด้วยกัน</p><br><p>โดยในข้อที่&nbsp;<strong>#11_เวรัญชสูตร&nbsp;</strong>เวรัญชพราหมณ์ได้เข้ามากราบทูลถามถึงข้อสงสัยในแต่ละประเด็นและพระองค์ก็ได้ทรงตรัสแก้ข้อสงสัยเหล่านั้นแก่เวรัญชพราหมณ์ โดยมีประเด็นที่กล่าวถึงดังนี้</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พระพุทธเจ้า<strong><em>เป็นคนไม่มีรส</em></strong>&nbsp;(สัมมาคารวะ) ทรงตรัสแก้ว่า “จริงอยู่ เพราะเราละรสคือรูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะได้หมดสิ้น”</p><p><em>2.</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ไม่มีสมบัติ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะตถาคตละสมบัติคือรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะได้หมดสิ้น”</em></p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>สอนไม่ให้ทำ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราสอนไม่ให้ทำกาย-วาจา-ใจทุจริต และไม่ให้ทำบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p><em>4.</em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>สอนให้ทำลาย</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราสอนให้ทำลายราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างรังเกียจ&nbsp;</em></strong>..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราช่างรังเกียจกาย-วาจา-ใจทุจริต และรังเกียจบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างกำจัด</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ และบาปอกุศลธรรมต่างๆ”</em></p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>ช่างเผาผลาญ</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเรากล่าวถึงบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ กาย-วาจา-ใจทุจริตว่าเป็นสิ่งที่ควรเผาผลาญ”</em></p><p>8.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong><em>เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด</em></strong>&nbsp;..แก้ว่า&nbsp;<em>“จริงอยู่ เพราะเราเรียกคนที่ละการอยู่ในครรภ์ และการเกิดใหม่ได้หมดสิ้นว่า เป็นคนไม่ผุดไม่เกิด”</em></p><br><p>ข้อที่<strong>&nbsp;#12_สีหสูตร</strong>&nbsp;สีหเสนาบดีได้ยินคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากพวกเจ้าลิจฉวีจึงปราถนาจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และเพราะตนเป็นสาวกของพวกนิครนถ์ จึงถูกนิครนถ์ นาฏบุตรห้ามไว้ถึง 2 ครั้ง และในครั้งที่ 3 ก็ไปเข้าเฝ้าได้สำเร็จ จึงได้สอบถามถึงข้อสงสัยที่ว่า&nbsp;<strong><em>“ พระสมณโคดมเป็นผู้สอนไม่ให้</em>ทำ&nbsp;<em>มีข้อเท็จจริงอย่างไร ? ”</em></strong>แล้วพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงธรรมตรัสแก้ข้อกล่าวหาที่มีนัยยะใกล้เคียงกับเวรัญชสูตรแต่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการ แล้วหลังจากที่สีหเสนาบดีได้ฟังธรรมแล้วก็ได้ประกาศตนเป็นอุบาสกแต่ด้วยตนเป็นบุคคลมีชื่อเสียงพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้สีหเสนาบดีคิดทบทวนให้ดีเสียก่อน แต่ด้วยความปลื้มปิติที่มีจึงได้ประกาศตนถึง 3 ครั้งด้วยกัน และพระองค์ก็ได้ทรงแสดง<strong>อนุปุพพีกถา</strong>และ<strong>สามุกกังสิกเทศนา</strong>(อริยสัจ 4)แก่สีหเสนาบดีจนได้บรรลุเป็นโสดาบัน</p><br><p><strong>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ส่งท้ายปี 67- นำธรรมมาทบทวน [6752-6t]</title>
			<itunes:title>ส่งท้ายปี 67- นำธรรมมาทบทวน [6752-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Dec 2024 21:15:12 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/676f18e1310557bf4fec1e20/media.mp3" length="28135716" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">676f18e1310557bf4fec1e20</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/676f18e1310557bf4fec1e20</link>
			<acast:episodeId>676f18e1310557bf4fec1e20</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnxUoiIHX4bYsqyXhwDrNsZblB7M2+3xb+f+aOgdPJ32GqP4hDqX0VCP+2nmXvS2gUQZGxiixvjAYw1tj8aoytG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ทบทวนหมวดธรรม 7 ประการ (สัตตกนิบาต) ในปี 2567 </strong></p><p>#15_อุทกูปมาสูตร อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบคนตกน้ำกับบุคคล 7 จำพวก โดยไล่ตามลำดับตั้งแต่ปุถุชนไปจนถึงอริยบุคคลประเภทต่างๆ</p><p>#16_อนิจจานุปัสสีสูตร กล่าวถึงอนาคามี 7 ประเภท</p><p>#วัชชิสัตตกวรรค เป็นเรื่องราวของชาวเมืองวัชชี (พวกเจ้าลิจฉวี) ในกรุงเวสาลี และพระเจ้าอชาตศัตรูกับวัสสการพราหมณ์ในแคว้นมคธ โดยได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ชาวเมืองวัชชีถือปฏิบัติกันมาได้แก่ อปริหานิยธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียว โดยได้แสดงไว้หลายนัยยะด้วยกัน</p><p>#30_วิปัตติสูตร_#31_ปราภวสูตร ว่าด้วยวิบัติและสมบัติของอุบาสก ความวิบัติหรือสมบัตินี้หมายถึงความเสื่อมหรือความเจริญของคุณธรรมนั่นเอง</p><p>#36_#37_ปฐม_ทุติยมิตตสูตร ว่าด้วยองค์แห่งมิตร-เพื่อนที่ควรเสพคบหามี 7 ประการ</p><p>#40_#41_ปฐม_ทุติยวสสูตร ธรรมที่เป็นเหตุให้มีอำนาจเหนือจิต ไม่ให้จิตไปตามอำนาจของผัสสะที่มากระทบ การฝึกจิตให้มีกำลังด้วยการทำสมาธิให้มีความชำนาญในขั้นต่างๆ</p><p>#44_สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตร ว่าด้วยวิญญาณฐิติ 7 ประการ (ฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ) และ #45_สมาธิปริกขารสูตร ว่าด้วยบริขารแห่งสมาธิ (มรรค 7 ประการแรก) เมื่อสมาธิมีกำลังจะสามารถแยกจิตออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณได้</p><p>#46_#47_ปฐม_ทุติยอัคคิสูตร ไฟ และ การบูชายัญ</p><p>#48_#49_ปฐม_ทุติยสัญญาสูตร สัญญา 7 ประการที่ทำให้จิตหลุดพ้นได้</p><p>#50_เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค ปรารภเพศตรงข้าม / #52_ทานมหัปผลสูตร ทานที่ให้ผลมาก</p><p>#53_นันทมาตาสูตร / #57_สีหเสนาปติสูตร / #61_ปลายมานสูตร ว่าด้วยอุบายแก้ความง่วง&nbsp;</p><p>#63_ภริยาสูตร ภรรยา 7 จำพวก / #64_โกธนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ / #66_ สัตตสุริยสูตร ว่าด้วยดวงอาทิตย์ 7 ดวง / #67_นคโรปมสูตร ว่าด้วยธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร / #71_ภาวนาสูตร ว่าด้วยภาวนา / #72_อัคคิกขันโธปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ทบทวนหมวดธรรม 7 ประการ (สัตตกนิบาต) ในปี 2567 </strong></p><p>#15_อุทกูปมาสูตร อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบคนตกน้ำกับบุคคล 7 จำพวก โดยไล่ตามลำดับตั้งแต่ปุถุชนไปจนถึงอริยบุคคลประเภทต่างๆ</p><p>#16_อนิจจานุปัสสีสูตร กล่าวถึงอนาคามี 7 ประเภท</p><p>#วัชชิสัตตกวรรค เป็นเรื่องราวของชาวเมืองวัชชี (พวกเจ้าลิจฉวี) ในกรุงเวสาลี และพระเจ้าอชาตศัตรูกับวัสสการพราหมณ์ในแคว้นมคธ โดยได้กล่าวถึงหลักธรรมที่ชาวเมืองวัชชีถือปฏิบัติกันมาได้แก่ อปริหานิยธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียว โดยได้แสดงไว้หลายนัยยะด้วยกัน</p><p>#30_วิปัตติสูตร_#31_ปราภวสูตร ว่าด้วยวิบัติและสมบัติของอุบาสก ความวิบัติหรือสมบัตินี้หมายถึงความเสื่อมหรือความเจริญของคุณธรรมนั่นเอง</p><p>#36_#37_ปฐม_ทุติยมิตตสูตร ว่าด้วยองค์แห่งมิตร-เพื่อนที่ควรเสพคบหามี 7 ประการ</p><p>#40_#41_ปฐม_ทุติยวสสูตร ธรรมที่เป็นเหตุให้มีอำนาจเหนือจิต ไม่ให้จิตไปตามอำนาจของผัสสะที่มากระทบ การฝึกจิตให้มีกำลังด้วยการทำสมาธิให้มีความชำนาญในขั้นต่างๆ</p><p>#44_สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตร ว่าด้วยวิญญาณฐิติ 7 ประการ (ฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ) และ #45_สมาธิปริกขารสูตร ว่าด้วยบริขารแห่งสมาธิ (มรรค 7 ประการแรก) เมื่อสมาธิมีกำลังจะสามารถแยกจิตออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณได้</p><p>#46_#47_ปฐม_ทุติยอัคคิสูตร ไฟ และ การบูชายัญ</p><p>#48_#49_ปฐม_ทุติยสัญญาสูตร สัญญา 7 ประการที่ทำให้จิตหลุดพ้นได้</p><p>#50_เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค ปรารภเพศตรงข้าม / #52_ทานมหัปผลสูตร ทานที่ให้ผลมาก</p><p>#53_นันทมาตาสูตร / #57_สีหเสนาปติสูตร / #61_ปลายมานสูตร ว่าด้วยอุบายแก้ความง่วง&nbsp;</p><p>#63_ภริยาสูตร ภรรยา 7 จำพวก / #64_โกธนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ / #66_ สัตตสุริยสูตร ว่าด้วยดวงอาทิตย์ 7 ดวง / #67_นคโรปมสูตร ว่าด้วยธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร / #71_ภาวนาสูตร ว่าด้วยภาวนา / #72_อัคคิกขันโธปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมณะแกลบ [6751-6t]</title>
			<itunes:title>สมณะแกลบ [6751-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Dec 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67659df1a977962b2ec5d0b6/media.mp3" length="26762392" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67659df1a977962b2ec5d0b6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67659df1a977962b2ec5d0b6</link>
			<acast:episodeId>67659df1a977962b2ec5d0b6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl7LsLvIzE8w1uV5IKQRHllTlYyT8yTcPyXF7SmmqpjR67aEPtrgBf5ppwjAy0hu/54DOInu7q2nkUN0y7Jg2IB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#9_นันทสูตร_ว่าด้วยพระนันทะ </strong>พระนันทเถระ มีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ท่านออกบวชในวันที่ท่านจะอภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี ท่านบวชเพราะความจำใจ จึงไม่ได้มีความตั้งใจในการที่ปฏิบัติธรรมและมีความกระสันใคร่อยากจะลาสิกขาอยู่เสมอ แต่ด้วยอุบายของพระพุทธเจ้าและความละอายต่อคำว่า <strong>“บวชเพราะรับจ้าง” </strong>ท่านจึงได้สติแล้วตั้งใจบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหันต์และได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในด้าน <strong>“ผู้ทรงอินทรีย์สังวร”</strong></p><br><p>ในนันทสูตรนี้ได้ยกถึงสมญานามของท่านนันทะไว้ 4 อย่าง ได้แก่ กุลบุตร (ชาติตระกูลดี), ผู้มีกำลัง, ผู้น่ารัก (รูปงาม), ผู้มีราคะจัด และได้ยกถึงหลักธรรม 4 ประการที่เมื่อพระนันทะปฏิบัติแล้วจะเข้าถึงบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่งพรหมจรรย์ได้ หลักธรรม 4 ประการได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ (ในบริบทนี้ให้ดูทิศ), การรู้ประมาณในการบริโภค, ประกอบความเพียรเครื่องตื่น (ดับนิวรณ์), มีสติสัมปชัญญะ (เห็นการเกิด-ดับในเวทนา สัญญา และสังขาร)</p><p>&nbsp;</p><p><em>“เรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด จิตที่ยังมิได้อบรมให้ดี ก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงได้&nbsp;ส่วนเรือนที่มุงดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด จิตที่อบรมดีแล้วก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงไม่ได้”</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>#10_การัณฑวสูตร_ว่าด้วยสมณะหยากเยื่อ</strong> การกล่าวถึงวิธีการที่จะปฏิบัติกับภิกษุผู้ปกปิดอาบัติของตน (วิธีการที่พระใช้ลงโทษพระ) โดยได้อุปมาอุปไมยเปรียบด้วย หญ้าที่ทำลายต้นข้าว, การฝัดข้าวเปลือกเม็ดลีบ, ต้นไม้ที่เป็นโพลงเสียโดยให้กำจัดออกเสีย เปรียบเทียบกับภิกษุเมื่อทำผิดก็ต้องรับผิดไปตามบทวินัยเพื่อรักษาหมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและความเจริญงดงามแห่งพระศาสนา</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#9_นันทสูตร_ว่าด้วยพระนันทะ </strong>พระนันทเถระ มีศักดิ์เป็นน้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ท่านออกบวชในวันที่ท่านจะอภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี ท่านบวชเพราะความจำใจ จึงไม่ได้มีความตั้งใจในการที่ปฏิบัติธรรมและมีความกระสันใคร่อยากจะลาสิกขาอยู่เสมอ แต่ด้วยอุบายของพระพุทธเจ้าและความละอายต่อคำว่า <strong>“บวชเพราะรับจ้าง” </strong>ท่านจึงได้สติแล้วตั้งใจบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหันต์และได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในด้าน <strong>“ผู้ทรงอินทรีย์สังวร”</strong></p><br><p>ในนันทสูตรนี้ได้ยกถึงสมญานามของท่านนันทะไว้ 4 อย่าง ได้แก่ กุลบุตร (ชาติตระกูลดี), ผู้มีกำลัง, ผู้น่ารัก (รูปงาม), ผู้มีราคะจัด และได้ยกถึงหลักธรรม 4 ประการที่เมื่อพระนันทะปฏิบัติแล้วจะเข้าถึงบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่งพรหมจรรย์ได้ หลักธรรม 4 ประการได้แก่ การสำรวมอินทรีย์ (ในบริบทนี้ให้ดูทิศ), การรู้ประมาณในการบริโภค, ประกอบความเพียรเครื่องตื่น (ดับนิวรณ์), มีสติสัมปชัญญะ (เห็นการเกิด-ดับในเวทนา สัญญา และสังขาร)</p><p>&nbsp;</p><p><em>“เรือนที่มุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ฉันใด จิตที่ยังมิได้อบรมให้ดี ก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงได้&nbsp;ส่วนเรือนที่มุงดี ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด จิตที่อบรมดีแล้วก็ฉันนั้น ราคะย่อมเสียดแทงไม่ได้”</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>#10_การัณฑวสูตร_ว่าด้วยสมณะหยากเยื่อ</strong> การกล่าวถึงวิธีการที่จะปฏิบัติกับภิกษุผู้ปกปิดอาบัติของตน (วิธีการที่พระใช้ลงโทษพระ) โดยได้อุปมาอุปไมยเปรียบด้วย หญ้าที่ทำลายต้นข้าว, การฝัดข้าวเปลือกเม็ดลีบ, ต้นไม้ที่เป็นโพลงเสียโดยให้กำจัดออกเสีย เปรียบเทียบกับภิกษุเมื่อทำผิดก็ต้องรับผิดไปตามบทวินัยเพื่อรักษาหมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและความเจริญงดงามแห่งพระศาสนา</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อยู่เหนือโลกธรรมแปด [6750-6t]</title>
			<itunes:title>อยู่เหนือโลกธรรมแปด [6750-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Dec 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/675c6f007e8c28e6aa364930/media.mp3" length="26247523" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">675c6f007e8c28e6aa364930</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/675c6f007e8c28e6aa364930</link>
			<acast:episodeId>675c6f007e8c28e6aa364930</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmW13c20MK8+4ffTMo21Dn7aWrRNbbC+wnQYgHjA3et2xeGU0XTbv3prdOiWX5qW6rH6PnflFrACHH9w2RwGbVx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>โลกธรรม 8 เป็นสิ่งที่มีปรากฎอยู่บนโลกและอยู่คู่กับโลกเป็นธรรมดา มีลักษณะครอบงำสัตว์โลกให้ยินดีหรือยินร้ายไปตามกระแสของโลก ประกอบด้วย 8 ประการ ได้แก่ 1) ลาภ&nbsp;2) เสื่อมลาภ&nbsp;3) ยศ&nbsp;4) เสื่อมยศ&nbsp;5) นินทา&nbsp;6) สรรเสริญ&nbsp;7) สุข&nbsp;8) ทุกข์ โดยใน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#5_ปฐมโลกธัมมสูตร_ว่าด้วยโลกธรรม สูตรที่ 1</strong> ในคาถาท้ายพระสูตรได้กล่าวถึง โลกธรรม 8 เป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่ในมนุษย์ ล้วนมีความไม่เที่ยง ผู้ใดมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่ยึดถือหรือยินดียินร้ายไปตาม จิตจึงไม่ถูกโลกธรรมย่ำยี่หรือครอบงำ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#6_ทุติยโลกธัมมสูตร_ว่าด้วยโลกธรรม สูตรที่ 2</strong> มีความหมายเดียวกันกับพระสูตรที่ 1 แต่ได้ยกอธิบายความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับและอริยสาวกผู้ได้สดับซึ่งจิตของอริยสาวกผู้ได้สดับจะรู้ชัดตามความเป็นจริงจิตจึงไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม 8</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#7_เทวทัตตวิปัตติสูตร_ว่าด้วยวิบัติของพระเทวทัต</strong> ได้ปรารภเทวทัตถูกอสัทธรรม 8 ประการครอบงำจิต จึงต้องไปเกิดในอบาย นรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ เพราะทำสงฆ์ให้แตกกันเป็นอนันตริยกรรม อสัทธรรม 8 ประการได้แก่ ถูกลาภ-ความเสื่อมลาภ ยศ-ความเสื่อมยศ การสักการะ-เสื่อมสักการะ ปรารถนาชั่วและมีมิตรชั่วครอบงำจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#8_อุตตรวิปัตติสูตร_ว่าด้วยพระอุตตระแสดงธรรมเรื่องวิบัติ </strong>ข้อธรรมเหมือนกับเทวทัตตวิปัตติสูตร แต่เป็นเรื่องราวของท่านพระอุตตระได้แสดงธรรมถึงความวิบัติและสมบัติโดยได้ยกเคสของพระเทวทัตที่วิบัติเพราะถูกอสัทธรรม 8 ประการครอบงำจิต</p><br><p><strong><em>*ประเด็น </em></strong><em>ความวิบัติหรือสมบัติไม่ได้ดูจาก สุข หรือ ทุกข์ แต่ดูได้จากเมื่ออยู่กับโลกธรรมแล้วเห็นตามความเป็นจริงได้หรือไม่ คือ เห็นสุขหรือทุกข์เป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในโลกธรรมนั้น จิตจะพ้นจะอยู่เหนือโลกธรรม</em></p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>โลกธรรม 8 เป็นสิ่งที่มีปรากฎอยู่บนโลกและอยู่คู่กับโลกเป็นธรรมดา มีลักษณะครอบงำสัตว์โลกให้ยินดีหรือยินร้ายไปตามกระแสของโลก ประกอบด้วย 8 ประการ ได้แก่ 1) ลาภ&nbsp;2) เสื่อมลาภ&nbsp;3) ยศ&nbsp;4) เสื่อมยศ&nbsp;5) นินทา&nbsp;6) สรรเสริญ&nbsp;7) สุข&nbsp;8) ทุกข์ โดยใน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#5_ปฐมโลกธัมมสูตร_ว่าด้วยโลกธรรม สูตรที่ 1</strong> ในคาถาท้ายพระสูตรได้กล่าวถึง โลกธรรม 8 เป็นสิ่งธรรมดาที่มีอยู่ในมนุษย์ ล้วนมีความไม่เที่ยง ผู้ใดมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่ยึดถือหรือยินดียินร้ายไปตาม จิตจึงไม่ถูกโลกธรรมย่ำยี่หรือครอบงำ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#6_ทุติยโลกธัมมสูตร_ว่าด้วยโลกธรรม สูตรที่ 2</strong> มีความหมายเดียวกันกับพระสูตรที่ 1 แต่ได้ยกอธิบายความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับและอริยสาวกผู้ได้สดับซึ่งจิตของอริยสาวกผู้ได้สดับจะรู้ชัดตามความเป็นจริงจิตจึงไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม 8</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#7_เทวทัตตวิปัตติสูตร_ว่าด้วยวิบัติของพระเทวทัต</strong> ได้ปรารภเทวทัตถูกอสัทธรรม 8 ประการครอบงำจิต จึงต้องไปเกิดในอบาย นรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ เพราะทำสงฆ์ให้แตกกันเป็นอนันตริยกรรม อสัทธรรม 8 ประการได้แก่ ถูกลาภ-ความเสื่อมลาภ ยศ-ความเสื่อมยศ การสักการะ-เสื่อมสักการะ ปรารถนาชั่วและมีมิตรชั่วครอบงำจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#8_อุตตรวิปัตติสูตร_ว่าด้วยพระอุตตระแสดงธรรมเรื่องวิบัติ </strong>ข้อธรรมเหมือนกับเทวทัตตวิปัตติสูตร แต่เป็นเรื่องราวของท่านพระอุตตระได้แสดงธรรมถึงความวิบัติและสมบัติโดยได้ยกเคสของพระเทวทัตที่วิบัติเพราะถูกอสัทธรรม 8 ประการครอบงำจิต</p><br><p><strong><em>*ประเด็น </em></strong><em>ความวิบัติหรือสมบัติไม่ได้ดูจาก สุข หรือ ทุกข์ แต่ดูได้จากเมื่ออยู่กับโลกธรรมแล้วเห็นตามความเป็นจริงได้หรือไม่ คือ เห็นสุขหรือทุกข์เป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในโลกธรรมนั้น จิตจะพ้นจะอยู่เหนือโลกธรรม</em></p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุให้เป็นที่รัก [6749-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุให้เป็นที่รัก [6749-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Dec 2024 21:00:41 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6753107cc640aa434ca22fb9/media.mp3" length="27451356" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6753107cc640aa434ca22fb9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6753107cc640aa434ca22fb9</link>
			<acast:episodeId>6753107cc640aa434ca22fb9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn1VUBhEmSz+9Yvi45toKxzuPH5Xk5M+CLJrottOZ0kxe3EeHDB5NEiyakcTo9DKzBxxBQhgcVEb0e9ixOBEYWM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#1_เมตตาสูตร_ว่าด้วยอานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุตติ</strong> บุคคลเสพ เจริญ ทำให้มากแล้วซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติ (หมายถึง เมตตาที่เกิดจากจิตที่มีอารมณ์เป็นสมาธิของฌาน 3-4 และมีความพ้นจากนิวรณ์ 5 ประการ) และทำให้เป็นดุจยานแล้ว (ชำนาญ) ย่อมได้อานิสงส์ 8 ประการ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้ายเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟ ยาพิษ หรือศัสตราไม่กล้ำกราย เมื่อยังไม่ถึงอรหัตตผลย่อมเข้าถึงพรหมโลก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#2_ปัญญาสูตร_ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญา</strong> เหตุ 8 ประการที่จะทำให้ได้ปัญญาถึงความเจริญแห่งปัญญา (คำว่า ปัญญา ในที่นี้หมายถึง วิปัสสนา) คือ บุคคลเมื่ออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีแล้วตั้งผู้นั้นไว้ในฐานะครู มีความรักและเคารพอย่างแรงกล้า ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ และได้มีโอกาสเข้าไปเพื่อสอบถามธรรมกับท่านเหล่านั้น เมื่อได้ฟังธรรมแล้วย่อมทำให้เกิดความสงบกายและใจ ถึงความเป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม ไม่พูดติรัจฉานกถา (คือถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน) และเห็นความเกิดขึ้นและดับไปในอุปาทานขันธ์ 5</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#3-4_ปฐม-ทุติยอัปปิยสูตร_ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก</strong> ทั้ง 2 พระสูตรนี้ ว่าด้วยเหตุที่ทำให้ที่รัก เคารพ ยกย่อง ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีข้อธรรมที่สรุปลงเหมือนกันได้ 14 ข้อ คือ ไม่สรรเสริญและไม่ติเตียนผู้เป็นที่รัก ไม่มุ่งหวังลาภสักการะ มีหิริโอตตัปปะ มีความมักน้อย เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่มุ่งชื่อเสียง รู้จักกาล รู้จักประมาณ เป็นคนสะอาด ไม่พูดมาก ไม่ด่าบริภาษเพื่อนพรหมจารี และธรรมที่ทำให้ไม่เป็นที่รัก ฯ มีนัยยะตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#1_เมตตาสูตร_ว่าด้วยอานิสงส์แห่งเมตตาเจโตวิมุตติ</strong> บุคคลเสพ เจริญ ทำให้มากแล้วซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติ (หมายถึง เมตตาที่เกิดจากจิตที่มีอารมณ์เป็นสมาธิของฌาน 3-4 และมีความพ้นจากนิวรณ์ 5 ประการ) และทำให้เป็นดุจยานแล้ว (ชำนาญ) ย่อมได้อานิสงส์ 8 ประการ คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้ายเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟ ยาพิษ หรือศัสตราไม่กล้ำกราย เมื่อยังไม่ถึงอรหัตตผลย่อมเข้าถึงพรหมโลก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#2_ปัญญาสูตร_ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญา</strong> เหตุ 8 ประการที่จะทำให้ได้ปัญญาถึงความเจริญแห่งปัญญา (คำว่า ปัญญา ในที่นี้หมายถึง วิปัสสนา) คือ บุคคลเมื่ออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีแล้วตั้งผู้นั้นไว้ในฐานะครู มีความรักและเคารพอย่างแรงกล้า ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ และได้มีโอกาสเข้าไปเพื่อสอบถามธรรมกับท่านเหล่านั้น เมื่อได้ฟังธรรมแล้วย่อมทำให้เกิดความสงบกายและใจ ถึงความเป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม ไม่พูดติรัจฉานกถา (คือถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน) และเห็นความเกิดขึ้นและดับไปในอุปาทานขันธ์ 5</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#3-4_ปฐม-ทุติยอัปปิยสูตร_ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก</strong> ทั้ง 2 พระสูตรนี้ ว่าด้วยเหตุที่ทำให้ที่รัก เคารพ ยกย่อง ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีข้อธรรมที่สรุปลงเหมือนกันได้ 14 ข้อ คือ ไม่สรรเสริญและไม่ติเตียนผู้เป็นที่รัก ไม่มุ่งหวังลาภสักการะ มีหิริโอตตัปปะ มีความมักน้อย เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่มุ่งชื่อเสียง รู้จักกาล รู้จักประมาณ เป็นคนสะอาด ไม่พูดมาก ไม่ด่าบริภาษเพื่อนพรหมจารี และธรรมที่ทำให้ไม่เป็นที่รัก ฯ มีนัยยะตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กิเลสในลาภสักการะ [6748-6t]</title>
			<itunes:title>กิเลสในลาภสักการะ [6748-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Nov 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/674a15633bd1d4df287f83a3/media.mp3" length="28218910" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">674a15633bd1d4df287f83a3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/674a15633bd1d4df287f83a3</link>
			<acast:episodeId>674a15633bd1d4df287f83a3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk4MaClpeSUSzthbBQ3hmIfGYY1u7qtZEPmehGzCHEvkQ+aRrTNujXP+CkBzvQrbpVbIyKTifSkxjkPnkcSXZ7Z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>รูปสูตร</strong> คนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สารคสูตร </strong>บุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อหิราชสูตร</strong> เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เทวทัตตสูตร</strong> ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้นฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปธานสูตร</strong> ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ คือ สำรวม ละ เจริญ และรักษา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อธัมมิกสูต</strong>ร ธรรม 4 ข้อที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้ง และไม่ตั้งอยู่ในธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>รูปสูตร</strong> คนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สารคสูตร </strong>บุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อหิราชสูตร</strong> เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เทวทัตตสูตร</strong> ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้นฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปธานสูตร</strong> ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ คือ สำรวม ละ เจริญ และรักษา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อธัมมิกสูต</strong>ร ธรรม 4 ข้อที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้ง และไม่ตั้งอยู่ในธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุรุษอาชาไนย [6747-6t]</title>
			<itunes:title>บุรุษอาชาไนย [6747-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Nov 2024 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/673fa658998cf05ebe1ed8d0/media.mp3" length="27828267" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">673fa658998cf05ebe1ed8d0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/673fa658998cf05ebe1ed8d0</link>
			<acast:episodeId>673fa658998cf05ebe1ed8d0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkfWhaL+CqJ+LeUv7RWBgItJAEwDha3PQbIRpDouBx8DTFwrjvaH8qNP3kjC1dknSNKCwNToxwUssf2nVRNEnv3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#107_มูสิกสูตร เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก</strong> โดยเปรียบการ “ขุดรู” ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ “อยู่” ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 ซึ่งบุคคลศึกษาดีแต่ไม่รู้(แจ้ง)ในอริยสัจก็มี และบางประเภทศึกษาน้อยแต่แจ้งในอริยสัจ แล้วมีทั้งที่ศึกษาแล้วทำให้แจ้งอริยสัจด้วยก็มี&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#108_พลิวัททสูตร เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น</strong> คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#109_รุกขสูตร เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง</strong> ซึ่งไม้เนื้อแข็งเป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับคนมีศีล และไม้เนื้ออ่อนเป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับคนไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหน และแวดล้อมด้วยไม้ชนิดใด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#110_อาสีวิสสูตร เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ </strong>เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง พิษแล่น คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก พิษร้าย คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#111_เกสิสูตร เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้า </strong>มีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#112_ชวสูตร คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร</strong> ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#113_ปโตทสูตร ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ</strong> คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้การตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนถึงการตายของตนเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#114_นาคสูตร คุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล</strong> รู้ฟัง: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง รู้ประหาร: รู้จักละอกุศล รู้อดทน: อดทนต่อทุกขเวทนา รู้ไป: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#107_มูสิกสูตร เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก</strong> โดยเปรียบการ “ขุดรู” ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ “อยู่” ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 ซึ่งบุคคลศึกษาดีแต่ไม่รู้(แจ้ง)ในอริยสัจก็มี และบางประเภทศึกษาน้อยแต่แจ้งในอริยสัจ แล้วมีทั้งที่ศึกษาแล้วทำให้แจ้งอริยสัจด้วยก็มี&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#108_พลิวัททสูตร เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น</strong> คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#109_รุกขสูตร เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง</strong> ซึ่งไม้เนื้อแข็งเป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับคนมีศีล และไม้เนื้ออ่อนเป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับคนไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหน และแวดล้อมด้วยไม้ชนิดใด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#110_อาสีวิสสูตร เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ </strong>เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง พิษแล่น คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก พิษร้าย คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#111_เกสิสูตร เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้า </strong>มีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#112_ชวสูตร คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร</strong> ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#113_ปโตทสูตร ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ</strong> คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้การตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนถึงการตายของตนเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#114_นาคสูตร คุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล</strong> รู้ฟัง: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง รู้ประหาร: รู้จักละอกุศล รู้อดทน: อดทนต่อทุกขเวทนา รู้ไป: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัตตกนิบาต - หมวดธรรม 7 ประการ (จบบริบูรณ์) [6746-6t]</title>
			<itunes:title>สัตตกนิบาต - หมวดธรรม 7 ประการ (จบบริบูรณ์) [6746-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Nov 2024 21:00:57 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67378fa82c75e1734b074b0f/media.mp3" length="26323596" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67378fa82c75e1734b074b0f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67378fa82c75e1734b074b0f</link>
			<acast:episodeId>67378fa82c75e1734b074b0f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmWtnVvF2jMRbuPUn19B5vbJppXmIW1Jpwu5NVEKiN7bNS3dt/8CBoOIdBJ7XnaMJtNc2V/4tVOX5wNYx49wH0X]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สมณวรรค หมวดว่าด้วยสมณะ ในวรรคนี้ ข้อที่ 85-92 (1-8) กล่าวถึง <strong>เหตุให้ได้ชื่อว่า “ภิกษุ”</strong> เพราะทำลายธรรม 7 ประการนี้ได้, ได้ชื่อว่า<strong> “สมณะ”</strong> เพราะระงับธรรม..ฯ, ..<strong>“พราหมณ์”</strong> เพราะลอยธรรม..ฯ, ..<strong>“โสตติกกะ”</strong> เพราะธรรม 7 ประการนี้ร้อยรัดไม่ได้, ..<strong>“นหาตกะ”</strong> เพราะล้างธรรม 7 ประการนี้ได้, ..<strong>“เวทคู”</strong> เพราะรู้ธรรม..ฯ, ..<strong>“อริยะ”</strong> เพราะกำจัดธรรม..ฯ, ..<strong>“อรหันต์”</strong> เพราะเป็นผู้ห่างไกลจากธรรม 7 ประการนี้ คือ อะไรบ้าง&nbsp;</p><p><br></p><ol><li>สักกายทิฏฐิ (แก้ด้วย สัมมาทิฏฐิ)</li><li>วิจิกิจฉา (แก้ด้วย ศรัทธา)</li><li>สีลัพพตปรามาส (แก้ด้วย ศีล)</li><li>ราคะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>โทสะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>โมหะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>มานะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li></ol><p><br></p><p>*ใน 8 หัวข้อพระสูตรนี้ คือ ความเป็น “พระอรหันต์” นั่นเอง</p><br><p><strong>ข้อที่ 93 ว่าด้วยอสัทธรรม (เป็นผู้ไม่มีธรรม) </strong>และ <strong>ข้อที่ 94 ว่าด้วยสัทธรรม (เป็นผู้มีธรรม)</strong> ได้แก่ ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, พหูสูต, ปรารภความเพียร, มีสติ. มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อาหุเนยยวรรค หมวดว่าด้วยอาหุไนยบุคคล ในวรรคนี้ ข้อที่ 95-622</strong> กล่าวถึง บุคคล 7 จำพวกที่เป็นอรหันต์และอนาคามีประเภทต่างๆ เป็นผู้พิจารณาเห็น ความไม่เที่ยง.. เป็นทุกข์.. เป็นอนัตตา.. ความสิ้นไป.. ความเสื่อมไป.. ความคลายไป.. ความดับไป.. ความสละคืนในอายตนะภายในและภายนอก ในขันธ์ ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ราคเปยยาล หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น ข้อที่ 623-1132</strong> บุคคลควรเจริญธรรม 7 ประการนี้ เพื่อรู้ยิ่ง ..เพื่อกำหนดรู้ ..เพื่อความสิ้น ..เพื่อละ ..เพื่อความสิ้นไป ..เพื่อความเสื่อมไป ..เพื่อความคลายไป ..เพื่อความดับไป ..เพื่อความสละ ..เพื่อความสละคืนราคะ ..โกธะ (ความโกรธ) ..อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ..มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ..ปลาสะ (ความตีเสมอ) ..อิสสา (ความริษยา) ..มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ..มายา (มารยา) ..สาเถยยะ (ความ โอ้อวด) ..ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ..สารัมภะ (ความแข่งดี) ..มานะ (ความถือตัว) ..อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ..มทะ (ความมัวเมา) ..ปมาทะ (ความประมาท).</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สมณวรรค หมวดว่าด้วยสมณะ ในวรรคนี้ ข้อที่ 85-92 (1-8) กล่าวถึง <strong>เหตุให้ได้ชื่อว่า “ภิกษุ”</strong> เพราะทำลายธรรม 7 ประการนี้ได้, ได้ชื่อว่า<strong> “สมณะ”</strong> เพราะระงับธรรม..ฯ, ..<strong>“พราหมณ์”</strong> เพราะลอยธรรม..ฯ, ..<strong>“โสตติกกะ”</strong> เพราะธรรม 7 ประการนี้ร้อยรัดไม่ได้, ..<strong>“นหาตกะ”</strong> เพราะล้างธรรม 7 ประการนี้ได้, ..<strong>“เวทคู”</strong> เพราะรู้ธรรม..ฯ, ..<strong>“อริยะ”</strong> เพราะกำจัดธรรม..ฯ, ..<strong>“อรหันต์”</strong> เพราะเป็นผู้ห่างไกลจากธรรม 7 ประการนี้ คือ อะไรบ้าง&nbsp;</p><p><br></p><ol><li>สักกายทิฏฐิ (แก้ด้วย สัมมาทิฏฐิ)</li><li>วิจิกิจฉา (แก้ด้วย ศรัทธา)</li><li>สีลัพพตปรามาส (แก้ด้วย ศีล)</li><li>ราคะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>โทสะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>โมหะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li><li>มานะ (แก้ด้วย มรรค 8)</li></ol><p><br></p><p>*ใน 8 หัวข้อพระสูตรนี้ คือ ความเป็น “พระอรหันต์” นั่นเอง</p><br><p><strong>ข้อที่ 93 ว่าด้วยอสัทธรรม (เป็นผู้ไม่มีธรรม) </strong>และ <strong>ข้อที่ 94 ว่าด้วยสัทธรรม (เป็นผู้มีธรรม)</strong> ได้แก่ ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, พหูสูต, ปรารภความเพียร, มีสติ. มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อาหุเนยยวรรค หมวดว่าด้วยอาหุไนยบุคคล ในวรรคนี้ ข้อที่ 95-622</strong> กล่าวถึง บุคคล 7 จำพวกที่เป็นอรหันต์และอนาคามีประเภทต่างๆ เป็นผู้พิจารณาเห็น ความไม่เที่ยง.. เป็นทุกข์.. เป็นอนัตตา.. ความสิ้นไป.. ความเสื่อมไป.. ความคลายไป.. ความดับไป.. ความสละคืนในอายตนะภายในและภายนอก ในขันธ์ ฯลฯ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ราคเปยยาล หมวดธรรมที่ทรงแสดงโดยย่อมีราคะเป็นต้น ข้อที่ 623-1132</strong> บุคคลควรเจริญธรรม 7 ประการนี้ เพื่อรู้ยิ่ง ..เพื่อกำหนดรู้ ..เพื่อความสิ้น ..เพื่อละ ..เพื่อความสิ้นไป ..เพื่อความเสื่อมไป ..เพื่อความคลายไป ..เพื่อความดับไป ..เพื่อความสละ ..เพื่อความสละคืนราคะ ..โกธะ (ความโกรธ) ..อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ..มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ..ปลาสะ (ความตีเสมอ) ..อิสสา (ความริษยา) ..มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ..มายา (มารยา) ..สาเถยยะ (ความ โอ้อวด) ..ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ..สารัมภะ (ความแข่งดี) ..มานะ (ความถือตัว) ..อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ..มทะ (ความมัวเมา) ..ปมาทะ (ความประมาท).</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระวินัยธร [6745-6t]</title>
			<itunes:title>พระวินัยธร [6745-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Nov 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/672e4c9ca42e23dc4bbbb5b9/media.mp3" length="27329917" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">672e4c9ca42e23dc4bbbb5b9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/672e4c9ca42e23dc4bbbb5b9</link>
			<acast:episodeId>672e4c9ca42e23dc4bbbb5b9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlbEVcO93i/Y23vv46qRBhLJhz0jjj/WDjkIIA4oSDoAW12xA8xvuR0LmCLrBEQu2r99dDfmvznh6WxPvV9TUuc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“พระวินัยธร”</strong> คือ ภิกษุผู้ชำนาญในพระวินัยในสิกขาบทต่างๆ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี หรือปัจจุบันเรียกว่า “ตำรวจพระ” ซึ่งตำรวจจำเป็นต้องจะรู้และชำนาญในข้อกฏหมายและตนเองก็ต้องรักษาปฏิบัติตามได้อย่างดีด้วย</p><br><p><strong>ในข้อที่ 75-78 กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นพระวินัยธร</strong> และในข้อที่ 79-82 <strong>ผู้ที่เป็นพระวินัยธรที่สง่างามนั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร</strong> ซึ่งในแต่ละพระสูตรจะมีข้อปฏิบัติที่เหมือนกันและแตกต่างกันเป็นบางข้อ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #83_สัตถุสาสนสูตร </strong>ท่านพระอุบาลีได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงข้อปฏิบัติ (คำสอนของพระศาสดา) เมื่อต้องหลีกเร้นอยู่เพียงผู้เดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #84_อธิกรณสมถสูตร</strong> กล่าวถึง ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ คือวิธีที่จะระงับหรือดับอธิกรณ์</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วินยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“พระวินัยธร”</strong> คือ ภิกษุผู้ชำนาญในพระวินัยในสิกขาบทต่างๆ เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี หรือปัจจุบันเรียกว่า “ตำรวจพระ” ซึ่งตำรวจจำเป็นต้องจะรู้และชำนาญในข้อกฏหมายและตนเองก็ต้องรักษาปฏิบัติตามได้อย่างดีด้วย</p><br><p><strong>ในข้อที่ 75-78 กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นพระวินัยธร</strong> และในข้อที่ 79-82 <strong>ผู้ที่เป็นพระวินัยธรที่สง่างามนั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร</strong> ซึ่งในแต่ละพระสูตรจะมีข้อปฏิบัติที่เหมือนกันและแตกต่างกันเป็นบางข้อ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #83_สัตถุสาสนสูตร </strong>ท่านพระอุบาลีได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงข้อปฏิบัติ (คำสอนของพระศาสดา) เมื่อต้องหลีกเร้นอยู่เพียงผู้เดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #84_อธิกรณสมถสูตร</strong> กล่าวถึง ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ คือวิธีที่จะระงับหรือดับอธิกรณ์</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วินยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สังเวชนียสถาน [6744-6t]</title>
			<itunes:title>สังเวชนียสถาน [6744-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67252d5c4207a844eec69830/media.mp3" length="28282824" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67252d5c4207a844eec69830</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67252d5c4207a844eec69830</link>
			<acast:episodeId>67252d5c4207a844eec69830</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl5IcYDNFVIXzeRf1iSlJnce1KfaCJu6INhbbcQu67BkBxLhadt0pUDrcFMJV5ACucGjGOxoZdauIkFDQjRcOpT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#115_ฐานสูตร_ว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ</strong> จับคู่สิ่งที่ไม่น่าพอใจหรือน่าพอใจ กับทำแล้วเป็นประโยชน์หรือฉิบหาย บัณฑิตจะทราบว่า 2 ส่วนควรทำหรือไม่ควรทำ ดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ในขณะที่คนพาลจะมองได้ไม่ขาดทะลุ ตรงนี้อยู่ที่กำลังจิต เปรียบได้เหมือนการเลือกดื่มน้ำมูตร หรือน้ำหวานพิษ หรือประโยชน์ที่จะได้รับในเวลาต่อมา&nbsp;</p><br><p><strong>#116_อัปปมาทสูตร_ว่าด้วยความไม่ประมาท</strong> เมื่อรู้ 4 ข้อนี้จะไม่เกรงกลัวต่อความตายที่จะมาถึง คือ ละกายวาจาใจทิฏฐิในทางทุจริต และเจริญกายวาจาใจทิฏฐิในทางสุจริต ไม่กลัวเพราะมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ข้อนี้นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>#117_อารักขสูตร_ว่าด้วยสติเครื่องรักษา</strong> เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติได้อย่างน้อยเป็นโสดาบัน&nbsp;</p><br><p><strong>#118_สังเวชนียสูตร_ว่าด้วยสังเวชนียสถาน</strong> คนที่มีศรัทธาเมื่อได้ไปสี่สถานที่นี้แล้วควรเกิดความสังเวช สังเวชในการที่จะต้องรีบกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วนให้เกดความเปลี่ยนแปลง โดยเร่งทำความเพียรตามมรรคแปด&nbsp;</p><br><p><strong>#119_ปฐมภยสูตร_ว่าด้วยภัยภายใน</strong> เป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ได้แก่ ภัยเกิดเพราะความเกิด, ความแก่, ความเจ็บไข้, ความตาย</p><br><p><strong>#120_ทุติยภยสูตร_ว่าด้วยภัยภายนอก</strong> เป็นภัยที่อาจยังช่วยกันได้ ได้แก่ ภัยเกิดจากไฟ, จากน้ำ, จากพระราชา, จากโจรจบเกสิวรรค&nbsp;</p><br><p><strong>#121_อัตตานุวาทสูตร_ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย</strong> ภัย 4 ประการที่ถ้าเรามีหิริโอตัปปะแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวภัยเหล่านี้เลย</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#115_ฐานสูตร_ว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ</strong> จับคู่สิ่งที่ไม่น่าพอใจหรือน่าพอใจ กับทำแล้วเป็นประโยชน์หรือฉิบหาย บัณฑิตจะทราบว่า 2 ส่วนควรทำหรือไม่ควรทำ ดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ในขณะที่คนพาลจะมองได้ไม่ขาดทะลุ ตรงนี้อยู่ที่กำลังจิต เปรียบได้เหมือนการเลือกดื่มน้ำมูตร หรือน้ำหวานพิษ หรือประโยชน์ที่จะได้รับในเวลาต่อมา&nbsp;</p><br><p><strong>#116_อัปปมาทสูตร_ว่าด้วยความไม่ประมาท</strong> เมื่อรู้ 4 ข้อนี้จะไม่เกรงกลัวต่อความตายที่จะมาถึง คือ ละกายวาจาใจทิฏฐิในทางทุจริต และเจริญกายวาจาใจทิฏฐิในทางสุจริต ไม่กลัวเพราะมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ข้อนี้นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>#117_อารักขสูตร_ว่าด้วยสติเครื่องรักษา</strong> เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติได้อย่างน้อยเป็นโสดาบัน&nbsp;</p><br><p><strong>#118_สังเวชนียสูตร_ว่าด้วยสังเวชนียสถาน</strong> คนที่มีศรัทธาเมื่อได้ไปสี่สถานที่นี้แล้วควรเกิดความสังเวช สังเวชในการที่จะต้องรีบกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วนให้เกดความเปลี่ยนแปลง โดยเร่งทำความเพียรตามมรรคแปด&nbsp;</p><br><p><strong>#119_ปฐมภยสูตร_ว่าด้วยภัยภายใน</strong> เป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ได้แก่ ภัยเกิดเพราะความเกิด, ความแก่, ความเจ็บไข้, ความตาย</p><br><p><strong>#120_ทุติยภยสูตร_ว่าด้วยภัยภายนอก</strong> เป็นภัยที่อาจยังช่วยกันได้ ได้แก่ ภัยเกิดจากไฟ, จากน้ำ, จากพระราชา, จากโจรจบเกสิวรรค&nbsp;</p><br><p><strong>#121_อัตตานุวาทสูตร_ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย</strong> ภัย 4 ประการที่ถ้าเรามีหิริโอตัปปะแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวภัยเหล่านี้เลย</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การด่าบริภาษครูทั้ง 7 [6743-6t]</title>
			<itunes:title>การด่าบริภาษครูทั้ง 7 [6743-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Oct 2024 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/671ba17022be238ac9608758/media.mp3" length="27330627" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">671ba17022be238ac9608758</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/671ba17022be238ac9608758</link>
			<acast:episodeId>671ba17022be238ac9608758</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmpxnYz9z5fieTTNZvV32be5Eh2Lc4ysfbwv1OaurQM1R2Ms3b7VZthwBYcyxV110VPKar/XftG0rapysKb1wfU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ทบทวน ข้อที่ #72_อัคคิกขันโธปมสูตร_ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ </strong>ข้อที่น่าสังเกตในพระสูตรนี้ คือ เรื่องของเวทนา ว่า “เวทนาสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตายไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงภพที่กำลังจะไป แต่เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยกุศลหรืออกุศลต่างหากที่เป็นตัวบ่งบอกถึงภพที่จะไป”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#73_สุเนตตสูตร_ว่าด้วยครูชื่อสุเนตตะ </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของ<em> “ผู้ที่ถูกโทสะเบียดเบียนจิต มีจิตประทุษร้าย ด่าว่า ติเตียนในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสิ่งมิใช่บุญมีโทษมาก” </em>โดยได้หยิบยกครูเจ้าลัทธิทั้ง 7 ท่านที่ปราศจากความกำหนัดในกามและมีคำสอนเป็นไปเพื่อพรหมโลก ผู้ที่ไม่มีศรัทธาและไปด่าบริภาษในท่านยังประสพสิ่งที่มิใช่บุญ แลัวจะกล่าวไปไยในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา จะประสพสิ่งอันมิใช่บุญเป็นอันมาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#74_ อรกสูตร_ว่าด้วยครูชื่ออรกะ</strong> เป็นพระสูตรว่าด้วยการปรารภความเพียร ไม่ควรประมาทในวัยแห่งชีวิต “เพราะชีวิตเป็นของมีประมาณน้อย”</p><p>โดย <strong>“ครูอรกะ”</strong> ได้ยกอุปมาความที่ชีวิตเป็นของมีประมาณน้อยเปรียบไว้กับ น้ำค้างบนยอดหญ้า, ฟองน้ำบนผิวน้ำ, รอยขีดในน้ำ, น้ำที่มีกระแสเชี่ยวไหลมาจากภูเขา, การถ่มน้ำลายทิ้ง, ชิ้นเนื้อในเตาเผา และแม่โคที่จะถูกฆ่า</p><p>&nbsp;</p><p><strong><em>“ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายมีประมาณเล็กน้อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก บุคคลพึงรู้ด้วยปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีหรอก สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ทบทวน ข้อที่ #72_อัคคิกขันโธปมสูตร_ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ </strong>ข้อที่น่าสังเกตในพระสูตรนี้ คือ เรื่องของเวทนา ว่า “เวทนาสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังจะตายไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงภพที่กำลังจะไป แต่เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยกุศลหรืออกุศลต่างหากที่เป็นตัวบ่งบอกถึงภพที่จะไป”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#73_สุเนตตสูตร_ว่าด้วยครูชื่อสุเนตตะ </strong>เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของ<em> “ผู้ที่ถูกโทสะเบียดเบียนจิต มีจิตประทุษร้าย ด่าว่า ติเตียนในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นสิ่งมิใช่บุญมีโทษมาก” </em>โดยได้หยิบยกครูเจ้าลัทธิทั้ง 7 ท่านที่ปราศจากความกำหนัดในกามและมีคำสอนเป็นไปเพื่อพรหมโลก ผู้ที่ไม่มีศรัทธาและไปด่าบริภาษในท่านยังประสพสิ่งที่มิใช่บุญ แลัวจะกล่าวไปไยในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา จะประสพสิ่งอันมิใช่บุญเป็นอันมาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#74_ อรกสูตร_ว่าด้วยครูชื่ออรกะ</strong> เป็นพระสูตรว่าด้วยการปรารภความเพียร ไม่ควรประมาทในวัยแห่งชีวิต “เพราะชีวิตเป็นของมีประมาณน้อย”</p><p>โดย <strong>“ครูอรกะ”</strong> ได้ยกอุปมาความที่ชีวิตเป็นของมีประมาณน้อยเปรียบไว้กับ น้ำค้างบนยอดหญ้า, ฟองน้ำบนผิวน้ำ, รอยขีดในน้ำ, น้ำที่มีกระแสเชี่ยวไหลมาจากภูเขา, การถ่มน้ำลายทิ้ง, ชิ้นเนื้อในเตาเผา และแม่โคที่จะถูกฆ่า</p><p>&nbsp;</p><p><strong><em>“ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายมีประมาณเล็กน้อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก บุคคลพึงรู้ด้วยปัญญา พึงทำกุศล พึงประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีหรอก สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บ่วงรวบรัดแห่งมาร [6742-6t]</title>
			<itunes:title>บ่วงรวบรัดแห่งมาร [6742-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Oct 2024 21:00:47 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67126040e3d9082a5ab4a5ac/media.mp3" length="25834239" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67126040e3d9082a5ab4a5ac</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67126040e3d9082a5ab4a5ac</link>
			<acast:episodeId>67126040e3d9082a5ab4a5ac</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmOGBXMPDlg/Oh5a+44d7NhGUfCib7q3SiVRONnh8IOZjlFyreQ7mNCM589uHAy8JEyLGZ6qC1hdE7K5iKjwh0j]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#55_มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร</strong> พูดถึงความสัมพันธ์ต่อกันของเพศตรงข้าม ที่มาตามรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันเป็นที่เกิดความกำหนัด อันเป็นอันตรายต่อนิพพาน โดยยกกรณีของมารดากับบุตร ที่แม้บวชแล้วก็ยังคลุกคลีกันจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ต้องระวังให้ดี ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม จนแม้กระทั่งตายไปแล้วก็เช่นกัน การอยู่กับเพศตรงข้ามแล้วมีจิตลุ่มหลงจะรอดยากกว่าเจออสรพิษ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#56_อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์</strong> ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า </p><p>1) ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร </p><p>2) ไม่รู้ประมาณในการบริโภค, รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุขและที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา </p><p>3) ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น, เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน </p><p>4) ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา </p><p>5) การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#57_ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนือง ๆ</strong> "ความเป็นธรรมดา" นั้น คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย ความธรรมดาที่ล่วงพ้นไปไม่ได้ ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ ที่เมื่อพิจารณาแล้วจะทำให้ละหรือลดความมัวเมาได้ ได้แก่ ความแก่ลดความมัวเมาในวัย ความเจ็บไข้ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค ความตายลดความมัวเมาในชีวิต ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจละความกำหนัดได้ และทุกคนมีกรรมเป็นของตน ความเข้าใจนี้จะทำให้ไม่ไปตามมงคลอื่น ๆ เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้ว จะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค ข้อที่ 55-57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#55_มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร</strong> พูดถึงความสัมพันธ์ต่อกันของเพศตรงข้าม ที่มาตามรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันเป็นที่เกิดความกำหนัด อันเป็นอันตรายต่อนิพพาน โดยยกกรณีของมารดากับบุตร ที่แม้บวชแล้วก็ยังคลุกคลีกันจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ต้องระวังให้ดี ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม จนแม้กระทั่งตายไปแล้วก็เช่นกัน การอยู่กับเพศตรงข้ามแล้วมีจิตลุ่มหลงจะรอดยากกว่าเจออสรพิษ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#56_อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์</strong> ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า </p><p>1) ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร </p><p>2) ไม่รู้ประมาณในการบริโภค, รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุขและที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา </p><p>3) ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น, เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน </p><p>4) ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา </p><p>5) การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#57_ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนือง ๆ</strong> "ความเป็นธรรมดา" นั้น คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย ความธรรมดาที่ล่วงพ้นไปไม่ได้ ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ ที่เมื่อพิจารณาแล้วจะทำให้ละหรือลดความมัวเมาได้ ได้แก่ ความแก่ลดความมัวเมาในวัย ความเจ็บไข้ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค ความตายลดความมัวเมาในชีวิต ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจละความกำหนัดได้ และทุกคนมีกรรมเป็นของตน ความเข้าใจนี้จะทำให้ไม่ไปตามมงคลอื่น ๆ เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้ว จะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค ข้อที่ 55-57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ข้ออุปมาด้วยกองไฟ [6741-6t]</title>
			<itunes:title>ข้ออุปมาด้วยกองไฟ [6741-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Oct 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/67095fe863ba2934783839fd/media.mp3" length="27902334" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67095fe863ba2934783839fd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/67095fe863ba2934783839fd</link>
			<acast:episodeId>67095fe863ba2934783839fd</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYldeNYcUB+gvoIb6UO3hr15F9kogDx5pLFoaMmfjTtu6d6mxbGeO9APP8gx/zgBPZP3E+HsftvGA83gN5Lxg+fX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#70_สักกัจจสูตร ว่าด้วยความเคารพ</strong> เมื่อท่านพระสารีบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดใคร่ครวญถึงธรรม 7 ประการ ที่เมื่อ <strong>“ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยธรรมเหล่านี้อยู่ จะละอกุศล เจริญกุศลได้”</strong> ธรรมทั้ง 7 ประการนี้ ได้แก่ เมื่อภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดา / พระธรรม / พระสงฆ์ / สิกขา / สมาธิ / ความไม่ประมาท / ปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ </p><br><p>โดยธรรมทั้ง 7 ประการนี้ ได้ถูกจำแนกรายละเอียดเป็นไปตามลำดับและมีนัยยะในการจำแนกใคร่ครวญถึง 3 นัยยะด้วยกัน คือ เป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อไม่มีความเคารพพระพุทธ จะมีความเคารพในพระธรรม..ฯ /&nbsp;เป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อมีความเคารพพระพุทธ จะไม่มีความเคารพในพระธรรม..ฯ / เป็นไปได้ ที่เมื่อมีความเคารพพระพุทธ จะมีความเคารพในพระธรรม..ฯ..&nbsp;แล้วพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงรับรองคำของท่านพระสารีบุตร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#71_ภาวนาสูตร ว่าด้วยภาวนา</strong> เมื่อภิกษุหมั่นประกอบภาวนาในโพธิปักขิยธรรม 37 อยู่ แม้จะไม่ตั้งความปรารถนาถึงความสิ้นอาสวะ ก็จะถึงความสิ้นอาสวะอยู่ดี เพราะด้วยอาศัยเหตุแห่งการหมั่นประกอบภาวนาในโพธิปักขิยธรรม 37 นี้ โดยได้อุปมากับการกกไข่ของแม่ไก่ รอยจับในด้ามมีด ความผุกร่อนของหวายที่ผูกรั้งเรือ ที่ย่อมอาศัยเวลาและการกระทำอย่างต่อเนื่อง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#72_อัคคิกขันโธปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ</strong> พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ได้ทรงกล่าวถึงภิกษุผู้ทุศีล มีความประพฤติไม่สะอาด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ แล้วใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารของชนเหล่าใดก็ตาม การใช้สอยของภิกษุผู้ทุศีลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ตลอดกาลแก่ภิกษุผู้ทุศีลนั้น โดยได้ทรงยกอุปมาอุปไมยไว้ถึง 7 ประการ หลังจากที่พระผู้มีภาคเจ้าทรงแสดงธรรมจบ ก็มีภิกษุบางพวกกระอักเลือด บางพวกลาสิกขา บางพวกบรรลุธรรม</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#70_สักกัจจสูตร ว่าด้วยความเคารพ</strong> เมื่อท่านพระสารีบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดใคร่ครวญถึงธรรม 7 ประการ ที่เมื่อ <strong>“ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยธรรมเหล่านี้อยู่ จะละอกุศล เจริญกุศลได้”</strong> ธรรมทั้ง 7 ประการนี้ ได้แก่ เมื่อภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดา / พระธรรม / พระสงฆ์ / สิกขา / สมาธิ / ความไม่ประมาท / ปฏิสันถารอยู่ จึงละอกุศล เจริญกุศลได้ </p><br><p>โดยธรรมทั้ง 7 ประการนี้ ได้ถูกจำแนกรายละเอียดเป็นไปตามลำดับและมีนัยยะในการจำแนกใคร่ครวญถึง 3 นัยยะด้วยกัน คือ เป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อไม่มีความเคารพพระพุทธ จะมีความเคารพในพระธรรม..ฯ /&nbsp;เป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อมีความเคารพพระพุทธ จะไม่มีความเคารพในพระธรรม..ฯ / เป็นไปได้ ที่เมื่อมีความเคารพพระพุทธ จะมีความเคารพในพระธรรม..ฯ..&nbsp;แล้วพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงรับรองคำของท่านพระสารีบุตร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#71_ภาวนาสูตร ว่าด้วยภาวนา</strong> เมื่อภิกษุหมั่นประกอบภาวนาในโพธิปักขิยธรรม 37 อยู่ แม้จะไม่ตั้งความปรารถนาถึงความสิ้นอาสวะ ก็จะถึงความสิ้นอาสวะอยู่ดี เพราะด้วยอาศัยเหตุแห่งการหมั่นประกอบภาวนาในโพธิปักขิยธรรม 37 นี้ โดยได้อุปมากับการกกไข่ของแม่ไก่ รอยจับในด้ามมีด ความผุกร่อนของหวายที่ผูกรั้งเรือ ที่ย่อมอาศัยเวลาและการกระทำอย่างต่อเนื่อง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#72_อัคคิกขันโธปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยกองไฟ</strong> พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ได้ทรงกล่าวถึงภิกษุผู้ทุศีล มีความประพฤติไม่สะอาด ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ แล้วใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารของชนเหล่าใดก็ตาม การใช้สอยของภิกษุผู้ทุศีลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ตลอดกาลแก่ภิกษุผู้ทุศีลนั้น โดยได้ทรงยกอุปมาอุปไมยไว้ถึง 7 ประการ หลังจากที่พระผู้มีภาคเจ้าทรงแสดงธรรมจบ ก็มีภิกษุบางพวกกระอักเลือด บางพวกลาสิกขา บางพวกบรรลุธรรม</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การเจริญสัมมาสมาธิ [6740-6t]</title>
			<itunes:title>การเจริญสัมมาสมาธิ [6740-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 21:00:36 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6700211eee2ca803dad24ff7/media.mp3" length="28062086" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6700211eee2ca803dad24ff7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6700211eee2ca803dad24ff7</link>
			<acast:episodeId>6700211eee2ca803dad24ff7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkTHx3cZ7ohxp9H0LeXevjWpr8T4lviMJ/tJtqf0LKOQunA1Z/t4wHHBluKCovVed0Avx8LlL5DJ7b8VUcrU1Xl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรมะ 5 ประการ ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5&nbsp;เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิ ไล่ลำดับไปจนถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 21-22_ปฐม-ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ</strong> มีเนื้อหาคล้ายกัน พูดถึงเหตุปัจจัยที่จะได้สัมมาสมาธิ และเปรียบเทียบส่วนต่างว่า ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้หรือได้สัมมาสมาธิ&nbsp;</p><ul><li>ในข้อที่ #21_ปฐมอคารวสูตร เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือเริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ&nbsp;</li><li>ในข้อที่ #22_ทุติยอคารวสูตร เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา&nbsp;</li></ul><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #23_อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง </strong>เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่าง ของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #24_ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล </strong>เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่น จะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เปรียบเหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ การเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #25_อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ</strong> ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #26_วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ</strong> บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม การตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา  และการมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #27_สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น</strong> สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่นั้น ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรมะ 5 ประการ ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5&nbsp;เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิ ไล่ลำดับไปจนถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 21-22_ปฐม-ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ</strong> มีเนื้อหาคล้ายกัน พูดถึงเหตุปัจจัยที่จะได้สัมมาสมาธิ และเปรียบเทียบส่วนต่างว่า ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้หรือได้สัมมาสมาธิ&nbsp;</p><ul><li>ในข้อที่ #21_ปฐมอคารวสูตร เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือเริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ&nbsp;</li><li>ในข้อที่ #22_ทุติยอคารวสูตร เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา&nbsp;</li></ul><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #23_อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง </strong>เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่าง ของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #24_ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล </strong>เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่น จะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เปรียบเหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ การเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #25_อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ</strong> ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #26_วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ</strong> บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม การตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา  และการมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #27_สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น</strong> สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่นั้น ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้รู้ธรรม [6739-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้รู้ธรรม [6739-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Sep 2024 21:00:30 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66f6f8a2acfe1ec5ec98634a/media.mp3" length="27413937" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66f6f8a2acfe1ec5ec98634a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66f6f8a2acfe1ec5ec98634a</link>
			<acast:episodeId>66f6f8a2acfe1ec5ec98634a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlErYSPbqd0GB/29IlcxUfMLMZsx/GGrdLSv9Ec5vIGFiSy9GxsEbBwovBzbVOlj1Dj+c2Hk0GIFZf9jSA1E16d]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#68_ธัมมัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้รู้ธรรม</strong> ภิกษุประกอบด้วยธรรม 7 ประการนี้ ( สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี คือ เป็นผู้ที่ประกอบด้วย “สังฆคุณ” ) เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ เป็นผู้ควรรับของที่เขานำมาถวายบูชา&nbsp;ธรรม 7 ประการนี้ ได้แก่อะไรบ้าง คือ&nbsp;</p><ol><li><strong>ธัมมัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้หลักหัวข้อธรรมต่างๆ ( นวังคสัตถุศาสน์ คำสั่งสอนของพระศาสดา มีองค์ประกอบ 9 อย่าง )</li><li><strong>อัตถัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักอรรถ รู้จักผล คือ รู้ความหมายของหลักหัวข้อธรรมนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง</li><li><strong>อัตตัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักตน คือ รู้ว่าตนเองมี “ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ” มีอยู่ในตนประมาณเท่าไร&nbsp;</li><li><strong>มัตตัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ รู้ประมาณในการบริโภคปัจจัย 4</li><li><strong>กาลัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน คือรู้ว่านี้คือ “กาลเรียน กาลสอบถาม กาลทำความเพียร กาลหลีกเร้น”</li><li><strong>ปริสัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักบริษัท คือ รู้จักกลุ่มคน รู้ว่านี้ คือ “บริษัทกษัตริย์ บริษัทพราหมณ์ บริษัทคฤหบดี บริษัทสมณะ” และรู้จักกิริยาที่จะประพฤติสงเคราะห์ต่อกลุ่มคนนั้น ๆ&nbsp;</li><li><strong>ปุคคลปโรปรัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักเลือกคบคน คือ รู้ความแตกต่างแห่งบุคคล 2 จำพวก คือ รู้ว่าบุคคลนี้ มีการเข้าหาสมณะ มีการฟังธรรม มีการจดจำและรู้ความหมายของธรรม มีการนำไปปฎิบัติ เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่นหรือไม่อย่างไร</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>#69_ปาริฉัตตกสูตร ว่าด้วยอริยสาวกเปรียบได้กับต้นปาริฉัตร </strong>เป็นการอุปมาอุปไมยระหว่างต้นปาริฉัตรและอริยสาวก โดยได้อุปมาอุปไมยไว้ดังนี้</p><ol><li>มีใบเหลืองกำลังจะร่วงหล่น คือ อริยสาวกที่คิดดำริออกจากกาม</li><li>ร่วงหล่นผลัดใบ คือ ออกบวช</li><li>ผลิดอกออกใบ คือ ได้ฌาน 1</li><li>เป็นช่อใบช่อดอก คือ ได้ฌาน 2</li><li>มีดอกตูม คือ ได้ฌาน 3</li><li>มีดอกแย้ม คือ ได้ฌาน 4</li><li>ออกดอกบานสะพรั่ง คือ ทำให้สิ้นอาสวะ คือความเป็นพระอรหันต์</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#68_ธัมมัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้รู้ธรรม</strong> ภิกษุประกอบด้วยธรรม 7 ประการนี้ ( สัปปุริสธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี คือ เป็นผู้ที่ประกอบด้วย “สังฆคุณ” ) เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ เป็นผู้ควรรับของที่เขานำมาถวายบูชา&nbsp;ธรรม 7 ประการนี้ ได้แก่อะไรบ้าง คือ&nbsp;</p><ol><li><strong>ธัมมัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้หลักหัวข้อธรรมต่างๆ ( นวังคสัตถุศาสน์ คำสั่งสอนของพระศาสดา มีองค์ประกอบ 9 อย่าง )</li><li><strong>อัตถัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักอรรถ รู้จักผล คือ รู้ความหมายของหลักหัวข้อธรรมนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง</li><li><strong>อัตตัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักตน คือ รู้ว่าตนเองมี “ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ” มีอยู่ในตนประมาณเท่าไร&nbsp;</li><li><strong>มัตตัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักประมาณ คือ รู้ประมาณในการบริโภคปัจจัย 4</li><li><strong>กาลัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน คือรู้ว่านี้คือ “กาลเรียน กาลสอบถาม กาลทำความเพียร กาลหลีกเร้น”</li><li><strong>ปริสัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักบริษัท คือ รู้จักกลุ่มคน รู้ว่านี้ คือ “บริษัทกษัตริย์ บริษัทพราหมณ์ บริษัทคฤหบดี บริษัทสมณะ” และรู้จักกิริยาที่จะประพฤติสงเคราะห์ต่อกลุ่มคนนั้น ๆ&nbsp;</li><li><strong>ปุคคลปโรปรัญญู</strong> คือ เป็นผู้รู้จักเลือกคบคน คือ รู้ความแตกต่างแห่งบุคคล 2 จำพวก คือ รู้ว่าบุคคลนี้ มีการเข้าหาสมณะ มีการฟังธรรม มีการจดจำและรู้ความหมายของธรรม มีการนำไปปฎิบัติ เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่นหรือไม่อย่างไร</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>#69_ปาริฉัตตกสูตร ว่าด้วยอริยสาวกเปรียบได้กับต้นปาริฉัตร </strong>เป็นการอุปมาอุปไมยระหว่างต้นปาริฉัตรและอริยสาวก โดยได้อุปมาอุปไมยไว้ดังนี้</p><ol><li>มีใบเหลืองกำลังจะร่วงหล่น คือ อริยสาวกที่คิดดำริออกจากกาม</li><li>ร่วงหล่นผลัดใบ คือ ออกบวช</li><li>ผลิดอกออกใบ คือ ได้ฌาน 1</li><li>เป็นช่อใบช่อดอก คือ ได้ฌาน 2</li><li>มีดอกตูม คือ ได้ฌาน 3</li><li>มีดอกแย้ม คือ ได้ฌาน 4</li><li>ออกดอกบานสะพรั่ง คือ ทำให้สิ้นอาสวะ คือความเป็นพระอรหันต์</li></ol><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของเจ้าอาวาส [6738-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมของเจ้าอาวาส [6738-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Sep 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66edb876c63b952f9ae25aa8/media.mp3" length="28166776" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66edb876c63b952f9ae25aa8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66edb876c63b952f9ae25aa8</link>
			<acast:episodeId>66edb876c63b952f9ae25aa8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlka6DE6vca00mMqsJT2AgjaznRfP329rgVsh2ZCI6iLCU2q6MOUP33g+qm6uuBSrx40dhl0eU0D1E1p48zc4+I]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>หมวดว่าด้วยคุณธรรมของผู้ดูแลอาวาสนี้</strong> ไม่ใช่เฉพาะกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่หมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรืองและงดงามได้</p><br><p><strong>ข้อที่ 231-234</strong> เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้ ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม มาในหัวข้อที่ต่างกัน สามารถสรุปรวมได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ 235</strong> เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ คือให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้ และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 236-240</strong> มีหัวข้อธรรมที่เหมือนกัน ว่าด้วยเจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก สรุปรวมได้ดังนี้ คือไม่พิจารณาไตร่ตรอง สรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>หมวดว่าด้วยคุณธรรมของผู้ดูแลอาวาสนี้</strong> ไม่ใช่เฉพาะกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่หมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรืองและงดงามได้</p><br><p><strong>ข้อที่ 231-234</strong> เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้ ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม มาในหัวข้อที่ต่างกัน สามารถสรุปรวมได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ 235</strong> เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ คือให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้ และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 236-240</strong> มีหัวข้อธรรมที่เหมือนกัน ว่าด้วยเจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก สรุปรวมได้ดังนี้ คือไม่พิจารณาไตร่ตรอง สรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>องค์แห่งม้าอาชาไนย [6737-6t]</title>
			<itunes:title>องค์แห่งม้าอาชาไนย [6737-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 21:00:48 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66e46b1bd67a742c02eab4bc/media.mp3" length="26962804" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66e46b1bd67a742c02eab4bc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66e46b1bd67a742c02eab4bc</link>
			<acast:episodeId>66e46b1bd67a742c02eab4bc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnUd2ZXqPXEihf7l3olK+ZUMeK3djwFmcIap1gR0aBV2rzGh4pyHlmheX/mCQE2eFw0H8Ppxdiyr78sUe9pOTfR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#259 และ 260_ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2)</strong> เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปไมยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเปรียบเป็นคน ก็คือผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก&nbsp;</p><ol><li>วรรณะ คือ ศีล&nbsp;</li><li>กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</li><li>เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) การรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”&nbsp; ซึ่งนัยยะของข้อ 260 ดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง</li><li>ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่&nbsp;</li></ol><p>&nbsp;</p><p>นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปไมยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#261_พลสูตร ว่าด้วยพละ</strong> พละคือกำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ 4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ วิริยะพละ = ความเพียร 4 / สติพละ = สติปัฏฐาน 4 / สมาธิพละ = ฌานทั้ง 4 / ปัญญาพละ = ชำแรกกิเลส&nbsp;ซึ่งพละ 4 นี้ ต่างจากพละ 5 ตรงที่ไม่มีข้อของศรัทธา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#262_อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า</strong> ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน และถ้าขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มีใน 4 ข้อนี้ ก็สามารถอยู่ได้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท ความคิดในทางเบียดเบียน และเป็นคนเซอะ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#264_กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ</strong> เปรียบเทียบอสัตบุรุษและสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#259 และ 260_ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2)</strong> เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปไมยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเปรียบเป็นคน ก็คือผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก&nbsp;</p><ol><li>วรรณะ คือ ศีล&nbsp;</li><li>กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา</li><li>เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) การรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”&nbsp; ซึ่งนัยยะของข้อ 260 ดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง</li><li>ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่&nbsp;</li></ol><p>&nbsp;</p><p>นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปไมยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#261_พลสูตร ว่าด้วยพละ</strong> พละคือกำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ 4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ วิริยะพละ = ความเพียร 4 / สติพละ = สติปัฏฐาน 4 / สมาธิพละ = ฌานทั้ง 4 / ปัญญาพละ = ชำแรกกิเลส&nbsp;ซึ่งพละ 4 นี้ ต่างจากพละ 5 ตรงที่ไม่มีข้อของศรัทธา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#262_อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า</strong> ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน และถ้าขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มีใน 4 ข้อนี้ ก็สามารถอยู่ได้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท ความคิดในทางเบียดเบียน และเป็นคนเซอะ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#264_กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ</strong> เปรียบเทียบอสัตบุรุษและสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร [6736-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร [6736-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Sep 2024 21:00:15 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66db08a125bbd4b8988f7835/media.mp3" length="26839223" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66db08a125bbd4b8988f7835</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66db08a125bbd4b8988f7835</link>
			<acast:episodeId>66db08a125bbd4b8988f7835</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnG64FeqfdivLDttB4lgugJ0ILGxaWqe6LtNkPzVBwcfmahUnUP1912PeVybXQNN76U64WrY8luH4BZA/J72jKM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#67_นคโรปมสูตร ว่าด้วยธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร</strong> เป็นการอุปมาเปรียบเทียบระหว่างนครหัวเมืองชายแดนที่มีการสร้างเครื่องป้องกันนคร 7 ประการ และมีความสมบูรณ์ของอาหาร 4 อย่าง อุปไมยลงในกายและใจที่ประกอบไปด้วยสัทธรรม 7 ประการ และ ฌานทั้ง 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>การเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องป้องกันนคร 7 ประการ และ อาหาร&nbsp;4 อย่าง</strong> คือ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึกไว้เป็นอย่างดี&nbsp;เปรียบได้กับ เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้วเป็นอย่างดี</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีคูลึกและกว้าง เปรียบได้กับ เป็นผู้มีหิริ (ความละอายต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีทางเดินได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง เปรียบได้กับ เป็นผู้มีโอตตัปปะ (ความกลัวต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีการสะสมอาวุธไว้มาก เปรียบได้กับ ความเป็นพหูสูต แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีกองพลตั้งอาศัยอยู่มาก เปรียบได้กับ การปรารภความเพียร&nbsp;</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีทหารยามฉลาด คอยกันคนที่ไม่รู้จักไม่ให้เข้าไป ให้คนที่รู้จักเข้าไป เปรียบได้กับ “สติ”</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีกำแพงสูงและกว้าง เปรียบได้กับ ปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับ คอยชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><br><p>อาหาร 4 อย่าง ได้แก่ 1) หญ้า ไม้ น้ำ 2) ข้าว 3) อปรัณณชาติ (ธัญพืช) 4) เภสัช เปรียบได้กับ ฌาน 1-4</p><p>&nbsp;</p><p>นครที่มีเครื่องป้องกันนครทั้ง 7 ประการ และได้อาหารทั้ง 4 อย่างนี้แล้วชึ้นชื่อว่า <strong><em>“ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอะไรไม่ได้” </em></strong>เปรียบได้กับอริยสาวกที่ประกอบด้วยสัทธรรม 7 ประการ และได้ฌาน 4 ขึ้นชื่อว่า<strong><em> “มารมีบาปก็ทำอะไรไม่ได้”&nbsp;</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>อีกพระสูตรที่น่าสนใจซึ่งมีเนื้อหาทำนองเดียวกัน&nbsp;คือ <strong>กึสุกสูตร หรือ กิงสุโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยต้นทองกวาว</strong> คือ ช่วงแรก มีการอุปมาเปรียบเหตุที่ทำให้บรรลุธรรมกับลักษณะของต้นทองกวาว และช่วงที่สอง อุปมาเปรียบ “นครกับกาย” ซึ่งประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม)&nbsp;มี 6 ประตู คือ อายตนะภายใน 6 ประการ / นายประตู คือ สติ / ราชทูต 2 นาย คือ สมถะและวิปัสสนา / เจ้าเมือง คือ วิญญาณ / ทางสี่แยกกลางเมือง คือ ธาตทั้ง 4 / พระราชสาส์นตามความเป็นจริง คือ นิพพาน / ทางตามที่ตนมา คือ อริยมรรคมีองค์ 8</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#67_นคโรปมสูตร ว่าด้วยธรรมเปรียบด้วยเครื่องป้องกันนคร</strong> เป็นการอุปมาเปรียบเทียบระหว่างนครหัวเมืองชายแดนที่มีการสร้างเครื่องป้องกันนคร 7 ประการ และมีความสมบูรณ์ของอาหาร 4 อย่าง อุปไมยลงในกายและใจที่ประกอบไปด้วยสัทธรรม 7 ประการ และ ฌานทั้ง 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>การเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องป้องกันนคร 7 ประการ และ อาหาร&nbsp;4 อย่าง</strong> คือ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึกไว้เป็นอย่างดี&nbsp;เปรียบได้กับ เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้วเป็นอย่างดี</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีคูลึกและกว้าง เปรียบได้กับ เป็นผู้มีหิริ (ความละอายต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีทางเดินได้รอบ ทั้งสูงและกว้าง เปรียบได้กับ เป็นผู้มีโอตตัปปะ (ความกลัวต่อบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีการสะสมอาวุธไว้มาก เปรียบได้กับ ความเป็นพหูสูต แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีกองพลตั้งอาศัยอยู่มาก เปรียบได้กับ การปรารภความเพียร&nbsp;</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีทหารยามฉลาด คอยกันคนที่ไม่รู้จักไม่ให้เข้าไป ให้คนที่รู้จักเข้าไป เปรียบได้กับ “สติ”</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีกำแพงสูงและกว้าง เปรียบได้กับ ปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับ คอยชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><br><p>อาหาร 4 อย่าง ได้แก่ 1) หญ้า ไม้ น้ำ 2) ข้าว 3) อปรัณณชาติ (ธัญพืช) 4) เภสัช เปรียบได้กับ ฌาน 1-4</p><p>&nbsp;</p><p>นครที่มีเครื่องป้องกันนครทั้ง 7 ประการ และได้อาหารทั้ง 4 อย่างนี้แล้วชึ้นชื่อว่า <strong><em>“ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอะไรไม่ได้” </em></strong>เปรียบได้กับอริยสาวกที่ประกอบด้วยสัทธรรม 7 ประการ และได้ฌาน 4 ขึ้นชื่อว่า<strong><em> “มารมีบาปก็ทำอะไรไม่ได้”&nbsp;</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>อีกพระสูตรที่น่าสนใจซึ่งมีเนื้อหาทำนองเดียวกัน&nbsp;คือ <strong>กึสุกสูตร หรือ กิงสุโกปมสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยต้นทองกวาว</strong> คือ ช่วงแรก มีการอุปมาเปรียบเหตุที่ทำให้บรรลุธรรมกับลักษณะของต้นทองกวาว และช่วงที่สอง อุปมาเปรียบ “นครกับกาย” ซึ่งประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม)&nbsp;มี 6 ประตู คือ อายตนะภายใน 6 ประการ / นายประตู คือ สติ / ราชทูต 2 นาย คือ สมถะและวิปัสสนา / เจ้าเมือง คือ วิญญาณ / ทางสี่แยกกลางเมือง คือ ธาตทั้ง 4 / พระราชสาส์นตามความเป็นจริง คือ นิพพาน / ทางตามที่ตนมา คือ อริยมรรคมีองค์ 8</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ดวงอาทิตย์ 7 ดวง [6735-6t]</title>
			<itunes:title>ดวงอาทิตย์ 7 ดวง [6735-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Aug 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66d20c97c7651a10d3437b05/media.mp3" length="25865429" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66d20c97c7651a10d3437b05</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66d20c97c7651a10d3437b05</link>
			<acast:episodeId>66d20c97c7651a10d3437b05</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmbk5nVs0Juk2EbCZnaFrlPvzFIEUQGwjgVDnv+JcVh4uofIGSk/7UWEZ7FHULV8WvosTKcR/wKV5JWS8F0kKWB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#65_หิริโอตตัปปสูตร ว่าด้วยผลแห่งหิริและโอตตัปปะ</strong> เป็นธรรมที่แสดงถึงความเป็นเหตุและผลเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน คือ <strong>“เมื่อมีสิ่งนี้... สิ่งนี้จึงมี และเมื่อไม่มีสิ่งนี้... สิ่งนี้จึงไม่มี” </strong>ได้แก่&nbsp;</p><ol><li>เมื่อมี หิริและโอตตัปปะ เป็นเหตุให้มี อินทรียสังวร</li><li>เมื่อมี อินทรียสังวร เป็นเหตุให้มี ศีล</li><li>เมื่อมี ศีล เป็นเหตุให้มี สัมมาสมาธิ</li><li>เมื่อมี สัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้มี ยถาภูตญาณทัสสนะ</li><li>เมื่อมี ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นเหตุให้มี นิพพิทาและวิราคะ</li><li>เมื่อมี นิพพิทาและวิราคะ เป็นเหตุให้มี ข้อที่ 7. คือ วิมุตติญาณทัสสนะ</li></ol><p>เมื่อจะแสดงเหตุแห่งความไม่มี (ความดับ/เสื่อม) ก็ได้แสดงไว้ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#66_สัตตสุริยสูตร ว่าด้วยดวงอาทิตย์ 7 ดวง </strong>โลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลง (เกิด-ดับ) อยู่ตลอดเวลา ทุกๆการเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งย่อมมีผลต่อสิ่งหนึ่ง ในพระสูตรนี้ได้กล่าวถึงการกำเนิดของดวงอาทิตย์ทั้ง 7 ดวง ซึ่งเป็นช่วงขาลงของโลกที่จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ (สังวัฏฏกัป) ไปจนถึงต่ำสุดแล้วค่อยดีดตัวขึ้นมา (วิวัฏฏกัป) วนเวียนเกิดดับอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาที่แสนยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด&nbsp;สังขารทั้งปวงจึงเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา มีความไม่เที่ยง มีความไม่ยั่งยืน ไม่มีแก่นสาร ไม่ใช่เราไม่ใช่ของๆเรา จึงเพียงพอแล้วหรือยังที่จะเบื่อหน่าย ที่จะคลายกำหนัด ที่จะปล่อยวางความยึดถือในสังขารทั้งปวง?</p><p>ได้ปรารภ “ครูสุเนตตะ” ซึ่งผลจากการที่ได้เคยเจริญพรหมวิหารไว้ หลังจากการตายจึงทำให้ได้ไปเสวยสุขอยู่บนพรหมโลก แต่ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้อยู่ดี และได้แสดงธรรม 4 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติที่เมื่อแทงตลอดด้วยดีแล้วจะมีนิพพานเป็นที่หวังได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค หิริโอตัปปสูตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#65_หิริโอตตัปปสูตร ว่าด้วยผลแห่งหิริและโอตตัปปะ</strong> เป็นธรรมที่แสดงถึงความเป็นเหตุและผลเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน คือ <strong>“เมื่อมีสิ่งนี้... สิ่งนี้จึงมี และเมื่อไม่มีสิ่งนี้... สิ่งนี้จึงไม่มี” </strong>ได้แก่&nbsp;</p><ol><li>เมื่อมี หิริและโอตตัปปะ เป็นเหตุให้มี อินทรียสังวร</li><li>เมื่อมี อินทรียสังวร เป็นเหตุให้มี ศีล</li><li>เมื่อมี ศีล เป็นเหตุให้มี สัมมาสมาธิ</li><li>เมื่อมี สัมมาสมาธิ เป็นเหตุให้มี ยถาภูตญาณทัสสนะ</li><li>เมื่อมี ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นเหตุให้มี นิพพิทาและวิราคะ</li><li>เมื่อมี นิพพิทาและวิราคะ เป็นเหตุให้มี ข้อที่ 7. คือ วิมุตติญาณทัสสนะ</li></ol><p>เมื่อจะแสดงเหตุแห่งความไม่มี (ความดับ/เสื่อม) ก็ได้แสดงไว้ในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#66_สัตตสุริยสูตร ว่าด้วยดวงอาทิตย์ 7 ดวง </strong>โลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลง (เกิด-ดับ) อยู่ตลอดเวลา ทุกๆการเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งย่อมมีผลต่อสิ่งหนึ่ง ในพระสูตรนี้ได้กล่าวถึงการกำเนิดของดวงอาทิตย์ทั้ง 7 ดวง ซึ่งเป็นช่วงขาลงของโลกที่จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ (สังวัฏฏกัป) ไปจนถึงต่ำสุดแล้วค่อยดีดตัวขึ้นมา (วิวัฏฏกัป) วนเวียนเกิดดับอยู่อย่างนี้เป็นระยะเวลาที่แสนยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด&nbsp;สังขารทั้งปวงจึงเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา มีความไม่เที่ยง มีความไม่ยั่งยืน ไม่มีแก่นสาร ไม่ใช่เราไม่ใช่ของๆเรา จึงเพียงพอแล้วหรือยังที่จะเบื่อหน่าย ที่จะคลายกำหนัด ที่จะปล่อยวางความยึดถือในสังขารทั้งปวง?</p><p>ได้ปรารภ “ครูสุเนตตะ” ซึ่งผลจากการที่ได้เคยเจริญพรหมวิหารไว้ หลังจากการตายจึงทำให้ได้ไปเสวยสุขอยู่บนพรหมโลก แต่ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์ไปได้อยู่ดี และได้แสดงธรรม 4 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติที่เมื่อแทงตลอดด้วยดีแล้วจะมีนิพพานเป็นที่หวังได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรค หิริโอตัปปสูตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นิวรณ์ 5 ธรรมเครื่องกั้น [6734-6t]</title>
			<itunes:title>นิวรณ์ 5 ธรรมเครื่องกั้น [6734-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Aug 2024 21:00:43 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66c8a58ca45b7b5037eff40f/media.mp3" length="27036457" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66c8a58ca45b7b5037eff40f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66c8a58ca45b7b5037eff40f</link>
			<acast:episodeId>66c8a58ca45b7b5037eff40f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmAH0UkCvzDrRRR5NZEjlL00I5uY/kYSqNT/jC/QCQH79ckMKSFVCDt39Gnkm9H4YqO8GbwUZQotqZjyP26WE52]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในข้อ 51 และ 52 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิวรณ์และการแก้ไข <strong>"นิวรณ์"</strong> หมายถึง เครื่องกั้น เครื่องลวง เครื่องห่อ เครื่องหุ้มเอาไว้ บังเอาไว้ ครอบงำจิต บังจิต หุ้มห่อจิต รัดรึงจิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญญา เหมือนมีสนิมเคลือบที่มีดทำให้ไม่คม องค์รวมของมัน คือทำจิตให้ไม่มีกำลังปัญญา มีนิวรณ์ที่ใดที่นั้นไม่มีสมาธิ นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ</p><p>&nbsp;</p><ol><li><strong>กามฉันทะ</strong> คือ ความพอใจในกาม: กามหรือกิเลสกาม คือ ความกำหนัดยินดีลุ่มหลงในวัตถุกาม วัตถุกาม คือ วัตถุที่สามารถทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันความหยาบละเอียดต่างกันอยู่ที่กำลังจิตของคนนั้นๆ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม เป็นสิ่งที่เกิดก่อนกามกิเลส กามฉันทะทำให้เกิดกิเลสกามได้ทั้งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่กำลังจะมาถึง จึงต้องมีสติอยู่เสมอ</li><li><strong>ความพยาบาท</strong> คือ ความคิดร้ายผูกเวร ถ้าเราสร้างรติในที่ใด ก็จะมีอรติในอีกที่หนึ่งเสมอ แล้วจะไล่มาเป็นปฏิฆะ โกธะ โทสะ และพยาบาทในที่สุด</li><li><strong>ถีนมิทธะ</strong> คือ ความหดหู่ ความเซื่องซึม แก้ด้วยวิธีทั้ง 8 และสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์</li><li><strong>อุทธัจจกุกกุจจะ</strong> คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แก้ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ และการสำรวมอินทรีย์</li><li><strong>วิจิกิจฉา </strong>คือ ความลังเล เคลือบแคลง สงสัย คำถามทุกคำถามไม่ได้จะเป็นวิจิกิจฉาทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ศรัทธา</li></ol><p>&nbsp;</p><p>ในข้อที่ 53 ถ้าเราจะทำความเพียรเพื่อให้เกิดผล คือ สติ และปัญญา ต้องมีคุณสมบัตินี้ คือ มีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา มีความเพียร มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p>และในข้อที่ 54 เป็นการเปรียบเทียบในสมัยที่จะทำความเพียรได้ผลมากหรือน้อย โดยมีความสัมพันธ์กับข้อที่ 52 คือ สมัยที่เป็นคนแก่ มีอาพาธ ข้าวยากหมากแพง มีการปล้น สมัยที่ภิกษุแตกกัน จะเห็นว่าสมัยเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังมีช่องให้ผ่านไปได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฏก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: นีวรณวรรค ข้อที่ 51-54</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในข้อ 51 และ 52 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิวรณ์และการแก้ไข <strong>"นิวรณ์"</strong> หมายถึง เครื่องกั้น เครื่องลวง เครื่องห่อ เครื่องหุ้มเอาไว้ บังเอาไว้ ครอบงำจิต บังจิต หุ้มห่อจิต รัดรึงจิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญญา เหมือนมีสนิมเคลือบที่มีดทำให้ไม่คม องค์รวมของมัน คือทำจิตให้ไม่มีกำลังปัญญา มีนิวรณ์ที่ใดที่นั้นไม่มีสมาธิ นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ</p><p>&nbsp;</p><ol><li><strong>กามฉันทะ</strong> คือ ความพอใจในกาม: กามหรือกิเลสกาม คือ ความกำหนัดยินดีลุ่มหลงในวัตถุกาม วัตถุกาม คือ วัตถุที่สามารถทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันความหยาบละเอียดต่างกันอยู่ที่กำลังจิตของคนนั้นๆ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม เป็นสิ่งที่เกิดก่อนกามกิเลส กามฉันทะทำให้เกิดกิเลสกามได้ทั้งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่กำลังจะมาถึง จึงต้องมีสติอยู่เสมอ</li><li><strong>ความพยาบาท</strong> คือ ความคิดร้ายผูกเวร ถ้าเราสร้างรติในที่ใด ก็จะมีอรติในอีกที่หนึ่งเสมอ แล้วจะไล่มาเป็นปฏิฆะ โกธะ โทสะ และพยาบาทในที่สุด</li><li><strong>ถีนมิทธะ</strong> คือ ความหดหู่ ความเซื่องซึม แก้ด้วยวิธีทั้ง 8 และสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์</li><li><strong>อุทธัจจกุกกุจจะ</strong> คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แก้ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ และการสำรวมอินทรีย์</li><li><strong>วิจิกิจฉา </strong>คือ ความลังเล เคลือบแคลง สงสัย คำถามทุกคำถามไม่ได้จะเป็นวิจิกิจฉาทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ศรัทธา</li></ol><p>&nbsp;</p><p>ในข้อที่ 53 ถ้าเราจะทำความเพียรเพื่อให้เกิดผล คือ สติ และปัญญา ต้องมีคุณสมบัตินี้ คือ มีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา มีความเพียร มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p>และในข้อที่ 54 เป็นการเปรียบเทียบในสมัยที่จะทำความเพียรได้ผลมากหรือน้อย โดยมีความสัมพันธ์กับข้อที่ 52 คือ สมัยที่เป็นคนแก่ มีอาพาธ ข้าวยากหมากแพง มีการปล้น สมัยที่ภิกษุแตกกัน จะเห็นว่าสมัยเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังมีช่องให้ผ่านไปได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฏก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: นีวรณวรรค ข้อที่ 51-54</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้มักโกรธ [6733-6t]</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้มักโกรธ [6733-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Aug 2024 21:00:37 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66bf661d8d5b0e0994c230af/media.mp3" length="27131637" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66bf661d8d5b0e0994c230af</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66bf661d8d5b0e0994c230af</link>
			<acast:episodeId>66bf661d8d5b0e0994c230af</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlgmXuxow4Dh4mumvMuXwYIQfDZ1GpChwP6pvPt2iYpy3J6MMzCGjN/Q7sBKm7q0XnvF1Vg2T9Wh9Ik0aZIgi1Z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#62_เมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตาจิต</strong>&nbsp;พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาจิตว่ามีอานิสงส์มาก โดยพระองค์เองนั้นได้เคยเจริญเมตตาจิตตลอดระยะเวลา 7 ปี และด้วยอานิสงส์นี้ทำให้พระองค์ได้เสวยสุขอยู่ในชั้นพรหมไม่ได้กลับมาสู่โลกนี้อีกตลอด 7 สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป ทรงเป็นมหาพรหมเป็นท้าวสักกะและได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีรัตนะ 7 ประการ</p><br><p><strong>#63_ภริยาสูตร ว่าด้วยภรรยา 7 ประเภท</strong>&nbsp;โดยปรารภนางสุชาดาซึ่งเป็นน้องสาวของนางวิสาขา นางสุชาดามีอุปนิสัยดื้อรั้น พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งเรียกนางมาและกล่าวถามนางว่า “ ในภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้ นางเป็นภรรยาประเภทไหน ” นางสุชาดาไม่เข้าใจความหมายแห่งภาษิตนั้น จึงได้ทูลขอให้พระผู้ภาคโปรดแสดงธรรมนั้นแก่นาง และหลังจากที่นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วทำให้นางตั้งอยู่ในศีลและได้ทูลตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ นางเป็นภรรยาดุจทาสี ” คือ ถูกทำให้โกรธก็ไม่โกรธอดทนได้ สงบเสงี่ยมประพฤติตามอำนาจสามี</p><br><p><strong>#64_โกธนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ</strong>&nbsp;ความโกรธนั้นอาจเริ่มต้นมาจากปฏิฆะ (ความขัดเคือง) เป็นโทสะแล้วเพิ่มระดับขึ้นมาเป็น โกธะ คือ ความโกรธ เมื่อเราโกรธใครแล้วเราย่อมคิดไม่ดีกับบุคคลนั้น ความคิดให้เขาได้ไม่ดีนั้นนั่นแหละมันเป็นพิษร้ายทำลายตัวเราเอง และในทั้ง 7 ประการนี้เราได้ความไม่ดีนั้นก่อนเลยเพราะความโกรธมันเริ่มที่เราอยู่ในเรา ผู้มักโกรธจึงมักมีผิวพรรณหยาบ อยู่เป็นทุกข์ ไม่เจริญ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศ เสื่อมมิตร ไปอบาย แก้ไขความโกรธด้วยจิตที่เมตตาหรือมีพรหมวิหาร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><br><p>--------------------------------------------------------------------</p><p><strong>Q&amp;A: นิพพานในขณะมีชีวิต / การนับอายุพรรษาของสมณเพศ</strong></p><p>นิพพาน คือ ความดับเย็น – ความดับสนิทแห่งกิเลส นิพพานมี 2 ประเภท คือ สอุปานิเสสนิพพาน (ยังมีชีวิต) และ อนุปาทิเสสนิพพาน (ธาตุขันธ์ดับ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#62_เมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตาจิต</strong>&nbsp;พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการเจริญเมตตาจิตว่ามีอานิสงส์มาก โดยพระองค์เองนั้นได้เคยเจริญเมตตาจิตตลอดระยะเวลา 7 ปี และด้วยอานิสงส์นี้ทำให้พระองค์ได้เสวยสุขอยู่ในชั้นพรหมไม่ได้กลับมาสู่โลกนี้อีกตลอด 7 สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป ทรงเป็นมหาพรหมเป็นท้าวสักกะและได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีรัตนะ 7 ประการ</p><br><p><strong>#63_ภริยาสูตร ว่าด้วยภรรยา 7 ประเภท</strong>&nbsp;โดยปรารภนางสุชาดาซึ่งเป็นน้องสาวของนางวิสาขา นางสุชาดามีอุปนิสัยดื้อรั้น พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งเรียกนางมาและกล่าวถามนางว่า “ ในภรรยาทั้ง 7 ประเภทนี้ นางเป็นภรรยาประเภทไหน ” นางสุชาดาไม่เข้าใจความหมายแห่งภาษิตนั้น จึงได้ทูลขอให้พระผู้ภาคโปรดแสดงธรรมนั้นแก่นาง และหลังจากที่นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วทำให้นางตั้งอยู่ในศีลและได้ทูลตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ นางเป็นภรรยาดุจทาสี ” คือ ถูกทำให้โกรธก็ไม่โกรธอดทนได้ สงบเสงี่ยมประพฤติตามอำนาจสามี</p><br><p><strong>#64_โกธนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ</strong>&nbsp;ความโกรธนั้นอาจเริ่มต้นมาจากปฏิฆะ (ความขัดเคือง) เป็นโทสะแล้วเพิ่มระดับขึ้นมาเป็น โกธะ คือ ความโกรธ เมื่อเราโกรธใครแล้วเราย่อมคิดไม่ดีกับบุคคลนั้น ความคิดให้เขาได้ไม่ดีนั้นนั่นแหละมันเป็นพิษร้ายทำลายตัวเราเอง และในทั้ง 7 ประการนี้เราได้ความไม่ดีนั้นก่อนเลยเพราะความโกรธมันเริ่มที่เราอยู่ในเรา ผู้มักโกรธจึงมักมีผิวพรรณหยาบ อยู่เป็นทุกข์ ไม่เจริญ เสื่อมทรัพย์ เสื่อมยศ เสื่อมมิตร ไปอบาย แก้ไขความโกรธด้วยจิตที่เมตตาหรือมีพรหมวิหาร</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><br><p>--------------------------------------------------------------------</p><p><strong>Q&amp;A: นิพพานในขณะมีชีวิต / การนับอายุพรรษาของสมณเพศ</strong></p><p>นิพพาน คือ ความดับเย็น – ความดับสนิทแห่งกิเลส นิพพานมี 2 ประเภท คือ สอุปานิเสสนิพพาน (ยังมีชีวิต) และ อนุปาทิเสสนิพพาน (ธาตุขันธ์ดับ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุบายแก้ความง่วง [6732-6t]</title>
			<itunes:title>อุบายแก้ความง่วง [6732-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Aug 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66b67039a20d945cbcb17f3c/media.mp3" length="27865751" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66b67039a20d945cbcb17f3c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66b67039a20d945cbcb17f3c</link>
			<acast:episodeId>66b67039a20d945cbcb17f3c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkBCl3neiumgbawNPDnNo0ZjUwu0yEX1e3JGDwX/I7/lp1fYESNqMnfwjXkiVG33wfP7MAOt3VIFKcVa3D1yFBa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#58_อรักเขยยสูตร ว่าด้วยฐานะที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา</strong> ก็เพราะด้วยพระตถาคตนั้นมีความประพฤติทางกาย-วาจา- ใจและอาชีวะที่บริสุทธิ์อยู่แล้วจึงไม่ต้องอาศัยใครให้คอยมาช่วยปิดบังรักษาอะไรให้ และเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าในธรรมที่ตนได้ประกาศไว้ดีแล้วเพราะตัวเองก็ทำได้ด้วย ผู้ที่ตนบอกสอนก็ทำได้ด้วยและก็มีจำนวนไม่ใช่น้อยแต่มีเป็นจำนวนมากมาย จึงไม่หวั่นกลัวต่อคำพูดหรือคำติเตียนใดๆ เพราะด้วยธรรมที่ตนได้ปรพฤติไว้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว</p><br><p><strong>#59_กิมิลสูตร</strong> ท่านพระกิมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานและไม่ได้นาน ซึ่งเหตุที่ทำให้ตั้งอยู่ได้นานนั้นคือ การเป็นผู้มีความเคารพยำเกรงในศาสดา / ธรรม / สงฆ์ / สิกขา / สมาธิ / ความไม่ประมาท / ปฏิสันถาร (บอกสอนต่อ) และเหตุที่ทำให้เสื่อมคือ การไม่มีความเคารพยำเกรง...ฯ</p><br><p><strong>#60_สัตตธัมมสูตร ว่าด้วยธรรม 7 ประการ ที่เป็นเหตุให้บรรลุวิมุตติ</strong> คือ เป็นผู้มีศรัทธา / มีศีล / เป็นพหูสูต / เป็นผู้หลีกเร้น ทั้งภายนอกและภายใน / ปรารภความเพียร / มีสติ / มีปัญญา</p><br><p><strong>#61_จปลายมานสูตร ว่าด้วยอุบายแก้ความง่วง</strong> พระผู้มีพระภาคทรงทอดพระเนตรด้วยตาทิพย์เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังนั่งง่วงอยู่ จึงทรงให้อุบายแก้ง่วงแก่ท่านพระโมคคัลลานะไว้ถึง 7 ลำดับขั้นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ไม่ให้มนสิการถึงสัญญาที่ทำให้ง่วงนั้น / ให้ตรึกตรองพิจารณาธรรม / สาธยายธรรม / ยอนช่องหูทั้ง 2 ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว / ลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย / นึกถึงแสงสว่างในเวลากลางวัน / เดินจงกรม แต่ถ้ายังละไม่ได้จากที่กล่าวมาแล้วก็พึงสำเร็จสีหไสยา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#58_อรักเขยยสูตร ว่าด้วยฐานะที่พระตถาคตไม่ต้องรักษา</strong> ก็เพราะด้วยพระตถาคตนั้นมีความประพฤติทางกาย-วาจา- ใจและอาชีวะที่บริสุทธิ์อยู่แล้วจึงไม่ต้องอาศัยใครให้คอยมาช่วยปิดบังรักษาอะไรให้ และเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าในธรรมที่ตนได้ประกาศไว้ดีแล้วเพราะตัวเองก็ทำได้ด้วย ผู้ที่ตนบอกสอนก็ทำได้ด้วยและก็มีจำนวนไม่ใช่น้อยแต่มีเป็นจำนวนมากมาย จึงไม่หวั่นกลัวต่อคำพูดหรือคำติเตียนใดๆ เพราะด้วยธรรมที่ตนได้ปรพฤติไว้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว</p><br><p><strong>#59_กิมิลสูตร</strong> ท่านพระกิมิละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานและไม่ได้นาน ซึ่งเหตุที่ทำให้ตั้งอยู่ได้นานนั้นคือ การเป็นผู้มีความเคารพยำเกรงในศาสดา / ธรรม / สงฆ์ / สิกขา / สมาธิ / ความไม่ประมาท / ปฏิสันถาร (บอกสอนต่อ) และเหตุที่ทำให้เสื่อมคือ การไม่มีความเคารพยำเกรง...ฯ</p><br><p><strong>#60_สัตตธัมมสูตร ว่าด้วยธรรม 7 ประการ ที่เป็นเหตุให้บรรลุวิมุตติ</strong> คือ เป็นผู้มีศรัทธา / มีศีล / เป็นพหูสูต / เป็นผู้หลีกเร้น ทั้งภายนอกและภายใน / ปรารภความเพียร / มีสติ / มีปัญญา</p><br><p><strong>#61_จปลายมานสูตร ว่าด้วยอุบายแก้ความง่วง</strong> พระผู้มีพระภาคทรงทอดพระเนตรด้วยตาทิพย์เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังนั่งง่วงอยู่ จึงทรงให้อุบายแก้ง่วงแก่ท่านพระโมคคัลลานะไว้ถึง 7 ลำดับขั้นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ไม่ให้มนสิการถึงสัญญาที่ทำให้ง่วงนั้น / ให้ตรึกตรองพิจารณาธรรม / สาธยายธรรม / ยอนช่องหูทั้ง 2 ข้าง ใช้มือบีบนวดตัว / ลุกขึ้นยืน ใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย / นึกถึงแสงสว่างในเวลากลางวัน / เดินจงกรม แต่ถ้ายังละไม่ได้จากที่กล่าวมาแล้วก็พึงสำเร็จสีหไสยา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญหาของท่านพระอนุรุทธะ [6731-6t] </title>
			<itunes:title>ปัญหาของท่านพระอนุรุทธะ [6731-6t] </itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Aug 2024 21:00:14 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66ad0caae65b9fd5b02daa48/media.mp3" length="25721508" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66ad0caae65b9fd5b02daa48</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66ad0caae65b9fd5b02daa48</link>
			<acast:episodeId>66ad0caae65b9fd5b02daa48</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkAmTVI40CP3zvzDu4VkwpmYAkTNFbSl1rQCDHwj1hf/oOzjQcQQLaBd1GPYPUTvuyUFBGlimHXmvnffIWVxdD+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>5 พระสูตรสุดท้ายในกุสินารวรรค <strong>ทุติยอนุรุทธสูตร</strong> เป็นพระสูตรที่น่าสนใจ ทำไมการหลุดพ้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้แม้ในผู้ที่มีสมาธิชั้นยอด ทำไมความสามารถในการตรวจโลกธาตุ 1000 จึงเป็นมานะ มีความเป็นตัวเราอยู่ ในสมาธิถ้าบำเพ็ญเพียรมากไป จึงกลายเป็นความฟุ้งซ่าน ดุจไฟที่มากเกินก็ทำให้ทองสุกเกินควร และทำไมอาสวะไม่สามารถละได้ด้วยสมาธิ แต่จะละได้ด้วยปัญญา การละ 3 ข้อนี้ จึงจะเข้านิพพานได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฏิจฉันนสูตร</strong> น่าสนใจตรงที่มนต์ของพราหมณ์ ท่านใช้คำว่ายิ่งปกปิดยิ่งขลัง แต่ในคำสอนตถาคตใช้ว่าเปิดเผยจึงเจริญ ใน<strong>เลขสูตร</strong> รอยขีดบนหินดินและน้ำ ที่เปรียบเหมือนจิตที่มีความโกรธความสะสมต่างกัน จิตที่ฉลาด คือ จิตที่เป็นดั่งน้ำ อดทนมั่นคง เห็นความสามัคคีมีค่ามากกว่าคำด่า&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กฏุวิยสูตร</strong> ทำไมการมีศีลสมบรูณ์จึงทำให้แมลงวันไม่ตอม แมลงวันคือความดำริที่เกี่ยวด้วยราคะ / ของเน่าคืออภิชฌา (ความโลภ) / กลิ่นเหม็นคาวคือพยาบาท</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฐมอนุรุทธสูตร</strong> ธรรม 3 ประการ ที่ทำให้ผู้หญิงไปอบายภูมิ ได้แก่ มีใจกลุ้มด้วยความตระหนี่ ความริษยา กามราคะ ถ้าละเสียได้จะพ้นทุกข์ ละได้ด้วยการให้สละออก มีมุทิตา และพิจารณาอสุภะ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต กุสินาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>5 พระสูตรสุดท้ายในกุสินารวรรค <strong>ทุติยอนุรุทธสูตร</strong> เป็นพระสูตรที่น่าสนใจ ทำไมการหลุดพ้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้แม้ในผู้ที่มีสมาธิชั้นยอด ทำไมความสามารถในการตรวจโลกธาตุ 1000 จึงเป็นมานะ มีความเป็นตัวเราอยู่ ในสมาธิถ้าบำเพ็ญเพียรมากไป จึงกลายเป็นความฟุ้งซ่าน ดุจไฟที่มากเกินก็ทำให้ทองสุกเกินควร และทำไมอาสวะไม่สามารถละได้ด้วยสมาธิ แต่จะละได้ด้วยปัญญา การละ 3 ข้อนี้ จึงจะเข้านิพพานได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฏิจฉันนสูตร</strong> น่าสนใจตรงที่มนต์ของพราหมณ์ ท่านใช้คำว่ายิ่งปกปิดยิ่งขลัง แต่ในคำสอนตถาคตใช้ว่าเปิดเผยจึงเจริญ ใน<strong>เลขสูตร</strong> รอยขีดบนหินดินและน้ำ ที่เปรียบเหมือนจิตที่มีความโกรธความสะสมต่างกัน จิตที่ฉลาด คือ จิตที่เป็นดั่งน้ำ อดทนมั่นคง เห็นความสามัคคีมีค่ามากกว่าคำด่า&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กฏุวิยสูตร</strong> ทำไมการมีศีลสมบรูณ์จึงทำให้แมลงวันไม่ตอม แมลงวันคือความดำริที่เกี่ยวด้วยราคะ / ของเน่าคืออภิชฌา (ความโลภ) / กลิ่นเหม็นคาวคือพยาบาท</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฐมอนุรุทธสูตร</strong> ธรรม 3 ประการ ที่ทำให้ผู้หญิงไปอบายภูมิ ได้แก่ มีใจกลุ้มด้วยความตระหนี่ ความริษยา กามราคะ ถ้าละเสียได้จะพ้นทุกข์ ละได้ด้วยการให้สละออก มีมุทิตา และพิจารณาอสุภะ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต กุสินาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งการหยั่งรู้ว่าใครมีอุปาทานเหลือ [6730-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งการหยั่งรู้ว่าใครมีอุปาทานเหลือ [6730-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Jul 2024 21:00:55 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66a396ccbcdbb3abeba2c171/media.mp3" length="27349667" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66a396ccbcdbb3abeba2c171</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66a396ccbcdbb3abeba2c171</link>
			<acast:episodeId>66a396ccbcdbb3abeba2c171</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm0r16nlHq3QD84Y5GGoIH2DuB6LwzBCXwBzmVlCyeaH99Z77rD+bgaEKps/vuv18YQDo4DbVL7UmmjNhdGda+q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ติสสพรหมสูตร </strong>เทวดา 2 องค์ มาพบพระพุทธเจ้าแล้วกล่าวว่า ภิกษุณีได้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ พระโมคคัลลานะสงสัยว่าเทวดาผู้ใดมีญาณหยั่งรู้ว่าบุคคลผู้ใดมีอุปาทานขันธ์เหลือ จึงไปยังพรหมโลกเพื่อสนทนากับติสสพรหม ติสสพรหมตอบว่าเทวดาชั้นพรหมเหล่าใดที่ยังยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และความเป็นอธิบดีของพรหม แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุ&nbsp;ย่อมไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าผู้ใดยังมีอุปาทานขันธ์ ส่วนเทวดาชั้นพรหมเหล่าใดไม่ยินดีและรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าผู้ใดยังมีอุปาทานขันธ์ แบ่งตามประเภทดังนี้ <strong>อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ ธัมมานุสารี</strong> พระโมคคัลลานะกลับมาทูลพระพุทธเจ้าถึงการสนทนา พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงบุคคลที่ 7 ให้แก่พระโมคคัลลานะว่า <strong>ภิกษุผู้เป็นอนิมิตตวิหารี ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้</strong></p><br><p><strong>สีหเสนาปติสูตร</strong> เป็นพระสูตรที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้&nbsp;พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงผลแห่งการทำทานที่สามารถเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ให้ทานจะเป็นที่รักและพอใจของคนหมู่มาก ผู้สงบจะคบหาผู้ให้ทาน กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานจะขจรไป ผู้ให้ทานจะเข้าไปในบริษัทใด ๆ ด้วยความแกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน หลังจากตายแล้วผู้ให้ทานจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ซึ่งใน 6 ข้อแรก สีหเสนาบดีประจักษ์ด้วยตน ยกเว้นในข้อสุดท้าย</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ติสสพรหมสูตร </strong>เทวดา 2 องค์ มาพบพระพุทธเจ้าแล้วกล่าวว่า ภิกษุณีได้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ พระโมคคัลลานะสงสัยว่าเทวดาผู้ใดมีญาณหยั่งรู้ว่าบุคคลผู้ใดมีอุปาทานขันธ์เหลือ จึงไปยังพรหมโลกเพื่อสนทนากับติสสพรหม ติสสพรหมตอบว่าเทวดาชั้นพรหมเหล่าใดที่ยังยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และความเป็นอธิบดีของพรหม แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุ&nbsp;ย่อมไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าผู้ใดยังมีอุปาทานขันธ์ ส่วนเทวดาชั้นพรหมเหล่าใดไม่ยินดีและรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าผู้ใดยังมีอุปาทานขันธ์ แบ่งตามประเภทดังนี้ <strong>อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ ธัมมานุสารี</strong> พระโมคคัลลานะกลับมาทูลพระพุทธเจ้าถึงการสนทนา พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงบุคคลที่ 7 ให้แก่พระโมคคัลลานะว่า <strong>ภิกษุผู้เป็นอนิมิตตวิหารี ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้</strong></p><br><p><strong>สีหเสนาปติสูตร</strong> เป็นพระสูตรที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการให้&nbsp;พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงผลแห่งการทำทานที่สามารถเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ให้ทานจะเป็นที่รักและพอใจของคนหมู่มาก ผู้สงบจะคบหาผู้ให้ทาน กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานจะขจรไป ผู้ให้ทานจะเข้าไปในบริษัทใด ๆ ด้วยความแกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน หลังจากตายแล้วผู้ให้ทานจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ซึ่งใน 6 ข้อแรก สีหเสนาบดีประจักษ์ด้วยตน ยกเว้นในข้อสุดท้าย</p><br><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ [6729-6t]</title>
			<itunes:title>เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ [6729-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Jul 2024 21:00:06 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/669a7bbfa3714ab13ee6519f/media.mp3" length="25694039" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">669a7bbfa3714ab13ee6519f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/669a7bbfa3714ab13ee6519f</link>
			<acast:episodeId>669a7bbfa3714ab13ee6519f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk/L3+F0tywP3DyrkP6Ch1bMk3/rT/Dbfg4fMpGyyqtDB+l0+SMufxiskQrnk+Aj6lytlLEUXfd+r9p/4SjOnNC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>อัพยากตสูตร ว่าด้วยเรื่องไม่พยากรณ์</strong> พยากรณ์ก็คือคำตอบ ในข้อนี้ภิกษุทูลถามถึงความแตกต่างของปุถุชนที่มักสงสัยกับอริยบุคคลที่ไม่สงสัยในเรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ 7 ประการ คือ ทิฏฐิ 10 ตัณหา สัญญา ความเข้าใจ ความปรุงแต่ง อุปาทาน และวิปปฏิสา ในทิฏฐิทั้ง 10 นั้น ที่อริยบุคคลไม่สงสัยเพราะคิดมาในระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้องคืออริยสัจสี่ เดินมาตามมรรค 8 และแต่ละข้อที่ว่าเป็นทุกข์นั้น ถ้าเดินมาตามมรรค มาตามระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง จะพ้นทุกข์ได้เช่นกัน เพราะการมีโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>ปุริสคติสูตร ว่าด้วยเรื่องคติของบุรุษ</strong> พูดถึงคติ 7 อย่าง ที่คน ๆ หนึ่งจะบรรลุธรรม อนุปาทาปรินิพพานมีลักษณะไปได้อยู่ 7 ทางแบบนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><ol><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก แล้วดับ</li><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป แล้วดับ</li><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ยังไม่ตกถึงพื้น แล้วดับ</li><li><strong>อุปหัจจปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกถึงพื้น แล้วดับ</li><li><strong>อสังขารปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกลงที่กองหญ้ากองไม้เล็กๆ แล้วดับ (หมดเชื้อ)</li><li><strong>สสังขารปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกลงที่กองหญ้ากองไม้เขื่อง ๆ แล้วดับ (หมดเชื้อ)</li><li><strong>อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี</strong> สะเก็ดร่อนออกลอยไป ตกลงที่กองไม้ใหญ่ๆลามไปสุดชายเขา สุดชายน้ำ</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>อัพยากตสูตร ว่าด้วยเรื่องไม่พยากรณ์</strong> พยากรณ์ก็คือคำตอบ ในข้อนี้ภิกษุทูลถามถึงความแตกต่างของปุถุชนที่มักสงสัยกับอริยบุคคลที่ไม่สงสัยในเรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ 7 ประการ คือ ทิฏฐิ 10 ตัณหา สัญญา ความเข้าใจ ความปรุงแต่ง อุปาทาน และวิปปฏิสา ในทิฏฐิทั้ง 10 นั้น ที่อริยบุคคลไม่สงสัยเพราะคิดมาในระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้องคืออริยสัจสี่ เดินมาตามมรรค 8 และแต่ละข้อที่ว่าเป็นทุกข์นั้น ถ้าเดินมาตามมรรค มาตามระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง จะพ้นทุกข์ได้เช่นกัน เพราะการมีโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>ปุริสคติสูตร ว่าด้วยเรื่องคติของบุรุษ</strong> พูดถึงคติ 7 อย่าง ที่คน ๆ หนึ่งจะบรรลุธรรม อนุปาทาปรินิพพานมีลักษณะไปได้อยู่ 7 ทางแบบนี้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><ol><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก แล้วดับ</li><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป แล้วดับ</li><li><strong>อันตราปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ยังไม่ตกถึงพื้น แล้วดับ</li><li><strong>อุปหัจจปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกถึงพื้น แล้วดับ</li><li><strong>อสังขารปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกลงที่กองหญ้ากองไม้เล็กๆ แล้วดับ (หมดเชื้อ)</li><li><strong>สสังขารปรินิพายี</strong> สะเก็ดร่อนออก ลอยไป ตกลงที่กองหญ้ากองไม้เขื่อง ๆ แล้วดับ (หมดเชื้อ)</li><li><strong>อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี</strong> สะเก็ดร่อนออกลอยไป ตกลงที่กองไม้ใหญ่ๆลามไปสุดชายเขา สุดชายน้ำ</li></ol><p><br></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 15 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัญญาพานิพพาน [6728-6t]</title>
			<itunes:title>สัญญาพานิพพาน [6728-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Jul 2024 13:19:13 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66912d5391552326019ab992/media.mp3" length="25714450" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66912d5391552326019ab992</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66912d5391552326019ab992</link>
			<acast:episodeId>66912d5391552326019ab992</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmKrJ/cAvrV65DO6aKJTlStBnC1qrQmHn+biVy1XRxTNVHjivTlFB8DMxHCjXxFt4CpNW9eT4PsAiwW7ofBhR0v]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ลิจฉวิกุมารกสูตร</strong> ปรารภเจ้าลิจฉวี เป็นลักษณะการใช้จ่ายทรัพย์ที่ทำให้เกิดความเจริญในชีวิตไม่มีเสื่อมเลย 5 ข้อนี้เป็นการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 นัยยะ&nbsp;</p><br><p>ใน <strong>ปฐมและทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร</strong> เป็นเรื่องของพระบวชเมื่อแก่ ที่มักเรียกว่า “หลวงตา” ที่สำคัญคืออย่าไปเหมารวมว่าไม่ดีหมด ไม่ใช่ แต่ให้มองว่าถ้ามีคุณลักษณะที่ดี 2 นัยยะ นัยยะละ 5 ข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถเป็นบุคคลที่ประเสริฐได้&nbsp;</p><br><p>ใน <strong>ปฐมและทุติยสัญญาสูตร หมวดว่าด้วยสัญญา</strong> สัญญา หมายถึง ความหมายรู้ กำหนดรู้ขึ้น สัญญาไม่ใช่เหมือนกันหมด บางสัญญาก็จะเป็นไปเพื่อความมีกิเลสมาก ขณะเดียวกันสัญญาบางอย่างก็ลดกิเลสได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่ทำให้กิเลสเพิ่มหรือกิเลสลด ต่างก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมรรคกับทุกข์เหมือนกันตรงความไม่เที่ยง ต่างกันตรงหน้าที่ มรรคทำให้มาก ทุกข์ให้เข้าใจ สัญญา 5 ประการได้แก่&nbsp;</p><ol><li>อนิจจสัญญา กำหนดหมายว่ามันไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับเหตุเงื่อนไขปัจจัยไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เพื่อลดความมัวเมาในอัตตาตัวตน&nbsp;</li><li>อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีปัจจัย ไม่ได้เป็นอัตตา (อาศัยเหตุปัจจัยไม่ได้เป็นตัวตนของมันเอง) ละอุปาทานในความเป็นตัวฉัน ความเป็นของฉัน และความเป็นตัวตนของฉัน เพื่อลดความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา</li><li>มรณสัญญา การกำหนดหมายว่าสิ่งต่าง ๆ มีความตายเป็นธรรมดา เป็นการลดความมัวเมาในชีวิต</li><li>อาหาเรปฏิกูลสัญญา กำหนดหมายในความไม่น่าดู เพื่อรู้ประมาณในการบริโภค รู้เวทนา เป็นไปเพื่ออานิสงส์ใหญ่&nbsp;</li><li>สัพพโลเกอนภิรติสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่มองตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา มองผ่านสติ&nbsp;</li></ol><p><br></p><p>สัญญา 5 ประการนี้เป็นทางแห่งมรรค ที่เมื่อเจริญแล้ว จะทำความเป็นอมตะให้เกิดขึ้นได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ลิจฉวิกุมารกสูตร</strong> ปรารภเจ้าลิจฉวี เป็นลักษณะการใช้จ่ายทรัพย์ที่ทำให้เกิดความเจริญในชีวิตไม่มีเสื่อมเลย 5 ข้อนี้เป็นการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 นัยยะ&nbsp;</p><br><p>ใน <strong>ปฐมและทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร</strong> เป็นเรื่องของพระบวชเมื่อแก่ ที่มักเรียกว่า “หลวงตา” ที่สำคัญคืออย่าไปเหมารวมว่าไม่ดีหมด ไม่ใช่ แต่ให้มองว่าถ้ามีคุณลักษณะที่ดี 2 นัยยะ นัยยะละ 5 ข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถเป็นบุคคลที่ประเสริฐได้&nbsp;</p><br><p>ใน <strong>ปฐมและทุติยสัญญาสูตร หมวดว่าด้วยสัญญา</strong> สัญญา หมายถึง ความหมายรู้ กำหนดรู้ขึ้น สัญญาไม่ใช่เหมือนกันหมด บางสัญญาก็จะเป็นไปเพื่อความมีกิเลสมาก ขณะเดียวกันสัญญาบางอย่างก็ลดกิเลสได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่ทำให้กิเลสเพิ่มหรือกิเลสลด ต่างก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมรรคกับทุกข์เหมือนกันตรงความไม่เที่ยง ต่างกันตรงหน้าที่ มรรคทำให้มาก ทุกข์ให้เข้าใจ สัญญา 5 ประการได้แก่&nbsp;</p><ol><li>อนิจจสัญญา กำหนดหมายว่ามันไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับเหตุเงื่อนไขปัจจัยไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เพื่อลดความมัวเมาในอัตตาตัวตน&nbsp;</li><li>อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีปัจจัย ไม่ได้เป็นอัตตา (อาศัยเหตุปัจจัยไม่ได้เป็นตัวตนของมันเอง) ละอุปาทานในความเป็นตัวฉัน ความเป็นของฉัน และความเป็นตัวตนของฉัน เพื่อลดความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา</li><li>มรณสัญญา การกำหนดหมายว่าสิ่งต่าง ๆ มีความตายเป็นธรรมดา เป็นการลดความมัวเมาในชีวิต</li><li>อาหาเรปฏิกูลสัญญา กำหนดหมายในความไม่น่าดู เพื่อรู้ประมาณในการบริโภค รู้เวทนา เป็นไปเพื่ออานิสงส์ใหญ่&nbsp;</li><li>สัพพโลเกอนภิรติสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่มองตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา มองผ่านสติ&nbsp;</li></ol><p><br></p><p>สัญญา 5 ประการนี้เป็นทางแห่งมรรค ที่เมื่อเจริญแล้ว จะทำความเป็นอมตะให้เกิดขึ้นได้</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทานที่เหมือนกันแต่ให้ผลที่ต่างกัน [6727-6t]</title>
			<itunes:title>ทานที่เหมือนกันแต่ให้ผลที่ต่างกัน [6727-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Jul 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66882f5b453c109b96b5d77a/media.mp3" length="25717021" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66882f5b453c109b96b5d77a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66882f5b453c109b96b5d77a</link>
			<acast:episodeId>66882f5b453c109b96b5d77a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmFxqHEeGsiB4CfBWW/TV5DH/QPw5TWoDPdMLCkjQ+eeGN6wqBrIoYf+q56qxXHXq7Tp0LIxzXGl7xYHJrLpkes]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ผลหรืออานิสงส์แห่งทานนั้นจะมากหรือน้อยย่อมอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความปราณีตของทาน หยาบหรือละเอียด รวมไปถึงความศรัทธาของผู้ให้ ก่อนให้-ระหว่างให้-หลังให้ และผู้รับที่มีกิเลสเบาบาง หรือกำลังปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส หรือเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>ในข้อที่ #52 ทานมหัปผลสูตร </strong>เป็นเรื่องราวที่ชาวเมืองกรุงจำปามีข้อสงสัยในเรื่องผลแห่งทาน ว่า<strong> “ทำไมทานที่เหมือนกัน จึงให้ผลที่แตกต่างกัน”</strong> โดยมีท่านพระสารีบุตรเป็นตัวแทนในการกราบทูลถามพระผู้มีภาคเจ้า แล้วคำตอบก็คือ<strong> “การตั้งจิตของผู้ให้ทานนั่นเอง”</strong> โดยได้อธิบายไว้ถึง 7 ระดับด้วยกัน และมีอานิสงส์ให้ไปเกิดในสวรรค์ 6 ชั้น ไล่ไปตามลำดับจนไปถึงชั้นพรหมกายิกา โดยมีรายละเอียดในการให้ทานเพราะ</p><ol><li>หวังผลของทาน - ให้ด้วยความอยาก</li><li>การให้ทานเป็นการดี - ให้เพราะยำเกรง</li><li>บรรพบุรุษเคยทำไว้ - ให้เพราะละอายกลัวบาป</li><li>สมณะจะหุงหาอาหารกินเองไม่ได้ - ให้ของดี ๆ ก่อน</li><li>เป็นทักขิไนยบุคคล - ให้ของที่ควรแก่ทักขิไนยบุคคล</li><li>ให้แล้วจิตผ่องใส&nbsp;</li><li>เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต - เพื่อให้จิตเกิดสมถะและวิปัสสนา</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #53 นันทมาตาสูตร</strong> <strong>ความน่าอัศจรรย์ในธรรม 7 ประการของนันทมาตา</strong> หรือที่คุ้นเคยในชื่อของนางอุตตรานันทมาตา ซึ่งนางได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกาในการยินดีในฌาน เป็นเรื่องราวของการสวดปารายนสูตรของนางนันทมาตา แล้วท้าวเวสวัณมหาราชได้มาสดับฟังจนจบอนุโมทนาในบุญกุศล เป็นเหตุให้นางได้พบพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร แล้วได้เล่าถึงความน่าอัศจรรย์ทั้ง 7 ประการของนางให้ท่านทั้งสองฟัง</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ผลหรืออานิสงส์แห่งทานนั้นจะมากหรือน้อยย่อมอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นความปราณีตของทาน หยาบหรือละเอียด รวมไปถึงความศรัทธาของผู้ให้ ก่อนให้-ระหว่างให้-หลังให้ และผู้รับที่มีกิเลสเบาบาง หรือกำลังปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส หรือเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>ในข้อที่ #52 ทานมหัปผลสูตร </strong>เป็นเรื่องราวที่ชาวเมืองกรุงจำปามีข้อสงสัยในเรื่องผลแห่งทาน ว่า<strong> “ทำไมทานที่เหมือนกัน จึงให้ผลที่แตกต่างกัน”</strong> โดยมีท่านพระสารีบุตรเป็นตัวแทนในการกราบทูลถามพระผู้มีภาคเจ้า แล้วคำตอบก็คือ<strong> “การตั้งจิตของผู้ให้ทานนั่นเอง”</strong> โดยได้อธิบายไว้ถึง 7 ระดับด้วยกัน และมีอานิสงส์ให้ไปเกิดในสวรรค์ 6 ชั้น ไล่ไปตามลำดับจนไปถึงชั้นพรหมกายิกา โดยมีรายละเอียดในการให้ทานเพราะ</p><ol><li>หวังผลของทาน - ให้ด้วยความอยาก</li><li>การให้ทานเป็นการดี - ให้เพราะยำเกรง</li><li>บรรพบุรุษเคยทำไว้ - ให้เพราะละอายกลัวบาป</li><li>สมณะจะหุงหาอาหารกินเองไม่ได้ - ให้ของดี ๆ ก่อน</li><li>เป็นทักขิไนยบุคคล - ให้ของที่ควรแก่ทักขิไนยบุคคล</li><li>ให้แล้วจิตผ่องใส&nbsp;</li><li>เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต - เพื่อให้จิตเกิดสมถะและวิปัสสนา</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #53 นันทมาตาสูตร</strong> <strong>ความน่าอัศจรรย์ในธรรม 7 ประการของนันทมาตา</strong> หรือที่คุ้นเคยในชื่อของนางอุตตรานันทมาตา ซึ่งนางได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะฝ่ายอุบาสิกาในการยินดีในฌาน เป็นเรื่องราวของการสวดปารายนสูตรของนางนันทมาตา แล้วท้าวเวสวัณมหาราชได้มาสดับฟังจนจบอนุโมทนาในบุญกุศล เป็นเหตุให้นางได้พบพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร แล้วได้เล่าถึงความน่าอัศจรรย์ทั้ง 7 ประการของนางให้ท่านทั้งสองฟัง</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6726-6t]</title>
			<itunes:title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6726-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Jun 2024 21:00:08 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/667ee4e07fa1ea6832c50dc7/media.mp3" length="27894844" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">667ee4e07fa1ea6832c50dc7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/667ee4e07fa1ea6832c50dc7</link>
			<acast:episodeId>667ee4e07fa1ea6832c50dc7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkBB5I/gLj289qpQ/slFw0qHIju/K7Vy7vaA6IJBXOIkqhjJdgeM7M2pHLzxutlfDDvEDeiSPgfKRVUA0o+VxJw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ </strong>ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดา แล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สังคหวัตถุสูตร </strong>เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>มาลุงกยปุตตสูตร</strong> พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ หรือกิเลสในปัจจัย 4 นั่นเอง <strong>“ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8” </strong>ละตัณหาละมานะได้ก็พ้นทุกข์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กุลสูตร</strong> ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ </strong>ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดา แล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สังคหวัตถุสูตร </strong>เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>มาลุงกยปุตตสูตร</strong> พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ หรือกิเลสในปัจจัย 4 นั่นเอง <strong>“ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8” </strong>ละตัณหาละมานะได้ก็พ้นทุกข์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กุลสูตร</strong> ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เครื่องสอบพรหมจรรย์ “เมถุนสังโยค” [6725-6t]</title>
			<itunes:title>เครื่องสอบพรหมจรรย์ “เมถุนสังโยค” [6725-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Jun 2024 21:00:12 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66759300a4ecc300124a6543/media.mp3" length="26736099" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66759300a4ecc300124a6543</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66759300a4ecc300124a6543</link>
			<acast:episodeId>66759300a4ecc300124a6543</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmQsuPfsHHxyDVNsGb6CH8cNL7HNQN1z5XKEjjsX4LULy8J7LaAl7dWgIRWxUbpGT8FhX8FeaKFSk01m6YWhJVA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q&amp;A จากคำถามในสัญญาทั้ง 7 ประการ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีลำดับในการเจริญสัญญา คำตอบ ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น ต้นทองกวาวจะบอกว่ามีสีแสด.. ก็ใช่ หรือใบดก.. ก็ใช่ หรือจะมีลำต้นดำ.. ก็ใช่ คือทั้งหมดก็เป็นลักษณะของต้นทองกวาวเช่นเดียวกับสัญญา 7 ประการ เมื่อเจริญสัญญาอย่างหนึ่ง สัญญาอื่น ๆ ก็เจริญขึ้นมาด้วย เปรียบเสมือนทางที่จะขึ้นไปบนยอดเขา (นิพพาน) จะขึ้นจากทิศใดก็สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #50_เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค 7 ระดับ</strong> เป็นเรื่องราวของชาณุสโสณิพราหมณ์ที่มีความสงสัยในพระพุทธเจ้าที่พูดว่าตนเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งที่เคยอยู่ครองเรือนมาก่อน มีปราสาทถึง 3 หลังและแวดล้อมด้วยนางรำ ซึ่งแตกต่างกับลัทธิของตนที่ต้องประพฤติพรหมจรรย์ตามระยะเวลาถึง 48 ปี จึงจะเรียกได้ว่า “บรรลุอรหันต์”&nbsp;</p><br><p>พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวถึงผู้ใดผู้หนึ่งว่า “เขาประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ บริบูรณ์ บุคคลนั้น เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวถึงเรานั้นแล เพราะเราประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ บริบูรณ์” และทรงได้แจกแจงเมถุนสังโยคทั้ง 7 ระดับแก่ ชาณุสโสณิพราหมณ์จนเกิดความปิติเลื่อมใสปฏิญาณตนขอเป็นอุบาสก</p><br><p><em>*ถึงแม้ว่าการประพฤติพรมหมจรรย์นั้นจะไม่มีกิจกรรมของคนคู่ก็จริงอยู่ แต่ถ้ายังยินดีในสัมผัสทางกาย ยินดีในการพูดสนุกล้อเล่น ยังยินดีในเสียงที่ได้ยิน ยังยินดีในรูปที่ตาเห็น ยังหวนระลึกถึงรูปเสียงในคนนั้นอยู่ ยังนึกถึงกามคุณ 5 และยังยินดีในกามของเหล่าเทวดาทั้งหลายอยู่ เราเรียกผู้นั้นว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #51_สังโยคสูตร ว่าด้วยความเกี่ยวข้องและความไม่เกี่ยวข้อง 7 ประการในสตรีและบุรุษ</strong> กล่าวคือ เมื่อกำหนดความเป็นตัวตนในตนขึ้นมา ย่อมกำหนดความเป็นตัวตนในบุคคลอื่นได้เช่นกัน เมื่อมีความยึดในตนขึ้นมาได้มันก็สามารถคลืบคลานไปยึดถือในบุคคลอื่นและสิ่งอื่นได้เหมือนกันนี้คือความเกี่ยวข้อง ซึ่งได้แสดงรายละเอียดไว้ในพระสูตรทั้ง 7 ประการด้วยกัน</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q&amp;A จากคำถามในสัญญาทั้ง 7 ประการ จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีลำดับในการเจริญสัญญา คำตอบ ไม่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น ต้นทองกวาวจะบอกว่ามีสีแสด.. ก็ใช่ หรือใบดก.. ก็ใช่ หรือจะมีลำต้นดำ.. ก็ใช่ คือทั้งหมดก็เป็นลักษณะของต้นทองกวาวเช่นเดียวกับสัญญา 7 ประการ เมื่อเจริญสัญญาอย่างหนึ่ง สัญญาอื่น ๆ ก็เจริญขึ้นมาด้วย เปรียบเสมือนทางที่จะขึ้นไปบนยอดเขา (นิพพาน) จะขึ้นจากทิศใดก็สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #50_เมถุนสูตร ว่าด้วยเมถุนสังโยค 7 ระดับ</strong> เป็นเรื่องราวของชาณุสโสณิพราหมณ์ที่มีความสงสัยในพระพุทธเจ้าที่พูดว่าตนเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งที่เคยอยู่ครองเรือนมาก่อน มีปราสาทถึง 3 หลังและแวดล้อมด้วยนางรำ ซึ่งแตกต่างกับลัทธิของตนที่ต้องประพฤติพรหมจรรย์ตามระยะเวลาถึง 48 ปี จึงจะเรียกได้ว่า “บรรลุอรหันต์”&nbsp;</p><br><p>พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวถึงผู้ใดผู้หนึ่งว่า “เขาประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ บริบูรณ์ บุคคลนั้น เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวถึงเรานั้นแล เพราะเราประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์ บริบูรณ์” และทรงได้แจกแจงเมถุนสังโยคทั้ง 7 ระดับแก่ ชาณุสโสณิพราหมณ์จนเกิดความปิติเลื่อมใสปฏิญาณตนขอเป็นอุบาสก</p><br><p><em>*ถึงแม้ว่าการประพฤติพรมหมจรรย์นั้นจะไม่มีกิจกรรมของคนคู่ก็จริงอยู่ แต่ถ้ายังยินดีในสัมผัสทางกาย ยินดีในการพูดสนุกล้อเล่น ยังยินดีในเสียงที่ได้ยิน ยังยินดีในรูปที่ตาเห็น ยังหวนระลึกถึงรูปเสียงในคนนั้นอยู่ ยังนึกถึงกามคุณ 5 และยังยินดีในกามของเหล่าเทวดาทั้งหลายอยู่ เราเรียกผู้นั้นว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #51_สังโยคสูตร ว่าด้วยความเกี่ยวข้องและความไม่เกี่ยวข้อง 7 ประการในสตรีและบุรุษ</strong> กล่าวคือ เมื่อกำหนดความเป็นตัวตนในตนขึ้นมา ย่อมกำหนดความเป็นตัวตนในบุคคลอื่นได้เช่นกัน เมื่อมีความยึดในตนขึ้นมาได้มันก็สามารถคลืบคลานไปยึดถือในบุคคลอื่นและสิ่งอื่นได้เหมือนกันนี้คือความเกี่ยวข้อง ซึ่งได้แสดงรายละเอียดไว้ในพระสูตรทั้ง 7 ประการด้วยกัน</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ [6724-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ [6724-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 21:00:01 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/666c77cefc8fc300127210f6/media.mp3" length="27405474" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">666c77cefc8fc300127210f6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/666c77cefc8fc300127210f6</link>
			<acast:episodeId>666c77cefc8fc300127210f6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkM+AGqU7zNoHSlN2/0Ynio02y1SjpgxwC1D2ZLv163KbVCI3wkTNKaniteqCz6ab7tufIP8qYc9X83gCh55M+4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #78_สุขโสมนัสสสูตร</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ต่อไปนี้ เป็นผู้ปรารภเหตุแห่งความสิ้นอาสวะและมากด้วยสุขโสมนัสในปัจจุบัน (สุขโสมนัสที่เกิดจากเนกขัมมะสุข คือ สุขที่เกิดจากความสงบในภายใน) ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรม (ยินดีในกุศลธรรม)</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในภาวนา (ทำให้เจริญ / พัฒนา) – พัฒนาตรงจุดที่ยังไม่ดี ให้ดีขึ้นมา</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในการละ (ละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในปวิเวก (สงัดจากเสียงและการคลุกคลีด้วยหมู่)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในความไม่พยาบาท (คิดปองร้ายเพ่งไปที่ภายนอก) เริ่มจากความไม่เพลินไปในปฏิฆะ(ความขัดเคือง) -&gt; โกรธ(คิดอยู่ภายใน) -&gt; พยาบาท (เพ่งไปที่ภายนอก)</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเครื่องเนิ่นช้า (นิพพาน) พัฒนากุศลธรรมให้เจริญยิ่งขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><em>*ทัศนคติหรือความคิด (mindset) บางอย่างก็เป็นเหตุทำให้เกิดความเนิ่นช้าในกุศลธรรม เราจึงต้องมี “สติ” เพื่อแยกแยะว่า ความคิดใดทำให้เกิดกุศลธรรมก็ควรเจริญ ส่วนความคิดใดที่เป็นเหตุให้เกิดอกุศลก็ควรละ</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>#79_อธิคมสูตร</strong> ธรรมที่เป็นเหตุให้บรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุหรือทำกุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญได้&nbsp;</p><ul><li>เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</li><li>เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</li><li>เป็นผู้ฉลาดในอุบาย (วิธีการ / ทางแก้)</li><li>สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</li><li>รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว&nbsp;</li><li>ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ (ทำติดต่อต่อเนื่อง)</li></ul><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #78_สุขโสมนัสสสูตร</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ต่อไปนี้ เป็นผู้ปรารภเหตุแห่งความสิ้นอาสวะและมากด้วยสุขโสมนัสในปัจจุบัน (สุขโสมนัสที่เกิดจากเนกขัมมะสุข คือ สุขที่เกิดจากความสงบในภายใน) ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรม (ยินดีในกุศลธรรม)</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในภาวนา (ทำให้เจริญ / พัฒนา) – พัฒนาตรงจุดที่ยังไม่ดี ให้ดีขึ้นมา</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในการละ (ละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในปวิเวก (สงัดจากเสียงและการคลุกคลีด้วยหมู่)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในความไม่พยาบาท (คิดปองร้ายเพ่งไปที่ภายนอก) เริ่มจากความไม่เพลินไปในปฏิฆะ(ความขัดเคือง) -&gt; โกรธ(คิดอยู่ภายใน) -&gt; พยาบาท (เพ่งไปที่ภายนอก)</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเครื่องเนิ่นช้า (นิพพาน) พัฒนากุศลธรรมให้เจริญยิ่งขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><em>*ทัศนคติหรือความคิด (mindset) บางอย่างก็เป็นเหตุทำให้เกิดความเนิ่นช้าในกุศลธรรม เราจึงต้องมี “สติ” เพื่อแยกแยะว่า ความคิดใดทำให้เกิดกุศลธรรมก็ควรเจริญ ส่วนความคิดใดที่เป็นเหตุให้เกิดอกุศลก็ควรละ</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>#79_อธิคมสูตร</strong> ธรรมที่เป็นเหตุให้บรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุหรือทำกุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญได้&nbsp;</p><ul><li>เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</li><li>เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</li><li>เป็นผู้ฉลาดในอุบาย (วิธีการ / ทางแก้)</li><li>สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</li><li>รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว&nbsp;</li><li>ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ (ทำติดต่อต่อเนื่อง)</li></ul><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัญญาพาพ้นภัย [6723-6t]</title>
			<itunes:title>สัญญาพาพ้นภัย [6723-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 21:00:49 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66633676b46da3001289c218/media.mp3" length="26312139" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66633676b46da3001289c218</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66633676b46da3001289c218</link>
			<acast:episodeId>66633676b46da3001289c218</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlxK1p+XYyXuH3lSxTC+e/maf6Ajjps18ux+hsn1Jp4d2OJ8U+obFJmNdyWjoir3mCVEcgp2vHEZu9eDazAKATw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ในข้อที่ 48_ปฐมสัญญาสูตร และ ข้อที่ 49_ทุติยสัญญาสูตร </strong>ทั้งสองพระสูตรนี้ ว่าด้วยสัญญา 7 ประการ ที่เมื่อเจริญทำให้มากแล้วจะมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เพราะอาศัยเหตุที่เมื่อเจริญให้มากพอใน </p><p>(1) เจริญ <strong>อสุภสัญญา </strong>แล้ว จะละเมถุนธรรมได้  </p><p>(2) เจริญ <strong>มรณสัญญา </strong>แล้ว จะละความติดใจในชีวิตได้  </p><p>(3) เจริญ <strong>อาหาเร ปฏิกูลสัญญา </strong>แล้ว จะช่วยละความมัวเมาในรสอาหารได้  </p><p>(4) เจริญ <strong>สัพพโลเก อนภิรตสัญญา </strong>แล้ว จะละความไหลหลงในวิจิตรของโลกได้ </p><p>(5) เจริญ <strong>อนิจจสัญญา</strong> แล้ว จะละความหลงในลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเยินย่อได้ </p><p>(6) เจริญ <strong>อนิจเจ ทุกขสัญญา</strong> แล้ว จะละความประมาทไม่ประกอบในความเพียรได้ </p><p>(7) เจริญ <strong>ทุกเข อนัตตสัญญา</strong> แล้ว จะละความยึดถือในตัวตนได้ </p><p><strong><em>&nbsp;</em></strong></p><p><strong><em>“สิ่งใดที่อาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง สิ่งนั้นจึงเป็นทุกข์ (แปรเปลี่ยนทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้)&nbsp;เมื่อเป็นทุกข์เพราะอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดดับ จึงเป็นอนัตตา เมื่อใดรู้เห็นตามความเป็นจริง (เห็นไตรลักษณ์) ในสิ่งที่เป็นทุกข์ (ขันธ์ 5) นี้แล้ว จะไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่เพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะเห็นโทษภัยในทุกข์นั้น”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ในข้อที่ 48_ปฐมสัญญาสูตร และ ข้อที่ 49_ทุติยสัญญาสูตร </strong>ทั้งสองพระสูตรนี้ ว่าด้วยสัญญา 7 ประการ ที่เมื่อเจริญทำให้มากแล้วจะมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เพราะอาศัยเหตุที่เมื่อเจริญให้มากพอใน </p><p>(1) เจริญ <strong>อสุภสัญญา </strong>แล้ว จะละเมถุนธรรมได้  </p><p>(2) เจริญ <strong>มรณสัญญา </strong>แล้ว จะละความติดใจในชีวิตได้  </p><p>(3) เจริญ <strong>อาหาเร ปฏิกูลสัญญา </strong>แล้ว จะช่วยละความมัวเมาในรสอาหารได้  </p><p>(4) เจริญ <strong>สัพพโลเก อนภิรตสัญญา </strong>แล้ว จะละความไหลหลงในวิจิตรของโลกได้ </p><p>(5) เจริญ <strong>อนิจจสัญญา</strong> แล้ว จะละความหลงในลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเยินย่อได้ </p><p>(6) เจริญ <strong>อนิจเจ ทุกขสัญญา</strong> แล้ว จะละความประมาทไม่ประกอบในความเพียรได้ </p><p>(7) เจริญ <strong>ทุกเข อนัตตสัญญา</strong> แล้ว จะละความยึดถือในตัวตนได้ </p><p><strong><em>&nbsp;</em></strong></p><p><strong><em>“สิ่งใดที่อาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยง สิ่งนั้นจึงเป็นทุกข์ (แปรเปลี่ยนทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้)&nbsp;เมื่อเป็นทุกข์เพราะอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดดับ จึงเป็นอนัตตา เมื่อใดรู้เห็นตามความเป็นจริง (เห็นไตรลักษณ์) ในสิ่งที่เป็นทุกข์ (ขันธ์ 5) นี้แล้ว จะไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่เพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะเห็นโทษภัยในทุกข์นั้น”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กองแห่งไฟ [6722-6t]</title>
			<itunes:title>กองแห่งไฟ [6722-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 May 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/665a19ec650f0e0011d63e35/media.mp3" length="27295167" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">665a19ec650f0e0011d63e35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/665a19ec650f0e0011d63e35</link>
			<acast:episodeId>665a19ec650f0e0011d63e35</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk5Ri1VL8V9WAVyXyOJiDGXABGT5soBymnA9aF/SkxvvtLj1fVbvY87Jm3H9+1aXCZo/l08xg2TL+TY8L1nbzMj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การมาทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องของจิตว่า “จิต และ วิญญาณ เป็นคนละอย่างกัน” โดยจิตมายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน เมื่อวิญญาณไปตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา และสังขาร จิตก็ยึดถือสิ่งเหล่านั้นโดยความเป็นตัวตนขึ้นมา ซึ่งจะเห็นได้ใน สังคีติสูตร ที่ได้กล่าวถึงวิญญาณฐิติ 4 ประการ ตามนัยยะของท่านพระสารีบุตร และใ<strong>นข้อที่ #44_สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตรก็ได้อธิบายถึงวิญญาณฐิติ 7 ประการ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) </strong>โดยประการที่ 1-4 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งตามความละเอียดของรูปและนาม (สัญญา) และประการที่ 5-7 ทรงแบ่งตามอรูปฌาน การมาศึกษาตรงนี้จะทำให้เราเข้าใจอุปาทานขันธ์ 5 และวางความยึดถือลงได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_สมาธิปริกขารสูตร ว่าด้วยบริขารแห่งสมาธิ</strong> หมายถึงองค์ประกอบของมรรคสมาธิ คือ สัมมาสมาธิที่แวดล้อมประกอบไปด้วยมรรคทั้ง 7 อย่าง</p><br><p><strong>ข้อที่ #46_ปฐมอัคคิสูตร และ ข้อที่ #47_ทุติยอัคคิสูตร ว่าด้วยไฟ สูตรที่ 1-2</strong> กล่าวถึง ไฟที่ควรละอยู่ 3 กองได้แก่ ไฟ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ และไฟที่บูชา (การบำรุง) ได้แก่ อาหุเนยยัคคิ คหปตัคคิ ทักขิเณยยัคคิ และไฟที่ต้องจุด คอยดู คอยดับ คอยเก็บตามกาลอันควรได้แก่ กัฏฐัคคิ (ไฟที่เกิดจากไม้)</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การมาทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องของจิตว่า “จิต และ วิญญาณ เป็นคนละอย่างกัน” โดยจิตมายึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตน เมื่อวิญญาณไปตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา และสังขาร จิตก็ยึดถือสิ่งเหล่านั้นโดยความเป็นตัวตนขึ้นมา ซึ่งจะเห็นได้ใน สังคีติสูตร ที่ได้กล่าวถึงวิญญาณฐิติ 4 ประการ ตามนัยยะของท่านพระสารีบุตร และใ<strong>นข้อที่ #44_สัตตวิญญาณัฏฐิติสูตรก็ได้อธิบายถึงวิญญาณฐิติ 7 ประการ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) </strong>โดยประการที่ 1-4 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งตามความละเอียดของรูปและนาม (สัญญา) และประการที่ 5-7 ทรงแบ่งตามอรูปฌาน การมาศึกษาตรงนี้จะทำให้เราเข้าใจอุปาทานขันธ์ 5 และวางความยึดถือลงได้</p><br><p><strong>ข้อที่ #45_สมาธิปริกขารสูตร ว่าด้วยบริขารแห่งสมาธิ</strong> หมายถึงองค์ประกอบของมรรคสมาธิ คือ สัมมาสมาธิที่แวดล้อมประกอบไปด้วยมรรคทั้ง 7 อย่าง</p><br><p><strong>ข้อที่ #46_ปฐมอัคคิสูตร และ ข้อที่ #47_ทุติยอัคคิสูตร ว่าด้วยไฟ สูตรที่ 1-2</strong> กล่าวถึง ไฟที่ควรละอยู่ 3 กองได้แก่ ไฟ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ และไฟที่บูชา (การบำรุง) ได้แก่ อาหุเนยยัคคิ คหปตัคคิ ทักขิเณยยัคคิ และไฟที่ต้องจุด คอยดู คอยดับ คอยเก็บตามกาลอันควรได้แก่ กัฏฐัคคิ (ไฟที่เกิดจากไม้)</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปรับทิฐิ ด้วยปัญญา [6721-6t]</title>
			<itunes:title>ปรับทิฐิ ด้วยปัญญา [6721-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 May 2024 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6650b510c08524001218a48a/media.mp3" length="24641734" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6650b510c08524001218a48a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6650b510c08524001218a48a</link>
			<acast:episodeId>6650b510c08524001218a48a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYksHxH3ICkgarDINVYifiSuCKb0++I/UkKZ0/TCLy1pFoY6KG05wOKke2pkMrVyYY3hTmK3akHhrRWTchH+rfy+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เมื่อเราเห็นข้อปฏิบัติหรือสิ่งไม่ดีของผู้อื่นแล้ว เราเลือกที่จะใช้ความดีปฏิบัติตอบ ให้เขาได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นคนดีขึ้นมาได้ เป็นการรักษากันและกัน “ด้วยความดี”</p><br><p>จากคำถามใน<strong> #ข้อ100 กกุธเถรสูตร </strong>“ศาสดาท่านนี้จักทำกรรมใด เขาเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้น” เป็นอุบายการรักษาจิตของสาวก (ลูกศิษย์) ที่เมื่อเห็นอาจารย์ของตนปฏิบัติไม่ดีแล้ว เลือกที่จะรักษาจิตให้มีความดี ให้มีเมตตา</p><br><p><strong>สีลสูตร #ข้อ107</strong> ภิกษุถึงพร้อม (จนสุดถึงขั้นผล) ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ความหมายเหมือนกันกับ <strong>อเสขสูตร#ข้อ108 </strong>ภิกษุประกอบด้วย อริยสีลขันธ์ (ขันธ์ คือ กอง กลุ่มก้อน) สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก</p><br><p><strong>จาตุททิสสูตร #ข้อ109</strong> ภิกษุผู้เที่ยวไปในทิศทั้ง 4 (พระอรหันต์) เป็นผู้มี ศีล พหูสูต สันโดษด้วยปัจจัย 4 ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ไส้ในเหมือนกันกับ <strong>อรัญญสูตร #ข้อ110</strong> ภิกษุผู้ควรอยู่ในป่า (พระอรหันต์) ต่างกันประการที่ 3 คือ ปรารภความเพียร มีอาสวะสิ้นแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ จะไปที่ไหน ก็ไปได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เมื่อเราเห็นข้อปฏิบัติหรือสิ่งไม่ดีของผู้อื่นแล้ว เราเลือกที่จะใช้ความดีปฏิบัติตอบ ให้เขาได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นคนดีขึ้นมาได้ เป็นการรักษากันและกัน “ด้วยความดี”</p><br><p>จากคำถามใน<strong> #ข้อ100 กกุธเถรสูตร </strong>“ศาสดาท่านนี้จักทำกรรมใด เขาเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้น” เป็นอุบายการรักษาจิตของสาวก (ลูกศิษย์) ที่เมื่อเห็นอาจารย์ของตนปฏิบัติไม่ดีแล้ว เลือกที่จะรักษาจิตให้มีความดี ให้มีเมตตา</p><br><p><strong>สีลสูตร #ข้อ107</strong> ภิกษุถึงพร้อม (จนสุดถึงขั้นผล) ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ความหมายเหมือนกันกับ <strong>อเสขสูตร#ข้อ108 </strong>ภิกษุประกอบด้วย อริยสีลขันธ์ (ขันธ์ คือ กอง กลุ่มก้อน) สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก</p><br><p><strong>จาตุททิสสูตร #ข้อ109</strong> ภิกษุผู้เที่ยวไปในทิศทั้ง 4 (พระอรหันต์) เป็นผู้มี ศีล พหูสูต สันโดษด้วยปัจจัย 4 ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ไส้ในเหมือนกันกับ <strong>อรัญญสูตร #ข้อ110</strong> ภิกษุผู้ควรอยู่ในป่า (พระอรหันต์) ต่างกันประการที่ 3 คือ ปรารภความเพียร มีอาสวะสิ้นแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ จะไปที่ไหน ก็ไปได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6720-6t]</title>
			<itunes:title>พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6720-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 May 2024 21:05:57 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6647c6b5b68429001356849d/media.mp3" length="25296987" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6647c6b5b68429001356849d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6647c6b5b68429001356849d</link>
			<acast:episodeId>6647c6b5b68429001356849d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm8bp5r6w7oiQAZIxQg7FaEY+t6d/2GpC7Kd3ftdgrVMzOnx3hAprGaD99YlprDSrjz/9jpOi5yuNbGl5t2AdPA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ธรรม” ที่จะเป็นเหตุให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูง คือ เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา) ซึ่งเมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จะเป็นผู้ถอนรากตัณหาและอวิชชาออกได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ71_ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร และ #ข้อ72_ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร</strong> เมื่อปฏิบัติร่วมกัน (มีข้อธรรมที่เหมือนกันอยู่ 1 ข้อ คือ อนิจจสัญญา) จนมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเป็นผลแล้ว ย่อมเป็นผู้ละอวิชชา, การเกิดในภพใหม่, ตัณหา, สังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูงได้หมดสิ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ73_ปฐมธัมมวิหารีสูต</strong>ร การเป็นผู้ที่อยู่ด้วยธรรมคือ ต่อให้เป็นผู้ที่เรียนธรรมมามากจนเทศนาบอกต่อได้ ท่องจำ และใคร่ครวญในธรรมนั้น แต่ถ้าห่างเหินการหลีกเร้น ไม่ทำความสงบในจิตใจ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม เน้นมาในเรื่องสมถะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ74_ทุติยธัมมวิหารีสูตร</strong> เน้นมาในวิปัสสนา ทำปัญญาให้ยิ่ง คือกิเลสต้องลดลง กำจัดกิเลสออกได้ โดยการนำหลักธรรมที่เหมือนกันกับในปฐมธัมมวิหารีสูตรนี้ นำมาปฏิบัติให้เข้าสู่จิตใจ จนให้ผลเป็นความสงบใจ แล้วให้เกิดปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 71-74</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ธรรม” ที่จะเป็นเหตุให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูง คือ เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา) ซึ่งเมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จะเป็นผู้ถอนรากตัณหาและอวิชชาออกได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ71_ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร และ #ข้อ72_ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร</strong> เมื่อปฏิบัติร่วมกัน (มีข้อธรรมที่เหมือนกันอยู่ 1 ข้อ คือ อนิจจสัญญา) จนมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเป็นผลแล้ว ย่อมเป็นผู้ละอวิชชา, การเกิดในภพใหม่, ตัณหา, สังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูงได้หมดสิ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ73_ปฐมธัมมวิหารีสูต</strong>ร การเป็นผู้ที่อยู่ด้วยธรรมคือ ต่อให้เป็นผู้ที่เรียนธรรมมามากจนเทศนาบอกต่อได้ ท่องจำ และใคร่ครวญในธรรมนั้น แต่ถ้าห่างเหินการหลีกเร้น ไม่ทำความสงบในจิตใจ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม เน้นมาในเรื่องสมถะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#ข้อ74_ทุติยธัมมวิหารีสูตร</strong> เน้นมาในวิปัสสนา ทำปัญญาให้ยิ่ง คือกิเลสต้องลดลง กำจัดกิเลสออกได้ โดยการนำหลักธรรมที่เหมือนกันกับในปฐมธัมมวิหารีสูตรนี้ นำมาปฏิบัติให้เข้าสู่จิตใจ จนให้ผลเป็นความสงบใจ แล้วให้เกิดปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 71-74</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่เป็นเหตุให้ชื่อว่า “นิททสภิกษุ” [6719-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่เป็นเหตุให้ชื่อว่า “นิททสภิกษุ” [6719-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 May 2024 21:00:12 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/663e7ef21e442e0012686142/media.mp3" length="24729297" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">663e7ef21e442e0012686142</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/663e7ef21e442e0012686142</link>
			<acast:episodeId>663e7ef21e442e0012686142</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlaVvz2ad6Hb7EYeDF0jgDSxSJgq6aYvRgsSAxNH7afj7cv4CU0Krqgb5muuBn5LHZ41E5MlyYmxaE0WdbDB0X+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำว่า <strong>“นิททส” </strong>แปลว่า มีอายุไม่ถึง 10 ปี (บวชไม่ถึง 10 พรรษา) เป็นคำที่พวกเดียรถีย์ใช้เรียกนิครนถ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์กำหนดครบ 12 ปีแล้วจะสำเร็จเป็นอรหันต์ แต่ถ้าตายลงก่อนที่จะครบกำหนด ก็จะกลับมาเกิดใหม่ในจำนวนปีที่เหลือแล้วได้ความเป็นอรหันต์ในภพนั้น โดยความเป็นอรหันต์จะวัดจากระยะเวลาในการประพฤติพรหมจรรย์ครบ 12 ปี</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“นิททสภิกษุ” </strong>ตามความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ไว้คือ พระอรหันต์ ไม่มีการกลับมาเกิดอีก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาในการประพฤติธรรม แต่ขึ้นอยู่กับหลักคุณธรรม 7 ประการ ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ 2 วาระด้วยกัน คือ วาระของท่านพระสารีบุตรใน<strong>ข้อที่ #42_ปฐมนิททสสูตร</strong> และ วาระของท่านพระอานนท์ใน<strong>ข้อที่ #43_ทุติยนิททสสูตร ว่าด้วยนิททสวัตถุ</strong> โดยทั้งสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 นี้ ได้แสดงถึงทางปฏิบัติ (เหตุ) คือ อรหัตมรรค ให้ไปสู่ผล คือ อรหัตผล และในทุติยนิททสสูตรนั้นมีหลักธรรมที่เหมือนกันกับสัปปุริสธรรม 7 ประการ ตามนัยยะของเสขปฏิปทาสูตรซึ่งบรรยายโดยพระอานนท์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำว่า <strong>“นิททส” </strong>แปลว่า มีอายุไม่ถึง 10 ปี (บวชไม่ถึง 10 พรรษา) เป็นคำที่พวกเดียรถีย์ใช้เรียกนิครนถ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์กำหนดครบ 12 ปีแล้วจะสำเร็จเป็นอรหันต์ แต่ถ้าตายลงก่อนที่จะครบกำหนด ก็จะกลับมาเกิดใหม่ในจำนวนปีที่เหลือแล้วได้ความเป็นอรหันต์ในภพนั้น โดยความเป็นอรหันต์จะวัดจากระยะเวลาในการประพฤติพรหมจรรย์ครบ 12 ปี</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“นิททสภิกษุ” </strong>ตามความหมายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ไว้คือ พระอรหันต์ ไม่มีการกลับมาเกิดอีก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาในการประพฤติธรรม แต่ขึ้นอยู่กับหลักคุณธรรม 7 ประการ ซึ่งได้ทรงแสดงไว้ 2 วาระด้วยกัน คือ วาระของท่านพระสารีบุตรใน<strong>ข้อที่ #42_ปฐมนิททสสูตร</strong> และ วาระของท่านพระอานนท์ใน<strong>ข้อที่ #43_ทุติยนิททสสูตร ว่าด้วยนิททสวัตถุ</strong> โดยทั้งสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 นี้ ได้แสดงถึงทางปฏิบัติ (เหตุ) คือ อรหัตมรรค ให้ไปสู่ผล คือ อรหัตผล และในทุติยนิททสสูตรนั้นมีหลักธรรมที่เหมือนกันกับสัปปุริสธรรม 7 ประการ ตามนัยยะของเสขปฏิปทาสูตรซึ่งบรรยายโดยพระอานนท์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ทำ “จิต” ให้อยู่ในอำนาจ [6718-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้ทำ “จิต” ให้อยู่ในอำนาจ [6718-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 May 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>43:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66353ad9b7ee6200136c753b/media.mp3" length="20688381" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66353ad9b7ee6200136c753b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66353ad9b7ee6200136c753b</link>
			<acast:episodeId>66353ad9b7ee6200136c753b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkfrAfpaZ3i3J637s7ZpyshMTosjoF7xHMId8C/MihM7DssvD0vdwQBmOX5j8qfjQCryHi10FEwGmDUHKYoO+BF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การไม่ให้จิตตกไปตามอำนาจของกิเลสแต่จะให้มาอยู่ในอำนาจของมรรค 8 ได้นั้น ต่างต้องอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งเหตุปัจจัยหลักนั้นก็คือการมี “สติ” คือจะต้องมีสติสัมปชัญญะเห็นเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปของสมาธิในขั้นต่าง ๆ กล่าวคือจะต้องเป็นผู้ฉลาดในสมาธิและกระทำสมาธิโดยชำนาญในทุกอริยบถ มีสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้ชัดเห็นการเกิด-ดับในทุกสภาวะ จะเป็นผู้ทำจิตให้ตกอยู่ในอำนาจหรือมีอำนาจเหนือจิตได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ในข้อที่ #40_ปฐมวสสูตร และ ข้อที่ #41_ทุติยวสสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้จิตตกอยู่ในอำนาจ สูตรที่ ๑ และสูตรที่ ๒ </strong>ประกอบด้วยธรรม 7 ประการเหมือนกัน แต่ทุติยวสสูตรจะเป็นนัยยะของท่านพระสารีบุตร ธรรม 7 ประการ คือ</p><p>&nbsp;</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ - รู้เหตุปัจจัย คุณลักษณะ และคุณสมบัติของสมาธิ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ - รู้เหตุที่ทำให้เข้าสมาธิได้โดยง่าย ความเป็นสัปปายะ และความอดทนต่ออายตนะ&nbsp;</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ - มีสติสัมปชัญญะเต็ม เห็นเหตุเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสมาธิ</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ - เห็นข้อเสียในสมาธิในจุดที่ตนเองอยู่ ละข้อเสียนั้น เห็นคุณในสมาธิขั้นต่อไป แล้วเลื่อนขึ้น</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมแห่งสมาธิ - ทำสมาธิโดยเอื้อเฟื้อกัน&nbsp;</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ - รู้ความเหมาะสมในการปรับเปลี่ยนสมาธิสมถะและวิปัสสนา</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ - ผลคืออภิญญา 6 ที่เกิดจากสมาธิ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การไม่ให้จิตตกไปตามอำนาจของกิเลสแต่จะให้มาอยู่ในอำนาจของมรรค 8 ได้นั้น ต่างต้องอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งเหตุปัจจัยหลักนั้นก็คือการมี “สติ” คือจะต้องมีสติสัมปชัญญะเห็นเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปของสมาธิในขั้นต่าง ๆ กล่าวคือจะต้องเป็นผู้ฉลาดในสมาธิและกระทำสมาธิโดยชำนาญในทุกอริยบถ มีสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้ชัดเห็นการเกิด-ดับในทุกสภาวะ จะเป็นผู้ทำจิตให้ตกอยู่ในอำนาจหรือมีอำนาจเหนือจิตได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ในข้อที่ #40_ปฐมวสสูตร และ ข้อที่ #41_ทุติยวสสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้จิตตกอยู่ในอำนาจ สูตรที่ ๑ และสูตรที่ ๒ </strong>ประกอบด้วยธรรม 7 ประการเหมือนกัน แต่ทุติยวสสูตรจะเป็นนัยยะของท่านพระสารีบุตร ธรรม 7 ประการ คือ</p><p>&nbsp;</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ - รู้เหตุปัจจัย คุณลักษณะ และคุณสมบัติของสมาธิ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ - รู้เหตุที่ทำให้เข้าสมาธิได้โดยง่าย ความเป็นสัปปายะ และความอดทนต่ออายตนะ&nbsp;</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ - มีสติสัมปชัญญะเต็ม เห็นเหตุเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสมาธิ</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ - เห็นข้อเสียในสมาธิในจุดที่ตนเองอยู่ ละข้อเสียนั้น เห็นคุณในสมาธิขั้นต่อไป แล้วเลื่อนขึ้น</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความพร้อมแห่งสมาธิ - ทำสมาธิโดยเอื้อเฟื้อกัน&nbsp;</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์แห่งสมาธิ - รู้ความเหมาะสมในการปรับเปลี่ยนสมาธิสมถะและวิปัสสนา</p><p>7.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ - ผลคืออภิญญา 6 ที่เกิดจากสมาธิ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขึ้นชื่อว่า “มิตร”  [6717-6t]</title>
			<itunes:title>ขึ้นชื่อว่า “มิตร”  [6717-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Apr 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/662c099a3bcafa0012db752a/media.mp3" length="27399147" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">662c099a3bcafa0012db752a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/662c099a3bcafa0012db752a</link>
			<acast:episodeId>662c099a3bcafa0012db752a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmEu2diHxRbvRN4lKYl9rLDAckG1/zIpA56XoHk1pAJ4ROMgsn1WyzmGxC5A2uhRs2cCYmFpyWB10SGwK5p825I]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำว่า <strong>“มิตรแท้ หรือ กัลยาณมิตร”</strong> มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่ง “มิตร” ที่เรามีอยู่เป็นแบบไหน และเราควรจะปฏิบัติตนหรือเลือกคบมิตรแบบใด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ในข้อที่ #36_ปฐมมิตตสูตร</strong> และ<strong> #37_ทุติยมิตตสูตร ว่าด้วยองค์แห่งมิตร 7 ประการ</strong> คือ บุคคลที่ประกอบด้วยฐานะ 7 ประการนี้ ควรเข้าไปคบหาเป็นมิตรด้วย โดยในปฐมมิตตสูตร หมายถึง กัลยาณมิตรทั่วไป ส่วนในทุติยมิตตสูตร หมายถึง ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“มิตร”</strong> ที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นมิตรแบบไหน..&nbsp;จิตของเราจะต้องประกอบไปด้วยกับเมตตา มองกันด้วยสายตาแห่งความรักใคร่เอ็นดู มีจิตไม่คิดปองร้าย ไม่คิดผูกเวรกับใคร ๆ ถ้าเป็นมิตรเทียมก็ให้มีระยะห่างที่จะไม่คบ ไม่ใช่ด้วยการผูกเวร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#38_ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร</strong> และ <strong>#39_ทุติยปฏิสัมภิทาสูตร </strong>(นัยยะของท่านพระสารีบุตร) ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้บรรลุปฏิสัมภิทา (มีปัญญาแตกฉาน) ได้แก่ การมีสติเห็นจิตตามความเป็นจริงว่า จิตหดหู่ ท้อแท้ ฟุ้งซ่านหรือไม่ เห็นเวทนา สัญญา ความวิตกแห่งจิตว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และ การรู้อุบายในการเกิดและการดับของสภาวะนั้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำว่า <strong>“มิตรแท้ หรือ กัลยาณมิตร”</strong> มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่ง “มิตร” ที่เรามีอยู่เป็นแบบไหน และเราควรจะปฏิบัติตนหรือเลือกคบมิตรแบบใด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ในข้อที่ #36_ปฐมมิตตสูตร</strong> และ<strong> #37_ทุติยมิตตสูตร ว่าด้วยองค์แห่งมิตร 7 ประการ</strong> คือ บุคคลที่ประกอบด้วยฐานะ 7 ประการนี้ ควรเข้าไปคบหาเป็นมิตรด้วย โดยในปฐมมิตตสูตร หมายถึง กัลยาณมิตรทั่วไป ส่วนในทุติยมิตตสูตร หมายถึง ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“มิตร”</strong> ที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นมิตรแบบไหน..&nbsp;จิตของเราจะต้องประกอบไปด้วยกับเมตตา มองกันด้วยสายตาแห่งความรักใคร่เอ็นดู มีจิตไม่คิดปองร้าย ไม่คิดผูกเวรกับใคร ๆ ถ้าเป็นมิตรเทียมก็ให้มีระยะห่างที่จะไม่คบ ไม่ใช่ด้วยการผูกเวร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#38_ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร</strong> และ <strong>#39_ทุติยปฏิสัมภิทาสูตร </strong>(นัยยะของท่านพระสารีบุตร) ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้บรรลุปฏิสัมภิทา (มีปัญญาแตกฉาน) ได้แก่ การมีสติเห็นจิตตามความเป็นจริงว่า จิตหดหู่ ท้อแท้ ฟุ้งซ่านหรือไม่ เห็นเวทนา สัญญา ความวิตกแห่งจิตว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และ การรู้อุบายในการเกิดและการดับของสภาวะนั้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6716-6t]</title>
			<itunes:title>จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6716-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Apr 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6622a6d7092c1d0013845293/media.mp3" length="26142989" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6622a6d7092c1d0013845293</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6622a6d7092c1d0013845293</link>
			<acast:episodeId>6622a6d7092c1d0013845293</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkhKtztGM9pKUFnl2LSUeD38TGwoBk2ISbggXHnw0juFj0Kcyoed7r+QMLATRJeWR+E15HQuprHwYs2qUf54pMx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #28_ปัญจังคิกสูตร</strong> ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิด้วยองค์ 5 ประการ คือ การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่งฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน </p><br><p>จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #29_จังกมสูตร</strong> จังกม แปลว่า การเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1) อดทนต่อการเดินทางไกล 2) อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3) อาหารย่อยได้ง่าย 4) มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง และ 5) สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: ปัญจังคิกวรรคข้อที่ 28 – 29</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #28_ปัญจังคิกสูตร</strong> ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิด้วยองค์ 5 ประการ คือ การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่งฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน </p><br><p>จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อที่ #29_จังกมสูตร</strong> จังกม แปลว่า การเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1) อดทนต่อการเดินทางไกล 2) อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3) อาหารย่อยได้ง่าย 4) มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง และ 5) สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: ปัญจังคิกวรรคข้อที่ 28 – 29</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อปริหานิยธรรม-ความเจริญของอุบาสก [6715-6t]</title>
			<itunes:title>อปริหานิยธรรม-ความเจริญของอุบาสก [6715-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Apr 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66198fa7c0f8e40016ce2fa5/media.mp3" length="26514475" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66198fa7c0f8e40016ce2fa5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/66198fa7c0f8e40016ce2fa5</link>
			<acast:episodeId>66198fa7c0f8e40016ce2fa5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmHSV3rOK4UfWCVnXAbHIyyBCc3f/56fdgw0L0om42lLNfd1zq9gtcodkNDQokrtssexERsvPq0X4X/PFb30MEW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การได้พบหรือได้ไปเยี่ยมเยียนพระสงฆ์นั้น จะเป็นทางมาแห่งกุศลบุญหลายประการ ทำให้มีโอกาสได้กราบไหว้ ถวายทานในพระสงฆ์ ได้ฟังธรรมและสอบถามธรรมะ โดยในข้อที่ #29_ทุติยปริหานิสูตร ข้อที่ #30_วิปัตติสูตร และ ข้อที่ #31_ปราภวสูตร มีนัยยะทิศทางเดียวกัน คือ ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อมโดยเน้นมาที่อุบาสกและอุบาสิกา ได้แก่ ไม่ละเลยการเยี่ยมเยียนพระสงฆ์ การฟังธรรมโดยไม่คิดเพ่งโทษ ศึกษาในอธิศีล ได้ให้ทานและมีความเลื่อมใส่ในสงฆ์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ 32-33-34-35 มีเนื้อหาธรรมะเหมือนกันในห้าข้อแรกแตกต่างกันในสองข้อท้าย โดยมีเนื้อหาปรารภถึงเทวดาองค์หนื่งมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถึง “ธรรม 7 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ” โดยประการที่เหมือนกัน ได้แก่ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ และที่แตกต่างกันในแต่ละหัวข้อ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาท มีปฏิสันถาร (การต้อนรับ) / มีหิริ โอตตัปปะ / เป็นผู้ว่าง่าย มีกัลยาณมิตร&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การได้พบหรือได้ไปเยี่ยมเยียนพระสงฆ์นั้น จะเป็นทางมาแห่งกุศลบุญหลายประการ ทำให้มีโอกาสได้กราบไหว้ ถวายทานในพระสงฆ์ ได้ฟังธรรมและสอบถามธรรมะ โดยในข้อที่ #29_ทุติยปริหานิสูตร ข้อที่ #30_วิปัตติสูตร และ ข้อที่ #31_ปราภวสูตร มีนัยยะทิศทางเดียวกัน คือ ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อมโดยเน้นมาที่อุบาสกและอุบาสิกา ได้แก่ ไม่ละเลยการเยี่ยมเยียนพระสงฆ์ การฟังธรรมโดยไม่คิดเพ่งโทษ ศึกษาในอธิศีล ได้ให้ทานและมีความเลื่อมใส่ในสงฆ์&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อที่ 32-33-34-35 มีเนื้อหาธรรมะเหมือนกันในห้าข้อแรกแตกต่างกันในสองข้อท้าย โดยมีเนื้อหาปรารภถึงเทวดาองค์หนื่งมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถึง “ธรรม 7 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ” โดยประการที่เหมือนกัน ได้แก่ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ และที่แตกต่างกันในแต่ละหัวข้อ ได้แก่ เป็นผู้ไม่ประมาท มีปฏิสันถาร (การต้อนรับ) / มีหิริ โอตตัปปะ / เป็นผู้ว่าง่าย มีกัลยาณมิตร&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค เทวตาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อปริหานิยธรรม – สัญญาที่เป็นไปเพื่อลดกิเลส [6714-6t]</title>
			<itunes:title>อปริหานิยธรรม – สัญญาที่เป็นไปเพื่อลดกิเลส [6714-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6610493f76829800178a306a/media.mp3" length="24383652" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6610493f76829800178a306a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6610493f76829800178a306a</link>
			<acast:episodeId>6610493f76829800178a306a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmYo1TbUHkLcr+Gu2O9H8NaX+865L2cq9O6tyogY7m9f4/dWtW91CqU2jLH8io+XC7xHpiLNowZq5PwQK3I86py]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เมื่อเราลองพิจารณาดูธรรมทั้งหลาย (สิ่งทั้งหลาย) ที่เรารับรู้ได้นั้น ล้วนต่างอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น มีอยู่ และดับไปของสิ่งเหล่านั้น เมื่อธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงมีสภาพแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยจึงว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน คือตกอยู่ภายใต้กฏของ “ไตรลักษณ์” </p><br><p>“อปริหานิยธรรม และ ปริหานิยธรรม” ก็เช่นเดียวกัน ล้วนต่างมีเหตุที่ทำให้เจริญและเหตุที่ทำให้เสื่อม ว่าให้เข้าใจได้โดยง่ายคือ ต่างอาศัยเหตุปัจจัยในการมีอยู่และดับไปนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #27_สัญญาสูตร</strong> ว่าด้วยสัญญาที่เป็นอปริหานิยธรรม กล่าวคือ สัญญา (การกำหนดหมายรู้) ที่เป็นไปเพื่อลดกิเลส เพิ่มกุศลธรรมให้เกิดเจริญขึ้นมี 7 ประการ ได้แก่ กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร, ความเป็นอนัตตาในธรรมทั้งหลาย, ความไม่งามในกาย, โทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่าง ๆ ละอกุศลวิตก กำหนดหมายวิราคะ (คลายกำหนัด) และนิโรธ (ความดับทุกข์) ว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #28_ปฐมปริหานิสูตร </strong>ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม ในหัวข้อนี้เน้นมาที่พระเสขะ (ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่) โดยธรรมประการสุดท้ายได้กล่าวไว้น่าสนใจ เมื่อเห็นพระผู้บวชมานานรับภาระกิจในสงฆ์อยู่ พระผู้เป็นเสขะจะปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อไม่ให้ถึงความเสื่อม คือต้องอาศัยการวางจิตและการพิจารณาในกิจนั้นว่าเป็นเหตุทำให้กุศลธรรมเสื่อมหรือเจริญ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เมื่อเราลองพิจารณาดูธรรมทั้งหลาย (สิ่งทั้งหลาย) ที่เรารับรู้ได้นั้น ล้วนต่างอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น มีอยู่ และดับไปของสิ่งเหล่านั้น เมื่อธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงมีสภาพแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยจึงว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน คือตกอยู่ภายใต้กฏของ “ไตรลักษณ์” </p><br><p>“อปริหานิยธรรม และ ปริหานิยธรรม” ก็เช่นเดียวกัน ล้วนต่างมีเหตุที่ทำให้เจริญและเหตุที่ทำให้เสื่อม ว่าให้เข้าใจได้โดยง่ายคือ ต่างอาศัยเหตุปัจจัยในการมีอยู่และดับไปนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #27_สัญญาสูตร</strong> ว่าด้วยสัญญาที่เป็นอปริหานิยธรรม กล่าวคือ สัญญา (การกำหนดหมายรู้) ที่เป็นไปเพื่อลดกิเลส เพิ่มกุศลธรรมให้เกิดเจริญขึ้นมี 7 ประการ ได้แก่ กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร, ความเป็นอนัตตาในธรรมทั้งหลาย, ความไม่งามในกาย, โทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่าง ๆ ละอกุศลวิตก กำหนดหมายวิราคะ (คลายกำหนัด) และนิโรธ (ความดับทุกข์) ว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #28_ปฐมปริหานิสูตร </strong>ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม ในหัวข้อนี้เน้นมาที่พระเสขะ (ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่) โดยธรรมประการสุดท้ายได้กล่าวไว้น่าสนใจ เมื่อเห็นพระผู้บวชมานานรับภาระกิจในสงฆ์อยู่ พระผู้เป็นเสขะจะปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อไม่ให้ถึงความเสื่อม คือต้องอาศัยการวางจิตและการพิจารณาในกิจนั้นว่าเป็นเหตุทำให้กุศลธรรมเสื่อมหรือเจริญ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“ผู้นำ” เพื่อประโยชน์สุข [6713-6t]</title>
			<itunes:title>“ผู้นำ” เพื่อประโยชน์สุข [6713-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Mar 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/660705e3add4e70016ebd490/media.mp3" length="26916508" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">660705e3add4e70016ebd490</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/660705e3add4e70016ebd490</link>
			<acast:episodeId>660705e3add4e70016ebd490</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl8mriBrCuKsriugW7aikh+S9sXFQVgRWxMU+KTRsq+xRAthny/5ejfsfgWYeyWIq+zWKkMlF0cKsbd16NFHTHT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สิ่งดีงามต่างๆ ถ้าได้ไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็น “สัมมาทิฏฐิ” สิ่งนั้นจะเป็นไป “เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น”&nbsp;</p><p>และในสิ่งดีงามที่มีอยู่เช่นเดิม ถ้าไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นผิด เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” สิ่งนั้นจะ “เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น”&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร #ข้อ 86</strong>&nbsp;ผู้ที่ประกอบด้วย ปฏิสัมภิทา 4 (ได้แก่ 1. ปัญญาแตกฉานใน อรรถ, 2.ธรรม, 3. นิรุตติ, 4.ปฏิภาณ) และ มีความขยัน ไม่เกียจคร้าน “ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สีลวันตสูตร #ข้อ 87</strong> ธรรม “ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง” ได้แก่ เป็นผู้มีความงามของศีล, เป็นพหูสูต เวลาบอกสอนมีข้อมูลพร้อม, พูดจาไพเราะ, มีสมาธิ, มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เถรสูตร #ข้อ 88</strong>&nbsp;ธรรมที่ไม่เกื้อกูล ไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก คือ เป็นผู้บวชมานาน, มีชื่อเสียง ยศ บริวาร, ร่ำรวยด้วยปัจจัย 4, เป็นพหูสูต, เป็น มิจฉาทิฏฐิ (อกุศลเพิ่ม) และธรรมที่เกื้อกูล เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะเหมือนกันใน 4 ประการแรก แตกต่างกันในประการที่ 5 คือ เป็น สัมมาทิฏฐิ คืออกุศลลด กุศลเพิ่ม วางความยึดถือลงได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฐมเสขสูตร #ข้อ 89</strong> ธรรมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ (ยังต้องศึกษา) คือ ชอบการงาน, พูดคุย, หาความสุขในการนอน, ชอบคลุกคลี, ไม่พัฒนาคุณธรรมให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ทุติยเสขสูตร #ข้อ 90</strong> มีกิจมาก, ปล่อยเวลาล่วงไป, คลุกคลีกับคฤหัสถ์, ออกบิณฑบาตเช้า-กลับสายนัก, ไม่ประกอบด้วยธรรมกถาต่างๆ แล้วละการหลีกเร้น จิตไม่เป็นสมาธิ เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค ข้อที่ 86-90</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สิ่งดีงามต่างๆ ถ้าได้ไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็น “สัมมาทิฏฐิ” สิ่งนั้นจะเป็นไป “เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น”&nbsp;</p><p>และในสิ่งดีงามที่มีอยู่เช่นเดิม ถ้าไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นผิด เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” สิ่งนั้นจะ “เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น”&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร #ข้อ 86</strong>&nbsp;ผู้ที่ประกอบด้วย ปฏิสัมภิทา 4 (ได้แก่ 1. ปัญญาแตกฉานใน อรรถ, 2.ธรรม, 3. นิรุตติ, 4.ปฏิภาณ) และ มีความขยัน ไม่เกียจคร้าน “ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สีลวันตสูตร #ข้อ 87</strong> ธรรม “ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง” ได้แก่ เป็นผู้มีความงามของศีล, เป็นพหูสูต เวลาบอกสอนมีข้อมูลพร้อม, พูดจาไพเราะ, มีสมาธิ, มีปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เถรสูตร #ข้อ 88</strong>&nbsp;ธรรมที่ไม่เกื้อกูล ไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก คือ เป็นผู้บวชมานาน, มีชื่อเสียง ยศ บริวาร, ร่ำรวยด้วยปัจจัย 4, เป็นพหูสูต, เป็น มิจฉาทิฏฐิ (อกุศลเพิ่ม) และธรรมที่เกื้อกูล เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะเหมือนกันใน 4 ประการแรก แตกต่างกันในประการที่ 5 คือ เป็น สัมมาทิฏฐิ คืออกุศลลด กุศลเพิ่ม วางความยึดถือลงได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ปฐมเสขสูตร #ข้อ 89</strong> ธรรมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ (ยังต้องศึกษา) คือ ชอบการงาน, พูดคุย, หาความสุขในการนอน, ชอบคลุกคลี, ไม่พัฒนาคุณธรรมให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ทุติยเสขสูตร #ข้อ 90</strong> มีกิจมาก, ปล่อยเวลาล่วงไป, คลุกคลีกับคฤหัสถ์, ออกบิณฑบาตเช้า-กลับสายนัก, ไม่ประกอบด้วยธรรมกถาต่างๆ แล้วละการหลีกเร้น จิตไม่เป็นสมาธิ เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค ข้อที่ 86-90</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อดทนให้เป็นปัญญา [6712-6t]</title>
			<itunes:title>อดทนให้เป็นปัญญา [6712-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2024 21:00:12 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65fd84deb5218f00170bcfc8/media.mp3" length="25943788" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65fd84deb5218f00170bcfc8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65fd84deb5218f00170bcfc8</link>
			<acast:episodeId>65fd84deb5218f00170bcfc8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlCWeNKxHGCVOrp/DeEWyAWTOcU+OygKqySvZrrGexAQQEGUQyQmj24gxycgIrFY491Cbi4BWNanp1atYwYpQPs]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ทบทวน #ข้อ 215 - #ข้อ 126</strong> ว่าด้วยความไม่อดทน โดยได้ยกเอา เวปจิตติสูตร มาอธิบายเสริมทำความแจ่มแจ้งในเรื่องของการวางจิตในความอดทนเพื่อให้เป็นปัญญา</p><br><p><strong>“ผู้ใดแล.. เป็นคนมีกำลัง อดกลั้นต่อคนพาลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นขันติอย่างยิ่ง”</strong></p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยอปาสาทิกสูตร #ข้อ 217 - 218</strong> โทษของบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส(ทำผิดวินัย) สูตร 1-2 คือ แม้ตนก็ติเตียนตนเอง ผู้รู้ติเตียน ชื่อสียงไม่ดีกระฉ่อนไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในอบาย คนที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสแล้วกลายเป็นอื่น ไม่ปฏิบัติตามคำสอน คนรุ่นหลังเอาแบบอย่างได้</p><br><p><strong>อัคคิสูตร #ข้อ 219 </strong>โทษของไฟ คือ ทำให้ตาฝ้าฟาง ผิวหยาบกร้าน อ่อนกำลัง เพิ่มการคลุกคลีด้วยหมู่ สนทนาดิรัจฉานกถา</p><br><p><strong>มธุราสูตร #ข้อ 220</strong> นครมธุรา มีโทษคือ พื้นดินไม่เรียบ มีฝุ่นละออง สุนัขดุ มียักษ์ร้าย อาหารหาได้ยาก ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วมีจิตไม่เป็นสมาธิ ละอาสวกิเลสไม่ได้ ไม่ควรอยู่ที่นั่น</p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยทีฆจาริกสูตร #ข้อ221 - 222</strong> ผู้จาริกไปนาน ไม่มีกำหนดมีโทษ คือ จะไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ไม่เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว&nbsp;ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟัง เป็นโรคร้ายแรง ไม่มีมิตร</p><br><p><strong>อตินิวาสสูตร-มัจฉรีสูตร #ข้อ223 - 224</strong> การอยู่ประจำที่นานมีโทษ คือ มีสิ่งของ และเภสัชสะสมมาก มีกิจมาก คลุกคลีอย่างคฤหัสถ์ ห่วงใยและตระหนี่ในอาวาส ตระหนี่ในตระกูล ในลาภ วรรณะ และในธรรม</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อักโกสกวรรค ทีฆจาริกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ทบทวน #ข้อ 215 - #ข้อ 126</strong> ว่าด้วยความไม่อดทน โดยได้ยกเอา เวปจิตติสูตร มาอธิบายเสริมทำความแจ่มแจ้งในเรื่องของการวางจิตในความอดทนเพื่อให้เป็นปัญญา</p><br><p><strong>“ผู้ใดแล.. เป็นคนมีกำลัง อดกลั้นต่อคนพาลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นขันติอย่างยิ่ง”</strong></p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยอปาสาทิกสูตร #ข้อ 217 - 218</strong> โทษของบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส(ทำผิดวินัย) สูตร 1-2 คือ แม้ตนก็ติเตียนตนเอง ผู้รู้ติเตียน ชื่อสียงไม่ดีกระฉ่อนไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในอบาย คนที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสแล้วกลายเป็นอื่น ไม่ปฏิบัติตามคำสอน คนรุ่นหลังเอาแบบอย่างได้</p><br><p><strong>อัคคิสูตร #ข้อ 219 </strong>โทษของไฟ คือ ทำให้ตาฝ้าฟาง ผิวหยาบกร้าน อ่อนกำลัง เพิ่มการคลุกคลีด้วยหมู่ สนทนาดิรัจฉานกถา</p><br><p><strong>มธุราสูตร #ข้อ 220</strong> นครมธุรา มีโทษคือ พื้นดินไม่เรียบ มีฝุ่นละออง สุนัขดุ มียักษ์ร้าย อาหารหาได้ยาก ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วมีจิตไม่เป็นสมาธิ ละอาสวกิเลสไม่ได้ ไม่ควรอยู่ที่นั่น</p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยทีฆจาริกสูตร #ข้อ221 - 222</strong> ผู้จาริกไปนาน ไม่มีกำหนดมีโทษ คือ จะไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ไม่เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว&nbsp;ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟัง เป็นโรคร้ายแรง ไม่มีมิตร</p><br><p><strong>อตินิวาสสูตร-มัจฉรีสูตร #ข้อ223 - 224</strong> การอยู่ประจำที่นานมีโทษ คือ มีสิ่งของ และเภสัชสะสมมาก มีกิจมาก คลุกคลีอย่างคฤหัสถ์ ห่วงใยและตระหนี่ในอาวาส ตระหนี่ในตระกูล ในลาภ วรรณะ และในธรรม</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อักโกสกวรรค ทีฆจาริกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัญญาในสิ่งทั้งสอง [6711-6t]</title>
			<itunes:title>สัญญาในสิ่งทั้งสอง [6711-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Mar 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65f4a0c254a27c00164ded13/media.mp3" length="26671921" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65f4a0c254a27c00164ded13</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65f4a0c254a27c00164ded13</link>
			<acast:episodeId>65f4a0c254a27c00164ded13</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnodjPbQ+YYEXXLN8J/tmNGe9C13o1DiU/cEq9QZeKwWJuAMwNdFxK3M9FYyHhiUU/2S9m1rvY2EBF/8srRr2Nu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>อวชานาติสูตร #ข้อ141</strong> บุคคล 5 จำพวก (ปุถุชน) มีปรากฏอยู่ คือ 1) บุคคลให้แล้วดูหมิ่นผู้รับ&nbsp;2) อยู่ร่วมกันแล้วดูหมิ่นในศีล&nbsp;3) เป็นคนเชื่อง่าย หูเบา&nbsp;4) เป็นคนโลเล ศรัทธาหัวเต่า&nbsp;และ 5) ผู้เขลา ไม่รู้จักธรรมดำธรรมขาว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อารภติสูตร #ข้อ142</strong>&nbsp;บุคคล 5 จำพวก คือ&nbsp;บุคคลจำพวกที่ 1-4 มี ศีล สมาธิ สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์บ้าง และมีปัญญาพอประมาณ เมื่อละอาสวะที่เกิดจากการต้องอาบัติและวิปปฏิสาร และเจริญซึ่งสมถะกับวิปัสสนา ก็จะทัดเทียมจำพวกที่ 5 คือ อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สารันททสูตร&nbsp;#ข้อ143</strong> เจ้าลิจฉวี ได้สนทนากันเรื่อง “แก้ว&nbsp;5 ประการ ที่หาได้ยากในโลก” โดยมีนัยยะมุ่งไปในทางกาม ส่วนนัยยะของพระผู้มีพระภาคนั้น คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;อริยบุคคล และผู้กตัญญูกตเวที เป็นสิ่งหาได้ยากในโลก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ติกัณฑกีสูตร #ข้อ144</strong> พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าติกัณฑกีวัน ได้ตรัสเรื่อง การกำหนดหมายรู้ในสิ่งที่เป็นปฎิกูลและไม่ปฏิกูลเพื่อ ละความกำหนัด ความขัดเคือง และความหลง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>อวชานาติสูตร #ข้อ141</strong> บุคคล 5 จำพวก (ปุถุชน) มีปรากฏอยู่ คือ 1) บุคคลให้แล้วดูหมิ่นผู้รับ&nbsp;2) อยู่ร่วมกันแล้วดูหมิ่นในศีล&nbsp;3) เป็นคนเชื่อง่าย หูเบา&nbsp;4) เป็นคนโลเล ศรัทธาหัวเต่า&nbsp;และ 5) ผู้เขลา ไม่รู้จักธรรมดำธรรมขาว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อารภติสูตร #ข้อ142</strong>&nbsp;บุคคล 5 จำพวก คือ&nbsp;บุคคลจำพวกที่ 1-4 มี ศีล สมาธิ สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์บ้าง และมีปัญญาพอประมาณ เมื่อละอาสวะที่เกิดจากการต้องอาบัติและวิปปฏิสาร และเจริญซึ่งสมถะกับวิปัสสนา ก็จะทัดเทียมจำพวกที่ 5 คือ อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>สารันททสูตร&nbsp;#ข้อ143</strong> เจ้าลิจฉวี ได้สนทนากันเรื่อง “แก้ว&nbsp;5 ประการ ที่หาได้ยากในโลก” โดยมีนัยยะมุ่งไปในทางกาม ส่วนนัยยะของพระผู้มีพระภาคนั้น คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;อริยบุคคล และผู้กตัญญูกตเวที เป็นสิ่งหาได้ยากในโลก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ติกัณฑกีสูตร #ข้อ144</strong> พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าติกัณฑกีวัน ได้ตรัสเรื่อง การกำหนดหมายรู้ในสิ่งที่เป็นปฎิกูลและไม่ปฏิกูลเพื่อ ละความกำหนัด ความขัดเคือง และความหลง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อปริหานิยธรรม – ธรรมของภิกษุผู้เจริญ [6710-6t]</title>
			<itunes:title>อปริหานิยธรรม – ธรรมของภิกษุผู้เจริญ [6710-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Mar 2024 21:00:48 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65ebbf4d0785df0016672b1e/media.mp3" length="27754036" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65ebbf4d0785df0016672b1e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65ebbf4d0785df0016672b1e</link>
			<acast:episodeId>65ebbf4d0785df0016672b1e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm38EgzZhQHUgI6UDlbvx7jBqK1FCUaoh6irkF5ZKpigZ4kAcrUkWXOTdcYRl/3lnVgFZ0pfNIRJqEDbNav+dkL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อปริหานิยธรรม 7 ประการ ของภิกษุ หรือ ภิกขุปริหานิยธรรม 7 (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียวสำหรับภิกษุทั้งหลาย) ซึ่งได้แสดงจำแนกไว้หลายนัยยะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 23_ปฐมสัตตกสูตร (สูตรที่ ๑)</strong></p><ol><li>หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์&nbsp;&nbsp;</li><li>พร้อมเพรียงกันประชุม - เลิกประชุม - ทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ&nbsp;</li><li>ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่บัญญัติไว้&nbsp;</li><li>เคารพนับถือภิกษุผู้เป็นผู้ใหญ่ เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง&nbsp;</li><li>ไม่ลุอำนาจตัณหาคือความอยากที่เกิดขึ้น</li><li>ยินดีในเสนาสนะป่า</li><li>ตั้งสติระลึกไว้ว่า เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลงาม ซึ่งยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่ผาสุก&nbsp;</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 24_ทุติยสัตตกสูตร (สูตรที่ ๒)</strong></p><ol><li>ไม่ยินดีในการงาน เช่น การทำจีวร หรืองานก่อสร้างต่าง ๆ</li><li>ไม่ชอบการพูดคุย - ไม่สนทนาเรื่องนอกธรรมวินัย (เรื่องกาม)</li><li>ไม่ชอบการนอนหลับ – อันเป็นเหตุแห่งความหดหู่และเซื่องซึม</li><li>ไม่คลุกคลีด้วยหมู่</li><li>ไม่ปรารถนาชั่ว</li><li>ไม่มีมิตรชั่ว</li><li>ไม่หยุดชงักเสียในระหว่างเพียงเพราะได้บรรลุคุณวิเศษชั้นต่ำ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 25_ตติยสัตตกสูตร (สูตรที่ ๓)</strong> คือ ศรัทธา – ศรัทธาอันมั่นคงในพระรัตนตรัย / หิริ / โอตตัปปะ / พหูสูต - สดับฟังธรรม / ความเพียร / สติ / ปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 26_โพชฌังคสูตร ว่าด้วยโพชฌงค์ที่เป็นอปริหานิยธรรม</strong> ก็คือยกโพชฌงค์ทั้ง 7 ประการมา (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้)</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><br><p>......................................................................................</p><br><p>เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่องค์การยูเนสโกให้การยกย่อง (พ.ศ.2566 - พ.ศ.2567)&nbsp;และวาระครบรอบ 124&nbsp;ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย - รัสเซีย&nbsp;&nbsp;คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิ ดร.ธวัช มกรพงศ์ ร่วมกันจัดสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่องพระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ อักขระคิริลิซซา สำหรับชนชาติรัสเซีย วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2567 เวลา 13.30 น. - 16.30.น. ( 12.30 น. เริ่มลงทะเบียนผู้เข้าร่วมสัมมนา ) ณ ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช&nbsp;ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>หัวข้อสัมมนา</strong></p><ol><li>การออกเสียงปาฬิภาสาในพระไตรปิฎกให้แม่นยำสำคัญต่อการบรรลุธรรมอย่างไร&nbsp;</li><li>นวัตกรรมและมุมมองจากภูมิปัญญาพระไตรปิฎกสากล โดยวิทยากร พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ที่ปรึกษามูลนิธิพระไตรปิฎกสากล</li><li>การถอดเสียงบทสวดปาฬิภาสา ด้วยอักขระคิริลิซซา&nbsp;โดยวิทยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธเนศ ปุรณสุธีมงคล&nbsp;อาจารย์ประจำของสาขาวิชาภาษารัสเซีย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</li></ol><p>(การสัมมนาครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อปริหานิยธรรม 7 ประการ ของภิกษุ หรือ ภิกขุปริหานิยธรรม 7 (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียวสำหรับภิกษุทั้งหลาย) ซึ่งได้แสดงจำแนกไว้หลายนัยยะ</p><br><p><strong>ข้อที่ 23_ปฐมสัตตกสูตร (สูตรที่ ๑)</strong></p><ol><li>หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์&nbsp;&nbsp;</li><li>พร้อมเพรียงกันประชุม - เลิกประชุม - ทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ&nbsp;</li><li>ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่บัญญัติไว้&nbsp;</li><li>เคารพนับถือภิกษุผู้เป็นผู้ใหญ่ เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง&nbsp;</li><li>ไม่ลุอำนาจตัณหาคือความอยากที่เกิดขึ้น</li><li>ยินดีในเสนาสนะป่า</li><li>ตั้งสติระลึกไว้ว่า เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลงาม ซึ่งยังไม่มา ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้อยู่ผาสุก&nbsp;</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 24_ทุติยสัตตกสูตร (สูตรที่ ๒)</strong></p><ol><li>ไม่ยินดีในการงาน เช่น การทำจีวร หรืองานก่อสร้างต่าง ๆ</li><li>ไม่ชอบการพูดคุย - ไม่สนทนาเรื่องนอกธรรมวินัย (เรื่องกาม)</li><li>ไม่ชอบการนอนหลับ – อันเป็นเหตุแห่งความหดหู่และเซื่องซึม</li><li>ไม่คลุกคลีด้วยหมู่</li><li>ไม่ปรารถนาชั่ว</li><li>ไม่มีมิตรชั่ว</li><li>ไม่หยุดชงักเสียในระหว่างเพียงเพราะได้บรรลุคุณวิเศษชั้นต่ำ</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 25_ตติยสัตตกสูตร (สูตรที่ ๓)</strong> คือ ศรัทธา – ศรัทธาอันมั่นคงในพระรัตนตรัย / หิริ / โอตตัปปะ / พหูสูต - สดับฟังธรรม / ความเพียร / สติ / ปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 26_โพชฌังคสูตร ว่าด้วยโพชฌงค์ที่เป็นอปริหานิยธรรม</strong> ก็คือยกโพชฌงค์ทั้ง 7 ประการมา (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้)</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><br><p>......................................................................................</p><br><p>เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกที่องค์การยูเนสโกให้การยกย่อง (พ.ศ.2566 - พ.ศ.2567)&nbsp;และวาระครบรอบ 124&nbsp;ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย - รัสเซีย&nbsp;&nbsp;คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิ ดร.ธวัช มกรพงศ์ ร่วมกันจัดสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่องพระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ อักขระคิริลิซซา สำหรับชนชาติรัสเซีย วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2567 เวลา 13.30 น. - 16.30.น. ( 12.30 น. เริ่มลงทะเบียนผู้เข้าร่วมสัมมนา ) ณ ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช&nbsp;ชั้น 9 ตึกอเนกประสงค์ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>หัวข้อสัมมนา</strong></p><ol><li>การออกเสียงปาฬิภาสาในพระไตรปิฎกให้แม่นยำสำคัญต่อการบรรลุธรรมอย่างไร&nbsp;</li><li>นวัตกรรมและมุมมองจากภูมิปัญญาพระไตรปิฎกสากล โดยวิทยากร พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ที่ปรึกษามูลนิธิพระไตรปิฎกสากล</li><li>การถอดเสียงบทสวดปาฬิภาสา ด้วยอักขระคิริลิซซา&nbsp;โดยวิทยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธเนศ ปุรณสุธีมงคล&nbsp;อาจารย์ประจำของสาขาวิชาภาษารัสเซีย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</li></ol><p>(การสัมมนาครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมัยที่ควรพบผู้เจริญภาวนา [6709-6t]</title>
			<itunes:title>สมัยที่ควรพบผู้เจริญภาวนา [6709-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Mar 2024 21:00:54 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65e1cac3dd3dcf00165e8153/media.mp3" length="25769582" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65e1cac3dd3dcf00165e8153</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65e1cac3dd3dcf00165e8153</link>
			<acast:episodeId>65e1cac3dd3dcf00165e8153</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkztqJ3o9ds/tqK3FOJ3tNHBY2G4nUESl3MRzDOLLEkexztQt/a+YAEhLSWb4gQ6iBiJgynp3Gn2EY2ryRF7d8C]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#25_อนุสสติฏฐานสูตร</strong> เมื่อตามระลึกถึงอนุสสติฏฐาน 6 ประการนี้แล้ว จิตย่อมไม่ถูกกิเลสกลุ้มรุม เป็นจิตดำเนินไปตรง ทำจิตบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ อันได้แก่ 1) พุทธานุสสติ 2) ธัมมานุสสติ 3) สังฆานุสสติ 4) สีลานุสสติ 5) จาคานุสสติ 6) เทวตานุสสติ</p><br><p><strong>#26_มหากัจจานสูตร</strong> พระมหากัจจานะได้ปรารภการ “บรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” ซึ่งหมายถึง อนุสสติฏฐาน 6 ที่ประกอบด้วยจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ คือ ไม่ว่าเราจะถูกบีบคั้นจากอายตนะ 6 อย่างไร ถ้าเราจัดการจิตเราได้อย่างถูกต้องย่อมบรรลุถึงนิพพานได้</p><br><p><strong>#27_#28_ปฐม_ทุติยสมยสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุรูปหนึ่ง (สูตร1) และ ท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวกับเหล่าภิกษุเถระ (สูตร 2) ถึงสมัยที่ควรเข้าไปพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ ซึ่งก็ได้แก่ สมัยที่ถูกนิวรณ์ 5 กลุ้มรุม และไม่รู้นิมิต (เครื่องหมาย) ซึ่งเป็นที่สิ้นอาสวะสำหรับผู้อาศัยมนสิการ (ทำไว้ในใจ) อยู่ เพื่อขอให้ท่านได้แสดงอุบายเป็นเครื่องนำออกจากสิ่งนั้นได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#25_อนุสสติฏฐานสูตร</strong> เมื่อตามระลึกถึงอนุสสติฏฐาน 6 ประการนี้แล้ว จิตย่อมไม่ถูกกิเลสกลุ้มรุม เป็นจิตดำเนินไปตรง ทำจิตบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ อันได้แก่ 1) พุทธานุสสติ 2) ธัมมานุสสติ 3) สังฆานุสสติ 4) สีลานุสสติ 5) จาคานุสสติ 6) เทวตานุสสติ</p><br><p><strong>#26_มหากัจจานสูตร</strong> พระมหากัจจานะได้ปรารภการ “บรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” ซึ่งหมายถึง อนุสสติฏฐาน 6 ที่ประกอบด้วยจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ คือ ไม่ว่าเราจะถูกบีบคั้นจากอายตนะ 6 อย่างไร ถ้าเราจัดการจิตเราได้อย่างถูกต้องย่อมบรรลุถึงนิพพานได้</p><br><p><strong>#27_#28_ปฐม_ทุติยสมยสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุรูปหนึ่ง (สูตร1) และ ท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวกับเหล่าภิกษุเถระ (สูตร 2) ถึงสมัยที่ควรเข้าไปพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ ซึ่งก็ได้แก่ สมัยที่ถูกนิวรณ์ 5 กลุ้มรุม และไม่รู้นิมิต (เครื่องหมาย) ซึ่งเป็นที่สิ้นอาสวะสำหรับผู้อาศัยมนสิการ (ทำไว้ในใจ) อยู่ เพื่อขอให้ท่านได้แสดงอุบายเป็นเครื่องนำออกจากสิ่งนั้นได้</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อปริหานิยธรรม – หลักธรรมของกษัตริย์วัชชี [6708-6t]</title>
			<itunes:title>อปริหานิยธรรม – หลักธรรมของกษัตริย์วัชชี [6708-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Feb 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65d8e49b1fe3710018963e4f/media.mp3" length="25840229" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65d8e49b1fe3710018963e4f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65d8e49b1fe3710018963e4f</link>
			<acast:episodeId>65d8e49b1fe3710018963e4f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnR3fC7SdvbPYGAAV2gdFgkZdnkdSrpp02iptqfpPZvwu9fp6xUMQGruqj7HlO64y7ds8yL0fOR7b52zoGqVhjv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>อปริหานิยธรรม</strong> (ราชอปริหานิยธรรม) <strong>7 ประการ </strong>นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลายผู้ปกครองรัฐโดยระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งรัฐคู่อริ (แคว้นมคธ) ยอมรับว่า เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จะเอาชนะด้วยการรบไม่ได้ นอกจากจะใช้การเกลี้ยกล่อมทางการฑูตหรือยุแยกให้แตกสามัคคีกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#22_วัสสการสูตร</strong> พระเจ้าอชาตศัตรู มีพระประสงค์จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีจึงรับสั่งให้ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกราบทูลถาม..ฯ พระผู้มีพระภาคทรงไม่ตรัสตอบแต่ทรงรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามถึง “อปริหานิยธรรม 7 ประการ” ของชาววัชชี จึงทำให้วัสสการพราหมณ์มีปัญญาเห็นกลอุบายที่จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีนั่นคือ “ทำให้แตกแยกสามัคคี” ... จึงได้คิดวางแผนให้วัสสการพราหมณ์ปลอมเข้าไปเป็นไส้ศึก ซึ่งวิธีการที่ใช้ คือ&nbsp;1. ทำให้ไม่เชื่อใจกัน (ระแวง) 2. ทำให้ไม่พอใจกัน ซึ่งใช้ระยะเวลาอยู่ 3 ปี ก็โค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีได้สำเร็จ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><br><p>.......................................................................................</p><p>&nbsp;</p><p><strong>*อปริหานิยธรรม 7 ประการ</strong></p><ol><li>หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์</li><li>พร้อมเพรียงกันประชุม - เลิกประชุม – ทำกิจที่พึงทำ</li><li>ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม</li><li>เคารพนับถือผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง&nbsp;</li><li>บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ&nbsp;</li><li>เคารพสักการะบูชาเจดีย์ ของวัชชีทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป&nbsp;</li><li>จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย โดยตั้งใจว่า “ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก”</li></ol><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>อปริหานิยธรรม</strong> (ราชอปริหานิยธรรม) <strong>7 ประการ </strong>นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลายผู้ปกครองรัฐโดยระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งรัฐคู่อริ (แคว้นมคธ) ยอมรับว่า เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จะเอาชนะด้วยการรบไม่ได้ นอกจากจะใช้การเกลี้ยกล่อมทางการฑูตหรือยุแยกให้แตกสามัคคีกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#22_วัสสการสูตร</strong> พระเจ้าอชาตศัตรู มีพระประสงค์จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีจึงรับสั่งให้ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกราบทูลถาม..ฯ พระผู้มีพระภาคทรงไม่ตรัสตอบแต่ทรงรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามถึง “อปริหานิยธรรม 7 ประการ” ของชาววัชชี จึงทำให้วัสสการพราหมณ์มีปัญญาเห็นกลอุบายที่จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีนั่นคือ “ทำให้แตกแยกสามัคคี” ... จึงได้คิดวางแผนให้วัสสการพราหมณ์ปลอมเข้าไปเป็นไส้ศึก ซึ่งวิธีการที่ใช้ คือ&nbsp;1. ทำให้ไม่เชื่อใจกัน (ระแวง) 2. ทำให้ไม่พอใจกัน ซึ่งใช้ระยะเวลาอยู่ 3 ปี ก็โค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีได้สำเร็จ</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><br><p>.......................................................................................</p><p>&nbsp;</p><p><strong>*อปริหานิยธรรม 7 ประการ</strong></p><ol><li>หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์</li><li>พร้อมเพรียงกันประชุม - เลิกประชุม – ทำกิจที่พึงทำ</li><li>ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ (ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม</li><li>เคารพนับถือผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง&nbsp;</li><li>บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ&nbsp;</li><li>เคารพสักการะบูชาเจดีย์ ของวัชชีทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป&nbsp;</li><li>จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย โดยตั้งใจว่า “ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก”</li></ol><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“ภัย” เป็นชื่อของกาม [6707-6t]</title>
			<itunes:title>“ภัย” เป็นชื่อของกาม [6707-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Feb 2024 21:00:34 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65cf98b7f78e380017423f6f/media.mp3" length="25141904" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65cf98b7f78e380017423f6f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65cf98b7f78e380017423f6f</link>
			<acast:episodeId>65cf98b7f78e380017423f6f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlLuVQdhPzHyuiXI289a/rOM2vMiz7vTDYoAIgFWJ3k4qlAxgpRswWGTyVRtaz5Eetw4TrrV1r4xPUkNW6hoeuS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#21_สามกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่วิหารโปกขรณีย์ ใกล้หมู่บ้านสามะ ทรงปรารภเทวดาที่มาเข้าเฝ้ากราบทูลถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม 3 ประการ คือ 1) เป็นผู้ชอบการงาน 2) ชอบการพูดคุย 3) ชอบการนอนหลับ&nbsp;และพระองค์ทรงแสดงปริหานิยธรรมเพิ่มอีก 3 ประการ ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย&nbsp;คิอ 4) ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ 5) เป็นผู้ว่ายาก 6) มีปาปมิตร (มิตรชั่ว)</p><br><p><strong>#22_อปริหานิยสูตร</strong> อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม) คือ ยกเอาธรรมในข้อ #21 ทั้ง 6 ประการ มากล่าวถึงในทางตรงข้ามกัน</p><br><p><strong>#23_ภยสูตร </strong>คำว่า ‘ภัย (อันตราย) ทุกข์ (ยึดถือ) โรค (อ่อนกำลัง) ฝี (จิตกลัดหนอง) เครื่องข้อง (บีบคั้น) เปือกตม (จมอยู่)’ นี้เป็นชื่อของกาม เพราะกามทำให้ผูกพัน มีฉันทราคะ ลุ่มหลง ก็จะทำให้เกิด ‘ภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องข้อง เปือกตม’ ขึ้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><br><p><strong>#24_หิมวันตสูตร </strong>ธรรม 6 ประการนี้ ย่อมทำลายอวิชชาได้ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (สัปปายะ) ในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ ในการออกจากสมาธิ ในความพร้อมแห่งสมาธิ ในอารมณ์แห่งสมาธิ และในอภินิหารแห่งสมาธิ</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#21_สามกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่วิหารโปกขรณีย์ ใกล้หมู่บ้านสามะ ทรงปรารภเทวดาที่มาเข้าเฝ้ากราบทูลถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม 3 ประการ คือ 1) เป็นผู้ชอบการงาน 2) ชอบการพูดคุย 3) ชอบการนอนหลับ&nbsp;และพระองค์ทรงแสดงปริหานิยธรรมเพิ่มอีก 3 ประการ ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย&nbsp;คิอ 4) ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ 5) เป็นผู้ว่ายาก 6) มีปาปมิตร (มิตรชั่ว)</p><br><p><strong>#22_อปริหานิยสูตร</strong> อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม) คือ ยกเอาธรรมในข้อ #21 ทั้ง 6 ประการ มากล่าวถึงในทางตรงข้ามกัน</p><br><p><strong>#23_ภยสูตร </strong>คำว่า ‘ภัย (อันตราย) ทุกข์ (ยึดถือ) โรค (อ่อนกำลัง) ฝี (จิตกลัดหนอง) เครื่องข้อง (บีบคั้น) เปือกตม (จมอยู่)’ นี้เป็นชื่อของกาม เพราะกามทำให้ผูกพัน มีฉันทราคะ ลุ่มหลง ก็จะทำให้เกิด ‘ภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องข้อง เปือกตม’ ขึ้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&nbsp;</p><br><p><strong>#24_หิมวันตสูตร </strong>ธรรม 6 ประการนี้ ย่อมทำลายอวิชชาได้ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (สัปปายะ) ในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ ในการออกจากสมาธิ ในความพร้อมแห่งสมาธิ ในอารมณ์แห่งสมาธิ และในอภินิหารแห่งสมาธิ</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กิเลส ดุจตะปูตรึงใจ [6706-6t]</title>
			<itunes:title>กิเลส ดุจตะปูตรึงใจ [6706-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Feb 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65c67740d05de600168b65d1/media.mp3" length="26434405" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65c67740d05de600168b65d1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65c67740d05de600168b65d1</link>
			<acast:episodeId>65c67740d05de600168b65d1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYknPABXFYIx3xN9KOitAdM3tERsH9TARy+4UiAMCxNysOSTRKWyHxtETLqWtoVqaT0huUUk4m2BkFjZw0UedwBa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จิตที่ไม่นุ่มนวล เพราะถูกกิเลสรัดตรึงไว้ จิตจะไม่ก้าวหน้า ให้เราเอาเครื่องขวางนี้ออก จิตของเราจะมีการพัฒนา บรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กิมพิลสูตร #ข้อ 201</strong> ท่านกิมพิละได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว นั่นก็คือพุทธบริษัท 4 นี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย ในสิกขา และ ในกันและกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ธัมมัสสวนสูตร #ข้อ 202 </strong>การฟังธรรมจะมีอานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำให้มีความเห็นตรง จิตย่อมเลื่อมใส</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อัสสาชานียสูตร #ข้อ 203</strong> อุปมาอุปไมยม้าอาชาไนยกับภิกษุ ในเรื่องความตรง ความมีเชาว์ ความอ่อน ความอดทน และความเสงี่ยม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พลสูตร #ข้อ 204</strong> พละ คือ กำลังคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เจโตขิลสูตร #ข้อ 205</strong> กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู 5 ประการ คือ มีความเคลือบแคลง ไม่ลงใจในพระรัตนตรัย ในสิกขา และเป็นผู้มีโทสะในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>วินิพันธสูตร #ข้อ 206</strong> กิเลสเครื่องผูกใจ 5 ประการ คือ มีความกำหนัดในกามคุณ 5 ในกาย (อัตภาพ) ในรูป (รูปฌาน) กินอิ่มจนเกินไป และปรารถนาความเป็นเทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ยาคุสูตร #ข้อ 207</strong> อานิสงส์ของยาคู (ข้าวต้ม) คือ บรรเทาความหิว กระหาย ลมเดินคล่อง ดีต่อลำไส้ ย่อยง่าย</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จิตที่ไม่นุ่มนวล เพราะถูกกิเลสรัดตรึงไว้ จิตจะไม่ก้าวหน้า ให้เราเอาเครื่องขวางนี้ออก จิตของเราจะมีการพัฒนา บรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>กิมพิลสูตร #ข้อ 201</strong> ท่านกิมพิละได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว นั่นก็คือพุทธบริษัท 4 นี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย ในสิกขา และ ในกันและกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ธัมมัสสวนสูตร #ข้อ 202 </strong>การฟังธรรมจะมีอานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำให้มีความเห็นตรง จิตย่อมเลื่อมใส</p><p>&nbsp;</p><p><strong>อัสสาชานียสูตร #ข้อ 203</strong> อุปมาอุปไมยม้าอาชาไนยกับภิกษุ ในเรื่องความตรง ความมีเชาว์ ความอ่อน ความอดทน และความเสงี่ยม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พลสูตร #ข้อ 204</strong> พละ คือ กำลังคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>เจโตขิลสูตร #ข้อ 205</strong> กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู 5 ประการ คือ มีความเคลือบแคลง ไม่ลงใจในพระรัตนตรัย ในสิกขา และเป็นผู้มีโทสะในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>วินิพันธสูตร #ข้อ 206</strong> กิเลสเครื่องผูกใจ 5 ประการ คือ มีความกำหนัดในกามคุณ 5 ในกาย (อัตภาพ) ในรูป (รูปฌาน) กินอิ่มจนเกินไป และปรารถนาความเป็นเทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ยาคุสูตร #ข้อ 207</strong> อานิสงส์ของยาคู (ข้าวต้ม) คือ บรรเทาความหิว กระหาย ลมเดินคล่อง ดีต่อลำไส้ ย่อยง่าย</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ [6705-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ [6705-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Feb 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65bd534e9c78370017c68581/media.mp3" length="26004352" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65bd534e9c78370017c68581</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65bd534e9c78370017c68581</link>
			<acast:episodeId>65bd534e9c78370017c68581</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlfxMfvBtxkmlDmIRycMTo0JTTmhEONJPvoRQ/X4jropyt5QNvHygm74QDtkUwS5+cx+u5Nt5JZCCZIQAen59ve]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช เริ่มด้วยข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร เพราะมีความเกี่ยวเนื่องด้วยข้อที่ 40 ไส้ในเหมือนกัน หัวข้อและอุปมาต่างกัน ในข้อที่ 42 นี้คือ คนดีเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 41 อาทิยสูตร</strong> บุคคลที่มีโภคทรัพย์แล้ว ควรถือประโยชน์จากทรัพย์นั้นให้ครบทั้ง 5 ประการ เพราะแต่ละข้อให้ประโยชน์แตกต่างกัน ควรจะขวนขวายเอาให้หมดจากเงินแม้น้อยหรือมากที่เรามีก็ตาม รู้จักบริหารเป็นสุขอยู่โดยธรรม ด้านบำรุงครอบครัวและมิตรให้พลังมีความเพียร ด้านป้องกันภัยให้มีเงินเก็บรู้จักลงทุน ด้านสละเพื่อสังคมทำให้มีกัลยาณมิตร และด้านที่สละออกแด่เนื้อนาบุญจะทำให้บุญนั้นให้ผล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร</strong> ธรรมะ 5 อย่างที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่การได้มานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินไปในสิ่งนั้น ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้มีปฏิปทาที่ให้เกิดผลนั้นอยู่ ถ้าเราสร้างเหตุเฉยๆ ไม่มีความอยาก มีความแยบคายในการปฏิบัติ อริยสาวกย่อมได้รับธรรมะห้าข้อนี้ ที่น่าสนใจ คือ เรามักสร้างเหตุถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เงื่อนไขเราทำมันไม่ถูกต้อง เพราะทำตามความอยาก มันกลายเป็นอ้อนวอนทันที มันกลายเป็นที่น่าปรารถนาทันที ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนอย่างเดียวสร้างเหตุไปด้วย นั่นแหละผิด ต้องไม่อ้อนวอน ไม่อยาก อย่าไปเพลิน สร้างเหตุที่ถูกต้อง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา คนอย่างนี้จะรักษาประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร</strong> ผู้ที่ถวายของที่น่าพอใจ ย่อมได้ของที่น่าพอใจ เหมือนกับคฤหบดีนี้ที่เห็นผลเมื่อไปเกิดในสวรรค์</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช เริ่มด้วยข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร เพราะมีความเกี่ยวเนื่องด้วยข้อที่ 40 ไส้ในเหมือนกัน หัวข้อและอุปมาต่างกัน ในข้อที่ 42 นี้คือ คนดีเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 41 อาทิยสูตร</strong> บุคคลที่มีโภคทรัพย์แล้ว ควรถือประโยชน์จากทรัพย์นั้นให้ครบทั้ง 5 ประการ เพราะแต่ละข้อให้ประโยชน์แตกต่างกัน ควรจะขวนขวายเอาให้หมดจากเงินแม้น้อยหรือมากที่เรามีก็ตาม รู้จักบริหารเป็นสุขอยู่โดยธรรม ด้านบำรุงครอบครัวและมิตรให้พลังมีความเพียร ด้านป้องกันภัยให้มีเงินเก็บรู้จักลงทุน ด้านสละเพื่อสังคมทำให้มีกัลยาณมิตร และด้านที่สละออกแด่เนื้อนาบุญจะทำให้บุญนั้นให้ผล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร</strong> ธรรมะ 5 อย่างที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่การได้มานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินไปในสิ่งนั้น ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้มีปฏิปทาที่ให้เกิดผลนั้นอยู่ ถ้าเราสร้างเหตุเฉยๆ ไม่มีความอยาก มีความแยบคายในการปฏิบัติ อริยสาวกย่อมได้รับธรรมะห้าข้อนี้ ที่น่าสนใจ คือ เรามักสร้างเหตุถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เงื่อนไขเราทำมันไม่ถูกต้อง เพราะทำตามความอยาก มันกลายเป็นอ้อนวอนทันที มันกลายเป็นที่น่าปรารถนาทันที ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนอย่างเดียวสร้างเหตุไปด้วย นั่นแหละผิด ต้องไม่อ้อนวอน ไม่อยาก อย่าไปเพลิน สร้างเหตุที่ถูกต้อง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา คนอย่างนี้จะรักษาประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร</strong> ผู้ที่ถวายของที่น่าพอใจ ย่อมได้ของที่น่าพอใจ เหมือนกับคฤหบดีนี้ที่เห็นผลเมื่อไปเกิดในสวรรค์</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อปริหานิยธรรม – ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ [6704-6t]</title>
			<itunes:title>อปริหานิยธรรม – ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ [6704-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Jan 2024 21:00:48 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65b3c964a2246e00173a79ec/media.mp3" length="26220779" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65b3c964a2246e00173a79ec</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65b3c964a2246e00173a79ec</link>
			<acast:episodeId>65b3c964a2246e00173a79ec</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlNVUImwnYFh3dRvPb3C/aJ6z6H5lWJ9H157fUMMxNqmAetrjBCJpo47DXLfe9H/hw6XxtHfj+MFoy0mlLeqdff]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“อปริหานิยธรรม” </strong>หมายถึง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียวไม่มีความเสื่อมเลย ความเจริญ ในที่นี้หมายถึงความเจริญด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น ซึ่งในข้อที่ 21 และข้อที่ 22 ได้แสดงถึงอปริหานิยธรรม 7 ประการที่เหมือนกัน และมีเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เป็นเรื่องราวของพวกชาววัชชี</p><br><p>โดยในข้อที่ #21_สารันททสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอปริหานิยธรรมแก่พวกเจ้าลิจฉวี และข้อที่ #22_วัสสการสูตร พระเจ้าอชาตศัตรู มีพระประสงค์จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีจึงรับสั่งให้ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกราบทูลถาม..ฯ พระผู้มีพระภาคทรงไม่ตรัสตอบแต่ทรงรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามถึงอปริหานิยธรรม 7 ประการของชาววัชชี จึงทำให้วัสสการพราหมณ์มีปัญญาเห็นกลอุบายที่จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีนั่นคือ “ทำให้แตกแยกสามัคคี”</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><p>..............................................................................</p><br><p><strong>Q &amp; A: จากงาน “ขุมทรัพย์แห่งใจ”</strong></p><br><p><strong>Q: ปฏิบัติศีล 8 เฉพาะวันพระได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ศีล คือข้อปฏิบัติที่เป็นผลดีกับผู้ปฏิบัติเอง ควรปฏิบัติให้เป็นปกติในทุกวัน อาจจะเริ่มจาก ศีล 5 ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ละข้อ เป็นศีล 6 -7 - 8 จนเต็มบริบูรณ์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ตั้งจิตแผ่เมตตาให้กับคนที่หวังร้ายได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ให้ตั้งจิตนึกถึง “จิตของผู้ที่เป็นแม่” ที่มีความรักให้กับลูกได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่มีประมาณ ไม่ว่าลูกจะดีหรือร้ายกับเราอย่างไร จิตของผู้เป็นแม่ก็ยังคงรักและมีเมตตากับลูกเสมอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“อปริหานิยธรรม” </strong>หมายถึง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียวไม่มีความเสื่อมเลย ความเจริญ ในที่นี้หมายถึงความเจริญด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น ซึ่งในข้อที่ 21 และข้อที่ 22 ได้แสดงถึงอปริหานิยธรรม 7 ประการที่เหมือนกัน และมีเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เป็นเรื่องราวของพวกชาววัชชี</p><br><p>โดยในข้อที่ #21_สารันททสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอปริหานิยธรรมแก่พวกเจ้าลิจฉวี และข้อที่ #22_วัสสการสูตร พระเจ้าอชาตศัตรู มีพระประสงค์จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีจึงรับสั่งให้ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกราบทูลถาม..ฯ พระผู้มีพระภาคทรงไม่ตรัสตอบแต่ทรงรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามถึงอปริหานิยธรรม 7 ประการของชาววัชชี จึงทำให้วัสสการพราหมณ์มีปัญญาเห็นกลอุบายที่จะโค่นล้มพวกเจ้าลิจฉวีนั่นคือ “ทำให้แตกแยกสามัคคี”</p><p>&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วัชชิสัตตกวรรค</p><p>..............................................................................</p><br><p><strong>Q &amp; A: จากงาน “ขุมทรัพย์แห่งใจ”</strong></p><br><p><strong>Q: ปฏิบัติศีล 8 เฉพาะวันพระได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ศีล คือข้อปฏิบัติที่เป็นผลดีกับผู้ปฏิบัติเอง ควรปฏิบัติให้เป็นปกติในทุกวัน อาจจะเริ่มจาก ศีล 5 ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ละข้อ เป็นศีล 6 -7 - 8 จนเต็มบริบูรณ์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ตั้งจิตแผ่เมตตาให้กับคนที่หวังร้ายได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ให้ตั้งจิตนึกถึง “จิตของผู้ที่เป็นแม่” ที่มีความรักให้กับลูกได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่มีประมาณ ไม่ว่าลูกจะดีหรือร้ายกับเราอย่างไร จิตของผู้เป็นแม่ก็ยังคงรักและมีเมตตากับลูกเสมอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรับอรุณ Live 20 ม.ค. 2567 - “สติ” ยารักษาโรคทุกข์ [6703-6t_Live]</title>
			<itunes:title>ธรรมะรับอรุณ Live 20 ม.ค. 2567 - “สติ” ยารักษาโรคทุกข์ [6703-6t_Live]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Jan 2024 04:53:16 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65ab51ba01873100166b4990/media.mp3" length="87461138" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65ab51ba01873100166b4990</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65ab51ba01873100166b4990</link>
			<acast:episodeId>65ab51ba01873100166b4990</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkvY9/sKOj5K6IfZ0hWnmNytBfW9tI1QDvYVwNCMq3wA9HtYCaIKCEtNpOJwQfVG4SFgTDqxfncuT2qBf1Aurk6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ประสบปัญหาสูญเสียดวงตา เคยคิดฆ่าตัวตายแต่ไม่กล้า / คาถา “อะทาสิ เม อะกาสิ เม” ที่ใช้สวดในงานศพมีความหมายอย่างไร?</p><p>A: ผู้ที่ประสบปัญหาแล้วแต่มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานั้น เราเรียกความกล้าหาญของผู้นี้ว่า "เป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม” / “อะทาสิ เม อะกาสิ เม” แปลได้ว่า “ทานที่ให้แล้ว บุญที่กระทำแล้วมีผล” หมายความว่า ทาน ศีล ภาวนา ที่เราได้กระทำไว้ไม่สูญเปล่าย่อมส่งผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า</p><p> </p><p>Q: เมื่อประสบความทุกข์อยู่ต่อหน้าอะไรคือทางออก?</p><p>A: สติคือทางออกอย่างแรกเลย สติจะมีหน้าที่คอยแยกแยะไม่ให้หลงเพลินไปในความทุกข์นั้น ให้มีความอดทนต่อผัสสะต่างๆ สั่งสมปัญญาด้วยการฟังธรรมอยู่เนืองๆ จิตจะคลายความยึดถือลง เบาลง</p><p> </p><p>Q: มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นในระหว่างการทำสมาธิ</p><p>A: “สมาธิไม่ได้ด้วยการบังคับ” อย่าบังคับความคิด แต่ให้ดึงสติให้มาสังเกตลมหายใจอยู่ที่จมูก</p><p> </p><p>Q: เรื่องภาษาและเชื้อขาติ กับคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>A: คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ “ทุกขอริยสัจ” เป็นความจริงบนโลกซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ในทุกชาติทุกภาษา</p><p> </p><p>Q: มักจะเจอคำตอบของปัญหาในการฟังธรรม</p><p>A: ทุกข์บนโลกนี้มีมาก และทุกคนก็ประสบความทุกข์เหมือนกัน กล่าวคือ การเกิดเป็นทุกข์ ตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และธรรมของพระพุทธเจ้าคือข้อปฏิบัติทำให้สิ้นทุกข์เพราะฉะนั้น เมื่อได้มีการฟังธรรมแล้วจึงพบคำตอบของกองทุกข์เหล่านั้น</p><p> </p><p>Q: โรคภาวะทางอารมณ์ “ไบโพล่า”</p><p>A: ทางกายภาพอาจรักษาด้วยการให้ยาปรับสารเคมีในสมอง แต่ทางด้านจิตใจนั้นปรับรักษาด้วยการ “มีสติ” ดึงสติให้มาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจให้ได้อยู่บ่อยๆ เมื่อสติมีกำลังจะไม่เผลอเพลินไปตามความคิด ความแปรปรวนในอารมณ์ก็จะค่อยๆเบาบางและสงบลง</p><p> </p><p>Q: คำว่า “มีสติอยู่กับปัจจุบัน”</p><p>A: ไม่หลงลืมลมหายใจแม้จะคิดถึงเรื่องที่เป็นอดีต เรื่องในปัจจุบัน หรือเรื่องที่เป็นอนาคต คือ คิดได้แต่ไม่หลงไม่เพลินไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ประสบปัญหาสูญเสียดวงตา เคยคิดฆ่าตัวตายแต่ไม่กล้า / คาถา “อะทาสิ เม อะกาสิ เม” ที่ใช้สวดในงานศพมีความหมายอย่างไร?</p><p>A: ผู้ที่ประสบปัญหาแล้วแต่มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานั้น เราเรียกความกล้าหาญของผู้นี้ว่า "เป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม” / “อะทาสิ เม อะกาสิ เม” แปลได้ว่า “ทานที่ให้แล้ว บุญที่กระทำแล้วมีผล” หมายความว่า ทาน ศีล ภาวนา ที่เราได้กระทำไว้ไม่สูญเปล่าย่อมส่งผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า</p><p> </p><p>Q: เมื่อประสบความทุกข์อยู่ต่อหน้าอะไรคือทางออก?</p><p>A: สติคือทางออกอย่างแรกเลย สติจะมีหน้าที่คอยแยกแยะไม่ให้หลงเพลินไปในความทุกข์นั้น ให้มีความอดทนต่อผัสสะต่างๆ สั่งสมปัญญาด้วยการฟังธรรมอยู่เนืองๆ จิตจะคลายความยึดถือลง เบาลง</p><p> </p><p>Q: มีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นในระหว่างการทำสมาธิ</p><p>A: “สมาธิไม่ได้ด้วยการบังคับ” อย่าบังคับความคิด แต่ให้ดึงสติให้มาสังเกตลมหายใจอยู่ที่จมูก</p><p> </p><p>Q: เรื่องภาษาและเชื้อขาติ กับคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>A: คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ “ทุกขอริยสัจ” เป็นความจริงบนโลกซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ในทุกชาติทุกภาษา</p><p> </p><p>Q: มักจะเจอคำตอบของปัญหาในการฟังธรรม</p><p>A: ทุกข์บนโลกนี้มีมาก และทุกคนก็ประสบความทุกข์เหมือนกัน กล่าวคือ การเกิดเป็นทุกข์ ตัณหาคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และธรรมของพระพุทธเจ้าคือข้อปฏิบัติทำให้สิ้นทุกข์เพราะฉะนั้น เมื่อได้มีการฟังธรรมแล้วจึงพบคำตอบของกองทุกข์เหล่านั้น</p><p> </p><p>Q: โรคภาวะทางอารมณ์ “ไบโพล่า”</p><p>A: ทางกายภาพอาจรักษาด้วยการให้ยาปรับสารเคมีในสมอง แต่ทางด้านจิตใจนั้นปรับรักษาด้วยการ “มีสติ” ดึงสติให้มาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจให้ได้อยู่บ่อยๆ เมื่อสติมีกำลังจะไม่เผลอเพลินไปตามความคิด ความแปรปรวนในอารมณ์ก็จะค่อยๆเบาบางและสงบลง</p><p> </p><p>Q: คำว่า “มีสติอยู่กับปัจจุบัน”</p><p>A: ไม่หลงลืมลมหายใจแม้จะคิดถึงเรื่องที่เป็นอดีต เรื่องในปัจจุบัน หรือเรื่องที่เป็นอนาคต คือ คิดได้แต่ไม่หลงไม่เพลินไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้เห็นความเป็นสุขในนิพพาน [6702-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้เห็นความเป็นสุขในนิพพาน [6702-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Jan 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65a198b3c0bb66001756cc6b/media.mp3" length="27524075" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65a198b3c0bb66001756cc6b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65a198b3c0bb66001756cc6b</link>
			<acast:episodeId>65a198b3c0bb66001756cc6b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnFCUpsJ2CQH33uAgDqxcqPQfcNx8So0Vr3zeh3wTndrLd73mycIWtBipnSStCrwtK61aKoalDzF7jLTvZkLPsw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การที่เราจะมาพิจารณาเห็นความเป็นสุขในนิพพานได้นั้น ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติตามอริยมรรค เพื่อให้เข้าใจทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ และปัญญาที่จะเห็นแจ้งในการดับทุกข์ </p><p>ซึ่ง<strong>ในข้อที่ #19_นิพพานสูตร</strong> ได้เน้นถึงการมีสัญญาเห็นอยู่บ่อย ๆ ใน “ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ในสังขารทั้งหลายและการดับลงแห่งสังขารทั้งหลายของอนาคามีและอรหันต์ 7 จำพวกซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวายฯลฯ.. เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก </p><p> </p><p><em>*การมีสติตั้งมั่นในสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เราเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลาย เข้าถึงนิพพานในปัจจุบันได้</em></p><p> </p><p><strong>#20_นิททสวัตถุสูตร</strong> การบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้เกี่ยวเนื่องด้วยจำนวนพรรษา แต่อยู่ที่การปฏิบัติในศีล สมาธิ และปัญญา มีการพิจารณาใคร่ครวญธรรม ข่มตัณหา อยู่หลีกเร้น ปรารภความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน แทงตลอดด้วยทิฏฐิ</p><p> </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อนุสยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การที่เราจะมาพิจารณาเห็นความเป็นสุขในนิพพานได้นั้น ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติตามอริยมรรค เพื่อให้เข้าใจทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ และปัญญาที่จะเห็นแจ้งในการดับทุกข์ </p><p>ซึ่ง<strong>ในข้อที่ #19_นิพพานสูตร</strong> ได้เน้นถึงการมีสัญญาเห็นอยู่บ่อย ๆ ใน “ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ในสังขารทั้งหลายและการดับลงแห่งสังขารทั้งหลายของอนาคามีและอรหันต์ 7 จำพวกซึ่งเป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวายฯลฯ.. เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก </p><p> </p><p><em>*การมีสติตั้งมั่นในสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เราเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลาย เข้าถึงนิพพานในปัจจุบันได้</em></p><p> </p><p><strong>#20_นิททสวัตถุสูตร</strong> การบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งไม่ได้เกี่ยวเนื่องด้วยจำนวนพรรษา แต่อยู่ที่การปฏิบัติในศีล สมาธิ และปัญญา มีการพิจารณาใคร่ครวญธรรม ข่มตัณหา อยู่หลีกเร้น ปรารภความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน แทงตลอดด้วยทิฏฐิ</p><p> </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อนุสยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ชื่อว่าอริยบุคคล [6701-6t]</title>
			<itunes:title>ชื่อว่าอริยบุคคล [6701-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Jan 2024 21:03:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65986e9e04cfa6001627b232/media.mp3" length="27472465" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65986e9e04cfa6001627b232</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65986e9e04cfa6001627b232</link>
			<acast:episodeId>65986e9e04cfa6001627b232</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkSxF0Kel/PExM3jA1YXq7vIFa9hTqxbmgpH4BAkz7k28wwoaS93tzLmWnPo7kzWzLbEIr4ImDaHHXYBm9NNvuE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขยายความในข้อที่ 14 ให้เห็นถึงลักษณะของโสดาบันในสไตล์การบรรลุที่ต่างกัน ไล่มาตั้งแต่โสดาปัตติมรรคคือธัมมานุสารีและสัทธานุสารีนี้เป็นมรรคให้เกิดผลในกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุตติ ส่วนในสองข้อแรกคืออรหันต์</p><br><p>ต่อมาในข้อที่ 15 เปรียบด้วยบุคคลผู้ตกน้ำ เป็นอุปมาอุปไมยการท่วมทับจากกามจนจมน้ำ จนถึงกายแห้งขึ้นบกคืออรหันต์ โดยมีอินทรีย์ 5 เป็นตัววัดในการพัฒนาของบุคคลทั้ง 7 ประเภทนี้ คือ 1) จมแล้ว จมเลย=ดำมืด ไม่มีกุศลธรรม 2) โผล่แล้ว จมลงอีก=มีอยู่แต่ไม่คงที่ 3) โผล่แล้ว หยุดอยู่=คงที่ 4) โผล่แล้ว เหลียวมองดู=โสดาบัน 5) โผล่แล้ว ข้ามไป=สกทาคามี 6) โผล่แล้ว ได้ที่พึ่ง=อนาคามี และ 7) โผล่แล้ว เข้าถึงฝั่ง=อรหันต์</p><br><p>ข้อที่ 16, 17 และ18 มีความต่างกันตรงเหตุที่ทำให้บรรลุคือการพิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยมีพื้นฐานเหมือนข้อที่ 14 โดยในสองข้อแรกหมายถึงอรหันต์ ส่วนข้อที่เหลือหมายถึงอนาคามี 5 ประเภท ที่มีเวลาการบรรลุที่แตกต่างกันตามภพที่ไปเกิด คือ อัตราปรินิพพายี มีอายุไม่ถึงกึ่งก็ปรินิพพาน, อุปหัจจปรินิพพายี อายุเลยกึ่งจึงนิพพาน, อสังขารปรินิพพายี บรรลุโดยไม่ใช้ความเพียรมาก, สสังขารปรินิพพายี ใช้ความเพียรมาก และประเภทสุดท้ายคือ อุทธังโสตอกนิฏฐคามี เลื่อนขั้นไปอกนิฏฐภพจึงปรินิพพาน ใช้เวลานานสุด เหตุปัจจัยที่ทำให้บรรลุธรรมคือหมั่นเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดระยะ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขยายความในข้อที่ 14 ให้เห็นถึงลักษณะของโสดาบันในสไตล์การบรรลุที่ต่างกัน ไล่มาตั้งแต่โสดาปัตติมรรคคือธัมมานุสารีและสัทธานุสารีนี้เป็นมรรคให้เกิดผลในกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุตติ ส่วนในสองข้อแรกคืออรหันต์</p><br><p>ต่อมาในข้อที่ 15 เปรียบด้วยบุคคลผู้ตกน้ำ เป็นอุปมาอุปไมยการท่วมทับจากกามจนจมน้ำ จนถึงกายแห้งขึ้นบกคืออรหันต์ โดยมีอินทรีย์ 5 เป็นตัววัดในการพัฒนาของบุคคลทั้ง 7 ประเภทนี้ คือ 1) จมแล้ว จมเลย=ดำมืด ไม่มีกุศลธรรม 2) โผล่แล้ว จมลงอีก=มีอยู่แต่ไม่คงที่ 3) โผล่แล้ว หยุดอยู่=คงที่ 4) โผล่แล้ว เหลียวมองดู=โสดาบัน 5) โผล่แล้ว ข้ามไป=สกทาคามี 6) โผล่แล้ว ได้ที่พึ่ง=อนาคามี และ 7) โผล่แล้ว เข้าถึงฝั่ง=อรหันต์</p><br><p>ข้อที่ 16, 17 และ18 มีความต่างกันตรงเหตุที่ทำให้บรรลุคือการพิจารณาความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยมีพื้นฐานเหมือนข้อที่ 14 โดยในสองข้อแรกหมายถึงอรหันต์ ส่วนข้อที่เหลือหมายถึงอนาคามี 5 ประเภท ที่มีเวลาการบรรลุที่แตกต่างกันตามภพที่ไปเกิด คือ อัตราปรินิพพายี มีอายุไม่ถึงกึ่งก็ปรินิพพาน, อุปหัจจปรินิพพายี อายุเลยกึ่งจึงนิพพาน, อสังขารปรินิพพายี บรรลุโดยไม่ใช้ความเพียรมาก, สสังขารปรินิพพายี ใช้ความเพียรมาก และประเภทสุดท้ายคือ อุทธังโสตอกนิฏฐคามี เลื่อนขั้นไปอกนิฏฐภพจึงปรินิพพาน ใช้เวลานานสุด เหตุปัจจัยที่ทำให้บรรลุธรรมคือหมั่นเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทำอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดระยะ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนุสัย - กิเลสความเคยชินของจิต [6652-6t]</title>
			<itunes:title>อนุสัย - กิเลสความเคยชินของจิต [6652-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Dec 2023 21:00:37 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/658eecae9f1412001640e354/media.mp3" length="26613533" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">658eecae9f1412001640e354</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/658eecae9f1412001640e354</link>
			<acast:episodeId>658eecae9f1412001640e354</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkKqUA+rqQ4cQ9Vii1NLpKGKQFSwZoXPcP8At3FQkaDYGBKAj6lrc4ujgxQ+EfJjcad0nJhspCXMu88uN3JPL3P]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อนุสัย หมายถึง ความเคยชิน เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ตกตะกอนนอนแนบนิ่งอยู่ในจิต คือทุกครั้งที่จิตของเราเกิดกิเลสขึ้น มันจะทิ้งคราบคือความเคยชินไว้ให้เสมอ พอมีอะไรมากระทบอารมณ์มันจะแสดงตัวออกมาทันที ยิ่งถ้าเกิดกิเลสขึ้นมาบ่อยๆก็จะยิ่งมีอนุสัยมากขึ้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #10_มัจฉริยสูตร</strong> สังโยชน์ หมายถึง สิ่งที่ผูกจิตให้ติดอยู่ในภพ ได้แก่ สังโยชน์ คือ ความยินดี, ความยินร้าย, ความเห็นผิด ความลังเลสงสัย, ความถือตัว, ความริษยา (ตนเองไม่มี-แต่คนอื่นมี), ความตระหนี่ (ตนเองมี-แต่ไม่ให้)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #11-12_ปฐม-ทุติยอนุสยสูตร</strong> อนุสัย คือ กิเลสที่นองเนื่องในสันดาน ได้แก่ อนุสัย คือ ความกำหนัดในกาม, ความยินร้าย, ความเห็นผิด, ความลังเลสงสัย, ความถือตัว, ความติดใจในภพ, ความไม่รู้แจ้ง</p><p>&nbsp;</p><p><em>*กิเลสที่ทำให้เกิดอนุสัย 7 และ สังโยชน์ 7 นี้ สังเกตเห็นได้ว่า เป็นกิเลสอย่างละเอียดชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดสะสมอยู่ในจิตแล้วผลคือ ผูกจิตให้ติดอยู่ในภพ สามารถละได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอย่างละเอียด</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่#13_กุลสูตร</strong> ตระกูลที่ประด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้ ภิกษุควรเข้าไปหา (ไว้ใช้พิจารณาการเข้าสู่ตระกูล) คือ มีการลุกขึ้นต้อนรับ-ไหว้-ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ, ไม่ปกปิดของที่มีอยู่, มีของมาก ก็ถวายมาก, มีของประณีต ก็ถวายของประณีต, ถวายโดยเคารพ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อ#14_ปุคคลสูตร</strong> บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย (อริยบุคคล)</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อนุสยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อนุสัย หมายถึง ความเคยชิน เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ตกตะกอนนอนแนบนิ่งอยู่ในจิต คือทุกครั้งที่จิตของเราเกิดกิเลสขึ้น มันจะทิ้งคราบคือความเคยชินไว้ให้เสมอ พอมีอะไรมากระทบอารมณ์มันจะแสดงตัวออกมาทันที ยิ่งถ้าเกิดกิเลสขึ้นมาบ่อยๆก็จะยิ่งมีอนุสัยมากขึ้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #10_มัจฉริยสูตร</strong> สังโยชน์ หมายถึง สิ่งที่ผูกจิตให้ติดอยู่ในภพ ได้แก่ สังโยชน์ คือ ความยินดี, ความยินร้าย, ความเห็นผิด ความลังเลสงสัย, ความถือตัว, ความริษยา (ตนเองไม่มี-แต่คนอื่นมี), ความตระหนี่ (ตนเองมี-แต่ไม่ให้)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ #11-12_ปฐม-ทุติยอนุสยสูตร</strong> อนุสัย คือ กิเลสที่นองเนื่องในสันดาน ได้แก่ อนุสัย คือ ความกำหนัดในกาม, ความยินร้าย, ความเห็นผิด, ความลังเลสงสัย, ความถือตัว, ความติดใจในภพ, ความไม่รู้แจ้ง</p><p>&nbsp;</p><p><em>*กิเลสที่ทำให้เกิดอนุสัย 7 และ สังโยชน์ 7 นี้ สังเกตเห็นได้ว่า เป็นกิเลสอย่างละเอียดชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดสะสมอยู่ในจิตแล้วผลคือ ผูกจิตให้ติดอยู่ในภพ สามารถละได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอย่างละเอียด</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่#13_กุลสูตร</strong> ตระกูลที่ประด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้ ภิกษุควรเข้าไปหา (ไว้ใช้พิจารณาการเข้าสู่ตระกูล) คือ มีการลุกขึ้นต้อนรับ-ไหว้-ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ, ไม่ปกปิดของที่มีอยู่, มีของมาก ก็ถวายมาก, มีของประณีต ก็ถวายของประณีต, ถวายโดยเคารพ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อ#14_ปุคคลสูตร</strong> บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย (อริยบุคคล)</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อนุสยวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สังโยชน์ - กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ [6651-6t]</title>
			<itunes:title>สังโยชน์ - กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ [6651-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Dec 2023 21:00:25 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6585955dc10b310016385028/media.mp3" length="26993234" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6585955dc10b310016385028</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6585955dc10b310016385028</link>
			<acast:episodeId>6585955dc10b310016385028</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkdjvDzo18nW1mkH1degaQijPKOrjNR06Bh6M5fOhIho+i/8quXVSGBd/rokGHGX71C8YBg9vnyBH0fuXqG+99y]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #7_อุคคสูตร</strong> เป็นเรื่องราวของอุคคมหาอำมาตย์ที่ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงความเป็นผู้มีทรัพย์มากของมิคารเศรษฐีผู้เป็นหลานของโรหณเศรษฐี พระผู้มีพระภาคจึงทรงได้แสดงถึงทรัพย์เหล่านั้นว่า เป็นของสาธารณะทั่วไป แล้วได้ทรงแสดงถึง <strong>“อริยทรัพย์ 7 ประการ” </strong>ได้แก่ ทรัพย์คือ ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ,  สุตะ, จาคะ และปัญญา ที่ไม่ใช่ของสาธารณะกับบุคคลอื่น ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม และนำติดตัวข้ามภพชาติไปด้วยได้</p><p><strong>*อริยทรัพย์นี้เมื่อเจริญให้มากก็ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อันมากด้วยเช่นกัน นั่นหมายถึงการละสังโยชน์ตัดภพชาติได้</strong></p><p> </p><p><strong>ข้อที่ 8-9-10 ว่าด้วยเรื่องสังโยชน์กิเลสเครื่องผูกใจสัตว์ไว้ในภพ</strong> ได้แก่ สังโยชน์คือ </p><ol><li>ความยินดีเพลินในสุข -รักสุข (กามราคะ)</li><li>ความยินร้ายในทุกข์ -ความหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ (ปฏิฆะ)</li><li>ความเห็นผิด -ยึดมั่นในความเห็น (ทิฏฐิ)</li><li>ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (วิจิกิจฉา)</li><li>ความถือตัว -เป็นสังโยชน์เบื้องสูง อาศัยความละเอียดในศีล สมาธิ และปัญญาในการละ (มานะ)</li><li>ความติดใจในภพ -กำหนัดยินดีในภพให้มีอยู่คงอยู่ ยินดีในการเกิด (ภวราคะ) / ความอิจฉา</li><li>ความไม่รู้แจ้ง - ความไม่รู้ในอริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท, อดีต, อนาคต, ปัจจุบัน (อวิชชา 8) / ความตระหนี่</li></ol><p><strong><em>*การมาปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นคือ การละสังโยชน์</em></strong></p><p> </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ธนวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #7_อุคคสูตร</strong> เป็นเรื่องราวของอุคคมหาอำมาตย์ที่ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงความเป็นผู้มีทรัพย์มากของมิคารเศรษฐีผู้เป็นหลานของโรหณเศรษฐี พระผู้มีพระภาคจึงทรงได้แสดงถึงทรัพย์เหล่านั้นว่า เป็นของสาธารณะทั่วไป แล้วได้ทรงแสดงถึง <strong>“อริยทรัพย์ 7 ประการ” </strong>ได้แก่ ทรัพย์คือ ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ,  สุตะ, จาคะ และปัญญา ที่ไม่ใช่ของสาธารณะกับบุคคลอื่น ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม และนำติดตัวข้ามภพชาติไปด้วยได้</p><p><strong>*อริยทรัพย์นี้เมื่อเจริญให้มากก็ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อันมากด้วยเช่นกัน นั่นหมายถึงการละสังโยชน์ตัดภพชาติได้</strong></p><p> </p><p><strong>ข้อที่ 8-9-10 ว่าด้วยเรื่องสังโยชน์กิเลสเครื่องผูกใจสัตว์ไว้ในภพ</strong> ได้แก่ สังโยชน์คือ </p><ol><li>ความยินดีเพลินในสุข -รักสุข (กามราคะ)</li><li>ความยินร้ายในทุกข์ -ความหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ (ปฏิฆะ)</li><li>ความเห็นผิด -ยึดมั่นในความเห็น (ทิฏฐิ)</li><li>ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (วิจิกิจฉา)</li><li>ความถือตัว -เป็นสังโยชน์เบื้องสูง อาศัยความละเอียดในศีล สมาธิ และปัญญาในการละ (มานะ)</li><li>ความติดใจในภพ -กำหนัดยินดีในภพให้มีอยู่คงอยู่ ยินดีในการเกิด (ภวราคะ) / ความอิจฉา</li><li>ความไม่รู้แจ้ง - ความไม่รู้ในอริยสัจ 4, ปฏิจจสมุปบาท, อดีต, อนาคต, ปัจจุบัน (อวิชชา 8) / ความตระหนี่</li></ol><p><strong><em>*การมาปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นคือ การละสังโยชน์</em></strong></p><p> </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ธนวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทรัพย์ของคนประเสริฐ - อริยทรัพย์ [6650-6t]</title>
			<itunes:title>ทรัพย์ของคนประเสริฐ - อริยทรัพย์ [6650-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Dec 2023 21:59:05 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/657ccc2a4e50cb00169fb5b0/media.mp3" length="26052756" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">657ccc2a4e50cb00169fb5b0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/657ccc2a4e50cb00169fb5b0</link>
			<acast:episodeId>657ccc2a4e50cb00169fb5b0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmiUQeHP3uX5DiNRqSExZiFDESP+FXslTJG83KaUf1gB4sE0ZwoZGPf2uJWJ1H/oiu38ny9cfbAVwCkMgJUDxh8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ข้อธรรมะ 7 ประการในหมวดธนวรรค ที่ว่าด้วยอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐที่เมื่อมีอยู่ในจิตใจของผู้ใดแล้วจะทำให้ผู้นั้นเป็นบุคคลประเสริฐขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ทรัพย์ในที่นี้จึงหมายถึงธรรมะที่ทำให้ผู้นั้นเป็นคนประเสริฐหรืออริยบุคคลได้แก่</p><br><p>ข้อ#1 และ ข้อ#2 ธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รักที่พอใจเป็นที่น่าเคารพยกย่อง ได้แก่ 1. เป็นผู้ไม่มุ่งลาภ (สิ่งของ,เงินทอง) 2. ไม่มุ่งสักการะ (ยกย่อง) 3. ไม่มุ่งชื่อเสียง (มีหน้ามีตา) 4. เป็นผู้มีหิริ (ละอายบาป) 5. มีโอตตัปปะ (กลัวบาป) 6. มักน้อย (ไม่โอ้วอวด) / ไม่ริษยา 7. เป็นสัมมาทิฏฐิ / ไม่ตระหนี่</p><br><p>*ถึงแม้จะมีเพียงแค่ข้อใดข้อหนึ่งใน 7 ข้อนี้ก็เป็นเหตุให้เป็นที่รักได้</p><br><p>ข้อ#3 และ ข้อ#4 ว่าด้วยพละคือกำลังของจิตที่จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้มากหรือน้อยได้แก่ 1. ศรัทธา (เชื่อมั่นในปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) 2. วิริยะ(เพียรในการเจริญกุศล-ละอกุศล) 3. สติ (สติปัฏฐาน 4) 4. หิริ 5. โอตตัปปะ 6. สมาธิ (ฌาน) 7. ปัญญา (เห็นอริยสัจ เห็นการเกิด-ดับ)</p><br><p>ข้อ#5 และ ข้อ#6 ผู้ใดมีทรัพย์ 7 ประการนี้เป็นคนไม่ขัดสน ได้แก่ ทรัพย์คือ ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ, สุตะ, จาคะ และปัญญา</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ธนวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ข้อธรรมะ 7 ประการในหมวดธนวรรค ที่ว่าด้วยอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐที่เมื่อมีอยู่ในจิตใจของผู้ใดแล้วจะทำให้ผู้นั้นเป็นบุคคลประเสริฐขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ทรัพย์ในที่นี้จึงหมายถึงธรรมะที่ทำให้ผู้นั้นเป็นคนประเสริฐหรืออริยบุคคลได้แก่</p><br><p>ข้อ#1 และ ข้อ#2 ธรรมที่เป็นเหตุให้เป็นที่รักที่พอใจเป็นที่น่าเคารพยกย่อง ได้แก่ 1. เป็นผู้ไม่มุ่งลาภ (สิ่งของ,เงินทอง) 2. ไม่มุ่งสักการะ (ยกย่อง) 3. ไม่มุ่งชื่อเสียง (มีหน้ามีตา) 4. เป็นผู้มีหิริ (ละอายบาป) 5. มีโอตตัปปะ (กลัวบาป) 6. มักน้อย (ไม่โอ้วอวด) / ไม่ริษยา 7. เป็นสัมมาทิฏฐิ / ไม่ตระหนี่</p><br><p>*ถึงแม้จะมีเพียงแค่ข้อใดข้อหนึ่งใน 7 ข้อนี้ก็เป็นเหตุให้เป็นที่รักได้</p><br><p>ข้อ#3 และ ข้อ#4 ว่าด้วยพละคือกำลังของจิตที่จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้มากหรือน้อยได้แก่ 1. ศรัทธา (เชื่อมั่นในปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า) 2. วิริยะ(เพียรในการเจริญกุศล-ละอกุศล) 3. สติ (สติปัฏฐาน 4) 4. หิริ 5. โอตตัปปะ 6. สมาธิ (ฌาน) 7. ปัญญา (เห็นอริยสัจ เห็นการเกิด-ดับ)</p><br><p>ข้อ#5 และ ข้อ#6 ผู้ใดมีทรัพย์ 7 ประการนี้เป็นคนไม่ขัดสน ได้แก่ ทรัพย์คือ ศรัทธา, ศีล, หิริ, โอตตัปปะ, สุตะ, จาคะ และปัญญา</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ธนวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6649-6t]</title>
			<itunes:title>พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6649-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Dec 2023 21:00:47 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/657378518321cf001279fe3a/media.mp3" length="26055202" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">657378518321cf001279fe3a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/657378518321cf001279fe3a</link>
			<acast:episodeId>657378518321cf001279fe3a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn0FviL/cEUgoqLIdpZ/SEAY/l1I6zKY+aonZFDny3XzeJASieJnqxNIXKIRtReskVSscFHru5zFWr12CGTBISO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มาในพลวรรค ข้อที่ 11 - 14 อธิบายโดยรวมได้ดังนี้ พละ 5 เป็นธรรมที่องอาจ เป็นการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ฟังได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พละ คือ กำลัง มี 5 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา คือ ความมั่นใจความเลื่อมใส ความลงใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เอ่ยเพียงหนึ่งแต่ให้เข้าใจว่ารวมทั้งหมด “พุทธ ธรรม สงฆ์” เป็นศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง เพราะศรัทธาในสัมมาสัมพุทโธ มีศรัทธาแล้วจะทำให้ไม่ลังเลที่จะทำจริงแน่วแน่จริงมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับทุกข์ (วิริยะ) เห็นตามจริง สติเกิดขึ้น สมาธิปัญญาก็ตามมาตามลำดับ ปัญญามีสูงสุดในแต่ละขั้นที่ผ่านไป หิริ โอตตัปปะ และสติ สมาธิสามารถนำมาใช้แทนกันได้สลับไปมาได้ในพละนี้</p><br><p>ข้อที่ 15 จะชี้ให้เห็นว่า สามารถหาคุณธรรมทั้ง 5 ได้จากที่ไหน: ศรัทธาหาได้ในโสตาปัตติยังคะ 4 วิริยะหาได้ในสัมมัปปธาน 4 สติหาได้ในสติปัฏฐาน 4 สมาธิหาได้ในฌาน 4 ปัญญาหาได้ในอริยสัจ 4 ทำไมจึงกล่าวว่าหาปัญญาได้ที่อริยสัจ 4 เพราะอริยสัจ 4 เป็นตัวรวมธรรมะทั้งหมด ปัญญาจะเป็นตัวพาเราไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยไป</p><br><p>ข้อที่ 16 เปรียบปัญญาเป็นอันดับสูงสุดของหลังคา ทุกสิ่งต้องอยู่ใต้หลังคานั้น ปัญญาเป็นยอด สมาธิเป็นตัวดัน มีพื้นฐาน คือ ศรัทธา ส่งต่อกันมาด้วยความเพียรด้วยสติ มาตามลำดับแล้วพัฒนาไปด้วยกัน พละ 5 จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้ อินทรีย์ 5 เป็นตัวที่จะทำให้บรรลุได้เร็วหรือช้า ความหมายเดียวกัน ต่างกันที่บริบทการใช้</p><br><p>ข้อที่ 17 18 19 20 อธิบายรายละเอียดเหมือนกันต่างกันในหัวข้อคุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ธรรม 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปได้อย่างไร</p><br><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต : พลวรรค ข้อที่ 11 - 20)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มาในพลวรรค ข้อที่ 11 - 14 อธิบายโดยรวมได้ดังนี้ พละ 5 เป็นธรรมที่องอาจ เป็นการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ฟังได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พละ คือ กำลัง มี 5 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา คือ ความมั่นใจความเลื่อมใส ความลงใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เอ่ยเพียงหนึ่งแต่ให้เข้าใจว่ารวมทั้งหมด “พุทธ ธรรม สงฆ์” เป็นศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง เพราะศรัทธาในสัมมาสัมพุทโธ มีศรัทธาแล้วจะทำให้ไม่ลังเลที่จะทำจริงแน่วแน่จริงมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับทุกข์ (วิริยะ) เห็นตามจริง สติเกิดขึ้น สมาธิปัญญาก็ตามมาตามลำดับ ปัญญามีสูงสุดในแต่ละขั้นที่ผ่านไป หิริ โอตตัปปะ และสติ สมาธิสามารถนำมาใช้แทนกันได้สลับไปมาได้ในพละนี้</p><br><p>ข้อที่ 15 จะชี้ให้เห็นว่า สามารถหาคุณธรรมทั้ง 5 ได้จากที่ไหน: ศรัทธาหาได้ในโสตาปัตติยังคะ 4 วิริยะหาได้ในสัมมัปปธาน 4 สติหาได้ในสติปัฏฐาน 4 สมาธิหาได้ในฌาน 4 ปัญญาหาได้ในอริยสัจ 4 ทำไมจึงกล่าวว่าหาปัญญาได้ที่อริยสัจ 4 เพราะอริยสัจ 4 เป็นตัวรวมธรรมะทั้งหมด ปัญญาจะเป็นตัวพาเราไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยไป</p><br><p>ข้อที่ 16 เปรียบปัญญาเป็นอันดับสูงสุดของหลังคา ทุกสิ่งต้องอยู่ใต้หลังคานั้น ปัญญาเป็นยอด สมาธิเป็นตัวดัน มีพื้นฐาน คือ ศรัทธา ส่งต่อกันมาด้วยความเพียรด้วยสติ มาตามลำดับแล้วพัฒนาไปด้วยกัน พละ 5 จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้ อินทรีย์ 5 เป็นตัวที่จะทำให้บรรลุได้เร็วหรือช้า ความหมายเดียวกัน ต่างกันที่บริบทการใช้</p><br><p>ข้อที่ 17 18 19 20 อธิบายรายละเอียดเหมือนกันต่างกันในหัวข้อคุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ธรรม 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปได้อย่างไร</p><br><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต : พลวรรค ข้อที่ 11 - 20)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมให้แจ้งอมตธรรม [6648-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมให้แจ้งอมตธรรม [6648-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Dec 2023 21:00:22 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6569ffda34b8d300120df34c/media.mp3" length="27046325" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6569ffda34b8d300120df34c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6569ffda34b8d300120df34c</link>
			<acast:episodeId>6569ffda34b8d300120df34c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnUylJ7SWUUCpPSNB+cSC2bqFgeI9XPWwdFOCN4/98Ue4Hm3H0oonyjbuf6+UFqRBRQqY9uQSbaFP2YNgVeijEU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #119-139</strong> ได้กล่าวถึงคุณธรรมของอริยบุคคลขั้นผลของคหบดี 20 ท่าน โดยใน 10 ท่านแรกเป็นอุบาสกผู้เลิศ (เอตทัคคะ) ซึ่งคุณธรรมที่จะทำให้เป็นผู้เชื่อมั่นในตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรม มีอยู่ 6 ประการ คือ มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ (๑) พระธรรม (๒) พระสงฆ์ (๓) อริยศีล (๔) อริยญาณ (๕) และ อริยวิมุตติ (๖)</p><br><p><em>*ความเลี่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายถึง ความเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในธรรมข้อปฏิบัติ (อริยศีล) ที่เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะเป็นผู้ที่มีปัญญา (อริยญาณ) เห็นแจ้งในวิมุตติ เป็นอริยสงฆ์ขึ้นมาได้</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #140-649</strong> ได้กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไล่ไปจนถึงธรรมเพื่อความสละคืนในอุปกิเลสทั้ง 16 อย่าง เป็นธรรมที่แสดงเป็นชุด (Set) ในหนึ่งชุดประกอบด้วย</p><p>อนุตตริยะ 6 คือ การได้เห็น.. ได้ฟังธรรม.. การได้ศรัทธา.. ได้รับใช้ดูแล และการระลึกถึงใพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า)</p><p>อนุสสติ 6 คือ การมีสติระลึกถึงอยู่เนือง ๆ ในคุณของพระรัตนตรัย ในศีล ในทานการบริจาค และคุณธรรมของผู้ที่มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา</p><p>สัญญา 6 ได้แก่ อนิจจสัญญา, อนิจเจ ทุกขสัญญา, ทุกเข อนัตตสัญญา, ปหานสัญญา, วิราคสัญญา, นิโรธสัญญา</p><br><p><em>*ข้อสังเกต ในสัญญา 6 ประการนี้ เมื่อเจริญปัญญาอย่างต่อเนื่องจะเห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องสัมพันธ์กันในความเป็นเหตุเป็นผล (ปฏิจจสมุปบาท) กล่าวคือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง มีสภาพเป็นทุกข์ (แปรเปลี่ยน) เป็นอนัตตา (อาศัยสิ่งอื่นเกิด) เมื่อเห็นด้วยปัญญาอยู่อย่างนี้ เราจะคลายความยึดถือในสังขารทั้งหลายลงได้</em></p><br><p>#พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สามัญวรรค ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ข้อที่ #119-139</strong> ได้กล่าวถึงคุณธรรมของอริยบุคคลขั้นผลของคหบดี 20 ท่าน โดยใน 10 ท่านแรกเป็นอุบาสกผู้เลิศ (เอตทัคคะ) ซึ่งคุณธรรมที่จะทำให้เป็นผู้เชื่อมั่นในตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรม มีอยู่ 6 ประการ คือ มีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ (๑) พระธรรม (๒) พระสงฆ์ (๓) อริยศีล (๔) อริยญาณ (๕) และ อริยวิมุตติ (๖)</p><br><p><em>*ความเลี่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายถึง ความเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในธรรมข้อปฏิบัติ (อริยศีล) ที่เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะเป็นผู้ที่มีปัญญา (อริยญาณ) เห็นแจ้งในวิมุตติ เป็นอริยสงฆ์ขึ้นมาได้</em></p><br><p><strong>ข้อที่ #140-649</strong> ได้กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไล่ไปจนถึงธรรมเพื่อความสละคืนในอุปกิเลสทั้ง 16 อย่าง เป็นธรรมที่แสดงเป็นชุด (Set) ในหนึ่งชุดประกอบด้วย</p><p>อนุตตริยะ 6 คือ การได้เห็น.. ได้ฟังธรรม.. การได้ศรัทธา.. ได้รับใช้ดูแล และการระลึกถึงใพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า)</p><p>อนุสสติ 6 คือ การมีสติระลึกถึงอยู่เนือง ๆ ในคุณของพระรัตนตรัย ในศีล ในทานการบริจาค และคุณธรรมของผู้ที่มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา</p><p>สัญญา 6 ได้แก่ อนิจจสัญญา, อนิจเจ ทุกขสัญญา, ทุกเข อนัตตสัญญา, ปหานสัญญา, วิราคสัญญา, นิโรธสัญญา</p><br><p><em>*ข้อสังเกต ในสัญญา 6 ประการนี้ เมื่อเจริญปัญญาอย่างต่อเนื่องจะเห็นความเชื่อมโยงต่อเนื่องสัมพันธ์กันในความเป็นเหตุเป็นผล (ปฏิจจสมุปบาท) กล่าวคือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง มีสภาพเป็นทุกข์ (แปรเปลี่ยน) เป็นอนัตตา (อาศัยสิ่งอื่นเกิด) เมื่อเห็นด้วยปัญญาอยู่อย่างนี้ เราจะคลายความยึดถือในสังขารทั้งหลายลงได้</em></p><br><p>#พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สามัญวรรค ราคเปยยาล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มนต์เครื่องกลับใจ [6647-6t]</title>
			<itunes:title>มนต์เครื่องกลับใจ [6647-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Nov 2023 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6560a28e9b92aa0012a91bb0/media.mp3" length="27873776" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6560a28e9b92aa0012a91bb0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6560a28e9b92aa0012a91bb0</link>
			<acast:episodeId>6560a28e9b92aa0012a91bb0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmVGcFP/imfA6on367PXtSllqqg08W7KpHT55hatnbLJ2WbdHH4Xm+oCxIBt801bQNMMsImxRww6dkzRVJtehDk]]></acast:settings>
			<itunes:subtitle>6647-6t</itunes:subtitle>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มหาวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ พระสูตรที่น่าสนใจ คือ # 193_ภัททิยสูตร: มนต์ใดที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้วทำให้ภัททิยะเปลี่ยนไป ตั้งใจจะมาถามแต่เกรงโดนมนต์เปลี่ยนใจ มนต์นั้นเป็นความจริงหรือ พระพุทธเจ้าได้ตอบให้คิดกลับว่า ในความเชื่อ 10 อย่างที่เขาเชื่อกันอยู่นั้น ให้ละเสีย แล้วให้พิจารณาจากสิ่งใดที่ทำแล้วสามารถละโลภะ โทสะ โมหะ และสารัมภะได้ ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดกุศล สิ่งใดที่ทำแล้วก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ หรือสารัมภะ สิ่งนั้นก่อให้เกิดอกุศลธรรมบท 10 อย่าอ้างในนามของความดี ฉันขอทำความชั่ว ไม่ได้</p><br><p>#191_โสตานุคตสูตร: บุคคลใดที่ฟังธรรมแล้ว คล่องปากขึ้นใจแทงตลอด แต่ขณะตายเกิดหลงลืมสติ จะทำให้เกิดอานิสงส์ไปเป็นเทวดาแล้วจะสามารถบรรลุนิพพานในชั้นนั้นโดยสถานะต่างกัน คือ จำได้ด้วยตนเอง จำได้เพราะภิกษุแสดงธรรม (เสียงกลอง) จำได้เพราะเทวดาแสดงธรรม (เสียงสังข์) จำได้เพราะเพื่อนเทวดาเตือน (จำวัยเด็กได้) </p><br><p>#192_ฐานสูตร: รู้บุคคลด้วยสถานะ 4 ประการ คือ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กำลังจิตพึงรู้ได้ในคราวมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน มีมนสิการ และปัญญา การตรวจสอบคนอื่นไม่ใช่หาข้อผิด ให้มนสิการกลับมาพัฒนาตนในข้อที่ยังไม่มี</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มหาวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ พระสูตรที่น่าสนใจ คือ # 193_ภัททิยสูตร: มนต์ใดที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้วทำให้ภัททิยะเปลี่ยนไป ตั้งใจจะมาถามแต่เกรงโดนมนต์เปลี่ยนใจ มนต์นั้นเป็นความจริงหรือ พระพุทธเจ้าได้ตอบให้คิดกลับว่า ในความเชื่อ 10 อย่างที่เขาเชื่อกันอยู่นั้น ให้ละเสีย แล้วให้พิจารณาจากสิ่งใดที่ทำแล้วสามารถละโลภะ โทสะ โมหะ และสารัมภะได้ ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดกุศล สิ่งใดที่ทำแล้วก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ หรือสารัมภะ สิ่งนั้นก่อให้เกิดอกุศลธรรมบท 10 อย่าอ้างในนามของความดี ฉันขอทำความชั่ว ไม่ได้</p><br><p>#191_โสตานุคตสูตร: บุคคลใดที่ฟังธรรมแล้ว คล่องปากขึ้นใจแทงตลอด แต่ขณะตายเกิดหลงลืมสติ จะทำให้เกิดอานิสงส์ไปเป็นเทวดาแล้วจะสามารถบรรลุนิพพานในชั้นนั้นโดยสถานะต่างกัน คือ จำได้ด้วยตนเอง จำได้เพราะภิกษุแสดงธรรม (เสียงกลอง) จำได้เพราะเทวดาแสดงธรรม (เสียงสังข์) จำได้เพราะเพื่อนเทวดาเตือน (จำวัยเด็กได้) </p><br><p>#192_ฐานสูตร: รู้บุคคลด้วยสถานะ 4 ประการ คือ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กำลังจิตพึงรู้ได้ในคราวมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน มีมนสิการ และปัญญา การตรวจสอบคนอื่นไม่ใช่หาข้อผิด ให้มนสิการกลับมาพัฒนาตนในข้อที่ยังไม่มี</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท [6646-6t]</title>
			<itunes:title>เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท [6646-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Nov 2023 21:00:08 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6557d1d25c5f6900129a3180/media.mp3" length="27109252" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6557d1d25c5f6900129a3180</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6557d1d25c5f6900129a3180</link>
			<acast:episodeId>6557d1d25c5f6900129a3180</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnWM+amrJymRRcT9LPl5nCfsYnHu6JEE9Sj2lBcUh4xxwWPHUMU5+N2SmxjhvM4cQWzCrSpiiXuVl+izW3yUj1o]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การมาศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดผลที่ดีงามนั้น ควรจะศึกษาด้วยการปฏิบัติ (สิกขา) คือ ปริยัติและปฏิบัติจะต้องควบคู่กันไป ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติของเรานั้น มีความละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาได้</p><br><p>#116_อุทธัจจสูตร ว่าด้วยความฟุ้งซ่าน</p><p>•ควรเจริญสมถะ (ความสงบแห่งจิต) เพื่อละ อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) - ความคิดในหลายๆ เรื่องที่เป็นอกุศล</p><p>•ควรเจริญสังวร (ความสำรวม) เพื่อละ อสังวร (ความไม่สำรวม)</p><p>•ควรเจริญอัปปมาทะ (ความไม่ประมาท) เพื่อละ ปมาทะ (ความประมาท)</p><br><p>*การที่จะให้เกิดความสงบในจิตขึ้นมาได้นั้น ก็เริ่มมาจากการที่เราไม่ประมาท มีสติสำรวมในอินทรีย์ จิตก็จะรวมเป็นอารมณ์อันเดียวเกิดสมถะขึ้นมาในจิตใจได้</p><br><p>#117_กายานุปัสสีสูตร และ #118_ธัมมานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้ที่ยังละธรรม 6 ประการนี้ไม่ได้</p><p>ก็จะทำให้สติปัฏฐาน 4 ให้เกิดขึ้นไม่ได้ และ ถ้าละได้แล้วก็จะทำให้สติปัฏฐาน 4 เกิดขึ้นได้ ได้แก่</p><p>1. เป็นผู้ชอบการงาน</p><p>2. เป็นผู้ชอบการพูดคุย</p><p>3. เป็นผู้ชอบการนอนหลับ</p><p>4. เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่</p><p>5. เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</p><p>6. เป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</p><br><p>*เป็นข้อปฏิบัติ (ศีล) ที่เป็นไปเพื่อให้เกิดสมาธิ</p><br><p>จากคำถามใน “ตาลปุตตสูตร” ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านนักฟ้อนรำ มีความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ตอนหลังจากที่ได้ฟังธรรมแล้วได้ออกบวชมีสัมมาทิฏฐิและได้บรรลุอรหันต์</p><br><p>#119_ตปุสสสูตร และข้อ 120-139 เป็นธรรม 6 ประการที่เหมือนกัน ว่าด้วย เป็นผู้เชื่อมั่นในตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ / พระธรรม / พระสงฆ์ / อริยศีล / อริยญาณ (ปัญญา) / อริยวิมุตติ (ความพ้น)</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค สามัญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การมาศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดผลที่ดีงามนั้น ควรจะศึกษาด้วยการปฏิบัติ (สิกขา) คือ ปริยัติและปฏิบัติจะต้องควบคู่กันไป ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติของเรานั้น มีความละเอียดลึกซึ้งขึ้นมาได้</p><br><p>#116_อุทธัจจสูตร ว่าด้วยความฟุ้งซ่าน</p><p>•ควรเจริญสมถะ (ความสงบแห่งจิต) เพื่อละ อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) - ความคิดในหลายๆ เรื่องที่เป็นอกุศล</p><p>•ควรเจริญสังวร (ความสำรวม) เพื่อละ อสังวร (ความไม่สำรวม)</p><p>•ควรเจริญอัปปมาทะ (ความไม่ประมาท) เพื่อละ ปมาทะ (ความประมาท)</p><br><p>*การที่จะให้เกิดความสงบในจิตขึ้นมาได้นั้น ก็เริ่มมาจากการที่เราไม่ประมาท มีสติสำรวมในอินทรีย์ จิตก็จะรวมเป็นอารมณ์อันเดียวเกิดสมถะขึ้นมาในจิตใจได้</p><br><p>#117_กายานุปัสสีสูตร และ #118_ธัมมานุปัสสีสูตร ว่าด้วยผู้ที่ยังละธรรม 6 ประการนี้ไม่ได้</p><p>ก็จะทำให้สติปัฏฐาน 4 ให้เกิดขึ้นไม่ได้ และ ถ้าละได้แล้วก็จะทำให้สติปัฏฐาน 4 เกิดขึ้นได้ ได้แก่</p><p>1. เป็นผู้ชอบการงาน</p><p>2. เป็นผู้ชอบการพูดคุย</p><p>3. เป็นผู้ชอบการนอนหลับ</p><p>4. เป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่</p><p>5. เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย</p><p>6. เป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</p><br><p>*เป็นข้อปฏิบัติ (ศีล) ที่เป็นไปเพื่อให้เกิดสมาธิ</p><br><p>จากคำถามใน “ตาลปุตตสูตร” ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านนักฟ้อนรำ มีความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ตอนหลังจากที่ได้ฟังธรรมแล้วได้ออกบวชมีสัมมาทิฏฐิและได้บรรลุอรหันต์</p><br><p>#119_ตปุสสสูตร และข้อ 120-139 เป็นธรรม 6 ประการที่เหมือนกัน ว่าด้วย เป็นผู้เชื่อมั่นในตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ / พระธรรม / พระสงฆ์ / อริยศีล / อริยญาณ (ปัญญา) / อริยวิมุตติ (ความพ้น)</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค สามัญวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความสันโดษและการคบมิตร [6645-6t]</title>
			<itunes:title>ความสันโดษและการคบมิตร [6645-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Nov 2023 21:00:41 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/654e97786b767e0012dcb002/media.mp3" length="26078716" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">654e97786b767e0012dcb002</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/654e97786b767e0012dcb002</link>
			<acast:episodeId>654e97786b767e0012dcb002</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmUgbW5NhvpP2FH0cTdwlrY+0lnudLmOj96E6Zbi16QGliJhWMA48zKSBYNQoSGQVj47+lHmCplM3Ihn+HfQVyx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในติกวรรคนี้แบ่งธรรมออกเป็น 2 หมวด หมวดละ 3 ข้อ โดยใน 3 ข้อแรกจะเป็นฝ่าย “อกุศล”&nbsp;และธรรม 3 ข้อหลังจะแสดงเพื่อละธรรมใน 3 ข้อแรกนั้น</p><br><p>#114_สันตุฏฐิตาสูตร ว่าด้วย ความสันโดษ ธรรมในหมวดนี้ คือ อสันตุฏฐิตา (ความไม่สันโดษ) / อสัมปัชชัญญะ (ความไม่มีสัมปชัญญะ) / มหิจฉตา (ความปรารถนามาก)&nbsp;</p><p>• ควรเจริญสันตุฏฐิตา (ความสันโดษ) เพื่อละอสันตุฏฐิตา&nbsp;</p><p>• ควรเจริญสัมปชัญญะ (มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม) เพื่อละอสัมปัชชัญญะ</p><p>• ควรเจริญอัปปิจฉตา (ความปรารถนาน้อย) เพื่อละมหิจฉตา</p><br><p>*สันโดษ มักน้อย มักจะเป็นวลีที่มาคู่กันเสมอ และมีการเข้าใจผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อนไป “สันโดษ” ไม่ใช่ ความเกียจคร้าน แต่เป็นความยินดีพอใจยอมรับในสิ่งที่ตนมี&nbsp;จะทำให้เกิดการพัฒนา ส่วน “มักน้อย” คือ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษในตน ทำดีได้โดยไม่ต้องโอ้อวด ตรงกันข้ามกับ&nbsp;</p><p>“มักมาก” อวดคุณวิเศษที่มีหรือไม่มีในตน เพื่อให้คนยกย่อง จะเป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส&nbsp;</p><br><p>#115_โทวจัสสตาสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้ว่ายาก ธรรมในหมวดนี้ คือ ความเป็นผู้ว่ายาก (ไม่ทำตามคำสอน) / ความเป็นผู้มีปาปมิตร (มิตรชั่ว) / ความฟุ้งซ่านแห่งจิต&nbsp;</p><p>• ควรเจริญความเป็นผู้ว่าง่าย (เอื้อเฟื้อ เชื่อฟังทำตามสอน) เพื่อละความเป็นผู้ว่ายาก&nbsp;</p><p>• ควรเจริญความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเพื่อละความเป็นผู้มีปาปมิตร&nbsp;</p><p>• ควรเจริญอานาปานสติเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต</p><br><p>*วิธีดูมิตร</p><br><p>• มิตรแท้ ได้แก่ มิตร 4 จำพวก คือ มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มิตรแนะประโยชน์ และมิตรมีความรักใคร่</p><br><p>• มิตรเทียม ได้แก่ คน 4 จำพวก ซึ่งควรเว้นให้ห่างไกล คือ คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบ และคนชักชวนในทางฉิบหาย</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในติกวรรคนี้แบ่งธรรมออกเป็น 2 หมวด หมวดละ 3 ข้อ โดยใน 3 ข้อแรกจะเป็นฝ่าย “อกุศล”&nbsp;และธรรม 3 ข้อหลังจะแสดงเพื่อละธรรมใน 3 ข้อแรกนั้น</p><br><p>#114_สันตุฏฐิตาสูตร ว่าด้วย ความสันโดษ ธรรมในหมวดนี้ คือ อสันตุฏฐิตา (ความไม่สันโดษ) / อสัมปัชชัญญะ (ความไม่มีสัมปชัญญะ) / มหิจฉตา (ความปรารถนามาก)&nbsp;</p><p>• ควรเจริญสันตุฏฐิตา (ความสันโดษ) เพื่อละอสันตุฏฐิตา&nbsp;</p><p>• ควรเจริญสัมปชัญญะ (มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม) เพื่อละอสัมปัชชัญญะ</p><p>• ควรเจริญอัปปิจฉตา (ความปรารถนาน้อย) เพื่อละมหิจฉตา</p><br><p>*สันโดษ มักน้อย มักจะเป็นวลีที่มาคู่กันเสมอ และมีการเข้าใจผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อนไป “สันโดษ” ไม่ใช่ ความเกียจคร้าน แต่เป็นความยินดีพอใจยอมรับในสิ่งที่ตนมี&nbsp;จะทำให้เกิดการพัฒนา ส่วน “มักน้อย” คือ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษในตน ทำดีได้โดยไม่ต้องโอ้อวด ตรงกันข้ามกับ&nbsp;</p><p>“มักมาก” อวดคุณวิเศษที่มีหรือไม่มีในตน เพื่อให้คนยกย่อง จะเป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส&nbsp;</p><br><p>#115_โทวจัสสตาสูตร ว่าด้วยความเป็นผู้ว่ายาก ธรรมในหมวดนี้ คือ ความเป็นผู้ว่ายาก (ไม่ทำตามคำสอน) / ความเป็นผู้มีปาปมิตร (มิตรชั่ว) / ความฟุ้งซ่านแห่งจิต&nbsp;</p><p>• ควรเจริญความเป็นผู้ว่าง่าย (เอื้อเฟื้อ เชื่อฟังทำตามสอน) เพื่อละความเป็นผู้ว่ายาก&nbsp;</p><p>• ควรเจริญความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเพื่อละความเป็นผู้มีปาปมิตร&nbsp;</p><p>• ควรเจริญอานาปานสติเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต</p><br><p>*วิธีดูมิตร</p><br><p>• มิตรแท้ ได้แก่ มิตร 4 จำพวก คือ มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มิตรแนะประโยชน์ และมิตรมีความรักใคร่</p><br><p>• มิตรเทียม ได้แก่ คน 4 จำพวก ซึ่งควรเว้นให้ห่างไกล คือ คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบ และคนชักชวนในทางฉิบหาย</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเพลินในสุข – อัสสาททิฏฐิ [6644-6t]</title>
			<itunes:title>ความเพลินในสุข – อัสสาททิฏฐิ [6644-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Nov 2023 21:00:44 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65454676e5c88f00137fbce5/media.mp3" length="27017284" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65454676e5c88f00137fbce5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65454676e5c88f00137fbce5</link>
			<acast:episodeId>65454676e5c88f00137fbce5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmEo4koBicvgiQ7Ednsxsl2Bg4lRq37zZ7j5O6EZZ3v3swonGL9gYBksm/o6sEfgZyxP29eoCREfPfSUkcg4TuN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม<strong>ติกวรรค</strong>นี้ แบ่งธรรมออกเป็นหมวดละ 3 ข้อ โดยยกธรรม 3 ข้อแรกขึ้นมาก่อน แล้วยกธรรม 3 ข้อหลังขึ้นมาเพื่อละธรรม 3 ข้อแรกนั้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#112_อัสสาทสูตร</strong> ว่าด้วยอัสสาททิฏฐิ (อัสสาทะ หมายถึง ความยินดี ความพอใจ รสอร่อยในกามคุณ / ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น *ในที่นี้หมายถึงความเห็นผิด)</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อัสสาททิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยความยินดี เพลินพอใจไปในกามคุณ เห็นแต่ข้อดีอย่างเดียว (คือ รสอร่อย) ไม่เห็นโทษอันต่ำทราม คือ ความที่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา (อาทีนวะ)</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“อนิจจสัญญา”</strong> (คือ ความหมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย) เพื่อละอัสสาททิฏฐิ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อัตตานุทิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดว่านี่เป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของเรา (สักกายทิฏฐิ)</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“อนัตตสัญญา”</strong> (คือ หมายรู้โดยความเป็นของที่ไม่ใช่ตัวตน) เพื่อละอัตตานุทิฏฐิ</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>มิจฉาทิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดไปจากคลองธรรม เช่น บาป-บุญ-วิบากแห่งกรรมไม่มี, การให้-การบูชาไม่มีผล.. ฯ</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong> เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ</p><br><p>*<strong>ข้อสังเกต</strong> - ทุกสิ่งมีทั้งคุณและโทษ (อัสสาทะ และ อาทีนวะ) ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ให้เราเป็น “ผู้ที่ฉลาดในคุณและโทษ” คือ ไม่เพลินไปในสุข และเห็นโทษที่มันเป็นของไม่เที่ยง</p><br><p><strong>#113_อรติสูตร</strong> ว่าด้วยอรติ คือ ความไม่ยินดีที่ผู้อื่นได้ดี</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อรติ</strong> (ความไม่ยินดี-อิจฉา) – ควรเจริญ<strong>มุทิตา </strong>(ความยินดี) เพื่อละอรติ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>วิหิงสา</strong> (ความเบียดเบียน) – ควรเจริญ<strong>อวิหิงสา </strong>(ความไม่เบียดเบียน) เพื่อละวิหิงสา</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อธัมมจริยา</strong> (การประพฤติอกุศลกรรมบถ 10) – ควรเจริญ<strong>ธัมมจริยา </strong>(ความประพฤติกุศลกรรมบถ 10) เพื่อละอธัมมจริยา</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม<strong>ติกวรรค</strong>นี้ แบ่งธรรมออกเป็นหมวดละ 3 ข้อ โดยยกธรรม 3 ข้อแรกขึ้นมาก่อน แล้วยกธรรม 3 ข้อหลังขึ้นมาเพื่อละธรรม 3 ข้อแรกนั้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#112_อัสสาทสูตร</strong> ว่าด้วยอัสสาททิฏฐิ (อัสสาทะ หมายถึง ความยินดี ความพอใจ รสอร่อยในกามคุณ / ทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น *ในที่นี้หมายถึงความเห็นผิด)</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อัสสาททิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยความยินดี เพลินพอใจไปในกามคุณ เห็นแต่ข้อดีอย่างเดียว (คือ รสอร่อย) ไม่เห็นโทษอันต่ำทราม คือ ความที่มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา (อาทีนวะ)</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“อนิจจสัญญา”</strong> (คือ ความหมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย) เพื่อละอัสสาททิฏฐิ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อัตตานุทิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดว่านี่เป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของเรา (สักกายทิฏฐิ)</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“อนัตตสัญญา”</strong> (คือ หมายรู้โดยความเป็นของที่ไม่ใช่ตัวตน) เพื่อละอัตตานุทิฏฐิ</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>มิจฉาทิฏฐิ</strong> - ความเห็นผิดไปจากคลองธรรม เช่น บาป-บุญ-วิบากแห่งกรรมไม่มี, การให้-การบูชาไม่มีผล.. ฯ</p><p>-&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ควรเจริญ <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong> เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ</p><br><p>*<strong>ข้อสังเกต</strong> - ทุกสิ่งมีทั้งคุณและโทษ (อัสสาทะ และ อาทีนวะ) ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ให้เราเป็น “ผู้ที่ฉลาดในคุณและโทษ” คือ ไม่เพลินไปในสุข และเห็นโทษที่มันเป็นของไม่เที่ยง</p><br><p><strong>#113_อรติสูตร</strong> ว่าด้วยอรติ คือ ความไม่ยินดีที่ผู้อื่นได้ดี</p><br><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อรติ</strong> (ความไม่ยินดี-อิจฉา) – ควรเจริญ<strong>มุทิตา </strong>(ความยินดี) เพื่อละอรติ</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>วิหิงสา</strong> (ความเบียดเบียน) – ควรเจริญ<strong>อวิหิงสา </strong>(ความไม่เบียดเบียน) เพื่อละวิหิงสา</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อธัมมจริยา</strong> (การประพฤติอกุศลกรรมบถ 10) – ควรเจริญ<strong>ธัมมจริยา </strong>(ความประพฤติกุศลกรรมบถ 10) เพื่อละอธัมมจริยา</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เจริญธรรม-เพื่อละธรรม [6643-6t]</title>
			<itunes:title>เจริญธรรม-เพื่อละธรรม [6643-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Oct 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/653c1af1474d40001295c932/media.mp3" length="28049683" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">653c1af1474d40001295c932</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/653c1af1474d40001295c932</link>
			<acast:episodeId>653c1af1474d40001295c932</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkF1tkPuCWdL/+tF/e6p19aDOOOdJHlx+044JUBys5jgStli/vnvJ3+8LnPeoGnmu07/EFtWvO3cw+6y0X+I7un]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดธรรม<strong>ติกวรรค</strong>นี้ แบ่งธรรมออกเป็นหมวดละ 3 ข้อ โดยยกธรรม 3 ข้อแรกขึ้นมาแสดง แล้วตามด้วยธรรม 3 ข้อหลังเพื่อการละธรรม 3 ข้อแรกนั้น<strong> </strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#107_ราคสูตร</strong> ว่าด้วย ราคะ โทสะ โมหะ</p><p>1. ควรเจริญ<strong>อสุภะ</strong> (ความเป็นของไม่งาม-ปฏิกูล) เพื่อละ ราคะ</p><p>2. เจริญ<strong>เมตตา </strong>เพื่อละ โทสะ - ลักษณะของเมตตาที่เป็นไปเพื่อละโทสะ คือ 1. ไม่มีเงื่อนไข 2. ไม่มีประมาณ&nbsp;3. ไม่มียกเว้นใคร</p><p>3. เจริญ<strong>ปัญญา </strong>เพื่อละ โมหะ - ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปัญญา คือ กัลยาณมิตร (มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และเลือกคบคนดี) และการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>#108_ทุจจริตสูตร</strong> ว่าด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ควรเจริญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต</p><p><strong>*ข้อสังเกตุ</strong> -การฝึกให้มีความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ เป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นเหตุ-ผลในการละ ราคะ โทสะ และโมหะนี้ด้วย</p><br><p><strong>#109_วิตักกสูตร </strong>เน้นมาในจิตใจ-ความคิด ว่าด้วย กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก(คิดเบียดเบียน)</p><p>1. ควรเจริญเนกขัมมวิตก เพื่อละกามวิตก</p><p>2. เจริญอพยาบาทวิตก เพื่อละพยาบาทวิตก</p><p>3. เจริญอวิหิงสาวิตก เพื่อละวิหิงสาวิตก</p><br><p><strong>#110_สัญญาสูตร</strong> ว่าด้วยสัญญา และ <strong>#111_ธาตุสูตร</strong> ว่าด้วยธาตุ มีเนื้อหาแบบเดียวกันกับข้อ<strong>#109_วิตักกสูตร </strong>เพียงเปลี่ยนจากวิตกมาเป็นสัญญา (กำหนดหมายรู้) และเป็นธาตุแทน</p><p>*ข้อสังเกต - เพราะมีธาตุ จึงมีสัญญา และสังขารปรุงแต่ง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดธรรม<strong>ติกวรรค</strong>นี้ แบ่งธรรมออกเป็นหมวดละ 3 ข้อ โดยยกธรรม 3 ข้อแรกขึ้นมาแสดง แล้วตามด้วยธรรม 3 ข้อหลังเพื่อการละธรรม 3 ข้อแรกนั้น<strong> </strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#107_ราคสูตร</strong> ว่าด้วย ราคะ โทสะ โมหะ</p><p>1. ควรเจริญ<strong>อสุภะ</strong> (ความเป็นของไม่งาม-ปฏิกูล) เพื่อละ ราคะ</p><p>2. เจริญ<strong>เมตตา </strong>เพื่อละ โทสะ - ลักษณะของเมตตาที่เป็นไปเพื่อละโทสะ คือ 1. ไม่มีเงื่อนไข 2. ไม่มีประมาณ&nbsp;3. ไม่มียกเว้นใคร</p><p>3. เจริญ<strong>ปัญญา </strong>เพื่อละ โมหะ - ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดปัญญา คือ กัลยาณมิตร (มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และเลือกคบคนดี) และการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>#108_ทุจจริตสูตร</strong> ว่าด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ควรเจริญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต</p><p><strong>*ข้อสังเกตุ</strong> -การฝึกให้มีความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ เป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นเหตุ-ผลในการละ ราคะ โทสะ และโมหะนี้ด้วย</p><br><p><strong>#109_วิตักกสูตร </strong>เน้นมาในจิตใจ-ความคิด ว่าด้วย กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก(คิดเบียดเบียน)</p><p>1. ควรเจริญเนกขัมมวิตก เพื่อละกามวิตก</p><p>2. เจริญอพยาบาทวิตก เพื่อละพยาบาทวิตก</p><p>3. เจริญอวิหิงสาวิตก เพื่อละวิหิงสาวิตก</p><br><p><strong>#110_สัญญาสูตร</strong> ว่าด้วยสัญญา และ <strong>#111_ธาตุสูตร</strong> ว่าด้วยธาตุ มีเนื้อหาแบบเดียวกันกับข้อ<strong>#109_วิตักกสูตร </strong>เพียงเปลี่ยนจากวิตกมาเป็นสัญญา (กำหนดหมายรู้) และเป็นธาตุแทน</p><p>*ข้อสังเกต - เพราะมีธาตุ จึงมีสัญญา และสังขารปรุงแต่ง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ติกวรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การเจริญ “มรณสติ” เส้นทางสู่ความไม่ตาย [6642-6t] </title>
			<itunes:title>การเจริญ “มรณสติ” เส้นทางสู่ความไม่ตาย [6642-6t] </itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Oct 2023 21:00:54 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6531b63e9e43d700123cc7bb/media.mp3" length="27450900" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6531b63e9e43d700123cc7bb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6531b63e9e43d700123cc7bb</link>
			<acast:episodeId>6531b63e9e43d700123cc7bb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkMvI285D5n9ua/hCapw6CXlIQtcu04uO4MLNo5oK7bSWVZd0ht9aH/ehIJ3F7fJs0IN3BGGJmbUccS3m/vPHbM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#17_โสปปสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงตรัสกับพวกภิกษุผู้บวชใหม่ โดยทรงชี้ให้เห็น<strong><u>โทษ</u></strong>ของ <strong>“ผู้ที่หาความสุขจากการนอน”</strong> โดยได้ยกตัวอย่างบุคคล 6 ประเภทขึ้นมาเปรียบอุปไมยกับภิกษุ แล้วทรงชี้ให้<strong><u>เห็นคุณ</u></strong>ของ “การสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค หมั่นประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ให้เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย และเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม” <em>ซึ่งจะทำให้ถึงความสิ้นอาสวะได้</em></p><br><p><strong>&nbsp;#18_มัจฉพันธสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง <strong>“การเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าเพื่อขาย”</strong> ของ คนฆ่าปลา ฆ่าโค ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร พรานนก และพรานเนื้อ กระทำด้วยใจที่เป็นบาป (เจตนาทำซ้ำ ๆ) <em>เพราะกรรมนั้นจึงเป็นเหตุให้ไม่มีโภคทรัพย์มาก</em> ยิ่งผู้ที่ฆ่ามนุษย์ด้วยแล้วย่อมมีทุกข์มากตลอดกาล เมื่อตายไปแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ฯ</p><br><p><strong>#19_#20_ปฐม_ทุติยมรณัสสติสูตร (สูตร 1-2)</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง <strong>“การเจริญมรณสติ”</strong> มีอานิสงส์มาก มีอมตะ (นิพพาน) เป็นที่สุด พึงเจริญมรณสติอย่างแรงกล้า เพราะเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น ภัยจากสัตว์ร้าย ลื่นหกล้ม อาหารไม่ย่อย ดี-เสมหะ-ลมพิษกำเริบ <em>จึงพึงตั้งสติมั่นในการ<u>ละ</u>อกุศล <u>เจริญ</u>แต่กุศลให้มาก</em></p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#17_โสปปสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงตรัสกับพวกภิกษุผู้บวชใหม่ โดยทรงชี้ให้เห็น<strong><u>โทษ</u></strong>ของ <strong>“ผู้ที่หาความสุขจากการนอน”</strong> โดยได้ยกตัวอย่างบุคคล 6 ประเภทขึ้นมาเปรียบอุปไมยกับภิกษุ แล้วทรงชี้ให้<strong><u>เห็นคุณ</u></strong>ของ “การสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค หมั่นประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ให้เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย และเพียรเจริญโพธิปักขิยธรรม” <em>ซึ่งจะทำให้ถึงความสิ้นอาสวะได้</em></p><br><p><strong>&nbsp;#18_มัจฉพันธสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง <strong>“การเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าเพื่อขาย”</strong> ของ คนฆ่าปลา ฆ่าโค ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร พรานนก และพรานเนื้อ กระทำด้วยใจที่เป็นบาป (เจตนาทำซ้ำ ๆ) <em>เพราะกรรมนั้นจึงเป็นเหตุให้ไม่มีโภคทรัพย์มาก</em> ยิ่งผู้ที่ฆ่ามนุษย์ด้วยแล้วย่อมมีทุกข์มากตลอดกาล เมื่อตายไปแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ฯ</p><br><p><strong>#19_#20_ปฐม_ทุติยมรณัสสติสูตร (สูตร 1-2)</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง <strong>“การเจริญมรณสติ”</strong> มีอานิสงส์มาก มีอมตะ (นิพพาน) เป็นที่สุด พึงเจริญมรณสติอย่างแรงกล้า เพราะเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น ภัยจากสัตว์ร้าย ลื่นหกล้ม อาหารไม่ย่อย ดี-เสมหะ-ลมพิษกำเริบ <em>จึงพึงตั้งสติมั่นในการ<u>ละ</u>อกุศล <u>เจริญ</u>แต่กุศลให้มาก</em></p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา [6641-6t]</title>
			<itunes:title>ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา [6641-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Oct 2023 21:00:46 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6529a8c7c0e0c9001202437b/media.mp3" length="26150847" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6529a8c7c0e0c9001202437b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6529a8c7c0e0c9001202437b</link>
			<acast:episodeId>6529a8c7c0e0c9001202437b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7e0RKad3EwvIxLOstgIjhX7RDXa8GAQz+W/Thh5uYh6QkRlObQlCwfizK0uQSNhzb48Jo1mh/5pTVUOsNOJW2Dc=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การมาเห็นสังขารทั้งหลาย (ขันธ์ 5) เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเห็นอย่างไม่จำกัดขอบเขต จะเกิดอานิสงส์อย่างมาก จิตน้อมไปสู่กระแสนิพพาน “อนุโลมิกขันติ” จะหยั่งลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ “สัมมัตตนิยาม” และจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ </p><br><p><strong>ข้อที่ 102-104 </strong>ว่าด้วย เรื่องอานิสงส์ 6 ประการ ที่เกิดขึ้นจากเห็น <strong>“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”</strong> ในสังขารทั้งหลาย เป็นการ<strong>เห็นอย่างไม่มีขอบเขต</strong></p><br><p><strong>#102_อนวัฏฐิตสูตร</strong> เห็นโดยความเป็นของ<u>ไม่เที่ยง</u> <strong>“อนิจจสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแล้ว จิตจะไม่ยินดี จะถอยออก จะน้อมไปในนิพพาน ก็จะละความยึดถือเครื่องร้อยรัด (สังโยชน์) ทำให้เกิดผลยอดเยี่ยม (สามัญญผล)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#103_อุกขิตตาสิกสูตร</strong> เห็นโดยความ<u>เป็นทุกข์</u> <strong>“ทุกขสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ จะเกิดความเบื่อหน่าย “นิพพิทาสัญญา” จิตก็จะถอยออก จะน้อมไปในนิพพาน ก็จะถอนอนุสัยได้ (กิเลส ความเคยชิน) จะทำตามหน้าที่ มีจิตเมตตาบำรุงพระศาสดา (ปฏิบัติบูชา)</p><br><p><strong>#104_อตัมมยสูตร</strong> เห็นโดยความ<u>เป็นอนัตตา</u> <strong>“อนัตตสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ จะไม่มีตัณหาและทิฏฐิ (อตัมมยะ) ก็จะดับอหังการ มมังการได้ (ทิฏฐิและตัณหาว่าเป็นเราของเรา) จะมี “อสาธารณญาณ” เข้าใจในเหตุ-ผล ถอนความยึดถือได้</p><br><p><strong>#105_ภวสูตร</strong> ควร<u>ล</u>ะ ภพ 3 (คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ) และควร<u>ศึกษา</u>ใน สิกขา 3 (คือ ศีลอันยิ่ง จิตอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่ง)</p><br><p><strong>#106_ตัณหาสูตร</strong> ควร<u>ละ</u> ตัณหา 3 (คือ ความอยากในกาม รูป อรูป) และมานะ 3 (คือ ถือตัวว่า ดีกว่าเขา เสมอเขา ด้อยกว่าเขา)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อานิสังสวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การมาเห็นสังขารทั้งหลาย (ขันธ์ 5) เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเห็นอย่างไม่จำกัดขอบเขต จะเกิดอานิสงส์อย่างมาก จิตน้อมไปสู่กระแสนิพพาน “อนุโลมิกขันติ” จะหยั่งลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ “สัมมัตตนิยาม” และจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ </p><br><p><strong>ข้อที่ 102-104 </strong>ว่าด้วย เรื่องอานิสงส์ 6 ประการ ที่เกิดขึ้นจากเห็น <strong>“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”</strong> ในสังขารทั้งหลาย เป็นการ<strong>เห็นอย่างไม่มีขอบเขต</strong></p><br><p><strong>#102_อนวัฏฐิตสูตร</strong> เห็นโดยความเป็นของ<u>ไม่เที่ยง</u> <strong>“อนิจจสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแล้ว จิตจะไม่ยินดี จะถอยออก จะน้อมไปในนิพพาน ก็จะละความยึดถือเครื่องร้อยรัด (สังโยชน์) ทำให้เกิดผลยอดเยี่ยม (สามัญญผล)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#103_อุกขิตตาสิกสูตร</strong> เห็นโดยความ<u>เป็นทุกข์</u> <strong>“ทุกขสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ จะเกิดความเบื่อหน่าย “นิพพิทาสัญญา” จิตก็จะถอยออก จะน้อมไปในนิพพาน ก็จะถอนอนุสัยได้ (กิเลส ความเคยชิน) จะทำตามหน้าที่ มีจิตเมตตาบำรุงพระศาสดา (ปฏิบัติบูชา)</p><br><p><strong>#104_อตัมมยสูตร</strong> เห็นโดยความ<u>เป็นอนัตตา</u> <strong>“อนัตตสัญญา”</strong> อานิสงส์ คือ จะไม่มีตัณหาและทิฏฐิ (อตัมมยะ) ก็จะดับอหังการ มมังการได้ (ทิฏฐิและตัณหาว่าเป็นเราของเรา) จะมี “อสาธารณญาณ” เข้าใจในเหตุ-ผล ถอนความยึดถือได้</p><br><p><strong>#105_ภวสูตร</strong> ควร<u>ล</u>ะ ภพ 3 (คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ) และควร<u>ศึกษา</u>ใน สิกขา 3 (คือ ศีลอันยิ่ง จิตอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่ง)</p><br><p><strong>#106_ตัณหาสูตร</strong> ควร<u>ละ</u> ตัณหา 3 (คือ ความอยากในกาม รูป อรูป) และมานะ 3 (คือ ถือตัวว่า ดีกว่าเขา เสมอเขา ด้อยกว่าเขา)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อานิสังสวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อานิสงส์แห่งโสดาปัตติผล - อนุโลมิกขันติ [6640-6t]</title>
			<itunes:title>อานิสงส์แห่งโสดาปัตติผล - อนุโลมิกขันติ [6640-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Oct 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/652074d87bacb400116ce484/media.mp3" length="24605699" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">652074d87bacb400116ce484</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/652074d87bacb400116ce484</link>
			<acast:episodeId>652074d87bacb400116ce484</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7QM1llwb6ioxarwHQ+dl9ma6e2c8HZC73Zepm/PYj34o9du/7xW02JceUlOHBLtXKyQYquDy0BTzD6Cb+Vo2jvo=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“อนุโลมิกขันติ”</strong> คือ กระแสแห่งธรรมที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ผู้ที่เข้าถึงกระแสนี้แล้ว ย่อมเห็นความกฏไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย เป็นผู้ที่มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#96_ปาตุภาวสูตร </strong>การปรากฏขึ้นของเหตุ 6 ประการนี้ หาได้ยากในโลก ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้า</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้เกิดในถิ่นที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความมีอินทรีย์ไม่บกพร่อง คือ มีความปกติทางกายและจิตใจ (อินทรีย์ 5)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่โง่เขลา</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พอใจในกุศลธรรม</p><br><p><strong>#97_อานิสังสสูตร </strong>อานิสงส์ของผู้ที่ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว คือ มีความเที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน / มีความไม่เสื่อม(ไม่อาจทำเหตุให้ไปตกอบาย) / ทำความดับทุกข์ได้ / มีอสาธารณญาณ (ปัญญาญาณ) / เห็นเหตุ / เห็นผลในธรรมที่เกิดขึ้น</p><br><p>ข้อที่ 98-99-100-101 เป็นธรรมที่ประกอบด้วย <strong>“อนุโลมิกขันติ”</strong> แต่ละข้อจะว่าด้วย <strong>ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา</strong> และ <strong>นิพพาน</strong> โดยในแต่ละหัวข้อ แบ่งออกได้เป็น 3 คู่ ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#98_อนิจจสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยง หยั่งลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้องได้ คือ สัมมัตตนิยาม และ จักทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นของเที่ยง...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#99_ทุกขสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์... ฯ ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นสุข...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#100_อนัตตสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่าธรรมเป็นอนัตตา... ฯ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่าธรรมเป็นอัตตา...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#101_นิพพานสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นนิพพานเป็นสุข... ฯ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่านิพพานเป็นทุกข์...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อานิสังสวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“อนุโลมิกขันติ”</strong> คือ กระแสแห่งธรรมที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ผู้ที่เข้าถึงกระแสนี้แล้ว ย่อมเห็นความกฏไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย เป็นผู้ที่มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#96_ปาตุภาวสูตร </strong>การปรากฏขึ้นของเหตุ 6 ประการนี้ หาได้ยากในโลก ได้แก่</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้า</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้เกิดในถิ่นที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความมีอินทรีย์ไม่บกพร่อง คือ มีความปกติทางกายและจิตใจ (อินทรีย์ 5)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ไม่โง่เขลา</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พอใจในกุศลธรรม</p><br><p><strong>#97_อานิสังสสูตร </strong>อานิสงส์ของผู้ที่ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว คือ มีความเที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน / มีความไม่เสื่อม(ไม่อาจทำเหตุให้ไปตกอบาย) / ทำความดับทุกข์ได้ / มีอสาธารณญาณ (ปัญญาญาณ) / เห็นเหตุ / เห็นผลในธรรมที่เกิดขึ้น</p><br><p>ข้อที่ 98-99-100-101 เป็นธรรมที่ประกอบด้วย <strong>“อนุโลมิกขันติ”</strong> แต่ละข้อจะว่าด้วย <strong>ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา</strong> และ <strong>นิพพาน</strong> โดยในแต่ละหัวข้อ แบ่งออกได้เป็น 3 คู่ ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#98_อนิจจสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นของไม่เที่ยง หยั่งลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้องได้ คือ สัมมัตตนิยาม และ จักทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นของเที่ยง...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#99_ทุกขสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์... ฯ ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นสังขารว่าเป็นสุข...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#100_อนัตตสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่าธรรมเป็นอนัตตา... ฯ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่าธรรมเป็นอัตตา...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#101_นิพพานสูตร </strong>ผู้ที่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นนิพพานเป็นสุข... ฯ และในธรรมตรงข้าม ผู้ที่ไม่ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ จะเห็นว่านิพพานเป็นทุกข์...ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อานิสังสวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฐานะที่ไม่อาจเป็นได้-โสดาบัน [6639-6t]</title>
			<itunes:title>ฐานะที่ไม่อาจเป็นได้-โสดาบัน [6639-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Sep 2023 21:00:04 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/65172e3bebbe5d001186d12b/media.mp3" length="26347996" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65172e3bebbe5d001186d12b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/65172e3bebbe5d001186d12b</link>
			<acast:episodeId>65172e3bebbe5d001186d12b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7RBuhmabGIOQotXVva7QKojBJVszukb1oPRtazeTP2sY7ZAuT17rZcoDmYQdAosiN5Iu1OZZl2bdNCCVuWTRbUk=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>อริยบุคคล</strong> คือ บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน มี 8 จำพวก แบ่งได้เป็น 4 คู่&nbsp;ซึ่งในแต่ละคู่นั้น แบ่งออกเป็นขั้นอริยมรรค และขั้นอริยผล</p><p><strong>โสดาบัน </strong>คือ&nbsp;อริยบุคคลพวกแรกที่เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน</p><p><strong>ประเภทของโสดาบัน</strong> แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เอกพีชี, โกลังโกละ, สัตตักขัตตุงปรมะ<strong> </strong></p><p><strong>คุณสมบัติที่ทำให้เป็นโสดาบัน</strong>ทั้งในขั้นมรรคและขั้นผลนั้น ก็จะประกอบไปด้วย <strong>โสตาปัตติยังคะ 4</strong> (ผู้มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย และมีศีลบริบูรณ์) และในขั้นผลก็จะ<u>ละ</u><strong>สังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการแรก</strong>ได้ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) กล่าวโดยย่อ คือ “เป็นผู้มีศรัทธา และมีศีลเต็มบริบูรณ์ มีสมาธิ และปัญญาพอประมาณ”</p><br><p><strong>ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ของโสดาบัน</strong> (ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ เห็นตามความเป็นจริง) ได้แก่</p><p><strong>#94_ตติยอภัพพัฏฐานสูตร </strong>(สูตรที่ 3) ไม่อาจจะทำอนันตริยกรรม 5 ได้ และไม่อาจนับถือศาสนาอื่น หรือศาสดาอื่นได้ คือ ไม่เอามาเป็นสรณะ (ที่พึ่ง)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#95_จตุตถอภัพพัฏฐานสูตร </strong>(สูตรที่ 4) โดย 3 ข้อแรก คือ ไม่อาจจะยึดถือสุขและทุกข์ที่เกิดจากตนเองทำไว้ / ผู้อื่นทำไว้ / ทั้งตนเองและผู้อื่นทำไว้ และ 3 ข้อหลัง คือ ไม่อาจยึดถือสุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง (เกิดขึ้นเองลอย ๆ) ที่ตนเองไม่ได้ทำไว้ / ผู้อื่นไม่ได้ทำไว้ / ทั้งตนเองและผู้อื่นไม่ได้ทำไว้</p><p><strong>โสดาปัตติผล</strong> จะ<u>ละ</u><strong>สักกายทิฏฐิ</strong>ได้ คือ จะละความเห็นว่าเป็นตัวตนได้ จะเห็นตามความเป็นจริงว่า “ ความสุข หรือ ความทุกข์นั้น เกิดจากเหตุ คือ <strong>ผัสสะ</strong> และ<strong>เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา</strong> (ความรู้สึกสุข ทุกข์ มิใช่สุข-มิใช่ทุกข์) เมื่อ<strong>มีเหตุจึงเกิด - หมดเหตุจึงดับ </strong>”</p><br><p>*สิ่งที่จะใช้<u>ละ</u>สักกายทิฏฐิได้ คือ ปัญญาเห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>อริยบุคคล</strong> คือ บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน มี 8 จำพวก แบ่งได้เป็น 4 คู่&nbsp;ซึ่งในแต่ละคู่นั้น แบ่งออกเป็นขั้นอริยมรรค และขั้นอริยผล</p><p><strong>โสดาบัน </strong>คือ&nbsp;อริยบุคคลพวกแรกที่เข้าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน</p><p><strong>ประเภทของโสดาบัน</strong> แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เอกพีชี, โกลังโกละ, สัตตักขัตตุงปรมะ<strong> </strong></p><p><strong>คุณสมบัติที่ทำให้เป็นโสดาบัน</strong>ทั้งในขั้นมรรคและขั้นผลนั้น ก็จะประกอบไปด้วย <strong>โสตาปัตติยังคะ 4</strong> (ผู้มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย และมีศีลบริบูรณ์) และในขั้นผลก็จะ<u>ละ</u><strong>สังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการแรก</strong>ได้ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) กล่าวโดยย่อ คือ “เป็นผู้มีศรัทธา และมีศีลเต็มบริบูรณ์ มีสมาธิ และปัญญาพอประมาณ”</p><br><p><strong>ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ของโสดาบัน</strong> (ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ เห็นตามความเป็นจริง) ได้แก่</p><p><strong>#94_ตติยอภัพพัฏฐานสูตร </strong>(สูตรที่ 3) ไม่อาจจะทำอนันตริยกรรม 5 ได้ และไม่อาจนับถือศาสนาอื่น หรือศาสดาอื่นได้ คือ ไม่เอามาเป็นสรณะ (ที่พึ่ง)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#95_จตุตถอภัพพัฏฐานสูตร </strong>(สูตรที่ 4) โดย 3 ข้อแรก คือ ไม่อาจจะยึดถือสุขและทุกข์ที่เกิดจากตนเองทำไว้ / ผู้อื่นทำไว้ / ทั้งตนเองและผู้อื่นทำไว้ และ 3 ข้อหลัง คือ ไม่อาจยึดถือสุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง (เกิดขึ้นเองลอย ๆ) ที่ตนเองไม่ได้ทำไว้ / ผู้อื่นไม่ได้ทำไว้ / ทั้งตนเองและผู้อื่นไม่ได้ทำไว้</p><p><strong>โสดาปัตติผล</strong> จะ<u>ละ</u><strong>สักกายทิฏฐิ</strong>ได้ คือ จะละความเห็นว่าเป็นตัวตนได้ จะเห็นตามความเป็นจริงว่า “ ความสุข หรือ ความทุกข์นั้น เกิดจากเหตุ คือ <strong>ผัสสะ</strong> และ<strong>เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา</strong> (ความรู้สึกสุข ทุกข์ มิใช่สุข-มิใช่ทุกข์) เมื่อ<strong>มีเหตุจึงเกิด - หมดเหตุจึงดับ </strong>”</p><br><p>*สิ่งที่จะใช้<u>ละ</u>สักกายทิฏฐิได้ คือ ปัญญาเห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ-โสดาบัน [6638-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ-โสดาบัน [6638-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Sep 2023 21:05:21 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/650dfff5f66c690011699edb/media.mp3" length="27578039" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">650dfff5f66c690011699edb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/650dfff5f66c690011699edb</link>
			<acast:episodeId>650dfff5f66c690011699edb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7QpBHuUul40ObYvjfv1NraHkXOhLQEfTBylA8LzMWkwrGeJl7rd3TqlUW8lh4J7Q7r+en3KQoBmORMkREfaKpr0=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในอริยบุคคลนั้น จะประกอบด้วยขั้นมรรคและขั้นผล ผู้ที่ได้อริยบุคคลขั้นผลแล้ว ก็ต้องผ่านการทำเหตุมาก่อน คือ ผ่านขั้นมรรคมาก่อน <strong>“มรรค” </strong>จึงเป็นทางดำเนิน (แนวทางการปฏิบัติ) ให้ไปสู่ความเป็นอริยบุคคลขั้นผลในระดับต่างๆ</p><br><p>ข้อ 89-91 เป็นธรรมที่มีไส้ในทั้ง 6 ประการที่เหมือนกัน แต่มีนัยยะหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของโสดาบันที่แตกต่างกันออกไป โดยธรรม 6 ประการนี้ คือ</p><p>1. <strong>สักกายทิฏฐิ </strong>(ความเห็นว่าเป็นอัตตา) คือ เห็นขันธ์ 5 เป็นตัวตน เที่ยงแท้ ยังยืน จีรัง ถาวร *ตรงข้ามกับ <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong></p><p>2. <strong>วิจิกิจฉา</strong> คือ ความลังเล สงสัยในคุณของพระรัตยตรัย เกิดเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ ซึ่งจะเกิดถามลักษณะจับผิด หาเรื่องตามมา *ตรงข้ามกับ <strong>“มีศรัทธา”</strong></p><p>3. <strong>สีลัพพตปรามาส</strong> คือ ความถือมั่นศีลพรตนอกพระพุทธศาสนา ความเชื่องมงายที่ผิดไปจากคำสอน *ตรงข้ามกับ <strong>“มีศีล”</strong></p><p>4.-5. <strong>ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุไปสู่อบาย</strong> คือ เป็นเหตุให้เราทำผิดศีลแล้วไปสู่อบายได้ *กำจัดได้ด้วย <strong>ศีล สมาธิ </strong>และ <strong>ปัญญา</strong></p><p>*ขัอ 1-3 เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ข้อแรก ถ้า<u>ละ</u>ได้ จะทำให้ถึงซึ่งความเป็นโสดาปัตติผล</p><p>ธรรมทั้ง 6 มาในหัวข้อ <strong>#89_อัปปหายสูตร </strong>บุคคลที่ยัง<u>ละ</u>ธรรมเหล่านี้<u>ไม่ได้</u> ไม่อาจทำให้แจ้งในโสดาบัน / <strong>#90_ปหีนสูตร </strong>บุคคลผู้ถึงพร้อมแล้ว จะ<u>ละ</u>ธรรมเหล่านี้<u>ได้</u> / <strong>#91_อภัพพสูตร</strong> ผู้ที่ถึงพร้อมแล้ว มิอาจทำธรรมเหล่านี้<u>ให้เกิดขึ้นได้</u></p><br><p><strong>#92_ปฐมอภัพพพัฏฐานสูตร </strong>ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแล้ว (โสดาบัน) เป็นไปไม่ได้ที่จะ</p><p>1.-3. ไม่มีความเคารพ ยำเกรงใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์</p><p>4. ไม่มีความเคารพ ยำเกรงในสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)</p><p>5. ไม่อาจกลับมาสู่เหตุที่ไม่ควรเข้าถึง (ไม่ไปในอบาย 4 / ทำผิดศีล / มิจฉาทิฏฐิ)&nbsp;</p><p>6. ไม่มีการเกิดในชาติที่ 8 เกิดขึ้นได้</p><br><p><strong>#93_ทุติยอภัพพัฏฐานสูตร </strong>ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแล้ว (โสดาบัน) เป็นไปไม่ได้ที่จะ</p><p>1.-3. ยึดถือสังขารว่าเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา</p><p>4. ทำอนันตริยกรรมได้</p><p>5. เชื่อมงคลตื่นข่าว – ความเชื่องมงาย (superstition)</p><p>6. แสวงหาเขตบุญนอกศาสนา – ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ใช่คำสอน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในอริยบุคคลนั้น จะประกอบด้วยขั้นมรรคและขั้นผล ผู้ที่ได้อริยบุคคลขั้นผลแล้ว ก็ต้องผ่านการทำเหตุมาก่อน คือ ผ่านขั้นมรรคมาก่อน <strong>“มรรค” </strong>จึงเป็นทางดำเนิน (แนวทางการปฏิบัติ) ให้ไปสู่ความเป็นอริยบุคคลขั้นผลในระดับต่างๆ</p><br><p>ข้อ 89-91 เป็นธรรมที่มีไส้ในทั้ง 6 ประการที่เหมือนกัน แต่มีนัยยะหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องของโสดาบันที่แตกต่างกันออกไป โดยธรรม 6 ประการนี้ คือ</p><p>1. <strong>สักกายทิฏฐิ </strong>(ความเห็นว่าเป็นอัตตา) คือ เห็นขันธ์ 5 เป็นตัวตน เที่ยงแท้ ยังยืน จีรัง ถาวร *ตรงข้ามกับ <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong></p><p>2. <strong>วิจิกิจฉา</strong> คือ ความลังเล สงสัยในคุณของพระรัตยตรัย เกิดเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ ซึ่งจะเกิดถามลักษณะจับผิด หาเรื่องตามมา *ตรงข้ามกับ <strong>“มีศรัทธา”</strong></p><p>3. <strong>สีลัพพตปรามาส</strong> คือ ความถือมั่นศีลพรตนอกพระพุทธศาสนา ความเชื่องมงายที่ผิดไปจากคำสอน *ตรงข้ามกับ <strong>“มีศีล”</strong></p><p>4.-5. <strong>ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นเหตุไปสู่อบาย</strong> คือ เป็นเหตุให้เราทำผิดศีลแล้วไปสู่อบายได้ *กำจัดได้ด้วย <strong>ศีล สมาธิ </strong>และ <strong>ปัญญา</strong></p><p>*ขัอ 1-3 เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ข้อแรก ถ้า<u>ละ</u>ได้ จะทำให้ถึงซึ่งความเป็นโสดาปัตติผล</p><p>ธรรมทั้ง 6 มาในหัวข้อ <strong>#89_อัปปหายสูตร </strong>บุคคลที่ยัง<u>ละ</u>ธรรมเหล่านี้<u>ไม่ได้</u> ไม่อาจทำให้แจ้งในโสดาบัน / <strong>#90_ปหีนสูตร </strong>บุคคลผู้ถึงพร้อมแล้ว จะ<u>ละ</u>ธรรมเหล่านี้<u>ได้</u> / <strong>#91_อภัพพสูตร</strong> ผู้ที่ถึงพร้อมแล้ว มิอาจทำธรรมเหล่านี้<u>ให้เกิดขึ้นได้</u></p><br><p><strong>#92_ปฐมอภัพพพัฏฐานสูตร </strong>ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแล้ว (โสดาบัน) เป็นไปไม่ได้ที่จะ</p><p>1.-3. ไม่มีความเคารพ ยำเกรงใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์</p><p>4. ไม่มีความเคารพ ยำเกรงในสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)</p><p>5. ไม่อาจกลับมาสู่เหตุที่ไม่ควรเข้าถึง (ไม่ไปในอบาย 4 / ทำผิดศีล / มิจฉาทิฏฐิ)&nbsp;</p><p>6. ไม่มีการเกิดในชาติที่ 8 เกิดขึ้นได้</p><br><p><strong>#93_ทุติยอภัพพัฏฐานสูตร </strong>ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแล้ว (โสดาบัน) เป็นไปไม่ได้ที่จะ</p><p>1.-3. ยึดถือสังขารว่าเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา</p><p>4. ทำอนันตริยกรรมได้</p><p>5. เชื่อมงคลตื่นข่าว – ความเชื่องมงาย (superstition)</p><p>6. แสวงหาเขตบุญนอกศาสนา – ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ใช่คำสอน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ระบบความเห็นที่ถูกต้อง-สัมมัตตนิยาม [6637-6t]</title>
			<itunes:title>ระบบความเห็นที่ถูกต้อง-สัมมัตตนิยาม [6637-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Sep 2023 21:00:55 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6504bc02e314700010416d43/media.mp3" length="27729293" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6504bc02e314700010416d43</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6504bc02e314700010416d43</link>
			<acast:episodeId>6504bc02e314700010416d43</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7dX+J6g/jTmYfW46obR09pm4zrgYps2w5M3Ex2iT7ykwk4ubXIIXOYqDx57oCD2mpeMsoMSX9S54BOB7Lumbi9M=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“สัมมัตตนิยาม”</strong> หมายถึง ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 หรือ ความเป็นโสดาบันขั้นมรรคหรือผล ชึ่งในพระสูตรข้อที่ 86–88 นี้ เป็นธรรมที่มีหัวข้อเหมือนกัน เปรียบเทียบคู่ตรงข้ามของธรรม 6 ประการ ที่เมื่อบุคคลแม้ฟังธรรมอยู่ จะก้าวลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ <strong>สัมมัตตนิยาม </strong>จะได้หรือไม่ได้นั้น มีธรรมอะไรบ้าง</p><br><p><strong>#86_อาวรณตาสูตร</strong></p><p>1.<strong> </strong>เป็นผู้ไม่มี<strong>กรรม</strong>เป็นเครื่องกั้น - ไม่ได้ทำ<strong>อนันตริยกรรม 5</strong> (ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด ทำสงฆ์ให้แตกกัน)</p><p>2. เป็นผู้ไม่มี<strong>กิเลส</strong>เป็นเครื่องกั้น - มีสัมมาทิฎฐิ</p><p>3. เป็นผู้ไม่มี<strong>วิบาก</strong>เป็นเครื่องกั้น (ผลที่ได้รับจากการกระทำ) – เกิดในภพที่พอจะบรรลุธรรมได้ เช่น โลกมนุษย์ สวรรค์ถึงชั้นพรหม ยกเว้น อรูปพรหม เพราะด้วยเหตุปัจจัยที่เกิดของสภาวะภพนั้น</p><p>4. เป็นผู้มี<strong>ศรัทธา </strong>- มีความลงใจ มั่นใจ</p><p>5. เป็นผู้มี<strong>ฉันทะ</strong> -<strong> </strong>เกิดความพอใจทำให้มีการพัฒนา</p><p>6. เป็นผู้มี<strong>ปัญญา</strong> - โยนิโสมนสิการ (ใคร่ครวญธรรม)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#87_โวโรปิตสูตร </strong>คือ การไม่ทำอนันตริยกรรม 5 และเป็นผู้มีปัญญา</p><br><p><strong>#88_สุสสูสติสูตร </strong></p><p>1. ตั้งใจฟังด้วยดี 2. เงี่ยโสตสดับ 3. ตั้งใจใฝ่รู้ (ข้อ 1-3 เปรียบกับช้าง และม้าอาชาไนย) 4. ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์&nbsp;5. ทิ้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์&nbsp;6. ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ (การพิจารณาที่เกื้อกูลแก่การบรรลุอริยสัจ 4)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“สัมมัตตนิยาม”</strong> หมายถึง ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคมีองค์ 8 หรือ ความเป็นโสดาบันขั้นมรรคหรือผล ชึ่งในพระสูตรข้อที่ 86–88 นี้ เป็นธรรมที่มีหัวข้อเหมือนกัน เปรียบเทียบคู่ตรงข้ามของธรรม 6 ประการ ที่เมื่อบุคคลแม้ฟังธรรมอยู่ จะก้าวลงสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง คือ <strong>สัมมัตตนิยาม </strong>จะได้หรือไม่ได้นั้น มีธรรมอะไรบ้าง</p><br><p><strong>#86_อาวรณตาสูตร</strong></p><p>1.<strong> </strong>เป็นผู้ไม่มี<strong>กรรม</strong>เป็นเครื่องกั้น - ไม่ได้ทำ<strong>อนันตริยกรรม 5</strong> (ฆ่ามารดา บิดา พระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด ทำสงฆ์ให้แตกกัน)</p><p>2. เป็นผู้ไม่มี<strong>กิเลส</strong>เป็นเครื่องกั้น - มีสัมมาทิฎฐิ</p><p>3. เป็นผู้ไม่มี<strong>วิบาก</strong>เป็นเครื่องกั้น (ผลที่ได้รับจากการกระทำ) – เกิดในภพที่พอจะบรรลุธรรมได้ เช่น โลกมนุษย์ สวรรค์ถึงชั้นพรหม ยกเว้น อรูปพรหม เพราะด้วยเหตุปัจจัยที่เกิดของสภาวะภพนั้น</p><p>4. เป็นผู้มี<strong>ศรัทธา </strong>- มีความลงใจ มั่นใจ</p><p>5. เป็นผู้มี<strong>ฉันทะ</strong> -<strong> </strong>เกิดความพอใจทำให้มีการพัฒนา</p><p>6. เป็นผู้มี<strong>ปัญญา</strong> - โยนิโสมนสิการ (ใคร่ครวญธรรม)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>#87_โวโรปิตสูตร </strong>คือ การไม่ทำอนันตริยกรรม 5 และเป็นผู้มีปัญญา</p><br><p><strong>#88_สุสสูสติสูตร </strong></p><p>1. ตั้งใจฟังด้วยดี 2. เงี่ยโสตสดับ 3. ตั้งใจใฝ่รู้ (ข้อ 1-3 เปรียบกับช้าง และม้าอาชาไนย) 4. ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์&nbsp;5. ทิ้งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์&nbsp;6. ประกอบด้วยอนุโลมิกขันติ (การพิจารณาที่เกื้อกูลแก่การบรรลุอริยสัจ 4)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สภาวะดับเย็น-นิพพาน [6636-6t]</title>
			<itunes:title>สภาวะดับเย็น-นิพพาน [6636-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Sep 2023 21:00:55 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64fb5ad90c337a0011f6a801/media.mp3" length="27548529" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64fb5ad90c337a0011f6a801</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64fb5ad90c337a0011f6a801</link>
			<acast:episodeId>64fb5ad90c337a0011f6a801</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7Z7xsH4Kb+adC9FdMLTGsen1hVzvqquBPR3Y2hSpjz0WMmYjh/aiW7SbNbgEn3rgIiffoWAlzZMG9vSk19iE7A8=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#83_ อัคคธัมมสูตร</strong> (เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-ทำให้แจ้งหรือไม่แจ้งอรหัตผล) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้อาจทำให้แจ้งอรหัตผล คือ</p><p>1. เป็นผู้มีศรัทธา-ศรัทธาในพระรัตนตรัย (ระดับของศรัทธา คือ <strong>“อมูลิกาศรัทธา”</strong> เชื่อแบบงมงาย ไม่มีมูลเหตุผล, <strong>“อาการวตีศรัทธา”</strong> ประกอบด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผล-เหตุปัจจัย, <strong>“อจลศรัทธา”</strong> โสดาบัน ไม่หวั่นไหว)</p><p>2. เป็นผู้มีหิริ (ละอาย) 3. โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป)</p><p>4. เป็นผู้ปรารภความเพียร-ทำจริงแน่วแน่จริง อกุศลลดลง-กุศลเพิ่มขึ้น</p><p>5. เป็นผู้มีปัญญา-3 ระดับ (สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา)</p><p>6. เป็นผู้ไม่ห่วงใยกาย และชีวิต-ปล่อยวางตัวตนด้วยปัญญา</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#84_รัตติทิวสสูตร</strong> (เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-เจริญหรือเสื่อมในกุศลธรรม) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ จะเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เสื่อมเลย คือ 1. เป็นผู้ไม่มักมาก (สันโดษ)-ยินดีตามมีตามได้ ไม่คับแค้นใจ&nbsp;2. มีศรัทธา&nbsp;3. มีศีล&nbsp;4. ปรารภความเพียร&nbsp;5. มีสติ&nbsp;6. มีปัญญา</p><p>*เมื่อมีเครื่องทดสอบมากระทบแล้ว ยังนิ่งเฉยอยู่ได้ การรักษาและทำให้เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย จะทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการพัฒนาปัญญาให้คมขึ้นไปสู่การหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>#85_สีติภาวสูตร </strong>(เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-ทำนิพพานให้แจ้งได้หรือไม่ได้) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ จะทำนิพพานให้แจ้งได้ คือ</p><p>1. ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม-ให้เข้าสมาธิ</p><p>2. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง-ปรารภความเพียร</p><p>3. ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง-ทำให้สม่ำเสมอ</p><p>4. วางจิตในสมัยที่ควรวาง-อุเบกขา</p><p>5. น้อมไปในธรรมที่ประณีต-ทำให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป</p><p>6. ยินดียิ่งในนิพพาน-ยินดีในธรรมระงับกิเลส</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#83_ อัคคธัมมสูตร</strong> (เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-ทำให้แจ้งหรือไม่แจ้งอรหัตผล) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้อาจทำให้แจ้งอรหัตผล คือ</p><p>1. เป็นผู้มีศรัทธา-ศรัทธาในพระรัตนตรัย (ระดับของศรัทธา คือ <strong>“อมูลิกาศรัทธา”</strong> เชื่อแบบงมงาย ไม่มีมูลเหตุผล, <strong>“อาการวตีศรัทธา”</strong> ประกอบด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผล-เหตุปัจจัย, <strong>“อจลศรัทธา”</strong> โสดาบัน ไม่หวั่นไหว)</p><p>2. เป็นผู้มีหิริ (ละอาย) 3. โอตตัปปะ (เกรงกลัวต่อบาป)</p><p>4. เป็นผู้ปรารภความเพียร-ทำจริงแน่วแน่จริง อกุศลลดลง-กุศลเพิ่มขึ้น</p><p>5. เป็นผู้มีปัญญา-3 ระดับ (สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา)</p><p>6. เป็นผู้ไม่ห่วงใยกาย และชีวิต-ปล่อยวางตัวตนด้วยปัญญา</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#84_รัตติทิวสสูตร</strong> (เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-เจริญหรือเสื่อมในกุศลธรรม) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ จะเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เสื่อมเลย คือ 1. เป็นผู้ไม่มักมาก (สันโดษ)-ยินดีตามมีตามได้ ไม่คับแค้นใจ&nbsp;2. มีศรัทธา&nbsp;3. มีศีล&nbsp;4. ปรารภความเพียร&nbsp;5. มีสติ&nbsp;6. มีปัญญา</p><p>*เมื่อมีเครื่องทดสอบมากระทบแล้ว ยังนิ่งเฉยอยู่ได้ การรักษาและทำให้เจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย จะทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการพัฒนาปัญญาให้คมขึ้นไปสู่การหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>#85_สีติภาวสูตร </strong>(เป็นธรรมคู่ตรงข้าม-ทำนิพพานให้แจ้งได้หรือไม่ได้) ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ จะทำนิพพานให้แจ้งได้ คือ</p><p>1. ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม-ให้เข้าสมาธิ</p><p>2. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง-ปรารภความเพียร</p><p>3. ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง-ทำให้สม่ำเสมอ</p><p>4. วางจิตในสมัยที่ควรวาง-อุเบกขา</p><p>5. น้อมไปในธรรมที่ประณีต-ทำให้ละเอียดยิ่งๆ ขึ้นไป</p><p>6. ยินดียิ่งในนิพพาน-ยินดีในธรรมระงับกิเลส</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค สีติวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งการพัฒนา-ความไพบูลย์ในธรรม [6635-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งการพัฒนา-ความไพบูลย์ในธรรม [6635-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Sep 2023 21:00:59 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64f215246f3d080012760c6e/media.mp3" length="27507359" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64f215246f3d080012760c6e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64f215246f3d080012760c6e</link>
			<acast:episodeId>64f215246f3d080012760c6e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkU4Nb6WEna2v2rEWWG1dsQxuziSOUEEp3ST8Q5vPzl/1BshWTDeydrDTZECCoY31knI1RBVnYWIXcBeMECWJJN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ทบทวนข้อ<strong> #79_อธิคมสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม หลักธรรมข้อนี้เป็นการสร้างนิสัยที่ดี และกำจัดนิสัยที่ไม่ดีในชีวิตประจำวัน</p><p>1. เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</p><p>2. เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</p><p>3. เป็นผู้ฉลาดในอุบาย (วิธีการ / ทางแก้)</p><p>4. สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</p><p>5. รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว</p><p>6. ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ (ทำให้ติดต่อต่อเนื่องกันไป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#80_มหัตตสูตร </strong>ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ ไม่นานนัก ย่อมบรรลุความเป็นใหญ่ ความไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย (เกิดความก้าวหน้าและละเอียดยิ่งขึ้นไป) ได้แก่</p><p>1. เป็นผู้มากด้วยแสงสว่าง (ญาณ / ความรู้) – ทำในสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้เกิดความชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>2. เป็นผู้มากด้วยความเพียร (วิริยะ / ความกล้า) – ปรับเพิ่มความเพียร</p><p>3. เป็นผู้มากด้วยความปลาบปลื้ม (ปีติและปราโมทย์) - ทำให้เกิดกำลังใจในการทำความเพียร</p><p>4. เป็นผู้มากด้วยความไม่สันโดษ (ทำความเพียรยิ่งขึ้นในกุศลธรรมทั้งหลาย) – ขวนขวายมากไม่อิ่มไม่พอในกุศลธรรม</p><p>5. เป็นผู้ไม่ทอดธุระ (รับเป็นภาระให้)</p><p>6. ทำความเพียรให้ยิ่งขึ้นในกุศลธรรมทั้งหลาย (ทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#81_ปฐมนิรยสูตร </strong>และ<strong> #82_ทุติยนิรยสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อแหมือนกันแต่มีไส้ในที่แตกต่างกัน ว่าด้วยผู้ที่ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมไปสู่นรกหรือสวรรค์ ได้แก่ เป็นผู้ทุศีล (ผิดศีล 5 ข้อ 1-4), มีความปรารถนาชั่ว (อกุศลธรรม), เป็นมิจฉาทิฏฐิ, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด (ยุยง), พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ, มักโลภ, มีความคะนอง (ประมาท)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ทบทวนข้อ<strong> #79_อธิคมสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม หลักธรรมข้อนี้เป็นการสร้างนิสัยที่ดี และกำจัดนิสัยที่ไม่ดีในชีวิตประจำวัน</p><p>1. เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</p><p>2. เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</p><p>3. เป็นผู้ฉลาดในอุบาย (วิธีการ / ทางแก้)</p><p>4. สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</p><p>5. รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว</p><p>6. ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ (ทำให้ติดต่อต่อเนื่องกันไป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#80_มหัตตสูตร </strong>ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ ไม่นานนัก ย่อมบรรลุความเป็นใหญ่ ความไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย (เกิดความก้าวหน้าและละเอียดยิ่งขึ้นไป) ได้แก่</p><p>1. เป็นผู้มากด้วยแสงสว่าง (ญาณ / ความรู้) – ทำในสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้เกิดความชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>2. เป็นผู้มากด้วยความเพียร (วิริยะ / ความกล้า) – ปรับเพิ่มความเพียร</p><p>3. เป็นผู้มากด้วยความปลาบปลื้ม (ปีติและปราโมทย์) - ทำให้เกิดกำลังใจในการทำความเพียร</p><p>4. เป็นผู้มากด้วยความไม่สันโดษ (ทำความเพียรยิ่งขึ้นในกุศลธรรมทั้งหลาย) – ขวนขวายมากไม่อิ่มไม่พอในกุศลธรรม</p><p>5. เป็นผู้ไม่ทอดธุระ (รับเป็นภาระให้)</p><p>6. ทำความเพียรให้ยิ่งขึ้นในกุศลธรรมทั้งหลาย (ทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#81_ปฐมนิรยสูตร </strong>และ<strong> #82_ทุติยนิรยสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อแหมือนกันแต่มีไส้ในที่แตกต่างกัน ว่าด้วยผู้ที่ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมไปสู่นรกหรือสวรรค์ ได้แก่ เป็นผู้ทุศีล (ผิดศีล 5 ข้อ 1-4), มีความปรารถนาชั่ว (อกุศลธรรม), เป็นมิจฉาทิฏฐิ, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด (ยุยง), พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ, มักโลภ, มีความคะนอง (ประมาท)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่เป็นเหตุให้มีสุขโสมนัส [6634-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่เป็นเหตุให้มีสุขโสมนัส [6634-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Aug 2023 21:00:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64e907016854bf00116d2bac/media.mp3" length="27924006" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64e907016854bf00116d2bac</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64e907016854bf00116d2bac</link>
			<acast:episodeId>64e907016854bf00116d2bac</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm8J1YgY6M2BKVLKy2NAwxppXDAeTG4hQ7v082Z+rLjMrN7tRugcugrmTc3kW1gUKjON4tdkXov5Nrxc/yWaVK3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#78_สุขโสมนัสสสูตร </strong>ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ จะเป็นเหตุให้มีสุขโสมนัส (เนกขัมมะสุข คือ สุขที่เกิดจากการออกจากกาม) และถึงความสิ้นอาสวะ ได้แก่</p><p><strong>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรม </strong></p><p><strong>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในภาวนา </strong>(ทำให้เจริญ / พัฒนา)</p><p><strong>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในการละ </strong>(ละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p><strong>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในปวิเวก </strong>(สงัดจากเสียงและการคลุกคลีด้วยหมู่)</p><p><strong>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในความไม่พยาบาท </strong>(คิดปองร้ายเพ่งไปที่ภายนอก) เริ่มจากความไม่เพลินไปในปฏิฆะ (ความขัดเคือง) -&gt; โกรธ (คิดอยู่ภายใน) -&gt; พยาบาท (เพ่งไปที่ภายนอก)</p><p><strong>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเครื่องเนิ่นช้า</strong> (นิพพาน) พัฒนากุศลธรรมให้เจริญยิ่งขึ้น</p><br><p><strong>#79_อธิคมสูตร </strong>เป็นธรรมคู่เปรียบเทียบ คือ ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ (ธรรมที่เป็นเหตุปรารภความเพียร) จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุหรือทำกุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญได้หรือไม่ได้</p><p><strong>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ</strong> (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</p><p><strong>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม</strong> (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</p><p><strong>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอุบาย</strong> (วิธีการ / ทางแก้)</p><p><strong>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ</strong> (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</p><p><strong>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว </strong></p><p><strong>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ</strong> (ทำติดต่อต่อเนื่อง)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#78_สุขโสมนัสสสูตร </strong>ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ จะเป็นเหตุให้มีสุขโสมนัส (เนกขัมมะสุข คือ สุขที่เกิดจากการออกจากกาม) และถึงความสิ้นอาสวะ ได้แก่</p><p><strong>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรม </strong></p><p><strong>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในภาวนา </strong>(ทำให้เจริญ / พัฒนา)</p><p><strong>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในการละ </strong>(ละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย)</p><p><strong>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในปวิเวก </strong>(สงัดจากเสียงและการคลุกคลีด้วยหมู่)</p><p><strong>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในความไม่พยาบาท </strong>(คิดปองร้ายเพ่งไปที่ภายนอก) เริ่มจากความไม่เพลินไปในปฏิฆะ (ความขัดเคือง) -&gt; โกรธ (คิดอยู่ภายใน) -&gt; พยาบาท (เพ่งไปที่ภายนอก)</p><p><strong>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เป็นเครื่องเนิ่นช้า</strong> (นิพพาน) พัฒนากุศลธรรมให้เจริญยิ่งขึ้น</p><br><p><strong>#79_อธิคมสูตร </strong>เป็นธรรมคู่เปรียบเทียบ คือ ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 การนี้ (ธรรมที่เป็นเหตุปรารภความเพียร) จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุหรือทำกุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้วให้เจริญได้หรือไม่ได้</p><p><strong>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความเจริญ</strong> (เหตุทำให้เกิดกุศลธรรม)</p><p><strong>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม</strong> (เหตุทำให้เกิดอกุศลธรรม)</p><p><strong>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นผู้ฉลาดในอุบาย</strong> (วิธีการ / ทางแก้)</p><p><strong>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สร้างฉันทะเพื่อบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ</strong> (ความพอใจในการทำกุศลธรรม)</p><p><strong>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รักษากุศลธรรมที่ได้บรรลุแล้ว </strong></p><p><strong>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทำกุศลธรรมให้ถึงพร้อมด้วยการทำติดต่อ</strong> (ทำติดต่อต่อเนื่อง)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของผู้ที่จะบรรลุอรหัตผล [6633-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมของผู้ที่จะบรรลุอรหัตผล [6633-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Aug 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64dfc4cca136c90011e1705e/media.mp3" length="27323335" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64dfc4cca136c90011e1705e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64dfc4cca136c90011e1705e</link>
			<acast:episodeId>64dfc4cca136c90011e1705e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlCvWlw+tc8eGXJ/qQeIHoTuWvXxhiL0H8mYeUUgSNgVW5UrQpZO8UsgPSsD4eCaUBd4G3QjBs7ZHpcW5dDiUQN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#75_ทุกขสูตร</strong> ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ <strong>ย่อมอยู่เป็นทุกข์</strong> เร่าร้อน หลังจากตายแล้ว พึงหวังได้ทุคติ คือ คิดตริตรึกหมายรู้ไปในกาม พยาบาท และเบียดเบียน (วิหิงสา)</p><p>และธรรมคู่ต่างกันที่เมื่อประกอบแล้ว<strong>ย่อมอยู่เป็นสุข</strong> คือ คิดตริตรึกหมายรู้ออกจากกาม พยาบาท และเบียดเบียน</p><p>*<strong>วิหิงสา</strong> นอกจะมีความหมายว่าเบียดเบียนแล้ว อาจจะมีความหมายได้อีกว่า <strong>เป็นการกระทำที่ไร้ผล</strong> <strong>เปล่าประโยชน์</strong></p><br><p><strong>#76_อรหัตตสูตร</strong> ผู้ที่<strong>ละ</strong>ธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือ ไม่ได้ ย่อมทำให้แจ้ง หรือมิอาจแจ้งซึ่งอรหัตผลได้ คือ</p><ol><li>มานะ (ความถือตัวว่ามีตัวตน “อัตตา”)</li><li>โอมานะ (สำคัญว่าด้อยกว่าเขา หรือ แกล้งลดตัว)</li><li>อติมานะ (ยกตัวขึ้นมาดูหมิ่นเขา)</li><li>อธิมานะ (ความเข้าใจผิด ถือตัวจัด “มานะ 9”)</li><li>ถัมภะ (ความหัวดื้อ)</li><li>อตินิปาตะ (สำคัญตนว่าเลว)&nbsp;</li></ol><p><strong>พระอรหันต์</strong>กำจัดแล้วซึ่งกิเลสและอวิชชา และเพราะรู้แล้วเพราะเห็นแล้ว จึงไม่สำคัญความเป็นตัวตนขึ้นมา</p><br><p><strong>#77_อุตตริมนุสสธัมมสูตร</strong> ผู้ที่ละธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือ ไม่ได้ อาจทำให้แจ้ง หรือ มิอาจแจ้งซึ่งญาณทัสสนะที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ได้แก่ ความหลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค การหลอกลวง การพูดป้อยอ หรือจะสรุปกล่าวได้ว่าคือ ความมั่นคง แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวใน<strong>ไตรสิกขา</strong>นั่นเอง (ศีล สมาธิ ปัญญา)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#75_ทุกขสูตร</strong> ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ <strong>ย่อมอยู่เป็นทุกข์</strong> เร่าร้อน หลังจากตายแล้ว พึงหวังได้ทุคติ คือ คิดตริตรึกหมายรู้ไปในกาม พยาบาท และเบียดเบียน (วิหิงสา)</p><p>และธรรมคู่ต่างกันที่เมื่อประกอบแล้ว<strong>ย่อมอยู่เป็นสุข</strong> คือ คิดตริตรึกหมายรู้ออกจากกาม พยาบาท และเบียดเบียน</p><p>*<strong>วิหิงสา</strong> นอกจะมีความหมายว่าเบียดเบียนแล้ว อาจจะมีความหมายได้อีกว่า <strong>เป็นการกระทำที่ไร้ผล</strong> <strong>เปล่าประโยชน์</strong></p><br><p><strong>#76_อรหัตตสูตร</strong> ผู้ที่<strong>ละ</strong>ธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือ ไม่ได้ ย่อมทำให้แจ้ง หรือมิอาจแจ้งซึ่งอรหัตผลได้ คือ</p><ol><li>มานะ (ความถือตัวว่ามีตัวตน “อัตตา”)</li><li>โอมานะ (สำคัญว่าด้อยกว่าเขา หรือ แกล้งลดตัว)</li><li>อติมานะ (ยกตัวขึ้นมาดูหมิ่นเขา)</li><li>อธิมานะ (ความเข้าใจผิด ถือตัวจัด “มานะ 9”)</li><li>ถัมภะ (ความหัวดื้อ)</li><li>อตินิปาตะ (สำคัญตนว่าเลว)&nbsp;</li></ol><p><strong>พระอรหันต์</strong>กำจัดแล้วซึ่งกิเลสและอวิชชา และเพราะรู้แล้วเพราะเห็นแล้ว จึงไม่สำคัญความเป็นตัวตนขึ้นมา</p><br><p><strong>#77_อุตตริมนุสสธัมมสูตร</strong> ผู้ที่ละธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือ ไม่ได้ อาจทำให้แจ้ง หรือ มิอาจแจ้งซึ่งญาณทัสสนะที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ได้แก่ ความหลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค การหลอกลวง การพูดป้อยอ หรือจะสรุปกล่าวได้ว่าคือ ความมั่นคง แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวใน<strong>ไตรสิกขา</strong>นั่นเอง (ศีล สมาธิ ปัญญา)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อรหัตตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การบรรลุปฐมฌาน [6632-6t]</title>
			<itunes:title>การบรรลุปฐมฌาน [6632-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Aug 2023 21:00:38 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64d68ecb07d13c0011222ef3/media.mp3" length="24503585" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64d68ecb07d13c0011222ef3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64d68ecb07d13c0011222ef3</link>
			<acast:episodeId>64d68ecb07d13c0011222ef3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlgRzyd6WNW2ihUbai50FwPZ4meM8ykDZpd3FZv1UsTLszj2S2DcFnlxXAzKGTQ+qsldBiwz/x6AJv8vF2egs5W]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/1692229995355-ce8aae2c2f8199822237bf092a901bab.jpeg"/>
			<description><![CDATA[<p>อุปสรรคที่จะมาเป็นเครื่องกั้นเครื่องขวางทำให้เราเข้าฌานสมาธิไม่ค่อยได้ นอกจากข้อใดข้อหนึ่งในนิวรณ์ 5 แล้ว ยังมีเหตุอะไรอีกบ้าง ที่เป็นเหตุทำให้ได้บรรลุหรือมิอาจบรรลุปฐมฌานได้</p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยตัชฌานสูตร</strong> เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ที่เมื่อละธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือยังละไม่ได้ จะเป็นเหตุให้บรรลุ หรือมิอาจบรรลุปฐมฌาน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#73_ปฐมตัชฌานสูตร</strong></p><p>1.  <strong>กามฉันทะ</strong> คือ ความพอใจ กำหนัด ยินดีในวัตถุกามที่ทำให้เกิดกามสัญญา และกามวิตกตามมา</p><p>2.  <strong>พยาบาท </strong>คือ ความคิดร้าย เริ่มจากความขัดเคืองเล็กน้อยกลายเป็น -&gt; ความโกรธ (ร้อนลุ่มอยู่ภายใน) แรงขึ้นเป็น -&gt; โทสะ (เพ่งไปที่บุคคลข้างนอก) -&gt; <strong>พยาบาท</strong> -&gt; ผูกเวร</p><p>3.&nbsp; <strong>ถีนมิทธะ</strong> คือ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม</p><p>4.  <strong>อุทธัจจกุกกุจจะ</strong> คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ คิดมาในทางกาม</p><p>5.  <strong>วิจิกิจฉา</strong> คือ ความไม่ลงใจ</p><p>6.&nbsp; <strong>ไม่เห็นโทษในกาม</strong>ทั้งหลายด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง</p><br><p><strong>#74_ทุติยตัชฌานสูตร </strong>คือ<strong> </strong></p><p><strong>กามวิตก - กามสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในทางกาม)</p><p><strong>พยาบาทวิตก - พยาบาทสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในพยาบาท)</p><p><strong>วิหิงสาวิตก - วิหิงสาสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในทางเบียดเบียน)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อุปสรรคที่จะมาเป็นเครื่องกั้นเครื่องขวางทำให้เราเข้าฌานสมาธิไม่ค่อยได้ นอกจากข้อใดข้อหนึ่งในนิวรณ์ 5 แล้ว ยังมีเหตุอะไรอีกบ้าง ที่เป็นเหตุทำให้ได้บรรลุหรือมิอาจบรรลุปฐมฌานได้</p><br><p><strong>ปฐม-ทุติยตัชฌานสูตร</strong> เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ที่เมื่อละธรรม 6 ประการนี้ได้ หรือยังละไม่ได้ จะเป็นเหตุให้บรรลุ หรือมิอาจบรรลุปฐมฌาน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#73_ปฐมตัชฌานสูตร</strong></p><p>1.  <strong>กามฉันทะ</strong> คือ ความพอใจ กำหนัด ยินดีในวัตถุกามที่ทำให้เกิดกามสัญญา และกามวิตกตามมา</p><p>2.  <strong>พยาบาท </strong>คือ ความคิดร้าย เริ่มจากความขัดเคืองเล็กน้อยกลายเป็น -&gt; ความโกรธ (ร้อนลุ่มอยู่ภายใน) แรงขึ้นเป็น -&gt; โทสะ (เพ่งไปที่บุคคลข้างนอก) -&gt; <strong>พยาบาท</strong> -&gt; ผูกเวร</p><p>3.&nbsp; <strong>ถีนมิทธะ</strong> คือ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม</p><p>4.  <strong>อุทธัจจกุกกุจจะ</strong> คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ คิดมาในทางกาม</p><p>5.  <strong>วิจิกิจฉา</strong> คือ ความไม่ลงใจ</p><p>6.&nbsp; <strong>ไม่เห็นโทษในกาม</strong>ทั้งหลายด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง</p><br><p><strong>#74_ทุติยตัชฌานสูตร </strong>คือ<strong> </strong></p><p><strong>กามวิตก - กามสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในทางกาม)</p><p><strong>พยาบาทวิตก - พยาบาทสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในพยาบาท)</p><p><strong>วิหิงสาวิตก - วิหิงสาสัญญา </strong>(คิดตริตรึกหมายรู้มาในทางเบียดเบียน)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเพื่อความไม่เสื่อม [6631-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมเพื่อความไม่เสื่อม [6631-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Aug 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64cd525a90d0020011027ceb/media.mp3" length="27186747" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64cd525a90d0020011027ceb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64cd525a90d0020011027ceb</link>
			<acast:episodeId>64cd525a90d0020011027ceb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlNxjV1Q6yinU/4m+X2naV3/gKpMeCeMS+YedHMrpu3fP5BZ367tLNwxPHjBC3S9z9L7X7kSuV00RKalAac9ghD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#69_เทวตาสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภถึงเทวดาตนหนึ่งที่เข้ามากราบทูลเรื่องธรรม 6 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม คือ ความเป็นผู้เคารพในพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, สิกขา, เป็นผู้ว่าง่าย, ความเป็นผู้มีมิตรดี เมื่อท่านพระสารีบุตรได้ฟังจบแล้วก็ได้ทำ<strong>ความละเอียดในธรรม</strong>อีก 4 อย่างแต่ละหัวข้อ คือ ตัวเองเป็นเอง / สรรเสริญคนที่เป็น / ชักชวนผู้อื่นให้มาเป็น / ประกาศคุณของผู้ที่ทำได้ขึ้นมา</p><br><p><strong>#70_ สมาธิสูตร</strong> ว่าด้วยสมาธิที่มีความสงบ ปราณีต ระงับ เป็นหนึ่ง เป็นผลให้ได้วิชชา 6 คือ มีฤทธิ์, หูทิพย์, รู้ใจผู้อื่น, ระลึกชาติได้, ตาทิพย์, ทำอาสวะให้หมดสิ้นไป</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#71_สักขิภัพพสูตร </strong>เหตุที่จะทำให้เกิดปัญญา คือ เห็นธรรมฝ่ายเสื่อม (นิวรณ์), ธรรมฝ่ายคงที่ (มิจฉาสติ), ธรรมฝ่ายคุณวิเศษ (สมาธิที่คล่องแคล่ว), ธรรมฝ่ายชำแรกกิเลส (วิปัสสนาญาณ), เอื้อเฟื้อเอาใจใส่, ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ (สบายแก่มาธิ)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#72_พลสูตร</strong> ความมีกำลังในสมาธิ 6 ประการ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (อดทนต่อผัสสะ), ผู้ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ (สมาธิตั้งอยู่ได้นาน), ฉลาดในการออกจากสมาธิ (เลื่อนสมาธิสู่ขั้นที่สูงขึ้น), ทำสมาธิโดยเอื้อเฟื้อ (สมถะ วิปัสสนา อุเบกขา), ทำโดยติดต่อ (ทุกอิริยาบถ), ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#69_เทวตาสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภถึงเทวดาตนหนึ่งที่เข้ามากราบทูลเรื่องธรรม 6 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม คือ ความเป็นผู้เคารพในพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, สิกขา, เป็นผู้ว่าง่าย, ความเป็นผู้มีมิตรดี เมื่อท่านพระสารีบุตรได้ฟังจบแล้วก็ได้ทำ<strong>ความละเอียดในธรรม</strong>อีก 4 อย่างแต่ละหัวข้อ คือ ตัวเองเป็นเอง / สรรเสริญคนที่เป็น / ชักชวนผู้อื่นให้มาเป็น / ประกาศคุณของผู้ที่ทำได้ขึ้นมา</p><br><p><strong>#70_ สมาธิสูตร</strong> ว่าด้วยสมาธิที่มีความสงบ ปราณีต ระงับ เป็นหนึ่ง เป็นผลให้ได้วิชชา 6 คือ มีฤทธิ์, หูทิพย์, รู้ใจผู้อื่น, ระลึกชาติได้, ตาทิพย์, ทำอาสวะให้หมดสิ้นไป</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#71_สักขิภัพพสูตร </strong>เหตุที่จะทำให้เกิดปัญญา คือ เห็นธรรมฝ่ายเสื่อม (นิวรณ์), ธรรมฝ่ายคงที่ (มิจฉาสติ), ธรรมฝ่ายคุณวิเศษ (สมาธิที่คล่องแคล่ว), ธรรมฝ่ายชำแรกกิเลส (วิปัสสนาญาณ), เอื้อเฟื้อเอาใจใส่, ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ (สบายแก่มาธิ)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#72_พลสูตร</strong> ความมีกำลังในสมาธิ 6 ประการ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (อดทนต่อผัสสะ), ผู้ฉลาดในการดำรงอยู่ในสมาธิ (สมาธิตั้งอยู่ได้นาน), ฉลาดในการออกจากสมาธิ (เลื่อนสมาธิสู่ขั้นที่สูงขึ้น), ทำสมาธิโดยเอื้อเฟื้อ (สมถะ วิปัสสนา อุเบกขา), ทำโดยติดต่อ (ทุกอิริยาบถ), ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตถาคตพละ-อนาคามี-อรหันต์ [6630-6t]</title>
			<itunes:title>ตถาคตพละ-อนาคามี-อรหันต์ [6630-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Jul 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64c40660c501f60011e34f0d/media.mp3" length="27198798" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64c40660c501f60011e34f0d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64c40660c501f60011e34f0d</link>
			<acast:episodeId>64c40660c501f60011e34f0d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmv6GpYFhZTOWbn1z/WjWdE0jW1/p+Cj19fcOZj/M2BF9Uz5si0e2LprIDt4d4+7Yc4PlScR3zbfbh4hiZGYgNa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#64_สีหนาทสูตร</strong> กำลังของตถาคต 6 ประการ เป็นเหตุให้บรรลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท คือ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รู้ชัดฐานะ (สิ่งที่มีได้ เป็นได้) และอฐานะ (เป็นไปไม่ได้ มีขึ้นไม่ได้) ในโลกนี้ตามความเป็นจริง</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รู้เรื่องกรรมและผลของกรรม</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สามารถเข้า-ออกฌานวิโมกข์ สมาธิ สมาบัติได้อย่างคล่องแคล่ว</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระลึกชาติได้หลายชาติ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (จุตูปปาตญาณ)</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ญาณหยั่งรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ (อาสวักขยญาณ)</p><p>และมีความรู้แจ้งในเรื่องทั้งหมดอย่างแท้จริง เมื่อ<strong>ถูกถามก็ตอบได้หมด</strong>และที่ทำแบบนี้ได้ก็<strong>เพราะจิตเป็นสมาธิ</strong></p><br><p><strong>#65_อนาคามิผลสูตร</strong> เมื่อละธรรมเหล่านี้ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้บรรลุอนาคามิผล คือ ความไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม</p><br><p><strong>#66_อรหัตตสูตร</strong> เมื่อละธรรมเหล่านี้ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้บรรลุอรหัตผล คือ ความหดหู่ เซื่องซึม ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ ไม่มีศรัทธา ความประมาท</p><br><p><strong>#67_มิตตสูตร</strong> เมื่อมีมิตรดี เสพคบเพื่อนดี ประพฤติตามเพื่อนดี จะบำเพ็ญอภิสมาจาริกธรรม (มารยาทความประพฤติอันดี) เสขะธรรม และศีล ให้บริบูรณ์ได้ เมื่อบริบูรณ์แล้วจะละ<strong>กามราคะ รูปราคะ และอรูปราคะ</strong>ได้</p><br><p><strong>#68_สังคณิการามสูตร</strong> เมื่อไม่คลุกคลีด้วยหมู่แล้ว กายจะสงัดเป็นสมาธิ เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ จะละสังโยชน์ทำนิพพานให้แจ้งได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#64_สีหนาทสูตร</strong> กำลังของตถาคต 6 ประการ เป็นเหตุให้บรรลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท คือ</p><p>1.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รู้ชัดฐานะ (สิ่งที่มีได้ เป็นได้) และอฐานะ (เป็นไปไม่ได้ มีขึ้นไม่ได้) ในโลกนี้ตามความเป็นจริง</p><p>2.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รู้เรื่องกรรมและผลของกรรม</p><p>3.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สามารถเข้า-ออกฌานวิโมกข์ สมาธิ สมาบัติได้อย่างคล่องแคล่ว</p><p>4.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระลึกชาติได้หลายชาติ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)</p><p>5.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (จุตูปปาตญาณ)</p><p>6.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ญาณหยั่งรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ (อาสวักขยญาณ)</p><p>และมีความรู้แจ้งในเรื่องทั้งหมดอย่างแท้จริง เมื่อ<strong>ถูกถามก็ตอบได้หมด</strong>และที่ทำแบบนี้ได้ก็<strong>เพราะจิตเป็นสมาธิ</strong></p><br><p><strong>#65_อนาคามิผลสูตร</strong> เมื่อละธรรมเหล่านี้ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้บรรลุอนาคามิผล คือ ความไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม</p><br><p><strong>#66_อรหัตตสูตร</strong> เมื่อละธรรมเหล่านี้ได้แล้ว จะเป็นเหตุทำให้บรรลุอรหัตผล คือ ความหดหู่ เซื่องซึม ฟุ้งซ่าน ร้อนใจ ไม่มีศรัทธา ความประมาท</p><br><p><strong>#67_มิตตสูตร</strong> เมื่อมีมิตรดี เสพคบเพื่อนดี ประพฤติตามเพื่อนดี จะบำเพ็ญอภิสมาจาริกธรรม (มารยาทความประพฤติอันดี) เสขะธรรม และศีล ให้บริบูรณ์ได้ เมื่อบริบูรณ์แล้วจะละ<strong>กามราคะ รูปราคะ และอรูปราคะ</strong>ได้</p><br><p><strong>#68_สังคณิการามสูตร</strong> เมื่อไม่คลุกคลีด้วยหมู่แล้ว กายจะสงัดเป็นสมาธิ เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ จะละสังโยชน์ทำนิพพานให้แจ้งได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส [6629-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส [6629-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Jul 2023 21:00:02 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64bacb77e0e718001164e247/media.mp3" length="25914718" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64bacb77e0e718001164e247</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64bacb77e0e718001164e247</link>
			<acast:episodeId>64bacb77e0e718001164e247</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkDdkSurqd3+Q4u5dPTCS3uYQtzvvYKt0AqdJlH/7TEeteoZuDamra0YfctPAOk60pfJnmAQuZ11wiSwZlh2V6f]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน – ปาฬิภาสา</strong>ที่จัดทำขึ้นโดย<strong>มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล </strong>ได้ทำการตรวจทานเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกถึง 13 ฉบับด้วยกัน มีการแบ่งพยางค์และการใช้โน้ตเสียงเข้ามาเพื่อการออกเสียงที่ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็น<u>ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดชุดแรกของโลก</u> </p><br><p>............</p><br><p><strong>#63_นิพเพธิกสูตร </strong>ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายโดยให้ทำความรอบรู้-รู้แจ้งในธรรม 6 ประการ ได้แก่ กาม / เวทนา / สัญญา / อาสวะ / กรรม / ทุกข์ และในแต่ละประการก็มีรายละเอียดอีก 6 อย่าง ได้แก่ ลักษณะ / เหตุเกิด / ความต่างกัน / วิบาก / ความดับ / ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ คือ มรรค 8</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน – ปาฬิภาสา</strong>ที่จัดทำขึ้นโดย<strong>มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล </strong>ได้ทำการตรวจทานเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกถึง 13 ฉบับด้วยกัน มีการแบ่งพยางค์และการใช้โน้ตเสียงเข้ามาเพื่อการออกเสียงที่ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็น<u>ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดชุดแรกของโลก</u> </p><br><p>............</p><br><p><strong>#63_นิพเพธิกสูตร </strong>ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เป็นเหตุชำแรกกิเลส พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายโดยให้ทำความรอบรู้-รู้แจ้งในธรรม 6 ประการ ได้แก่ กาม / เวทนา / สัญญา / อาสวะ / กรรม / ทุกข์ และในแต่ละประการก็มีรายละเอียดอีก 6 อย่าง ได้แก่ ลักษณะ / เหตุเกิด / ความต่างกัน / วิบาก / ความดับ / ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ คือ มรรค 8</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ญาณเป็นเครื่องรู้อินทรีย์ของบุคคล [6628-6t]</title>
			<itunes:title>ญาณเป็นเครื่องรู้อินทรีย์ของบุคคล [6628-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Jul 2023 21:00:07 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64b160d5f1f89f0011bc60b5/media.mp3" length="27227051" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64b160d5f1f89f0011bc60b5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64b160d5f1f89f0011bc60b5</link>
			<acast:episodeId>64b160d5f1f89f0011bc60b5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlVXEgnTCCW009QyqL6LJRmkGLeh9+H31e3d3640SqijN8jKML4IF15zf31fu3NOGZMCrdFvN4/ffmblRccp9nf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สิ่งดี ๆ ที่บุคคลนั้น มีอยู่ เป็นอยู่ หรือที่เราเห็นอยู่ว่าดี เขาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นไม่ดีหรืออาจจะดีกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ได้ และสิ่งไม่ดีที่บุคคลนั้น มีอยู่ เป็นอยู่ ก็อาจจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นดีได้เช่นกัน จึงไม่อาจดูรู้ได้เพียงผิวเผินว่า “ข้างในจิตใจ เขาเป็นอย่างไร”&nbsp;นอกเสียจากเรามีญาณเครื่องรู้เห็นในจิตใจของเขาว่า จิตใจของเขามันจะเจริญขึ้น หรือเสื่อมลงจากสิ่งทึ่เราเห็นอยู่ภายนอก</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#62_ปุริสินทริยญาณสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ทรงปรารภเรื่องการพยากรณ์พระเทวทัตว่า จะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ดำรงอยู่ตลอดกัป แก้ไขไม่ได้ โดยทรงได้แสดงญาณเป็นเครื่องรู้อินทรีย์ของบุคคล 6 ประการ โดย 3 ประการแรก อุปมากับเมล็ดพันธุ์ไม้ และ 3 ประการหลัง อุปมากับถ่านไฟ ซึ่งจะพอสรุปได้ว่า บุคคลจะถึงความเจริญ หรือ ความเสื่อมได้ ต่างอาศัยสิ่งอื่นเป็นปัจจัยและอินทรีย์ คือ กำลังทางจิต ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ว่ามีกำลังแก่กล้าหรืออ่อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลงได้พัฒนาได้ และไม่ควรประมาทในคุณธรรมที่ทีอยู่แล้วให้เจริญพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สิ่งดี ๆ ที่บุคคลนั้น มีอยู่ เป็นอยู่ หรือที่เราเห็นอยู่ว่าดี เขาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นไม่ดีหรืออาจจะดีกว่าเดิมยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ได้ และสิ่งไม่ดีที่บุคคลนั้น มีอยู่ เป็นอยู่ ก็อาจจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นดีได้เช่นกัน จึงไม่อาจดูรู้ได้เพียงผิวเผินว่า “ข้างในจิตใจ เขาเป็นอย่างไร”&nbsp;นอกเสียจากเรามีญาณเครื่องรู้เห็นในจิตใจของเขาว่า จิตใจของเขามันจะเจริญขึ้น หรือเสื่อมลงจากสิ่งทึ่เราเห็นอยู่ภายนอก</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#62_ปุริสินทริยญาณสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ทรงปรารภเรื่องการพยากรณ์พระเทวทัตว่า จะต้องเกิดในอบาย ตกนรก ดำรงอยู่ตลอดกัป แก้ไขไม่ได้ โดยทรงได้แสดงญาณเป็นเครื่องรู้อินทรีย์ของบุคคล 6 ประการ โดย 3 ประการแรก อุปมากับเมล็ดพันธุ์ไม้ และ 3 ประการหลัง อุปมากับถ่านไฟ ซึ่งจะพอสรุปได้ว่า บุคคลจะถึงความเจริญ หรือ ความเสื่อมได้ ต่างอาศัยสิ่งอื่นเป็นปัจจัยและอินทรีย์ คือ กำลังทางจิต ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ว่ามีกำลังแก่กล้าหรืออ่อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลงได้พัฒนาได้ และไม่ควรประมาทในคุณธรรมที่ทีอยู่แล้วให้เจริญพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ดับผัสสะ-ดับตัณหา [6627-6t]</title>
			<itunes:title>ดับผัสสะ-ดับตัณหา [6627-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Jul 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64a8668ec632c000127e2192/media.mp3" length="26814231" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64a8668ec632c000127e2192</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64a8668ec632c000127e2192</link>
			<acast:episodeId>64a8668ec632c000127e2192</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkUDy9OT6NQnvTQQv1r9RrPhwz+J2XDvklUbN2tDzzjBb9JEy7Yp50rpR4v/q+j1BqUi3jaOXSvXIpCx/BXPqDV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#60_หัตถิสารีปุตตสูตร</strong> ท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตรได้พูดสอดขึ้นในระหว่างการสนทนาธรรม จนเป็นเหตุให้ท่านพระมหาโกฏฐิกะได้กล่าวถึงผู้ที่มีคุณสมบัติ 6 ประการแต่หากยังคลุกคลีด้วยหมู่จะเป็นเหตุให้เสื่อมจากธรรมนั้น &nbsp;</p><br><p><strong>#61_มัชเฌสูตร</strong> หมู่ภิกษุผู้เป็นเถระได้นั่งประชุมสนทนาธรรมเรื่อง “ติสสเมตเตยยปัญหานิทเทส” โดยแต่ละท่านก็ได้แสดงตามความคิดของตนได้ 6 นัยยะ ได้พากันไปเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงตรัสตอบว่า “ผัสสะเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง <strong>ความดับผัสสะอยู่ท่ามกลาง</strong> ตัณหาจัดเป็นเครื่องร้อยรัด” กล่าวคือ ความดับผัสสะ ก็คือ การดับตัณหาเข้าสู่นิพพานในปัจจุบันนั่นเอง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#60_หัตถิสารีปุตตสูตร</strong> ท่านพระจิตตหัตถิสารีบุตรได้พูดสอดขึ้นในระหว่างการสนทนาธรรม จนเป็นเหตุให้ท่านพระมหาโกฏฐิกะได้กล่าวถึงผู้ที่มีคุณสมบัติ 6 ประการแต่หากยังคลุกคลีด้วยหมู่จะเป็นเหตุให้เสื่อมจากธรรมนั้น &nbsp;</p><br><p><strong>#61_มัชเฌสูตร</strong> หมู่ภิกษุผู้เป็นเถระได้นั่งประชุมสนทนาธรรมเรื่อง “ติสสเมตเตยยปัญหานิทเทส” โดยแต่ละท่านก็ได้แสดงตามความคิดของตนได้ 6 นัยยะ ได้พากันไปเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงตรัสตอบว่า “ผัสสะเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง <strong>ความดับผัสสะอยู่ท่ามกลาง</strong> ตัณหาจัดเป็นเครื่องร้อยรัด” กล่าวคือ ความดับผัสสะ ก็คือ การดับตัณหาเข้าสู่นิพพานในปัจจุบันนั่นเอง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อาสวะที่พึงละได้ [6626-6t]</title>
			<itunes:title>อาสวะที่พึงละได้ [6626-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Jun 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/649f11533a996600118e9274/media.mp3" length="27588457" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">649f11533a996600118e9274</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/649f11533a996600118e9274</link>
			<acast:episodeId>649f11533a996600118e9274</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlwasv1hNMhqhK5A0v5RFhzJ/Kbb4OGElaMeZOJzT34FZWD9Kwuh55UG181p549A3CRLrdvvz1cJWz/PLQL9s3N]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#58_อาสวสูตร</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ธรรม 6 ประการ คือ อาสวะที่พึงละได้ด้วย<strong>การสังวร</strong> (การสำรวมอินทรีย์) ด้วย<strong>การใช้สอย</strong> (พิจารณาปัจจัย 4) ด้วย<strong>ความอดกลั้น</strong> (อดทนด้วยความเข้าใจ) <strong>ด้วยการเว้น</strong> (หลีกเลี่ยงที่ “อโคจร”) <strong>การบรรเทา</strong> (ละอกุศลธรรม) และ<strong>การเจริญ </strong>(ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#59_ทารุกัมมิกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ทารุกัมมิกะคหบดี ทรงปรารภเรื่องการทำทานในเนื้อนาบุญ ยากที่คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามจะพึงรู้ได้ โดยยกถึง ภิกษุ 6 จำพวก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภิกษุพึงถูกติเตียน และภิกษุพึงได้รับการสรรเสริญ พระผู้มีพระภาคทรงได้แนะนำให้ทำทานในหมู่ภิกษุ (สังฆทาน)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#58_อาสวสูตร</strong> ผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ธรรม 6 ประการ คือ อาสวะที่พึงละได้ด้วย<strong>การสังวร</strong> (การสำรวมอินทรีย์) ด้วย<strong>การใช้สอย</strong> (พิจารณาปัจจัย 4) ด้วย<strong>ความอดกลั้น</strong> (อดทนด้วยความเข้าใจ) <strong>ด้วยการเว้น</strong> (หลีกเลี่ยงที่ “อโคจร”) <strong>การบรรเทา</strong> (ละอกุศลธรรม) และ<strong>การเจริญ </strong>(ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#59_ทารุกัมมิกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ทารุกัมมิกะคหบดี ทรงปรารภเรื่องการทำทานในเนื้อนาบุญ ยากที่คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามจะพึงรู้ได้ โดยยกถึง ภิกษุ 6 จำพวก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภิกษุพึงถูกติเตียน และภิกษุพึงได้รับการสรรเสริญ พระผู้มีพระภาคทรงได้แนะนำให้ทำทานในหมู่ภิกษุ (สังฆทาน)</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระไตรปิฎกเสียงสากล-ชาติกำเนิด [6625-6t]</title>
			<itunes:title>พระไตรปิฎกเสียงสากล-ชาติกำเนิด [6625-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Jun 2023 21:00:27 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6495d3c150df6b0011da27a0/media.mp3" length="26840567" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6495d3c150df6b0011da27a0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6495d3c150df6b0011da27a0</link>
			<acast:episodeId>6495d3c150df6b0011da27a0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnlJLHygnsbmw3KOk6JiKQ10+sRWR/FhuUWUbBbgqSZ6CQ+26MqbiWuNI38q6r8cixGGvNSDrIlyu5+MYXZpCe4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฏกสากล ฉบับสัชฌายะ </strong>ถือเป็นพระไตรปิฎก(เสียง)สากลฉบับแรกของโลก โดยมีต้นฉบับจากพระไตรปิฎก จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436 โดยตระหนักถึงการออกเสียงปาฬิอย่างถูกต้องก็เพื่อจะรักษาคำสอนเอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ซี่งมี 2 ชุด ได้แก่</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ชุด ภ.ป.ร. </strong>(ต้นฉบับปาฬิภาสา) พ.ศ. 2559&nbsp;พิมพ์ด้วยอักขระเสียงปาฬิ ซึ่งเป็นนวัตกรรม<strong>สัททะอักขะระ-ปาฬิ </strong>เป็นการเขียนเสียงที่ละเอียดแม่นตรง</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ชุด ส.ก.</strong> (โน้ตเสียงปาฬิ) พ.ศ. 2560 พิมพ์ด้วยโน้ตเสียงปาฬิ ซึ่งเป็นชุด<strong>สัททสัญลักษณ์ที่เป็นสากล</strong>ที่สามารถกำหนดจังหวะการแบ่งพยางค์ และระดับเสียงที่ไม่มีวรรณยุกต์สูงต่ำได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และนวัตกรรมการบันทึกเสียงปาฬิรูปแบบนี้ว่า “<em>เสียงสัชฌายะดิจิทัล”</em></p><br><p>............</p><br><p><strong>#57_ฉฬภิชาติสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงปรารภคำถามของท่านพระอานนท์เรื่องการบัญญัติชาติกำเนิด 6 ประเภทของปูรณะ กัสสปะ โดยทรงได้บัญญัติทับลงไปถึงบุคคลที่เกิดมาในตระกูลต่ำและในตระกูลสูง ที่มีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ทุจริต จะมีที่ไปคือนรก และถ้าประพฤติสุจริตจะมีที่ไปคือสวรรค์ และบุคคลที่ได้ออกบวช ละนิวรณ์ 5ได้ มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐาน 4 เจริญโพชฌงค์ 7 ตามความเป็นจริงแล้วได้บรรลุนิพพาน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฏกสากล ฉบับสัชฌายะ </strong>ถือเป็นพระไตรปิฎก(เสียง)สากลฉบับแรกของโลก โดยมีต้นฉบับจากพระไตรปิฎก จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436 โดยตระหนักถึงการออกเสียงปาฬิอย่างถูกต้องก็เพื่อจะรักษาคำสอนเอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ซี่งมี 2 ชุด ได้แก่</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ชุด ภ.ป.ร. </strong>(ต้นฉบับปาฬิภาสา) พ.ศ. 2559&nbsp;พิมพ์ด้วยอักขระเสียงปาฬิ ซึ่งเป็นนวัตกรรม<strong>สัททะอักขะระ-ปาฬิ </strong>เป็นการเขียนเสียงที่ละเอียดแม่นตรง</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ชุด ส.ก.</strong> (โน้ตเสียงปาฬิ) พ.ศ. 2560 พิมพ์ด้วยโน้ตเสียงปาฬิ ซึ่งเป็นชุด<strong>สัททสัญลักษณ์ที่เป็นสากล</strong>ที่สามารถกำหนดจังหวะการแบ่งพยางค์ และระดับเสียงที่ไม่มีวรรณยุกต์สูงต่ำได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และนวัตกรรมการบันทึกเสียงปาฬิรูปแบบนี้ว่า “<em>เสียงสัชฌายะดิจิทัล”</em></p><br><p>............</p><br><p><strong>#57_ฉฬภิชาติสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงปรารภคำถามของท่านพระอานนท์เรื่องการบัญญัติชาติกำเนิด 6 ประเภทของปูรณะ กัสสปะ โดยทรงได้บัญญัติทับลงไปถึงบุคคลที่เกิดมาในตระกูลต่ำและในตระกูลสูง ที่มีความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ทุจริต จะมีที่ไปคือนรก และถ้าประพฤติสุจริตจะมีที่ไปคือสวรรค์ และบุคคลที่ได้ออกบวช ละนิวรณ์ 5ได้ มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐาน 4 เจริญโพชฌงค์ 7 ตามความเป็นจริงแล้วได้บรรลุนิพพาน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อานิสงส์การฟังธรรม [6624-6t]</title>
			<itunes:title>อานิสงส์การฟังธรรม [6624-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Jun 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/648ca87394de070011016c55/media.mp3" length="26166644" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">648ca87394de070011016c55</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/648ca87394de070011016c55</link>
			<acast:episodeId>648ca87394de070011016c55</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmkCckw3ltPurLZ4X4QMXXtEZHSOGMnpqEk3ZO5Fk/6JMSmrXFrDL5HiKM2PvZFWsl7H0k7kmLjwDkUoXiz3OBv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระไตรปิฏกสากล พ.ศ. 2548 <strong>“ปาฬิภาสา อักษรโรมัน”</strong> (ฉบับมหาสังคีติ) เป็นพระไตรปิฏกฉบับที่จัดทำขึ้นให้มีเนื้อหาที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด โดยนำเอาต้นฉบับมาจากการสังคายนาพระไตรปิฎกนานาชาติ พ.ศ. 2500&nbsp;(ฉบับฉัฏฐสังคีติ) ในประเทศพม่า ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ทรงเป็นหนึ่งในผู้แทนคณะสงฆ์ไทยที่ได้ร่วมทำการสังคายนาในครั้งนั้นด้วย มาขยายผลตรวจทานแก้ไขจุดบกพร่อง โดยมีการคิดค้นระบบอ้างอิง เพื่อที่จะอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่มาได้ถูกต้อง</p><br><p>และการที่เราถอดอักษร (Transliteration) จากอักษรพม่ามาเป็นอักษรโรมัน ก็เพื่อความเป็นสากล (นานาชาติ) ที่สามารถใช้แปลกันได้ทั่วโลก แต่เพราะการออกเสียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น จึงทำให้ต้องมีระบบการถอดเสียง (Transcription) หรือที่เรียกว่า <strong>“สัททะอักขระ”</strong> ซึ่งเป็นการเขียนเสียงด้วยอักษรเสียง มาพิมพ์เป็นดัชนีเก็บไว้ข้างหลังพระไตรปิฏกอักษรโรมัน เพื่อให้มีการออกเสียงให้ชัดเจนถูกต้อง</p><br><p><strong>#56_ผัคคุณสูตร </strong>ว่าด้วยพระผัคคุณะผู้อาพาธ มีเวทนาอย่างแรงกล้า แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็มีอาการสงบ และได้ดับขันธ์ลงด้วยมีอินทรีย์ผ่องใส เพราะอานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถึงธรรม 6 ประการที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งการบรรลุธรรม&nbsp;</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระไตรปิฏกสากล พ.ศ. 2548 <strong>“ปาฬิภาสา อักษรโรมัน”</strong> (ฉบับมหาสังคีติ) เป็นพระไตรปิฏกฉบับที่จัดทำขึ้นให้มีเนื้อหาที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด โดยนำเอาต้นฉบับมาจากการสังคายนาพระไตรปิฎกนานาชาติ พ.ศ. 2500&nbsp;(ฉบับฉัฏฐสังคีติ) ในประเทศพม่า ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ทรงเป็นหนึ่งในผู้แทนคณะสงฆ์ไทยที่ได้ร่วมทำการสังคายนาในครั้งนั้นด้วย มาขยายผลตรวจทานแก้ไขจุดบกพร่อง โดยมีการคิดค้นระบบอ้างอิง เพื่อที่จะอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่มาได้ถูกต้อง</p><br><p>และการที่เราถอดอักษร (Transliteration) จากอักษรพม่ามาเป็นอักษรโรมัน ก็เพื่อความเป็นสากล (นานาชาติ) ที่สามารถใช้แปลกันได้ทั่วโลก แต่เพราะการออกเสียงที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น จึงทำให้ต้องมีระบบการถอดเสียง (Transcription) หรือที่เรียกว่า <strong>“สัททะอักขระ”</strong> ซึ่งเป็นการเขียนเสียงด้วยอักษรเสียง มาพิมพ์เป็นดัชนีเก็บไว้ข้างหลังพระไตรปิฏกอักษรโรมัน เพื่อให้มีการออกเสียงให้ชัดเจนถูกต้อง</p><br><p><strong>#56_ผัคคุณสูตร </strong>ว่าด้วยพระผัคคุณะผู้อาพาธ มีเวทนาอย่างแรงกล้า แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็มีอาการสงบ และได้ดับขันธ์ลงด้วยมีอินทรีย์ผ่องใส เพราะอานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถึงธรรม 6 ประการที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งการบรรลุธรรม&nbsp;</p><br><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความสมดุลแห่งอินทรีย์สู่การบรรลุธรรม [6623-6t]</title>
			<itunes:title>ความสมดุลแห่งอินทรีย์สู่การบรรลุธรรม [6623-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Jun 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64836bea9d79eb0011f3bd1b/media.mp3" length="27956173" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64836bea9d79eb0011f3bd1b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64836bea9d79eb0011f3bd1b</link>
			<acast:episodeId>64836bea9d79eb0011f3bd1b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkmK6ei38gIOpNc3dkIprV3HPt+CQbKNVXYcCRN9gOJBAUbIGzWnTfnYK31jIRPLrMe9g4DKvey0ouFwKosYdJ3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระไตรปิฎก เดิมเรียกว่า <strong>“พระธรรมวินัย”</strong> (คือ พระธรรม กับพระวินัย) และสาเหตุของการสังคายนาพระไตรปิฎกเนื่องจากมีอธิกรณ์เกิดมากขึ้น จึงจัดให้มีการประชุมของพระสงฆ์เพื่อทำการจัดระเบียบหมวดหมู่หลักคำสอน </p><br><p><strong>ประวัติการทำสังคายนาพระไตรปิฎก</strong>เกิดขึ้นหลายครั้ง นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานจนถึงปัจจุบัน การนับจำนวนก็ยังไม่มีข้อยุติ</p><br><p>การทำสังคายนาในประเทศศรีลังกา เมื่อปี พ.ศ. 433 ได้มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลานแทนการท่องจำหรือ “มุขปาฐะ”</p><p><strong>ในประเทศไทย </strong>เมื่อปี พ.ศ. 2020 ที่วัดโพธาราม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระเจ้าติโลกราชเป็นองค์ราชูปถัมภ์ การสังคายนาครั้งนี้ได้จารึกพระไตรปิฎกโดยใช้อักษรไทยล้านนา</p><br><p>............</p><br><p><strong>#55_โสณสูตร</strong> ท่านพระโสณะปรารภความเพียรหนักเกินไปโดยเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก จึงมีจิตฟุ้งซ่านท้อแท้จะบอกลาคืนสิกขา พระผู้มีพระภาคทรงทราบและได้ตรัสสอนท่านพระโสณะให้ตั้งความเพียรแต่พอดี ให้ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน หลังจากนั้นไม่นานท่านพระโสณะก็บรรลุอรหันต์ แล้วได้พยากรณ์อรหัตตผลในฐานะ 6 ประการ คือ น้อมไปในเนกขัมมะ / ปวิเวก / ความไม่เบียดเบียน / สิ้นตัณหา / สิ้นอุปาทาน / ไม่ลุ่มหลง เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ และโมหะ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระไตรปิฎก เดิมเรียกว่า <strong>“พระธรรมวินัย”</strong> (คือ พระธรรม กับพระวินัย) และสาเหตุของการสังคายนาพระไตรปิฎกเนื่องจากมีอธิกรณ์เกิดมากขึ้น จึงจัดให้มีการประชุมของพระสงฆ์เพื่อทำการจัดระเบียบหมวดหมู่หลักคำสอน </p><br><p><strong>ประวัติการทำสังคายนาพระไตรปิฎก</strong>เกิดขึ้นหลายครั้ง นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานจนถึงปัจจุบัน การนับจำนวนก็ยังไม่มีข้อยุติ</p><br><p>การทำสังคายนาในประเทศศรีลังกา เมื่อปี พ.ศ. 433 ได้มีการจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลานแทนการท่องจำหรือ “มุขปาฐะ”</p><p><strong>ในประเทศไทย </strong>เมื่อปี พ.ศ. 2020 ที่วัดโพธาราม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระเจ้าติโลกราชเป็นองค์ราชูปถัมภ์ การสังคายนาครั้งนี้ได้จารึกพระไตรปิฎกโดยใช้อักษรไทยล้านนา</p><br><p>............</p><br><p><strong>#55_โสณสูตร</strong> ท่านพระโสณะปรารภความเพียรหนักเกินไปโดยเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก จึงมีจิตฟุ้งซ่านท้อแท้จะบอกลาคืนสิกขา พระผู้มีพระภาคทรงทราบและได้ตรัสสอนท่านพระโสณะให้ตั้งความเพียรแต่พอดี ให้ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน หลังจากนั้นไม่นานท่านพระโสณะก็บรรลุอรหันต์ แล้วได้พยากรณ์อรหัตตผลในฐานะ 6 ประการ คือ น้อมไปในเนกขัมมะ / ปวิเวก / ความไม่เบียดเบียน / สิ้นตัณหา / สิ้นอุปาทาน / ไม่ลุ่มหลง เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ และโมหะ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต มหาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การบริภาษเพื่อนพรหมจารี [6622-6t]</title>
			<itunes:title>การบริภาษเพื่อนพรหมจารี [6622-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Jun 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/647a3db84de19a0011558c35/media.mp3" length="27436721" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">647a3db84de19a0011558c35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/647a3db84de19a0011558c35</link>
			<acast:episodeId>647a3db84de19a0011558c35</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl8JMAEV0Gly33AJA/JqcQmqCCPP72sWlFTT51VxnosVEng/6te8JlQJZKKmF+44H1j3UiDEHW3vjeBt369Li2a]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>วันวิสาขบูชา</strong> เป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติ และปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แทน</p><br><p>............</p><br><p><strong>การทำสังคายนาครั้งที่ 1</strong> ได้จัดขึ้นที่ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ ตามคำปรารภของพระมหากัสสปเถระ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ 7 เดือนจึงแล้วเสร็จ</p><br><p><strong>การทำสังคายนาครั้งที่ 2</strong> เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสกากัณฑกบุตร พบเห็นข้อปฏิบัติย่อหย่อน 10 ประการ </p><br><p>&nbsp;............</p><br><p><strong>#54_ธัมมิกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง “สมณธรรม” ได้ตรัสกับท่านพระธัมมิกะ โดยยกครู 6 ท่านกับเหล่าสาวกที่มีจิตเลื่อมใสและใม่เลื่อมใส จะมีภพที่ไปในเบื้องหน้าแตกต่างกัน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>วันวิสาขบูชา</strong> เป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติ และปีนี้เป็นปีอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แทน</p><br><p>............</p><br><p><strong>การทำสังคายนาครั้งที่ 1</strong> ได้จัดขึ้นที่ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ ตามคำปรารภของพระมหากัสสปเถระ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ 7 เดือนจึงแล้วเสร็จ</p><br><p><strong>การทำสังคายนาครั้งที่ 2</strong> เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 100 ข้อปรารภในการทำสังคายนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พระยสกากัณฑกบุตร พบเห็นข้อปฏิบัติย่อหย่อน 10 ประการ </p><br><p>&nbsp;............</p><br><p><strong>#54_ธัมมิกสูตร</strong> พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง “สมณธรรม” ได้ตรัสกับท่านพระธัมมิกะ โดยยกครู 6 ท่านกับเหล่าสาวกที่มีจิตเลื่อมใสและใม่เลื่อมใส จะมีภพที่ไปในเบื้องหน้าแตกต่างกัน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความไม่ประมาท [6621-6t]</title>
			<itunes:title>ความไม่ประมาท [6621-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 May 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6470eeea4ec2ce00115d4084/media.mp3" length="26881053" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6470eeea4ec2ce00115d4084</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6470eeea4ec2ce00115d4084</link>
			<acast:episodeId>6470eeea4ec2ce00115d4084</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn8+6q9c8P+2gRX2xiKG98rsPzbk56AHnooB8UcuEHeHaP8GyyRgXOeyQkT7nPBImeF98W5+Q/94S1+lLpK9U0e]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>จุดเริ่มของการสังคายนาพระไตรปิฎก :</strong></p><p><strong>“สังคายนา”</strong> หรือ <strong>“สังคีติ”</strong> คือ การจัดระเบียบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ สะดวกแก่การจดจำ (ใช้ระบบท่องจำ)</p><p>"สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน มีมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่แล้ว โดยท่านพระสารีบุตรมีการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแสดงตามลำดับหมวด ตั้งแต่หมวดหนึ่ง ไปจนถึงหมวดสิบตามหลักฐานที่ปรากฏใน<strong>ปาสาทิกสูตร </strong>และ<strong>สังคีติสูตร</strong></p><br><p><strong>ความแตกต่างของเถรวาท และ อาจริยวาท :&nbsp;</strong></p><p><strong>เถรวาท</strong> คือ คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก</p><p><strong>อาจริยวาท</strong> คือ ถือตามคำสอนของอาจารย์ของตน (นิกายมหายาน)</p><p>............</p><br><p><strong>#53_อัปปมาทสูตร</strong> พราหมณ์คนหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง (ในภพนี้ และ ภพหน้า) มีอยู่หรือไม่? โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบธรรมข้อนั้นคือ “ความไม่ประมาท” และได้ยกอุปมา-อุปไมยใน 6 อย่าง</p><br><p><strong>#54_ ธัมมิกสูตร</strong> ว่าด้วยท่านพระธัมมิกะเป็นเจ้าอาวาสชอบด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีพวกภิกษุ อาคันตุกะด้วยวาจา ซึ่งเป็นเหตุให้พวกอุบาสกและอุบาสิกาขอท่านพระธัมมิกะหลีกไปจากอาวาสถึง 7 แห่ง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>จุดเริ่มของการสังคายนาพระไตรปิฎก :</strong></p><p><strong>“สังคายนา”</strong> หรือ <strong>“สังคีติ”</strong> คือ การจัดระเบียบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ สะดวกแก่การจดจำ (ใช้ระบบท่องจำ)</p><p>"สังคายนา" หมายถึง สวดพร้อมกัน มีมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่แล้ว โดยท่านพระสารีบุตรมีการรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแสดงตามลำดับหมวด ตั้งแต่หมวดหนึ่ง ไปจนถึงหมวดสิบตามหลักฐานที่ปรากฏใน<strong>ปาสาทิกสูตร </strong>และ<strong>สังคีติสูตร</strong></p><br><p><strong>ความแตกต่างของเถรวาท และ อาจริยวาท :&nbsp;</strong></p><p><strong>เถรวาท</strong> คือ คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก</p><p><strong>อาจริยวาท</strong> คือ ถือตามคำสอนของอาจารย์ของตน (นิกายมหายาน)</p><p>............</p><br><p><strong>#53_อัปปมาทสูตร</strong> พราหมณ์คนหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง (ในภพนี้ และ ภพหน้า) มีอยู่หรือไม่? โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบธรรมข้อนั้นคือ “ความไม่ประมาท” และได้ยกอุปมา-อุปไมยใน 6 อย่าง</p><br><p><strong>#54_ ธัมมิกสูตร</strong> ว่าด้วยท่านพระธัมมิกะเป็นเจ้าอาวาสชอบด่า บริภาษ เบียดเบียน ทิ่มแทง เสียดสีพวกภิกษุ อาคันตุกะด้วยวาจา ซึ่งเป็นเหตุให้พวกอุบาสกและอุบาสิกาขอท่านพระธัมมิกะหลีกไปจากอาวาสถึง 7 แห่ง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ฉลาดในภาษา รู้เขา และรู้เรา [6620-6t]</title>
			<itunes:title>ผู้ฉลาดในภาษา รู้เขา และรู้เรา [6620-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 May 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6467c27803f4220011aa9caf/media.mp3" length="25247742" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6467c27803f4220011aa9caf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6467c27803f4220011aa9caf</link>
			<acast:episodeId>6467c27803f4220011aa9caf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYk9C+vKti6WYsm0rUMl+WdGlJ7G1xmAXWu76joo0xMtSiEKhcy52keNJy8cBgmcP0idcZ0q5yb/HKnj003npW6u]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สมเด็จฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล ตามรอยประวัติศาสตร์พระไตรปิฎก จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436 ซึ่งโครงการพระไตรปิฎกสากลได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน</p><p>6 พฤศภาคม​ พ.ศ. 2566 นีั​ รัฐบาลไทยจะเริ่มเฉลิมพระเกียรติ​ 100 ปี​ วันประสูติ​ และในต่างประเทศ​ องค์กร​ UNESCO​ ณ​ กรุงปารีส​ จะประกาศยกย่อง​ ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก​ 2023</p><br><p>............</p><br><p><strong>#51_อานันทสูตร </strong>ท่านพระอานนท์ได้เรียนถามท่านพระสารีบุตรถึงความไม่เลอะเลือนแห่งธรรมมีด้วยเหตุเท่าไร? ท่านพระสารีบุตรยกให้ท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพหูสูต เป็นผู้แสดงธรรมในข้อนี้แทน ซึ่งได้แก่ การเรียนธรรม แสดงธรรม บอกธรรม สาธยายธรรม ตรึกตรองตาม อยู่ในอาวาสที่มีภิกษุเถระผู้เป็นพหูสูต</p><br><p><strong>#52_ขัตติยสูตร </strong>ได้กล่าวถึง ความประสงค์ ความต้องการในบุคคลแต่ละประเภทได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สตรี โจร สมณะ ว่ามีความประสงค์อะไร นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สมเด็จฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล ตามรอยประวัติศาสตร์พระไตรปิฎก จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436 ซึ่งโครงการพระไตรปิฎกสากลได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน</p><p>6 พฤศภาคม​ พ.ศ. 2566 นีั​ รัฐบาลไทยจะเริ่มเฉลิมพระเกียรติ​ 100 ปี​ วันประสูติ​ และในต่างประเทศ​ องค์กร​ UNESCO​ ณ​ กรุงปารีส​ จะประกาศยกย่อง​ ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก​ 2023</p><br><p>............</p><br><p><strong>#51_อานันทสูตร </strong>ท่านพระอานนท์ได้เรียนถามท่านพระสารีบุตรถึงความไม่เลอะเลือนแห่งธรรมมีด้วยเหตุเท่าไร? ท่านพระสารีบุตรยกให้ท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพหูสูต เป็นผู้แสดงธรรมในข้อนี้แทน ซึ่งได้แก่ การเรียนธรรม แสดงธรรม บอกธรรม สาธยายธรรม ตรึกตรองตาม อยู่ในอาวาสที่มีภิกษุเถระผู้เป็นพหูสูต</p><br><p><strong>#52_ขัตติยสูตร </strong>ได้กล่าวถึง ความประสงค์ ความต้องการในบุคคลแต่ละประเภทได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สตรี โจร สมณะ ว่ามีความประสงค์อะไร นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การพยากรณ์ที่ไม่น้อมเข้าสู่ตน [6619-6t]</title>
			<itunes:title>การพยากรณ์ที่ไม่น้อมเข้าสู่ตน [6619-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 May 2023 21:00:34 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/645e6942616b8e001169bc8b/media.mp3" length="26023305" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">645e6942616b8e001169bc8b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/645e6942616b8e001169bc8b</link>
			<acast:episodeId>645e6942616b8e001169bc8b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmzZgMZgRFLXXQc+JZFCYluBMD1xlQJqTrtOmjXMRlYcaqJzbk2Eb91m5f+G7gqoyWcW2Av26CaAqZ0ZomlW4DD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ</strong> พ.ศ. 2559 เป็นนวัตกรรมการพิมพ์ด้วย อักษรเสียงอ่าน ที่เรียกว่า สัญลักษณ์ทางเสียง หรือ <strong>"สัททสัญลักษณ์"</strong> (Phonetic Symbol) โดยคำว่า <strong>สัชฌายะ</strong> หมายถึง การท่องจำออกเสียงพระไตรปิฎกให้ขึ้นใจ โดยสร้างขึ้นต่อเนื่องจากการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสากล อักษรโรมัน พ.ศ. 2548</p><p>พระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ 1. <strong>ชุด ภ.ป.ร.</strong> (ต้นฉบับปาฬิภาสา) 2. <strong>ชุด ส.ก.</strong> (โน้ตเสียงปาฬิ)</p><br><p>…………..</p><br><p><strong>#49_เขมสูตร </strong>ท่านพระเขมะ และท่านพระสุมนะ ได้เข้าไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคกล่าวการพยากรณ์อรหัตผลโดยมีลักษณะที่กล่าวแต่ธรรมโดยไม่น้อมเข้ามาหาตน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#50_อินทริยสังวรสูตร </strong>อุปมาอุปมัยในธรรม 6 ประการ โดยเริ่มจากต่ำ-สูง คือ อินทรียสังวร -&gt; ศีล -&gt; สัมมาสมาธิ -&gt; ยถาภูตญาณทัสสนะ -&gt; นิพพิทา -&gt; วิราคะ -&gt; วิมุตติญาณทัสสนะ อุปมัยลงในต้นไม้ที่มีกิ่ง และใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉันนั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>พระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ</strong> พ.ศ. 2559 เป็นนวัตกรรมการพิมพ์ด้วย อักษรเสียงอ่าน ที่เรียกว่า สัญลักษณ์ทางเสียง หรือ <strong>"สัททสัญลักษณ์"</strong> (Phonetic Symbol) โดยคำว่า <strong>สัชฌายะ</strong> หมายถึง การท่องจำออกเสียงพระไตรปิฎกให้ขึ้นใจ โดยสร้างขึ้นต่อเนื่องจากการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสากล อักษรโรมัน พ.ศ. 2548</p><p>พระไตรปิฎกสากล ฉบับสัชฌายะ แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ 1. <strong>ชุด ภ.ป.ร.</strong> (ต้นฉบับปาฬิภาสา) 2. <strong>ชุด ส.ก.</strong> (โน้ตเสียงปาฬิ)</p><br><p>…………..</p><br><p><strong>#49_เขมสูตร </strong>ท่านพระเขมะ และท่านพระสุมนะ ได้เข้าไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคกล่าวการพยากรณ์อรหัตผลโดยมีลักษณะที่กล่าวแต่ธรรมโดยไม่น้อมเข้ามาหาตน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#50_อินทริยสังวรสูตร </strong>อุปมาอุปมัยในธรรม 6 ประการ โดยเริ่มจากต่ำ-สูง คือ อินทรียสังวร -&gt; ศีล -&gt; สัมมาสมาธิ -&gt; ยถาภูตญาณทัสสนะ -&gt; นิพพิทา -&gt; วิราคะ -&gt; วิมุตติญาณทัสสนะ อุปมัยลงในต้นไม้ที่มีกิ่ง และใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉันนั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่พึงเห็นชัดด้วยตนเอง [6618-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่พึงเห็นชัดด้วยตนเอง [6618-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 May 2023 21:00:45 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/645522ac499b3500119b72c1/media.mp3" length="26635907" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">645522ac499b3500119b72c1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/645522ac499b3500119b72c1</link>
			<acast:episodeId>645522ac499b3500119b72c1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnn5m/5078DnzJ2LQBZufvCMf5WCgmrUKs9LyUR0VqBw9YqBqunBlIAGoBxVuaJ7fYIYqmb1ylrcZDwPyTV6Nw3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ความเป็นมาของพระไตรปิฎกสากล</strong></p><p>ปี พ.ศ. 2436 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดให้เปลี่ยนจากการบันทึก ปาฬิภาสา-อักษรขอมที่จารด้วยมือบนใบลาน เป็นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยของยุคนั้น ตีพิมพ์ชุดหนังสือพระไตรปิฏกปาฬิ-อักขะระสยามชุดแรกของโลก (ฉบับ จ.ป.ร. อักษรสยาม) และในปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล (อักษรโรมัน) ตามรอยประวัติศาสตร์พระไตรปิฎฉบับ จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436</p><br><p><strong>#46_มหาจุนทสูตร </strong>ได้กล่าวถึงภิกษุ 2 ประเภท คือ ฝ่ายสมถะ หรือ ฝ่ายวิปัสสนา ไม่ควรว่ากล่าวรุกรานกัน แต่ควรจะกล่าวสรรเสริญกัน</p><br><p><strong>#47_ปฐมสันทิฏฐิกสูตร </strong>โมฬิยสีวกปริพาชกได้ถามพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเองมีด้วยเหตุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคได้ตอบคำถามแบบถามกลับว่า “เห็นธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปหรือไม่”</p><br><p><strong>#48_ทุติยสันทิฏฐิกสูตร </strong>มีนัยยะเหมือนกันกับข้อ 47 และเพิ่มเหตุแห่งการประทุษร้ายทางกาย วาจา ใจ เข้ามา</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ความเป็นมาของพระไตรปิฎกสากล</strong></p><p>ปี พ.ศ. 2436 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดให้เปลี่ยนจากการบันทึก ปาฬิภาสา-อักษรขอมที่จารด้วยมือบนใบลาน เป็นการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยของยุคนั้น ตีพิมพ์ชุดหนังสือพระไตรปิฏกปาฬิ-อักขะระสยามชุดแรกของโลก (ฉบับ จ.ป.ร. อักษรสยาม) และในปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์การเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล (อักษรโรมัน) ตามรอยประวัติศาสตร์พระไตรปิฎฉบับ จ.ป.ร. อักษรสยาม พ.ศ. 2436</p><br><p><strong>#46_มหาจุนทสูตร </strong>ได้กล่าวถึงภิกษุ 2 ประเภท คือ ฝ่ายสมถะ หรือ ฝ่ายวิปัสสนา ไม่ควรว่ากล่าวรุกรานกัน แต่ควรจะกล่าวสรรเสริญกัน</p><br><p><strong>#47_ปฐมสันทิฏฐิกสูตร </strong>โมฬิยสีวกปริพาชกได้ถามพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็นชัดด้วยตนเองมีด้วยเหตุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคได้ตอบคำถามแบบถามกลับว่า “เห็นธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปหรือไม่”</p><br><p><strong>#48_ทุติยสันทิฏฐิกสูตร </strong>มีนัยยะเหมือนกันกับข้อ 47 และเพิ่มเหตุแห่งการประทุษร้ายทางกาย วาจา ใจ เข้ามา</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเป็นหนี้ [6617-6t]</title>
			<itunes:title>ความเป็นหนี้ [6617-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Apr 2023 17:00:52 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/644be837b303e000117f633a/media.mp3" length="26644998" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">644be837b303e000117f633a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/644be837b303e000117f633a</link>
			<acast:episodeId>644be837b303e000117f633a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn/XGGbOmrd2bHuMMDjeMRWANWF00Mc3DQyBvLFC2YME2cXedvZ+JNyTrmeVicrW9fotk7ANQ4OvHSPXIohXEJx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปาฬิ</strong> คือ เสียงใช้ถ่ายทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันบันทึกเสียงเป็นลายลักษณ์อักษรในพระไตรปิฏกพระพุทธศาสนาเถรวาท (พระไตรปิฎกสากล) โดยอ้างอิงกฎไวยากรณ์กัจจายะนะ-ปาฬิ</p><p>..............</p><p><strong>#45_อิณสูตร</strong> ว่าด้วยความเป็นหนี้ เป็นธรรมที่ยกอุปมาคนจนเข็ญใจ ยากไร้ ย่อมกู้หนี้ เมื่อกู้หนี้แล้ว ย่อมใช้ดอกเบี้ย ถูกทวง ถูกติดตาม ถูกจับคุม ซึ่งเป็นความทุกข์ของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน อุปไมยลงในบุคคลที่ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้เราเรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ในอริยวินัยนี้</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปาฬิ</strong> คือ เสียงใช้ถ่ายทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันบันทึกเสียงเป็นลายลักษณ์อักษรในพระไตรปิฏกพระพุทธศาสนาเถรวาท (พระไตรปิฎกสากล) โดยอ้างอิงกฎไวยากรณ์กัจจายะนะ-ปาฬิ</p><p>..............</p><p><strong>#45_อิณสูตร</strong> ว่าด้วยความเป็นหนี้ เป็นธรรมที่ยกอุปมาคนจนเข็ญใจ ยากไร้ ย่อมกู้หนี้ เมื่อกู้หนี้แล้ว ย่อมใช้ดอกเบี้ย ถูกทวง ถูกติดตาม ถูกจับคุม ซึ่งเป็นความทุกข์ของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน อุปไมยลงในบุคคลที่ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้เราเรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้ในอริยวินัยนี้</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเป็นมาของพระไตรปิฎกสากล และมิคสาลาอุบาสิกา [6616-6t]</title>
			<itunes:title>ความเป็นมาของพระไตรปิฎกสากล และมิคสาลาอุบาสิกา [6616-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Apr 2023 21:00:52 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/644296f0c9ba5a0011e106be/media.mp3" length="25598705" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">644296f0c9ba5a0011e106be</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/644296f0c9ba5a0011e106be</link>
			<acast:episodeId>644296f0c9ba5a0011e106be</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnO5YQYNFQv/FBX/ftL4I1Qp14FQwr/1Eh1MPON2cFgEhCmrkjLffNMZ+MKMMic9pOghTfKd+F78bJo7xNAZiA/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>รายการธรรมะรับอรุณ โดยมูลนิธิปัญญาภาวนา </strong>ได้จัดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฟังได้สะดวก และง่ายต่อการเข้าถึงสื่อธรรมะในรูปแบบต่างๆ ของมูลนิธิ จึงได้วางรูปแบบ และระบบไว้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์</p><br><p><strong>พระไตรปิฎกสากล </strong>ภาษาที่ใช้ในการสืบทอดคำสอน (บอก) เป็นภาษา “ปาฬิ” เท่านั้น ส่วนคำอธิบายใช้ภาษาอื่นในปัจจุบันได้ เพื่อป้องกันเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอน</p><br><p><strong>#44_มิคสาลาสูตร </strong>มิคสาลาอุบาสิกาได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์แล้วได้เรียนถามธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า “คน 2 คน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ อีกคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นผู้มีคติเสมอเหมือนกันในสัมปรายภพ” จะพึงรู้ได้อย่างไร? พระอานนท์ได้นำความนี้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค แล้วพระองค์ได้ตอบถึงญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์แก่กล้าของบุคคลในพระองค์ และได้ยกธรรม 6 ข้อ ที่เป็นคู่เหมือนและคู่ต่างที่ทำให้บุคคลหลังจากตายแล้วไปในที่ต่างกัน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>รายการธรรมะรับอรุณ โดยมูลนิธิปัญญาภาวนา </strong>ได้จัดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฟังได้สะดวก และง่ายต่อการเข้าถึงสื่อธรรมะในรูปแบบต่างๆ ของมูลนิธิ จึงได้วางรูปแบบ และระบบไว้เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์</p><br><p><strong>พระไตรปิฎกสากล </strong>ภาษาที่ใช้ในการสืบทอดคำสอน (บอก) เป็นภาษา “ปาฬิ” เท่านั้น ส่วนคำอธิบายใช้ภาษาอื่นในปัจจุบันได้ เพื่อป้องกันเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอน</p><br><p><strong>#44_มิคสาลาสูตร </strong>มิคสาลาอุบาสิกาได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์แล้วได้เรียนถามธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า “คน 2 คน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ อีกคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นผู้มีคติเสมอเหมือนกันในสัมปรายภพ” จะพึงรู้ได้อย่างไร? พระอานนท์ได้นำความนี้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค แล้วพระองค์ได้ตอบถึงญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้อินทรีย์แก่กล้าของบุคคลในพระองค์ และได้ยกธรรม 6 ข้อ ที่เป็นคู่เหมือนและคู่ต่างที่ทำให้บุคคลหลังจากตายแล้วไปในที่ต่างกัน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ธัมมิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุบาสิกาผู้อุปัฏฐาก และผู้เพ่งด้วยฌาน [6615-6t]</title>
			<itunes:title>อุบาสิกาผู้อุปัฏฐาก และผู้เพ่งด้วยฌาน [6615-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Apr 2023 21:00:09 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/643965628afaa70011fed7e4/media.mp3" length="25316318" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">643965628afaa70011fed7e4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/643965628afaa70011fed7e4</link>
			<acast:episodeId>643965628afaa70011fed7e4</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkOgW5gATMix0KOWRanJ+cp6nN1CoprkO2PPIW0O47B+6g9THVcgqFD2/NuNx4dZfYVQavzn9dXFKPTiY9wWvoa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>นางอุตตรานันทมารดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เพ่งด้วยฌาน </strong></p><p>ด้วยเหตุที่นางอุตตราเป็นโสดาบัน เมื่อถึงวันเข้าพรรษานางจึงขออนุญาตสามีรักษาอุโบสถศีล แต่สามีไม่อนุญาต บิดาของนางจึงส่งเงินมาให้นางจ้าง นางสิริมา หญิงโสเภณีให้มาทําหน้าที่บำรุงบำเรอสามีแทน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาอาหารเพื่อถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก ฝ่ายนางสิริมาเมื่อเห็นสามียืนมองดูนางอุตตราจัดแจงอาหารอยู่พร้อมรอยยิ้ม จึงเกิดความไม่พอใจ ได้ตักน้ำมันร้อนๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา แต่ด้วยนางอุตตราได้เข้าฌานเจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์ น้ำมันร้อนๆ นั้น ไม่อาจทำอันตรายใดๆ ได้เลย นางสิริมาเห็นเช่นก็ตกใจ กลับได้สติ จึงวิงวอนขอให้นางอุตตรยกโทษให้ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล</p><br><p><strong>พระนางสุปปวาสา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายของมีรสอันประณีต </strong></p><p>พระนางได้ตั้งครรภ์ถึง 7 ปี&nbsp;7 วัน จึงประสูติพระสีวลี และในขณะคลอดได้เกิดทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่พระนางอดกลั้นได้ด้วยการตรึกในพระรัตนตรัย</p><br><p><strong>นางสุปปิยา เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ </strong></p><p>นางได้พบภิกษุไข้รูปหนึ่งทราบว่าท่านควรได้อาหารที่มีรส (เนื้อ) จึงจะจัดมาถวาย แต่ไม่สามารถหาซื้อปวัตตมังสะ (เนื้อที่ขายกันในตลาด) ได้เลย นางจึงสละเนื้อขาของตนปรุงเป็นอาหารถวายแทน ทำให้เป็นเหตุแห่งต้นบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>นางอุตตรานันทมารดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เพ่งด้วยฌาน </strong></p><p>ด้วยเหตุที่นางอุตตราเป็นโสดาบัน เมื่อถึงวันเข้าพรรษานางจึงขออนุญาตสามีรักษาอุโบสถศีล แต่สามีไม่อนุญาต บิดาของนางจึงส่งเงินมาให้นางจ้าง นางสิริมา หญิงโสเภณีให้มาทําหน้าที่บำรุงบำเรอสามีแทน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาอาหารเพื่อถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก ฝ่ายนางสิริมาเมื่อเห็นสามียืนมองดูนางอุตตราจัดแจงอาหารอยู่พร้อมรอยยิ้ม จึงเกิดความไม่พอใจ ได้ตักน้ำมันร้อนๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา แต่ด้วยนางอุตตราได้เข้าฌานเจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์ น้ำมันร้อนๆ นั้น ไม่อาจทำอันตรายใดๆ ได้เลย นางสิริมาเห็นเช่นก็ตกใจ กลับได้สติ จึงวิงวอนขอให้นางอุตตรยกโทษให้ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล</p><br><p><strong>พระนางสุปปวาสา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายของมีรสอันประณีต </strong></p><p>พระนางได้ตั้งครรภ์ถึง 7 ปี&nbsp;7 วัน จึงประสูติพระสีวลี และในขณะคลอดได้เกิดทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่พระนางอดกลั้นได้ด้วยการตรึกในพระรัตนตรัย</p><br><p><strong>นางสุปปิยา เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ </strong></p><p>นางได้พบภิกษุไข้รูปหนึ่งทราบว่าท่านควรได้อาหารที่มีรส (เนื้อ) จึงจะจัดมาถวาย แต่ไม่สามารถหาซื้อปวัตตมังสะ (เนื้อที่ขายกันในตลาด) ได้เลย นางจึงสละเนื้อขาของตนปรุงเป็นอาหารถวายแทน ทำให้เป็นเหตุแห่งต้นบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุบาสิกาแสดงธรรม และผู้อยู่ด้วยเมตตา [6614-6t]</title>
			<itunes:title>อุบาสิกาแสดงธรรม และผู้อยู่ด้วยเมตตา [6614-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Apr 2023 21:00:35 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64302d5d545d9b00113a7685/media.mp3" length="26423384" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64302d5d545d9b00113a7685</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64302d5d545d9b00113a7685</link>
			<acast:episodeId>64302d5d545d9b00113a7685</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYllln7i4svpS2FGtmUz+9MjxBIAgjgQFTr5kM5BTg4oOuI0EyE3zGfXepXuUuT2OA+ZE11dbI/z9md/ffI53mcy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>นางขุชชุตตรา</strong>เป็นหญิงรับใช้คนหลังค่อมของพระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม นางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระนางสามาวดีจึงให้นางเป็นผู้สอนธรรมที่ได้ฟังมานั้นแสดงแก่ตนและหญิงบริวาร 500 คน&nbsp;นางขุชชุตตราเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพหูสูต จึงมีหน้าที่ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วมาแสดงธรรมต่อ</p><br><p><strong>พระนางสามาวดี</strong> อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ด้วยความที่เป็นผู้มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถูกพระนางมาคันทิยา อัครมเหสีอีกคนของพระเจ้าอุเทน ผู้ซึ่งผูกอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า กลั่นแกล้งสาระพัด แต่พระนางก็รอดพ้นมาได้ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สุดท้ายพระนางก็ต้องชดใช้กรรมเก่าที่เคยได้ทำมา ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมด้วยหญิงบริวาร</p><p>ถึงกระนั้น พระนางก็มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาทแก่หญิงบริวาร ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่วๆ ไป แม้ในพระนางคันทิยา ก่อนที่จะถูกไฟเผาถึงแก่กรรม ทำให้บางคนก็บรรลุอนาคามิผล บางคนก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>นางขุชชุตตรา</strong>เป็นหญิงรับใช้คนหลังค่อมของพระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม นางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระนางสามาวดีจึงให้นางเป็นผู้สอนธรรมที่ได้ฟังมานั้นแสดงแก่ตนและหญิงบริวาร 500 คน&nbsp;นางขุชชุตตราเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพหูสูต จึงมีหน้าที่ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วมาแสดงธรรมต่อ</p><br><p><strong>พระนางสามาวดี</strong> อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ด้วยความที่เป็นผู้มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถูกพระนางมาคันทิยา อัครมเหสีอีกคนของพระเจ้าอุเทน ผู้ซึ่งผูกอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า กลั่นแกล้งสาระพัด แต่พระนางก็รอดพ้นมาได้ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สุดท้ายพระนางก็ต้องชดใช้กรรมเก่าที่เคยได้ทำมา ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมด้วยหญิงบริวาร</p><p>ถึงกระนั้น พระนางก็มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาทแก่หญิงบริวาร ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่วๆ ไป แม้ในพระนางคันทิยา ก่อนที่จะถูกไฟเผาถึงแก่กรรม ทำให้บางคนก็บรรลุอนาคามิผล บางคนก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตตคฤหบดี ผู้เลิศในฝ่ายธรรมกถึก [6613-6t]</title>
			<itunes:title>จิตตคฤหบดี ผู้เลิศในฝ่ายธรรมกถึก [6613-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Mar 2023 21:00:48 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/64260499812856001158718e/media.mp3" length="26409696" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64260499812856001158718e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/64260499812856001158718e</link>
			<acast:episodeId>64260499812856001158718e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlDTSXrZoxJ5q2z0fFDdOkog7cBkbelRxsItmU2Ou5bOxpooaK2mA+wMgi3YQhaE4N0L0kPoG/9IjWCzh7Rdyod]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จิตตคฤหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ เมื่อวันที่ท่านเกิดมีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม จึงได้ชื่อว่า จิตตกุมาร</p><br><p>จิตตคฤหบดี ได้มีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ “อัมพาฏการาม” นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ จนได้บรรลุอนาคามิผล ด้วยความที่เป็นผู้เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จิตตคฤหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ เมื่อวันที่ท่านเกิดมีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม จึงได้ชื่อว่า จิตตกุมาร</p><br><p>จิตตคฤหบดี ได้มีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ “อัมพาฏการาม” นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ จนได้บรรลุอนาคามิผล ด้วยความที่เป็นผู้เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนืองๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้เลิศในฝ่ายทายก [6612-6t]</title>
			<itunes:title>อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้เลิศในฝ่ายทายก [6612-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Mar 2023 21:00:36 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/641dabf8ebc81c0011ed037e/media.mp3" length="26372890" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">641dabf8ebc81c0011ed037e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/641dabf8ebc81c0011ed037e</link>
			<acast:episodeId>641dabf8ebc81c0011ed037e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn1E+U+MLwGxhEhqiG9NksfEZe0gVisQxPDthBktEYXetYeCn/HE0EZyto0LFpowpFbjcq+lwBT091aWEuVy23q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>อนาถบิณฑิกเศรษฐี</strong> เมื่อได้ยินชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกจากเศรษฐีน้องเขย ก็รีบไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อฟังธรรม แล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ได้ถวายมหาทานแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าไปกรุงสาวัตถี ระหว่างการเดินทางกลับนั้นก็สละทรัพย์จำนวนมากพร้อมทั้งชักชวนชาวบ้านสร้างวิหารระหว่างทางทุกหนึ่งโยชน์ ได้ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตกุมารราคาเท่าทรัพย์ที่ปูลงในแผ่นดินนั้นสร้างเป็นวัดพระเชตวันถวายพระสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่วัดนี้ถึง 19 พรรษา</p><br><p>เมื่อจะไปสำนักของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่า จะมีอาหารของขบฉันตามกาลไปด้วยเสมอ ระหว่างที่เข้าเฝ้าก็ไม่เคยถามปัญหากับพระพุทธเจ้าด้วยเกรงพระองค์จะเหน็ดเหนื่อย ท่านมีจิตคิดให้ทาน ทำแต่บุญไว้ตลอด&nbsp;</p><br><p>เมื่อครั้งที่เศรษฐีป่วยหนัก พระสารีบุตรและพระอานนท์ได้ไปเยี่ยม แสดงธรรม เกิดปิติเป็นอันมาก หลังการตายได้ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรที่มีรัศมีกายอันงดงาม</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>อนาถบิณฑิกเศรษฐี</strong> เมื่อได้ยินชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกจากเศรษฐีน้องเขย ก็รีบไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อฟังธรรม แล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ได้ถวายมหาทานแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าไปกรุงสาวัตถี ระหว่างการเดินทางกลับนั้นก็สละทรัพย์จำนวนมากพร้อมทั้งชักชวนชาวบ้านสร้างวิหารระหว่างทางทุกหนึ่งโยชน์ ได้ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตกุมารราคาเท่าทรัพย์ที่ปูลงในแผ่นดินนั้นสร้างเป็นวัดพระเชตวันถวายพระสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่วัดนี้ถึง 19 พรรษา</p><br><p>เมื่อจะไปสำนักของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่า จะมีอาหารของขบฉันตามกาลไปด้วยเสมอ ระหว่างที่เข้าเฝ้าก็ไม่เคยถามปัญหากับพระพุทธเจ้าด้วยเกรงพระองค์จะเหน็ดเหนื่อย ท่านมีจิตคิดให้ทาน ทำแต่บุญไว้ตลอด&nbsp;</p><br><p>เมื่อครั้งที่เศรษฐีป่วยหนัก พระสารีบุตรและพระอานนท์ได้ไปเยี่ยม แสดงธรรม เกิดปิติเป็นอันมาก หลังการตายได้ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรที่มีรัศมีกายอันงดงาม</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระปฏาจาราเถรี ผู้ทรงพระวินัย [6611-6t]</title>
			<itunes:title>พระปฏาจาราเถรี ผู้ทรงพระวินัย [6611-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Mar 2023 21:00:40 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6409da6dbbc03500118b73b2/media.mp3" length="26719222" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6409da6dbbc03500118b73b2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6409da6dbbc03500118b73b2</link>
			<acast:episodeId>6409da6dbbc03500118b73b2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnKOqjPcr2aXZVsvrcGLtm+RoO8gRBL89JoGNaLvWTFo4Y+H/HkxlZma5xdt4+WMAarpj76UzLtD0yo3HXvenff]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>นางปฏาจารา</strong> เป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ได้หนีตามชายรับใช้ออกจากเรือนไป เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ในเวลาใกล้คลอดจึงหนีสามีกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางนั้นเองนางได้สูญเสียสามี และบุตรทั้งสองคนไป พอยั้งสติได้เดินร้องไห้เข้าสู่เมืองสาวัตถี ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งว่า ลมฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลายและเจ้าของเรือนก็ตายไปด้วย</p><br><p>นางปฏาจาราสูญเสียทุกอย่างในเวลาใกล้กันไม่อาจตั้งสติได้ นางไม่รู้สึกถึงผ้าที่นุ่งซึ่งได้หลุดลง แล้ววิ่งบ่นเพ้อเข้าไปยังพระวิหารเชตวันในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท&nbsp;ผู้คนต่างเห็นนางแล้วร้องห้ามอย่าให้คนบ้านั้นเข้ามา แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัส <strong>อนมตัคคปริยายสูตร</strong> เตือนสติ จนนางคลายความโศกเศร้า กลับได้สติดังเดิม และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีกำลังใจขึ้นมา บรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี</p><br><p>วันหนึ่ง นางกำลังเอาหม้อตักน้ำล้างเท้า เทน้ำลง นางถือเอาน้ำนั้นเป็นอารมณ์ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมแห่งปัญจขันธ์ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>นางปฏาจารา</strong> เป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ได้หนีตามชายรับใช้ออกจากเรือนไป เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ในเวลาใกล้คลอดจึงหนีสามีกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางนั้นเองนางได้สูญเสียสามี และบุตรทั้งสองคนไป พอยั้งสติได้เดินร้องไห้เข้าสู่เมืองสาวัตถี ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งว่า ลมฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลายและเจ้าของเรือนก็ตายไปด้วย</p><br><p>นางปฏาจาราสูญเสียทุกอย่างในเวลาใกล้กันไม่อาจตั้งสติได้ นางไม่รู้สึกถึงผ้าที่นุ่งซึ่งได้หลุดลง แล้ววิ่งบ่นเพ้อเข้าไปยังพระวิหารเชตวันในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท&nbsp;ผู้คนต่างเห็นนางแล้วร้องห้ามอย่าให้คนบ้านั้นเข้ามา แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัส <strong>อนมตัคคปริยายสูตร</strong> เตือนสติ จนนางคลายความโศกเศร้า กลับได้สติดังเดิม และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีกำลังใจขึ้นมา บรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี</p><br><p>วันหนึ่ง นางกำลังเอาหม้อตักน้ำล้างเท้า เทน้ำลง นางถือเอาน้ำนั้นเป็นอารมณ์ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมแห่งปัญจขันธ์ ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ภิกษุณี ผู้เลิศ [6610-6t]</title>
			<itunes:title>ภิกษุณี ผู้เลิศ [6610-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Mar 2023 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/640978e0276e6d00111f4e2b/media.mp3" length="26182506" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">640978e0276e6d00111f4e2b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/640978e0276e6d00111f4e2b</link>
			<acast:episodeId>640978e0276e6d00111f4e2b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmDbVEIHmS6IY42Yhbfcsl5vHfVaKXbJ3yrTBCKv/ICFrkKJmD5xpZFc8BXRpJCR/vgE2iadV8DoF1INHIYonr8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้รัตตัญญู</strong></p><p><strong>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี </strong>เป็นพระนางน้าและเป็นพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า&nbsp;หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคต และเหล่าเจ้าศากยะทั้งหลายออกบวชแล้ว พระนางได้ปลงผมแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ นำพาศากิยนารีเป็นบริวารประมาณ 500 เพื่อกราบทูลอ้อนวอนขอบวชแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต</p><p>พระอานนท์จึงช่วยทูลขออนุญาตให้ โดยตรัสถามพระพุทธองค์ว่า “สตรีสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่?” จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต แต่ต้องรับปฏิบัติด้วย<strong>ครุธรรม 8 ประการ </strong>อันเป็นเงื่อนไขให้สตรีอุปสมบทได้<strong> </strong>&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญามาก </strong></p><p><strong>พระเขมาเถรี </strong>เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นสตรีที่มีรูปงามมาก หลงเมามัวในรูปสมบัติของตน พระเจ้าพิมพิสารจึงคิดอุบายให้พระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทำให้พระนางเห็นภาพนิมิตซึ่งแสดงความไม่เที่ยงของสังขาร และได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องราคะ และการกำจัดราคะ พระนางก็บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบความ ทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณีได้&nbsp;</p><br><p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </strong></p><p><strong>พระอุบลวรรณาเถรี</strong> เนื่องจากนางมีความงามมากเป็นที่หมายปองของพระราชาและมหาเศรษฐี เศรษฐีผู้บิดารู้สึกลำบากใจที่จะรักษาน้ำใจของคนทั้งหมดไว้ จึงคิดอุบายให้ธิดาบวช พอบวชได้ไม่นาน ได้เพ่งดูเปลวประทีปแล้วถือเอาเป็นนิมิต ได้บรรลุพระอรหัตผลในเวลานั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้รัตตัญญู</strong></p><p><strong>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี </strong>เป็นพระนางน้าและเป็นพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า&nbsp;หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคต และเหล่าเจ้าศากยะทั้งหลายออกบวชแล้ว พระนางได้ปลงผมแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ นำพาศากิยนารีเป็นบริวารประมาณ 500 เพื่อกราบทูลอ้อนวอนขอบวชแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต</p><p>พระอานนท์จึงช่วยทูลขออนุญาตให้ โดยตรัสถามพระพุทธองค์ว่า “สตรีสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่?” จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต แต่ต้องรับปฏิบัติด้วย<strong>ครุธรรม 8 ประการ </strong>อันเป็นเงื่อนไขให้สตรีอุปสมบทได้<strong> </strong>&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญามาก </strong></p><p><strong>พระเขมาเถรี </strong>เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นสตรีที่มีรูปงามมาก หลงเมามัวในรูปสมบัติของตน พระเจ้าพิมพิสารจึงคิดอุบายให้พระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทำให้พระนางเห็นภาพนิมิตซึ่งแสดงความไม่เที่ยงของสังขาร และได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องราคะ และการกำจัดราคะ พระนางก็บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบความ ทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณีได้&nbsp;</p><br><p><strong>เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </strong></p><p><strong>พระอุบลวรรณาเถรี</strong> เนื่องจากนางมีความงามมากเป็นที่หมายปองของพระราชาและมหาเศรษฐี เศรษฐีผู้บิดารู้สึกลำบากใจที่จะรักษาน้ำใจของคนทั้งหมดไว้ จึงคิดอุบายให้ธิดาบวช พอบวชได้ไม่นาน ได้เพ่งดูเปลวประทีปแล้วถือเอาเป็นนิมิต ได้บรรลุพระอรหัตผลในเวลานั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระกุมารกัสสปะ ผู้เลิศในจิตรกถา [6609-6t]</title>
			<itunes:title>พระกุมารกัสสปะ ผู้เลิศในจิตรกถา [6609-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Mar 2023 21:00:27 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/640226ddfe3f500011f974f5/media.mp3" length="27264749" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">640226ddfe3f500011f974f5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/640226ddfe3f500011f974f5</link>
			<acast:episodeId>640226ddfe3f500011f974f5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmN9MrZxsLaBFBmUUhLgNToG5vx/C8ulFty2dqKdwg7mB7xSkpfO5VOoz1tmt6OaIYA3IxpZ75+kUcJrGlS4Zqe]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มารดาของท่านพระกุมารกัสสปะ เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมิรู้ตัวก่อนออกบวช พระบรมศาสดาก็ทรงทราบความจริงในเรื่องนี้ แต่เพื่อจะเปลื้องความสงสัย จึงรับสั่งให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ๆ ให้มาพร้อมกันแล้วพิสูจน์&nbsp;จึงได้รู้ชัดว่า นางมีครรภ์ตั้งแต่ยังไม่ได้บวช ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่</p><br><p>พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบเรื่องและทรงรับเอาท่านพระกุมารกัสสปะไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อเติบโตเจริญวัยขึ้น พอได้ทราบในชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน เกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช</p><br><p>ครั้นเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้ฟังปัญหาพยากรณ์ 15 ข้อจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา</p><br><p>ท่านมีความสามารถเสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร สมบูรณ์ด้วยข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผล ให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในวิธีการสั่งสอน จึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า <strong>เป็นผู้เลิศในจิตรกถา</strong> คือ แสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตร</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มารดาของท่านพระกุมารกัสสปะ เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมิรู้ตัวก่อนออกบวช พระบรมศาสดาก็ทรงทราบความจริงในเรื่องนี้ แต่เพื่อจะเปลื้องความสงสัย จึงรับสั่งให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ๆ ให้มาพร้อมกันแล้วพิสูจน์&nbsp;จึงได้รู้ชัดว่า นางมีครรภ์ตั้งแต่ยังไม่ได้บวช ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่</p><br><p>พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบเรื่องและทรงรับเอาท่านพระกุมารกัสสปะไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม เมื่อเติบโตเจริญวัยขึ้น พอได้ทราบในชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน เกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช</p><br><p>ครั้นเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้ฟังปัญหาพยากรณ์ 15 ข้อจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา</p><br><p>ท่านมีความสามารถเสดงธรรมได้อย่างวิจิตรพิสดาร สมบูรณ์ด้วยข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผล ให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในวิธีการสั่งสอน จึงได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า <strong>เป็นผู้เลิศในจิตรกถา</strong> คือ แสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตร</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอนุรุทธเถระ ผู้เลิศในทิพยจักษุญาณ [6608-6t_6212]</title>
			<itunes:title>พระอนุรุทธเถระ ผู้เลิศในทิพยจักษุญาณ [6608-6t_6212]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Feb 2023 21:00:06 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63f84ca48ab4310010e9531d/media.mp3" length="24308576" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63f84ca48ab4310010e9531d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63f84ca48ab4310010e9531d</link>
			<acast:episodeId>63f84ca48ab4310010e9531d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm2inT0yh/eLcLspmlysC3eeQN9lZPASWj+gnzxx6BD/t6trMZeWFwVjMxFzI+Un0lESDB5M4cfbI5Qgtp8UwjO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ครั้งสมัย<strong>พระพุทธเจ้าปทุมุตตร</strong> ท่านพระอนุรุทธะได้ตั้งความปรารถนาไว้ในความเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุ ได้ทำการ<strong>บูชาด้วยประทีปอันโอฬาร</strong>ด้วยอธิษฐานว่า จงเป็นอุปนิสัย แก่ทิพยจักษุญาณ</p><br><p>ในสมัยของ<strong>พระพุทธเจ้าโคดม</strong>ของเรานี้ ท่านพระอนุรุทธะเกิดในศากยราชสกุล เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ผู้สุขุมาลชาติ แม้แต่คำว่า “ไม่มี” ก็ไม่เคยรู้จักไม่เคยได้ยินนับตั้งแต่ประสูติมา เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ออกบวชพร้อมกับพระเจ้าภัททิยศากยะ ภัคคุ อานนท์&nbsp;กิมพิละ เทวทัต และอุบาลีซึ่งเป็นภูษามาลา</p><br><p>เมื่อบวชแล้ว ภายในพรรษาแรก พระอนุรุทธะได้สำเร็จทิพยจักษุญาณ ได้ตาทิพย์ หลังจากนั้นท่านได้เรียนกรรมฐานกับท่านพระสารีบุตร ต่อมาท่านได้ไปเจริญสมณธรรมในป่าปาจีนวังสทายวัน โดยตรึกมหาปุริสวิตก และได้บรรลุพระอรหัตผล</p><br><p>ท่านพระอนุรุทธะ ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาค ให้เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นผู้มีทิพยจักษุญาณ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ครั้งสมัย<strong>พระพุทธเจ้าปทุมุตตร</strong> ท่านพระอนุรุทธะได้ตั้งความปรารถนาไว้ในความเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุ ได้ทำการ<strong>บูชาด้วยประทีปอันโอฬาร</strong>ด้วยอธิษฐานว่า จงเป็นอุปนิสัย แก่ทิพยจักษุญาณ</p><br><p>ในสมัยของ<strong>พระพุทธเจ้าโคดม</strong>ของเรานี้ ท่านพระอนุรุทธะเกิดในศากยราชสกุล เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ผู้สุขุมาลชาติ แม้แต่คำว่า “ไม่มี” ก็ไม่เคยรู้จักไม่เคยได้ยินนับตั้งแต่ประสูติมา เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ออกบวชพร้อมกับพระเจ้าภัททิยศากยะ ภัคคุ อานนท์&nbsp;กิมพิละ เทวทัต และอุบาลีซึ่งเป็นภูษามาลา</p><br><p>เมื่อบวชแล้ว ภายในพรรษาแรก พระอนุรุทธะได้สำเร็จทิพยจักษุญาณ ได้ตาทิพย์ หลังจากนั้นท่านได้เรียนกรรมฐานกับท่านพระสารีบุตร ต่อมาท่านได้ไปเจริญสมณธรรมในป่าปาจีนวังสทายวัน โดยตรึกมหาปุริสวิตก และได้บรรลุพระอรหัตผล</p><br><p>ท่านพระอนุรุทธะ ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาค ให้เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นผู้มีทิพยจักษุญาณ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก [6607-6t]</title>
			<itunes:title>พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก [6607-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Feb 2023 21:00:13 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63ef9e961a63070011733dfc/media.mp3" length="25416342" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63ef9e961a63070011733dfc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63ef9e961a63070011733dfc</link>
			<acast:episodeId>63ef9e961a63070011733dfc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnGe8m+QmmD9bcghgOh+2wiMoqn6CQpPrQ9/4cMDN+U1ecFq9nsuFUU08e0v/Tc6hPyeTlOSCxaWyripus5vsHK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในสมัย<strong>พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี</strong> ท่านพระสารีบุตรเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า <strong>“สรทมาณพ”</strong> ได้บวชเป็นฤาษี ครั้งเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี และ<strong>พระนิสภเถระอัครสาวก</strong>แล้ว เกิดตั้งความปรารถนาเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง</p><br><p>ต่อมาในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้เอง <strong>ท่านพระสารีบุตร</strong> และ<strong>ท่านพระโมคคัลลานะ</strong>ได้เที่ยวชมงานมหรสพ แต่เกิดความเบื่อหน่ายจึงออกบวชแสวงหาโมกขธรรมไปในสำนักของสัญชัยปริพาชก และศึกษาจนจบภายในเวลา 2-3 วัน แล้วได้เที่ยวไปยังนิคมอื่นเพื่อแสวงหาโมกขธรรมต่อ </p><br><p>ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้พบท่าน<strong>พระอัสสชิเถระ</strong>ซึ่งมีกิริยาข้อวัตรที่งดงาม เมื่อมีโอกาสจึงได้สอบถามว่า “ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน และศาสดาของท่านมีวาทะอย่างไร” เมื่อท่านพระสารีบุตรได้ทราบความจากท่านพระอัสสชิเถระแล้ว ก็บรรลุเป็นโสดาบัน จึงได้ไปชวนท่านพระโมคคัลลานะไปในสำนักของพระพุทธเจ้าด้วยกัน</p><br><p>ท่านพระสารีบุตรหลังจากบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าแล้วครึ่งเดือน ได้ฟังพระศาสดาทรงแสดง<strong>เวทนาปริคคหสูตร </strong>แก่<strong>ทีฆนขปริพาชก</strong> ผู้เป็นหลานของตนแล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตผลที่<strong>ถ้ำสุกรขาตา</strong> แล้วได้สถาปนาพระสารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้มีปัญญามาก</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในสมัย<strong>พระพุทธเจ้าอโนมทัสสี</strong> ท่านพระสารีบุตรเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า <strong>“สรทมาณพ”</strong> ได้บวชเป็นฤาษี ครั้งเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี และ<strong>พระนิสภเถระอัครสาวก</strong>แล้ว เกิดตั้งความปรารถนาเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง</p><br><p>ต่อมาในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้เอง <strong>ท่านพระสารีบุตร</strong> และ<strong>ท่านพระโมคคัลลานะ</strong>ได้เที่ยวชมงานมหรสพ แต่เกิดความเบื่อหน่ายจึงออกบวชแสวงหาโมกขธรรมไปในสำนักของสัญชัยปริพาชก และศึกษาจนจบภายในเวลา 2-3 วัน แล้วได้เที่ยวไปยังนิคมอื่นเพื่อแสวงหาโมกขธรรมต่อ </p><br><p>ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้พบท่าน<strong>พระอัสสชิเถระ</strong>ซึ่งมีกิริยาข้อวัตรที่งดงาม เมื่อมีโอกาสจึงได้สอบถามว่า “ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน และศาสดาของท่านมีวาทะอย่างไร” เมื่อท่านพระสารีบุตรได้ทราบความจากท่านพระอัสสชิเถระแล้ว ก็บรรลุเป็นโสดาบัน จึงได้ไปชวนท่านพระโมคคัลลานะไปในสำนักของพระพุทธเจ้าด้วยกัน</p><br><p>ท่านพระสารีบุตรหลังจากบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าแล้วครึ่งเดือน ได้ฟังพระศาสดาทรงแสดง<strong>เวทนาปริคคหสูตร </strong>แก่<strong>ทีฆนขปริพาชก</strong> ผู้เป็นหลานของตนแล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตผลที่<strong>ถ้ำสุกรขาตา</strong> แล้วได้สถาปนาพระสารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้มีปัญญามาก</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สุขที่ไม่สะอาด [6606-6t]</title>
			<itunes:title>สุขที่ไม่สะอาด [6606-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Feb 2023 21:00:05 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63e66f04d9fe8c0011f24b04/media.mp3" length="27581675" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63e66f04d9fe8c0011f24b04</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63e66f04d9fe8c0011f24b04</link>
			<acast:episodeId>63e66f04d9fe8c0011f24b04</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmUU8rJ/FrkorgmVbsTX/4J8x8nNbcffq47/ZTvoCNwgAA4zUiUB1iODEAtbTSr5dmnPvN2Ojbu8c/r2fJuQFjP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>#<strong>กิมมิลสูตร</strong>_40 ท่านพระกิมมิละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “เหตุปัจจัยอะไร ที่ทำให้<strong>พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้</strong>นาน และไม่ได้นาน เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว” คำตอบคือ การมี และไม่มี<strong>คารวธรรม 6</strong> นั่นเอง</p><br><p>#<strong>ทารุกขันธสูตร</strong>_41 ท่านพระสารีบุตร ได้เห็นกองฟืนจึงได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า “<strong>ภิกษุผู้มีฤทธิ์</strong> บรรลุความชำนาญทางใจ ถ้าต้องการจะน้อมจิตบอกว่า กองฟืนนี้ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ว่างาม และไม่งาม ย่อมทำได้” เพื่อ<strong>เน้นความไม่เที่ยง</strong>นั่นเอง</p><br><p>#<strong>นาคิตสูตร</strong>_42 ชาวบ้านอิจฉานังคละได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ราวป่าใกล้หมู่บ้าน จึงจะไปเข้าเฝ้าพร้อมได้ส่งเสียงอื้ออึง ทำให้พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระนาคิตะถึง “สุขที่ไม่สะอาด” ซึ่งพระตถาคตไม่ติดในสิ่งนั้น เพราะได้สุขจากความสงบภายใน และได้ยกความต่างของเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน และการอยู่ป่าเป็นวัตร</p><br><p>#<strong>นาคสูตร</strong>_43 พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอุทายีว่า “คนทั้งหลายเห็นช้าง ม้า โค งู ต้นไม้และมนุษย์ร่างใหญ่เท่านั้น จึงกล่าวว่า นาค แต่เราเรียกบุคคลผู้ไม่ทำความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ ผู้ไม่ถึงอคติ และละกิเลสได้แล้ว ว่า นาค”</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>#<strong>กิมมิลสูตร</strong>_40 ท่านพระกิมมิละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “เหตุปัจจัยอะไร ที่ทำให้<strong>พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้</strong>นาน และไม่ได้นาน เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว” คำตอบคือ การมี และไม่มี<strong>คารวธรรม 6</strong> นั่นเอง</p><br><p>#<strong>ทารุกขันธสูตร</strong>_41 ท่านพระสารีบุตร ได้เห็นกองฟืนจึงได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า “<strong>ภิกษุผู้มีฤทธิ์</strong> บรรลุความชำนาญทางใจ ถ้าต้องการจะน้อมจิตบอกว่า กองฟืนนี้ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ว่างาม และไม่งาม ย่อมทำได้” เพื่อ<strong>เน้นความไม่เที่ยง</strong>นั่นเอง</p><br><p>#<strong>นาคิตสูตร</strong>_42 ชาวบ้านอิจฉานังคละได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ราวป่าใกล้หมู่บ้าน จึงจะไปเข้าเฝ้าพร้อมได้ส่งเสียงอื้ออึง ทำให้พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระนาคิตะถึง “สุขที่ไม่สะอาด” ซึ่งพระตถาคตไม่ติดในสิ่งนั้น เพราะได้สุขจากความสงบภายใน และได้ยกความต่างของเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน และการอยู่ป่าเป็นวัตร</p><br><p>#<strong>นาคสูตร</strong>_43 พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอุทายีว่า “คนทั้งหลายเห็นช้าง ม้า โค งู ต้นไม้และมนุษย์ร่างใหญ่เท่านั้น จึงกล่าวว่า นาค แต่เราเรียกบุคคลผู้ไม่ทำความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ ผู้ไม่ถึงอคติ และละกิเลสได้แล้ว ว่า นาค”</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>องค์แห่งทักษิณาทาน [6605-6t]</title>
			<itunes:title>องค์แห่งทักษิณาทาน [6605-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Feb 2023 21:00:30 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63dd1c7acae7a30011ee35da/media.mp3" length="27481880" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63dd1c7acae7a30011ee35da</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63dd1c7acae7a30011ee35da</link>
			<acast:episodeId>63dd1c7acae7a30011ee35da</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkgGpklp1UDLmoEzrp4rVCzsAzdly/iMOmF4LPTl8jiffwYsO5sEER4eUUNGL4O8RJ+3dCfA21McUI2BgHF3lhb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#ทานสูตร_37 </strong>พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการถวายทานของนางนันทมาตาในหมู่ภิกษุมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน ซึ่งเป็นบุญมากไม่มีประมาณที่จะวัดได้ คือ ผู้ให้มีศรัทธาน้อมไป เลื่อมใส ปลื้มใจทั้งก่อนให้ ระหว่างให้ หลังให้ และในผู้รับเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ</p><br><p><strong>#อัตตการีสูตร_38 </strong>พราหมณ์คนหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงความเชื่อของตนว่า “ไม่มีอัตตการ (ไม่มีตนเป็นตัวการ) ไม่มีปรการ (ไม่มีสิ่งอื่นเป็นตัวการ)” พระผู้มีพระภาคได้ยกธาตุความเพียร 6 ประการ มาอธิบายประกอบความเป็นอนัตตา ทำพราหมณ์เกิดเลื่อมใสเป็นโสดาบัน</p><br><p><strong>#นิทานสูตร_39 </strong>เหตุให้เกิดกรรม โดยยกเหตุในส่วนของกรรมไม่ดี คือ โลภะ โทสะ โมหะ ผลคือไปนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต หรือทุคติ และในส่วนของกรรมดี คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ผลคือไปเทวดา มนุษย์ หรือสุคติ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#ทานสูตร_37 </strong>พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการถวายทานของนางนันทมาตาในหมู่ภิกษุมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน ซึ่งเป็นบุญมากไม่มีประมาณที่จะวัดได้ คือ ผู้ให้มีศรัทธาน้อมไป เลื่อมใส ปลื้มใจทั้งก่อนให้ ระหว่างให้ หลังให้ และในผู้รับเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ</p><br><p><strong>#อัตตการีสูตร_38 </strong>พราหมณ์คนหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงความเชื่อของตนว่า “ไม่มีอัตตการ (ไม่มีตนเป็นตัวการ) ไม่มีปรการ (ไม่มีสิ่งอื่นเป็นตัวการ)” พระผู้มีพระภาคได้ยกธาตุความเพียร 6 ประการ มาอธิบายประกอบความเป็นอนัตตา ทำพราหมณ์เกิดเลื่อมใสเป็นโสดาบัน</p><br><p><strong>#นิทานสูตร_39 </strong>เหตุให้เกิดกรรม โดยยกเหตุในส่วนของกรรมไม่ดี คือ โลภะ โทสะ โมหะ ผลคือไปนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต หรือทุคติ และในส่วนของกรรมดี คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ผลคือไปเทวดา มนุษย์ หรือสุคติ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรับอรุณ Live 28 ม.ค. 2566 [6604-6t_Live]</title>
			<itunes:title>ธรรมะรับอรุณ Live 28 ม.ค. 2566 [6604-6t_Live]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Jan 2023 16:50:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:03:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63d55245ff74a500106f86fe/media.mp3" length="111304897" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63d55245ff74a500106f86fe</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63d55245ff74a500106f86fe</link>
			<acast:episodeId>63d55245ff74a500106f86fe</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYmDBn2Lj5KxOpHMDBLJCR7v0HSIWCaN55tv/CXG0gMTCEj8Sz+ZwCbxacmlSR8RYY3U8Oe/xFfszn9DmR6FpK9v]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: </strong>ควรจะพิจารณาเรื่องราวในอดีตอย่างไร ให้อยู่กับปัจจุบัน?</p><p><strong>A: </strong>มีสติอยู่กับปัจจุบัน คือ จะคิดไปในอดีตหรืออนาคตให้มีสติไม่หลงไม่เพลินไปแต่ให้เป็นวิมังสา มีสติไตร่ตรองใคร่ครวญในเรื่องราวนั้นๆ จะช่วยลับปัญญาให้ไวขึ้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>อยู่คนเดียวไม่มีครอบครัว จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้มีความสุข?</p><p><strong>A: </strong>เราจะหาสาระจากสิ่งที่ไม่มีสาระมันจะไม่ได้ แต่ให้เรามาหาสาระ (ความสุข) จาก ศีล สมาธิ และปัญญา </p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>การฟังธรรมะอยู่เรื่อยๆ เป็นเหตุให้เจริญในธรรม?</p><p><strong>A: </strong>การฟังให้มากซึ่งธรรมะเป็นเหตุให้ปัญญาเราเจริญ เป็นทางไปสู่อมตะ คือ นิพพาน</p><br><p><strong>Q: </strong>เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่กลัว</p><p><strong>A: </strong>หิริโอตตัปปะ ความละอายกลัวต่อบาปเป็นความกลัวชนิดที่เป็นกุศลเป็นสิ่งที่ควรมี</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>การบูชาพระปัจเจกพุทโธควรสวดบทบูชาใด?</p><p><strong>A: </strong>พระปัจเจกพุทโธกำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะตรัสรู้ในกาลข้างหน้า จะใช้บทสวดสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้เหมือนกัน</p><br><p><strong>Q:</strong> ในสมัยพุทธกาล คนบรรลุธรรมได้ไวและมีมาก แล้วในปัจจุบันนี้จะบรรลุธรรมได้ไหม?</p><p><strong>A:</strong> ในปัจจุบันคำสอนยังมีอยู่ ให้เรามั่นใจที่จะปฎิบัติตามก็จะบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกัน</p><br><p><strong>Q: </strong>กราบขอพรวันเกิดจากพระอาจารย์</p><p><strong>A: </strong>ให้ระลึกถึงคุณของพ่อแม่ ให้ตั้งใจทำความดีเพื่อให้มีกุศลสืบเนื่องต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: </strong>เป็นอุบาสกยังไม่บวชจะเจริญในธรรมได้ไหม?</p><p><strong>A:</strong> พุทธบริษัท 4 ให้มีธรรม คือ คารวะ6 </p><br><p><strong>Q: </strong>เจอมรสุมชีวิตหรือความเจ็บป่วยจะวางจิตอย่างไร?</p><p><strong>A: </strong>ให้มองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเทวฑูตที่มาเตือนให้เราเร่งทำความดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: </strong>ควรจะพิจารณาเรื่องราวในอดีตอย่างไร ให้อยู่กับปัจจุบัน?</p><p><strong>A: </strong>มีสติอยู่กับปัจจุบัน คือ จะคิดไปในอดีตหรืออนาคตให้มีสติไม่หลงไม่เพลินไปแต่ให้เป็นวิมังสา มีสติไตร่ตรองใคร่ครวญในเรื่องราวนั้นๆ จะช่วยลับปัญญาให้ไวขึ้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>อยู่คนเดียวไม่มีครอบครัว จะปฏิบัติตัวอย่างไรให้มีความสุข?</p><p><strong>A: </strong>เราจะหาสาระจากสิ่งที่ไม่มีสาระมันจะไม่ได้ แต่ให้เรามาหาสาระ (ความสุข) จาก ศีล สมาธิ และปัญญา </p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>การฟังธรรมะอยู่เรื่อยๆ เป็นเหตุให้เจริญในธรรม?</p><p><strong>A: </strong>การฟังให้มากซึ่งธรรมะเป็นเหตุให้ปัญญาเราเจริญ เป็นทางไปสู่อมตะ คือ นิพพาน</p><br><p><strong>Q: </strong>เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่กลัว</p><p><strong>A: </strong>หิริโอตตัปปะ ความละอายกลัวต่อบาปเป็นความกลัวชนิดที่เป็นกุศลเป็นสิ่งที่ควรมี</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: </strong>การบูชาพระปัจเจกพุทโธควรสวดบทบูชาใด?</p><p><strong>A: </strong>พระปัจเจกพุทโธกำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะตรัสรู้ในกาลข้างหน้า จะใช้บทสวดสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้เหมือนกัน</p><br><p><strong>Q:</strong> ในสมัยพุทธกาล คนบรรลุธรรมได้ไวและมีมาก แล้วในปัจจุบันนี้จะบรรลุธรรมได้ไหม?</p><p><strong>A:</strong> ในปัจจุบันคำสอนยังมีอยู่ ให้เรามั่นใจที่จะปฎิบัติตามก็จะบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกัน</p><br><p><strong>Q: </strong>กราบขอพรวันเกิดจากพระอาจารย์</p><p><strong>A: </strong>ให้ระลึกถึงคุณของพ่อแม่ ให้ตั้งใจทำความดีเพื่อให้มีกุศลสืบเนื่องต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: </strong>เป็นอุบาสกยังไม่บวชจะเจริญในธรรมได้ไหม?</p><p><strong>A:</strong> พุทธบริษัท 4 ให้มีธรรม คือ คารวะ6 </p><br><p><strong>Q: </strong>เจอมรสุมชีวิตหรือความเจ็บป่วยจะวางจิตอย่างไร?</p><p><strong>A: </strong>ให้มองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเทวฑูตที่มาเตือนให้เราเร่งทำความดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บ่มสัญญาให้เป็นวิชชา [6603-6t]</title>
			<itunes:title>บ่มสัญญาให้เป็นวิชชา [6603-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Jan 2023 21:00:17 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63ca943deb0a7a0010ec98eb/media.mp3" length="27774988" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63ca943deb0a7a0010ec98eb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63ca943deb0a7a0010ec98eb</link>
			<acast:episodeId>63ca943deb0a7a0010ec98eb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYkLh68kzVvoFlqWi41gG/Q05sfY6Ae+H82lOx7PhDJvH5lLzg84eG1i+hUxl1giKn4XKenqYhBsuYXw81SEvsvi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#35_วิชชาภาคิยสูตร </strong>สัญญา 6 ประการนี้ เป็นส่วนแห่งวิชชา (ความหมายรู้ให้เกิดปัญญา) คือ 1. อนิจจสัญญา-เห็นความไม่เที่ยง 2. อนิจเจ ทุกขสัญญา-สิ่งไม่เที่ยงนั้นเป็นทุกข์ 3. ทุกเข อนัตตสัญญา-สิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเป็นอนัตตา 4. ปหานสัญญา–ละกิเลส 5. วิราคสัญญา-คลายกำหนัด 6. นิโรธสัญญา-ดับกิเลส</p><br><p><strong>#36_วิวาทมูลสูตร </strong>มูลเหตุแห่งวิวาท 6 ประการ คือ บุคคลใดเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้, ลบหลู่ ตีเสมอ, ริษยา มีความตระหนี่, โอ้อวด มีมายา, ปรารถนาชั่วเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ยึดมั่นทิฏฐิของตน บุคคลนั้นไม่มีความเคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์ ย่อมก่อวิวาทให้เกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นไป ไม่ใช่สุข ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก ให้พึงพยายามละมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้น และพึงกระทำไม่ให้ยืดเยื้อต่อไป</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#35_วิชชาภาคิยสูตร </strong>สัญญา 6 ประการนี้ เป็นส่วนแห่งวิชชา (ความหมายรู้ให้เกิดปัญญา) คือ 1. อนิจจสัญญา-เห็นความไม่เที่ยง 2. อนิจเจ ทุกขสัญญา-สิ่งไม่เที่ยงนั้นเป็นทุกข์ 3. ทุกเข อนัตตสัญญา-สิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเป็นอนัตตา 4. ปหานสัญญา–ละกิเลส 5. วิราคสัญญา-คลายกำหนัด 6. นิโรธสัญญา-ดับกิเลส</p><br><p><strong>#36_วิวาทมูลสูตร </strong>มูลเหตุแห่งวิวาท 6 ประการ คือ บุคคลใดเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้, ลบหลู่ ตีเสมอ, ริษยา มีความตระหนี่, โอ้อวด มีมายา, ปรารถนาชั่วเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ยึดมั่นทิฏฐิของตน บุคคลนั้นไม่มีความเคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์ ย่อมก่อวิวาทให้เกิดขึ้นในสงฆ์ ซึ่งเป็นไป ไม่ใช่สุข ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก ให้พึงพยายามละมูลเหตุแห่งวิวาทที่เป็นบาปนั้น และพึงกระทำไม่ให้ยืดเยื้อต่อไป</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญารู้ สู่นิพพาน [6602-6t]</title>
			<itunes:title>ปัญญารู้ สู่นิพพาน [6602-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Jan 2023 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63c152da65ae3d001117b9de/media.mp3" length="27142516" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63c152da65ae3d001117b9de</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63c152da65ae3d001117b9de</link>
			<acast:episodeId>63c152da65ae3d001117b9de</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYl1VALMekqOdhTAwxdMppzD7hGEB+//G/CkFbou/4h5JO9v2jQoYrAX+aw3jYKdr4v2EAF5W2jv2E45tsA8Wjv3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#31_เสขสูตร </strong>ธรรมคู่ตรงข้ามที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้เป็นเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) ธรรม 6 ประการ คือ เป็นผู้ชอบการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย และไม่รู้ประมาณในการบริโภค</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#32_33_ปฐม_ทุติยอปริหานสูตร สูตร 1-2 </strong>พระศาสดาทรงปรารภกับเหล่าภิกษุถึงเทวดาตนหนึ่งมีวรรณะงดงามได้มากราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม (คารวะ 6) คือ เป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในสิกขา ในความไม่ประมาท และในปฏิสันถาร และ <strong>สูตรที่ 2</strong> ต่างกัน 2 ข้อท้าย คือ ความเป็นผู้มีความเคารพในหิริ (อายบาป) และโอตตัปปะ (กลัวบาป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#34_มหาโมคคัลลานสูตร </strong>ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ขึ้นไปในพรหมโลกเพื่อปรารภกับติสสพรหมถึงเทวดาที่มีญาณหยั่งรู้ว่าใครเป็นโสดาบันเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ติสสพรหมได้ตอบว่า เทวดาทั้ง 6 ชั้น ที่มีคุณธรรมโสตาปัตติยังคะ 4 ย่อมมีญาณรู้ว่าตนเป็นโสดาบันเป็นผู้เข้าสู่กระแสนิพพานในวันข้างหน้าแน่นอน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#31_เสขสูตร </strong>ธรรมคู่ตรงข้ามที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้เป็นเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) ธรรม 6 ประการ คือ เป็นผู้ชอบการงาน การพูดคุย การนอนหลับ การคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย และไม่รู้ประมาณในการบริโภค</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#32_33_ปฐม_ทุติยอปริหานสูตร สูตร 1-2 </strong>พระศาสดาทรงปรารภกับเหล่าภิกษุถึงเทวดาตนหนึ่งมีวรรณะงดงามได้มากราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม (คารวะ 6) คือ เป็นผู้มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในสิกขา ในความไม่ประมาท และในปฏิสันถาร และ <strong>สูตรที่ 2</strong> ต่างกัน 2 ข้อท้าย คือ ความเป็นผู้มีความเคารพในหิริ (อายบาป) และโอตตัปปะ (กลัวบาป)</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#34_มหาโมคคัลลานสูตร </strong>ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ขึ้นไปในพรหมโลกเพื่อปรารภกับติสสพรหมถึงเทวดาที่มีญาณหยั่งรู้ว่าใครเป็นโสดาบันเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ติสสพรหมได้ตอบว่า เทวดาทั้ง 6 ชั้น ที่มีคุณธรรมโสตาปัตติยังคะ 4 ย่อมมีญาณรู้ว่าตนเป็นโสดาบันเป็นผู้เข้าสู่กระแสนิพพานในวันข้างหน้าแน่นอน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เทวตาวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ภาวะอันยอดเยี่ยมสู่อมตธรรม [6601-6t]</title>
			<itunes:title>ภาวะอันยอดเยี่ยมสู่อมตธรรม [6601-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Jan 2023 21:00:12 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63b80d425c7f640011a71a94/media.mp3" length="26023188" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63b80d425c7f640011a71a94</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63b80d425c7f640011a71a94</link>
			<acast:episodeId>63b80d425c7f640011a71a94</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnh0s29YR1AD6Y9x7E/0Wc/Ot6j+BInBj3mXwGOeAOB1YSVJ/2vCIDLKvE0Fqz1TOsEv5VM/KNxFVX9SYnP0i/q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#29_อุทายีสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง “อนุสสติฏฐาน” กับท่านพระอุทายี และท่านพระอานนท์ ซึ่งคำตอบของท่านพระอุทายีเป็นปัญญาการระลึกชาติได้ซึ่งยังเป็นโมฆะอยู่ ส่วนท่านพระอานนท์ได้กล่าวทูลในเรื่องของ<strong>ฌาน 1-2-3</strong> เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และ<strong>ฌาน 4</strong> ย่อมรู้แจ้งธาตุ <strong>มนสิการอาโลกสัญญา </strong>(ความสว่าง) เพื่อญาณทัสสนะ <strong>พิจารณากายนี้</strong>โดยความเป็นของปฏิกูล และ<strong>เป็นซากศพ</strong>ที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้าเพื่อละกามราคะ และถอนอัสมิมานะ และพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวเสริมข้อที่ 6 คือ <strong>อิริยาบถรู้ตัวทั่วพร้อม</strong>เพื่อสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>#30_อนุตตริยสูตรภาวะ </strong>บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่น บรรลุที่สุด มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง<strong> </strong>แล้วไปเพื่อได้เห็น..ได้ฟังธรรม..ได้ศรัทธา..ได้บำรุง..ได้ระลึกถึงตถาคต หรือสาวกของตถาคตแล้วได้ศึกษาในไตรสิกขา ซึ่งเป็นภาวะอันยอดเยี่ยมกว่าภาวะทั้งหลาย เพราะเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งในนิพพาน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#29_อุทายีสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคทรงปรารภเรื่อง “อนุสสติฏฐาน” กับท่านพระอุทายี และท่านพระอานนท์ ซึ่งคำตอบของท่านพระอุทายีเป็นปัญญาการระลึกชาติได้ซึ่งยังเป็นโมฆะอยู่ ส่วนท่านพระอานนท์ได้กล่าวทูลในเรื่องของ<strong>ฌาน 1-2-3</strong> เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และ<strong>ฌาน 4</strong> ย่อมรู้แจ้งธาตุ <strong>มนสิการอาโลกสัญญา </strong>(ความสว่าง) เพื่อญาณทัสสนะ <strong>พิจารณากายนี้</strong>โดยความเป็นของปฏิกูล และ<strong>เป็นซากศพ</strong>ที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้าเพื่อละกามราคะ และถอนอัสมิมานะ และพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวเสริมข้อที่ 6 คือ <strong>อิริยาบถรู้ตัวทั่วพร้อม</strong>เพื่อสติสัมปชัญญะ</p><br><p><strong>#30_อนุตตริยสูตรภาวะ </strong>บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่น บรรลุที่สุด มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง<strong> </strong>แล้วไปเพื่อได้เห็น..ได้ฟังธรรม..ได้ศรัทธา..ได้บำรุง..ได้ระลึกถึงตถาคต หรือสาวกของตถาคตแล้วได้ศึกษาในไตรสิกขา ซึ่งเป็นภาวะอันยอดเยี่ยมกว่าภาวะทั้งหลาย เพราะเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งในนิพพาน</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมัยที่ควรพบผู้เจริญภาวนา [6552-6t]</title>
			<itunes:title>สมัยที่ควรพบผู้เจริญภาวนา [6552-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Dec 2022 21:00:15 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63aedea0f429a50011c74fd0/media.mp3" length="27357283" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63aedea0f429a50011c74fd0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63aedea0f429a50011c74fd0</link>
			<acast:episodeId>63aedea0f429a50011c74fd0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlewyzzezh0FdlXc0HkbPoTgplW6IfmLwBb1RGDKqU1dSggPdCLNkquhzxLsKwwLJx+MPQur+f7OjudZobne8hO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#25_อนุสสติฏฐานสูตร </strong>เมื่อตามระลึกถึงอนุสสติฏฐาน 6 ประการนี้แล้ว จิตย่อมไม่ถูกกิเลสกลุ้มรุม เป็นจิตดำเนินไปตรง ทำจิตบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ อันได้แก่ 1. พุทธานุสสติ 2. ธัมมานุสสติ 3. สังฆานุสสติ 4. สีลานุสสติ 5. จาคานุสสติ 6. เทวตานุสสติ</p><br><p><strong>#26_มหากัจจานสูตร </strong>พระมหากัจจานะได้ปรารภการ “บรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” ซึ่งหมายถึง อนุสสติฏฐาน 6 ที่ประกอบด้วยจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ คือ ไม่ว่าเราจะถูกบีบคั้นจากอายตนะ 6&nbsp;อย่างไร ถ้าเราจัดการจิตเราได้อย่างถูกต้องย่อมบรรลุถึงนิพพานได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#27_#28_ปฐม_ทุติยสมยสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุรูปหนึ่ง (สูตร 1) และท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวกับเหล่าภิกษุเถระ (สูตร 2) ถึงสมัยที่ควรเข้าไปพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ ซึ่งก็ได้แก่สมัยที่ถูกนิวรณ์ 5 กลุ้มรุม และไม่รู้นิมิตซึ่งเป็นที่สิ้นอาสวะสำหรับผู้อาศัยมนสิการอยู่&nbsp;เพื่อขอให้ท่านได้แสดงอุบายเป็นเครื่องนำออกจากสิ่งนั้นได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#25_อนุสสติฏฐานสูตร </strong>เมื่อตามระลึกถึงอนุสสติฏฐาน 6 ประการนี้แล้ว จิตย่อมไม่ถูกกิเลสกลุ้มรุม เป็นจิตดำเนินไปตรง ทำจิตบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ อันได้แก่ 1. พุทธานุสสติ 2. ธัมมานุสสติ 3. สังฆานุสสติ 4. สีลานุสสติ 5. จาคานุสสติ 6. เทวตานุสสติ</p><br><p><strong>#26_มหากัจจานสูตร </strong>พระมหากัจจานะได้ปรารภการ “บรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” ซึ่งหมายถึง อนุสสติฏฐาน 6 ที่ประกอบด้วยจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ คือ ไม่ว่าเราจะถูกบีบคั้นจากอายตนะ 6&nbsp;อย่างไร ถ้าเราจัดการจิตเราได้อย่างถูกต้องย่อมบรรลุถึงนิพพานได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#27_#28_ปฐม_ทุติยสมยสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุรูปหนึ่ง (สูตร 1) และท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวกับเหล่าภิกษุเถระ (สูตร 2) ถึงสมัยที่ควรเข้าไปพบภิกษุผู้เจริญภาวนาทางใจ ซึ่งก็ได้แก่สมัยที่ถูกนิวรณ์ 5 กลุ้มรุม และไม่รู้นิมิตซึ่งเป็นที่สิ้นอาสวะสำหรับผู้อาศัยมนสิการอยู่&nbsp;เพื่อขอให้ท่านได้แสดงอุบายเป็นเครื่องนำออกจากสิ่งนั้นได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“ ภัย ” เป็นชื่อของกาม [6551-6t]</title>
			<itunes:title>“ ภัย ” เป็นชื่อของกาม [6551-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Dec 2022 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63a589515d4aaf0010f895ea/media.mp3" length="26576447" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63a589515d4aaf0010f895ea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63a589515d4aaf0010f895ea</link>
			<acast:episodeId>63a589515d4aaf0010f895ea</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYlRQsAQksPe1Smsy9Ab2bBnNCFiHbt67p5TwmDP8n6+deVtDPayq1E5Bpd3TIX5kShdzZ+aWLkh4bpbyQxQ9n92]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#21_สามกสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่วิหารโปกขรณีย์ ใกล้หมู่บ้านสามะ ทรงปรารภเทวดาที่มาเข้าเฝ้ากราบทูลถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม 3 ประการ คือ 1. เป็นผู้ชอบการงาน 2. ชอบการพูดคุย 3. ชอบการนอนหลับ&nbsp;และพระองค์ทรงแสดงปริหานิยธรรมเพิ่มอีก 3 ประการ ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย&nbsp;คิอ 4. ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ 5. เป็นผู้ว่ายาก 6. มีปาปมิตร (มิตรชั่ว)</p><br><p><strong>#22_อปริหานิยสูตร</strong> อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม) คือ ยกเอาธรรมในข้อ #21 ทั้ง 6 ประการ มากล่าวถึงในทางตรงข้ามกัน</p><br><p><strong>#23_ภยสูตร </strong>คำว่า ‘ภัย (อันตราย) ทุกข์ (ยึดถือ) โรค (อ่อนกำลัง) ฝี (จิตกลัดหนอง) เครื่องข้อง (บีบคั้น) เปือกตม (จมอยู่)’ นี้เป็นชื่อของกาม เพราะกามทำให้ผูกพันธ์ มีฉันทะราคะ ลุ่มหลง ก็จะทำให้เกิด ‘ภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องข้อง เปือกตม’ ขึ้นทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า</p><br><p><strong>#24_หิมวันตสูตร </strong>ธรรม 6 ประการนี้ ย่อมทำลายอวิชชาได้ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (สัปปายะ) ในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ ในการออกจากสมาธิ ในความพร้อมแห่งสมาธิ ในอารมณ์แห่งสมาธิ และในอภินิหารแห่งสมาธิ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#21_สามกสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่วิหารโปกขรณีย์ ใกล้หมู่บ้านสามะ ทรงปรารภเทวดาที่มาเข้าเฝ้ากราบทูลถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม 3 ประการ คือ 1. เป็นผู้ชอบการงาน 2. ชอบการพูดคุย 3. ชอบการนอนหลับ&nbsp;และพระองค์ทรงแสดงปริหานิยธรรมเพิ่มอีก 3 ประการ ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย&nbsp;คิอ 4. ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ 5. เป็นผู้ว่ายาก 6. มีปาปมิตร (มิตรชั่ว)</p><br><p><strong>#22_อปริหานิยสูตร</strong> อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม) คือ ยกเอาธรรมในข้อ #21 ทั้ง 6 ประการ มากล่าวถึงในทางตรงข้ามกัน</p><br><p><strong>#23_ภยสูตร </strong>คำว่า ‘ภัย (อันตราย) ทุกข์ (ยึดถือ) โรค (อ่อนกำลัง) ฝี (จิตกลัดหนอง) เครื่องข้อง (บีบคั้น) เปือกตม (จมอยู่)’ นี้เป็นชื่อของกาม เพราะกามทำให้ผูกพันธ์ มีฉันทะราคะ ลุ่มหลง ก็จะทำให้เกิด ‘ภัย ทุกข์ โรค ฝี เครื่องข้อง เปือกตม’ ขึ้นทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า</p><br><p><strong>#24_หิมวันตสูตร </strong>ธรรม 6 ประการนี้ ย่อมทำลายอวิชชาได้ คือ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ (สัปปายะ) ในการให้สมาธิตั้งอยู่ได้ ในการออกจากสมาธิ ในความพร้อมแห่งสมาธิ ในอารมณ์แห่งสมาธิ และในอภินิหารแห่งสมาธิ</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต อนุตตริยวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มรณสติ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง [6550-6t]</title>
			<itunes:title>มรณสติ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง [6550-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Dec 2022 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/639c73cec7334f0011289a17/media.mp3" length="27926265" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">639c73cec7334f0011289a17</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/639c73cec7334f0011289a17</link>
			<acast:episodeId>639c73cec7334f0011289a17</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYnTf24amAXd+gc5wjGJF27O6XfPC0UxFUq3Z3Nn4csyoo2kzrj1RALEZmI2TEwSoPanuN0+ymvCWncHhfg9m1+J]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>#17_โสปปสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภพวกภิกษุใหม่ โดยชี้คุณ และโทษของผู้ที่หาความสุขในการนอน แล้วให้ภิกษุตามประกอบใน อปัณณกปฏิปทา เห็นแจ้งในกุศลธรรม เจริญโพธิปักขิยธรรม จะทำให้ถึงความสิ้นอาสวะได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>&nbsp;#18_มัจฉพันธสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล<strong> </strong>ทรงปรารภชาวประมง แล้วทรงตรัสเรื่อง คนฆ่าปลา ฆ่าโค ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร พรานนก และพรานเนื้อ กระทำด้วยใจที่เป็นบาป เพราะกรรมนั้นจึงไม่มีโภคทรัพย์มาก ยิ่งผู้ที่ฆ่ามนุษย์ ย่อมมีทุกข์มากตลอดกาล ตายแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#19_#20_ปฐม_ทุติยมรณัสสติสูตร (สูตร 1-2) </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คิญชกาวสถาราม ทรงปรารภการเจริญมรณสติ มีอานิสงส์มาก มีอมตะ (นิพพาน) เป็นที่สุด พึงเจริญมรณสติอย่างแรงกล้า เพราะเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น ภัยจากสัตว์ร้าย ลื่นหกล้ม อาหารไม่ย่อย ดี-เสมหะ-ลมพิษกำเริบ จึงพึ่งตั้งสติมั่นในการละอกุศล เจริญแต่กุศลให้มาก</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>#17_โสปปสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภพวกภิกษุใหม่ โดยชี้คุณ และโทษของผู้ที่หาความสุขในการนอน แล้วให้ภิกษุตามประกอบใน อปัณณกปฏิปทา เห็นแจ้งในกุศลธรรม เจริญโพธิปักขิยธรรม จะทำให้ถึงความสิ้นอาสวะได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>&nbsp;#18_มัจฉพันธสูตร </strong>พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล<strong> </strong>ทรงปรารภชาวประมง แล้วทรงตรัสเรื่อง คนฆ่าปลา ฆ่าโค ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร พรานนก และพรานเนื้อ กระทำด้วยใจที่เป็นบาป เพราะกรรมนั้นจึงไม่มีโภคทรัพย์มาก ยิ่งผู้ที่ฆ่ามนุษย์ ย่อมมีทุกข์มากตลอดกาล ตายแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ฯ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>#19_#20_ปฐม_ทุติยมรณัสสติสูตร (สูตร 1-2) </strong>พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คิญชกาวสถาราม ทรงปรารภการเจริญมรณสติ มีอานิสงส์มาก มีอมตะ (นิพพาน) เป็นที่สุด พึงเจริญมรณสติอย่างแรงกล้า เพราะเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น ภัยจากสัตว์ร้าย ลื่นหกล้ม อาหารไม่ย่อย ดี-เสมหะ-ลมพิษกำเริบ จึงพึ่งตั้งสติมั่นในการละอกุศล เจริญแต่กุศลให้มาก</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การอยู่อย่างมีความตายที่เจริญ [6549-6t]</title>
			<itunes:title>การอยู่อย่างมีความตายที่เจริญ [6549-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Dec 2022 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/63931e3b7d7ef50011d0b8ea/media.mp3" length="28020365" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63931e3b7d7ef50011d0b8ea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/63931e3b7d7ef50011d0b8ea</link>
			<acast:episodeId>63931e3b7d7ef50011d0b8ea</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYm5cyO7Rqbv+BGUUTOQeJBp0cfTgQIgHZZ76gAcXnbRVGjq9YK/+aTx8xC58hBL0Dg2o/ZKjykdLCBNSGbXIM1p]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ทบทวนเพิ่มเติม <strong>ข้อ#13_นิสสารณียสูตร </strong>ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวถึง ธาตุที่สลัด 6 ประการ คือ 1. เมตตาเจโตวิมุตติสลัดพยาบาท 2. กรุณาเจโตวิมุตติสลัดวิหิงสา (เบียดเบียน) 3. มุทิตาเจโตวิมุตติสลัดอรติ (อิจฉาริษยา) 4. อุเบกขาเจโตวิมุตติสลัดราคะ 5. อนิมิตตาเจโตวิมุตติ (อรหัตผล) สลัดนิมิต (เครื่องหมาย) ทั้งปวง 6. ที่ถอนอัสมิมานะ (อรหัตมรรค) นี้เป็นธาตุที่สลัดความเคลือบแคลงสงสัย</p><br><p><strong>ข้อ#14_ภัททกสูตร</strong> และ<strong> ข้อ#15_อนุตัปปิยสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย การอยู่อย่างมีความตายที่ไม่เจริญ (มีความหวาดกลัว) และมีกาลกิริยาที่เดือดร้อน (เกิดในอบายภูมิ) คือ เป็นผู้ชอบการงาน ชอบการพูดคุย การนอน การคลุกคลีด้วยหมู่ คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ยินดีธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า</p><br><p><strong>ข้อ#16_นกุลปิตุสูตร นางนกุลมาตา</strong> ได้คลายความกังวลใจให้กับสามีผู้ป่วยเป็นไข้หนัก ว่าไม่ให้กังวลหรือห่วงใยในตัวนาง เพราะการตายของผู้ที่ยังมี ความห่วงใย เป็นทุกข์ และพระผู้มีพระภาคก็ทรงติเตียน เมื่อ<strong>นกุลปิตา</strong>ผู้เป็นสามีได้ฟังธรรม (การครองเรือน) นั้นแล้ว ก็หายจากความเจ็บไข้นั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ทบทวนเพิ่มเติม <strong>ข้อ#13_นิสสารณียสูตร </strong>ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวถึง ธาตุที่สลัด 6 ประการ คือ 1. เมตตาเจโตวิมุตติสลัดพยาบาท 2. กรุณาเจโตวิมุตติสลัดวิหิงสา (เบียดเบียน) 3. มุทิตาเจโตวิมุตติสลัดอรติ (อิจฉาริษยา) 4. อุเบกขาเจโตวิมุตติสลัดราคะ 5. อนิมิตตาเจโตวิมุตติ (อรหัตผล) สลัดนิมิต (เครื่องหมาย) ทั้งปวง 6. ที่ถอนอัสมิมานะ (อรหัตมรรค) นี้เป็นธาตุที่สลัดความเคลือบแคลงสงสัย</p><br><p><strong>ข้อ#14_ภัททกสูตร</strong> และ<strong> ข้อ#15_อนุตัปปิยสูตร </strong>เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย การอยู่อย่างมีความตายที่ไม่เจริญ (มีความหวาดกลัว) และมีกาลกิริยาที่เดือดร้อน (เกิดในอบายภูมิ) คือ เป็นผู้ชอบการงาน ชอบการพูดคุย การนอน การคลุกคลีด้วยหมู่ คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ยินดีธรรมที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า</p><br><p><strong>ข้อ#16_นกุลปิตุสูตร นางนกุลมาตา</strong> ได้คลายความกังวลใจให้กับสามีผู้ป่วยเป็นไข้หนัก ว่าไม่ให้กังวลหรือห่วงใยในตัวนาง เพราะการตายของผู้ที่ยังมี ความห่วงใย เป็นทุกข์ และพระผู้มีพระภาคก็ทรงติเตียน เมื่อ<strong>นกุลปิตา</strong>ผู้เป็นสามีได้ฟังธรรม (การครองเรือน) นั้นแล้ว ก็หายจากความเจ็บไข้นั้น</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน [6548-6t]</title>
			<itunes:title>สารณียธรรม ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน [6548-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Dec 2022 21:00:39 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6389e883fde7e300111e5198/media.mp3" length="27695432" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6389e883fde7e300111e5198</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/6389e883fde7e300111e5198</link>
			<acast:episodeId>6389e883fde7e300111e5198</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f8OQRHke9T1yFmhECyuaSYn/qaav+cziUWJx1hmWnr/2WTGJWwL2+0gRRTEVmSpBgkE5h9IYzXurEGnyGuvU+BeWQ2XVCuspDyp6WI/denYP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สิ่งที่จะทำให้เราระลึกถึงกันได้ ไม่ใช่จิตที่เต็มไปด้วยพยาบาท เบียดเบียน แต่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ ซึ่งก่อให้เกิดความรัก ความเอื้อเฟื้อ ความสามัคคีปองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อ#11_ปฐมสารณียสูตร </strong>ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน คือ ตั้งมั่นเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม บริโภคไม่แบ่งแยก(แบ่งปันสิ่งของให้) มีศีลบริบูรณ์ และ มีอริยทิฐิ(สัมมาทิฐิ)ทั้งต่อหน้าและลับหลัง</p><br><p><strong>ข้อ#12_ทุติยสารณียสูตร </strong>สารณียธรรม 6 ประการที่กล่าวมาแล้วนี้ (<strong>ข้อ#11)</strong> ย่อมเป็นเหตุทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อ#13_นิสสารณียสูตร </strong>ธาตุ(สภาวะว่างจากอัตตา)ที่สลัด เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ฯลฯ ใน 1.เมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดพยาบาท&nbsp;2.กรุณาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดวิหิงสา(เบียดเบียน) 3.มุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดอรติ(อิจฉาริษยา) 4.อุเบกขาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดราคะ 5.อนิมิตตาเจโตวิมุตติ(อรหัตผล)นี้เป็นธาตุที่สลัดนิมิตทั้งปวง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สิ่งที่จะทำให้เราระลึกถึงกันได้ ไม่ใช่จิตที่เต็มไปด้วยพยาบาท เบียดเบียน แต่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ ซึ่งก่อให้เกิดความรัก ความเอื้อเฟื้อ ความสามัคคีปองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&nbsp;</p><br><p><strong>ข้อ#11_ปฐมสารณียสูตร </strong>ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน คือ ตั้งมั่นเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม บริโภคไม่แบ่งแยก(แบ่งปันสิ่งของให้) มีศีลบริบูรณ์ และ มีอริยทิฐิ(สัมมาทิฐิ)ทั้งต่อหน้าและลับหลัง</p><br><p><strong>ข้อ#12_ทุติยสารณียสูตร </strong>สารณียธรรม 6 ประการที่กล่าวมาแล้วนี้ (<strong>ข้อ#11)</strong> ย่อมเป็นเหตุทำให้เป็นที่รัก ที่เคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาท เพื่อความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อ#13_นิสสารณียสูตร </strong>ธาตุ(สภาวะว่างจากอัตตา)ที่สลัด เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ฯลฯ ใน 1.เมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดพยาบาท&nbsp;2.กรุณาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดวิหิงสา(เบียดเบียน) 3.มุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดอรติ(อิจฉาริษยา) 4.อุเบกขาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดราคะ 5.อนิมิตตาเจโตวิมุตติ(อรหัตผล)นี้เป็นธาตุที่สลัดนิมิตทั้งปวง</p><br><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สารณียวรรค&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความสิ้นไปแห่งกิเลส [6545-6t]</title>
			<itunes:title>ความสิ้นไปแห่งกิเลส [6545-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Nov 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f75cda5b-f872-40d3-8897-cb939dc60252/media.mp3" length="27985134" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f75cda5b-f872-40d3-8897-cb939dc60252</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d17</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d17</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZGzr+MSPuMpvfVNPFWRW58]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong><em>การภาวนา </em></strong>เจริญให้มากในสัญญาทั้งหลาย เป็นทางดำเนิน (มรรค) เพื่อความรู้ยิ่ง..เพื่อความจางคลาย..เพื่อดับอวิชชา</p><p>ข้อ#286-#292 ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา (สามเณรีอายุ 18 ปีขึ้นไป) สามเณร สามเณรี อุบาสก และอุบาสิกา ที่มีความประพฤติทุศีล (ศีล 5) ย่อมดำรงอยู่ในนรก และผู้ที่ประพฤติถูกศีลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์</p><p>ข้อ#293-#302 นักบวชนอกศาสนาที่มีความประพฤติทุศีลย่อมดำรงอยู่ในนรก</p><p>ข้อ#303-#1151 ธรรมที่เมื่อเจริญแล้วจะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความสละคืน เพื่อความสิ้นไปแห่งอุปกิเลส (17 อย่าง) อันมี ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ ฯลฯ เป็นต้น ได้แก่ สัญญา 7 ประการ และอาทีนวสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา อินทรีย์ 5 และพละ 5</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สิกขาปทเปยยาล ราคเปยยาล</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong><em>การภาวนา </em></strong>เจริญให้มากในสัญญาทั้งหลาย เป็นทางดำเนิน (มรรค) เพื่อความรู้ยิ่ง..เพื่อความจางคลาย..เพื่อดับอวิชชา</p><p>ข้อ#286-#292 ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา (สามเณรีอายุ 18 ปีขึ้นไป) สามเณร สามเณรี อุบาสก และอุบาสิกา ที่มีความประพฤติทุศีล (ศีล 5) ย่อมดำรงอยู่ในนรก และผู้ที่ประพฤติถูกศีลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์</p><p>ข้อ#293-#302 นักบวชนอกศาสนาที่มีความประพฤติทุศีลย่อมดำรงอยู่ในนรก</p><p>ข้อ#303-#1151 ธรรมที่เมื่อเจริญแล้วจะเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความสละคืน เพื่อความสิ้นไปแห่งอุปกิเลส (17 อย่าง) อันมี ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ ฯลฯ เป็นต้น ได้แก่ สัญญา 7 ประการ และอาทีนวสัญญา อนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา อินทรีย์ 5 และพละ 5</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สิกขาปทเปยยาล ราคเปยยาล</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตระหนี่ธรรม [6544-6t]</title>
			<itunes:title>ตระหนี่ธรรม [6544-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Nov 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/768275c8-6c19-425a-ac46-ed382830306a/media.mp3" length="26391766" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">768275c8-6c19-425a-ac46-ed382830306a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d18</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d18</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Ye1nbwyhVFxyX/rmgHRe1f]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความตระหนี่นี้ มีไปตลอดสายของการปฏิบัติ ซึ่งจะมีความละเอียดลงไปตามลำดับขั้น การมาปฏิบัติก็เพื่อจะละความยึดถือ ก็คือละความตระหนี่เหล่านี้นั่นเอง</p><p>ข้อ#251-#253 ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม ในกลุ่มของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะชนิดที่เป็นอเสขะ (อรหันต์) เป็นผู้ที่ควรแก่การเป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้ให้นิสสัย ผู้ให้สามเณรอุปัฏฐากได้</p><p>ข้อ#254-#263 ความตระหนี่ 5 ประการคือ 1.ตระหนี่อาวาส 2.ตระหนี่ตระกูล 3.ตระหนี่ลาภ 4.ตระหนี่วรรณะ 5.ตระหนี่ธรรม ซึ่ง<strong><em>ความตระหนี่ธรรมจัดว่าน่าเกลียดสุด</em></strong> และผู้ที่ยังละความตระหนี่ไม่ได้ย่อมไม่บรรลุ และผู้ที่ละได้ย่อมบรรลุไล่ตั้งแต่ฌาณ1-4 ไปจนถึงทำให้แจ้งในอริยผลทั้ง 4 ขั้น</p><p>ข้อ#264-#271 ความตระหนี่อีกนัยหนึ่ง ที่มีความหมายและไส้ในเหมือนกันกับข้อ 254-263 แต่ต่างกันตรงข้อสุดท้ายคือ 5.อกตัญญู อกตเวที</p><p>ข้อ#272-#285 คุณสมบัติของภิกษุที่จะมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ในอาวาส คือ ไม่ลำเอียงเพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว และรู้ระบบของงานนั้นๆเป็นอย่างดี เป็นบัณฑิต บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัดทำลาย ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ และคู่ตรงข้ามคือลำเอียง ฯลฯ ย่อมดำรงอยู่ในนรก</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปสัมปทาวรรค สัมมุติเปยยาล</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความตระหนี่นี้ มีไปตลอดสายของการปฏิบัติ ซึ่งจะมีความละเอียดลงไปตามลำดับขั้น การมาปฏิบัติก็เพื่อจะละความยึดถือ ก็คือละความตระหนี่เหล่านี้นั่นเอง</p><p>ข้อ#251-#253 ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม ในกลุ่มของศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะชนิดที่เป็นอเสขะ (อรหันต์) เป็นผู้ที่ควรแก่การเป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้ให้นิสสัย ผู้ให้สามเณรอุปัฏฐากได้</p><p>ข้อ#254-#263 ความตระหนี่ 5 ประการคือ 1.ตระหนี่อาวาส 2.ตระหนี่ตระกูล 3.ตระหนี่ลาภ 4.ตระหนี่วรรณะ 5.ตระหนี่ธรรม ซึ่ง<strong><em>ความตระหนี่ธรรมจัดว่าน่าเกลียดสุด</em></strong> และผู้ที่ยังละความตระหนี่ไม่ได้ย่อมไม่บรรลุ และผู้ที่ละได้ย่อมบรรลุไล่ตั้งแต่ฌาณ1-4 ไปจนถึงทำให้แจ้งในอริยผลทั้ง 4 ขั้น</p><p>ข้อ#264-#271 ความตระหนี่อีกนัยหนึ่ง ที่มีความหมายและไส้ในเหมือนกันกับข้อ 254-263 แต่ต่างกันตรงข้อสุดท้ายคือ 5.อกตัญญู อกตเวที</p><p>ข้อ#272-#285 คุณสมบัติของภิกษุที่จะมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ในอาวาส คือ ไม่ลำเอียงเพราะชอบ เพราะชัง เพราะหลง เพราะกลัว และรู้ระบบของงานนั้นๆเป็นอย่างดี เป็นบัณฑิต บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัดทำลาย ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ และคู่ตรงข้ามคือลำเอียง ฯลฯ ย่อมดำรงอยู่ในนรก</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปสัมปทาวรรค สัมมุติเปยยาล</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธา(ไม่)เฉพาะบุคคล [6543-6t]</title>
			<itunes:title>ศรัทธา(ไม่)เฉพาะบุคคล [6543-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/00a77a61-99e4-4551-a84b-f87f7eef780a/media.mp3" length="26699729" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">00a77a61-99e4-4551-a84b-f87f7eef780a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d19</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d19</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Ytje04GqsoLfUm/GXHoFC/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ความเลื่อมใส</strong>ที่เรามีอย่างถูกต้องในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แม้จะมีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราก็ย่อมทำการปฏิบัติของเราให้เจริญ และงดงามได้ เพราะด้วยศรัทธาที่เราตั้งไว้อย่างถูกต้องแล้ว</p><p>#ข้อ241-#244 (สูตร 1) เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย โทษของทุจริต ทางกาย วาจา และใจ (อกุศลกรรมบถ 10) มีโทษ คือ 1. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ 2. ผู้รู้ย่อมติเตียน 3. กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป 4. หลงลืมสติตาย 5. ตายแล้วไปเกิดในอบาย นรก</p><p>#ข้อ245-#248 (สูตร 2)  จะมีไส้ในเหมือน(สูตร1) มีความแตกต่างในตอนท้าย คือ 4. เสื่อมจากสัทธรรม 5. ตั้งอยู่ในอสัทธรรม</p><p>#ข้อ249 เป็นธรรมที่อุปมาอุปไมยป่าช้ากับคน คือ บุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ย่อมไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น (ชื่อเสีย) มีภัย (ไม่อยากอยู่ด้วย) เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ (คนไม่ดีมาอยู่รวมกัน) เป็นที่คร่ำครวญของคนหมู่มาก (หมดอาลัย)</p><p>#ข้อ250 เมื่อความเลื่อมใสเกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลย่อมมีโทษ คือ เมื่อบุคลที่เราเลื่อมใสถูกยกวัตร ถูกสั่งให้นั่งท้าย ย้ายไปที่อื่น ลาสิกขา หรือทำกาละ จึงไม่เลื่อมใส ไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ได้ฟังธรรมเป็นเหตุให้เสื่อมจากพระสัทธรรม</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุจจริตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ความเลื่อมใส</strong>ที่เรามีอย่างถูกต้องในคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แม้จะมีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เราก็ย่อมทำการปฏิบัติของเราให้เจริญ และงดงามได้ เพราะด้วยศรัทธาที่เราตั้งไว้อย่างถูกต้องแล้ว</p><p>#ข้อ241-#244 (สูตร 1) เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ว่าด้วย โทษของทุจริต ทางกาย วาจา และใจ (อกุศลกรรมบถ 10) มีโทษ คือ 1. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ 2. ผู้รู้ย่อมติเตียน 3. กิตติศัพท์อันชั่วย่อมกระฉ่อนไป 4. หลงลืมสติตาย 5. ตายแล้วไปเกิดในอบาย นรก</p><p>#ข้อ245-#248 (สูตร 2)  จะมีไส้ในเหมือน(สูตร1) มีความแตกต่างในตอนท้าย คือ 4. เสื่อมจากสัทธรรม 5. ตั้งอยู่ในอสัทธรรม</p><p>#ข้อ249 เป็นธรรมที่อุปมาอุปไมยป่าช้ากับคน คือ บุคคลที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ย่อมไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น (ชื่อเสีย) มีภัย (ไม่อยากอยู่ด้วย) เป็นที่อยู่ของอมนุษย์ (คนไม่ดีมาอยู่รวมกัน) เป็นที่คร่ำครวญของคนหมู่มาก (หมดอาลัย)</p><p>#ข้อ250 เมื่อความเลื่อมใสเกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลย่อมมีโทษ คือ เมื่อบุคลที่เราเลื่อมใสถูกยกวัตร ถูกสั่งให้นั่งท้าย ย้ายไปที่อื่น ลาสิกขา หรือทำกาละ จึงไม่เลื่อมใส ไม่คบภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ได้ฟังธรรมเป็นเหตุให้เสื่อมจากพระสัทธรรม</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุจจริตวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมอาวาสให้งดงาม [6542-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมอาวาสให้งดงาม [6542-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:01:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f7492886-0628-4531-8093-1ce370816f2c/media.mp3" length="29373201" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f7492886-0628-4531-8093-1ce370816f2c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1a</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bxfhoEdHWSRMpY06d0/OuZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หมวดว่าด้วย<strong>คุณธรรมของผู้ดูแลอาวาส</strong>นี้ ไม่ใช่เฉพาะกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่หมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรือง และงดงามได้</p><p>#ข้อ231-#234 เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้ ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม มาในหัวข้อที่ต่างกัน สรุปรวมลงไส้ในได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะและอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตและปัญญาวิมุตติ</p><p>#ข้อ235 เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ คือ ให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป</p><p>#ข้อ236-#240 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อที่เหมือนกันว่าด้วย เจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองสรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ไม่พิจารณาไตร่ตรองปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หมวดว่าด้วย<strong>คุณธรรมของผู้ดูแลอาวาส</strong>นี้ ไม่ใช่เฉพาะกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่หมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรือง และงดงามได้</p><p>#ข้อ231-#234 เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้ ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม มาในหัวข้อที่ต่างกัน สรุปรวมลงไส้ในได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะและอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตและปัญญาวิมุตติ</p><p>#ข้อ235 เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์ คือ ให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป</p><p>#ข้อ236-#240 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อที่เหมือนกันว่าด้วย เจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองสรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ไม่พิจารณาไตร่ตรองปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เศร้าหมองเพราะความคุ้นเคย [6541-6t]</title>
			<itunes:title>เศร้าหมองเพราะความคุ้นเคย [6541-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/70f72774-dffc-4922-bf61-fab7e8fcc7b0/media.mp3" length="27617406" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">70f72774-dffc-4922-bf61-fab7e8fcc7b0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1b</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bF3UVgHdXu4DTOqlDw+LTl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การทำความคุ้นเคยอยู่คลุกคลีไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ถ้าไม่สำรวมระมัดระวังเผลอยินดีไปในกาม อาจทำให้ต้องอาบัติเศร้าหมองได้</p><p><strong>ปฐม-ทุติยกุลุปกสูตร</strong> #225_#226 โทษของการเข้าไปสู่เรือนตระกูล และอยู่นานเกินเวลา อาจทำให้ต้องอาบัติเพราะหลีกไปโดยไม่ได้บอกลา ทำให้ได้เห็นหน้ากันเป็นประจำ ได้คลุกคลี นั่งในที่ลับในที่กำบังสองต่อสองกับมาตุคาม และได้บอกสอนพระบาลีเกิน 5-6 คำ เกิดความคุ้นเคยกัน ย่อมมีจิตจดจ่อทำให้ดำริไปในทางกามมาก ไม่ยินดีในการในการประพฤติพรหมจรรย์</p><p><strong>โภคสูตร </strong>#227 โทษของโภคทรัพย์ คือเป็นสาธารณะทั่วไป ถูกทำลายสูญหายได้ด้วย ไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ส่วนอานิสงส์ ทำให้ได้บำรุงเลี้ยงดูตนเอง บิดา-มารดา บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร คนใช้ มิตรอำมาตย์ และบำเพ็ญทักษิณา</p><p><strong>อุสสูรภัตตสูตร </strong>#228การหุ้งต้มอาหารในเวลาสายมีโทษ คือ ไม่ได้ต้อนรับแขก ไม่ได้ทำพลีกรรม ไม่ได้ถวายอาหารแก่สมณะ ทาสกรรมกรและคนใช้หลบหน้าทำงานสาย อาหารมีรสไม่อร่อย</p><p><strong>ปฐม-ทุติยกัณหสัปปสูตร </strong>#229_#230 อุปมาอุปไมยงูเห่ากับมาตุคาม ว่า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มักโกรธและผูกโกรธ มีพิษร้าย (ราคะจัด) น่ากลัว ลิ้นสองแฉก (พูดส่อเสียด) และมักทำร้ายมิตร (นอกใจ)</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทีฆจาริกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การทำความคุ้นเคยอยู่คลุกคลีไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ถ้าไม่สำรวมระมัดระวังเผลอยินดีไปในกาม อาจทำให้ต้องอาบัติเศร้าหมองได้</p><p><strong>ปฐม-ทุติยกุลุปกสูตร</strong> #225_#226 โทษของการเข้าไปสู่เรือนตระกูล และอยู่นานเกินเวลา อาจทำให้ต้องอาบัติเพราะหลีกไปโดยไม่ได้บอกลา ทำให้ได้เห็นหน้ากันเป็นประจำ ได้คลุกคลี นั่งในที่ลับในที่กำบังสองต่อสองกับมาตุคาม และได้บอกสอนพระบาลีเกิน 5-6 คำ เกิดความคุ้นเคยกัน ย่อมมีจิตจดจ่อทำให้ดำริไปในทางกามมาก ไม่ยินดีในการในการประพฤติพรหมจรรย์</p><p><strong>โภคสูตร </strong>#227 โทษของโภคทรัพย์ คือเป็นสาธารณะทั่วไป ถูกทำลายสูญหายได้ด้วย ไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ส่วนอานิสงส์ ทำให้ได้บำรุงเลี้ยงดูตนเอง บิดา-มารดา บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร คนใช้ มิตรอำมาตย์ และบำเพ็ญทักษิณา</p><p><strong>อุสสูรภัตตสูตร </strong>#228การหุ้งต้มอาหารในเวลาสายมีโทษ คือ ไม่ได้ต้อนรับแขก ไม่ได้ทำพลีกรรม ไม่ได้ถวายอาหารแก่สมณะ ทาสกรรมกรและคนใช้หลบหน้าทำงานสาย อาหารมีรสไม่อร่อย</p><p><strong>ปฐม-ทุติยกัณหสัปปสูตร </strong>#229_#230 อุปมาอุปไมยงูเห่ากับมาตุคาม ว่า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มักโกรธและผูกโกรธ มีพิษร้าย (ราคะจัด) น่ากลัว ลิ้นสองแฉก (พูดส่อเสียด) และมักทำร้ายมิตร (นอกใจ)</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทีฆจาริกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อดทนให้เป็นปัญญา [6540-6t]</title>
			<itunes:title>อดทนให้เป็นปัญญา [6540-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/7ba4871c-ee78-468f-81f1-3e095e1b6a5c/media.mp3" length="26508733" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7ba4871c-ee78-468f-81f1-3e095e1b6a5c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1c</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZX+RPsCK325AL+7pHG4ajb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong><em>ความอดทน</em></strong> ไม่ใช่กำลังของคนพาล แต่เป็นกำลังของบัณฑิตที่เห็นโทษอกุศลนั้นด้วยปัญญา</p><p><strong>ทบทวน #ข้อ215-#ข้อ126</strong> ว่าด้วยความไม่อดทน โดยได้ยกเอา <strong><em>เวปจิตติสูตร</em></strong> มาอธิบายเสริมทำความแจ่มแจ้งในเรื่องของการวางจิตในความอดทนเพื่อให้เป็นปัญญา</p><p><strong>ปฐม-ทุติยอปาสาทิกสูตร #ข้อ217-218 </strong>โทษของบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส (ทำผิดวินัย) สูตร 1-2 คือ แม้ตนก็ติเตียนตนเอง ผู้รู้ติเตียน ชื่อสียงไม่ดีกระฉ่อนไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในอบาย คนที่ยังไม่เลื่อมใส ย่อมไม่เลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสแล้วกลายเป็นอื่น ไม่ปฏิบัติตามคำสอน คนรุ่นหลังเอาแบบอย่างได้</p><p><strong>อัคคิสูตร #ข้อ219 </strong>โทษของไฟ คือ ทำให้ตาฝ้าฟาง ผิวหยาบกร้าน อ่อนกำลัง เพิ่มการคลุกคลีด้วยหมู่ สนทนาดิรัจฉานกถา</p><p><strong>มธุราสูตร #ข้อ220 </strong>นครมธุรา มีโทษ คือ พื้นดินไม่เรียบ มีฝุ่นละออง สุนัขดุ มียักษ์ร้าย อาหารหาได้ยาก ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วมีจิตไม่เป็นสมาธิ ละอาสวกิเลสไม่ได้ ไม่ควรอยู่ที่นั่น</p><p><strong>ปฐม-ทุติยทีฆจาริกสูตร #ข้อ221-222 </strong>ผู้จาริกไปนาน ไม่มีกำหนดมีโทษ คือ จะไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ไม่เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว  ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟัง เป็นโรคร้ายแรง ไม่มีมิตร</p><p><strong>อตินิวาสสูตร-มัจฉรีสูตร #ข้อ223-224 </strong>การอยู่ประจำที่นานมีโทษ คือ มีสิ่งของ และเภสัชสะสมมาก มีกิจมาก คลุกคลีอย่างคฤหัสถ์ ห่วงใยและตระหนี่ในอาวาส ตระหนี่ในตระกูล ในลาภ วรรณะ และในธรรม</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อักโกสกวรรค ทีฆจาริกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong><em>ความอดทน</em></strong> ไม่ใช่กำลังของคนพาล แต่เป็นกำลังของบัณฑิตที่เห็นโทษอกุศลนั้นด้วยปัญญา</p><p><strong>ทบทวน #ข้อ215-#ข้อ126</strong> ว่าด้วยความไม่อดทน โดยได้ยกเอา <strong><em>เวปจิตติสูตร</em></strong> มาอธิบายเสริมทำความแจ่มแจ้งในเรื่องของการวางจิตในความอดทนเพื่อให้เป็นปัญญา</p><p><strong>ปฐม-ทุติยอปาสาทิกสูตร #ข้อ217-218 </strong>โทษของบุคคลผู้ไม่น่าเลื่อมใส (ทำผิดวินัย) สูตร 1-2 คือ แม้ตนก็ติเตียนตนเอง ผู้รู้ติเตียน ชื่อสียงไม่ดีกระฉ่อนไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในอบาย คนที่ยังไม่เลื่อมใส ย่อมไม่เลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสแล้วกลายเป็นอื่น ไม่ปฏิบัติตามคำสอน คนรุ่นหลังเอาแบบอย่างได้</p><p><strong>อัคคิสูตร #ข้อ219 </strong>โทษของไฟ คือ ทำให้ตาฝ้าฟาง ผิวหยาบกร้าน อ่อนกำลัง เพิ่มการคลุกคลีด้วยหมู่ สนทนาดิรัจฉานกถา</p><p><strong>มธุราสูตร #ข้อ220 </strong>นครมธุรา มีโทษ คือ พื้นดินไม่เรียบ มีฝุ่นละออง สุนัขดุ มียักษ์ร้าย อาหารหาได้ยาก ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วมีจิตไม่เป็นสมาธิ ละอาสวกิเลสไม่ได้ ไม่ควรอยู่ที่นั่น</p><p><strong>ปฐม-ทุติยทีฆจาริกสูตร #ข้อ221-222 </strong>ผู้จาริกไปนาน ไม่มีกำหนดมีโทษ คือ จะไม่ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ไม่เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เสื่อมจากธรรมที่ได้บรรลุแล้ว  ไม่แกล้วกล้าในเรื่องที่ได้ฟัง เป็นโรคร้ายแรง ไม่มีมิตร</p><p><strong>อตินิวาสสูตร-มัจฉรีสูตร #ข้อ223-224 </strong>การอยู่ประจำที่นานมีโทษ คือ มีสิ่งของ และเภสัชสะสมมาก มีกิจมาก คลุกคลีอย่างคฤหัสถ์ ห่วงใยและตระหนี่ในอาวาส ตระหนี่ในตระกูล ในลาภ วรรณะ และในธรรม</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อักโกสกวรรค ทีฆจาริกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บาปทางวาจา [6539-6t]</title>
			<itunes:title>บาปทางวาจา [6539-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f6efd507-6982-4253-9911-b0618afba3a1/media.mp3" length="27749300" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f6efd507-6982-4253-9911-b0618afba3a1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1d</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36a8hiMzNGJIoBYel8x/YD3N]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การจะพูดอะไรนั้น ให้เรามีสติระลึกให้ดี ว่าคำพูดนั้นมีประโยชน์อย่างไร…ให้พูดแต่พอดี อย่ากล่าววาจาอันเป็นโทษ มีความอดทน แล้วเห็นโทษนั้นด้วย “ปัญญา”</p><p><strong>ทันตกัฏฐสูตร</strong> #ข้อ208 โทษของการไม่แปรงฟัน คือ ตาฝ้าฟาง ปากเหม็น รับรู้รสได้ไม่ดี อาหารย่อยยาก มีรสไม่อร่อย</p><p><strong>คีตัสสรสูตร</strong> #ข้อ209 โทษของการแสดงธรรมด้วยเสียงขับร้อง คือ แม้ตนเอง และผู้อื่นก็กำหนัดในเสียงนั้น พวกคฤหัสตำหนิ สมาธิเสื่อม คนรุ่นหลังเอาแบบอย่าง</p><p><strong>มุฏฐัสสติสูตร</strong> #ข้อ210 หลงลืมสติก่อนนอนมีโทษทำให้หลับ-ตื่นเป็นทุกข์ ฝันร้าย เทวดาไม่รัก และน้ำอสุจิเคลื่อน</p><p><strong>อักโกสกสูตร</strong> #ข้อ211 การด่าเพื่อนพรหมจารี ว่าร้ายพระอริยะมีโทษคือ ต้องอาบัติร้ายแรง จิตเศร้าหมอง เป็นโรคร้าย หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>ภัณฑนการกสูตร</strong> #ข้อ212 ทำความบาดหมางให้แตกกัน มีโทษ คือ จะไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เลื่อมจากธรรม กิตติศัพท์อันชั่วขจรไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ213 ผู้มีศีลวิบัติมีโทษคือ จะเสื่อมจากโภคทรัพย์ เสื่อมเสียชื่อเสียง กังวลใจ หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>พหุภาณิสูตร</strong> #ข้อ214 ผู้พูดมากจะมีโทษเป็นเหตุให้พูดเท็จ ส่อเสียด พูดหยาบ เพ้อเจ้อ ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>ปฐม-ทุติยอักขันติสูตร</strong> #ข้อ215-#ข้อ216 หัวข้อเหมือนกัน มีไส้ในสรุปรวมลงได้ 7 ข้อ ว่าด้วยโทษของความไม่อดทน คือ ไม่เป็นที่รัก มากด้วยเวร เพ่งโทษ ดุร้าย มีความร้อนใจ หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค อักโกสกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การจะพูดอะไรนั้น ให้เรามีสติระลึกให้ดี ว่าคำพูดนั้นมีประโยชน์อย่างไร…ให้พูดแต่พอดี อย่ากล่าววาจาอันเป็นโทษ มีความอดทน แล้วเห็นโทษนั้นด้วย “ปัญญา”</p><p><strong>ทันตกัฏฐสูตร</strong> #ข้อ208 โทษของการไม่แปรงฟัน คือ ตาฝ้าฟาง ปากเหม็น รับรู้รสได้ไม่ดี อาหารย่อยยาก มีรสไม่อร่อย</p><p><strong>คีตัสสรสูตร</strong> #ข้อ209 โทษของการแสดงธรรมด้วยเสียงขับร้อง คือ แม้ตนเอง และผู้อื่นก็กำหนัดในเสียงนั้น พวกคฤหัสตำหนิ สมาธิเสื่อม คนรุ่นหลังเอาแบบอย่าง</p><p><strong>มุฏฐัสสติสูตร</strong> #ข้อ210 หลงลืมสติก่อนนอนมีโทษทำให้หลับ-ตื่นเป็นทุกข์ ฝันร้าย เทวดาไม่รัก และน้ำอสุจิเคลื่อน</p><p><strong>อักโกสกสูตร</strong> #ข้อ211 การด่าเพื่อนพรหมจารี ว่าร้ายพระอริยะมีโทษคือ ต้องอาบัติร้ายแรง จิตเศร้าหมอง เป็นโรคร้าย หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>ภัณฑนการกสูตร</strong> #ข้อ212 ทำความบาดหมางให้แตกกัน มีโทษ คือ จะไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เลื่อมจากธรรม กิตติศัพท์อันชั่วขจรไป หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ213 ผู้มีศีลวิบัติมีโทษคือ จะเสื่อมจากโภคทรัพย์ เสื่อมเสียชื่อเสียง กังวลใจ หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>พหุภาณิสูตร</strong> #ข้อ214 ผู้พูดมากจะมีโทษเป็นเหตุให้พูดเท็จ ส่อเสียด พูดหยาบ เพ้อเจ้อ ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>ปฐม-ทุติยอักขันติสูตร</strong> #ข้อ215-#ข้อ216 หัวข้อเหมือนกัน มีไส้ในสรุปรวมลงได้ 7 ข้อ ว่าด้วยโทษของความไม่อดทน คือ ไม่เป็นที่รัก มากด้วยเวร เพ่งโทษ ดุร้าย มีความร้อนใจ หลงลืมสติตาย ตายแล้วไปเกิดในนรก</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค อักโกสกวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กิเลส ดุจตะปูตรึงใจ [6538-6t]</title>
			<itunes:title>กิเลส ดุจตะปูตรึงใจ [6538-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/35f8bca0-24ec-4d47-b063-02344cdd889a/media.mp3" length="27185319" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">35f8bca0-24ec-4d47-b063-02344cdd889a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1e</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Zqp1mpszHP0uwc+cnr5Psk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จิตที่ไม่นุ่มนวล เพราะถูกกิเลสรัดตรึงไว้ จิตจะไม่ก้าวหน้า ให้เราเอาเครื่องขวางนี้ออก จิตของเราจะมีการพัฒนา บรรลุธรรมได้</p><p><strong>กิมพิลสูตร</strong> #ข้อ201 ท่านกิมพิละได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว นั่นก็คือ พุทธบริษัท 4 นี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย ในสิกขา และในกันและกัน</p><p><strong>ธัมมัสสวนสูตร</strong> #ข้อ202 การฟังธรรมจะมีอานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำให้มีความเห็นตรง จิตย่อมเลื่อมใส</p><p><strong>อัสสาชานียสูตร</strong> #ข้อ203 อุปมาอุปไมยม้าอาชาไนยกับภิกษุ ในเรื่อง ความตรง มีเชาว์ ความอ่อน อดทน และความเสงี่ยม</p><p><strong>พลสูตร</strong> #ข้อ204 พละ คือ กำลังคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา</p><p><strong>เจโตขิลสูตร</strong> #ข้อ205 กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู 5 ประการ คือ มีความเคลือบแคลง ไม่ลงใจในพระรัตนตรัย ในสิกขา และเป็นผู้มีโทสะในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์</p><p><strong>วินิพันธสูตร</strong> #ข้อ206 กิเลสเครื่องผูกใจ 5 ประการ คือ มีความกำหนัดในกามคุณ 5 ในกาย (อัตภาพ) ในรูป (ฌาน) กินอิ่มจนเกินไป และปรารถนาความเป็นเทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง</p><p><strong>ยาคุสูตร</strong> #ข้อ207 อานิสงส์ของยาคู (ข้าวต้ม) คือ บรรเทาความหิว กระหาย ลมเดินคล่อง ดีต่อลำไส้ ย่อยง่าย</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จิตที่ไม่นุ่มนวล เพราะถูกกิเลสรัดตรึงไว้ จิตจะไม่ก้าวหน้า ให้เราเอาเครื่องขวางนี้ออก จิตของเราจะมีการพัฒนา บรรลุธรรมได้</p><p><strong>กิมพิลสูตร</strong> #ข้อ201 ท่านกิมพิละได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ไม่นานเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว นั่นก็คือ พุทธบริษัท 4 นี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย ในสิกขา และในกันและกัน</p><p><strong>ธัมมัสสวนสูตร</strong> #ข้อ202 การฟังธรรมจะมีอานิสงส์ 5 ประการ คือ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำให้มีความเห็นตรง จิตย่อมเลื่อมใส</p><p><strong>อัสสาชานียสูตร</strong> #ข้อ203 อุปมาอุปไมยม้าอาชาไนยกับภิกษุ ในเรื่อง ความตรง มีเชาว์ ความอ่อน อดทน และความเสงี่ยม</p><p><strong>พลสูตร</strong> #ข้อ204 พละ คือ กำลังคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา</p><p><strong>เจโตขิลสูตร</strong> #ข้อ205 กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู 5 ประการ คือ มีความเคลือบแคลง ไม่ลงใจในพระรัตนตรัย ในสิกขา และเป็นผู้มีโทสะในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์</p><p><strong>วินิพันธสูตร</strong> #ข้อ206 กิเลสเครื่องผูกใจ 5 ประการ คือ มีความกำหนัดในกามคุณ 5 ในกาย (อัตภาพ) ในรูป (ฌาน) กินอิ่มจนเกินไป และปรารถนาความเป็นเทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง</p><p><strong>ยาคุสูตร</strong> #ข้อ207 อานิสงส์ของยาคู (ข้าวต้ม) คือ บรรเทาความหิว กระหาย ลมเดินคล่อง ดีต่อลำไส้ ย่อยง่าย</p><p><strong>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กิมพิลวรรค</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ลางบอกเหตุ [6537-6t]</title>
			<itunes:title>ลางบอกเหตุ [6537-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fa8d3776-d1f4-48d9-86d5-d43256c91e79/media.mp3" length="27860197" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fa8d3776-d1f4-48d9-86d5-d43256c91e79</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d1f</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d1f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36at3C6t70kHA+hDgFEJMEbL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความฝันใดๆ ถ้าเรามีสติแยกแยะ จะสามารถบอกได้ว่า ฝันนั้นจะเป็นจริงหรือเป็นเพียง “แค่ฝัน”</p><p><strong>ปิงคิยานีสูตร</strong> #ข้อ195 พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับเจ้าลิจฉวีและปิงคิยานีพราหมณ์ ถึงความปรากฎแห่งแก้ว 5 ประการที่หาได้ยากในโลก คือ  การมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มีผู้แสดงธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วเข้าใจนำไปปฏิบัติให้เกิดผล รู้คุณ กระทำตอบ</p><p><strong>มหาสุปินสูตร</strong> #ข้อ196 พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ได้ปุพนิมิตว่า แผ่นดินนี้เป็นที่นอนใหญ่ มีหญ้าแพรกงอกขึ้นจากสะดือจรดฟ้า แล้วมีหนอนขาวหัวดำไต่ขี้นจากเท้า นกมีสีต่างๆกัน บินมาตกลงแทบเท้ากลายเป็นสีขาว เดินไปมาบนภูเขาคูถลูกใหญ่แต่ไม่เปื้อนอุจจาระ</p><p><strong>วัสสสูตร</strong> #ข้อ197 อันตรายที่จะทำให้ฝนไม่มี ขาดช่วง หายไป คือ ธาตุไฟ ธาตุลมกำเริบในอากาศ เทพราหูรับเอาน้ำไปทิ้งในมหาสมุทร เทพแห่งฝนลืมทำหน้าที่ พวกมนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในธรรม</p><p><strong>วาจาสูตร</strong> #ข้อ198 วาจาสุภาษิต ท่านผู้รู้ไม่ติเตียน คือ พูดถูกกาล พูดคำจริง อ่อนหวาน เป็นประโยชน์ และพูดด้วยเมตตาจิต</p><p><strong>กุลสูตร</strong> #ข้อ199 นักบวชผู้มีศีลไปสู่ตระกูลใด ตระกูลนั้นจะประสพสิ่งที่เป็นบุญ คือเมื่อได้เห็นแล้วเกิดจิตเลื่อมใส(เป็นไปเพื่อไปเกิดในสวรรค์) ยกมือไหว้ ถวายอาสนะ(เกิดในตระกูลสูง) มีจิตอยากกำจัดความตระหนี่(มีศักดิ์ใหญ่) ได้จัดของถวาย(มีโภคทรัพย์มาก) ได้พูดคุยสอบถามธรรมะ(มีปัญญา)</p><p><strong>นิสสารณียสูตร</strong> #ข้อ200 ธาตุที่สลัดกาม พยาบาท เบียดเบียน รูปทั้งหลาย และสักกายะ คือถ้าเรามนสิการใน 5 สิ่งนี้ แล้วไม่มีจิตน้อมไป แสดงว่าเรามีธาตุที่สลัดออกในสิ่งนั้นๆ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความฝันใดๆ ถ้าเรามีสติแยกแยะ จะสามารถบอกได้ว่า ฝันนั้นจะเป็นจริงหรือเป็นเพียง “แค่ฝัน”</p><p><strong>ปิงคิยานีสูตร</strong> #ข้อ195 พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับเจ้าลิจฉวีและปิงคิยานีพราหมณ์ ถึงความปรากฎแห่งแก้ว 5 ประการที่หาได้ยากในโลก คือ  การมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น มีผู้แสดงธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วเข้าใจนำไปปฏิบัติให้เกิดผล รู้คุณ กระทำตอบ</p><p><strong>มหาสุปินสูตร</strong> #ข้อ196 พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ได้ปุพนิมิตว่า แผ่นดินนี้เป็นที่นอนใหญ่ มีหญ้าแพรกงอกขึ้นจากสะดือจรดฟ้า แล้วมีหนอนขาวหัวดำไต่ขี้นจากเท้า นกมีสีต่างๆกัน บินมาตกลงแทบเท้ากลายเป็นสีขาว เดินไปมาบนภูเขาคูถลูกใหญ่แต่ไม่เปื้อนอุจจาระ</p><p><strong>วัสสสูตร</strong> #ข้อ197 อันตรายที่จะทำให้ฝนไม่มี ขาดช่วง หายไป คือ ธาตุไฟ ธาตุลมกำเริบในอากาศ เทพราหูรับเอาน้ำไปทิ้งในมหาสมุทร เทพแห่งฝนลืมทำหน้าที่ พวกมนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในธรรม</p><p><strong>วาจาสูตร</strong> #ข้อ198 วาจาสุภาษิต ท่านผู้รู้ไม่ติเตียน คือ พูดถูกกาล พูดคำจริง อ่อนหวาน เป็นประโยชน์ และพูดด้วยเมตตาจิต</p><p><strong>กุลสูตร</strong> #ข้อ199 นักบวชผู้มีศีลไปสู่ตระกูลใด ตระกูลนั้นจะประสพสิ่งที่เป็นบุญ คือเมื่อได้เห็นแล้วเกิดจิตเลื่อมใส(เป็นไปเพื่อไปเกิดในสวรรค์) ยกมือไหว้ ถวายอาสนะ(เกิดในตระกูลสูง) มีจิตอยากกำจัดความตระหนี่(มีศักดิ์ใหญ่) ได้จัดของถวาย(มีโภคทรัพย์มาก) ได้พูดคุยสอบถามธรรมะ(มีปัญญา)</p><p><strong>นิสสารณียสูตร</strong> #ข้อ200 ธาตุที่สลัดกาม พยาบาท เบียดเบียน รูปทั้งหลาย และสักกายะ คือถ้าเรามนสิการใน 5 สิ่งนี้ แล้วไม่มีจิตน้อมไป แสดงว่าเรามีธาตุที่สลัดออกในสิ่งนั้นๆ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของพราหมณ์ [6536-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมของพราหมณ์ [6536-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f891b838-55dd-467d-bef3-1c35d33ace7c/media.mp3" length="27322393" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f891b838-55dd-467d-bef3-1c35d33ace7c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d20</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d20</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36a+Um0cY7Ae+85Ozgp9EF/c]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>โสณสูตร</strong> #ข้อ191 ว่าด้วยธรรมของพราหมณ์ ที่เปรียบเทียบกับสุนัขมาในเรื่อง การมีคู่ครองที่เหมาะสม ไม่ซื้อขายพราหมณี ไม่ทำการสะสมทรัพย์ แสวงหาอาหารเป็นเวลา</p><p><strong>โทณพราหมณสูตร</strong> #ข้อ192พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามท่านโทณพราหมณ์ ว่า ท่านโทณะเป็นพราหมณ์แบบไหน ใน 5 จำพวกนี้ คือ 1.พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม 2.ผู้เสมอด้วยเทวดา 3.ผู้ประพฤติดี 4.ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว 5.ผู้เป็นจัณฑาล ซึ่งท่านโทณะได้กราบทูลว่า “แม้แต่พราหมณ์ ผู้เป็นจัณฑาล ข้าพระองค์ยังให้บริบูรณ์ไม่ได้เลย”</p><p><strong>สังคารวสูตร</strong> #ข้อ193 สังคารวพราหมณ์ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่ทำให้การสาธยายมนต์ไม่แจ่มแจ้ง ซึ่งก็คือ เมื่อใจถูกกามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉากลุ้มรุม</p><p><strong>การณปาลีบุตร</strong> #ข้อ194 ท่านปิงคิยานีพราหมณ์ได้ตอบถึงเหตุที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแก่ท่านการณปาลีพราหมณ์ ว่า เมื่อบุคคลได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาธรรมเหล่าอื่น ย่อมได้ความพอใจ โสมนัส ความทุกข์กาย ทุกข์ใจย่อมหมดไป ความเหน็ดเหนื่อย เร่าร้อนย่อมระงับไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>โสณสูตร</strong> #ข้อ191 ว่าด้วยธรรมของพราหมณ์ ที่เปรียบเทียบกับสุนัขมาในเรื่อง การมีคู่ครองที่เหมาะสม ไม่ซื้อขายพราหมณี ไม่ทำการสะสมทรัพย์ แสวงหาอาหารเป็นเวลา</p><p><strong>โทณพราหมณสูตร</strong> #ข้อ192พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามท่านโทณพราหมณ์ ว่า ท่านโทณะเป็นพราหมณ์แบบไหน ใน 5 จำพวกนี้ คือ 1.พราหมณ์ผู้เสมอด้วยพรหม 2.ผู้เสมอด้วยเทวดา 3.ผู้ประพฤติดี 4.ผู้ประพฤติทั้งดีและชั่ว 5.ผู้เป็นจัณฑาล ซึ่งท่านโทณะได้กราบทูลว่า “แม้แต่พราหมณ์ ผู้เป็นจัณฑาล ข้าพระองค์ยังให้บริบูรณ์ไม่ได้เลย”</p><p><strong>สังคารวสูตร</strong> #ข้อ193 สังคารวพราหมณ์ ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเหตุที่ทำให้การสาธยายมนต์ไม่แจ่มแจ้ง ซึ่งก็คือ เมื่อใจถูกกามราคะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉากลุ้มรุม</p><p><strong>การณปาลีบุตร</strong> #ข้อ194 ท่านปิงคิยานีพราหมณ์ได้ตอบถึงเหตุที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแก่ท่านการณปาลีพราหมณ์ ว่า เมื่อบุคคลได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาธรรมเหล่าอื่น ย่อมได้ความพอใจ โสมนัส ความทุกข์กาย ทุกข์ใจย่อมหมดไป ความเหน็ดเหนื่อย เร่าร้อนย่อมระงับไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ข้อปฏิบัติของผู้ประเสริฐ [6535-6t]</title>
			<itunes:title>ข้อปฏิบัติของผู้ประเสริฐ [6535-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b3ea1a89-744f-4e5a-b4bf-25109a0e6f84/media.mp3" length="28914521" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b3ea1a89-744f-4e5a-b4bf-25109a0e6f84</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d21</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d21</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36arxIfbvl2C/ku2SlNYcg2z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ผู้ที่หมั่นคอยขัดเกลาตนเอง และประพฤติปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยข้อปฏิบัติอันงาม จัดเป็นผู้เลิศ ผู้ประเสริฐสุด</p><p><strong>ภเวสีสูตร</strong> #ข้อ180 ภเวสีอุบาสก มีความคิดที่จะรักษาศีลให้สมบูรณ์ และปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นไปใน การประพฤติพรหมจรรย์ บริโภคมื้อเดียว ไปจนถึงออกบวช และได้อรหัตผล แล้วได้ชักชวนบริวารอีก 500 คน ปฏิบัติตามจนได้อรหัตผลด้วยเช่นกัน</p><p>#ข้อ181-#ข้อ190 หัวข้อจะเหมือนธุดงควัตร 10 ข้อแรก คือ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร, ผู้ถือผ้าบังสกุล, อยู่โคนไม้, ป่าช้า, กลางแจ้ง, ถืออิริยาบถ 3, อยู่เสนาสนะตามที่จัดไว้, บริโภคมื้อเดียว, ห้ามภัตที่นำมาถวายภายหลัง, บริโภคในภาชนะเดียว มีลักษณะธรรมที่เป็นไส้ในเหมือนกัน แต่เปลี่ยนไปตามหัวข้อนั้นๆ คือประพฤติข้อวัตรเพราะโง่เขลา, ถูกความปรารถนาชั่วครอบงำ, มีจิตฟุ้งซ่าน, หวังคำสรรเสริญ, มีความมักน้อย สันโดษ ต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงาม จัดเป็นพวกที่เลิศประเสริฐสุด</p><p><strong>โสณสูตร</strong> #ข้อ191 ธรรมของพราหมณ์ ที่ปรากฏในพวกสุนัข แต่ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ คือ ว่าในเรื่องการสมสู่ระหว่างพราหมณ์กับพราหมณี และในหญิงวัยเจริญพันธุ์ การซื้อขายพราหมณี การสะสมทรัพย์ และการแสวงหาอาหาร</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปาสกวรรค อรัญญวรรค พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ผู้ที่หมั่นคอยขัดเกลาตนเอง และประพฤติปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยข้อปฏิบัติอันงาม จัดเป็นผู้เลิศ ผู้ประเสริฐสุด</p><p><strong>ภเวสีสูตร</strong> #ข้อ180 ภเวสีอุบาสก มีความคิดที่จะรักษาศีลให้สมบูรณ์ และปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นไปใน การประพฤติพรหมจรรย์ บริโภคมื้อเดียว ไปจนถึงออกบวช และได้อรหัตผล แล้วได้ชักชวนบริวารอีก 500 คน ปฏิบัติตามจนได้อรหัตผลด้วยเช่นกัน</p><p>#ข้อ181-#ข้อ190 หัวข้อจะเหมือนธุดงควัตร 10 ข้อแรก คือ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร, ผู้ถือผ้าบังสกุล, อยู่โคนไม้, ป่าช้า, กลางแจ้ง, ถืออิริยาบถ 3, อยู่เสนาสนะตามที่จัดไว้, บริโภคมื้อเดียว, ห้ามภัตที่นำมาถวายภายหลัง, บริโภคในภาชนะเดียว มีลักษณะธรรมที่เป็นไส้ในเหมือนกัน แต่เปลี่ยนไปตามหัวข้อนั้นๆ คือประพฤติข้อวัตรเพราะโง่เขลา, ถูกความปรารถนาชั่วครอบงำ, มีจิตฟุ้งซ่าน, หวังคำสรรเสริญ, มีความมักน้อย สันโดษ ต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงาม จัดเป็นพวกที่เลิศประเสริฐสุด</p><p><strong>โสณสูตร</strong> #ข้อ191 ธรรมของพราหมณ์ ที่ปรากฏในพวกสุนัข แต่ไม่ปรากฏในพวกพราหมณ์ คือ ว่าในเรื่องการสมสู่ระหว่างพราหมณ์กับพราหมณี และในหญิงวัยเจริญพันธุ์ การซื้อขายพราหมณี การสะสมทรัพย์ และการแสวงหาอาหาร</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปาสกวรรค อรัญญวรรค พราหมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน [6534-6t]</title>
			<itunes:title>เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน [6534-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fb37c22b-327d-4df3-9202-679560f36dfb/media.mp3" length="26967624" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fb37c22b-327d-4df3-9202-679560f36dfb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d22</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d22</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Z9Ue0zcVEluvM33aj7KsVi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ผู้ที่มีศีลบริบูรณ์ และได้สุขที่เกิดจากโสตาปัตติยังคะ 4 ย่อมประพฤติปฏิบัติให้สมบูรณ์ รู้จบธรรมะ เป็นทางไปสู่พระนิพพานได้</p><p><strong>ปีติสูตร</strong> #ข้อ176 เมื่อมีสุขที่ได้จากสมาธิ ย่อมไม่มีทุกข์หรือสุขที่ปรารภด้วยกาม ไม่มีทุกข์หรือสุขประกอบด้วยอกุศล และไม่มีทุกข์จากสิ่งที่เป็นกุศล</p><p><strong>วณิชชาสูตร</strong> #ข้อ177 การค้าขาย 5 ประเภท ที่ตัวเองไม่ควรทำ และไม่ควรชักชวนผู้อื่นทำ คือ 1. ค้าขายอาวุธ 2. ค้าขายสัตว์เป็น 3. ค้าขายเนื้อสัตว์ 4. ค้าขายของมึนเมา และ 5. ค้าขายยาพิษ</p><p><strong>ราชสูตร</strong> #ข้อ178 ยกเอาศีล 5 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับการลงโทษของพระราชาว่า ไม่เคยเห็นพระราชาลงโทษผู้มีศีล แต่ด้วยบาปกรรมของผู้นั้นมีอยู่ ถึงไม่ได้กระทำผิดศีลก็จริง ก็อาจเป็นไปได้ว่า ที่จะถูกลงโทษ</p><p><strong>คิหิสูตร</strong> #ข้อ179 พระพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระสารีบุตร โดยปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และคฤหัส 500 คน ว่า ถ้าใครมีศีล5 แล้วประกอบด้วยสุขที่เกิดจากโสตาปัตติยังคะ 4 ให้ฟันธงได้เลยว่า มีนรกสิ้นแล้ว ฯลฯ คือ เป็นโสดาบัน</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปาสกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ผู้ที่มีศีลบริบูรณ์ และได้สุขที่เกิดจากโสตาปัตติยังคะ 4 ย่อมประพฤติปฏิบัติให้สมบูรณ์ รู้จบธรรมะ เป็นทางไปสู่พระนิพพานได้</p><p><strong>ปีติสูตร</strong> #ข้อ176 เมื่อมีสุขที่ได้จากสมาธิ ย่อมไม่มีทุกข์หรือสุขที่ปรารภด้วยกาม ไม่มีทุกข์หรือสุขประกอบด้วยอกุศล และไม่มีทุกข์จากสิ่งที่เป็นกุศล</p><p><strong>วณิชชาสูตร</strong> #ข้อ177 การค้าขาย 5 ประเภท ที่ตัวเองไม่ควรทำ และไม่ควรชักชวนผู้อื่นทำ คือ 1. ค้าขายอาวุธ 2. ค้าขายสัตว์เป็น 3. ค้าขายเนื้อสัตว์ 4. ค้าขายของมึนเมา และ 5. ค้าขายยาพิษ</p><p><strong>ราชสูตร</strong> #ข้อ178 ยกเอาศีล 5 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับการลงโทษของพระราชาว่า ไม่เคยเห็นพระราชาลงโทษผู้มีศีล แต่ด้วยบาปกรรมของผู้นั้นมีอยู่ ถึงไม่ได้กระทำผิดศีลก็จริง ก็อาจเป็นไปได้ว่า ที่จะถูกลงโทษ</p><p><strong>คิหิสูตร</strong> #ข้อ179 พระพุทธเจ้าตรัสกับท่านพระสารีบุตร โดยปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และคฤหัส 500 คน ว่า ถ้าใครมีศีล5 แล้วประกอบด้วยสุขที่เกิดจากโสตาปัตติยังคะ 4 ให้ฟันธงได้เลยว่า มีนรกสิ้นแล้ว ฯลฯ คือ เป็นโสดาบัน</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อุปาสกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สิ่งที่เลิศ และอุบาสกแก้ว [6533-6t]</title>
			<itunes:title>สิ่งที่เลิศ และอุบาสกแก้ว [6533-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/3c23416f-b552-4001-8fb8-35debad562b5/media.mp3" length="28341198" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3c23416f-b552-4001-8fb8-35debad562b5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d23</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d23</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZK+XiRgk72bft3lf4swY7b]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในบรรดาการได้เห็น การได้ยิน ความสุข สัญญา และความเป็นอยู่ของผู้ที่เห็นตามความเป็นจริงแล้วทำให้อาสวะสิ้น จัดว่าเป็นเลิศที่สุด</p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ168 การทุศีล และการมีศีล เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งใบ (ศีล) วิบัติหรือสมบูรณ์ สะเก็ด (สัมมาสมาธิ) เปลือก (ยถาภูตญาณทัสสนะ) กระพี้ (นิพพิทา-วิราคะ) แก่น (วิมุตติญาณทัสสนะ) ย่อมวิบัติ หรือสมบูรณ์ตามด้วย</p><p><strong>ขิปปนิสันติสูตร</strong> #ข้อ169 เหตุเป็นผู้ให้ใคร่ครวญได้เร็ว เรียนได้มาก แล้วสิ่งที่เรียนไม่เลือนหายไป ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในอรรถในธรรม พยัญชนะ นิรุตติ เบื้องต้น และเบื้องปลาย (นำไปใช้)</p><p><strong>ภัททชิสูตร</strong> #ข้อ170 ท่านพระอานนท์ได้กล่าวเพื่อที่จะทำคำตอบให้ชัดเจนกับท่านพระภัททชิ ถึงการเห็น ได้ยิน สุข สัญญา และภพ ของผู้ที่เห็นตามความเป็นจริงแล้วอาสวะสิ้นไป การเห็น ฯลฯ นั้นๆ ว่าเป็นเลิศที่สุด</p><p>#ข้อ171-#ข้อ174 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีไส้ในเหมือนกัน ว่าด้วยผู้ไม่มีศีล 5 และมีศีล 5 มาในหัวข้อที่แตกต่างกัน คือ #ข้อ171 และ#ข้อ172 ธรรมที่เป็นเหตุให้ครั่นคร้าม และแกล้วกล้า #ข้อ173 ธรรมเป็นเหตุให้ไปอยู่ในนรกหรือสวรรค์ และ #ข้อ174 ภัยเวร คือ ความสะดุ้ง ร้อนใจ</p><p><strong>จัณฑาลสูตร</strong> #ข้อ175 อุบาสกจัณฑาล (ชั้นเลว) คือ ผู้ที่ไม่มีศรัทธา ทุศีล ถือมงคลตื่นข่าว แสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนานี้ ทำอุปการะนอกศาสนาก่อน และอุบาสกแก้ว (ชั้นเลิศ) คือ กล่าวถึงธรรมที่ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค  อุปาสกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในบรรดาการได้เห็น การได้ยิน ความสุข สัญญา และความเป็นอยู่ของผู้ที่เห็นตามความเป็นจริงแล้วทำให้อาสวะสิ้น จัดว่าเป็นเลิศที่สุด</p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ168 การทุศีล และการมีศีล เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งใบ (ศีล) วิบัติหรือสมบูรณ์ สะเก็ด (สัมมาสมาธิ) เปลือก (ยถาภูตญาณทัสสนะ) กระพี้ (นิพพิทา-วิราคะ) แก่น (วิมุตติญาณทัสสนะ) ย่อมวิบัติ หรือสมบูรณ์ตามด้วย</p><p><strong>ขิปปนิสันติสูตร</strong> #ข้อ169 เหตุเป็นผู้ให้ใคร่ครวญได้เร็ว เรียนได้มาก แล้วสิ่งที่เรียนไม่เลือนหายไป ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในอรรถในธรรม พยัญชนะ นิรุตติ เบื้องต้น และเบื้องปลาย (นำไปใช้)</p><p><strong>ภัททชิสูตร</strong> #ข้อ170 ท่านพระอานนท์ได้กล่าวเพื่อที่จะทำคำตอบให้ชัดเจนกับท่านพระภัททชิ ถึงการเห็น ได้ยิน สุข สัญญา และภพ ของผู้ที่เห็นตามความเป็นจริงแล้วอาสวะสิ้นไป การเห็น ฯลฯ นั้นๆ ว่าเป็นเลิศที่สุด</p><p>#ข้อ171-#ข้อ174 เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีไส้ในเหมือนกัน ว่าด้วยผู้ไม่มีศีล 5 และมีศีล 5 มาในหัวข้อที่แตกต่างกัน คือ #ข้อ171 และ#ข้อ172 ธรรมที่เป็นเหตุให้ครั่นคร้าม และแกล้วกล้า #ข้อ173 ธรรมเป็นเหตุให้ไปอยู่ในนรกหรือสวรรค์ และ #ข้อ174 ภัยเวร คือ ความสะดุ้ง ร้อนใจ</p><p><strong>จัณฑาลสูตร</strong> #ข้อ175 อุบาสกจัณฑาล (ชั้นเลว) คือ ผู้ที่ไม่มีศรัทธา ทุศีล ถือมงคลตื่นข่าว แสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนานี้ ทำอุปการะนอกศาสนาก่อน และอุบาสกแก้ว (ชั้นเลิศ) คือ กล่าวถึงธรรมที่ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค  อุปาสกวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุของคำถาม และการกล่าวโจทก์ [6532-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุของคำถาม และการกล่าวโจทก์ [6532-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5d9fa904-666f-4feb-906d-c48e684e23e5/media.mp3" length="27951827" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5d9fa904-666f-4feb-906d-c48e684e23e5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d24</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d24</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Zultd2NWP9t4b/EoY9T0Bm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ถ้าเราทราบเหตุของคำถาม เราจะมีวิธีที่จะตอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ และเมื่อถูกกล่าวโจทก์เราควรตั้งอยู่ในความจริงและไม่โกรธ</p><p><strong>ปัญหาปุจฉาสูตร</strong> #ข้อ165 การถามปัญหาด้วยเหตุ 5 ประการ คือ 1. เพราะโง่เขลา 2. ถูกความปรารถนาชั่วครอบงำ 3. ดูหมิ่น 4. ประสงค์จะรู้ จึงถาม 5. ถามเพื่อที่จะทำคำตอบให้ชัดเจน ให้เราเลือกใช้วิธีตอบปัญหาพยากรณ์ 4 อย่างของพระพุทธเจ้า</p><p><strong>นิโรธสูตร</strong> #ข้อ166 ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึง ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา และฌาน 9 ถ้าไม่ได้อรหัตผลในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ที่จะเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทวดาชั้นกามภพ แต่ถูกท่านพระอุทายีคัดค้านถึง 2 วาระ (6 ครั้ง) พระพุทธเจ้าท่านทรงมารับรองคำของท่านพระสารีบุตร แล้วกล่าวกับพระอานนท์ว่า “ทำไมถึงปล่อยให้พระเถระถูกเบียดเบียน” เป็นเหตุให้ได้กล่าวถามธรรมกับท่านอุปวานะ ถึงธรรมที่เป็นที่รักเคารพ คือ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีวาจางาม ได้ฌาน 4 มีเจโตและปัญญาวิมุตติ</p><p><strong>โจทนาสูตร</strong> #ข้อ167 ผู้ประสงค์จะโจทก์ผู้อื่น ควรกล่าวในกาลอันควร กล่าวถ้อยคำจริง อ่อนหวาน ประกอบด้วยประโยชน์ มีเมตตาจิตไม่เพ่งโทษกล่าว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ถ้าเราทราบเหตุของคำถาม เราจะมีวิธีที่จะตอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ และเมื่อถูกกล่าวโจทก์เราควรตั้งอยู่ในความจริงและไม่โกรธ</p><p><strong>ปัญหาปุจฉาสูตร</strong> #ข้อ165 การถามปัญหาด้วยเหตุ 5 ประการ คือ 1. เพราะโง่เขลา 2. ถูกความปรารถนาชั่วครอบงำ 3. ดูหมิ่น 4. ประสงค์จะรู้ จึงถาม 5. ถามเพื่อที่จะทำคำตอบให้ชัดเจน ให้เราเลือกใช้วิธีตอบปัญหาพยากรณ์ 4 อย่างของพระพุทธเจ้า</p><p><strong>นิโรธสูตร</strong> #ข้อ166 ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวถึง ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา และฌาน 9 ถ้าไม่ได้อรหัตผลในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ที่จะเป็นผู้อยู่ร่วมกับเทวดาชั้นกามภพ แต่ถูกท่านพระอุทายีคัดค้านถึง 2 วาระ (6 ครั้ง) พระพุทธเจ้าท่านทรงมารับรองคำของท่านพระสารีบุตร แล้วกล่าวกับพระอานนท์ว่า “ทำไมถึงปล่อยให้พระเถระถูกเบียดเบียน” เป็นเหตุให้ได้กล่าวถามธรรมกับท่านอุปวานะ ถึงธรรมที่เป็นที่รักเคารพ คือ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีวาจางาม ได้ฌาน 4 มีเจโตและปัญญาวิมุตติ</p><p><strong>โจทนาสูตร</strong> #ข้อ167 ผู้ประสงค์จะโจทก์ผู้อื่น ควรกล่าวในกาลอันควร กล่าวถ้อยคำจริง อ่อนหวาน ประกอบด้วยประโยชน์ มีเมตตาจิตไม่เพ่งโทษกล่าว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุบายกำจัดความอาฆาต [6531-6t]</title>
			<itunes:title>อุบายกำจัดความอาฆาต [6531-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ac06284c-1f96-4952-8ea5-508edee74a85/media.mp3" length="26739721" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ac06284c-1f96-4952-8ea5-508edee74a85</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d25</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d25</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aiY8QZTLu7l86frYTA8wUn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เรา...ผู้รักสุข เกลียดทุกข์ คงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บความอาฆาต โกรธเคืองไว้ในจิตใจ  และผู้ที่มีปัญญา...จะเพ่งแต่ส่วนที่ดี ที่มีประโยชน์ของบุคคลอื่น แม้ว่าผู้นั้นจะไม่มีส่วนดีเลยก็ตาม...ก็จะเมตตา สงสาร ในทุกข์ที่เขาเป็น</p><p><strong>อุทายีสูตร</strong> #ข้อ159 พึงตั้งธรรมไว้ 5 ประการ เมื่อจะแสดงธรรม คือ 1. แสดงธรรมไปตามลำดับ 2. แสดงอ้างเหตุ 3. อาศัยความเอ็นดู 4. ผู้ไม่เพ่งอามิส 5. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น</p><p><strong>ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร</strong> #ข้อ161 และ<strong>ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร</strong> #ข้อ162 ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือ ให้มีเมตตา กรุณา และอุเบกขา ไม่พึงระลึกในเรื่องไม่ดี และให้เข้าใจในเรื่องกรรม แม้ว่าผู้นั้นจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ก็ตาม ให้มองแต่ข้อดีให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจตนเอง</p><p><strong>สากัจฉสูตร</strong> #ข้อ163 ผู้ที่ควรสนทนาด้วย และ<strong>อาชีวสูตร</strong> #ข้อ164 ผู้ควรแก่การถาม-ตอบ มีไส้ในเหมือนกัน คือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ และตอบปัญหาที่มาในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะสัมปทาได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เรา...ผู้รักสุข เกลียดทุกข์ คงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บความอาฆาต โกรธเคืองไว้ในจิตใจ  และผู้ที่มีปัญญา...จะเพ่งแต่ส่วนที่ดี ที่มีประโยชน์ของบุคคลอื่น แม้ว่าผู้นั้นจะไม่มีส่วนดีเลยก็ตาม...ก็จะเมตตา สงสาร ในทุกข์ที่เขาเป็น</p><p><strong>อุทายีสูตร</strong> #ข้อ159 พึงตั้งธรรมไว้ 5 ประการ เมื่อจะแสดงธรรม คือ 1. แสดงธรรมไปตามลำดับ 2. แสดงอ้างเหตุ 3. อาศัยความเอ็นดู 4. ผู้ไม่เพ่งอามิส 5. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น</p><p><strong>ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร</strong> #ข้อ161 และ<strong>ทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร</strong> #ข้อ162 ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือ ให้มีเมตตา กรุณา และอุเบกขา ไม่พึงระลึกในเรื่องไม่ดี และให้เข้าใจในเรื่องกรรม แม้ว่าผู้นั้นจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ก็ตาม ให้มองแต่ข้อดีให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจตนเอง</p><p><strong>สากัจฉสูตร</strong> #ข้อ163 ผู้ที่ควรสนทนาด้วย และ<strong>อาชีวสูตร</strong> #ข้อ164 ผู้ควรแก่การถาม-ตอบ มีไส้ในเหมือนกัน คือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ และตอบปัญหาที่มาในเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะสัมปทาได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาฆาตวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะกระจกเงา [6530-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมะกระจกเงา [6530-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/e511096c-00fc-4f3d-ab44-63de3705f53a/media.mp3" length="27431124" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e511096c-00fc-4f3d-ab44-63de3705f53a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d26</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d26</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YcQB7XM3VtwwMuxAoA06RH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การพูดเรื่องดีๆ กับคนบางคนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ขัดเคืองใจ หรือ กับคนบางคนก็ไม่ขัดเคืองใจ อยู่ที่เราตั้งจิตเพ่งไว้ตรงไหน ให้ตั้งจิตให้ถูก ให้เพ่งระลึกถึงกุศลที่เรามี จะเจริญกุศลให้งอกงามได้</p><p>ทบทวน #ข้อ154-156 การที่เรานำเอาธรรมที่เราได้เล่าเรียน (ปริยัติ) มาแสดง-อธิบาย บอกธรรม-บอกบาลี ใคร่ครวญ (ปฏิบัติ) จนให้ถึงมรรคผล (ปฏิเวธ) จะเป็นเหตุให้พระสัทธรรมดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ</p><p><strong>ทุกกถาสูตร</strong> #ข้อ157 การพูดเรื่อง ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญากับผู้ที่ไม่มีในตน (ไม่พิจารณาเห็นในตน) ก็จะเป็นที่ขัดเคือง จึงเป็นเรื่องไม่ดี แต่ถ้าพูดกับผู้ที่มีความถึงพร้อมธรรมขัอนั้นๆ ในตน ก็จะได้ปิติปราโมทย์ เรื่องที่พูดนั้นจึงดี</p><p><strong>สารัชชสูตร</strong> #ข้อ158 ความครั่นคร้าม และความแกล้วกล้า เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ประกอบด้วย มีหรือไม่มีศรัทธา มีศีลหรือทุศีล สุตะน้อยหรือทรงสุตะ เกียจคร้านหรือมีความเพียร  ปัญญาทรามหรือมีปัญญา</p><p><strong>ทุปปฏิวิโนทยสูตร</strong> #ข้อ160 ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ปฏิภาณ (มุ่งหวังที่จะพูด) และจิตคิดจะไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัทธัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การพูดเรื่องดีๆ กับคนบางคนก็อาจจะเป็นเรื่องที่ขัดเคืองใจ หรือ กับคนบางคนก็ไม่ขัดเคืองใจ อยู่ที่เราตั้งจิตเพ่งไว้ตรงไหน ให้ตั้งจิตให้ถูก ให้เพ่งระลึกถึงกุศลที่เรามี จะเจริญกุศลให้งอกงามได้</p><p>ทบทวน #ข้อ154-156 การที่เรานำเอาธรรมที่เราได้เล่าเรียน (ปริยัติ) มาแสดง-อธิบาย บอกธรรม-บอกบาลี ใคร่ครวญ (ปฏิบัติ) จนให้ถึงมรรคผล (ปฏิเวธ) จะเป็นเหตุให้พระสัทธรรมดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ</p><p><strong>ทุกกถาสูตร</strong> #ข้อ157 การพูดเรื่อง ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญากับผู้ที่ไม่มีในตน (ไม่พิจารณาเห็นในตน) ก็จะเป็นที่ขัดเคือง จึงเป็นเรื่องไม่ดี แต่ถ้าพูดกับผู้ที่มีความถึงพร้อมธรรมขัอนั้นๆ ในตน ก็จะได้ปิติปราโมทย์ เรื่องที่พูดนั้นจึงดี</p><p><strong>สารัชชสูตร</strong> #ข้อ158 ความครั่นคร้าม และความแกล้วกล้า เป็นธรรมคู่ตรงข้าม ประกอบด้วย มีหรือไม่มีศรัทธา มีศีลหรือทุศีล สุตะน้อยหรือทรงสุตะ เกียจคร้านหรือมีความเพียร  ปัญญาทรามหรือมีปัญญา</p><p><strong>ทุปปฏิวิโนทยสูตร</strong> #ข้อ160 ธรรมที่เกิดขึ้นแล้วบรรเทาได้ยาก ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ปฏิภาณ (มุ่งหวังที่จะพูด) และจิตคิดจะไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัทธัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุเสื่อมและเจริญแห่งพระสัทธรรม [6529-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุเสื่อมและเจริญแห่งพระสัทธรรม [6529-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/661548fb-485f-46dd-9833-97e5f2c64e1d/media.mp3" length="27665392" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">661548fb-485f-46dd-9833-97e5f2c64e1d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d27</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d27</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aTKokhgMhxNM/zaHU04eFF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เหตุที่จะทำให้พระสัทธรรม ไม่เสื่อมสูญ คือ การที่เรานำเอาธรรมที่เราได้ยิน ได้ศึกษาเล่าเรียน ท่องจำ นำมาใคร่ครวญ ปฏิบัติจนให้ถึงผล</p><p>#ข้อ151-#ข้อ153 หัวข้อเหมือนกัน คือ ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 5 ประการนี้ จะเป็นผู้เมื่อฟังธรรมอยู่ ก็สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้ ซึ่งเป็นธรรมคู่ตรงข้ามมีส่วนเหมือนและส่วนต่าง สรุปรวมแล้วได้ 10 ประการ ไม่มัวสนใจแต่คำพูด, ไม่สนใจแต่ผู้พูด, ไม่สนใจแต่ตัวเอง, ไม่เป็นคนโง่, ไม่สำคัญว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้, ไม่ลบลู่ฟังธรรม, ไม่แข่งดี ฟังธรรม, ไม่จ้องจับผิดในผู้แสดงธรรม, มีจิตเป็นเอกัคคตา และทำในใจโดยแยบคาย</p><p>#ข้อ154-#ข้อ156 ห้วข้อเหมือนกัน ว่าด้วยความเสื่อม และความตั้งอยู่ได้แห่งพระสัทธรรมเป็นธรรมคู่ตรงข้าม</p><p>#ข้อ154 คือ ฟังธรรม เรียนธรรม ทรงจำธรรม ใคร่ครวญอรรถแห่งธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพหรือไม่เคารพ</p><p>#ข้อ155 คือ เรียนธรรม (นวังคสัตถุสาสน์) แสดงธรรม (อธิบาย) บอกธรรม (จดจำ) สาธยาย ตรึกตรองตามหรือไม่</p><p>#ข้อ156 คือ เล่าเรียนพระสูตรที่สืบทอดกันมาดี เป็นผู้ว่าง่าย เป็นพหูสูต เป็นเถระ ไม่มักมาก สงฆ์พร้อมเพรียงกันหรือไม่</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัทธัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เหตุที่จะทำให้พระสัทธรรม ไม่เสื่อมสูญ คือ การที่เรานำเอาธรรมที่เราได้ยิน ได้ศึกษาเล่าเรียน ท่องจำ นำมาใคร่ครวญ ปฏิบัติจนให้ถึงผล</p><p>#ข้อ151-#ข้อ153 หัวข้อเหมือนกัน คือ ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม 5 ประการนี้ จะเป็นผู้เมื่อฟังธรรมอยู่ ก็สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้ ซึ่งเป็นธรรมคู่ตรงข้ามมีส่วนเหมือนและส่วนต่าง สรุปรวมแล้วได้ 10 ประการ ไม่มัวสนใจแต่คำพูด, ไม่สนใจแต่ผู้พูด, ไม่สนใจแต่ตัวเอง, ไม่เป็นคนโง่, ไม่สำคัญว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้, ไม่ลบลู่ฟังธรรม, ไม่แข่งดี ฟังธรรม, ไม่จ้องจับผิดในผู้แสดงธรรม, มีจิตเป็นเอกัคคตา และทำในใจโดยแยบคาย</p><p>#ข้อ154-#ข้อ156 ห้วข้อเหมือนกัน ว่าด้วยความเสื่อม และความตั้งอยู่ได้แห่งพระสัทธรรมเป็นธรรมคู่ตรงข้าม</p><p>#ข้อ154 คือ ฟังธรรม เรียนธรรม ทรงจำธรรม ใคร่ครวญอรรถแห่งธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพหรือไม่เคารพ</p><p>#ข้อ155 คือ เรียนธรรม (นวังคสัตถุสาสน์) แสดงธรรม (อธิบาย) บอกธรรม (จดจำ) สาธยาย ตรึกตรองตามหรือไม่</p><p>#ข้อ156 คือ เล่าเรียนพระสูตรที่สืบทอดกันมาดี เป็นผู้ว่าง่าย เป็นพหูสูต เป็นเถระ ไม่มักมาก สงฆ์พร้อมเพรียงกันหรือไม่</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัทธัมมวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิมุตติตามสมัย [6528-6t]</title>
			<itunes:title>วิมุตติตามสมัย [6528-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/eb6e0749-8553-4e09-98b8-06bf3ee7100c/media.mp3" length="27546471" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">eb6e0749-8553-4e09-98b8-06bf3ee7100c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d28</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d28</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Z4FJ/KkNkX8RyFKjVuXwpK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><em>“สมยวิมุต”</em> เป็นความพ้นชั่วคราว ถ้าสร้างเหตุดีมีวิมุตติเกิดขึ้นได้ ถ้าสร้างเหตุเงื่อนไขปัจจัยไม่ดี วิมุตติก็เสื่อมไปได้</p><p>ทบทวน #ข้อ144 เมื่อพิจารณาเห็นสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล และอาศัยอุเบกขาเห็นความไม่เที่ยง จะละราคะ โทสะ และโมหะได้</p><p><strong>นิรยสูตร</strong> #ข้อ145 ผู้ที่ผิดศีล 5 เป็นเหตุให้ไปตกนรก และผู้ที่รักษาศีล 5 ได้ เหมือนได้รับเชิญให้ไปอยู่บนสวรรค์</p><p><strong>มิตตสูตร</strong> #ข้อ146 ผู้ที่ไม่ควรคบและควรคบด้วย คือ ชอบใช้หรือไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำงาน ชอบก่ออธิกรณ์ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเถระหรือไม่  ชอบหรือไม่ชอบไปสถานที่ไม่ควรไปอยู่เรื่อย และสามารถพูดให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติได้หรือไม่</p><p><strong>อสัปปุริสทานสูตร</strong> #ข้อ147 เปรียบเทียบการให้ทานของคนดีและคนไม่ดี ซึ่งคนดีจะให้โดยเคารพ อ่อนน้อม ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของดีๆ และเห็นอานิสงส์ของการให้</p><p><strong>สัปปุริสทานสูตร</strong> #ข้อ148 การให้ทานของผู้ที่ให้ด้วยศรัทธา โดยเคารพ ให้ตามกาลอันควร มีจิตอนุเคราะห์ และให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ซึ่งมีอานิสงส์ของการให้ที่เหมือนกัน และต่างกันไป</p><p><strong>ปฐมสมยวิมุตตสูตร</strong> #ข้อ149 เปรียบเทียบธรรมของผู้มีจิตหลุดพ้นชั่วคราวกับพระอรหันต์ คือ ความชอบหรือไม่ชอบในการงาน การพูดคุย การนอน  คลุกคลีด้วยหมู่ พิจารณาหรือไม่พิจารณาเห็นกิเลสที่หลุดออก</p><p><strong>ทุติยสมยวิมุตตสูตร</strong> #ข้อ150 เหมือน #ข้อ149 แตกต่างกันประการที่ 4 คือ สำรวมหรือไม่สำรวมอินทรีย์ และประการที่ 5 คือ รู้จักหรือไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><em>“สมยวิมุต”</em> เป็นความพ้นชั่วคราว ถ้าสร้างเหตุดีมีวิมุตติเกิดขึ้นได้ ถ้าสร้างเหตุเงื่อนไขปัจจัยไม่ดี วิมุตติก็เสื่อมไปได้</p><p>ทบทวน #ข้อ144 เมื่อพิจารณาเห็นสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล และอาศัยอุเบกขาเห็นความไม่เที่ยง จะละราคะ โทสะ และโมหะได้</p><p><strong>นิรยสูตร</strong> #ข้อ145 ผู้ที่ผิดศีล 5 เป็นเหตุให้ไปตกนรก และผู้ที่รักษาศีล 5 ได้ เหมือนได้รับเชิญให้ไปอยู่บนสวรรค์</p><p><strong>มิตตสูตร</strong> #ข้อ146 ผู้ที่ไม่ควรคบและควรคบด้วย คือ ชอบใช้หรือไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำงาน ชอบก่ออธิกรณ์ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเถระหรือไม่  ชอบหรือไม่ชอบไปสถานที่ไม่ควรไปอยู่เรื่อย และสามารถพูดให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติได้หรือไม่</p><p><strong>อสัปปุริสทานสูตร</strong> #ข้อ147 เปรียบเทียบการให้ทานของคนดีและคนไม่ดี ซึ่งคนดีจะให้โดยเคารพ อ่อนน้อม ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของดีๆ และเห็นอานิสงส์ของการให้</p><p><strong>สัปปุริสทานสูตร</strong> #ข้อ148 การให้ทานของผู้ที่ให้ด้วยศรัทธา โดยเคารพ ให้ตามกาลอันควร มีจิตอนุเคราะห์ และให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น ซึ่งมีอานิสงส์ของการให้ที่เหมือนกัน และต่างกันไป</p><p><strong>ปฐมสมยวิมุตตสูตร</strong> #ข้อ149 เปรียบเทียบธรรมของผู้มีจิตหลุดพ้นชั่วคราวกับพระอรหันต์ คือ ความชอบหรือไม่ชอบในการงาน การพูดคุย การนอน  คลุกคลีด้วยหมู่ พิจารณาหรือไม่พิจารณาเห็นกิเลสที่หลุดออก</p><p><strong>ทุติยสมยวิมุตตสูตร</strong> #ข้อ150 เหมือน #ข้อ149 แตกต่างกันประการที่ 4 คือ สำรวมหรือไม่สำรวมอินทรีย์ และประการที่ 5 คือ รู้จักหรือไม่รู้จักประมาณในการบริโภค</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัญญาในสิ่งทั้งสอง [6527-6t]</title>
			<itunes:title>สัญญาในสิ่งทั้งสอง [6527-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/58e96351-476b-4bb2-b82e-c1e28786127e/media.mp3" length="27044163" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">58e96351-476b-4bb2-b82e-c1e28786127e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d29</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d29</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ay8u0sPFEsSB3RUbHdjwQe]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พึงพิจารณา กำหนดหมายรู้ในสิ่งที่ <em>เป็นปฏิกูล</em> และ <em>ไม่เป็นปฏิกูล</em> เพื่อละ ราคะ โทสะ และโมหะ นั่นเอง</p><p><strong>อวชานาติสูตร</strong> #ข้อ141 บุคคล 5 จำพวก (ปุถุชน) มีปรากฏอยู่ คือ 1. บุคคลให้แล้วดูหมิ่นผู้รับ  2. อยู่ร่วมกันแล้วดูหมิ่นในศีล  3. เป็นคนเชื่อง่าย หูเบา  4. เป็นคนโลเล ศรัทธาหัวเต่า  5. ผู้เขลา</p><p><strong>อารภติสูตร</strong> #ข้อ142 บุคคล 5 จำพวก คือ บุคคลจำพวกที่ 1-4 มี ศีล สมาธิ สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์บ้าง และมีปัญญาพอประมาณ เมื่อละอาสวะที่เกิดจากการต้องอาบัติและวิปปฏิสาร และเจริญซึ่งสมถะกับวิปัสสนา ก็จะทัดเทียมจำพวกที่ 5 คือ อรหันต์</p><p><strong>สารันททสูตร</strong>  #ข้อ143 เจ้าลิจฉวี ได้สนทนากันเรื่อง “แก้ว 5 ประการ ที่หาได้ยากในโลก” โดยมุ่งไปในทางกาม ส่วนนัยยะของพระพุทธเจ้า คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อริยบุคคล และผู้กตัญญูกตเวที หาได้ยากในโลก</p><p><strong>ติกัณฑกีสูตร</strong> #ข้อ144 พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าติกัณฑกีวัน ได้ตรัสเรื่อง การกำหนดหมายรู้ในสิ่งที่เป็นปฎิกูลและไม่ปฏิกูลเพื่อละความกำหนัด ความขัดเคือง และความหลง</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พึงพิจารณา กำหนดหมายรู้ในสิ่งที่ <em>เป็นปฏิกูล</em> และ <em>ไม่เป็นปฏิกูล</em> เพื่อละ ราคะ โทสะ และโมหะ นั่นเอง</p><p><strong>อวชานาติสูตร</strong> #ข้อ141 บุคคล 5 จำพวก (ปุถุชน) มีปรากฏอยู่ คือ 1. บุคคลให้แล้วดูหมิ่นผู้รับ  2. อยู่ร่วมกันแล้วดูหมิ่นในศีล  3. เป็นคนเชื่อง่าย หูเบา  4. เป็นคนโลเล ศรัทธาหัวเต่า  5. ผู้เขลา</p><p><strong>อารภติสูตร</strong> #ข้อ142 บุคคล 5 จำพวก คือ บุคคลจำพวกที่ 1-4 มี ศีล สมาธิ สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์บ้าง และมีปัญญาพอประมาณ เมื่อละอาสวะที่เกิดจากการต้องอาบัติและวิปปฏิสาร และเจริญซึ่งสมถะกับวิปัสสนา ก็จะทัดเทียมจำพวกที่ 5 คือ อรหันต์</p><p><strong>สารันททสูตร</strong>  #ข้อ143 เจ้าลิจฉวี ได้สนทนากันเรื่อง “แก้ว 5 ประการ ที่หาได้ยากในโลก” โดยมุ่งไปในทางกาม ส่วนนัยยะของพระพุทธเจ้า คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อริยบุคคล และผู้กตัญญูกตเวที หาได้ยากในโลก</p><p><strong>ติกัณฑกีสูตร</strong> #ข้อ144 พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าติกัณฑกีวัน ได้ตรัสเรื่อง การกำหนดหมายรู้ในสิ่งที่เป็นปฎิกูลและไม่ปฏิกูลเพื่อละความกำหนัด ความขัดเคือง และความหลง</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ติกัณฑกีวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมของผู้ปรารถนา [6526-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมของผู้ปรารถนา [6526-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9eb68c59-4cce-4023-b8f5-f2c90751ebda/media.mp3" length="27099401" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9eb68c59-4cce-4023-b8f5-f2c90751ebda</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2a</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bG24UuhNRZE51lY4RR+TI5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ธัมมราชาสูตร</strong>  #ข้อ133 เปรียบเทียบการปกครองโดยธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิกับพระศาสดา ใน กาย วาจา ใจ อาชีพ บ้านและนิคม แบบไหนควรและไม่ควรประพฤติ</p><p><strong>ยัสสังทิสังสูตร</strong> #ข้อ134 เปรียบเทียบทิศที่ใช้ประทับของกษัตริย์กับภิกษุผู้มีศีล เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร มีปัญญา และวิมุตติที่มีธรรม 4 ประการ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้น</p><p><strong>ปฐมปัตถนาสูตร</strong> #ข้อ135 โอรสผู้สืบทอดบัลลังก์ ที่มีคุณสมบัติที่ดี ย่อมปรารถนาราชสมบัติได้ เปรียบมาในภิกษุผู้มีศรัทธา อาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ปรารภความเพียร มีปัญญา ย่อมปรารถนาความสิ้นอาสวะได้ฉันนั้นเหมือนกัน</p><p><strong>ทุติยปัตถนาสูตร</strong> #ข้อ136 เหมือน #ข้อ135 มีไส้ในที่ต่างออกมา คือ เป็นที่รักของกองทัพ เป็นบัณฑิต ในส่วนของภิกษุ คือ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีสติปัฏฐาน 4</p><p><strong>อัปปังสุปติสูตร</strong> #ข้อ137 บุคคล 5 ประเภท ที่นอนน้อย ตื่นมาก คือ สตรี บุรุษ โจร (เพราะกาม) พระราชา (ทรงงาน) และภิกษุ ทำความเพียรเพื่อสิ้นอาสวะ</p><p>#ข้อ138-#ข้อ140 ว่าด้วยช้างต้นที่ยังฝึกไม่สำเร็จและสำเร็จแล้ว เปรียบมาในภิกษุที่เป็นเนื้อนาบุญ ใน <strong>ภัตตาทกสูตร</strong> #ข้อ138 คือ ไม่อดทน ต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ <strong>อักขมสูตร</strong> #ข้อ139 เหมือน #ข้อ138 เพิ่มเติมมาคืออดทนได้ และ <strong>โสตสูตร</strong> #ข้อ140 เปรียบช้างต้นกับภิกษุ รู้ฟัง รู้ประหาร รู้รักษา รู้อดทน รู้ไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต คิลานวรรค ราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ธัมมราชาสูตร</strong>  #ข้อ133 เปรียบเทียบการปกครองโดยธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิกับพระศาสดา ใน กาย วาจา ใจ อาชีพ บ้านและนิคม แบบไหนควรและไม่ควรประพฤติ</p><p><strong>ยัสสังทิสังสูตร</strong> #ข้อ134 เปรียบเทียบทิศที่ใช้ประทับของกษัตริย์กับภิกษุผู้มีศีล เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร มีปัญญา และวิมุตติที่มีธรรม 4 ประการ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้น</p><p><strong>ปฐมปัตถนาสูตร</strong> #ข้อ135 โอรสผู้สืบทอดบัลลังก์ ที่มีคุณสมบัติที่ดี ย่อมปรารถนาราชสมบัติได้ เปรียบมาในภิกษุผู้มีศรัทธา อาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ปรารภความเพียร มีปัญญา ย่อมปรารถนาความสิ้นอาสวะได้ฉันนั้นเหมือนกัน</p><p><strong>ทุติยปัตถนาสูตร</strong> #ข้อ136 เหมือน #ข้อ135 มีไส้ในที่ต่างออกมา คือ เป็นที่รักของกองทัพ เป็นบัณฑิต ในส่วนของภิกษุ คือ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีสติปัฏฐาน 4</p><p><strong>อัปปังสุปติสูตร</strong> #ข้อ137 บุคคล 5 ประเภท ที่นอนน้อย ตื่นมาก คือ สตรี บุรุษ โจร (เพราะกาม) พระราชา (ทรงงาน) และภิกษุ ทำความเพียรเพื่อสิ้นอาสวะ</p><p>#ข้อ138-#ข้อ140 ว่าด้วยช้างต้นที่ยังฝึกไม่สำเร็จและสำเร็จแล้ว เปรียบมาในภิกษุที่เป็นเนื้อนาบุญ ใน <strong>ภัตตาทกสูตร</strong> #ข้อ138 คือ ไม่อดทน ต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ <strong>อักขมสูตร</strong> #ข้อ139 เหมือน #ข้อ138 เพิ่มเติมมาคืออดทนได้ และ <strong>โสตสูตร</strong> #ข้อ140 เปรียบช้างต้นกับภิกษุ รู้ฟัง รู้ประหาร รู้รักษา รู้อดทน รู้ไป</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต คิลานวรรค ราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จักรอันยอดเยี่ยม [6525-6t]</title>
			<itunes:title>จักรอันยอดเยี่ยม [6525-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5491cc25-eca6-4e4e-994d-a15b7dce7510/media.mp3" length="28170858" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5491cc25-eca6-4e4e-994d-a15b7dce7510</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2b</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YuvzgLTZjNuprKM7gB2pus]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เปรียบจักร คือ กิจการงานที่เราต้องทำ และดำเนินไปนั้น ถ้าประกอบไปด้วยธรรมที่ดีงาม จะเป็นจักรที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ หาโทษมิได้</p><p><strong>ปฐมอนายุสสาสูตร</strong> #ข้อ125 และ<strong>ทุติยอนายุสสาสูตร</strong> #ข้อ126 ธรรมที่เป็นเหตุให้อายุสั้นและอายุยืน มีไส้ในเหมือนกันอยู่ 3 ประการ เหตุให้อายุสั้น คือ ไม่รู้ประมาณ และไม่ทำในสิ่งที่เป็นสัปปายะ บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก และที่ต่างกันใน #ข้อ125 คือ เที่ยวในเวลาไม่สมควร ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (ขั้นต่ำศีล8) และ #ข้อ126 คือ ทุศีล มีปาปมิตร (มิตรชั่ว) ส่วนธรรมที่เป็นเหตุให้อายุยืน คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>วปกาสสูตร</strong> #ข้อ127 ไม่ควรหลีกออกไปอยู่ผู้เดียว คือ ผู้ไม่สันโดษด้วยปัจจัย 4 และมากด้วยความคิดไปในทางกาม และผู้ควรหลีกออกจากหมู่ คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>สมณสุขสูตร</strong> #ข้อ128 ทุกข์ของสมณะ คือ ผู้ไม่สันโดษด้วยปัจจัย 4 ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และสุขของสมณะ คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>ปริกุปปสูตร</strong> #ข้อ129 กล่าวถึง ผู้ทำอนันตริยกรรม5 (กรรมหนัก) คือ ผู้ที่ต้องไปอบาย ไปนรก เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้แก้ไขไม่ได้</p><p><strong>พยสนสูตร</strong> #ข้อ130 ความวิบัติแห่งญาติ โภคะและโรค ยังไม่ร้ายแรงเท่า ความวิบัติแห่งศีล และทิฐิ (มิจฉา) ที่เป็นเหตุให้ไปเกิดอบาย นรกได้ และว่าด้วยสมบัติแห่งญาติ โภคะและโรค ก็ไม่เท่าสมบัติแห่งศีล และทิฐิ (สัมมา) ให้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><p><strong>ปฐมจักกานุวัตตนสูตร</strong> #ข้อ131 เปรียบเทียบคุณธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิกับพระพุทธเจ้า และ<strong>ทุติยจักกานุวัตตนสูตร</strong> #ข้อ132 เปรียบเทียบคุณธรรมของผู้ที่จะมาสืบทอดบัลลังก์พระเจ้าจักรพรรดิกับพระสารีบุตร ซึ่งมีบทพยัญชนะที่เหมือนกันแต่มีความหมายนัยยะต่างกัน คือ เป็นผู้รู้ประโยชน์ รู้ธรรม รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต คิลานวรรค ราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เปรียบจักร คือ กิจการงานที่เราต้องทำ และดำเนินไปนั้น ถ้าประกอบไปด้วยธรรมที่ดีงาม จะเป็นจักรที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ หาโทษมิได้</p><p><strong>ปฐมอนายุสสาสูตร</strong> #ข้อ125 และ<strong>ทุติยอนายุสสาสูตร</strong> #ข้อ126 ธรรมที่เป็นเหตุให้อายุสั้นและอายุยืน มีไส้ในเหมือนกันอยู่ 3 ประการ เหตุให้อายุสั้น คือ ไม่รู้ประมาณ และไม่ทำในสิ่งที่เป็นสัปปายะ บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก และที่ต่างกันใน #ข้อ125 คือ เที่ยวในเวลาไม่สมควร ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (ขั้นต่ำศีล8) และ #ข้อ126 คือ ทุศีล มีปาปมิตร (มิตรชั่ว) ส่วนธรรมที่เป็นเหตุให้อายุยืน คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>วปกาสสูตร</strong> #ข้อ127 ไม่ควรหลีกออกไปอยู่ผู้เดียว คือ ผู้ไม่สันโดษด้วยปัจจัย 4 และมากด้วยความคิดไปในทางกาม และผู้ควรหลีกออกจากหมู่ คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>สมณสุขสูตร</strong> #ข้อ128 ทุกข์ของสมณะ คือ ผู้ไม่สันโดษด้วยปัจจัย 4 ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และสุขของสมณะ คือ กล่าวตรงกันข้ามกันกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p><strong>ปริกุปปสูตร</strong> #ข้อ129 กล่าวถึง ผู้ทำอนันตริยกรรม5 (กรรมหนัก) คือ ผู้ที่ต้องไปอบาย ไปนรก เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้แก้ไขไม่ได้</p><p><strong>พยสนสูตร</strong> #ข้อ130 ความวิบัติแห่งญาติ โภคะและโรค ยังไม่ร้ายแรงเท่า ความวิบัติแห่งศีล และทิฐิ (มิจฉา) ที่เป็นเหตุให้ไปเกิดอบาย นรกได้ และว่าด้วยสมบัติแห่งญาติ โภคะและโรค ก็ไม่เท่าสมบัติแห่งศีล และทิฐิ (สัมมา) ให้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><p><strong>ปฐมจักกานุวัตตนสูตร</strong> #ข้อ131 เปรียบเทียบคุณธรรมของพระเจ้าจักรพรรดิกับพระพุทธเจ้า และ<strong>ทุติยจักกานุวัตตนสูตร</strong> #ข้อ132 เปรียบเทียบคุณธรรมของผู้ที่จะมาสืบทอดบัลลังก์พระเจ้าจักรพรรดิกับพระสารีบุตร ซึ่งมีบทพยัญชนะที่เหมือนกันแต่มีความหมายนัยยะต่างกัน คือ เป็นผู้รู้ประโยชน์ รู้ธรรม รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต คิลานวรรค ราชวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“บรรลุสุข ได้ด้วยสุข” [6524-6t]</title>
			<itunes:title>“บรรลุสุข ได้ด้วยสุข” [6524-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/330d39be-aa18-4683-9827-c95d85d02618/media.mp3" length="28130127" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">330d39be-aa18-4683-9827-c95d85d02618</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2c</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36axYBEhSQq0lWkxl1dX0SuL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความสุขที่ไม่ควรกลัว คือ จากฌานสมาธิ เพื่อให้ถึงบรมสุข คือ นิพพาน</p><p>จากคำถามใน <strong>ปปติตสูตร</strong> #ข้อ 2 ได้อธิบายเพิ่มเติม  “บรรลุสุขด้วยสุข”  โดย “บรรลุสุข” หมายถึง นิพพาน “ด้วยสุข” หมายถึง ฌานทั้ง 4 ขั้น</p><p>#ข้อ 116-#ข้อ 120 เปรียบเทียบธรรมในส่วนไม่ดีเหมือนอยู่ในนรก และส่วนดีเหมือนตำรงอยู่บนสวรรค์ มีไส้ในเหมือนกันอยู่ 3 ประการ คือ การพิจารณาและไม่พิจารณาไตร่ตรอง คนที่ควรสรรเสริญ คนที่ควรติเตียน ทำศรัทธาไทยให้ตกไป และในความต่างอีก 2 ประการ ของ</p><p><strong>วัณณนาสูตร</strong> #ข้อ 116 คือ แสดงความเลื่อมใส และไม่เลื่อมใสในสิ่งที่ควรและไม่ควรเลื่อมใส </p><p><strong>อิสสุกินีสูตร </strong>#ข้อ 117 คือ มีและไม่มีความริษยา กับความตระหนี่</p><p><strong>มิจฉาทิฏฐิกสูตร</strong>  #ข้อ 118 เรื่องปัญญา คือ ทิฐิ และสังกัปปะ</p><p><strong>มิจฉาวาจาสูตร</strong> #ข้อ 119  เรื่องศีล คือ วาจา และกัมมันตะ</p><p><strong>มิจฉาวายามสูตร</strong> #ข้อ 120 เรื่องสมาธิ คือ วิริยะ และสติ</p><p><strong>คิลานสูตร</strong> #ข้อ 121 ภิกษุป่วยไข้ รักษาจิตของตนเองด้วยธรรม 5 ประการนี้ คิอ พิจารณาความไม่งามในกาย ปฏิกูลในอาหาร ความไม่เที่ยงในสังขาร มรณสัญญา ไม่เพลินในโลกทั้งปวง จะหวังอรหัตผลได้</p><p><strong>สติสุปัฏฐิตสูตร</strong> #ข้อ 122 ไส้ในเหมือนกันกับ #ข้อ 121 ต่างกันแค่ประการแรก คือ ตั้งสติไว้ในภายใน จะเป็นอนาคามี หรือหวังอรหัตผลได้</p><p><strong>ปฐมอุปัฏฐากสูตร</strong> #ข้อ 123 ผู้ป่วยไข้ที่พยาบาลได้ยากและง่าย คือ ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ (สบายเหมาะสมกับโรคนั้นๆ) รู้ประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ ฉันยา บอกอาการตามความเป็นจริง และอดกลั้นต่อเวทนาได้</p><p><strong>ทุติยอุปัฏฐากสูตร</strong> #ข้อ 124 คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดูแลผู้ป่วยไข้ คือ รู้ที่จะจัดยา รู้สิ่งที่เป็นสัปปายะ ไม่รังเกียจอุจจาระ ปัสสาวะ และชักชวนให้คนไข้มีกำลังใจขึ้นมาได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อันธกวินทวรรค คิลานวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความสุขที่ไม่ควรกลัว คือ จากฌานสมาธิ เพื่อให้ถึงบรมสุข คือ นิพพาน</p><p>จากคำถามใน <strong>ปปติตสูตร</strong> #ข้อ 2 ได้อธิบายเพิ่มเติม  “บรรลุสุขด้วยสุข”  โดย “บรรลุสุข” หมายถึง นิพพาน “ด้วยสุข” หมายถึง ฌานทั้ง 4 ขั้น</p><p>#ข้อ 116-#ข้อ 120 เปรียบเทียบธรรมในส่วนไม่ดีเหมือนอยู่ในนรก และส่วนดีเหมือนตำรงอยู่บนสวรรค์ มีไส้ในเหมือนกันอยู่ 3 ประการ คือ การพิจารณาและไม่พิจารณาไตร่ตรอง คนที่ควรสรรเสริญ คนที่ควรติเตียน ทำศรัทธาไทยให้ตกไป และในความต่างอีก 2 ประการ ของ</p><p><strong>วัณณนาสูตร</strong> #ข้อ 116 คือ แสดงความเลื่อมใส และไม่เลื่อมใสในสิ่งที่ควรและไม่ควรเลื่อมใส </p><p><strong>อิสสุกินีสูตร </strong>#ข้อ 117 คือ มีและไม่มีความริษยา กับความตระหนี่</p><p><strong>มิจฉาทิฏฐิกสูตร</strong>  #ข้อ 118 เรื่องปัญญา คือ ทิฐิ และสังกัปปะ</p><p><strong>มิจฉาวาจาสูตร</strong> #ข้อ 119  เรื่องศีล คือ วาจา และกัมมันตะ</p><p><strong>มิจฉาวายามสูตร</strong> #ข้อ 120 เรื่องสมาธิ คือ วิริยะ และสติ</p><p><strong>คิลานสูตร</strong> #ข้อ 121 ภิกษุป่วยไข้ รักษาจิตของตนเองด้วยธรรม 5 ประการนี้ คิอ พิจารณาความไม่งามในกาย ปฏิกูลในอาหาร ความไม่เที่ยงในสังขาร มรณสัญญา ไม่เพลินในโลกทั้งปวง จะหวังอรหัตผลได้</p><p><strong>สติสุปัฏฐิตสูตร</strong> #ข้อ 122 ไส้ในเหมือนกันกับ #ข้อ 121 ต่างกันแค่ประการแรก คือ ตั้งสติไว้ในภายใน จะเป็นอนาคามี หรือหวังอรหัตผลได้</p><p><strong>ปฐมอุปัฏฐากสูตร</strong> #ข้อ 123 ผู้ป่วยไข้ที่พยาบาลได้ยากและง่าย คือ ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ (สบายเหมาะสมกับโรคนั้นๆ) รู้ประมาณในสิ่งที่เป็นสัปปายะ ฉันยา บอกอาการตามความเป็นจริง และอดกลั้นต่อเวทนาได้</p><p><strong>ทุติยอุปัฏฐากสูตร</strong> #ข้อ 124 คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดูแลผู้ป่วยไข้ คือ รู้ที่จะจัดยา รู้สิ่งที่เป็นสัปปายะ ไม่รังเกียจอุจจาระ ปัสสาวะ และชักชวนให้คนไข้มีกำลังใจขึ้นมาได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อันธกวินทวรรค คิลานวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รู้อดทน รู้ละตระหนี่ [6523-6t]</title>
			<itunes:title>รู้อดทน รู้ละตระหนี่ [6523-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5c6f15e1-471c-4c95-b6ed-5c25dc3a420c/media.mp3" length="27232677" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5c6f15e1-471c-4c95-b6ed-5c25dc3a420c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2d</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Ze6cyPZuqTBoJLkRViOVJ0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“อดทน” ไม่ใช่ “เก็บกด” ที่เก็บอกุศลธรรมเอาไว้ แต่อดทนเป็นการใช้ปัญญาไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น</p><p>ผู้ตระหนี่ เปรียบเสมือนอยู่ในนรก ผู้ที่ละได้แล้ว ย่อมเบาสบายเหมือนดำรงบนสรวงสวรรค์</p><p><strong>กุลูปกสูตร</strong> #ข้อ111 ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล มีคุณสมบัติ 5 ประเภทนี้ จะยังความศรัทธาให้เกิดขึ้น คิอ ไม่แสดงอาการคุ้นเคยกับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่แทรกแซงอำนาจ ไม่คบตระกูลที่แตกแยกกัน ไม่พูดกระซิบที่หู ไม่ขอมากเกินไป และในทางตรงข้ามกันกับกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ไม่เป็นที่พอใจ ที่เคารพ</p><p><strong>ปัจฉาสมณสูตร</strong> #ข้อ112 คุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นปัจฉาสมณะ (พระผู้ติดตาม) คือ เดินไม่ห่างนัก ไม่ใกล้นัก รับบาตรหรือของในบาตร (คอยอำนวยความสะดวก) เมื่อพูดเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีต้องคอยห้ามกัน ไม่ควรพูดแทรกขึ้น มีปัญญา รู้ความเหมาะสม เป็นผู้ควรพาไปด้วย</p><p><strong>สัมมาสมาธิสูตร</strong> #ข้อ113 ธรรมผู้เข้าสู่สัมมาสมาธิ คือ อดทนต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะทำให้เข้าสู่สมาธิได้ง่าย และทางตรงข้ามกัน ถ้าไม่อดทน จิตใจจะถูกดึงไปกระทบตามอายตนะต่างๆ เข้าสมาธิได้ลำบาก</p><p><strong>อันธกวินทสูตร</strong> #ข้อ114 คุณธรรมสำหรับพระใหม่ ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมได้ คือ มีศีลเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ และอภิสมาจาร (มรรยาทที่ดีงาม) สำรวมอินทรีย์ พูดให้น้อย ให้มีที่จบ อาศัยเสนาสนะอันสงัด (กายวิเวก) มีสัมมาทัสสนะ (ความเห็นชอบ)</p><p><strong>มัจฉรินีสูตร</strong> #ข้อ115 ถ้ามีความตระหนี่ 3 นัยยะนี้ คือ ตนเองมีแต่ไม่ให้ ไม่มีและไม่อยากให้ผู้อื่นมี ตนเองมีดีแต่ไม่อยากให้ผู้อื่นมีดีกว่า ในที่อยู่ ตระกูล (ญาติโยม) ลาภ (ปัจจัย 4) วรรณะ (ศีล) ธรรม ย่อมอยู่ไม่เป็นสุข แต่ถ้าไม่มีความตระหนี่ย่อมอยู่ผาสุก</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อันธกวินทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“อดทน” ไม่ใช่ “เก็บกด” ที่เก็บอกุศลธรรมเอาไว้ แต่อดทนเป็นการใช้ปัญญาไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น</p><p>ผู้ตระหนี่ เปรียบเสมือนอยู่ในนรก ผู้ที่ละได้แล้ว ย่อมเบาสบายเหมือนดำรงบนสรวงสวรรค์</p><p><strong>กุลูปกสูตร</strong> #ข้อ111 ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล มีคุณสมบัติ 5 ประเภทนี้ จะยังความศรัทธาให้เกิดขึ้น คิอ ไม่แสดงอาการคุ้นเคยกับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่แทรกแซงอำนาจ ไม่คบตระกูลที่แตกแยกกัน ไม่พูดกระซิบที่หู ไม่ขอมากเกินไป และในทางตรงข้ามกันกับกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ไม่เป็นที่พอใจ ที่เคารพ</p><p><strong>ปัจฉาสมณสูตร</strong> #ข้อ112 คุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นปัจฉาสมณะ (พระผู้ติดตาม) คือ เดินไม่ห่างนัก ไม่ใกล้นัก รับบาตรหรือของในบาตร (คอยอำนวยความสะดวก) เมื่อพูดเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีต้องคอยห้ามกัน ไม่ควรพูดแทรกขึ้น มีปัญญา รู้ความเหมาะสม เป็นผู้ควรพาไปด้วย</p><p><strong>สัมมาสมาธิสูตร</strong> #ข้อ113 ธรรมผู้เข้าสู่สัมมาสมาธิ คือ อดทนต่อ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะทำให้เข้าสู่สมาธิได้ง่าย และทางตรงข้ามกัน ถ้าไม่อดทน จิตใจจะถูกดึงไปกระทบตามอายตนะต่างๆ เข้าสมาธิได้ลำบาก</p><p><strong>อันธกวินทสูตร</strong> #ข้อ114 คุณธรรมสำหรับพระใหม่ ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมได้ คือ มีศีลเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ และอภิสมาจาร (มรรยาทที่ดีงาม) สำรวมอินทรีย์ พูดให้น้อย ให้มีที่จบ อาศัยเสนาสนะอันสงัด (กายวิเวก) มีสัมมาทัสสนะ (ความเห็นชอบ)</p><p><strong>มัจฉรินีสูตร</strong> #ข้อ115 ถ้ามีความตระหนี่ 3 นัยยะนี้ คือ ตนเองมีแต่ไม่ให้ ไม่มีและไม่อยากให้ผู้อื่นมี ตนเองมีดีแต่ไม่อยากให้ผู้อื่นมีดีกว่า ในที่อยู่ ตระกูล (ญาติโยม) ลาภ (ปัจจัย 4) วรรณะ (ศีล) ธรรม ย่อมอยู่ไม่เป็นสุข แต่ถ้าไม่มีความตระหนี่ย่อมอยู่ผาสุก</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อันธกวินทวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปรับทิฐิ ด้วยปัญญา [6522-6t]</title>
			<itunes:title>ปรับทิฐิ ด้วยปัญญา [6522-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a723d310-f7c1-4cf2-8994-54b413a66327/media.mp3" length="26395787" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a723d310-f7c1-4cf2-8994-54b413a66327</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2e</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZgoEuG+Bbxxh6PPAwDD9Jn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เมื่อเราเห็นข้อปฏิบัติหรือสิ่งไม่ดีของผู้อื่นแล้ว เราเลือกที่จะใช้ความดีปฏิบัติตอบ ให้เขาได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง เป็นคนดีขึ้นมาได้ เป็นการรักษากันและกัน “ด้วยความดี”  </p><p>จากคำถามใน #ข้อ100 <strong>กกุธเถรสูตร</strong> “ศาสดาท่านนี้จักทำกรรมใด เขาเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้น” เป็นอุบายการรักษาจิตของสาวก (ลูกศิษย์) ที่เมื่อเห็นอาจารย์ของตนปฏิบัติไม่ดีแล้ว เลือกที่จะรักษาจิตให้มีความดี ให้มีเมตตา  </p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ107 ภิกษุถึงพร้อม (จนสุดถึงขั้นผล) ด้วย ศีล สมาธิ ปํญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะความหมายเหมือนกันกับ <strong>อเสขสูตร</strong> #ข้อ108 ภิกษุประกอบด้วย อริยศีลขันธ์ (ขันธ์ คือ กอง กลุ่มก้อน) สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก  </p><p><strong>จาตุททิสสูตร</strong> #ข้อ109 ภิกษุผู้เที่ยวไปในทิศทั้ง 4 (พระอรหันต์) เป็นผู้มีศีล พหูสูต สันโดษด้วยปัจจัย 4 ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ไส้ในเหมือนกันกับ <strong>อรัญญสูตร </strong>#ข้อ110  ภิกษุผู้ควรอยู่ในป่า (พระอรหันต์) ต่างกันประการที่ 3 คือ ปรารภความเพียร  มีอาสวะสิ้นแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ จะไปที่ไหน ก็ไปได้  </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เมื่อเราเห็นข้อปฏิบัติหรือสิ่งไม่ดีของผู้อื่นแล้ว เราเลือกที่จะใช้ความดีปฏิบัติตอบ ให้เขาได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง เป็นคนดีขึ้นมาได้ เป็นการรักษากันและกัน “ด้วยความดี”  </p><p>จากคำถามใน #ข้อ100 <strong>กกุธเถรสูตร</strong> “ศาสดาท่านนี้จักทำกรรมใด เขาเองก็จักปรากฏด้วยกรรมนั้น” เป็นอุบายการรักษาจิตของสาวก (ลูกศิษย์) ที่เมื่อเห็นอาจารย์ของตนปฏิบัติไม่ดีแล้ว เลือกที่จะรักษาจิตให้มีความดี ให้มีเมตตา  </p><p><strong>สีลสูตร</strong> #ข้อ107 ภิกษุถึงพร้อม (จนสุดถึงขั้นผล) ด้วย ศีล สมาธิ ปํญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะความหมายเหมือนกันกับ <strong>อเสขสูตร</strong> #ข้อ108 ภิกษุประกอบด้วย อริยศีลขันธ์ (ขันธ์ คือ กอง กลุ่มก้อน) สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก  </p><p><strong>จาตุททิสสูตร</strong> #ข้อ109 ภิกษุผู้เที่ยวไปในทิศทั้ง 4 (พระอรหันต์) เป็นผู้มีศีล พหูสูต สันโดษด้วยปัจจัย 4 ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ ไส้ในเหมือนกันกับ <strong>อรัญญสูตร </strong>#ข้อ110  ภิกษุผู้ควรอยู่ในป่า (พระอรหันต์) ต่างกันประการที่ 3 คือ ปรารภความเพียร  มีอาสวะสิ้นแล้ว จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ จะไปที่ไหน ก็ไปได้  </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“เพ่งเฉพาะตน” [6521-6t]</title>
			<itunes:title>“เพ่งเฉพาะตน” [6521-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/807c22e0-64e5-40f2-a77a-1bd499d4bc1d/media.mp3" length="27035905" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">807c22e0-64e5-40f2-a77a-1bd499d4bc1d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d2f</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d2f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YBRPOwhue8+9i5uAI8Wmot]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เราควรเอาใจ มาใส่ไว้ใน “ศีล สมาธิ ปัญญา” ของตัวเอง มีเมตตาทางกาย วาจา ใจที่ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ว่าคนอื่นจะไม่ดีอย่างไร จะไม่สะเทือนใจไปตาม เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้</p><p><strong>สารัชชสูตร</strong> #ข้อ101 ธรรมเครื่องทำความแกล้วกล้าของผู้เป็นเสขะ ให้มีกำลังใจ กล้าที่จะทำต่อไป คือ ผู้มีศรัทธา (มั่นใจ กล้าลงมือปฏิบัติ) ศีล (มีวินัย นิสัยที่ถูกต้อง) พหูสูต (ฟัง ศึกษาธรรมมาก) ความเพียร (4ลักษณะ) ปัญญา (พิจารณา)</p><p><strong>อุสสังกิตสูตร</strong> #ข้อ102 ธรรมที่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว อาจทำให้ถูกสงสัยว่าไม่ดี ต่อให้ไม่ผิดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม เพราะอาจจะเกิดคำติเตียนได้ คือ ไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำกับหญิงโสเภณี หญิงหม้าย สาวเทื้อ (สาวแก่) กะเทย นักบวชหญิง</p><p><strong>มหาโจรสูตร</strong> #ข้อ103 อุปมาโจร คือ อาศัยที่ขรุขระ (หายาก) ป่ารก (จับยาก) อิทธิพล (เส้นสาย) จ่ายทรัพย์กลบความผิด ไปคนเดียวไม่มีใครรู้ความลับ และอุปไมยภิกษุ คือ มีกรรมทางกาย วาจาและใจไม่ตรง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีเส้นสายอิทธิพล ใช้เงินกลบความผิด ไปรูปเดียวไม่มีใครตรวจสอบความผิด เป็น “คนโขมยกิน”</p><p><strong>สมณสุขุมาลสูตร</strong> #ข้อ104 ธรรมสมณะผู้ละเอียดอ่อน จะถูกขอให้ใช้สอยปัจจัย 4 โดยส่วนมาก ได้รับกรรมทางกาย วาจา ใจที่น่าพอใจ สุขภาพดี ได้ฌาณ 4 ทำให้แจ้งด้วยเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ</p><p><strong>ผาสุวิหารสูตร</strong> #ข้อ105 ว่าด้วยความผาสุก คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีศีล และอริยทิฏฐิ (วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ)</p><p><strong>อานันทสูตร</strong> #ข้อ106 เครื่องอยู่ผาสุกที่ประณีต คือ มีศีล ไม่ติเตียนผู้อื่นด้วยศีล ใส่ใจตนเอง ไม่ใส่ใจผู้อื่น (ไม่เพ่งโทษผู้อื่น) ไม่กังวลใจกับชื่อเสียง เป็นผู้ได้ฌาณ 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เราควรเอาใจ มาใส่ไว้ใน “ศีล สมาธิ ปัญญา” ของตัวเอง มีเมตตาทางกาย วาจา ใจที่ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ว่าคนอื่นจะไม่ดีอย่างไร จะไม่สะเทือนใจไปตาม เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้</p><p><strong>สารัชชสูตร</strong> #ข้อ101 ธรรมเครื่องทำความแกล้วกล้าของผู้เป็นเสขะ ให้มีกำลังใจ กล้าที่จะทำต่อไป คือ ผู้มีศรัทธา (มั่นใจ กล้าลงมือปฏิบัติ) ศีล (มีวินัย นิสัยที่ถูกต้อง) พหูสูต (ฟัง ศึกษาธรรมมาก) ความเพียร (4ลักษณะ) ปัญญา (พิจารณา)</p><p><strong>อุสสังกิตสูตร</strong> #ข้อ102 ธรรมที่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว อาจทำให้ถูกสงสัยว่าไม่ดี ต่อให้ไม่ผิดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม เพราะอาจจะเกิดคำติเตียนได้ คือ ไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำกับหญิงโสเภณี หญิงหม้าย สาวเทื้อ (สาวแก่) กะเทย นักบวชหญิง</p><p><strong>มหาโจรสูตร</strong> #ข้อ103 อุปมาโจร คือ อาศัยที่ขรุขระ (หายาก) ป่ารก (จับยาก) อิทธิพล (เส้นสาย) จ่ายทรัพย์กลบความผิด ไปคนเดียวไม่มีใครรู้ความลับ และอุปไมยภิกษุ คือ มีกรรมทางกาย วาจาและใจไม่ตรง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีเส้นสายอิทธิพล ใช้เงินกลบความผิด ไปรูปเดียวไม่มีใครตรวจสอบความผิด เป็น “คนโขมยกิน”</p><p><strong>สมณสุขุมาลสูตร</strong> #ข้อ104 ธรรมสมณะผู้ละเอียดอ่อน จะถูกขอให้ใช้สอยปัจจัย 4 โดยส่วนมาก ได้รับกรรมทางกาย วาจา ใจที่น่าพอใจ สุขภาพดี ได้ฌาณ 4 ทำให้แจ้งด้วยเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ</p><p><strong>ผาสุวิหารสูตร</strong> #ข้อ105 ว่าด้วยความผาสุก คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีศีล และอริยทิฏฐิ (วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ)</p><p><strong>อานันทสูตร</strong> #ข้อ106 เครื่องอยู่ผาสุกที่ประณีต คือ มีศีล ไม่ติเตียนผู้อื่นด้วยศีล ใส่ใจตนเอง ไม่ใส่ใจผู้อื่น (ไม่เพ่งโทษผู้อื่น) ไม่กังวลใจกับชื่อเสียง เป็นผู้ได้ฌาณ 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ผาสุวิหารวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทางแห่งความผาสุก [6520-6t]</title>
			<itunes:title>ทางแห่งความผาสุก [6520-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a7e02331-a990-492b-b8eb-08980d559af7/media.mp3" length="27880078" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a7e02331-a990-492b-b8eb-08980d559af7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d30</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d30</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZEWcplWTpG2zC0SQgAnO4O]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“สมาธิ” คือ เครื่องอยู่ที่จะทำให้เกิด <em>“ความผาสุก”</em> เป็นความสุขอีกประเภทที่เหนือกว่า สุขเวทนา และทุกขเวทนา</p><p><strong>ผาสุวิหารสูตร</strong> #ข้อ94 ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ให้เกิดความผาสุก คือ สมาธิในขั้นที่ 1-4 (รูปฌาน) เป็นความพ้นจากกิเลสที่อาจจะยังกลับกำเริบได้  อุปไมยเหมือนหินทับหญ้า แต่ถ้าประกอบด้วยเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ คือ ไม่เร่าร้อนไปตามอำนาจกิเลส เป็นความสิ้นไปแห่งอาสวะนั่นเอง</p><p><strong>อกุปปสูตร</strong> #ข้อ95 ผู้มีธรรมไม่กลับกำเริบ คือ ปฏิสัมภิทา 4 ปัญญาแตกฉานใน อรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ) ธรรม นิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง) ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และการพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้วในแต่ละขั้น ฝึกสังเกตเห็นการเกิด-ดับ เสริมปัญญาให้ถึงธรรมะที่ไม่กลับกำเริบได้</p><p>#ข้อ96-98 ธรรม 5 ประการนี้ เมื่อทำอานาปานสติก็จะบรรลุธรรมได้ไม่นานนัก มีไส้ในที่เหมือนกันอยู่ 4 ประการ คือ มีธุระน้อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง นอนน้อย พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ส่วนที่แตกต่างใน <strong>สุตธรสูตร </strong>#ข้อ96 คือ เป็นพหูสูต ฟังธรรมมาก ส่วนใน<strong>กถาสูตร</strong> #ข้อ97 คือ กถาวัตถุ 10 ทำให้จิตเปิดโล่ง มาคิดในทางที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม และ<strong>อารัญญกสูตร</strong> #ข้อ98 คือ อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท</p><p><strong>สีหสูตร</strong> #ข้อ99 การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเทียบไว้ว่าเหมือน “ราชสีห์ บรรลือสีหนาท” คือ เป็นผู้หนักในธรรม เมื่อจะแสดงธรรมแก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และปุถุชน ก็จะแสดงโดยเคารพในธรรม</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“สมาธิ” คือ เครื่องอยู่ที่จะทำให้เกิด <em>“ความผาสุก”</em> เป็นความสุขอีกประเภทที่เหนือกว่า สุขเวทนา และทุกขเวทนา</p><p><strong>ผาสุวิหารสูตร</strong> #ข้อ94 ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ให้เกิดความผาสุก คือ สมาธิในขั้นที่ 1-4 (รูปฌาน) เป็นความพ้นจากกิเลสที่อาจจะยังกลับกำเริบได้  อุปไมยเหมือนหินทับหญ้า แต่ถ้าประกอบด้วยเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ คือ ไม่เร่าร้อนไปตามอำนาจกิเลส เป็นความสิ้นไปแห่งอาสวะนั่นเอง</p><p><strong>อกุปปสูตร</strong> #ข้อ95 ผู้มีธรรมไม่กลับกำเริบ คือ ปฏิสัมภิทา 4 ปัญญาแตกฉานใน อรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ) ธรรม นิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง) ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และการพิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้วในแต่ละขั้น ฝึกสังเกตเห็นการเกิด-ดับ เสริมปัญญาให้ถึงธรรมะที่ไม่กลับกำเริบได้</p><p>#ข้อ96-98 ธรรม 5 ประการนี้ เมื่อทำอานาปานสติก็จะบรรลุธรรมได้ไม่นานนัก มีไส้ในที่เหมือนกันอยู่ 4 ประการ คือ มีธุระน้อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง นอนน้อย พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ส่วนที่แตกต่างใน <strong>สุตธรสูตร </strong>#ข้อ96 คือ เป็นพหูสูต ฟังธรรมมาก ส่วนใน<strong>กถาสูตร</strong> #ข้อ97 คือ กถาวัตถุ 10 ทำให้จิตเปิดโล่ง มาคิดในทางที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม และ<strong>อารัญญกสูตร</strong> #ข้อ98 คือ อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท</p><p><strong>สีหสูตร</strong> #ข้อ99 การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเทียบไว้ว่าเหมือน “ราชสีห์ บรรลือสีหนาท” คือ เป็นผู้หนักในธรรม เมื่อจะแสดงธรรมแก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และปุถุชน ก็จะแสดงโดยเคารพในธรรม</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มีธรรมเป็น “เครื่องรักษาตน” [6519-6t]</title>
			<itunes:title>มีธรรมเป็น “เครื่องรักษาตน” [6519-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f9607096-4e17-4bf4-b327-1c4c6a633e79/media.mp3" length="26724023" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f9607096-4e17-4bf4-b327-1c4c6a633e79</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d31</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d31</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36abiZDvUMzjoJxoAqO/zTov]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ความดี” ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นมาคอยช่วยยืนยันรักษาว่าเรามีดี เพราะความดีที่มีอยู่ ย่อมเป็นเครื่องรักษาตน และหอมฟุ้งด้วยตัวเอง</p><p><strong>กกุธเถรสูตร</strong> #ข้อ100 แบ่งศาสดาไว้ 5 ประเภท ตามคุณธรรม 5 อย่างนี้ คือ ศีล อาชีพ ธรรมเทศนา (อรรถ ความหมาย) เวยยากรณะ (ภาษาตัวบท) ญาณทัสสนะ (เห็นตามความเป็นจริง) ที่ไม่บริสุทธิ์ แต่พูดว่าบริสุทธิ์ สาวก(ลูกศิษย์) อยู่ด้วยจะรู้ และด้วยเหตุเพราะเป็นศาสดา จึงร่ำรวยปัจจัย 4 ถ้าเตือนกันก็อาจทำให้ไม่พอใจ จึงช่วยปกปิดรักษาธรรมที่ไม่บริสุทธิ์นั้น</p><p>แต่พระศาสดาเรามีธรรมบริสุทธิ์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยรักษา</p><p><strong>ปฐมสัมปทาสูตร</strong> #ข้อ91 ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ (การฟังธรรม) จาคะ (ทาน), ปัญญา ควรทำให้มี ดีขึ้น ให้เต็มพร้อม</p><p><strong>ทุติยสัมปทาสูตร</strong> #ข้อ92 ความถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ (การหลุดพ้น) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้ในการหลุดพ้นนั้น รู้ว่า ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไปแล้ว) ใน #ข้อ91 และ #ข้อ92 มีอานิสงส์ทำให้เกิดความดี และความสุขในสัมปรายภพ</p><p><strong>พยากรณสูตร</strong> #ข้อ93 บอก หรือตอบผลลัพธ์ของเหตุที่เราเดิน (มรรค) ปฏิบัติมา ได้โดย 5 ประการนี้ ตอบว่าได้อรหัตผล เพราะว่า โง่เขลาเข้าใจผิด ปรารถนาลาภสักการะ ตีเอาความที่บัญญัติไว้ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน คิดไปเอง และประการสุดท้าย คือ บรรลุอรหัตผลจริงๆ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค ข้อที่ 91-93 และข้อที่ 100</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ความดี” ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่นมาคอยช่วยยืนยันรักษาว่าเรามีดี เพราะความดีที่มีอยู่ ย่อมเป็นเครื่องรักษาตน และหอมฟุ้งด้วยตัวเอง</p><p><strong>กกุธเถรสูตร</strong> #ข้อ100 แบ่งศาสดาไว้ 5 ประเภท ตามคุณธรรม 5 อย่างนี้ คือ ศีล อาชีพ ธรรมเทศนา (อรรถ ความหมาย) เวยยากรณะ (ภาษาตัวบท) ญาณทัสสนะ (เห็นตามความเป็นจริง) ที่ไม่บริสุทธิ์ แต่พูดว่าบริสุทธิ์ สาวก(ลูกศิษย์) อยู่ด้วยจะรู้ และด้วยเหตุเพราะเป็นศาสดา จึงร่ำรวยปัจจัย 4 ถ้าเตือนกันก็อาจทำให้ไม่พอใจ จึงช่วยปกปิดรักษาธรรมที่ไม่บริสุทธิ์นั้น</p><p>แต่พระศาสดาเรามีธรรมบริสุทธิ์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วยรักษา</p><p><strong>ปฐมสัมปทาสูตร</strong> #ข้อ91 ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ (การฟังธรรม) จาคะ (ทาน), ปัญญา ควรทำให้มี ดีขึ้น ให้เต็มพร้อม</p><p><strong>ทุติยสัมปทาสูตร</strong> #ข้อ92 ความถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ (การหลุดพ้น) วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้ในการหลุดพ้นนั้น รู้ว่า ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นไปแล้ว) ใน #ข้อ91 และ #ข้อ92 มีอานิสงส์ทำให้เกิดความดี และความสุขในสัมปรายภพ</p><p><strong>พยากรณสูตร</strong> #ข้อ93 บอก หรือตอบผลลัพธ์ของเหตุที่เราเดิน (มรรค) ปฏิบัติมา ได้โดย 5 ประการนี้ ตอบว่าได้อรหัตผล เพราะว่า โง่เขลาเข้าใจผิด ปรารถนาลาภสักการะ ตีเอาความที่บัญญัติไว้ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน คิดไปเอง และประการสุดท้าย คือ บรรลุอรหัตผลจริงๆ</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กกุธวรรค ข้อที่ 91-93 และข้อที่ 100</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“ผู้นำ” เพื่อประโยชน์สุข [6518-6t]</title>
			<itunes:title>“ผู้นำ” เพื่อประโยชน์สุข [6518-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5a9b77c9-90bb-41e7-997d-e731f6104747/media.mp3" length="27372990" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5a9b77c9-90bb-41e7-997d-e731f6104747</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d32</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d32</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bhrPeLvuhEDiEfdXiINj3R]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สิ่งดีงามต่างๆ ถ้าได้ไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็น <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong> สิ่งนั้นจะเป็นไป <em>“เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์กับตนเอง และผู้อื่น”</em></p><p>และในสิ่งดีงามที่มีอยู่เช่นเดิม ถ้าไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นผิด เป็น <strong>“มิจฉาทิฏฐิ” </strong>สิ่งนั้น<em>จะ “เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่เป็นประโยชน์กับตนเอง และผู้อื่น”</em></p><p><strong>ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร</strong> #ข้อ86 คือ ปฏิสัมภิทา4 ปัญญาแตกฉานใน อรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ), ธรรม, นิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง), ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และข้อ5 ขยัน ไม่เกียจคร้าน</p><p><strong>สีลวันตสูตร</strong> #ข้อ87 เป็นผู้มีความงามของศีล, เป็นพหูสูต เวลาบอกสอนมีข้อมูลพร้อม, พูดจาไพเราะ, มีสมาธิ, มีปัญญา</p><p>ผู้ที่ประกอบด้วยธรรมใน #ข้อ86และ #ข้อ87นี้ <em>“ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง”</em></p><p><strong>เถรสูตร</strong> #ข้อ88  ธรรมที่ไม่เกื้อกูล ไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก คือ เป็นผู้บวชมานาน, มีชื่อเสียง ยศ บริวาร, ร่ำรวยด้วยปัจจัย 4, เป็นพหูสูต<strong>, </strong>เป็น <em>มิจฉาทิฏฐิ</em> (อกุศลเพิ่ม) และธรรมที่เกื้อกูล เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะเหมือนกันใน 4 ประการแรก แตกต่างกันในประการที่ 5 คือ เป็น <em>สัมมาทิฏฐิ</em> คือ อกุศลลด กุศลเพิ่ม วางความยึดถือลงได้</p><p><strong>ปฐมเสขสูตร</strong> #ข้อ89 ธรรมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ (ยังต้องศึกษา) คือ ชอบการงาน, พูดคุย, หาความสุขในการนอน, ชอบคลุกคลี, ไม่พัฒนาคุณธรรมให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมา</p><p><strong>ทุติยเสขสูตร </strong>#ข้อ90 มีกิจมาก, ปล่อยเวลาล่วงไป, คลุกคลีกับคฤหัสถ์, ออกบิณฑบาตเช้า-กลับสายนัก, ไม่ประกอบด้วยธรรมกถาต่างๆ แล้วละการหลีกเร้น จิตไม่เป็นสมาธิ เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค ข้อที่ 86-90</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สิ่งดีงามต่างๆ ถ้าได้ไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็น <strong>“สัมมาทิฏฐิ”</strong> สิ่งนั้นจะเป็นไป <em>“เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์กับตนเอง และผู้อื่น”</em></p><p>และในสิ่งดีงามที่มีอยู่เช่นเดิม ถ้าไปอยู่ในมือของผู้ที่มีความเห็นผิด เป็น <strong>“มิจฉาทิฏฐิ” </strong>สิ่งนั้น<em>จะ “เป็นทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่เป็นประโยชน์กับตนเอง และผู้อื่น”</em></p><p><strong>ปฏิสัมภิทาปัตตสูตร</strong> #ข้อ86 คือ ปฏิสัมภิทา4 ปัญญาแตกฉานใน อรรถ (เข้าใจความหมายได้หลายนัยยะ), ธรรม, นิรุตติ (เข้าใจภาษาได้ลึกซึ้ง), ปฏิภาณ (ไหวพริบถาม-ตอบปัญหา) และข้อ5 ขยัน ไม่เกียจคร้าน</p><p><strong>สีลวันตสูตร</strong> #ข้อ87 เป็นผู้มีความงามของศีล, เป็นพหูสูต เวลาบอกสอนมีข้อมูลพร้อม, พูดจาไพเราะ, มีสมาธิ, มีปัญญา</p><p>ผู้ที่ประกอบด้วยธรรมใน #ข้อ86และ #ข้อ87นี้ <em>“ย่อมเป็นที่รัก ที่น่าเคารพยกย่อง”</em></p><p><strong>เถรสูตร</strong> #ข้อ88  ธรรมที่ไม่เกื้อกูล ไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก คือ เป็นผู้บวชมานาน, มีชื่อเสียง ยศ บริวาร, ร่ำรวยด้วยปัจจัย 4, เป็นพหูสูต<strong>, </strong>เป็น <em>มิจฉาทิฏฐิ</em> (อกุศลเพิ่ม) และธรรมที่เกื้อกูล เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก จะเหมือนกันใน 4 ประการแรก แตกต่างกันในประการที่ 5 คือ เป็น <em>สัมมาทิฏฐิ</em> คือ อกุศลลด กุศลเพิ่ม วางความยึดถือลงได้</p><p><strong>ปฐมเสขสูตร</strong> #ข้อ89 ธรรมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ (ยังต้องศึกษา) คือ ชอบการงาน, พูดคุย, หาความสุขในการนอน, ชอบคลุกคลี, ไม่พัฒนาคุณธรรมให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมา</p><p><strong>ทุติยเสขสูตร </strong>#ข้อ90 มีกิจมาก, ปล่อยเวลาล่วงไป, คลุกคลีกับคฤหัสถ์, ออกบิณฑบาตเช้า-กลับสายนัก, ไม่ประกอบด้วยธรรมกถาต่างๆ แล้วละการหลีกเร้น จิตไม่เป็นสมาธิ เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ผู้ที่เป็นเสขะ และธรรมเพื่อความเจริญ คือ ตรงข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค ข้อที่ 86-90</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมอันเป็น “ที่รัก” [6517-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมอันเป็น “ที่รัก” [6517-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c9f8e870-9f40-400e-9b6d-cf2d05764cdf/media.mp3" length="27235855" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c9f8e870-9f40-400e-9b6d-cf2d05764cdf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d33</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d33</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bL+NhrLGiVXfVpNWEBFWB9]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><em>ทักษะอะไร</em> ที่เมื่อเราอยู่ร่วมกับผู้อื่นแล้ว จะเป็นเหตุให้ เป็น <strong><em> “ที่รัก ที่น่าพอใจ ที่น่าเคารพ และยกย่อง”</em></strong></p><p>ข้อที่ 81-85 นี้ ว่าด้วยธรรมของ <strong>“</strong><strong><em>พระเถระ” </em></strong>เป็นข้อปฏิบัติของความเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ในแต่ละข้อ จะประกอบด้วยธรรม  5 ประการ คือ <strong>“</strong><strong><em>ธรรม”  </em></strong>ที่จะเป็นเหตุให้ “<em>ไม่เป็นที่รัก ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเคารพยกย่อง” </em>และในทางตรงกันข้ามกัน <strong>“</strong><strong><em>ธรรม”  </em></strong>ที่จะเป็นเหตุ<em>ให้ “เป็นที่รัก ที่น่าพอใจ น่าเคารพและยกย่อง”</em></p><p><strong>รชนียสูตร</strong> #ข้อ81 กำหนัด ขัดเคือง หลง โกธร มัวเมา ให้มาพิจารณาถึงความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ  รู้เห็นตามจริงในอริยสัจ 4 เอาโลกธรรม 8 มาพิจารณา จะไม่กำหนัด ขัดเคือง หลง โกธร มัวเมาได้</p><p><strong>วีตราคสูตร </strong>#ข้อ82 ใน 3 ข้อแรก (ราคะ โทสะ โมหะ) ความหมายเหมือนกันกับ #ข้อ81  ที่แตกต่างกันออกมา คือ “<em>เป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน” </em>คือ การไปด้อยค่า หรือคุณธรรมของบุคคลอื่น และ “<em>เป็นผู้ตีเสมอ</em>” คือ ยกคุณของตัวเองให้เสมอเขา ดีกว่าเขา</p><p><strong>กุหกสูตร </strong>#ข้อ83 เป็นผู้หลอกลวง พูดป้อยอ ผู้ทำนิมิต พูดบีบบังคับ แสวงหาลาภด้วยลาภ คือ พูดหรือแสดงอาการเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส หวังลาภสักการะ ชื่อเสียง</p><p><strong>อัสสัทธสูตร </strong>#ข้อ84 เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ เกียจคร้าน มีปัญญาทราม ตรงกันข้ามกัน คือ ให้เชื่อมั่น กลัวละอายต่อบาป มีความเพียร โยนิโสมนสิการ จะสอดคล้องกับธรรมของเสขพละ 5</p><p><strong>อักขมสูตร</strong> #ข้อ85 เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ให้เป็นผู้อดทนต่อผัสสะนั้นๆ เพื่อไม่ให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นมา ความอดทนเป็นทักษะที่ฝึกฝนกันได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><em>ทักษะอะไร</em> ที่เมื่อเราอยู่ร่วมกับผู้อื่นแล้ว จะเป็นเหตุให้ เป็น <strong><em> “ที่รัก ที่น่าพอใจ ที่น่าเคารพ และยกย่อง”</em></strong></p><p>ข้อที่ 81-85 นี้ ว่าด้วยธรรมของ <strong>“</strong><strong><em>พระเถระ” </em></strong>เป็นข้อปฏิบัติของความเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ในแต่ละข้อ จะประกอบด้วยธรรม  5 ประการ คือ <strong>“</strong><strong><em>ธรรม”  </em></strong>ที่จะเป็นเหตุให้ “<em>ไม่เป็นที่รัก ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเคารพยกย่อง” </em>และในทางตรงกันข้ามกัน <strong>“</strong><strong><em>ธรรม”  </em></strong>ที่จะเป็นเหตุ<em>ให้ “เป็นที่รัก ที่น่าพอใจ น่าเคารพและยกย่อง”</em></p><p><strong>รชนียสูตร</strong> #ข้อ81 กำหนัด ขัดเคือง หลง โกธร มัวเมา ให้มาพิจารณาถึงความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ  รู้เห็นตามจริงในอริยสัจ 4 เอาโลกธรรม 8 มาพิจารณา จะไม่กำหนัด ขัดเคือง หลง โกธร มัวเมาได้</p><p><strong>วีตราคสูตร </strong>#ข้อ82 ใน 3 ข้อแรก (ราคะ โทสะ โมหะ) ความหมายเหมือนกันกับ #ข้อ81  ที่แตกต่างกันออกมา คือ “<em>เป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน” </em>คือ การไปด้อยค่า หรือคุณธรรมของบุคคลอื่น และ “<em>เป็นผู้ตีเสมอ</em>” คือ ยกคุณของตัวเองให้เสมอเขา ดีกว่าเขา</p><p><strong>กุหกสูตร </strong>#ข้อ83 เป็นผู้หลอกลวง พูดป้อยอ ผู้ทำนิมิต พูดบีบบังคับ แสวงหาลาภด้วยลาภ คือ พูดหรือแสดงอาการเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส หวังลาภสักการะ ชื่อเสียง</p><p><strong>อัสสัทธสูตร </strong>#ข้อ84 เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ เกียจคร้าน มีปัญญาทราม ตรงกันข้ามกัน คือ ให้เชื่อมั่น กลัวละอายต่อบาป มีความเพียร โยนิโสมนสิการ จะสอดคล้องกับธรรมของเสขพละ 5</p><p><strong>อักขมสูตร</strong> #ข้อ85 เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ให้เป็นผู้อดทนต่อผัสสะนั้นๆ เพื่อไม่ให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นมา ความอดทนเป็นทักษะที่ฝึกฝนกันได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เถรวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“ผาสุก” จากอนาคตภัย [6516-6t]</title>
			<itunes:title>“ผาสุก” จากอนาคตภัย [6516-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/21199a8d-7ec2-4be1-a957-e71213fc342f/media.mp3" length="28105516" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">21199a8d-7ec2-4be1-a957-e71213fc342f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d34</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d34</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZVmtYCKiQuDxfO5s/4lhQF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><em>“ภัยจากในอนาคต” </em> ทั้งที่ไกลและใกล้มีมาก “<strong><em>รีบทำความเพียร</em></strong> <strong><em>ในการทำให้แจ้งซึ่งธรรม” </em></strong> ไม่ประมาทในวันและเวลา จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกได้ แม้เมื่อภัยนั้นมาถึงแล้ว</p><p><strong>ปฐมอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ77 ภัยของผู้ที่อยู่ป่า คือ ภัยจาก งูพิษ ลื่นล้ม ลมพิษ เสือ สิงโต โจร ผู้ร้าย อมนุษย์ ยักษ์ เป็นภัยที่อยู่ใกล้ความตายอย่างมาก มีความตายมาเป็นเหตุกระตุ้น  ให้รีบทำความเพียรในตอนนี้</p><p><strong>ทุติยอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ78 ภัยในอนาคตทั่วๆ ไป คือ ภัยจาก ความแก่ เจ็บไข้ ภิกษาหาได้ยาก ความวุ่นวาย สงฆ์แตกแยก จะทำความเพียรได้ยาก ให้ทำในเวลาที่ยังทำได้ง่ายอยู่นี้</p><p><strong>ตติยอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ79 ภัยที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา คือ เมื่อภิกษุไม่เจริญกายคตาสติ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงไม่สามารถแนะนำ พร่ำสอนคุณสมบัติเหล่านี้ได้ มีความเข้าใจผิด สนใจธรรมเหล่าอื่น ทอดทิ้งธุระในการหลีกเร้น จึงเป็นเหตุให้เสื่อมในธรรมและวินัย</p><p><strong>จตุตถอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ80 เมื่อภิกษุชอบจีวรสวยงาม เที่ยวถือบิณฑบาตที่มีรสอร่อย ชอบเสนาสนะที่สวยงาม คลุกคลีกับภิกษุณี สามเณรี คนวัด และสามเณร ทำให้เกิดการแสวงหาที่ไม่เหมาะสม เป็นการเตือน เพื่อให้ละภัยเหล่านั้น</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 77-80</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><em>“ภัยจากในอนาคต” </em> ทั้งที่ไกลและใกล้มีมาก “<strong><em>รีบทำความเพียร</em></strong> <strong><em>ในการทำให้แจ้งซึ่งธรรม” </em></strong> ไม่ประมาทในวันและเวลา จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างผาสุกได้ แม้เมื่อภัยนั้นมาถึงแล้ว</p><p><strong>ปฐมอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ77 ภัยของผู้ที่อยู่ป่า คือ ภัยจาก งูพิษ ลื่นล้ม ลมพิษ เสือ สิงโต โจร ผู้ร้าย อมนุษย์ ยักษ์ เป็นภัยที่อยู่ใกล้ความตายอย่างมาก มีความตายมาเป็นเหตุกระตุ้น  ให้รีบทำความเพียรในตอนนี้</p><p><strong>ทุติยอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ78 ภัยในอนาคตทั่วๆ ไป คือ ภัยจาก ความแก่ เจ็บไข้ ภิกษาหาได้ยาก ความวุ่นวาย สงฆ์แตกแยก จะทำความเพียรได้ยาก ให้ทำในเวลาที่ยังทำได้ง่ายอยู่นี้</p><p><strong>ตติยอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ79 ภัยที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา คือ เมื่อภิกษุไม่เจริญกายคตาสติ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงไม่สามารถแนะนำ พร่ำสอนคุณสมบัติเหล่านี้ได้ มีความเข้าใจผิด สนใจธรรมเหล่าอื่น ทอดทิ้งธุระในการหลีกเร้น จึงเป็นเหตุให้เสื่อมในธรรมและวินัย</p><p><strong>จตุตถอนาคตภยสูตร </strong>#ข้อ80 เมื่อภิกษุชอบจีวรสวยงาม เที่ยวถือบิณฑบาตที่มีรสอร่อย ชอบเสนาสนะที่สวยงาม คลุกคลีกับภิกษุณี สามเณรี คนวัด และสามเณร ทำให้เกิดการแสวงหาที่ไม่เหมาะสม เป็นการเตือน เพื่อให้ละภัยเหล่านั้น</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 77-80</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6515-6t]</title>
			<itunes:title>พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6515-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fc31dcce-66d6-4f1f-995a-87084db2928b/media.mp3" length="25920634" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fc31dcce-66d6-4f1f-995a-87084db2928b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d35</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d35</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZyxZXQeIM9AUEtfHLY5BTN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong><em>“ธรรมะ” </em></strong>ที่จะทำให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูงคือ <strong><em>เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ </em></strong> เมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จนเป็นผลให้มีการหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา</p><p><strong>ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร </strong>#ข้อ 71และ <strong>ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร </strong>#ข้อ 72 เมื่อปฏิบัติร่วมกัน ( มีข้อธรรมที่เหมือนกันอยู่ 1 ข้อ คือ อนิจจสัญญา) จนมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเป็นผลแล้ว ย่อมเป็นผู้ละอวิชชา, การเกิดในภพใหม่, ตัณหา, สังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูงได้หมดสิ้น</p><p><strong>ปฐมธัมมวิหารีสูตร </strong>#ข้อ 73 การเป็นผู้ที่อยู่ด้วยธรรมคือ ต่อให้เป็นผู้ที่เรียนธรรมมามากจนเทศนาบอกต่อได้ ท่องจำ และใคร่ครวญในธรรมนั้น แต่ถ้าห่างเหินการหลีกเร้น ไม่ทำความสงบในจิตใจ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม เน้นมาในเรื่องสมถะ</p><p><strong>ทุติยธัมมวิหารีสูตร </strong>#ข้อ 74เน้นมาในวิปัสสนา ทำปัญญาให้ยิ่ง คือกิเลสต้องลดลง กำจัดกิเลสออกได้ โดยการนำหลักธรรมที่เหมือนกันกับใน<strong>ปฐมธัมมวิหารีสูตร</strong>นี้ นำมาปฏิบัติให้เข้าสู่จิตใจ จนให้ผลเป็นความสงบใจ แล้วให้เกิดปัญญา</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 71-74</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong><em>“ธรรมะ” </em></strong>ที่จะทำให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูงคือ <strong><em>เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ </em></strong> เมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จนเป็นผลให้มีการหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา</p><p><strong>ปฐมเจโตวิมุตติผลสูตร </strong>#ข้อ 71และ <strong>ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร </strong>#ข้อ 72 เมื่อปฏิบัติร่วมกัน ( มีข้อธรรมที่เหมือนกันอยู่ 1 ข้อ คือ อนิจจสัญญา) จนมีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติเป็นผลแล้ว ย่อมเป็นผู้ละอวิชชา, การเกิดในภพใหม่, ตัณหา, สังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูงได้หมดสิ้น</p><p><strong>ปฐมธัมมวิหารีสูตร </strong>#ข้อ 73 การเป็นผู้ที่อยู่ด้วยธรรมคือ ต่อให้เป็นผู้ที่เรียนธรรมมามากจนเทศนาบอกต่อได้ ท่องจำ และใคร่ครวญในธรรมนั้น แต่ถ้าห่างเหินการหลีกเร้น ไม่ทำความสงบในจิตใจ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ด้วยธรรม เน้นมาในเรื่องสมถะ</p><p><strong>ทุติยธัมมวิหารีสูตร </strong>#ข้อ 74เน้นมาในวิปัสสนา ทำปัญญาให้ยิ่ง คือกิเลสต้องลดลง กำจัดกิเลสออกได้ โดยการนำหลักธรรมที่เหมือนกันกับใน<strong>ปฐมธัมมวิหารีสูตร</strong>นี้ นำมาปฏิบัติให้เข้าสู่จิตใจ จนให้ผลเป็นความสงบใจ แล้วให้เกิดปัญญา</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 71-74</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นักรบของพระศาสดา [6514-6t]</title>
			<itunes:title>นักรบของพระศาสดา [6514-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/32712fac-00cb-46fc-9b55-3a659905ffe9/media.mp3" length="26236565" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">32712fac-00cb-46fc-9b55-3a659905ffe9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d36</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d36</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36alTRV20b7/Y9K5iW5unSCX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เปรียบอุปมาอุปมัย ในนักรบที่เมื่อต้องเข้าสู่สมรภูมิการต่อสู้ <em>อะไรเป็นเหตุให้ได้ชนะหรือพ่ายแพ้</em> เปรียบมาในนักบวชหรือบรรพชิตซึ่งข้าศึกของบรรชิตคือสตรีหรือเพศตรงข้าม ความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นจนต้องบอกคืนสิกขา ไม่อาจถือครองพรหมจรรย์อยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่อะไรแต่เป็นกิเลสในจิตใจของตน คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ที่มีผัสสะเป็นแดนเกิด คือการไม่รู้จักสำรวมในอินทรีย์ จึงเป็นเหมือน <em>นักรบที่พ่ายแพ้</em></p><p>ใน<strong>ปฐมโยธาชีวสูตร </strong>นี้ กล่าวถึงนักรบ 5 ประเภท คือในประเภทที่ 1-4 นี้ แค่เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้น, เห็นยอดธง, ได้ยินเสียงกึกก้อง และหวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก เกิดอดทนไม่ได้ เปรียบมาในนักบวชที่ได้ฟังหรือได้เห็นได้พูดคุยกับมาตุคามแล้ว มีการถูกต้องสัมผัสทางกาย เกิดความเพลิดเพลิน ยินดี พอใจในผัสสะนั้น บอกคืนสิกขาไป ส่วนนักรบประเภทที่ 5 คือ <em>เป็นยอดของนักรบที่เป็นผู้ชนะในสงคราม</em> เปรียบกับนักบวชที่กำหนดรู้ เห็นกิเลสแล้วละเสีย แล้วเจริญฌานทำให้แจ้งถึงความสิ้นอาสวะ</p><p>และใน<strong>ทุติยโยธาชีวสูตร </strong>ก็คล้ายกันเปรียบนักรบที่ถูกฆ่าตายบ้าง ตายในระหว่างจะไปรักษา รักษาแล้วตายหรือหายบ้าง เปรียบมาในนักบวชที่เมื่อเห็นมาตุคามแล้วเกิดผัสสะอยากบอกคืนสิกขา และนักรบประเภทสุดท้ายคือ <em>เข้ายึดค่ายเป็นผู้ชนะในสงคราม </em>นั้น กล่าวคือ รู้จักสำรวมอินทรีย์ ฆ่าเสียซึ่งกิเลส เจริญสมาธิ ทำวิมุตติญาณทัสสนะให้เกิดขึ้นได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 75-76</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เปรียบอุปมาอุปมัย ในนักรบที่เมื่อต้องเข้าสู่สมรภูมิการต่อสู้ <em>อะไรเป็นเหตุให้ได้ชนะหรือพ่ายแพ้</em> เปรียบมาในนักบวชหรือบรรพชิตซึ่งข้าศึกของบรรชิตคือสตรีหรือเพศตรงข้าม ความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นจนต้องบอกคืนสิกขา ไม่อาจถือครองพรหมจรรย์อยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่อะไรแต่เป็นกิเลสในจิตใจของตน คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ที่มีผัสสะเป็นแดนเกิด คือการไม่รู้จักสำรวมในอินทรีย์ จึงเป็นเหมือน <em>นักรบที่พ่ายแพ้</em></p><p>ใน<strong>ปฐมโยธาชีวสูตร </strong>นี้ กล่าวถึงนักรบ 5 ประเภท คือในประเภทที่ 1-4 นี้ แค่เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้น, เห็นยอดธง, ได้ยินเสียงกึกก้อง และหวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก เกิดอดทนไม่ได้ เปรียบมาในนักบวชที่ได้ฟังหรือได้เห็นได้พูดคุยกับมาตุคามแล้ว มีการถูกต้องสัมผัสทางกาย เกิดความเพลิดเพลิน ยินดี พอใจในผัสสะนั้น บอกคืนสิกขาไป ส่วนนักรบประเภทที่ 5 คือ <em>เป็นยอดของนักรบที่เป็นผู้ชนะในสงคราม</em> เปรียบกับนักบวชที่กำหนดรู้ เห็นกิเลสแล้วละเสีย แล้วเจริญฌานทำให้แจ้งถึงความสิ้นอาสวะ</p><p>และใน<strong>ทุติยโยธาชีวสูตร </strong>ก็คล้ายกันเปรียบนักรบที่ถูกฆ่าตายบ้าง ตายในระหว่างจะไปรักษา รักษาแล้วตายหรือหายบ้าง เปรียบมาในนักบวชที่เมื่อเห็นมาตุคามแล้วเกิดผัสสะอยากบอกคืนสิกขา และนักรบประเภทสุดท้ายคือ <em>เข้ายึดค่ายเป็นผู้ชนะในสงคราม </em>นั้น กล่าวคือ รู้จักสำรวมอินทรีย์ ฆ่าเสียซึ่งกิเลส เจริญสมาธิ ทำวิมุตติญาณทัสสนะให้เกิดขึ้นได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค ข้อที่ 75-76</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ [6513-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ [6513-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/691fe817-8b26-4509-8fff-1df7f3c641ef/media.mp3" length="28122440" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">691fe817-8b26-4509-8fff-1df7f3c641ef</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d37</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d37</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aJPkjYRvSpkfpW4npiQPX+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปฐม/ทุติยวัฑฒิสูตร</strong> ถ้าชีวิตต้องการความเจริญ ต้องมี 5 ข้อนี้ ถ้าชีวิตมีปัญหาแสดงว่า 5 ข้อนี้บกพร่องไป นั่นคือ ศรัทธา, ศีล, สุตะ, จาคะ และปัญญา </p><p><strong>สากัจฉาสูตรและสาชีวสูตร</strong> สากัจฉาคือการสนทนากัน สาชีพคือการถามตอบเป็นการเอื้อเฟื้อในการอยู่ร่วมกัน ทั้งสองข้อนี้เป็นสิ่งที่ท่านนั้นมีอยู่ทำได้อยู่แล้วและยังสามารถตอบปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ได้ด้วย ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา สามข้อแรกนี้คือส่วนของมรรคนั่นเอง  ถัดมาคือวิมุตติ เป็นการพ้น มี 2 นัยยะ นัยยะแรกคือพ้นชั่วคราวจากภาวะในสมาธิ และพ้นแบบไม่กลับกำเริบ นั่นคือนิพพาน สุดท้ายคือวิมุตติญาณทัสสนะ การรู้ได้ด้วยตนเองว่าพ้นแล้วมีสติสัมปชัญญะในการพ้นนั้น </p><p><strong>ปฐมและทุติยอิทธิปาทสูตร</strong> อิทธิบาทคือฐานแห่งฤทธิ์ การเจริญอิทธิบาท 4 และการมีความขะมักเขม้น จะทำให้เกิดผลสูงคืออรหัตตผลหรืออย่างน้อยอนาคามีผล และเมื่อครั้งเป็นโพธิสัตว์ก็ด้วยการเจริญ 5 ข้อนี้ ยังผลให้มีฤทธิ์มาก ธรรมที่ทำให้มีฤทธิ์มากนี้คือ ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสา ที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งที่ผสานด้วยสมาธิ และความขะมักเขม่นคือความพอดีในการปฏิบัติประดุจการประคองหม้อน้ำมันให้พ้นจากเงื้อมดาบของเพชฌฆาต</p><p><strong>นิพพิทาสูตรและอาสวักขยสูตร</strong> การพิจารณาธรรม 5 ข้อนี้แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด การที่เรามีความเพลินความยินดีในสิ่งใดแสดงว่าเรามีอุปาทานความยึดถือในสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นตัวเราว่าเป็นของเรา การพิจารณาความไม่งามของกาย ความปฏิกูลในอาหาร ความไม่น่าเพลิดเพลินของโลก ความไม่เที่ยง มรณสัญญา พิจารณาเรื่อย ๆ ความดับของจิตที่จะไปยึดถือจากกิเลสจะเกิดขึ้นได้ ส่วนอาสักขยสูตร การสิ้นอาสวะ คือการปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ ความยึดถือจะก้าวลงไม่ได้ ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่มี การปรุงแต่งจะเป็นการปรุงแต่งจากอราคะ อโทสะ และอโมหะ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งตามมรรค 8 พอเราปรุงแต่งตามมรรค การแทรกซึมของกิเลสจะเกิดไม่ได้ เจริญทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะ  ดับกิเลส เพราะกิเลสหรืออนุสัยเป็นตัวอบรมจิต</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัญญาวรรค ข้อที่ 63-70</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปฐม/ทุติยวัฑฒิสูตร</strong> ถ้าชีวิตต้องการความเจริญ ต้องมี 5 ข้อนี้ ถ้าชีวิตมีปัญหาแสดงว่า 5 ข้อนี้บกพร่องไป นั่นคือ ศรัทธา, ศีล, สุตะ, จาคะ และปัญญา </p><p><strong>สากัจฉาสูตรและสาชีวสูตร</strong> สากัจฉาคือการสนทนากัน สาชีพคือการถามตอบเป็นการเอื้อเฟื้อในการอยู่ร่วมกัน ทั้งสองข้อนี้เป็นสิ่งที่ท่านนั้นมีอยู่ทำได้อยู่แล้วและยังสามารถตอบปัญหาในเรื่องนั้น ๆ ได้ด้วย ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา สามข้อแรกนี้คือส่วนของมรรคนั่นเอง  ถัดมาคือวิมุตติ เป็นการพ้น มี 2 นัยยะ นัยยะแรกคือพ้นชั่วคราวจากภาวะในสมาธิ และพ้นแบบไม่กลับกำเริบ นั่นคือนิพพาน สุดท้ายคือวิมุตติญาณทัสสนะ การรู้ได้ด้วยตนเองว่าพ้นแล้วมีสติสัมปชัญญะในการพ้นนั้น </p><p><strong>ปฐมและทุติยอิทธิปาทสูตร</strong> อิทธิบาทคือฐานแห่งฤทธิ์ การเจริญอิทธิบาท 4 และการมีความขะมักเขม้น จะทำให้เกิดผลสูงคืออรหัตตผลหรืออย่างน้อยอนาคามีผล และเมื่อครั้งเป็นโพธิสัตว์ก็ด้วยการเจริญ 5 ข้อนี้ ยังผลให้มีฤทธิ์มาก ธรรมที่ทำให้มีฤทธิ์มากนี้คือ ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสา ที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งที่ผสานด้วยสมาธิ และความขะมักเขม่นคือความพอดีในการปฏิบัติประดุจการประคองหม้อน้ำมันให้พ้นจากเงื้อมดาบของเพชฌฆาต</p><p><strong>นิพพิทาสูตรและอาสวักขยสูตร</strong> การพิจารณาธรรม 5 ข้อนี้แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด การที่เรามีความเพลินความยินดีในสิ่งใดแสดงว่าเรามีอุปาทานความยึดถือในสิ่งนั้น ๆ ว่าเป็นตัวเราว่าเป็นของเรา การพิจารณาความไม่งามของกาย ความปฏิกูลในอาหาร ความไม่น่าเพลิดเพลินของโลก ความไม่เที่ยง มรณสัญญา พิจารณาเรื่อย ๆ ความดับของจิตที่จะไปยึดถือจากกิเลสจะเกิดขึ้นได้ ส่วนอาสักขยสูตร การสิ้นอาสวะ คือการปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ ความยึดถือจะก้าวลงไม่ได้ ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่มี การปรุงแต่งจะเป็นการปรุงแต่งจากอราคะ อโทสะ และอโมหะ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งตามมรรค 8 พอเราปรุงแต่งตามมรรค การแทรกซึมของกิเลสจะเกิดไม่ได้ เจริญทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการสิ้นอาสวะ  ดับกิเลส เพราะกิเลสหรืออนุสัยเป็นตัวอบรมจิต</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัญญาวรรค ข้อที่ 63-70</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัญญาพานิพพาน [6512-6t]</title>
			<itunes:title>สัญญาพานิพพาน [6512-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fcd05071-aece-43bc-a56e-f3993e7e8c13/media.mp3" length="26275393" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fcd05071-aece-43bc-a56e-f3993e7e8c13</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d38</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d38</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZUElQCA0AuxCFDfcnCxTJu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ลิจฉวิกุมารกสูตร</strong> ปรารภเจ้าลิจฉวี เป็นลักษณะการใช้จ่ายทรัพย์ที่ทำให้เกิดความเจริญในชีวิตไม่มีเสื่อมเลย 5 ข้อนี้เป็นการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 นัยยะ </p><p>ใน<strong>ปฐมและทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร</strong> เป็นเรื่องของพระบวชเมื่อแก่ ที่มักเรียกว่า “หลวงตา” ที่สำคัญคืออย่าไปเหมารวมว่าไม่ดีหมด ไม่ใช่ แต่ให้มองว่าถ้ามีคุณลักษณะที่ดี 2 นัยยะ นัยยะละ 5 ข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถเป็นบุคคลที่ประเสริฐได้ </p><p>ใน<strong>ปฐมและทุติยสัญญาสูตร</strong> หมวดว่าด้วยสัญญา สัญญาหมายถึงความหมายรู้ กำหนดรู้ขึ้น สัญญาไม่ใช่เหมือนกันหมด บางสัญญาก็จะเป็นไปเพื่อความมีกิเลสมาก ขณะเดียวกันสัญญาบางอย่างก็ลดกิเลสได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่ทำให้กิเลสเพิ่มหรือกิเลสลด ต่างก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมรรคกับทุกข์เหมือนกันตรงความไม่เที่ยง ต่างกันตรงหน้าที่ มรรคทำให้มาก ทุกข์ให้เข้าใจ สัญญา 5 ประการได้แก่ <strong>อนิจจสัญญา</strong> กำหนดหมายว่ามันไม่เที่ยง เพื่อลดความมัวเมาในอัตตาตัวตน, <strong>อนัตตสัญญา</strong> กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีปัจจัย ไม่ได้เป็นอัตตา ละอุปาทานในความเป็นตัวฉัน ความเป็นของฉัน และความเป็นตัวตนของฉัน เพื่อลดความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา, <strong>มรณสัญญา</strong> การกำหนดหมายว่าสิ่งต่าง ๆ มีความตายเป็นธรรมดา เป็นการลดความมัวเมาในชีวิต, <strong>อาหาเรปฏิกูลสัญญา</strong> กำหนดหมายในความไม่น่าดู เพื่อรู้ประมาณในการบริโภค รู้เวทนา เป็นไปเพื่ออานิสงส์ใหญ่ และ <strong>สัพพโลเกอนภิรติสัญญา</strong> กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่มองตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา มองผ่านสติ สัญญา 5 ประการนี้เป็นทางแห่งมรรค ที่เมื่อเจริญแล้ว จะทำความเป็นอมตะให้เกิดขึ้นได้ </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค ข้อที่ 58-62</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ลิจฉวิกุมารกสูตร</strong> ปรารภเจ้าลิจฉวี เป็นลักษณะการใช้จ่ายทรัพย์ที่ทำให้เกิดความเจริญในชีวิตไม่มีเสื่อมเลย 5 ข้อนี้เป็นการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 นัยยะ </p><p>ใน<strong>ปฐมและทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร</strong> เป็นเรื่องของพระบวชเมื่อแก่ ที่มักเรียกว่า “หลวงตา” ที่สำคัญคืออย่าไปเหมารวมว่าไม่ดีหมด ไม่ใช่ แต่ให้มองว่าถ้ามีคุณลักษณะที่ดี 2 นัยยะ นัยยะละ 5 ข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถเป็นบุคคลที่ประเสริฐได้ </p><p>ใน<strong>ปฐมและทุติยสัญญาสูตร</strong> หมวดว่าด้วยสัญญา สัญญาหมายถึงความหมายรู้ กำหนดรู้ขึ้น สัญญาไม่ใช่เหมือนกันหมด บางสัญญาก็จะเป็นไปเพื่อความมีกิเลสมาก ขณะเดียวกันสัญญาบางอย่างก็ลดกิเลสได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่ทำให้กิเลสเพิ่มหรือกิเลสลด ต่างก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมรรคกับทุกข์เหมือนกันตรงความไม่เที่ยง ต่างกันตรงหน้าที่ มรรคทำให้มาก ทุกข์ให้เข้าใจ สัญญา 5 ประการได้แก่ <strong>อนิจจสัญญา</strong> กำหนดหมายว่ามันไม่เที่ยง เพื่อลดความมัวเมาในอัตตาตัวตน, <strong>อนัตตสัญญา</strong> กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่งล้วนมีเหตุมีปัจจัย ไม่ได้เป็นอัตตา ละอุปาทานในความเป็นตัวฉัน ความเป็นของฉัน และความเป็นตัวตนของฉัน เพื่อลดความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา, <strong>มรณสัญญา</strong> การกำหนดหมายว่าสิ่งต่าง ๆ มีความตายเป็นธรรมดา เป็นการลดความมัวเมาในชีวิต, <strong>อาหาเรปฏิกูลสัญญา</strong> กำหนดหมายในความไม่น่าดู เพื่อรู้ประมาณในการบริโภค รู้เวทนา เป็นไปเพื่ออานิสงส์ใหญ่ และ <strong>สัพพโลเกอนภิรติสัญญา</strong> กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่มองตามความเป็นจริง เป็นธรรมดา มองผ่านสติ สัญญา 5 ประการนี้เป็นทางแห่งมรรค ที่เมื่อเจริญแล้ว จะทำความเป็นอมตะให้เกิดขึ้นได้ </p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค ข้อที่ 58-62</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6511-6t]</title>
			<itunes:title>พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6511-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fad942e9-3769-48bd-80da-8228fa5ccd17/media.mp3" length="26244608" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fad942e9-3769-48bd-80da-8228fa5ccd17</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d39</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d39</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aN5MHDOVHliP2O3ttf+Cil]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>มาตาปุตตสูตร</strong> พูดถึงความสัมพันธ์ต่อกันของเพศตรงข้าม ที่มาตามรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันเป็นที่เกิดความกำหนัด เป็นอันตรายต่อนิพพาน โดยยกกรณีของมารดากับบุตร ที่แม้บวชแล้วก็ยังคลุกคลีกันจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ต้องระวังให้ดีไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม จนแม้กระทั่งตายไปแล้วก็เช่นกัน การอยู่กับเพศตรงข้ามแล้วมีจิตลุ่มหลงจะรอดยากกว่าเจออสรพิษ</p><p><strong>อุปัชฌายสูตร</strong> ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า 1) ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร 2) ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา 3) ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน 4) ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา 5) การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้</p><p><strong>ฐานสูตร</strong> ความเป็นธรรมดานั้น คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย  ความธรรมดาที่ล่วงพ้นไปไม่ได้ ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ที่เมื่อพิจารณาแล้วจะทำให้ละ หรือลดความมัวเมาได้ ได้แก่ ความแก่ลดความมัวเมาในวัย ความเจ็บไข้ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค ความตายลดความมัวเมาในชีวิต ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจละความกำหนัดได้  และทุกคนมีกรรมเป็นของตน ความเข้าใจนี้จะทำให้ไม่ไปตามมงคลอื่นๆ เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต  นีวรณวรรค ข้อที่ 55-57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>มาตาปุตตสูตร</strong> พูดถึงความสัมพันธ์ต่อกันของเพศตรงข้าม ที่มาตามรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันเป็นที่เกิดความกำหนัด เป็นอันตรายต่อนิพพาน โดยยกกรณีของมารดากับบุตร ที่แม้บวชแล้วก็ยังคลุกคลีกันจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ต้องระวังให้ดีไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม จนแม้กระทั่งตายไปแล้วก็เช่นกัน การอยู่กับเพศตรงข้ามแล้วมีจิตลุ่มหลงจะรอดยากกว่าเจออสรพิษ</p><p><strong>อุปัชฌายสูตร</strong> ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า 1) ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร 2) ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา 3) ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน 4) ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา 5) การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้</p><p><strong>ฐานสูตร</strong> ความเป็นธรรมดานั้น คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน ไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย  ความธรรมดาที่ล่วงพ้นไปไม่ได้ ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ที่เมื่อพิจารณาแล้วจะทำให้ละ หรือลดความมัวเมาได้ ได้แก่ ความแก่ลดความมัวเมาในวัย ความเจ็บไข้ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค ความตายลดความมัวเมาในชีวิต ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจละความกำหนัดได้  และทุกคนมีกรรมเป็นของตน ความเข้าใจนี้จะทำให้ไม่ไปตามมงคลอื่นๆ เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต  นีวรณวรรค ข้อที่ 55-57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6510-6t]</title>
			<itunes:title>นิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6510-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/2f05a712-5cbe-4ec9-b015-0ca3822a20ac/media.mp3" length="27712900" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2f05a712-5cbe-4ec9-b015-0ca3822a20ac</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d3a</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YRSxRFqH6PaxJKd9HNjo1w]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในข้อ 51 และ 52 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิวรณ์ และการแก้ไข นิวรณ์ หมายถึง เครื่องกั้น เครื่องลวง เครื่องห่อ เครื่องหุ้มเอาไว้ บังเอาไว้ ครอบงำจิต บังจิต หุ้มห่อจิต รัดรึงจิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญญา เหมือนมีสนิมเคลือบที่มีดทำให้ไม่คม องค์รวมของมัน คือ ทำจิตให้ไม่มีกำลังปัญญา มีนิวรณ์ที่ใดที่นั้นไม่มีสมาธิ  นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ</p><p>1) <strong>กามฉันทะ </strong>คือ ความพอใจในกาม: กามหรือกิเลสกาม คือ ความกำหนัดยินดีลุ่มหลงในวัตถุกาม วัตถุกาม คือ วัตถุที่สามารถทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันความหยาบละเอียดต่างกันอยู่ที่กำลังจิตของคนนั้นๆ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม เป็นสิ่งที่เกิดก่อนกามกิเลส กามฉันทะทำให้เกิดกิเลสกามได้ทั้งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่กำลังจะมาถึง จึงต้องมีสติอยู่เสมอ</p><p>2) <strong>ความพยาบาท </strong>คือ ความคิดร้ายผูกเวร ถ้าเราสร้างรติในที่ใด ก็จะมีอรติในอีกที่หนึ่งเสมอ แล้วจะไล่มาเป็นปฏิฆะ โกธะ โทสะ และพยาบาทในที่สุด</p><p>3) <strong>ถีนมิทธะ </strong>คือ ความหดหู่ ความเซื่องซึม แก้ด้วยวิธีทั้ง 8  และสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์</p><p>4) <strong>อุทธัจจกุกกุจจะ </strong>คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แก้ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ และการสำรวมอินทรีย์</p><p>5) <strong>วิจิกิจฉา </strong>คือ ความลังเล เคลือบแคลง สงสัย คำถามทุกคำถามไม่ได้จะเป็นวิจิกิจฉาทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ศรัทธา</p><p>ในข้อที่ 53 ถ้าเราจะทำความเพียรเพื่อให้เกิดผล คือ สติ และปัญญา ต้องมีคุณสมบัตินี้ คือ มีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา มีความเพียร มีปัญญา</p><p>และในข้อที่ 54 เป็นการเปรียบเทียบในสมัยที่จะทำความเพียรได้ผลมากหรือน้อย โดยมีความสัมพันธ์กับข้อที่ 52 คือ สมัยที่เป็นคนแก่ มีอาพาธ ข้าวยากหมากแพง มีการปล้น สมัยที่ภิกษุแตกกัน จะเห็นว่าสมัยเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังมีช่องให้ผ่านไปได้</p><p>พระสุตตันตปิฏก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: นีวรณวรรค ข้อที่ 51-54</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในข้อ 51 และ 52 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิวรณ์ และการแก้ไข นิวรณ์ หมายถึง เครื่องกั้น เครื่องลวง เครื่องห่อ เครื่องหุ้มเอาไว้ บังเอาไว้ ครอบงำจิต บังจิต หุ้มห่อจิต รัดรึงจิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญญา เหมือนมีสนิมเคลือบที่มีดทำให้ไม่คม องค์รวมของมัน คือ ทำจิตให้ไม่มีกำลังปัญญา มีนิวรณ์ที่ใดที่นั้นไม่มีสมาธิ  นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ</p><p>1) <strong>กามฉันทะ </strong>คือ ความพอใจในกาม: กามหรือกิเลสกาม คือ ความกำหนัดยินดีลุ่มหลงในวัตถุกาม วัตถุกาม คือ วัตถุที่สามารถทำให้เกิดความกำหนัดยินดี ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันความหยาบละเอียดต่างกันอยู่ที่กำลังจิตของคนนั้นๆ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม เป็นสิ่งที่เกิดก่อนกามกิเลส กามฉันทะทำให้เกิดกิเลสกามได้ทั้งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่กำลังจะมาถึง จึงต้องมีสติอยู่เสมอ</p><p>2) <strong>ความพยาบาท </strong>คือ ความคิดร้ายผูกเวร ถ้าเราสร้างรติในที่ใด ก็จะมีอรติในอีกที่หนึ่งเสมอ แล้วจะไล่มาเป็นปฏิฆะ โกธะ โทสะ และพยาบาทในที่สุด</p><p>3) <strong>ถีนมิทธะ </strong>คือ ความหดหู่ ความเซื่องซึม แก้ด้วยวิธีทั้ง 8  และสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์</p><p>4) <strong>อุทธัจจกุกกุจจะ </strong>คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ แก้ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ และการสำรวมอินทรีย์</p><p>5) <strong>วิจิกิจฉา </strong>คือ ความลังเล เคลือบแคลง สงสัย คำถามทุกคำถามไม่ได้จะเป็นวิจิกิจฉาทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ศรัทธา</p><p>ในข้อที่ 53 ถ้าเราจะทำความเพียรเพื่อให้เกิดผล คือ สติ และปัญญา ต้องมีคุณสมบัตินี้ คือ มีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา มีความเพียร มีปัญญา</p><p>และในข้อที่ 54 เป็นการเปรียบเทียบในสมัยที่จะทำความเพียรได้ผลมากหรือน้อย โดยมีความสัมพันธ์กับข้อที่ 52 คือ สมัยที่เป็นคนแก่ มีอาพาธ ข้าวยากหมากแพง มีการปล้น สมัยที่ภิกษุแตกกัน จะเห็นว่าสมัยเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังมีช่องให้ผ่านไปได้</p><p>พระสุตตันตปิฏก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: นีวรณวรรค ข้อที่ 51-54</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6509-6t]</title>
			<itunes:title>เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6509-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/dc2b9be9-2511-4a29-9307-04a161f36466/media.mp3" length="27837056" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dc2b9be9-2511-4a29-9307-04a161f36466</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YcH3kL9X6Mb7ny+xsdLmwv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปุญญาภิสันทสูตร</strong> ว่าด้วยห้วงบุญกุศล: การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์ จะเกิดห้วงแห่งบุญ คือ บุญที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย เปรียบเหมือนน้ำจืดที่ไหลลงทะเลไม่เคยขาด เหมือน Passive income เป็นธนาคารบุญ ในข้อที่ 44 ที่อุคคคหบดีถวายของ 6 อย่าง ก็จัดเข้ากับสิ่งของ 5 อย่างนี้นั่นเอง</p><p>ใน <strong>สัมปทาสูต</strong>ร คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา</p><p>ใน <strong>ธนสูตร</strong> มีไส้ในเหมือนสัมปทาสูตร เปรียบ 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม</p><p>ใน <strong>ฐานสูตร</strong> ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ หมายถึง เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา หรือเกิดขึ้นไม่ได้ไม่เป็นธรรมดา มองใน 3 มุม ดังนี้</p><p>มุมที่ 1 มองในมุมของอฐานะ คือ ขอของที่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความเปลี่ยนแปลงไปว่า อย่าถึงซึ่งความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความเปลี่ยนแปลงไปนี้ ไม่ได้ เป็นอฐานะ มุมที่ 2 หรือจะเป็นฐานะ คือ ขอ ขอแล้วคุณจะได้ซึ่งความโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญ นี่เป็นฐานะ หรือมุมที่ 3 ขอในสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่ได้ คุณก็จะไม่ได้ นี่เป็นฐานะ ให้เข้าใจความเป็นธรรมดาที่ว่าห้าสิ่งนีี้เกิดกับใครก็ได้เป็นธรรมดา ไม่ควรยึดถือ พิจารณาให้ดีจะถอนลูกศรแห่งความโศกได้  เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน</p><p>เหมือนในข้อที่ 49 และ 50 สองพระราชาเมื่อได้ฟังธรรมจึงสามารถถอนลูกศรแห่งความโศกนี้เสียได้ เข้าใจว่าประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อยจากความโศกไม่มี มีกิจอะไรก็ทำไปตามควรแแก่หน้าที่ตน จบ มุณฑราชวรรค</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค ข้อที่ 45-50</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปุญญาภิสันทสูตร</strong> ว่าด้วยห้วงบุญกุศล: การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์ จะเกิดห้วงแห่งบุญ คือ บุญที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย เปรียบเหมือนน้ำจืดที่ไหลลงทะเลไม่เคยขาด เหมือน Passive income เป็นธนาคารบุญ ในข้อที่ 44 ที่อุคคคหบดีถวายของ 6 อย่าง ก็จัดเข้ากับสิ่งของ 5 อย่างนี้นั่นเอง</p><p>ใน <strong>สัมปทาสูต</strong>ร คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา</p><p>ใน <strong>ธนสูตร</strong> มีไส้ในเหมือนสัมปทาสูตร เปรียบ 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม</p><p>ใน <strong>ฐานสูตร</strong> ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ หมายถึง เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา หรือเกิดขึ้นไม่ได้ไม่เป็นธรรมดา มองใน 3 มุม ดังนี้</p><p>มุมที่ 1 มองในมุมของอฐานะ คือ ขอของที่มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความเปลี่ยนแปลงไปว่า อย่าถึงซึ่งความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความเปลี่ยนแปลงไปนี้ ไม่ได้ เป็นอฐานะ มุมที่ 2 หรือจะเป็นฐานะ คือ ขอ ขอแล้วคุณจะได้ซึ่งความโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญ นี่เป็นฐานะ หรือมุมที่ 3 ขอในสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่ได้ คุณก็จะไม่ได้ นี่เป็นฐานะ ให้เข้าใจความเป็นธรรมดาที่ว่าห้าสิ่งนีี้เกิดกับใครก็ได้เป็นธรรมดา ไม่ควรยึดถือ พิจารณาให้ดีจะถอนลูกศรแห่งความโศกได้  เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน</p><p>เหมือนในข้อที่ 49 และ 50 สองพระราชาเมื่อได้ฟังธรรมจึงสามารถถอนลูกศรแห่งความโศกนี้เสียได้ เข้าใจว่าประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อยจากความโศกไม่มี มีกิจอะไรก็ทำไปตามควรแแก่หน้าที่ตน จบ มุณฑราชวรรค</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค ข้อที่ 45-50</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่น่าปรารถนา [6508-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่น่าปรารถนา [6508-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9ff6a3dc-0adb-4932-aeb5-195c6d62b40c/media.mp3" length="26689120" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9ff6a3dc-0adb-4932-aeb5-195c6d62b40c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d3c</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36acJa60OsNqsWUVH/oAIXT+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>มุณฑราชวรรค</strong> หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช เริ่มด้วยข้อที่ 42 <strong>สัปปุริสสูตร</strong> เพราะมีความเกี่ยวเนื่องด้วยข้อที่ 40 ไส้ในเหมือนกัน หัวข้อและอุปมาต่างกัน ในข้อที่ 42 นี้คือ คนดีเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก</p><p>ข้อที่ 41 <strong>อาทิยสูตร</strong> บุคคลที่มีโภคทรัพย์แล้ว ควรถือประโยชน์จากทรัพย์นั้นให้ครบทั้ง 5 ประการ เพราะแต่ละข้อให้ประโยชน์แตกต่างกัน ควรจะขวนขวายเอาให้หมดจากเงินแม้น้อยหรือมากที่เรามีก็ตาม รู้จักบริหารเป็นสุขอยู่โดยธรรม ด้านบำรุงครอบครัวและมิตรให้พลังมีความเพียร ด้านป้องกันภัยให้มีเงินเก็บรู้จักลงทุน ด้านสละเพื่อสังคมทำให้มีกัลยาณมิตร และด้านที่สละออกแด่เนื้อนาบุญจะทำให้บุญนั้นให้ผล</p><p>ข้อที่ 43 <strong>อิฏฐสูตร</strong> ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่การได้มานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินไปในสิ่งนั้น ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้มีปฏิปทาที่ให้เกิดผลนั้นอยู่ ถ้าเราสร้างเหตุเฉยๆ ไม่มีความอยาก มีความแยบคายในการปฏิบัติ อริยสาวกย่อมได้รับธรรมะห้าข้อนี้ ที่น่าสนใจ คือ เรามักสร้างเหตุถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เงื่อนไขเราทำมันไม่ถูกต้อง เพราะทำตามความอยาก มันกลายเป็นอ้อนวอนทันที มันกลายเป็นที่น่าปรารถนาทันที ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนอย่างเดียวสร้างเหตุไปด้วย นั่นแหละผิด ต้องไม่อ้อนวอน ไม่อยาก อย่าไปเพลิน สร้างเหตุที่ถูกต้อง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา คนอย่างนี้จะรักษาประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้</p><p>ข้อที่ 44 <strong>มนาปทายีสูตร</strong> ผู้ที่ถวายของที่น่าพอใจ ย่อมได้ของที่น่าพอใจ เหมือนกับคฤหบดีนี้ที่เห็นผลเมื่อไปเกิดในสวรรค์</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ข้อที่ 41-44</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>มุณฑราชวรรค</strong> หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช เริ่มด้วยข้อที่ 42 <strong>สัปปุริสสูตร</strong> เพราะมีความเกี่ยวเนื่องด้วยข้อที่ 40 ไส้ในเหมือนกัน หัวข้อและอุปมาต่างกัน ในข้อที่ 42 นี้คือ คนดีเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก</p><p>ข้อที่ 41 <strong>อาทิยสูตร</strong> บุคคลที่มีโภคทรัพย์แล้ว ควรถือประโยชน์จากทรัพย์นั้นให้ครบทั้ง 5 ประการ เพราะแต่ละข้อให้ประโยชน์แตกต่างกัน ควรจะขวนขวายเอาให้หมดจากเงินแม้น้อยหรือมากที่เรามีก็ตาม รู้จักบริหารเป็นสุขอยู่โดยธรรม ด้านบำรุงครอบครัวและมิตรให้พลังมีความเพียร ด้านป้องกันภัยให้มีเงินเก็บรู้จักลงทุน ด้านสละเพื่อสังคมทำให้มีกัลยาณมิตร และด้านที่สละออกแด่เนื้อนาบุญจะทำให้บุญนั้นให้ผล</p><p>ข้อที่ 43 <strong>อิฏฐสูตร</strong> ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่การได้มานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินไปในสิ่งนั้น ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้มีปฏิปทาที่ให้เกิดผลนั้นอยู่ ถ้าเราสร้างเหตุเฉยๆ ไม่มีความอยาก มีความแยบคายในการปฏิบัติ อริยสาวกย่อมได้รับธรรมะห้าข้อนี้ ที่น่าสนใจ คือ เรามักสร้างเหตุถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เงื่อนไขเราทำมันไม่ถูกต้อง เพราะทำตามความอยาก มันกลายเป็นอ้อนวอนทันที มันกลายเป็นที่น่าปรารถนาทันที ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุกเข่าอ้อนวอนอย่างเดียวสร้างเหตุไปด้วย นั่นแหละผิด ต้องไม่อ้อนวอน ไม่อยาก อย่าไปเพลิน สร้างเหตุที่ถูกต้อง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา คนอย่างนี้จะรักษาประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้</p><p>ข้อที่ 44 <strong>มนาปทายีสูตร</strong> ผู้ที่ถวายของที่น่าพอใจ ย่อมได้ของที่น่าพอใจ เหมือนกับคฤหบดีนี้ที่เห็นผลเมื่อไปเกิดในสวรรค์</p><p>พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. มุณฑราชวรรค ข้อที่ 41-44</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทานที่ให้ปัญญา [6507-6t]</title>
			<itunes:title>ทานที่ให้ปัญญา [6507-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/428197be-5fc7-4e1b-9db6-7e5786d3e845/media.mp3" length="26639965" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">428197be-5fc7-4e1b-9db6-7e5786d3e845</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Zkt+4t3bQzx1lhDNJWttE0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ยังอยู่ในสุมนวรรคเกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือน ในข้อที่ 34 <strong>สีหเสนาปติสูตร</strong> สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ</p><p>ข้อที่ 35 <strong>ทานานิสังสสูตร</strong> เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง</p><p>ข้อที่ 36 <strong>กาลทานสูตร</strong> กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน </p><p>ข้อที่ 37 <strong>โภชนทานสูตร</strong> การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้</p><p>ข้อที่ 38 <strong>สัทธสูตร</strong> เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ</p><p>ข้อที่ 39 <strong>ปุตตสูตร</strong>  มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้</p><p>ข้อที่ 40 <strong>มหาสาลปุตตสูตร</strong> เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง</p><p>จบสุมนวรรค</p><p>ปัญจก-ฉักกนิบาต สุมนวรรค ข้อที่ 34-40 </p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]</p><p>อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ยังอยู่ในสุมนวรรคเกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือน ในข้อที่ 34 <strong>สีหเสนาปติสูตร</strong> สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ</p><p>ข้อที่ 35 <strong>ทานานิสังสสูตร</strong> เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง</p><p>ข้อที่ 36 <strong>กาลทานสูตร</strong> กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน </p><p>ข้อที่ 37 <strong>โภชนทานสูตร</strong> การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้</p><p>ข้อที่ 38 <strong>สัทธสูตร</strong> เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ</p><p>ข้อที่ 39 <strong>ปุตตสูตร</strong>  มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้</p><p>ข้อที่ 40 <strong>มหาสาลปุตตสูตร</strong> เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง</p><p>จบสุมนวรรค</p><p>ปัญจก-ฉักกนิบาต สุมนวรรค ข้อที่ 34-40 </p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ]</p><p>อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อมีเหตุแล้วย่อมมีผล [6506-6t]</title>
			<itunes:title>เมื่อมีเหตุแล้วย่อมมีผล [6506-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/66fffd8e-436c-4df6-afa3-13013a5683e9/media.mp3" length="27779862" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66fffd8e-436c-4df6-afa3-13013a5683e9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bAWfrolndlubabWZ7lHaUW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>เหตุและผล</strong> 4 พระสูตรในทีนี้ เริ่มข้อที่ 30 เกี่ยวกับสิ่ง 5 อย่างที่ไหลออก คือ อุจจาระปัสสาวะ ความทุกข์ความโศก ความไม่สวยงามเป็นปฏิกูล ความเป็นปฏิกูลในผัสสะ และความคลายไปของความยึดถือ ที่เป็นผลเกิดจากการกระทำบางอย่างอยู่เป็นประจำ เทียบเคียงกับคนที่ได้เนกขัมมสุขหรือสุขที่เกิดจากสมาธิ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ไม่ติดในลาภยศสรรเสริญ ข้อที่ 31 เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่า ส่วนข้อที่ 32 กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละ และสุดท้ายข้อที่ 33 ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อที่ 30 - 33]</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>เหตุและผล</strong> 4 พระสูตรในทีนี้ เริ่มข้อที่ 30 เกี่ยวกับสิ่ง 5 อย่างที่ไหลออก คือ อุจจาระปัสสาวะ ความทุกข์ความโศก ความไม่สวยงามเป็นปฏิกูล ความเป็นปฏิกูลในผัสสะ และความคลายไปของความยึดถือ ที่เป็นผลเกิดจากการกระทำบางอย่างอยู่เป็นประจำ เทียบเคียงกับคนที่ได้เนกขัมมสุขหรือสุขที่เกิดจากสมาธิ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ไม่ติดในลาภยศสรรเสริญ ข้อที่ 31 เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่า ส่วนข้อที่ 32 กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละ และสุดท้ายข้อที่ 33 ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ข้อที่ 30 - 33]</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6505-6t]</title>
			<itunes:title>จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6505-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/460e82f1-d319-4373-b534-3973a80b3afb/media.mp3" length="29136510" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">460e82f1-d319-4373-b534-3973a80b3afb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d3f</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d3f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YIVWzd6ccQq4eNePHIQjhs]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิด้วยองค์ 5 ประการ คือ การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่งฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ส่วนในจังกมสูตร จังกม แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง และ 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: ปัญจังคิกวรรคข้อที่ 28 - 29)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิด้วยองค์ 5 ประการ คือ การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่งฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว ส่วนในจังกมสูตร จังกม แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ 1. อดทนต่อการเดินทางไกล 2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้ 3. อาหารย่อยได้ง่าย 4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง และ 5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต: ปัญจังคิกวรรคข้อที่ 28 - 29)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 [6504-6t]</title>
			<itunes:title>การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 [6504-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/938adfb9-6585-45a3-864c-9d1c2cb6abce/media.mp3" length="28695515" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">938adfb9-6585-45a3-864c-9d1c2cb6abce</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d40</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bzIXSdp1xrH4ZONdwe2w/I]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อยู่ในหมวดธรรมะ 5 ข้อ หมวดที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ในปฐม และทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ มีเนื้อหาคล้ายกันพูดถึงเหตุปัจจัยที่จะได้สัมมาสมาธิ และเปรียบเทียบส่วนต่างว่า ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้ หรือได้สัมมาสมาธิ ในข้อที่ 21 เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ในข้อที่ 22 เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา ในข้อที่ 23 ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ในข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีล และคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ในข้อที่ 25 ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ ในข้อที่ 26 บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม ในข้อที่ 27 สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ข้อที่ 21 - 27)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อยู่ในหมวดธรรมะ 5 ข้อ หมวดที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น ในปฐม และทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ มีเนื้อหาคล้ายกันพูดถึงเหตุปัจจัยที่จะได้สัมมาสมาธิ และเปรียบเทียบส่วนต่างว่า ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้ หรือได้สัมมาสมาธิ ในข้อที่ 21 เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ในข้อที่ 22 เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา ในข้อที่ 23 ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้ ในข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีล และคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้ ในข้อที่ 25 ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ ในข้อที่ 26 บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม ในข้อที่ 27 สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้</p><p>(พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ข้อที่ 21 - 27)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>Live : ตอบคำถามและหัวข้อธรรมสังคหวัตถุ 4 [6503-6t]]</title>
			<itunes:title>Live : ตอบคำถามและหัวข้อธรรมสังคหวัตถุ 4 [6503-6t]]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Jan 2022 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/081d5fc5-d4ba-4c3f-93e5-0ad0ac46d368/media.mp3" length="27827941" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">081d5fc5-d4ba-4c3f-93e5-0ad0ac46d368</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm/episode/6503-6t</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d41</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36alX2EsLu5nWvWOZuq5M1vM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"...เป็นกำลังใจให้ ให้อดทนเอา คนจะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านความทุกข์ก่อน โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่ความทุกข์ในนรกมันมากกว่า"</p><p><strong>Q: อิติปิโสต้องสวด 108 ครั้ง?</strong> </p><p>A: สาระสำคัญอยู่ที่เข้าใจความหมาย และจิตต้องเป็นสมาธิ เรื่องจำนวน และคำพูดเป็นเรื่องรองลงมา การระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องสำคัญครูบาอาจารย์บางท่านจึงตัดเหลือแค่พุทโธ เอาตรงจิตที่เป็นสมาธิ</p><p><strong>Q: ชีวิตมีปัญหาแต่ยังสุขใจที่ได้ฟังธรรม</strong></p><p>A: เป็นความมหัศจรรย์ 1 ใน 3 อย่างที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทำให้กิดความสงบเป็นการทวนกระแสกิเลส</p><p><strong>Q: เวลาสวดมสต์จำเป็นต้องออกเสียงหรือไม่</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้ายังเคยให้ท่านพระจุนทะสวดให้ฟัง ไม่ต้องสวดเองก็ได้ อยู่ที่การรักษาจิต หัวข้อธรรมสังคหวัตถุ 4 เป็นธรรมที่สามารถสงเคระห์กันได้ เน้นปิยวาจา ไม่ทำร้ายคนที่ใกล้ชิด</p><p><strong>Q: 84000 มีจริงหรือไม่หรือแค่สำนวน และเสนอให้นำเรื่องในนักธรรมมาเทศน์</strong></p><p>A: เป็นสำนวนแสดงถึงการมีจำนวนมาก เรื่องนักธรรมจะนำเสนอในใต้ร่มโพธิบท</p><p><strong>Q: การวางตนเสมอกันและสัลเลขธรรมคืออะไร</strong></p><p>A: การวางตนเสมอกันคือการรู้หน้าที่ของตนไม่ใช่การตีตนเสมอ สัลเลขธรรม คือธรรมะแห่งการขูดเกลาเอากิเลสออก</p><p><strong>Q: อานาปานสติทำอย่างไร ดูกายด้วยได้หรือไม่ และจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ฌาน</strong></p><p>A: ไม่ตามลม ไม่บังคับลม กำหนดรู้ที่ปริมุกขังบริเวณที่รับรู้ถึงลมเข้าลมออก ดูกายด้วยก็ได้เพราะเป็นแหล่งให้เกิดสติได้เช่นกัน ส่วนเรื่องฌานเป็นเรื่องที่ต้องทำบ่อย ๆ จะเข้าใจรู้ได้</p><p><strong>Q: การเขียนอักษรธรรมเป็นสมาธิแบบไหน มีอานิสงส์อย่างไร</strong></p><p>A: ในพุทธพจน์ไม่พบ แต่เทียบเคียงจัดอยู่ในการฟังธรรมได้ อานิสงส์เมื่อตายไปจิตจะระลึกได้ว่าธรรมะเป็นอย่างนี้ มีความซาปซึ้ง ลักษณะที่ทำงานแล้วจิตเป็นสมาธินี้เป็นลักษณะของสติสัมปชัญญะ</p><p><strong>Q: ชีวิตผกผันควรวางจิตอย่างไร</strong></p><p>A: เป็นกำลังใจให้ ให้อดทน คนจะรู้ถึงความสุขได้ต้องผ่านความทุกข์มาก่อน โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่ความทุกข์ในนรกมีมากกว่านี้มากนัก</p><p><strong>Q: ศีล 5 ข้อไหนสำคัญที่สุด</strong></p><p>A: ทุกข้อเป็นไปเพื่อความปกติของความเป็นคน แก้และป้องกันในแต่ละด้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"...เป็นกำลังใจให้ ให้อดทนเอา คนจะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านความทุกข์ก่อน โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่ความทุกข์ในนรกมันมากกว่า"</p><p><strong>Q: อิติปิโสต้องสวด 108 ครั้ง?</strong> </p><p>A: สาระสำคัญอยู่ที่เข้าใจความหมาย และจิตต้องเป็นสมาธิ เรื่องจำนวน และคำพูดเป็นเรื่องรองลงมา การระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องสำคัญครูบาอาจารย์บางท่านจึงตัดเหลือแค่พุทโธ เอาตรงจิตที่เป็นสมาธิ</p><p><strong>Q: ชีวิตมีปัญหาแต่ยังสุขใจที่ได้ฟังธรรม</strong></p><p>A: เป็นความมหัศจรรย์ 1 ใน 3 อย่างที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทำให้กิดความสงบเป็นการทวนกระแสกิเลส</p><p><strong>Q: เวลาสวดมสต์จำเป็นต้องออกเสียงหรือไม่</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้ายังเคยให้ท่านพระจุนทะสวดให้ฟัง ไม่ต้องสวดเองก็ได้ อยู่ที่การรักษาจิต หัวข้อธรรมสังคหวัตถุ 4 เป็นธรรมที่สามารถสงเคระห์กันได้ เน้นปิยวาจา ไม่ทำร้ายคนที่ใกล้ชิด</p><p><strong>Q: 84000 มีจริงหรือไม่หรือแค่สำนวน และเสนอให้นำเรื่องในนักธรรมมาเทศน์</strong></p><p>A: เป็นสำนวนแสดงถึงการมีจำนวนมาก เรื่องนักธรรมจะนำเสนอในใต้ร่มโพธิบท</p><p><strong>Q: การวางตนเสมอกันและสัลเลขธรรมคืออะไร</strong></p><p>A: การวางตนเสมอกันคือการรู้หน้าที่ของตนไม่ใช่การตีตนเสมอ สัลเลขธรรม คือธรรมะแห่งการขูดเกลาเอากิเลสออก</p><p><strong>Q: อานาปานสติทำอย่างไร ดูกายด้วยได้หรือไม่ และจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ฌาน</strong></p><p>A: ไม่ตามลม ไม่บังคับลม กำหนดรู้ที่ปริมุกขังบริเวณที่รับรู้ถึงลมเข้าลมออก ดูกายด้วยก็ได้เพราะเป็นแหล่งให้เกิดสติได้เช่นกัน ส่วนเรื่องฌานเป็นเรื่องที่ต้องทำบ่อย ๆ จะเข้าใจรู้ได้</p><p><strong>Q: การเขียนอักษรธรรมเป็นสมาธิแบบไหน มีอานิสงส์อย่างไร</strong></p><p>A: ในพุทธพจน์ไม่พบ แต่เทียบเคียงจัดอยู่ในการฟังธรรมได้ อานิสงส์เมื่อตายไปจิตจะระลึกได้ว่าธรรมะเป็นอย่างนี้ มีความซาปซึ้ง ลักษณะที่ทำงานแล้วจิตเป็นสมาธินี้เป็นลักษณะของสติสัมปชัญญะ</p><p><strong>Q: ชีวิตผกผันควรวางจิตอย่างไร</strong></p><p>A: เป็นกำลังใจให้ ให้อดทน คนจะรู้ถึงความสุขได้ต้องผ่านความทุกข์มาก่อน โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่ความทุกข์ในนรกมีมากกว่านี้มากนัก</p><p><strong>Q: ศีล 5 ข้อไหนสำคัญที่สุด</strong></p><p>A: ทุกข้อเป็นไปเพื่อความปกติของความเป็นคน แก้และป้องกันในแต่ละด้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6502-6t]</title>
			<itunes:title>พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6502-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9dcf9182-f80c-4287-af52-938878e28ab0/media.mp3" length="28675216" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9dcf9182-f80c-4287-af52-938878e28ab0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d42</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d42</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YJqrj0saKCQsTP4+Km5dNA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มาในพลวรรค ข้อที่ 11 - 14 อธิบายโดยรวมได้ดังนี้ พละ 5 เป็นธรรมที่องอาจเป็นการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ฟังได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พละ คือ กำลัง 5 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา: ความมั่นใจความเลื่อมใส ความลงใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เอ่ยเพียงหนึ่งแต่ให้เข้าใจว่ารวมทั้งหมดพุทธธรรมสงฆ์ เป็นศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง เพราะศรัทธาในสัมมาสัมพุทโธ มีศรัทธาแล้วจะทำให้ไม่ลังเลที่จะทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าในการเผชิญหน้ากับทุกข์ เห็นตามจริง สติเกิดขึ้น สมาธิปัญญาก็ตามมาตามลำดับ ปัญญามีสูงสุดในแต่ละขั้นที่ผ่านไป หิริ โอตัปปะ และสติ สมาธิสามารถนำมาใช้แทนกันได้สลับไปมาได้ในพละนี้ ในข้อที่ 15 จะชี้ให้เห็นว่า สามารถหาคุณธรรมทั้ง 5 ได้จากที่ไหน ศรัทธาหาได้ในโสตาปัตติยังคะ 4 วิริยะหาได้ในสัมมัปปธาน 4 สติหาได้ในสติปัฏฐาน 4 สมาธิหาได้ในฌาน 4 ปัญญาหาได้ในอริยสัจ 4 ทำไมจึงกล่าวว่าหาปัญญาได้ที่อริยสัจ 4 เพราะอริยสัจ 4 เป็นตัวรวมธรรมะทั้งหมด ปัญญาจะเป็นตัวพาเราไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยไป ข้อที่ 16 เปรียบปัญญาเป็นอันดับสูงสุดของหลังคา ทุกสิ่งต้องอยู่ใต้หลังคานั้น ปัญญาเป็นยอด สมาธิเป็นตัวดัน มีพื้นฐาน คือ ศรัทธา ส่งต่อกันมาด้วยความเพียรด้วยสติ มาตามลำดับแล้วพัฒนาไปด้วยกัน พละ 5 จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้ อินทรีย์ 5 เป็นตัวที่จะทำให้บรรลุได้เร็วหรือช้า ความหมายเดียวกัน ต่างกันที่บริบทการใช้ ข้อที่ 17 18 19 20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูล หรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร</p><br><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต : พลวรรค ข้อที่ 11 - 20)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มาในพลวรรค ข้อที่ 11 - 14 อธิบายโดยรวมได้ดังนี้ พละ 5 เป็นธรรมที่องอาจเป็นการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ฟังได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พละ คือ กำลัง 5 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา: ความมั่นใจความเลื่อมใส ความลงใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เอ่ยเพียงหนึ่งแต่ให้เข้าใจว่ารวมทั้งหมดพุทธธรรมสงฆ์ เป็นศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง เพราะศรัทธาในสัมมาสัมพุทโธ มีศรัทธาแล้วจะทำให้ไม่ลังเลที่จะทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าในการเผชิญหน้ากับทุกข์ เห็นตามจริง สติเกิดขึ้น สมาธิปัญญาก็ตามมาตามลำดับ ปัญญามีสูงสุดในแต่ละขั้นที่ผ่านไป หิริ โอตัปปะ และสติ สมาธิสามารถนำมาใช้แทนกันได้สลับไปมาได้ในพละนี้ ในข้อที่ 15 จะชี้ให้เห็นว่า สามารถหาคุณธรรมทั้ง 5 ได้จากที่ไหน ศรัทธาหาได้ในโสตาปัตติยังคะ 4 วิริยะหาได้ในสัมมัปปธาน 4 สติหาได้ในสติปัฏฐาน 4 สมาธิหาได้ในฌาน 4 ปัญญาหาได้ในอริยสัจ 4 ทำไมจึงกล่าวว่าหาปัญญาได้ที่อริยสัจ 4 เพราะอริยสัจ 4 เป็นตัวรวมธรรมะทั้งหมด ปัญญาจะเป็นตัวพาเราไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยไป ข้อที่ 16 เปรียบปัญญาเป็นอันดับสูงสุดของหลังคา ทุกสิ่งต้องอยู่ใต้หลังคานั้น ปัญญาเป็นยอด สมาธิเป็นตัวดัน มีพื้นฐาน คือ ศรัทธา ส่งต่อกันมาด้วยความเพียรด้วยสติ มาตามลำดับแล้วพัฒนาไปด้วยกัน พละ 5 จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้ อินทรีย์ 5 เป็นตัวที่จะทำให้บรรลุได้เร็วหรือช้า ความหมายเดียวกัน ต่างกันที่บริบทการใช้ ข้อที่ 17 18 19 20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูล หรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร</p><br><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต : พลวรรค ข้อที่ 11 - 20)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เสขพละ ธรรมะที่ทำให้เติบโต [6501-6t]</title>
			<itunes:title>เสขพละ ธรรมะที่ทำให้เติบโต [6501-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/185a482c-cb2e-4c1d-85d4-35470f5722e7/media.mp3" length="28595668" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">185a482c-cb2e-4c1d-85d4-35470f5722e7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d43</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d43</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Yt5AohpU+dIZGOzKVtiRWt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พละ หมายถึง กำลังในการบรรลุธรรม กำลังในความก้าวหน้าในคำสอนนี้ เสขะ คือ ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ทำความเพียรอยู่ เปรียบเหมือนเด็กที่ต้องค่อยพัฒนาไป เสขพละมี 5 ประการดังนี้ ศรัทธา: คือ ความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอดทนมีกำลังใจปฏิบัติต่อไปได้ หิริ: คือ ความละอายต่อบาป เกิดจากข้างในตนเอง โอตัปปะ: คือ ความเกรงกลัวต่อบาป เป็นการปรารภคนอื่นให้สะดุ้งกลัว วิริยะ: คือ ความเพียร ความกล้าในการเอาอกุศลธรรมออกไป นำกุศลธรรมเข้ามา มีความบากบั่น มีกำลังใจในการที่จะทำ ปัญญา: ปัญญาไม่ได้หมายถึงความจำ แต่เป็นปัญญาในการชำแรกกิเลสให้สิ้นไป บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีคุณธรรมทั้ง 5 นี้จะมีความเดือดร้อนรุ่มร้อน เพราะเป็นการเปิดทางให้อกุศลธรรมเข้ามาจนนำพาไปนรกได้ ส่วนบุคคลใดที่มีแล้วแต่ยังไม่ได้สติสมาธิแต่ยังมีความอดทนอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้แม้น้ำตานองหน้าอยู่ นั่นคือ ดีแล้ว ตรงนี้จึงเป็นข้อสังเกตุที่ว่าในหมวดนี้สติสมาธิหายไปไหน ในข้อที่ 7 พระพุทธเจ้าเปรียบเสขพละดุจพี่เลี้ยงเด็ก ที่จะคอยประคบประหงมจนถึงวัยที่รู้ความปลอดภัย ในข้อที่ 8, 9 และ 10 เปรียบเทียบส่วนต่างระหว่างความไม่มีกับมีคุณธรรม 5 ข้อนี้ ข้อที่ 8 พูดถึงความเคลื่อนหรือไม่เคลื่อนในพระสัทธรรม ข้อที่ 9 เพิ่มความเคารพยำเกรงจะหมดไปหรือคงอยู่ ข้อที่ 10 เพิ่มความไม่เจริญงอกงามไม่ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้</p><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ - ๑ สุตตันตปิฎกที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก ฉักกนิบาต :เสขพลวรรค ข้อที่ ๑ - ๑๐)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พละ หมายถึง กำลังในการบรรลุธรรม กำลังในความก้าวหน้าในคำสอนนี้ เสขะ คือ ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ทำความเพียรอยู่ เปรียบเหมือนเด็กที่ต้องค่อยพัฒนาไป เสขพละมี 5 ประการดังนี้ ศรัทธา: คือ ความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอดทนมีกำลังใจปฏิบัติต่อไปได้ หิริ: คือ ความละอายต่อบาป เกิดจากข้างในตนเอง โอตัปปะ: คือ ความเกรงกลัวต่อบาป เป็นการปรารภคนอื่นให้สะดุ้งกลัว วิริยะ: คือ ความเพียร ความกล้าในการเอาอกุศลธรรมออกไป นำกุศลธรรมเข้ามา มีความบากบั่น มีกำลังใจในการที่จะทำ ปัญญา: ปัญญาไม่ได้หมายถึงความจำ แต่เป็นปัญญาในการชำแรกกิเลสให้สิ้นไป บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีคุณธรรมทั้ง 5 นี้จะมีความเดือดร้อนรุ่มร้อน เพราะเป็นการเปิดทางให้อกุศลธรรมเข้ามาจนนำพาไปนรกได้ ส่วนบุคคลใดที่มีแล้วแต่ยังไม่ได้สติสมาธิแต่ยังมีความอดทนอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้แม้น้ำตานองหน้าอยู่ นั่นคือ ดีแล้ว ตรงนี้จึงเป็นข้อสังเกตุที่ว่าในหมวดนี้สติสมาธิหายไปไหน ในข้อที่ 7 พระพุทธเจ้าเปรียบเสขพละดุจพี่เลี้ยงเด็ก ที่จะคอยประคบประหงมจนถึงวัยที่รู้ความปลอดภัย ในข้อที่ 8, 9 และ 10 เปรียบเทียบส่วนต่างระหว่างความไม่มีกับมีคุณธรรม 5 ข้อนี้ ข้อที่ 8 พูดถึงความเคลื่อนหรือไม่เคลื่อนในพระสัทธรรม ข้อที่ 9 เพิ่มความเคารพยำเกรงจะหมดไปหรือคงอยู่ ข้อที่ 10 เพิ่มความไม่เจริญงอกงามไม่ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้</p><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ - ๑ สุตตันตปิฎกที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก ฉักกนิบาต :เสขพลวรรค ข้อที่ ๑ - ๑๐)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ราคเปยยาล เจริญได้ด้วยธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะ [6452-6t]</title>
			<itunes:title>ราคเปยยาล เจริญได้ด้วยธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะ [6452-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/557e38c7-4229-43a4-b75b-bc53ff414c29/media.mp3" length="28862520" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">557e38c7-4229-43a4-b75b-bc53ff414c29</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d44</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d44</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aAZOJRgPuWHxitdu3SZJNH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การเจริญธรรมทั้ง 4 จากโพธิปักขิยธรรม 37 ด้วย 3 นัยยะ คือ สติปัฏฐาน4: การรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต และรู้ธรรมในธรรม สัมมัปปธาน4: เป็นการป้องกันการละในฝั่งอกุศล การเจริญการประคองในฝ่ายกุศล อิทธิบาท4: การเจริญฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาที่ต้องบวกไปกับธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เชื่อมไว้ด้วยสมาธิ ทำให้เป็นหนึ่งจึงจะเจริญได้ เมื่อเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะที่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ โทสะ โมหะ จะก่อให้เกิดอานิสงส์ในแต่ละอย่าง 10 ข้อ การเข้าใจลักษณะการทำงานการเกิดขึ้นของราคะ  โทสะ โมหะ ด้วยการเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะนี้แล้ว จะทำให้เราเข้าใจจิตใจของเรามากขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาได้ จบเล่มที่ 21</p><p>(จตุกกนิบาต: ราคเปยยาล ข้อที่ 274 - 383)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การเจริญธรรมทั้ง 4 จากโพธิปักขิยธรรม 37 ด้วย 3 นัยยะ คือ สติปัฏฐาน4: การรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต และรู้ธรรมในธรรม สัมมัปปธาน4: เป็นการป้องกันการละในฝั่งอกุศล การเจริญการประคองในฝ่ายกุศล อิทธิบาท4: การเจริญฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาที่ต้องบวกไปกับธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เชื่อมไว้ด้วยสมาธิ ทำให้เป็นหนึ่งจึงจะเจริญได้ เมื่อเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะที่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ โทสะ โมหะ จะก่อให้เกิดอานิสงส์ในแต่ละอย่าง 10 ข้อ การเข้าใจลักษณะการทำงานการเกิดขึ้นของราคะ  โทสะ โมหะ ด้วยการเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะนี้แล้ว จะทำให้เราเข้าใจจิตใจของเรามากขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาได้ จบเล่มที่ 21</p><p>(จตุกกนิบาต: ราคเปยยาล ข้อที่ 274 - 383)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขุตชุตตราหญิงค่อมผู้มีปัญญากับสามาวดีสาวงามผู้เมตตา [6451-6t]</title>
			<itunes:title>ขุตชุตตราหญิงค่อมผู้มีปัญญากับสามาวดีสาวงามผู้เมตตา [6451-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/45e20d64-3027-4ee6-86ca-90d2074291d8/media.mp3" length="27049084" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">45e20d64-3027-4ee6-86ca-90d2074291d8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d45</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36Zo/bmKtK5KQuV8XTybfyNw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เรื่องแรกเป็นเรื่องของหญิงค่อมชื่อว่าขุชชุตตราผู้มีความเป็นเลิศด้านการแสดงธรรม นางเป็นสาวใช้ของพระนางสามาวดี มีนิสัยทุจริตยักยอกเบี้ยที่จะใช้ซื้อดอกไม้อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นโสดาบันจึงไม่อาจทำกรรมเช่นเคยได้ นางสารภาพต่อพระนางสามาวดี พระนางสามาวดีมีเมตตาไม่เอาผิด แต่กลับยกย่องให้เป็นอาจารย์แสดงธรรมที่ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า นางมีความสามารถแสดงธรรมได้ครบถ้วนไล่มาตามลำดับ เป็นธรรมกถึก และเป็นพหูสูต</p><p>พระนางสามาวดีเป็นหนึ่งในพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความเมตตา แม้ถูกโกงมานานปีก็ให้อภัย แม้ถูกใส่ร้ายโดยนางมาคัณฑิยาที่แค้นเคือง เพราะว่าพระนางมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระนางก็ยังมีความเมตตาให้ จนลูกศรที่จะพุ่งมาทำร้ายไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ถูกเผาทั้งเป็นก็ยังตั้งจิตแผ่เมตตาไม่คิดร้ายตอบ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า มีเมตตาเป็นวิหารธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เรื่องแรกเป็นเรื่องของหญิงค่อมชื่อว่าขุชชุตตราผู้มีความเป็นเลิศด้านการแสดงธรรม นางเป็นสาวใช้ของพระนางสามาวดี มีนิสัยทุจริตยักยอกเบี้ยที่จะใช้ซื้อดอกไม้อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นโสดาบันจึงไม่อาจทำกรรมเช่นเคยได้ นางสารภาพต่อพระนางสามาวดี พระนางสามาวดีมีเมตตาไม่เอาผิด แต่กลับยกย่องให้เป็นอาจารย์แสดงธรรมที่ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า นางมีความสามารถแสดงธรรมได้ครบถ้วนไล่มาตามลำดับ เป็นธรรมกถึก และเป็นพหูสูต</p><p>พระนางสามาวดีเป็นหนึ่งในพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความเมตตา แม้ถูกโกงมานานปีก็ให้อภัย แม้ถูกใส่ร้ายโดยนางมาคัณฑิยาที่แค้นเคือง เพราะว่าพระนางมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระนางก็ยังมีความเมตตาให้ จนลูกศรที่จะพุ่งมาทำร้ายไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ถูกเผาทั้งเป็นก็ยังตั้งจิตแผ่เมตตาไม่คิดร้ายตอบ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า มีเมตตาเป็นวิหารธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6450-6t]</title>
			<itunes:title>กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6450-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6a62926e-02bb-4d7d-ba3a-501b851cda67/media.mp3" length="26794148" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6a62926e-02bb-4d7d-ba3a-501b851cda67</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d46</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d46</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ag53c4lbxvcrgaEKS8v6LH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในกัมมปถวรรคในส่วนของกรรมทางใจ ที่ยังคงใช้หลักการเดียวกัน คือ แบ่งเป็นฝ่ายกุศลที่จะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานบนสวรรค์ และฝ่ายอกุศลที่จะถูกนำไปจองจำในนรก โดยมีสามหัวข้อ คือ การเพ่งเล็ง (อภิชฌา) พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ โดยในแต่ละข้อยังแยกออกไปอีก 4 ข้อ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ สรรเสริญ ความละเอียดของวิบากกรรมก็จะขึ้นอยู่กับว่าทำได้ครบทั้งสี่ข้อนี้ด้วยหรือไม่ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การกระทำนั้นเป็นของเรา เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ใดสั่ง หรือมาดลใจให้กระทำก็ตาม และการกระทำที่ต่างกันก็ให้ผลไปที่ต่างกัน เหมือนดั่งกลุ่มชาวบ้านที่ถูกดลใจโดยทูสีมาร กรรมทางใจอย่างไรกรรมทางกายวาจาก็อย่างนั้นได้เหมือนกัน ในส่วนของทิฏฐิแบ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิยังแบ่งออกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก และส่วนที่พ้นจากโลก ทั้งหมดนี้สามารถสังเกตุดูได้จากกุศลหรืออกุศลที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในใจของเรา</p><p>(จตุกกนิบาต: กัมมปถวรรค ข้อที่ 271 - 273)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในกัมมปถวรรคในส่วนของกรรมทางใจ ที่ยังคงใช้หลักการเดียวกัน คือ แบ่งเป็นฝ่ายกุศลที่จะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานบนสวรรค์ และฝ่ายอกุศลที่จะถูกนำไปจองจำในนรก โดยมีสามหัวข้อ คือ การเพ่งเล็ง (อภิชฌา) พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ โดยในแต่ละข้อยังแยกออกไปอีก 4 ข้อ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ สรรเสริญ ความละเอียดของวิบากกรรมก็จะขึ้นอยู่กับว่าทำได้ครบทั้งสี่ข้อนี้ด้วยหรือไม่ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การกระทำนั้นเป็นของเรา เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ใดสั่ง หรือมาดลใจให้กระทำก็ตาม และการกระทำที่ต่างกันก็ให้ผลไปที่ต่างกัน เหมือนดั่งกลุ่มชาวบ้านที่ถูกดลใจโดยทูสีมาร กรรมทางใจอย่างไรกรรมทางกายวาจาก็อย่างนั้นได้เหมือนกัน ในส่วนของทิฏฐิแบ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิยังแบ่งออกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก และส่วนที่พ้นจากโลก ทั้งหมดนี้สามารถสังเกตุดูได้จากกุศลหรืออกุศลที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในใจของเรา</p><p>(จตุกกนิบาต: กัมมปถวรรค ข้อที่ 271 - 273)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6449-6t]</title>
			<itunes:title>กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6449-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/72ff7fc7-1f86-4d16-aecf-84abe61a1a7c/media.mp3" length="28035364" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">72ff7fc7-1f86-4d16-aecf-84abe61a1a7c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d47</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d47</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aP/i727v8wQyxLaw5WrIc2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>“กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท”</strong> เป็นหัวข้อเดียวกันทั้งหมด เปรียบเทียบส่วนเหมือนและส่วนต่าง โดยแต่ละข้อจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ต่างกัน คือดีกับไม่ดี เปรียบเทียบส่วนต่างไม่ดีคือเหมือนนำตัวไปฝังไว้ในนรก ดีคือได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานในสวรรค์  เปรียบเทียบในข้อเดียวกันเป็นคู่ ๆ ส่วนที่ไม่เหมือนคือไส้ใน ใน 3 ข้อแรกเกี่ยวกับกายกรรมสุจริตทุจริต 4 ข้อถัดมาคือเรื่องของวจีกรรมสุจริตทุจริต และ 3 ข้อสุดท้ายคือส่วนของมโนกรรมสุจริตทุจริต ในแต่ละข้อยังแยกออกเป็น 4 แบบ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ กล่าวสรรเสริญในการกระทำนั้น ๆ ใน 4 ข้อนี้ การทำได้ยังบ่งบอกถึงความละเอียดในการปฏิบัติได้ด้วย</p><p>(กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท ข้อที่ 264-270)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>“กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท”</strong> เป็นหัวข้อเดียวกันทั้งหมด เปรียบเทียบส่วนเหมือนและส่วนต่าง โดยแต่ละข้อจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ต่างกัน คือดีกับไม่ดี เปรียบเทียบส่วนต่างไม่ดีคือเหมือนนำตัวไปฝังไว้ในนรก ดีคือได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานในสวรรค์  เปรียบเทียบในข้อเดียวกันเป็นคู่ ๆ ส่วนที่ไม่เหมือนคือไส้ใน ใน 3 ข้อแรกเกี่ยวกับกายกรรมสุจริตทุจริต 4 ข้อถัดมาคือเรื่องของวจีกรรมสุจริตทุจริต และ 3 ข้อสุดท้ายคือส่วนของมโนกรรมสุจริตทุจริต ในแต่ละข้อยังแยกออกเป็น 4 แบบ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ กล่าวสรรเสริญในการกระทำนั้น ๆ ใน 4 ข้อนี้ การทำได้ยังบ่งบอกถึงความละเอียดในการปฏิบัติได้ด้วย</p><p>(กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท ข้อที่ 264-270)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลกรรมกับก้อนเกลือ [6448-6t]</title>
			<itunes:title>ผลกรรมกับก้อนเกลือ [6448-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/eb7c1697-9843-49e4-926d-ac33d447274f/media.mp3" length="23725613" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">eb7c1697-9843-49e4-926d-ac33d447274f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d48</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36a7YWoiTOWHODZoUypVapCm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่ม<strong>โลณผลวรรค</strong> หมวดว่าด้วยก้อนเกลือ ข้อที่ 93 - 99 <strong>อัจจายิกสูตร</strong>เป็นเรื่องของการรอเวลาที่เหมาะสมแม้จะสร้างเหตุมาดีแล้วก็ตาม <strong>ปวิเวกสูตร</strong>จะทราบถึงความสงัดจากกิเลสที่ไม่ต้องอิงวัตถุ <strong>สรทสูตร</strong>ธรรมจักษุของโสดาบัน และอนาคามีที่ละสังโยชน์ได้ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วดั่งท้องฟ้าในสารทกาล <strong>ปริสาสูตร</strong> บริษัทที่มีหัวหน้า คือ พระเถระเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทำให้พากันปฏิบัติตาม บริษัทที่แตกแยก และบริษัทที่สามัคคีโดยการเจริญมุทิตา <strong>ปฐมอาชานียสูตร / ทุติยอาชานียสูตร / ตติยอาชานียสูตร</strong> ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย จะมีความต่างในแต่ละข้อตรงปัญญาในอริยสัจ 4 ความเร็ว คือ ปัญญาที่เร็วขึ้นเพราะชำนาญ ข้อที่ 97 ปัญญาระดับโสดาบัน ข้อที่ 98 ปัญญาระดับอนาคามี และข้อที่ 99 ปัญญาระดับอรหันต์ (ทุติยปัณณาสก์/โลณผลวรรค ข้อที่ 93 - 99)<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่ม<strong>โลณผลวรรค</strong> หมวดว่าด้วยก้อนเกลือ ข้อที่ 93 - 99 <strong>อัจจายิกสูตร</strong>เป็นเรื่องของการรอเวลาที่เหมาะสมแม้จะสร้างเหตุมาดีแล้วก็ตาม <strong>ปวิเวกสูตร</strong>จะทราบถึงความสงัดจากกิเลสที่ไม่ต้องอิงวัตถุ <strong>สรทสูตร</strong>ธรรมจักษุของโสดาบัน และอนาคามีที่ละสังโยชน์ได้ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วดั่งท้องฟ้าในสารทกาล <strong>ปริสาสูตร</strong> บริษัทที่มีหัวหน้า คือ พระเถระเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทำให้พากันปฏิบัติตาม บริษัทที่แตกแยก และบริษัทที่สามัคคีโดยการเจริญมุทิตา <strong>ปฐมอาชานียสูตร / ทุติยอาชานียสูตร / ตติยอาชานียสูตร</strong> ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย จะมีความต่างในแต่ละข้อตรงปัญญาในอริยสัจ 4 ความเร็ว คือ ปัญญาที่เร็วขึ้นเพราะชำนาญ ข้อที่ 97 ปัญญาระดับโสดาบัน ข้อที่ 98 ปัญญาระดับอนาคามี และข้อที่ 99 ปัญญาระดับอรหันต์ (ทุติยปัณณาสก์/โลณผลวรรค ข้อที่ 93 - 99)<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6447-6t]</title>
			<itunes:title>ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6447-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/aa964819-85db-4078-88ac-38b942157777/media.mp3" length="27598200" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">aa964819-85db-4078-88ac-38b942157777</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d49</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d49</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aYNcklBPmhI9FhpGwgnnEk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปฐม</strong>และ<strong>ทุติยอาชานียสูตร </strong>เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก 1) วรรณะ คือ ศีล 2) กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา 3) เชาว์ คือ ฝีเท้า ในข้อ 259 ดูจากการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ การเป็นโสดาบัน ในข้อ 260 ดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ อรหัตผล จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง 4) ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่ นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน</p><br><p><strong>พลสูตร</strong>: พละ คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ 4 นี้จึงจะมีกำลังใจ คือ วิริยะพละ=ความเพียร4 สติพละ=สติปัฏฐาน4 สมาธิพละ=ฌานทั้ง4 ปัญญาพละ=ชำแรกกิเลส พละ4 ต่างจากพละ5 คือ ไม่มีข้อศรัทธา</p><br><p><strong>อรัญญสูตร</strong>: ว่าด้วยผู้ที่ควรอยู่หรือไม่อยู่ป่า ถ้ามีสี่ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มีสี่ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ สี่ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ</p><br><p><strong>กัมมสูตร</strong>: เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><br><p>(จตุกกนิบาต: อภิญญาวรรค ข้อที่ 259 - 263)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปฐม</strong>และ<strong>ทุติยอาชานียสูตร </strong>เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก 1) วรรณะ คือ ศีล 2) กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา 3) เชาว์ คือ ฝีเท้า ในข้อ 259 ดูจากการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ การเป็นโสดาบัน ในข้อ 260 ดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ อรหัตผล จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง 4) ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่ นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน</p><br><p><strong>พลสูตร</strong>: พละ คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ 4 นี้จึงจะมีกำลังใจ คือ วิริยะพละ=ความเพียร4 สติพละ=สติปัฏฐาน4 สมาธิพละ=ฌานทั้ง4 ปัญญาพละ=ชำแรกกิเลส พละ4 ต่างจากพละ5 คือ ไม่มีข้อศรัทธา</p><br><p><strong>อรัญญสูตร</strong>: ว่าด้วยผู้ที่ควรอยู่หรือไม่อยู่ป่า ถ้ามีสี่ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มีสี่ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ สี่ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ</p><br><p><strong>กัมมสูตร</strong>: เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ</p><br><p>(จตุกกนิบาต: อภิญญาวรรค ข้อที่ 259 - 263)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6446-6t]</title>
			<itunes:title>อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6446-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6b7326d8-c84e-4b5b-b5a4-d60e9cbd76ca/media.mp3" length="26750540" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6b7326d8-c84e-4b5b-b5a4-d60e9cbd76ca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d4a</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bjjMSo8rXP1ZGj2obmgGLg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง (ธรรมเหล่านั้น) อยู่"</p><p>มาใน 3 พระสูตรมีความน่าสนใจ ดังนี้ ใน<strong>สรภสูตร</strong>จะได้ทราบถึงฐานะสามอย่างที่จะเกิดขึ้นในบุคคลสามจำพวกเมื่อถูกพระพุทธเจ้าไตร่สวน ใน<strong>เกสปุตติสูตร </strong>หรือที่มักเรียกกันว่ากาลามสูตร เป็นพระสูตรที่น่าสนใจมาก เป็นกระบวนการที่จะกำจัดความลังเลสงสัยไม่เข้าใจออกไป ทำไมจึงไม่ควรด่วนสรุปตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะเหตุผลจากใน 10 ข้อ แต่ควรพิจารณาด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ โดยดูจาก 3 ข้อ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และพรหมวิหาร 4 ที่เมื่อทำแล้วจะมีความเบาใจสี่ประการ ส่วนใน<strong>สาฬหสูตร</strong>เนื้อหาคล้ายกับเกสปุตติสูตรเพียงเปลี่ยนบุคคล และจบลงที่นิพพาน</p><p>(ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 65-67)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง (ธรรมเหล่านั้น) อยู่"</p><p>มาใน 3 พระสูตรมีความน่าสนใจ ดังนี้ ใน<strong>สรภสูตร</strong>จะได้ทราบถึงฐานะสามอย่างที่จะเกิดขึ้นในบุคคลสามจำพวกเมื่อถูกพระพุทธเจ้าไตร่สวน ใน<strong>เกสปุตติสูตร </strong>หรือที่มักเรียกกันว่ากาลามสูตร เป็นพระสูตรที่น่าสนใจมาก เป็นกระบวนการที่จะกำจัดความลังเลสงสัยไม่เข้าใจออกไป ทำไมจึงไม่ควรด่วนสรุปตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะเหตุผลจากใน 10 ข้อ แต่ควรพิจารณาด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ โดยดูจาก 3 ข้อ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และพรหมวิหาร 4 ที่เมื่อทำแล้วจะมีความเบาใจสี่ประการ ส่วนใน<strong>สาฬหสูตร</strong>เนื้อหาคล้ายกับเกสปุตติสูตรเพียงเปลี่ยนบุคคล และจบลงที่นิพพาน</p><p>(ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 65-67)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6445-6t]</title>
			<itunes:title>การแสวงหาอันประเสริฐ [6445-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/0d7245b3-4003-4f84-ae93-a6e977f04add/media.mp3" length="28407684" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0d7245b3-4003-4f84-ae93-a6e977f04add</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d4b</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bShyt+zrAjcl66QjX2jiyp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>ปริเยสนาสูตร</strong> ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ  ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ <strong>สังคหวัตถุสูตร</strong>: เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก <strong>มาลุงกยปุตตสูตร</strong>: พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ <strong>กุลสูตร</strong>: ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><p>(อภิญญาวรรค ข้อที่ 255 - 258)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>ปริเยสนาสูตร</strong> ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ  ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ <strong>สังคหวัตถุสูตร</strong>: เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก <strong>มาลุงกยปุตตสูตร</strong>: พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ <strong>กุลสูตร</strong>: ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่</p><p>(อภิญญาวรรค ข้อที่ 255 - 258)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 [6444-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 [6444-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/720f6d4d-b449-45d0-8d58-bff870d82fa4/media.mp3" length="28484447" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">720f6d4d-b449-45d0-8d58-bff870d82fa4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bUl/YwumEx5YQCBm8KYl3t]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"อปรอัจฉราสังฆาต" คือ ระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ แค่ชั่วดีดนิ้ว ธรรมที่แม้ทำเพียงระยะสั้น ๆ แต่ให้ผลมาก  มรรค 8 ในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นหนึ่งในนั้น ในตอนนี้ได้อธิบายให้เข้าใจว่าทำไมสัมมาทิฏฐิจึงเป็นองค์นำหน้ามรรคข้ออื่น และในข้ออื่น ๆ นั้นสัมมาทิฏฐิมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างไร สัมมาทิฏฐิแยกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวด้วยโลกเป็นความเชื่อ และส่วนของโลกกุตระเป็นความรู้ในอริยสัจ 4 ตามรอบ 3 อาการ 12 ควรทำความเข้าใจว่าสัมมา คือ เมื่อทำแล้วกิเลสลด ส่วนมิจฉาทำแล้วกิเลสเพิ่ม ในแต่ละข้อมรรคใช้เกณฑ์นี้ มรรค 8 ทำข้อใดข้อหนึ่งข้ออื่น ๆ ก็จะตามมา เพราะมรรค 8 เป็นทางเดียวที่ประกอบด้วยองค์อันประเสริฐ 8 อย่าง ทำแม้น้อยแต่ให้ผลมาก</p><p>(ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 ข้อที่ 419 - 426)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"อปรอัจฉราสังฆาต" คือ ระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ แค่ชั่วดีดนิ้ว ธรรมที่แม้ทำเพียงระยะสั้น ๆ แต่ให้ผลมาก  มรรค 8 ในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นหนึ่งในนั้น ในตอนนี้ได้อธิบายให้เข้าใจว่าทำไมสัมมาทิฏฐิจึงเป็นองค์นำหน้ามรรคข้ออื่น และในข้ออื่น ๆ นั้นสัมมาทิฏฐิมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างไร สัมมาทิฏฐิแยกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวด้วยโลกเป็นความเชื่อ และส่วนของโลกกุตระเป็นความรู้ในอริยสัจ 4 ตามรอบ 3 อาการ 12 ควรทำความเข้าใจว่าสัมมา คือ เมื่อทำแล้วกิเลสลด ส่วนมิจฉาทำแล้วกิเลสเพิ่ม ในแต่ละข้อมรรคใช้เกณฑ์นี้ มรรค 8 ทำข้อใดข้อหนึ่งข้ออื่น ๆ ก็จะตามมา เพราะมรรค 8 เป็นทางเดียวที่ประกอบด้วยองค์อันประเสริฐ 8 อย่าง ทำแม้น้อยแต่ให้ผลมาก</p><p>(ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 ข้อที่ 419 - 426)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่มีอุปการะ และธรรมควรรู้ยิ่ง [6443-6t]</title>
			<itunes:title>ธรรมที่มีอุปการะ และธรรมควรรู้ยิ่ง [6443-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>34:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/0fd4506f-6ff9-4e58-bbd8-4e49ad6ed1a4/media.mp3" length="28556741" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0fd4506f-6ff9-4e58-bbd8-4e49ad6ed1a4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bO0DGyOdWiWfNbhJa1CPo2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>พหุการสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ การคบสัตบุรุษ:การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การฟังธรรมเป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญา การโยนิโสมนสิการ คือ การคิดใคร่ครวญปรับปรุง และธัมมานุธัมมปฏิปัตติเป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวน loop จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน ใน<strong>ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร</strong>: ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค</p><p>เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: <strong>อภิญญาสูตร</strong> ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ 1. ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตา 2. ธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกาม 3. ธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิ 4. ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้งสี่อย่างนี้พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา</p><p>(จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 249 - 253 และอภิญญาวรรค ข้อที่ 254)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>พหุการสูตร</strong> ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ การคบสัตบุรุษ:การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การฟังธรรมเป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญา การโยนิโสมนสิการ คือ การคิดใคร่ครวญปรับปรุง และธัมมานุธัมมปฏิปัตติเป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวน loop จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน ใน<strong>ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร</strong>: ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค</p><p>เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: <strong>อภิญญาสูตร</strong> ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ 1. ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตา 2. ธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกาม 3. ธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิ 4. ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้งสี่อย่างนี้พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา</p><p>(จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 249 - 253 และอภิญญาวรรค ข้อที่ 254)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อานิสงส์แห่งพรหมจรรย์ (6442-6t)</title>
			<itunes:title>อานิสงส์แห่งพรหมจรรย์ (6442-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Oct 2021 03:58:43 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fb427d44-09f4-4c5c-bad1-7adecfeca2ed/media.mp3" length="25396668" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fb427d44-09f4-4c5c-bad1-7adecfeca2ed</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm/episode/6442-6t</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aCS/A7fUbPeRWZX6CVxkr/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>"เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย"</strong></p><p><strong>สิกขานิสังสสูตร</strong>กล่าวถึงเมื่อประพฤติพรหมจรรย์แล้ว จะมีผล 4 อย่างนี้เกิดขึ้น คือ 1. มีสิกขาเป็นอานิสงส์ แบ่งออกเป็นอภิสมาจาริกสิกขาและอาทิพรหมจริยกสิกขา เป็นการได้ฝึกทั้งส่วนที่เป็นมารยาททั่วไป และส่วนที่เป็นกุศลธรรมจริง ๆ 2. มีปัญญาเป็นยอด ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ไปโดยรอบ เพื่อกำจัดกิเลส 3. มีวิมุตติเป็นแก่น เป็นภาวะพ้นจากกัน ไม่ยึดถือในสิ่งนั้นอีก อาจจะชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เป็นการตัดได้ด้วยปัญญา 4. มีสติเป็นอธิปไตย สติเป็นใหญ่ตามสายงาน เป็นการรวม 3 ข้อข้างต้นมาในข้อนี้ <strong>เสยยาสูตร</strong>ว่าด้วยการนอน 4 แบบ นอนแบบคนตาย คือ การนอนหงาย นอนแบบผู้บริโภคกาม คือ นอนตะแคงซ้าย เพราะคนคู่ต้องขยับเข้าหากัน นอนแบบราชสีห์ คือ นอนตะแคงขวาหรือด้านที่ถนัดเพื่อพร้อมที่จะลุก เป็นการประกอบตนอยู่ในเครื่องตื่น และการนอนอย่างตถาคต คือ การนอนในสมาธิ เข้าฌาน 1 - 4 <strong>ถูปารหสูตร</strong>กล่าวถึงบุคคลที่ควรสร้างสถูปให้ คือ พระพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าที่เป็นอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งบุคคลเมื่อทำความเคารพหรือระลึกถึง สถูปนี้จะเป็นเหตุให้ไปสวรรค์ได้</p><p>(จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 245 - 247)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>"เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย"</strong></p><p><strong>สิกขานิสังสสูตร</strong>กล่าวถึงเมื่อประพฤติพรหมจรรย์แล้ว จะมีผล 4 อย่างนี้เกิดขึ้น คือ 1. มีสิกขาเป็นอานิสงส์ แบ่งออกเป็นอภิสมาจาริกสิกขาและอาทิพรหมจริยกสิกขา เป็นการได้ฝึกทั้งส่วนที่เป็นมารยาททั่วไป และส่วนที่เป็นกุศลธรรมจริง ๆ 2. มีปัญญาเป็นยอด ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ไปโดยรอบ เพื่อกำจัดกิเลส 3. มีวิมุตติเป็นแก่น เป็นภาวะพ้นจากกัน ไม่ยึดถือในสิ่งนั้นอีก อาจจะชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เป็นการตัดได้ด้วยปัญญา 4. มีสติเป็นอธิปไตย สติเป็นใหญ่ตามสายงาน เป็นการรวม 3 ข้อข้างต้นมาในข้อนี้ <strong>เสยยาสูตร</strong>ว่าด้วยการนอน 4 แบบ นอนแบบคนตาย คือ การนอนหงาย นอนแบบผู้บริโภคกาม คือ นอนตะแคงซ้าย เพราะคนคู่ต้องขยับเข้าหากัน นอนแบบราชสีห์ คือ นอนตะแคงขวาหรือด้านที่ถนัดเพื่อพร้อมที่จะลุก เป็นการประกอบตนอยู่ในเครื่องตื่น และการนอนอย่างตถาคต คือ การนอนในสมาธิ เข้าฌาน 1 - 4 <strong>ถูปารหสูตร</strong>กล่าวถึงบุคคลที่ควรสร้างสถูปให้ คือ พระพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าที่เป็นอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งบุคคลเมื่อทำความเคารพหรือระลึกถึง สถูปนี้จะเป็นเหตุให้ไปสวรรค์ได้</p><p>(จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 245 - 247)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 (6441-6t)</title>
			<itunes:title>ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 (6441-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/4d9f393d-91ed-4a3f-9fc5-adc200a61031/media.mp3" length="25177566" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4d9f393d-91ed-4a3f-9fc5-adc200a61031</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d4f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bRTq4+GGXsLgaB7GzPaXIM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d4f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มาในหัวข้อโพชฌงค์ 7 องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ข้อที่เหลือจะตามมา และในแต่ละข้อก็แค่ชั่วลัดมือเดียว เริ่มจากสติสัมโพชฌงค์ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน 4 พอมีสติระลึกไปตามอนุสติ จิตไม่แล่นไปตามสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ เห็นตามความเป็นจริง มีการใคร่ครวญด้วยปัญญา คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จิตจะมีความพ้นไม่ขึ้นลงไปตามสิ่งนั้น ๆ ทำให้อกุศลลดกุศลเพิ่ม ก่อให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง คือ วิริยสัมโพชฌงค์ จากการที่อกุศลลดลงกุศลเพิ่มขึ้น จะเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจ เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นปิติชนิดนิรามิส พอความวุ่นวายจากสิ่งต่าง ๆ ลดลงจะมีความสงบระงับมากขึ้นทั้งทางกาย และทางจิต คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จิตที่ระงับลง คือ การรวมลง ๆๆ ทำให้จิตมีกำลังก่อให้เกิดสมาธิสัมโพชฌงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่งตั้งมั่นจะก่อให้เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สามารถวางเฉยจากสิ่งที่มากระทบได้ วางเฉยแต่ไม่ใช่ไม่รับรู้ ที่น่าสนใจ คือ เราจะวางเฉยได้ตั้งแต่มีสติหรือไม่ คำตอบ คือ ได้ เพราะธรรมะเป็นก้อนเดียวกันมาด้วยกัน นอกจากนี้ยังแบ่งโพชฌงค์ออกได้เป็น 3 กลุ่ม สำหรับบุคคลที่มีความต่างกัน โดยมีสติเป็นตัวคอยควบคุม คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่ฟุ้งซ่าน เปรียบดั่งกองไฟที่ใหญ่อยู่แล้วไม่ควรเติมเชื้อเพิ่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่เฉื่อย ๆ เหมือนไฟจะมอดอยู่แล้วไม่ควรเติมขี้เถ้าลงไป</p><p> โพชฌงค์ 7 เป็นธรรมะที่ละเอียดมีประโยชน์มากแม้ทำเพียงชั่วลัดมือเดียว</p><p>[ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 ข้อที่ 412 - 418]</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มาในหัวข้อโพชฌงค์ 7 องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ข้อที่เหลือจะตามมา และในแต่ละข้อก็แค่ชั่วลัดมือเดียว เริ่มจากสติสัมโพชฌงค์ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน 4 พอมีสติระลึกไปตามอนุสติ จิตไม่แล่นไปตามสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ เห็นตามความเป็นจริง มีการใคร่ครวญด้วยปัญญา คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จิตจะมีความพ้นไม่ขึ้นลงไปตามสิ่งนั้น ๆ ทำให้อกุศลลดกุศลเพิ่ม ก่อให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง คือ วิริยสัมโพชฌงค์ จากการที่อกุศลลดลงกุศลเพิ่มขึ้น จะเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจ เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นปิติชนิดนิรามิส พอความวุ่นวายจากสิ่งต่าง ๆ ลดลงจะมีความสงบระงับมากขึ้นทั้งทางกาย และทางจิต คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จิตที่ระงับลง คือ การรวมลง ๆๆ ทำให้จิตมีกำลังก่อให้เกิดสมาธิสัมโพชฌงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่งตั้งมั่นจะก่อให้เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สามารถวางเฉยจากสิ่งที่มากระทบได้ วางเฉยแต่ไม่ใช่ไม่รับรู้ ที่น่าสนใจ คือ เราจะวางเฉยได้ตั้งแต่มีสติหรือไม่ คำตอบ คือ ได้ เพราะธรรมะเป็นก้อนเดียวกันมาด้วยกัน นอกจากนี้ยังแบ่งโพชฌงค์ออกได้เป็น 3 กลุ่ม สำหรับบุคคลที่มีความต่างกัน โดยมีสติเป็นตัวคอยควบคุม คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่ฟุ้งซ่าน เปรียบดั่งกองไฟที่ใหญ่อยู่แล้วไม่ควรเติมเชื้อเพิ่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่เฉื่อย ๆ เหมือนไฟจะมอดอยู่แล้วไม่ควรเติมขี้เถ้าลงไป</p><p> โพชฌงค์ 7 เป็นธรรมะที่ละเอียดมีประโยชน์มากแม้ทำเพียงชั่วลัดมือเดียว</p><p>[ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 ข้อที่ 412 - 418]</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ภัยจากอาบัติ (6440-6t)</title>
			<itunes:title>ภัยจากอาบัติ (6440-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6b26809c-993c-4056-9568-adbb00a767f4/media.mp3" length="27985369" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6b26809c-993c-4056-9568-adbb00a767f4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d50</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZiapMbpCtoPF/B/ytb/BMn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d50.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"คนที่เห็นภัยจากการต้องอาบัติ 4 อย่างนี้ จะพยายามที่จะไม่ผิด พยายามที่จะทำให้ถูกกลับคืนได้"</p><p>โพชฌังคสูตร: ในส่วนของกรรมไม่ดำไม่ขาว ในข้อนี้ คือ โพชฌงค์ 7 สาวัชชสูตร และอัพยาปัชฌสูตร พูดถึงกรรม และทิฏฐิที่มีโทษ/ที่ไม่เบียดเบียน โดยอิงจากกายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 และทิฏฐิ ทิฏฐิในที่นี้ คือ ความเชื่อสุดโต่ง 10 ประการ ที่มีกันอยู่ในขณะนั้น สมณสูตร: ตอบเรื่องสมณะ 4 ที่ไม่อาจหาได้ในคำสอนอื่น มีแต่ในคำสอนนี้ เพราะมีเหตุ คือ มรรค และผล คือ สมณะ 4 สัปปุริสานิสังสสูตร: คบคนไม่ดีขาดทุน คบคนดีกำไร โดยดูจาก อริยศีล:ศีล 5 หรือมากกว่า อริยสมาธิ:ฌาน 4 อริยปัญญา:เห็นเกิดดับ และอริยวิมุตติ:การพ้น ใช้ตรวจสอบตนเองว่าพัฒนาขึ้นหรือไม่ จบกัมมวรรค</p><p>เริ่มอาปัตติภยวรรค: สังฆเภททสูตร: เกี่ยวกับการลงกันไม่ได้ การไม่ยอมกัน เพราะมีผลประโยชน์ 4 ข้อนี้แฝงอยู่ คือ เป็นคนทุศีล มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาอาชีวะ และเกรงว่าลาภสักการะจะหายไป ควรเห็นประโยชน์ที่จะได้จากมรรคแปดเป็นหลัก จึงจะสามัคคีกันได้ แล้วจะชนะกันได้ด้วยธรรมะ อปัตติภยสูตร: อาบัติไม่ใช่อาชญาไม่ใช่ศาสตรา แต่เป็นลักษณะบอกขอบเขตเอาไว้ว่า ถ้าเกินตรงนี้กุศลธรรมจะลดลงตามระดับอาบัติที่แตกต่างกัน ให้เห็นภัยไม่ทำ แต่ถ้าทำแล้วให้พยายามที่จะกลับมาทำให้ถูกกลับคืนได้ ปาราชิกเทียบกับโทษประหารแห่ประจาน สังฆาทิเสสเปรียบเหมือนติดคุกพระ ปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะก็ไล่ลำดับอาบัติที่น้อยลงมา แม้แต่ปาราชิกหมดความเป็นพระก็ยังเปิดโอกาสให้กลับมาทำให้ถูกโดยเป็นเณรได้ </p><p>(จตุกกนิบาต: กัมมวรรค ข้อที่ 238 - 242 และอาปัตติภยวรรค ข้อที่ 243 - 244)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"คนที่เห็นภัยจากการต้องอาบัติ 4 อย่างนี้ จะพยายามที่จะไม่ผิด พยายามที่จะทำให้ถูกกลับคืนได้"</p><p>โพชฌังคสูตร: ในส่วนของกรรมไม่ดำไม่ขาว ในข้อนี้ คือ โพชฌงค์ 7 สาวัชชสูตร และอัพยาปัชฌสูตร พูดถึงกรรม และทิฏฐิที่มีโทษ/ที่ไม่เบียดเบียน โดยอิงจากกายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 และทิฏฐิ ทิฏฐิในที่นี้ คือ ความเชื่อสุดโต่ง 10 ประการ ที่มีกันอยู่ในขณะนั้น สมณสูตร: ตอบเรื่องสมณะ 4 ที่ไม่อาจหาได้ในคำสอนอื่น มีแต่ในคำสอนนี้ เพราะมีเหตุ คือ มรรค และผล คือ สมณะ 4 สัปปุริสานิสังสสูตร: คบคนไม่ดีขาดทุน คบคนดีกำไร โดยดูจาก อริยศีล:ศีล 5 หรือมากกว่า อริยสมาธิ:ฌาน 4 อริยปัญญา:เห็นเกิดดับ และอริยวิมุตติ:การพ้น ใช้ตรวจสอบตนเองว่าพัฒนาขึ้นหรือไม่ จบกัมมวรรค</p><p>เริ่มอาปัตติภยวรรค: สังฆเภททสูตร: เกี่ยวกับการลงกันไม่ได้ การไม่ยอมกัน เพราะมีผลประโยชน์ 4 ข้อนี้แฝงอยู่ คือ เป็นคนทุศีล มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาอาชีวะ และเกรงว่าลาภสักการะจะหายไป ควรเห็นประโยชน์ที่จะได้จากมรรคแปดเป็นหลัก จึงจะสามัคคีกันได้ แล้วจะชนะกันได้ด้วยธรรมะ อปัตติภยสูตร: อาบัติไม่ใช่อาชญาไม่ใช่ศาสตรา แต่เป็นลักษณะบอกขอบเขตเอาไว้ว่า ถ้าเกินตรงนี้กุศลธรรมจะลดลงตามระดับอาบัติที่แตกต่างกัน ให้เห็นภัยไม่ทำ แต่ถ้าทำแล้วให้พยายามที่จะกลับมาทำให้ถูกกลับคืนได้ ปาราชิกเทียบกับโทษประหารแห่ประจาน สังฆาทิเสสเปรียบเหมือนติดคุกพระ ปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะก็ไล่ลำดับอาบัติที่น้อยลงมา แม้แต่ปาราชิกหมดความเป็นพระก็ยังเปิดโอกาสให้กลับมาทำให้ถูกโดยเป็นเณรได้ </p><p>(จตุกกนิบาต: กัมมวรรค ข้อที่ 238 - 242 และอาปัตติภยวรรค ข้อที่ 243 - 244)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมดำกรรมขาว (6439-6t)</title>
			<itunes:title>กรรมดำกรรมขาว (6439-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>49:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/657107f0-9fa4-4f44-8af1-adb400a6bce8/media.mp3" length="27346244" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">657107f0-9fa4-4f44-8af1-adb400a6bce8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d51</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36aAE+4UlBgqZrdklydFC378]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d51.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"เข้าใจเหตุ และผล จะดับทั้งกรรมดำ และขาวได้"</p><p>ในทุจจริตวรรคจะมีการแบ่งเนื้อหาด้านในแต่ละข้อคล้ายกับในโสภณวรรคที่ผ่านมา ทุจจริตวรรคแบ่งตามทุจริต สุจริต และคนพาลหรือบัณฑิต มีต่างออกไปตรงกวิสูตรที่แบ่งตามการเกิดขึ้นของคำกลอน คือ ตามความคิด ตามการฟัง ตามความหมาย และตามปฏิภาณ จบทุจจริตวรรค</p><p>เริ่มกัมมวรรคหมวดว่าด้วยกรรม เป็นเรื่องของกรรม และวิบาก 4 ประเภท 1. กรรมดำวิบากดำ ปรุงแต่งไปทางเบียดเบียน จิตจึงน้อมไปในโลกที่มีแต่การเบียดเบียน ผลหรือวิบากจึงไปทางนั้น คือโลกของสัตว์นรก 2. กรรมขาววิบากขาว จิตปรุงแต่งมาในทางไม่เบียดเบียน ได้ผลเป็นวิบากขาวสู่โลกที่ไม่มีการเบียดเบียน เช่น เทพบางชนิด 3. มีทั้งกรรมดำกรรมขาว และวิบากทั้งดำและขาว ปรุงแต่งไปได้ทั้งสองฝ่าย คือ ส่วนของโลกมนุษย์ 4. กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว วิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ เดินมาตามทางมรรคแปด การเข้าใจเหตุและผลซึ่งก็คือ มีความรู้ในอริยสัจสี่จะนำไปถึงความดับของกรรมดำกรรมขาว ที่ควรทำความเข้าใจ คือ ทำไมไม่จัดกรรมขาวว่าเป็นมรรค เพราะการทำความดีทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ได้ กรรมดีทั้งหมดเป็นกรรมขาว แต่คุณก็ยังวนเวียนอยู่ในกรรมขาววิบากขาวนั่นแหละ แต่ว่าการที่เราจะพ้นจากทั้งดำและขาวได้ คุณก็ต้องมาตามทางขาว นี้เป็นสำคัญ ทำไปเรื่อย ๆจะมีปัญญาเห็นได้ </p><p>(จตุกกนิบาต: ทุจจริตวรรค ข้อที่ 221 - 231 และกัมมวรรค ข้อที่ 232 - 237)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"เข้าใจเหตุ และผล จะดับทั้งกรรมดำ และขาวได้"</p><p>ในทุจจริตวรรคจะมีการแบ่งเนื้อหาด้านในแต่ละข้อคล้ายกับในโสภณวรรคที่ผ่านมา ทุจจริตวรรคแบ่งตามทุจริต สุจริต และคนพาลหรือบัณฑิต มีต่างออกไปตรงกวิสูตรที่แบ่งตามการเกิดขึ้นของคำกลอน คือ ตามความคิด ตามการฟัง ตามความหมาย และตามปฏิภาณ จบทุจจริตวรรค</p><p>เริ่มกัมมวรรคหมวดว่าด้วยกรรม เป็นเรื่องของกรรม และวิบาก 4 ประเภท 1. กรรมดำวิบากดำ ปรุงแต่งไปทางเบียดเบียน จิตจึงน้อมไปในโลกที่มีแต่การเบียดเบียน ผลหรือวิบากจึงไปทางนั้น คือโลกของสัตว์นรก 2. กรรมขาววิบากขาว จิตปรุงแต่งมาในทางไม่เบียดเบียน ได้ผลเป็นวิบากขาวสู่โลกที่ไม่มีการเบียดเบียน เช่น เทพบางชนิด 3. มีทั้งกรรมดำกรรมขาว และวิบากทั้งดำและขาว ปรุงแต่งไปได้ทั้งสองฝ่าย คือ ส่วนของโลกมนุษย์ 4. กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว วิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ เดินมาตามทางมรรคแปด การเข้าใจเหตุและผลซึ่งก็คือ มีความรู้ในอริยสัจสี่จะนำไปถึงความดับของกรรมดำกรรมขาว ที่ควรทำความเข้าใจ คือ ทำไมไม่จัดกรรมขาวว่าเป็นมรรค เพราะการทำความดีทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ได้ กรรมดีทั้งหมดเป็นกรรมขาว แต่คุณก็ยังวนเวียนอยู่ในกรรมขาววิบากขาวนั่นแหละ แต่ว่าการที่เราจะพ้นจากทั้งดำและขาวได้ คุณก็ต้องมาตามทางขาว นี้เป็นสำคัญ ทำไปเรื่อย ๆจะมีปัญญาเห็นได้ </p><p>(จตุกกนิบาต: ทุจจริตวรรค ข้อที่ 221 - 231 และกัมมวรรค ข้อที่ 232 - 237)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คนดี คนชั่ว (6438-6t)</title>
			<itunes:title>คนดี คนชั่ว (6438-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/afef23a2-967d-49ac-a090-adad007bad33/media.mp3" length="26072983" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">afef23a2-967d-49ac-a090-adad007bad33</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d52</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36bKBvdcd9WsAkqcp7Cw59k9]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d52.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ดีอยู่ แล้วกลับมาเป็นไม่ดี ก็ได้ ไม่ดีอยู่ แล้วกลับมาดี ก็เป็นไปได้เหมือนกัน อยู่ที่เหตุปัจจัยเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้น"</p><p>ในอัฏฐังคิกสูตรและทสมัคคสูตรยังคงอยู่ในหัวข้อสัตบุรุษ และยิ่งกว่ากับอสัตบุรุษ และยิ่งกว่า อัฏฐังคิกสูตร ก็คือ มรรค 8 ส่วนทสมัคคสูตร คือ มรรค 8 สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ เรียกว่าสัมมัตตะ10 ปฐปาปธัมมสูตร และทุติยปาปธัมมสูตร เปลี่ยนจากสัตบุรุษอสัตบุรุษมาเป็นคนดีคนชั่ว ไส้ในเหมือนสองข้อข้างต้น ตติยปาปธัมมสูตร และจตุตถปาปธัมมสูตร เป็นเรื่องของผู้มีธรรมะอันชั่ว และธรรมะอันดี จบสัปปุริสวรรค</p><p>เริ่มโสภณวรรค หมวดว่าด้วยผู้ทำบริษัทให้งาม ปริสาสูตร : บริษัทจะงามหรือถูกประทุษร้ายก็มาจากพุทธบริษัท ประทุษร้าย คือ การทำศรัทธาให้ตกไป ควรมีกัลยาณธรรม ต่อจากนี้ไป เป็นพระสูตรแบ่งบุคคลที่จะเป็นผู้ที่ถูกนำไปฝังในนรกหรือผู้ที่ถูกนำไปประดิษฐานบนสวรรค์ โดยแบ่งตามเนื้อหาด้านในที่ต่างกัน ทิฏฐิสูตรแบ่งตามกาย วาจา ใจ และทิฏฐิ ในอกตัญญุตาสูตรยังคงพิจารณาตามกาย วาจา ใจแต่เปลี่ยนทิฏฐิเป็นกตัญญู หรืออกตัญญูแทน ในปาณาติปาตีสูตรเอาศีล 4 มาจับ ปฐมมัคคสูตร และทุติยมัคคสูตรเอามรรค 8 มาแบ่งเป็นสองส่วน ปฐมโวหารปถสูตร และทุติยโวหารปถสูตร คือ การรับรู้ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วบอกไปตามจริงหรือกล่าวเท็จ อหิริกสูตรเอาศีล ศรัทธา หิริ โอตัปปะ มาจับ และในทุสสีลสูตรเปลี่ยนจากหิริโอตัปปะเป็นเกียจคร้าน และปัญญาทราม จบโสภณวรรค</p><p>(จตุกกนิบาต : สัปปุริสวรรค ข้อที่ 205 - 210 และโสภณวรรค ข้อที่ 211 - 220)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ดีอยู่ แล้วกลับมาเป็นไม่ดี ก็ได้ ไม่ดีอยู่ แล้วกลับมาดี ก็เป็นไปได้เหมือนกัน อยู่ที่เหตุปัจจัยเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้น"</p><p>ในอัฏฐังคิกสูตรและทสมัคคสูตรยังคงอยู่ในหัวข้อสัตบุรุษ และยิ่งกว่ากับอสัตบุรุษ และยิ่งกว่า อัฏฐังคิกสูตร ก็คือ มรรค 8 ส่วนทสมัคคสูตร คือ มรรค 8 สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ เรียกว่าสัมมัตตะ10 ปฐปาปธัมมสูตร และทุติยปาปธัมมสูตร เปลี่ยนจากสัตบุรุษอสัตบุรุษมาเป็นคนดีคนชั่ว ไส้ในเหมือนสองข้อข้างต้น ตติยปาปธัมมสูตร และจตุตถปาปธัมมสูตร เป็นเรื่องของผู้มีธรรมะอันชั่ว และธรรมะอันดี จบสัปปุริสวรรค</p><p>เริ่มโสภณวรรค หมวดว่าด้วยผู้ทำบริษัทให้งาม ปริสาสูตร : บริษัทจะงามหรือถูกประทุษร้ายก็มาจากพุทธบริษัท ประทุษร้าย คือ การทำศรัทธาให้ตกไป ควรมีกัลยาณธรรม ต่อจากนี้ไป เป็นพระสูตรแบ่งบุคคลที่จะเป็นผู้ที่ถูกนำไปฝังในนรกหรือผู้ที่ถูกนำไปประดิษฐานบนสวรรค์ โดยแบ่งตามเนื้อหาด้านในที่ต่างกัน ทิฏฐิสูตรแบ่งตามกาย วาจา ใจ และทิฏฐิ ในอกตัญญุตาสูตรยังคงพิจารณาตามกาย วาจา ใจแต่เปลี่ยนทิฏฐิเป็นกตัญญู หรืออกตัญญูแทน ในปาณาติปาตีสูตรเอาศีล 4 มาจับ ปฐมมัคคสูตร และทุติยมัคคสูตรเอามรรค 8 มาแบ่งเป็นสองส่วน ปฐมโวหารปถสูตร และทุติยโวหารปถสูตร คือ การรับรู้ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วบอกไปตามจริงหรือกล่าวเท็จ อหิริกสูตรเอาศีล ศรัทธา หิริ โอตัปปะ มาจับ และในทุสสีลสูตรเปลี่ยนจากหิริโอตัปปะเป็นเกียจคร้าน และปัญญาทราม จบโสภณวรรค</p><p>(จตุกกนิบาต : สัปปุริสวรรค ข้อที่ 205 - 210 และโสภณวรรค ข้อที่ 211 - 220)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตัณหาวิจริต (6437-6t)</title>
			<itunes:title>ตัณหาวิจริต (6437-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/646a7be6-d7bc-45d5-8754-ada600abd3db/media.mp3" length="26809406" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">646a7be6-d7bc-45d5-8754-ada600abd3db</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d53</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36ZIaYW64GmyKO6gCFIAR1Se]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d53.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"คำว่าตัณหาวิจริต คือ ทางไปแห่งจิต จิตที่มีตัณหาไปได้แบบนี้"</p><p>อัตตันตปสูตร เอาความเดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่นมาเป็นเกณฑ์ คือ ทำตนเองให้เดือดร้อน คือ การทำความเพียรที่ไม่ก่อประโยชน์เป็นทุกรกิริยา ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ ผู้ที่ทำชีวตอื่นให้ล่วงไป ทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน คือ การบูชายัญทำลายชีวิตอื่น ผู้ที่ทำให้ก็ลำบาก ตนเองก็มีมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำทั้งตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ตลอดสาย เดินมาตามมรรค 8 เราทุกคนเคยทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนให้ค่อย ๆ ปรับไป เดินตามทางสายกลาง จะประกอบตนถึงนิพพานได้</p><p>ตัณหาสูตร จิตใจของสัตว์โลกพันกันยุ่งเหยิงด้วยตัณหาวิจริต จิตจะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา 18 อย่างนี้ ตามขันธ์ 5 ภายนอก ภายใน อดีต อนาคต ปัจจุบัน นับรวมได้ 108 แบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 1. มีตัณหาเข้าใจว่าเราเป็น เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นโดยประการอื่น 2. เข้าใจว่าเราเป็นผู้เที่ยง เราเป็นผู้ไม่เที่ยง 3. เราพึงเป็น พึงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น เป็นโดยประการอื่น 4. เราพึงเป็นบ้าง พึงเป็นอย่างนี้บ้าง เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นโดยประการอื่นบ้าง 5. เราจักเป็น จักเป็นอย่างนี้ จักเป็นอย่างนั้น จักเป็นโดยประการอื่น ตัดใยตัณหาได้ด้วยการเดินมาตามมรรค 8 คลี่ออกมาเป็นคู่ตามปฏิจจสมุปบาท</p><p>เปมสูตร เราจะรักหรือชังใคร เราอาศัยได้ทั้งความรัก และความชังให้เกิดความรักความชังขึ้นมา จะไม่มีทั้ง 4 อย่างนี้ได้ ก็คือ เข้าฌาณ 1-4 ละอาสวะ ทำจิตให้หลุดพ้น ก็จะละได้ เมื่อทำได้แล้วจะมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นผู้ไม่ยึดถือ ไม่โต้ตอบ ไม่บังหวนควัน ไม่ลุกโพลง ไม่ถูกไฟไหม้ เมื่อมีปัญหาไม่ถูกกันควรแก้แบบกินติสูตร จบมหาวรรค</p><p>เริ่มสัปปุริสวรรค: สิกขาปทาสูตร แบ่งบุคคลเป็นสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ คนที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ และยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คือ คนที่ชักชวนให้ทำความดีหรือความชั่ว ในสิกขาปทสูตรแบ่งตามศีล 5 ในอัสสทสูตรแบ่งตามเสขพละ 7 ในสัตตกัมมสูตรแบ่งตามศีล 7 และในทสกัมมสูตรแบ่งตามกุศล หรืออกุศลกรรมบท 10</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"คำว่าตัณหาวิจริต คือ ทางไปแห่งจิต จิตที่มีตัณหาไปได้แบบนี้"</p><p>อัตตันตปสูตร เอาความเดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่นมาเป็นเกณฑ์ คือ ทำตนเองให้เดือดร้อน คือ การทำความเพียรที่ไม่ก่อประโยชน์เป็นทุกรกิริยา ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ ผู้ที่ทำชีวตอื่นให้ล่วงไป ทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน คือ การบูชายัญทำลายชีวิตอื่น ผู้ที่ทำให้ก็ลำบาก ตนเองก็มีมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำทั้งตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ตลอดสาย เดินมาตามมรรค 8 เราทุกคนเคยทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนให้ค่อย ๆ ปรับไป เดินตามทางสายกลาง จะประกอบตนถึงนิพพานได้</p><p>ตัณหาสูตร จิตใจของสัตว์โลกพันกันยุ่งเหยิงด้วยตัณหาวิจริต จิตจะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา 18 อย่างนี้ ตามขันธ์ 5 ภายนอก ภายใน อดีต อนาคต ปัจจุบัน นับรวมได้ 108 แบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 1. มีตัณหาเข้าใจว่าเราเป็น เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นโดยประการอื่น 2. เข้าใจว่าเราเป็นผู้เที่ยง เราเป็นผู้ไม่เที่ยง 3. เราพึงเป็น พึงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น เป็นโดยประการอื่น 4. เราพึงเป็นบ้าง พึงเป็นอย่างนี้บ้าง เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นโดยประการอื่นบ้าง 5. เราจักเป็น จักเป็นอย่างนี้ จักเป็นอย่างนั้น จักเป็นโดยประการอื่น ตัดใยตัณหาได้ด้วยการเดินมาตามมรรค 8 คลี่ออกมาเป็นคู่ตามปฏิจจสมุปบาท</p><p>เปมสูตร เราจะรักหรือชังใคร เราอาศัยได้ทั้งความรัก และความชังให้เกิดความรักความชังขึ้นมา จะไม่มีทั้ง 4 อย่างนี้ได้ ก็คือ เข้าฌาณ 1-4 ละอาสวะ ทำจิตให้หลุดพ้น ก็จะละได้ เมื่อทำได้แล้วจะมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นผู้ไม่ยึดถือ ไม่โต้ตอบ ไม่บังหวนควัน ไม่ลุกโพลง ไม่ถูกไฟไหม้ เมื่อมีปัญหาไม่ถูกกันควรแก้แบบกินติสูตร จบมหาวรรค</p><p>เริ่มสัปปุริสวรรค: สิกขาปทาสูตร แบ่งบุคคลเป็นสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ คนที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ และยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คือ คนที่ชักชวนให้ทำความดีหรือความชั่ว ในสิกขาปทสูตรแบ่งตามศีล 5 ในอัสสทสูตรแบ่งตามเสขพละ 7 ในสัตตกัมมสูตรแบ่งตามศีล 7 และในทสกัมมสูตรแบ่งตามกุศล หรืออกุศลกรรมบท 10</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ</title>
			<itunes:title>องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c396b40c-370d-488d-9918-ad9f00aceb45/media.mp3" length="27089176" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c396b40c-370d-488d-9918-ad9f00aceb45</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d54</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36YQ2yhkt182ajpGXPPoELbd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d54.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"อาสวะใหม่ไม่เกิด ของเก่าก็ติดต่อไปไม่ได้ ก็ดับลง" </p><p>สาปุคิยาสูตร: ท่านพระอานนท์อธิบายถึงองค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์กายใจ และบรรลุญายธรรม นั่นคือ องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ของศีล (เริ่มจากศรัทธา) ของจิต (ฌาน 4) ของทิฏฐิ (อริยสัจ) และของวิมุต ใน 3 ข้อแรก คุณต้องใส่ความเพียร ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ไม่ท้อถอย สติสัมปชัญญะ คือเดินหน้าลูกเดียว แล้วพอถึงข้อวิมุติ คือ การนำความเพียรทั้งหมดในสามข้อแรกมารวมกัน ทำให้มากแล้วจิตจะเปลื้องจากธรรมที่ยังข้องอยู่ได้ ซึ่งก็คือ เดินมาตามศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิสุทธิ 7 นั่นเอง </p><p>วัปปสูตร: สาวกนิครนถ์มีความเชื่อว่า ถ้าบาปยังไม่หมดไปจะพ้นทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงปรับทิฏฐิว่า การสำรวมกาย วาจา ใจ จะไม่ก่อให้เกิดอาสวะใหม่ ของเก่าที่มีก็จะไปต่อไม่ได้ และการสำรอกอวิชชาออกไป อาสวะใหม่ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ก็ไม่มี ดับไป กิเลสสิ้นไป เหมือนตาลยอดด้วนเหมือนต้นไม้ที่ถูกขุดกระทั่งราก เผาเป็นจุล เงาจะไม่ปรากฎ  </p><p>สาฬหสูตร: นิครนถ์เชื่อว่า คนจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยศีลหมดจด และด้วยการทำทุกรกิริยา แต่พระพุทธเจ้าทรงให้ดูทั้งข้างนอกข้างใน ศีลบริสุทธิ์พร้อมทั้งกายวาจาใจ และสัมมาอาชีวะต้องบริสุทธิ์ เพื่อก่อให้เกิดญาณทัสสนะ 4 เปรียบเหมือนการขุดต้นไม้เพื่อทำเรือ ต้องขุดถากทั้งด้านนอกด้านใน จึงจะพาข้ามฝั่งได้  ดั่งนักรบอาชีพที่ควรยิงได้ไกล (เห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5) ยิงได้เร็วแม่น (รู้อริยสัจ 4) และทำลายกายกองใหญ่ได้ (ทำลายอวิชชา) </p><p>มัลลิกาเทวีสูตร: เหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดให้เกิดมางาม หรือไม่งาม จนหรือมั่งมี นำมาจับคู่กัน พระนางมัลลิกามองเห็นถึงสิ่งที่เคยทำทั้งที่ดีและไม่ดี จนก่อให้เกิดสภาพในภพนี้ ในสิ่งที่ไม่ดีพึงละเว้นต่อไป </p><p>(จตุกกนิบาต: มหาวรรค ข้อที่ 194 - 197)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"อาสวะใหม่ไม่เกิด ของเก่าก็ติดต่อไปไม่ได้ ก็ดับลง" </p><p>สาปุคิยาสูตร: ท่านพระอานนท์อธิบายถึงองค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์กายใจ และบรรลุญายธรรม นั่นคือ องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ของศีล (เริ่มจากศรัทธา) ของจิต (ฌาน 4) ของทิฏฐิ (อริยสัจ) และของวิมุต ใน 3 ข้อแรก คุณต้องใส่ความเพียร ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ไม่ท้อถอย สติสัมปชัญญะ คือเดินหน้าลูกเดียว แล้วพอถึงข้อวิมุติ คือ การนำความเพียรทั้งหมดในสามข้อแรกมารวมกัน ทำให้มากแล้วจิตจะเปลื้องจากธรรมที่ยังข้องอยู่ได้ ซึ่งก็คือ เดินมาตามศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิสุทธิ 7 นั่นเอง </p><p>วัปปสูตร: สาวกนิครนถ์มีความเชื่อว่า ถ้าบาปยังไม่หมดไปจะพ้นทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงปรับทิฏฐิว่า การสำรวมกาย วาจา ใจ จะไม่ก่อให้เกิดอาสวะใหม่ ของเก่าที่มีก็จะไปต่อไม่ได้ และการสำรอกอวิชชาออกไป อาสวะใหม่ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ก็ไม่มี ดับไป กิเลสสิ้นไป เหมือนตาลยอดด้วนเหมือนต้นไม้ที่ถูกขุดกระทั่งราก เผาเป็นจุล เงาจะไม่ปรากฎ  </p><p>สาฬหสูตร: นิครนถ์เชื่อว่า คนจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยศีลหมดจด และด้วยการทำทุกรกิริยา แต่พระพุทธเจ้าทรงให้ดูทั้งข้างนอกข้างใน ศีลบริสุทธิ์พร้อมทั้งกายวาจาใจ และสัมมาอาชีวะต้องบริสุทธิ์ เพื่อก่อให้เกิดญาณทัสสนะ 4 เปรียบเหมือนการขุดต้นไม้เพื่อทำเรือ ต้องขุดถากทั้งด้านนอกด้านใน จึงจะพาข้ามฝั่งได้  ดั่งนักรบอาชีพที่ควรยิงได้ไกล (เห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5) ยิงได้เร็วแม่น (รู้อริยสัจ 4) และทำลายกายกองใหญ่ได้ (ทำลายอวิชชา) </p><p>มัลลิกาเทวีสูตร: เหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดให้เกิดมางาม หรือไม่งาม จนหรือมั่งมี นำมาจับคู่กัน พระนางมัลลิกามองเห็นถึงสิ่งที่เคยทำทั้งที่ดีและไม่ดี จนก่อให้เกิดสภาพในภพนี้ ในสิ่งที่ไม่ดีพึงละเว้นต่อไป </p><p>(จตุกกนิบาต: มหาวรรค ข้อที่ 194 - 197)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มนต์เครื่องกลับใจ (6435-6t)</title>
			<itunes:title>มนต์เครื่องกลับใจ (6435-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/4fcf0bdc-7a3f-4663-8436-ad9800cd6b35/media.mp3" length="28352919" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4fcf0bdc-7a3f-4663-8436-ad9800cd6b35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d83497070011174d55</link>
			<acast:episodeId>637609d83497070011174d55</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH++sy8gw8PkdlknsQD0h36amIXdfYeBTW+IY9ysH4x4K]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d83497070011174d55.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ดีนัก มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้งามนัก"</p><p>ภัททิยสูตร</p><p>มหาวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ พระสูตรที่น่าสนใจ คือ ภัททิยสูตร มนต์ใดที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้วทำให้ภัททิยะเปลี่ยนไป ตั้งใจจะมาถามแต่เกรงโดนมนต์เปลี่ยนใจ มนต์นั้นเป็นความจริงหรือ พระพุทธเจ้าได้ตอบให้คิดกลับว่า ในความเชื่อ 10 อย่างที่เขาเชื่อกันอยู่นั้น ให้ละเสีย แล้วให้พิจารณาจากสิ่งใดที่ทำแล้วสามารถละโลภะ โทสะ โมหะ และสารัมภะได้ ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดกุศล สิ่งใดที่ทำแล้วก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ หรือสารัมภะ สิ่งนั้นก่อให้เกิดอกุศลธรรมบท 10 อย่าอ้างในนามของความดี ฉันขอทำความชั่ว ไม่ได้</p><p>โสตานุคตสูตร: บุคคลใดที่ฟังธรรมแล้ว คล่องปากขึ้นใจแทงตลอด แต่ขณะตายเกิดหลงลืมสติ จะทำให้เกิดอานิสงส์ไปเป็นเทวดาแล้วจะสามารถบรรลุนิพพานในชั้นนั้นโดยสถานะต่างกัน คือ จำได้ด้วยตนเอง จำได้เพราะภิกษุแสดงธรรม (เสียงกลอง) จำได้เพราะเทวดาแสดงธรรม (เสียงสังข์) จำได้เพราะเพื่อนเทวดาเตือน (จำวัยเด็กได้) </p><p>ฐานสูตร: รู้บุคคลด้วยสถานะ 4 ประการ คือ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กำลังจิตพึงรู้ได้ในคราวมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน มีมนสิการ และปัญญา การตรวจสอบคนอื่นไม่ใช่หาข้อผิด ให้มนสิการกลับมาพัฒนาตนในข้อที่ยังไม่มี</p><p>(จตุกกนิบาต:มหาวรรค ข้อที่ 191-193)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้ดีนัก มายาที่เป็นเหตุให้กลับใจนี้งามนัก"</p><p>ภัททิยสูตร</p><p>มหาวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ พระสูตรที่น่าสนใจ คือ ภัททิยสูตร มนต์ใดที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้วทำให้ภัททิยะเปลี่ยนไป ตั้งใจจะมาถามแต่เกรงโดนมนต์เปลี่ยนใจ มนต์นั้นเป็นความจริงหรือ พระพุทธเจ้าได้ตอบให้คิดกลับว่า ในความเชื่อ 10 อย่างที่เขาเชื่อกันอยู่นั้น ให้ละเสีย แล้วให้พิจารณาจากสิ่งใดที่ทำแล้วสามารถละโลภะ โทสะ โมหะ และสารัมภะได้ ควรทำ เพราะจะทำให้เกิดกุศล สิ่งใดที่ทำแล้วก่อให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ หรือสารัมภะ สิ่งนั้นก่อให้เกิดอกุศลธรรมบท 10 อย่าอ้างในนามของความดี ฉันขอทำความชั่ว ไม่ได้</p><p>โสตานุคตสูตร: บุคคลใดที่ฟังธรรมแล้ว คล่องปากขึ้นใจแทงตลอด แต่ขณะตายเกิดหลงลืมสติ จะทำให้เกิดอานิสงส์ไปเป็นเทวดาแล้วจะสามารถบรรลุนิพพานในชั้นนั้นโดยสถานะต่างกัน คือ จำได้ด้วยตนเอง จำได้เพราะภิกษุแสดงธรรม (เสียงกลอง) จำได้เพราะเทวดาแสดงธรรม (เสียงสังข์) จำได้เพราะเพื่อนเทวดาเตือน (จำวัยเด็กได้) </p><p>ฐานสูตร: รู้บุคคลด้วยสถานะ 4 ประการ คือ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กำลังจิตพึงรู้ได้ในคราวมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานาน มีมนสิการ และปัญญา การตรวจสอบคนอื่นไม่ใช่หาข้อผิด ให้มนสิการกลับมาพัฒนาตนในข้อที่ยังไม่มี</p><p>(จตุกกนิบาต:มหาวรรค ข้อที่ 191-193)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การตักเตือนที่ไม่ควรถูกตำหนิ (6434-6t)</title>
			<itunes:title>การตักเตือนที่ไม่ควรถูกตำหนิ (6434-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ff596af4-9d9d-4724-98e5-ad9100cfe515/media.mp3" length="27433446" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ff596af4-9d9d-4724-98e5-ad9100cfe515</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d56</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8nXtDd6Fb52orNTfdsQX2q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d56.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับมาในปฏิปทา 4: สสังขารสูตร สสังขาร หมายถึง อนาคามี สสังขารเป็นการพิจารณาความไม่งาม คือ ทุกขาปฏิปทานั่นเอง อสังขารเข้าสมาธิลึกเป็นสุขาปฏิปทา จับคู่กับปรินิพพานในปัจจุบันหรือตายแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ความแก่อ่อนของอินทรีย์ก็มาจากเสกขพละ</p><p>สมณสัจจสูตร: สัจจะของพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้าเห็นด้วย ว่าเป็นคำจริง ไม่สำคัญตนว่าเป็นสมณะ ประเสริฐ หรือเสมอ หรือด้อยกว่า เมื่อบุคคลมีสัจจะนี้แล้ว จะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท คือ สัตว์ไม่ควรถูกฆ่า กาม และภพทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีเรา/ไม่มีผู้อื่นเป็นที่กังวล</p><p>อุปกสูตร: น่าสนใจตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การตักเตือนกันด้วยหลักธรรม แล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง บุคคลที่เตือนนั้นไม่ควรถูกตำหนิ ให้ดูที่กุศลควรเจริญ หรืออกุศลที่ควรละ</p><p>สัจฉิกรณียสูตร: ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยกาย คือ ทำกายให้เป็นที่ภาวนา ทำสมาธิให้เกิดขึ้น ให้แจ้งด้วยสติ คือ การตามระลึกถึงภพที่เคยผ่าน ให้แจ้งด้วยจักษุมีตาทิพย์เห็นการจุติ และอุบัติของสัตว์ แจ้งด้วยปัญญา คือ ทำอาสวขยญาณให้เกิดขึ้น</p><p>อุโปสถสูตร: ทรงสรรเสริญภิกษุด้วยความเป็นเทวดา: ฌาน 1 - 4, พรหม: พรหมวิหาร, อเนญชะ: อรูปฌานอริยะ: รู้อริยสัจ 4 จบโยธาชีววรรค</p><p>(จตุกกนิบาต: สสังขารสูตร ข้อที่ 169 โยธาชีววรรค ข้อที่ 185 และ 188 - 190)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ย้อนกลับมาในปฏิปทา 4: สสังขารสูตร สสังขาร หมายถึง อนาคามี สสังขารเป็นการพิจารณาความไม่งาม คือ ทุกขาปฏิปทานั่นเอง อสังขารเข้าสมาธิลึกเป็นสุขาปฏิปทา จับคู่กับปรินิพพานในปัจจุบันหรือตายแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ความแก่อ่อนของอินทรีย์ก็มาจากเสกขพละ</p><p>สมณสัจจสูตร: สัจจะของพราหมณ์ที่พระพุทธเจ้าเห็นด้วย ว่าเป็นคำจริง ไม่สำคัญตนว่าเป็นสมณะ ประเสริฐ หรือเสมอ หรือด้อยกว่า เมื่อบุคคลมีสัจจะนี้แล้ว จะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท คือ สัตว์ไม่ควรถูกฆ่า กาม และภพทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีเรา/ไม่มีผู้อื่นเป็นที่กังวล</p><p>อุปกสูตร: น่าสนใจตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า การตักเตือนกันด้วยหลักธรรม แล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง บุคคลที่เตือนนั้นไม่ควรถูกตำหนิ ให้ดูที่กุศลควรเจริญ หรืออกุศลที่ควรละ</p><p>สัจฉิกรณียสูตร: ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยกาย คือ ทำกายให้เป็นที่ภาวนา ทำสมาธิให้เกิดขึ้น ให้แจ้งด้วยสติ คือ การตามระลึกถึงภพที่เคยผ่าน ให้แจ้งด้วยจักษุมีตาทิพย์เห็นการจุติ และอุบัติของสัตว์ แจ้งด้วยปัญญา คือ ทำอาสวขยญาณให้เกิดขึ้น</p><p>อุโปสถสูตร: ทรงสรรเสริญภิกษุด้วยความเป็นเทวดา: ฌาน 1 - 4, พรหม: พรหมวิหาร, อเนญชะ: อรูปฌานอริยะ: รู้อริยสัจ 4 จบโยธาชีววรรค</p><p>(จตุกกนิบาต: สสังขารสูตร ข้อที่ 169 โยธาชีววรรค ข้อที่ 185 และ 188 - 190)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้มีปัญญาใฝ่รู้ (6433-6t)</title>
			<itunes:title>ผู้มีปัญญาใฝ่รู้ (6433-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c7fc3bb1-bf92-4ff7-accb-ad8a014aba2f/media.mp3" length="26465112" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c7fc3bb1-bf92-4ff7-accb-ad8a014aba2f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d57</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9CyjktMlx65NRKcazOVFaG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d57.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในสุตสูตร และวัสสการสูตรเป็นการตั้งคำถามของวัสสการพราหมณ์ สุตสูตรนั้นพราหมณ์เชื่อว่าการแสดงออกไปตามที่รู้ที่เห็นที่ได้ยินที่คิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่พระพุทธเจ้าให้พิจารณาที่กุศลธรรม หรืออกุศลธรรมที่จะเกิดเป็นเกณฑ์ และต้องไม่มีการเบียดเบียนกัน วัสสการสูตรพระพุทธเจ้าได้ตอบพราหมณ์ว่าสัตบุรุษเท่านั้นที่จะพึงแยกแยะคนดีหรือคนไม่ดีได้ อภยสูตรตอบชานุสโสณิพราหมณ์ว่า ถ้าบุคคลมีจิตไม่ข้องในกาม ละความกังวลในกาย ทำความดี และมีศรัทธา เขาจะไม่สะดุ้งต่อความตายตรงหน้า การรักษาจิตได้จะไม่สะดุ้งต่อสถานกราณ์ที่รุมเร้า อุมมัคคสูตรเป็นการถามคำถามที่ก่อให้เกิดปัญญา 4 ข้อ ข้อแรกถามว่าโลกอันอะไรหนอนำไป-โลกอันจิตนำไป โลกอันอะไรชักนำมา-อันจิตชักนำมา บุคคลย่อมลุอำนาจอะไรที่เกิดขึ้น-บุคคลย่อมลุอำนาจจิตที่เกิดขึ้น จิตชักนำวนไป ฝึกให้มีอำนาจเหนือจิตด้วยการตั้งสติ ข้อที่สองถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่าเป็นพหูสูตผู้ทรงธรรม ตอบว่าศึกษาพุทธพจน์ 9 รู้คาถา 4 บท และปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คาถาสี่บทนั้นน่าจะเป็นความเพียรอันไม่ถอยกลับ พหูสูตไม่ใช่แค่รู้มากแต่ต้องปฏิบัติด้วย ข้อที่สามถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่ามีปัญญาชำแรกกิเลส ตอบว่าคือการรู้อริยสัจ 4 ข้อที่สี่ถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ตอบว่าเป็นบุคคลที่ไม่คิดเบียดเบียนตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย </p><p>(จตุกกนิบาต: โยธาชีววรรค ข้อที่ 183 - 184 และ 186 - 187)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในสุตสูตร และวัสสการสูตรเป็นการตั้งคำถามของวัสสการพราหมณ์ สุตสูตรนั้นพราหมณ์เชื่อว่าการแสดงออกไปตามที่รู้ที่เห็นที่ได้ยินที่คิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่พระพุทธเจ้าให้พิจารณาที่กุศลธรรม หรืออกุศลธรรมที่จะเกิดเป็นเกณฑ์ และต้องไม่มีการเบียดเบียนกัน วัสสการสูตรพระพุทธเจ้าได้ตอบพราหมณ์ว่าสัตบุรุษเท่านั้นที่จะพึงแยกแยะคนดีหรือคนไม่ดีได้ อภยสูตรตอบชานุสโสณิพราหมณ์ว่า ถ้าบุคคลมีจิตไม่ข้องในกาม ละความกังวลในกาย ทำความดี และมีศรัทธา เขาจะไม่สะดุ้งต่อความตายตรงหน้า การรักษาจิตได้จะไม่สะดุ้งต่อสถานกราณ์ที่รุมเร้า อุมมัคคสูตรเป็นการถามคำถามที่ก่อให้เกิดปัญญา 4 ข้อ ข้อแรกถามว่าโลกอันอะไรหนอนำไป-โลกอันจิตนำไป โลกอันอะไรชักนำมา-อันจิตชักนำมา บุคคลย่อมลุอำนาจอะไรที่เกิดขึ้น-บุคคลย่อมลุอำนาจจิตที่เกิดขึ้น จิตชักนำวนไป ฝึกให้มีอำนาจเหนือจิตด้วยการตั้งสติ ข้อที่สองถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่าเป็นพหูสูตผู้ทรงธรรม ตอบว่าศึกษาพุทธพจน์ 9 รู้คาถา 4 บท และปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คาถาสี่บทนั้นน่าจะเป็นความเพียรอันไม่ถอยกลับ พหูสูตไม่ใช่แค่รู้มากแต่ต้องปฏิบัติด้วย ข้อที่สามถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่ามีปัญญาชำแรกกิเลส ตอบว่าคือการรู้อริยสัจ 4 ข้อที่สี่ถามว่าเหตุใดจึงชื่อว่าเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ตอบว่าเป็นบุคคลที่ไม่คิดเบียดเบียนตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย </p><p>(จตุกกนิบาต: โยธาชีววรรค ข้อที่ 183 - 184 และ 186 - 187)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หลักในการตรวจสอบ (6432-6t)</title>
			<itunes:title>หลักในการตรวจสอบ (6432-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/10d8f999-9571-42f1-a5f3-ad8300dd5576/media.mp3" length="27689269" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">10d8f999-9571-42f1-a5f3-ad8300dd5576</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d58</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl82dJAWzFsDpdJothPBi8Fq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d58.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า นี้เป็นดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า" มหาปเทสสูตร</p><p>ราหุลสูตรชี้ให้เห็นความเหมือนกันของธาตุทั้ง 4 ที่อยู่ในภายในและภายนอก ต่างกันตรงที่ในภายในมีความยึดถือมาถือเอา และมีความเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิต ควรพิจารณาด้วยปัญญาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ชัมพาลีสูตรเป็นการจับคู่ความดับไม่เหลือของทุกข์ได้/ไม่ได้ กับการทำลายตัณหาอวิชชาได้/ไม่ได้ โดยเปรียบว่ามือเปื้อนยางเหมือนจิตที่มีตัณหา และเปรียบบ่อที่ปิดทางออกเปิดทางเข้าวันนึงย่อมเต็มได้ทำลายตัณหาได้ นิพพานสูตรเหตุที่ทำให้บุคคลไม่ลุนิพพาน คือ ไม่ทราบชัดฝ่ายเสื่อม=สมุทัย ไม่ทราบชัดฝ่ายดำรง=ทุกข์ ไม่ทราบชัดฝ่ายวิเศษ=มรรค ไม่ทราบชัดฝ่ายชำแรกกิเลส=นิโรธ ในมหาปเทสสูตรเมื่อมีคนสี่จำพวกกล่าวว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำของพระพุทธเจ้า ให้กำหนดเนื้อความให้ดีว่าลงกันได้โดยบทโดยอรรถะหรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้ทำตามในกินติสูตร ตรวจสอบไม่ใช่หาที่ผิด แต่หาที่ถูกที่เราจะรับมาปฏิบัติทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ จบสัญเจตนิยวรรค</p><p>เริ่มโยธาชีววรรค โยธาชีวสูตรสิ่งที่นักรบควรมี ฉลาดในฐานะ คือ มีศีล ยิงลูกศรได้ไกล คือ การเห็นอนัตตาในขันธ์ 5 ยิงไม่พลาด คือ รู้อริยสัจ 4 ทำลายกายขนาดใหญ่ได้ คือ ทำลายกองอวิชชาที่คลุมอยู่ได้ ปาฏิโภคสูตรใครก็ไม่สามารถก้าวข้ามเกิดแก่เจ็บตายไปได้ นอกจากผู้ที่เป็นอมตะ </p><p>(สัญเจตนิยสูตร ข้อที่ 177 - 180 และโยธาชีววรรค ข้อที่ 181 - 182)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า นี้เป็นดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า" มหาปเทสสูตร</p><p>ราหุลสูตรชี้ให้เห็นความเหมือนกันของธาตุทั้ง 4 ที่อยู่ในภายในและภายนอก ต่างกันตรงที่ในภายในมีความยึดถือมาถือเอา และมีความเป็นอินทรีย์ที่มีชีวิต ควรพิจารณาด้วยปัญญาว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ชัมพาลีสูตรเป็นการจับคู่ความดับไม่เหลือของทุกข์ได้/ไม่ได้ กับการทำลายตัณหาอวิชชาได้/ไม่ได้ โดยเปรียบว่ามือเปื้อนยางเหมือนจิตที่มีตัณหา และเปรียบบ่อที่ปิดทางออกเปิดทางเข้าวันนึงย่อมเต็มได้ทำลายตัณหาได้ นิพพานสูตรเหตุที่ทำให้บุคคลไม่ลุนิพพาน คือ ไม่ทราบชัดฝ่ายเสื่อม=สมุทัย ไม่ทราบชัดฝ่ายดำรง=ทุกข์ ไม่ทราบชัดฝ่ายวิเศษ=มรรค ไม่ทราบชัดฝ่ายชำแรกกิเลส=นิโรธ ในมหาปเทสสูตรเมื่อมีคนสี่จำพวกกล่าวว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำของพระพุทธเจ้า ให้กำหนดเนื้อความให้ดีว่าลงกันได้โดยบทโดยอรรถะหรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้ทำตามในกินติสูตร ตรวจสอบไม่ใช่หาที่ผิด แต่หาที่ถูกที่เราจะรับมาปฏิบัติทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ จบสัญเจตนิยวรรค</p><p>เริ่มโยธาชีววรรค โยธาชีวสูตรสิ่งที่นักรบควรมี ฉลาดในฐานะ คือ มีศีล ยิงลูกศรได้ไกล คือ การเห็นอนัตตาในขันธ์ 5 ยิงไม่พลาด คือ รู้อริยสัจ 4 ทำลายกายขนาดใหญ่ได้ คือ ทำลายกองอวิชชาที่คลุมอยู่ได้ ปาฏิโภคสูตรใครก็ไม่สามารถก้าวข้ามเกิดแก่เจ็บตายไปได้ นอกจากผู้ที่เป็นอมตะ </p><p>(สัญเจตนิยสูตร ข้อที่ 177 - 180 และโยธาชีววรรค ข้อที่ 181 - 182)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: สัญเจตนิยวรรค ข้อที่ 171 - 176 (6431-6t)</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: สัญเจตนิยวรรค ข้อที่ 171 - 176 (6431-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/8b8d5288-0fbd-4637-afda-ad7c01087d29/media.mp3" length="28033345" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8b8d5288-0fbd-4637-afda-ad7c01087d29</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d59</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8LdaHmObbi9X9o1SItDgx5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d59.jpg"/>
			<description><![CDATA[สัญเจตนิยวรรค หมวดว่าด้วยความจงใจ เจตนาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงการกระทำอะไรที่เป็นไปในทางกายวาจาใจ ที่จะทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ภายในมี 4 อย่าง และก่อให้เกิดผล คือ อัตภาพ 4 ที่น่าสนใจ คือ อัตภาพในข้อสุดท้ายที่ท่านพระสารีบุตรถามพระพุทธเจ้าว่า คนที่ตายไปแต่เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วทำไมจึงกลับมาเกิดได้อีก นั่นเป็นเพราะยังละสังโยชน์เบื้องต่ำไม่ได้ และอนาคามีที่ตายจากความเป็นคนแล้วมาอยู่ในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ มีลักษณะเฉพาะ คือ เมื่อมีการเสื่อมของฌานจนเคลื่อนลงมาจากอรูปพรหมมาสู่รูปพรหมในขั้นสุทธาวาส ความเสื่อมนี้ทำให้เห็นความไม่เที่ยงในความสุขจากสมาธิ ก็จะปรินิพพาน ณ ที่นี้ วิภัตติสูตร ท่านพระสารีบุตรเชื้อเชิญให้ถามในขณะที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ และถามเพราะความที่ท่านมีปฏิสัมภิทา 4 มหาโกฏฐิตสูตร เป็นคำถามคำตอบระหว่างท่านมหาโกฏฐิตะกับท่านพระสารีบุตร ในเรื่องเมื่อผัสสายตนะ 6 ดับไปด้วยวิราคะแล้วอย่างอื่นยังจะมีอยู่ ไม่มีอยู่ ทั้งมีและไม่มี มีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ไม่ว่าข้อไหนล้วนชื่อว่าคิดปรุงแต่งสิ่งที่ไม่ควรคิดปรุงแต่ง ควรคิดมาในมรรค 8 และในอานันทสูตร เหมือนในมหาโกฏฐิสูตรเพียงแค่เปลี่ยนบุคคล อุปวาณสูตร ควรทำความเข้าใจว่าวิชชาและจรณะนั้น ต้องมีเพื่อทำวิชชาให้เกิดขึ้น แต่ความยึดถือในวิชา หรือจรณะนั้นไม่ดี อายาจนสูตร พุทธบริษัทควรปรารถนาให้เป็นเหมือนบุคคลตัวอย่างที่ยกมา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[สัญเจตนิยวรรค หมวดว่าด้วยความจงใจ เจตนาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงการกระทำอะไรที่เป็นไปในทางกายวาจาใจ ที่จะทำให้เกิดสุขหรือทุกข์ภายในมี 4 อย่าง และก่อให้เกิดผล คือ อัตภาพ 4 ที่น่าสนใจ คือ อัตภาพในข้อสุดท้ายที่ท่านพระสารีบุตรถามพระพุทธเจ้าว่า คนที่ตายไปแต่เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วทำไมจึงกลับมาเกิดได้อีก นั่นเป็นเพราะยังละสังโยชน์เบื้องต่ำไม่ได้ และอนาคามีที่ตายจากความเป็นคนแล้วมาอยู่ในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ มีลักษณะเฉพาะ คือ เมื่อมีการเสื่อมของฌานจนเคลื่อนลงมาจากอรูปพรหมมาสู่รูปพรหมในขั้นสุทธาวาส ความเสื่อมนี้ทำให้เห็นความไม่เที่ยงในความสุขจากสมาธิ ก็จะปรินิพพาน ณ ที่นี้ วิภัตติสูตร ท่านพระสารีบุตรเชื้อเชิญให้ถามในขณะที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ และถามเพราะความที่ท่านมีปฏิสัมภิทา 4 มหาโกฏฐิตสูตร เป็นคำถามคำตอบระหว่างท่านมหาโกฏฐิตะกับท่านพระสารีบุตร ในเรื่องเมื่อผัสสายตนะ 6 ดับไปด้วยวิราคะแล้วอย่างอื่นยังจะมีอยู่ ไม่มีอยู่ ทั้งมีและไม่มี มีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ไม่ว่าข้อไหนล้วนชื่อว่าคิดปรุงแต่งสิ่งที่ไม่ควรคิดปรุงแต่ง ควรคิดมาในมรรค 8 และในอานันทสูตร เหมือนในมหาโกฏฐิสูตรเพียงแค่เปลี่ยนบุคคล อุปวาณสูตร ควรทำความเข้าใจว่าวิชชาและจรณะนั้น ต้องมีเพื่อทำวิชชาให้เกิดขึ้น แต่ความยึดถือในวิชา หรือจรณะนั้นไม่ดี อายาจนสูตร พุทธบริษัทควรปรารถนาให้เป็นเหมือนบุคคลตัวอย่างที่ยกมา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: อินทริยวรรค ข้อที่ 159 - 160 และปฏิปทาวรรค ข้อที่ 161 - 168, 170</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: อินทริยวรรค ข้อที่ 159 - 160 และปฏิปทาวรรค ข้อที่ 161 - 168, 170</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ec2a8219-e854-4eb3-bffe-ad750139e49d/media.mp3" length="27785702" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ec2a8219-e854-4eb3-bffe-ad750139e49d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+Y3UOOywPXk1Z7jKLgEd99]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ให้เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นประเภทไหน จะได้ไปได้” </p><p>ภิกขุนีสูตรท่านพระอานนท์ชี้ให้เห็นว่ากายนี้อาศัยอาหาร ตัณหา มานะ เมถุนจึงเกิดขึ้น ถ้าละได้จะบรรลุธรรมขั้นสูง ในสุคตวินยสูตรกล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยการรักษาเหตุ 4 ประการ คือ เล่าเรียนถูกต้องทั้งแม่บทและอรรถะ เป็นผู้ว่าว่าย พหูสูตรถ่ายทอดให้สืบต่อ เถระเป็นตัวอย่างที่ดี จบอินทริยวรรค </p><p>ปฏิปทาวรรค ปฏิปทา คือ วิธีการปฏิบัติ ในสังขิตตสูตร วิตถารสูตร และอสุภสูตร มีหัวข้อเดียวกันแต่อธิบายลึกต่างกัน พูดถึงปฏิปทา 4 แบบโดยการนำตัวแปร คือ การปฏิบัติลำบากหรือสบายมาจับคู่กับการบรรลุเร็วหรือช้า ทุกขาปฏิปทาในกระบวนการปฏิบัติจะเจอความทุกข์ เพราะมีราคะโทสะโมหะกล้าจึงยากในการเข้าสมาธิ ให้เห็นความทุกข์ความไม่น่ายินดีในราคะโทสะโมหะนั้น ส่วนสุขาปฏิปทาในกระบวนการจะเจอความสุข เพราะความที่มีราคะโทสะโมหะเบาบางจึงเข้าสมาธิได้ง่าย มีสุข เห็นความสงบนั้น การเข้าใจว่าตัวเราเป็นประเภทไหนจะช่วยให้พัฒนาไปได้ การบรรลุเร็วหรือช้าขึ้นกับความแก่กล้าของอินทรีย์ 5 และกำลังของเสกขพล เสกขพลจะเป็นฐานพัฒนาให้อินทรีย์แก่กล้าได้  </p><p>ในปฐม และทุติยขมสูตร พูดถึงปฏิปทา 4 แบบ คือ ไม่อดทน อดทน ข่มใจ และระงับ </p><p>อุภยสูตรเปรียบเทียบความประณีต หรือหยาบจากข้อปฏิบัติ และรู้ได้เร็วช้า </p><p>โมคคัลลานสูตร และสารีปุตตสูตรกล่าวถึงปฏิปทาที่ท่านบรรลุ ท่านพระโมคคัลลานเป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ท่านพระสารีบุตรเป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ท่านทั้งสองมีทั้งสมถะวิปัสสนา อยู่ที่ใช้อะไรนำ ดั่งการแบ่งตามในยุคนัทธสูตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ให้เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นประเภทไหน จะได้ไปได้” </p><p>ภิกขุนีสูตรท่านพระอานนท์ชี้ให้เห็นว่ากายนี้อาศัยอาหาร ตัณหา มานะ เมถุนจึงเกิดขึ้น ถ้าละได้จะบรรลุธรรมขั้นสูง ในสุคตวินยสูตรกล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยการรักษาเหตุ 4 ประการ คือ เล่าเรียนถูกต้องทั้งแม่บทและอรรถะ เป็นผู้ว่าว่าย พหูสูตรถ่ายทอดให้สืบต่อ เถระเป็นตัวอย่างที่ดี จบอินทริยวรรค </p><p>ปฏิปทาวรรค ปฏิปทา คือ วิธีการปฏิบัติ ในสังขิตตสูตร วิตถารสูตร และอสุภสูตร มีหัวข้อเดียวกันแต่อธิบายลึกต่างกัน พูดถึงปฏิปทา 4 แบบโดยการนำตัวแปร คือ การปฏิบัติลำบากหรือสบายมาจับคู่กับการบรรลุเร็วหรือช้า ทุกขาปฏิปทาในกระบวนการปฏิบัติจะเจอความทุกข์ เพราะมีราคะโทสะโมหะกล้าจึงยากในการเข้าสมาธิ ให้เห็นความทุกข์ความไม่น่ายินดีในราคะโทสะโมหะนั้น ส่วนสุขาปฏิปทาในกระบวนการจะเจอความสุข เพราะความที่มีราคะโทสะโมหะเบาบางจึงเข้าสมาธิได้ง่าย มีสุข เห็นความสงบนั้น การเข้าใจว่าตัวเราเป็นประเภทไหนจะช่วยให้พัฒนาไปได้ การบรรลุเร็วหรือช้าขึ้นกับความแก่กล้าของอินทรีย์ 5 และกำลังของเสกขพล เสกขพลจะเป็นฐานพัฒนาให้อินทรีย์แก่กล้าได้  </p><p>ในปฐม และทุติยขมสูตร พูดถึงปฏิปทา 4 แบบ คือ ไม่อดทน อดทน ข่มใจ และระงับ </p><p>อุภยสูตรเปรียบเทียบความประณีต หรือหยาบจากข้อปฏิบัติ และรู้ได้เร็วช้า </p><p>โมคคัลลานสูตร และสารีปุตตสูตรกล่าวถึงปฏิปทาที่ท่านบรรลุ ท่านพระโมคคัลลานเป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ท่านพระสารีบุตรเป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ท่านทั้งสองมีทั้งสมถะวิปัสสนา อยู่ที่ใช้อะไรนำ ดั่งการแบ่งตามในยุคนัทธสูตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: อินทริยวรรค ข้อที่ 156 - 158 และภยวรรค ข้อที่ 125 - 126</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: อินทริยวรรค ข้อที่ 156 - 158 และภยวรรค ข้อที่ 125 - 126</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d611fcf9-eea4-4858-8e51-ad6e00daf9ea/media.mp3" length="27585165" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d611fcf9-eea4-4858-8e51-ad6e00daf9ea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8NhoUH1EmfPkiQlgaGNYso]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว” </p><p>วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือ การนำเสนอความรู้ใหม่ คือ ทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 </p><p>ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 - 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส  </p><p>กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก </p><p>โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว” </p><p>วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือ การนำเสนอความรู้ใหม่ คือ ทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 </p><p>ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 - 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส  </p><p>กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก </p><p>โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: อาภาวรรคข้อที่ 141 - 150 และอินทริยวรรคข้อที่ 151 - 155</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: อาภาวรรคข้อที่ 141 - 150 และอินทริยวรรคข้อที่ 151 - 155</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/427ac004-e642-4fa4-b40a-ad6700dc1d8b/media.mp3" length="27529446" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">427ac004-e642-4fa4-b40a-ad6700dc1d8b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+E38qEMPX568WXkx1VoeO/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“บรรดาแสงสว่าง 4 ประการนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ” </p><p>อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตรและปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อ ในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8 ปฐม/ทุติยกาลสูตร กาล คือ เวลา คือ ความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตรเป็นเรื่องวาจา สารสูตร:สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค </p><p>เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ก็ต้องมีอินทรีย์ และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือ สิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“บรรดาแสงสว่าง 4 ประการนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ” </p><p>อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตรและปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อ ในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8 ปฐม/ทุติยกาลสูตร กาล คือ เวลา คือ ความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตรเป็นเรื่องวาจา สารสูตร:สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค </p><p>เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ก็ต้องมีอินทรีย์ และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือ สิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: ปุคลลวรรค ข้อที่ 131 - 140 [6427-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: ปุคลลวรรค ข้อที่ 131 - 140 [6427-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/efaedca9-3880-4435-959a-ad6000ad37c8/media.mp3" length="26257691" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">efaedca9-3880-4435-959a-ad6000ad37c8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d5d</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+zjth2yadQa28jWBRoSWCN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือป่าโปร่งและป่าทึบ และเธอตรึกถึงเนกขัมมวิตกบเาง อพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มีกายออกและจิตออก เป็นอย่างนี้แล”</p><p>ปุคคลวรรคหมวดว่าด้วยบุคคล ในสังโยชนสูตรมีตัวแปร 3 อย่างที่ละแล้วจะได้บุคคลสี่ประเภท คือ การละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง ละปัจจัยแห่งการเกิด และละการได้แห่งภพ สองอย่างหลัง คือ อนาคามี ที่ยังต้องไปเกิดเป็นพรหมกับที่จะปรินิพพานในชาตินั้น ส่วนอันแรก คือ ตั้งแต่สกิทาคามีลงมา ปฏิภานสูตรตัวแปร คือ การตอบถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง คู่กับตอบได้รวดเร็วหรือไม่รวดเร็ว อุคฆฏิตัญญูสูตรแบ่งตามความเข้าใจตั้งแต่เฉียบพลัน ต้องขยายความ พอแนะนำได้ด้วยกัลยาณมิตร และทรงจำได้หมดแต่ไม่อาจบรรลุ อุฎฐานผลสูตรเอาผล คือ ความขยันหมั่นเพียรสิ่งที่ทำในปัจจุบันนี้มาคู่กับกรรม คือ สิ่งที่ทำมาในกาลก่อนทำให้บุคคลแตกต่างกัน สาวัชชสูตรเอาโทษเป็นตัวแปรแบ่งตามความมากน้อยของกายวาจาใจที่เป็นทุจริต ปฐมสีลสูตร และทุติยสีลสูตรนำศีล สมาธิ ปัญญา แบ่งตามความบริบูรณ์ และแบ่งตามความเป็นใหญ่ในข้อนั้น ๆ นิกกัฏฐสูตรแบ่งตามการออกหรือไม่ออกของจิตกับกาย ออก คือ กายวิเวกจิตตวิเวก ไม่ออกก็ตรงข้ามกัน ที่น่าสนใจ คือ การที่จะให้เกิดจิตตวิเวกได้การที่มีกายวิเวกนำมาก่อนจะช่วยได้ จึงต้องมีการฝึก เมื่อทำได้แล้วก็สามารถอยู่ได้สบายทุกที่ ธัมมกถิกสูตร คือ การกล่าวธรรมมากน้อยกับผู้ฟังที่ฉลาดหรือไม่ฉลาด วาทีสูตรผู้ที่มีปฏิสัมภิทา 4 จะไม่จนทั้งอรรถและพยัญชนะ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“บุคคลบางคนในโลกนี้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือป่าโปร่งและป่าทึบ และเธอตรึกถึงเนกขัมมวิตกบเาง อพยาบาทวิตกบ้าง อวิหิงสาวิตกบ้าง บุคคลผู้มีกายออกและจิตออก เป็นอย่างนี้แล”</p><p>ปุคคลวรรคหมวดว่าด้วยบุคคล ในสังโยชนสูตรมีตัวแปร 3 อย่างที่ละแล้วจะได้บุคคลสี่ประเภท คือ การละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง ละปัจจัยแห่งการเกิด และละการได้แห่งภพ สองอย่างหลัง คือ อนาคามี ที่ยังต้องไปเกิดเป็นพรหมกับที่จะปรินิพพานในชาตินั้น ส่วนอันแรก คือ ตั้งแต่สกิทาคามีลงมา ปฏิภานสูตรตัวแปร คือ การตอบถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง คู่กับตอบได้รวดเร็วหรือไม่รวดเร็ว อุคฆฏิตัญญูสูตรแบ่งตามความเข้าใจตั้งแต่เฉียบพลัน ต้องขยายความ พอแนะนำได้ด้วยกัลยาณมิตร และทรงจำได้หมดแต่ไม่อาจบรรลุ อุฎฐานผลสูตรเอาผล คือ ความขยันหมั่นเพียรสิ่งที่ทำในปัจจุบันนี้มาคู่กับกรรม คือ สิ่งที่ทำมาในกาลก่อนทำให้บุคคลแตกต่างกัน สาวัชชสูตรเอาโทษเป็นตัวแปรแบ่งตามความมากน้อยของกายวาจาใจที่เป็นทุจริต ปฐมสีลสูตร และทุติยสีลสูตรนำศีล สมาธิ ปัญญา แบ่งตามความบริบูรณ์ และแบ่งตามความเป็นใหญ่ในข้อนั้น ๆ นิกกัฏฐสูตรแบ่งตามการออกหรือไม่ออกของจิตกับกาย ออก คือ กายวิเวกจิตตวิเวก ไม่ออกก็ตรงข้ามกัน ที่น่าสนใจ คือ การที่จะให้เกิดจิตตวิเวกได้การที่มีกายวิเวกนำมาก่อนจะช่วยได้ จึงต้องมีการฝึก เมื่อทำได้แล้วก็สามารถอยู่ได้สบายทุกที่ ธัมมกถิกสูตร คือ การกล่าวธรรมมากน้อยกับผู้ฟังที่ฉลาดหรือไม่ฉลาด วาทีสูตรผู้ที่มีปฏิสัมภิทา 4 จะไม่จนทั้งอรรถและพยัญชนะ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: ภยวรรคข้อที่ 121 - 124 และข้อที่ 127 - 130 [6426-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: ภยวรรคข้อที่ 121 - 124 และข้อที่ 127 - 130 [6426-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c6135dd9-b8b7-40ee-a67d-ad5900c3ab9f/media.mp3" length="26593421" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c6135dd9-b8b7-40ee-a67d-ad5900c3ab9f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d5e</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8sglr6lKdFlEL1AuuvHGkq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“…นี้แลเป็นความแปลกกัน เป็นความแตกต่างกัน เป็นเหตุทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อคติ และอุบัติยังมีอยู่”</p><p>ในอัตตานุวาทสูตรประเด็นที่น่าสนใจ คือ เราต้องรู้จักเตือนตนด้วยตน จึงจะมีคุณสมบัติที่จะอยู่คนเดียวได้ อูมิภยสูตร ภัยสี่ประการที่ผู้จะข้ามฝั่งแห่งภพต้องพบ คลื่น คือ ความคับแค้นใจจากคำตักเตือน จระเข้ คือ ลิ้น น้ำวน คือ กาม ปลาร้าย คือ เพศตรงข้าม ปฐม/ทุติยนานากรณสูตร คือ ความแตกต่างในจุดที่ไประหว่างปุถุชนกับอริยบุคคล ที่ถึงแม้ได้ฌานสมาธิในขั้นเดียวกัน ปุถุชนผู้ติดในสมาธิเมื่อหมดอายุจากพรหมก็ยังอาจไปทุคติได้ ส่วนอริยบุคคลจะปรินิพพานในชั้นนั้น นั่นเพราะเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ทั้ง 5 ปฐม/ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ความอัศจรรย์ของการปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่การก้าวลงสู่ครรภ์ ประสูติ ตรัสรู้ และประกาศธรรมจักร รวมถึงการยอมเงี่ยโสตลงฟังธรรมจากบุคคลที่ยังยินดีในกาม ติดมานะ ยินดีในความไม่สงบ มืดบอดด้วยอวิชชา อานันทอัจฉริยสูตรและจักวัตติอัจฉริยสูตร กล่าวถึงคุณสมบัติพระอานนท์ผู้เป็นที่รักแห่งมหาชน จบภยวรรค (ข้อที่125-126จะพูดในตอนถัดไป)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“…นี้แลเป็นความแปลกกัน เป็นความแตกต่างกัน เป็นเหตุทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อคติ และอุบัติยังมีอยู่”</p><p>ในอัตตานุวาทสูตรประเด็นที่น่าสนใจ คือ เราต้องรู้จักเตือนตนด้วยตน จึงจะมีคุณสมบัติที่จะอยู่คนเดียวได้ อูมิภยสูตร ภัยสี่ประการที่ผู้จะข้ามฝั่งแห่งภพต้องพบ คลื่น คือ ความคับแค้นใจจากคำตักเตือน จระเข้ คือ ลิ้น น้ำวน คือ กาม ปลาร้าย คือ เพศตรงข้าม ปฐม/ทุติยนานากรณสูตร คือ ความแตกต่างในจุดที่ไประหว่างปุถุชนกับอริยบุคคล ที่ถึงแม้ได้ฌานสมาธิในขั้นเดียวกัน ปุถุชนผู้ติดในสมาธิเมื่อหมดอายุจากพรหมก็ยังอาจไปทุคติได้ ส่วนอริยบุคคลจะปรินิพพานในชั้นนั้น นั่นเพราะเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ทั้ง 5 ปฐม/ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ความอัศจรรย์ของการปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่การก้าวลงสู่ครรภ์ ประสูติ ตรัสรู้ และประกาศธรรมจักร รวมถึงการยอมเงี่ยโสตลงฟังธรรมจากบุคคลที่ยังยินดีในกาม ติดมานะ ยินดีในความไม่สงบ มืดบอดด้วยอวิชชา อานันทอัจฉริยสูตรและจักวัตติอัจฉริยสูตร กล่าวถึงคุณสมบัติพระอานนท์ผู้เป็นที่รักแห่งมหาชน จบภยวรรค (ข้อที่125-126จะพูดในตอนถัดไป)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: เกสิวรรค ข้อที่ 115 - 120 และภยวรรค ข้อที่ 121 [6425-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: เกสิวรรค ข้อที่ 115 - 120 และภยวรรค ข้อที่ 121 [6425-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/8f0e2bd4-5936-4e6f-a1c7-ad5200a61ede/media.mp3" length="28133984" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8f0e2bd4-5936-4e6f-a1c7-ad5200a61ede</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d5f</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d5f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9fHbKD3b/OzNFGNZrxS1ix]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d5f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ฐานสูตรจับคู่สิ่งที่ไม่น่าพอใจหรือน่าพอใจ กับทำแล้วเป็นประโยชน์หรือฉิบหาย บัณฑิตจะทราบว่า 2 ส่วนควรทำหรือไม่ควรทำ ดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ในขณะที่คนพาลจะมองได้ไม่ขาดทะลุ ตรงนี้อยู่ที่กำลังจิต เปรียบได้เหมือนการเลือกดื่มน้ำมูตร หรือน้ำหวานพิษ หรือประโยชน์ที่จะได้รับในเวลาต่อมา อัปปมาทสูตรเมื่อรู้ 4 ข้อนี้จะไม่เกรงกลัวต่อความตายที่จะมาถึง คือ ละกายวาจาใจทิฏฐิในทางทุจริต และเจริญกายวาจาใจทิฏฐิในทางสุจริต ไม่กลัวเพราะมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ข้อนี้นั่นเอง อารักขสูตรเมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติได้อย่างน้อยเป็นโสดาบัน สังเวชนียสูตรคนที่มีศรัทธาเมื่อได้ไปสี่สถานที่นี้แล้วควรเกิดความสังเวช สังเวชในการที่จะต้องรีบกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วนให้เกดความเปลี่ยนแปลง โดยเร่งทำความเพียรตามมรรคแปด ปฐมภยสูตรภัยภายในเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ทุติภยสูตรภัยภายนอกที่อาจยังช่วยกันได้ จบเกสิวรรค </p><p>เริ่มภยวรรคหมวดว่าด้วยภัย อัตตานวาทสูตรภัย 4 ประการที่ถ้าเรามีหิริโอตัปปะแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวภัยเหล่านี้เลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ฐานสูตรจับคู่สิ่งที่ไม่น่าพอใจหรือน่าพอใจ กับทำแล้วเป็นประโยชน์หรือฉิบหาย บัณฑิตจะทราบว่า 2 ส่วนควรทำหรือไม่ควรทำ ดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ในขณะที่คนพาลจะมองได้ไม่ขาดทะลุ ตรงนี้อยู่ที่กำลังจิต เปรียบได้เหมือนการเลือกดื่มน้ำมูตร หรือน้ำหวานพิษ หรือประโยชน์ที่จะได้รับในเวลาต่อมา อัปปมาทสูตรเมื่อรู้ 4 ข้อนี้จะไม่เกรงกลัวต่อความตายที่จะมาถึง คือ ละกายวาจาใจทิฏฐิในทางทุจริต และเจริญกายวาจาใจทิฏฐิในทางสุจริต ไม่กลัวเพราะมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ข้อนี้นั่นเอง อารักขสูตรเมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติได้อย่างน้อยเป็นโสดาบัน สังเวชนียสูตรคนที่มีศรัทธาเมื่อได้ไปสี่สถานที่นี้แล้วควรเกิดความสังเวช สังเวชในการที่จะต้องรีบกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วนให้เกดความเปลี่ยนแปลง โดยเร่งทำความเพียรตามมรรคแปด ปฐมภยสูตรภัยภายในเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ทุติภยสูตรภัยภายนอกที่อาจยังช่วยกันได้ จบเกสิวรรค </p><p>เริ่มภยวรรคหมวดว่าด้วยภัย อัตตานวาทสูตรภัย 4 ประการที่ถ้าเรามีหิริโอตัปปะแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวภัยเหล่านี้เลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: วลาหกวรรค ข้อที่ 107 - 110 และเกสิวรรค ข้อที่ 111 - 114</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: วลาหกวรรค ข้อที่ 107 - 110 และเกสิวรรค ข้อที่ 111 - 114</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9be8cc1b-11ba-4de4-805c-ad4b00ad79a1/media.mp3" length="27783341" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9be8cc1b-11ba-4de4-805c-ad4b00ad79a1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d60</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d60</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/pMRrN+cyS+T9X/E0YAYnC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d60.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มุสิกสูตรเปรียบการรู้อริยสัจ 4 กับหนูแล้วก็รู ขุด คือ เล่าเรียนอริยสัจตามตำรา อยู่ คือ รู้อริยสัจปฏิบัติรู้เห็นได้ด้วยตน ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ไม่ขุดแต่อยู่ ไม่เรียนแต่รู้ แสดงให้เห็นว่าในธรรมะนี้การปฏิบัติสำคัญที่สุด ในพลิวัททสูตรเปรียบโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง รุกขสูตรเปรียบคนกับต้นไม้เนื้ออ่อนและแข็ง มีแก่น คือ คนมีศีล ไม่มีแก่น คือ คนกลวงไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหน และแวดล้อมด้วยไม้ชนิดใด อาสีวิสสูตรเอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง พิษแล่น คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก พิษร้าย คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า จบวลาหกวรรค </p><p>เริ่มเกสิวรรค เกสิสูตรเปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว ชวสูตรคุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4 ปโตทสูตรม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้การตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนถึงการตายของตนเอง นาคสูตรคุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล รู้ฟัง: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง รู้ประหาร: รู้จักละอกุศล รู้อดทน: อดทนต่อทุกขเวทนา รู้ไป: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มุสิกสูตรเปรียบการรู้อริยสัจ 4 กับหนูแล้วก็รู ขุด คือ เล่าเรียนอริยสัจตามตำรา อยู่ คือ รู้อริยสัจปฏิบัติรู้เห็นได้ด้วยตน ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ไม่ขุดแต่อยู่ ไม่เรียนแต่รู้ แสดงให้เห็นว่าในธรรมะนี้การปฏิบัติสำคัญที่สุด ในพลิวัททสูตรเปรียบโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง รุกขสูตรเปรียบคนกับต้นไม้เนื้ออ่อนและแข็ง มีแก่น คือ คนมีศีล ไม่มีแก่น คือ คนกลวงไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหน และแวดล้อมด้วยไม้ชนิดใด อาสีวิสสูตรเอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง พิษแล่น คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก พิษร้าย คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า จบวลาหกวรรค </p><p>เริ่มเกสิวรรค เกสิสูตรเปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว ชวสูตรคุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4 ปโตทสูตรม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้การตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนถึงการตายของตนเอง นาคสูตรคุณสมบัติช้างที่ดีในหนึ่งตัวมีครบสี่ กับบุคคลที่ถ้ามีครบก็เป็นอริยบุคคล รู้ฟัง: ใครกล่าวธรรมเงี่ยโสตฟัง รู้ประหาร: รู้จักละอกุศล รู้อดทน: อดทนต่อทุกขเวทนา รู้ไป: ไปนิพพาน ทิศที่ไม่เคยไปตลอดกาลอันยาวนาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: อสุรวรรค ข้อที่ 95 - 100 และวลาหกวรรค ข้อที่ 101 - 105</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: อสุรวรรค ข้อที่ 95 - 100 และวลาหกวรรค ข้อที่ 101 - 105</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/dd38df1d-465c-4825-8527-ad4400ae1678/media.mp3" length="28022239" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dd38df1d-465c-4825-8527-ad4400ae1678</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d61</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9lf+mbxZYvv7W8Lson4/z5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d61.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร และสิกขาปทสูตรมีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับ นัยยะที่ 1 ฉวาลาตสูตรเปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุด นัยยะที่ 2 ราควินยสูตรมีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ นัยยะที่ 3 ขิปปนิสันติสูตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นัยยะที่ 4 อัตตหิตสูตรมีแต่หัวข้อ นัยยะที่ 5 สิกขาปทสูตรเอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตร ในโปตลิยสูตรบุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด จบอสุรวรรค </p><p>เริ่มวลาหกวรรค ปฐมวลาหกสูตรเปรียบเมฆ คือ การพูดฝน คือ ลงมือทำ ทุติยวลาหกสูตรเปรียบเทียบคนที่เรียนอริยสัจ 4 เรียน คือ ฟ้าร้อง ไม่เรียน คือ ไม่ร้อง ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4 อย่างน้อย คือโสดาบัน ฝนไม่ตก คือ ไม่รู้ ในกุมภสูตร อุทกรหทสูตร และอัมพสูตร มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร และสิกขาปทสูตรมีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับ นัยยะที่ 1 ฉวาลาตสูตรเปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุด นัยยะที่ 2 ราควินยสูตรมีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ นัยยะที่ 3 ขิปปนิสันติสูตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นัยยะที่ 4 อัตตหิตสูตรมีแต่หัวข้อ นัยยะที่ 5 สิกขาปทสูตรเอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตร ในโปตลิยสูตรบุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด จบอสุรวรรค </p><p>เริ่มวลาหกวรรค ปฐมวลาหกสูตรเปรียบเมฆ คือ การพูดฝน คือ ลงมือทำ ทุติยวลาหกสูตรเปรียบเทียบคนที่เรียนอริยสัจ 4 เรียน คือ ฟ้าร้อง ไม่เรียน คือ ไม่ร้อง ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4 อย่างน้อย คือโสดาบัน ฝนไม่ตก คือ ไม่รู้ ในกุมภสูตร อุทกรหทสูตร และอัมพสูตร มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: มจลวรคคข้อที่ 87 - 90 และอสุรวรรคข้อที่ 91 - 94</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: มจลวรคคข้อที่ 87 - 90 และอสุรวรรคข้อที่ 91 - 94</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/0b2a7fa7-db35-4e60-b9ba-ad3d00c32f32/media.mp3" length="27319854" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0b2a7fa7-db35-4e60-b9ba-ad3d00c32f32</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d62</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9vXqytkEHMFLUDpQS1XrAW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d62.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตรและขันธสูตร เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวกที่ปรากฏอยู่ในโลก มีหัวข้อเหมือนกันแต่มี 5 นัยยะต่างกัน ในสังโยชนสูตรแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนที่เหลือเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ข้อที่ 2 ต่างกันตรงที่ได้วิโมกข์ 8 หรือไม่ ที่น่าสนใจ คือ สมณะผู้ละเอียดอ่อนกว่าในหมู่สมณะ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง ละเอียดอ่อนในด้านปัจจัย 4 มีสุขภาพดี ได้ฌาน 4 และเป็นอรหันต์ จบมจลวรรค </p><p>เริ่มอสุรวรรค อสุรสูตรเป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายลูกน้อง ที่มีความเป็นอสูร หรือเทวดา ที่น่าสนใจ คือ ไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ในปฐม/ทุติยและตติยสมาธิสูตร คือ การมีหรือไม่มีของสมถะ และวิปัสสนา ประเด็น คือ เอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด โดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น ถ้าขาดปัญญาให้เข้าไปถามคำถาม 3 ข้อ ถ้าขาดสมถะให้ถามคำถาม 4 ข้อ ถ้าขาดทั้งสมถะวิปัสสนา ให้รีบเร่งความเพียรดุจไฟไหม้บนศรีษะ แต่ถ้ามีครบทั้งสองอย่าง ก็ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมนี้ต่อไป ในลักษณะที่จะกำจัดอาสวะได้ สมถะวิปัสสนาต้องปรับให้เข้ากันเหมือนการสนเข็ม มือหนึ่งนิ่งมือหนึ่งเคลื่อน จึงจะสำเร็จได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตรและขันธสูตร เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวกที่ปรากฏอยู่ในโลก มีหัวข้อเหมือนกันแต่มี 5 นัยยะต่างกัน ในสังโยชนสูตรแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนที่เหลือเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ข้อที่ 2 ต่างกันตรงที่ได้วิโมกข์ 8 หรือไม่ ที่น่าสนใจ คือ สมณะผู้ละเอียดอ่อนกว่าในหมู่สมณะ ซึ่งหมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง ละเอียดอ่อนในด้านปัจจัย 4 มีสุขภาพดี ได้ฌาน 4 และเป็นอรหันต์ จบมจลวรรค </p><p>เริ่มอสุรวรรค อสุรสูตรเป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายลูกน้อง ที่มีความเป็นอสูร หรือเทวดา ที่น่าสนใจ คือ ไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ในปฐม/ทุติยและตติยสมาธิสูตร คือ การมีหรือไม่มีของสมถะ และวิปัสสนา ประเด็น คือ เอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด โดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น ถ้าขาดปัญญาให้เข้าไปถามคำถาม 3 ข้อ ถ้าขาดสมถะให้ถามคำถาม 4 ข้อ ถ้าขาดทั้งสมถะวิปัสสนา ให้รีบเร่งความเพียรดุจไฟไหม้บนศรีษะ แต่ถ้ามีครบทั้งสองอย่าง ก็ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมนี้ต่อไป ในลักษณะที่จะกำจัดอาสวะได้ สมถะวิปัสสนาต้องปรับให้เข้ากันเหมือนการสนเข็ม มือหนึ่งนิ่งมือหนึ่งเคลื่อน จึงจะสำเร็จได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: อปัณณกวรรคข้อที่ 78 - 80, มจลวรรคข้อที่ 81 - 86</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: อปัณณกวรรคข้อที่ 78 - 80, มจลวรรคข้อที่ 81 - 86</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b3c4caac-714f-4290-b264-ad3600a627e4/media.mp3" length="28308407" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b3c4caac-714f-4290-b264-ad3600a627e4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d63</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+OHpt79oakIm56ks+AvL73]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d63.jpg"/>
			<description><![CDATA[ในทักขิณสูตรผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้ และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้น จะมีความเศร้าหมอง ในวณิชชสูตรการค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้น แม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ กัมโพชสูตรคุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่ จบอปัณณกวรรค เริ่มมจลวรรค ปาณาติปาตสูตรและมุสาวาทสูตรเป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก อวัณณรหสูตรการกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้ โกธครุสูตรถ้าเราเห็นแก่ธรรมะความมักโกรธมักลบหลู่ เห็นแก่ลาภ เห็นแก่สักการะย่อมไม่เกิดขึ้น ในตโตมสูตรและโอณโตณตสูตรเกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ มาคือเกิดมา ไปคือตายไป จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไร ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ในทักขิณสูตรผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้ และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้น จะมีความเศร้าหมอง ในวณิชชสูตรการค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้น แม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ กัมโพชสูตรคุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่ จบอปัณณกวรรค เริ่มมจลวรรค ปาณาติปาตสูตรและมุสาวาทสูตรเป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก อวัณณรหสูตรการกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้ โกธครุสูตรถ้าเราเห็นแก่ธรรมะความมักโกรธมักลบหลู่ เห็นแก่ลาภ เห็นแก่สักการะย่อมไม่เกิดขึ้น ในตโตมสูตรและโอณโตณตสูตรเกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ มาคือเกิดมา ไปคือตายไป จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไร ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : อปัณณกวรรค ข้อที่ 71 - 77 [6420-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : อปัณณกวรรค ข้อที่ 71 - 77 [6420-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a01aa84d-ad3b-4525-90ca-ad2f00a6b73c/media.mp3" length="26842314" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a01aa84d-ad3b-4525-90ca-ad2f00a6b73c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d64</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d64</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+z3zOBDV0ogj7zPIpktDLS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d64.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มอปัณณกวรรคว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และเป็นเหตุความสิ้นอาสวะ ดั่งในปธานสูตร และในสัมมาทิฏฐิสูตรการมีปัญญาทำให้รู้ว่าอะไรดีไม่ดี จึงเป็นสุดยอดสำคัญ ในสัปปุริสสูตรเรื่องคำเกี่ยวกับข้อเสียข้อดีของคนอื่นและตัวเราเอง ในมุมของคนดีและไม่ดี ควรทำจิตเสมอหญิงสะใภ้ใหม่ผู้มาแล้วไม่นาน ปฐมและทุติยอัคคสูตรว่าด้วยธรรมอันเลิศ ปฐมอัคคสูตรหมายถึง มรรค 8 ส่วนทุติยอัคคสูตร รูป คือ รูปฌาน เวทนา คือ สงบระงับ สัญญา คือ ขั้นอรูป ภพ คือ นิพพาน กุสินารสูตรพระพุทธเจ้าถามภิกษุก่อนปรินิพพานว่ามีข้อสงสัยเคลือบแคลงในพุทธะธรรมะสังฆะ มรรค หรือข้อปฏิบัติใดหรือไม่ ตรงนี้เชิญชวนหาธรรมะ 4 ข้อให้เจอ และในอจินเตยยสูตรเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด 4 ประการ อจินไตยไม่ใช่ว่าไม่ให้เชื่อ แต่ไม่ควรคิด เพราะคิดแล้วจะบ้า เป็นเรื่องของปัญญา ให้มีศรัทธา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มอปัณณกวรรคว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และเป็นเหตุความสิ้นอาสวะ ดั่งในปธานสูตร และในสัมมาทิฏฐิสูตรการมีปัญญาทำให้รู้ว่าอะไรดีไม่ดี จึงเป็นสุดยอดสำคัญ ในสัปปุริสสูตรเรื่องคำเกี่ยวกับข้อเสียข้อดีของคนอื่นและตัวเราเอง ในมุมของคนดีและไม่ดี ควรทำจิตเสมอหญิงสะใภ้ใหม่ผู้มาแล้วไม่นาน ปฐมและทุติยอัคคสูตรว่าด้วยธรรมอันเลิศ ปฐมอัคคสูตรหมายถึง มรรค 8 ส่วนทุติยอัคคสูตร รูป คือ รูปฌาน เวทนา คือ สงบระงับ สัญญา คือ ขั้นอรูป ภพ คือ นิพพาน กุสินารสูตรพระพุทธเจ้าถามภิกษุก่อนปรินิพพานว่ามีข้อสงสัยเคลือบแคลงในพุทธะธรรมะสังฆะ มรรค หรือข้อปฏิบัติใดหรือไม่ ตรงนี้เชิญชวนหาธรรมะ 4 ข้อให้เจอ และในอจินเตยยสูตรเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด 4 ประการ อจินไตยไม่ใช่ว่าไม่ให้เชื่อ แต่ไม่ควรคิด เพราะคิดแล้วจะบ้า เป็นเรื่องของปัญญา ให้มีศรัทธา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : ปัตตกัมมวรรค ข้อที่ 65 - 70 [6419-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : ปัตตกัมมวรรค ข้อที่ 65 - 70 [6419-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/2bea7288-800e-44cf-be52-ad2800a68096/media.mp3" length="27853394" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2bea7288-800e-44cf-be52-ad2800a68096</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d65</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d65</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8qhuwFPf1nux+LyYxEEs91]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d65.jpg"/>
			<description><![CDATA[ในรูปสูตรคนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย สารคสูตรบุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะนับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง  อหิราชสูตรเกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข เทวทัตสูตรชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้นฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้ ปธานสูตรว่าด้วยความเพียร 4 ประการ คือ สำรวม ละ เจริญ และรักษา อธัมมิกสูตรธรรม 4 ข้อที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้ง และไม่ตั้งอยู่ในธรรม<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ในรูปสูตรคนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย สารคสูตรบุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะนับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง  อหิราชสูตรเกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข เทวทัตสูตรชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้นฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้ ปธานสูตรว่าด้วยความเพียร 4 ประการ คือ สำรวม ละ เจริญ และรักษา อธัมมิกสูตรธรรม 4 ข้อที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้ง และไม่ตั้งอยู่ในธรรม<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : ปัตตกัมมวรรค ข้อที่ 61 - 64 [6418-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : ปัตตกัมมวรรค ข้อที่ 61 - 64 [6418-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/3833e3aa-b15b-41e1-a247-ad2100b2d25a/media.mp3" length="26628118" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3833e3aa-b15b-41e1-a247-ad2100b2d25a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d66</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d66</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+Mh+PWONZyqI3TcSl+J4yB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d66.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มปัตตกัมมวรรค ในปัตตกัมมสูตรว่าด้วยกรรมอันสมควร กล่าวถึงธรรม 4 ประการที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา ทั้งหาได้ยากในโลก คือ เงิน ทอง ยศ สุขภาพ และตายแล้วได้ไปสวรรค์ สิ่งที่จะทำให้ได้มาก็ด้วยการมีสัมปทา 4 คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ปัญญาในที่นี้หมายถึง นิวรณ์ นิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ จนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ไม่มีนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่ใครก็ปรารถนาได้แล้ว แต่เกิดลุ่มหลงไปจะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ในอนัณยสูตรเกี่ยวกับความสุข 4 ประการย่อมเกิดแก่คฤหัสถ์ตามกาลอันควร คือ สุขจากการมีทรัพย์ สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์ สุขจากการไม่มีหนี้  และสุขจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ สุขข้อสุดท้ายที่แม้แบ่งถึง 16 ส่วน ส่วนเดียวใน 16 นี้ยังมีค่ามากกว่าสุขใน 3 ข้อแรกรวมกัน เพราะความสุขที่อยู่ในศีลธรรม จะทำให้ไปสุคติได้แม้จะไร้สุขอย่างอื่น ดังนั้น จึงควรตั้งมั่นในความดี ในพรหมสูตรจะได้ทราบว่าทำไมมารดาบิดาจึงประดุจพรหม ข้อสุดท้ายนิรยสูตรว่าด้วยการทำกรรม 4 ประการแล้วทำให้ไปนรก <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มปัตตกัมมวรรค ในปัตตกัมมสูตรว่าด้วยกรรมอันสมควร กล่าวถึงธรรม 4 ประการที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา ทั้งหาได้ยากในโลก คือ เงิน ทอง ยศ สุขภาพ และตายแล้วได้ไปสวรรค์ สิ่งที่จะทำให้ได้มาก็ด้วยการมีสัมปทา 4 คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ปัญญาในที่นี้หมายถึง นิวรณ์ นิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ จนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ไม่มีนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่ใครก็ปรารถนาได้แล้ว แต่เกิดลุ่มหลงไปจะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ในอนัณยสูตรเกี่ยวกับความสุข 4 ประการย่อมเกิดแก่คฤหัสถ์ตามกาลอันควร คือ สุขจากการมีทรัพย์ สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์ สุขจากการไม่มีหนี้  และสุขจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ สุขข้อสุดท้ายที่แม้แบ่งถึง 16 ส่วน ส่วนเดียวใน 16 นี้ยังมีค่ามากกว่าสุขใน 3 ข้อแรกรวมกัน เพราะความสุขที่อยู่ในศีลธรรม จะทำให้ไปสุคติได้แม้จะไร้สุขอย่างอื่น ดังนั้น จึงควรตั้งมั่นในความดี ในพรหมสูตรจะได้ทราบว่าทำไมมารดาบิดาจึงประดุจพรหม ข้อสุดท้ายนิรยสูตรว่าด้วยการทำกรรม 4 ประการแล้วทำให้ไปนรก <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : ปุญญาภิสันทวรรค ข้อที่ 53 - 60 [6417-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : ปุญญาภิสันทวรรค ข้อที่ 53 - 60 [6417-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/890a4cab-9e8f-4cfd-bb94-ad1a00a444c9/media.mp3" length="26320033" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">890a4cab-9e8f-4cfd-bb94-ad1a00a444c9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d67</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/ajzrgvRZloOadTK8SwSJT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d67.jpg"/>
			<description><![CDATA[ในปฐมและทุติยสังวาสสูตรว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยา เปรียบเทียบกับความเป็นผีและเทวดาใน 2 นัยยะ นัยยะแรกผี คือ การผิดศีลมีความตระหนี่ติเตียนสมณพราหมณ์ นัยยะที่สองความเป็นผีดูที่อกุศลธรรมบท 10 แบ่งเป็นทางกาย 3 วาจา 4 ใจ 3 ให้พิจารณาว่าทุกคนมีส่วนดีส่วนเสียที่สามารถปรับให้ดีขึ้นด้วยกันได้ ปฐม/ทุติยสมชีวีสูตรสิ่งที่ทำแล้วจะทำให้ชีวิตคู่ไปได้ดีทั้งในชาตินี้ และสมปรารถนาที่จะพบกันในชาติหน้า นั่นคือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ในสุปปวาสสูตร สุทัตตสูตร และโภชนสูตรเกี่ยวกับอานิสงส์จากการถวายอาหารแด่ผู้ปฏิบัติดี เมื่อปรารถนาให้ผู้รับมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ผู้ให้ก็จะได้รับกลับมาเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ อายุ หมายถึง การเจริญอิทธิบาท 4 วรรณะ หมายถึง ศีล สุขะ คือ ฌาน พละ คือ พลังจิตในการตัดอาสวะ ในคิหิสามีจิสูตรว่าด้วยปฏิปทาที่เหมาะแก่คฤหัสถ์เหมือนในข้อถวายอาหารแต่เพิ่มเติมมาในเรื่อง จีวร เสนาสนะ และเภสัช จบปุญญาภิสันทวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ในปฐมและทุติยสังวาสสูตรว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างสามีภรรยา เปรียบเทียบกับความเป็นผีและเทวดาใน 2 นัยยะ นัยยะแรกผี คือ การผิดศีลมีความตระหนี่ติเตียนสมณพราหมณ์ นัยยะที่สองความเป็นผีดูที่อกุศลธรรมบท 10 แบ่งเป็นทางกาย 3 วาจา 4 ใจ 3 ให้พิจารณาว่าทุกคนมีส่วนดีส่วนเสียที่สามารถปรับให้ดีขึ้นด้วยกันได้ ปฐม/ทุติยสมชีวีสูตรสิ่งที่ทำแล้วจะทำให้ชีวิตคู่ไปได้ดีทั้งในชาตินี้ และสมปรารถนาที่จะพบกันในชาติหน้า นั่นคือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ในสุปปวาสสูตร สุทัตตสูตร และโภชนสูตรเกี่ยวกับอานิสงส์จากการถวายอาหารแด่ผู้ปฏิบัติดี เมื่อปรารถนาให้ผู้รับมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ผู้ให้ก็จะได้รับกลับมาเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ อายุ หมายถึง การเจริญอิทธิบาท 4 วรรณะ หมายถึง ศีล สุขะ คือ ฌาน พละ คือ พลังจิตในการตัดอาสวะ ในคิหิสามีจิสูตรว่าด้วยปฏิปทาที่เหมาะแก่คฤหัสถ์เหมือนในข้อถวายอาหารแต่เพิ่มเติมมาในเรื่อง จีวร เสนาสนะ และเภสัช จบปุญญาภิสันทวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จุตกกนิบาต: โรหิตัสสวรรค ข้อที่ 47 - 50, ปุญญาภิสันทวรรค ข้อที่ 51 - 52 [6416-6t]</title>
			<itunes:title>จุตกกนิบาต: โรหิตัสสวรรค ข้อที่ 47 - 50, ปุญญาภิสันทวรรค ข้อที่ 51 - 52 [6416-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5abb6b18-c161-4a95-bd68-ad1300c516c3/media.mp3" length="26569093" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5abb6b18-c161-4a95-bd68-ad1300c516c3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d68</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d68</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8VsW5Ev04q9rdX7gjPm8Hx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d68.jpg"/>
			<description><![CDATA[วิปัลลาสสูตรว่าด้วยความวิปลาส วิปลาส คือ ความคลาดเคลื่อน เพี้ยน เข้าใจผิดใน 4 สิ่ง คือ เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และเห็นสิ่งที่ไม่งามว่างาม ในแต่ละข้อมี 3 ระดับ คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสหนักสุด ในวิสาขสูตรกล่าวถึงท่านวิสาขภิกษุผู้แสดงธรรม ให้ข้อมูลปรับทิฏฐิโน้มน้าวคนให้ปฏิบัติตามได้ นั่นคือ บทพยัญชนะถูก ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน ในสุวิทูรสูตรว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ห่างทั้งระยะทางหรือไกลกันคนละขั้วแม้ในร่างเดียว เพราะที่ไปนั้นต่างกัน อุปักกิเลสสูตรว่าด้วยสิ่งมัวหมอง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์ จบปฐมปัณณาสก์ เริ่มทุติยปัณณาสก์ในปุญญาภิสันทวรรคหมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล ในปฐม-ทุติยปุญญาภิสันตสูตรว่าด้วยห้วงบุญที่ระลึกถึงแล้วสุขใจ ต่างกันตรงที่ระลึกถึงทานทำบุญกับพระอรหันต์ กับการระลึกถึงการมีโสตาปัตติยังคะ 4<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[วิปัลลาสสูตรว่าด้วยความวิปลาส วิปลาส คือ ความคลาดเคลื่อน เพี้ยน เข้าใจผิดใน 4 สิ่ง คือ เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และเห็นสิ่งที่ไม่งามว่างาม ในแต่ละข้อมี 3 ระดับ คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสหนักสุด ในวิสาขสูตรกล่าวถึงท่านวิสาขภิกษุผู้แสดงธรรม ให้ข้อมูลปรับทิฏฐิโน้มน้าวคนให้ปฏิบัติตามได้ นั่นคือ บทพยัญชนะถูก ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน ในสุวิทูรสูตรว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน ห่างทั้งระยะทางหรือไกลกันคนละขั้วแม้ในร่างเดียว เพราะที่ไปนั้นต่างกัน อุปักกิเลสสูตรว่าด้วยสิ่งมัวหมอง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์ จบปฐมปัณณาสก์ เริ่มทุติยปัณณาสก์ในปุญญาภิสันทวรรคหมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล ในปฐม-ทุติยปุญญาภิสันตสูตรว่าด้วยห้วงบุญที่ระลึกถึงแล้วสุขใจ ต่างกันตรงที่ระลึกถึงทานทำบุญกับพระอรหันต์ กับการระลึกถึงการมีโสตาปัตติยังคะ 4<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : โรหิตัสสวรรค ข้อที่ 41 - 46 [6415-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : โรหิตัสสวรรค ข้อที่ 41 - 46 [6415-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f0af71da-2798-4cbb-bf83-ad0c00ec7462/media.mp3" length="25277434" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f0af71da-2798-4cbb-bf83-ad0c00ec7462</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d69</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/zHZELoPpBCav5I9MZTOkK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d69.jpg"/>
			<description><![CDATA[ในโรหิตัสสูตร เป็นคำถามของโรหิตัสสเทพบุตร ถึงการเดินทางอย่างไรก็ไม่ไปถึงที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบความหมายของโลกที่ไปถึงในนัยยะของอริยสัจ 4 ที่มีอยู่ในกายนี้นี่เอง โลก คือ ทุกข์ มีทั้งการเกิด การดับ และทางให้ถึงความดับแห่งโลก ในสมาธิภาวนาสูตรว่าด้วยสมาธิ 4 ประเภท คือ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ ฌานทั้ง 4, เพื่อเกิดญาณทัสสนะ คือ การกำหนดจิตให้มีแสงสว่าง, เกิดสติสัมปชัญญะ รู้แจ้งในสิ่งที่เกิด ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนดูคนเดินเข้าออก และเพื่อสิ้นอาสวะ เห็นความเสื่อมแม้ยังไม่เสื่อม ในปัญหพยากรณสูตรวิธีการตอบปัญหา 4 แบบที่แตกต่างกันตามลักษณะของผู้ถาม และในปฐม/ทุติยโกธคุรุสูตรเป็นการกล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท และคุณธัมม์ 4 อย่างที่เมื่อมีแล้วเปรียบเหมือนการหว่านพืชลงในนาที่ไม่ดี<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ในโรหิตัสสูตร เป็นคำถามของโรหิตัสสเทพบุตร ถึงการเดินทางอย่างไรก็ไม่ไปถึงที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบความหมายของโลกที่ไปถึงในนัยยะของอริยสัจ 4 ที่มีอยู่ในกายนี้นี่เอง โลก คือ ทุกข์ มีทั้งการเกิด การดับ และทางให้ถึงความดับแห่งโลก ในสมาธิภาวนาสูตรว่าด้วยสมาธิ 4 ประเภท คือ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ ฌานทั้ง 4, เพื่อเกิดญาณทัสสนะ คือ การกำหนดจิตให้มีแสงสว่าง, เกิดสติสัมปชัญญะ รู้แจ้งในสิ่งที่เกิด ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนดูคนเดินเข้าออก และเพื่อสิ้นอาสวะ เห็นความเสื่อมแม้ยังไม่เสื่อม ในปัญหพยากรณสูตรวิธีการตอบปัญหา 4 แบบที่แตกต่างกันตามลักษณะของผู้ถาม และในปฐม/ทุติยโกธคุรุสูตรเป็นการกล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท และคุณธัมม์ 4 อย่างที่เมื่อมีแล้วเปรียบเหมือนการหว่านพืชลงในนาที่ไม่ดี<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : จักกวรรค ข้อที่ 36 - 40 [6414-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : จักกวรรค ข้อที่ 36 - 40 [6414-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/7b75d951-09e6-43e7-a10e-ad0400f16bbb/media.mp3" length="26270272" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7b75d951-09e6-43e7-a10e-ad0400f16bbb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d6a</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/L9dxV+eO06ufdSMzsKPVL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6a.jpg"/>
			<description><![CDATA[อปริหานิยสูตรว่าด้วยการทำเหตุแห่งธรรมะ 4 ข้อแล้วจะได้ผล คือ ความไม่เสื่อมของสมถะวิปัสสนา 4 ข้อ คือ ศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค และประกอบความเพียรอันเป็นเครื่องตื่นอยู่เป็นประจำ จะเห็นได้ว่าสามข้อหลัง ก็คือ ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธินั่นเอง ในปฏิลีนสูตรการมีธรรมะ 4 ข้อที่สามารถทำให้เป็นพุทธะได้เลย คือ ปัจเจกสัจจะ การเห็นว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอืนเปล่าต้องลดลง การแสวงหากาม ภพ พรหมจรรย์ต้องละได้ กายสังขารระงับ และการหลีกเร้น ในโทณสูตรว่าด้วยความเลื่อมใสของโทณพราหมณ์ ผู้ที่จะมาเป็นผู้แบ่งพระธาตุ และในสองพระสูตรสุดท้ายเกี่ยวกับการบูชายัญในความหมายของพุทธะ จบจักกวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อปริหานิยสูตรว่าด้วยการทำเหตุแห่งธรรมะ 4 ข้อแล้วจะได้ผล คือ ความไม่เสื่อมของสมถะวิปัสสนา 4 ข้อ คือ ศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค และประกอบความเพียรอันเป็นเครื่องตื่นอยู่เป็นประจำ จะเห็นได้ว่าสามข้อหลัง ก็คือ ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธินั่นเอง ในปฏิลีนสูตรการมีธรรมะ 4 ข้อที่สามารถทำให้เป็นพุทธะได้เลย คือ ปัจเจกสัจจะ การเห็นว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอืนเปล่าต้องลดลง การแสวงหากาม ภพ พรหมจรรย์ต้องละได้ กายสังขารระงับ และการหลีกเร้น ในโทณสูตรว่าด้วยความเลื่อมใสของโทณพราหมณ์ ผู้ที่จะมาเป็นผู้แบ่งพระธาตุ และในสองพระสูตรสุดท้ายเกี่ยวกับการบูชายัญในความหมายของพุทธะ จบจักกวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : จักกวรรค ข้อที่ 31 - 35 [6413-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : จักกวรรค ข้อที่ 31 - 35 [6413-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/aee32e72-39c1-4d25-8e08-acfe00d1d11a/media.mp3" length="28217052" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">aee32e72-39c1-4d25-8e08-acfe00d1d11a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d6b</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/f8j1TGjQyzgkbEaOqvJZY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6b.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มจักกวรรค ในจักกสูตร คือ การทำวนไปในธรรม 4 ข้อนี้แล้ว จะร่ำรวยถึงความเป็นใหญ่ นั่นคือ การอยู่ในพื้นที่ดี การคบคนดี การตั้งตนในธรรม และเป็นผู้ที่ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว ในสังคหสูตรก็คือ สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน เกื้อหนุนกัน เป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่ใช่ยึดถือ คนที่มี 4 ข้อนี้ จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามา คือ การให้ ปิยวาจา ประพฤติประโยชน์ การวางตนเสมอกัน คือ ร่วมทุกข์ร่วมสุข สีหสูตรเปรียบลีลาของราชสีห์กับการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสักกายะ หรืออริยสัจ 4 การบันลือสีหนาทนี้ ทำให้เทวดาสะดุ้งสลดสังเวชใจ ในอัคคัปปสาทสูตรกล่าวถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ย่อมให้วิบากที่เลิศ และในวัสสการสูตรจะเห็นถึงความแตกต่างคำจัดความของมหาบุรุษระหว่างวัสสการพราหมณ์และพระพุทธเจ้า ที่เมื่อได้ฟังแล้ววัสสการพราหมณ์ต้องยอมจำนน<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มจักกวรรค ในจักกสูตร คือ การทำวนไปในธรรม 4 ข้อนี้แล้ว จะร่ำรวยถึงความเป็นใหญ่ นั่นคือ การอยู่ในพื้นที่ดี การคบคนดี การตั้งตนในธรรม และเป็นผู้ที่ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว ในสังคหสูตรก็คือ สังคหวัตถุ 4 คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน เกื้อหนุนกัน เป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่ใช่ยึดถือ คนที่มี 4 ข้อนี้ จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามา คือ การให้ ปิยวาจา ประพฤติประโยชน์ การวางตนเสมอกัน คือ ร่วมทุกข์ร่วมสุข สีหสูตรเปรียบลีลาของราชสีห์กับการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสักกายะ หรืออริยสัจ 4 การบันลือสีหนาทนี้ ทำให้เทวดาสะดุ้งสลดสังเวชใจ ในอัคคัปปสาทสูตรกล่าวถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ย่อมให้วิบากที่เลิศ และในวัสสการสูตรจะเห็นถึงความแตกต่างคำจัดความของมหาบุรุษระหว่างวัสสการพราหมณ์และพระพุทธเจ้า ที่เมื่อได้ฟังแล้ววัสสการพราหมณ์ต้องยอมจำนน<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : อุรุเวลวรรค ข้อที่ 26 - 30 [6412-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : อุรุเวลวรรค ข้อที่ 26 - 30 [6412-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/e155dda4-c52b-45e5-8ef5-acf700c77154/media.mp3" length="27960855" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e155dda4-c52b-45e5-8ef5-acf700c77154</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d6c</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8C+CD3oZ0j4J3PBOYJdvTs]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6c.jpg"/>
			<description><![CDATA[กุหสูตรเกี่ยวกับภิกษุที่มีคุณสมบัติ 4 อย่างเหล่านี้นับว่าห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเจริญงอกงาม คือ ชอบหลอกลวง กระด้าง ประจบ ชอบวางท่าอวดดี มีจิตไม่ตั้งมั่น ในสันตุฏฐิสูตรว่าด้วยความสันโดษในปัจจัย 4 คือ มีค่าน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ เมื่อทำประจำนับว่าเป็นธุดงควัตร สามารถไปไหนก็ได้เหมือนนกมีปีก ความเป็นอยู่แบบนี้สบายเหมาะแก่ความเป็นสมณะ สันโดษ คือ พอใจตามมีตามได้แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ สันโดษป้องกันจิตไม่ให้ติดกับดักของความอยาก ให้ตั้งไว้ในอิทธิบาท 4 สามารถมีเป้าหมายได้ ส่วนมักน้อยหมายความว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรามีดีอะไร ในอริยวังสสูตรเอาปัจจัย 4 เป็นตัวแปรแล้วกล่าวสรรเสริญ ไม่แสวงหาด้วยเหตุอันไม่ควร ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุความสันโดษนั้น ในธัมปทสูตรว่าด้วยธรรม 4 ข้อที่ทำให้เป็นอริยวงศ์ คือ ความไม่เพ่งเล็ง ไม่พยาบาท มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ซึ่งก็มาจากข้อภาวนานั่นเองเป็นเรื่องของทางใจ และในปริพพาชกสูตรเมื่อมีคุณสมบัติความเป็นอริยวงศ์นั้นจะไม่มีใครคัดค้านได้ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้าง จบอุรุเวลวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[กุหสูตรเกี่ยวกับภิกษุที่มีคุณสมบัติ 4 อย่างเหล่านี้นับว่าห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเจริญงอกงาม คือ ชอบหลอกลวง กระด้าง ประจบ ชอบวางท่าอวดดี มีจิตไม่ตั้งมั่น ในสันตุฏฐิสูตรว่าด้วยความสันโดษในปัจจัย 4 คือ มีค่าน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ เมื่อทำประจำนับว่าเป็นธุดงควัตร สามารถไปไหนก็ได้เหมือนนกมีปีก ความเป็นอยู่แบบนี้สบายเหมาะแก่ความเป็นสมณะ สันโดษ คือ พอใจตามมีตามได้แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ สันโดษป้องกันจิตไม่ให้ติดกับดักของความอยาก ให้ตั้งไว้ในอิทธิบาท 4 สามารถมีเป้าหมายได้ ส่วนมักน้อยหมายความว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรามีดีอะไร ในอริยวังสสูตรเอาปัจจัย 4 เป็นตัวแปรแล้วกล่าวสรรเสริญ ไม่แสวงหาด้วยเหตุอันไม่ควร ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุความสันโดษนั้น ในธัมปทสูตรว่าด้วยธรรม 4 ข้อที่ทำให้เป็นอริยวงศ์ คือ ความไม่เพ่งเล็ง ไม่พยาบาท มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ซึ่งก็มาจากข้อภาวนานั่นเองเป็นเรื่องของทางใจ และในปริพพาชกสูตรเมื่อมีคุณสมบัติความเป็นอริยวงศ์นั้นจะไม่มีใครคัดค้านได้ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้าง จบอุรุเวลวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : อุรุเวลวรรค ข้อที่ 21 - 25 [6411-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : อุรุเวลวรรค ข้อที่ 21 - 25 [6411-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/02b8578e-f1c8-4a1e-bb83-aced00eec8ee/media.mp3" length="27424907" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">02b8578e-f1c8-4a1e-bb83-aced00eec8ee</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d6d</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl908sWZI5Rz3QziLcQxWfKV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จตุกกนิบาตเริ่มอุรุเวลวรรคข้อที่ 21 - 25 ในปฐมอุรุเวลสูตรเป็นการรำพึงของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ว่า ควรเคารพยำเกรงในสมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใดหรือไม่ เพราะผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงสิ่งใดย่อมเป็นทุกข์&nbsp;เมื่อใคร่ครวญแล้ว ไม่พบว่าสมณะใดมีความบริบูรณ์เท่า จึงดำริที่จะเคารพในธรรมที่ตรัสรู้ และเคารพในสงฆ์ที่มีคุณอันใหญ่ด้วย ท้าวสหมบดีพรหมที่คนยกย่องว่าเป็นผู้สร้างก็ยังเคารพธรรมนั้น </p><br><p>ในข้อนี้จะเห็นว่า การเอาเป็นที่เคารพนั้นมีความต่างกับการยึดติดยึดถือ เพราะถ้ายึดถือ ทุกข์จะอยู่ตรงนั้น ทำให้เสียหลักได้ ในทุติยอุรุเวลสูตรพระพุทธเจ้าตอบพราหมณ์ว่า อย่างไรจึงเรียกว่าเถระ เถระไม่ได้ดูจากอายุเท่านั้น ธรรมที่ทำให้ชื่อว่าเถระมาจาก การมีศีล เป็นพหูสูตร ได้ฌานทั้ง 4 และเป็นอรหันต์ </p><br><p>ตรงนี้ทำให้พุทธองค์เห็นว่า ธรรมนี้ยากที่สัตว์โลกจะรู้ตาม จึงขวนขวายน้อย ท้าวสหมบดีพรหมจึงมากล่าวอาราธนาให้แสดงธรรม ในโลกสูตร 4 นัยยะแห่งการเรียกว่า "ตถาคต" คือ 1) รอบรู้เรื่องโลก ในนัยยะของอริยสัจ 4&nbsp;2) คำสอนตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพานล้วนลงกัน 3) กล่าวอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรกล่าวอย่างนั้น 4) เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้ในโลก </p><br><p>ในกาฬการมสูตรความเป็นผู้คงที่ของพระพุทธเจ้านั้นปราณีตมาก ความไม่สำคัญไปใน 4 สถานะเท่ากับไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามสิ่งที่รู้ คือ สักแต่ว่ารู้ จึงเหนือโลก และในพรหมจริยสูตรจะเห็นถึงคำสอนนี้เป็นไปเพื่อสำรวมระวัง เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ หรือลวงคน สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งนี้มีในเรา สิ่งนี้ไม่มีในเราได้ เป็นความมั่นใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จตุกกนิบาตเริ่มอุรุเวลวรรคข้อที่ 21 - 25 ในปฐมอุรุเวลสูตรเป็นการรำพึงของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ว่า ควรเคารพยำเกรงในสมณะ หรือพราหมณ์เหล่าใดหรือไม่ เพราะผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงสิ่งใดย่อมเป็นทุกข์&nbsp;เมื่อใคร่ครวญแล้ว ไม่พบว่าสมณะใดมีความบริบูรณ์เท่า จึงดำริที่จะเคารพในธรรมที่ตรัสรู้ และเคารพในสงฆ์ที่มีคุณอันใหญ่ด้วย ท้าวสหมบดีพรหมที่คนยกย่องว่าเป็นผู้สร้างก็ยังเคารพธรรมนั้น </p><br><p>ในข้อนี้จะเห็นว่า การเอาเป็นที่เคารพนั้นมีความต่างกับการยึดติดยึดถือ เพราะถ้ายึดถือ ทุกข์จะอยู่ตรงนั้น ทำให้เสียหลักได้ ในทุติยอุรุเวลสูตรพระพุทธเจ้าตอบพราหมณ์ว่า อย่างไรจึงเรียกว่าเถระ เถระไม่ได้ดูจากอายุเท่านั้น ธรรมที่ทำให้ชื่อว่าเถระมาจาก การมีศีล เป็นพหูสูตร ได้ฌานทั้ง 4 และเป็นอรหันต์ </p><br><p>ตรงนี้ทำให้พุทธองค์เห็นว่า ธรรมนี้ยากที่สัตว์โลกจะรู้ตาม จึงขวนขวายน้อย ท้าวสหมบดีพรหมจึงมากล่าวอาราธนาให้แสดงธรรม ในโลกสูตร 4 นัยยะแห่งการเรียกว่า "ตถาคต" คือ 1) รอบรู้เรื่องโลก ในนัยยะของอริยสัจ 4&nbsp;2) คำสอนตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพานล้วนลงกัน 3) กล่าวอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรกล่าวอย่างนั้น 4) เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้ในโลก </p><br><p>ในกาฬการมสูตรความเป็นผู้คงที่ของพระพุทธเจ้านั้นปราณีตมาก ความไม่สำคัญไปใน 4 สถานะเท่ากับไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามสิ่งที่รู้ คือ สักแต่ว่ารู้ จึงเหนือโลก และในพรหมจริยสูตรจะเห็นถึงคำสอนนี้เป็นไปเพื่อสำรวมระวัง เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ หรือลวงคน สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งนี้มีในเรา สิ่งนี้ไม่มีในเราได้ เป็นความมั่นใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : จรวรรค ข้อที่ 15 - 20 (6410-6t)</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : จรวรรค ข้อที่ 15 - 20 (6410-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9d656fc5-6d5a-467e-9db2-ace900d1561b/media.mp3" length="26847524" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9d656fc5-6d5a-467e-9db2-ace900d1561b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/3Vcpw/+Qsn7s1co4j6MUX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6e.jpg"/>
			<description><![CDATA[ปัญญัตติสูตรเป็นการบัญญัติ 4 สิ่งที่มีความเป็นเลิศในส่วนของตน นั่นคือ พระราหูผู้มีอัตภาพใหญ่สุดในบรรดาสัตว์ พระเจ้ามันธาตุเลิศที่สุดในผู้เสพกาม เพราะสามารถเสพกามที่เป็นทั้งของมนุษย์ และสวรรค์ ทั้งยังไม่มีความอิ่มในกามนั้น มารบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ครองโลก เพราะควบคุมผู้อื่นไว้ด้วยกาม และพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในโลก เพราะอยู่เหนือกิเลสได้ ในโสขุมมสูตรกล่าวถึงความละเอียดประณีต ความเชี่ยวชาญในญาณแต่ละขั้น ไล่ไปตั้งแต่รูปภพที่มีกาม อรูปภพที่มีเวทนา และสัญญา และที่ยิ่งขึ้นไปอีก คือแม้แต่สัญญาเวทนาก็ดับไป ยังคงมีแต่สังขาร นั่นคือ สมาธิขั้นสูงสุดนั่นเอง เราจะสามารถพัฒนาให้มีญาณที่ละเอียดลงไปได้ก็ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลายความดับไปของสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ถ้าเห็นโทษก็จะข้ามพ้นไปได้ ความละเอียดก็จะมากขึ้น  ในปฐม / ทุติย / ตติยอคติสูตร และภัตตุทเทสกสูตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับอคติ 4 ความลำเอียงไม่ว่าด้วย เพราะอะไรย่อมไม่ดี ความดีมันดี ฉันจึงทำดี จึงจะดี ถ้าละอคติ 4 ได้ก็ได้เป็นพระอรหันต์ จบจรวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ปัญญัตติสูตรเป็นการบัญญัติ 4 สิ่งที่มีความเป็นเลิศในส่วนของตน นั่นคือ พระราหูผู้มีอัตภาพใหญ่สุดในบรรดาสัตว์ พระเจ้ามันธาตุเลิศที่สุดในผู้เสพกาม เพราะสามารถเสพกามที่เป็นทั้งของมนุษย์ และสวรรค์ ทั้งยังไม่มีความอิ่มในกามนั้น มารบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ครองโลก เพราะควบคุมผู้อื่นไว้ด้วยกาม และพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในโลก เพราะอยู่เหนือกิเลสได้ ในโสขุมมสูตรกล่าวถึงความละเอียดประณีต ความเชี่ยวชาญในญาณแต่ละขั้น ไล่ไปตั้งแต่รูปภพที่มีกาม อรูปภพที่มีเวทนา และสัญญา และที่ยิ่งขึ้นไปอีก คือแม้แต่สัญญาเวทนาก็ดับไป ยังคงมีแต่สังขาร นั่นคือ สมาธิขั้นสูงสุดนั่นเอง เราจะสามารถพัฒนาให้มีญาณที่ละเอียดลงไปได้ก็ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลายความดับไปของสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ถ้าเห็นโทษก็จะข้ามพ้นไปได้ ความละเอียดก็จะมากขึ้น  ในปฐม / ทุติย / ตติยอคติสูตร และภัตตุทเทสกสูตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับอคติ 4 ความลำเอียงไม่ว่าด้วย เพราะอะไรย่อมไม่ดี ความดีมันดี ฉันจึงทำดี จึงจะดี ถ้าละอคติ 4 ได้ก็ได้เป็นพระอรหันต์ จบจรวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : จรวรรค ข้อที่ 11 - 14 (6409-6t)</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : จรวรรค ข้อที่ 11 - 14 (6409-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/052ab6e6-adc8-4c03-a7a7-ace2010b66ca/media.mp3" length="26784829" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">052ab6e6-adc8-4c03-a7a7-ace2010b66ca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d6f</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d6f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9CbtgLmykfcAI433Df9eHv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d6f.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มจรวรรค ในจรสูตร กล่าวถึง การอยู่ในอิริยาบถเดินยืนนั่งนอนแล้ว พยายามละความคิดในทางกามทางพยาบาท และเบียดเบียนออก แม้จะยังละไม่ได้ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรไม่เกียจคร้าน เพราะฉะนั้นไม่ควรมีข้ออ้างในการทำความเพียร อยู่ในอิริยาบถใดที่ไหนก็สามารถทำได้ ในสีลสูตรว่าด้วยเรื่องของศีลสมบรูณ์ ตั้งแต่ศีล 5 จนถึงปาติโมกข์ ธรรมะทุกข้อมีศีลเป็นที่ตั้ง เมื่อศีลสมบรูณ์สิ่งที่ควรทำยิ่งขึ้น คือ การกำจัดนิวรณ์ เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิให้ได้ในทั้ง 4 อิริยาบท ดังนั้นในการงานก็เป็นวิหารธรรมให้จิตเป็นสมาธิได้ ไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบเท่านั้น ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ฝึกได้ ในปธานสูตร สัมมัปปธาน คือ ความกล้า ความเพียรที่ทำจริงแน่วแน่จริง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ส่วนที่เป็นกุศล ถ้ายังไม่มีควรทำให้มี ที่มีอยู่แล้วให้ทำให้เจริญ และฝ่ายอกุศลที่มีอยู่เดิมให้ละ ที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา และในสังวรสูตรแบ่งเหมือนในปธานสูตร สังวรปธาน คือ การสำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลใหม่เข้ามา ปหานปธาน คือ เพียรด้วยการละ ภาวนาปธาน คือ การพัฒนาโพชฌงค์ 7 และอนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษาสมาธินิมิตในการเห็นอสุภสัญญา เห็นอสุภแล้วยังรักษาสมาธิได้ นั่นคือรักษาได้ <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มจรวรรค ในจรสูตร กล่าวถึง การอยู่ในอิริยาบถเดินยืนนั่งนอนแล้ว พยายามละความคิดในทางกามทางพยาบาท และเบียดเบียนออก แม้จะยังละไม่ได้ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรไม่เกียจคร้าน เพราะฉะนั้นไม่ควรมีข้ออ้างในการทำความเพียร อยู่ในอิริยาบถใดที่ไหนก็สามารถทำได้ ในสีลสูตรว่าด้วยเรื่องของศีลสมบรูณ์ ตั้งแต่ศีล 5 จนถึงปาติโมกข์ ธรรมะทุกข้อมีศีลเป็นที่ตั้ง เมื่อศีลสมบรูณ์สิ่งที่ควรทำยิ่งขึ้น คือ การกำจัดนิวรณ์ เพื่อทำจิตให้เป็นสมาธิให้ได้ในทั้ง 4 อิริยาบท ดังนั้นในการงานก็เป็นวิหารธรรมให้จิตเป็นสมาธิได้ ไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบเท่านั้น ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ ฝึกได้ ในปธานสูตร สัมมัปปธาน คือ ความกล้า ความเพียรที่ทำจริงแน่วแน่จริง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ส่วนที่เป็นกุศล ถ้ายังไม่มีควรทำให้มี ที่มีอยู่แล้วให้ทำให้เจริญ และฝ่ายอกุศลที่มีอยู่เดิมให้ละ ที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา และในสังวรสูตรแบ่งเหมือนในปธานสูตร สังวรปธาน คือ การสำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลใหม่เข้ามา ปหานปธาน คือ เพียรด้วยการละ ภาวนาปธาน คือ การพัฒนาโพชฌงค์ 7 และอนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษาสมาธินิมิตในการเห็นอสุภสัญญา เห็นอสุภแล้วยังรักษาสมาธิได้ นั่นคือรักษาได้ <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต: ภัณฑคามวรรค ข้อที่ 5 - 10 [6408-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต: ภัณฑคามวรรค ข้อที่ 5 - 10 [6408-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a783fd76-fb5b-48d7-92d0-acd300d3544f/media.mp3" length="27177040" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a783fd76-fb5b-48d7-92d0-acd300d3544f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d70</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d70</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8QR/9v8cLBLti3MvMA+gLX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d70.jpg"/>
			<description><![CDATA[จตุกกนิบาต ในอนุโสตสูตร กล่าวถึงการไปตามกระแสของตัณหาหรือไม่ของบุคคล 4 ประเภท คือ 1. ผู้ไปตามกระแส คือ ไปตามกามจนถึงทำบาปกรรม 2. ผู้ทวนกระแส คือ บวชแล้ว และใช้ความพยายามอย่างมาก ในการหลีกออกจากกาม ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล 3. ผู้มีภาวะตั้งมั่น หมายถึงอนาคามี 4. ผู้ข้ามพ้นฝั่ง คือ อรหันต์ ในอัปปัสสุตสูตรเอาคำว่ามีสุตะมากหรือน้อยกับการเข้าถึงหรือไม่เข้าถึงสุตะ ต่อให้คุณมีสุตะน้อย แต่ถ้ามีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือ การเข้าถึงสุตะที่แท้จริง ปริยัติปฏิบัติปฏิเวธสามารถพัฒนาให้มีเพิ่มคู่กันไปได้ ในโสภณสูตรพูดถึงบริษัท 4 แต่ละประเภทที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำหมู่ให้งามได้เมื่อมีคุณธรรม 5 ข้อนี้ ในเวสารัชชสูตร คือ ญาณอันเป็นเหตุให้แกล้วกล้าของพระพุทธเจ้า คือ ความมั่นใจว่าศัตรูหมดไปแล้วจริง ๆ  ญาณเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้ เพราะเมื่อมีแล้วจะไม่มีความประหม่าเกรงกลัวใด ๆ ในตัณหุปปาทสูตร คือ ความทะยานอยากในปัจจัย 4  และในโยคสูตร คือ กิเลสที่ผูกมัดไว้ในภพทั้ง 4 การพรากจากโยคะจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 จบภัณฑคามวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[จตุกกนิบาต ในอนุโสตสูตร กล่าวถึงการไปตามกระแสของตัณหาหรือไม่ของบุคคล 4 ประเภท คือ 1. ผู้ไปตามกระแส คือ ไปตามกามจนถึงทำบาปกรรม 2. ผู้ทวนกระแส คือ บวชแล้ว และใช้ความพยายามอย่างมาก ในการหลีกออกจากกาม ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล 3. ผู้มีภาวะตั้งมั่น หมายถึงอนาคามี 4. ผู้ข้ามพ้นฝั่ง คือ อรหันต์ ในอัปปัสสุตสูตรเอาคำว่ามีสุตะมากหรือน้อยกับการเข้าถึงหรือไม่เข้าถึงสุตะ ต่อให้คุณมีสุตะน้อย แต่ถ้ามีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นคือ การเข้าถึงสุตะที่แท้จริง ปริยัติปฏิบัติปฏิเวธสามารถพัฒนาให้มีเพิ่มคู่กันไปได้ ในโสภณสูตรพูดถึงบริษัท 4 แต่ละประเภทที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำหมู่ให้งามได้เมื่อมีคุณธรรม 5 ข้อนี้ ในเวสารัชชสูตร คือ ญาณอันเป็นเหตุให้แกล้วกล้าของพระพุทธเจ้า คือ ความมั่นใจว่าศัตรูหมดไปแล้วจริง ๆ  ญาณเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้ เพราะเมื่อมีแล้วจะไม่มีความประหม่าเกรงกลัวใด ๆ ในตัณหุปปาทสูตร คือ ความทะยานอยากในปัจจัย 4  และในโยคสูตร คือ กิเลสที่ผูกมัดไว้ในภพทั้ง 4 การพรากจากโยคะจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 จบภัณฑคามวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จตุกกนิบาต : ภัณฑคามวรรค ข้อที่ 1 - 4 [6407-6t]</title>
			<itunes:title>จตุกกนิบาต : ภัณฑคามวรรค ข้อที่ 1 - 4 [6407-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d3b977c6-5e5f-44d2-bf14-acd300cf2375/media.mp3" length="27418565" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d3b977c6-5e5f-44d2-bf14-acd300cf2375</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d71</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d71</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+/PoEWwVzt8ZCY7SyLpWfU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d71.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มสุตตันตปิฏกที่ 13 อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่าด้วยธรรม 4 ประการ เปรียบเทียบฝั่งดีและไม่ดี ในอนุพุทธสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าและอนุพุทธะ เพราะการไม่รู้ซึ่งศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต จึงทำให้ต้องเร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป จะไม่เกิดก็ด้วยการรู้ธรรมทั้ง 4 นี้ ในปปติตสูตร ผู้ที่ตกหล่นจากธรรมวินัย ก็คือ ผู้ที่ออกนอกอริยมรรคและวิมุต วิมุตในที่นี้หมายถึงผลนั่นเอง การดับทุกข์ได้เป็นข้อ ๆ เพราะความสมบรูณ์ในข้อนั้น ๆ แล้วค่อยพัฒนาไปตามลำดับ จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไปในแต่ละข้อ ในปฐมขตสูตรและทุติยขตสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตนถูกกำจัด หัวข้อมีความเหมือนกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ในปฐมขตสูตร คือ การไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรอง ไม่เลื่อมใส หรือเลื่อมใสในบุคคลให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญ ผู้รู้ติเตียน ส่วนในทุติยขตสูตรเหตุที่จะทำให้ตนถูกกำจัด คือ การปฏิบัติผิดในมารดา บิดา ตถาคต และสาวกของตถาคต<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มสุตตันตปิฏกที่ 13 อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต ว่าด้วยธรรม 4 ประการ เปรียบเทียบฝั่งดีและไม่ดี ในอนุพุทธสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าและอนุพุทธะ เพราะการไม่รู้ซึ่งศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต จึงทำให้ต้องเร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป จะไม่เกิดก็ด้วยการรู้ธรรมทั้ง 4 นี้ ในปปติตสูตร ผู้ที่ตกหล่นจากธรรมวินัย ก็คือ ผู้ที่ออกนอกอริยมรรคและวิมุต วิมุตในที่นี้หมายถึงผลนั่นเอง การดับทุกข์ได้เป็นข้อ ๆ เพราะความสมบรูณ์ในข้อนั้น ๆ แล้วค่อยพัฒนาไปตามลำดับ จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไปในแต่ละข้อ ในปฐมขตสูตรและทุติยขตสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตนถูกกำจัด หัวข้อมีความเหมือนกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ในปฐมขตสูตร คือ การไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรอง ไม่เลื่อมใส หรือเลื่อมใสในบุคคลให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญ ผู้รู้ติเตียน ส่วนในทุติยขตสูตรเหตุที่จะทำให้ตนถูกกำจัด คือ การปฏิบัติผิดในมารดา บิดา ตถาคต และสาวกของตถาคต<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต : กัมมปถเปยยาล และราคเปยยาล (ข้อที่ 164 - 184) (6406-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต : กัมมปถเปยยาล และราคเปยยาล (ข้อที่ 164 - 184) (6406-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/cdf8f460-0f80-4a6b-a858-accd00a1f9ea/media.mp3" length="27322523" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">cdf8f460-0f80-4a6b-a858-accd00a1f9ea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d72</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9KHSilA2kcWiLoNuNqHLeI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d72.jpg"/>
			<description><![CDATA[สองวรรคสุดท้ายในติกนิบาต กัมมปถเปยยาลวรรค ว่าด้วยธรรมะ 3 ประการที่มีหลายนัยยะ 10 คู่ 20 ข้อที่เป็นคู่ตรงข้ามกันของฝั่งที่จะถูกนำไปประดิษฐานในสวรรค์ และฝั่งที่จะถูกฝังในนรก โดยดูจาก ลงมือกระทำเอง ชักชวนให้ทำ และพอใจในการกระทำนั้น ๆ แบ่งเป็นทางกาย 3 วาจา 4 ใจ 3 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แค่คิดก็ยังไปนรกได้ ดังนั้นไม่ว่าจะในระดับไหนคุณย่อมได้รับผลด้วย โทษในสังสารวัฏนี้มี ให้ระวัง และสุดท้ายในราคเปยยาล ธรรม 3 ประการที่เมื่อเจริญแล้วจะรู้ยิ่งซึ่งราคะ รู้แล้วละได้ ให้มีความฉลาดในจิตตน… ติกนิบาต จบบริบรูณ์<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[สองวรรคสุดท้ายในติกนิบาต กัมมปถเปยยาลวรรค ว่าด้วยธรรมะ 3 ประการที่มีหลายนัยยะ 10 คู่ 20 ข้อที่เป็นคู่ตรงข้ามกันของฝั่งที่จะถูกนำไปประดิษฐานในสวรรค์ และฝั่งที่จะถูกฝังในนรก โดยดูจาก ลงมือกระทำเอง ชักชวนให้ทำ และพอใจในการกระทำนั้น ๆ แบ่งเป็นทางกาย 3 วาจา 4 ใจ 3 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แค่คิดก็ยังไปนรกได้ ดังนั้นไม่ว่าจะในระดับไหนคุณย่อมได้รับผลด้วย โทษในสังสารวัฏนี้มี ให้ระวัง และสุดท้ายในราคเปยยาล ธรรม 3 ประการที่เมื่อเจริญแล้วจะรู้ยิ่งซึ่งราคะ รู้แล้วละได้ ให้มีความฉลาดในจิตตน… ติกนิบาต จบบริบรูณ์<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต : มังคลวรรค และอเจลกวรรค (6405-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต : มังคลวรรค และอเจลกวรรค (6405-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d6011504-b96b-4c4e-ad03-acc600eb75a6/media.mp3" length="27725021" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d6011504-b96b-4c4e-ad03-acc600eb75a6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d73</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+tzfcqawu0QjPNwg/lR9gU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d73.jpg"/>
			<description><![CDATA[มาใน 2 วรรค วรรคแรก คือ มังคลวรรค เป็นการกล่าวถึงการจะถูกฝังในนรก หรือการจะถูกนำไปประดิษฐานบนสวรรค์ หรือการทำตนให้ถูกทำลาย หรือไม่ถูกทำลาย โดยพิจารณาผ่านกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่แบ่งเป็นกุศลอกุศล ไม่มีโทษมีโทษ สม่ำเสมอไม่สม่ำเสมอ สะอาดไม่สะอาด ในปุพพัณหสูตรฤกษ์ดีของพระพุทธเจ้า คือ เมื่อทำดีทางกายวาจาใจ ในอเจลกวรรค คือ การนำเอาหัวข้อใหญ่ทั้ง 7 ของโพธิปักขิยธรรม 37 ใส่ไว้ในปฏิปทาอย่างกลาง ปฏิปทาอย่างกลางก็คือ มัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง เป็นทางเลือกใหม่ที่ไม่ตันไปต่อได้เรื่อย ๆ มีจุดหมาย และตัวมันเอง สามารถทำความสะอาดตัวเองไปได้เรื่อย ๆ มีที่สุด ในขณะที่ปฏิปทาแบบหยาบ คือ มัวเมากาม หรือปฏิปทาแบบเหี้ยมหาญ คือ การทำทุกรกิริยานั้นจะวนไปเรื่อยไม่มีจุดหมายไม่มีที่จบ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[มาใน 2 วรรค วรรคแรก คือ มังคลวรรค เป็นการกล่าวถึงการจะถูกฝังในนรก หรือการจะถูกนำไปประดิษฐานบนสวรรค์ หรือการทำตนให้ถูกทำลาย หรือไม่ถูกทำลาย โดยพิจารณาผ่านกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่แบ่งเป็นกุศลอกุศล ไม่มีโทษมีโทษ สม่ำเสมอไม่สม่ำเสมอ สะอาดไม่สะอาด ในปุพพัณหสูตรฤกษ์ดีของพระพุทธเจ้า คือ เมื่อทำดีทางกายวาจาใจ ในอเจลกวรรค คือ การนำเอาหัวข้อใหญ่ทั้ง 7 ของโพธิปักขิยธรรม 37 ใส่ไว้ในปฏิปทาอย่างกลาง ปฏิปทาอย่างกลางก็คือ มัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง เป็นทางเลือกใหม่ที่ไม่ตันไปต่อได้เรื่อย ๆ มีจุดหมาย และตัวมันเอง สามารถทำความสะอาดตัวเองไปได้เรื่อย ๆ มีที่สุด ในขณะที่ปฏิปทาแบบหยาบ คือ มัวเมากาม หรือปฏิปทาแบบเหี้ยมหาญ คือ การทำทุกรกิริยานั้นจะวนไปเรื่อยไม่มีจุดหมายไม่มีที่จบ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต : โยธาชีววรรค มมร: ข้อที่ 580 - 585 (มจร: 141 - 146) (6404-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต : โยธาชีววรรค มมร: ข้อที่ 580 - 585 (มจร: 141 - 146) (6404-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/831a341f-fa2d-4a44-9f4c-acbf00d33385/media.mp3" length="26517070" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">831a341f-fa2d-4a44-9f4c-acbf00d33385</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d74</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+v32we0Jlw4VLXr2umlFlH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d74.jpg"/>
			<description><![CDATA[ในอัสสสูตรที่ 1 - 3 เปรียบเทียบกำลัง ความสมบูรณ์ด้วยสี และความสูงใหญ่ของม้าแกลบ ม้าดี ม้าอาชาไนยกับคุณสมบัติของอริยบุคคลชั้นโสดาบัน อนาคามี และอรหันต์ คือ เชาว์ การตอบปัญหา และลาภสักการะ ที่น่าสนใจ คือ เราควรให้ความสำคัญคุณสมบัติข้อแรก เพราะนั่นคือกำลังพื้นฐานของศีล ศรัทธาที่จะพัฒนาให้มีอีกสองข้อตามมา อย่าตัดสินจากภายนอก ในโมรนิวาปสูตรที่ 1 พูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา ของอเสขะบุคคล การพัฒนาจากโสดาบันขึ้นมา จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไป โสดาบันจะเจอเรื่องศรัทธา และศีล อนาคามีจะเจอเรื่องนิวรณ์ทดสอบสมาธิ ผัสสะอินทรีย์ทดสอบสติ อรหันต์จะเจอทุกแบบทดสอบ ทั้งนี้สมาธิปัญญาก็จะเจริญเกี่ยวเนื่องโยงกันมาตามลำดับ ในโมรนิวาปสูตรที่ 2 จะกล่าวถึงขันธ์ทั้งสามที่ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งก็สามารถเชื่อมโยงกลับไปที่คุณสมบัติของม้าที่ขาดไปได้เช่นกัน และในโมรนิวาปสูตรที่ 3 คุณสมบัติของอรหันต์ที่ยืนพื้นมาจากมรรค 8 แล้วเติมสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติเข้าไป<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ในอัสสสูตรที่ 1 - 3 เปรียบเทียบกำลัง ความสมบูรณ์ด้วยสี และความสูงใหญ่ของม้าแกลบ ม้าดี ม้าอาชาไนยกับคุณสมบัติของอริยบุคคลชั้นโสดาบัน อนาคามี และอรหันต์ คือ เชาว์ การตอบปัญหา และลาภสักการะ ที่น่าสนใจ คือ เราควรให้ความสำคัญคุณสมบัติข้อแรก เพราะนั่นคือกำลังพื้นฐานของศีล ศรัทธาที่จะพัฒนาให้มีอีกสองข้อตามมา อย่าตัดสินจากภายนอก ในโมรนิวาปสูตรที่ 1 พูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา ของอเสขะบุคคล การพัฒนาจากโสดาบันขึ้นมา จะเจอแบบทดสอบที่ต่างกันไป โสดาบันจะเจอเรื่องศรัทธา และศีล อนาคามีจะเจอเรื่องนิวรณ์ทดสอบสมาธิ ผัสสะอินทรีย์ทดสอบสติ อรหันต์จะเจอทุกแบบทดสอบ ทั้งนี้สมาธิปัญญาก็จะเจริญเกี่ยวเนื่องโยงกันมาตามลำดับ ในโมรนิวาปสูตรที่ 2 จะกล่าวถึงขันธ์ทั้งสามที่ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งก็สามารถเชื่อมโยงกลับไปที่คุณสมบัติของม้าที่ขาดไปได้เช่นกัน และในโมรนิวาปสูตรที่ 3 คุณสมบัติของอรหันต์ที่ยืนพื้นมาจากมรรค 8 แล้วเติมสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติเข้าไป<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต : โยธาชีววรรค มมร: ข้อที่ 573 - 579 (มจร: 134 - 140) (6403-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต : โยธาชีววรรค มมร: ข้อที่ 573 - 579 (มจร: 134 - 140) (6403-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b07e48d0-b137-4b1b-87ba-acb100d418bd/media.mp3" length="26093193" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b07e48d0-b137-4b1b-87ba-acb100d418bd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d75</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8zXgAKxYhdZaW1WEpQUJnx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d75.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เริ่มโยธาชีววรรค โยธสูตร นำคุณสมบัติของนักรบมาเปรียบกับการรบกับกิเลสของภิกษุที่ถ้ามีองค์ 3 ข้อนี้ ก็จะมีคุณสมบัติของสังฆคุณ 4 ข้อหลัง องค์ 3 อย่าง คือ ยิงได้ไกล คือ การเห็นขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญาชัดเจนทั้งในอดีตอนาคตปัจจุบัน, ยิงไม่พลาดเป้า คือ รู้ตามเป็นจริงในอริยสัจ 4 ถ้าไม่รู้ถึงรอบ 3 อาการ 12 อย่างน้อยรู้ในรอบแรก รู้ว่าทุกข์คืออะไร หมายถึง การเป็นโสดาบันนั่นเอง พอเราไม่พลาดเป้าเราจะไปต่อได้ และยิงทำลายกองใหญ่ได้ คือ ทำลายกองอวิชชาได้ ดับทุกข์ได้ วิชชาเกิด ใน 3 ข้อนี้ ถ้ารู้ข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถเชื่อมโยงรู้แจ้งทั้งหมด</p><p>อุปปทาสูตร พูดถึงกฎของธรรมชาติ 2 ข้อ ที่แม้ไม่มีตถาคตก็ยังคงเป็นอย่างนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ธมฺมัฏฐิตตา และความเป็นไปตามธรรมดา ธมฺมนิยามตา พอตถาคตเข้าใจแล้ว จึงบอกสอนว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ซึ่งคำสอนนี้สามารถนำมาใช้ได้กับทุกสิ่ง</p><p>ในเกสกัมพลสูตร เปรียบความไม่มีค่าของเจ้าลัทธิ ดั่งผ้าที่ทอจากผมมนุษย์ และเปรียบความหายนะที่จะก่อดุจไซดักมนุษย์ ด้วยความมีวาทะว่ากรรมไม่มี กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี ในขณะที่พระพุทธเจ้าไม่ว่ากาลไหน ๆ จะสอนว่ากรรมมี กิริยามี ความเพียรมี</p><p>ปริสสูตร บริษัท 3 ที่แนะนำได้ยากง่ายต่างกัน มิตตสูตร มิตรที่ควรคบหา เพราะให้/ทำ/ทนในสิ่งที่ทำ/ให้/ทนได้ยาก ใน สัมปทาสูตร และวุฑฒิสูตร ว่าด้วยความพร้อม และความเจริญแห่งศรัทธา ศีล ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เริ่มโยธาชีววรรค โยธสูตร นำคุณสมบัติของนักรบมาเปรียบกับการรบกับกิเลสของภิกษุที่ถ้ามีองค์ 3 ข้อนี้ ก็จะมีคุณสมบัติของสังฆคุณ 4 ข้อหลัง องค์ 3 อย่าง คือ ยิงได้ไกล คือ การเห็นขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญาชัดเจนทั้งในอดีตอนาคตปัจจุบัน, ยิงไม่พลาดเป้า คือ รู้ตามเป็นจริงในอริยสัจ 4 ถ้าไม่รู้ถึงรอบ 3 อาการ 12 อย่างน้อยรู้ในรอบแรก รู้ว่าทุกข์คืออะไร หมายถึง การเป็นโสดาบันนั่นเอง พอเราไม่พลาดเป้าเราจะไปต่อได้ และยิงทำลายกองใหญ่ได้ คือ ทำลายกองอวิชชาได้ ดับทุกข์ได้ วิชชาเกิด ใน 3 ข้อนี้ ถ้ารู้ข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถเชื่อมโยงรู้แจ้งทั้งหมด</p><p>อุปปทาสูตร พูดถึงกฎของธรรมชาติ 2 ข้อ ที่แม้ไม่มีตถาคตก็ยังคงเป็นอย่างนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ธมฺมัฏฐิตตา และความเป็นไปตามธรรมดา ธมฺมนิยามตา พอตถาคตเข้าใจแล้ว จึงบอกสอนว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ซึ่งคำสอนนี้สามารถนำมาใช้ได้กับทุกสิ่ง</p><p>ในเกสกัมพลสูตร เปรียบความไม่มีค่าของเจ้าลัทธิ ดั่งผ้าที่ทอจากผมมนุษย์ และเปรียบความหายนะที่จะก่อดุจไซดักมนุษย์ ด้วยความมีวาทะว่ากรรมไม่มี กิริยาไม่มี ความเพียรไม่มี ในขณะที่พระพุทธเจ้าไม่ว่ากาลไหน ๆ จะสอนว่ากรรมมี กิริยามี ความเพียรมี</p><p>ปริสสูตร บริษัท 3 ที่แนะนำได้ยากง่ายต่างกัน มิตตสูตร มิตรที่ควรคบหา เพราะให้/ทำ/ทนในสิ่งที่ทำ/ให้/ทนได้ยาก ใน สัมปทาสูตร และวุฑฒิสูตร ว่าด้วยความพร้อม และความเจริญแห่งศรัทธา ศีล ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต กุสินารวรรค ข้อที่ 129 - 133 [6402-6t]</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต กุสินารวรรค ข้อที่ 129 - 133 [6402-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/05cac1b5-48cf-44e1-9e83-acb100d20eea/media.mp3" length="26136948" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">05cac1b5-48cf-44e1-9e83-acb100d20eea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d76</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d76</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/Os7WPte+oTaMbgPLRGm8X]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d76.jpg"/>
			<description><![CDATA[5 พระสูตรสุดท้ายในกุสินารวรรค  ทุติยอนุรุทธสูตรเป็นพระสูตรที่น่าสนใจ ทำไมการหลุดพ้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้แม้ในผู้ที่มีสมาธิชั้นยอด ทำไมความสามารถในการตรวจโลกธาตุ 1000 จึงเป็นมานะ มีความเป็นตัวเราอยู่ ในสมาธิถ้าบำเพ็ญเพียรมากไป จึงกลายเป็นความฟุ้งซ่าน ดุจไฟที่มากเกินก็ทำให้ทองสุกเกินควร และทำไมอาสวะไม่สามารถละได้ด้วยสมาธิ แต่จะละได้ด้วยปัญญา การละ 3 ข้อนี้ จึงจะเข้านิพพานได้ ในปฏิจฉันนสูตรน่าสนใจตรงที่มนต์ของพราหมณ์ ท่านใช้คำว่ายิ่งปกปิดยิ่งขลัง แต่ในคำสอนตถาคตใช้ว่าเปิดเผยจึงเจริญ ในเลขสูตร รอยขีดบนหินดินและน้ำ ที่เปรียบเหมือนจิตที่มีความโกรธความสะสมต่างกัน จิตที่ฉลาด คือ จิตที่เป็นดั่งน้ำ อดทนมั่นคงเห็นความสามัคคีมีค่ามากกว่าคำด่า ในกฏุวิยสูตรทำไมการมีศีลสมบรูณ์จึงทำให้แมลงวันไม่ตอม แมลงวัน คือ ราคะ ความมักใหญ่ คือ อภิชฌา กลิ่นดิบ คือ พยาบาท และปฐมอนุรุทธสูตร ธรรม 3 ประการที่ทำให้ผู้หญิงไปอบาย ถ้าละเสียได้จะพ้นทุกข์ ละได้ด้วยการให้ มุทิตา และพิจารณาอสุภะ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[5 พระสูตรสุดท้ายในกุสินารวรรค  ทุติยอนุรุทธสูตรเป็นพระสูตรที่น่าสนใจ ทำไมการหลุดพ้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้แม้ในผู้ที่มีสมาธิชั้นยอด ทำไมความสามารถในการตรวจโลกธาตุ 1000 จึงเป็นมานะ มีความเป็นตัวเราอยู่ ในสมาธิถ้าบำเพ็ญเพียรมากไป จึงกลายเป็นความฟุ้งซ่าน ดุจไฟที่มากเกินก็ทำให้ทองสุกเกินควร และทำไมอาสวะไม่สามารถละได้ด้วยสมาธิ แต่จะละได้ด้วยปัญญา การละ 3 ข้อนี้ จึงจะเข้านิพพานได้ ในปฏิจฉันนสูตรน่าสนใจตรงที่มนต์ของพราหมณ์ ท่านใช้คำว่ายิ่งปกปิดยิ่งขลัง แต่ในคำสอนตถาคตใช้ว่าเปิดเผยจึงเจริญ ในเลขสูตร รอยขีดบนหินดินและน้ำ ที่เปรียบเหมือนจิตที่มีความโกรธความสะสมต่างกัน จิตที่ฉลาด คือ จิตที่เป็นดั่งน้ำ อดทนมั่นคงเห็นความสามัคคีมีค่ามากกว่าคำด่า ในกฏุวิยสูตรทำไมการมีศีลสมบรูณ์จึงทำให้แมลงวันไม่ตอม แมลงวัน คือ ราคะ ความมักใหญ่ คือ อภิชฌา กลิ่นดิบ คือ พยาบาท และปฐมอนุรุทธสูตร ธรรม 3 ประการที่ทำให้ผู้หญิงไปอบาย ถ้าละเสียได้จะพ้นทุกข์ ละได้ด้วยการให้ มุทิตา และพิจารณาอสุภะ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | กุสินารวรรค ข้อที่ 124 - 128 (6401-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | กุสินารวรรค ข้อที่ 124 - 128 (6401-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/98342e5f-6209-4dd0-9550-aca50145ea3f/media.mp3" length="27633063" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">98342e5f-6209-4dd0-9550-aca50145ea3f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d77</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+JdM9IU8IhF+ygDKe5xwem]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d77.jpg"/>
			<description><![CDATA[5 พระสูตรในกุสินารวรรค เริ่มด้วยกุสินารสูตร ธรรม 3 ข้อที่ควรมี คือ ความคิดหลีกออกจากกาม ความคิดในทางไม่พยาบาท และในทางไม่เบียดเบียน  ส่วนธรรม 3 ข้อที่ควรละก็ตรงข้ามกัน ทานที่ให้ก็จะมีอานิสงส์ต่างกัน จะได้แง่คิดที่ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ควรจะมีคุณธรรมทั้งสามข้อนี้ เพื่อที่ว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็จะยังผาสุกอยู่ได้ อย่ามองที่ความลำบากหรือความสบาย ให้มองที่กุศลธรรมที่มี เราจะผ่านวิกฤติไปได้โดยใช้สติความเพียรเป็นเครื่องมือ ในภัณฑนสูตร คุณธรรม 3 ข้อเหมือนข้างต้นที่เมื่อมีแล้ว จะทำให้กลุ่มนั้นเหมือนน้ำนมผสมกับน้ำ มีข้อที่น่าสนใจก็คือ ในองค์กรใดก็ตามที่ใช้กามพยาบาทหรือเบียดเบียนในการรวมกลุ่ม กลุ่มนั้นดูเหมือนรวมกันได้ดี ก็อาจจะลงกันได้อยู่แต่ไม่ยั่งยืน เพราะด้วยความที่ไม่งดงามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด ในโคตมเจติยสูตร การที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่ง มีเหตุผลพร้อม มีความน่าอัศจรรย์ จึงก่อให้เกิดผล คือ ความยินดีในพุทธธัมสงฆ์ ในภรัณฑุกาลามสูตร ด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของศาสดาจุดประสงค์จึงต่างกันไป ศาสดา 2 พวกแรกเข้าใจว่าการเข้ารูปฌานอรูปฌานได้นั่นคือ นิพพานของตน แต่ในระดับสัมมาสัมพุทธะ คือ การกำหนดรู้ทั้งกามรูป และเวทนา กำหนดรู้ คือ ปริญญายะ เป็นขั้นสูงสุด ในหัตถกสูตร เป็นกล่าวถึงความไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอในการเห็นพระพุทธเจ้าในการฟังธรรม และการบำรุงสงฆ์ของหัตถกเทพบุตร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[5 พระสูตรในกุสินารวรรค เริ่มด้วยกุสินารสูตร ธรรม 3 ข้อที่ควรมี คือ ความคิดหลีกออกจากกาม ความคิดในทางไม่พยาบาท และในทางไม่เบียดเบียน  ส่วนธรรม 3 ข้อที่ควรละก็ตรงข้ามกัน ทานที่ให้ก็จะมีอานิสงส์ต่างกัน จะได้แง่คิดที่ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ควรจะมีคุณธรรมทั้งสามข้อนี้ เพื่อที่ว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็จะยังผาสุกอยู่ได้ อย่ามองที่ความลำบากหรือความสบาย ให้มองที่กุศลธรรมที่มี เราจะผ่านวิกฤติไปได้โดยใช้สติความเพียรเป็นเครื่องมือ ในภัณฑนสูตร คุณธรรม 3 ข้อเหมือนข้างต้นที่เมื่อมีแล้ว จะทำให้กลุ่มนั้นเหมือนน้ำนมผสมกับน้ำ มีข้อที่น่าสนใจก็คือ ในองค์กรใดก็ตามที่ใช้กามพยาบาทหรือเบียดเบียนในการรวมกลุ่ม กลุ่มนั้นดูเหมือนรวมกันได้ดี ก็อาจจะลงกันได้อยู่แต่ไม่ยั่งยืน เพราะด้วยความที่ไม่งดงามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด ในโคตมเจติยสูตร การที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยความรู้ยิ่ง มีเหตุผลพร้อม มีความน่าอัศจรรย์ จึงก่อให้เกิดผล คือ ความยินดีในพุทธธัมสงฆ์ ในภรัณฑุกาลามสูตร ด้วยความสามารถที่แตกต่างกันของศาสดาจุดประสงค์จึงต่างกันไป ศาสดา 2 พวกแรกเข้าใจว่าการเข้ารูปฌานอรูปฌานได้นั่นคือ นิพพานของตน แต่ในระดับสัมมาสัมพุทธะ คือ การกำหนดรู้ทั้งกามรูป และเวทนา กำหนดรู้ คือ ปริญญายะ เป็นขั้นสูงสุด ในหัตถกสูตร เป็นกล่าวถึงความไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอในการเห็นพระพุทธเจ้าในการฟังธรรม และการบำรุงสงฆ์ของหัตถกเทพบุตร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | อาปายิกวรรค ข้อที่ 119 - 123 (6353-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | อาปายิกวรรค ข้อที่ 119 - 123 (6353-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b139de40-fd27-4dde-afb4-ac9700eae46a/media.mp3" length="26501077" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b139de40-fd27-4dde-afb4-ac9700eae46a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d78</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+MFdLsh5ppreolmty74gdj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d78.jpg"/>
			<description><![CDATA[อปัณณกสูตร ผลของการทำวิบัติหรือสัมปทา 3 อย่าง ในศีล ในจิต และในทิฏฐิ ที่เมื่อทำแล้วย่อมให้ผลแน่นอนเหมือนการกลับมาตั้งในเหลี่ยมของอัญมณีที่ถูกโยน ในกัมมันตสูตรเหมือนกับในอปัณณกสูตร มีต่างตรงอาชีววิบัติ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ลงไปแล้วก็คือ จิตตวิบัตินั่นเอง ในสัมปทาการถึงพร้อมด้วยการงานเราจะเห็น 4 ขั้นตอน คือ สัมมาทิฏฐิที่มีนับตั้งแต่แยกแยะได้ว่าดีหรือไม่ดีแม้จะยังปฏิบัติตามไม่ได้ทั้งหมด เมื่อแยกแยะได้ก็จะระลึกได้นั่น คือ สัมมสติ ตามมาด้วยสัมมาวายามะความเพียร แล้วผลเป็นอาชีวสัมปทา ในอาชีวไม่ได้หมายถึงอาชีพ แต่หมายถึงการดำรงชีวิตที่ทำแล้วกิเลสไม่เพิ่ม ในปฐมและทุติยโสเจจยสูตร ว่าด้วยความสะอาดทางกายวาจาใจ ที่แบ่งตามกุศลธรรมบท 10  สองพระสูตรนี้จะต่างกันตรงที่ใจ ในทุติยสูตร คือ การมีสติสัมปชัญญะเห็นไตรลักษณ์ของนิวรณ์ 5 ที่อยู่ในใจ รู้ว่ามี รู้ว่าไม่มี รู้ถึงการเกิดขึ้น รู้ถึงการละ รู้ถึงการไม่เกิดซ้ำที่ละได้แล้ว นั่นคือ ความสะอาดทางใจปราศจากนิวรณ์ 5 และในโมเนยยสูตร ว่าด้วยความเป็นมุนี มุนี คือ ความเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญาในทางกาย คือพรหมจรรย์ วาจาตามกุศลธรรมบท 10 และการทำให้แจ้งทางใจ จบอาปายิกวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อปัณณกสูตร ผลของการทำวิบัติหรือสัมปทา 3 อย่าง ในศีล ในจิต และในทิฏฐิ ที่เมื่อทำแล้วย่อมให้ผลแน่นอนเหมือนการกลับมาตั้งในเหลี่ยมของอัญมณีที่ถูกโยน ในกัมมันตสูตรเหมือนกับในอปัณณกสูตร มีต่างตรงอาชีววิบัติ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ลงไปแล้วก็คือ จิตตวิบัตินั่นเอง ในสัมปทาการถึงพร้อมด้วยการงานเราจะเห็น 4 ขั้นตอน คือ สัมมาทิฏฐิที่มีนับตั้งแต่แยกแยะได้ว่าดีหรือไม่ดีแม้จะยังปฏิบัติตามไม่ได้ทั้งหมด เมื่อแยกแยะได้ก็จะระลึกได้นั่น คือ สัมมสติ ตามมาด้วยสัมมาวายามะความเพียร แล้วผลเป็นอาชีวสัมปทา ในอาชีวไม่ได้หมายถึงอาชีพ แต่หมายถึงการดำรงชีวิตที่ทำแล้วกิเลสไม่เพิ่ม ในปฐมและทุติยโสเจจยสูตร ว่าด้วยความสะอาดทางกายวาจาใจ ที่แบ่งตามกุศลธรรมบท 10  สองพระสูตรนี้จะต่างกันตรงที่ใจ ในทุติยสูตร คือ การมีสติสัมปชัญญะเห็นไตรลักษณ์ของนิวรณ์ 5 ที่อยู่ในใจ รู้ว่ามี รู้ว่าไม่มี รู้ถึงการเกิดขึ้น รู้ถึงการละ รู้ถึงการไม่เกิดซ้ำที่ละได้แล้ว นั่นคือ ความสะอาดทางใจปราศจากนิวรณ์ 5 และในโมเนยยสูตร ว่าด้วยความเป็นมุนี มุนี คือ ความเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญาในทางกาย คือพรหมจรรย์ วาจาตามกุศลธรรมบท 10 และการทำให้แจ้งทางใจ จบอาปายิกวรรค<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | อาปายิกวรรค ข้อที่ 114 - 118 (6352-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | อาปายิกวรรค ข้อที่ 114 - 118 (6352-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/16c25147-1caf-4d46-a9af-ac9700ea3f5b/media.mp3" length="29144965" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">16c25147-1caf-4d46-a9af-ac9700ea3f5b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d79</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+e42Ga8Wkbjz0JAgWFt3Q/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d79.jpg"/>
			<description><![CDATA[อาปายิกวรรค เริ่มด้วยอาปายิกสูตรว่าด้วยบุคคล 3 ประเภทที่ต้องไปอบาย ที่น่าสนใจ คือ ข้อที่ว่าบุคคลที่มีทัศนคติว่าโทษในกามไม่มีแล้วถึงความเป็นเหยื่อในกาม เหตุใดจึงบอกว่าเป็นการไปติดกับดัก ก่อให้เกิดการผิดศีลแล้วไปอบาย ในทุลลภสูตรว่าด้วยบุคคลที่หาได้ยากซึ่งก็คือ พระอรหันต์และผู้ที่แสดงธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะได้ทราบว่าทำไมจึงจัดผู้ที่มีกตัญญูกตเวทีรู้แล้วกระทำตอบไว้ในที่นี้ด้วย ในอัปปเมยยสูตรเป็นการประมาณการหยั่งถึงการดูออกในบุคคลสามประเภทที่ประมาณได้แตกต่างกัน แน่นอนที่ประมาณไม่ได้ คือ จิตพระอรหันต์ รองลงมา คือ ประมาณได้ยากพวกที่มีจิตตั้งมั่นเหมือนน้ำนิ่งไหลลึก สุดท้าย คือ พวกที่จิตไม่ตั้งมั่นอันนี้ประมาณได้ง่าย ในอาเนญชสูตรจะเห็นความต่างในที่ไประหว่างปุถุชนกับอริยสาวก ที่แม้จะอยู่ในชั้นอรูปพรหมเดียวกันก็ตาม สุดท้ายในวิปัตติสัมปทาสูตร 3 สิ่ง คือ ศีล จิต และทิฏฐิ ที่เป็นเหตุให้ไปสุขคติหรือทุคติ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อาปายิกวรรค เริ่มด้วยอาปายิกสูตรว่าด้วยบุคคล 3 ประเภทที่ต้องไปอบาย ที่น่าสนใจ คือ ข้อที่ว่าบุคคลที่มีทัศนคติว่าโทษในกามไม่มีแล้วถึงความเป็นเหยื่อในกาม เหตุใดจึงบอกว่าเป็นการไปติดกับดัก ก่อให้เกิดการผิดศีลแล้วไปอบาย ในทุลลภสูตรว่าด้วยบุคคลที่หาได้ยากซึ่งก็คือ พระอรหันต์และผู้ที่แสดงธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะได้ทราบว่าทำไมจึงจัดผู้ที่มีกตัญญูกตเวทีรู้แล้วกระทำตอบไว้ในที่นี้ด้วย ในอัปปเมยยสูตรเป็นการประมาณการหยั่งถึงการดูออกในบุคคลสามประเภทที่ประมาณได้แตกต่างกัน แน่นอนที่ประมาณไม่ได้ คือ จิตพระอรหันต์ รองลงมา คือ ประมาณได้ยากพวกที่มีจิตตั้งมั่นเหมือนน้ำนิ่งไหลลึก สุดท้าย คือ พวกที่จิตไม่ตั้งมั่นอันนี้ประมาณได้ง่าย ในอาเนญชสูตรจะเห็นความต่างในที่ไประหว่างปุถุชนกับอริยสาวก ที่แม้จะอยู่ในชั้นอรูปพรหมเดียวกันก็ตาม สุดท้ายในวิปัตติสัมปทาสูตร 3 สิ่ง คือ ศีล จิต และทิฏฐิ ที่เป็นเหตุให้ไปสุขคติหรือทุคติ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตติยปัณณาสก์ สัมโพธวรรค ข้อที่ 104-113 (6351-6t)</title>
			<itunes:title>ตติยปัณณาสก์ สัมโพธวรรค ข้อที่ 104-113 (6351-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/cb6ef410-d597-4d21-a45c-ac8c00e5714c/media.mp3" length="25906154" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">cb6ef410-d597-4d21-a45c-ac8c00e5714c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9z/OyzPLmaSBWjE1FwDDkp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เริ่มตติยปัณณาสก์ สัมโพธวรรค เรื่องเกี่ยวกับการตรัสรู้ ใน 5 พระสูตรแรก ยกคุณธรรม 3 อย่างที่เหมือนกัน คือ การเห็นคุณ การเห็นโทษ และอุบายในการนำออก เมื่อรู้ 3 อย่างนี้ ก็จะออกจากทุกข์ได้</p><p>พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้จริงทั้งรสอร่อย โทษ และเครื่องสลัดออกคือมรรค 8 ผู้ใดมีคุณธรรมเหล่านี้ ผู้นั้นสมควรเรียกว่า "สมณะ" และการบรรลุธรรมจึงมี เกิดขึ้นได้</p><p>และจะได้ทราบถึงทำไมจึงเปรียบการร้องเพลงคือการร้องไห้ เสพอะไรที่ไม่รู้จักอิ่ม และการรักษาจิตดีย่อมชื่อว่ารักษากายวาจาใจได้ดี เปรียบเหมือนเรือนที่มุงไว้ดีไม่ผุพัง เป็นจิตที่ไม่ถึงความผิดปกติ เมื่อตาย การตายนั้นไม่สูญเปล่า ในสองข้อสุดท้ายกล่าวถึงเหตุเกิดแห่งกรรมและฉันทะในสามกาลเวลา </p><p>นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนิมิตตสูตร สิ่งที่ควรทำ 3 อย่าง ในทองคำกับงานทางจิต การเผาคือความเพียร การพรมน้ำคือสมาธิ และการตรวจคืออุเบกขา ที่เมื่อทำอย่างเหมาะสม จิตนั้นจะพ้นจากอาสวะได้ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เริ่มตติยปัณณาสก์ สัมโพธวรรค เรื่องเกี่ยวกับการตรัสรู้ ใน 5 พระสูตรแรก ยกคุณธรรม 3 อย่างที่เหมือนกัน คือ การเห็นคุณ การเห็นโทษ และอุบายในการนำออก เมื่อรู้ 3 อย่างนี้ ก็จะออกจากทุกข์ได้</p><p>พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้จริงทั้งรสอร่อย โทษ และเครื่องสลัดออกคือมรรค 8 ผู้ใดมีคุณธรรมเหล่านี้ ผู้นั้นสมควรเรียกว่า "สมณะ" และการบรรลุธรรมจึงมี เกิดขึ้นได้</p><p>และจะได้ทราบถึงทำไมจึงเปรียบการร้องเพลงคือการร้องไห้ เสพอะไรที่ไม่รู้จักอิ่ม และการรักษาจิตดีย่อมชื่อว่ารักษากายวาจาใจได้ดี เปรียบเหมือนเรือนที่มุงไว้ดีไม่ผุพัง เป็นจิตที่ไม่ถึงความผิดปกติ เมื่อตาย การตายนั้นไม่สูญเปล่า ในสองข้อสุดท้ายกล่าวถึงเหตุเกิดแห่งกรรมและฉันทะในสามกาลเวลา </p><p>นอกจากนี้ยังกล่าวถึงนิมิตตสูตร สิ่งที่ควรทำ 3 อย่าง ในทองคำกับงานทางจิต การเผาคือความเพียร การพรมน้ำคือสมาธิ และการตรวจคืออุเบกขา ที่เมื่อทำอย่างเหมาะสม จิตนั้นจะพ้นจากอาสวะได้ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | โลณผลวรรค ข้อที่ 100 - 102 (6350-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | โลณผลวรรค ข้อที่ 100 - 102 (6350-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6119b5b7-41a1-44d9-8196-ac8c00e514f7/media.mp3" length="25678876" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6119b5b7-41a1-44d9-8196-ac8c00e514f7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9Vw1mUym9Qes73pFlQlc1z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7b.jpg"/>
			<description><![CDATA[โลณผลสูตรข้อที่ 100 - 102 มาใน 3 พระสูตรที่สำคัญ ในโปตถกสูตรจะเข้าใจถึงความดีของภิกษุที่มีค่าดุจผ้าจากแคว้นกาสี ผู้คบบุคคลเช่นนี้ย่อมดีงามตามชื่อเสียงนั้นไปด้วย ในโลณผลสูตรเป็นการทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า เมื่อทำกรรมอย่างใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น การได้รับผลของกรรมชั่วหนักเบาเร็วช้าก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีที่เคยกระทำ ดั่งเกลือในแก้วกับเกลือในแม่น้ำ และในปังสุโธวกสูตรการจะได้มาซึ่งทองคำเนื้อดีไม่ใช่เรื่องง่าย การจะได้มาซึ่งจิตที่ปฏิบัติดีแล้วก็เช่นกัน ล้วนต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง ทำอย่างไร สามารถหาคำตอบได้จากใน epsode นี้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[โลณผลสูตรข้อที่ 100 - 102 มาใน 3 พระสูตรที่สำคัญ ในโปตถกสูตรจะเข้าใจถึงความดีของภิกษุที่มีค่าดุจผ้าจากแคว้นกาสี ผู้คบบุคคลเช่นนี้ย่อมดีงามตามชื่อเสียงนั้นไปด้วย ในโลณผลสูตรเป็นการทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า เมื่อทำกรรมอย่างใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น การได้รับผลของกรรมชั่วหนักเบาเร็วช้าก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีที่เคยกระทำ ดั่งเกลือในแก้วกับเกลือในแม่น้ำ และในปังสุโธวกสูตรการจะได้มาซึ่งทองคำเนื้อดีไม่ใช่เรื่องง่าย การจะได้มาซึ่งจิตที่ปฏิบัติดีแล้วก็เช่นกัน ล้วนต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง ทำอย่างไร สามารถหาคำตอบได้จากใน epsode นี้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | โลณผลวรรค ข้อที่ 93 - 99 (6349-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | โลณผลวรรค ข้อที่ 93 - 99 (6349-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>49:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/4842e53c-17d1-4fc1-b49b-ac8700d3eaf4/media.mp3" length="23858592" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4842e53c-17d1-4fc1-b49b-ac8700d3eaf4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+paewvkgAYO0mnbSnJ08FO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7c.jpg"/>
			<description><![CDATA[เริ่มโลณผลสูตร หมวดว่าด้วยก้อนเกลือ ข้อที่ 93 - 99 อัจจายิกสูตรเป็นเรื่องของการรอเวลาที่เหมาะสมแม้จะสร้างเหตุมาดีแล้วก็ตาม ปวิเวกสูตรจะทราบถึงความสงัดจากกิเลสที่ไม่ต้องอิงวัตถุ สรทสูตรธรรมจักษุของโสดาบัน และอนาคามีที่ละสังโยชน์ได้ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วดั่งท้องฟ้าในสารทกาล ปริสาสูตร บริษัทที่มีหัวหน้า คือ พระเถระเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทำให้พากันปฏิบัติตาม บริษัทที่แตกแยก และบริษัทที่สามัคคีโดยการเจริญมุทิตา ปฐมอาชานียสูตร / ทุติยอาชานียสูตร / ตติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย จะมีความต่างในแต่ละข้อตรงปัญญาในอริยสัจ 4 ความเร็ว คือ ปัญญาที่เร็วขึ้นเพราะชำนาญ ข้อที่ 97 ปัญญาระดับโสดาบัน ข้อที่ 98 ปัญญาระดับอนาคามี และข้อที่ 99 ปัญญาระดับอรหันต์ <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เริ่มโลณผลสูตร หมวดว่าด้วยก้อนเกลือ ข้อที่ 93 - 99 อัจจายิกสูตรเป็นเรื่องของการรอเวลาที่เหมาะสมแม้จะสร้างเหตุมาดีแล้วก็ตาม ปวิเวกสูตรจะทราบถึงความสงัดจากกิเลสที่ไม่ต้องอิงวัตถุ สรทสูตรธรรมจักษุของโสดาบัน และอนาคามีที่ละสังโยชน์ได้ เมื่อบังเกิดขึ้นแล้วดั่งท้องฟ้าในสารทกาล ปริสาสูตร บริษัทที่มีหัวหน้า คือ พระเถระเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทำให้พากันปฏิบัติตาม บริษัทที่แตกแยก และบริษัทที่สามัคคีโดยการเจริญมุทิตา ปฐมอาชานียสูตร / ทุติยอาชานียสูตร / ตติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย จะมีความต่างในแต่ละข้อตรงปัญญาในอริยสัจ 4 ความเร็ว คือ ปัญญาที่เร็วขึ้นเพราะชำนาญ ข้อที่ 97 ปัญญาระดับโสดาบัน ข้อที่ 98 ปัญญาระดับอนาคามี และข้อที่ 99 ปัญญาระดับอรหันต์ <hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | สมณวรรคข้อที่ 87 - 91 (6348-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | สมณวรรคข้อที่ 87 - 91 (6348-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d4732e13-6a21-43b9-85fb-ac8000c3c48f/media.mp3" length="25049399" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d4732e13-6a21-43b9-85fb-ac8000c3c48f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+et7KMwPOmlzwF20qXZevp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ทำได้บริบูรณ์ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ผู้ทำได้เพียงบางส่วนย่อมให้สำเร็จได้บางส่วน ด้วยประการฉะนี้แล เรากล่าวว่าสิกขาบททั้งหลายไม่เป็นหมันเลย"</p><p>ในข้อที่ 87 - 88 พูดถึงความแตกต่างกันของอริยบุคคลในแต่ละระดับ ไล่มาจากการมีศีลเต็ม สมาธิปัญญาพอประมาณ คือ โสดาบัน ศีลเต็มสมาธิเต็มปัญญาพอประมาณ คือ อนาคามี จนถึงเต็มบริบรูณ์ทั้งหมด คือ อรหันต์ และยังมีการแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ตามลำดับด้วย นอกจากนี้จะได้ทราบการแยกแยะที่ละเอียดลงไปของแต่ละขั้นของอริยบุคคลในขั้นนั้น ๆ ด้วย ทั้งหมดนี้จะได้ข้อคิดกำลังใจที่ว่า ความเพียรที่ทำมาตามอธิศีลอธิจิตอธิปัญญานั้นย่อมมีผล ในข้อที่ 90 และ 91 นั้นคล้ายกัน ต่างกันตรงข้อปัญญา ในข้อที่ 91 จะเป็นการรู้อริยสัจสี่ขั้นลึกลงไป รู้ถึง 3 รอบ นั่นคือ ขั้นอรหันต์นั่นเอง ในข้อสุดท้ายเป็นการแสดงความสำนึกผิดเห็นโทษ และต้องการประกาศโทษของตัวภิกษุเองแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเปรียบมาในภิกษุ 3 ระดับ จบสมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ทำได้บริบูรณ์ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ผู้ทำได้เพียงบางส่วนย่อมให้สำเร็จได้บางส่วน ด้วยประการฉะนี้แล เรากล่าวว่าสิกขาบททั้งหลายไม่เป็นหมันเลย"</p><p>ในข้อที่ 87 - 88 พูดถึงความแตกต่างกันของอริยบุคคลในแต่ละระดับ ไล่มาจากการมีศีลเต็ม สมาธิปัญญาพอประมาณ คือ โสดาบัน ศีลเต็มสมาธิเต็มปัญญาพอประมาณ คือ อนาคามี จนถึงเต็มบริบรูณ์ทั้งหมด คือ อรหันต์ และยังมีการแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ตามลำดับด้วย นอกจากนี้จะได้ทราบการแยกแยะที่ละเอียดลงไปของแต่ละขั้นของอริยบุคคลในขั้นนั้น ๆ ด้วย ทั้งหมดนี้จะได้ข้อคิดกำลังใจที่ว่า ความเพียรที่ทำมาตามอธิศีลอธิจิตอธิปัญญานั้นย่อมมีผล ในข้อที่ 90 และ 91 นั้นคล้ายกัน ต่างกันตรงข้อปัญญา ในข้อที่ 91 จะเป็นการรู้อริยสัจสี่ขั้นลึกลงไป รู้ถึง 3 รอบ นั่นคือ ขั้นอรหันต์นั่นเอง ในข้อสุดท้ายเป็นการแสดงความสำนึกผิดเห็นโทษ และต้องการประกาศโทษของตัวภิกษุเองแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเปรียบมาในภิกษุ 3 ระดับ จบสมณวรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | อานันทวรรคข้อที่ 80 - 81 และสมณวรรคข้อที่ 82 - 87</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | อานันทวรรคข้อที่ 80 - 81 และสมณวรรคข้อที่ 82 - 87</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/bd57cd33-eac6-42f5-b8e7-ac7400b5bbc4/media.mp3" length="25857518" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bd57cd33-eac6-42f5-b8e7-ac7400b5bbc4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+vRiY/N8jlT4kqXyF1Hgt8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7e.jpg"/>
			<description><![CDATA[อธิบายอานันทวรรค 2 ข้อสุดท้าย คือ คันธชาตสูตรทรงตอบเรื่องศีลที่มีกลิ่นหอมเหนือกลิ่นหอมทั้งปวง จูฬนิกาสูตรเปรียบเทียบให้เห็นถึงความสามารถที่แตกต่างในระดับสาวกกับพระพุทธเจ้า ดั่งนกนางแอ่นกับพญาครุฑ เริ่มสมณวรรคข้อที่ 82 - 87  สมณสูตรกล่าวถึงความเป็นสมณะต้องมีการสมาทานในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา คัทรภสูตรเปรียบคนที่ประกาศตนว่าเป็นภิกษุ แต่ไม่ได้ปฏิบัติในไตรสิกขา ก็เป็นได้เพียงลาในฝูงโค เขตตสูตรเมื่อเป็นสมณะมีหน้าที่ที่ต้องทำในศีล ในจิต ในปัญญา เหมือนการทำกิจของชาวนา วัชชีปุตตสูตรถ้าแม้นรักษาสิกขาบท 150 ไม่ได้ทั้งหมด ให้รักษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาก็สามารถเป็นสมณะได้ รักษาได้ก็ละราคะโทสะโมหะได้ ไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล เสกขสูตรกล่าวถึงบุคคลที่ยังต้องศึกษาในศีลจิตปัญญาให้ยิ่งขึ้นไป สิกขาสูตรที่ 1 จะได้คำตอบว่าทำไมการมีศีลเต็ม มีสมาธิ และปัญญาพอประมาณ แม้ต้องอาบัติเล็กน้อย จึงไม่เป็นไร ยังไม่ตกไปจากทาง<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อธิบายอานันทวรรค 2 ข้อสุดท้าย คือ คันธชาตสูตรทรงตอบเรื่องศีลที่มีกลิ่นหอมเหนือกลิ่นหอมทั้งปวง จูฬนิกาสูตรเปรียบเทียบให้เห็นถึงความสามารถที่แตกต่างในระดับสาวกกับพระพุทธเจ้า ดั่งนกนางแอ่นกับพญาครุฑ เริ่มสมณวรรคข้อที่ 82 - 87  สมณสูตรกล่าวถึงความเป็นสมณะต้องมีการสมาทานในอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา คัทรภสูตรเปรียบคนที่ประกาศตนว่าเป็นภิกษุ แต่ไม่ได้ปฏิบัติในไตรสิกขา ก็เป็นได้เพียงลาในฝูงโค เขตตสูตรเมื่อเป็นสมณะมีหน้าที่ที่ต้องทำในศีล ในจิต ในปัญญา เหมือนการทำกิจของชาวนา วัชชีปุตตสูตรถ้าแม้นรักษาสิกขาบท 150 ไม่ได้ทั้งหมด ให้รักษาอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาก็สามารถเป็นสมณะได้ รักษาได้ก็ละราคะโทสะโมหะได้ ไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล เสกขสูตรกล่าวถึงบุคคลที่ยังต้องศึกษาในศีลจิตปัญญาให้ยิ่งขึ้นไป สิกขาสูตรที่ 1 จะได้คำตอบว่าทำไมการมีศีลเต็ม มีสมาธิ และปัญญาพอประมาณ แม้ต้องอาบัติเล็กน้อย จึงไม่เป็นไร ยังไม่ตกไปจากทาง<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | อานันทวรรคข้อที่ 74 - 79 (6346-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | อานันทวรรคข้อที่ 74 - 79 (6346-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d4b901c1-6e3b-4e15-ae78-ac6500d81064/media.mp3" length="26713196" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d4b901c1-6e3b-4e15-ae78-ac6500d81064</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d7f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8iLG4/6NH5pAAP3jAtWiRb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d7f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มหานามสักกสูตรตอบเรื่องสมาธิเกิดก่อนญาณเกิดทีหลัง แยกเป็นในระดับของเสขะ และอเสขะ ในสมาธิมีทั้งปัญญา และศีลเป็นมาตามลำดับ ญาณเป็นส่วนของอรหันต์ ในนิคัณฐสูตรว่าด้วยการสิ้นกรรมที่แตกต่างกัน ในคำสอนนี้ศีลสมาธิปัญญาเป็นปฏิปทาเพื่อความสิ้นกรรม ในนิเวสกสูตรควรชักชวนคนใกล้ชิดให้มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นในพุทธธรรมสงฆ์ ที่เมื่อมีแล้วจะไม่แปรเปลี่ยนไปในภพที่ต่ำ และการมองความสัมพันธ์ไปถึงการมีศีลเข้ามาเกี่ยวก็จะเป็นได้ถึงโสตาปัตติยังคะสี่ ในภวสูตรทั้ง 1 และ 2 ว่าด้วยการเกิดแห่งภพทั้ง 3 มีความต่างกันตรงที่เปลี่ยนจากวิญญาณมาเป็นเจตนา สุดท้ายสีลัพพตสูตรให้พิจารณาว่าถ้าเสพสิ่งใดแล้วอกุศลธรรมหรือกุศลธรรมเพิ่มหรือลด</p><p>"มหาภูต ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ อาจกลายเป็นอย่างอื่นได้ แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ไม่พึงแปรเป็นอย่างอื่นได้เลย" </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มหานามสักกสูตรตอบเรื่องสมาธิเกิดก่อนญาณเกิดทีหลัง แยกเป็นในระดับของเสขะ และอเสขะ ในสมาธิมีทั้งปัญญา และศีลเป็นมาตามลำดับ ญาณเป็นส่วนของอรหันต์ ในนิคัณฐสูตรว่าด้วยการสิ้นกรรมที่แตกต่างกัน ในคำสอนนี้ศีลสมาธิปัญญาเป็นปฏิปทาเพื่อความสิ้นกรรม ในนิเวสกสูตรควรชักชวนคนใกล้ชิดให้มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นในพุทธธรรมสงฆ์ ที่เมื่อมีแล้วจะไม่แปรเปลี่ยนไปในภพที่ต่ำ และการมองความสัมพันธ์ไปถึงการมีศีลเข้ามาเกี่ยวก็จะเป็นได้ถึงโสตาปัตติยังคะสี่ ในภวสูตรทั้ง 1 และ 2 ว่าด้วยการเกิดแห่งภพทั้ง 3 มีความต่างกันตรงที่เปลี่ยนจากวิญญาณมาเป็นเจตนา สุดท้ายสีลัพพตสูตรให้พิจารณาว่าถ้าเสพสิ่งใดแล้วอกุศลธรรมหรือกุศลธรรมเพิ่มหรือลด</p><p>"มหาภูต ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ อาจกลายเป็นอย่างอื่นได้ แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ไม่พึงแปรเป็นอย่างอื่นได้เลย" </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | มหาวรรคข้อที่ 71 และอานันทวรรคข้อที่ 72 - 73</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | มหาวรรคข้อที่ 71 และอานันทวรรคข้อที่ 72 - 73</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9278b01b-faab-4d7b-8ddf-ac5d00cc987f/media.mp3" length="26185083" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9278b01b-faab-4d7b-8ddf-ac5d00cc987f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d80</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8Ag1TNHns0o9BwHjQacOgF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d80.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"การครองราชย์ของพระราชาพระองค์นั้นยัง มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราชสมบัติของมนุษย์เมื่อนำไปเปรียบกับสุขที่เป็นทิพย์ ถือว่าเป็นของเล็กน้อย ๕๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันและคืนหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมหาราช" </p><p>ในอุโปสถสูตรกล่าวถึงการเข้าอยู่เพื่อรักษาศีลที่แตกต่างกัน 3 ประการ คือ โคปาลอุโบสถ (อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างคนเลี้ยงโค), นิคัณฐอุโบสถ (อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างนิครนถ์) และอริยอุโบสถ (อุโบสถปฏิบัติอย่างอริยสาวก) ในประการหลังถือว่าประเสริฐที่สุด ทรงตรัสถึงการระลึก 5 อย่าง ที่เมื่อทำแล้วจะทำให้จิตใจผ่องแพ้ว และการเข้าอยู่ในอริยอุโบสถยังได้ชื่อว่า เป็นการเข้าใกล้พระอรหันต์แม้ในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็มีค่ามาก ในฉันนสูตรเป็นการตอบคำถามของพระอานนท์ เกี่ยวกับการกำหนดความของราคะโทสะโมหะ การเห็นโทษ จบลงที่ปฏิปทาเพื่อกำจัดออก ในอาชีวกสูตรจะเห็นความฉลาดของท่านพระอานนท์ในการตอบปัญหา โดยถามให้คนถามตอบเอง ในที่นี้เกี่ยวกับการกำจัดราคะโทสะโมหะเมื่อกำจัดแล้วดีหรือไม่อย่างไร </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"การครองราชย์ของพระราชาพระองค์นั้นยัง มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะราชสมบัติของมนุษย์เมื่อนำไปเปรียบกับสุขที่เป็นทิพย์ ถือว่าเป็นของเล็กน้อย ๕๐ ปีของมนุษย์เท่ากับวันและคืนหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมหาราช" </p><p>ในอุโปสถสูตรกล่าวถึงการเข้าอยู่เพื่อรักษาศีลที่แตกต่างกัน 3 ประการ คือ โคปาลอุโบสถ (อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างคนเลี้ยงโค), นิคัณฐอุโบสถ (อุโบสถที่ปฏิบัติอย่างนิครนถ์) และอริยอุโบสถ (อุโบสถปฏิบัติอย่างอริยสาวก) ในประการหลังถือว่าประเสริฐที่สุด ทรงตรัสถึงการระลึก 5 อย่าง ที่เมื่อทำแล้วจะทำให้จิตใจผ่องแพ้ว และการเข้าอยู่ในอริยอุโบสถยังได้ชื่อว่า เป็นการเข้าใกล้พระอรหันต์แม้ในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็มีค่ามาก ในฉันนสูตรเป็นการตอบคำถามของพระอานนท์ เกี่ยวกับการกำหนดความของราคะโทสะโมหะ การเห็นโทษ จบลงที่ปฏิปทาเพื่อกำจัดออก ในอาชีวกสูตรจะเห็นความฉลาดของท่านพระอานนท์ในการตอบปัญหา โดยถามให้คนถามตอบเอง ในที่นี้เกี่ยวกับการกำจัดราคะโทสะโมหะเมื่อกำจัดแล้วดีหรือไม่อย่างไร </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 68 - 70 (6344-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 68 - 70 (6344-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/2c252e9f-b5a2-4c09-b1e8-ac5d00cc4f74/media.mp3" length="28065010" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2c252e9f-b5a2-4c09-b1e8-ac5d00cc4f74</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d81</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8cIettc0VCxW9gTquvlU5E]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d81.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในกถาวัตถุสูตรเป็นเรื่องที่พูดถึงบุคคลที่ควรพูดด้วยหรือไม่ควรพูดด้วยในนัยยะ 5 ประการ ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ถ้าพูดเรื่องอดีตอนาคตปัจจุบันแล้ว ทำให้รู้ถึงอริยสัจ 4 เป็นสิ่งที่ควรทำ อัญญติตถิยสูตรพูดถึงราคะ โทสะ และโมหะเป็นอย่างไร มีความต่างกันอย่างไร และทางแก้ไข อกุสลมูลสูตรว่าด้วยรากเหง้าของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่เมื่อมีแล้วจะก่อทุกข์ให้ผู้อื่นในทางใจ 3 ทางวาจา 4 และทางกาย 3 ส่วนกุศลมูลก็คืออโลภะอโทสะและอโมหะ</p><p>"ภิกษุทั้งหลาย บาปอกุศลธรรมที่เกิดจากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นอันบุคคลเช่นนี้ละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่ลำบาก ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ย่อมปรินิพพานในอัตภาพปัจจุบัน"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในกถาวัตถุสูตรเป็นเรื่องที่พูดถึงบุคคลที่ควรพูดด้วยหรือไม่ควรพูดด้วยในนัยยะ 5 ประการ ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน แต่ถ้าพูดเรื่องอดีตอนาคตปัจจุบันแล้ว ทำให้รู้ถึงอริยสัจ 4 เป็นสิ่งที่ควรทำ อัญญติตถิยสูตรพูดถึงราคะ โทสะ และโมหะเป็นอย่างไร มีความต่างกันอย่างไร และทางแก้ไข อกุสลมูลสูตรว่าด้วยรากเหง้าของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่เมื่อมีแล้วจะก่อทุกข์ให้ผู้อื่นในทางใจ 3 ทางวาจา 4 และทางกาย 3 ส่วนกุศลมูลก็คืออโลภะอโทสะและอโมหะ</p><p>"ภิกษุทั้งหลาย บาปอกุศลธรรมที่เกิดจากโลภะ โทสะ โมหะ เป็นอันบุคคลเช่นนี้ละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่ลำบาก ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ย่อมปรินิพพานในอัตภาพปัจจุบัน"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 65-67 [6343-6t]</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 65-67 [6343-6t]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/bd10c1ca-0416-4dc1-a0ba-ac5d00ca6d40/media.mp3" length="26721001" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bd10c1ca-0416-4dc1-a0ba-ac5d00ca6d40</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/6t/episodes/637609d93497070011174d82</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d82</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/gx3uCMpLW0Iozf+a81C6R]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>63</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d82.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง (ธรรมเหล่านั้น) อยู่"</p><p>มาใน 3 พระสูตรมีความน่าสนใจ ดังนี้ ในสรภสูตรจะได้ทราบถึงฐานะสามอย่างที่จะเกิดขึ้นในบุคคลสามจำพวกเมื่อถูกพระพุทธเจ้าไตร่สวน ในเกสปุตติสูตรหรือที่มักเรียกกันว่ากาลามสูตรเป็นพระสูตรที่น่าสนใจมาก เป็นกระบวนการที่จะกำจัดความลังเลสงสัยไม่เข้าใจออกไป ทำไมจึงไม่ควรด่วนสรุปตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะเหตุผลจากใน 10 ข้อ แต่ควรพิจารณาด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ โดยดูจาก 3 ข้อ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และพรหมวิหาร 4 ที่เมื่อทำแล้วจะมีความเบาใจสี่ประการ ส่วนในสาฬหสูตรเนื้อหาคล้ายกับเกสปุตติสูตรเพียงเปลี่ยนบุคคล และจบลงที่นิพพาน</p><p>"คุณอย่าเพิ่งหยุดที่ตรงนี้ ที่เห็นข้อใดข้อหนึ่งแล้วจบ อย่าเพิ่ง แล้วก็ไม่ใช่ว่ามันไม่จริง แล้วก็อย่าเพิงไปเชื่อว่าจริงอย่างเดียว แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่ใช่ ต้องรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล มันเป็นโทษหรือเป็นคุณ เวลาที่ถ้าทำถึงมาตรฐานของมันแล้ว มันจะเป็นไปเพื่อทุกข์หรือมันจะเป็นไปเพื่อสุข"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง (ธรรมเหล่านั้น) อยู่"</p><p>มาใน 3 พระสูตรมีความน่าสนใจ ดังนี้ ในสรภสูตรจะได้ทราบถึงฐานะสามอย่างที่จะเกิดขึ้นในบุคคลสามจำพวกเมื่อถูกพระพุทธเจ้าไตร่สวน ในเกสปุตติสูตรหรือที่มักเรียกกันว่ากาลามสูตรเป็นพระสูตรที่น่าสนใจมาก เป็นกระบวนการที่จะกำจัดความลังเลสงสัยไม่เข้าใจออกไป ทำไมจึงไม่ควรด่วนสรุปตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะเหตุผลจากใน 10 ข้อ แต่ควรพิจารณาด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ โดยดูจาก 3 ข้อ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และพรหมวิหาร 4 ที่เมื่อทำแล้วจะมีความเบาใจสี่ประการ ส่วนในสาฬหสูตรเนื้อหาคล้ายกับเกสปุตติสูตรเพียงเปลี่ยนบุคคล และจบลงที่นิพพาน</p><p>"คุณอย่าเพิ่งหยุดที่ตรงนี้ ที่เห็นข้อใดข้อหนึ่งแล้วจบ อย่าเพิ่ง แล้วก็ไม่ใช่ว่ามันไม่จริง แล้วก็อย่าเพิงไปเชื่อว่าจริงอย่างเดียว แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่ใช่ ต้องรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล มันเป็นโทษหรือเป็นคุณ เวลาที่ถ้าทำถึงมาตรฐานของมันแล้ว มันจะเป็นไปเพื่อทุกข์หรือมันจะเป็นไปเพื่อสุข"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ข้อที่ 62 - 64 (6342-6t)</title>
			<itunes:title>ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ข้อที่ 62 - 64 (6342-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/3e6b197d-fee9-4d3f-acae-ac4e00d3efa1/media.mp3" length="26865028" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3e6b197d-fee9-4d3f-acae-ac4e00d3efa1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d83</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8ME6Cddu6cVtgH7c5/x3mC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d83.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เริ่มมหาวรรคในข้อที่ 62 - 64 พระสูตรแรกเกี่ยวกับทิฏฐิที่เป็นท่า 3 ต่อด้วยทิฏฐิที่ถูก 4 ทิฏฐิที่เป็นท่า 3 คือ สุขทุกข์ทั้งหมดมาจากรรมแต่ปางก่อน มาจากบุคคลอื่นบันดาล หรือไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ที่ถูก คือ ธาตุ 6 อายตนะ 6 มโนปวิจาร 18 และอริยสัจ 4 ต่อมาเป็นเรื่องของภัยที่คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นภัยที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้แต่จริง ๆ แล้วช่วยได้ กับภัยที่ช่วยกันไม่ได้จริง ๆ คือ ภัยจากความแก่ ความเจ็บ และความตาย ทางออกจากภัยที่ช่วยได้ และไม่ได้ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ในพระสูตรสุดท้ายเป็นเรื่องของที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่หาได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในธรรมวินัยนี้ คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ อันเป็นพรหม และอันเป็นอริยะ </p><p>"ภิกษุทั้งหลาย มรรคปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เริ่มมหาวรรคในข้อที่ 62 - 64 พระสูตรแรกเกี่ยวกับทิฏฐิที่เป็นท่า 3 ต่อด้วยทิฏฐิที่ถูก 4 ทิฏฐิที่เป็นท่า 3 คือ สุขทุกข์ทั้งหมดมาจากรรมแต่ปางก่อน มาจากบุคคลอื่นบันดาล หรือไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ที่ถูก คือ ธาตุ 6 อายตนะ 6 มโนปวิจาร 18 และอริยสัจ 4 ต่อมาเป็นเรื่องของภัยที่คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นภัยที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้แต่จริง ๆ แล้วช่วยได้ กับภัยที่ช่วยกันไม่ได้จริง ๆ คือ ภัยจากความแก่ ความเจ็บ และความตาย ทางออกจากภัยที่ช่วยได้ และไม่ได้ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ในพระสูตรสุดท้ายเป็นเรื่องของที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ที่หาได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในธรรมวินัยนี้ คือ ที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ อันเป็นพรหม และอันเป็นอริยะ </p><p>"ภิกษุทั้งหลาย มรรคปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | พราหมณวรรค ข้อที่ 58 - 61 (6341-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | พราหมณวรรค ข้อที่ 58 - 61 (6341-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/7571dc18-39be-4a1d-b64b-ac4e00d25aea/media.mp3" length="28953161" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7571dc18-39be-4a1d-b64b-ac4e00d25aea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d84</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/MDMdsRqZVVK/cj4ccebCS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d84.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ว่าเป็นผู้ได้วิชชา 3 เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนผู้ได้วิชชา 3 ในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง”</p><p>วันนี้จบพราหมณวรรค ข้อที่ 58 - 61</p><p>วัจฉโคตตสูตร เมื่อถูกถามว่า ควรให้ทานในพระพุทธเจ้าและสาวกเท่านั้น ไม่ควรให้ในบุคคลอื่น ทรงตอบว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นดั่งโจรดักปล้นวัตถุ 3 อย่าง ทานที่จะมีผลมาก ควรให้ในผู้ละองค์ 5 และประกอบด้วยองค์ 5 </p><p>ติกัณณสูตร ความต่างของวิชชา 3 ในพราหมณ์และวิชชา 3 ในอริยวินัย</p><p>ชานุสโสณิสูตร ลักษณะของผู้มีวิชชา 3 ที่ต่างกันของพราหมณ์ และในอริยวินัย</p><p>สังคารวสูตร เมื่อพราหมณ์ยกเรื่องปฏิปทาที่ต่างกัน พระพุทธเจ้ายกเรื่องปาฏิหาริย์ 3 อย่างทีสามารถมีได้เมื่อปฏิบัติมาตามธรรมวินัยนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติพราหมณ์ว่าเป็นผู้ได้วิชชา 3 เป็นอย่างหนึ่ง ส่วนผู้ได้วิชชา 3 ในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง”</p><p>วันนี้จบพราหมณวรรค ข้อที่ 58 - 61</p><p>วัจฉโคตตสูตร เมื่อถูกถามว่า ควรให้ทานในพระพุทธเจ้าและสาวกเท่านั้น ไม่ควรให้ในบุคคลอื่น ทรงตอบว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเป็นดั่งโจรดักปล้นวัตถุ 3 อย่าง ทานที่จะมีผลมาก ควรให้ในผู้ละองค์ 5 และประกอบด้วยองค์ 5 </p><p>ติกัณณสูตร ความต่างของวิชชา 3 ในพราหมณ์และวิชชา 3 ในอริยวินัย</p><p>ชานุสโสณิสูตร ลักษณะของผู้มีวิชชา 3 ที่ต่างกันของพราหมณ์ และในอริยวินัย</p><p>สังคารวสูตร เมื่อพราหมณ์ยกเรื่องปฏิปทาที่ต่างกัน พระพุทธเจ้ายกเรื่องปาฏิหาริย์ 3 อย่างทีสามารถมีได้เมื่อปฏิบัติมาตามธรรมวินัยนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุติยปัณณาสก์ | พราหมณวรรค ข้อที่ 52 - 57 (6340-6t)</title>
			<itunes:title>ทุติยปัณณาสก์ | พราหมณวรรค ข้อที่ 52 - 57 (6340-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/3df58825-2f1d-4cde-93a6-ac46010094c4/media.mp3" length="26721327" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3df58825-2f1d-4cde-93a6-ac46010094c4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d85</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9AAJn2+A19lExi/tfmob64]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d85.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ สิ่งของที่นำออกไปได้ย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา สิ่งของที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้น ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา ฉันใด</p><p>เมื่อโลกถูกชราและมรณะแผดเผาแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลควรนำออกมาด้วยการให้ สิ่งที่ให้แล้วชื่อว่านำออกไปดีแล้ว ความสำรวมทางกาย วาจา และใจในโลกนี้ ย่อมมีเพื่อความสุขแก่บุคคลผู้ตายไปแล้ว ซึ่งได้ทำบุญไว้ขณะเมื่อมีชีวิตอยู่"</p><p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต วันนี้เริ่มทุติยปัณณาสก์ พรหมณวรรคข้อที่ 52 - 57 ในปฐมและทุติยเทวพราหมณสูตรเป็นเรื่องที่พราหมณ์ผู้ประมาท ได้ถามว่าชีวิตที่เหลือควรทำเช่นไร พระพุทธเจ้าได้ยกธรรม 3 ข้อ คือความแก่ ความเจ็บ และความตายที่เป็นเครื่องร้อยรัด จึงควรมีการสำรวมกายวาจาใจและสร้างบุญ ในข้อที่ 53 เพิ่มเรื่องการนำออกด้วยทาน การให้ทานเป็นการได้ซึ่งลาภทาน </p><p>อัญญตรพราหมณสูตร, ปริพาชกสูตร, นิพพุตสูตร เป็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นสวากขาตธรรม ทำไมธรรมะจึงรู้ได้เฉพาะตน และนิพพานเป็นอย่างไร ทรงยกเรื่องราคะโทสะโมหะที่เมื่อมีแล้ว ใจจะมีทุกขโทมนัส จะทำให้เกิดการเบียดเบียนกัน ไม่รู้ประโยชน์ชัดทั้งสองฝ่าย เมื่อปฏิบัติมาตามธรรมราคะโทสะโมหะหมดไป ความทุกข์ในใจก็ไม่เกิด มีความไม่เบียดเบียน เห็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น แล้วจะเห็นความดับในใจได้ด้วยตนเอง</p><p>ปโลกสูตร เหตุที่ว่าทำไมมนุษย์จึงมีน้อย เป็นเพราะมนุษย์ประกอบอกุศลธรรม 3 อย่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ สิ่งของที่นำออกไปได้ย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา สิ่งของที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้น ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา ฉันใด</p><p>เมื่อโลกถูกชราและมรณะแผดเผาแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลควรนำออกมาด้วยการให้ สิ่งที่ให้แล้วชื่อว่านำออกไปดีแล้ว ความสำรวมทางกาย วาจา และใจในโลกนี้ ย่อมมีเพื่อความสุขแก่บุคคลผู้ตายไปแล้ว ซึ่งได้ทำบุญไว้ขณะเมื่อมีชีวิตอยู่"</p><p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต วันนี้เริ่มทุติยปัณณาสก์ พรหมณวรรคข้อที่ 52 - 57 ในปฐมและทุติยเทวพราหมณสูตรเป็นเรื่องที่พราหมณ์ผู้ประมาท ได้ถามว่าชีวิตที่เหลือควรทำเช่นไร พระพุทธเจ้าได้ยกธรรม 3 ข้อ คือความแก่ ความเจ็บ และความตายที่เป็นเครื่องร้อยรัด จึงควรมีการสำรวมกายวาจาใจและสร้างบุญ ในข้อที่ 53 เพิ่มเรื่องการนำออกด้วยทาน การให้ทานเป็นการได้ซึ่งลาภทาน </p><p>อัญญตรพราหมณสูตร, ปริพาชกสูตร, นิพพุตสูตร เป็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นสวากขาตธรรม ทำไมธรรมะจึงรู้ได้เฉพาะตน และนิพพานเป็นอย่างไร ทรงยกเรื่องราคะโทสะโมหะที่เมื่อมีแล้ว ใจจะมีทุกขโทมนัส จะทำให้เกิดการเบียดเบียนกัน ไม่รู้ประโยชน์ชัดทั้งสองฝ่าย เมื่อปฏิบัติมาตามธรรมราคะโทสะโมหะหมดไป ความทุกข์ในใจก็ไม่เกิด มีความไม่เบียดเบียน เห็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น แล้วจะเห็นความดับในใจได้ด้วยตนเอง</p><p>ปโลกสูตร เหตุที่ว่าทำไมมนุษย์จึงมีน้อย เป็นเพราะมนุษย์ประกอบอกุศลธรรม 3 อย่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | จูฬวรรค ข้อที่ 41-51 (6339-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | จูฬวรรค ข้อที่ 41-51 (6339-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/21d6b4b8-203d-4ded-ba37-ac3d0093f4b1/media.mp3" length="28218004" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">21d6b4b8-203d-4ded-ba37-ac3d0093f4b1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d86</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9S5gSCxPK21ZZrhoBhUZcO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d86.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จบบริบรูณ์ปฐมปัณณาสก์ ในติกนิบาต วรรคสุดท้าย คือ จูฬวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย ตั้งแต่ข้อที่ 41-51 มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ในปัพพตราชสูตรที่เปรียบเทียบต้นไม้กับผลที่จะได้รับเมื่อชนนั้นอาศัยในพ่อบ้านที่มีศรัทธา ศีล ปัญญา ดั่งในพระสูตร ดังนี้</p><p>"ภูเขาหินมีอยู่ในป่าใหญ่หมู่ไม้เหล่านั้นอาศัยภูเขานั้นเจริญงอกงามเติบโตในป่า แม้ฉันใดบุตร ภรรยา พวกพ้อง อำมาตย์ หมู่ญาติและชนผู้อาศัยเขาเลี้ยงชีพ ก็ฉันนั้นเหมือนกันอาศัยพ่อบ้านผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมงอกงามในโลกนี้ชนผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง เห็นศีลจาคะ(ความเสียสละ) และสุจริต(ความประพฤติดี)ของพ่อบ้านผู้มีศีลนั้นแล้วย่อมทำตามบุคคลประพฤติธรรมซึ่งเป็นทางนำสัตว์ไปสู่สุคติย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้สมปรารถนาย่อมบันเทิงในเทวโลก"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จบบริบรูณ์ปฐมปัณณาสก์ ในติกนิบาต วรรคสุดท้าย คือ จูฬวรรคหมวดว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย ตั้งแต่ข้อที่ 41-51 มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น ในปัพพตราชสูตรที่เปรียบเทียบต้นไม้กับผลที่จะได้รับเมื่อชนนั้นอาศัยในพ่อบ้านที่มีศรัทธา ศีล ปัญญา ดั่งในพระสูตร ดังนี้</p><p>"ภูเขาหินมีอยู่ในป่าใหญ่หมู่ไม้เหล่านั้นอาศัยภูเขานั้นเจริญงอกงามเติบโตในป่า แม้ฉันใดบุตร ภรรยา พวกพ้อง อำมาตย์ หมู่ญาติและชนผู้อาศัยเขาเลี้ยงชีพ ก็ฉันนั้นเหมือนกันอาศัยพ่อบ้านผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมงอกงามในโลกนี้ชนผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง เห็นศีลจาคะ(ความเสียสละ) และสุจริต(ความประพฤติดี)ของพ่อบ้านผู้มีศีลนั้นแล้วย่อมทำตามบุคคลประพฤติธรรมซึ่งเป็นทางนำสัตว์ไปสู่สุคติย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้สมปรารถนาย่อมบันเทิงในเทวโลก"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | เทวฑูตวรรค ข้อ 37 - 40 (6338-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | เทวฑูตวรรค ข้อ 37 - 40 (6338-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ec22d10f-199a-4958-a783-ac3a0131ba6c/media.mp3" length="26872971" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ec22d10f-199a-4958-a783-ac3a0131ba6c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d87</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9iVSfiOZFu4E5/NAD1U00m]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d87.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จบเทวฑูตวรรคข้อที่ 37 - 40 มีรายละเอียดดังนี้ </p><p>ยมราชสูตร: ความปราถนา 3 ประการของพญายม</p><p>จาตุมหาราชสูตร : ความยินดีความเสียใจของเทวดาเมื่อมนุษย์ดำรงในความดีหรือทำให้สูญสิ้นไป</p><p>สุขุมาลสูตร : ความเป็นสุขุมาลชาติก่อนบวชที่ก่อให้เกิดความมัวเมา 3 ประการ คือ ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว ในความไม่มีโรคและในชีวิต พระองค์มีกำลังในการจะตัดขาดสิ่งเหล่านี้จึงก่อให้เกิดคำถามแสวงหาคำตอบเพื่อจะแก้ไขปัญหา กำลังในที่นี้คืออะไร นัยยะที่ชวนให้คิดในกำลังของนกมูลไถกับช้างอาชาไนย</p><p>อาธิปเตยยสูตร : อัตตาธิปไตยคือเตือนตนเพื่อตน,โลกาธิปไตยคือผู้รู้ติเตียน, ธัมมาธิปไตยคือเห็นธรรมเป็นใหญ่ ทั้ง 3 อย่างนี้จบลงที่เพื่อความดี </p><p>"ภิกษุผู้มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว, ภิกษุผู้มัวเมาในความไม่มีโรค หรือภิกษุผู้มัวเมาในชีวิตย่อมบอกคืนสิกขา กลับมาเป็นคฤหัสถ์"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จบเทวฑูตวรรคข้อที่ 37 - 40 มีรายละเอียดดังนี้ </p><p>ยมราชสูตร: ความปราถนา 3 ประการของพญายม</p><p>จาตุมหาราชสูตร : ความยินดีความเสียใจของเทวดาเมื่อมนุษย์ดำรงในความดีหรือทำให้สูญสิ้นไป</p><p>สุขุมาลสูตร : ความเป็นสุขุมาลชาติก่อนบวชที่ก่อให้เกิดความมัวเมา 3 ประการ คือ ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว ในความไม่มีโรคและในชีวิต พระองค์มีกำลังในการจะตัดขาดสิ่งเหล่านี้จึงก่อให้เกิดคำถามแสวงหาคำตอบเพื่อจะแก้ไขปัญหา กำลังในที่นี้คืออะไร นัยยะที่ชวนให้คิดในกำลังของนกมูลไถกับช้างอาชาไนย</p><p>อาธิปเตยยสูตร : อัตตาธิปไตยคือเตือนตนเพื่อตน,โลกาธิปไตยคือผู้รู้ติเตียน, ธัมมาธิปไตยคือเห็นธรรมเป็นใหญ่ ทั้ง 3 อย่างนี้จบลงที่เพื่อความดี </p><p>"ภิกษุผู้มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว, ภิกษุผู้มัวเมาในความไม่มีโรค หรือภิกษุผู้มัวเมาในชีวิตย่อมบอกคืนสิกขา กลับมาเป็นคฤหัสถ์"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | เทวฑูตวรรค ข้อ 33 - 36 (6337-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | เทวฑูตวรรค ข้อ 33 - 36 (6337-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/89688d12-3cd5-48d8-a2e5-ac3200e1628e/media.mp3" length="27017109" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">89688d12-3cd5-48d8-a2e5-ac3200e1628e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d88</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/+QPABzbX8vcr+EGy+EJ+x]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d88.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เกิดกรรม 3 ประการนี้แล คนเขลาทำกรรมที่เกิดเพราะโลภะ โทสะ และโมหะ กรรมที่คนเขลานั้นทำแล้วจะมากหรือน้อยก็ตาม ย่อมให้ผลในอัตภาพนี้แล สิ่งอื่น (ที่จะรองรับผลกรรมนั้น) ไม่มี เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้รู้โลภะ โทสะ และโมหะ (จึงไม่ทำ) กรรมที่เกิด เพราะเมื่อทำวิชชาให้เกิดขึ้น ย่อมละทุคติทั้งปวงได้”</p><p>ยังคงอยู่ในเทวฑูตวรรคข้อที่ 33 - 36 </p><p>สารีปุตตสูตร เป็นคำถามเกี่ยวกับสมาธิที่จะเข้าไปสู่นิพพาน</p><p>นิทานสูตร เหตุ 3 อย่างที่ทำให้เกิดกรรม ที่มีทั้งให้ผลในปัจจุบัน, ให้ผลลำดับต่อมา และให้ผลต่อมา ๆ เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ยังมีเชื้องอกหว่านในนาดีก็จะเป็นเหตุให้เกิดต่อเนื่อง ส่วนกรรมที่กระทำด้วยอโลภะ อโทสะ และอโมหะ ดั่งเมล็ดพืชที่ไม่มีเชื้อ ไม่มีเหตุให้เกิดขึ้นต่อไป</p><p>หัตถกสูตร ความสุขอันเป็นทิพย์ของผู้ที่สิ้นราคะโทสะโมหะ อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข</p><p>เทวฑูตสูตร การไม่เห็นเทวฑูตทั้ง 3 ทำให้ไปนรกได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เกิดกรรม 3 ประการนี้แล คนเขลาทำกรรมที่เกิดเพราะโลภะ โทสะ และโมหะ กรรมที่คนเขลานั้นทำแล้วจะมากหรือน้อยก็ตาม ย่อมให้ผลในอัตภาพนี้แล สิ่งอื่น (ที่จะรองรับผลกรรมนั้น) ไม่มี เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้รู้โลภะ โทสะ และโมหะ (จึงไม่ทำ) กรรมที่เกิด เพราะเมื่อทำวิชชาให้เกิดขึ้น ย่อมละทุคติทั้งปวงได้”</p><p>ยังคงอยู่ในเทวฑูตวรรคข้อที่ 33 - 36 </p><p>สารีปุตตสูตร เป็นคำถามเกี่ยวกับสมาธิที่จะเข้าไปสู่นิพพาน</p><p>นิทานสูตร เหตุ 3 อย่างที่ทำให้เกิดกรรม ที่มีทั้งให้ผลในปัจจุบัน, ให้ผลลำดับต่อมา และให้ผลต่อมา ๆ เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ยังมีเชื้องอกหว่านในนาดีก็จะเป็นเหตุให้เกิดต่อเนื่อง ส่วนกรรมที่กระทำด้วยอโลภะ อโทสะ และอโมหะ ดั่งเมล็ดพืชที่ไม่มีเชื้อ ไม่มีเหตุให้เกิดขึ้นต่อไป</p><p>หัตถกสูตร ความสุขอันเป็นทิพย์ของผู้ที่สิ้นราคะโทสะโมหะ อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข</p><p>เทวฑูตสูตร การไม่เห็นเทวฑูตทั้ง 3 ทำให้ไปนรกได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | ปุคคลวรรคข้อที่ 28-30 และ เทวทูตวรรคข้อที่ 31-32 (6336-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | ปุคคลวรรคข้อที่ 28-30 และ เทวทูตวรรคข้อที่ 31-32 (6336-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/952e1282-940c-4baa-af5d-ac2b00e11c20/media.mp3" length="26337201" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">952e1282-940c-4baa-af5d-ac2b00e11c20</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d89</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9XKqs1uM2mVp2ibBe3Lan+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d89.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต ใน episodeนี้ เป็นภาคต่อของปุคคลวรรคที่เหลือ แล้วต่อด้วยหมวดที่ 4 คือเทวฑูตวรรค 2 ข้อ มีพระสูตรที่เกี่ยวข้องอยู่ 5 พระสูตร เช่นในอวกุชชสูตร ปัญญาบุคคล 3 ประเภท ไม่ใช่ว่าบุคคลที่มีปัญญาแบบหม้อคว่ำหรือแบบชายพกนั้นไม่ดีไปเสียทั้งหมด เพราะอย่างน้อยก็มาทางธรรม แต่บุคคลที่ดีเลิศที่สุดคือผู้ที่มีปัญญาแบบหม้อหงาย ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด ดั่งพระสูตรที่ว่า</p><p>"ส่วนบุคคลมีปัญญากว้างขวาง เรากล่าวว่า ดีกว่าบุคคลที่มีปัญญาเหมือนชายพก บุคคลเช่นนั้นหมั่นไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย นั่งตรงที่นั้นเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้น จำพยัญชนะได้ มีความดำริประเสริฐ มีจิตใจไม่วอกแวก ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ในติกนิบาต ใน episodeนี้ เป็นภาคต่อของปุคคลวรรคที่เหลือ แล้วต่อด้วยหมวดที่ 4 คือเทวฑูตวรรค 2 ข้อ มีพระสูตรที่เกี่ยวข้องอยู่ 5 พระสูตร เช่นในอวกุชชสูตร ปัญญาบุคคล 3 ประเภท ไม่ใช่ว่าบุคคลที่มีปัญญาแบบหม้อคว่ำหรือแบบชายพกนั้นไม่ดีไปเสียทั้งหมด เพราะอย่างน้อยก็มาทางธรรม แต่บุคคลที่ดีเลิศที่สุดคือผู้ที่มีปัญญาแบบหม้อหงาย ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด ดั่งพระสูตรที่ว่า</p><p>"ส่วนบุคคลมีปัญญากว้างขวาง เรากล่าวว่า ดีกว่าบุคคลที่มีปัญญาเหมือนชายพก บุคคลเช่นนั้นหมั่นไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย นั่งตรงที่นั้นเรียนเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกถานั้น จำพยัญชนะได้ มีความดำริประเสริฐ มีจิตใจไม่วอกแวก ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล ข้อที่ 21-27 (6335-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล ข้อที่ 21-27 (6335-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/046f60e2-2383-456e-92ff-ac1b00f200a3/media.mp3" length="28401428" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">046f60e2-2383-456e-92ff-ac1b00f200a3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/Wp/qPLF4YvnHmeGpsVC3w]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ที่หมวดธรรม 3 ข้อ ติกนิบาต ในตอนนี้ว่าด้วยหมวดแห่งบุคคล 3 ประเภทตั้งแต่ข้อที่ 21-27 พระสูตรที่เกี่ยวข้องมีดังนี้</p><p>สวิฏฐสูตร บุคคลจำพวกไหนประณีตดีกว่ากันระหว่างกายสักขีบุคคล (เข้าใจตน) ทิฏฐิปัตตบุคคล (เข้าใจโลกปรับทิฏฐิ) สัทธาวิมุตตบุคคล (หลุดโลกด้วยศรัทธา) พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นเรื่องไม่ใช่จะทำได้ง่ายที่จะตอบว่าใครดีกว่ากัน เพราะล้วนปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ เอาตรงที่จุดจบ ไม่ใช่เอาตรงขาเข้ามา</p><p>คิลานสูตร ยก 3 อย่างแรกเกี่ยวกับคนไข้ ยก 3 อย่างหลังเกี่ยวกับคนที่จะได้ฟังธรรม เพราะภิกษุป่วยประเภทที่ 3 พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้มีการรักษาเช่นกัน เพราะบุคคลประเภทที่ 3 จึงอนุญาตให้มีการแสดงธรรม เพราะเมื่อได้ยินธรรมะจะรู้ธรรมได้</p><p>สังขารสูตร เพราะปรุงแต่งทางกายวาจาใจมาไม่เหมือนกันจึงทำให้ไปอยู่ในภพที่ต่างกันคือ ทุกข์มาก สุขมาก และสุขทุกข์พอ ๆ กัน เหตุปัจจัยนี้เราเลือกที่จะสร้างได้</p><p>พหุการสูตร ถ้าเราอาศัยบุคคลใดแล้วทำให้เรามีความดี3อย่างนี้ บุคคลนั้นมีอุปการะมากเพราะทำให้ความทุกข์ของเราหมดไปเท่าพื้นปฐพี คือบุคคลที่อาศัยแล้วทำให้เรามีโสตาปัตติยังคะ 4 เป็นโสดาปัตติมรรค, อาศัยแล้วทำให้รู้อริยสัจเป็นโสดาปัตติผล และอาศัยแล้วทำให้เกิดอรหัตผล</p><p>วชิรูปมสูตร บุคคลที่มีจิตเหมือนแผลเก่าคือโกรธง่าย บุคคลที่มีจิตเหมือนฟ้าแลบคือเห็นอริยสัจ 4 แสงสว่างแว๊ปเดียวในความมืด เป็นโสดาบัน และบุคคลที่มีจิตเหมือนเพชรคือจิตพระอรหันต์ ไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้บดขยี้กิเลสได้หมด</p><p>เสวิตัพพสูตร ควรคบใครให้เอาศีล สมาธิ ปัญญาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา และใช้เมตตาอนุเคราะห์ในคนที่ต่ำกว่า</p><p>ชิคุจฉิตัพพสูตร รังเกียจบุคคลที่ทุศีลเน่าในมิจฉามรรค, วางเฉยในคนที่มักโกรธ, ควรเสพคบในบุคคลที่มีศีลมีธรรมจะทำให้เราสูงขึ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ยังคงอยู่ที่หมวดธรรม 3 ข้อ ติกนิบาต ในตอนนี้ว่าด้วยหมวดแห่งบุคคล 3 ประเภทตั้งแต่ข้อที่ 21-27 พระสูตรที่เกี่ยวข้องมีดังนี้</p><p>สวิฏฐสูตร บุคคลจำพวกไหนประณีตดีกว่ากันระหว่างกายสักขีบุคคล (เข้าใจตน) ทิฏฐิปัตตบุคคล (เข้าใจโลกปรับทิฏฐิ) สัทธาวิมุตตบุคคล (หลุดโลกด้วยศรัทธา) พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นเรื่องไม่ใช่จะทำได้ง่ายที่จะตอบว่าใครดีกว่ากัน เพราะล้วนปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ เอาตรงที่จุดจบ ไม่ใช่เอาตรงขาเข้ามา</p><p>คิลานสูตร ยก 3 อย่างแรกเกี่ยวกับคนไข้ ยก 3 อย่างหลังเกี่ยวกับคนที่จะได้ฟังธรรม เพราะภิกษุป่วยประเภทที่ 3 พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้มีการรักษาเช่นกัน เพราะบุคคลประเภทที่ 3 จึงอนุญาตให้มีการแสดงธรรม เพราะเมื่อได้ยินธรรมะจะรู้ธรรมได้</p><p>สังขารสูตร เพราะปรุงแต่งทางกายวาจาใจมาไม่เหมือนกันจึงทำให้ไปอยู่ในภพที่ต่างกันคือ ทุกข์มาก สุขมาก และสุขทุกข์พอ ๆ กัน เหตุปัจจัยนี้เราเลือกที่จะสร้างได้</p><p>พหุการสูตร ถ้าเราอาศัยบุคคลใดแล้วทำให้เรามีความดี3อย่างนี้ บุคคลนั้นมีอุปการะมากเพราะทำให้ความทุกข์ของเราหมดไปเท่าพื้นปฐพี คือบุคคลที่อาศัยแล้วทำให้เรามีโสตาปัตติยังคะ 4 เป็นโสดาปัตติมรรค, อาศัยแล้วทำให้รู้อริยสัจเป็นโสดาปัตติผล และอาศัยแล้วทำให้เกิดอรหัตผล</p><p>วชิรูปมสูตร บุคคลที่มีจิตเหมือนแผลเก่าคือโกรธง่าย บุคคลที่มีจิตเหมือนฟ้าแลบคือเห็นอริยสัจ 4 แสงสว่างแว๊ปเดียวในความมืด เป็นโสดาบัน และบุคคลที่มีจิตเหมือนเพชรคือจิตพระอรหันต์ ไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้บดขยี้กิเลสได้หมด</p><p>เสวิตัพพสูตร ควรคบใครให้เอาศีล สมาธิ ปัญญาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา และใช้เมตตาอนุเคราะห์ในคนที่ต่ำกว่า</p><p>ชิคุจฉิตัพพสูตร รังเกียจบุคคลที่ทุศีลเน่าในมิจฉามรรค, วางเฉยในคนที่มักโกรธ, ควรเสพคบในบุคคลที่มีศีลมีธรรมจะทำให้เราสูงขึ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | รถการวรรค หมวดว่าด้วยช่างรถ (6334-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | รถการวรรค หมวดว่าด้วยช่างรถ (6334-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/13899c99-fe91-40ad-ae37-ac1b00e91ad1/media.mp3" length="28201836" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">13899c99-fe91-40ad-ae37-ac1b00e91ad1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9qkshXg6AdbW6kCIVodMVR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ติกนิบาต ธรรมะสามประการที่เปรียบเทียบกัน ในตอนนี้ชื่อว่า รถาการวรรค ต่อจากตอนที่แล้วเริ่มตั้งแต่ข้อที่ 14 จนจบวรรค พระสูตรที่เกี่ยวข้องในช่วงนี้มี อสังสสูตร เปรียบเทียบบุคคล 3 จำพวกที่หมดหวัง ยังมีหวัง ปราศจากความหวังกับการเป็นพระอรหันต์</p><p>จักกวัตติสูตร ที่เทียบให้เห็นการรักษาของพระราชากับการรักษาของพระพุทธเจ้าที่ยังธรรมะให้เป็นไปโดยการคุ้มครองโดยธรรมในทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม</p><p>ปเจตนสูตร เปรียบเทียบให้เห็นว่าเมื่อก่อนฉลาดในความคดปุ่มปมแก่นกระพี้ของไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ฉลาดในความคดของกายวาจาใจ โทษของกายวาจาใจ มลทินของกายวาจาใจ</p><p>อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะไม่มีทางเสื่อมมีแต่ดีท่าเดียว ทำได้แม้นิดหน่อยก็ดีเลย เพราะมันไม่ผิด ทำธรรม3อย่างนี้เพื่อปรารภเหตุเพื่อความสิ้นอาสวะ</p><p>อัตตพยาพาธสูตร ธรรมที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองอย่าง คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ในทางไม่เบียดเบียนก็ตรงข้ามกัน</p><p>เทวโลกสูตร ให้ระอารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต</p><p>ปฐมปาปณิกสูตร คุณสมบัติ 3 อย่างของพ่อค้าที่ทำแล้วจะได้กำไรจัดแจงการงานใน 3 เวลา กับภิกษุที่ทำสมาธิ 3 เวลา</p><p>ทุติยปาปณิกสูตร คุณสมบัติของพ่อค้าที่มีตาดีในภิกษุคือเห็นตามจริงในอริยสัจสี่ มีธุรกิจดีในภิกษุ คือ มีความเพียรดี มีความเพียบพร้อมด้วยที่พักพิงอาศัยในภิกษุ คือ กัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ติกนิบาต ธรรมะสามประการที่เปรียบเทียบกัน ในตอนนี้ชื่อว่า รถาการวรรค ต่อจากตอนที่แล้วเริ่มตั้งแต่ข้อที่ 14 จนจบวรรค พระสูตรที่เกี่ยวข้องในช่วงนี้มี อสังสสูตร เปรียบเทียบบุคคล 3 จำพวกที่หมดหวัง ยังมีหวัง ปราศจากความหวังกับการเป็นพระอรหันต์</p><p>จักกวัตติสูตร ที่เทียบให้เห็นการรักษาของพระราชากับการรักษาของพระพุทธเจ้าที่ยังธรรมะให้เป็นไปโดยการคุ้มครองโดยธรรมในทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม</p><p>ปเจตนสูตร เปรียบเทียบให้เห็นว่าเมื่อก่อนฉลาดในความคดปุ่มปมแก่นกระพี้ของไม้ แต่ในปัจจุบันนี้ฉลาดในความคดของกายวาจาใจ โทษของกายวาจาใจ มลทินของกายวาจาใจ</p><p>อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ที่เมื่อปฏิบัติแล้วจะไม่มีทางเสื่อมมีแต่ดีท่าเดียว ทำได้แม้นิดหน่อยก็ดีเลย เพราะมันไม่ผิด ทำธรรม3อย่างนี้เพื่อปรารภเหตุเพื่อความสิ้นอาสวะ</p><p>อัตตพยาพาธสูตร ธรรมที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองอย่าง คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ในทางไม่เบียดเบียนก็ตรงข้ามกัน</p><p>เทวโลกสูตร ให้ระอารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต</p><p>ปฐมปาปณิกสูตร คุณสมบัติ 3 อย่างของพ่อค้าที่ทำแล้วจะได้กำไรจัดแจงการงานใน 3 เวลา กับภิกษุที่ทำสมาธิ 3 เวลา</p><p>ทุติยปาปณิกสูตร คุณสมบัติของพ่อค้าที่มีตาดีในภิกษุคือเห็นตามจริงในอริยสัจสี่ มีธุรกิจดีในภิกษุ คือ มีความเพียรดี มีความเพียบพร้อมด้วยที่พักพิงอาศัยในภิกษุ คือ กัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฐมปัณณาสก์ | พาลวรรค (6333-6t)</title>
			<itunes:title>ปฐมปัณณาสก์ | พาลวรรค (6333-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/36a4a13f-4a8d-4c77-9a1a-ac180003db0b/media.mp3" length="28265414" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">36a4a13f-4a8d-4c77-9a1a-ac180003db0b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8Y6c586cHsr20GFMciZkNH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8c.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขึ้นฤดูกาลใหม่ ซีซั่นที่ 5 กับ พาลวรรค ว่าด้วยภัยจากคนพาล และปิดท้ายตอนด้วย รถการวรรค ว่าด้วยช่างรถ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขึ้นฤดูกาลใหม่ ซีซั่นที่ 5 กับ พาลวรรค ว่าด้วยภัยจากคนพาล และปิดท้ายตอนด้วย รถการวรรค ว่าด้วยช่างรถ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | ราคเปยยาล (6332-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | ราคเปยยาล (6332-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c53a7049-a564-4ea4-8ad5-ac0d00d314c2/media.mp3" length="26296872" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c53a7049-a564-4ea4-8ad5-ac0d00d314c2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9WgE3A8i5A6MYLPE4149ZF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เป็นตอนที่จบบริบูรณ์ของทุกนิบาต (หมวดธรรม 2 ข้อ) ในคัมภีร์อุตตรนิกาย ในตอนสุดท้ายนี้ว่าด้วย ราคเปยยาล ที่เป็นตัวแทนของความไม่ดีที่เราจะกำจัดได้ด้วยความดี ในที่นี้คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นธรรมะสองอย่างที่ภิกษุควรทำให้เจริญ ซึ่งเมื่อมีแล้วจะสามารถกำจัดราคะ โทสะ โมหะ โกธะ ความผูกโกรธ ความลบหลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความถือตัว ความดูหมิ่นเขา ความมัวเมา และความประมาทได้ โดยผ่านการทำกิริยา 10 อย่าง</p><p>“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เป็นตอนที่จบบริบูรณ์ของทุกนิบาต (หมวดธรรม 2 ข้อ) ในคัมภีร์อุตตรนิกาย ในตอนสุดท้ายนี้ว่าด้วย ราคเปยยาล ที่เป็นตัวแทนของความไม่ดีที่เราจะกำจัดได้ด้วยความดี ในที่นี้คือ สมถะและวิปัสสนา เป็นธรรมะสองอย่างที่ภิกษุควรทำให้เจริญ ซึ่งเมื่อมีแล้วจะสามารถกำจัดราคะ โทสะ โมหะ โกธะ ความผูกโกรธ ความลบหลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความถือตัว ความดูหมิ่นเขา ความมัวเมา และความประมาทได้ โดยผ่านการทำกิริยา 10 อย่าง</p><p>“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | โกธเปยยาล ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด (6331-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | โกธเปยยาล ว่าด้วยหมวดเบ็ดเตล็ด (6331-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/e21b9ce9-deb2-4680-a151-ac0900d525dd/media.mp3" length="27121172" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e21b9ce9-deb2-4680-a151-ac0900d525dd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/GjiPf63LIntFoUOBEMojm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>โกธเปยยาล อกุสลเปยยาล และวินยเปยยาล</p><p>เปยยาลก็คือเบ็ดเตล็ด ตอนนี้จึงเป็นหมวดว่าด้วยเบ็ดเตล็ดของธรรมะในข้อความโกรธ ความเป็นอกุศล และหมวดของวินัย ในโกธเปยยาลจะว่าด้วยคุณธรรมที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝ่ายดีฝ่ายไม่ดี 5 คู่ 10 ข้อ สลับกันไปสลับกันมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นส่วนเหมือนส่วนต่าง เช่น มีความโกรธก็มีความไม่โกรธ, มีความผูกโกรธก็มีความไม่ผูกโกรธ เป็นต้น ในอกุสลเปยยาล คือ คุณธรรมที่เป็นผลมาจากธรรมะที่คุณมีหรือไม่มีในข้อโกธเปยยาล เป็นต้นว่าธรรมที่มีทุกข์เป็นกำไรกับธรรมที่มีสุขเป็นกำไร, ธรรมที่มีความเบียดเบียนกับธรรมที่มีความไม่เบียดเบียน เป็นต้น ส่วนในวินยเปยยาลเป็นเรื่องของวินัยของพระสงฆ์ ที่บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์เพื่อความดีเพื่อความผาสุกโดยอาศัยธรรมะ 10 คู่ 20 ข้อนี้ </p><p>"คำว่า "กำไร" หมายถึงว่า มันเพิ่มพูนขึ้นมา คุณทำอะไรไปสักอย่างใดอย่างหนึ่ง อะไรที่มันคลอดลูกออกมา กำไร ดอกเบี้ย พวกนี้เป็นกำไรออกมา คลอดออกมาดอกเบี้ยออกมา เพราะงั้นเวลาเราทำอะไรแล้วเพิ่มพูนขึ้น เวลาคุณทำอะไรแล้วมันเพิ่มพูนขึ้น ถ้าคุณคิดไม่ดีกับเขานิดนึง สิ่งที่เพิ่มพูนขึ้นในจิตใจของคุณ คือ มีทุกข์ ทุกข์มันจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นกำไรงอกงามออกมา"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>โกธเปยยาล อกุสลเปยยาล และวินยเปยยาล</p><p>เปยยาลก็คือเบ็ดเตล็ด ตอนนี้จึงเป็นหมวดว่าด้วยเบ็ดเตล็ดของธรรมะในข้อความโกรธ ความเป็นอกุศล และหมวดของวินัย ในโกธเปยยาลจะว่าด้วยคุณธรรมที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝ่ายดีฝ่ายไม่ดี 5 คู่ 10 ข้อ สลับกันไปสลับกันมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นส่วนเหมือนส่วนต่าง เช่น มีความโกรธก็มีความไม่โกรธ, มีความผูกโกรธก็มีความไม่ผูกโกรธ เป็นต้น ในอกุสลเปยยาล คือ คุณธรรมที่เป็นผลมาจากธรรมะที่คุณมีหรือไม่มีในข้อโกธเปยยาล เป็นต้นว่าธรรมที่มีทุกข์เป็นกำไรกับธรรมที่มีสุขเป็นกำไร, ธรรมที่มีความเบียดเบียนกับธรรมที่มีความไม่เบียดเบียน เป็นต้น ส่วนในวินยเปยยาลเป็นเรื่องของวินัยของพระสงฆ์ ที่บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์เพื่อความดีเพื่อความผาสุกโดยอาศัยธรรมะ 10 คู่ 20 ข้อนี้ </p><p>"คำว่า "กำไร" หมายถึงว่า มันเพิ่มพูนขึ้นมา คุณทำอะไรไปสักอย่างใดอย่างหนึ่ง อะไรที่มันคลอดลูกออกมา กำไร ดอกเบี้ย พวกนี้เป็นกำไรออกมา คลอดออกมาดอกเบี้ยออกมา เพราะงั้นเวลาเราทำอะไรแล้วเพิ่มพูนขึ้น เวลาคุณทำอะไรแล้วมันเพิ่มพูนขึ้น ถ้าคุณคิดไม่ดีกับเขานิดนึง สิ่งที่เพิ่มพูนขึ้นในจิตใจของคุณ คือ มีทุกข์ ทุกข์มันจะเพิ่มพูนขึ้นเป็นกำไรงอกงามออกมา"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | สมาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยสมาบัติ</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | สมาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยสมาบัติ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d77aafbd-f4b0-46ec-baf3-ac0100e47ec7/media.mp3" length="28554583" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d77aafbd-f4b0-46ec-baf3-ac0100e47ec7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d8f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8o6pSVLl743wzscMXons8d]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d8f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) ใน สมาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยสมาบัติ มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้ </p><p>ข้อ164 ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติสร้างเหตุปัจจัยอะไรมาจึงทำได้ และการออกจากสมาบัติคือ การสามารถกำหนดเวลาออก รวมถึงการเลื่อนขึ้นหรือลงด้วย </p><p>ข้อ165 ความซื่อตรงและความอ่อนโยนต้องมาด้วยกัน </p><p>ข้อ166  ขันติและโสรัจจะเป็นธรรมะที่ทำให้เป็นสมณะ </p><p>ข้อ167 พูดให้เป็นที่น่ารักต่อผู้ฟังและการต้อนรับที่ดี </p><p>ข้อ168 ความไม่เบียดเบียนเป็นสัมมาสังกัปปะ ส่วนความสะอาดหมายถึงศีล </p><p>ข้อ169,170 ความคุ้มครองทวารคือการรักษาไม่ให้อกุศลธรรมเข้ามา ไม่ใช่ให้ไปทำลาย ส่วนรู้จักประมาณในการบริโภค เพราะลิ้นนั้นจะนำมาอีกหลายสิ่ง </p><p>ข้อ171,172 ภาวนาคือพัฒนาที่มันไม่มี ให้มี พัฒนาที่มันยังไม่ดี ให้ดี, พละคือกำลังในการที่จะทรงอยู่ในมรรค อินทรีย์คือกำลังในการที่จะเข้ามาได้ </p><p>ข้อ173 เรื่องของการที่จิตรวมเป็นอันเดียวและเรื่องของปัญญาการเห็นตามความเป็นจริง </p><p>ข้อ174-177 ศีลและทิฏฐิเป็นธรรมะที่จะทำให้คนอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ได้ และเรื่องความเพียรที่สมควร </p><p>ข้อ178 ความไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลายและถ้าไม่สำเร็จไม่เลิกกลางคัน </p><p>ข้อ179-180 สติและสัมปชัญญะต้องไปด้วยกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) ใน สมาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยสมาบัติ มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้ </p><p>ข้อ164 ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติสร้างเหตุปัจจัยอะไรมาจึงทำได้ และการออกจากสมาบัติคือ การสามารถกำหนดเวลาออก รวมถึงการเลื่อนขึ้นหรือลงด้วย </p><p>ข้อ165 ความซื่อตรงและความอ่อนโยนต้องมาด้วยกัน </p><p>ข้อ166  ขันติและโสรัจจะเป็นธรรมะที่ทำให้เป็นสมณะ </p><p>ข้อ167 พูดให้เป็นที่น่ารักต่อผู้ฟังและการต้อนรับที่ดี </p><p>ข้อ168 ความไม่เบียดเบียนเป็นสัมมาสังกัปปะ ส่วนความสะอาดหมายถึงศีล </p><p>ข้อ169,170 ความคุ้มครองทวารคือการรักษาไม่ให้อกุศลธรรมเข้ามา ไม่ใช่ให้ไปทำลาย ส่วนรู้จักประมาณในการบริโภค เพราะลิ้นนั้นจะนำมาอีกหลายสิ่ง </p><p>ข้อ171,172 ภาวนาคือพัฒนาที่มันไม่มี ให้มี พัฒนาที่มันยังไม่ดี ให้ดี, พละคือกำลังในการที่จะทรงอยู่ในมรรค อินทรีย์คือกำลังในการที่จะเข้ามาได้ </p><p>ข้อ173 เรื่องของการที่จิตรวมเป็นอันเดียวและเรื่องของปัญญาการเห็นตามความเป็นจริง </p><p>ข้อ174-177 ศีลและทิฏฐิเป็นธรรมะที่จะทำให้คนอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ได้ และเรื่องความเพียรที่สมควร </p><p>ข้อ178 ความไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลายและถ้าไม่สำเร็จไม่เลิกกลางคัน </p><p>ข้อ179-180 สติและสัมปชัญญะต้องไปด้วยกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | ทานวรรค หมวดว่าด้วยทาน และ สันถารวรรค หมวดว่าด้วยการรับรอง</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | ทานวรรค หมวดว่าด้วยทาน และ สันถารวรรค หมวดว่าด้วยการรับรอง</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/e072d6af-81f3-4edb-88ee-abfb00e93c63/media.mp3" length="27042538" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e072d6af-81f3-4edb-88ee-abfb00e93c63</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d90</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/XTorq1cgq9HmmnnLb7b6r]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d90.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างของธรรมะ 2 ข้อนี้ คือ "อามิส" และ "ธรรม" ในแต่ละหัวข้อแต่ละประเด็นถึงความเป็นเลิศ  ดังนี้ </p><p>[142-151] ทานวรรค หมวดว่าด้วยทาน มี 10 ข้อ ได้แก่ เรื่องของอามิสทานและธรรมทาน  , การบูชายัญ, การสละ (จาคะ) , การบริจาค , การบริโภค, การคบหากัน, การจำแนก, การสงเคราะห์, การอนุเคราะห์ และความเอื้อเฟื้อ  </p><p>[152-161] สันถารวรรค หมวดว่าด้วยการรับรอง มี 12 ข้อ ได้แก่ เรื่องของการรับรอง (สันถาร), การต้อนรับ (ปฏิสันถาร),  การเสาะหา, การแสวงหา, การค้นหา, การบูชา, ของต้อนรับแขก, ความสำเร็จ, ความเจริญ, รัตนะ , การสะสมอามิสการสั่งสมธรรม และความไพบูลย์ </p><p>…ในการกระทำทุกอย่างของเรา มันมีธรรมทานได้ ด้วยการนำเอาธรรมะมาปฏิบัติ เช่น มีการให้อภัย มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีการปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6 อย่างดี ขยันทำมาหากิน เป็นต้น ซึ่งจุดที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกสิ่งที่เป็นธรรมะกับสิ่งที่เป็นอามิสนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราเห็นความละเอียด ความประณีตลึกซึ้งที่มากยิ่งขึ้นตามนัยของ "การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"  </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างของธรรมะ 2 ข้อนี้ คือ "อามิส" และ "ธรรม" ในแต่ละหัวข้อแต่ละประเด็นถึงความเป็นเลิศ  ดังนี้ </p><p>[142-151] ทานวรรค หมวดว่าด้วยทาน มี 10 ข้อ ได้แก่ เรื่องของอามิสทานและธรรมทาน  , การบูชายัญ, การสละ (จาคะ) , การบริจาค , การบริโภค, การคบหากัน, การจำแนก, การสงเคราะห์, การอนุเคราะห์ และความเอื้อเฟื้อ  </p><p>[152-161] สันถารวรรค หมวดว่าด้วยการรับรอง มี 12 ข้อ ได้แก่ เรื่องของการรับรอง (สันถาร), การต้อนรับ (ปฏิสันถาร),  การเสาะหา, การแสวงหา, การค้นหา, การบูชา, ของต้อนรับแขก, ความสำเร็จ, ความเจริญ, รัตนะ , การสะสมอามิสการสั่งสมธรรม และความไพบูลย์ </p><p>…ในการกระทำทุกอย่างของเรา มันมีธรรมทานได้ ด้วยการนำเอาธรรมะมาปฏิบัติ เช่น มีการให้อภัย มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีการปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6 อย่างดี ขยันทำมาหากิน เป็นต้น ซึ่งจุดที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกสิ่งที่เป็นธรรมะกับสิ่งที่เป็นอามิสนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราเห็นความละเอียด ความประณีตลึกซึ้งที่มากยิ่งขึ้นตามนัยของ "การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"  </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | อายาจนวรรค หมวดว่าด้วยความปรารถนา</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | อายาจนวรรค หมวดว่าด้วยความปรารถนา</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6c7e0b9f-924d-4efc-bd63-abec00fa728b/media.mp3" length="27224956" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6c7e0b9f-924d-4efc-bd63-abec00fa728b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d91</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+78jB5mWF2eQr4BWo2F5nT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d91.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) ใน อายาจนวรรค หมวดว่าด้วยความปรารถนา ได้อธิบายใน 11 ข้อ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (4 ข้อแรก, 4 ข้อต่อมา และ 3 ข้อที่เหลือ) กล่าวถึง  </p><p>[131-134] บุคคลที่มีศรัทธาแล้วจะตั้งความปรารถนาไว้ได้โดยชอบ พึงปรารถนาที่จะเป็นเช่น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ผู้เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐาน </p><p>[135-138] เปรียบเทียบ สัตบุรุษ (บัณฑิต) และ อสัตบุรุษ (คนพาล) ซึ่งประกอบด้วยธรรม 2 ประการย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพบุญเป็นอันมาก  </p><p>[139-141] เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างของธรรม 2 ประการ ใน 3 ข้อ ได้แก่ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว/ความไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก , โกธะ (ความโกรธ) /  อุปนาหะ (ความผูกโกรธ), กำจัดความโกรธ กำจัดอุปนาหะ  </p><p>…ถ้าเราทำความเข้าใจในข้อนี้ไม่ถูก มันจะกลายเป็นศรัทธาแล้วก็งมงาย เป็นศรัทธาหัวเต่า มีแต่อ้อนวอนขอร้อง คิดว่าพอศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องถูกหวย และมีคนรัก ก็ปรารถนาสิ่งที่มันเสื่อมไป หิบหายไปเป็นธรรมดาว่า อย่าเสื่อมเลย อย่าเปลี่ยนแปลงไป อย่างนี้เรียกว่า "ปรารถนาแล้วไม่ได้" สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์ </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) ใน อายาจนวรรค หมวดว่าด้วยความปรารถนา ได้อธิบายใน 11 ข้อ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (4 ข้อแรก, 4 ข้อต่อมา และ 3 ข้อที่เหลือ) กล่าวถึง  </p><p>[131-134] บุคคลที่มีศรัทธาแล้วจะตั้งความปรารถนาไว้ได้โดยชอบ พึงปรารถนาที่จะเป็นเช่น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ผู้เป็นบรรทัดฐาน เป็นมาตรฐาน </p><p>[135-138] เปรียบเทียบ สัตบุรุษ (บัณฑิต) และ อสัตบุรุษ (คนพาล) ซึ่งประกอบด้วยธรรม 2 ประการย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่มีความเสียหาย ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน และประสพบุญเป็นอันมาก  </p><p>[139-141] เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างของธรรม 2 ประการ ใน 3 ข้อ ได้แก่ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว/ความไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก , โกธะ (ความโกรธ) /  อุปนาหะ (ความผูกโกรธ), กำจัดความโกรธ กำจัดอุปนาหะ  </p><p>…ถ้าเราทำความเข้าใจในข้อนี้ไม่ถูก มันจะกลายเป็นศรัทธาแล้วก็งมงาย เป็นศรัทธาหัวเต่า มีแต่อ้อนวอนขอร้อง คิดว่าพอศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องถูกหวย และมีคนรัก ก็ปรารถนาสิ่งที่มันเสื่อมไป หิบหายไปเป็นธรรมดาว่า อย่าเสื่อมเลย อย่าเปลี่ยนแปลงไป อย่างนี้เรียกว่า "ปรารถนาแล้วไม่ได้" สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์ </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | อาสาทุปปชหวรรค หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | อาสาทุปปชหวรรค หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/1b45f96a-8d05-488f-9a58-abec005bf645/media.mp3" length="27001697" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1b45f96a-8d05-488f-9a58-abec005bf645</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d92</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9U5cIvK5/Y0+oYB6Hjj+Bc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d92.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาถึง ทุกนิบาต ส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) โดยเริ่มที่ อาสาทุปปชหวรรค หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก พระพุทธเจ้ากล่าวเปรียบเทียบ 2 สิ่ง ใน 12 ประเด็น ดังนี้ </p><p>[119] ความหวัง 2 อย่างนี้ ที่ละได้ยาก คือ ความหวังในลาภ และ ความหวังในชีวิต </p><p>[120] บุคคล 2 จำพวกนี้ ที่หาได้ยากในโลก คือ บุพพการี (ผู้ทำอุปการะก่อน) และ กตัญญูกตเวที (ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน) </p><p>[121] บุคคล 2 จำพวกนี้ ที่หาได้ยากในโลก คือ คนที่อิ่มเอง และ คนที่ให้ผู้อื่นอิ่ม </p><p>[122] บุคคล 2 จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ยาก คือ คนที่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง และ คนที่สละสิ่งที่ได้มาทุก </p><p>[123] บุคคล 2 จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ง่าย คือ คนที่ไม่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง และ คนที่ไม่สละสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง </p><p>[124] ปัจจัยให้เกิดราคะ 2 อย่างนี้  คือ สุภนิมิต (นิมิตงาม) และ อโยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยไม่แยบคาย) </p><p>[125] ปัจจัยให้เกิดโทสะ 2 อย่างนี้ คือ ปฏิฆนิมิต (นิมิตให้ขัดเคือง) และ อโยนิโสมนสิการ </p><p>[126] ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ 2 อย่างนี้ คือ ปรโตโฆสะ (เสียงจากผู้อื่น) และ อโยนิโสมนสิการ </p><p>[127] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่างนี้ คือ ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยแยบคาย)  </p><p>[128-130] อาบัติ 2 อย่างนี้  คือ อาบัติเบา และ อาบัติหนัก, อาบัติชั่วหยาบ และ อาบัติไม่ชั่วหยาบ, อาบัติที่มีส่วนเหลือ และ อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ </p><p>…ความหวังในชีวิต ที่พอเราเจริญในอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เราเข้าใจในชีวิตว่า "ชีวิตหนึ่งเป็นของน้อย แต่สามารถใช้ทำความดี จะมีคุณค่ามาก" เมื่อมีความเข้าใจชีวิตเช่นนี้ ความหวังเราจะละได้ </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E36 , S08E35</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาถึง ทุกนิบาต ส่วนปลาย (ตติยปัณณาสก์) โดยเริ่มที่ อาสาทุปปชหวรรค หมวดว่าด้วยความหวังที่ละได้ยาก พระพุทธเจ้ากล่าวเปรียบเทียบ 2 สิ่ง ใน 12 ประเด็น ดังนี้ </p><p>[119] ความหวัง 2 อย่างนี้ ที่ละได้ยาก คือ ความหวังในลาภ และ ความหวังในชีวิต </p><p>[120] บุคคล 2 จำพวกนี้ ที่หาได้ยากในโลก คือ บุพพการี (ผู้ทำอุปการะก่อน) และ กตัญญูกตเวที (ผู้รู้อุปการะที่เขาทำแล้วและตอบแทน) </p><p>[121] บุคคล 2 จำพวกนี้ ที่หาได้ยากในโลก คือ คนที่อิ่มเอง และ คนที่ให้ผู้อื่นอิ่ม </p><p>[122] บุคคล 2 จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ยาก คือ คนที่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง และ คนที่สละสิ่งที่ได้มาทุก </p><p>[123] บุคคล 2 จำพวกนี้ ให้อิ่มได้ง่าย คือ คนที่ไม่สะสมสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง และ คนที่ไม่สละสิ่งที่ได้มาทุกครั้ง </p><p>[124] ปัจจัยให้เกิดราคะ 2 อย่างนี้  คือ สุภนิมิต (นิมิตงาม) และ อโยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยไม่แยบคาย) </p><p>[125] ปัจจัยให้เกิดโทสะ 2 อย่างนี้ คือ ปฏิฆนิมิต (นิมิตให้ขัดเคือง) และ อโยนิโสมนสิการ </p><p>[126] ปัจจัยให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ 2 อย่างนี้ คือ ปรโตโฆสะ (เสียงจากผู้อื่น) และ อโยนิโสมนสิการ </p><p>[127] ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ 2 อย่างนี้ คือ ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ (การมนสิการโดยแยบคาย)  </p><p>[128-130] อาบัติ 2 อย่างนี้  คือ อาบัติเบา และ อาบัติหนัก, อาบัติชั่วหยาบ และ อาบัติไม่ชั่วหยาบ, อาบัติที่มีส่วนเหลือ และ อาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ </p><p>…ความหวังในชีวิต ที่พอเราเจริญในอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เราเข้าใจในชีวิตว่า "ชีวิตหนึ่งเป็นของน้อย แต่สามารถใช้ทำความดี จะมีคุณค่ามาก" เมื่อมีความเข้าใจชีวิตเช่นนี้ ความหวังเราจะละได้ </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E36 , S08E35</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d67ab57f-0f62-48be-8834-abe501459e1f/media.mp3" length="25569940" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d67ab57f-0f62-48be-8834-abe501459e1f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d93</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9Qm1hemxiq64cfTD4qmqRM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d93.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาของวรรคที่ 5 ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) คือ พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ได้เปรียบเทียบระหว่างคน 2 จำพวกในความที่เป็นคนพาลและบัณฑิต ใน 10 ประเด็น (20 ข้อ) ดังนี้ </p><p>การทำหน้าที่ / ไม่ทำหน้าที่ ในหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึงและมาถึงแล้ว </p><p>ความเข้าใจว่าควร / ไม่ควร ในของที่ควรและของที่ไม่ควร </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นอาบัติ / ไม่เป็นอาบัติ ในข้อที่เป็นอาบัติและไม่เป็นอาบัติ </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นธรรม / ไม่เป็นธรรม ในข้อที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นวินัย / ไม่เป็นวินัย ในข้อที่เป็นวินัยและไม่เป็นวินัย </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่รังเกียจ / ไม่รังเกียจ ในสิ่งที่น่ารังเกียจและสิ่งที่ไม่รังเกียจ </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าควร / ไม่ควร ในของที่ควรและของที่ไม่ควร </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติ / ไม่เป็นอาบัติ ในข้อที่เป็นอาบัติและไม่เป็นอาบัติ </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรม / ไม่เป็นธรรม ในข้อที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเข้าใจว่าเป็นวินัย / ไม่เป็นวินัย ในข้อที่เป็นวินัยและไม่เป็นวินัย </p><p>"…อาสวะ ซึ่งเป็นลักษณะที่เวลาเราทำอะไรก็ตาม มันก็จะสะสม ๆ จนเป็นลักษณะนิสัย เป็นสันดานของเรา และเพราะอาสวะที่สะสมมาของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้มีการตอบสนองต่อผัสสะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาสวะที่สะสมมา ไม่ว่าจะเป็นทั้งส่วนที่เป็นบุญ ส่วนที่เป็นบาป บารมีอะไรต่าง ๆ ที่สะสมมา ด้วยผัสสะที่มากระทบใน 6 ช่องทาง (หู ตา จมุก ลิ้น กาย และใจ) และวิธีที่จะตอบสนองออกไปใน 3 ช่องทาง คือด้วยกาย วาจา ใจ จึงมีคำกล่าวที่ว่า การตอบสนองออกไปนั้น ตรงนี้เป็นกรรมเก่า" </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E51 , S07E50 , S07E35 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S04E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาของวรรคที่ 5 ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) คือ พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต ได้เปรียบเทียบระหว่างคน 2 จำพวกในความที่เป็นคนพาลและบัณฑิต ใน 10 ประเด็น (20 ข้อ) ดังนี้ </p><p>การทำหน้าที่ / ไม่ทำหน้าที่ ในหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึงและมาถึงแล้ว </p><p>ความเข้าใจว่าควร / ไม่ควร ในของที่ควรและของที่ไม่ควร </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นอาบัติ / ไม่เป็นอาบัติ ในข้อที่เป็นอาบัติและไม่เป็นอาบัติ </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นธรรม / ไม่เป็นธรรม ในข้อที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม </p><p>ความเข้าใจว่าเป็นวินัย / ไม่เป็นวินัย ในข้อที่เป็นวินัยและไม่เป็นวินัย </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่รังเกียจ / ไม่รังเกียจ ในสิ่งที่น่ารังเกียจและสิ่งที่ไม่รังเกียจ </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าควร / ไม่ควร ในของที่ควรและของที่ไม่ควร </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติ / ไม่เป็นอาบัติ ในข้อที่เป็นอาบัติและไม่เป็นอาบัติ </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรม / ไม่เป็นธรรม ในข้อที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม </p><p>อาสวะย่อมเจริญ / ไม่เจริญ แก่คนที่เข้าใจว่าเข้าใจว่าเป็นวินัย / ไม่เป็นวินัย ในข้อที่เป็นวินัยและไม่เป็นวินัย </p><p>"…อาสวะ ซึ่งเป็นลักษณะที่เวลาเราทำอะไรก็ตาม มันก็จะสะสม ๆ จนเป็นลักษณะนิสัย เป็นสันดานของเรา และเพราะอาสวะที่สะสมมาของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้มีการตอบสนองต่อผัสสะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอาสวะที่สะสมมา ไม่ว่าจะเป็นทั้งส่วนที่เป็นบุญ ส่วนที่เป็นบาป บารมีอะไรต่าง ๆ ที่สะสมมา ด้วยผัสสะที่มากระทบใน 6 ช่องทาง (หู ตา จมุก ลิ้น กาย และใจ) และวิธีที่จะตอบสนองออกไปใน 3 ช่องทาง คือด้วยกาย วาจา ใจ จึงมีคำกล่าวที่ว่า การตอบสนองออกไปนั้น ตรงนี้เป็นกรรมเก่า" </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E51 , S07E50 , S07E35 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S04E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | สนิมิตตวรรค และ ธัมมวรรค (6325-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | สนิมิตตวรรค และ ธัมมวรรค (6325-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/d01687ca-802b-4f22-ad7d-abdc00577a25/media.mp3" length="26819262" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d01687ca-802b-4f22-ad7d-abdc00577a25</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d94</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8vpwSCgwF00BzL9LZn28rT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d94.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) ใน สนิมิตตวรรค หมวดว่าด้วยเหตุแห่งบาปอกุศล 10 อย่าง และ ธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่มี 2 อย่างที่มาด้วยกัน ใน 11 ข้อ</p><p>ในวรรคที่ 3 นี้ กล่าวถึงเหตุของความชั่ว ที่ถ้ามีเหตุ 10 อย่างต่อไปนี้ มันก็มีความชั่วเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มีเหตุเหล่านั้น บาปอกุศลธรรมก็ไม่มี จึงเปรียบเทียบส่วนต่างโดยยกเอาเรื่องของอกุศลธรรมและเหตุขึ้นมา ที่มีการเกิดแล้วก็ดับ ได้แก่ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล จะต้องมี นิมิต (เครื่องหมายบ่งบอก อาศัยเป็นเหตุ)  / นิทาน (เรื่องที่มาก่อน) / เหตุ (สิ่งที่เกิดก่อน) / สังขาร (การปรุงแต่งชนิดที่เป็นอกุศล เป็นทุจริต) / ปัจจัย (เป็นเงื่อนไขกันมา เป็นสมการตัวแปร) / รูป (ผัสสะ) / เวทนา / สัญญา / วิญญาณ / สังขตธรรม (ธรรมที่มีการปรุงแต่ง คือ กองทุกข์ทั้งหมด) จึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะละเหตุนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี</p><p>"ถ้าทุกข์อยู่ตรงไหน ความดับทุกข์ความพ้นทุกข์ก็มีอยู่ตรงนั้น ถ้ามีปัญหาอยู่ตรงไหน ทางแก้ปัญหามันก็อยู่ตรงนั้น ถ้าคุณยึดถือตรงไหน จะละความยึดถือได้ ก็ต้องละ ณ ที่ตรงนั้น"  </p><p>ในวรรคที่  4 เป็นหมวดที่ว่าด้วยธรรม 2 อย่าง ที่มาด้วยกัน คือ กล่าวถึงอย่างหนึ่ง ก็ต้องกล่าวอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาด้วย ใน 11 ข้อนี้ โดยมีทั้งส่วนเหมือนส่วนต่างยกขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่ เจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) | ปัญญาวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยปัญญา) / ความเพียร | ความไม่ฟุ้งซ่าน / นาม | รูป  / วิชชา (ความรู้แจ้งแทงตลอด) | วิมุตติ (ความหลุดพ้น) / ภวทิฏฐิ (ความเห็นความเข้าใจในความที่มีอยู่ เป็นอยู่ มีสภาวะ มีภพขึ้นมา) | วิภวทิฏฐิ (ความเห็นความเข้าใจในความที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นอยู่ โลกนี้โลกหน้าไม่มี ปฏิเสธหมด) / อหิริ (ความไม่ละอายต่อบาป) | อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวต่อบาป) / หิริ (ความละอายต่อบาป) | โอตตัปปะ (ความกลัวต่อบาป) / ความเป็นผู้ว่ายาก (บอกสอนยาก) | ความมีปาปมิตร (มีเพื่อนชั่ว) / ความเป็นผู้ว่าง่าย (บอกสอนง่าย) | ความมีกัลยาณมิตร (มีมิตรดี) / ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ | ในมนสิการ / ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ | ในการออกจากอาบัติ</p><p>"หิริโอตตัปปะ ถ้าไม่มีแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะได้อะไรจากใคร…แต่ถ้ามีแล้ว จะมีการสำรวมอินทรีย์ พอมีการสำรวมอินทรีย์ จะทำให้เกิดสติ พอมีสติ ก็จะทำให้เกิดสัมปชัญญะ พอมีสัมปชัญญะก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้ มีสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดโพชฌงค์ 7 ได้ มีโพชฌงค์ 7 จะทำให้เกิดวิชชาวิมุตติได้ จะไล่เรียงกันไปเป็นขั้น ๆ แบบนี้"</p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E36 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) ใน สนิมิตตวรรค หมวดว่าด้วยเหตุแห่งบาปอกุศล 10 อย่าง และ ธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่มี 2 อย่างที่มาด้วยกัน ใน 11 ข้อ</p><p>ในวรรคที่ 3 นี้ กล่าวถึงเหตุของความชั่ว ที่ถ้ามีเหตุ 10 อย่างต่อไปนี้ มันก็มีความชั่วเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มีเหตุเหล่านั้น บาปอกุศลธรรมก็ไม่มี จึงเปรียบเทียบส่วนต่างโดยยกเอาเรื่องของอกุศลธรรมและเหตุขึ้นมา ที่มีการเกิดแล้วก็ดับ ได้แก่ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล จะต้องมี นิมิต (เครื่องหมายบ่งบอก อาศัยเป็นเหตุ)  / นิทาน (เรื่องที่มาก่อน) / เหตุ (สิ่งที่เกิดก่อน) / สังขาร (การปรุงแต่งชนิดที่เป็นอกุศล เป็นทุจริต) / ปัจจัย (เป็นเงื่อนไขกันมา เป็นสมการตัวแปร) / รูป (ผัสสะ) / เวทนา / สัญญา / วิญญาณ / สังขตธรรม (ธรรมที่มีการปรุงแต่ง คือ กองทุกข์ทั้งหมด) จึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะละเหตุนั้นเสียได้อย่างนี้ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นจึงไม่มี</p><p>"ถ้าทุกข์อยู่ตรงไหน ความดับทุกข์ความพ้นทุกข์ก็มีอยู่ตรงนั้น ถ้ามีปัญหาอยู่ตรงไหน ทางแก้ปัญหามันก็อยู่ตรงนั้น ถ้าคุณยึดถือตรงไหน จะละความยึดถือได้ ก็ต้องละ ณ ที่ตรงนั้น"  </p><p>ในวรรคที่  4 เป็นหมวดที่ว่าด้วยธรรม 2 อย่าง ที่มาด้วยกัน คือ กล่าวถึงอย่างหนึ่ง ก็ต้องกล่าวอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาด้วย ใน 11 ข้อนี้ โดยมีทั้งส่วนเหมือนส่วนต่างยกขึ้นมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่ เจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) | ปัญญาวิมุตติ (ความหลุดพ้นด้วยปัญญา) / ความเพียร | ความไม่ฟุ้งซ่าน / นาม | รูป  / วิชชา (ความรู้แจ้งแทงตลอด) | วิมุตติ (ความหลุดพ้น) / ภวทิฏฐิ (ความเห็นความเข้าใจในความที่มีอยู่ เป็นอยู่ มีสภาวะ มีภพขึ้นมา) | วิภวทิฏฐิ (ความเห็นความเข้าใจในความที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นอยู่ โลกนี้โลกหน้าไม่มี ปฏิเสธหมด) / อหิริ (ความไม่ละอายต่อบาป) | อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวต่อบาป) / หิริ (ความละอายต่อบาป) | โอตตัปปะ (ความกลัวต่อบาป) / ความเป็นผู้ว่ายาก (บอกสอนยาก) | ความมีปาปมิตร (มีเพื่อนชั่ว) / ความเป็นผู้ว่าง่าย (บอกสอนง่าย) | ความมีกัลยาณมิตร (มีมิตรดี) / ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ | ในมนสิการ / ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ | ในการออกจากอาบัติ</p><p>"หิริโอตตัปปะ ถ้าไม่มีแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะได้อะไรจากใคร…แต่ถ้ามีแล้ว จะมีการสำรวมอินทรีย์ พอมีการสำรวมอินทรีย์ จะทำให้เกิดสติ พอมีสติ ก็จะทำให้เกิดสัมปชัญญะ พอมีสัมปชัญญะก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้ มีสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดโพชฌงค์ 7 ได้ มีโพชฌงค์ 7 จะทำให้เกิดวิชชาวิมุตติได้ จะไล่เรียงกันไปเป็นขั้น ๆ แบบนี้"</p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E36 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | สุขวรรค หมวดว่าด้วยสุข (6324-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | สุขวรรค หมวดว่าด้วยสุข (6324-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/16f56cc3-dc6d-41d9-bd1d-abcc00e7dd35/media.mp3" length="25386286" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">16f56cc3-dc6d-41d9-bd1d-abcc00e7dd35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d95</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9TUiL0x7Z1djdUgplZGCR+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d95.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) ใน สุขวรรค หมวดว่าด้วยสุข กล่าวถึงสุข 2 อย่าง ใน 13 ประเด็นเปรียบเทียบไว้ให้เห็นว่าสุขใดที่เป็นเลิศ</p><p>สุขของคฤหัสถ์ / บรรพชิต , กามสุข / เนกขัมมสุข , สุขที่มีอุปธิ / ไม่มีอุปธิ , สุขที่มีอาสวะ / ไม่มีอาสวะ , สุขที่อิงอามิส / ไม่อิงอามิส , สุขของพระอริยะ / ผู้ไม่ใช่พระอริยะ , สุขทางกาย / ทางใจ , สุขที่มีปีติ / ไม่มีปีติ , สุขที่เกิดจากความยินดี / อุเบกขา , สมาธิสุข / อสมาธิสุข , สุขที่เกิดจากฌานมีปีติ / ไม่มีปีติ เป็นอารมณ์ , สุขที่เกิดจากฌานมีความยินดี / มีอุเบกขา เป็นอารมณ์ และ สุขที่มีรูปฌาน / อรูปฌาน เป็นอารมณ์  </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาตส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) ใน สุขวรรค หมวดว่าด้วยสุข กล่าวถึงสุข 2 อย่าง ใน 13 ประเด็นเปรียบเทียบไว้ให้เห็นว่าสุขใดที่เป็นเลิศ</p><p>สุขของคฤหัสถ์ / บรรพชิต , กามสุข / เนกขัมมสุข , สุขที่มีอุปธิ / ไม่มีอุปธิ , สุขที่มีอาสวะ / ไม่มีอาสวะ , สุขที่อิงอามิส / ไม่อิงอามิส , สุขของพระอริยะ / ผู้ไม่ใช่พระอริยะ , สุขทางกาย / ทางใจ , สุขที่มีปีติ / ไม่มีปีติ , สุขที่เกิดจากความยินดี / อุเบกขา , สมาธิสุข / อสมาธิสุข , สุขที่เกิดจากฌานมีปีติ / ไม่มีปีติ เป็นอารมณ์ , สุขที่เกิดจากฌานมีความยินดี / มีอุเบกขา เป็นอารมณ์ และ สุขที่มีรูปฌาน / อรูปฌาน เป็นอารมณ์  </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล (6323-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล (6323-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/53d67008-2d50-4d1c-9632-abc50064c662/media.mp3" length="29209653" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">53d67008-2d50-4d1c-9632-abc50064c662</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d96</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+s8J4PglaqVC0i/OATn0lF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d96.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาถึง ทุกนิบาต ส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) โดยเริ่มที่ ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล พระพุทธเจ้ากล่าวถึงบุคคล 2 จำพวกไว้ใน 12 ประเด็น ดังนี้</p><p>[53] บุคคล 2 จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[54] บุคคล 2 จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ (น่าอัศจรรย์) | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[55] การตายของบุคคล 2 จำพวกนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอย เดือดร้อนไปด้วย | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[56] ถูปารหบุคคล 2 จำพวก | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[57] พระพุทธเจ้า 2 จำพวก | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า</p><p>[58-59] สัตว์วิเศษ 2 จำพวก ที่เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง | ภิกษุขีณาสพ และ ช้างอาชาไนย</p><p>[60] สัตว์วิเศษ 2 จำพวก ที่เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง | ภิกษุขีณาสพ และ พญาราชสีห์</p><p>[61] เหตุที่กินนรไม่พูดภาษาคน ด้วยเห็นอำนาจประโยชน์ 2 ประการ จึงไม่พูดภาษาคน | ไม่พูดเท็จ และ ไม่กล่าวตู่ผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง</p><p>[62] มาตุคาม (สตรี) ไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม 2 ประการจนกระทั่งตาย | การเสพเมถุนธรรม และ การคลอดบุตร </p><p>[63] การอยู่ร่วมกัน 2 แบบ | การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษ และ การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษ</p><p>[64] เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อ / ไม่ยืดเยื้อ          </p><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาถึง ทุกนิบาต ส่วนกลาง (ทุติยปัณณาสก์) โดยเริ่มที่ ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล พระพุทธเจ้ากล่าวถึงบุคคล 2 จำพวกไว้ใน 12 ประเด็น ดังนี้</p><p>[53] บุคคล 2 จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[54] บุคคล 2 จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ (น่าอัศจรรย์) | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[55] การตายของบุคคล 2 จำพวกนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอย เดือดร้อนไปด้วย | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[56] ถูปารหบุคคล 2 จำพวก | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระเจ้าจักรพรรดิ</p><p>[57] พระพุทธเจ้า 2 จำพวก | พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า</p><p>[58-59] สัตว์วิเศษ 2 จำพวก ที่เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง | ภิกษุขีณาสพ และ ช้างอาชาไนย</p><p>[60] สัตว์วิเศษ 2 จำพวก ที่เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง | ภิกษุขีณาสพ และ พญาราชสีห์</p><p>[61] เหตุที่กินนรไม่พูดภาษาคน ด้วยเห็นอำนาจประโยชน์ 2 ประการ จึงไม่พูดภาษาคน | ไม่พูดเท็จ และ ไม่กล่าวตู่ผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง</p><p>[62] มาตุคาม (สตรี) ไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม 2 ประการจนกระทั่งตาย | การเสพเมถุนธรรม และ การคลอดบุตร </p><p>[63] การอยู่ร่วมกัน 2 แบบ | การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษ และ การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษ</p><p>[64] เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อ / ไม่ยืดเยื้อ          </p><p>(พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | ปริสวรรค หมวดว่าด้วยบริษัท (6322-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | ปริสวรรค หมวดว่าด้วยบริษัท (6322-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/79621634-c67d-4652-9f11-abbb01024243/media.mp3" length="28049423" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">79621634-c67d-4652-9f11-abbb01024243</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d97</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl975HUU/nKX8udrLtowJTd7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d97.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน ปริสวรรค หมวดว่าด้วยบริษัท กล่าวถึงลักษณะของบริษัท 2 โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อย 10 ประเด็น (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><p>บริษัท คือ กลุ่มคน ในที่นี้พระพุทธเจ้าตรัสถึง บริษัท 2 จำพวก ในแต่ละข้อ ๆ ได้แก่ </p><p>(43) บริษัทตื้น/ลึก เป็นลักษณะของกลุ่มผู้ที่ปฏิบัติตามได้แบบผิวเผินหรือลึกซึ้ง</p><p>(44) บริษัทที่แตกแยก/สามัคคีกัน เป็นลักษณะกลุ่มนักปฏิบัติที่แตกแยกกัน หรือสามัคคีกัน</p><p>(45) บริษัทที่ไม่มี/มีหัวหน้ายอดเยี่ยม เป็นลักษณะกลุ่มนักปฏิบัติที่ได้หัวหน้าไม่น่าเอาเป็นตัวอย่าง หรือที่มีหัวหน้าเป็นแบบอย่างไปในทางเจริญ</p><p>(46) บริษัทที่ไม่เป็นอริยะ/เป็นอริยะ เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่ได้ผล หรือที่ได้รับผล</p><p>(47) บริษัทหยากเยื่อ/ใสสะอาด เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่มีความโปร่งใส หรือมีความโปร่งใส</p><p>(48) บริษัทที่ดื้อด้าน/ไม่ดื้อด้าน เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่บอกแนะนำไม่ได้ หรือบอกแนะนำได้</p><p>(49) บริษัทที่หนักในอามิส /หนักในสัทธรรม เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่หลงลาภสักการะหรือเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง</p><p>(50) บริษัทที่ไม่เรียบร้อย/เรียบร้อย เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่ดำเนินตามพระวินัย หรือดำเนินตามพระวินัย</p><p>(51) บริษัทที่ไม่เป็นธรรม/เป็นธรรม เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่มีธรรมะ หรือมีธรรมะ</p><p>(52) บริษัทที่เป็นอธัมมวาที/ธัมมวาที เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ว่าร้ายกัน หรือที่ไม่ว่าร้ายกัน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E18 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S04E04           </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน ปริสวรรค หมวดว่าด้วยบริษัท กล่าวถึงลักษณะของบริษัท 2 โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อย 10 ประเด็น (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><p>บริษัท คือ กลุ่มคน ในที่นี้พระพุทธเจ้าตรัสถึง บริษัท 2 จำพวก ในแต่ละข้อ ๆ ได้แก่ </p><p>(43) บริษัทตื้น/ลึก เป็นลักษณะของกลุ่มผู้ที่ปฏิบัติตามได้แบบผิวเผินหรือลึกซึ้ง</p><p>(44) บริษัทที่แตกแยก/สามัคคีกัน เป็นลักษณะกลุ่มนักปฏิบัติที่แตกแยกกัน หรือสามัคคีกัน</p><p>(45) บริษัทที่ไม่มี/มีหัวหน้ายอดเยี่ยม เป็นลักษณะกลุ่มนักปฏิบัติที่ได้หัวหน้าไม่น่าเอาเป็นตัวอย่าง หรือที่มีหัวหน้าเป็นแบบอย่างไปในทางเจริญ</p><p>(46) บริษัทที่ไม่เป็นอริยะ/เป็นอริยะ เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่ได้ผล หรือที่ได้รับผล</p><p>(47) บริษัทหยากเยื่อ/ใสสะอาด เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่มีความโปร่งใส หรือมีความโปร่งใส</p><p>(48) บริษัทที่ดื้อด้าน/ไม่ดื้อด้าน เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่บอกแนะนำไม่ได้ หรือบอกแนะนำได้</p><p>(49) บริษัทที่หนักในอามิส /หนักในสัทธรรม เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่หลงลาภสักการะหรือเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง</p><p>(50) บริษัทที่ไม่เรียบร้อย/เรียบร้อย เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่ดำเนินตามพระวินัย หรือดำเนินตามพระวินัย</p><p>(51) บริษัทที่ไม่เป็นธรรม/เป็นธรรม เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ไม่มีธรรมะ หรือมีธรรมะ</p><p>(52) บริษัทที่เป็นอธัมมวาที/ธัมมวาที เป็นลักษณะของกลุ่มนักปฏิบัติที่ว่าร้ายกัน หรือที่ไม่ว่าร้ายกัน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E18 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S04E04           </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | สมจิตตวรรค หมวดว่าด้วยเทวดาพร้อมใจกัน</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | สมจิตตวรรค หมวดว่าด้วยเทวดาพร้อมใจกัน</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 May 2020 17:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/db35443f-d139-4d70-abfd-abb400f2fec7/media.mp3" length="28642167" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">db35443f-d139-4d70-abfd-abb400f2fec7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d98</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+Xxq7nIMwfvBSagY/OACD+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d98.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน สมจิตตวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องเทวดาพร้อมใจกัน ได้แสดงถึง ภูมิอสัตบุรุษและภูมิสัตบุรุษ การตอบแทนที่ทำได้ยาก วาทะ 2 อย่างที่กล่าวว่าควรทำและไม่ควรทำ ทักขิไณยบุคคล 2 จำพวก บุคคลผู้มีสังโยชน์ 2 จำพวก เหตุปัจจัยแห่งการวิวาท ภูมิคนแก่และภูมิคนหนุ่ม สมัย 2 อย่างที่บุคคลมีกำลัง การปฏิบัติที่ทรงสรรเสริญและไม่ทรงสรรเสริญ บุคคลผู้ทำให้ศาสนาเสื่อมและเจริญ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)   </p><p>ปรารภพระสารีบุตร ขณะอยู่ที่ปราสาทของวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เมืองสาวัตถี ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึงเรื่อง บุคคลผู้มีสังโยชน์ 2 จำพวก คือ ผู้มีสังโยชน์ภายใน และ ผู้มีสังโยชน์ภายนอก อุปมาไว้ด้วยโรงลูกโค ที่ลูกวัวถูกผูกไว้ในคอก 3 นอกคอก 3 และด้วยจิตอันเทวดาจำนวนมากได้เจริญในธรรมวินัยนี้นั่นเอง จึงพร้อมใจกันเข้าไปเฝ้าฯ พระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เพื่อกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จมารับรองคำกล่าวของพระสารีบุตร </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E05 , ใต้ร่มโพธิบท S07E15 , #เมื่อไม่กตัญญุตา ก็ยากจะบรรลุธรรม , #การประดิษฐานแก่บิดามารดา , #การตอบแทนบุญคุณบิดามารดา , #เหตุของปัญญาเริ่มด้วยคำถาม , #ทักษิณาวิภังภสูตร ว่าด้วยการให้ทาน , #เหตุเกิดที่บ้านสามคาม , #ธรรมเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน , #การรักษาศาสนา                    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน สมจิตตวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องเทวดาพร้อมใจกัน ได้แสดงถึง ภูมิอสัตบุรุษและภูมิสัตบุรุษ การตอบแทนที่ทำได้ยาก วาทะ 2 อย่างที่กล่าวว่าควรทำและไม่ควรทำ ทักขิไณยบุคคล 2 จำพวก บุคคลผู้มีสังโยชน์ 2 จำพวก เหตุปัจจัยแห่งการวิวาท ภูมิคนแก่และภูมิคนหนุ่ม สมัย 2 อย่างที่บุคคลมีกำลัง การปฏิบัติที่ทรงสรรเสริญและไม่ทรงสรรเสริญ บุคคลผู้ทำให้ศาสนาเสื่อมและเจริญ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)   </p><p>ปรารภพระสารีบุตร ขณะอยู่ที่ปราสาทของวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เมืองสาวัตถี ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายถึงเรื่อง บุคคลผู้มีสังโยชน์ 2 จำพวก คือ ผู้มีสังโยชน์ภายใน และ ผู้มีสังโยชน์ภายนอก อุปมาไว้ด้วยโรงลูกโค ที่ลูกวัวถูกผูกไว้ในคอก 3 นอกคอก 3 และด้วยจิตอันเทวดาจำนวนมากได้เจริญในธรรมวินัยนี้นั่นเอง จึงพร้อมใจกันเข้าไปเฝ้าฯ พระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เพื่อกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จมารับรองคำกล่าวของพระสารีบุตร </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E05 , ใต้ร่มโพธิบท S07E15 , #เมื่อไม่กตัญญุตา ก็ยากจะบรรลุธรรม , #การประดิษฐานแก่บิดามารดา , #การตอบแทนบุญคุณบิดามารดา , #เหตุของปัญญาเริ่มด้วยคำถาม , #ทักษิณาวิภังภสูตร ว่าด้วยการให้ทาน , #เหตุเกิดที่บ้านสามคาม , #ธรรมเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน , #การรักษาศาสนา                    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | พาลวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องของคนพาล</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | พาลวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องของคนพาล</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ccf9dd54-8916-4914-b34e-abb0010d0c73/media.mp3" length="26296872" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ccf9dd54-8916-4914-b34e-abb0010d0c73</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d99</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8vp/plOvM/05In07DmSKbv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d99.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน พาลวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องของคนพาล (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)   </p><p>พาลคือคนโง่ บัณฑิตคือฉลาด เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างระหว่างคนพาลและบัณฑิต ในเรื่องของการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ การยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ การกล่าวตู่และไม่กล่าวตู่พระพุทธเจ้า คติและฐานะ 2 อย่างของผู้มีการงานปกปิดและไม่ปกปิด ของผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และของผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ สถานที่รองรับคนทุศีลและคนมีศีล ประโยชน์ของการอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด และธรรม 2 ประการ คือ สมถะและวิปัสสนา อันเป็นฝ่ายแห่งวิชชา </p><p>"…เพราะโง่ จึงทำให้ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ไม่เห็นคุณของศีล ไม่เห็นโทษของการผิดศีล ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อผู้อื่นแสดงโทษให้เห็น ซึ่งในความที่คนพาลมีลักษณะเช่นนี้ ทำให้เขามักจะประพฤติผิดทางกาย วาจา ใจ เพราะเป็นคนประมาท เผลอสติไปตามเรื่องของกามบ้าง ไปตามสิ่งที่มายั่วยวนบ้าง ไม่ยอมรับโทษนั้นตามความเป็นจริง" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E35 , คลังพระสูตร S09E05, #ธรรมบท-เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน พาลวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องของคนพาล (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)   </p><p>พาลคือคนโง่ บัณฑิตคือฉลาด เปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่างระหว่างคนพาลและบัณฑิต ในเรื่องของการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ การยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ การกล่าวตู่และไม่กล่าวตู่พระพุทธเจ้า คติและฐานะ 2 อย่างของผู้มีการงานปกปิดและไม่ปกปิด ของผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และของผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ สถานที่รองรับคนทุศีลและคนมีศีล ประโยชน์ของการอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด และธรรม 2 ประการ คือ สมถะและวิปัสสนา อันเป็นฝ่ายแห่งวิชชา </p><p>"…เพราะโง่ จึงทำให้ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ไม่เห็นคุณของศีล ไม่เห็นโทษของการผิดศีล ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อผู้อื่นแสดงโทษให้เห็น ซึ่งในความที่คนพาลมีลักษณะเช่นนี้ ทำให้เขามักจะประพฤติผิดทางกาย วาจา ใจ เพราะเป็นคนประมาท เผลอสติไปตามเรื่องของกามบ้าง ไปตามสิ่งที่มายั่วยวนบ้าง ไม่ยอมรับโทษนั้นตามความเป็นจริง" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E35 , คลังพระสูตร S09E05, #ธรรมบท-เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | อธิกรณวรรค หมวดว่าด้วยอธิกรณ์ (6319-6t)</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | อธิกรณวรรค หมวดว่าด้วยอธิกรณ์ (6319-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a8914ec1-5afb-4a29-8ce9-abae0155fa7b/media.mp3" length="26937547" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a8914ec1-5afb-4a29-8ce9-abae0155fa7b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9a</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+740GQ3jLg8eX4PxWMiN+k]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน อธิกรณวรรค หมวดว่าด้วยอธิกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องของ พละ 2 โดยนัย 3  ธรรมเทศนาของตถาคต 2 แบบ เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ เหตุให้เกิดในทุคติและสุคติ โทษแห่งทุจริต 5 อานิสงส์แห่งสุจริต 5 การละอกุศลและการบำเพ็ญกุศล ธรรมที่ทำให้พระสัจธรรมเสื่อมและเจริญ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)  </p><p>พละ 2  คือ ปฏิสังขานพละ (กำลังคือการพิจารณา) และ ภาวนาพละ (กำลังคือการเจริญ)</p><p>มีการพิจารณาทบทวนให้เห็นถึง  "ผลของกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นผลที่เลว ทรามทั้งในภพนี้และภพหน้า ก็ย่อมละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์" เพื่อพัฒนาทำให้มากเจริญให้มาก ซึ่งกำลังของพระเสขะ ที่จะละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว ก็ย่อมไม่ทำกรรมที่เป็นบาปอกุศล และทำให้มากเจริญให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) และฌานสมาธิทั้ง 4</p><p>เหตุที่ทำให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ ก็คือ การที่ไม่ได้พิจารณาและพิจารณาตนเองให้ดี ของทั้งผู้ถูกโจทก์และผู้โจกท์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E12 , S08E05 , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 1) , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 2) , #ผู้เป็นที่รักที่น่าพอใจ    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในทุกนิบาต หมวดธรรมที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ ใน อธิกรณวรรค หมวดว่าด้วยอธิกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยเรื่องของ พละ 2 โดยนัย 3  ธรรมเทศนาของตถาคต 2 แบบ เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ เหตุให้เกิดในทุคติและสุคติ โทษแห่งทุจริต 5 อานิสงส์แห่งสุจริต 5 การละอกุศลและการบำเพ็ญกุศล ธรรมที่ทำให้พระสัจธรรมเสื่อมและเจริญ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)  </p><p>พละ 2  คือ ปฏิสังขานพละ (กำลังคือการพิจารณา) และ ภาวนาพละ (กำลังคือการเจริญ)</p><p>มีการพิจารณาทบทวนให้เห็นถึง  "ผลของกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นผลที่เลว ทรามทั้งในภพนี้และภพหน้า ก็ย่อมละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต บริหารตนให้บริสุทธิ์" เพื่อพัฒนาทำให้มากเจริญให้มาก ซึ่งกำลังของพระเสขะ ที่จะละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว ก็ย่อมไม่ทำกรรมที่เป็นบาปอกุศล และทำให้มากเจริญให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) และฌานสมาธิทั้ง 4</p><p>เหตุที่ทำให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ ก็คือ การที่ไม่ได้พิจารณาและพิจารณาตนเองให้ดี ของทั้งผู้ถูกโจทก์และผู้โจกท์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E12 , S08E05 , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 1) , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 2) , #ผู้เป็นที่รักที่น่าพอใจ    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกนิบาต | กัมมกรณวรรค หมวดว่าด้วยวิธีการลงโทษ</title>
			<itunes:title>ทุกนิบาต | กัมมกรณวรรค หมวดว่าด้วยวิธีการลงโทษ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/1aaf9bc5-824a-4320-bc7a-abaa012aee22/media.mp3" length="26625846" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1aaf9bc5-824a-4320-bc7a-abaa012aee22</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9b</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/524rkS3DLreXB/sg98qyr]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นการเริ่มของซีซั่นที่ 4 ทุกนิบาต หมวดที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนปลาย และเบ็ดเตล็ด ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะแบ่งเป็นวรรค </p><p>มาเริ่มต้นกันในวรรคแรก คือ กัมมกรณวรรค หมวดว่าด้วยวิธีการลงโทษ ซึ่งดูตามชื่อของวรรคนี้แล้ว มีเนื้อหาที่เป็นไปในเชิงลักษณะของอกุศล ที่เราพึงต้องระวัง ไม่กระทำให้เกิดขึ้น เพราะมันจะมีโทษ เป็นผลร้าย ผลไม่ดี เป็นทุกข์ ซึ่งจะให้ผลในภพนี้หรือให้ผลในภพหน้าหน้าแน่นอน </p><p>เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักกลัวโทษที่ให้ผลในภพนี้ จักกลัวโทษที่ให้ผลในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ มีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล บุคคลผู้ขลาดต่อโทษ มีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว พึงหวังเหตุแห่งความหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลได้ </p><p>ทั้งนี้ ได้รวมเนื้อหาจำนวน 10 พระสูตรที่มีอยู่ในวรรคนี้ ได้แก่ 1) วัชชสูตร ว่าด้วยโทษ 2) ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรที่เกิดได้ยาก 3) ตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน 4) อตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน 5) อุปัญญาตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ทรงรู้สัพพัญญุตญาณ 6) สัญโญชนสูตร ว่าด้วยกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ 7) กัณหสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายดำ 8) สุกกสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว 9) จริยสูตร ว่าด้วยจริยธรรมคุ้มครองโลก และ 10) วัสสูปนายิกสูตร ว่าด้วยการเข้าพรรษา มาอธิบายขยายความให้ได้เข้าใจกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต   </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E20 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นการเริ่มของซีซั่นที่ 4 ทุกนิบาต หมวดที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 2 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนต้น ส่วนกลาง ส่วนปลาย และเบ็ดเตล็ด ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะแบ่งเป็นวรรค </p><p>มาเริ่มต้นกันในวรรคแรก คือ กัมมกรณวรรค หมวดว่าด้วยวิธีการลงโทษ ซึ่งดูตามชื่อของวรรคนี้แล้ว มีเนื้อหาที่เป็นไปในเชิงลักษณะของอกุศล ที่เราพึงต้องระวัง ไม่กระทำให้เกิดขึ้น เพราะมันจะมีโทษ เป็นผลร้าย ผลไม่ดี เป็นทุกข์ ซึ่งจะให้ผลในภพนี้หรือให้ผลในภพหน้าหน้าแน่นอน </p><p>เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักกลัวโทษที่ให้ผลในภพนี้ จักกลัวโทษที่ให้ผลในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ มีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว” เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล บุคคลผู้ขลาดต่อโทษ มีปกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว พึงหวังเหตุแห่งความหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลได้ </p><p>ทั้งนี้ ได้รวมเนื้อหาจำนวน 10 พระสูตรที่มีอยู่ในวรรคนี้ ได้แก่ 1) วัชชสูตร ว่าด้วยโทษ 2) ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรที่เกิดได้ยาก 3) ตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน 4) อตปนียสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน 5) อุปัญญาตสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้ทรงรู้สัพพัญญุตญาณ 6) สัญโญชนสูตร ว่าด้วยกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ 7) กัณหสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายดำ 8) สุกกสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว 9) จริยสูตร ว่าด้วยจริยธรรมคุ้มครองโลก และ 10) วัสสูปนายิกสูตร ว่าด้วยการเข้าพรรษา มาอธิบายขยายความให้ได้เข้าใจกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น </p><p>*พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต   </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E20 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งการเจริญกายคตาสติ (6317-6t)</title>
			<itunes:title>ผลแห่งการเจริญกายคตาสติ (6317-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/df87da73-20d4-4e96-a5b1-aba6014b6aa7/media.mp3" length="28802181" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">df87da73-20d4-4e96-a5b1-aba6014b6aa7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9c</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+VugD3HWO5ZV/olaxeSdsU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นการจบของเอกกนิบาต หมวดที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 1 ข้อ ซึ่งจะจบด้วยข้อที่ 563-599 มาใน กายคตาสติวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งการเจริญกายคตาสติ และ ข้อที่ 600-611 มาใน อมตวรรค หมวดว่าด้วยอมตธรรม (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><p>กายคตาสติ คือ การระลึกถึงกาย การระลึกมาในกาย ซึ่งบางครั้งก็ใช้คำว่า การเห็นกายในกาย โดยพิจารณาเห็นกายตามความเป็นจริง พิจารณาเห็นกายเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล พิจารณาไล่ไปตามอวัยวะ 32 ของร่างกายหรือกระดูก พิจารณาแตกออกไปได้ในความเป็นธาตุ 4 พิจารณาสมหายใจหายใจออก กายคตาสติจึงสามารถพิจารณาได้หลายวิธี และถ้าเมื่อได้เจริญทำให้มากแล้ว จะมีผลมากมีอานิสงส์มาก ตามที่ได้อธิบายขยายความในหัวข้อต่อไปนี้</p><p>กายคตาสติ เป็นส่วนแห่งวิชชา เป็นไปเพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อสติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชาและวิมุตติ</p><p>กายคตาสติ ทำให้กายสงบ จิตสงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ทำให้อกุศลธรรมลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้น สามารถละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะได้ อนุสัยย่อมถึงความถอนขึ้น ย่อมละสังโยชน์ได้ </p><p>กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้ที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน มีความเข้าใจแจ่มแจ้งแจกฉายในธาตุต่าง ๆ หลายชนิด เข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม และเพื่อความเป็น ผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส</p><p>และในบริบทที่ว่า กายนี้คือขันธ์ 5 คือรูป เป็นสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ เมื่อกำหนดรู้แล้ว ก็ละ ทำให้ความยึดถือในกายมันลดลงไป นี้ก็คือทำให้แจ้ง คือนิโรธ และในขณะเดียวกัน สติที่มากับกายคตาสติ ก็เป็นมรรคที่ต้องทำให้เจริญการเจริญกายคตาสติจึงทำให้ถึงความเป็นอมตธรรม (นิพพาน) ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E66 , S07E44 , #การปฏิบัติกายคตาสติ , #กายคตาสติ ใช้กายชำระจิต </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นการจบของเอกกนิบาต หมวดที่มีหัวข้อธรรมจำนวน 1 ข้อ ซึ่งจะจบด้วยข้อที่ 563-599 มาใน กายคตาสติวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งการเจริญกายคตาสติ และ ข้อที่ 600-611 มาใน อมตวรรค หมวดว่าด้วยอมตธรรม (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต)</p><p>กายคตาสติ คือ การระลึกถึงกาย การระลึกมาในกาย ซึ่งบางครั้งก็ใช้คำว่า การเห็นกายในกาย โดยพิจารณาเห็นกายตามความเป็นจริง พิจารณาเห็นกายเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล พิจารณาไล่ไปตามอวัยวะ 32 ของร่างกายหรือกระดูก พิจารณาแตกออกไปได้ในความเป็นธาตุ 4 พิจารณาสมหายใจหายใจออก กายคตาสติจึงสามารถพิจารณาได้หลายวิธี และถ้าเมื่อได้เจริญทำให้มากแล้ว จะมีผลมากมีอานิสงส์มาก ตามที่ได้อธิบายขยายความในหัวข้อต่อไปนี้</p><p>กายคตาสติ เป็นส่วนแห่งวิชชา เป็นไปเพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อสติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชาและวิมุตติ</p><p>กายคตาสติ ทำให้กายสงบ จิตสงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ทำให้อกุศลธรรมลดลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้น สามารถละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะได้ อนุสัยย่อมถึงความถอนขึ้น ย่อมละสังโยชน์ได้ </p><p>กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้ที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน มีความเข้าใจแจ่มแจ้งแจกฉายในธาตุต่าง ๆ หลายชนิด เข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม และเพื่อความเป็น ผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส</p><p>และในบริบทที่ว่า กายนี้คือขันธ์ 5 คือรูป เป็นสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ เมื่อกำหนดรู้แล้ว ก็ละ ทำให้ความยึดถือในกายมันลดลงไป นี้ก็คือทำให้แจ้ง คือนิโรธ และในขณะเดียวกัน สติที่มากับกายคตาสติ ก็เป็นมรรคที่ต้องทำให้เจริญการเจริญกายคตาสติจึงทำให้ถึงความเป็นอมตธรรม (นิพพาน) ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E66 , S07E44 , #การปฏิบัติกายคตาสติ , #กายคตาสติ ใช้กายชำระจิต </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 3)</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 3)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/3baf7e12-e09b-4c05-b4b4-ab9f00dc50fc/media.mp3" length="26073947" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3baf7e12-e09b-4c05-b4b4-ab9f00dc50fc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9d</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/CaL/1rfgtgtWpse8d/u9Q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 479-562 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ และ อินทรีย์ 5 รวมกับ พละ 5 (เป็น 10) ที่ประกอบด้วยฌาน 4 และพรหมวิหาร 4 (เป็น 8) ในแต่ละข้อ รวมทั้งหมดเป็น 80 ข้อ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>การเจริญอานาปานสติ เป็นวิธีการปฏิบัติที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยากเกินไป แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน และผู้ที่ทำได้แล้วเขาก็จะรู้ลมอยู่ตลอดเวลา สิ่งเกิดขึ้นที่เราจะสังเกตเห็นได้ ก็คือ จิตใจของเรามักจะไม่คล้อยไปตามอารมณ์อื่น ๆ ที่มากระทบอยู่เรื่อย ๆ จะไม่เกลือกกลั้วไปตามอารมณ์ความนึกคิดนั้น  </p><p>การเจริญมรณสติ เป็นการระลึกถึงความตาย โดยให้มองตามความเป็นจริงใน 2 ขั้นตอน คือ เหตุปัจจัยของความตายนั้นมีมาก และการนึกถึงกุศลธรรมให้ได้ </p><p>การเจริญกายคตาสติ เป็นการระลึกถึงกายในความที่กายนี้เป็นของปฏิกูล เป็นของไม่สวยงาม เป็นของรังโรค เป็นทุกข์ เพราะว่าร่างกายเป็นรูปขันธ์ และเราสามารถเอาความจริงที่เห็นในทุกข์มาเจริญมรรคได้ ซึ่งในเรื่องของกายคตาสตินี้ จะได้ลงลึกไปในรายละเอียดเนื้อหาอีกครั้งในเอพิโสดหน้า </p><p>การเจริญอุปสมานุสสติ เป็นการตามระลึกถึงความสงบระงับที่ทำให้กิเลสมันลดลง จิตเราพอระลึกถึงความสงบระงับได้ มันก็จะค่อย ๆ น้อมไปเป็นเหตุให้เจริญมรรคได้ด้วยการเข้าใจขันธ์ 5 เข้าใจนิโรธ ให้มันถูก </p><p>การเจริญอินทรีย์ 5 (สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) รวมกับ พละ 5 (สัทธาพละ วีริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ) รวมเป็น 10 อย่าง ที่ประกอบด้วย ฌาน 4 (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) รวมเป็น 8 อย่าง ในแต่ละข้อ รวมทั้งหมดได้ 80 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อ ๆ ทำแค่อย่างเดียว ทำแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ดีหมด </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S03E18 , S03E17 , S03E16</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 479-562 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ และ อินทรีย์ 5 รวมกับ พละ 5 (เป็น 10) ที่ประกอบด้วยฌาน 4 และพรหมวิหาร 4 (เป็น 8) ในแต่ละข้อ รวมทั้งหมดเป็น 80 ข้อ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>การเจริญอานาปานสติ เป็นวิธีการปฏิบัติที่ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยากเกินไป แต่ต้องอาศัยการฝึกฝน และผู้ที่ทำได้แล้วเขาก็จะรู้ลมอยู่ตลอดเวลา สิ่งเกิดขึ้นที่เราจะสังเกตเห็นได้ ก็คือ จิตใจของเรามักจะไม่คล้อยไปตามอารมณ์อื่น ๆ ที่มากระทบอยู่เรื่อย ๆ จะไม่เกลือกกลั้วไปตามอารมณ์ความนึกคิดนั้น  </p><p>การเจริญมรณสติ เป็นการระลึกถึงความตาย โดยให้มองตามความเป็นจริงใน 2 ขั้นตอน คือ เหตุปัจจัยของความตายนั้นมีมาก และการนึกถึงกุศลธรรมให้ได้ </p><p>การเจริญกายคตาสติ เป็นการระลึกถึงกายในความที่กายนี้เป็นของปฏิกูล เป็นของไม่สวยงาม เป็นของรังโรค เป็นทุกข์ เพราะว่าร่างกายเป็นรูปขันธ์ และเราสามารถเอาความจริงที่เห็นในทุกข์มาเจริญมรรคได้ ซึ่งในเรื่องของกายคตาสตินี้ จะได้ลงลึกไปในรายละเอียดเนื้อหาอีกครั้งในเอพิโสดหน้า </p><p>การเจริญอุปสมานุสสติ เป็นการตามระลึกถึงความสงบระงับที่ทำให้กิเลสมันลดลง จิตเราพอระลึกถึงความสงบระงับได้ มันก็จะค่อย ๆ น้อมไปเป็นเหตุให้เจริญมรรคได้ด้วยการเข้าใจขันธ์ 5 เข้าใจนิโรธ ให้มันถูก </p><p>การเจริญอินทรีย์ 5 (สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) รวมกับ พละ 5 (สัทธาพละ วีริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ) รวมเป็น 10 อย่าง ที่ประกอบด้วย ฌาน 4 (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) และพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) รวมเป็น 8 อย่าง ในแต่ละข้อ รวมทั้งหมดได้ 80 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อ ๆ ทำแค่อย่างเดียว ทำแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ดีหมด </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S03E18 , S03E17 , S03E16</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 2)</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 2)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/42e2d075-04bb-41ed-9b80-ab99007586f6/media.mp3" length="28017050" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">42e2d075-04bb-41ed-9b80-ab99007586f6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9e</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+9rf/AVJp+EzFz3LE202Sk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 476-478 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ   (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ขอทบทวนและเพิ่มเติมเนื้อหาจากเอพิโสดที่แล้วในเรื่องของ "สังฆานุสสติ" ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยได้ขยายความในสังฆคุณ 9 และอธิบายรายละเอียดในแต่ละระดับขั้นของอริยบุคคลที่จะถูกสอบด้วยบททดสอบต่าง ๆ  เพื่อให้มีการพัฒนา จนสอบผ่านได้ถึงความเป็นพระอรหันต์ และต่อเนื่องด้วยอนุสติอีก 3 หัวข้อ ได้แก่ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ </p><p>"สีลานุสสติ" หมายถึง การระลึกถึงศีลของเรา ในความเป็นปกติ 5 อย่าง คือเป็นศีล 5 นั่นเอง หรือการระลึกถึงศีลของคนอื่นก็ได้ ที่ได้ทำความดีในข้อศีลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  การเก็บเงินได้ในแท็กซี่แล้วคืนเจ้าของ เป็นการไม่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ เป็นต้น </p><p>"จาคานุสสติ"  หมายถึง การให้ การสละออก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้ที่มีฝ่ามือชุ่มอยู่เป็นปกติ ยินดีในการให้ ควรแก่การขอ คือ ถ้าเขาขอก็ยินดีที่จะให้ยินดีในการจำแนกแจกทาน จุดประสงค์ของการให้ ก็เพื่อที่จะละ/กำจัดความตระหนี่ และจาคานุสสติ ยังเป็นเรื่องของจิตใจที่ลึกซึ้งลงไป ไม่ใช่แค่ข้าวของภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงกิเลส ความเป็นตัวตนของเรา ที่มันอยู่ในตัวเรา จะละได้ไหม? เราจะให้เมตตาให้เขาได้ไหม? เราจะละกิเลสที่มันอยู่ในจิตใจของเรา คืนโลกไปได้ไหม? ศรัทธา จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ  </p><p>"เทวตานุสสติ" หมายถึง การระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดา คนธรรดาแต่ว่ามีความดี เช่น คความเสียสละของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอหรือพยาบาล ที่กำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีความมั่นคงมั่นใจในหน้าที่ มีศีล มีศรัทธากันอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเมื่อระลึกถึงบุคคลเหล่านี้แล้ว นี่ก็เป็นเทวตานุสสติ เป็นสติอันเกิดจากการระลึกถึงบุคคลที่มีจิตใจเป็นเทวดา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S03E17  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 476-478 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ   (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ขอทบทวนและเพิ่มเติมเนื้อหาจากเอพิโสดที่แล้วในเรื่องของ "สังฆานุสสติ" ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยได้ขยายความในสังฆคุณ 9 และอธิบายรายละเอียดในแต่ละระดับขั้นของอริยบุคคลที่จะถูกสอบด้วยบททดสอบต่าง ๆ  เพื่อให้มีการพัฒนา จนสอบผ่านได้ถึงความเป็นพระอรหันต์ และต่อเนื่องด้วยอนุสติอีก 3 หัวข้อ ได้แก่ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ </p><p>"สีลานุสสติ" หมายถึง การระลึกถึงศีลของเรา ในความเป็นปกติ 5 อย่าง คือเป็นศีล 5 นั่นเอง หรือการระลึกถึงศีลของคนอื่นก็ได้ ที่ได้ทำความดีในข้อศีลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  การเก็บเงินได้ในแท็กซี่แล้วคืนเจ้าของ เป็นการไม่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ เป็นต้น </p><p>"จาคานุสสติ"  หมายถึง การให้ การสละออก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้ที่มีฝ่ามือชุ่มอยู่เป็นปกติ ยินดีในการให้ ควรแก่การขอ คือ ถ้าเขาขอก็ยินดีที่จะให้ยินดีในการจำแนกแจกทาน จุดประสงค์ของการให้ ก็เพื่อที่จะละ/กำจัดความตระหนี่ และจาคานุสสติ ยังเป็นเรื่องของจิตใจที่ลึกซึ้งลงไป ไม่ใช่แค่ข้าวของภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงกิเลส ความเป็นตัวตนของเรา ที่มันอยู่ในตัวเรา จะละได้ไหม? เราจะให้เมตตาให้เขาได้ไหม? เราจะละกิเลสที่มันอยู่ในจิตใจของเรา คืนโลกไปได้ไหม? ศรัทธา จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ  </p><p>"เทวตานุสสติ" หมายถึง การระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดา คนธรรดาแต่ว่ามีความดี เช่น คความเสียสละของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอหรือพยาบาล ที่กำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง มีความมั่นคงมั่นใจในหน้าที่ มีศีล มีศรัทธากันอยู่ในตอนนี้ ซึ่งเมื่อระลึกถึงบุคคลเหล่านี้แล้ว นี่ก็เป็นเทวตานุสสติ เป็นสติอันเกิดจากการระลึกถึงบุคคลที่มีจิตใจเป็นเทวดา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S03E17  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 1)</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อนุสติ 10 (ตอน 1)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/2aeca5fb-0c70-4026-b371-ab92004251d3/media.mp3" length="28737605" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2aeca5fb-0c70-4026-b371-ab92004251d3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174d9f</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+9BQpCm2ej6MGGpsrj9xLk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174d9f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 473-475 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"อนุสติ" คือ ความระลึกถึง ในที่นี้ ให้เรามาเจริญพุทธานุสสติ คือ การตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า กล่าวถึงพุทธคุณ 9 อย่าง หรือแจกแจงได้เป็น 108 อย่าง หรือยิ่งกว่านั้น โดยรวมลงที่ "พุทโธ" ซึ่งหมายถึง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม </p><p>เพราะฉะนั้น การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก็คือ ระลึกถึงคุณธรรม สิ่งที่พระองค์ได้สร้างบารมีมา พูดง่าย ๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติตามมรรค 8 มาก ๆ ตามเหตุอย่างนี้มาก ๆ ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงได้มาเป็นพุทโธ </p><p>ให้เรามาเจริญธัมมานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระธรรม  กล่าวถึง "ธัมโม" ที่เป็นสวากขาตธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า เชิญผู้อื่นเข้ามาพิสูจน์ได้ เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน ซึ่งมีแต่เฉพาะวิญญูชน (คนดี) เท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่าสวากขาตธรรมเป็นของดี </p><p>และให้เรามาเจริญสังฆานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ กล่าวถึง สังฆคุณ 9 อย่าง ของหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบด้วย จึงเป็น "สังโฆ" เพราะฉะนั้น สังโฆ เน้นมาในเรื่องการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ  </p><p>"ธัมโม คือ คุณธรรม ไม่ใช่หมายถึงว่า หนังสือ หรือสิ่งที่เราจำได้อยู่ในหัว แต่ยังไม่เข้าสู่จิตใจ ต้องเป็น สวากขาตธรรมจริง ๆ ที่คุณรู้ได้เฉพาะตน นี่แหละ สังโฆ หมายถึง การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือ ปฏิบัติที่ใจ อยู่ที่ใจ และ พุทโธ ไม่ใช่ หมายถึง ตัว รูปเคารพ แต่หมายถึงการตรัสรู้ </p><p>พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นอย่างเดียวกัน รวมเป็นหนึ่งอยู่ในใจเรา จึงเป็นรัตนะ 3 ขึ้นมา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E48 , S07E46 , #พุทโธอยู่ที่ไหน , #ทำพุทโธให้เป็นบริกรรม , #พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือที่พึ่งอันสูงสุด  , #สามคำที่มีค่ามาก                           </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 473-475 ว่าด้วยเรื่อง "อนุสติ 10" ในหัวข้อ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"อนุสติ" คือ ความระลึกถึง ในที่นี้ ให้เรามาเจริญพุทธานุสสติ คือ การตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า กล่าวถึงพุทธคุณ 9 อย่าง หรือแจกแจงได้เป็น 108 อย่าง หรือยิ่งกว่านั้น โดยรวมลงที่ "พุทโธ" ซึ่งหมายถึง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม </p><p>เพราะฉะนั้น การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก็คือ ระลึกถึงคุณธรรม สิ่งที่พระองค์ได้สร้างบารมีมา พูดง่าย ๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติตามมรรค 8 มาก ๆ ตามเหตุอย่างนี้มาก ๆ ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงได้มาเป็นพุทโธ </p><p>ให้เรามาเจริญธัมมานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระธรรม  กล่าวถึง "ธัมโม" ที่เป็นสวากขาตธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า เชิญผู้อื่นเข้ามาพิสูจน์ได้ เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว และเป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน ซึ่งมีแต่เฉพาะวิญญูชน (คนดี) เท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่าสวากขาตธรรมเป็นของดี </p><p>และให้เรามาเจริญสังฆานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ กล่าวถึง สังฆคุณ 9 อย่าง ของหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบด้วย จึงเป็น "สังโฆ" เพราะฉะนั้น สังโฆ เน้นมาในเรื่องการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ  </p><p>"ธัมโม คือ คุณธรรม ไม่ใช่หมายถึงว่า หนังสือ หรือสิ่งที่เราจำได้อยู่ในหัว แต่ยังไม่เข้าสู่จิตใจ ต้องเป็น สวากขาตธรรมจริง ๆ ที่คุณรู้ได้เฉพาะตน นี่แหละ สังโฆ หมายถึง การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือ ปฏิบัติที่ใจ อยู่ที่ใจ และ พุทโธ ไม่ใช่ หมายถึง ตัว รูปเคารพ แต่หมายถึงการตรัสรู้ </p><p>พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นอย่างเดียวกัน รวมเป็นหนึ่งอยู่ในใจเรา จึงเป็นรัตนะ 3 ขึ้นมา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E48 , S07E46 , #พุทโธอยู่ที่ไหน , #ทำพุทโธให้เป็นบริกรรม , #พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือที่พึ่งอันสูงสุด  , #สามคำที่มีค่ามาก                           </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว สัญญา 10 ประการ(2)</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว สัญญา 10 ประการ(2)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Mar 2020 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9bbb1137-0b26-4fba-af71-ab8a00eded74/media.mp3" length="24689964" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9bbb1137-0b26-4fba-af71-ab8a00eded74</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+YlNZZvxtc0uGxhBKJ2jb3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 463-472, 481 ว่าด้วยเรื่อง "การเจริญอนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, มรณสัญญา, อาหาเรปฏิกูลสัญญา, สัพพโลเกอนภิรตสัญญา, การพิจารณาซากศพ 6 ชนิด และกายคตาสติ" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>คำสอนที่มีมากมายนี้ เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะรับความรู้ของท่าน มาเป็นความรู้ของเรา ต้องผ่านกระบวนการจากความรู้ของท่านมาเป็นความเข้าใจของเรา มาเป็น สัญญา (ความหมายรู้) ก่อน จากสัญญา เราจึงต้องเปลี่ยนเป็นญาณ โดยอาศัยการปฏิบัติ แล้วสัญญาอะไร หรือความรู้แบบไหนที่เราต้องทำความเข้าใจ? </p><p>"ความยึดถือ ไม่มีที่อื่นนอกจากในขันธ์ 5 อุปทานไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ 5 ตัณหาไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ 5 เพราะมีตัณหาจึงมีอุปทาน ตัณหาก็อยู่ในขันธ์ 5 นี่แหละ เวลาคุณจะเอาของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง มีความเป็นอนัตตา คุณก็ต้องเอาไปใส่ในขันธ์ 5 </p><p>อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา จึงเป็นลักษณะของปฏิปทาที่เป็นความสบาย มีความสะดวกต่อการที่จะบรรลุนิพพาน ซึ่งเจอกันอยู่ทุกวัน ตลอดเวลา เพราะว่า ถ้าสิ่งใดมีเหตุเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็คือ มีความเป็นอนิจจัง คือ ความเป็นของไม่เที่ยง สำคัญหมายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ซึ่งความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่า ให้ทำลาย แต่การเจริญอนิจจสัญญา หมายความว่า พอเราหมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งนั้นแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ควรค่าแก่การที่เราจะไปยึดถือเอาไว้" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E38 , ใต้ร่มโพธิบท S08E24 , S08E17 , S08E05 , นิทานพรรณนา S01E24  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 463-472, 481 ว่าด้วยเรื่อง "การเจริญอนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, มรณสัญญา, อาหาเรปฏิกูลสัญญา, สัพพโลเกอนภิรตสัญญา, การพิจารณาซากศพ 6 ชนิด และกายคตาสติ" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>คำสอนที่มีมากมายนี้ เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะรับความรู้ของท่าน มาเป็นความรู้ของเรา ต้องผ่านกระบวนการจากความรู้ของท่านมาเป็นความเข้าใจของเรา มาเป็น สัญญา (ความหมายรู้) ก่อน จากสัญญา เราจึงต้องเปลี่ยนเป็นญาณ โดยอาศัยการปฏิบัติ แล้วสัญญาอะไร หรือความรู้แบบไหนที่เราต้องทำความเข้าใจ? </p><p>"ความยึดถือ ไม่มีที่อื่นนอกจากในขันธ์ 5 อุปทานไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ 5 ตัณหาไม่มีที่อื่น นอกจากในขันธ์ 5 เพราะมีตัณหาจึงมีอุปทาน ตัณหาก็อยู่ในขันธ์ 5 นี่แหละ เวลาคุณจะเอาของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง มีความเป็นอนัตตา คุณก็ต้องเอาไปใส่ในขันธ์ 5 </p><p>อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา จึงเป็นลักษณะของปฏิปทาที่เป็นความสบาย มีความสะดวกต่อการที่จะบรรลุนิพพาน ซึ่งเจอกันอยู่ทุกวัน ตลอดเวลา เพราะว่า ถ้าสิ่งใดมีเหตุเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็คือ มีความเป็นอนิจจัง คือ ความเป็นของไม่เที่ยง สำคัญหมายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ซึ่งความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่า ให้ทำลาย แต่การเจริญอนิจจสัญญา หมายความว่า พอเราหมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งนั้นแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่ควรค่าแก่การที่เราจะไปยึดถือเอาไว้" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E38 , ใต้ร่มโพธิบท S08E24 , S08E17 , S08E05 , นิทานพรรณนา S01E24  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน สัญญา 10 ประการ</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน สัญญา 10 ประการ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/39dceaf0-4e91-4bed-bdbc-ab8401028c47/media.mp3" length="26530920" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">39dceaf0-4e91-4bed-bdbc-ab8401028c47</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8T2ex2iqzfsjz5boYQDSvp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 453-462 ว่าด้วยเรื่อง "การเจริญสัญญา 10 ประการ" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>ในหัวข้อธรรมที่เราเรียกว่า "สัญญา 10 ประการ" ที่เจริญเพียงชั่วลัดนิ้วมือ เมื่อเราปฏิบัติตามแล้ว ยิ่งทำให้มาก เจริญให้มาก ก็จะยิ่งดีมาก ๆ ทั้ง 10 ข้อ ในแต่ข้อแต่ละอย่าง ๆ นี้ เป็นอย่างไร มีการปฏิบัติเช่นไร ที่จะทำให้มีความคลายกำหนัดแล้วปล่อยวางได้ </p><p>"การเจริญ "มรณสัญญา"  ไม่ใช่เพียงว่า ฉันจะตายแล้ว ๆ อันนี้คือ การเจริญที่ผิด แต่ที่เจริญถูก ก็คือ ให้จบลงที่กุศลธรรม จบลงที่ปีติและปราโมทย์ </p><p>กรณีสถานการณ์ ไวรัส Covid-19 ในปัจจุบันนี้ เราก็สามารถที่จะอยู่อย่างสบายใจได้ มาตราต่าง ๆ ใด ๆ ที่ต้องเร่งด่วน เราก็ต้องทำ มีปัญหาเราก็ต้องแก้ และในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้วุ่นวายใจ จนทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่นไปหมด ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ ไม่สนใจอะไรเลย เราต้องเฝ้าระวัง ต้องมีความตื่นตัว ไม่ประมาท ไม่กังวลใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่วิตกกังวลจนเกินกว่าเหตุ เราก็จะเดินมาตามทางสายกลาง เดินมาตามมรรค 8 ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 453-462 ว่าด้วยเรื่อง "การเจริญสัญญา 10 ประการ" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต </p><p>ในหัวข้อธรรมที่เราเรียกว่า "สัญญา 10 ประการ" ที่เจริญเพียงชั่วลัดนิ้วมือ เมื่อเราปฏิบัติตามแล้ว ยิ่งทำให้มาก เจริญให้มาก ก็จะยิ่งดีมาก ๆ ทั้ง 10 ข้อ ในแต่ข้อแต่ละอย่าง ๆ นี้ เป็นอย่างไร มีการปฏิบัติเช่นไร ที่จะทำให้มีความคลายกำหนัดแล้วปล่อยวางได้ </p><p>"การเจริญ "มรณสัญญา"  ไม่ใช่เพียงว่า ฉันจะตายแล้ว ๆ อันนี้คือ การเจริญที่ผิด แต่ที่เจริญถูก ก็คือ ให้จบลงที่กุศลธรรม จบลงที่ปีติและปราโมทย์ </p><p>กรณีสถานการณ์ ไวรัส Covid-19 ในปัจจุบันนี้ เราก็สามารถที่จะอยู่อย่างสบายใจได้ มาตราต่าง ๆ ใด ๆ ที่ต้องเร่งด่วน เราก็ต้องทำ มีปัญหาเราก็ต้องแก้ และในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้วุ่นวายใจ จนทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่นไปหมด ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ ไม่สนใจอะไรเลย เราต้องเฝ้าระวัง ต้องมีความตื่นตัว ไม่ประมาท ไม่กังวลใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่วิตกกังวลจนเกินกว่าเหตุ เราก็จะเดินมาตามทางสายกลาง เดินมาตามมรรค 8 ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน ฌานสมาธิและกสิณ 10 อย่าง</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน ฌานสมาธิและกสิณ 10 อย่าง</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ecf02965-ae7c-4542-9c40-ab7d011029b4/media.mp3" length="27011260" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ecf02965-ae7c-4542-9c40-ab7d011029b4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+q8KhHFiE11GBuKcllWoqf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 427-452  ว่าด้วยเรื่อง "ฌานสมาธิและกสิณ 10 อย่าง" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>การเจริญเพียงชั่วลัดนิ้วมือในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ หัวข้อที่พูดถึงนี้เป็นข้อเดียว ๆ ที่มีความสมบูรณ์ในตัว เพียงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วน มีทั้งหมดในวรรคนี้ 190 หัวข้อ ซึ่งในเอพิโสดก่อนหน้านี้ได้กล่าวไปแล้ว 45 ข้อ และในเอพิโสดนี้จะได้กล่าวอีก 26 ข้อ ในเรื่อง ความละเอียดของฌานสมาธิที่ลึกลงไปตามลำดับขั้น และ การเจริญกสิณ 10 อย่าง </p><p>ความสุขในธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงความสุข 10 ขั้น จากกามสุขจนถึงความสุขที่ได้จากฌานสมาธิที่มีความละเอียดที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไล่ไปตามลำดับขั้น จนไปสุดที่สัญญาเวทยิตนิโรธ (นิโรธสมาบัติ) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E13 , S03E12 , S03E11 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E05 , คลังพระสูตร S08E29 , #กรรมฐาน 40  </p><p> </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 427-452  ว่าด้วยเรื่อง "ฌานสมาธิและกสิณ 10 อย่าง" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>การเจริญเพียงชั่วลัดนิ้วมือในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ หัวข้อที่พูดถึงนี้เป็นข้อเดียว ๆ ที่มีความสมบูรณ์ในตัว เพียงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วน มีทั้งหมดในวรรคนี้ 190 หัวข้อ ซึ่งในเอพิโสดก่อนหน้านี้ได้กล่าวไปแล้ว 45 ข้อ และในเอพิโสดนี้จะได้กล่าวอีก 26 ข้อ ในเรื่อง ความละเอียดของฌานสมาธิที่ลึกลงไปตามลำดับขั้น และ การเจริญกสิณ 10 อย่าง </p><p>ความสุขในธรรมวินัยนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงความสุข 10 ขั้น จากกามสุขจนถึงความสุขที่ได้จากฌานสมาธิที่มีความละเอียดที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไล่ไปตามลำดับขั้น จนไปสุดที่สัญญาเวทยิตนิโรธ (นิโรธสมาบัติ) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E13 , S03E12 , S03E11 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E05 , คลังพระสูตร S08E29 , #กรรมฐาน 40  </p><p> </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน อริยมรรคมีองค์ 8</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน อริยมรรคมีองค์ 8</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/18cd3882-3619-43ad-9e64-ab7600f84b44/media.mp3" length="28569663" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">18cd3882-3619-43ad-9e64-ab7600f84b44</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/3ImGLsxSk6rwBjTj69P5/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 419-426  ว่าด้วยเรื่อง "อริยมรรคมีองค์ 8" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"อริยมรรคมีองค์ 8"  เป็นทางที่ไม่ใช่แปดทาง แต่เป็นทางเดียวที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่มุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปวน ไปอ้อม หรือไปพบทางตันในทางสุดโต่งทั้งสองด้าน ซึ่งประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,  สัมมาอาชีวะ,  สัมมาวายามะ, สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ที่เมื่อต้องการอธิบายองค์ใดองค์หนึ่งในมรรคเป็นประเด็นหัวข้อ ก็ยกองค์ที่เหลือมาประกอบการอธิบายด้วยเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของการประกอบรวมกันเป็นทางสายกลาง ในที่นี้จะไล่เรียงอธิบายไปในแต่ละหัวข้อ ๆ โดยเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ ตามนัยของ "มหาจัตตารีสกสูตร"  </p><p>ย้ำกันอีกครั้งว่า แม้อันใดอันหนึ่งก็ได้แค่ข้อเดียว แล้วแต่ละข้อๆ ทำเพียงแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน และในส่วนที่เหลือของวรรคนี้  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E12 , ใต้ร่มโพธิบท S08E21 , S08E20 , คลังพระสูตร S08E50 , เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 419-426  ว่าด้วยเรื่อง "อริยมรรคมีองค์ 8" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"อริยมรรคมีองค์ 8"  เป็นทางที่ไม่ใช่แปดทาง แต่เป็นทางเดียวที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่มุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปวน ไปอ้อม หรือไปพบทางตันในทางสุดโต่งทั้งสองด้าน ซึ่งประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,  สัมมาอาชีวะ,  สัมมาวายามะ, สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ที่เมื่อต้องการอธิบายองค์ใดองค์หนึ่งในมรรคเป็นประเด็นหัวข้อ ก็ยกองค์ที่เหลือมาประกอบการอธิบายด้วยเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของการประกอบรวมกันเป็นทางสายกลาง ในที่นี้จะไล่เรียงอธิบายไปในแต่ละหัวข้อ ๆ โดยเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ ตามนัยของ "มหาจัตตารีสกสูตร"  </p><p>ย้ำกันอีกครั้งว่า แม้อันใดอันหนึ่งก็ได้แค่ข้อเดียว แล้วแต่ละข้อๆ ทำเพียงแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน และในส่วนที่เหลือของวรรคนี้  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E12 , ใต้ร่มโพธิบท S08E21 , S08E20 , คลังพระสูตร S08E50 , เข้าใจทำ (ธรรม) S07E28    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน โพชฌงค์ 7</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน โพชฌงค์ 7</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/e3f92d53-731a-411b-b622-ab6e00b42fcb/media.mp3" length="26658786" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e3f92d53-731a-411b-b622-ab6e00b42fcb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da4</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl951vGISmbVvLq6W7OyRjtp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 412-418  ว่าด้วยเรื่อง "โพชฌงค์ 7" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"โพชฌงค์" แปลว่า องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม 37 ที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม ประกอบด้วยองค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ </p><p>ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อันนี้ อันใดอันหนึ่งก็ได้แค่ข้อเดียว แล้วแต่ละข้อๆ ก็แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน และในส่วนที่เหลือของวรรคนี้ ในเรื่องของ อริยมรรคมีองค์ 8 ฯลฯ  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E11 , ใต้ร่มโพธิบท S07E54 , # โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 1): องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 2): เจริญโพชฌงค์ตามกาล ,  #โพชฌงค์ 7 ที่ครบถ้วน เต็มรอบ                                       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ที่มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 412-418  ว่าด้วยเรื่อง "โพชฌงค์ 7" (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"โพชฌงค์" แปลว่า องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม 37 ที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรม ประกอบด้วยองค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ </p><p>ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อันนี้ อันใดอันหนึ่งก็ได้แค่ข้อเดียว แล้วแต่ละข้อๆ ก็แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน และในส่วนที่เหลือของวรรคนี้ ในเรื่องของ อริยมรรคมีองค์ 8 ฯลฯ  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E11 , ใต้ร่มโพธิบท S07E54 , # โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 1): องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม , #โพชฌงค์เจ็ด (ตอนที่ 2): เจริญโพชฌงค์ตามกาล ,  #โพชฌงค์ 7 ที่ครบถ้วน เต็มรอบ                                       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว | อปรอัจฉราสังฆาตวรรค</title>
			<itunes:title>ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว | อปรอัจฉราสังฆาตวรรค</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/69f8317a-95e6-475f-8a8d-ab6800609dd4/media.mp3" length="27896857" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69f8317a-95e6-475f-8a8d-ab6800609dd4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl98h8HL6owgaNAd9SNDyHPn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 382-411 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"ชั่วลัดนิ้วมือเดียว" หมายถึง การแสดงถึงระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ เช่นเดียวกับ การดีดนิ้ว นั่นเอง บาลีใช้คำว่า "อปรอัจฉราสังฆาต" </p><p>ได้กล่าวถึง "ธรรมะแค่ข้อเดียว" จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ที่เมื่อปฏิบัติแล้วแค่เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของท่าน และถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน ในสิ่งต่อไปนี้ โดยได้อธิบายรายละเอียดไว้ในแต่ละข้อ ๆ  </p><p>ฌาน 1 - 4, พรหมวิหาร 4, สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4 และ อินทรีย์ 5 พละ 5  </p><p>และส่วนที่เหลือของวรรคนี้ ในเรื่องของ โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ฯลฯ  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว </p><p>[๓๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้น. </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E03 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E05 , S08E12 , S07E49 , #แก้ขี้เกียจด้วยเจริญอิทธิบาทอย่างถูกต้อง , #พรหมวิหาร 4 ธรรมที่เมื่อเข้าใจถูก จะไม่ไร้เดียงสา                                         </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว มาใน อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ข้อที่ 382-411 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"ชั่วลัดนิ้วมือเดียว" หมายถึง การแสดงถึงระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ เช่นเดียวกับ การดีดนิ้ว นั่นเอง บาลีใช้คำว่า "อปรอัจฉราสังฆาต" </p><p>ได้กล่าวถึง "ธรรมะแค่ข้อเดียว" จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ที่เมื่อปฏิบัติแล้วแค่เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของท่าน และถ้ายิ่งทำมาก ๆ ยิ่งดีมากแน่นอน ในสิ่งต่อไปนี้ โดยได้อธิบายรายละเอียดไว้ในแต่ละข้อ ๆ  </p><p>ฌาน 1 - 4, พรหมวิหาร 4, สติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4 และ อินทรีย์ 5 พละ 5  </p><p>และส่วนที่เหลือของวรรคนี้ ในเรื่องของ โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ฯลฯ  ติดตามได้ในเอพิโสดต่อไป  </p><p>๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว </p><p>[๓๘๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้น. </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E03 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E05 , S08E12 , S07E49 , #แก้ขี้เกียจด้วยเจริญอิทธิบาทอย่างถูกต้อง , #พรหมวิหาร 4 ธรรมที่เมื่อเข้าใจถูก จะไม่ไร้เดียงสา                                         </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธ​รรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส | ปสาทกรธัมมวรรค</title>
			<itunes:title>ธ​รรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส | ปสาทกรธัมมวรรค</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/31b8439a-d0f7-4fdd-8759-ab5f000806ed/media.mp3" length="28004485" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">31b8439a-d0f7-4fdd-8759-ab5f000806ed</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/z/gSrkiJshyqniYfjvzfh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส มาใน ปสาทกรธัมมวรรค ข้อที่ 366-381 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"ปสาทะ" หมายถึง ความศรัทธา ความเลื่อมใส  ในวรรคนี้จึงพูดถึง หมวดธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส โดยพูดไว้ทั้งหมด 16 ข้อ ซึ่งจะอธิบายไปในต่ละข้อ ๆ ที่ถ้าเรามีคุณธรรมสักข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าเป็นการได้ที่ดีแล้ว และถ้ามีทุกอย่างทุกข้อ อันนี้เป็นการได้ที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป </p><p> ลาภ หมายถึง การได้  เมื่อได้แล้ว ทำไมจึงตั้งหัวข้อว่า "เลื่อมใส" </p><p>ก็เพราะ ลาภานุตตริยะ คือ การได้อันเลิศ  เป็นการที่ได้ความเลื่อมใสในพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต เมื่อเรามีคุณธรรมต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นการได้อันเลิศ เพราะมันเกี่ยวกับความเลื่อมใส  ทำให้เกิดความเลื่อมใสในตนเอง  และ ทำให้เกิดความเลื่อมใสในคนอื่นด้วย </p><p>ปสาทกรธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส </p><p>[๓๖๖-๓๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ความเป็นธรรมกถึก ความเป็นวินัยธร ความเป็นพหูสูต ความเป็นผู้มั่นคง ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา ความถึงพร้อมด้วยบริวารที่ดี ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณ งาม ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียกลาภนั่นเอง" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E11     </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส มาใน ปสาทกรธัมมวรรค ข้อที่ 366-381 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>"ปสาทะ" หมายถึง ความศรัทธา ความเลื่อมใส  ในวรรคนี้จึงพูดถึง หมวดธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส โดยพูดไว้ทั้งหมด 16 ข้อ ซึ่งจะอธิบายไปในต่ละข้อ ๆ ที่ถ้าเรามีคุณธรรมสักข้อใดข้อหนึ่ง ถือว่าเป็นการได้ที่ดีแล้ว และถ้ามีทุกอย่างทุกข้อ อันนี้เป็นการได้ที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป </p><p> ลาภ หมายถึง การได้  เมื่อได้แล้ว ทำไมจึงตั้งหัวข้อว่า "เลื่อมใส" </p><p>ก็เพราะ ลาภานุตตริยะ คือ การได้อันเลิศ  เป็นการที่ได้ความเลื่อมใสในพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต เมื่อเรามีคุณธรรมต่าง ๆ เหล่านี้จึงเป็นการได้อันเลิศ เพราะมันเกี่ยวกับความเลื่อมใส  ทำให้เกิดความเลื่อมใสในตนเอง  และ ทำให้เกิดความเลื่อมใสในคนอื่นด้วย </p><p>ปสาทกรธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส </p><p>[๓๖๖-๓๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ความเป็นธรรมกถึก ความเป็นวินัยธร ความเป็นพหูสูต ความเป็นผู้มั่นคง ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา ความถึงพร้อมด้วยบริวารที่ดี ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณ งาม ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียกลาภนั่นเอง" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E11     </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย | เอกธัมมบาลี จตุตถวรรค</title>
			<itunes:title>สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย | เอกธัมมบาลี จตุตถวรรค</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Feb 2020 21:30:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/40d89af7-2eef-4390-aabc-ab5a0068b117/media.mp3" length="28041619" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">40d89af7-2eef-4390-aabc-ab5a0068b117</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9Exui3wLsLtyxwTRDQi8fJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย ฯมาใน เอกธัมมบาลี จตุตถวรรค หมวดที่ 4 ข้อที่ 322-365 จบ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>อธิบายเปรียบเทียบ โดยมีอุปมาอุปไมย ในเรื่อง ความน้อย ความมาก ของการที่สัตว์จะกลับมาเกิดสู่มนุษย์ กับ กำเนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์  </p><p>คำว่า "กำเนิดอื่นๆ" คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสูรกาย   </p><p>สัตว์ที่มีปัญญากับไม่มีปัญญาที่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ได้  </p><p>"ปัญญา" ในที่นี้ คือ ปัญญา 5 อย่าง ได้แก่ กัมมัสสกตาปัญญา ฌานปัญญา วิปัสสนาปัญญา มรรคปัญญา และ ผลปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงจัด ปัญญาญาณไว้ 3 อย่าง ได้แก่ ปัญญาในข้อที่ว่า "รู้ทุกข์ รู้ว่าควรทำอย่างไงกับทุกข์ และ ได้ทำให้เข้าใจในเรื่องทุกข์นั้นแสัตว์ที่เห็นพระตถาคต กับ สัตวที่ไม่เห็นพระตถาคต  </p><p>เปรียบเทียบสัตว์ที่เห็นพระตถาคต กับ สัตวที่ไม่เห็นพระตถาคต  </p><p>"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" เพราะฉะนั้น "เห็นธรรม" ในที่นี้ หมายถึง เห็นพระตถาคต นั่นเอง </p><p>เห็นธรรมะในที่นี้ คุณจะต้องมีศรัทธาในชนิดที่หยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และก็มีศีล คือ อย่างน้อยคุณจะต้องเป็นโสดาบัน ไม่ว่าจะขั้นมรรค หรือขั้นผล ก็ตาม"  </p><p>เปรียบเทียบ สัตว์ที่จุติ (เคลื่อน, ตาย) จากมนุษย์ไปเกิดในหมู่เทวดา กับ ส่วนสัตว์ ที่ตายจากมนุษย์ไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัย </p><p>และสัตว์ที่ตายจากนรก มาเกิดในหมู่มนุษย์ กับ สัตว์ที่ตายจากนรกไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัย  </p><p> "สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดใน กำเนิดอื่น(นรก, กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, แดนเปรต และอสูรกาย) นอกจากมนุษย์มีจำนวนมากกว่า"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ สัตว์ที่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย ฯมาใน เอกธัมมบาลี จตุตถวรรค หมวดที่ 4 ข้อที่ 322-365 จบ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>อธิบายเปรียบเทียบ โดยมีอุปมาอุปไมย ในเรื่อง ความน้อย ความมาก ของการที่สัตว์จะกลับมาเกิดสู่มนุษย์ กับ กำเนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์  </p><p>คำว่า "กำเนิดอื่นๆ" คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสูรกาย   </p><p>สัตว์ที่มีปัญญากับไม่มีปัญญาที่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ได้  </p><p>"ปัญญา" ในที่นี้ คือ ปัญญา 5 อย่าง ได้แก่ กัมมัสสกตาปัญญา ฌานปัญญา วิปัสสนาปัญญา มรรคปัญญา และ ผลปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงจัด ปัญญาญาณไว้ 3 อย่าง ได้แก่ ปัญญาในข้อที่ว่า "รู้ทุกข์ รู้ว่าควรทำอย่างไงกับทุกข์ และ ได้ทำให้เข้าใจในเรื่องทุกข์นั้นแสัตว์ที่เห็นพระตถาคต กับ สัตวที่ไม่เห็นพระตถาคต  </p><p>เปรียบเทียบสัตว์ที่เห็นพระตถาคต กับ สัตวที่ไม่เห็นพระตถาคต  </p><p>"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" เพราะฉะนั้น "เห็นธรรม" ในที่นี้ หมายถึง เห็นพระตถาคต นั่นเอง </p><p>เห็นธรรมะในที่นี้ คุณจะต้องมีศรัทธาในชนิดที่หยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และก็มีศีล คือ อย่างน้อยคุณจะต้องเป็นโสดาบัน ไม่ว่าจะขั้นมรรค หรือขั้นผล ก็ตาม"  </p><p>เปรียบเทียบ สัตว์ที่จุติ (เคลื่อน, ตาย) จากมนุษย์ไปเกิดในหมู่เทวดา กับ ส่วนสัตว์ ที่ตายจากมนุษย์ไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัย </p><p>และสัตว์ที่ตายจากนรก มาเกิดในหมู่มนุษย์ กับ สัตว์ที่ตายจากนรกไปเกิดในนรก ฯลฯ เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ เกิดในเปรตวิสัย  </p><p> "สัตว์ที่กลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ที่ไปเกิดใน กำเนิดอื่น(นรก, กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน, แดนเปรต และอสูรกาย) นอกจากมนุษย์มีจำนวนมากกว่า"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี | เอกธัมมบาลี ตติยวรรค จบ</title>
			<itunes:title>ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี | เอกธัมมบาลี ตติยวรรค จบ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6aba9c80-2520-42ec-b856-ab5300783344/media.mp3" length="27337641" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6aba9c80-2520-42ec-b856-ab5300783344</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+VnilbR+RsXhhxXQMtW7sh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี มาใน เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ 3 ข้อที่ 312-321 จบ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ได้เปรียบเทียบไว้ในส่วนต่างของ "ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี" เปรียบเทียบมาเป็นคู่ ๆ ในส่วนที่เหมือนกัน แต่มีการให้ผลที่ต่างกัน คือ การถูกชักชวน แล้วเราทำตามคำชักชวนนั้น ย่อมเกิดผลในสิ่งที่เป็นบุญ หรือ ไม่ใช่บุญ, การรู้ประมาณ กับ การไม่รู้ประมาณของผู้รับและผู้ให้ เปรียบเทียบไว้กับเมล็ดพันธ์ุและแปลงนา,  การให้ผลเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ของการปรารภความเพียรและความเกียจคร้าน </p><p>และในตอนท้ายจบด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ภพแม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว เราก็ไม่สรรเสริญ" </p><p>"ภพ" เป็นที่ที่ให้เกิดขึ้นของความทุกข์  ในสายปฏิจจสมุปบาทเพราะอะไรมี ภพจึงมี?  เพราะมีอุปทาน (ความยึดถือ) จึงมีภพ ฉะนั้น ความยึดถือที่เป็นเหตุให้เกิดภพนั้น แม้เพียงนิดเดียว มันก็ไม่ดี จึงต้องละเสีย </p><p>เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ ๓ </p><p>[๓๒๐] คูถ (อุจจาระ) แม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว (๑๓) </p><p>[๓๒๑] มูตร (ปัสสาวะ) แม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … น้ำลายแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … น้ำหนองแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … เลือดแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็นแม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว (๑๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S01E07 , คลังพระสูตร S09E16 , #สากัจฉาธรรม-ภพ ภูมิ  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี มาใน เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ 3 ข้อที่ 312-321 จบ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ได้เปรียบเทียบไว้ในส่วนต่างของ "ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี และ กล่าวไว้ไม่ดี" เปรียบเทียบมาเป็นคู่ ๆ ในส่วนที่เหมือนกัน แต่มีการให้ผลที่ต่างกัน คือ การถูกชักชวน แล้วเราทำตามคำชักชวนนั้น ย่อมเกิดผลในสิ่งที่เป็นบุญ หรือ ไม่ใช่บุญ, การรู้ประมาณ กับ การไม่รู้ประมาณของผู้รับและผู้ให้ เปรียบเทียบไว้กับเมล็ดพันธ์ุและแปลงนา,  การให้ผลเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ของการปรารภความเพียรและความเกียจคร้าน </p><p>และในตอนท้ายจบด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ภพแม้เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว เราก็ไม่สรรเสริญ" </p><p>"ภพ" เป็นที่ที่ให้เกิดขึ้นของความทุกข์  ในสายปฏิจจสมุปบาทเพราะอะไรมี ภพจึงมี?  เพราะมีอุปทาน (ความยึดถือ) จึงมีภพ ฉะนั้น ความยึดถือที่เป็นเหตุให้เกิดภพนั้น แม้เพียงนิดเดียว มันก็ไม่ดี จึงต้องละเสีย </p><p>เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ ๓ </p><p>[๓๒๐] คูถ (อุจจาระ) แม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว (๑๓) </p><p>[๓๒๑] มูตร (ปัสสาวะ) แม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … น้ำลายแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … น้ำหนองแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น … เลือดแม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็นแม้ฉันใด ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่สรรเสริญโดยที่สุดแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว (๑๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S01E07 , คลังพระสูตร S09E16 , #สากัจฉาธรรม-ภพ ภูมิ  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุคคลผู้เป็นเอก ในความเกื้อกูล กับ ไม่เกื้อกูล - เอกธัมมบาลี ตติยวรรค</title>
			<itunes:title>บุคคลผู้เป็นเอก ในความเกื้อกูล กับ ไม่เกื้อกูล - เอกธัมมบาลี ตติยวรรค</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f7f9fdd1-f222-4dc7-b470-ab4200336092/media.mp3" length="27305658" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f7f9fdd1-f222-4dc7-b470-ab4200336092</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174da9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/kEdJSgp90Qo9ZWx0djeS4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174da9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ บุคคลผู้เป็นเอก ในความเกื้อกูลกับไม่เกื้อกูล มาใน เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ 3 ข้อที่ 308-311 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ "บุคคลผู้เป็นเอก" คือ บุคคลเดียว คนเอก คนหลัก ๆ คนเดียว ในความเกื้อกูล กับ ไม่เกื้อกูล ในที่นี้ ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง เขามาชักชวนเราอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรมได้ คน ๆ นั้นมีมิจฉาทิฏฐิ แล้วเขามาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม ชักชวนให้กระทำอกุศลกรรมบท การชักชวนของเขานี้ จะเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แก่เราเป็นอย่างมาก  ถ้าเราทำตามเขา  </p><p>แต่ถ้ามีใครสักคนใดคนหนึ่ง มาชักชวนเราให้มีการกระทำ 10 อย่างเหล่านี้ เช่น ชวนเพื่อนทำบุญ, ให้ทาน, มีเมตตากับสัตว์, ช่วยเหลือสังคม, บุญมี บาปมี ความคิดแบบนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ แสดงว่าคนที่มาชักชวนนี้ เขามี สัมมาทิฏฐิ เพราะเขาชักชวนเราไปทำในสิ่งที่ดี ขอแค่คนเดียวที่เขาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม ให้กระทำในกุศลกรรมบท 10 ได้ การชักชวนของเขาคนนั้น จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่เทวดา และคนหมู่มาก  </p><p>พระพุทธเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า มิจฉาทิฏฐิมีโทษเป็นอย่างยิ่ง และ สัมมาทิฏฐิมีคุณเป็นอย่างมาก โดยได้ยกลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับคำสอนของครูทั้ง 6 ในลัทธิอื่น ขึ้นมาประกอบการอธิบาย </p><p>เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ ๓ </p><p>[๓๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ผู้เป็นเอกคือใคร คือ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต บุคคลนั้นทำให้คน หมู่มากออกจากสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม บุคคลผู้เป็นเอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้น ในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๑) </p><p>[๓๐๙] บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นไม่วิปริต บุคคลนั้นทำให้คนหมู่มากออกจากอสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ใน สัทธรรม บุคคลผู้เป็นเอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คน หมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๒) </p><p>[๓๑๐] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง (๓) </p><p>[๓๑๑] เราไม่เห็นบุคคลอื่นแม้คนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหมือนโมฆบุรุษชื่อว่ามักขลินี้             โมฆบุรุษชื่อมักขลิเกิดขึ้นในโลก เป็นเหมือนลอบที่ดักมนุษย์ เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศแก่สัตว์เป็นอันมากเปรียบเหมือนบุคคลดักลอบไว้ที่ปากอ่าว เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศแก่ปลาเป็นอันมาก ฉะนั้น (๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S01E07 , ใต้ร่มโพธิบท S07E61</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ เป็นเรื่องของ บุคคลผู้เป็นเอก ในความเกื้อกูลกับไม่เกื้อกูล มาใน เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ 3 ข้อที่ 308-311 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ "บุคคลผู้เป็นเอก" คือ บุคคลเดียว คนเอก คนหลัก ๆ คนเดียว ในความเกื้อกูล กับ ไม่เกื้อกูล ในที่นี้ ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง เขามาชักชวนเราอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรมได้ คน ๆ นั้นมีมิจฉาทิฏฐิ แล้วเขามาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม ชักชวนให้กระทำอกุศลกรรมบท การชักชวนของเขานี้ จะเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่เกื้อกูล ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แก่เราเป็นอย่างมาก  ถ้าเราทำตามเขา  </p><p>แต่ถ้ามีใครสักคนใดคนหนึ่ง มาชักชวนเราให้มีการกระทำ 10 อย่างเหล่านี้ เช่น ชวนเพื่อนทำบุญ, ให้ทาน, มีเมตตากับสัตว์, ช่วยเหลือสังคม, บุญมี บาปมี ความคิดแบบนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ แสดงว่าคนที่มาชักชวนนี้ เขามี สัมมาทิฏฐิ เพราะเขาชักชวนเราไปทำในสิ่งที่ดี ขอแค่คนเดียวที่เขาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม ให้กระทำในกุศลกรรมบท 10 ได้ การชักชวนของเขาคนนั้น จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่เทวดา และคนหมู่มาก  </p><p>พระพุทธเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า มิจฉาทิฏฐิมีโทษเป็นอย่างยิ่ง และ สัมมาทิฏฐิมีคุณเป็นอย่างมาก โดยได้ยกลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบเทียบกับคำสอนของครูทั้ง 6 ในลัทธิอื่น ขึ้นมาประกอบการอธิบาย </p><p>เอกธัมมบาลี ตติยวรรค หมวดที่ ๓ </p><p>[๓๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ผู้เป็นเอกคือใคร คือ บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต บุคคลนั้นทำให้คน หมู่มากออกจากสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม บุคคลผู้เป็นเอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้น ในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๑) </p><p>[๓๐๙] บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นไม่วิปริต บุคคลนั้นทำให้คนหมู่มากออกจากอสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ใน สัทธรรม บุคคลผู้เป็นเอกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คน หมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๒) </p><p>[๓๑๐] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง (๓) </p><p>[๓๑๑] เราไม่เห็นบุคคลอื่นแม้คนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหมือนโมฆบุรุษชื่อว่ามักขลินี้             โมฆบุรุษชื่อมักขลิเกิดขึ้นในโลก เป็นเหมือนลอบที่ดักมนุษย์ เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศแก่สัตว์เป็นอันมากเปรียบเหมือนบุคคลดักลอบไว้ที่ปากอ่าว เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศแก่ปลาเป็นอันมาก ฉะนั้น (๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S01E07 , ใต้ร่มโพธิบท S07E61</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ - เอกธัมมบาลี ทุติยวรรค (จบ)</title>
			<itunes:title>ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ - เอกธัมมบาลี ทุติยวรรค (จบ)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f3871a26-b0e6-4322-a75e-ab3c01261c4d/media.mp3" length="27553532" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f3871a26-b0e6-4322-a75e-ab3c01261c4d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174daa</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/zxfk1uympyxMhWV7MYOOi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174daa.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อในเรื่อง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ มาใน เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค (จบ) หมวดที่ 2 ข้อที่ 302-307 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ อโยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยไม่แยบคาย ไม่รอบคอบ) กับ โยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยแยบคาย รอบคอบ) โดยนัยที่จะทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ มีคติเป็นผลให้ไปสู่ โดยยกตัวอย่างมาประกอบการอธิบายขยายความ ดังเช่น ตัวอย่างการโฆษณาชวนเชื่อที่ดีและไม่ดี, แม้ยังไม่ตายไป ก็มีจิตแบบสัตว์เดรัจฉานได้ , การมนสิการด้วยเหตุผล โดยนัยยะอริยสัจ 4, เปรียบทิฏฐิเหมือนเมล็ดพันธ์ุดีหรือชั่วจะให้ผลอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่น้ำและดิน เป็นต้น  </p><p>อย่าลืม ในโลกมนุษย์ สุขหรือทุกข์ มีพอๆ กัน ก็อยู่ที่เราจะดำรงอยู่ในมรรค 8 ได้หรือไม่ ในใจเรานี้มีทั้ง 2 ต้น ก็อยู่ที่จะมีสติเอาน้ำรดต้นไหนให้เจริญงอกงาม  </p><p>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค (จบ) </p><p>[๓๐๒] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้มิจฉาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นเหมือนอโยนิโสมนสิการ เมื่อมนสิการโดยไม่ แยบคาย มิจฉาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น (๕) </p><p>[๓๐๓] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นเหมือนโยนิโสมนสิการ เมื่อมนสิการโดย แยบคาย สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น (๖) </p><p>[๓๐๔] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เหล่าสัตว์ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เหล่าสัตว์ที่ประกอบ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก (๗) </p><p>[๓๐๕] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เหล่าสัตว์ หลังจากตาย แล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เหล่าสัตว์ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๘) </p><p>[๓๐๖] กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรมที่ถือ ปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ มโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควร แก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลาย ของบุคคลผู้เป็น มิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่า พอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นเลวทราม กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ … ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นเลวทราม เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดา เมล็ดบวบขม หรือเมล็ดน้ำ เต้าขมที่บุคคลเพาะไว้ในดินชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มันดูดซับเอาไว้ทั้งหมด ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นของขม เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเมล็ด สะเดาเป็นต้นนั้นเลว ฉะนั้น (๙) </p><p>[๓๐๗] กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรมที่ถือ ปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ มโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควร แก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็น สัมมาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เกื้อกูล เป็นสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นดี </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E03S05 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อในเรื่อง ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ มาใน เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค (จบ) หมวดที่ 2 ข้อที่ 302-307 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ อโยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยไม่แยบคาย ไม่รอบคอบ) กับ โยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยแยบคาย รอบคอบ) โดยนัยที่จะทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ มีคติเป็นผลให้ไปสู่ โดยยกตัวอย่างมาประกอบการอธิบายขยายความ ดังเช่น ตัวอย่างการโฆษณาชวนเชื่อที่ดีและไม่ดี, แม้ยังไม่ตายไป ก็มีจิตแบบสัตว์เดรัจฉานได้ , การมนสิการด้วยเหตุผล โดยนัยยะอริยสัจ 4, เปรียบทิฏฐิเหมือนเมล็ดพันธ์ุดีหรือชั่วจะให้ผลอย่างไร ไม่ได้อยู่ที่น้ำและดิน เป็นต้น  </p><p>อย่าลืม ในโลกมนุษย์ สุขหรือทุกข์ มีพอๆ กัน ก็อยู่ที่เราจะดำรงอยู่ในมรรค 8 ได้หรือไม่ ในใจเรานี้มีทั้ง 2 ต้น ก็อยู่ที่จะมีสติเอาน้ำรดต้นไหนให้เจริญงอกงาม  </p><p>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค (จบ) </p><p>[๓๐๒] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้มิจฉาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นเหมือนอโยนิโสมนสิการ เมื่อมนสิการโดยไม่ แยบคาย มิจฉาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น (๕) </p><p>[๓๐๓] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้นเหมือนโยนิโสมนสิการ เมื่อมนสิการโดย แยบคาย สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น (๖) </p><p>[๓๐๔] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เหล่าสัตว์ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เหล่าสัตว์ที่ประกอบ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก (๗) </p><p>[๓๐๕] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้เหล่าสัตว์ หลังจากตาย แล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์เหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เหล่าสัตว์ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๘) </p><p>[๓๐๖] กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรมที่ถือ ปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ มโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควร แก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลาย ของบุคคลผู้เป็น มิจฉาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่า พอใจ ไม่เกื้อกูล เป็นทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นเลวทราม กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ … ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นเลวทราม เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดา เมล็ดบวบขม หรือเมล็ดน้ำ เต้าขมที่บุคคลเพาะไว้ในดินชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มันดูดซับเอาไว้ทั้งหมด ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นของขม เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเมล็ด สะเดาเป็นต้นนั้นเลว ฉะนั้น (๙) </p><p>[๓๐๗] กายกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ วจีกรรมที่ถือ ปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฏฐิ มโนกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควร แก่ทิฏฐิ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็น สัมมาทิฏฐิ ธรรมทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปเพื่อผลอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เกื้อกูล เป็นสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นดี </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E03S05 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เอกธัมมบาลี ทุติยวรรค</title>
			<itunes:title>เอกธัมมบาลี ทุติยวรรค</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f32b9b5c-a8c9-48e2-b0c0-ab3600bb7d00/media.mp3" length="27297760" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f32b9b5c-a8c9-48e2-b0c0-ab3600bb7d00</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dab</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl95cP6Gq3a84LzREiA1/hYZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dab.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อในเรื่อง เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค หมวดที่ 2 ข้อที่ 298-301 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) กับ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูก) โดยนัยที่จะทำให้เกิดความเจริญหรือความเสื่อมไปของอกุศลและกุศล พร้อมยกตัวอย่างประกอบขึ้นมาอธิบายขยายความ สัมมา กับ มิจฉา เช่น ตัวอย่างในเรื่องพระเวสันดร กรณีที่เป็นสัมมา, ความแตกต่างของความเพียรกับความอยาก, การนำพระสูตรมาเชื่อมกับอริยสัจ 4 อย่างย่อ ๆ เป็นต้น และในข้อที่เหลือนั้น รับฟังกันต่อได้ในเอพิโสดหน้า </p><p>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค </p><p>[๒๙๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) นี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๑) </p><p>[๒๙๙] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) นี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิด ขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๒) </p><p>[๓๐๐] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๓) </p><p>[๓๐๑] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจ (ทำ) ธรรม S08E12 , S07E28 , คลังพระสูตร S08E50 , S07E53 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อในเรื่อง เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค หมวดที่ 2 ข้อที่ 298-301 (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>เปรียบเทียบ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) กับ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูก) โดยนัยที่จะทำให้เกิดความเจริญหรือความเสื่อมไปของอกุศลและกุศล พร้อมยกตัวอย่างประกอบขึ้นมาอธิบายขยายความ สัมมา กับ มิจฉา เช่น ตัวอย่างในเรื่องพระเวสันดร กรณีที่เป็นสัมมา, ความแตกต่างของความเพียรกับความอยาก, การนำพระสูตรมาเชื่อมกับอริยสัจ 4 อย่างย่อ ๆ เป็นต้น และในข้อที่เหลือนั้น รับฟังกันต่อได้ในเอพิโสดหน้า </p><p>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ทุติยวรรค </p><p>[๒๙๘] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) นี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๑) </p><p>[๒๙๙] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) นี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิด ขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๒) </p><p>[๓๐๐] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นมิจฉาทิฏฐิ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๓) </p><p>[๓๐๑] เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปเหมือนสัมมาทิฏฐินี้ เมื่อเป็นสัมมาทิฏฐิ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป (๔) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจ (ทำ) ธรรม S08E12 , S07E28 , คลังพระสูตร S08E50 , S07E53 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก (ปฐมวรรค จบ)</title>
			<itunes:title>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก (ปฐมวรรค จบ)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/bebf098a-825b-4c60-8f29-ab2f015866d0/media.mp3" length="27857988" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bebf098a-825b-4c60-8f29-ab2f015866d0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dac</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl//Vt+H0WrqfpvN/p0jCKX4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dac.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากเอพิโสดที่แล้ว ที่ได้อธิบายขยายความถึง  เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ปฐมวรรค หมวดที่ 1 ข้อที่ 297 ไว้  5 ข้อแรก ในเอพิโสดนี้จึงมาพูดคุยกันต่อใน 5 ข้อที่เหลือ ซึ่งได้แก่ เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา), อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก), มรณานุสติ (การระลึกถึงความตาย), กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) และ อุปสมานุสสติ (การระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบ) </p><p>“เมื่อศึกษาไป ๆ เราจะเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกัน ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนจุ่มแห ดึงจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนอื่น ๆ ก็จะตามกันมาหมดเลย…นิพพานจึงมีทางปฏิบัติที่สามารถเข้ามาถึงได้โดยรอบ” </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E03S03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สืบเนื่องจากเอพิโสดที่แล้ว ที่ได้อธิบายขยายความถึง  เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ปฐมวรรค หมวดที่ 1 ข้อที่ 297 ไว้  5 ข้อแรก ในเอพิโสดนี้จึงมาพูดคุยกันต่อใน 5 ข้อที่เหลือ ซึ่งได้แก่ เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา), อานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก), มรณานุสติ (การระลึกถึงความตาย), กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) และ อุปสมานุสสติ (การระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบ) </p><p>“เมื่อศึกษาไป ๆ เราจะเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกัน ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนจุ่มแห ดึงจุดใดจุดหนึ่ง ส่วนอื่น ๆ ก็จะตามกันมาหมดเลย…นิพพานจึงมีทางปฏิบัติที่สามารถเข้ามาถึงได้โดยรอบ” </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก E03S03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก (ปฐมวรรค บางส่วน)</title>
			<itunes:title>เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก (ปฐมวรรค บางส่วน)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/75a65d16-a560-4cdb-9284-ab2900de95e9/media.mp3" length="28113983" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">75a65d16-a560-4cdb-9284-ab2900de95e9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dad</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+xcVKJ8OUwm+lDEqgzGNgf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dad.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อใน เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ปฐมวรรค หมวดที่ 1 หัวข้อที่ 296-297 (บางส่วน) (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ธรรมอันเป็นเอก ในที่นี้คืออะไร? ได้อธิบายขยายความในหมวดที่ 1 ไว้  5 อย่างแรกก่อน และในส่วนที่เหลือนั้น รับฟังกันต่อได้ในเอพิโสดหน้า </p><p>[๒๙๗] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน             ธรรมอันเป็นเอก คืออะไร             คือ พุทธานุสสติ(การระลึกถึงพระพุทธเจ้า) ฯลฯ ธัมมานุสสติ(การระลึกถึงพระธรรม) ฯลฯ สังฆานุสสติ (การระลึกถึงพระสงฆ์) ฯลฯ สีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) ฯลฯ จาคานุสสติ (การระลึกถึงการบริจาค) ฯลฯ เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา) ฯลฯ อานาปานัสสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) ฯลฯ มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) ฯลฯ กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ฯลฯ อุปสมานุสสติ (การระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบ)…เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S64 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดนี้ มาพูดคุยกันต่อใน เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก ปฐมวรรค หมวดที่ 1 หัวข้อที่ 296-297 (บางส่วน) (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>ธรรมอันเป็นเอก ในที่นี้คืออะไร? ได้อธิบายขยายความในหมวดที่ 1 ไว้  5 อย่างแรกก่อน และในส่วนที่เหลือนั้น รับฟังกันต่อได้ในเอพิโสดหน้า </p><p>[๒๙๗] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน             ธรรมอันเป็นเอก คืออะไร             คือ พุทธานุสสติ(การระลึกถึงพระพุทธเจ้า) ฯลฯ ธัมมานุสสติ(การระลึกถึงพระธรรม) ฯลฯ สังฆานุสสติ (การระลึกถึงพระสงฆ์) ฯลฯ สีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) ฯลฯ จาคานุสสติ (การระลึกถึงการบริจาค) ฯลฯ เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา) ฯลฯ อานาปานัสสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) ฯลฯ มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) ฯลฯ กายคตาสติ (สติอันไปในกาย) ฯลฯ อุปสมานุสสติ (การระลึกถึงธรรมอันเป็นที่สงบ)…เอกธัมมบาลี บาลีว่าด้วยธรรมอันเป็นเอก </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) E07S64 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (จบ)</title>
			<itunes:title>อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (จบ)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5ff5e6f8-6980-4dd4-bbfa-ab21015e22ce/media.mp3" length="27649381" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5ff5e6f8-6980-4dd4-bbfa-ab21015e22ce</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dae</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9v7xkJ2ckuFMeFxIKd1Uqf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dae.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในเอพิโสดที่ 2 นี้ นำเสนออัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ในหมวดที่ 1 ต่อจนจบในหมวดที่ 3 อธิบายขยายความตามหัวข้อเรื่องดังต่อไปนี้ </p><p>หมวดที่ 1 </p><p>[276]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงนับถือศาสดาอื่น แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงนับถือศาสดาอื่น (9) </p><p>[277]เป็นไปไม่ได้เลยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 2 พระองค์พึงเสด็จ อุบัติพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกัน แต่เป็นไปได้ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ องค์เดียวพึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว (10) </p><p>หมวดที่ 2 </p><p>[278]เป็นไปไม่ได้เลยที่พระเจ้าจักรพรรดิ 2 พระองค์พึงเสด็จอุบัติพร้อมกัน ในโลกธาตุเดียวกัน แต่เป็นไปได้ที่พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์เดียวพึงเสด็จอุบัติใน โลกธาตุเดียว (1) </p><p>[279]เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไป ได้ที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (2) </p><p>[280]เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ (3) </p><p>[281-283] เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม (4-6) </p><p>[284] เป็นไปไม่ได้เลยที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ (๗) </p><p>[285-286] เป็นไปไม่ได้เลยที่วจีทุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้เลยที่มโนทุจริตจะ พึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่มโนทุจริตจะพึงเกิดผลที่ ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ (8-9) </p><p>หมวดที่ ๓ </p><p>[287] เป็นไปไม่ได้เลยที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (1) </p><p>[288-289] เป็นไปไม่ได้เลยที่วจีสุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้เลยที่มโนสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่มโนสุจริตจะพึงเกิด ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (2-3) </p><p>[290] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบกายทุจริต หลังจากตายแล้วจะไป เกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะความประกอบกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบกายทุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะความประกอบกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย (4) </p><p>[291-292] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบวจีทุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้ เลยที่บุคคลผู้ประกอบมโนทุจริตหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะ ความประกอบมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบมโนทุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประกอบมโนทุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย (5-6) </p><p>[293] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบกายสุจริต หลังจากตายแล้วจะไป เกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความประกอบกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบกายสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะประกอบกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย (7) </p><p>[294-295] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบวจีสุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้ เลยที่บุคคลผู้ประกอบมโนสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประกอบมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบ มโนสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะประกอบมโนสุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย (8-9) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E01 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในเอพิโสดที่ 2 นี้ นำเสนออัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ในหมวดที่ 1 ต่อจนจบในหมวดที่ 3 อธิบายขยายความตามหัวข้อเรื่องดังต่อไปนี้ </p><p>หมวดที่ 1 </p><p>[276]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงนับถือศาสดาอื่น แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงนับถือศาสดาอื่น (9) </p><p>[277]เป็นไปไม่ได้เลยที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 2 พระองค์พึงเสด็จ อุบัติพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกัน แต่เป็นไปได้ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ องค์เดียวพึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว (10) </p><p>หมวดที่ 2 </p><p>[278]เป็นไปไม่ได้เลยที่พระเจ้าจักรพรรดิ 2 พระองค์พึงเสด็จอุบัติพร้อมกัน ในโลกธาตุเดียวกัน แต่เป็นไปได้ที่พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์เดียวพึงเสด็จอุบัติใน โลกธาตุเดียว (1) </p><p>[279]เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นไป ได้ที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (2) </p><p>[280]เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ (3) </p><p>[281-283] เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม แต่เป็นไปได้ที่บุรุษพึงครองความเป็นท้าวสักกะ ฯลฯ เป็นมาร ฯลฯ เป็นพรหม (4-6) </p><p>[284] เป็นไปไม่ได้เลยที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ (๗) </p><p>[285-286] เป็นไปไม่ได้เลยที่วจีทุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้เลยที่มโนทุจริตจะ พึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่มโนทุจริตจะพึงเกิดผลที่ ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ (8-9) </p><p>หมวดที่ ๓ </p><p>[287] เป็นไปไม่ได้เลยที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (1) </p><p>[288-289] เป็นไปไม่ได้เลยที่วจีสุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้เลยที่มโนสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ แต่เป็นไปได้ที่มโนสุจริตจะพึงเกิด ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ (2-3) </p><p>[290] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบกายทุจริต หลังจากตายแล้วจะไป เกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะความประกอบกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบกายทุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะความประกอบกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย (4) </p><p>[291-292] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบวจีทุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้ เลยที่บุคคลผู้ประกอบมโนทุจริตหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะ ความประกอบมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบมโนทุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประกอบมโนทุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย (5-6) </p><p>[293] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบกายสุจริต หลังจากตายแล้วจะไป เกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความประกอบกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบกายสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะประกอบกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย (7) </p><p>[294-295] เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ประกอบวจีสุจริต ฯลฯ เป็นไปไม่ได้ เลยที่บุคคลผู้ประกอบมโนสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะประกอบมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย แต่เป็นไปได้ที่บุคคลผู้ประกอบ มโนสุจริต หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะประกอบมโนสุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย (8-9) </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E01 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (บางส่วน)</title>
			<itunes:title>อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (บางส่วน)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/faabadc2-70b0-4401-a0f8-ab1b00ba5139/media.mp3" length="27537055" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">faabadc2-70b0-4401-a0f8-ab1b00ba5139</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174daf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9KjxdArKqfrlPioaqAaP01]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174daf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เริ่มต้นภาคที่ 3 ในเอพิโสดแรก ด้วยการนำเสนอโครงสร้างที่มาใน ปฐมวรรค หมวดที่ 1 อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>อธิบายขยายความใน หมวดที่ 1 หัวข้อเรื่องที่ [268-275] </p><p>[268]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลย๑- ที่บุคคลผู้ถึง พร้อมด้วยทิฏฐิ๒- พึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง แต่เป็นไปได้๓- ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง (1) </p><p>[269]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือสังขารไรๆ โดย ความเป็นสุข แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข (2) </p><p>[270]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความ เป็นอัตตา แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา (3) </p><p>[271]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่ามารดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดา (4) </p><p>[272]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าบิดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่าบิดา (5) </p><p>[273]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าพระอรหันต์ แต่เป็น ไปได้ที่ปุถุชนพึงฆ่าพระอรหันต์ (6) </p><p>[274]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ พึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ห้อเลือด แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ ห้อเลือด (๗) </p><p>[275]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงทำลายสงฆ์ แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ (8)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เริ่มต้นภาคที่ 3 ในเอพิโสดแรก ด้วยการนำเสนอโครงสร้างที่มาใน ปฐมวรรค หมวดที่ 1 อัฏฐานบาลี บาลีว่าด้วยความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) </p><p>อธิบายขยายความใน หมวดที่ 1 หัวข้อเรื่องที่ [268-275] </p><p>[268]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลย๑- ที่บุคคลผู้ถึง พร้อมด้วยทิฏฐิ๒- พึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง แต่เป็นไปได้๓- ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเที่ยง (1) </p><p>[269]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือสังขารไรๆ โดย ความเป็นสุข แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข (2) </p><p>[270]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความ เป็นอัตตา แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา (3) </p><p>[271]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่ามารดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดา (4) </p><p>[272]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าบิดา แต่เป็นไปได้ ที่ปุถุชนพึงฆ่าบิดา (5) </p><p>[273]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงฆ่าพระอรหันต์ แต่เป็น ไปได้ที่ปุถุชนพึงฆ่าพระอรหันต์ (6) </p><p>[274]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ พึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ห้อเลือด แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงมีจิตประทุษร้าย ทำร้ายตถาคตให้ ห้อเลือด (๗) </p><p>[275]เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิพึงทำลายสงฆ์ แต่เป็นไปได้ที่ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ (8)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นางกาติยานี นางนกุลมาตา นางกาฬีกุรรฆริกา</title>
			<itunes:title>นางกาติยานี นางนกุลมาตา นางกาฬีกุรรฆริกา</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f48eff05-e177-4438-8ecf-ab1401040dde/media.mp3" length="27313416" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f48eff05-e177-4438-8ecf-ab1401040dde</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8IQvB3LB3COky3BXkBWqg8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางกาติยานี นางนกุลมาตา และนางกาฬีกุรรฆริกา  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 265-267) </p><p>นางกาติยานี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง </p><p>นางกาติยานี เป็นชาวกุรรฆรนคร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ในคืนหนึ่งได้ร่วมฟังธรรมที่พระโสณกุฏิกัณณเถระ (เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ) กำลังแสดงโปรดโยมมารดา ผู้เป็นหญิงสหายของนางชื่อ กาฬี  </p><p>ในขณะนั้นที่นางกำลังฟังธรรมอยู่ นางทาสีได้เข้ามาบอกกับนางว่า มีโจรเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน เมื่อฟังคำของทาสี นางกลับกล่าวตอบว่า “นี่แม่คุณ อย่างทำเสียงดังเลย ธรรมดาพวกโจรทั้งหลายเมื่อจะลักขโมยของก็จะเลือกเอาแต่ทรัพย์สินที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์มีคุณค่าเท่านั้นส่วนเวลาที่ข้าจะได้ฟังธรรมเหมือนเช่นวันนี้หาได้ยากยิ่งนัก เจ้าอย่าทำลายเวลาฟังธรรมของข้าเลย” เมื่อจบเทศนาของพระเถระแล้ว นางกาติยานีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล </p><p>หัวหน้าโจรที่แฝงตัวอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเช่นนั้น เกิดความเลื่อมใสในนาง สำนึกผิดคืนทรัพย์ให้นางแล้วขอออกบวชพร้อมเหล่าโจร 900 คน </p><p>นางกาฬีกุรรฆริกา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา </p><p>นางกาฬกุรรฆริกา เกิดในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วได้ออกเรือนมาอยู่กับสามีที่กุกรรฆรนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์ รักษาบริหารครรภ์จนครบกำหนดแล้วคิดว่า “การคลอดบุตรในเรือนของบุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่สมควร” จึงกลับมายังเรือนบิดามารดาของตนที่กรุงราชคฤห์ </p><p>ในเวลาเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง นางกาฬีได้ยินเสียงของพวกสาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ กล่าวพรรณนาพระคุณของพระรัตนตรัยแล้วเกิดความเลื่อมใสเพียงเพราะได้ยินเสียงสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัยนั้น จนได้ดำรงอยู่ในดาปัตติผล โดยที่ยังไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลย และต่อมานางได้คลอดบุตรโดยสวัสดี บุตรนั้นคือ พระโสณกุฏิกัณณเถระ และนางกาติยานีคือหญิงสหายของนาง </p><p>นางนกุลมาตา เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา </p><p>นกุลเศรษฐีและภริยา คือ นางนกุลมาตา  พร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระพุทธเจ้า ทันทีที่เศรษฐีและภริยาได้แลเห็นพระพุทธองค์เท่านั้น ความรักประหนึ่งว่าเป็นบุตรของตนก็เกิดขึ้น จึงกราบทูลว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อแม่ไปสิ้นกาลช้านาน บัดนี้เจ้าไปอยู่ ณ ที่ใดมา ?” จากอาการกิริยาและคำพูดนี้ สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่เหล่าภิกษุและพุทธบริษัทเป็นอันมาก แต่พระองพุทธองค์ก็ทรงมิได้ตรัสห้ามกรือตำหนิสองสามีภรรยานั้นแต่ประการใด ทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ทรงยกเรื่องในอดีตชาติ และกล่าวว่า </p><p>“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้” </p><p>และในอีกวาระหนึ่ง ได้ทรงตรัสตอบในเรื่อง เหตุที่ทำให้สามีและภรรยาทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า  ได้ฟังตรัสสอนในธรรมะ 8 ประการสำหรับสตรีผู้ครองเรือนที่ทำให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่ามนาปกายิกาแก่นางนกุลมาตาด้วย </p><p>“คหบดีและคหปตานี ถ้าสามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย หวังจะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้ง ๒ ฝ่ายพึงมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า”สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สำรวมระวัง ดำเนินชีวิตโดยธรรมเจรจาคำไพเราะอ่อนหวานต่อกัน มีความเจริญรุ่งเรือง มีความผาสุก มีความประพฤติเสมอกันทั้ง ๒ ฝ่าย รักใคร่ ไม่คิดร้ายต่อกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ประพฤติธรรมในโลกนี้ มีศีลและวัตรเสมอกัน เสวยอารมณ์ที่น่าใคร่ย่อมเพลิดเพลินบันเทิงใจในเทวโลก"…ปฐมสมชีวีสูตรที่ ๕  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร  E09S04 ,</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางกาติยานี นางนกุลมาตา และนางกาฬีกุรรฆริกา  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 265-267) </p><p>นางกาติยานี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสมั่นคง </p><p>นางกาติยานี เป็นชาวกุรรฆรนคร มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ในคืนหนึ่งได้ร่วมฟังธรรมที่พระโสณกุฏิกัณณเถระ (เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ) กำลังแสดงโปรดโยมมารดา ผู้เป็นหญิงสหายของนางชื่อ กาฬี  </p><p>ในขณะนั้นที่นางกำลังฟังธรรมอยู่ นางทาสีได้เข้ามาบอกกับนางว่า มีโจรเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน เมื่อฟังคำของทาสี นางกลับกล่าวตอบว่า “นี่แม่คุณ อย่างทำเสียงดังเลย ธรรมดาพวกโจรทั้งหลายเมื่อจะลักขโมยของก็จะเลือกเอาแต่ทรัพย์สินที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์มีคุณค่าเท่านั้นส่วนเวลาที่ข้าจะได้ฟังธรรมเหมือนเช่นวันนี้หาได้ยากยิ่งนัก เจ้าอย่าทำลายเวลาฟังธรรมของข้าเลย” เมื่อจบเทศนาของพระเถระแล้ว นางกาติยานีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล </p><p>หัวหน้าโจรที่แฝงตัวอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเช่นนั้น เกิดความเลื่อมใสในนาง สำนึกผิดคืนทรัพย์ให้นางแล้วขอออกบวชพร้อมเหล่าโจร 900 คน </p><p>นางกาฬีกุรรฆริกา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ได้ความเลื่อมใสตามเขา </p><p>นางกาฬกุรรฆริกา เกิดในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้วได้ออกเรือนมาอยู่กับสามีที่กุกรรฆรนคร ต่อมานางได้ตั้งครรภ์ รักษาบริหารครรภ์จนครบกำหนดแล้วคิดว่า “การคลอดบุตรในเรือนของบุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่สมควร” จึงกลับมายังเรือนบิดามารดาของตนที่กรุงราชคฤห์ </p><p>ในเวลาเที่ยงคืนของคืนหนึ่ง นางกาฬีได้ยินเสียงของพวกสาตาคิรยักษ์และเหมวตยักษ์ กล่าวพรรณนาพระคุณของพระรัตนตรัยแล้วเกิดความเลื่อมใสเพียงเพราะได้ยินเสียงสรรเสริญพระคุณของพระรัตนตรัยนั้น จนได้ดำรงอยู่ในดาปัตติผล โดยที่ยังไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลย และต่อมานางได้คลอดบุตรโดยสวัสดี บุตรนั้นคือ พระโสณกุฏิกัณณเถระ และนางกาติยานีคือหญิงสหายของนาง </p><p>นางนกุลมาตา เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา </p><p>นกุลเศรษฐีและภริยา คือ นางนกุลมาตา  พร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเฝ้าพระผู้มีพระพุทธเจ้า ทันทีที่เศรษฐีและภริยาได้แลเห็นพระพุทธองค์เท่านั้น ความรักประหนึ่งว่าเป็นบุตรของตนก็เกิดขึ้น จึงกราบทูลว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อแม่ไปสิ้นกาลช้านาน บัดนี้เจ้าไปอยู่ ณ ที่ใดมา ?” จากอาการกิริยาและคำพูดนี้ สร้างความฉงนสนเท่ห์แก่เหล่าภิกษุและพุทธบริษัทเป็นอันมาก แต่พระองพุทธองค์ก็ทรงมิได้ตรัสห้ามกรือตำหนิสองสามีภรรยานั้นแต่ประการใด ทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ทรงยกเรื่องในอดีตชาติ และกล่าวว่า </p><p>“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้” </p><p>และในอีกวาระหนึ่ง ได้ทรงตรัสตอบในเรื่อง เหตุที่ทำให้สามีและภรรยาทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า  ได้ฟังตรัสสอนในธรรมะ 8 ประการสำหรับสตรีผู้ครองเรือนที่ทำให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่ามนาปกายิกาแก่นางนกุลมาตาด้วย </p><p>“คหบดีและคหปตานี ถ้าสามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย หวังจะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ทั้ง ๒ ฝ่ายพึงมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นย่อมได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า”สามีและภรรยาทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สำรวมระวัง ดำเนินชีวิตโดยธรรมเจรจาคำไพเราะอ่อนหวานต่อกัน มีความเจริญรุ่งเรือง มีความผาสุก มีความประพฤติเสมอกันทั้ง ๒ ฝ่าย รักใคร่ ไม่คิดร้ายต่อกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย ประพฤติธรรมในโลกนี้ มีศีลและวัตรเสมอกัน เสวยอารมณ์ที่น่าใคร่ย่อมเพลิดเพลินบันเทิงใจในเทวโลก"…ปฐมสมชีวีสูตรที่ ๕  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร  E09S04 ,</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นางอุตตรานันทมาตา พระนางสุปปวาสา นางสุปปิยา</title>
			<itunes:title>นางอุตตรานันทมาตา พระนางสุปปวาสา นางสุปปิยา</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5a6f87d3-3ed3-4f30-b08a-ab0c01726121/media.mp3" length="26801372" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5a6f87d3-3ed3-4f30-b08a-ab0c01726121</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/9YsQc7gB4nBuoQsjqeXrB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางอุตตรานันทมาตา พระนางสุปปวาสา และนางสุปปิยา (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 262-264) </p><p>นางอุตตรานันทมารดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เพ่งด้วยฌาน </p><p>นางอุตตรา เป็นลูกสาวของปุณณเศรษฐี เมื่อนางแต่งงานออกเรือนไป ด้วยนางบรรลุโสดาปัตตผล เมื่อถึงวันเข้าพรรษานางจึงขอสามีให้อนุญาตไปรักษาศีลอุโบสถเดือนละ 8 วัน แต่สามีไม่อนุญาต นางจึงส่งข่าวไปบอกบิดามารดาว่า ไม่สามารถจะอธิษฐานองค์อุโบสถแม้สักวันเดียว บิดาจึงส่งเงินมาให้นางจ้าง นางสิริมา หญิงโสเภณีให้มาทําหน้าที่ปรนนิบัติบำรุงบำเรอสามีแทน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาอาหาร เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ฝ่ายนางสิริมา เมื่อเห็นสามียืนมองดูนางอุตตราจัดแจงอาหารอยู่ที่หน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม จึงเกิดความไม่พอใจ รีบลงจากเรือนไปเพื่อจะทำร้ายนางอุตตรา ซึ่งแม้นางอุตตราเห็นกิริยาอาการของนางสิริมาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เข้าฌานทั้ง ๆ ที่กำลังยืนอยู่ เจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์ แผ่เมตตาไปยังนางสิริมาในขณะที่ตักน้ำมันร้อน ๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา น้ำมันร้อน ๆ นั้น ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ ได้เลย นางสิริมาเห็นเช่นก็ตกใจ กลับได้สติ สำนึกตัวว่าเป็นผู้มาอยู่เพียงชั่วคราว จึงวิงวอนขอให้นางอุตตรยกโทษให้ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล </p><p>พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำจริง ฯ </p><p>พระนางสุปปวาสา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายของมีรสอันประณีต </p><p>พระนางสุปปวาสา เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าโกลิยะ พระนางเป็นผู้ที่มีบุญมาก แต่เมื่อพระนางตั้งครรภ์ ก็ผิดกว่าหญิงอื่น ๆ เพราะตั้งครรภ์ถึง 7 ปี  7 วัน จึงประสูติพระสีวลี และในขณะที่คลอดก็ได้ทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่ด้วยปัญญาของพระนางจึงย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึกใน 3 ข้อว่า 'พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ'  </p><p>“ดูก่อนสุปปวาสา บุคคลผู้ถวายโภชนาหารแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ชื่อว่าให้สิ่งอันประเสริฐทั้ง ๕ ประการ คือ ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ และให้ปฏิภาณ </p><p>ดูก่อนสุปปวาสะ บุคคลผู้ให้ของเช่นไรก็ย่อมได้ของเช่นนั้น คือ ผู้ให้อายุ ก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นต้น ผู้ให้สิ่งอื่น ๆ ก็พึงทราบโดยนัยเดียวกัน" </p><p>นางสุปปิยา เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ </p><p>นางสุปปิยา เมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงเข้าได้มาเฝ้าฯ พร้อมฟังพระธรรมเทศนาแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล มีวันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายในวัดนั้น พบภิกษุไข้รูปหนึ่งทราบว่าท่านควรได้อาหารที่มีมีรส (เนื้อ) จึงจะจัดมาถวาย แต่ในคราวนั้นไม่สามารถหาซื้อปวัตตมังสะ (เนื้อที่ขายกันในตลาด) ได้เลย ด้วยความที่นางเป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงสละเนื้อขาของตนปรุงเป็นอาหารถวายแทน ทำให้เป็นเหตุแห่งต้นบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา  E01S24 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางอุตตรานันทมาตา พระนางสุปปวาสา และนางสุปปิยา (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 262-264) </p><p>นางอุตตรานันทมารดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เพ่งด้วยฌาน </p><p>นางอุตตรา เป็นลูกสาวของปุณณเศรษฐี เมื่อนางแต่งงานออกเรือนไป ด้วยนางบรรลุโสดาปัตตผล เมื่อถึงวันเข้าพรรษานางจึงขอสามีให้อนุญาตไปรักษาศีลอุโบสถเดือนละ 8 วัน แต่สามีไม่อนุญาต นางจึงส่งข่าวไปบอกบิดามารดาว่า ไม่สามารถจะอธิษฐานองค์อุโบสถแม้สักวันเดียว บิดาจึงส่งเงินมาให้นางจ้าง นางสิริมา หญิงโสเภณีให้มาทําหน้าที่ปรนนิบัติบำรุงบำเรอสามีแทน ส่วนตนและหญิงบริวารก็จัดหาอาหาร เพื่อถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ฝ่ายนางสิริมา เมื่อเห็นสามียืนมองดูนางอุตตราจัดแจงอาหารอยู่ที่หน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม จึงเกิดความไม่พอใจ รีบลงจากเรือนไปเพื่อจะทำร้ายนางอุตตรา ซึ่งแม้นางอุตตราเห็นกิริยาอาการของนางสิริมาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เข้าฌานทั้ง ๆ ที่กำลังยืนอยู่ เจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์ แผ่เมตตาไปยังนางสิริมาในขณะที่ตักน้ำมันร้อน ๆ เทราดไปบนศีรษะของนางอุตตรา น้ำมันร้อน ๆ นั้น ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ ได้เลย นางสิริมาเห็นเช่นก็ตกใจ กลับได้สติ สำนึกตัวว่าเป็นผู้มาอยู่เพียงชั่วคราว จึงวิงวอนขอให้นางอุตตรยกโทษให้ ต่อมานางสิริมาได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า และได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล </p><p>พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำจริง ฯ </p><p>พระนางสุปปวาสา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายของมีรสอันประณีต </p><p>พระนางสุปปวาสา เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าโกลิยะ พระนางเป็นผู้ที่มีบุญมาก แต่เมื่อพระนางตั้งครรภ์ ก็ผิดกว่าหญิงอื่น ๆ เพราะตั้งครรภ์ถึง 7 ปี  7 วัน จึงประสูติพระสีวลี และในขณะที่คลอดก็ได้ทุกขเวทนาเป็นอันมาก แต่ด้วยปัญญาของพระนางจึงย่อมอดกลั้นได้ด้วยการตรึกใน 3 ข้อว่า 'พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบหนอ ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อละทุกข์เห็นปานนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปฏิบัติดีหนอ ปฏิบัติเพื่อละทุกข์ เห็นปานนี้ นิพพานซึ่งเป็นที่ไม่มีทุกข์เห็นปานนี้ เป็นสุขดีหนอ'  </p><p>“ดูก่อนสุปปวาสา บุคคลผู้ถวายโภชนาหารแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ชื่อว่าให้สิ่งอันประเสริฐทั้ง ๕ ประการ คือ ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ และให้ปฏิภาณ </p><p>ดูก่อนสุปปวาสะ บุคคลผู้ให้ของเช่นไรก็ย่อมได้ของเช่นนั้น คือ ผู้ให้อายุ ก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุ ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นต้น ผู้ให้สิ่งอื่น ๆ ก็พึงทราบโดยนัยเดียวกัน" </p><p>นางสุปปิยา เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ </p><p>นางสุปปิยา เมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงเข้าได้มาเฝ้าฯ พร้อมฟังพระธรรมเทศนาแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล มีวันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายในวัดนั้น พบภิกษุไข้รูปหนึ่งทราบว่าท่านควรได้อาหารที่มีมีรส (เนื้อ) จึงจะจัดมาถวาย แต่ในคราวนั้นไม่สามารถหาซื้อปวัตตมังสะ (เนื้อที่ขายกันในตลาด) ได้เลย ด้วยความที่นางเป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงสละเนื้อขาของตนปรุงเป็นอาหารถวายแทน ทำให้เป็นเหตุแห่งต้นบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา  E01S24 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นางขุชชุตตรา พระนางสามาวดี (6246-6t)</title>
			<itunes:title>นางขุชชุตตรา พระนางสามาวดี (6246-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/23a08317-cc56-42e3-af63-ab0500f75993/media.mp3" length="27768883" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">23a08317-cc56-42e3-af63-ab0500f75993</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8UOr6AEqXuBap5jPbXQY20]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะของ นางขุชชุตตรา  พระนางสามาวดี  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 260-261)</p><p>นางขุชชุตตรา เอตทัคคะในฝ่ายผู้แสดงธรรม</p><p>นางขุชชุตตราเป็นหญิงรับใช้คนหลังค่อมของพระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม นางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระนางสามาวดีจึงให้นางเป็นผู้สอนธรรมที่ได้ฟังมานั้นแสดงแก่ตนและหญิงบริวาร 500 คน  นางขุชชุตตราจึงมีหน้าที่ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วมาแสดงธรรมต่อ</p><p>เพราะด้วยความที่ได้เคยถวายมาลัยใช้เป็นที่รองบาตรที่ร้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า และเพราะเหตุแห่งการอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้กระทำมาในกาลก่อน ทำให้นางเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพหูสูต</p><p>พระนางสามาวดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้อยู่ด้วยเมตตา</p><p>เพราะด้วยความที่พระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นผู้มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถูกพระนางมาคันทิยา อัครมเหสีอีกคนของพระเจ้าอุเทน ผู้ซึ่งผูกอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า กลั่นแกล้ง ใส่ความสาระพัด แต่พระนางก็รอดพ้นมาได้ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สุดท้ายพระนางก็ต้องชดใช้กรรมเก่าที่เคยได้ทำมา ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมด้วยหญิงบริวาร</p><p>แต่แม้ขณะเมื่อไฟกำลังลุกลามนั้น พระนางก็ก็มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาทแก่หญิงบริวาร ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่ว ๆ ไป แม้ในพระนางคันทิยา ให้ทุกคนมีสติ ไม่ประมาท ให้มีจิตตั้งมั่นในเวทนาปริคคหกัมมัฏฐานอย่างมั่นคง ก่อนที่จะถูกไฟเผาถึงแก่กรรม ทำให้บางคนก็บรรลุอนาคามิผล บางคนก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา  E01S37 , E01S36 , E01S35 , E01S34 , E01S33 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะของ นางขุชชุตตรา  พระนางสามาวดี  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 260-261)</p><p>นางขุชชุตตรา เอตทัคคะในฝ่ายผู้แสดงธรรม</p><p>นางขุชชุตตราเป็นหญิงรับใช้คนหลังค่อมของพระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม นางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้วบรรลุโสดาปัตติผล พระนางสามาวดีจึงให้นางเป็นผู้สอนธรรมที่ได้ฟังมานั้นแสดงแก่ตนและหญิงบริวาร 500 คน  นางขุชชุตตราจึงมีหน้าที่ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วมาแสดงธรรมต่อ</p><p>เพราะด้วยความที่ได้เคยถวายมาลัยใช้เป็นที่รองบาตรที่ร้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า และเพราะเหตุแห่งการอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้กระทำมาในกาลก่อน ทำให้นางเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นพหูสูต</p><p>พระนางสามาวดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้อยู่ด้วยเมตตา</p><p>เพราะด้วยความที่พระนางสามาวดี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน เป็นผู้มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถูกพระนางมาคันทิยา อัครมเหสีอีกคนของพระเจ้าอุเทน ผู้ซึ่งผูกอาฆาตต่อพระพุทธเจ้า กลั่นแกล้ง ใส่ความสาระพัด แต่พระนางก็รอดพ้นมาได้ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สุดท้ายพระนางก็ต้องชดใช้กรรมเก่าที่เคยได้ทำมา ถูกเผาทั้งเป็นพร้อมด้วยหญิงบริวาร</p><p>แต่แม้ขณะเมื่อไฟกำลังลุกลามนั้น พระนางก็ก็มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาทแก่หญิงบริวาร ให้เจริญเมตตาไปยังบุคคลทั่ว ๆ ไป แม้ในพระนางคันทิยา ให้ทุกคนมีสติ ไม่ประมาท ให้มีจิตตั้งมั่นในเวทนาปริคคหกัมมัฏฐานอย่างมั่นคง ก่อนที่จะถูกไฟเผาถึงแก่กรรม ทำให้บางคนก็บรรลุอนาคามิผล บางคนก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา  E01S37 , E01S36 , E01S35 , E01S34 , E01S33 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นางวิสาขา (ต่อ) (6245-6t)</title>
			<itunes:title>นางวิสาขา (ต่อ) (6245-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/777fa7c3-fce2-4699-a165-aafe0151876c/media.mp3" length="29760964" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">777fa7c3-fce2-4699-a165-aafe0151876c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl83akXLAmtYvcVIwIhWWp5c]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>นำเสนอเรื่องราวของนางวิสาขาต่อเนื่องมาจากเอพิโสดที่แล้ว โดยหลังจากที่นางได้แต่งงาน ออกจากเรือนตนมาสู่เรือนสามี ก็ได้เกิดมีปากเสียงกับพ่อสามี ซึ่งจุดนี้เราจะเห็นปัญญาการแก้ปัญหาของนาง และยังมีเหตุณการณ์อื่น ๆ ต่อจากนั้น ที่เราสามารถจะเรียนรู้ถึงคุณธรรมและข้อปฏิบัติต่าง ๆ จากเรื่องของนางวิสาขานี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโอวาท 10 ข้อของบิดาที่ให้ไว้ตอนแต่งงาน เหตุแห่งชื่อมิคารมารดา การถวายผ้าอาบน้ำฝน การสร้างวัดบุพพาราม การรักษาอริยอุโบสถ ธรรมะสำหรับหญิงออกเรือน ความที่ไม่ได้ดั่งใจไม่สมปรารถนา ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ฯลฯ ติดตามรับฟังกันได้ในเอพิโสดนี้</p><p>“ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ (เพราะประโยชน์นั้นเนื่องด้วยผู้อื่น) ความ เป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ (ความเป็นใหญ่นั้นคือ มรรคผลนิพพาน) เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงได้โดยยากฯ"…วิสาขาสูตร [๖๓]</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E04 , นิทานพรรณนา S02E04 , S02E03 , ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S02E06  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>นำเสนอเรื่องราวของนางวิสาขาต่อเนื่องมาจากเอพิโสดที่แล้ว โดยหลังจากที่นางได้แต่งงาน ออกจากเรือนตนมาสู่เรือนสามี ก็ได้เกิดมีปากเสียงกับพ่อสามี ซึ่งจุดนี้เราจะเห็นปัญญาการแก้ปัญหาของนาง และยังมีเหตุณการณ์อื่น ๆ ต่อจากนั้น ที่เราสามารถจะเรียนรู้ถึงคุณธรรมและข้อปฏิบัติต่าง ๆ จากเรื่องของนางวิสาขานี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโอวาท 10 ข้อของบิดาที่ให้ไว้ตอนแต่งงาน เหตุแห่งชื่อมิคารมารดา การถวายผ้าอาบน้ำฝน การสร้างวัดบุพพาราม การรักษาอริยอุโบสถ ธรรมะสำหรับหญิงออกเรือน ความที่ไม่ได้ดั่งใจไม่สมปรารถนา ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ฯลฯ ติดตามรับฟังกันได้ในเอพิโสดนี้</p><p>“ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ (เพราะประโยชน์นั้นเนื่องด้วยผู้อื่น) ความ เป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ (ความเป็นใหญ่นั้นคือ มรรคผลนิพพาน) เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่องประกอบสัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงได้โดยยากฯ"…วิสาขาสูตร [๖๓]</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E04 , นิทานพรรณนา S02E04 , S02E03 , ขุดเพชรในพระไตรปิฏก S02E06  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นางสุชาดา นางวิสาขา (6244-6t)</title>
			<itunes:title>นางสุชาดา นางวิสาขา (6244-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>46:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/30391b78-d475-46ec-a61d-aaf800c0e139/media.mp3" length="27814131" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">30391b78-d475-46ec-a61d-aaf800c0e139</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db4</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9H7tn84IbNqXKcWNOOXnb5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางสุชาดา และ นางวิสาขา  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 258-259)</p><p>นางสุชาดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน (สรณะ)นางสุชาดา เป็นธิดาของเสนิยกุฏุมพี ชาวอุรุเวลาเสนานิคม ได้ตั้งความปรารถนาต่อรุกขเทวดา ผู้สิงอยู่ ณ ต้นไม้แห่งหนึ่งว่า หากตนได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ และมีชาติสกุลเสมอกัน และได้มีบุตรคนแรกเป็นชายแล้ว จะขอทำพลีกรรมถวาย เวลาล่วงเลยไปหลังจากนางได้ตามความปรารถนาทั้งสองประการแล้วจนลูกชายแต่งงานแล้ว นางจึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงตามที่ตั้งปฏิญาณไว้ ด้วยอาหารที่มีชื่ิอว่า "ข้าวมธุปายาส" อันโอชะ นางจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ถวายอาหารที่ถือเป็น อาหารมื้อแรก หรือ เป็นการถวายอันสำคัญแด่พระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้</p><p>ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความชอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า "มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป"</p><p>นางวิสาขา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (ถวายทาน) </p><p>นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะมารดาชื่อว่าสุมนาเทวี (ธิดาอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี เป็นอุบาสิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยพุทธกาล ด้วยความที่เป็นตระกูลที่ผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก นางได้รับมอบหมายจากปู่พร้อมบริวาร 500 คนไปต้อนรับพระพุทธเจ้า จึงได้ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อเจริญวัยนางมีลักษณะเบญจกัลยาณีตรงตามที่บุตรของมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร ตั้งเงื่อนไขกับบิดามารดาบิดาว่าถ้าต้องการให้เขาแต่งงาน ต้องหาหญิงสาวที่มีพร้อมด้วยความงาม  5 อย่างนี้ </p><p>และด้วยความที่เรีื่องราวของนางนั้นมีมาก จึงจะนำมาให้รับฟังกันต่อกันในเอพิโสดหน้า ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หลังจากนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามีแล้ว และจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างต่อจากนั้น</p><p>"สตรีใด ให้ข้าวและน้ำ มีใจเบิกบานแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นสาวิกาของพระสุคต ครอบงำความตระหนี่แล้ว บริจาคทานอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์ เป็นเครื่องบรรเทาความโศก นำมาซึ่งความสุขสตรีนั้น อาศัยมรรคปฏิบัติ ปราศจากธุลีไม่มีกิเลศเครื่องยั่วใจ ย่อมได้กำลังและอายเป็นทิพย์ สตรีผู้ประสงค์บุญนั้น เป็นคนมีสุข สมบูรณ์ด้วยอนามัย ย่อมปลื้มใจในสวรรค์สิ้นกาลนาน"….เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา S02E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ นางสุชาดา และ นางวิสาขา  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 258-259)</p><p>นางสุชาดา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อน (สรณะ)นางสุชาดา เป็นธิดาของเสนิยกุฏุมพี ชาวอุรุเวลาเสนานิคม ได้ตั้งความปรารถนาต่อรุกขเทวดา ผู้สิงอยู่ ณ ต้นไม้แห่งหนึ่งว่า หากตนได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ และมีชาติสกุลเสมอกัน และได้มีบุตรคนแรกเป็นชายแล้ว จะขอทำพลีกรรมถวาย เวลาล่วงเลยไปหลังจากนางได้ตามความปรารถนาทั้งสองประการแล้วจนลูกชายแต่งงานแล้ว นางจึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงตามที่ตั้งปฏิญาณไว้ ด้วยอาหารที่มีชื่ิอว่า "ข้าวมธุปายาส" อันโอชะ นางจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ถวายอาหารที่ถือเป็น อาหารมื้อแรก หรือ เป็นการถวายอันสำคัญแด่พระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้</p><p>ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความชอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า "มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป"</p><p>นางวิสาขา เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นทายิกา (ถวายทาน) </p><p>นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐีเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะมารดาชื่อว่าสุมนาเทวี (ธิดาอนาถบิณฑิกเศรษฐี) และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี เป็นอุบาสิกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยพุทธกาล ด้วยความที่เป็นตระกูลที่ผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก นางได้รับมอบหมายจากปู่พร้อมบริวาร 500 คนไปต้อนรับพระพุทธเจ้า จึงได้ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เมื่อเจริญวัยนางมีลักษณะเบญจกัลยาณีตรงตามที่บุตรของมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร ตั้งเงื่อนไขกับบิดามารดาบิดาว่าถ้าต้องการให้เขาแต่งงาน ต้องหาหญิงสาวที่มีพร้อมด้วยความงาม  5 อย่างนี้ </p><p>และด้วยความที่เรีื่องราวของนางนั้นมีมาก จึงจะนำมาให้รับฟังกันต่อกันในเอพิโสดหน้า ซึ่งเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หลังจากนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามีแล้ว และจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างต่อจากนั้น</p><p>"สตรีใด ให้ข้าวและน้ำ มีใจเบิกบานแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นสาวิกาของพระสุคต ครอบงำความตระหนี่แล้ว บริจาคทานอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์ เป็นเครื่องบรรเทาความโศก นำมาซึ่งความสุขสตรีนั้น อาศัยมรรคปฏิบัติ ปราศจากธุลีไม่มีกิเลศเครื่องยั่วใจ ย่อมได้กำลังและอายเป็นทิพย์ สตรีผู้ประสงค์บุญนั้น เป็นคนมีสุข สมบูรณ์ด้วยอนามัย ย่อมปลื้มใจในสวรรค์สิ้นกาลนาน"….เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา ว่าด้วยนางวิสาขากราบทูลขอพร เพื่อถวายผ้าอาบน้ำฝน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา S02E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุคคคหบดี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐะ ชีวกโกมารภัจจ์ และนกุลบิดาคฤหบดี</title>
			<itunes:title>อุคคคหบดี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐะ ชีวกโกมารภัจจ์ และนกุลบิดาคฤหบดี</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:03:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ac78bb2d-f6ee-4361-9007-aaf100c90e35/media.mp3" length="30585000" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ac78bb2d-f6ee-4361-9007-aaf100c90e35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8Iu8fjgAg+jWYVhAr/EuW1]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ อุคคคฤหบดี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐะ ชีวกโกมารภัจจ์ และนกุลบิดาคฤหบดี  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 253-257) </p><p> อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต </p><p>อุคคะ เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองเวสาลี ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและเพียงการเข้าเฝ้าในครั้งแรกเท่านั้น เท่านั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ </p><p>ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่ถวายสิ่งของที่พอใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาอนุโมทนาทานนี้ว่า </p><p>"ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ" </p><p>อุคคตคฤหบดี ชาวหัตถีคาม เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ </p><p>อุคคตะ เกิดในตระกูลเศรษฐี หมู่บ้านหัตถิคาม ได้เห็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกพร้อมด้วยอาการอันมึนเมาสุรา จึงเกิดหิริโอตตัปปะ ความมึนเมาหายไปทันที รวบรวมสติแล้วเข้าไปเฝ้าฯ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ก็บรรลุเป็นพระอนาคามี ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ คล้าย ๆ กันกับ อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี และยังเป็นผู้ขวนขวายถวายไทยธรรมนภิกษุไม่ว่าจะเป็นผู้มีศีลหรือทุศีลด้วยจิตประกอบด้วยศรัทธาเสมอ ๆ กัน </p><p>"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์แล้วเทวดา ทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูกรคฤหบดี ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้น เป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธา วิมุต รูปโน้นเป็นธัมมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาส สงฆ์อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย หรือ จะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แลเป็นธรรมที่น่า อัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ" </p><p>สูรอัมพัฏฐะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว </p><p>ปุรพันธะ  หรือ สูรอัมพัฏฐะ เกิดในบังเกิดในสกุลเศรษฐี  ต่อมาเมื่อเจริญวัย ดำรงอยู่ในฆราวาสวิสัย ได้มีความเลื่อมใสและเป็นอุปัฏฐากของเหล่าอัญญเดียรถีย์ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ที่เภสกลาวัน เมื่อปุรพันธะได้เห็นพระพระพุทธองค์ จึงคิดว่าพระสมณโคดมทรงอุบัติในสกุลใหญ่และเป็นผู้อันมหาชนรู้จักกันอย่างดีในโลก ด้วยเหตุนั้นการไม่ไปสำนักของพระองค์นั้นไม่สมควร จึงได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทเจ้าทรงแสดงธรรมตามอำนาจจริยาของเขา จนดำรงอยู่โสดาปัตติผล ได้ทรงฝึกเขาแล้ว ก็เสด็จไปพระเชตวันวิหาร  </p><p>สูรอัมพัฏฐอุบาสกผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดา ให้เป็นยอดของอุบาสกทั้งหลายผู้เลื่อมใสไม่หวั่นไหว แม้เมื่อมารแปลงกายมาเป็นพระพุทธองค์ เพื่อกระทำให้ความศรัทธาที่มีต่อพระผู้มีพระภาคนั้นสั่นคลอนไป แต่ท่านก็มิได้หวั่นไหว ในการกระทำของมารนั้น </p><p>“มารตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑,๐๐๐ ก็มาทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหว ไม่ได้ดอก พระทศพลมหาโคดม เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เรา ก็ทรง แสดงธรรมปลุกให้ตื่นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่ายืนใกล้ประตูเรือนของเรานะ” </p><p>ชีวกโกมารภัจจ์ เเอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคล </p><p>หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นลูกชายของหญิงโสเภณี ถูกนำไปวางทิ้งไว้ที่กองขยะ อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้เก็บเอามาเลี้ยงดูแลเป็นบุตรของตน เมื่อเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเรียน ได้ทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้า จนถึงเมืองตักสิลา ได้เรียนวิชาการแพทย์จากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ด้วยความที่ท่านเป็นศิษย์ที่มีอัธยาศัยดี มีความเคารพนับถือเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวที มีศีลธรรม และอัธยาศัยความสุขุมละเอียดเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อย มีเชาว์ปัญญาดีเยี่ยม ทำให้เป็นที่รักของอาจารย์ จึงได้รับวิชาการแพทย์พิเศษ </p><p>หมอชีวกฯ ได้ทำการรักษาโรครายสำคัญหลายครั้ง จนได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าในคราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจากภูเขา เพื่อหมายปลงพระชนม์ชีพ จึงได้เป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ และได้ถวายสวนมะม่วงสร้างเป็นวัดถวาย เรียกกันว่า "ชีวกัมพวัน" </p><p>ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติ ข้อห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรคบางชนิดอีกด้วย </p><p>นกุลบิดาคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า </p><p>นกุลบิดาคฤหบดี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัยแล้วบิดามารดาได้จัดหาคู่ครองผู้มีฐานะเสมอกันให้ ได้อยู่ครองเรือนตามฆราวาสวิสัย ครั้งหนึ่งนกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เสร็จมา ทันทีที่ได้เห็นพระพุทธองค์ก็เกิดความรัก จึงได้กล่าวตู่ว่าพระพุทธองค์เป็นลูกของตน พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสห้าม แต่ทรงเมตตามรอโอกาสเมื่อพวกเขากลับมีสติ วางใจเป็นกลางได้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงยกเรื่องในอดีตชาติ มาประกาศในท่ามกลางพุทธบริษัท </p><p>“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้” </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร S09E02 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ อุคคคฤหบดี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐะ ชีวกโกมารภัจจ์ และนกุลบิดาคฤหบดี  (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 253-257) </p><p> อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ให้ของเจริญจิต </p><p>อุคคะ เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองเวสาลี ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและเพียงการเข้าเฝ้าในครั้งแรกเท่านั้น เท่านั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ </p><p>ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่ถวายสิ่งของที่พอใจ พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาอนุโมทนาทานนี้ว่า </p><p>"ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ" </p><p>อุคคตคฤหบดี ชาวหัตถีคาม เอตทัคคะในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ </p><p>อุคคตะ เกิดในตระกูลเศรษฐี หมู่บ้านหัตถิคาม ได้เห็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกพร้อมด้วยอาการอันมึนเมาสุรา จึงเกิดหิริโอตตัปปะ ความมึนเมาหายไปทันที รวบรวมสติแล้วเข้าไปเฝ้าฯ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ก็บรรลุเป็นพระอนาคามี ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมะที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา 8 ประการ คล้าย ๆ กันกับ อุคคคฤหบดี ชาวกรุงเวสาลี และยังเป็นผู้ขวนขวายถวายไทยธรรมนภิกษุไม่ว่าจะเป็นผู้มีศีลหรือทุศีลด้วยจิตประกอบด้วยศรัทธาเสมอ ๆ กัน </p><p>"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์แล้วเทวดา ทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูกรคฤหบดี ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้น เป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธา วิมุต รูปโน้นเป็นธัมมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาส สงฆ์อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย หรือ จะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แลเป็นธรรมที่น่า อัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ" </p><p>สูรอัมพัฏฐะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว </p><p>ปุรพันธะ  หรือ สูรอัมพัฏฐะ เกิดในบังเกิดในสกุลเศรษฐี  ต่อมาเมื่อเจริญวัย ดำรงอยู่ในฆราวาสวิสัย ได้มีความเลื่อมใสและเป็นอุปัฏฐากของเหล่าอัญญเดียรถีย์ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ที่เภสกลาวัน เมื่อปุรพันธะได้เห็นพระพระพุทธองค์ จึงคิดว่าพระสมณโคดมทรงอุบัติในสกุลใหญ่และเป็นผู้อันมหาชนรู้จักกันอย่างดีในโลก ด้วยเหตุนั้นการไม่ไปสำนักของพระองค์นั้นไม่สมควร จึงได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทเจ้าทรงแสดงธรรมตามอำนาจจริยาของเขา จนดำรงอยู่โสดาปัตติผล ได้ทรงฝึกเขาแล้ว ก็เสด็จไปพระเชตวันวิหาร  </p><p>สูรอัมพัฏฐอุบาสกผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดา ให้เป็นยอดของอุบาสกทั้งหลายผู้เลื่อมใสไม่หวั่นไหว แม้เมื่อมารแปลงกายมาเป็นพระพุทธองค์ เพื่อกระทำให้ความศรัทธาที่มีต่อพระผู้มีพระภาคนั้นสั่นคลอนไป แต่ท่านก็มิได้หวั่นไหว ในการกระทำของมารนั้น </p><p>“มารตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑,๐๐๐ ก็มาทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหว ไม่ได้ดอก พระทศพลมหาโคดม เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เรา ก็ทรง แสดงธรรมปลุกให้ตื่นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่ายืนใกล้ประตูเรือนของเรานะ” </p><p>ชีวกโกมารภัจจ์ เเอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคล </p><p>หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นลูกชายของหญิงโสเภณี ถูกนำไปวางทิ้งไว้ที่กองขยะ อภัยราชกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้เก็บเอามาเลี้ยงดูแลเป็นบุตรของตน เมื่อเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเรียน ได้ทราบว่าตนเป็นเด็กกำพร้า จึงได้หนีออกจากวังเดินทางไปกับกองเกวียนพ่อค้า จนถึงเมืองตักสิลา ได้เรียนวิชาการแพทย์จากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ด้วยความที่ท่านเป็นศิษย์ที่มีอัธยาศัยดี มีความเคารพนับถือเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของอาจารย์ มีความกตัญญูกตเวที มีศีลธรรม และอัธยาศัยความสุขุมละเอียดเยือกเย็น สุภาพเรียบร้อย มีเชาว์ปัญญาดีเยี่ยม ทำให้เป็นที่รักของอาจารย์ จึงได้รับวิชาการแพทย์พิเศษ </p><p>หมอชีวกฯ ได้ทำการรักษาโรครายสำคัญหลายครั้ง จนได้ถวายการรักษาแด่พระพุทธเจ้าในคราวที่พระบาทห้อพระโลหิต เนื่องจากเศษหินจากก้อนศิลาที่พระเทวทัตกลิ้งลงมาจากภูเขา เพื่อหมายปลงพระชนม์ชีพ จึงได้เป็นแพทย์ประจำพระพุทธองค์ และได้ถวายสวนมะม่วงสร้างเป็นวัดถวาย เรียกกันว่า "ชีวกัมพวัน" </p><p>ด้วยความเป็นผู้มีศรัทธาเอาใจใส่เกื้อกูลพระสงฆ์มาก จึงเป็นเหตุให้มีคนมาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่รักษาตัวจำนวนมาก จนหมอชีวกต้องทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทรงบัญญัติ ข้อห้ามมิให้รับบวชคนเจ็บป่วย ด้วยโรคบางชนิดอีกด้วย </p><p>นกุลบิดาคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธเจ้า </p><p>นกุลบิดาคฤหบดี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัยแล้วบิดามารดาได้จัดหาคู่ครองผู้มีฐานะเสมอกันให้ ได้อยู่ครองเรือนตามฆราวาสวิสัย ครั้งหนึ่งนกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เสร็จมา ทันทีที่ได้เห็นพระพุทธองค์ก็เกิดความรัก จึงได้กล่าวตู่ว่าพระพุทธองค์เป็นลูกของตน พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสห้าม แต่ทรงเมตตามรอโอกาสเมื่อพวกเขากลับมีสติ วางใจเป็นกลางได้แล้ว จึงทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัย ยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงยกเรื่องในอดีตชาติ มาประกาศในท่ามกลางพุทธบริษัท </p><p>“ในอดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคตจึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้” </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร S09E02 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หัตถกอาฬวกอุบาสก,พระเจ้ามหานามะ (6242-6t)</title>
			<itunes:title>หัตถกอาฬวกอุบาสก,พระเจ้ามหานามะ (6242-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5decc205-52b5-4161-9f6e-aae9010d30f8/media.mp3" length="27553084" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5decc205-52b5-4161-9f6e-aae9010d30f8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl99Ucy4GEvNAmKYBpipU254]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ หัตถกอาฬวกอุบาสก และ พระเจ้ามหานามะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 251-252)</p><p>สุขแท้เป็นอย่างไร จะก่อเกิดได้ด้วยธรรมะใด</p><p>หัตถกอาฬวกอุบาสก เอตทัคคะในฝ่ายผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4หัตถกคฤหบดี เป็นราชโอรสของพระเจ้าอาฬวกะ แห่งกรุงอาฬวี แคว้นอาฬวี มีพระนามว่า “อาฬวกะ” เมื่อเจริญวัยขึ้นมาได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพระพุทธเจ้า จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต</p><p>เมื่อเขาจะไปในที่ใด ๆ ก็จะมีอุบาสกผู้เป็นอริยะ ๕๐๐ คน ติดตามแวดล้อมตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้ตรัสถามเขาว่า “มีหลักสงเคราะห์บริษัทบริวารอย่างไร ?”หัตถกอาฬวกกุมาร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ๑. ทาน ถ้าเขายินดีด้วยการให้ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการให้๒. ปิยวาจา ถ้าเขายินดีด้วยการพูดจาไพเราะน่ารักข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาไพเราะน่ารัก๓. อัตถจริยา ถ้าเขายินดีด้วยการให้ทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จ๔. สมานัตตตา ถ้าเขายินดีด้วยการวางตนเสมอกัน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการด้วยการวางตนเสมอกัน</p><p>พระเจ้ามหานามศากยะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายทานมีรสอันประณีต</p><p>เจ้าศากยะพระนามว่า "มหานามะ" เป็นราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา มีพระอนุชาหนึ่งพระองค์ คือ เจ้าชายอนุรุทธะและมีพระกนิษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ พระนางโรหิณี เป็นกษัตริย์ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก </p><p>ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า เขาว่าภิกษุสงฆ์ลำบากด้วยการเที่ยวขออาหารในเมืองเวรัญชา ขอพระองค์โปรดประทานปฏิญญาทรงรับให้ข้าพระองค์ทะนุบำรุงภิกษุสงฆ์ตลอด ๔ เดือน เถิด ข้าพระองค์จะประจุโอชะเข้าไปในสรีระของภิกษุสงฆ์นะพระเจ้าข้า พระศาสดาทรงรับโดยดุษณีภาพ พระเจ้ามหานามะทรงทราบว่า ทรงรับแล้ว ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็บำรุงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยโภชนะอันประณีตและของมีรสอร่อย ๔ ชนิด เป็นต้น รับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน เป็น ๘ เดือนเต็ม แล้วรับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน ชื่อว่า ทรงบำรุงตลอดทั้งปี</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:นิทานพรรณา S02E01 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท (ถ้ามี) ของ หัตถกอาฬวกอุบาสก และ พระเจ้ามหานามะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 251-252)</p><p>สุขแท้เป็นอย่างไร จะก่อเกิดได้ด้วยธรรมะใด</p><p>หัตถกอาฬวกอุบาสก เอตทัคคะในฝ่ายผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ 4หัตถกคฤหบดี เป็นราชโอรสของพระเจ้าอาฬวกะ แห่งกรุงอาฬวี แคว้นอาฬวี มีพระนามว่า “อาฬวกะ” เมื่อเจริญวัยขึ้นมาได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพระพุทธเจ้า จนได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ประกาศตนเป็นอุบาสกขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต</p><p>เมื่อเขาจะไปในที่ใด ๆ ก็จะมีอุบาสกผู้เป็นอริยะ ๕๐๐ คน ติดตามแวดล้อมตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้ตรัสถามเขาว่า “มีหลักสงเคราะห์บริษัทบริวารอย่างไร ?”หัตถกอาฬวกกุมาร กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ๑. ทาน ถ้าเขายินดีด้วยการให้ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการให้๒. ปิยวาจา ถ้าเขายินดีด้วยการพูดจาไพเราะน่ารักข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยวาจาไพเราะน่ารัก๓. อัตถจริยา ถ้าเขายินดีด้วยการให้ทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการช่วยทำกิจที่เกิดขึ้นจนสำเร็จ๔. สมานัตตตา ถ้าเขายินดีด้วยการวางตนเสมอกัน ข้าพระองค์ก็สงเคราะห์ด้วยการด้วยการวางตนเสมอกัน</p><p>พระเจ้ามหานามศากยะ เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายทานมีรสอันประณีต</p><p>เจ้าศากยะพระนามว่า "มหานามะ" เป็นราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา มีพระอนุชาหนึ่งพระองค์ คือ เจ้าชายอนุรุทธะและมีพระกนิษฐภคินีหนึ่งพระองค์ คือ พระนางโรหิณี เป็นกษัตริย์ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก </p><p>ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า เขาว่าภิกษุสงฆ์ลำบากด้วยการเที่ยวขออาหารในเมืองเวรัญชา ขอพระองค์โปรดประทานปฏิญญาทรงรับให้ข้าพระองค์ทะนุบำรุงภิกษุสงฆ์ตลอด ๔ เดือน เถิด ข้าพระองค์จะประจุโอชะเข้าไปในสรีระของภิกษุสงฆ์นะพระเจ้าข้า พระศาสดาทรงรับโดยดุษณีภาพ พระเจ้ามหานามะทรงทราบว่า ทรงรับแล้ว ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็บำรุงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยโภชนะอันประณีตและของมีรสอร่อย ๔ ชนิด เป็นต้น รับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน เป็น ๘ เดือนเต็ม แล้วรับปฏิญญาบำรุงอีก ๔ เดือน ชื่อว่า ทรงบำรุงตลอดทั้งปี</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:นิทานพรรณา S02E01 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตตคฤหบดี (6241-6t)</title>
			<itunes:title>จิตตคฤหบดี (6241-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6c70fdbf-ce8c-4502-960e-aae3013dd37d/media.mp3" length="27216296" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6c70fdbf-ce8c-4502-960e-aae3013dd37d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+Wnxxec83ocOlCFUVthmc7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก จิตตคฤหบดี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 250)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>จิตตคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>จิตตคฤหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ เมื่อวันที่ท่านเกิดมีปรากฏการณ์ประหลาด คือ มีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม จึงได้ชื่อว่า จิตตกุมาร แปลว่า กุมารผู้น่าพิศวงหรือกุมารผู้ก่อให้เกิดความวิจิตรสวยงาม</p><p>ก่อนที่จะมานับถือพระพุทธศาสนา จิตตคฤหบดี มีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ "อัมพาฏการาม" นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ</p><p>วันหนึ่งได้แสดงเรื่อง อายตนะ 6  เมื่อจบธรรมเทศนา จิตตคฤหบดีได้บรรลุอนาคามิผล ด้วยความที่เป็นผู้เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี ความสามารถของท่านในด้านนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก เพราะเป็นผ้มีปัญญาฉลาด มีเหตุผลในการให้คำอธิบายหลักธรรมต่าง ๆ ที่เชื่อกันผิด ๆ ให้กลับเข้าใจในทางที่ถูกต้องได้</p><p>นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าท่านเป็นผู้มีใจบุญได้ถวายทานอันประณีตอย่างมโหฬาร ได้เคยพาบริวาร 2,000 คนบรรทุกน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น จำนวนมากถึง 500 เล่มเกวียน ไปถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยความเป็นผู้มีมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ของจิตตคฤหบดี </p><p>และเมื่อครั้งที่ จิตตคฤหบดีป่วยหนัก พวกเทวดามาปรากฏต่อหน้าท่าน พร้อมกับบอกว่ามีศีลมีธรรมอย่างท่าน ถึงตายไปก็ย่อมไปดี แม้ปรารถนาจะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชาติหน้าก็ย่อมได้ จิตตคหบดีตอบว่า “แม้ราชสมบัติก็ไม่จีรัง เราไม่ต้องการ” บรรดาบุตรหลานที่เผ้าไข้อยู่ได้ยินจิตตคหบดีพูดอยู่คนเดียว จึงกล่าวเตือนว่า “ตั้งสติให้ดี อย่าเพ้อเลย” ท่านบอกบุตรหลานว่า มิได้เพ้อ เทวดามาบอกให้ปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรด์ แต่ท่านบอกพวกเขาไปว่าท่านไม่ต้องการ ยังมีสิ่งอื่นที่ประเสริฐความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เมื่อบุตรหลานถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร จิตตคหบดีตอบว่า “ศรัทธาความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประเสริฐกว่าสิ่งใดทั้งหมด”</p><p>สังโยชนสูตร </p><p>"ดูกรคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ฯ"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร Ep.66 , นิทานพรรณา Ep.45 , ตามใจท่าน Ep.6</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก จิตตคฤหบดี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 250)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>จิตตคฤหบดี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>จิตตคฤหบดีเป็นชาวเมืองมัจฉิกาสัณฑะ แคว้นมคธ เมื่อวันที่ท่านเกิดมีปรากฏการณ์ประหลาด คือ มีดอกไม้หลากสีตกลงทั่วเมือง ซึ่งเป็นนิมิตหมายแห่งความวิจิตรสวยงาม จึงได้ชื่อว่า จิตตกุมาร แปลว่า กุมารผู้น่าพิศวงหรือกุมารผู้ก่อให้เกิดความวิจิตรสวยงาม</p><p>ก่อนที่จะมานับถือพระพุทธศาสนา จิตตคฤหบดี มีโอกาสพบพระมหานามะ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) เห็นท่านสงบสำรวมน่าเลื่อมใสมาก จึงมีความศรัทธานิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่คฤหาสน์ของตน และได้สร้างที่พำนักแก่ท่านในสวนชื่อ "อัมพาฏการาม" นิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นประจำ พระมหานามะได้แสดงธรรมให้จิตตคหบดีฟังอยู่เสมอ</p><p>วันหนึ่งได้แสดงเรื่อง อายตนะ 6  เมื่อจบธรรมเทศนา จิตตคฤหบดีได้บรรลุอนาคามิผล ด้วยความที่เป็นผู้เอาใจใส่พิจารณาธรรมอยู่เนือง ๆ จนแตกฉาน มีความสามารถในการอธิบายธรรมได้ดี ความสามารถของท่านในด้านนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก เพราะเป็นผ้มีปัญญาฉลาด มีเหตุผลในการให้คำอธิบายหลักธรรมต่าง ๆ ที่เชื่อกันผิด ๆ ให้กลับเข้าใจในทางที่ถูกต้องได้</p><p>นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าท่านเป็นผู้มีใจบุญได้ถวายทานอันประณีตอย่างมโหฬาร ได้เคยพาบริวาร 2,000 คนบรรทุกน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น จำนวนมากถึง 500 เล่มเกวียน ไปถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยความเป็นผู้มีมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ของจิตตคฤหบดี </p><p>และเมื่อครั้งที่ จิตตคฤหบดีป่วยหนัก พวกเทวดามาปรากฏต่อหน้าท่าน พร้อมกับบอกว่ามีศีลมีธรรมอย่างท่าน ถึงตายไปก็ย่อมไปดี แม้ปรารถนาจะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชาติหน้าก็ย่อมได้ จิตตคหบดีตอบว่า “แม้ราชสมบัติก็ไม่จีรัง เราไม่ต้องการ” บรรดาบุตรหลานที่เผ้าไข้อยู่ได้ยินจิตตคหบดีพูดอยู่คนเดียว จึงกล่าวเตือนว่า “ตั้งสติให้ดี อย่าเพ้อเลย” ท่านบอกบุตรหลานว่า มิได้เพ้อ เทวดามาบอกให้ปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรด์ แต่ท่านบอกพวกเขาไปว่าท่านไม่ต้องการ ยังมีสิ่งอื่นที่ประเสริฐความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เมื่อบุตรหลานถามว่า สิ่งนั้นคืออะไร จิตตคหบดีตอบว่า “ศรัทธาความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประเสริฐกว่าสิ่งใดทั้งหมด”</p><p>สังโยชนสูตร </p><p>"ดูกรคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ฯ"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร Ep.66 , นิทานพรรณา Ep.45 , ตามใจท่าน Ep.6</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี (6240-6t)</title>
			<itunes:title>สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี (6240-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c2bbae99-2821-425d-bbe8-aadc00d58bba/media.mp3" length="27185408" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c2bbae99-2821-425d-bbe8-aadc00d58bba</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+l3kcIW+Z5oarJfTcqyI7l]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 249)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี เอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ให้ทาน (ทายก)</p><p>สุทัตตะ เกิดในตระกูลสุมนเศรษฐีในกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เป็นทานบดีจึงได้ชื่อใหม่เรียกกันว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถา) สุทัตตะเมื่อได้ยินชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกจากเศรษฐีน้องเขย ก็รีบเข้าเฝ้าฯ ฟังธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” แก่เศรษฐีเป็นการวางพื้นฐาน แล้วจึงแสดง “อริยสัจสี่” ต่อจนจบ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงบรรลุโสดาบัน และ*ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ได้ถวายมหาทานแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าไปกรุงสาวัตถี ระหว่างการเดินทางกลับนั้นก็สละทรัพย์จำนวนมากพร้อมทั้งชักชวนชาวบ้านสร้างวิหารระหว่างทางทุกหนึ่งโยชน์ ได้ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตกุมารราคาเท่าทรัพย์ที่ปูลงในแผ่นดินนั้นสร้างเป็นวัดพระเชตวันถวายพระสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่วัดนี้ถึง 19 พรรษา</p><p>*“ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ขอพระองค์ทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”</p><p>ด้วยความที่เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เมื่อจะไปสำนักของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่า จะมีอาหารของขบฉันตามกาลไปด้วยเสมอ หากไม่ก็ให้คนนำทรายไปเกลี่ยลงที่บริเวณคันธกุฎี และเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ 2 ครั้ง **ระหว่างที่เข้าเฝ้าก็ไม่เคยถามปัญหากับพระพุทธเจ้าด้วยเกรงพระองค์จะเหน็ดเหนื่อย ท่านมีจิตคิดให้ทาน ไม่ทำบาป ทำแต่บุญไว้ตลอด แม้ว่าต่อมาจะยากจนลง ถูกมิจฉาเทวดาขัดขวางการทำบุญ ครั้นต่อมาก็มีทรัพย์กลับเป็นเศรษฐีเหมือนเดิม มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐีมากมาย เช่น มีพราหมณ์จะมาขโมยสิริจากเรือน เหตุการณ์เกี่ยวกับนางทาสี  คนเลี้ยงโคเป็นเศรษฐี จ้างลูกชายไปฟังธรรม เหตุการณ์เพื่อนพ่อค้าเหล้า เหตุการณ์ลูกสาวเรียกตนว่าน้องชาย เป็นต้น  </p><p>**"เศรษฐีนี้รักเราอย่างที่ไม่ควรรัก เพราะเราได้บริจาคศีรษะ ดวงตา เนื้อ หัวใจ บุตร และภรรยาผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเรา แล้วบำเพ็ญบารมีอยู่ ๔ อสงไขย แสนกัป เราบำเพ็ญเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น” </p><p>เมื่อครั้งที่เศรษฐีป่วยหนัก ได้รับฟังธรรมจากพระสารีบุตร ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรมกับเศรษฐีที่มีความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัย ในศีล อริยมรรคมีองค์ 8 สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ ก็ระงับทุกขเวทนาลุกขึ้นถวายอาหารได้ เมื่อป่วยอีกได้ฟังธรรมจากพระอานนท์ก็หายอีก เศรษฐีได้ฟังธรรมครั้งสุดท้ายเมื่อป่วยหนักอีกครั้ง พระสารีบุตรและพระอานนท์ได้ไปเยี่ยม แสดงธรรมว่าด้วย อายตนะภายนอก ภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ขันธ์ อรูป เกิดปิติเป็นอันมาก หลังการตายได้ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรที่มีรัศมีกายอันงดงาม</p><p>"พระเชตวันนี้มีประโยชน์อันสงฆ์ผู้แสวงบุญอยู่อาศัยแล้ว อันพระองค์ผู้เป็นธรรมราชาประทับ เป็นที่เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ อย่างนี้ คือ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอุดม ๑ ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร หรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็ง เห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย จะ บริสุทธิ์ในธรรมนั้นได้ด้วยอาการนี้ พระสารีบุตรนั้นแล ย่อม บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ด้วยศีล และด้วยความสงบ ความจริง ภิกษุผู้ถึงฝั่งแล้ว จะอย่างยิ่งก็เท่าพระสารีบุตรนี้ ฯ"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.67, คลังพระสูตร Ep.65 , นิทานพรรณา Ep.44         </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 249)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>สุทัตตอนาถบิณฑิกเศรษฐี เอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ให้ทาน (ทายก)</p><p>สุทัตตะ เกิดในตระกูลสุมนเศรษฐีในกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เป็นทานบดีจึงได้ชื่อใหม่เรียกกันว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี (ผู้ให้ก้อนข้าวแก่คนอนาถา) สุทัตตะเมื่อได้ยินชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกจากเศรษฐีน้องเขย ก็รีบเข้าเฝ้าฯ ฟังธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” แก่เศรษฐีเป็นการวางพื้นฐาน แล้วจึงแสดง “อริยสัจสี่” ต่อจนจบ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงบรรลุโสดาบัน และ*ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ได้ถวายมหาทานแล้วกราบอาราธนาพระพุทธเจ้าไปกรุงสาวัตถี ระหว่างการเดินทางกลับนั้นก็สละทรัพย์จำนวนมากพร้อมทั้งชักชวนชาวบ้านสร้างวิหารระหว่างทางทุกหนึ่งโยชน์ ได้ซื้อที่ดินจากเจ้าเชตกุมารราคาเท่าทรัพย์ที่ปูลงในแผ่นดินนั้นสร้างเป็นวัดพระเชตวันถวายพระสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาอยู่วัดนี้ถึง 19 พรรษา</p><p>*“ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ขอพระองค์ทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”</p><p>ด้วยความที่เป็นผู้ยินดียิ่งในการให้ทาน เมื่อจะไปสำนักของพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยไปมือเปล่า จะมีอาหารของขบฉันตามกาลไปด้วยเสมอ หากไม่ก็ให้คนนำทรายไปเกลี่ยลงที่บริเวณคันธกุฎี และเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าวันละ 2 ครั้ง **ระหว่างที่เข้าเฝ้าก็ไม่เคยถามปัญหากับพระพุทธเจ้าด้วยเกรงพระองค์จะเหน็ดเหนื่อย ท่านมีจิตคิดให้ทาน ไม่ทำบาป ทำแต่บุญไว้ตลอด แม้ว่าต่อมาจะยากจนลง ถูกมิจฉาเทวดาขัดขวางการทำบุญ ครั้นต่อมาก็มีทรัพย์กลับเป็นเศรษฐีเหมือนเดิม มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐีมากมาย เช่น มีพราหมณ์จะมาขโมยสิริจากเรือน เหตุการณ์เกี่ยวกับนางทาสี  คนเลี้ยงโคเป็นเศรษฐี จ้างลูกชายไปฟังธรรม เหตุการณ์เพื่อนพ่อค้าเหล้า เหตุการณ์ลูกสาวเรียกตนว่าน้องชาย เป็นต้น  </p><p>**"เศรษฐีนี้รักเราอย่างที่ไม่ควรรัก เพราะเราได้บริจาคศีรษะ ดวงตา เนื้อ หัวใจ บุตร และภรรยาผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเรา แล้วบำเพ็ญบารมีอยู่ ๔ อสงไขย แสนกัป เราบำเพ็ญเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น” </p><p>เมื่อครั้งที่เศรษฐีป่วยหนัก ได้รับฟังธรรมจากพระสารีบุตร ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรมกับเศรษฐีที่มีความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัย ในศีล อริยมรรคมีองค์ 8 สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ ก็ระงับทุกขเวทนาลุกขึ้นถวายอาหารได้ เมื่อป่วยอีกได้ฟังธรรมจากพระอานนท์ก็หายอีก เศรษฐีได้ฟังธรรมครั้งสุดท้ายเมื่อป่วยหนักอีกครั้ง พระสารีบุตรและพระอานนท์ได้ไปเยี่ยม แสดงธรรมว่าด้วย อายตนะภายนอก ภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ขันธ์ อรูป เกิดปิติเป็นอันมาก หลังการตายได้ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรที่มีรัศมีกายอันงดงาม</p><p>"พระเชตวันนี้มีประโยชน์อันสงฆ์ผู้แสวงบุญอยู่อาศัยแล้ว อันพระองค์ผู้เป็นธรรมราชาประทับ เป็นที่เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ อย่างนี้ คือ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอุดม ๑ ไม่ใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร หรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็ง เห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย จะ บริสุทธิ์ในธรรมนั้นได้ด้วยอาการนี้ พระสารีบุตรนั้นแล ย่อม บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ด้วยศีล และด้วยความสงบ ความจริง ภิกษุผู้ถึงฝั่งแล้ว จะอย่างยิ่งก็เท่าพระสารีบุตรนี้ ฯ"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.67, คลังพระสูตร Ep.65 , นิทานพรรณา Ep.44         </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตปุสสะและภัลลิกะ ปฐมอุบาสก (6239-6t)</title>
			<itunes:title>ตปุสสะและภัลลิกะ ปฐมอุบาสก (6239-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/6a0d8f3f-3873-47a5-8822-aad40102dfcf/media.mp3" length="28480982" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6a0d8f3f-3873-47a5-8822-aad40102dfcf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174db9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/1BTTS1Z7EKgmHh4dL9Y+0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174db9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อุบาสกตปุสสะและภัลลิกะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 248)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>ชายใดมีจิตใจเคารพและกล่าวถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่เคารพสักการะ ชายนั้นชื่อว่า "อุบาสก" หรือแม้ถึงรัตนะ 2 คือ พระพุทธและพระธรรมเเป็นสรณะอย่างพ่อค้าสองพี่น้องชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ก็เรียกว่า "อุบาสกบุคคล"</p><p>“ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์  ความก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ  ซึ่งทำให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ด้วยปัญญาอันชอบ สรณะนั่นแลเกษม สรณะนั่นแลอุดม บุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”…(ขุ.ธ.ข้อ๒๔)</p><p>อุบาสก แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย, สรณะ หมายถึง พระรัตนตรัย </p><p>วิธีการเข้าถึงสรณะหรือพระรัตนตรัยมี 6 ประการ คือ วิธีสมาทาน, วิธียอมเป็นศิษย์, วิธีทำพระรัตนตรัยไว้เป็นเบื้องหน้า, วิธีมอบตน, วิธีถึงโดยกิจ และวิธีกราบไหว้</p><p>อานิสงส์ของการเข้าถึงสรณะ  กรณีถึงสรณะที่เป็นโลกุตระของพระอริยเจ้าผู้บรรลุสามัญผลสี่ย่อมมีผลเป็นความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวล ส่วนการเข้าถึงสรณะที่เป็นโลกียะย่อมมีภพสมบัติเป็นผล คือ เกิดในสุคติ</p><p>ธรรมะที่พระพุทธองค์แสดงแก่อุบาสก แล้วสามารถประพฤติปฏิบัติตามจนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในระดับต่าง ๆ นั้น โดยส่วนมากมักแสดงในเรื่อง "อนุปุพพิกถา 5" (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ) คือ ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์การออกจากกาม จากนั้นเมื่อมีจิตใจที่อ่อนนุ่มอ่อนเหมาะแล้วจึงแสดงอริยสัจสี่ต่อ</p><p>ตปุสสะ-ภัลลิกะ อุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน</p><p>พ่อค้าสองพี่น้องชื่อ "ตปุสสะและภัลลิกะ" ได้ถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และน้ำแด่พระพุทธเจ้า ภายหลังการตรัสรู้ ในระหว่างที่พระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 8 ณ ราชายตนะ และเมื่อได้ฟังธรรม "อนุปุพพิกถา 5" จากพระพุทธเจ้าแล้ว ทั้งสองเกิดความเสื่อมใสศรัทธา ประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกผู้ขอการถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ (ในขณะนั้นพระสงฆ์ยังไม่เกิดขึ้น) นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ประทานพระเกสาธาตุจำนวน 8 เส้นให้แก่พวกเขาเพื่อเป็นที่ระลึกถึง และในกาลต่อมาเมื่อทรงสถาปนาอุบาสกทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาทั้งสองนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อุบาสกตปุสสะและภัลลิกะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 248)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>ชายใดมีจิตใจเคารพและกล่าวถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่เคารพสักการะ ชายนั้นชื่อว่า "อุบาสก" หรือแม้ถึงรัตนะ 2 คือ พระพุทธและพระธรรมเเป็นสรณะอย่างพ่อค้าสองพี่น้องชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ก็เรียกว่า "อุบาสกบุคคล"</p><p>“ส่วนบุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์  ความก้าวล่วงทุกข์ และมรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ  ซึ่งทำให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ด้วยปัญญาอันชอบ สรณะนั่นแลเกษม สรณะนั่นแลอุดม บุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”…(ขุ.ธ.ข้อ๒๔)</p><p>อุบาสก แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย, สรณะ หมายถึง พระรัตนตรัย </p><p>วิธีการเข้าถึงสรณะหรือพระรัตนตรัยมี 6 ประการ คือ วิธีสมาทาน, วิธียอมเป็นศิษย์, วิธีทำพระรัตนตรัยไว้เป็นเบื้องหน้า, วิธีมอบตน, วิธีถึงโดยกิจ และวิธีกราบไหว้</p><p>อานิสงส์ของการเข้าถึงสรณะ  กรณีถึงสรณะที่เป็นโลกุตระของพระอริยเจ้าผู้บรรลุสามัญผลสี่ย่อมมีผลเป็นความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งมวล ส่วนการเข้าถึงสรณะที่เป็นโลกียะย่อมมีภพสมบัติเป็นผล คือ เกิดในสุคติ</p><p>ธรรมะที่พระพุทธองค์แสดงแก่อุบาสก แล้วสามารถประพฤติปฏิบัติตามจนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลในระดับต่าง ๆ นั้น โดยส่วนมากมักแสดงในเรื่อง "อนุปุพพิกถา 5" (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ) คือ ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์การออกจากกาม จากนั้นเมื่อมีจิตใจที่อ่อนนุ่มอ่อนเหมาะแล้วจึงแสดงอริยสัจสี่ต่อ</p><p>ตปุสสะ-ภัลลิกะ อุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน</p><p>พ่อค้าสองพี่น้องชื่อ "ตปุสสะและภัลลิกะ" ได้ถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และน้ำแด่พระพุทธเจ้า ภายหลังการตรัสรู้ ในระหว่างที่พระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 8 ณ ราชายตนะ และเมื่อได้ฟังธรรม "อนุปุพพิกถา 5" จากพระพุทธเจ้าแล้ว ทั้งสองเกิดความเสื่อมใสศรัทธา ประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกผู้ขอการถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ (ในขณะนั้นพระสงฆ์ยังไม่เกิดขึ้น) นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังได้ประทานพระเกสาธาตุจำนวน 8 เส้นให้แก่พวกเขาเพื่อเป็นที่ระลึกถึง และในกาลต่อมาเมื่อทรงสถาปนาอุบาสกทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาทั้งสองนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายในฝ่ายผู้ถึงสรณะก่อน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>(4 พระเถรี) ภัททกาปิลานี-ภัททากัจจานา-กีสาโคตมี-สังคาลมาตา</title>
			<itunes:title>(4 พระเถรี) ภัททกาปิลานี-ภัททากัจจานา-กีสาโคตมี-สังคาลมาตา</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 20 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/217b49cf-245a-44ff-b3c9-aace0070ec7b/media.mp3" length="25608994" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">217b49cf-245a-44ff-b3c9-aace0070ec7b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dba</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/jwvGMF+FH+LiLG6zkfK2A]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dba.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระภัททกาปิลานีเถรี พระภัททากัจจานาเถรี พระกีสาโคตมีเถรี และพระสิงคาลมาตาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 244-246) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ พระภัททกาปิลานีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติ)พระภัททากัจจานาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงอภิญญาพระกีสาโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมองพระสิงคาลมาตาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท: ทิศทั้งหก </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระภัททกาปิลานีเถรี พระภัททากัจจานาเถรี พระกีสาโคตมีเถรี และพระสิงคาลมาตาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 244-246) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ พระภัททกาปิลานีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติ)พระภัททากัจจานาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงอภิญญาพระกีสาโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมองพระสิงคาลมาตาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท: ทิศทั้งหก </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>(4 พระเถรี)นันทา-โสณา-สกุลา-ภัททากุณฑลเกสา</title>
			<itunes:title>(4 พระเถรี)นันทา-โสณา-สกุลา-ภัททากุณฑลเกสา</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 13 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/279f145a-05f4-4d34-a2d1-aac700f51d53/media.mp3" length="28184734" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">279f145a-05f4-4d34-a2d1-aac700f51d53</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dbb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/ps4vfiDqYvHKcBwGbVxLA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dbb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระนันทาเถรี พระโสณาเถรี พระสกุลาเถรี และพระภัททากุณฑลเกสาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 240-243) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ  </p><p>พระนันทาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน </p><p>พระนันทาเถรี  หรือ พระนางรูปนันทา เป็นน้องต่างมารดาของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสิริโฉมอันงดงาม ได้ออกบวชตามเหล่าพระญาติ ไม่ได้บวชด้วยความศรัทธา จึงยังเป็นผู้ที่หลงใหลในความสวยงามอยู่ เมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้ทำความเพียร และไม่ยอมไปรับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า </p><p>ครั้นเมื่อต้องได้เข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตสตรีผู้ที่มีความงดงามกว่าพระนางหลายเท่านักขึ้นจับใบตาลถวายงานพัดอยู่ แล้วทรงบันดาลให้หญิงนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นผู้มีอายุมากขึ้นจนถึงแก่เฒ่า มีความเจ็บป่วย และถึงแก่ความตาย เป็นศพเน่าเปื่อยไปตามลำดับ เมื่อได้เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงได้เพ่งพิจารณาตาม เกิดความเบื่อหน่าย มีจิตสลดสังเวช มีปัญญา บรรลุโสดาปัตติผลและอรหัตตผลตามลำดับ และได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน </p><p>“ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.” </p><p>พระโสณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร </p><p>พระโสณาเถรีเถรีเป็นผู้มีลูกมาก ได้บวชเป็นภิกษุณีเมื่อตอนที่อายุมากแล้ว ถูกเหล่าภิกษุณีใช้ให้ต้มน้ำ ได้เจริญวิปัสสนาและบำเพ็ญเพียรพิจารณาขันธ์ไปด้วยจนได้บรรลุอรหัตตผล จึงได้แสดงฤทธิ์ด้วยการใช้เตโชธาตุทำให้น้ำร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟต้ม เมื่อคุณของพระเถรีปรากฏว่า แม้ท่านจะบวชตอนแก่ก็ตาม ยังสามารถบรรลุถึงผลเลิศได้ในเวลาไม่นาน เพราะเป็นผู้มีความเพียร พระพุทธเจ้าได้ยกย่องท่านให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร </p><p>"ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี. ภิกษุณีนั้นแสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะและธาตุ ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้วก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้นศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญอนิมิตตสมาธิ ก็มี จิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท. ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก." </p><p>พระสกุลาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ </p><p>สกุลา เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถีมีทรัพย์มาก เป็นผู้มีจิตศรัทธาน้อมไปในการออกบวชอันเป็นผลจากบุญกุศลเก่าในอดีตชาติ และเมื่อได้ฟังธรรมก็ขอออกบวช ไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล พร้อมทั้งวิชชา 3 และอภิญญา 6 มีความชำนาญในทิพยจักษุ จนได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ </p><p>"เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพาน อันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไป เราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิต เราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และ อาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็น ภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทิน อบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็น ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว."  </p><p>พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน </p><p>นางภัททา เกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อเข้าสู่วัยสาวได้เห็นโจรที่กำลังจะถูกนำไปประหาร ได้เกิดหลงรักในโจรนั้น พ่อแม่จึงยอมตามใจ ติดสินบนนำตัวโจรนั้นมาให้เป็นสามี เมื่ออยู่ได้ 2-3 วัน โจรเห็นเครื่องประดับของนางก็อยากได้ จึงออกอุบายให้นางแต่งกายด้วยเครื่องประดับและของมีค่า หลอกให้ขึ้นไปบนภูเขาหมายจะฆ่าชิงทรัพย์ แต่ด้วยความที่นางเป็นผู้มีปัญญาจึงได้ใช้อุบายผลักโจรตกเขาเอาตัวรอดมาได้ จึงออกบวชในสำนักของนิครนถ์ เมื่อถูกถอนผมและผมขึ้นใหม่อีกก็มีลักษณะคล้ายตุ้มหู เป็นกลุ่มก้อน จึงได้ชื่อ "ภัททากุณฑลเกสา" ได้เที่ยวตามหาโต้วาทะ จนได้พบและโต้วาทะกับพระสารีบุตร เมื่อพ่ายแพ้จึงได้ขอบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อได้เข้าเฝ้าฯ และฟังธรรม แม้เพียงพระคาถา 4 บทเท่านั้น ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมปฏิสัมภิทา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน </p><p>"แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืนเดียว เที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคมทำอัญชลีต่อพระพักตร์ พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัสสั่งนั้นทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์. </p><p>ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี โกสละ บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค]. ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสกผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ." </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา Ep.41 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระนันทาเถรี พระโสณาเถรี พระสกุลาเถรี และพระภัททากุณฑลเกสาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 240-243) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ  </p><p>พระนันทาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน </p><p>พระนันทาเถรี  หรือ พระนางรูปนันทา เป็นน้องต่างมารดาของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสิริโฉมอันงดงาม ได้ออกบวชตามเหล่าพระญาติ ไม่ได้บวชด้วยความศรัทธา จึงยังเป็นผู้ที่หลงใหลในความสวยงามอยู่ เมื่อบวชแล้วก็ไม่ได้ทำความเพียร และไม่ยอมไปรับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า </p><p>ครั้นเมื่อต้องได้เข้าเฝ้าฯ พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตสตรีผู้ที่มีความงดงามกว่าพระนางหลายเท่านักขึ้นจับใบตาลถวายงานพัดอยู่ แล้วทรงบันดาลให้หญิงนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นผู้มีอายุมากขึ้นจนถึงแก่เฒ่า มีความเจ็บป่วย และถึงแก่ความตาย เป็นศพเน่าเปื่อยไปตามลำดับ เมื่อได้เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงได้เพ่งพิจารณาตาม เกิดความเบื่อหน่าย มีจิตสลดสังเวช มีปัญญา บรรลุโสดาปัตติผลและอรหัตตผลตามลำดับ และได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้แพ่งด้วยฌาน </p><p>“ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป.” </p><p>พระโสณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร </p><p>พระโสณาเถรีเถรีเป็นผู้มีลูกมาก ได้บวชเป็นภิกษุณีเมื่อตอนที่อายุมากแล้ว ถูกเหล่าภิกษุณีใช้ให้ต้มน้ำ ได้เจริญวิปัสสนาและบำเพ็ญเพียรพิจารณาขันธ์ไปด้วยจนได้บรรลุอรหัตตผล จึงได้แสดงฤทธิ์ด้วยการใช้เตโชธาตุทำให้น้ำร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟต้ม เมื่อคุณของพระเถรีปรากฏว่า แม้ท่านจะบวชตอนแก่ก็ตาม ยังสามารถบรรลุถึงผลเลิศได้ในเวลาไม่นาน เพราะเป็นผู้มีความเพียร พระพุทธเจ้าได้ยกย่องท่านให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ปรารภความเพียร </p><p>"ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี. ภิกษุณีนั้นแสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะและธาตุ ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้วก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้นศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญอนิมิตตสมาธิ ก็มี จิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท. ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก." </p><p>พระสกุลาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ </p><p>สกุลา เกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถีมีทรัพย์มาก เป็นผู้มีจิตศรัทธาน้อมไปในการออกบวชอันเป็นผลจากบุญกุศลเก่าในอดีตชาติ และเมื่อได้ฟังธรรมก็ขอออกบวช ไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล พร้อมทั้งวิชชา 3 และอภิญญา 6 มีความชำนาญในทิพยจักษุ จนได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีทิพยจักษุ </p><p>"เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพาน อันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไป เราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิต เราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และ อาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็น ภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทิน อบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็น ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว."  </p><p>พระภัททากุณฑลเกสาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน </p><p>นางภัททา เกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อเข้าสู่วัยสาวได้เห็นโจรที่กำลังจะถูกนำไปประหาร ได้เกิดหลงรักในโจรนั้น พ่อแม่จึงยอมตามใจ ติดสินบนนำตัวโจรนั้นมาให้เป็นสามี เมื่ออยู่ได้ 2-3 วัน โจรเห็นเครื่องประดับของนางก็อยากได้ จึงออกอุบายให้นางแต่งกายด้วยเครื่องประดับและของมีค่า หลอกให้ขึ้นไปบนภูเขาหมายจะฆ่าชิงทรัพย์ แต่ด้วยความที่นางเป็นผู้มีปัญญาจึงได้ใช้อุบายผลักโจรตกเขาเอาตัวรอดมาได้ จึงออกบวชในสำนักของนิครนถ์ เมื่อถูกถอนผมและผมขึ้นใหม่อีกก็มีลักษณะคล้ายตุ้มหู เป็นกลุ่มก้อน จึงได้ชื่อ "ภัททากุณฑลเกสา" ได้เที่ยวตามหาโต้วาทะ จนได้พบและโต้วาทะกับพระสารีบุตร เมื่อพ่ายแพ้จึงได้ขอบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อได้เข้าเฝ้าฯ และฟังธรรม แม้เพียงพระคาถา 4 บทเท่านั้น ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมปฏิสัมภิทา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน </p><p>"แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืนเดียว เที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคมทำอัญชลีต่อพระพักตร์ พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัสสั่งนั้นทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์. </p><p>ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี โกสละ บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค]. ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสกผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ." </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณนา Ep.41 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระธรรมทินนาเถรี (6236-6t)</title>
			<itunes:title>พระธรรมทินนาเถรี (6236-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 06 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:01:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/fa198686-0491-4171-ad52-aabf0105dc75/media.mp3" length="29760755" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fa198686-0491-4171-ad52-aabf0105dc75</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dbc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+AIbxrJ9HZx0AG/MBtV+i+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dbc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระธรรมทินนาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 239)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>"ผู้ที่เกิดฉันทะมีอัตภาพสุดท้ายก็พึงสัมผัสนิพพานด้วยใจ มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน"…ภาษิตของพระธรรมทินนาเถรี</p><p>พระธรรมทินนาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>พระธรรมทินนาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้เป็นภริยาของวิสาขเศรษฐี ผู้ซึ่งเป็นพระสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ต่อมาวิสาขเศรษฐีได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเรื่องอนุปุพพิกถา แล้วบรรลุอนาคามี จึงไม่ปรารถนาในการใช้ชีวิตแบบคนคู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นนางธรรมทินนาจึงสนใจศึกษาในธรรม แล้วขอออกบวชเป็นภิกษุณี หลังจากทำความเพียรออกหลีกเร้นภาวนาไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล ครั้นวิสาขอุบาสกมีความต้องหารที่จะทราบว่าพระเถรีได้บรรลุคุณธรรมวิเศษอย่างใดหรือไม่ แต่มิกล้าถามตรง ๆ จึงเลี่ยงถามปัญหาว่าด้วยเรื่องขันธ์ 5 พระเถรีก็โต้ตอบอย่างคล่องแคล่วชัดเจน ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ในเรื่องสักกายทิฏฐิ, มรรค 8 กับขันธ์ 3, สมาธิและสังขาร, การเข้าและออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนา 3</p><p>วิสาขอุบาสกได้ถามต่อในคำถามระดับภูมิธรรมของพระอรหันต์ แต่ด้วยพระเถรีทราบถึงอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามีเท่านั้นนั้นจึงกล่าวเตือนดังนี้:-</p><p> [๕๑๒]  วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?             ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?             ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?             ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?             ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?             ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหาได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงในเบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามเนื้อความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำพระพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด…จูฬเวทัลลสูตร </p><p>วิสาขอุบาสกจึงเอาคำถามคำตอบนั้นไปทูลถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบเช่นเดียวกับที่พระเถรีได้ตอบไว้ ปรารภเหตุใน จูฬเวทัลลสูตร นี้ พระพุทธเจ้าจึงได้แต่งตั้งพระเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.61  นิทานพรรณนา Ep.40 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระธรรมทินนาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 239)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>"ผู้ที่เกิดฉันทะมีอัตภาพสุดท้ายก็พึงสัมผัสนิพพานด้วยใจ มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน"…ภาษิตของพระธรรมทินนาเถรี</p><p>พระธรรมทินนาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>พระธรรมทินนาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้เป็นภริยาของวิสาขเศรษฐี ผู้ซึ่งเป็นพระสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ต่อมาวิสาขเศรษฐีได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเรื่องอนุปุพพิกถา แล้วบรรลุอนาคามี จึงไม่ปรารถนาในการใช้ชีวิตแบบคนคู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นนางธรรมทินนาจึงสนใจศึกษาในธรรม แล้วขอออกบวชเป็นภิกษุณี หลังจากทำความเพียรออกหลีกเร้นภาวนาไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล ครั้นวิสาขอุบาสกมีความต้องหารที่จะทราบว่าพระเถรีได้บรรลุคุณธรรมวิเศษอย่างใดหรือไม่ แต่มิกล้าถามตรง ๆ จึงเลี่ยงถามปัญหาว่าด้วยเรื่องขันธ์ 5 พระเถรีก็โต้ตอบอย่างคล่องแคล่วชัดเจน ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ในเรื่องสักกายทิฏฐิ, มรรค 8 กับขันธ์ 3, สมาธิและสังขาร, การเข้าและออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนา 3</p><p>วิสาขอุบาสกได้ถามต่อในคำถามระดับภูมิธรรมของพระอรหันต์ แต่ด้วยพระเถรีทราบถึงอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามีเท่านั้นนั้นจึงกล่าวเตือนดังนี้:-</p><p> [๕๑๒]  วิ. ข้าแต่พระแม่เจ้า ก็อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ราคะเป็นส่วนเปรียบแห่งสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งทุกขเวทนา?             ธ. ปฏิฆะเป็นส่วนแห่งเปรียบแห่งทุกขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา?             ธ. อวิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอทุกขมสุขเวทนา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา?             ธ. วิชชาเป็นส่วนเปรียบแห่งอวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา?             ธ. วิมุติเป็นส่วนเปรียบแห่งวิชชา.             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ?             ธ. นิพพานเป็นส่วนเปรียบแห่งวิมุติ             วิ. อะไรเป็นส่วนเปรียบแห่งนิพพาน?             ธ. ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ ท่านล่วงเลยปัญหาเสียแล้ว ไม่อาจถือเอาส่วนสุดแห่งปัญหาได้ ดูกรวิสาขะผู้มีอายุ เพราะพรหมจรรย์หยั่งลงในพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่ถึงในเบื้องหน้า มีพระนิพพานเป็นที่สุด ถ้าท่านจำนงอยู่ ก็พึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามเนื้อความนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำพระพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด…จูฬเวทัลลสูตร </p><p>วิสาขอุบาสกจึงเอาคำถามคำตอบนั้นไปทูลถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบเช่นเดียวกับที่พระเถรีได้ตอบไว้ ปรารภเหตุใน จูฬเวทัลลสูตร นี้ พระพุทธเจ้าจึงได้แต่งตั้งพระเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้เป็นธรรมกถึก</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.61  นิทานพรรณนา Ep.40 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระปฏาจาราเถรี (6235-6t)</title>
			<itunes:title>พระปฏาจาราเถรี (6235-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 30 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>47:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/907e29b3-88f4-4380-81d7-aab9005f03b3/media.mp3" length="27480569" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">907e29b3-88f4-4380-81d7-aab9005f03b3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dbd</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/GnSaqoEOvHDP93Hr7Vm/+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dbd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปฏาจาราเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 238)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระปฏาจาราเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงพระวินัย </p><p>นางปฏาจารา เป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ได้หนีตามชายรับใช้ออกจากเรือนไป เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ในเวลาใกล้คลอดจึงหนีสามีกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางนั้นเองนางได้สูญเสียสามีและบุตรทั้งสองคนไป พอยั้งสติได้เดินร้องไห้เข้าสู่เมืองสาวัตถี ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งว่า ลมฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลายและเจ้าของเรือนก็ตายไปด้วย นางปฏาจาราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาใกล้กันไม่อาจตั้งสติได้ สลัดผ้านุ่งทิ้งแล้ววิ่งบ่นเพ้อด้วยร่างกายอันเปล่าเปลือยเข้าไปยังพระวิหารเชตวันในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท  ผู้คนต่างเห็นนางแล้วร้องห้ามอย่าให้คนบ้านั้นเข้ามา แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัส อนมตัคคปริยายสูตร เตือนสติ จนนางคลายความโศกเศร้า กลับได้สติดังเดิม </p><p>"น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย, น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น; เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า? แม่น้อง."</p><p>และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีกำลังใจขึ้นมา บรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี</p><p>"บุตรทั้งหลาย ไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี, เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี; บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นั้นแล้ว สำรวมในศีล  พึงชำระทางไปพระนิพพานโดยเร็วทีเดียว. </p><p>หลังจากบวชแล้วไม่นาน พระปฏาจาราเถรี ได้ตักน้ำจากหม้อสำหรับบรรจุน้ำล้างเท้ามาล้างเท้าของตน เมื่อเทน้ำราดเท้าครั้งหนึ่งน้ำไหลจากหลังเท้าลงดิน ซึมแผ่ออกไปแล้วก็หมดลง ตักอีกแม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่สาม 3 ก็เช่นเดียวกัน จึงได้เปรียบเทียบชีวิตของตนเหมือนน้ำล้างเท้า น้ำแผ่ซึมครั้งแรกเหมือนชีวิตลูกน้อยของตนเกิดและอยู่ในโลกไม่ทันไรก็หยุดเคลื่อนไหวตายจากโลก น้ำแผ่ซึมครั้งที่สองเหมือนอดีตสามีกำลังหนุ่มก็ตายจากโลกเพราะถูกงูกัด และน้ำซึมแผ่ครั้งที่สามเหมือนบิดามารดาและพี่ชายตายเมื่ออายุมาก เมื่อท่านพิจารณาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงธรรมตรัสรับรองความคิดของท่านว่าถูกต้องแล้ว นางได้พิจารณาตามไป ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์</p><p>"ก็ผู้ใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมอยู่ พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น."</p><p>หลังจากนั้นท่านได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าและประสบการณ์ของท่านมาสอนภิกษุณีและเหล่าสตรีทั้งหลายที่มีปัญหาในชีวิตอยู่เสมอ และท่านมีความสนใจในพระวินัยเป็นพิเศษ ตั้งใจศึกษาจนมีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในผ่ายผู้ทรงพระวินัย </p><p>ครุธรรม 8 ประการภิกษุณีอุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้นภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟัง คำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือนภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่ายภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาผู้มีสิกขาอันศึกษาแล้วในธรรม 6 ประการครบ 2 ปีแล้วภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณี </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.36 , ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก Ep.34</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปฏาจาราเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 238)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระปฏาจาราเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงพระวินัย </p><p>นางปฏาจารา เป็นธิดาของเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ได้หนีตามชายรับใช้ออกจากเรือนไป เรื่องเกิดขึ้นเมื่อนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 ในเวลาใกล้คลอดจึงหนีสามีกลับบ้าน แต่ในระหว่างทางนั้นเองนางได้สูญเสียสามีและบุตรทั้งสองคนไป พอยั้งสติได้เดินร้องไห้เข้าสู่เมืองสาวัตถี ทราบข่าวจากชาวเมืองคนหนึ่งว่า ลมฝนได้พัดเรือนบิดามารดาของนางพังทลายและเจ้าของเรือนก็ตายไปด้วย นางปฏาจาราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาใกล้กันไม่อาจตั้งสติได้ สลัดผ้านุ่งทิ้งแล้ววิ่งบ่นเพ้อด้วยร่างกายอันเปล่าเปลือยเข้าไปยังพระวิหารเชตวันในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท  ผู้คนต่างเห็นนางแล้วร้องห้ามอย่าให้คนบ้านั้นเข้ามา แต่พระพุทธเจ้ารับสั่งปล่อยให้นางเข้ามาเถิด แล้วตรัส อนมตัคคปริยายสูตร เตือนสติ จนนางคลายความโศกเศร้า กลับได้สติดังเดิม </p><p>"น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย, น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น; เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า? แม่น้อง."</p><p>และได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า มีกำลังใจขึ้นมา บรรลุโสดาปัตติผล จากนั้นได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุณี</p><p>"บุตรทั้งหลาย ไม่มีเพื่อต้านทาน, บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี, เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี; บัณฑิตทราบอำนาจประโยชน์นั้นแล้ว สำรวมในศีล  พึงชำระทางไปพระนิพพานโดยเร็วทีเดียว. </p><p>หลังจากบวชแล้วไม่นาน พระปฏาจาราเถรี ได้ตักน้ำจากหม้อสำหรับบรรจุน้ำล้างเท้ามาล้างเท้าของตน เมื่อเทน้ำราดเท้าครั้งหนึ่งน้ำไหลจากหลังเท้าลงดิน ซึมแผ่ออกไปแล้วก็หมดลง ตักอีกแม้ครั้งที่ 2 ครั้งที่สาม 3 ก็เช่นเดียวกัน จึงได้เปรียบเทียบชีวิตของตนเหมือนน้ำล้างเท้า น้ำแผ่ซึมครั้งแรกเหมือนชีวิตลูกน้อยของตนเกิดและอยู่ในโลกไม่ทันไรก็หยุดเคลื่อนไหวตายจากโลก น้ำแผ่ซึมครั้งที่สองเหมือนอดีตสามีกำลังหนุ่มก็ตายจากโลกเพราะถูกงูกัด และน้ำซึมแผ่ครั้งที่สามเหมือนบิดามารดาและพี่ชายตายเมื่ออายุมาก เมื่อท่านพิจารณาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงธรรมตรัสรับรองความคิดของท่านว่าถูกต้องแล้ว นางได้พิจารณาตามไป ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์</p><p>"ก็ผู้ใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมอยู่ พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นความเกิดและความเสื่อม ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น."</p><p>หลังจากนั้นท่านได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าและประสบการณ์ของท่านมาสอนภิกษุณีและเหล่าสตรีทั้งหลายที่มีปัญหาในชีวิตอยู่เสมอ และท่านมีความสนใจในพระวินัยเป็นพิเศษ ตั้งใจศึกษาจนมีความรู้ความเชี่ยวชาญ จึงได้รับตำแหน่งเอตทัคคะในผ่ายผู้ทรงพระวินัย </p><p>ครุธรรม 8 ประการภิกษุณีอุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้นภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟัง คำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือนภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่ายภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาผู้มีสิกขาอันศึกษาแล้วในธรรม 6 ประการครบ 2 ปีแล้วภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณี </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.36 , ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก Ep.34</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี</title>
			<itunes:title>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 23 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/7877dc7a-ffd8-4b0b-b877-aab200c7a98c/media.mp3" length="27648933" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7877dc7a-ffd8-4b0b-b877-aab200c7a98c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dbe</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8ofwyc6vB1XiLYA6CxjSMo]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dbe.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 235-237)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุณี 3 รูป  </p><p>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้รัตตัญญู </p><p>พระนางปชาบดีโคตมี เป็นพระนางน้าและเป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และได้เสด็จกลับมาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์  พระนางมีเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาธรรมะในสำนักของพระพุทธเจ้า หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคตและเหล่าเจ้าศากยะทั้งหลายออกบวชแล้ว เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี พระนางได้ปลงพระเกศาแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ นำพาศากิยนารีเป็นบริวารประมาณ 500 (สตรีเหล่านี้สวามีออกบวชไปก่อนแล้ว) เพื่อกราบทูลอ้อนวอนขอบวชแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต </p><p>พระอานนท์จึงช่วยทูลขออนุญาตให้ โดยตรัสถามพระพุทธองค์ว่า "สตรีสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่?" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ได้",  ถ้าเช่นนั้นควรจะอนุญาตเพื่ออนุเคราะห์แก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้มีคุณบำรุงเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ให้สมปรารถนาด้วยเถิด  จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้ แต่ต้องรับปฏิบัติด้วยครุธรรม 8 ประการ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับภิกษุณี อันเป็นเงื่อนไขที่ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทได้  </p><p>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติตามคำสอนจนกระทั่งบรรลุอรหัตตผล พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระเถรีเป็นผู้มีวัยวุฒิสูง คือรู้กาลนาน มีประสบการณ์มาก รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้น จึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้รัตตัญญู (ผู้รู้ราตรีนาน) </p><p>"ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วยปลดเปลื้องหม่อมฉันและชนอื่นเป็นอันมากให้พ้นจากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อน ๆ หม่อมฉันไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่ง จึงท่องเที่ยวไป ก็หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้ายชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี </p><p>ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรพระสาวกทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวมีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำโลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระนางเจ้ามหามายาเทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้ ทรงบรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว"…มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา (สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์) </p><p>พระเขมาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญามาก </p><p>พระนางเขมา เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ พระนางเป็นสตรีที่มีรูปงามมาก ด้วยมีผิวพรรณดังสีน้ำทอง จึงได้ชื่อว่าเขมา แปลว่า ทอง พระเจ้าพิมพิสารมีความคิดว่าตนเป็นอัครอุปัฏฐากของพุทธเจ้า แต่พระอัครมเหสียังไม่เคยเข้าเฝ้าพระศาสดาเลย เนื่องจากพระนางหลงเมามัวในรูปสมบัติของตน จึงไม่ยอมมาฟังธรรม พระเจ้าพิมพิสารจึงคิดอุบายให้มีผู้ขับร้องพรรณนาความงามของวัดเวฬุวัน ทำให้พระอัครมเหสีอยากไปเห็น  เมื่อพระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทำให้พระนางเห็นภาพนิมิตซึ่งแสดงความไม่เที่ยงของสังขาร กับทั้งพระนางได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องราคะและการกำจัดราคะ พระนางก็บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบความ ทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณีได้  </p><p>เมื่อพระนางบวชแล้วได้นามว่า “พระเขมาเถรี” เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมีปัญญามาก บรรลุพระอรหันต์ทั้ง ๆ ที่อยู่ในเพศฆราวาส พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีปัญญามาก และทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา </p><p>"บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด … เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วนกระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดก็ดี ย่อมไม่เกิดก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร ฯ"…พระเขมาเถรีแสดงธรรมแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ณ โตรณวัตถุ ที่ระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองสาเกต และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้มาสอบทวนกับพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาที่ตรัสถามพระนางเขมาเถรีมาแล้วอีกครั้ง พระองค์ก็ได้ตรัสตอบเช่นเดียวกัน </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี ได้ชื่อว่า “อุบลวรรณา” เพราะมีผิวพรรณเหมือนกลับดอกบัว เนื่องจากนางมีความงามมากเป็นที่หมายปองของพระราชาและมหาเศรษฐี เศรษฐีผู้บิดารู้สึกลำบากใจที่จะรักษาน้ำใจของคนทั้งหมดไว้ จึงคิดอุบายให้ธิดาบวช พอบวชได้ไม่นาน ได้ไปทำความสะอาดพระอุโบสถ ขณะจุดประทีปได้เพ่งดูเปลวประทีปแล้วถือเอาเป็นนิมิต ได้บรรลุพระอรหัตผลในเวลานั้น </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี ได้รับการยกย่องให้เป็นเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มาก ชำนาญในการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น วันที่พระบรมศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ พระเถรีก็กราบทูลอาสาขอแสดงฤทธิ์เพื่อต่อสู้กับพวกเดียรถีย์แทนพระพุทธองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </p><p>"เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์. เนื้อความแห่งพระคาถานี้ จักแจ่มแจ้งในพราหมณวรรคนั่นแล."  พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กำลังสนทนากันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืน </p><p>ด้วยเพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า เพราะอาจจะถูกคนพาลมาเบียดเบียนประทุษร้าย ทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ และได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลขอให้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อนางภิกษุณีสงฆ์ในที่บริเวณใกล้ ๆ พระนคร ตั้งแต่นั้นมา และนอกจากนี้ยังเป็นที่มาของต้นบัญญัติในเรื่องห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เหตุเกิดจากพระอุทายีแคะไค้พระเถรี ขอให้สละผ้าอันตรวาสกให้ตน </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 235-237)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุณี 3 รูป  </p><p>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้รัตตัญญู </p><p>พระนางปชาบดีโคตมี เป็นพระนางน้าและเป็นพระมารดาเลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และได้เสด็จกลับมาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์  พระนางมีเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาธรรมะในสำนักของพระพุทธเจ้า หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคตและเหล่าเจ้าศากยะทั้งหลายออกบวชแล้ว เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี พระนางได้ปลงพระเกศาแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ นำพาศากิยนารีเป็นบริวารประมาณ 500 (สตรีเหล่านี้สวามีออกบวชไปก่อนแล้ว) เพื่อกราบทูลอ้อนวอนขอบวชแต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต </p><p>พระอานนท์จึงช่วยทูลขออนุญาตให้ โดยตรัสถามพระพุทธองค์ว่า "สตรีสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่?" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ได้",  ถ้าเช่นนั้นควรจะอนุญาตเพื่ออนุเคราะห์แก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้มีคุณบำรุงเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ให้สมปรารถนาด้วยเถิด  จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้ แต่ต้องรับปฏิบัติด้วยครุธรรม 8 ประการ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับภิกษุณี อันเป็นเงื่อนไขที่ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทได้  </p><p>พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติตามคำสอนจนกระทั่งบรรลุอรหัตตผล พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระเถรีเป็นผู้มีวัยวุฒิสูง คือรู้กาลนาน มีประสบการณ์มาก รู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้น จึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้รัตตัญญู (ผู้รู้ราตรีนาน) </p><p>"ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วยปลดเปลื้องหม่อมฉันและชนอื่นเป็นอันมากให้พ้นจากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อน ๆ หม่อมฉันไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่ง จึงท่องเที่ยวไป ก็หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้ายชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี </p><p>ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรพระสาวกทั้งหลาย ผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวมีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำโลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระนางเจ้ามหามายาเทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้ ทรงบรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว"…มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา (สุภาษิตสรรเสริญพระพุทธองค์) </p><p>พระเขมาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญามาก </p><p>พระนางเขมา เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ พระนางเป็นสตรีที่มีรูปงามมาก ด้วยมีผิวพรรณดังสีน้ำทอง จึงได้ชื่อว่าเขมา แปลว่า ทอง พระเจ้าพิมพิสารมีความคิดว่าตนเป็นอัครอุปัฏฐากของพุทธเจ้า แต่พระอัครมเหสียังไม่เคยเข้าเฝ้าพระศาสดาเลย เนื่องจากพระนางหลงเมามัวในรูปสมบัติของตน จึงไม่ยอมมาฟังธรรม พระเจ้าพิมพิสารจึงคิดอุบายให้มีผู้ขับร้องพรรณนาความงามของวัดเวฬุวัน ทำให้พระอัครมเหสีอยากไปเห็น  เมื่อพระนางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทำให้พระนางเห็นภาพนิมิตซึ่งแสดงความไม่เที่ยงของสังขาร กับทั้งพระนางได้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องราคะและการกำจัดราคะ พระนางก็บรรลุอรหัตตผล ณ ที่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบความ ทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชเป็นภิกษุณีได้  </p><p>เมื่อพระนางบวชแล้วได้นามว่า “พระเขมาเถรี” เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมีปัญญามาก บรรลุพระอรหันต์ทั้ง ๆ ที่อยู่ในเพศฆราวาส พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีปัญญามาก และทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา </p><p>"บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด … เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด … เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วนกระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร พระตถาคตพ้นแล้วจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดก็ดี ย่อมไม่เกิดก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร ฯ"…พระเขมาเถรีแสดงธรรมแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ณ โตรณวัตถุ ที่ระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองสาเกต และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้มาสอบทวนกับพระพุทธเจ้าด้วยปัญหาที่ตรัสถามพระนางเขมาเถรีมาแล้วอีกครั้ง พระองค์ก็ได้ตรัสตอบเช่นเดียวกัน </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี ได้ชื่อว่า “อุบลวรรณา” เพราะมีผิวพรรณเหมือนกลับดอกบัว เนื่องจากนางมีความงามมากเป็นที่หมายปองของพระราชาและมหาเศรษฐี เศรษฐีผู้บิดารู้สึกลำบากใจที่จะรักษาน้ำใจของคนทั้งหมดไว้ จึงคิดอุบายให้ธิดาบวช พอบวชได้ไม่นาน ได้ไปทำความสะอาดพระอุโบสถ ขณะจุดประทีปได้เพ่งดูเปลวประทีปแล้วถือเอาเป็นนิมิต ได้บรรลุพระอรหัตผลในเวลานั้น </p><p>พระอุบลวรรณาเถรี ได้รับการยกย่องให้เป็นเป็นอัครสาวิกาฝ่ายซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มาก ชำนาญในการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เช่น วันที่พระบรมศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ พระเถรีก็กราบทูลอาสาขอแสดงฤทธิ์เพื่อต่อสู้กับพวกเดียรถีย์แทนพระพุทธองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้มีฤทธิ์มาก </p><p>"เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์. เนื้อความแห่งพระคาถานี้ จักแจ่มแจ้งในพราหมณวรรคนั่นแล."  พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กำลังสนทนากันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระอุบลวรรณาเถรีถูกนันทมาณพข่มขืน </p><p>ด้วยเพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า เพราะอาจจะถูกคนพาลมาเบียดเบียนประทุษร้าย ทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ และได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลขอให้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อนางภิกษุณีสงฆ์ในที่บริเวณใกล้ ๆ พระนคร ตั้งแต่นั้นมา และนอกจากนี้ยังเป็นที่มาของต้นบัญญัติในเรื่องห้ามภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เหตุเกิดจากพระอุทายีแคะไค้พระเถรี ขอให้สละผ้าอันตรวาสกให้ตน </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ</title>
			<itunes:title>พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/70bea44b-cd61-4245-a129-aaab00862c06/media.mp3" length="29168986" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">70bea44b-cd61-4245-a129-aaab00862c06</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dbf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9Q3CAzWChPFkkRaU0IfXkK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dbf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 231-234)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุ 4 รูป  </p><p>พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ </p><p>เราได้สดับว่า "พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว’ จักไม่กลับอีก, เราจักอุทิศต่อพระศาสดา ไปบวชในสำนักของพระองค์" </p><p>พระมหากัปปินะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่พักหรือที่ใดก็ตามท่านมักจะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” อยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลายคิดว่าท่านยังรำลึกถึงความสุขในราชสมบัติอยู่ จึงพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์แม้ทรงทราบแล้ว แต่ก็รับสั่งให้พระมหากัปปินะเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามเหตุแห่งการเปล่งอุทานให้ได้ยินกันทั่ว ณ ที่นั้น เพื่อคลายความสงสัยแล้วตรัสว่า:-  </p><p>"…บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข, บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ." </p><p>พระมหากัปปินะได้ให้โอวาทแก่ภิกษุคราวเดียว 1,000 รูป และทั้งหมดบรรลุพระอรหันต์ ได้จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุ </p><p>พระสาคตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ </p><p>พระสาคตะ มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเข้าเตโชสมาบัติ ครั้งหนึ่งท่านตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาถึงท่าเรืออัมพะ หมู่บ้านภัททวติกะ ใกล้พระนครโกสัมพี บริเวณใกล้ ๆ ท่าเรือนั้น มีพญานาคชื่อว่าอัมพติฏฐกะ อาศัยอยู่ ได้บันดาลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พระเถระทราบความเดือดร้อนของชาวบ้านชาวเมืองนั้น จึงได้แสดงฤทธิ์ปราบพญานาคด้วยเตโชธาตุกสิณสมาบัติ ทำฟ้าฝนให้กลับมาตกต้องตามฤดูกาลเช่นเดิม </p><p>ชาวเมืองต่างชื่นชมยินดีพากันเที่ยวเซาะหาสิ่งของที่จะมาถวายพระเถระ พระฉัพพัคคีย์ได้แนะนำว่า “สิ่งที่พระภิกษุชอบที่สุดและหายากที่สุดก็คือ สุราอ่อน ๆ ที่มีสีแดงเหมือนเท้านกพิราบ” ขณะนั้นยังไม่มีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุดื่มสุรา พระเถระจึงดื่มสุราที่ชาวเมืองนำมาถวายเพื่อเป็นการรักษาศรัทธา ปรากฏว่าท่านมึนเมาจนหมดสติล้มลงที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนและบัญญัติพระวินัยห้ามภิกษุดื่มสุราตั้งแต่บัดนั้นมา  </p><p>พระราธเถระ เอตทัคคะในทางผู้ว่าง่ายและมีปฏิภาณแจ่มแจ้ง </p><p>ราธพราหมณ์ มีศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่ไม่มีภิกษุรูปใดที่จะสงเคราะห์บวชให้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจจนร่างกายร่างกายซูบผอม พระพุทธเจ้าทราบความจึงตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "มีใครระลึกถึงคุณของพราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ?" พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวทีระลึกถึงคุณของพราหมณ์ได้ จึงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้แก่พระราธะ ซึ่งถือว่าเป็นภิกษุรูปแรกที่ได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม ที่ได้ถือปฏิบัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน </p><p>"ดูก่อนราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอจงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย สิ่งที่เรียกว่ามาร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นของมิใช่ตัวตน มีความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เธอจงละความพอใจในสิ่งอันเป็นมารเหล่านั้นเสีย” พระราธะรับเอาพุทธโอวาทนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติด้วยความที่เป็นผู้มีปฏิภาณ มีความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตผล </p><p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอยู่ ก็ไม่ควรโกรธ อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ให้ฉะนั้น"  </p><p>พระโมฆราชเถระ เอตทัคคะในทางผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง </p><p>โมฆราชมาณพก็เป็นหนึ่งในจำนวนศิษย์ทั้ง 16 คนของพราหมณ์พาวรี เป็นผู้มีปัญญาดีกว่ามาณพทั้งหมด จึงคิดที่จะทูลถามปัญหาเป็นคนแรก แต่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้ จนได้มีโอกาสทูลถามเป็นคนที่ 15 โดยกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พรหมโลกกับทั้งเทวโลกก็ดี ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ เหตุดังนั้น จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ ผู้มีปรีชาญาณเห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้า จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชคือความตายจึงจะไม่แลเห็น คือ จักไม่ตามทัน พระเจ้าข้า” </p><p>พระพุทธองค์ตรัสพยากรณ์ตอบว่า “ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น ” จบการตรัสพยาการณ์ปัญหาโมฆราชมาพได้บรรลุอรหัตตผล </p><p>พระโมฆราชนั้น เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ยินดีเฉพาะการใช้สอยจีวรที่เศร้าหมอง 3 ประการ คือ ผ้าเศร้าหมอง, ด้ายเย็บผ้าเศร้าหมอง และน้ำย้อมผ้าเศร้าหมอง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.18, ตามใจท่าน Ep.54 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัปปินเถระ พระสาคตเถระ พระราธเถระ และพระโมฆราชเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 231-234)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท ของพระภิกษุ 4 รูป  </p><p>พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ </p><p>เราได้สดับว่า "พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว’ จักไม่กลับอีก, เราจักอุทิศต่อพระศาสดา ไปบวชในสำนักของพระองค์" </p><p>พระมหากัปปินะ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่พักหรือที่ใดก็ตามท่านมักจะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” อยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลายคิดว่าท่านยังรำลึกถึงความสุขในราชสมบัติอยู่ จึงพากันไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์แม้ทรงทราบแล้ว แต่ก็รับสั่งให้พระมหากัปปินะเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามเหตุแห่งการเปล่งอุทานให้ได้ยินกันทั่ว ณ ที่นั้น เพื่อคลายความสงสัยแล้วตรัสว่า:-  </p><p>"…บุคคลผู้เอิบอิ่มในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข, บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ." </p><p>พระมหากัปปินะได้ให้โอวาทแก่ภิกษุคราวเดียว 1,000 รูป และทั้งหมดบรรลุพระอรหันต์ ได้จึงได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุ </p><p>พระสาคตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญเตโชสมาบัติ </p><p>พระสาคตะ มีความชำนาญเป็นพิเศษในการเข้าเตโชสมาบัติ ครั้งหนึ่งท่านตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาถึงท่าเรืออัมพะ หมู่บ้านภัททวติกะ ใกล้พระนครโกสัมพี บริเวณใกล้ ๆ ท่าเรือนั้น มีพญานาคชื่อว่าอัมพติฏฐกะ อาศัยอยู่ ได้บันดาลให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พระเถระทราบความเดือดร้อนของชาวบ้านชาวเมืองนั้น จึงได้แสดงฤทธิ์ปราบพญานาคด้วยเตโชธาตุกสิณสมาบัติ ทำฟ้าฝนให้กลับมาตกต้องตามฤดูกาลเช่นเดิม </p><p>ชาวเมืองต่างชื่นชมยินดีพากันเที่ยวเซาะหาสิ่งของที่จะมาถวายพระเถระ พระฉัพพัคคีย์ได้แนะนำว่า “สิ่งที่พระภิกษุชอบที่สุดและหายากที่สุดก็คือ สุราอ่อน ๆ ที่มีสีแดงเหมือนเท้านกพิราบ” ขณะนั้นยังไม่มีพุทธบัญญัติห้ามภิกษุดื่มสุรา พระเถระจึงดื่มสุราที่ชาวเมืองนำมาถวายเพื่อเป็นการรักษาศรัทธา ปรากฏว่าท่านมึนเมาจนหมดสติล้มลงที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าจึงทรงติเตียนและบัญญัติพระวินัยห้ามภิกษุดื่มสุราตั้งแต่บัดนั้นมา  </p><p>พระราธเถระ เอตทัคคะในทางผู้ว่าง่ายและมีปฏิภาณแจ่มแจ้ง </p><p>ราธพราหมณ์ มีศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่ไม่มีภิกษุรูปใดที่จะสงเคราะห์บวชให้ ทำให้เกิดความทุกข์ใจจนร่างกายร่างกายซูบผอม พระพุทธเจ้าทราบความจึงตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "มีใครระลึกถึงคุณของพราหมณ์นี้ได้ มีอยู่บ้างหรือ?" พระสารีบุตรเป็นผู้กตัญญูกตเวทีระลึกถึงคุณของพราหมณ์ได้ จึงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้แก่พระราธะ ซึ่งถือว่าเป็นภิกษุรูปแรกที่ได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม ที่ได้ถือปฏิบัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน </p><p>"ดูก่อนราธะ สิ่งใดเป็นมาร เธอจงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย สิ่งที่เรียกว่ามาร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นของมิใช่ตัวตน มีความเกิดขึ้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา ดังนั้น เธอจงละความพอใจในสิ่งอันเป็นมารเหล่านั้นเสีย” พระราธะรับเอาพุทธโอวาทนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติด้วยความที่เป็นผู้มีปฏิภาณ มีความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตผล </p><p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้ว่าง่ายเหมือนราธะ, แม้อาจารย์ชี้โทษกล่าวสอนอยู่ ก็ไม่ควรโกรธ อนึ่ง ควรเห็นบุคคลผู้ให้โอวาท เหมือนบุคคลผู้บอกขุมทรัพย์ให้ฉะนั้น"  </p><p>พระโมฆราชเถระ เอตทัคคะในทางผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง </p><p>โมฆราชมาณพก็เป็นหนึ่งในจำนวนศิษย์ทั้ง 16 คนของพราหมณ์พาวรี เป็นผู้มีปัญญาดีกว่ามาณพทั้งหมด จึงคิดที่จะทูลถามปัญหาเป็นคนแรก แต่พระพุทธเจ้าตรัสห้ามไว้ จนได้มีโอกาสทูลถามเป็นคนที่ 15 โดยกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พรหมโลกกับทั้งเทวโลกก็ดี ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ เหตุดังนั้น จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ ผู้มีปรีชาญาณเห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้า จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชคือความตายจึงจะไม่แลเห็น คือ จักไม่ตามทัน พระเจ้าข้า” </p><p>พระพุทธองค์ตรัสพยากรณ์ตอบว่า “ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาดูโลกโดยเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะข้ามล่วงมัจจุราชเสียได้ด้วยอุบายนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล้ว มัจจุราชคือความตายจักไม่แลเห็น ” จบการตรัสพยาการณ์ปัญหาโมฆราชมาพได้บรรลุอรหัตตผล </p><p>พระโมฆราชนั้น เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ยินดีเฉพาะการใช้สอยจีวรที่เศร้าหมอง 3 ประการ คือ ผ้าเศร้าหมอง, ด้ายเย็บผ้าเศร้าหมอง และน้ำย้อมผ้าเศร้าหมอง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้ยินดีในจีวรเศร้าหมอง </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.18, ตามใจท่าน Ep.54 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ พระนันทเถระ (6232-6t)</title>
			<itunes:title>พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ พระนันทเถระ (6232-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 09 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b7338222-bb14-45ba-8a7c-aaa400e20323/media.mp3" length="27832586" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b7338222-bb14-45ba-8a7c-aaa400e20323</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9e6lvv3vaDdjRr3tqMTFtb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ และพระนันทเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 228-230)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป </p><p>พระอุบาลีเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย</p><p>เมื่อเหล่าเจ้าชายศากยะพากันออกบวชตามพระพุทธเจ้า นายภูษามาลาชื่อ "อุบาลี" ก็ได้ออกบวชเช่นกัน โดยเหล่าเจ้าชายศากยะได้ให้นายอุบาลีบวชก่อน เพื่อเป็นการลดมานะความกษัตริย์ของตน ในพรรษาแรกพระอุบาลียังไม่บรรลุธรรมใด ๆ จึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าไปอยู่ในป่า พระพุทธองค์ได้ตรัสห้าม และบอกถึงผลดีผลเสียของการอยู่ป่า  และการไม่ได้อยู่ในป่าก็สามารถบรรลุธรรมได้ ทั้งยังได้ศึกษาทั้งปริยัติธรรมและวิปัสสนา (อบรมปัญญา) ด้วย ในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล</p><p>ท่านศึกษาและทรงจำพระวินัยได้อย่างแม่นยำ จนได้รับพุทธานุญาตให้วินิจฉัยอธิกรณ์ 3 เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ อัชชุกวัตถุ และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ทรงพระวินัย ภายหลังเมื่อการทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎก</p><p>พระนันทกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี</p><p>นันทกมาณพ หลังจากฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน เกิดศรัทธาเลื่อมใสออกบวชก็บวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตตผล ท่านเป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสญาณ สามารถระลึกชาติของตนและผู้อื่นได้ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ โดยใช้ความรู้นี้ให้เป็นประโยชน์แก่การแสดงธรรมได้ตรงใจคนฟัง มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้พระนันทกะถึงความเป็นเอตทัคคะ ก็คือ ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือถามถึงวันอุโบสถ และเข้ารับฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ดังนั้นท่านจึงเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องให้โอวาท ท่านอาศัยความชำนาญในการระลึกชาติคำนึงถึงอดีตชาติของเหล่าภิกษุณี ทำให้แสดงธรรมได้เหมาะสมไพเราะจับใจ โดยการถามแล้วให้ภิกษุณีตอบสลับกับการอธิบายประกอบด้วยอุปมาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงแสดงไว้จนบรรดาภิกษุณีได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี </p><p>พระนันทเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์</p><p>เจ้าชายนันทะ เป็นน้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ท่านได้ออกบวชก็เพราะเกรงใจในพระพุทธเจ้าที่ตรัสถามอยู่เรื่อย ๆ ในขณะที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน และเมื่อหลังจากที่ได้บวชแล้วก็ยังอดคิดถึงแต่นางชนบทกัลยาณีไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้พาเสด็จไปท่องในเทวโลกเพื่อให้ได้เห็นนางเทพอัปสรที่มีความงดงามกว่านางชนบทกัลยาณีหลายเท่า จึงมีความกระสันอยากเกิดขึ้น  เมื่อถูก ท่านจึงตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาต่อมา</p><p>พระนันทกะ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ตามประกอบอยู่ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ตามประกอบอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้สำรวมอินทรีย์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุบาลีเถระ พระนันทกเถระ และพระนันทเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 228-230)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป </p><p>พระอุบาลีเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงพระวินัย</p><p>เมื่อเหล่าเจ้าชายศากยะพากันออกบวชตามพระพุทธเจ้า นายภูษามาลาชื่อ "อุบาลี" ก็ได้ออกบวชเช่นกัน โดยเหล่าเจ้าชายศากยะได้ให้นายอุบาลีบวชก่อน เพื่อเป็นการลดมานะความกษัตริย์ของตน ในพรรษาแรกพระอุบาลียังไม่บรรลุธรรมใด ๆ จึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าไปอยู่ในป่า พระพุทธองค์ได้ตรัสห้าม และบอกถึงผลดีผลเสียของการอยู่ป่า  และการไม่ได้อยู่ในป่าก็สามารถบรรลุธรรมได้ ทั้งยังได้ศึกษาทั้งปริยัติธรรมและวิปัสสนา (อบรมปัญญา) ด้วย ในไม่ช้าก็บรรลุอรหันตผล</p><p>ท่านศึกษาและทรงจำพระวินัยได้อย่างแม่นยำ จนได้รับพุทธานุญาตให้วินิจฉัยอธิกรณ์ 3 เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ อัชชุกวัตถุ และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ทรงพระวินัย ภายหลังเมื่อการทำปฐมสังคายนา ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัยปิฎก</p><p>พระนันทกเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี</p><p>นันทกมาณพ หลังจากฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน เกิดศรัทธาเลื่อมใสออกบวชก็บวชแล้วเจริญวิปัสสนาจนบรรลุอรหัตตผล ท่านเป็นผู้ชำนาญในบุพเพนิวาสญาณ สามารถระลึกชาติของตนและผู้อื่นได้ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ โดยใช้ความรู้นี้ให้เป็นประโยชน์แก่การแสดงธรรมได้ตรงใจคนฟัง มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้พระนันทกะถึงความเป็นเอตทัคคะ ก็คือ ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือถามถึงวันอุโบสถ และเข้ารับฟังโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ดังนั้นท่านจึงเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งที่ต้องให้โอวาท ท่านอาศัยความชำนาญในการระลึกชาติคำนึงถึงอดีตชาติของเหล่าภิกษุณี ทำให้แสดงธรรมได้เหมาะสมไพเราะจับใจ โดยการถามแล้วให้ภิกษุณีตอบสลับกับการอธิบายประกอบด้วยอุปมาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงแสดงไว้จนบรรดาภิกษุณีได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ให้โอวาสภิกษุณี </p><p>พระนันทเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์</p><p>เจ้าชายนันทะ เป็นน้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า ท่านได้ออกบวชก็เพราะเกรงใจในพระพุทธเจ้าที่ตรัสถามอยู่เรื่อย ๆ ในขณะที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน และเมื่อหลังจากที่ได้บวชแล้วก็ยังอดคิดถึงแต่นางชนบทกัลยาณีไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้พาเสด็จไปท่องในเทวโลกเพื่อให้ได้เห็นนางเทพอัปสรที่มีความงดงามกว่านางชนบทกัลยาณีหลายเท่า จึงมีความกระสันอยากเกิดขึ้น  เมื่อถูก ท่านจึงตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนบรรลุอรหัตตผลในเวลาต่อมา</p><p>พระนันทกะ เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ตามประกอบอยู่ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ตามประกอบอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้สำรวมอินทรีย์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.57</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระกาฬุทายี พระพักกุละ พระโสภิตะ</title>
			<itunes:title>พระกาฬุทายี พระพักกุละ พระโสภิตะ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 02 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/9f6331c8-3724-44a2-8d88-aa9c00f8f6bd/media.mp3" length="27152839" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9f6331c8-3724-44a2-8d88-aa9c00f8f6bd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8v3wX/xfo04jFyWfUmZ7LH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกาฬุทายีเถระ พระพักกุลเถระ และพระโสภิตเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 225-227)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป  </p><p>พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส </p><p>ชื่อเดิมคือ อุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน เนื่องจากท่านเป็นคนมีผิวพรรณค่อนข้างดำ จึงถูกเรียกว่า กาฬุทายี หรือที่รู้จักในอีกนามว่า กาฬุทายีอำมาตย์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติและเป็นพระสหายคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ </p><p>หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระเจ้าสุทโธทนะทราบข่าวการตรัสรู้จึงส่งกาฬุทายีอำมาตย์ไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จกลับมากรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อกาฬุทายีอำมาตย์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์และได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุอรหัตตผล จึงขออกบวชตาม แต่ท่านยังรำลึกอยู่เสมอว่าต้องทูลเชิญพระพุทธองค์กลับไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์ให้ได้ในเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงนิพนธ์คาถามากมายกว่า 60 คาถา พรรณาถึงคุณแห่งทางเสด็จในการเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ  </p><p>เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์พร้อมกับภิกษุสาวกอีก 20,000 องค์ พระกาฬุทายีเดินทางกลับไปแจ้งข่าวแก่พระเจ้าสุทโธทนะเป็นระยะ ๆ  ทำให้เหล่าศากยะและชาวเมืองเกิดความตื่นเต้น เฝ้ารอการมาของพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ พระกาฬุทายีเถระ จึงได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส </p><p>“อาตมภาพ เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีสิ่งใดย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้เปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.”…กาฬุทายีเถรคาถา ภาษิตของพระกาฬุทายีเถระ </p><p>พระพักกุลเถระ เอตทัคคะในทางผู้ไม่มีโรคาพยาธิ (ผู้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยที่สุด) </p><p>พากุละ แปลว่า คนสองตระกูล ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองโกสัมพี เมื่อเวลาที่ท่านคลอดออกมาได้ 5 วัน พี่เลี้ยงได้พาท่านไปอาบน้ำที่แม่น้ำ ขณะนั้นได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาคาบกลืนเอาทารกเข้าไปในท้อง แต่เพราะเด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ (ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปัจฉิมภวิกสัตว์” แปลว่า “ผู้เกิดในภพสุดท้าย” ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหันต์ อย่างไรเสียก็จักยังไม่ตาย) ต่อมาปลาได้ถูกชาวประมงจับได้แล้วนำไปขายให้ตระกูลเศรษฐีในเมืองพาราณสี พอผ่าท้องปลาออกมา ก็ได้เจอทารกน้อย เลยเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ฝ่ายบิดามารดาเก่าเมื่อได้ทราบข่าวจึงมาขอบุตรคืน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันไม่ได้ พระเจ้าพาราณสีจึงทรงตัดสินให้ทั้งสองตระกูลสลับเปลี่ยนกันเลี้ยงตระกูลละ 6 เดือน ท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง 2 อย่างมีความสุข  </p><p>ในขณะที่ท่านมีอายุ 80 ปี ได้ชื่อว่า อุภยเศรษฐีบุตร ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาพร้อมด้วยบริวาร เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองพาราณสี เกืดความศรัทธาเลื่อมใสจึงขอออกบวช  และตั้งใจศึกษาปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท มีความพากเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง 7 วัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์  </p><p>ท่านได้มีอายุยืนยาวถึง 160 ปีคือเป็นฆราวาส 80 ปี และเป็นพระอยู่ 80 ปี เพราะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเคยสร้างเวจกุฎี (ห้องสุุุุขา) ถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทานนั้นเอง </p><p>"ผู้ใดปรารถนาจะทำการงานที่ทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะอันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง พึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้น ไม่พึงทำอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ มีแต่พูดนั้นมีมาก นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว เป็นสุขดีหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสธุลี ปลอดโปร่ง เป็นที่ดับทุกข์."…พากุลเถรคาถา สุภาษิตสอนให้พูดจริงทำจริง </p><p>พระโสณภิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ระลึกปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ผู้ระลึกชาติได้) </p><p>ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา ในเมืองสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า แล้วจึงทูลขอบวช เพื่อประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ท่านมีความชำนาญในการเข้าฌานและระลึกชาติได้อย่างคล่องแคล่วมากมาย ฉะนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการระลึกปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้) </p><p>“เราเป็นผู้มีสติมีปัญญา ปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ระลึกชาติสิ้นห้าร้อยกัปเพียงราตรีเดียว เราเจริญสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 จึงระลึกชาติตลอดเวลา 500 กัปเพียงราตรีเดียว”…โสภิตเถรคาถา สุภาษิตชี้ผลการปฏิบัติธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกาฬุทายีเถระ พระพักกุลเถระ และพระโสภิตเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 225-227)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ ของพระภิกษุ 3 รูป  </p><p>พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส </p><p>ชื่อเดิมคือ อุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน เนื่องจากท่านเป็นคนมีผิวพรรณค่อนข้างดำ จึงถูกเรียกว่า กาฬุทายี หรือที่รู้จักในอีกนามว่า กาฬุทายีอำมาตย์ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติและเป็นพระสหายคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ </p><p>หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระเจ้าสุทโธทนะทราบข่าวการตรัสรู้จึงส่งกาฬุทายีอำมาตย์ไปทูลเชิญพระศาสดาเพื่อเสด็จกลับมากรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อกาฬุทายีอำมาตย์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงราชคฤห์และได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลุอรหัตตผล จึงขออกบวชตาม แต่ท่านยังรำลึกอยู่เสมอว่าต้องทูลเชิญพระพุทธองค์กลับไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์ให้ได้ในเวลาที่เหมาะสม ท่านจึงนิพนธ์คาถามากมายกว่า 60 คาถา พรรณาถึงคุณแห่งทางเสด็จในการเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ  </p><p>เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองกบิลพัสดุ์พร้อมกับภิกษุสาวกอีก 20,000 องค์ พระกาฬุทายีเดินทางกลับไปแจ้งข่าวแก่พระเจ้าสุทโธทนะเป็นระยะ ๆ  ทำให้เหล่าศากยะและชาวเมืองเกิดความตื่นเต้น เฝ้ารอการมาของพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ พระกาฬุทายีเถระ จึงได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางผู้นำตระกูลให้เลื่อมใส </p><p>“อาตมภาพ เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีสิ่งใดย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้เปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.”…กาฬุทายีเถรคาถา ภาษิตของพระกาฬุทายีเถระ </p><p>พระพักกุลเถระ เอตทัคคะในทางผู้ไม่มีโรคาพยาธิ (ผู้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยที่สุด) </p><p>พากุละ แปลว่า คนสองตระกูล ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองโกสัมพี เมื่อเวลาที่ท่านคลอดออกมาได้ 5 วัน พี่เลี้ยงได้พาท่านไปอาบน้ำที่แม่น้ำ ขณะนั้นได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาคาบกลืนเอาทารกเข้าไปในท้อง แต่เพราะเด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ (ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปัจฉิมภวิกสัตว์” แปลว่า “ผู้เกิดในภพสุดท้าย” ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหันต์ อย่างไรเสียก็จักยังไม่ตาย) ต่อมาปลาได้ถูกชาวประมงจับได้แล้วนำไปขายให้ตระกูลเศรษฐีในเมืองพาราณสี พอผ่าท้องปลาออกมา ก็ได้เจอทารกน้อย เลยเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ฝ่ายบิดามารดาเก่าเมื่อได้ทราบข่าวจึงมาขอบุตรคืน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันไม่ได้ พระเจ้าพาราณสีจึงทรงตัดสินให้ทั้งสองตระกูลสลับเปลี่ยนกันเลี้ยงตระกูลละ 6 เดือน ท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง 2 อย่างมีความสุข  </p><p>ในขณะที่ท่านมีอายุ 80 ปี ได้ชื่อว่า อุภยเศรษฐีบุตร ได้ไปฟังพระธรรมเทศนาพร้อมด้วยบริวาร เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชาวเมืองพาราณสี เกืดความศรัทธาเลื่อมใสจึงขอออกบวช  และตั้งใจศึกษาปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท มีความพากเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง 7 วัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์  </p><p>ท่านได้มีอายุยืนยาวถึง 160 ปีคือเป็นฆราวาส 80 ปี และเป็นพระอยู่ 80 ปี เพราะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเคยสร้างเวจกุฎี (ห้องสุุุุขา) ถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทานนั้นเอง </p><p>"ผู้ใดปรารถนาจะทำการงานที่ทำก่อนในภายหลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะอันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง พึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้น ไม่พึงทำอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ มีแต่พูดนั้นมีมาก นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว เป็นสุขดีหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสธุลี ปลอดโปร่ง เป็นที่ดับทุกข์."…พากุลเถรคาถา สุภาษิตสอนให้พูดจริงทำจริง </p><p>พระโสณภิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้ระลึกปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ผู้ระลึกชาติได้) </p><p>ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา ในเมืองสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า แล้วจึงทูลขอบวช เพื่อประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ท่านมีความชำนาญในการเข้าฌานและระลึกชาติได้อย่างคล่องแคล่วมากมาย ฉะนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการระลึกปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้) </p><p>“เราเป็นผู้มีสติมีปัญญา ปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ระลึกชาติสิ้นห้าร้อยกัปเพียงราตรีเดียว เราเจริญสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 จึงระลึกชาติตลอดเวลา 500 กัปเพียงราตรีเดียว”…โสภิตเถรคาถา สุภาษิตชี้ผลการปฏิบัติธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอุรุเวลกัสสปเถระ (6230-6t)</title>
			<itunes:title>พระอุรุเวลกัสสปเถระ (6230-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/5df43625-9d98-4741-9227-aa9600b02973/media.mp3" length="28184690" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5df43625-9d98-4741-9227-aa9600b02973</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+HeiZgOg/TX6aI8qx9B1pi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุรุเวลกัสสปเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 224 )</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าถึง 13 วาระเพื่อปรับแก้ทิฏฐิ, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก</p><p>"พระอุรุเวลกัสสปเถระ" เกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อ กัสสปะ มีน้องชาย 2 คน ชื่อ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ ซึ่งแต่ละคนมีชื่อเรียกตั้งตามชื่อตำบลที่ตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตามลำดับกัน พี่ชายคนโตนั้นมีบริวาร 500 คน, คนกลางมีบริเวร 300 คน ส่วนคนเล็กสุดท้ายมีบริวาร 200 คน ทั้งสามพร้อมบริเวร 1,000 คน บวชเป็นฤาษีชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาไฟ</p><p>ครั้นเมื่อมีพระรัตนตรัยครบเป็นองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ขึ้นแล้ว นับได้ว่าเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาในครั้งแรก หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันตสาวก 60 รูปได้แยกย้ายกันออกเดินทางเพื่อประกาศพระศาสนาโดยโดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป แม้พระองค์เองก็จะเดินทางไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อโปรดชฏิล 3 พี่น้อง</p><p>ในขณะที่มาถึงตำบลอุรุเวลาได้ขอพักยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ แต่อุรุเวลกัสสปะเห็นว่าเป็นนักบวชต่างลัทธิ จึงบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีสถานที่ให้พัก พระพุทธเจ้าจึงขอพักอาศัยอยู่ในโรงไฟซึ่งเป็นที่บูชายัญและมีพญานาคดุร้ายอาศัยอยู่ อุรุเวลกัสสปะจึงไม่ขัดข้อง นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นการปรับแก้ทิฏฐิของอุรุเวลกัสสปะที่ถือตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ถึง 13 วาระด้วยกันพร้อมทั้งบอกถึงความที่ปฏิปทาของอุรุเวลกัสสปะนั้นยังไม่ใช่ปฏิปทาที่จะเป็นไปเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ อุรุเวลกัสสปะได้เกิดความสลดสังเวชขึ้นเป็นอย่างยิ่งจึงขอออกบวช เมื่อเห็นพี่ชายใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าออกบวช น้องชายทั้งสองพร้อมบริวารทั้งหลายก็ขอออกบวชตาม </p><p>ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าได้เรียกประชุมหมู่ภิกษุชฎิลเหล่านั้น 1,003 รูป แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนา "อาทิตตปริยายสูตร" เปรียบเทียบ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดุจเดียวกับไฟ เพื่อให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของพวกปุราณชฎิลที่เคยบูชาไฟมาก่อน โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>"เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัส และใจกระทบอารมณ์ แล้วเกิดวิญญาณคือการรับรู้ทาง ตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทั้ง 3 อย่างอาศัยกันและกันจึงเกิดเป็นผัสสะ ทำให้เกิดเวทนาตามมา ทั้งที่เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของร้อน </p><p> ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น </p><p>เมื่อเห็นโทษแห่งของร้อนทั้งปวงจึงเบื่อหน่ายกับการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งที่ยินดีพอใจและยินร้ายอันเป็นเหตุให้เร่าร้อนใจอยู่เป็นเนืองนิตย์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่ออาการเป็นอย่างนี้ไม่ได้มีอีก” </p><p>เหล่าภิกษุชฎิลส่งกระแสจิตใคร่ครวญตามธรรมเทศนานั้น ทั้งหมดล้วนได้บรรลุพระอรหันต์</p><p>เพราะด้วยความที่พระอุรุเวลกัสสปะเป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม จึงทำให้สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจบริวารไว้ได้ เป็นที่รักเคารพของบริวาร และก็เป็นพุทธสาวกรูปเดียวที่มีบริวารมากที่สุด เนื่องจากภิกษุผู้บริวารพันหนึ่งของพระอุรุเวลกัสสปะเหล่านั้น ได้ช่วยประกาศพระศาสนาต่อ โดยแต่ละพันรูปก็บวชให้อีกพันรูป ก็เป็นสองพัน แต่ละสองพันก็ขยายต่อ ๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก  พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในทางผู้มีบริวารมาก</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.55    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุรุเวลกัสสปเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 224 )</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าถึง 13 วาระเพื่อปรับแก้ทิฏฐิ, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีบริวารมาก</p><p>"พระอุรุเวลกัสสปเถระ" เกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อ กัสสปะ มีน้องชาย 2 คน ชื่อ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ ซึ่งแต่ละคนมีชื่อเรียกตั้งตามชื่อตำบลที่ตั้งอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตามลำดับกัน พี่ชายคนโตนั้นมีบริวาร 500 คน, คนกลางมีบริเวร 300 คน ส่วนคนเล็กสุดท้ายมีบริวาร 200 คน ทั้งสามพร้อมบริเวร 1,000 คน บวชเป็นฤาษีชฎิลบำเพ็ญพรตบูชาไฟ</p><p>ครั้นเมื่อมีพระรัตนตรัยครบเป็นองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ขึ้นแล้ว นับได้ว่าเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาในครั้งแรก หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันตสาวก 60 รูปได้แยกย้ายกันออกเดินทางเพื่อประกาศพระศาสนาโดยโดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป แม้พระองค์เองก็จะเดินทางไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อโปรดชฏิล 3 พี่น้อง</p><p>ในขณะที่มาถึงตำบลอุรุเวลาได้ขอพักยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปะ แต่อุรุเวลกัสสปะเห็นว่าเป็นนักบวชต่างลัทธิ จึงบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีสถานที่ให้พัก พระพุทธเจ้าจึงขอพักอาศัยอยู่ในโรงไฟซึ่งเป็นที่บูชายัญและมีพญานาคดุร้ายอาศัยอยู่ อุรุเวลกัสสปะจึงไม่ขัดข้อง นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นการปรับแก้ทิฏฐิของอุรุเวลกัสสปะที่ถือตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ถึง 13 วาระด้วยกันพร้อมทั้งบอกถึงความที่ปฏิปทาของอุรุเวลกัสสปะนั้นยังไม่ใช่ปฏิปทาที่จะเป็นไปเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ อุรุเวลกัสสปะได้เกิดความสลดสังเวชขึ้นเป็นอย่างยิ่งจึงขอออกบวช เมื่อเห็นพี่ชายใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าออกบวช น้องชายทั้งสองพร้อมบริวารทั้งหลายก็ขอออกบวชตาม </p><p>ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าได้เรียกประชุมหมู่ภิกษุชฎิลเหล่านั้น 1,003 รูป แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนา "อาทิตตปริยายสูตร" เปรียบเทียบ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดุจเดียวกับไฟ เพื่อให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของพวกปุราณชฎิลที่เคยบูชาไฟมาก่อน โดยมีใจความสำคัญดังนี้</p><p>"เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้สัมผัส และใจกระทบอารมณ์ แล้วเกิดวิญญาณคือการรับรู้ทาง ตาหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทั้ง 3 อย่างอาศัยกันและกันจึงเกิดเป็นผัสสะ ทำให้เกิดเวทนาตามมา ทั้งที่เป็นสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ นี้เป็นของร้อน </p><p> ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศก เพราะความรำพัน เพราะทุกข์กาย เพราะทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น </p><p>เมื่อเห็นโทษแห่งของร้อนทั้งปวงจึงเบื่อหน่ายกับการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นทั้งที่ยินดีพอใจและยินร้ายอันเป็นเหตุให้เร่าร้อนใจอยู่เป็นเนืองนิตย์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมเกิดญาณหยั่งรู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ เธอย่อมรู้ชัดว่า ‘การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่ออาการเป็นอย่างนี้ไม่ได้มีอีก” </p><p>เหล่าภิกษุชฎิลส่งกระแสจิตใคร่ครวญตามธรรมเทศนานั้น ทั้งหมดล้วนได้บรรลุพระอรหันต์</p><p>เพราะด้วยความที่พระอุรุเวลกัสสปะเป็นผู้ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม จึงทำให้สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจบริวารไว้ได้ เป็นที่รักเคารพของบริวาร และก็เป็นพุทธสาวกรูปเดียวที่มีบริวารมากที่สุด เนื่องจากภิกษุผู้บริวารพันหนึ่งของพระอุรุเวลกัสสปะเหล่านั้น ได้ช่วยประกาศพระศาสนาต่อ โดยแต่ละพันรูปก็บวชให้อีกพันรูป ก็เป็นสองพัน แต่ละสองพันก็ขยายต่อ ๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก  พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในทางผู้มีบริวารมาก</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.55    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอานนทเถระ (6229-6t)</title>
			<itunes:title>พระอานนทเถระ (6229-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>31:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/051ce547-0540-4477-9538-aa8f004cdb1b/media.mp3" length="28916558" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">051ce547-0540-4477-9538-aa8f004cdb1b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl96nHnYmOYwrC07pteeilYW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอานนทเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 219-223 )</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม, การได้รับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก, ความเป็นเอตทัคคะ, ต้นบัญญัติสิกขาบท และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระหว่างรับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากจนกระทั่งวาระสุดท้าย</p><p>พระอานนทเถระ ยอดพุทธอุปัฏฐาก ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้เลิศกว่าพระภิกษุสาวกทั้งหลายใน 5 ประการ (เป็นผู้เลิศในความเป็นพหูสูต, เป็นผู้มีสติ, เป็นผู้มีคติ (ความเป็นไป ความเชื่อมโยงกัน), เป็นผู้มีธิติ (ความเพียร) และเป็นพุทธอุปัฏฐาก)</p><p>พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระสุกโกทนะ (พระราชโอรสของพระเจ้าอา) พระมารดาคือ พระนางกีสาโคตมี มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ได้ออกบวชพร้อมกันเจ้าชายในศากยวงศ์ (พระเจ้าภัททิยศากยราชา, เจ้าชายอนุรุทธะ, เจ้าชายอานนท์, เจ้าชายภัคคุ, เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต รวมทั้งพระอุบาลีซึ่งเป็นภูษามาลา)  เมื่อท่านบวชแล้ว ได้ฟังโอวาทจากพระปุณณมันตานี ได้บรรลุโสดาปัตติผล (อานันทสูตร ว่าด้วยปัจจัยให้มีและไม่ให้มีตัณหามานะทิฏฐิในขันธ์ 5 ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับอนัตตลักขณสูตร)</p><p>เพราะด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ขยัน อดทน รอบคอบ และเป็นพระญาติใกล้ชิด ย่อมจะทราบพระอัธยาศัยเป็นอย่างดี ภิกษุทั้งหลายมีฉันทามติให้พระอานนท์รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก ท่านจึงทูลขอพร 8 ข้อ (เป็นพรอันเป็นข้อห้าม 4 และเป็นการขอ 4) </p><p>ในระหว่างที่รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากและประกอบกับความเป็นพหูสูตของท่าน ทำให้พระอานนท์ทรงจำคำสอนและพระคาถาต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสหรือตอบคำถามไว้ได้ ท่านจึงเป็นขุนคลังของธรรมะที่มีความสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย นับว่าเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พระอานนท์ยังเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ย่อมสละแม้ชีวิตเพื่อป้องปกพระพุทธองค์จากช้างนาฬาคิรี หรือแม้แต่ในชาติอื่น ๆ ที่โพธิสัตว์เป็นสัตว์ เป็นพญาหงษ์, เป็นผู้มีความสามารถในจัดการหมู่คณะ, เป็นผู้ช่วยทูลขอพุทธานุญาตให้มีการบวชภิกษุณีได้, เป็นผู้ออกแบบจีวร, เป็นผู้มีความประหยัด (จากการสนทนาเรื่องการการใช้ผ้าจีวรกับพระเจ้าอุเทน) เป็นต้น</p><p>ทั้งยังเป็นต้นบัญญัติสิกขาบท: ห้ามมิให้ภิกษุหุงต้มในที่อยู่และหุงเอง, ห้ามภิกษุเข้าตำหนักพระราชาก่อนได้รับนิมนต์หรือได้รับอนุญาต เป็นต้น</p><p>พระอานนท์ได้บรรลุพระอรหันต์ในคืนก่อนวันประชุมสังคายพระไตรปิฎกหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 3 เดือน ด้วยอิริยาบถกึ่งนั่งกึ่งนอน และในวาระสุดท้ายของท่านได้ทำการปรินิพพานท่ามกลางแม่น้ำโรหินีซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ มีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อมีอายุได้ 120 ปี</p><p>"ใครก็ตามที่ได้พบเห็นได้เข้าใกล้พระอานนท์แล้วจะเกิดความยินดีพอใจ เพราะท่านสามารถที่จะกล่าวคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังสบายใจได้ มีการแสดงธรรมให้เข้าใจลึกซึ้งได้อย่างพอดี จึงทำให้เป็นผู้ที่ให้โอวาทแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบากสก อุบาสิกาทั้งหลายได้ "…นี้คือความน่าอัศจรรย์ของพระอานนทเถระ ยอดพุทธอุปัฏฐาก  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.18, นิทานพรรณนา Ep.21 , Ep.22   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอานนทเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 219-223 )</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม, การได้รับตำแหน่งพุทธุปัฏฐาก, ความเป็นเอตทัคคะ, ต้นบัญญัติสิกขาบท และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระหว่างรับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากจนกระทั่งวาระสุดท้าย</p><p>พระอานนทเถระ ยอดพุทธอุปัฏฐาก ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้เลิศกว่าพระภิกษุสาวกทั้งหลายใน 5 ประการ (เป็นผู้เลิศในความเป็นพหูสูต, เป็นผู้มีสติ, เป็นผู้มีคติ (ความเป็นไป ความเชื่อมโยงกัน), เป็นผู้มีธิติ (ความเพียร) และเป็นพุทธอุปัฏฐาก)</p><p>พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระสุกโกทนะ (พระราชโอรสของพระเจ้าอา) พระมารดาคือ พระนางกีสาโคตมี มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ได้ออกบวชพร้อมกันเจ้าชายในศากยวงศ์ (พระเจ้าภัททิยศากยราชา, เจ้าชายอนุรุทธะ, เจ้าชายอานนท์, เจ้าชายภัคคุ, เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต รวมทั้งพระอุบาลีซึ่งเป็นภูษามาลา)  เมื่อท่านบวชแล้ว ได้ฟังโอวาทจากพระปุณณมันตานี ได้บรรลุโสดาปัตติผล (อานันทสูตร ว่าด้วยปัจจัยให้มีและไม่ให้มีตัณหามานะทิฏฐิในขันธ์ 5 ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับอนัตตลักขณสูตร)</p><p>เพราะด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ขยัน อดทน รอบคอบ และเป็นพระญาติใกล้ชิด ย่อมจะทราบพระอัธยาศัยเป็นอย่างดี ภิกษุทั้งหลายมีฉันทามติให้พระอานนท์รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก ท่านจึงทูลขอพร 8 ข้อ (เป็นพรอันเป็นข้อห้าม 4 และเป็นการขอ 4) </p><p>ในระหว่างที่รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากและประกอบกับความเป็นพหูสูตของท่าน ทำให้พระอานนท์ทรงจำคำสอนและพระคาถาต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสหรือตอบคำถามไว้ได้ ท่านจึงเป็นขุนคลังของธรรมะที่มีความสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย นับว่าเป็นคุณต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พระอานนท์ยังเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ย่อมสละแม้ชีวิตเพื่อป้องปกพระพุทธองค์จากช้างนาฬาคิรี หรือแม้แต่ในชาติอื่น ๆ ที่โพธิสัตว์เป็นสัตว์ เป็นพญาหงษ์, เป็นผู้มีความสามารถในจัดการหมู่คณะ, เป็นผู้ช่วยทูลขอพุทธานุญาตให้มีการบวชภิกษุณีได้, เป็นผู้ออกแบบจีวร, เป็นผู้มีความประหยัด (จากการสนทนาเรื่องการการใช้ผ้าจีวรกับพระเจ้าอุเทน) เป็นต้น</p><p>ทั้งยังเป็นต้นบัญญัติสิกขาบท: ห้ามมิให้ภิกษุหุงต้มในที่อยู่และหุงเอง, ห้ามภิกษุเข้าตำหนักพระราชาก่อนได้รับนิมนต์หรือได้รับอนุญาต เป็นต้น</p><p>พระอานนท์ได้บรรลุพระอรหันต์ในคืนก่อนวันประชุมสังคายพระไตรปิฎกหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 3 เดือน ด้วยอิริยาบถกึ่งนั่งกึ่งนอน และในวาระสุดท้ายของท่านได้ทำการปรินิพพานท่ามกลางแม่น้ำโรหินีซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ มีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อมีอายุได้ 120 ปี</p><p>"ใครก็ตามที่ได้พบเห็นได้เข้าใกล้พระอานนท์แล้วจะเกิดความยินดีพอใจ เพราะท่านสามารถที่จะกล่าวคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังสบายใจได้ มีการแสดงธรรมให้เข้าใจลึกซึ้งได้อย่างพอดี จึงทำให้เป็นผู้ที่ให้โอวาทแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบากสก อุบาสิกาทั้งหลายได้ "…นี้คือความน่าอัศจรรย์ของพระอานนทเถระ ยอดพุทธอุปัฏฐาก  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.18, นิทานพรรณนา Ep.21 , Ep.22   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหาโกฐิตเถระ (6228-6t)</title>
			<itunes:title>พระมหาโกฐิตเถระ (6228-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f9600b88-a831-408d-aba2-aa880036347c/media.mp3" length="29000541" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f9600b88-a831-408d-aba2-aa880036347c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc4</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9xQzdQ6kSz3Rmjez/vN+DH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาโกฏฐิตเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 218)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา 4</p><p>โกฏฐิตมาณพ เกิดในตระกูลที่มีทิฏฐิแรงกล้ายึดมั่นในลัทธิศาสนาพราหมณ์ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงเกิดศรัทธาเลื่อมใสขอออกบวชเพื่อปฏิบัติ มีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์ และก็ได้บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ 4 วิชชา 3 และวิโมกข์ 3 ด้วยการฟังธรรมในเรื่องของไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ในผัสสะทั้ง 6 และเวทนา 3</p><p>และด้วยเหตุแห่งการฝักใฝ่ในการศึกษา เป็นผู้มักถามปัญหาในปฏิสัมภิทาอยู่เสมอ ๆ จนมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา 4  ซึ่งได้ยกบางส่วนที่ปรากฏใน 2 เรื่องนี้ คือ มหาเวทัลลสูตร และ นฬกลาปิยสูตร  (มีการอธิบายในเนื้อหาเพิ่มเติม) ซึ่งเป็นการสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติระหว่างพระมหาสาวกผู้มีปัญญาฉลาดเลิศล้ำ 2 สองรูป (พระสารีบุตรและพระมหาโกฏฐิตะ)</p><p>วิญญาณคือการรับรู้หรือการรู้แจ้ง ปัญญาคือการรู้ชัด  "ปัญญารู้ชัดสิ่งใด  ก็รู้แจ้งสิ่งนั้น วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด ปัญญก็รู้ชัดสิ่งนั้น"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.53 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาโกฏฐิตเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 218)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา 4</p><p>โกฏฐิตมาณพ เกิดในตระกูลที่มีทิฏฐิแรงกล้ายึดมั่นในลัทธิศาสนาพราหมณ์ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงเกิดศรัทธาเลื่อมใสขอออกบวชเพื่อปฏิบัติ มีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์ และก็ได้บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ 4 วิชชา 3 และวิโมกข์ 3 ด้วยการฟังธรรมในเรื่องของไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ในผัสสะทั้ง 6 และเวทนา 3</p><p>และด้วยเหตุแห่งการฝักใฝ่ในการศึกษา เป็นผู้มักถามปัญหาในปฏิสัมภิทาอยู่เสมอ ๆ จนมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา 4  ซึ่งได้ยกบางส่วนที่ปรากฏใน 2 เรื่องนี้ คือ มหาเวทัลลสูตร และ นฬกลาปิยสูตร  (มีการอธิบายในเนื้อหาเพิ่มเติม) ซึ่งเป็นการสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติระหว่างพระมหาสาวกผู้มีปัญญาฉลาดเลิศล้ำ 2 สองรูป (พระสารีบุตรและพระมหาโกฏฐิตะ)</p><p>วิญญาณคือการรับรู้หรือการรู้แจ้ง ปัญญาคือการรู้ชัด  "ปัญญารู้ชัดสิ่งใด  ก็รู้แจ้งสิ่งนั้น วิญญาณรู้แจ้งสิ่งใด ปัญญก็รู้ชัดสิ่งนั้น"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.53 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระกุมารกัสสปเถระ (6227-6t)</title>
			<itunes:title>พระกุมารกัสสปเถระ (6227-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>32:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/0dca0bf3-390d-459f-b430-aa810158fb19/media.mp3" length="29464521" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0dca0bf3-390d-459f-b430-aa810158fb19</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+ItN3k+koKY6aF7mkFNOYk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกุมารกัสสปเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 217)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมอันวิจิตร</p><p>"เพราะได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงกายเปรียบเช่นกับจอมปลวก (วัมมิกสูตร ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก) จิตของเราจึงพ้นจากอาสวกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน โดยประการทั้งปวง เราได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ก็เพราะปรับแก้ไขมิจฉาทิฏฐิของพระเจ้าปายาสิให้เป็นสัมมาทิฏฐิ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้."</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.47 , Ep.48  และ Ep.49</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกุมารกัสสปเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 217)</p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้แสดงธรรมอันวิจิตร</p><p>"เพราะได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงกายเปรียบเช่นกับจอมปลวก (วัมมิกสูตร ว่าด้วยปริศนาจอมปลวก) จิตของเราจึงพ้นจากอาสวกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน โดยประการทั้งปวง เราได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ก็เพราะปรับแก้ไขมิจฉาทิฏฐิของพระเจ้าปายาสิให้เป็นสัมมาทิฏฐิ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้."</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.47 , Ep.48  และ Ep.49</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระทัพพมัลลบุตรเถระ พระพาทิยทารุจีริยเถระ</title>
			<itunes:title>พระทัพพมัลลบุตรเถระ พระพาทิยทารุจีริยเถระ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/01e552c4-be00-4ab8-88e8-aa780064b39e/media.mp3" length="28096773" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">01e552c4-be00-4ab8-88e8-aa780064b39e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8kLjqQrdqBvj5DVfqZvPAB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระทัพพมัลลบุตรเถระ และ พระพาทิยทารุจีริยเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 214, 216) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท </p><p>พระทัพพมัลลบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้จัดเสนาสนะ </p><p>“เมื่อก่อน พระทัพพมัลลบุตรองค์ใด เป็นผู้อันบุคคลอื่นฝึกฝนได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ พระทัพพมัลลบุตรองค์นั้นเป็นผู้อันพระศาสดาได้ทรงฝึกฝนด้วยการฝึกฝนด้วยมรรคอันประเสริฐ เป็นผู้สันโดษข้ามความสงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจากความขลาด มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนได้แล้ว” </p><p>พระพาทิยทารุจีริยเถระเอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา (ตรัสรู้เร็วพลัน) </p><p>"หากว่า คาถาแม้พันหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยบทเป็นประโยชน์ [ไม่ประเสริฐ], บทแห่งคาถาบทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้ว สงบระงับได้ ประเสริฐกว่า" </p><p>ตัวอย่างของภิกษุ 2 รูป ที่ได้สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์  แต่ด้วยได้กระทำกรรมชั่วไว้ในอดีตชาติ  ทำให้เศษวิบากของกรรมนั้นส่งผลมายังชาติสุดท้าย เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท ตั้งจิตไว้ให้ถูกต้อง อย่าเผลอเพลินเดินออกนอกมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระทัพพมัลลบุตรเถระ และ พระพาทิยทารุจีริยเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 214, 216) </p><p>ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท </p><p>พระทัพพมัลลบุตรเถระ เอตทัคคะในทางผู้จัดเสนาสนะ </p><p>“เมื่อก่อน พระทัพพมัลลบุตรองค์ใด เป็นผู้อันบุคคลอื่นฝึกฝนได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ พระทัพพมัลลบุตรองค์นั้นเป็นผู้อันพระศาสดาได้ทรงฝึกฝนด้วยการฝึกฝนด้วยมรรคอันประเสริฐ เป็นผู้สันโดษข้ามความสงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจากความขลาด มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนได้แล้ว” </p><p>พระพาทิยทารุจีริยเถระเอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา (ตรัสรู้เร็วพลัน) </p><p>"หากว่า คาถาแม้พันหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยบทเป็นประโยชน์ [ไม่ประเสริฐ], บทแห่งคาถาบทเดียว ซึ่งบุคคลฟังแล้ว สงบระงับได้ ประเสริฐกว่า" </p><p>ตัวอย่างของภิกษุ 2 รูป ที่ได้สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์  แต่ด้วยได้กระทำกรรมชั่วไว้ในอดีตชาติ  ทำให้เศษวิบากของกรรมนั้นส่งผลมายังชาติสุดท้าย เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท ตั้งจิตไว้ให้ถูกต้อง อย่าเผลอเพลินเดินออกนอกมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ และ พระปิลินทวัจฉเถระ</title>
			<itunes:title>พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ และ พระปิลินทวัจฉเถระ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/1361590a-5a11-4a6d-bea9-aa7300f1d50e/media.mp3" length="26723939" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1361590a-5a11-4a6d-bea9-aa7300f1d50e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8AERkMf/5kBDnPgEGOMar6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ และ พระปิลินทวัจฉเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 213, 215)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท </p><p>พระอุปเสนเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำซึ่งความเลื่อมใส </p><p>“เพราะมีความเลื่อมใส จึงปฏิบัติธุดงควัตรในทุก ๆ ข้อ…การปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในความเคร่งนี้ต้องดูว่าเคร่งเพื่ออะไร ถ้าเคร่งเพื่อจะได้รับการยกย่องหรือเพื่อลาภสักการะ นี้ไม่ใช่… แต่ถ้าเคร่งเพื่อเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างแท้จริง อันนี้ดีแน่นอน” </p><p>พระปิลินทวัจฉเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นที่รักชอบใจของเหล่าเทวดา </p><p>”…ปรารภเมื่ออดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีสหายเป็นจำนวนมาก ได้รักษาศีลปฏิบัติธรรมร่วมกันมา เมื่อตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในชาติปัจจุบัติได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เหล่าเทวดาทั้งหลายผู้เป็นอดีตสหายก็พากันลงมาอาราธนาให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง จนทำให้ท่านเป็นที่รักใคร่ของเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ และ พระปิลินทวัจฉเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 213, 215)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม ความเป็นเอตทัคคะ และต้นบัญญัติสิกขาบท </p><p>พระอุปเสนเถระ เอตทัคคะในทางผู้นำซึ่งความเลื่อมใส </p><p>“เพราะมีความเลื่อมใส จึงปฏิบัติธุดงควัตรในทุก ๆ ข้อ…การปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในความเคร่งนี้ต้องดูว่าเคร่งเพื่ออะไร ถ้าเคร่งเพื่อจะได้รับการยกย่องหรือเพื่อลาภสักการะ นี้ไม่ใช่… แต่ถ้าเคร่งเพื่อเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างแท้จริง อันนี้ดีแน่นอน” </p><p>พระปิลินทวัจฉเถระ เอตทัคคะในทางผู้เป็นที่รักชอบใจของเหล่าเทวดา </p><p>”…ปรารภเมื่ออดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีสหายเป็นจำนวนมาก ได้รักษาศีลปฏิบัติธรรมร่วมกันมา เมื่อตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในชาติปัจจุบัติได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เหล่าเทวดาทั้งหลายผู้เป็นอดีตสหายก็พากันลงมาอาราธนาให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง จนทำให้ท่านเป็นที่รักใคร่ของเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระกุณฑธานเถระ และ พระวังคีสเถระ (6224-6t)</title>
			<itunes:title>พระกุณฑธานเถระ และ พระวังคีสเถระ (6224-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 14 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/daec9c47-e276-4723-a2a3-aa6c0062b5cc/media.mp3" length="28030828" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">daec9c47-e276-4723-a2a3-aa6c0062b5cc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+H/xefUDTBGIyIsDswN0fp]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระพระโกณฑธานเถระ และ พระวังคีสะเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 211 - 212)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>บางทีเราอาจจะมีความผิดพลาด เมื่อพลาดแล้วก็แก้ยาก ต้องอ้อมไปนรกเสียก่อน เราจึงต้องตั้งสติอยู่เสมอ บางทีเราก็ต้องมีครูอาจารย์คอยเตือนคอยให้ข้อมูล ต้องมีกัลยาณมิตร และต้องพยายามรักษาศีลรักษาสติของเราให้ดี เมื่อเกิดความไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาในชีวิตของเรา เราต้องเปิดเผยออกมา พยายามติเตียนตนด้วยตนเสียก่อน การติเตียนคนอื่นนั้นจะทำให้จิตเสื่อม จิตไปไม่ดี</p><p>ให้เป็นเหมือนกังสดาลที่ตัดปากออกแล้ว ไม่กล่าวแข่งดีกับใคร ๆ แก้ไขปรับปรุงตัว อย่างพระพระโกณฑธานเถระ</p><p>ให้เป็นผู้ตักเตือนตนด้วยตนเหมือนอย่างพระวังคีสเถระ ที่เมื่อบวชแล้วใหม่ ๆ มีความกระสันอยากเกิดขึ้นรบกวนจิตของท่าน จึงได้บอกกล่าวแก่พระอานนท์ให้ทราบเพื่อขอวิธีแก้ไข </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณา Ep.28 , ใต้ร่มโพธิ์บท Ep.37</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระพระโกณฑธานเถระ และ พระวังคีสะเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 211 - 212)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>บางทีเราอาจจะมีความผิดพลาด เมื่อพลาดแล้วก็แก้ยาก ต้องอ้อมไปนรกเสียก่อน เราจึงต้องตั้งสติอยู่เสมอ บางทีเราก็ต้องมีครูอาจารย์คอยเตือนคอยให้ข้อมูล ต้องมีกัลยาณมิตร และต้องพยายามรักษาศีลรักษาสติของเราให้ดี เมื่อเกิดความไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาในชีวิตของเรา เราต้องเปิดเผยออกมา พยายามติเตียนตนด้วยตนเสียก่อน การติเตียนคนอื่นนั้นจะทำให้จิตเสื่อม จิตไปไม่ดี</p><p>ให้เป็นเหมือนกังสดาลที่ตัดปากออกแล้ว ไม่กล่าวแข่งดีกับใคร ๆ แก้ไขปรับปรุงตัว อย่างพระพระโกณฑธานเถระ</p><p>ให้เป็นผู้ตักเตือนตนด้วยตนเหมือนอย่างพระวังคีสเถระ ที่เมื่อบวชแล้วใหม่ ๆ มีความกระสันอยากเกิดขึ้นรบกวนจิตของท่าน จึงได้บอกกล่าวแก่พระอานนท์ให้ทราบเพื่อขอวิธีแก้ไข </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: นิทานพรรณา Ep.28 , ใต้ร่มโพธิ์บท Ep.37</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระรัฐบาลเถระ (6223-6t)</title>
			<itunes:title>พระรัฐบาลเถระ (6223-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/2570e986-078a-45a4-91b5-aa5d010eadb2/media.mp3" length="27642534" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2570e986-078a-45a4-91b5-aa5d010eadb2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dc9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9BzVXbfNawBnsjhgfsfETO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dc9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระรัฐบาลเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 210)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระรัฐบาล ครั้งเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ได้มีศรัทธาที่จะบวช แต่บิดามารดาไม่ยินยอม จึงจะยอมตายด้วยการอดอาหาร บิดามารดาเห็นลูกชายทำเช่นนั้นจริง เกรงว่าลูกชายตาย จึงยินยอมให้บวชได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้บวชด้วยศรัทธา</p><p>“โลกอันชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน,โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน, โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป, โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา…ดูกร มหาบพิตร ธัมมุทเทส 4 ข้อนี้แล พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระรัฐบาลเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 210)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระรัฐบาล ครั้งเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ได้มีศรัทธาที่จะบวช แต่บิดามารดาไม่ยินยอม จึงจะยอมตายด้วยการอดอาหาร บิดามารดาเห็นลูกชายทำเช่นนั้นจริง เกรงว่าลูกชายตาย จึงยินยอมให้บวชได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้บวชด้วยศรัทธา</p><p>“โลกอันชรานำเข้าไปไม่ยั่งยืน,โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน, โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป, โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา…ดูกร มหาบพิตร ธัมมุทเทส 4 ข้อนี้แล พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระราหุลเถระ (6222-6t)</title>
			<itunes:title>พระราหุลเถระ (6222-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 31 May 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/516c32bb-ba5f-4d07-ab6f-aa5d010cfab1/media.mp3" length="28395975" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">516c32bb-ba5f-4d07-ab6f-aa5d010cfab1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dca</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+7exvFKWbd/M4zW5j2GYmj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dca.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระราหุล (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 209)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระผู้มีพระภาคตรัสยกย่องพระราหุลว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในทางผู้ใคร่ต่อการศึกษา และเป็นผู้ที่ว่าง่าย คือเป็นผู้รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น  เปรียบเหมือนช้างหรือม้าอาชาไนยที่ว่า ตัวอื่นจะรับภาระหรือไม่ ฉันจะรับ</p><p>"พ่อสอนลูก" พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนพระราหุลตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อยจนเป็นภิกษุหนุ่ม มาใน 3 พระสูตรหลัก ๆ ได้แก่ จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๒๕), มหาราหุโลวาทสูตร และจูฬราหุโลวาทสูตร (๗๙๕) จนถึงกระทั่งตอนบรรลุธรรมสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร ใน Ep.24</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระราหุล (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 209)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน, การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>พระผู้มีพระภาคตรัสยกย่องพระราหุลว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในทางผู้ใคร่ต่อการศึกษา และเป็นผู้ที่ว่าง่าย คือเป็นผู้รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น  เปรียบเหมือนช้างหรือม้าอาชาไนยที่ว่า ตัวอื่นจะรับภาระหรือไม่ ฉันจะรับ</p><p>"พ่อสอนลูก" พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนพระราหุลตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อยจนเป็นภิกษุหนุ่ม มาใน 3 พระสูตรหลัก ๆ ได้แก่ จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๒๕), มหาราหุโลวาทสูตร และจูฬราหุโลวาทสูตร (๗๙๕) จนถึงกระทั่งตอนบรรลุธรรมสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:คลังพระสูตร ใน Ep.24</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระสีวลี และ พระวักกลิ (6221-6t)</title>
			<itunes:title>พระสีวลี และ พระวักกลิ (6221-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 24 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/03db61c8-d766-407e-abb4-aa5700be9355/media.mp3" length="27660574" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">03db61c8-d766-407e-abb4-aa5700be9355</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dcb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl87zSGwzycVI5wxVPB+lrdX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dcb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสีวลี และ พระวักกลิ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 207-208)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ</p><p>ลาภ คือ การได้นั้น การได้ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการได้ที่เลิศ  เป็นการได้ที่ประเสริฐ การได้อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็ไม่ได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เห็นถึงหัวใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่จำได้เท่านั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสีวลี และ พระวักกลิ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 207-208)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ</p><p>ลาภ คือ การได้นั้น การได้ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการได้ที่เลิศ  เป็นการได้ที่ประเสริฐ การได้อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็ไม่ได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า ต่อเมื่อได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เห็นถึงหัวใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่จำได้เท่านั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระกังขาเรวตะเถระ พระโสณโกฬิวิสเถระ และ พระโสณกุฏิกัณณเถระ</title>
			<itunes:title>พระกังขาเรวตะเถระ พระโสณโกฬิวิสเถระ และ พระโสณกุฏิกัณณเถระ</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 17 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/35ef79b8-c747-4b2c-b155-aa5400db03df/media.mp3" length="28462110" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">35ef79b8-c747-4b2c-b155-aa5400db03df</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dcc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+LyWyqByCZ6m1hQiBXw6MF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dcc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกังขาเรวตะเถระ พระโสณโกฬิวิสเถระ และพระโสณกุฏิกัณณเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 204-206)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>Time Index[04:44] พระกังขาเรวตะ เอตทัคคะในทางผู้เพ่งด้วยฌาณ[15:57] พระโสณโกฬิวิสะ เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร[37:18] พระโสณกุฏิกัณณะ เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระกังขาเรวตะเถระ พระโสณโกฬิวิสเถระ และพระโสณกุฏิกัณณเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 204-206)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ </p><p>Time Index[04:44] พระกังขาเรวตะ เอตทัคคะในทางผู้เพ่งด้วยฌาณ[15:57] พระโสณโกฬิวิสะ เอตทัคคะในทางผู้ปรารภความเพียร[37:18] พระโสณกุฏิกัณณะ เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระสุภูติเถระ และ พระเรวตขทิรวนิยเถระ (6219-6t)</title>
			<itunes:title>พระสุภูติเถระ และ พระเรวตขทิรวนิยเถระ (6219-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 10 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/12d434d6-e614-4464-86cb-aa5400db0422/media.mp3" length="23178017" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">12d434d6-e614-4464-86cb-aa5400db0422</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dcd</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+Doi1XJ6u+22EMGEl3itWs]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dcd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสุภูติเถระ พระเรวตขทิรวนิยเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 201-203)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสุภูติถึงลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา 11 ข้อนางวิสาขาถามถึงเรื่องที่อยู่ของพระเรวขทิรวนิยะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด เป็นบ้านก็ตาม เป็นป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม, ที่นั้นเป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์"</p><p>Time Index[03:34] พระสุภูติ เอตทัคคะในทางอรณวิหาร (ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส) และทักขิเณยยบุุคคล (ผู้ควรรับของทำบุญที่ทายกถวาย)[25:56] พระเรวัตตะ เอตทัคคะในทางผู้อยู่ป่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสุภูติเถระ พระเรวตขทิรวนิยเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 201-203)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสุภูติถึงลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา 11 ข้อนางวิสาขาถามถึงเรื่องที่อยู่ของพระเรวขทิรวนิยะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด เป็นบ้านก็ตาม เป็นป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม, ที่นั้นเป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์"</p><p>Time Index[03:34] พระสุภูติ เอตทัคคะในทางอรณวิหาร (ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส) และทักขิเณยยบุุคคล (ผู้ควรรับของทำบุญที่ทายกถวาย)[25:56] พระเรวัตตะ เอตทัคคะในทางผู้อยู่ป่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหาปันถก และพระจูฬปันถก (6217-6t)</title>
			<itunes:title>พระมหาปันถก และพระจูฬปันถก (6217-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 03 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f9b852bd-26da-4de4-8b4f-aa5400db03df/media.mp3" length="27710529" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f9b852bd-26da-4de4-8b4f-aa5400db03df</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dce</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/V1xJTvZB4BMX2CTOf+EMe]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dce.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัปปินเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 231)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ</p><p>เนื่องในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ( สวท.) ได้จัดให้มีรายการพิเศษขึ้นในช่วงวันที่ 3-6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงได้หยิบยกเอาเรื่องราวของ "พระมหากัปปินะ" ผู้เป็นเอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ ขึ้นมาพูดคุย</p><p>เนื่องจากท่านเคยเป็นกษัตริย์ก่อนที่จะมาบวช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธา เมื่อได้ยินว่ามี พุทโธ ธัมโม สังโฆ อุบัติขึ้นแล้ว ก็รีบสละราชสมบัติ เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอออกบวช</p><p>บทอิติปิโส จึงเป็นบทที่กษัติย์ทั้งหลาย นับมาตั้งแต่ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปุกกุสสาติ พระมหากัปปินะ เป็นต้น ใช้เป็นที่ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จะทำให้ตัวเองมีปีติสุขเกิดขึ้น และตั้งมั่นอยู่ในความดีได้</p><p>Time Index[05:00] เอตทัคควรรค ข้อที่ 231 เรื่อง พระมหากัปปินะ[08:53] บุพกรรมที่ตั้งความปรารถนาไว้ในอดีตชาติ [14:17] ปัจจุบันชาติ [21:30] เมื่อรู้ข่าวว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อุบัติขึ้นแล้ว สละราชสมบัติออกบวช [34:50] พระนางอโนชาทราบข่าวจากพ่อค้าม้า จึงสละราชสมบัติตามมา [40:09] ฟังธรรมแล้ว บรรลุธรรม[42:01] พระมหากัปปินะถูกโจทก์[42:48] พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากัปปินะว่า เป็น "ผู้เลิศในการกล่าวสอนแก่หมู่ภิกษุ"[44:52] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัปปินเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 231)ประวัติความเป็นมาและบุพกรรมในชาติก่อน การบรรลุธรรม และความเป็นเอตทัคคะ</p><p>เนื่องในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ( สวท.) ได้จัดให้มีรายการพิเศษขึ้นในช่วงวันที่ 3-6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงได้หยิบยกเอาเรื่องราวของ "พระมหากัปปินะ" ผู้เป็นเอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ ขึ้นมาพูดคุย</p><p>เนื่องจากท่านเคยเป็นกษัตริย์ก่อนที่จะมาบวช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธา เมื่อได้ยินว่ามี พุทโธ ธัมโม สังโฆ อุบัติขึ้นแล้ว ก็รีบสละราชสมบัติ เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอออกบวช</p><p>บทอิติปิโส จึงเป็นบทที่กษัติย์ทั้งหลาย นับมาตั้งแต่ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปุกกุสสาติ พระมหากัปปินะ เป็นต้น ใช้เป็นที่ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จะทำให้ตัวเองมีปีติสุขเกิดขึ้น และตั้งมั่นอยู่ในความดีได้</p><p>Time Index[05:00] เอตทัคควรรค ข้อที่ 231 เรื่อง พระมหากัปปินะ[08:53] บุพกรรมที่ตั้งความปรารถนาไว้ในอดีตชาติ [14:17] ปัจจุบันชาติ [21:30] เมื่อรู้ข่าวว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อุบัติขึ้นแล้ว สละราชสมบัติออกบวช [34:50] พระนางอโนชาทราบข่าวจากพ่อค้าม้า จึงสละราชสมบัติตามมา [40:09] ฟังธรรมแล้ว บรรลุธรรม[42:01] พระมหากัปปินะถูกโจทก์[42:48] พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากัปปินะว่า เป็น "ผู้เลิศในการกล่าวสอนแก่หมู่ภิกษุ"[44:52] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหากัจจายนะ ผู้เลิศในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร (6216-6t)</title>
			<itunes:title>พระมหากัจจายนะ ผู้เลิศในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร (6216-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/4da4cae4-662d-45db-a9a4-aa5400db03e0/media.mp3" length="27761263" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4da4cae4-662d-45db-a9a4-aa5400db03e0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dcf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+H9FZ+XZTOBNUk1f3nxr9f]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dcf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาปันถกเถระและพระจูฬปันถกเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 198-200)</p><p>เรื่องราวประวัติความเป็นมา บุพกรรมของพระมหาปันถกและพระจูฬปันถก…คุณธรรมใดที่ทำให้ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า…แม้กระนั้นก็ยังเป็นต้นบัญญัติอาบัติปาจิตตีย์</p><p>Time Index</p><p>[03:38] ดั้งเดิม 2 คน [07:21] อธิบายคุณธรรม [11:17] ความเป็นมา ชาติสุดท้าย มหาปันถก [25:42] บุพกรรมของพระจูฬปันถก [27:48] เรื่องหนูตาย [39:50] เรื่องรู้น่ะคิดอะไรอยู่ [45:59] ชาติสุดท้าย [48:57] หมอชีวก [51:57] ต้นบัญญัติ อาบัติ [54:57] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาปันถกเถระและพระจูฬปันถกเถระ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 198-200)</p><p>เรื่องราวประวัติความเป็นมา บุพกรรมของพระมหาปันถกและพระจูฬปันถก…คุณธรรมใดที่ทำให้ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า…แม้กระนั้นก็ยังเป็นต้นบัญญัติอาบัติปาจิตตีย์</p><p>Time Index</p><p>[03:38] ดั้งเดิม 2 คน [07:21] อธิบายคุณธรรม [11:17] ความเป็นมา ชาติสุดท้าย มหาปันถก [25:42] บุพกรรมของพระจูฬปันถก [27:48] เรื่องหนูตาย [39:50] เรื่องรู้น่ะคิดอะไรอยู่ [45:59] ชาติสุดท้าย [48:57] หมอชีวก [51:57] ต้นบัญญัติ อาบัติ [54:57] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหากัจจายนเถระ (1-16)</title>
			<itunes:title>พระมหากัจจายนเถระ (1-16)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f956ecb3-037e-4041-adc8-aa5400db0419/media.mp3" length="28108923" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f956ecb3-037e-4041-adc8-aa5400db0419</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd0</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/cx5/GEu0qrCh+EKhJnEEB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัจจายนะ ผู้เลิศในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 197)</p><p>ความสามารถพิเศษของพระมหากัจจายนเถระ คือ สามารถอธิบายความย่อให้พิสดาร พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องให้ท่านเป็นผูู้เลิศในการแสดงธรรมเช่นนี้ เพราะเหตุไร?…และอะไรเป็นเหตุที่ทำให้ใคร ๆ เรียกชื่อท่านว่า "พระสังกัจจายน์"</p><p>Time Index[03:40] เริ่มอธิบายในข้อที่ 197[05:08] ปฏิสัมภิทา 4[07:42] บุพกรรมในกาลก่อน [10:33] การออกบวช [11:50] หลังการบรรลุแล้ว ได้รับบิณฑบาตรจากหญิงที่ขายผมแลกทรัพย์ [16:50] เรื่องพระโสณะกุตติกัณณะ [20:08] ขอพรจากพระพุทธเจ้า 5 อย่าง [22:52] ความพิสดาร 3 อย่าง[23:49] กาลีอุบาสิกา [28:12] อาราทัณฑะ พราหมณ์ [30:08] โลหิจจสูตร[36:25] กัณฑรายนพราหมณ์ [40:27] หลิททิกานิคฤหบดี [43:41] เตือนพระใหม่ [45:08] เรื่องโสเรยยะ [51:33] ไม่คำนึงอดีต/อนาคต [54:44] มธุปิณฑิกสูตร [56:21] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัจจายนะ ผู้เลิศในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 197)</p><p>ความสามารถพิเศษของพระมหากัจจายนเถระ คือ สามารถอธิบายความย่อให้พิสดาร พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องให้ท่านเป็นผูู้เลิศในการแสดงธรรมเช่นนี้ เพราะเหตุไร?…และอะไรเป็นเหตุที่ทำให้ใคร ๆ เรียกชื่อท่านว่า "พระสังกัจจายน์"</p><p>Time Index[03:40] เริ่มอธิบายในข้อที่ 197[05:08] ปฏิสัมภิทา 4[07:42] บุพกรรมในกาลก่อน [10:33] การออกบวช [11:50] หลังการบรรลุแล้ว ได้รับบิณฑบาตรจากหญิงที่ขายผมแลกทรัพย์ [16:50] เรื่องพระโสณะกุตติกัณณะ [20:08] ขอพรจากพระพุทธเจ้า 5 อย่าง [22:52] ความพิสดาร 3 อย่าง[23:49] กาลีอุบาสิกา [28:12] อาราทัณฑะ พราหมณ์ [30:08] โลหิจจสูตร[36:25] กัณฑรายนพราหมณ์ [40:27] หลิททิกานิคฤหบดี [43:41] เตือนพระใหม่ [45:08] เรื่องโสเรยยะ [51:33] ไม่คำนึงอดีต/อนาคต [54:44] มธุปิณฑิกสูตร [56:21] สรุป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปุณณมันตานีบุตร ผู้เลิศในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (6215-6t)</title>
			<itunes:title>ปุณณมันตานีบุตร ผู้เลิศในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (6215-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/078a183d-646a-4d98-be32-aa5400db040f/media.mp3" length="28969906" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">078a183d-646a-4d98-be32-aa5400db040f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd1</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/PJ5V9v2gBIFghgJy/X1dT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ผู้เลิศในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 196)‘ทำอย่างไรสอนอย่างนั้น’ คือทางของผู้เป็นเอก ผู้เป็นที่สุดของพระธรรมกถึกในศาสนานี้ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก นี้ จะมาย้อนรอยทางชีวิตของผู้ทรงคุณในด้านการแสดงธรรม ผู้เป็นเลิศกว่าใครกรรมอะไร และคุณธรรมอะไรทำให้ท่านเป็นที่สุดของพระธรรมกถึก และยังเป็นอาจารย์ของพระอานนท์เถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ที่ทั้งสามารถบรรลุคุณธรรมที่รู้ได้ยาก และยังสามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย สมเป็นแบบอย่างที่พระศาสดาได้ยกย่องไว้ว่าท่านนี้คือที่สุดของ ‘พระนักเทศน์’' ในศาสนาของพระองค์</p><p>Time Index</p><p>[01:20] อวยพรปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์ ปี 2562) [09:26] บุพกรรมของปุณณมันตานีบุตร [16:53] ปฏิบัติอย่างไร สอนอย่างนั้น ‘กถาวัตถุ 10’ [20:31] คุณธรรมของผู้เป็น ‘ธรรมกถึก’ [22:28] ลีลาการไขปัญหา [24:39] ลีลาการตั้งคำถาม [28:06] พระธรรมกถึก ผู้ทรงคุณเพื่อผู้อื่น [33:14] ความบริสุทธิ์ 7 ‘รถวินีตสูตร’ [45:36] อุปมาด้วยรถ 7 ผลัด [54:31] ปรมาจารย์ของพหูสูต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ผู้เลิศในทางผู้เป็นพระธรรมกถึก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 196)‘ทำอย่างไรสอนอย่างนั้น’ คือทางของผู้เป็นเอก ผู้เป็นที่สุดของพระธรรมกถึกในศาสนานี้ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก นี้ จะมาย้อนรอยทางชีวิตของผู้ทรงคุณในด้านการแสดงธรรม ผู้เป็นเลิศกว่าใครกรรมอะไร และคุณธรรมอะไรทำให้ท่านเป็นที่สุดของพระธรรมกถึก และยังเป็นอาจารย์ของพระอานนท์เถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ที่ทั้งสามารถบรรลุคุณธรรมที่รู้ได้ยาก และยังสามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย สมเป็นแบบอย่างที่พระศาสดาได้ยกย่องไว้ว่าท่านนี้คือที่สุดของ ‘พระนักเทศน์’' ในศาสนาของพระองค์</p><p>Time Index</p><p>[01:20] อวยพรปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์ ปี 2562) [09:26] บุพกรรมของปุณณมันตานีบุตร [16:53] ปฏิบัติอย่างไร สอนอย่างนั้น ‘กถาวัตถุ 10’ [20:31] คุณธรรมของผู้เป็น ‘ธรรมกถึก’ [22:28] ลีลาการไขปัญหา [24:39] ลีลาการตั้งคำถาม [28:06] พระธรรมกถึก ผู้ทรงคุณเพื่อผู้อื่น [33:14] ความบริสุทธิ์ 7 ‘รถวินีตสูตร’ [45:36] อุปมาด้วยรถ 7 ผลัด [54:31] ปรมาจารย์ของพหูสูต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระปิณโฑลภารทวาชะ (6214-6t)</title>
			<itunes:title>พระปิณโฑลภารทวาชะ (6214-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 05 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/a9cdf540-e1a9-476b-b144-aa5400db040a/media.mp3" length="28865986" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a9cdf540-e1a9-476b-b144-aa5400db040a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd2</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8zbUAvbFvDNYhCuTGb8ihe]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd2.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปินโฑลภารทวาชะ ((พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 195)พระปินโฑลภารทวาชเถระ เอตทัคคะในทางผู้บันลือสีหนาทเหตุปัจจัยที่ทำให้บวชได้นาน (ภารทวาชสูตร)ต้นบัญญัติห้ามแสดงอิทธิปาฎิหาริย์<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระปินโฑลภารทวาชะ ((พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 195)พระปินโฑลภารทวาชเถระ เอตทัคคะในทางผู้บันลือสีหนาทเหตุปัจจัยที่ทำให้บวชได้นาน (ภารทวาชสูตร)ต้นบัญญัติห้ามแสดงอิทธิปาฎิหาริย์<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระภัททิยะทั้ง 3 รูป (6213-6t)</title>
			<itunes:title>พระภัททิยะทั้ง 3 รูป (6213-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 29 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/ab1a1e89-be76-482a-a53b-aa5400db041d/media.mp3" length="27800614" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ab1a1e89-be76-482a-a53b-aa5400db041d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd3</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl+bqTn0HTKaFW0ALB1bQjZY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระภัททิยะทั้ง 3 รูป (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 193-194)</p><p>เรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระภัททิยะทั้ง 3 รูป ได้แก่รูปที่ 1: พระภัททิยะ ผู้ชึ่งเป็น 1 ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5รูปที่ 2: ภัททิยกาฬิโคธายบุตร เป็นผู้เลิศในด้านมีตระกูลสูงรูปที่ 3: ลกุณฏกภัททิยะ (เป็นพระภัทธิยะผู้มีร่างเล็ก) เป็นผู้เลิศในด้านมีเสียงไพเราะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระภัททิยะทั้ง 3 รูป (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 193-194)</p><p>เรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระภัททิยะทั้ง 3 รูป ได้แก่รูปที่ 1: พระภัททิยะ ผู้ชึ่งเป็น 1 ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5รูปที่ 2: ภัททิยกาฬิโคธายบุตร เป็นผู้เลิศในด้านมีตระกูลสูงรูปที่ 3: ลกุณฏกภัททิยะ (เป็นพระภัทธิยะผู้มีร่างเล็ก) เป็นผู้เลิศในด้านมีเสียงไพเราะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอนุรุทธะ (6212-6t)</title>
			<itunes:title>พระอนุรุทธะ (6212-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/8312d33b-181c-4b31-96b1-aa5400db03e5/media.mp3" length="27398310" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8312d33b-181c-4b31-96b1-aa5400db03e5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd4</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8RYJFNK3ET7VJ3GhYgMm0c]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd4.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอนุรุทธะ ((พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 192)พระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีทิพยจักษุญาณสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ โดยการละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการละกิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจ ซึ่งเรียกว่า สังโยชน์ ๑๐<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอนุรุทธะ ((พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 192)พระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีทิพยจักษุญาณสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ โดยการละมานะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการละกิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจ ซึ่งเรียกว่า สังโยชน์ ๑๐<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหากัสสปะ (6211-6t)</title>
			<itunes:title>พระมหากัสสปะ (6211-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/770f1f55-4273-4181-bfac-aa5400db040f/media.mp3" length="28041969" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">770f1f55-4273-4181-bfac-aa5400db040f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd5</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/sX2nQBnRW41KE7f14z9vN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd5.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัสสปะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 191)พระมหากัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ปฏิบัติธุดงค์วัตรอย่างไรเพื่อขูดเกลากิเลส<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหากัสสปะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 191)พระมหากัสสปเถระ เอตทัคคะในทางผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ปฏิบัติธุดงค์วัตรอย่างไรเพื่อขูดเกลากิเลส<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระมหาโมคคัลลานะ (6210-6t)</title>
			<itunes:title>พระมหาโมคคัลลานะ (6210-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/42f1623e-4c32-433c-a750-aa5400db0419/media.mp3" length="27802068" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">42f1623e-4c32-433c-a750-aa5400db0419</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd6</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9rUuhmz8XQXsAQ8eGFrSTm]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd6.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาโมคคัลลานะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 190)พระมหาโมคคัลลานะ เอตทัคคะในทางผู้มีฤทธิ์มาก ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายพระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระโมคคัลลานะ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระมหาโมคคัลลานะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 190)พระมหาโมคคัลลานะ เอตทัคคะในทางผู้มีฤทธิ์มาก ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายพระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระโมคคัลลานะ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระสารีบุตร (6209-6t)</title>
			<itunes:title>พระสารีบุตร (6209-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>16:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/f049a155-2fdb-489c-9c87-aa5400db0419/media.mp3" length="28706313" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f049a155-2fdb-489c-9c87-aa5400db0419</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd7</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/Abl8qcAwGHUk97hLLJm7U]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd7.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสารีบุตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 189)พระสารีบุตร เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญามาก เป็นยอดธรรมเสนาบดี ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระสารีบุตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 189)พระสารีบุตร เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญามาก เป็นยอดธรรมเสนาบดี ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระอัญญาโกณฑัญญะ (6208-6t)</title>
			<itunes:title>พระอัญญาโกณฑัญญะ (6208-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 22 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>15:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/53361a36-9bd6-4f85-8692-aa5400db040f/media.mp3" length="29433781" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">53361a36-9bd6-4f85-8692-aa5400db040f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd8</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/tnIfGIGm1ACG/io7s02As]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd8.jpg"/>
			<description><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอัญญาโกณฑัญญะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 188)พระอัญญาโกณฑัญญะ เอตทัคคะในทางผู้เป็นรัตตัญญูพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ ธรรมจักษุ ( ดวงตาเห็นธรรม) เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญเถระถือเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมเถระที่ได้รับการอุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และเรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า “เอหิภิกขุ” โดยการตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ด้วยการตรัสเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้มาขอบวชสำเร็จเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก พระอัญญาโกณฑัญญะ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต เอตทัคควรรค ข้อที่ 188)พระอัญญาโกณฑัญญะ เอตทัคคะในทางผู้เป็นรัตตัญญูพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาแก่เหล่าปัญจวัคคีย์ ธรรมจักษุ ( ดวงตาเห็นธรรม) เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว พระอัญญาโกณฑัญญเถระถือเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมเถระที่ได้รับการอุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และเรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า “เอหิภิกขุ” โดยการตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ด้วยการตรัสเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้มาขอบวชสำเร็จเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย บุคคลอันเอก (เล่มที่ 20 ข้อที่ 179 - 186) (6207-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย บุคคลอันเอก (เล่มที่ 20 ข้อที่ 179 - 186) (6207-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 15 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>16:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/c3896f6f-73d8-4c54-8f7f-aa5400db0401/media.mp3" length="28485504" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c3896f6f-73d8-4c54-8f7f-aa5400db0401</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dd9</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/EcV8hovAlpDuncX3JHFMJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dd9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย บุคคลเอก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 179-186)</p><p>เอกปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก ข้อที่ (179-186)[179-186] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยะ 6 เป็นการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา 4 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุหลายชนิด เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน เป็นการทำให้แจ้ง ผลคือวิชชา (ความรู้แจ้ง) และวิมุตติ (ความหลุดพ้น) เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผลบุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกนี้แล จึงมีความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งอนุตตริยะ ๖ มีการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา ๔</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย บุคคลเอก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 179-186)</p><p>เอกปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก ข้อที่ (179-186)[179-186] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยะ 6 เป็นการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา 4 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุหลายชนิด เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน เป็นการทำให้แจ้ง ผลคือวิชชา (ความรู้แจ้ง) และวิมุตติ (ความหลุดพ้น) เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผลบุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกนี้แล จึงมีความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งอนุตตริยะ ๖ มีการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา ๔</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 170 – 178) (6206-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 170 – 178) (6206-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 08 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b9ed4d47-1d47-4c1b-a50d-aa5400db040f/media.mp3" length="25724865" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b9ed4d47-1d47-4c1b-a50d-aa5400db040f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dda</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8Dx7P0YFGAbVAD0jVYGt8F]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dda.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย บุคคลเอก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 170-178)</p><p>เอกปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก (ข้อที่ 170-178)</p><p>[170] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า </p><p>[171] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกหาได้ยากในโลก </p><p>[172] บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์</p><p>[173] การตายของบุคคลผู้เป็นเอกเป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอยเดือดร้อนไปด้วย</p><p>[174] บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นไม่เป็นที่สอง, ไม่มีสหาย, ไม่มีอัตภาพใดเหมือน, ไม่มีใครเปรียบเทียบ,ไม่มีผู้ทำกิจเปรียบเทียบ หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ หาผู้เสมอมิได้ เสมอกับบุคคลผู้หาผู้เสมอมิได้, เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์สองเท้า[175-178] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยะ 6 เป็นการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา 4 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุหลายชนิด เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน เป็นการทำให้แจ้ง ผลคือวิชชา (ความรู้แจ้ง) และวิมุตติ (ความหลุดพ้น) เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย บุคคลเอก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 170-178)</p><p>เอกปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลผู้เป็นเอก (ข้อที่ 170-178)</p><p>[170] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า </p><p>[171] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกหาได้ยากในโลก </p><p>[172] บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์</p><p>[173] การตายของบุคคลผู้เป็นเอกเป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอยเดือดร้อนไปด้วย</p><p>[174] บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นไม่เป็นที่สอง, ไม่มีสหาย, ไม่มีอัตภาพใดเหมือน, ไม่มีใครเปรียบเทียบ,ไม่มีผู้ทำกิจเปรียบเทียบ หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ หาผู้เสมอมิได้ เสมอกับบุคคลผู้หาผู้เสมอมิได้, เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์สองเท้า[175-178] ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งโอภาสอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยะ 6 เป็นการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา 4 เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุหลายชนิด เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน เป็นการทำให้แจ้ง ผลคือวิชชา (ความรู้แจ้ง) และวิมุตติ (ความหลุดพ้น) เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 130 - 169) (6205-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 130 - 169) (6205-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 01 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/0ea64d5c-2939-4ec4-a258-aa5400db0414/media.mp3" length="25112346" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0ea64d5c-2939-4ec4-a258-aa5400db0414</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174ddb</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8jk1JCaLG9bAFeSbYziwkU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174ddb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 130-169)</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 130 – 169ทุติยปมาทาทิวรรคหมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมวดที่ ๒ (ข้อ 130-139 ทุติยปมาทาทิวรรคที่ ๑๐ จบ)อธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมและอธรรม (ข้อ 140-149)อนาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยอาบัติและอนาบัติ (ข้อ 150-169)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 130-169)</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 130 – 169ทุติยปมาทาทิวรรคหมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมวดที่ ๒ (ข้อ 130-139 ทุติยปมาทาทิวรรคที่ ๑๐ จบ)อธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมและอธรรม (ข้อ 140-149)อนาปัตติวรรค หมวดว่าด้วยอาบัติและอนาบัติ (ข้อ 150-169)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 74 - 129) (6204-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 74 - 129) (6204-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 25 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>8:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/dbe16baf-44e5-4363-be29-aa5400db0406/media.mp3" length="24786336" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dbe16baf-44e5-4363-be29-aa5400db0406</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174ddc</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl/u9fxqTgqik14JKcFz9/SD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174ddc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 74-129 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 74 – 129</p><p>กัลยาณมิตตาทิวรรค หมวดว่าด้วยกัลยาณมิตร เป็นต้น (ข้อ 74-80)</p><p>ปมาทาทิวรรค หมวดว่าด้วยความประมาท เป็นต้น (ข้อ 81-97)</p><p>ทุติยปมาทาทิวรรค หมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมวดที่ ๒ (ข้อ 98-129 จตุกโกฏิกะ จบ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 74-129 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 74 – 129</p><p>กัลยาณมิตตาทิวรรค หมวดว่าด้วยกัลยาณมิตร เป็นต้น (ข้อ 74-80)</p><p>ปมาทาทิวรรค หมวดว่าด้วยความประมาท เป็นต้น (ข้อ 81-97)</p><p>ทุติยปมาทาทิวรรค หมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมวดที่ ๒ (ข้อ 98-129 จตุกโกฏิกะ จบ)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 41 - 73) (6203-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย (เล่มที่ 20 ข้อที่ 41 - 73) (6203-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 18 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/b8bd47ca-3711-4e4f-9c24-aa5400db0414/media.mp3" length="27760532" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b8bd47ca-3711-4e4f-9c24-aa5400db0414</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174ddd</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8k21fKwWQVP+vWUQmko4sR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174ddd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 41-73 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 41 – 73ปณิหิตอัจฉวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตที่ตั้งไว้ผิดและถูก (ข้อ 41-50)อัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว (ข้อ 51-60)วีริยารัมภาทิวรรค หมวดว่าด้วยการปรารภความเพียรเป็นต้น (ข้อ 61-70)กัลยาณมิตตาทิวรรค หมวดว่าด้วยกัลยาณมิตรเป็นต้น (ข้อ 71-73)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 41-73 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 41 – 73ปณิหิตอัจฉวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตที่ตั้งไว้ผิดและถูก (ข้อ 41-50)อัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว (ข้อ 51-60)วีริยารัมภาทิวรรค หมวดว่าด้วยการปรารภความเพียรเป็นต้น (ข้อ 61-70)กัลยาณมิตตาทิวรรค หมวดว่าด้วยกัลยาณมิตรเป็นต้น (ข้อ 71-73)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อังคุตตรนิกาย (6202-6t)</title>
			<itunes:title>อังคุตตรนิกาย (6202-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 11 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/1d71b75d-dd61-4bd8-9142-aa5400db0406/media.mp3" length="27672286" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1d71b75d-dd61-4bd8-9142-aa5400db0406</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174dde</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl9ABUiBfT4YOq9rBTdWPopV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174dde.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 1-40 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 1 – 40รูปาทิวรรค หมวดว่าด้วยรูปเป็นต้นที่ครอบงำจิตบุรุษและสตรี (ข้อ 1-10)นีวรณปหานวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุละนิวรณ์ (ข้อ 11-20)กัมมนิยวรรค หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ควรแก่การใช้งาน (ข้อ 21-30)อทันตวรรค หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ได้ฝึก (ข้อ 31-43)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12: อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ข้อที่ 1-40 )</p><p>การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏกในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกาย เล่มที่ 20 ข้อที่ 1 – 40รูปาทิวรรค หมวดว่าด้วยรูปเป็นต้นที่ครอบงำจิตบุรุษและสตรี (ข้อ 1-10)นีวรณปหานวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุละนิวรณ์ (ข้อ 11-20)กัมมนิยวรรค หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ควรแก่การใช้งาน (ข้อ 21-30)อทันตวรรค หมวดว่าด้วยจิตที่ไม่ได้ฝึก (ข้อ 31-43)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การศึกษาพระไตรปิฎก (6201-6t)</title>
			<itunes:title>การศึกษาพระไตรปิฎก (6201-6t)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 04 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/637609d5c54c93001104ab43/e/4b200215-8d9c-45e1-b167-aa5400db03de/media.mp3" length="29238180" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4b200215-8d9c-45e1-b167-aa5400db03de</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://6t.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609d93497070011174ddf</acast:episodeId>
			<acast:showId>637609d5c54c93001104ab43</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrnFjjoClZTw/BQY+QWvlquDY/T1wZ92VNuevZzURvxkH1qTvaCR2Kcxw8MAHkzwQl8SnpaLUCA57lASA1+GnGaw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/637609d5c54c93001104ab43/637609d93497070011174ddf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live: ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก” โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก ออกอากาศทาง Facebook “Puredhamma.com” ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. และนำไฟล์เสียงไปออกอากาศทาง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย (สวท.) FM92.5 ในวันเสาร์ เวลา 05:00 - 06:00 น. </p><p>"ถ้าเราขุดเพชรจากพระไตรปิฎกได้ เราจะพบพระพุทธเจ้า พระธรรมของพระองค์ และวิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์ เพื่อเป็นผู้สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ "การทำสังคายนาพระไตรปิฏกในศาสนาพุทธการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏก เริ่มที่ในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกายเอกกนิบาต </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live: ขุดเพชรจากพระไตรปิฎก” โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก ออกอากาศทาง Facebook “Puredhamma.com” ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. และนำไฟล์เสียงไปออกอากาศทาง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย (สวท.) FM92.5 ในวันเสาร์ เวลา 05:00 - 06:00 น. </p><p>"ถ้าเราขุดเพชรจากพระไตรปิฎกได้ เราจะพบพระพุทธเจ้า พระธรรมของพระองค์ และวิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์ เพื่อเป็นผู้สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ "การทำสังคายนาพระไตรปิฏกในศาสนาพุทธการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจพระไตรปิฏก เริ่มที่ในส่วนของพระสุตตันตปิฏก คัมภีร์อังคุตตรนิกายเอกกนิบาต </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<itunes:category text="Religion &amp; Spirituality">
			<itunes:category text="Buddhism"/>
		</itunes:category>
    </channel>
</rss>
