<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/global/feed/rss.xslt" ?>
<rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:googleplay="http://www.google.com/schemas/play-podcasts/1.0" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:podaccess="https://access.acast.com/schema/1.0/" xmlns:acast="https://schema.acast.com/1.0/">
    <channel>
		<ttl>60</ttl>
		<generator>acast.com</generator>
		<title>7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)</title>
		<link>https://panya.org</link>
		<atom:link href="https://feeds.acast.com/public/shows/63760970dd58ee001167d420" rel="self" type="application/rss+xml"/>
		<language>th</language>
		<copyright>2024 panya.org</copyright>
		<itunes:keywords/>
		<itunes:author>ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana</itunes:author>
		<itunes:subtitle/>
		<itunes:summary><![CDATA[การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		<description><![CDATA[การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
		<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
		<itunes:owner>
			<itunes:name>webmaster</itunes:name>
			<itunes:email>info+63760970dd58ee001167d420@mg-eu.acast.com</itunes:email>
		</itunes:owner>
		<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
		<acast:showUrl>7q</acast:showUrl>
		<acast:signature key="EXAMPLE" algorithm="aes-256-cbc"><![CDATA[wbG1Z7+6h9QOi+CR1Dv0uQ==]]></acast:signature>
		<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmTHg2/BXqPr07kkpFZ5JfhvEZqggcpunI6E1w81XpUaBscFc3skEQ0jWG4GCmQYJ66w6pH6P/aGd3DnpJN6h/CD4icd8kZVl4HZn12KicA2k]]></acast:settings>
        <acast:network id="637503c280c859001151a312" slug="paiboon-b-2"><![CDATA[Paiboon B 2]]></acast:network>
		<acast:importedFeed>https://feeds.sounder.fm/16811/rss.xml</acast:importedFeed>
		<itunes:type>episodic</itunes:type>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<image>
				<url>https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg</url>
				<link>https://panya.org</link>
				<title>7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)</title>
			</image>
			<itunes:new-feed-url>https://feeds.acast.com/public/shows/63760970dd58ee001167d420</itunes:new-feed-url>
		<item>
			<title>รับมือความป่วย [6914-7q]</title>
			<itunes:title>รับมือความป่วย [6914-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Apr 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69d146def57702d2d9010617/media.mp3" length="26440561" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69d146def57702d2d9010617</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69d146def57702d2d9010617</link>
			<acast:episodeId>69d146def57702d2d9010617</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPxc2byLKfVueU5h1g+LE9JvKKJ89BAVjm8Pj36Rwfw6OQhOwPAUGBtjSlxm/mv9zv7MIT7zsXbE5959WYlRjuk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?</strong></p><p>A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ <strong>“อนุสติ10” </strong>และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?</strong></p><p>A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ <a href="http://www.panya.org" rel="noopener noreferrer" target="_blank">www.panya.org</a></p><p>สอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ <a href="https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/</a> เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?</strong></p><p>A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?</strong></p><p>A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?</strong></p><p>A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?</strong></p><p>A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ <strong>“อนุสติ10” </strong>และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?</strong></p><p>A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ <a href="http://www.panya.org" rel="noopener noreferrer" target="_blank">www.panya.org</a></p><p>สอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ <a href="https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/</a> เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?</strong></p><p>A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?</strong></p><p>A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?</strong></p><p>A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]</title>
			<itunes:title>เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69c6ad679b6be94a1af68401/media.mp3" length="25739879" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69c6ad679b6be94a1af68401</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69c6ad679b6be94a1af68401</link>
			<acast:episodeId>69c6ad679b6be94a1af68401</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNJBJd2CtKNnOnRZHYaqFzV4sbl5h12Ns6yS4keF8esK6SMzxOvVSJYL6prQquy2YHLp3NvdNQ3+fAQT3cpdD7d]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?</strong></p><p>A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ <strong>“อุปาทาน”</strong> จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?</strong></p><p>A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ <strong>"การปล่อยวาง" </strong>หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?</strong></p><p>A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ <strong>“อุปาทาน”</strong> จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?</strong></p><p>A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ <strong>"การปล่อยวาง" </strong>หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q]</title>
			<itunes:title>ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69be11fc62f6c66afee5273f/media.mp3" length="27586541" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69be11fc62f6c66afee5273f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69be11fc62f6c66afee5273f</link>
			<acast:episodeId>69be11fc62f6c66afee5273f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN0zO43AGjBtyZ2Al3F13tF+yh4A/vu4ylc6a+z4AWsxkl0S+roGfMbvJZQ7uF/aPLD7wwdYUe6UwZUBt+l5uRi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?</strong></p><p>A<strong> :</strong> ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>&nbsp;A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong>A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?</strong></p><p>A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?</strong></p><p><strong>A: </strong>เป็น<strong> “อกาลิโก”</strong> คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?</strong></p><p><strong>A: </strong>ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?</strong></p><p>A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?</strong></p><p>A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?</strong></p><p>A<strong> :</strong> ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>&nbsp;A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong>A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?</strong></p><p>A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?</strong></p><p><strong>A: </strong>เป็น<strong> “อกาลิโก”</strong> คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?</strong></p><p><strong>A: </strong>ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?</strong></p><p>A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?</strong></p><p>A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q]</title>
			<itunes:title>จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69b452741b5a7dfbdf736da7/media.mp3" length="28291186" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69b452741b5a7dfbdf736da7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69b452741b5a7dfbdf736da7</link>
			<acast:episodeId>69b452741b5a7dfbdf736da7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMBa7VmshQ58Qo2HPw3sZaEneQGOVY5Pbn9p0nEUPscp0mF7KZFkLoObxmaVMv2GCcvXMoujcNyvNkZPvvgL+FZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่”</strong> เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ <strong>“จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้”</strong> หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่<strong> </strong></p><br><p><strong>“จิต”</strong> เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น&nbsp;นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชน</strong></p><p><strong>A : </strong>เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?</strong></p><p>A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่”</strong> เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ <strong>“จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้”</strong> หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่<strong> </strong></p><br><p><strong>“จิต”</strong> เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น&nbsp;นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชน</strong></p><p><strong>A : </strong>เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?</strong></p><p>A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Mar 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69aae815b49eecc0b7ab8f42/media.mp3" length="27698356" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69aae815b49eecc0b7ab8f42</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69aae815b49eecc0b7ab8f42</link>
			<acast:episodeId>69aae815b49eecc0b7ab8f42</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNe7J7MW1w5+0cV/j01Jl85KNhKHau6JBDDOKIhSNfM1T0HtkhitfeuQn3SgDE9H/vdP0W+hLTCSkFPpKEAz3ck]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ <strong>"ปัญญา"</strong> เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลง</p><br><p><strong>Q: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัย</strong></p><p>A : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ <strong>“ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา”</strong> คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, <strong>“ที่ลับตาและลับหู”</strong> คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัย</p><br><p><strong>Q: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?</strong></p><p>A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม</p><br><p><strong>Q: 84000 มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง <strong>"จำนวนที่มากมายมหาศาล"</strong></p><br><p><strong>Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?</strong></p><p>A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ <strong>"ปัญญา"</strong> เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลง</p><br><p><strong>Q: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัย</strong></p><p>A : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ <strong>“ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา”</strong> คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, <strong>“ที่ลับตาและลับหู”</strong> คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัย</p><br><p><strong>Q: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?</strong></p><p>A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม</p><br><p><strong>Q: 84000 มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง <strong>"จำนวนที่มากมายมหาศาล"</strong></p><br><p><strong>Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?</strong></p><p>A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69a1db1bf8755e109d8c65ad/media.mp3" length="28260830" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69a1db1bf8755e109d8c65ad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69a1db1bf8755e109d8c65ad</link>
			<acast:episodeId>69a1db1bf8755e109d8c65ad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPHLzId3iAVpkf7nrd5VYE4hSMopi+gHERqfKLEPvtMQgDg9Enh2XSMbH07aAnl71FODYEmY+7auCN9zQZ4D4Em]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?</strong></p><p>A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?</strong></p><p>A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น</p><br><p><strong>Q: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?</strong></p><p>A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้น</p><br><p><strong>Q: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10</strong></p><p>A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเรา</p><br><p><strong>Q: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?</strong></p><p>A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร</p><br><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ</strong></p><p>A: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์</p><br><p><strong>Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไป</strong></p><p>A: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์</p><br><p><strong>Q: มโนมยิทธิคืออะไร</strong></p><p>A: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน</p><br><p><strong>Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร</strong>?</p><p>A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี&nbsp;เจ็บนี้จะจบได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?</strong></p><p>A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?</strong></p><p>A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น</p><br><p><strong>Q: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?</strong></p><p>A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้น</p><br><p><strong>Q: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10</strong></p><p>A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเรา</p><br><p><strong>Q: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?</strong></p><p>A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร</p><br><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ</strong></p><p>A: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์</p><br><p><strong>Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไป</strong></p><p>A: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์</p><br><p><strong>Q: มโนมยิทธิคืออะไร</strong></p><p>A: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน</p><br><p><strong>Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร</strong>?</p><p>A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี&nbsp;เจ็บนี้จะจบได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/699792de4c238f5dca7ac9e8/media.mp3" length="26604092" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">699792de4c238f5dca7ac9e8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/699792de4c238f5dca7ac9e8</link>
			<acast:episodeId>699792de4c238f5dca7ac9e8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNwRZUR6RPeJNiP/22nVrIhZd9qHUUIVB9dcUTsXlgBE0z/FaUzJhWaSg4a4vF47cIIFKrN0NEmpgsd8TWlBAki]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>A:<strong> อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์</strong>” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้&nbsp;เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><p>A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>A:<strong> อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์</strong>” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้&nbsp;เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><p>A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q]</title>
			<itunes:title>อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Feb 2026 21:00:01 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/698f5c8e7301331f1f87b475/media.mp3" length="25987650" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">698f5c8e7301331f1f87b475</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/698f5c8e7301331f1f87b475</link>
			<acast:episodeId>698f5c8e7301331f1f87b475</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMJ+b+5uD/oaUXSYH/d64hw61aDDWDu/1Ta4zBLL1HzqbxpNHMVWXcR3SZRthNonUo4QjEPRWee5mz+QE4NM9sP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?</strong></p><p>A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ </p><p>1) มรรค 8 </p><p>2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา </p><p>3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่ </p><p>4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?</strong></p><p>A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ </p><p>1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่ </p><p>2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข </p><p>3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้ </p><p>4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ </p><p>5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง&nbsp;</p><p>และ<strong> “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ&nbsp;รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?</strong></p><p>A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ </p><p>1) มรรค 8 </p><p>2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา </p><p>3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่ </p><p>4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?</strong></p><p>A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ </p><p>1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่ </p><p>2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข </p><p>3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้ </p><p>4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ </p><p>5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง&nbsp;</p><p>และ<strong> “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ&nbsp;รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q]</title>
			<itunes:title>จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Feb 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6986298c45f62cfe9401ae9e/media.mp3" length="27291576" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6986298c45f62cfe9401ae9e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6986298c45f62cfe9401ae9e</link>
			<acast:episodeId>6986298c45f62cfe9401ae9e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMAfmhKU9Zb4eOAryX/FvVbdUg+1gXwkMfJUpqS2Se1z6AuzjpNm8vHvEmgPKQFEBwlxOT0t+sxtM8uytfjYHDF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมะกับการเลือกตั้ง</strong></p><p>A:&nbsp;เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจ</p><br><p><strong>Q: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญา</strong></p><p>A : ปัญญา 3 อย่าง คือ</p><p>1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา</p><p>2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา</p><p>3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5&nbsp;และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง&nbsp;สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไป</strong></p><p>A: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมะกับการเลือกตั้ง</strong></p><p>A:&nbsp;เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจ</p><br><p><strong>Q: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญา</strong></p><p>A : ปัญญา 3 อย่าง คือ</p><p>1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา</p><p>2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา</p><p>3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5&nbsp;และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง&nbsp;สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไป</strong></p><p>A: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6905-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6905-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/697d0451f0f157225a538cd8/media.mp3" length="27483204" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">697d0451f0f157225a538cd8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/697d0451f0f157225a538cd8</link>
			<acast:episodeId>697d0451f0f157225a538cd8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMaLuAibaSZJ6lxrdZBJqjo0mfAf87Y98XCENPKy/vZz57TaFUhCjrn31h54aLrActfm4yqYs0VMGR2NUGSxznT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?</strong></p><p>A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย</p><br><p><strong>Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ</p><br><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย</p><br><p><strong>Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง</p><br><p><strong>Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่</strong></p><p>A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา</p><br><p><strong>Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?</strong></p><p>A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น</p><br><p><strong>Q: อุปกิเลส 16 ประการ</strong></p><p>A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า <strong>”วัตถูปมสูตร” </strong>จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8)  ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?</strong></p><p>A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย</p><br><p><strong>Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ</p><br><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย</p><br><p><strong>Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง</p><br><p><strong>Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่</strong></p><p>A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา</p><br><p><strong>Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?</strong></p><p>A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น</p><br><p><strong>Q: อุปกิเลส 16 ประการ</strong></p><p>A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า <strong>”วัตถูปมสูตร” </strong>จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8)  ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรับอรุณ Live : ตอบคำถามร่วมจุดแสงแห่งปัญญา [6904-7q_Live]</title>
			<itunes:title>ธรรมะรับอรุณ Live : ตอบคำถามร่วมจุดแสงแห่งปัญญา [6904-7q_Live]</itunes:title>
			<pubDate>Sun, 25 Jan 2026 00:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/697779278ebd49e51148dcca/media.mp3" length="45097427" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">697779278ebd49e51148dcca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/697779278ebd49e51148dcca</link>
			<acast:episodeId>697779278ebd49e51148dcca</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjML+UfGBFbNJcqwbLCRTRwLsDylbuAjIrR3PaOrVvuY5aqe7zD9oQBt5D5hlfrw7tNh3wWAoNoauauA+9mTyVsh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญา</p><br><p><strong>Q:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่</strong></p><p>A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับ</p><br><p><strong>Q:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไร</strong></p><p>A:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไร</strong></p><p>A:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไป</p><br><p><strong>Q:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่าง</strong>ไร</p><p>A:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่</p><br><p><strong>Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่</strong></p><p>A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญา</p><br><p><strong>Q:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่</strong></p><p>A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับ</p><br><p><strong>Q:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไร</strong></p><p>A:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไร</strong></p><p>A:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไป</p><br><p><strong>Q:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่าง</strong>ไร</p><p>A:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่</p><br><p><strong>Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่</strong></p><p>A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผาสุกเพราะเข้าใจ [6903-7q]</title>
			<itunes:title>ผาสุกเพราะเข้าใจ [6903-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/696a730c1e4bca00bffc8ab3/media.mp3" length="27479428" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">696a730c1e4bca00bffc8ab3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/696a730c1e4bca00bffc8ab3</link>
			<acast:episodeId>696a730c1e4bca00bffc8ab3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMCAQfR7jnt6rWgMxhCnp79K7Um+jx9WdYVg2o7lULfWLbKJ0vay+urB8OGrqCXohCQA3aK40q/2X7/OHO6j7MY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร?&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p><p><strong>A:</strong> บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?</strong></p><p>A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้&nbsp;จึงมีคำว่า <strong>“รักสุขเกลียดทุกข์” </strong>พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น <strong>“กามสุข”</strong> คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก&nbsp;และ <strong>“เนกขัมมะสุข”</strong> คือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?</strong></p><p><strong>A:</strong> ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร?&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p><p><strong>A:</strong> บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?</strong></p><p>A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้&nbsp;จึงมีคำว่า <strong>“รักสุขเกลียดทุกข์” </strong>พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น <strong>“กามสุข”</strong> คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก&nbsp;และ <strong>“เนกขัมมะสุข”</strong> คือ&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?</strong></p><p><strong>A:</strong> ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q]</title>
			<itunes:title>คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/696101ddb86949aa06542699/media.mp3" length="27958813" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">696101ddb86949aa06542699</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/696101ddb86949aa06542699</link>
			<acast:episodeId>696101ddb86949aa06542699</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNdQLNc3BZGoi6vv2Cn0051TxXCnDLkib0fIurrr9OWARIfTt+vVcsOGfqP1AjSZWzrIMLNSziL7MGahhpC6LvG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?</strong></p><p><strong>A:</strong> การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น&nbsp;เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา <strong>“ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา”&nbsp;</strong>หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ <strong>“ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา”</strong> ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์&nbsp;<strong>&nbsp;“ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” </strong>คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ&nbsp;ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?</strong></p><p>A:&nbsp;ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?</strong></p><p><strong>A:</strong> การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น&nbsp;เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา <strong>“ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา”&nbsp;</strong>หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ <strong>“ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา”</strong> ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์&nbsp;<strong>&nbsp;“ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” </strong>คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ&nbsp;ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?</strong></p><p>A:&nbsp;ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Jan 2026 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6957e70a6c77c8cb7a662132/media.mp3" length="28009665" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6957e70a6c77c8cb7a662132</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6957e70a6c77c8cb7a662132</link>
			<acast:episodeId>6957e70a6c77c8cb7a662132</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNLQghwKQhKSODyBaD5+ZoH+ygXNdHpa3nbQP25BWgNqRJO2Hx/jhSZHLpKS+bhQ8x5XA9ndfP7+qTUpJjCt72b]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>69</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>﻿Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?</strong></p><p><strong>A:</strong> จิตที่คิดถึง <strong>กามสุข</strong> เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง <strong>เนกขัมมสุข</strong> ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตร</strong></p><p>A: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: สภาวธรรมคืออะไร?</strong></p><p>A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง <strong>"สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น"</strong> โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?</strong></p><p>A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ”&nbsp;เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>﻿Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?</strong></p><p><strong>A:</strong> จิตที่คิดถึง <strong>กามสุข</strong> เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง <strong>เนกขัมมสุข</strong> ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตร</strong></p><p>A: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: สภาวธรรมคืออะไร?</strong></p><p>A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง <strong>"สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น"</strong> โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?</strong></p><p>A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ”&nbsp;เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิกีฬา [6852-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิกีฬา [6852-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/694eccbe09314afbec27e018/media.mp3" length="27950213" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">694eccbe09314afbec27e018</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/694eccbe09314afbec27e018</link>
			<acast:episodeId>694eccbe09314afbec27e018</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMNOU9j5j3IKp32R9YDvDWWl1IGDr8PdsScxrrBhT5bNu1m4j1a2Q+RPDqX6Xy8wGkn5+QMu/ha38818JBC3Bsf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>"จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง"</strong> หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึง</strong></p><p>A: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>"จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง"</strong> หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึง</strong></p><p>A: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลของอิทธิบาท 4 [6851-7q]</title>
			<itunes:title>ผลของอิทธิบาท 4 [6851-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 19 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69440e8689ee5e06fd73a65f/media.mp3" length="27459407" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69440e8689ee5e06fd73a65f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69440e8689ee5e06fd73a65f</link>
			<acast:episodeId>69440e8689ee5e06fd73a65f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOqPL05WOUTOyHno1g+i1KoWT33rimXRQBiql7ha4kHv56j9o3ld0l1InP06fG7RG9AXq8eAogyFGNuzC6WFkl4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?</strong></p><p>A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?</strong></p><p>A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้&nbsp;<strong>ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชน </strong>คือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ <strong>ความเหมือน </strong>คือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย</strong></p><p>A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?</strong></p><p>A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?</strong></p><p>A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้&nbsp;<strong>ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชน </strong>คือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ <strong>ความเหมือน </strong>คือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย</strong></p><p>A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผาสุกได้ด้วยแยกกายแยกจิต [6850-7q]</title>
			<itunes:title>ผาสุกได้ด้วยแยกกายแยกจิต [6850-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/693b69080375da4a9e4845ab/media.mp3" length="27786464" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">693b69080375da4a9e4845ab</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/693b69080375da4a9e4845ab</link>
			<acast:episodeId>693b69080375da4a9e4845ab</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNUfbrtZOwGhNo5sMB159/o10oSDMbximZ0MjCTSE+T7uWGNLxAZyHEnIIVz2/n8yoz4aafmTQzmcpjBMNxrxvS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?</strong></p><p>A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?</strong></p><p>A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี <strong>“ทุกขาปฏิปทา”</strong> คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ <strong>“สุขาปฏิปทา”</strong> คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>สังขาร คือ “การปรุงแต่ง”</strong> ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมด</p><br><p><strong>การพิจารณา โดย</strong></p><p>นัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8</p><p>นัยยะที่ 2<strong> </strong>รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือ<strong> รู้</strong>ประโยชน์และโทษของมัน</p><p>นัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ให้เอาตรงที่เหมือนกันก่อน ตรงที่เหมือนกันให้มีความมั่นใจ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราจะไม่เป็นบาป และหากพูดถึงศรัทธา ให้ศรัทธาในระบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เหตุแห่งการได้อภิญญาคืออะไร?</strong></p><p>A: ให้เริ่มลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ให้มั่นใจว่าเราได้เคยทำมาแล้ว ที่เราสนใจนั่นแสดงว่าเรามีพื้นฐานทำมาก่อนแน่นอน ทุกคนต้องมีจุดเริ่ม ก็ให้เริ่มเลย</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: ต้องการนั่งสมาธิให้ลึกต้องใช้เวลาฝึกมากน้อยแค่ไหน</strong></p><p>A: ถ้าเราต้องการแบบไหนก็ฝึกแบบนั้น เช่น เราต้องการฝึกให้นั่งได้นาน ๆ เราก็ต้องนั่นนาน ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?</strong></p><p>A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?</strong></p><p>A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี <strong>“ทุกขาปฏิปทา”</strong> คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ <strong>“สุขาปฏิปทา”</strong> คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>สังขาร คือ “การปรุงแต่ง”</strong> ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมด</p><br><p><strong>การพิจารณา โดย</strong></p><p>นัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8</p><p>นัยยะที่ 2<strong> </strong>รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือ<strong> รู้</strong>ประโยชน์และโทษของมัน</p><p>นัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ให้เอาตรงที่เหมือนกันก่อน ตรงที่เหมือนกันให้มีความมั่นใจ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราจะไม่เป็นบาป และหากพูดถึงศรัทธา ให้ศรัทธาในระบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เหตุแห่งการได้อภิญญาคืออะไร?</strong></p><p>A: ให้เริ่มลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ให้มั่นใจว่าเราได้เคยทำมาแล้ว ที่เราสนใจนั่นแสดงว่าเรามีพื้นฐานทำมาก่อนแน่นอน ทุกคนต้องมีจุดเริ่ม ก็ให้เริ่มเลย</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: ต้องการนั่งสมาธิให้ลึกต้องใช้เวลาฝึกมากน้อยแค่ไหน</strong></p><p>A: ถ้าเราต้องการแบบไหนก็ฝึกแบบนั้น เช่น เราต้องการฝึกให้นั่งได้นาน ๆ เราก็ต้องนั่นนาน ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตน [6849-7q]</title>
			<itunes:title>“สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตน [6849-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Dec 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69341c66aef2c71c1d1b0b9b/media.mp3" length="24499653" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69341c66aef2c71c1d1b0b9b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69341c66aef2c71c1d1b0b9b</link>
			<acast:episodeId>69341c66aef2c71c1d1b0b9b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjO/QW7QJcr+jrpiLn2QMD0dNP74UrmnjIceiIfSbYZ3Jbyf141gRJ+HapAPkYuHcNht7ULMla0/ox3G0SM4cick]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใด</strong></p><p>A: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ <strong>“ตั้งจิตอธิฐาน” </strong>ให้เหมาะสม <strong>อธิฐานไม่ใช่ขอ</strong> แต่ <strong>“การอธิฐาน”</strong> หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไร</strong></p><p>A: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”</strong></p><p>A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน</strong></p><p>A: <strong>“อาจินณณกรรม”</strong> คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ&nbsp;ส่วน “<strong>จิตสุดท้าย”</strong> คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี<strong> “กรรมตัดรอน”</strong> คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ <strong>“กรรมหนุนนำ”</strong> คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใด</strong></p><p>A: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ <strong>“ตั้งจิตอธิฐาน” </strong>ให้เหมาะสม <strong>อธิฐานไม่ใช่ขอ</strong> แต่ <strong>“การอธิฐาน”</strong> หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไร</strong></p><p>A: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”</strong></p><p>A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน</strong></p><p>A: <strong>“อาจินณณกรรม”</strong> คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ&nbsp;ส่วน “<strong>จิตสุดท้าย”</strong> คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี<strong> “กรรมตัดรอน”</strong> คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ <strong>“กรรมหนุนนำ”</strong> คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หลักธรรมที่เอาชนะกิเลส [6848-7q]</title>
			<itunes:title>หลักธรรมที่เอาชนะกิเลส [6848-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6929dc2f094cd39232f22d07/media.mp3" length="27283236" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6929dc2f094cd39232f22d07</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6929dc2f094cd39232f22d07</link>
			<acast:episodeId>6929dc2f094cd39232f22d07</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOyW8Hw4UskZchjVXbrESydw7utRBcYBdJYUB0xAEd2a4MmmQ8JUG7MmeWluaHH7xRwajJe6E+BlvEqZtVtw20e]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?</strong></p><p>A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส <strong>เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ&nbsp;“ปัญญา”</strong> <strong>เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ”</strong> สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และ<strong>เครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า <strong><em>“หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้&nbsp;จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่”</em></strong> แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว <strong><em>“กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้&nbsp;จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส</strong></p><p>&nbsp;A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ <strong>“อินทรีย์ 5”</strong> ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?</strong></p><p>A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส <strong>เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ&nbsp;“ปัญญา”</strong> <strong>เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ”</strong> สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และ<strong>เครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า <strong><em>“หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้&nbsp;จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่”</em></strong> แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว <strong><em>“กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้&nbsp;จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”</em></strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส</strong></p><p>&nbsp;A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ <strong>“อินทรีย์ 5”</strong> ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6847-7q]</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6847-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6920d64000a96fa12b379b8a/media.mp3" length="24519210" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6920d64000a96fa12b379b8a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6920d64000a96fa12b379b8a</link>
			<acast:episodeId>6920d64000a96fa12b379b8a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMphWpY/A9xsBzQ0CqH/Bd7OmiWzOVs+nbxwYCZ+1ACqm6iB3sX1CBlZ6443RxvENj0TmW+FHs6Hp4XF3xnIpRD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์</p><br><p><strong>Q: วิธีแก้โรควิตกจริต</strong></p><p>A: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้</p><br><p><strong>Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?</strong></p><p>A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?</strong></p><p>A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้น</p><br><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?</strong></p><p>A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์</p><br><p><strong>Q: วิธีแก้โรควิตกจริต</strong></p><p>A: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้</p><br><p><strong>Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?</strong></p><p>A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?</strong></p><p>A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้น</p><br><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?</strong></p><p>A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อศรัทธาพัฒนาเป็นปัญญา [6846-7q] </title>
			<itunes:title>เมื่อศรัทธาพัฒนาเป็นปัญญา [6846-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/691765ba1029ec1fedf9d62a/media.mp3" length="25386344" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">691765ba1029ec1fedf9d62a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/691765ba1029ec1fedf9d62a</link>
			<acast:episodeId>691765ba1029ec1fedf9d62a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOWywwaPzCU9v+yGDHTPTgw9meMta/76Nw9c4Ofg6Hm0hro0tp1t7jz+wslMVPDJEnnLZC6F1dZtSYew6e00W2v]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตระและโลกียะเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“สัมมาทิฎฐิ” </strong>คือ ความเห็นที่ถ้ามีแล้วจะทำให้กิเลสลด แบ่งเป็นโลกุตระและโลกียะ, <strong>“สัมมาทิฐิแบบโลกุตระ”</strong> หมายถึง เหนือโลก มีความเห็นความเข้าใจในอริยสัจสี่ ตรงที่เห็นและเข้าใจ เกี่ยวเนื่องกันตรงที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ส่วน <strong>“สัมมาทิฐิแบบโลกียะ”</strong>&nbsp;หมายถึง ยังเนื่องด้วยโลก ยังอยากเกิด ลักษณะคือเริ่มด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าบาป บุญมี โลกนี้มี โลกหน้ามี เข้าใจด้วยปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกียะ จะรักษาเราให้อยู่ในทาง ไม่ให้ออกนอกทาง เราสามารถพัฒนาศรัทธา ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับโลกุตระต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: ศรัทธากับปัญญาอย่างไหนประณีตมากกว่ากัน</strong></p><p>A: ปัญญามีความปราณีตมากกว่า ท่านเปรียบเทียบไว้กับนม เมื่อผ่านกระบวนการหมักเคี่ยวจนในที่สุดจะได้เนยใส เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความเชื่อเป็นปัญญาด้วยการปฏิบัติ หากเพียงแค่ฟังเป็น <strong>“สุตตมยปัญญา”</strong> แต่พอเราใคร่ครวญเป็น <strong>“จินตมยปัญญา”</strong> เมื่อใคร่ครวญแล้ว ลงมือทำให้เห็นผลเป็น <strong>“ภาวนามยปัญญา”</strong></p><br><p><strong>Q: คนธรรมดาสามารถปฏิบัติจนถึงโลกุตตระได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ตราบใดที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ และมี <strong>"ผู้ที่เคยทำได้"</strong> (พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นเครื่องยืนยัน เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางอาจต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลงมือทำ</p><br><p><strong>Q: ถ้ายังสงสัยการมีของภพหน้าจัดว่าเป็นวิจิกิจฉาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้ามีวิจิกิจฉาแสดงว่าไม่เชื่อ เราไม่ควรจะหยุดอยู่ที่แค่ความเชื่อ แต่ควรจะลงมือทำ ตั้งสติ ทำสมาธิ เราจะรู้ได้ด้วยปัญญา เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เราก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามคนอื่น แต่เรารู้เฉพาะตนว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราต้องโยนิโสมนสิการว่าตรงตามมรรค 8 หรือไม่ ถ้าใช่ให้ลงมือทำ ถ้าไม่ใช่อย่าทำ</p><br><p><strong>Q: สัทธรรมปฏิรูปคืออะไรจะรู้ได้อย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรมาให้นำมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก&nbsp;โดยท่านแบ่งสัทธรรมปฏิรูป ไว้เป็น 2 อย่างคือ&nbsp;“<strong>สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นปริยัติ” </strong>ในส่วนนี้เป็นข้อมูลเนื้อหา ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนสังคายนา&nbsp;และ “<strong>สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นอธิคม”</strong> เช่น พอมีสถานการณ์เกิดขึ้น แล้วโกรธ เกลียด ไม่พอใจ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เพราะแสดงความหวั่นไหวออกมา&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีมิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิอะไรร้ายแรงที่สุด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี เพราะจะทำให้เขาจะทำชั่วยังไงก็ได้ ไม่เกรงกลัวอะไรเลย สิ่งที่ร้ายแรงรองลงมา คือเชื่อแต่มีที่พึ่งไม่ถูกต้อง เช่น พึ่งท้องฟ้า ภูเขา ให้เราไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วจึงเชื่อ จะทำให้เราละมิจฉาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตระและโลกียะเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“สัมมาทิฎฐิ” </strong>คือ ความเห็นที่ถ้ามีแล้วจะทำให้กิเลสลด แบ่งเป็นโลกุตระและโลกียะ, <strong>“สัมมาทิฐิแบบโลกุตระ”</strong> หมายถึง เหนือโลก มีความเห็นความเข้าใจในอริยสัจสี่ ตรงที่เห็นและเข้าใจ เกี่ยวเนื่องกันตรงที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ส่วน <strong>“สัมมาทิฐิแบบโลกียะ”</strong>&nbsp;หมายถึง ยังเนื่องด้วยโลก ยังอยากเกิด ลักษณะคือเริ่มด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าบาป บุญมี โลกนี้มี โลกหน้ามี เข้าใจด้วยปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกียะ จะรักษาเราให้อยู่ในทาง ไม่ให้ออกนอกทาง เราสามารถพัฒนาศรัทธา ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับโลกุตระต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: ศรัทธากับปัญญาอย่างไหนประณีตมากกว่ากัน</strong></p><p>A: ปัญญามีความปราณีตมากกว่า ท่านเปรียบเทียบไว้กับนม เมื่อผ่านกระบวนการหมักเคี่ยวจนในที่สุดจะได้เนยใส เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความเชื่อเป็นปัญญาด้วยการปฏิบัติ หากเพียงแค่ฟังเป็น <strong>“สุตตมยปัญญา”</strong> แต่พอเราใคร่ครวญเป็น <strong>“จินตมยปัญญา”</strong> เมื่อใคร่ครวญแล้ว ลงมือทำให้เห็นผลเป็น <strong>“ภาวนามยปัญญา”</strong></p><br><p><strong>Q: คนธรรมดาสามารถปฏิบัติจนถึงโลกุตตระได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ตราบใดที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ และมี <strong>"ผู้ที่เคยทำได้"</strong> (พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นเครื่องยืนยัน เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางอาจต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลงมือทำ</p><br><p><strong>Q: ถ้ายังสงสัยการมีของภพหน้าจัดว่าเป็นวิจิกิจฉาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้ามีวิจิกิจฉาแสดงว่าไม่เชื่อ เราไม่ควรจะหยุดอยู่ที่แค่ความเชื่อ แต่ควรจะลงมือทำ ตั้งสติ ทำสมาธิ เราจะรู้ได้ด้วยปัญญา เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เราก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามคนอื่น แต่เรารู้เฉพาะตนว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราต้องโยนิโสมนสิการว่าตรงตามมรรค 8 หรือไม่ ถ้าใช่ให้ลงมือทำ ถ้าไม่ใช่อย่าทำ</p><br><p><strong>Q: สัทธรรมปฏิรูปคืออะไรจะรู้ได้อย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรมาให้นำมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก&nbsp;โดยท่านแบ่งสัทธรรมปฏิรูป ไว้เป็น 2 อย่างคือ&nbsp;“<strong>สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นปริยัติ” </strong>ในส่วนนี้เป็นข้อมูลเนื้อหา ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนสังคายนา&nbsp;และ “<strong>สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นอธิคม”</strong> เช่น พอมีสถานการณ์เกิดขึ้น แล้วโกรธ เกลียด ไม่พอใจ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เพราะแสดงความหวั่นไหวออกมา&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีมิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิอะไรร้ายแรงที่สุด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี เพราะจะทำให้เขาจะทำชั่วยังไงก็ได้ ไม่เกรงกลัวอะไรเลย สิ่งที่ร้ายแรงรองลงมา คือเชื่อแต่มีที่พึ่งไม่ถูกต้อง เช่น พึ่งท้องฟ้า ภูเขา ให้เราไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วจึงเชื่อ จะทำให้เราละมิจฉาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สติแก้จิตกระเพื่อม [6845-7q] </title>
			<itunes:title>สติแก้จิตกระเพื่อม [6845-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/690e12a4c1ed8717c5cc29fc/media.mp3" length="27649646" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">690e12a4c1ed8717c5cc29fc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/690e12a4c1ed8717c5cc29fc</link>
			<acast:episodeId>690e12a4c1ed8717c5cc29fc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM1KQTR22NLp9L4Q3QvplinygvI7jnt7spX1433plZC40m2a5ZOxUBfSoKvokLQko0By7soA0+vgZsVhcKJkpWI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุษยธรรม</strong></p><p>A: <em>“ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด”</em> เป็นแม่บทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้</p><p><strong>“อุตริมนุษธรรม</strong>” คือ ธรรมที่เหนือมนุษย์ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นอุตริมนุสธรรม ส่วนธรรมของมนุษย์ทั่วไปคือศีล 5</p><p><strong>“อวด”</strong> คือ พูดว่าตัวเองทำได้ แต่ไม่ได้แสดงให้ดู หากอวดอุตริมนุษธรรมที่ไม่มีจริง ไม่มีแล้วบอกว่ามี พระท่านจะอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยกเว้นเข้าใจผิดว่ามี แต่ความจริงไม่มี</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก เราควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเป็นพระภิกษุ ท่านไม่มีสมบัติอะไรนอกจากบาตรและจีวร ท่านพูดได้แค่ว่ามีของหาย หากพระไปแจ้งตำรวจว่ามีคนมาขโมยของแล้วตำรวจจับโจรเข้าคุก ท่านจะปาราชิก กรณีญาติโยมทั่วไป ถ้าของหายจะตามเอาก็ตามได้ แต่ขอให้ใจของเรา ไม่ควรจะเคียดแค้น ไม่ผูกเวร เพราะมันไม่คุ้ม เพราะความเคียดแค้น ผูกเวรจองเวร จิตใจเราจะไม่เป็นสุข</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้าย ๆ มีวิธีแก้อย่างไร?</strong></p><p>A: หากมั่นใจว่าไม่ใช่อาการทางกาย การที่จิตกระเพื่อมนั้น คือ การปรุงแต่งของจิต&nbsp;ให้เราตั้งสติขึ้น โดยใช้อนุสติ 10 อย่าง อันใดอันหนึ่ง ในที่นี้ใช้อานาปานสติ เมื่อเรามีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ ไม่ตามการปรุงแต่งทางกายนั้นไป การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับ จิตตริตรึกอยู่กับลม อาการทางกายนั้นก็จะอ่อนกำลัง ทำให้มากพัฒนาให้มาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?</strong></p><p>A: การสังคายนาครั้งแรกมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยจะมีเฉพาะเหล่าภิกษุขีณาสพ ทั้งหมด 500 รูป <strong>“การสังคายนา”</strong> เป็นการนำคำสอนของท่านมาพูด เมื่อเข้าใจตรงกันก็สวดขึ้นพร้อมกัน และท่านได้จัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบของภาษาที่จะรักษาคำสอน เรียกระบบนี้ว่า <strong>“ระบบพระไตรปิฎก”</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุษยธรรม</strong></p><p>A: <em>“ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด”</em> เป็นแม่บทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้</p><p><strong>“อุตริมนุษธรรม</strong>” คือ ธรรมที่เหนือมนุษย์ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นอุตริมนุสธรรม ส่วนธรรมของมนุษย์ทั่วไปคือศีล 5</p><p><strong>“อวด”</strong> คือ พูดว่าตัวเองทำได้ แต่ไม่ได้แสดงให้ดู หากอวดอุตริมนุษธรรมที่ไม่มีจริง ไม่มีแล้วบอกว่ามี พระท่านจะอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยกเว้นเข้าใจผิดว่ามี แต่ความจริงไม่มี</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก เราควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเป็นพระภิกษุ ท่านไม่มีสมบัติอะไรนอกจากบาตรและจีวร ท่านพูดได้แค่ว่ามีของหาย หากพระไปแจ้งตำรวจว่ามีคนมาขโมยของแล้วตำรวจจับโจรเข้าคุก ท่านจะปาราชิก กรณีญาติโยมทั่วไป ถ้าของหายจะตามเอาก็ตามได้ แต่ขอให้ใจของเรา ไม่ควรจะเคียดแค้น ไม่ผูกเวร เพราะมันไม่คุ้ม เพราะความเคียดแค้น ผูกเวรจองเวร จิตใจเราจะไม่เป็นสุข</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้าย ๆ มีวิธีแก้อย่างไร?</strong></p><p>A: หากมั่นใจว่าไม่ใช่อาการทางกาย การที่จิตกระเพื่อมนั้น คือ การปรุงแต่งของจิต&nbsp;ให้เราตั้งสติขึ้น โดยใช้อนุสติ 10 อย่าง อันใดอันหนึ่ง ในที่นี้ใช้อานาปานสติ เมื่อเรามีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ ไม่ตามการปรุงแต่งทางกายนั้นไป การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับ จิตตริตรึกอยู่กับลม อาการทางกายนั้นก็จะอ่อนกำลัง ทำให้มากพัฒนาให้มาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?</strong></p><p>A: การสังคายนาครั้งแรกมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยจะมีเฉพาะเหล่าภิกษุขีณาสพ ทั้งหมด 500 รูป <strong>“การสังคายนา”</strong> เป็นการนำคำสอนของท่านมาพูด เมื่อเข้าใจตรงกันก็สวดขึ้นพร้อมกัน และท่านได้จัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบของภาษาที่จะรักษาคำสอน เรียกระบบนี้ว่า <strong>“ระบบพระไตรปิฎก”</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ [6844-7q] </title>
			<itunes:title>ทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ [6844-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Nov 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/69064b813906f8011a13bdaf/media.mp3" length="27532844" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">69064b813906f8011a13bdaf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/69064b813906f8011a13bdaf</link>
			<acast:episodeId>69064b813906f8011a13bdaf</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPpdR5qcL7q/5o8+YKQVKhD3I37C63vTzCpBDMtI2llR1mcn2lC8jfHXzo0d9fHQfKObIJ9swQNf1xFHA3eFkp3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: “ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ” เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: ข้อความนี้มาในปฐมเทศนา พระสูตรที่ชื่อว่า <strong>“ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร” </strong>ท่านได้ตรัสถึงอริยสัจสี่ที่มีรอบ 3 อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาทั้ง 4 อย่าง ๆ ละ 3 รอบ</p><p>รอบที่ 1 รู้ว่า <strong>“นี้คือทุกข์” </strong></p><p>รอบที่ 2 รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ตัณหาต้องละ คือ การตระหนักว่าหน้าที่ต่อทุกข์ คือ <strong>“ต้องกำหนดรู้” </strong></p><p>รอบที่ 3 รู้ว่า <strong>“ได้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว”</strong></p><br><p><strong>Q: วิมุตกับนิพพาน ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“วิมุต” </strong>คือพ้น / เหนือ แยกจากกัน ท่านเปรียบเทียบกับ ใบบัวกับน้ำ โดนกันอยู่ก็จริงแต่มันไม่เนื่องกัน , ส่วน <strong>“นิพพาน” </strong>แปลว่า ดับ ใช้ในลักษณะดับจากกิเลส ดับไปในธรรมะของข้อใด ๆ เช่น เปลวไฟดับ คือดับไป</p><br><p><strong>Q: เมื่อเข้าใจสภาวะของจิตแล้ว จะหลุดพ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A: จิตยึดถือโดยความเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นจิตของเรา จิตจึงมีตัวตน พอจิตไปรับรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ผ่านวิญญาณ ก็ไปยึดสิ่งต่าง ๆ ผ่านวิญญาณ ว่านี่รูปของฉัน เวทนาของฉัน ซึ่งเข้าใจผิดมันจึงทุกข์ คือพอเราเพลินเราพอใจ นั่นคือ <strong>“อุปาทาน”</strong> คือความยึดถือ คือ <strong>“ตัณหา”</strong> เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันจึงทุกข์&nbsp;แต่พอเราเข้าใจสภาวะของจิตใหม่ให้ถูกว่า สิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ตัวตนของฉัน ไม่ใช่อัตตาของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่เป็นตัวตนของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามสภาวะของมัน ความยึดถือมันจะอยู่ไม่ได้ พอมันอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่ทุกข์ เพราะความยึดถือคือเหตุของทุกข์ ถ้าเราไม่มีเหตุของทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: “ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ” เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: ข้อความนี้มาในปฐมเทศนา พระสูตรที่ชื่อว่า <strong>“ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร” </strong>ท่านได้ตรัสถึงอริยสัจสี่ที่มีรอบ 3 อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาทั้ง 4 อย่าง ๆ ละ 3 รอบ</p><p>รอบที่ 1 รู้ว่า <strong>“นี้คือทุกข์” </strong></p><p>รอบที่ 2 รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ตัณหาต้องละ คือ การตระหนักว่าหน้าที่ต่อทุกข์ คือ <strong>“ต้องกำหนดรู้” </strong></p><p>รอบที่ 3 รู้ว่า <strong>“ได้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว”</strong></p><br><p><strong>Q: วิมุตกับนิพพาน ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“วิมุต” </strong>คือพ้น / เหนือ แยกจากกัน ท่านเปรียบเทียบกับ ใบบัวกับน้ำ โดนกันอยู่ก็จริงแต่มันไม่เนื่องกัน , ส่วน <strong>“นิพพาน” </strong>แปลว่า ดับ ใช้ในลักษณะดับจากกิเลส ดับไปในธรรมะของข้อใด ๆ เช่น เปลวไฟดับ คือดับไป</p><br><p><strong>Q: เมื่อเข้าใจสภาวะของจิตแล้ว จะหลุดพ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A: จิตยึดถือโดยความเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นจิตของเรา จิตจึงมีตัวตน พอจิตไปรับรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ผ่านวิญญาณ ก็ไปยึดสิ่งต่าง ๆ ผ่านวิญญาณ ว่านี่รูปของฉัน เวทนาของฉัน ซึ่งเข้าใจผิดมันจึงทุกข์ คือพอเราเพลินเราพอใจ นั่นคือ <strong>“อุปาทาน”</strong> คือความยึดถือ คือ <strong>“ตัณหา”</strong> เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันจึงทุกข์&nbsp;แต่พอเราเข้าใจสภาวะของจิตใหม่ให้ถูกว่า สิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ตัวตนของฉัน ไม่ใช่อัตตาของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่เป็นตัวตนของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามสภาวะของมัน ความยึดถือมันจะอยู่ไม่ได้ พอมันอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่ทุกข์ เพราะความยึดถือคือเหตุของทุกข์ ถ้าเราไม่มีเหตุของทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การฝาก ถวาย ของให้พระ [6843-7q] </title>
			<itunes:title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การฝาก ถวาย ของให้พระ [6843-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68fd17fa18bcdad2abaa4793/media.mp3" length="27188099" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68fd17fa18bcdad2abaa4793</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68fd17fa18bcdad2abaa4793</link>
			<acast:episodeId>68fd17fa18bcdad2abaa4793</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOmBw6eRa5E+NK63H2qNjU8zGC7JMVbfbnN5R4LVI0CcqhBk0TnYhPhEUo4Sdny2awRxg8rE9KDWERoZbOPWOKZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?</strong></p><p>A: พระวินัยและสิกขาบทมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติภาวนาให้จิตใจละเอียดและสูงขึ้น ไม่ได้มีไว้สำหรับพระพุทธเจ้า หัวใจสำคัญคือการมีความตั้งใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ</strong>?</p><p>A: เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทองและของมีค่าไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างถวายพระกับถวายสงฆ์</strong></p><p>A: การถวาย "พระ|ภิกษุ” คือ การเจาะจงให้พระรูปใดรูปหนึ่ง แต่การถวาย "สงฆ์" คือการถวายให้หมู่คณะทั้งหมด กรณีถวายแด่สงฆ์ หากพระบอกว่าถวายให้อาตมาก็ได้ แบบนี้ ผู้ถวายไม่ต้องทำตาม เพราะท่านจะผิดพระวินัย ทั้งนี้ ท่านมีวิธีแบ่งของที่ถวายแด่สงฆ์ ดังนี้&nbsp;</p><ol><li>แบ่งแบบวัดป่าทั่วไป: พระผู้มีพรรษามากที่สุดเลือกก่อน</li><li>แบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต คือ ใช้วิธีจับสลากว่าใครจะได้อะไร</li><li>เก็บเข้าคลังกลาง: เก็บไว้เป็นของส่วนรวม ใครต้องการก็มาเบิกใช้</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีการปลงอาบัติ? พระปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: คำว่า <strong>“ปลง”</strong> คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่งมารับฟังรับทราบว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว แต่หากผิดซ้ำซากพระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซากจะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวใหม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: บทบัญญัติ: อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะ</strong></p><p>A: มีสิกขาบทที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า <strong>“กล่าวแข่งกัน”</strong> คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรม</strong></p><p>A: ลักษณะการแสดงธรรม การกล่าวธรรม&nbsp;มี 3 รูปแบบ คือ 1) การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2) การแสดง คืออธิบายที่บอกนั้น 3) การท่องตามออกเสียงตามที่บอก (ออกเสียงบาลีตามข้อที่ 1) ก็คือการสวดมนต์นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพักร่วมกันกับพระภิกษุ</strong></p><p>A: ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณรนอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้</strong></p><p>A : มีสิกขาบทที่พระห้ามสั่งโยมไปขุดดิน พระท่านจึงต้องใช้คำพูดที่เป็น <strong>“กัปปิยโวหาร”</strong> (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ยกตัวอย่าง <em>“ต้องการหลุมตรงนี้” </em>ซึ่งการที่ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?</strong></p><p>A: พระวินัยและสิกขาบทมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติภาวนาให้จิตใจละเอียดและสูงขึ้น ไม่ได้มีไว้สำหรับพระพุทธเจ้า หัวใจสำคัญคือการมีความตั้งใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ</strong>?</p><p>A: เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทองและของมีค่าไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างถวายพระกับถวายสงฆ์</strong></p><p>A: การถวาย "พระ|ภิกษุ” คือ การเจาะจงให้พระรูปใดรูปหนึ่ง แต่การถวาย "สงฆ์" คือการถวายให้หมู่คณะทั้งหมด กรณีถวายแด่สงฆ์ หากพระบอกว่าถวายให้อาตมาก็ได้ แบบนี้ ผู้ถวายไม่ต้องทำตาม เพราะท่านจะผิดพระวินัย ทั้งนี้ ท่านมีวิธีแบ่งของที่ถวายแด่สงฆ์ ดังนี้&nbsp;</p><ol><li>แบ่งแบบวัดป่าทั่วไป: พระผู้มีพรรษามากที่สุดเลือกก่อน</li><li>แบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต คือ ใช้วิธีจับสลากว่าใครจะได้อะไร</li><li>เก็บเข้าคลังกลาง: เก็บไว้เป็นของส่วนรวม ใครต้องการก็มาเบิกใช้</li></ol><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วิธีการปลงอาบัติ? พระปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: คำว่า <strong>“ปลง”</strong> คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่งมารับฟังรับทราบว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว แต่หากผิดซ้ำซากพระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซากจะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวใหม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: บทบัญญัติ: อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะ</strong></p><p>A: มีสิกขาบทที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า <strong>“กล่าวแข่งกัน”</strong> คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรม</strong></p><p>A: ลักษณะการแสดงธรรม การกล่าวธรรม&nbsp;มี 3 รูปแบบ คือ 1) การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2) การแสดง คืออธิบายที่บอกนั้น 3) การท่องตามออกเสียงตามที่บอก (ออกเสียงบาลีตามข้อที่ 1) ก็คือการสวดมนต์นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพักร่วมกันกับพระภิกษุ</strong></p><p>A: ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณรนอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้</strong></p><p>A : มีสิกขาบทที่พระห้ามสั่งโยมไปขุดดิน พระท่านจึงต้องใช้คำพูดที่เป็น <strong>“กัปปิยโวหาร”</strong> (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ยกตัวอย่าง <em>“ต้องการหลุมตรงนี้” </em>ซึ่งการที่ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมมะที่ใช้เตือนตน [6842-7q] </title>
			<itunes:title>ธรรมมะที่ใช้เตือนตน [6842-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68f291d980f266774011c899/media.mp3" length="25742763" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68f291d980f266774011c899</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68f291d980f266774011c899</link>
			<acast:episodeId>68f291d980f266774011c899</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNNeNZPzYySVEbVEsn1zj0/ysypciVfOG1HjDL1sEOltOu4xYIlwlw7arcVwQktA8OY+/+T2ZX7mq26tiHYgyUS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเป็นคนที่เรียนมาสูง มั่นใจตนมาก ควรใช้ธรรมะข้อใดเตือนตนไม่ให้หลงไปในตน</strong></p><p>A: ปัญหาของคนลักษณะนี้คือ <strong>“ทิฏฐิมานะ” </strong>หรือความยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง ไม่ฟังผู้อื่น ธรรมะสำคัญที่ควรนำมาเตือนตนคือ<strong> “หิริโอตตัปปะ”</strong> ซึ่งหมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หากมีหิริโอตตัปปะมาก ก็จะสามารถเตือนตนด้วยตนได้ แต่หากมีน้อยก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรหรือบทเรียนจากผลของการกระทำมาช่วยเตือนสติ ส่วนการปริญญาการศึกษานั้นเป็นเรื่องของปริยัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ปริยัติมาก จะมีปัญญาในการพ้นทุกข์เสมอไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นั่งสมาธิทบทวนทุกคืนจะช่วยแก้ไขในกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใด</strong></p><p>A : การนั่งสมาธิเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสงบและเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบลง กิเลสต่าง ๆ รวมถึงทิฏฐิมานะจะลดน้อยลง และอาจเกิดช่วงเวลาที่ทำให้เราฉุกคิดและสลัดความเห็นที่ผิด ๆ หรือความยึดมั่นถือมั่นในตนเองออกไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สันโดษพอใจตามฐานะเป็นอย่างไร</strong></p><p>A: <strong>“สันโดษ”</strong> คือความพอใจในสิ่งที่ตนมีและได้มาโดยชอบธรรม, <strong>“การพอใจตามฐานะ” </strong>หมายถึงการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง ไม่ฟุ่มเฟือยเกินควร เช่น กรณีของพระสงฆ์ ควรปฏิบัติตนให้สมกับสมณสารูป (เหมาะสมกับความเป็นสมณะ) แม้จะได้รับของที่มีมูลค่าสูง ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้ให้และความเหมาะสมก่อนนำมาใช้ โดยยึดหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือรับสิ่งของเพื่ออนุเคราะห์และรักษาศรัทธาของผู้ให้ โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นไม่ก่อให้เกิดคำติเตียนและเหมาะสมกับธรรมวินัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จำนวนภิกษุในวันมาฆบูชานั้นเท่าไหร่กันแน่</strong></p><p>A: แม้เราจะคุ้นเคยกับตัวเลข 1,250 รูป แต่เมื่อคำนวณจำนวนพระอรหันต์ทั้งหมดนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนถึงวันมาฆบูชาแล้ว จะมีจำนวนประมาณ 1,345 รูป ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อธิบายได้ว่า ในวันนั้นมีพระอรหันต์บางส่วนที่ไม่ได้มาประชุมด้วย เช่น คณะพระภิกษุ 60 รูปแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศศาสนาในทิศทางต่างๆ ดังนั้น ตัวเลข 1,250 รูป จึงอาจเป็นจำนวนที่นับเฉพาะผู้ที่เดินทางมาประชุม หรือเป็นตัวเลขโดยประมาณ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบเป็นอย่างไร</strong></p><p>A:<strong> "ความทุกข์ที่เป็นไปในสามรอบ"</strong> คือขั้นตอนการทำความเข้าใจในเรื่อง "ทุกข์" ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งมี 3 ระดับ ดังนี้</p><ul><li><strong>รอบที่ 1</strong> คือการเข้าใจว่า "ทุกข์" คืออะไร เข้าใจว่าทุกข์มันทนอยู่ได้ยาก เป็นสภาพวะที่เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน</li><li><strong>รอบที่ 2</strong> คือ รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ต้องเข้าใจ รอบรู้ รู้ว่าเราควรทำอะไรกับทุกข์ ซึ่งหน้าที่นี้ต่างจากสาเหตุของทุกข์ (ตัณหา) ตัณหาต้องละ คือ <strong>“ทุกข์ควรรอบรู้ ตัณหาควรละ” </strong></li><li><strong>รอบที่ 3</strong> การรู้ว่าทำเสร็จแล้ว คือ รู้ว่าเราได้ทำความเข้าใจทุกข์อย่างสมบูรณ์แล้ว ผลคือเราจะ <strong>"อยู่กับทุกข์ได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์"</strong> เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว คือสัมผัสกับสภาวะต่างๆ แต่ใจไม่เปียกหรือเศร้าหมองไปกับมัน</li></ul><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเป็นคนที่เรียนมาสูง มั่นใจตนมาก ควรใช้ธรรมะข้อใดเตือนตนไม่ให้หลงไปในตน</strong></p><p>A: ปัญหาของคนลักษณะนี้คือ <strong>“ทิฏฐิมานะ” </strong>หรือความยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง ไม่ฟังผู้อื่น ธรรมะสำคัญที่ควรนำมาเตือนตนคือ<strong> “หิริโอตตัปปะ”</strong> ซึ่งหมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หากมีหิริโอตตัปปะมาก ก็จะสามารถเตือนตนด้วยตนได้ แต่หากมีน้อยก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรหรือบทเรียนจากผลของการกระทำมาช่วยเตือนสติ ส่วนการปริญญาการศึกษานั้นเป็นเรื่องของปริยัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ปริยัติมาก จะมีปัญญาในการพ้นทุกข์เสมอไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นั่งสมาธิทบทวนทุกคืนจะช่วยแก้ไขในกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใด</strong></p><p>A : การนั่งสมาธิเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสงบและเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบลง กิเลสต่าง ๆ รวมถึงทิฏฐิมานะจะลดน้อยลง และอาจเกิดช่วงเวลาที่ทำให้เราฉุกคิดและสลัดความเห็นที่ผิด ๆ หรือความยึดมั่นถือมั่นในตนเองออกไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สันโดษพอใจตามฐานะเป็นอย่างไร</strong></p><p>A: <strong>“สันโดษ”</strong> คือความพอใจในสิ่งที่ตนมีและได้มาโดยชอบธรรม, <strong>“การพอใจตามฐานะ” </strong>หมายถึงการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง ไม่ฟุ่มเฟือยเกินควร เช่น กรณีของพระสงฆ์ ควรปฏิบัติตนให้สมกับสมณสารูป (เหมาะสมกับความเป็นสมณะ) แม้จะได้รับของที่มีมูลค่าสูง ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้ให้และความเหมาะสมก่อนนำมาใช้ โดยยึดหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือรับสิ่งของเพื่ออนุเคราะห์และรักษาศรัทธาของผู้ให้ โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นไม่ก่อให้เกิดคำติเตียนและเหมาะสมกับธรรมวินัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จำนวนภิกษุในวันมาฆบูชานั้นเท่าไหร่กันแน่</strong></p><p>A: แม้เราจะคุ้นเคยกับตัวเลข 1,250 รูป แต่เมื่อคำนวณจำนวนพระอรหันต์ทั้งหมดนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนถึงวันมาฆบูชาแล้ว จะมีจำนวนประมาณ 1,345 รูป ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อธิบายได้ว่า ในวันนั้นมีพระอรหันต์บางส่วนที่ไม่ได้มาประชุมด้วย เช่น คณะพระภิกษุ 60 รูปแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศศาสนาในทิศทางต่างๆ ดังนั้น ตัวเลข 1,250 รูป จึงอาจเป็นจำนวนที่นับเฉพาะผู้ที่เดินทางมาประชุม หรือเป็นตัวเลขโดยประมาณ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบเป็นอย่างไร</strong></p><p>A:<strong> "ความทุกข์ที่เป็นไปในสามรอบ"</strong> คือขั้นตอนการทำความเข้าใจในเรื่อง "ทุกข์" ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งมี 3 ระดับ ดังนี้</p><ul><li><strong>รอบที่ 1</strong> คือการเข้าใจว่า "ทุกข์" คืออะไร เข้าใจว่าทุกข์มันทนอยู่ได้ยาก เป็นสภาพวะที่เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน</li><li><strong>รอบที่ 2</strong> คือ รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ต้องเข้าใจ รอบรู้ รู้ว่าเราควรทำอะไรกับทุกข์ ซึ่งหน้าที่นี้ต่างจากสาเหตุของทุกข์ (ตัณหา) ตัณหาต้องละ คือ <strong>“ทุกข์ควรรอบรู้ ตัณหาควรละ” </strong></li><li><strong>รอบที่ 3</strong> การรู้ว่าทำเสร็จแล้ว คือ รู้ว่าเราได้ทำความเข้าใจทุกข์อย่างสมบูรณ์แล้ว ผลคือเราจะ <strong>"อยู่กับทุกข์ได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์"</strong> เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว คือสัมผัสกับสภาวะต่างๆ แต่ใจไม่เปียกหรือเศร้าหมองไปกับมัน</li></ul><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หยุดคิดอกุศลได้ด้วยการตั้งสติ [6841-7q] </title>
			<itunes:title>หยุดคิดอกุศลได้ด้วยการตั้งสติ [6841-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68e78479d798804c9eacd520/media.mp3" length="25639211" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68e78479d798804c9eacd520</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68e78479d798804c9eacd520</link>
			<acast:episodeId>68e78479d798804c9eacd520</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOTLT6fm039cgtgCSHRPJT4EHqIHVOlFPYmrWzBNlNWq/wPnH31G0/jh1B3/PmZAlSSmkhawjXqkl30ZdoEXFE8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีความคิดในทางลบ ความคิดในทางอกุศล เกิดขึ้นมาจะทําอย่างไรดี?</strong></p><p>A: ธรรมชาติของจิตที่มีกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือเมื่อมีผัสสะผ่านเข้ามาจะทำให้มีกิเลสเกิดขึ้นในช่องทางใจ แสดงออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสจะเอาสองทางเสมอ คืออยากได้มาก (ภวตัณหา) และอีกข้างหนึ่งคืออยากให้ไม่มี (วิภวตัณหา) เราจึงต้องฝึกตั้งสติให้มีกำลังด้วยการเจริญสติปัฎฐาน 4 และอนุสติ 10 และฝึกเห็นตามความเป็นจริง ทั้งนี้ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ เราเห็นโทษของความเพลิน จิตที่มีกำลังสติจะเป็นเกราะให้ความคิดอยู่ในกุศลธรรม มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: โลกียฌานกับโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เหมือนกันตรง ฌานของทั้ง 2 อย่าง ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน ต่างกันตรง <strong>“โลกิยะ”</strong> ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก ของหนัก อาสวะ มีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ, ส่วน <strong>“โลกุตรฌาน” </strong>คือ นำสมาธินั้นมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป คือการเพ่งเห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยะสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น <strong>“สัมมาสมาธิ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จิตตั้งมั่น = สติสัมปชัญญะ = สติปัฏฐาน 4 ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ต้องอาศัยสติ มีสัมมาสติแล้วจึงจะมี สัมมาสมาธิได้ สติปัฎฐานสี่คือกาย เวทนา จิต ธรรม คือสัมมาสติ สัมมาสติจะทำให้เกิด สัมมาสมาธิ “สติสัมปชัญญะ” นัยยะแรก คือสติกับสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวรอบคอบในทุกอิริยาบถ อีกนัยยะหนึ่งคือสติกับปัญญา คือสติปัญญา สติปัญญาจึงคือสติสัมปชัญญะ จะมีสติปัญญาได้ก็ต้องอาศัยสมาธิ มันก็จึงรวมเป็นก้อนเดียว มหาสติ มหาปัญญา อยู่ในสติสัมปชัญญะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีความคิดในทางลบ ความคิดในทางอกุศล เกิดขึ้นมาจะทําอย่างไรดี?</strong></p><p>A: ธรรมชาติของจิตที่มีกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือเมื่อมีผัสสะผ่านเข้ามาจะทำให้มีกิเลสเกิดขึ้นในช่องทางใจ แสดงออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสจะเอาสองทางเสมอ คืออยากได้มาก (ภวตัณหา) และอีกข้างหนึ่งคืออยากให้ไม่มี (วิภวตัณหา) เราจึงต้องฝึกตั้งสติให้มีกำลังด้วยการเจริญสติปัฎฐาน 4 และอนุสติ 10 และฝึกเห็นตามความเป็นจริง ทั้งนี้ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ เราเห็นโทษของความเพลิน จิตที่มีกำลังสติจะเป็นเกราะให้ความคิดอยู่ในกุศลธรรม มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: โลกียฌานกับโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เหมือนกันตรง ฌานของทั้ง 2 อย่าง ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน ต่างกันตรง <strong>“โลกิยะ”</strong> ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก ของหนัก อาสวะ มีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ, ส่วน <strong>“โลกุตรฌาน” </strong>คือ นำสมาธินั้นมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป คือการเพ่งเห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยะสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น <strong>“สัมมาสมาธิ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จิตตั้งมั่น = สติสัมปชัญญะ = สติปัฏฐาน 4 ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ต้องอาศัยสติ มีสัมมาสติแล้วจึงจะมี สัมมาสมาธิได้ สติปัฎฐานสี่คือกาย เวทนา จิต ธรรม คือสัมมาสติ สัมมาสติจะทำให้เกิด สัมมาสมาธิ “สติสัมปชัญญะ” นัยยะแรก คือสติกับสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวรอบคอบในทุกอิริยาบถ อีกนัยยะหนึ่งคือสติกับปัญญา คือสติปัญญา สติปัญญาจึงคือสติสัมปชัญญะ จะมีสติปัญญาได้ก็ต้องอาศัยสมาธิ มันก็จึงรวมเป็นก้อนเดียว มหาสติ มหาปัญญา อยู่ในสติสัมปชัญญะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มุมมองพุทธศาสนาต่อสตรี [6840-7q] </title>
			<itunes:title>มุมมองพุทธศาสนาต่อสตรี [6840-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Oct 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68dffbe159fa988cc42e9216/media.mp3" length="27829166" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68dffbe159fa988cc42e9216</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68dffbe159fa988cc42e9216</link>
			<acast:episodeId>68dffbe159fa988cc42e9216</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN7QtAEowws46+zY+XVUKzuJBcjjrnCFG4BumrTh5VsjmgDwF9sSahMPiUMiyVb0AR0lXuM7bbQ//7c1CZpQHsG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำสังฆทานชุดเล็กไปถวายแยกแต่ละรูปจากชุดใหญ่ได้หรือไม่?</strong></p><p>A:&nbsp;&nbsp;<strong>“สังฆทาน”</strong> คือ ทานที่ให้กับหมู่ไม่เจาะจง คือผู้ให้เตรียมของไว้แล้วตั้งจิตว่า<em> “จะถวายแก่หมู่สงฆ์โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน”</em> ส่วนการให้โดยเจาะจงจะตั้งจิตว่า จะถวายสิ่งนี้ให้กับพระรูปนี้ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ส่วนผู้รับ นิยามสังฆทานของพระพุทธเจ้า มันต้องมีการ <strong>“อุปโลกน์”</strong> หมายถึง ตั้งเป็นญัตติว่าของนี้ผู้ให้ไม่ได้ถวายแบบเจาะจง พระท่านก็จะพูดประกาศในที่นั้น จึงจะเรียกว่าเป็นสังฆทานได้ตามพระวินัย&nbsp;ส่วนจะได้บุญจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้และผู้รับมีราคะ โทสะ โมหะน้อย ที่สำคัญคือเราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อยากทราบว่าเมื่อสมัครไปปฏิบัติธรรมแล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีการตอบรับหรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกท่านที่สมัครมาจะได้รับอีเมล์ตอบกลับ และหากท่านใดที่ต้องการสมัคร สามารถสมัครได้ที่ https://panya.org/course/phuthok</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มีหนี้สินติดตัวจะสามารถบวชได้หรือไม่?</strong></p><p>A:&nbsp;บวชไม่ได้หากมีหนี้, มีงานที่ต้องทำตามพระราชาสั่ง, มีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และมีโรคที่ท่านได้ห้ามไว้ แต่หากมีหนี้แล้วมีคนรับหนี้แทนสามารถบวชได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อภิกษุอาพาธมีระบบอะไรช่วยดูแลหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: ที่โยมควรทำ คือถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค ต้องมีคนอุปัฏฐากปวารณาเอาไว้ในการที่จะไปหาหมอ ไม่ใช่เอาเงินให้พระไปหาหมอ สิ่งที่ท่านสามารถฉันได้เลยโดยไม่ต้องมีคนประเคน เช่น มะขามป้อมแช่เกลือ และหากท่านจะฉันเพื่อรักษาโรค เช่น เนยใส น้ำผึ้ง ก็ฉันได้ แต่ต้องมีคนประเคน หรือหากมีผู้นำมายามาถวายไว้แล้ว ก็สามารถฉันยานั้นได้เลย และท่านสามารถบอกกับเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: โยมยังสามารถติดต่อกับพระหลังบวชได้มากน้อยแค่ไหน?</strong></p><p>A: ให้พิจารณาความเข้ากันได้หรือความขัดกันกับที่ท่านเคยอนุญาตไว้หรือห้ามไว้ (ไม่ให้ทำ) แล้วนำมาเทียบเคียง หากเข้ากันกับที่ท่านห้ามเอาไว้ก็ไม่ควรทำ หากเข้ากันได้กับสิ่งที่อนุญาตไว้ก็ทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มุมมองของพระพุทธเจ้าต่ออิสตรี</strong></p><p>A: แท้จริงแล้ว สตรีมิใช่ศัตรูของพรหมจรรย์ ความด่างพร้อยมิได้เกิดขึ้นเพราะสตรีโดยตรง แต่เกิดจากจิตใจของผู้ที่ขาดหิริโอตตัปปะ หากทั้งพระสงฆ์และสตรีไม่มีหิริโอตตัปปะก็อาจนำไปสู่ความหม่นหมองได้ เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายควรสำรวมระวังในการอยู่ร่วมกัน หากมีการคลุกคลีก็ควรคลุกคลีด้วยเรื่องธรรม มิใช่เรื่องฆราวาส ที่นำไปสู่ความใกล้ชิดเกินควร โดยท่านได้วางแนวทางป้องกันไว้อย่างรอบคอบแล้ว หากรู้จักนำมาใช้ก็จะป้องกันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบความคิดเห็นกรณีโทษที่ควรได้รับทางโลกทั้งฝ่ายสีกาและนักบวชที่ประพฤติผิดศีลธรรม</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษด้วยอาชญา ศาสตรา ถ้าเขาลาสิกขาไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ลงโทษใดอีก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำสังฆทานชุดเล็กไปถวายแยกแต่ละรูปจากชุดใหญ่ได้หรือไม่?</strong></p><p>A:&nbsp;&nbsp;<strong>“สังฆทาน”</strong> คือ ทานที่ให้กับหมู่ไม่เจาะจง คือผู้ให้เตรียมของไว้แล้วตั้งจิตว่า<em> “จะถวายแก่หมู่สงฆ์โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน”</em> ส่วนการให้โดยเจาะจงจะตั้งจิตว่า จะถวายสิ่งนี้ให้กับพระรูปนี้ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ส่วนผู้รับ นิยามสังฆทานของพระพุทธเจ้า มันต้องมีการ <strong>“อุปโลกน์”</strong> หมายถึง ตั้งเป็นญัตติว่าของนี้ผู้ให้ไม่ได้ถวายแบบเจาะจง พระท่านก็จะพูดประกาศในที่นั้น จึงจะเรียกว่าเป็นสังฆทานได้ตามพระวินัย&nbsp;ส่วนจะได้บุญจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้และผู้รับมีราคะ โทสะ โมหะน้อย ที่สำคัญคือเราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อยากทราบว่าเมื่อสมัครไปปฏิบัติธรรมแล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีการตอบรับหรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกท่านที่สมัครมาจะได้รับอีเมล์ตอบกลับ และหากท่านใดที่ต้องการสมัคร สามารถสมัครได้ที่ https://panya.org/course/phuthok</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มีหนี้สินติดตัวจะสามารถบวชได้หรือไม่?</strong></p><p>A:&nbsp;บวชไม่ได้หากมีหนี้, มีงานที่ต้องทำตามพระราชาสั่ง, มีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และมีโรคที่ท่านได้ห้ามไว้ แต่หากมีหนี้แล้วมีคนรับหนี้แทนสามารถบวชได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อภิกษุอาพาธมีระบบอะไรช่วยดูแลหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: ที่โยมควรทำ คือถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค ต้องมีคนอุปัฏฐากปวารณาเอาไว้ในการที่จะไปหาหมอ ไม่ใช่เอาเงินให้พระไปหาหมอ สิ่งที่ท่านสามารถฉันได้เลยโดยไม่ต้องมีคนประเคน เช่น มะขามป้อมแช่เกลือ และหากท่านจะฉันเพื่อรักษาโรค เช่น เนยใส น้ำผึ้ง ก็ฉันได้ แต่ต้องมีคนประเคน หรือหากมีผู้นำมายามาถวายไว้แล้ว ก็สามารถฉันยานั้นได้เลย และท่านสามารถบอกกับเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: โยมยังสามารถติดต่อกับพระหลังบวชได้มากน้อยแค่ไหน?</strong></p><p>A: ให้พิจารณาความเข้ากันได้หรือความขัดกันกับที่ท่านเคยอนุญาตไว้หรือห้ามไว้ (ไม่ให้ทำ) แล้วนำมาเทียบเคียง หากเข้ากันกับที่ท่านห้ามเอาไว้ก็ไม่ควรทำ หากเข้ากันได้กับสิ่งที่อนุญาตไว้ก็ทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มุมมองของพระพุทธเจ้าต่ออิสตรี</strong></p><p>A: แท้จริงแล้ว สตรีมิใช่ศัตรูของพรหมจรรย์ ความด่างพร้อยมิได้เกิดขึ้นเพราะสตรีโดยตรง แต่เกิดจากจิตใจของผู้ที่ขาดหิริโอตตัปปะ หากทั้งพระสงฆ์และสตรีไม่มีหิริโอตตัปปะก็อาจนำไปสู่ความหม่นหมองได้ เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายควรสำรวมระวังในการอยู่ร่วมกัน หากมีการคลุกคลีก็ควรคลุกคลีด้วยเรื่องธรรม มิใช่เรื่องฆราวาส ที่นำไปสู่ความใกล้ชิดเกินควร โดยท่านได้วางแนวทางป้องกันไว้อย่างรอบคอบแล้ว หากรู้จักนำมาใช้ก็จะป้องกันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบความคิดเห็นกรณีโทษที่ควรได้รับทางโลกทั้งฝ่ายสีกาและนักบวชที่ประพฤติผิดศีลธรรม</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษด้วยอาชญา ศาสตรา ถ้าเขาลาสิกขาไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ลงโทษใดอีก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การพูดกับพระอย่างเหมาะสม [6839-7q] </title>
			<itunes:title>การพูดกับพระอย่างเหมาะสม [6839-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68d6fbb4099369ce421f332c/media.mp3" length="25289678" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68d6fbb4099369ce421f332c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68d6fbb4099369ce421f332c</link>
			<acast:episodeId>68d6fbb4099369ce421f332c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMzkyJFL+10cf6Y9Cip70pGoQ8DCw4lzl9/Hfi+oN6Spt8JHl3jbIDA3s9ogxotKodMy6cMHQGkAUTCslaiTXmC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การปวารณา มี 2 แบบ</strong></p><p>A: <strong>“ปวารณาระหว่างพระสงฆ์” </strong>กระทำในวันออกพรรษา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ตักเตือนกันในด้านวัตรปฏิบัติ,&nbsp;<strong>“คฤหัสถ์ปวารณาต่อพระ”</strong> เป็นการออกตัวให้พระสงฆ์สามารถ ขอปัจจัยสี่ได้และควรกำหนด สิ่งของหรือมูลค่าไว้ให้ชัดเจน แต่หากปวารณาไว้แล้ว ไม่สามารถให้ได้ตามที่ถูกขอ ก็สามารถถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้หากพระจะขอโดยไม่ปวารณา จะต้องขอกับญาติเท่านั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “กัปปิยโวหาร” ?</strong></p><p>A: กัปปิยโวหาร แปลว่า คำพูดที่จะทำให้เหมาะสม ใช้ระหว่างพระและญาติโยม คำพูดที่ญาติโยมควรพูดกับพระคือ <em>“ข้าพเจ้าถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค มูลค่าเท่านี้ ได้มอบไว้กับไวยาวัจกรชื่อนี้ ถ้าท่านต้องการปัจจัยสี่อันใด ท่านสามารถไปขอกับไวยาวัจกรคนนั้นได้ </em>”&nbsp;ญาติโยมจึงควรนำเงินไปให้ไวยาวัจกร ไม่ใช่ให้พระโดยตรงและไม่ควรเอาเงินใส่ซองหรือย่ามพระ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ไวยาวัจกรคือใคร ?</strong></p><p>A:&nbsp;ไวยาวัจกร คือ ผู้รับผิดชอบจัดหาปัจจัยสี่แทนพระ และผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกรก็ต้องปวารณากับพระด้วยว่ายินดีทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรให้ท่าน แล้วจึงจะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นไวยาวัจกรได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: พระสงฆ์สามารถครอบครองที่ดิน รถยนต์ ได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A: การบวชเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส สละโภคะน้อยใหญ่ ไม่ยินดีในการรับเงิน ทอง ที่ดิน ทาสหญิงหรือชาย หากท่านมีทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ก็ให้ตั้งจิตว่าจะสละทรัพย์เหล่านี้ ส่วนเรื่องเอกสารสามารถทำตามทีหลังได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: กัปปิยโวหารเมื่อนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน</strong></p><p>A: กล่าวแค่ว่านิมนต์ไปฉันเช้าหรือฉันเพล เวลาไหน ไปรับหรือให้มาเอง ไม่ต้องบอกว่าจะถวายอะไร เมนูไหน ถึงแม้จะปวารณาว่าให้พระขอได้ ว่าต้องการฉันอะไร พระก็ไม่ควรขอ แต่หากเป็นกรณีที่พระเจ็บป่วย ขออาหารเพื่อระงับเวทนา ถึงแม้ผู้ถูกขอไม่ได้ปวารณาไว้ ก็ควรให้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การปวารณา มี 2 แบบ</strong></p><p>A: <strong>“ปวารณาระหว่างพระสงฆ์” </strong>กระทำในวันออกพรรษา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ตักเตือนกันในด้านวัตรปฏิบัติ,&nbsp;<strong>“คฤหัสถ์ปวารณาต่อพระ”</strong> เป็นการออกตัวให้พระสงฆ์สามารถ ขอปัจจัยสี่ได้และควรกำหนด สิ่งของหรือมูลค่าไว้ให้ชัดเจน แต่หากปวารณาไว้แล้ว ไม่สามารถให้ได้ตามที่ถูกขอ ก็สามารถถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้หากพระจะขอโดยไม่ปวารณา จะต้องขอกับญาติเท่านั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “กัปปิยโวหาร” ?</strong></p><p>A: กัปปิยโวหาร แปลว่า คำพูดที่จะทำให้เหมาะสม ใช้ระหว่างพระและญาติโยม คำพูดที่ญาติโยมควรพูดกับพระคือ <em>“ข้าพเจ้าถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค มูลค่าเท่านี้ ได้มอบไว้กับไวยาวัจกรชื่อนี้ ถ้าท่านต้องการปัจจัยสี่อันใด ท่านสามารถไปขอกับไวยาวัจกรคนนั้นได้ </em>”&nbsp;ญาติโยมจึงควรนำเงินไปให้ไวยาวัจกร ไม่ใช่ให้พระโดยตรงและไม่ควรเอาเงินใส่ซองหรือย่ามพระ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ไวยาวัจกรคือใคร ?</strong></p><p>A:&nbsp;ไวยาวัจกร คือ ผู้รับผิดชอบจัดหาปัจจัยสี่แทนพระ และผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกรก็ต้องปวารณากับพระด้วยว่ายินดีทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรให้ท่าน แล้วจึงจะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นไวยาวัจกรได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: พระสงฆ์สามารถครอบครองที่ดิน รถยนต์ ได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A: การบวชเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส สละโภคะน้อยใหญ่ ไม่ยินดีในการรับเงิน ทอง ที่ดิน ทาสหญิงหรือชาย หากท่านมีทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ก็ให้ตั้งจิตว่าจะสละทรัพย์เหล่านี้ ส่วนเรื่องเอกสารสามารถทำตามทีหลังได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: กัปปิยโวหารเมื่อนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน</strong></p><p>A: กล่าวแค่ว่านิมนต์ไปฉันเช้าหรือฉันเพล เวลาไหน ไปรับหรือให้มาเอง ไม่ต้องบอกว่าจะถวายอะไร เมนูไหน ถึงแม้จะปวารณาว่าให้พระขอได้ ว่าต้องการฉันอะไร พระก็ไม่ควรขอ แต่หากเป็นกรณีที่พระเจ็บป่วย ขออาหารเพื่อระงับเวทนา ถึงแม้ผู้ถูกขอไม่ได้ปวารณาไว้ ก็ควรให้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศีลข้อเดียวก็มีค่า [6838-7q]</title>
			<itunes:title>ศีลข้อเดียวก็มีค่า [6838-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68cc6ee82cc152f4ddbc7bb3/media.mp3" length="27546501" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68cc6ee82cc152f4ddbc7bb3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68cc6ee82cc152f4ddbc7bb3</link>
			<acast:episodeId>68cc6ee82cc152f4ddbc7bb3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMRXzzK4p3lIsBUQgA/qzLehgGSSP3wRdeiRMUQpv7zKsAJ1y50/ehX8Tzzg/HtP0qYVvh0QHkoE2KpfNCHWH6J]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ตั้งจิตอธิษฐานต่างกับอ้อนวอนขอร้องอย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านตรัสไว้ว่า <strong>“ถ้าจะสำเร็จอะไรได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”,</strong> การอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ เป็นการตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่มีการอ้อนวอนขอร้อง ส่วนการอ้อนวอนขอร้องนั้นเป็นเพียงการอ้อนวอนขอร้องแต่ไม่ได้ลงมือทำ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศีลแปดกับศีลอุโบสถต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกันคือรักษาศีล 8 ทุกข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่<strong> “ศีลอุโบสถ</strong>” จะรักษาแค่วันหนึ่งคืนหนึ่ง พอเช้าก็ออกได้เลย กลับบ้านได้เลย ไม่จำเป็นต้องสมาทานศีล 5 อีก ส่วน <strong>“ศีล 8”</strong> ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: “ศีล</strong>” <strong>ถ้ารักษาได้ไม่ครบก็ไม่ควรรับศีล จริงหรือ?</strong></p><p>A: รักษาศีล ดีกว่าไม่รักษาเลย แม้จะทำได้ไม่ครบ 5 ข้อ แต่ตั้งใจที่จะรักษาแม้เพียงหนึ่งข้อ ก็เป็นสิ่งดี ถ้าเราขอศีลซึ่งเป็นการตั้งเจตนาด้วยการกล่าวออกมา แล้วพระท่านให้ศีล เราควรตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะทำให้ได้ หากเรารับศีลมาแล้วไม่คิดว่าจะทำจะรักษา รับแต่ไม่ทำ การกระทำเช่นนี้ไม่ควรทำ หากเรารับศีลมาแล้ว เราควรปรับจิตของเรา ให้ตั้งจิตไว้ว่าจะทำให้เต็มที่ แม้เพียงครึ่งวันก็ได้หรือทำข้อที่ทำได้จึงจะถูก แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันรักษาศีลไม่ได้ ฉันจะไม่ขอ ก็อย่าคิดอย่างนั้น การที่เรารักษาศีลไว้ได้แม้เพียงหนึ่งข้อ แม้เพียงหนึ่งช่วงเวลา ยังดีกว่าไม่รักษาเลย</p><br><p><strong>Q: เมื่อต้องทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินแล้วยิงศัตรูเสียชีวิตผิด ศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: องค์แห่งการผิดศีลคือ 1) เจตนา 2) กระทำลงไป 3) มีคนตาย ถ้าไม่มีคนตาย ก็ไม่เจตนา อันนี้ไม่ผิดศีล ซึ่งถ้าครบองค์ 3 อย่างนี้ คือผิดศีล หากเขาไม่ตายแต่เราเจตนาจะฆ่าเขา เช่นนี้ก็เป็นบาปแต่อาจไม่ผิดศีล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะมีปัญญาเท่าทันความงมงายได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาจึงจะไม่งมงาย การอ้อนวอนขอร้องเป็นศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เราต้องมีปัญญาในการแยกแยะว่า สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก สิ่งที่ถูกคือเมื่อทำแล้วกิเลสลด สิ่งที่ผิดคือเมื่อทำแล้วกิเลสเพิ่ม และเราควรตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกที่ ไม่ยึดติดในตัวบุคคล แต่ศรัทธาในระบบ ศรัทธาใน <strong>“พุทโธ”</strong> คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า <strong>“ธัมโม”</strong> คือพระธรรมคำสั่งสอน<strong> “สังโฆ” </strong>คือหมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ตั้งจิตอธิษฐานต่างกับอ้อนวอนขอร้องอย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านตรัสไว้ว่า <strong>“ถ้าจะสำเร็จอะไรได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”,</strong> การอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ เป็นการตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่มีการอ้อนวอนขอร้อง ส่วนการอ้อนวอนขอร้องนั้นเป็นเพียงการอ้อนวอนขอร้องแต่ไม่ได้ลงมือทำ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ศีลแปดกับศีลอุโบสถต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกันคือรักษาศีล 8 ทุกข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่<strong> “ศีลอุโบสถ</strong>” จะรักษาแค่วันหนึ่งคืนหนึ่ง พอเช้าก็ออกได้เลย กลับบ้านได้เลย ไม่จำเป็นต้องสมาทานศีล 5 อีก ส่วน <strong>“ศีล 8”</strong> ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: “ศีล</strong>” <strong>ถ้ารักษาได้ไม่ครบก็ไม่ควรรับศีล จริงหรือ?</strong></p><p>A: รักษาศีล ดีกว่าไม่รักษาเลย แม้จะทำได้ไม่ครบ 5 ข้อ แต่ตั้งใจที่จะรักษาแม้เพียงหนึ่งข้อ ก็เป็นสิ่งดี ถ้าเราขอศีลซึ่งเป็นการตั้งเจตนาด้วยการกล่าวออกมา แล้วพระท่านให้ศีล เราควรตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะทำให้ได้ หากเรารับศีลมาแล้วไม่คิดว่าจะทำจะรักษา รับแต่ไม่ทำ การกระทำเช่นนี้ไม่ควรทำ หากเรารับศีลมาแล้ว เราควรปรับจิตของเรา ให้ตั้งจิตไว้ว่าจะทำให้เต็มที่ แม้เพียงครึ่งวันก็ได้หรือทำข้อที่ทำได้จึงจะถูก แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันรักษาศีลไม่ได้ ฉันจะไม่ขอ ก็อย่าคิดอย่างนั้น การที่เรารักษาศีลไว้ได้แม้เพียงหนึ่งข้อ แม้เพียงหนึ่งช่วงเวลา ยังดีกว่าไม่รักษาเลย</p><br><p><strong>Q: เมื่อต้องทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินแล้วยิงศัตรูเสียชีวิตผิด ศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: องค์แห่งการผิดศีลคือ 1) เจตนา 2) กระทำลงไป 3) มีคนตาย ถ้าไม่มีคนตาย ก็ไม่เจตนา อันนี้ไม่ผิดศีล ซึ่งถ้าครบองค์ 3 อย่างนี้ คือผิดศีล หากเขาไม่ตายแต่เราเจตนาจะฆ่าเขา เช่นนี้ก็เป็นบาปแต่อาจไม่ผิดศีล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะมีปัญญาเท่าทันความงมงายได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาจึงจะไม่งมงาย การอ้อนวอนขอร้องเป็นศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เราต้องมีปัญญาในการแยกแยะว่า สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก สิ่งที่ถูกคือเมื่อทำแล้วกิเลสลด สิ่งที่ผิดคือเมื่อทำแล้วกิเลสเพิ่ม และเราควรตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกที่ ไม่ยึดติดในตัวบุคคล แต่ศรัทธาในระบบ ศรัทธาใน <strong>“พุทโธ”</strong> คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า <strong>“ธัมโม”</strong> คือพระธรรมคำสั่งสอน<strong> “สังโฆ” </strong>คือหมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การทดลองของพระเจ้าปายาสิ [6837-7q]</title>
			<itunes:title>การทดลองของพระเจ้าปายาสิ [6837-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68c45b008b1c6a48284d6bdc/media.mp3" length="27419999" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68c45b008b1c6a48284d6bdc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68c45b008b1c6a48284d6bdc</link>
			<acast:episodeId>68c45b008b1c6a48284d6bdc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPNGUGHmIjsS19aWPiUuCayM6IzsdhA73ck5TC+NScDK4RxHVYzXLsiPPM2kAg6di5gLG8zXFtL07xUEYA5LBKu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตชาติมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก และคนเรามักจะทำแบบเดิม ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ใช่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด ทุกอย่างอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนอดีตกาล ทั้งนี้หากมีความเชื่อที่ว่า อดีตเป็นมาอย่างไร อนาคตก็เป็นอย่างนั้น การประพฤติพรมจรรย์จะไม่ปรากฏ ดังนั้น เมื่อเราฟังธรรมแล้ว ควรจับใจความให้ได้ ถึงหมวดธรรมะและคุณธรรมต่าง ๆ ที่ท่านยกมา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เทวดามีกายทิพย์จะปวดเมื่อยได้ไหม?</strong></p><p>A: เทวดากายละเอียด มนุษย์กายหยาบ ไม่ปวดเมื่อยเหมือนมนุษย์ แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และการบรรลุธรรม เพราะว่ามีจิตเหมือนกัน แต่ความยากง่ายจะต่างกัน เพราะจุดเริ่มต้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เทวดาสิ้นอายุได้ใน 4 ลักษณะ</strong></p><p>A: 1) ลืมทานอาหาร เล่นเพลินจนลืมทานอาหาร 2) บุญเพิ่มขึ้น คือเคลื่อนไปสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป 3) มีความโกรธ ทำให้บุญลดลง เศร้าหมอง 4) หมดอายุบุญ คือ ครบอายุบุญ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เทวดาที่ไม่มีรูป (อรูป) รู้สึกได้ด้วยอะไร?</strong></p><p>A: ท่านมีจิต นิ่ง ๆ อยู่อย่างเดียว ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใดได้ เป็นดวงจิตนิ่ง ๆ เป็นพรมลูกฟัก จนกว่าจะหมดอายุไปเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มองชีวิตหลังความตายด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง</strong></p><p>A: ชาติหน้าจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้าก็มี ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้า ชาติหน้าก็ไม่มี เกิดได้ ดับได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การทดลองของพระเจ้าปายาสิ | ปายาสิราชัญญสูตร</strong></p><p>A: พระเจ้าปายาสิ ได้ทดลองนำคนมาผ่ามาหาจิตว่า จิตอยู่ตรงไหน ก็หาไม่เจอ บอกคนที่ทำความดีคิดว่าเขาจะไปสวรรค์แล้วกลับมาบอก ก็ไม่มีใครมา จึงมีความเชื่อว่า <em>“แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”</em> ความเชื่อเช่นนี้เป็น <strong>"มิจฉาทิฎฐิ"</strong> เป็นการหาจิตโดยไม่แยบคาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คำตอบจากพระกุมารกัสสปะ วิธีหาจิตให้แยบคาย</strong></p><p>A: จะหาจิตโดยใช้เครื่องมือที่เห็นได้ด้วยตา หูฟังได้ด้วยเสียงไม่ได้ เพราะจิตเป็นนาม เปรียบดังเคาะสังข์แล้วจะออกให้เป็นเสียง มันไม่ได้ วิธีหาจิตนั้นมีอยู่ คือใช้การตรวจสอบด้วยตาทิพย์ โดยเราจะต้องมีปัญญา หากเราไม่มี ก็ให้อาศัยความเชื่อ อาศัยคนที่มีปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตชาติมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก และคนเรามักจะทำแบบเดิม ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ใช่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด ทุกอย่างอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนอดีตกาล ทั้งนี้หากมีความเชื่อที่ว่า อดีตเป็นมาอย่างไร อนาคตก็เป็นอย่างนั้น การประพฤติพรมจรรย์จะไม่ปรากฏ ดังนั้น เมื่อเราฟังธรรมแล้ว ควรจับใจความให้ได้ ถึงหมวดธรรมะและคุณธรรมต่าง ๆ ที่ท่านยกมา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เทวดามีกายทิพย์จะปวดเมื่อยได้ไหม?</strong></p><p>A: เทวดากายละเอียด มนุษย์กายหยาบ ไม่ปวดเมื่อยเหมือนมนุษย์ แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และการบรรลุธรรม เพราะว่ามีจิตเหมือนกัน แต่ความยากง่ายจะต่างกัน เพราะจุดเริ่มต้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เทวดาสิ้นอายุได้ใน 4 ลักษณะ</strong></p><p>A: 1) ลืมทานอาหาร เล่นเพลินจนลืมทานอาหาร 2) บุญเพิ่มขึ้น คือเคลื่อนไปสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป 3) มีความโกรธ ทำให้บุญลดลง เศร้าหมอง 4) หมดอายุบุญ คือ ครบอายุบุญ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เทวดาที่ไม่มีรูป (อรูป) รู้สึกได้ด้วยอะไร?</strong></p><p>A: ท่านมีจิต นิ่ง ๆ อยู่อย่างเดียว ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใดได้ เป็นดวงจิตนิ่ง ๆ เป็นพรมลูกฟัก จนกว่าจะหมดอายุไปเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มองชีวิตหลังความตายด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง</strong></p><p>A: ชาติหน้าจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้าก็มี ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้า ชาติหน้าก็ไม่มี เกิดได้ ดับได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การทดลองของพระเจ้าปายาสิ | ปายาสิราชัญญสูตร</strong></p><p>A: พระเจ้าปายาสิ ได้ทดลองนำคนมาผ่ามาหาจิตว่า จิตอยู่ตรงไหน ก็หาไม่เจอ บอกคนที่ทำความดีคิดว่าเขาจะไปสวรรค์แล้วกลับมาบอก ก็ไม่มีใครมา จึงมีความเชื่อว่า <em>“แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”</em> ความเชื่อเช่นนี้เป็น <strong>"มิจฉาทิฎฐิ"</strong> เป็นการหาจิตโดยไม่แยบคาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คำตอบจากพระกุมารกัสสปะ วิธีหาจิตให้แยบคาย</strong></p><p>A: จะหาจิตโดยใช้เครื่องมือที่เห็นได้ด้วยตา หูฟังได้ด้วยเสียงไม่ได้ เพราะจิตเป็นนาม เปรียบดังเคาะสังข์แล้วจะออกให้เป็นเสียง มันไม่ได้ วิธีหาจิตนั้นมีอยู่ คือใช้การตรวจสอบด้วยตาทิพย์ โดยเราจะต้องมีปัญญา หากเราไม่มี ก็ให้อาศัยความเชื่อ อาศัยคนที่มีปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตที่เหนือเวทนา [6836-7q]</title>
			<itunes:title>จิตที่เหนือเวทนา [6836-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Sep 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68ba5f204629f1c6be808285/media.mp3" length="27036456" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68ba5f204629f1c6be808285</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68ba5f204629f1c6be808285</link>
			<acast:episodeId>68ba5f204629f1c6be808285</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN1z1J910Jk5nvcFS/+pIzVAGaATv3lDZD5KokwbbxCzPXwTMcPBmSfbXrjms9UY41fR/LqyfLR7GfEBvMmQL2L]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: วิธีพิจารณาเวทนาขณะเจ็บป่วย</strong></p><p>A: คนเราตายได้ง่าย เป็นข้อที่เราต้องตระหนัก ความกลัวตายมี 2 แบบ คือ ความกลัวที่เป็นอกุศล ก็คือความกลัวที่จะตาย และความกลัวที่เป็นกุศล คือกลัวตกนรก ความกลัวตกนรกนี้เป็นกุศล เพราะจะทำให้เราตระหนักว่าเรายังมีบาปอกุศลกรรมใดหรือไม่ ที่จะทำให้ไปตกนรก ถ้ามีต้องรีบละ หากเคยทำผิดศีล ก็ให้สมาทานศีลขึ้นมาใหม่ เราต้องเข้าใจว่าสิ่งใดที่ทำไปแล้ว ก็ล่วงไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดไม่ได้ <strong><em>“อย่ากระนั้นเลย เราจะละสิ่งนั้นเสียเราจะตั้งใจทำใหม่” </em></strong>หากละได้แล้ว ก็ให้อยู่ด้วยปิติและปราโมทย์</p><br><p><strong>Q: วิธีพิจารณาความกลัวการพลัดพราก</strong></p><p>A: 1) <strong>พิจารณาจากของ</strong> เช่น ข้าวของเงินทอง ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราตายไปแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ แต่หากเราตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา เมื่อเทียบทรัพย์ของเทวดากับเงินทอง เงินทองค่ามันน้อยมาก ๆ&nbsp;</p><p>2) <strong>พิจารณาจากคน </strong>คนที่เรารักมากที่สุดต่อให้เราตายไป โลกก็ต้องเป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วิธีตัดความกังวลใจ</strong></p><p>A: <strong>วิธีที่ 1 เข้าสมาธิให้ลึก</strong> เราจะเข้าสมาธิที่ลึกได้ เราต้องตั้งสติ อย่ากังวลใจ อย่าเพลินไปตามอาการ เมื่อเราตัดได้จิตเราจะเป็นสมาธิ จิตจะแยกจากกายได้ ร่างกายก็จะได้พัก </p><p><strong>วิธีที่ 2 ฟังบทโพชฌงค์และสติปัฎฐาน 4 </strong>การฟังธรรมะ จะทำให้เราจิตสงบเป็นสมาธิพอเรามีปิติ มีสุข มันก็จะส่งผลให้กายมีปิติ มีสุข ไปด้วย จะทำให้ร่างกายหายได้โดยควรแก่ฐานะหรือถ้าไม่หายแล้วตาย ก็ทำให้ไปดี ไปสวรรค์และถ้าเห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป จะไปนิพพานได้ ไม่ก่อน ไม่หลังจากการตาย</p><br><p><strong>Q: วิธีให้จิตอยู่เหนือกาย</strong></p><p>A: การแยกจิตกับกาย ทุกขเวทนาอยู่ที่กาย รับรู้สุขทุกข์อยู่ที่จิต เราจะแยกจิตให้อยู่เหนือจากกาย เหนือจากเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย เราต้องเห็นว่ากายนี้เป็นของไม่เที่ยง เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เวทนาทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง เห็นบ่อย ๆ จะเกิดความหน่ายคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ในเวทนาทั้งสุขและทุกข์ เข้าใจว่าทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดถือในทั้งในสุขและทุกข์ พอเข้าใจอย่างนี้ จิตของเราก็จะเหนือจากสุขและทุกข์ทางกาย เหนือโรคภัยไข้เจ็บ&nbsp;เหนือจากผัสสะที่เข้ามากระทบได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: รักษาใจอย่างไรดีเมื่อเพิ่งรู้ว่าทำบุญกับอลัชชี?</strong></p><p>A: ให้ตั้งจิตไว้ว่า <strong><em>“ถวายแด่สงฆ์ คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายเอาผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” </em></strong>ให้ตั้งจิตไว้แบบนี้ แม้ผู้ที่รับจะเป็นภิกษุทุศีล แต่ด้วยความที่เราตั้งเจตนาไว้ดี บุญก็จะส่งผลมหาศาล ซึ่งทานที่ให้ไปนั้น มันจะส่งผลทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง ให้เราตั้งศรัทธาให้ถูก โทษของศรัทธาคือที่ศรัทธาในตัวบุคคลนั้นมีอยู่ ท่านจึง<strong>ให้เราตั้งศรัทธาไว้ที่ “พุทโธ” </strong>คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า<strong> </strong>ไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า,&nbsp;<strong>“ธัมโม” </strong>คือพระธรรมไม่ใช่ตัวหนังสือแต่หมายถึงองค์ความรู้,&nbsp;<strong>“สังโฆ”</strong> หมายถึง หมู่ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นนี้จึงจะเป็นการตั้งศรัทธาไว้อย่างถูกต้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: วิธีพิจารณาเวทนาขณะเจ็บป่วย</strong></p><p>A: คนเราตายได้ง่าย เป็นข้อที่เราต้องตระหนัก ความกลัวตายมี 2 แบบ คือ ความกลัวที่เป็นอกุศล ก็คือความกลัวที่จะตาย และความกลัวที่เป็นกุศล คือกลัวตกนรก ความกลัวตกนรกนี้เป็นกุศล เพราะจะทำให้เราตระหนักว่าเรายังมีบาปอกุศลกรรมใดหรือไม่ ที่จะทำให้ไปตกนรก ถ้ามีต้องรีบละ หากเคยทำผิดศีล ก็ให้สมาทานศีลขึ้นมาใหม่ เราต้องเข้าใจว่าสิ่งใดที่ทำไปแล้ว ก็ล่วงไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดไม่ได้ <strong><em>“อย่ากระนั้นเลย เราจะละสิ่งนั้นเสียเราจะตั้งใจทำใหม่” </em></strong>หากละได้แล้ว ก็ให้อยู่ด้วยปิติและปราโมทย์</p><br><p><strong>Q: วิธีพิจารณาความกลัวการพลัดพราก</strong></p><p>A: 1) <strong>พิจารณาจากของ</strong> เช่น ข้าวของเงินทอง ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราตายไปแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ แต่หากเราตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา เมื่อเทียบทรัพย์ของเทวดากับเงินทอง เงินทองค่ามันน้อยมาก ๆ&nbsp;</p><p>2) <strong>พิจารณาจากคน </strong>คนที่เรารักมากที่สุดต่อให้เราตายไป โลกก็ต้องเป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วิธีตัดความกังวลใจ</strong></p><p>A: <strong>วิธีที่ 1 เข้าสมาธิให้ลึก</strong> เราจะเข้าสมาธิที่ลึกได้ เราต้องตั้งสติ อย่ากังวลใจ อย่าเพลินไปตามอาการ เมื่อเราตัดได้จิตเราจะเป็นสมาธิ จิตจะแยกจากกายได้ ร่างกายก็จะได้พัก </p><p><strong>วิธีที่ 2 ฟังบทโพชฌงค์และสติปัฎฐาน 4 </strong>การฟังธรรมะ จะทำให้เราจิตสงบเป็นสมาธิพอเรามีปิติ มีสุข มันก็จะส่งผลให้กายมีปิติ มีสุข ไปด้วย จะทำให้ร่างกายหายได้โดยควรแก่ฐานะหรือถ้าไม่หายแล้วตาย ก็ทำให้ไปดี ไปสวรรค์และถ้าเห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป จะไปนิพพานได้ ไม่ก่อน ไม่หลังจากการตาย</p><br><p><strong>Q: วิธีให้จิตอยู่เหนือกาย</strong></p><p>A: การแยกจิตกับกาย ทุกขเวทนาอยู่ที่กาย รับรู้สุขทุกข์อยู่ที่จิต เราจะแยกจิตให้อยู่เหนือจากกาย เหนือจากเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย เราต้องเห็นว่ากายนี้เป็นของไม่เที่ยง เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เวทนาทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง เห็นบ่อย ๆ จะเกิดความหน่ายคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ในเวทนาทั้งสุขและทุกข์ เข้าใจว่าทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดถือในทั้งในสุขและทุกข์ พอเข้าใจอย่างนี้ จิตของเราก็จะเหนือจากสุขและทุกข์ทางกาย เหนือโรคภัยไข้เจ็บ&nbsp;เหนือจากผัสสะที่เข้ามากระทบได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: รักษาใจอย่างไรดีเมื่อเพิ่งรู้ว่าทำบุญกับอลัชชี?</strong></p><p>A: ให้ตั้งจิตไว้ว่า <strong><em>“ถวายแด่สงฆ์ คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายเอาผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” </em></strong>ให้ตั้งจิตไว้แบบนี้ แม้ผู้ที่รับจะเป็นภิกษุทุศีล แต่ด้วยความที่เราตั้งเจตนาไว้ดี บุญก็จะส่งผลมหาศาล ซึ่งทานที่ให้ไปนั้น มันจะส่งผลทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง ให้เราตั้งศรัทธาให้ถูก โทษของศรัทธาคือที่ศรัทธาในตัวบุคคลนั้นมีอยู่ ท่านจึง<strong>ให้เราตั้งศรัทธาไว้ที่ “พุทโธ” </strong>คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า<strong> </strong>ไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า,&nbsp;<strong>“ธัมโม” </strong>คือพระธรรมไม่ใช่ตัวหนังสือแต่หมายถึงองค์ความรู้,&nbsp;<strong>“สังโฆ”</strong> หมายถึง หมู่ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นนี้จึงจะเป็นการตั้งศรัทธาไว้อย่างถูกต้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาในการเห็นไตรลักษณ์ [6835-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาในการเห็นไตรลักษณ์ [6835-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68b11ffe674c25e0ea2938f9/media.mp3" length="26624738" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68b11ffe674c25e0ea2938f9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68b11ffe674c25e0ea2938f9</link>
			<acast:episodeId>68b11ffe674c25e0ea2938f9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN1yYP7hvr3Y7j7/xmwfFCsUG0ikqGHd97TdRWOZJ241CzXnONNDQRGEFN14ehysbyteIdpCHyZh/+uF5qtIuVV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นระบบสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” ลักษณะ คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ก็คือธรรมที่มีการปรุงแต่งด้วยเหตุเงื่อนไขปัจจัย ถ้าคุณไม่เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน มันก็จะทำให้คุณ ยินดี พอใจ ยึดถือ เข้าใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอมันเปลี่ยนแปลงไป เราจึงทุกข์ทันที ทุกข์เพราะไม่เป็นตามที่หวัง ที่เราไม่เห็น เพราะอวิชชาทำให้เราไม่เห็น เพราะพอเราเพลินพอใจ ตัณหา อวิชชา ทำงานคู่กัน ทำให้เราไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัณหาอวิชชาทำงานคู่กัน ทำให้เราเห็นว่าเป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ต้องเกิดตรงที่เราไม่รู้</p><br><p><strong>Q: ใครเป็นผู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา</strong></p><p>A: เราจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ด้วยปัญญาระดับ “ภาวนามยปัญญา” เราจะมีปัญญาที่เป็นภาวนามยปัญญาได้ ต้องทำตามมรรค 8 มีศรัทธา สติ สมาธิ ความเพียร ฟังธรรมใคร่ครวญธรรมอยู่เนือง ๆ ภาวนามยปัญญาจึงจะเกิดจึงจะเห็น สิ่งที่เราเข้าใจว่านิจจัง แท้จริงเป็น “อนิจจัง” เข้าใจว่าสุขแท้จริงคือ “ทุกขัง” เข้าใจว่าเป็นตัวตนแท้จริงนั้นมันเป็น “อนัตตา”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นระบบสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” ลักษณะ คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ก็คือธรรมที่มีการปรุงแต่งด้วยเหตุเงื่อนไขปัจจัย ถ้าคุณไม่เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน มันก็จะทำให้คุณ ยินดี พอใจ ยึดถือ เข้าใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอมันเปลี่ยนแปลงไป เราจึงทุกข์ทันที ทุกข์เพราะไม่เป็นตามที่หวัง ที่เราไม่เห็น เพราะอวิชชาทำให้เราไม่เห็น เพราะพอเราเพลินพอใจ ตัณหา อวิชชา ทำงานคู่กัน ทำให้เราไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัณหาอวิชชาทำงานคู่กัน ทำให้เราเห็นว่าเป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ต้องเกิดตรงที่เราไม่รู้</p><br><p><strong>Q: ใครเป็นผู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา</strong></p><p>A: เราจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ด้วยปัญญาระดับ “ภาวนามยปัญญา” เราจะมีปัญญาที่เป็นภาวนามยปัญญาได้ ต้องทำตามมรรค 8 มีศรัทธา สติ สมาธิ ความเพียร ฟังธรรมใคร่ครวญธรรมอยู่เนือง ๆ ภาวนามยปัญญาจึงจะเกิดจึงจะเห็น สิ่งที่เราเข้าใจว่านิจจัง แท้จริงเป็น “อนิจจัง” เข้าใจว่าสุขแท้จริงคือ “ทุกขัง” เข้าใจว่าเป็นตัวตนแท้จริงนั้นมันเป็น “อนัตตา”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จัดสมดุลระหว่างธรรมกับหน้าที่ [6834-7q]</title>
			<itunes:title>จัดสมดุลระหว่างธรรมกับหน้าที่ [6834-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68a8980a718453410e5433e1/media.mp3" length="26486870" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68a8980a718453410e5433e1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68a8980a718453410e5433e1</link>
			<acast:episodeId>68a8980a718453410e5433e1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMpF0w9RtpeMwQtrhkQKuLU0fgDMP/PC4YptC2JbnZwA0ifpBx1hddF/HT7YY1soYPSiliRLrdwKOnvKxfl0omU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: จะทำจิตให้สมดุลได้อย่างไรระหว่างธรรมกับหน้าที่ ?</strong></p><p>A: เราต้องตั้งจิตให้เป็นสัมมาทิฐิก่อน ท่านให้เกณฑ์ของศีลไว้ คนที่ผิดศีล ฆ่าคน ต้องไปตกนรก การที่เราเข้าใจว่า ฆ่าคนแล้วไปสวรรค์ นั่นเป็นมิจฉาทิฐิ คนที่มีมิจฉาทิฐิแม้ตัวเองจะไม่ได้ไปออกรบเองก็จะมีคติที่ไป คือไปเกิดในนรกหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน และการเข้าใจว่าคนที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด ต้องไปนรกทั้งหมดนั้นมันไม่แน่ อย่าเหมา มิจฉาทิฐินั้นจะมีสุดโต่ง 2 ข้าง ข้างหนึ่ง คือ เข้าใจว่า ที่จริงต้องไปนรกแต่เข้าใจว่าไปสวรรค์ สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือเข้าใจว่า ทั้งหมดต้องไปนรก ให้เรามาตรงกลาง คือ สัมมาทิฐิ ว่าอกุศลที่เราทำไปมีอยู่ มิจฉาทิฐิกับทำผิดศีลนั้นไม่ดี “อย่ากระนั้นเลย เราจะละความเข้าใจผิดนั้นเสีย แล้วเราก็จะละการผิดศีลนั้นเสีย ละการฆ่าคนนั้นเสีย ก็จะทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น”</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q: อะไรคือสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น?</strong></p><p>A: <strong>“สิ่งที่ควรเว้น” </strong>คือ เว้นการผิดศีล เว้นมิจฉาทิฎฐิ เว้นการฆ่าคน เว้นการกระทำที่กระตุ้นราคะ โทสะ โมหะ ให้มากขึ้น <strong>“สิ่งที่ควรทำ”</strong> คือ ตั้งจิตให้อยู่ในแดนกุศล เข้าใจว่าศีลคือสิ่งที่ต้องรักษา เข้าใจว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว&nbsp;เมื่อเคยทำผิดศีลแล้วต่อมาเข้าใจถูก ก็เลิกพูดในสิ่งที่ผิด (ในที่นี้คือ เลิกพูดว่าฆ่าคนแล้วได้ไปสวรรค์) เมื่อทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้นอย่างนี้แล้ว นั่นคือช่องทางที่เราจะดำเนินชีวิต ก็จะสามารถที่จะถึงกระแสพระพุทธเจ้า เป็นโสดาบันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แล้วควรจะทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้เข้าใจว่าเราไม่ได้ทำกิจนั้นตลอดเวลา ให้ตั้งจิตให้เป็นกุศล ทำจิตไว้ให้ดี ตั้งเจตนาให้ถูก ให้เข้าใจว่าถึงยังไงก็แก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าผิดศีลแล้วคือผิดหมด ให้เข้าใจว่าแม้ผิดศีลก็แก้ไขได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วางจิตทำหน้าที่ต่างกัน ผลต่างกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านอุปมาไว้ดังรอยกรีด หากวางจิตเพื่อป้องกัน ไม่ได้มุ่งทำร้าย ก็อุปมาดังรอยกรีดบนน้ำ หากวางจิตที่หมายจะเอาชีวิต ฆ่าฟัน ก็อุปมาดัง รอยกรีดบนหิน ที่จะให้ผลหนัก</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: จะทำจิตให้สมดุลได้อย่างไรระหว่างธรรมกับหน้าที่ ?</strong></p><p>A: เราต้องตั้งจิตให้เป็นสัมมาทิฐิก่อน ท่านให้เกณฑ์ของศีลไว้ คนที่ผิดศีล ฆ่าคน ต้องไปตกนรก การที่เราเข้าใจว่า ฆ่าคนแล้วไปสวรรค์ นั่นเป็นมิจฉาทิฐิ คนที่มีมิจฉาทิฐิแม้ตัวเองจะไม่ได้ไปออกรบเองก็จะมีคติที่ไป คือไปเกิดในนรกหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน และการเข้าใจว่าคนที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด ต้องไปนรกทั้งหมดนั้นมันไม่แน่ อย่าเหมา มิจฉาทิฐินั้นจะมีสุดโต่ง 2 ข้าง ข้างหนึ่ง คือ เข้าใจว่า ที่จริงต้องไปนรกแต่เข้าใจว่าไปสวรรค์ สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือเข้าใจว่า ทั้งหมดต้องไปนรก ให้เรามาตรงกลาง คือ สัมมาทิฐิ ว่าอกุศลที่เราทำไปมีอยู่ มิจฉาทิฐิกับทำผิดศีลนั้นไม่ดี “อย่ากระนั้นเลย เราจะละความเข้าใจผิดนั้นเสีย แล้วเราก็จะละการผิดศีลนั้นเสีย ละการฆ่าคนนั้นเสีย ก็จะทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น”</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q: อะไรคือสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น?</strong></p><p>A: <strong>“สิ่งที่ควรเว้น” </strong>คือ เว้นการผิดศีล เว้นมิจฉาทิฎฐิ เว้นการฆ่าคน เว้นการกระทำที่กระตุ้นราคะ โทสะ โมหะ ให้มากขึ้น <strong>“สิ่งที่ควรทำ”</strong> คือ ตั้งจิตให้อยู่ในแดนกุศล เข้าใจว่าศีลคือสิ่งที่ต้องรักษา เข้าใจว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว&nbsp;เมื่อเคยทำผิดศีลแล้วต่อมาเข้าใจถูก ก็เลิกพูดในสิ่งที่ผิด (ในที่นี้คือ เลิกพูดว่าฆ่าคนแล้วได้ไปสวรรค์) เมื่อทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้นอย่างนี้แล้ว นั่นคือช่องทางที่เราจะดำเนินชีวิต ก็จะสามารถที่จะถึงกระแสพระพุทธเจ้า เป็นโสดาบันได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แล้วควรจะทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้เข้าใจว่าเราไม่ได้ทำกิจนั้นตลอดเวลา ให้ตั้งจิตให้เป็นกุศล ทำจิตไว้ให้ดี ตั้งเจตนาให้ถูก ให้เข้าใจว่าถึงยังไงก็แก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าผิดศีลแล้วคือผิดหมด ให้เข้าใจว่าแม้ผิดศีลก็แก้ไขได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: วางจิตทำหน้าที่ต่างกัน ผลต่างกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านอุปมาไว้ดังรอยกรีด หากวางจิตเพื่อป้องกัน ไม่ได้มุ่งทำร้าย ก็อุปมาดังรอยกรีดบนน้ำ หากวางจิตที่หมายจะเอาชีวิต ฆ่าฟัน ก็อุปมาดัง รอยกรีดบนหิน ที่จะให้ผลหนัก</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือโลกแบบไม่หลุดโลก [6833-7q]</title>
			<itunes:title>เหนือโลกแบบไม่หลุดโลก [6833-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/689fa34b66f126ae3f231773/media.mp3" length="27034944" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">689fa34b66f126ae3f231773</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/689fa34b66f126ae3f231773</link>
			<acast:episodeId>689fa34b66f126ae3f231773</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjO83/FIm4SnGBK0Dt2NUdxNhsyOlPK8sWn11MLI3zjuw5b94Rjcvp3ApSi1jDsgU2Ti3uCXSROdQIoPhNXQYYDI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: วิธีเจริญสติในเวลาทำงานทำอย่างไร?</strong></p><p>A: เราต้องมีเครื่องระลึกถึงคือ “สติ” ในทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ขัดเคือง มีเมตตาให้คนอื่น เวลาทำงานถ้ากิเลสเพิ่ม นั่นคือไม่มีสติในการทำงาน เวลาทำงานถ้ากิเลสลด นั่นคือมีสติในการทำงาน</p><br><p><strong>Q: พระเครื่องไม่มีในพระพุทธศาสนาใช่ไหม?</strong></p><p>A: มีหลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณของท่าน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรทำ คือเดินตามทางมรรค 8 ไม่ใช่ห้อยพระ เพื่ออยากให้บันดาลสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้</p><br><p><strong>Q: “สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน” และ “สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน” นั้นคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนคือ<strong> “ขันธ์ 5”</strong> สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตนคือ <strong>“จิต”</strong> จิตหลอกตัวเองว่าจิตเป็นของเรา แล้วจิตก็หลอกตัวเองไปยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นตัวตน ว่านั่นเป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา มันล๊อกกันอยู่ 2 ชั้น ให้เราพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นตรงนี้จะคลายความยึดถือและปลดล๊อกได้ ให้เรารักษาจิต ด้วยสติ ศีล สมาธิและปัญญา เมื่อความจริงปรากฏว่าจิตก็ไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง จิตก็จะละเอียดลงๆ หลุดพ้นจากความยึดถือ อวิชชาที่อยู่ที่จิตก็จะดับไป และสิ่งเหลืออยู่ ก็คือจิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: การใช้ชีวิตตอนอยู่นอกคอร์สปฏิบัติธรรม ?</strong></p><p>A: เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม <strong>สิ่งที่สำคัญ คือ “จิตใจ” ให้อยู่เหนือโลก</strong> เหนือผัสสะที่จะมาทำให้เราสุข ทุกข์ ขัดเคือง ลุ่มหลง ให้เหนือจากสิ่งเหล่านี้ด้วยสติสัมปชัญญะ เหนือด้วยสติปัญญา <strong>อย่าทำตัวเป็นคนหลุดโลก </strong>คือไม่สนคนอื่นหรือทำตัวประหลาด ให้ดูว่าเพื่อนที่ไปด้วยว่าเป็นกัลยาณมิตรไหม ชวนคุยเรื่องธรรมะหรือหากคุยเรื่องงานก็ให้คุยด้วยสัมมาวาจา หากคำพูดใดที่จะทำให้อกุศลเกิดก็อย่าพูด</p><br><p><strong>Q: คนเลือกเกิดได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A: ทั้งได้และไม่ได้ หากเราทำดีรักษาศีล ก็เลือกเกิดไปสวรรค์ได้ หากเราผิดศีล ก็คือเลือกเกิดไปนรก หากจะเลือกไม่เกิดเลย ก็ต้องปฏิบัติตามรรค 8 จะไปนิพพานได้ หรือหากหมายถึงเลือกเกิดได้ แบบอยากรวย สวย หล่อ ต้องตั้งจิตอธิฐาน ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ ไม่แน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: วิธีเจริญสติในเวลาทำงานทำอย่างไร?</strong></p><p>A: เราต้องมีเครื่องระลึกถึงคือ “สติ” ในทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ขัดเคือง มีเมตตาให้คนอื่น เวลาทำงานถ้ากิเลสเพิ่ม นั่นคือไม่มีสติในการทำงาน เวลาทำงานถ้ากิเลสลด นั่นคือมีสติในการทำงาน</p><br><p><strong>Q: พระเครื่องไม่มีในพระพุทธศาสนาใช่ไหม?</strong></p><p>A: มีหลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณของท่าน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรทำ คือเดินตามทางมรรค 8 ไม่ใช่ห้อยพระ เพื่ออยากให้บันดาลสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้</p><br><p><strong>Q: “สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน” และ “สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน” นั้นคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนคือ<strong> “ขันธ์ 5”</strong> สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตนคือ <strong>“จิต”</strong> จิตหลอกตัวเองว่าจิตเป็นของเรา แล้วจิตก็หลอกตัวเองไปยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นตัวตน ว่านั่นเป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา มันล๊อกกันอยู่ 2 ชั้น ให้เราพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นตรงนี้จะคลายความยึดถือและปลดล๊อกได้ ให้เรารักษาจิต ด้วยสติ ศีล สมาธิและปัญญา เมื่อความจริงปรากฏว่าจิตก็ไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง จิตก็จะละเอียดลงๆ หลุดพ้นจากความยึดถือ อวิชชาที่อยู่ที่จิตก็จะดับไป และสิ่งเหลืออยู่ ก็คือจิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: การใช้ชีวิตตอนอยู่นอกคอร์สปฏิบัติธรรม ?</strong></p><p>A: เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม <strong>สิ่งที่สำคัญ คือ “จิตใจ” ให้อยู่เหนือโลก</strong> เหนือผัสสะที่จะมาทำให้เราสุข ทุกข์ ขัดเคือง ลุ่มหลง ให้เหนือจากสิ่งเหล่านี้ด้วยสติสัมปชัญญะ เหนือด้วยสติปัญญา <strong>อย่าทำตัวเป็นคนหลุดโลก </strong>คือไม่สนคนอื่นหรือทำตัวประหลาด ให้ดูว่าเพื่อนที่ไปด้วยว่าเป็นกัลยาณมิตรไหม ชวนคุยเรื่องธรรมะหรือหากคุยเรื่องงานก็ให้คุยด้วยสัมมาวาจา หากคำพูดใดที่จะทำให้อกุศลเกิดก็อย่าพูด</p><br><p><strong>Q: คนเลือกเกิดได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A: ทั้งได้และไม่ได้ หากเราทำดีรักษาศีล ก็เลือกเกิดไปสวรรค์ได้ หากเราผิดศีล ก็คือเลือกเกิดไปนรก หากจะเลือกไม่เกิดเลย ก็ต้องปฏิบัติตามรรค 8 จะไปนิพพานได้ หรือหากหมายถึงเลือกเกิดได้ แบบอยากรวย สวย หล่อ ต้องตั้งจิตอธิฐาน ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ ไม่แน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปสมบทวิบัติ [6832-7q]</title>
			<itunes:title>อุปสมบทวิบัติ [6832-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/689549c286fca1362833eacb/media.mp3" length="26502036" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">689549c286fca1362833eacb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/689549c286fca1362833eacb</link>
			<acast:episodeId>689549c286fca1362833eacb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOs/M+7X7fOPOhECFVus667NkF0p8rrHLU7WQt4kgOcXmYMeIpO9EVGu48fmXK70m90f7Cp4ayfPUoeFSVVNQb7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าอุปัชฌาย์ปาราชิกจะมีผลต่อการบวชอย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านบัญญัติไว้ว่าเหตุที่จะบวชไม่สำเร็จ คือ <strong>“วิบัติ 4 ประการ”</strong> </p><p>1) <strong>วัตถุวิบัติ</strong> คือ คนที่บวช พ่อ แม่ไม่อนุญาตให้บวช อายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นโรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคลมบ้าหมู อวัยวะไม่สมประกอบ เคยถูกหลวงลงอาญาและไม่ใช่คน จึงต้องมีการไต่ถาม ตรวจสอบ ถ้ารู้ก่อนไม่ให้บวช คือ คนที่ไม่มีบาตร มีหนี้ ติดคดีความ ถ้ารู้ภายหลังต้องให้สึก คือเคยทำอนันตริยกรรม มีอวัยวะสองเพศ กะเทย ขันที การที่มารู้ทีหลัง คนที่บวชให้จะอาบัติ แต่พระที่บวชมาแล้วไม่อาบัติ </p><p>2) <strong>บริษัทวิบัติ</strong> ในหมู่พระขณะที่บวชนั้น จะต้องมีพระที่ไม่ปาราชิกเกิน 5 รูป ของพระที่อยู่ในในหัตถบาท&nbsp;และหากมีคนที่ไม่ใช่พระอยู่ในนั้น ก็วิบัติเช่นกัน&nbsp;&nbsp;</p><p>3) <strong>สีมาวิบัติ</strong> สถานที่ที่ใช้ในการบวชต้องได้รับการสมมติสีมาขึ้นอย่างถูกต้อง พระที่อยู่ในเขตสีมา ต้องอยู่ในหัตถบาส แต่ถ้าอยู่ในเขตสีมา แต่อยู่นอกหัตถบาสถือว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ </p><p>4) <strong>กรรมวาจาวิบัติ</strong> ถ้าคนที่จะมาบวช กล่าวไม่ถูก กล่าวผิด ถือว่าวิบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> <strong>ใครคืออุปัชฌาย์?</strong></p><p>A: อุปัชฌาย์ หมายถึง ผู้นำเข้าหมู่ ตอนแรกกฎยังไม่มาก ภายหลังพอกฏระเบียบมากขึ้นก็ต้องมีผู้แนะนำสั่งสอน ผู้สั่งสอนและนำเข้าหมู่จึงเรียกว่า <strong>“พระอุปัชฌาย์”</strong> แต่บางทีพระอุปัชฌาย์อาจจะไม่ได้สอน ก็จะมีพระอาจารย์เป็นผู้สอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การจัดคอร์สในปัจจุปันมีที่ไหนบ้าง?</strong></p><p>A:&nbsp;สถานที่จัด: <strong>วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ&nbsp;วันที่ 6-14 ธันวาคม 2568 </strong>และ<strong> วันที่ 21 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 </strong>การเดินทาง : เดินทางได้ด้วยรถทัวร์และเครื่องบิน ลงที่สนามบินอุดรธานี มีรถไปรับ (นัดเวลากันอีกครั้ง) ท่านสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.panya.org</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่สามารถนำมาใช้ในช่วงสงครามนี้</strong></p><p>A: ให้จิตของเราไปตามกระแสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วรักษาจิตเราให้ดี รักษาศีลให้ดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าอุปัชฌาย์ปาราชิกจะมีผลต่อการบวชอย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านบัญญัติไว้ว่าเหตุที่จะบวชไม่สำเร็จ คือ <strong>“วิบัติ 4 ประการ”</strong> </p><p>1) <strong>วัตถุวิบัติ</strong> คือ คนที่บวช พ่อ แม่ไม่อนุญาตให้บวช อายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นโรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคลมบ้าหมู อวัยวะไม่สมประกอบ เคยถูกหลวงลงอาญาและไม่ใช่คน จึงต้องมีการไต่ถาม ตรวจสอบ ถ้ารู้ก่อนไม่ให้บวช คือ คนที่ไม่มีบาตร มีหนี้ ติดคดีความ ถ้ารู้ภายหลังต้องให้สึก คือเคยทำอนันตริยกรรม มีอวัยวะสองเพศ กะเทย ขันที การที่มารู้ทีหลัง คนที่บวชให้จะอาบัติ แต่พระที่บวชมาแล้วไม่อาบัติ </p><p>2) <strong>บริษัทวิบัติ</strong> ในหมู่พระขณะที่บวชนั้น จะต้องมีพระที่ไม่ปาราชิกเกิน 5 รูป ของพระที่อยู่ในในหัตถบาท&nbsp;และหากมีคนที่ไม่ใช่พระอยู่ในนั้น ก็วิบัติเช่นกัน&nbsp;&nbsp;</p><p>3) <strong>สีมาวิบัติ</strong> สถานที่ที่ใช้ในการบวชต้องได้รับการสมมติสีมาขึ้นอย่างถูกต้อง พระที่อยู่ในเขตสีมา ต้องอยู่ในหัตถบาส แต่ถ้าอยู่ในเขตสีมา แต่อยู่นอกหัตถบาสถือว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์ </p><p>4) <strong>กรรมวาจาวิบัติ</strong> ถ้าคนที่จะมาบวช กล่าวไม่ถูก กล่าวผิด ถือว่าวิบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> <strong>ใครคืออุปัชฌาย์?</strong></p><p>A: อุปัชฌาย์ หมายถึง ผู้นำเข้าหมู่ ตอนแรกกฎยังไม่มาก ภายหลังพอกฏระเบียบมากขึ้นก็ต้องมีผู้แนะนำสั่งสอน ผู้สั่งสอนและนำเข้าหมู่จึงเรียกว่า <strong>“พระอุปัชฌาย์”</strong> แต่บางทีพระอุปัชฌาย์อาจจะไม่ได้สอน ก็จะมีพระอาจารย์เป็นผู้สอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การจัดคอร์สในปัจจุปันมีที่ไหนบ้าง?</strong></p><p>A:&nbsp;สถานที่จัด: <strong>วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ&nbsp;วันที่ 6-14 ธันวาคม 2568 </strong>และ<strong> วันที่ 21 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 </strong>การเดินทาง : เดินทางได้ด้วยรถทัวร์และเครื่องบิน ลงที่สนามบินอุดรธานี มีรถไปรับ (นัดเวลากันอีกครั้ง) ท่านสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.panya.org</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่สามารถนำมาใช้ในช่วงสงครามนี้</strong></p><p>A: ให้จิตของเราไปตามกระแสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วรักษาจิตเราให้ดี รักษาศีลให้ดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อาชีวะของภิกษุ [6831-7q]</title>
			<itunes:title>อาชีวะของภิกษุ [6831-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Aug 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/688d2094c6d705dd3abecd17/media.mp3" length="26912806" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">688d2094c6d705dd3abecd17</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/688d2094c6d705dd3abecd17</link>
			<acast:episodeId>688d2094c6d705dd3abecd17</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNWg0CnkfCNHIj68Q114afIndMhVERR2ecNnMK3YbaIJgAe72FhKrxcWS9DYvJcrzTzEhXsSYvlyzvbbJYfZNxD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อาชีวะของภิกษุ เรื่องการซื้อการขาย</strong></p><p>A: พระห้ามซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนของด้วยตัวเอง เพราะผิดพระวินัย แต่หากมีไวยาวัจกร ทำหน้าที่ซื้อขายแทน สามารถทำได้&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วัตถุอนามาส วัตถุที่ไม่ควรแตะต้อง</strong></p><p>A: วัตถุอนามาส เป็นของที่พระไม่ควรแตะต้องเพราะจำทำให้เกิดกิเลสได้ง่าย ได้แก่ 1) ศาสตราวุธ 2) เครื่องดักสัตว์ 3) วัตถุของมีค่า 4) เครื่องประโคมดนตรี 5) สัตว์เดรัชฉานตัวเมีย รวมถึงกะเทย ผู้หญิง เครื่องแต่งกายหญิง ตุ๊กตาที่เป็นผู้หญิง 6) ข้าวเปลือกหรือผลไม้ที่ออกรวงออกผลแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ภิกษุกับการขับรถยนต์</strong></p><p>A: ไม่มีระบุไว้ในพระวินัย แต่ความเห็นของอรรถกถาจารย์ในประเทศไทยห้ามพระขับรถ</p><br><p><strong>Q: การดูแลบิดามารดาที่แก่เฒ่า</strong></p><p>A: ท่านอนุญาตเรื่องการดูแล คือ การอำนวยความสะดวก เช่น หาคนมาดูแลท่าน การนำอาหารที่บิณฑบาตมาด้วยปลีแข้งของตัวเองเอาไปให้ ท่านอนุญาตให้เท่านี้ เกินกว่านี้จะอาบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อพระป่วยจะฉันอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ท่านฉันได้หลังเที่ยง คือ น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อนไม่เติมน้ำตาลและน้ำเปล่า ท่านสามารถฉันได้โดยไม่ต้องมีเหตุ แต่ถ้าจะฉันเพื่อระงับเวทนา ท่านก็ให้พิจารณาก่อนค่อยฉัน ได้แก่ เภสัช5 น้ำต้มเนื้อเอาแต่น้ำ ข้าวยาคูแค่น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ที่นอน</strong></p><p>A: ที่นอนเตียงตั่งพระห้ามสูงเกินเอว ห้ามนอนเตียงตั่งยกสูง&nbsp;ห้ามไม่ให้เท้าของตั่งหรือเตียงเป็นรูปสัตว์หรือประดับด้วยทอง ฟูกต้องเป็นขนาดที่นอนได้คนเดียวห้ามหนาเกินคืบ หมอนต้องเป็นหมอนที่หนุนได้คนเดียว ห้ามมีหมอนข้าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อาชีวะของภิกษุ เรื่องการซื้อการขาย</strong></p><p>A: พระห้ามซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนของด้วยตัวเอง เพราะผิดพระวินัย แต่หากมีไวยาวัจกร ทำหน้าที่ซื้อขายแทน สามารถทำได้&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วัตถุอนามาส วัตถุที่ไม่ควรแตะต้อง</strong></p><p>A: วัตถุอนามาส เป็นของที่พระไม่ควรแตะต้องเพราะจำทำให้เกิดกิเลสได้ง่าย ได้แก่ 1) ศาสตราวุธ 2) เครื่องดักสัตว์ 3) วัตถุของมีค่า 4) เครื่องประโคมดนตรี 5) สัตว์เดรัชฉานตัวเมีย รวมถึงกะเทย ผู้หญิง เครื่องแต่งกายหญิง ตุ๊กตาที่เป็นผู้หญิง 6) ข้าวเปลือกหรือผลไม้ที่ออกรวงออกผลแล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ภิกษุกับการขับรถยนต์</strong></p><p>A: ไม่มีระบุไว้ในพระวินัย แต่ความเห็นของอรรถกถาจารย์ในประเทศไทยห้ามพระขับรถ</p><br><p><strong>Q: การดูแลบิดามารดาที่แก่เฒ่า</strong></p><p>A: ท่านอนุญาตเรื่องการดูแล คือ การอำนวยความสะดวก เช่น หาคนมาดูแลท่าน การนำอาหารที่บิณฑบาตมาด้วยปลีแข้งของตัวเองเอาไปให้ ท่านอนุญาตให้เท่านี้ เกินกว่านี้จะอาบัติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อพระป่วยจะฉันอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ท่านฉันได้หลังเที่ยง คือ น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อนไม่เติมน้ำตาลและน้ำเปล่า ท่านสามารถฉันได้โดยไม่ต้องมีเหตุ แต่ถ้าจะฉันเพื่อระงับเวทนา ท่านก็ให้พิจารณาก่อนค่อยฉัน ได้แก่ เภสัช5 น้ำต้มเนื้อเอาแต่น้ำ ข้าวยาคูแค่น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ที่นอน</strong></p><p>A: ที่นอนเตียงตั่งพระห้ามสูงเกินเอว ห้ามนอนเตียงตั่งยกสูง&nbsp;ห้ามไม่ให้เท้าของตั่งหรือเตียงเป็นรูปสัตว์หรือประดับด้วยทอง ฟูกต้องเป็นขนาดที่นอนได้คนเดียวห้ามหนาเกินคืบ หมอนต้องเป็นหมอนที่หนุนได้คนเดียว ห้ามมีหมอนข้าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พิจารณาถูกไม่หลงทาง [6830-7q]</title>
			<itunes:title>พิจารณาถูกไม่หลงทาง [6830-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6883f7733781311f91537ef5/media.mp3" length="28360852" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6883f7733781311f91537ef5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6883f7733781311f91537ef5</link>
			<acast:episodeId>6883f7733781311f91537ef5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM+W22weU4ywzC1YYR0/Xv9kh0dXaP2vzVsKZ6kNL8+ioPR7V9f03kbEuY56B0qDFV8+CWN/ng3yIyV+/0RKcae]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : วิธีเช็คจรรยาบรรณจริยธรรมในจิตเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : ใช้มรรค 8 เป็นเกณฑ์ ท่านให้พิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ โยนิโสมนสิการ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิถึงความไม่เที่ยงอยู่เนือง ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่เนือง ๆ ความเข้าใจบางประการจะเกิดขึ้น  แจ่มแจ้งขึ้นว่า เราไม่ควรทำอย่างนั้น แล้วเราจะกลับตัวได้ เราจะเตือนตนด้วยตนได้ ยิ่งเรากลับตัวได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าหากเราเตือนตนด้วยตนไม่ได้ก็ต้องให้คนอื่นเตือน สังคมเตือน การลงโทษหรือตกนรก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การพยากรณ์ต่อวัสสการพราหมณ์จะเป็นใครในอนาคต</strong></p><p>A : วัสสการพราหมณ์ ในโคปกโมคคัลลานสูตร ในอรรถกถาเขียนไว้ว่าพราหมณ์ท่านนี้ปรากฏว่าไปเกิดเป็นลิง เพราะเหตุที่สมัยหนึ่งเดินลงมาจากเขาคิชฌกูฏ เห็นพระมหากัจจายนะแล้วบอกว่าเหมือนลิง พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวว่า <em>“ถ้าขอขมาจะเป็นการดี ถ้าไม่ได้ขอขมาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดเป็นลิง”</em> แต่เขาไม่ทำตาม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วางจิตอย่างไรต่อข่าวในทางไม่ดีของพระ</strong></p><p>A : “สงฆ์” แปลว่าหมู่ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเหมา การเหมาว่าพระทุกรูปจะเป็นแบบนี้ จะทำให้สรณะของเราเศร้าหมอง ให้เราขอขมาพระรัตนตรัย ด้วยการตั้งจิตแล้วขอขมาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอตั้งจิตเราต่อสรณะ 3 อย่างนี้ ไม่ควรติเตียนใคร ใครทำกรรมก็ได้ผลของกรรมนั้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแสดงให้ใครฟัง แสดงที่ไหน?</strong></p><p>A : แสดงไว้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แสดงธรรมให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และเทวดาท่านก็ได้ยืนฟังด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนาถบิณฑิกเศรษฐีทุบศาลพระภูมิมาจากสาเหตุใด?</strong></p><p>A : อาจจะเป็นตอนที่จากเศรษฐีเป็นยาจก เรื่องราวทีสอดคล้องคือมาในนิทานธรรมบท ที่มีเทวดาตนหนึ่งอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่านบอกว่า ถ้าท่านยังให้ทานอยู่ท่านจะจนลงไปอีก ท่านเศรษฐีจึงทุบซุ้มประตูทิ้ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : วิธีเช็คจรรยาบรรณจริยธรรมในจิตเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : ใช้มรรค 8 เป็นเกณฑ์ ท่านให้พิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ โยนิโสมนสิการ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิถึงความไม่เที่ยงอยู่เนือง ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่เนือง ๆ ความเข้าใจบางประการจะเกิดขึ้น  แจ่มแจ้งขึ้นว่า เราไม่ควรทำอย่างนั้น แล้วเราจะกลับตัวได้ เราจะเตือนตนด้วยตนได้ ยิ่งเรากลับตัวได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าหากเราเตือนตนด้วยตนไม่ได้ก็ต้องให้คนอื่นเตือน สังคมเตือน การลงโทษหรือตกนรก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การพยากรณ์ต่อวัสสการพราหมณ์จะเป็นใครในอนาคต</strong></p><p>A : วัสสการพราหมณ์ ในโคปกโมคคัลลานสูตร ในอรรถกถาเขียนไว้ว่าพราหมณ์ท่านนี้ปรากฏว่าไปเกิดเป็นลิง เพราะเหตุที่สมัยหนึ่งเดินลงมาจากเขาคิชฌกูฏ เห็นพระมหากัจจายนะแล้วบอกว่าเหมือนลิง พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวว่า <em>“ถ้าขอขมาจะเป็นการดี ถ้าไม่ได้ขอขมาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดเป็นลิง”</em> แต่เขาไม่ทำตาม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วางจิตอย่างไรต่อข่าวในทางไม่ดีของพระ</strong></p><p>A : “สงฆ์” แปลว่าหมู่ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเหมา การเหมาว่าพระทุกรูปจะเป็นแบบนี้ จะทำให้สรณะของเราเศร้าหมอง ให้เราขอขมาพระรัตนตรัย ด้วยการตั้งจิตแล้วขอขมาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอตั้งจิตเราต่อสรณะ 3 อย่างนี้ ไม่ควรติเตียนใคร ใครทำกรรมก็ได้ผลของกรรมนั้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแสดงให้ใครฟัง แสดงที่ไหน?</strong></p><p>A : แสดงไว้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แสดงธรรมให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และเทวดาท่านก็ได้ยืนฟังด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนาถบิณฑิกเศรษฐีทุบศาลพระภูมิมาจากสาเหตุใด?</strong></p><p>A : อาจจะเป็นตอนที่จากเศรษฐีเป็นยาจก เรื่องราวทีสอดคล้องคือมาในนิทานธรรมบท ที่มีเทวดาตนหนึ่งอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่านบอกว่า ถ้าท่านยังให้ทานอยู่ท่านจะจนลงไปอีก ท่านเศรษฐีจึงทุบซุ้มประตูทิ้ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศาสนาเสื่อมได้เจริญได้ [6829-7q]</title>
			<itunes:title>ศาสนาเสื่อมได้เจริญได้ [6829-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68792caab93bd5454dd7de1c/media.mp3" length="27763475" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68792caab93bd5454dd7de1c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68792caab93bd5454dd7de1c</link>
			<acast:episodeId>68792caab93bd5454dd7de1c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMYZ+NnqrqNPjfhAZlr2TWJDdrktSgcJFScts68Cc9Y+zIStn12EJmeCMU0F9cVqV/m2huaPMAiMMgBBN9JQZfy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง?</strong></p><p>A : คำสอนหากมีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติย่อมเจริญ แต่หากไม่มีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติ คำสอนก็จะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสอน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong>“ธรรมะที่จะทำให้เจริญได้ คือ ความไม่ประมาท” </strong>เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและต่อไป&nbsp;ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศาสนาเดียวกันแต่ทำไมปฏิบัติต่างกัน</strong></p><p>A : ความแตกต่างกันมีอยู่แล้ว เพราะท่านสอนไว้หลายอย่าง ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ท่านชำนาญด้านไหนท่านก็สอนด้านนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หลักการในการพิจารณาว่าอะไรเป็นธรรมวินัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><p><strong>A : </strong>หากเราได้ยินได้ฟังจากใครก็ตาม แล้วเขาบอกว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เรารับฟังไว้ก่อน แล้วกำหนดบทอรรถและพยัญชนะให้ถูกต้อง จากนั้นนำไปเทียบเคียงในพระสูตรและพระธรรมวินัย ว่าเข้ากันได้ลงรับกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้ละทิ้งคำเหล่านั้นเสีย ถ้าได้คำสอนนั้นก็สามารถนำมาปฎิบัติได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q : สายมูกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><p>A : เราต้องรู้จักใคร่ครวญ พิจารณา แยกแยะ คือ โยนิโสมนสิการ พิจารณาตามมรรค 8 ตามหลักอริยสัจสี่ เราจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนดีเป็นกุศลหรือสิ่งไหนไม่ดีเป็นอกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำพิธีแก้กรรม แก้กรรมได้จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : ทำให้สิ้นกรรมทำได้ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นจะทำให้ไม่ได้ การที่เราจะทำให้สิ้นกรรมได้ คือ การทำกรรมดี ทำตามระบบของมรรค 8 เราจะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วได้ เรียกว่า <strong>“สิ้นกรรม”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมในสมัยปัจจุบันจึงมีผู้บรรลุพระอรหันต์ได้น้อยกว่าสมัยพุทธกาล</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดัง <strong>ทองคำแท้ คือ “สัทธรรม” </strong>และ <strong>ทองคำปลอม คือ ”สัทธรรมปฏิรูป” </strong>เมื่อไหร่ที่มีทองคำปลอมเกิดขึ้น ทองคำแท้ก็จะลดลง ที่เรารู้สึกลดลงเพราะมีทองคำปลอมอยู่มาก ดังนั้นเราจะรักษาสัทธรรมได้ด้วยการกลับมาที่คำสอนโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา ด้วยการใช้มรรค 8 เป็นตัวตรวจสอบ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีดูที่พึ่งที่แท้จริง / ทองคำแท้ ทองคำปลอม&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A : ใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือตรวจสอบ พิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญา ประกอบด้วยการทำการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เราต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง?</strong></p><p>A : คำสอนหากมีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติย่อมเจริญ แต่หากไม่มีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติ คำสอนก็จะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสอน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong>“ธรรมะที่จะทำให้เจริญได้ คือ ความไม่ประมาท” </strong>เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและต่อไป&nbsp;ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศาสนาเดียวกันแต่ทำไมปฏิบัติต่างกัน</strong></p><p>A : ความแตกต่างกันมีอยู่แล้ว เพราะท่านสอนไว้หลายอย่าง ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ท่านชำนาญด้านไหนท่านก็สอนด้านนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หลักการในการพิจารณาว่าอะไรเป็นธรรมวินัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><p><strong>A : </strong>หากเราได้ยินได้ฟังจากใครก็ตาม แล้วเขาบอกว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เรารับฟังไว้ก่อน แล้วกำหนดบทอรรถและพยัญชนะให้ถูกต้อง จากนั้นนำไปเทียบเคียงในพระสูตรและพระธรรมวินัย ว่าเข้ากันได้ลงรับกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้ละทิ้งคำเหล่านั้นเสีย ถ้าได้คำสอนนั้นก็สามารถนำมาปฎิบัติได้</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q : สายมูกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><p>A : เราต้องรู้จักใคร่ครวญ พิจารณา แยกแยะ คือ โยนิโสมนสิการ พิจารณาตามมรรค 8 ตามหลักอริยสัจสี่ เราจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนดีเป็นกุศลหรือสิ่งไหนไม่ดีเป็นอกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำพิธีแก้กรรม แก้กรรมได้จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : ทำให้สิ้นกรรมทำได้ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นจะทำให้ไม่ได้ การที่เราจะทำให้สิ้นกรรมได้ คือ การทำกรรมดี ทำตามระบบของมรรค 8 เราจะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วได้ เรียกว่า <strong>“สิ้นกรรม”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมในสมัยปัจจุบันจึงมีผู้บรรลุพระอรหันต์ได้น้อยกว่าสมัยพุทธกาล</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดัง <strong>ทองคำแท้ คือ “สัทธรรม” </strong>และ <strong>ทองคำปลอม คือ ”สัทธรรมปฏิรูป” </strong>เมื่อไหร่ที่มีทองคำปลอมเกิดขึ้น ทองคำแท้ก็จะลดลง ที่เรารู้สึกลดลงเพราะมีทองคำปลอมอยู่มาก ดังนั้นเราจะรักษาสัทธรรมได้ด้วยการกลับมาที่คำสอนโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา ด้วยการใช้มรรค 8 เป็นตัวตรวจสอบ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีดูที่พึ่งที่แท้จริง / ทองคำแท้ ทองคำปลอม&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A : ใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือตรวจสอบ พิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญา ประกอบด้วยการทำการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เราต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปรับมุมมองเปลี่ยนชีวิต [6828-7q]</title>
			<itunes:title>ปรับมุมมองเปลี่ยนชีวิต [6828-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68715c85b6e89a41281e0680/media.mp3" length="26606602" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68715c85b6e89a41281e0680</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68715c85b6e89a41281e0680</link>
			<acast:episodeId>68715c85b6e89a41281e0680</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNbSZJ22BI26rXLX4PWf6HHKop2XWLXKwx7nWJNT74m6Ds+ApmUb3WQ+saPjT3Vz3qnV0zknCbXcwVT6AtDXAxZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้คนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ หมายความเช่นไร?</strong></p><p>A: หมายความว่า ไม่ประมาทแม้ในคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย คือให้เราระมัดระวัง ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก่อนที่เราจะคิด พูดหรือทำสิ่งใด กับทั้งคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย เช่น หากเรามีความคุ้นเคยกับเพื่อนของเรา ก็ไม่ใช่ว่าเราจะถือวิสาสะ พูดไม่ถนอมน้ำใจเขา หรือ เรื่องของศรัทธา ศรัทธานั้นดีแต่โทษของศรัทธาก็มี คือในข้อดีก็มีข้อที่ต้องระวัง ให้รักษาความไม่ประมาทด้วยสติ รักษากันด้วยธรรมะ เราก็จะอยู่ได้กับทั้งคนที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบวิธีรับมือกับบุพการีที่มีอารมณ์แปรปรวน</strong></p><p>A: ให้อดทน ให้มีเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขาต่อท่าน นึกถึงตอนที่ท่านเลี้ยงเรามา หน้าที่ ที่เราต้องกระทำต่อท่าน คือ ประดิษฐานให้ท่านมีศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา ถ้าท่านยังไม่มี ต้องทำให้มี หาโอกาสเมื่อท่านพร้อมรับฟัง ท่านอารมณ์ดีตอนไหนก็ทำตอนนั้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดไอเดียดี ดีหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: คำว่า <strong>”ดี”</strong> ในที่นี้ไม่ใด้หมายถึงสุขเวทนา แต่หมายถึงความคิดที่ไม่ได้เป็น กาม พยาบาท เบียดเบียน คือถ้าคิดเรื่องที่เป็นกุศลสามารถคิดได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากสมาธิกับการเรียนหรือการทำงานก็ได้ แต่ที่ท่านเน้นสอนคือใช้มาในแนวทางของการพิจารณาความไม่เที่ยง การหลุดพ้น จะได้ประโยชน์สูงสุด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สติคือการระลึกได้แล้วสติใช่ความคิดหรือไม่?</strong></p><p>A: สติ คือ<strong> “ระลึกถึงที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้”</strong> ส่วนความคิดไม่ใช่สติ&nbsp;แต่การระลึกถึงความคิดได้นั้นคือ “สติ”</p><br><p><strong>Q: เมื่ออายุมากขึ้นควรปรับการนั่งสมาธิอย่างไร?</strong></p><p>A: การปฏิบัติธรรมอยู่ที่จิต ไม่ได้ติดอยู่กับรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ปฏิบัติได้หมด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อป่วยจนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ธรรมะข้อใดสามารถนำมาใช้ได้&nbsp;</strong></p><p>A: ให้เราเปลี่ยนทิฏฐิคือมุมมอง ให้มองไปในทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์ เกิดธรรมะ พอเราเปลี่ยนมุมมอง เราจะพัฒนาไปต่อได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> <strong>กายคตาสติคือการน้อมไปคิดเหมือนจินตนาการใช่หรือเปล่า?</strong></p><p>A: เราจะมีสติอยู่กับอะไรก็ตาม ต้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ สติและเรื่องที่เราจะไปมีสตินั้น ในที่นี้เราคิดไปในกายคตาสติ คือการเห็นกายเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล แนวทางการคิดที่ท่านสอนไว้ คือการคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือการคิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิเป็นอารมณ์อันเดียว แต่ถ้าจิตไม่เป็นอารมณ์อันเดียว ความคิดนั้นคือฟุ้งซ่าน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้บทสวดมนต์แทนการนึกภาพ ในการสร้างวิตกวิจารหรือสัมมาสังกัปปะได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ได้ การที่เราใช้บทสวดมนต์เป็นที่ระลึกถึงนั้นเป็นธัมมานุสติ จะทำให้เรามีความดำริ ที่เป็น<strong> “สัมมาสังกัปปะ” </strong>การที่เราระลึกถึงบทสวดมนต์ เป็นการระลึกชอบ เป็นสัมมาสติ มีความเพียรเป็นกำลังที่เรามาใส่ในความระลึกถึงก็เป็นสัมมาวายามะ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ตามที่ท่านได้ให้แนวทางไว้ เพื่อที่จะให้จิตเรามีที่ตั้ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้คนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ หมายความเช่นไร?</strong></p><p>A: หมายความว่า ไม่ประมาทแม้ในคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย คือให้เราระมัดระวัง ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก่อนที่เราจะคิด พูดหรือทำสิ่งใด กับทั้งคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย เช่น หากเรามีความคุ้นเคยกับเพื่อนของเรา ก็ไม่ใช่ว่าเราจะถือวิสาสะ พูดไม่ถนอมน้ำใจเขา หรือ เรื่องของศรัทธา ศรัทธานั้นดีแต่โทษของศรัทธาก็มี คือในข้อดีก็มีข้อที่ต้องระวัง ให้รักษาความไม่ประมาทด้วยสติ รักษากันด้วยธรรมะ เราก็จะอยู่ได้กับทั้งคนที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขอทราบวิธีรับมือกับบุพการีที่มีอารมณ์แปรปรวน</strong></p><p>A: ให้อดทน ให้มีเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขาต่อท่าน นึกถึงตอนที่ท่านเลี้ยงเรามา หน้าที่ ที่เราต้องกระทำต่อท่าน คือ ประดิษฐานให้ท่านมีศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา ถ้าท่านยังไม่มี ต้องทำให้มี หาโอกาสเมื่อท่านพร้อมรับฟัง ท่านอารมณ์ดีตอนไหนก็ทำตอนนั้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดไอเดียดี ดีหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: คำว่า <strong>”ดี”</strong> ในที่นี้ไม่ใด้หมายถึงสุขเวทนา แต่หมายถึงความคิดที่ไม่ได้เป็น กาม พยาบาท เบียดเบียน คือถ้าคิดเรื่องที่เป็นกุศลสามารถคิดได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากสมาธิกับการเรียนหรือการทำงานก็ได้ แต่ที่ท่านเน้นสอนคือใช้มาในแนวทางของการพิจารณาความไม่เที่ยง การหลุดพ้น จะได้ประโยชน์สูงสุด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สติคือการระลึกได้แล้วสติใช่ความคิดหรือไม่?</strong></p><p>A: สติ คือ<strong> “ระลึกถึงที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้”</strong> ส่วนความคิดไม่ใช่สติ&nbsp;แต่การระลึกถึงความคิดได้นั้นคือ “สติ”</p><br><p><strong>Q: เมื่ออายุมากขึ้นควรปรับการนั่งสมาธิอย่างไร?</strong></p><p>A: การปฏิบัติธรรมอยู่ที่จิต ไม่ได้ติดอยู่กับรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ปฏิบัติได้หมด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อป่วยจนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ธรรมะข้อใดสามารถนำมาใช้ได้&nbsp;</strong></p><p>A: ให้เราเปลี่ยนทิฏฐิคือมุมมอง ให้มองไปในทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์ เกิดธรรมะ พอเราเปลี่ยนมุมมอง เราจะพัฒนาไปต่อได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> <strong>กายคตาสติคือการน้อมไปคิดเหมือนจินตนาการใช่หรือเปล่า?</strong></p><p>A: เราจะมีสติอยู่กับอะไรก็ตาม ต้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ สติและเรื่องที่เราจะไปมีสตินั้น ในที่นี้เราคิดไปในกายคตาสติ คือการเห็นกายเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล แนวทางการคิดที่ท่านสอนไว้ คือการคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือการคิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิเป็นอารมณ์อันเดียว แต่ถ้าจิตไม่เป็นอารมณ์อันเดียว ความคิดนั้นคือฟุ้งซ่าน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้บทสวดมนต์แทนการนึกภาพ ในการสร้างวิตกวิจารหรือสัมมาสังกัปปะได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ได้ การที่เราใช้บทสวดมนต์เป็นที่ระลึกถึงนั้นเป็นธัมมานุสติ จะทำให้เรามีความดำริ ที่เป็น<strong> “สัมมาสังกัปปะ” </strong>การที่เราระลึกถึงบทสวดมนต์ เป็นการระลึกชอบ เป็นสัมมาสติ มีความเพียรเป็นกำลังที่เรามาใส่ในความระลึกถึงก็เป็นสัมมาวายามะ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ตามที่ท่านได้ให้แนวทางไว้ เพื่อที่จะให้จิตเรามีที่ตั้ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กำจัดความไม่รู้ด้วยความรู้ [6827-7q]  </title>
			<itunes:title>กำจัดความไม่รู้ด้วยความรู้ [6827-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Jul 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68678fd8fda411af710edcad/media.mp3" length="26433228" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68678fd8fda411af710edcad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68678fd8fda411af710edcad</link>
			<acast:episodeId>68678fd8fda411af710edcad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMjw4tGfJumn8AlQOB1tQbDpKBHfJG1z9c80zjoRYSRG/Qjh1PrKLnJNXHHaP0AYbkBXUDi55suT24DBMCzs8or]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อะไรเป็นผู้ที่คิดนึกปรุงแต่ง </strong>?</p><p>A: ไม่มีอะไรเข้าไปปรุง จิตเป็นกระแสต่อเนื่องกันมา ๆ มีสภาวะเป็นภาพลวงตา การที่เราเข้าใจว่าจิตเข้าไปปรุงแต่งนั้น เราเข้าใจผิด เพราะเราไม่รู้ว่าถูกคืออะไร ซึ่งความเข้าใจผิดนั้นความไม่รู้นั้น คืออวิชชา เราจะดับอวิชชาได้ เราต้องเห็นความไม่เที่ยง เห็นกฎของไตรลักษณ์ เข้าใจว่าสังขารการปรุงแต่งทั้งหมดคืออวิชชา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ละอวิชชาได้ รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรยึดถือแล้ว เราก็วางละความยึดถือในสิ่งนั้น เราก็จะพ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: ทำไมจึงอยากพ้นทุกข์ ทั้งที่ก็ยังทำกิจที่เป็นทุกข์อยู่?</strong></p><p>A: กิจที่ควรทำกับทุกข์ คือทำความเข้าใจในทุกข์และยอมรับมัน ไม่ใช่ว่าหนีจากมัน หนีจากทุกข์ แต่สิ่งที่ไม่ดีที่เราต้องหนีต้องละ นั่นคือตัณหา พอเราละตัณหา เข้าใจทุกข์ยอมรับทุกข์ ทุกข์ก็จะไม่มาเป็นทุกข์ เรียกว่า <strong>“พ้น”</strong> จากกัน</p><br><p><strong>Q: ข้าวหมากถวายพระได้ไหม?</strong></p><p>A: ถวายได้และรับได้ ส่วนการฉัน ท่านได้บัญญัติไว้ว่า “ห้ามดื่มสุรา” แต่ก็มีข้อยกเว้น ในกรณีที่พระท่านอาพาธ ท่านให้ฉันได้ โดยให้พิจารณาว่าฉันเป็นยา เจตนาคือฉันเพื่อระงับเวทนา&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทำดีจะสามารถลบล้างความชั่วได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าทำกรรมดีในลักษณะที่เป็นมรรค 8 มรรค 8 จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สิ้นกรรม เข้าสู่นิพพานได้ ทั้งนี้จะต้องไม่เคยทำอนันตริยกรรมมาก่อน เพราะหากเคยทำจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นก่อนจึงจะค่อยเหนือความชั่วอื่น ๆ ได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อะไรเป็นผู้ที่คิดนึกปรุงแต่ง </strong>?</p><p>A: ไม่มีอะไรเข้าไปปรุง จิตเป็นกระแสต่อเนื่องกันมา ๆ มีสภาวะเป็นภาพลวงตา การที่เราเข้าใจว่าจิตเข้าไปปรุงแต่งนั้น เราเข้าใจผิด เพราะเราไม่รู้ว่าถูกคืออะไร ซึ่งความเข้าใจผิดนั้นความไม่รู้นั้น คืออวิชชา เราจะดับอวิชชาได้ เราต้องเห็นความไม่เที่ยง เห็นกฎของไตรลักษณ์ เข้าใจว่าสังขารการปรุงแต่งทั้งหมดคืออวิชชา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ละอวิชชาได้ รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรยึดถือแล้ว เราก็วางละความยึดถือในสิ่งนั้น เราก็จะพ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: ทำไมจึงอยากพ้นทุกข์ ทั้งที่ก็ยังทำกิจที่เป็นทุกข์อยู่?</strong></p><p>A: กิจที่ควรทำกับทุกข์ คือทำความเข้าใจในทุกข์และยอมรับมัน ไม่ใช่ว่าหนีจากมัน หนีจากทุกข์ แต่สิ่งที่ไม่ดีที่เราต้องหนีต้องละ นั่นคือตัณหา พอเราละตัณหา เข้าใจทุกข์ยอมรับทุกข์ ทุกข์ก็จะไม่มาเป็นทุกข์ เรียกว่า <strong>“พ้น”</strong> จากกัน</p><br><p><strong>Q: ข้าวหมากถวายพระได้ไหม?</strong></p><p>A: ถวายได้และรับได้ ส่วนการฉัน ท่านได้บัญญัติไว้ว่า “ห้ามดื่มสุรา” แต่ก็มีข้อยกเว้น ในกรณีที่พระท่านอาพาธ ท่านให้ฉันได้ โดยให้พิจารณาว่าฉันเป็นยา เจตนาคือฉันเพื่อระงับเวทนา&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทำดีจะสามารถลบล้างความชั่วได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าทำกรรมดีในลักษณะที่เป็นมรรค 8 มรรค 8 จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สิ้นกรรม เข้าสู่นิพพานได้ ทั้งนี้จะต้องไม่เคยทำอนันตริยกรรมมาก่อน เพราะหากเคยทำจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นก่อนจึงจะค่อยเหนือความชั่วอื่น ๆ ได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกข์เพราะพลัดพราก [6826-7q]  </title>
			<itunes:title>ทุกข์เพราะพลัดพราก [6826-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/685ef3899951fac41bed32fb/media.mp3" length="26911575" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">685ef3899951fac41bed32fb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/685ef3899951fac41bed32fb</link>
			<acast:episodeId>685ef3899951fac41bed32fb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNdk8VaJHYsfOLPd9Wl0Gry5i+KQdC2xc/XlcW3TrH8R70k+4RVlYKFEE/exTXWhAj35V7GMkfcTO+glOiQzh4a]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำบุญ/แผ่เมตตาอย่างไรคนตายจึงจะได้รับและเมื่อตายจะได้เจอกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านได้กล่าวไว้ว่า<strong><em> “เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา”</em></strong> เราจึงต้องพิจารณาไว้ก่อนแล้ว แม้เขาจะตายจากเราไป แต่ความดีเขายังอยู่ เมื่อการร้องไห้คร่ำครวญไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราจึงควรหาทางอื่นที่เป็นทางออก เราควรทำความดีทั้งทาน ศีล ภาวนา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เข้าใจตามความเป็นจริง เราก็จะพ้นจากทุกข์ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปัจจัยสี่ประการที่จะทำให้ได้เจอกัน</strong></p><p>A: ท่านได้ตรัสไว้ถึงเหตุปัจจัย 4 ประการ&nbsp;คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ต้องเสมอกัน ถ้าไม่เสมอกันจะไม่เจอกัน คือสิ่งที่จะทำให้เกิดบุญและให้ไปอยู่คนละที่ นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: พระโพธิสัตว์จากนิทานธรรมบทมีในดินแดนอื่นนอกเหนือชมพูทวีปหรือไม่?</strong></p><p>A: ในหลักฐานตามตำราคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงบริเวณอื่นนอกจากชมพูทวิป</p><br><p><strong>Q: เราใส่เหรียญลงในบาตรประจำวันเกิดกันทำไม?</strong></p><p>A: เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่หล่อหลอมรวมกันกับพุทธศาสนา ที่เพิ่งมีในสมัยนี้ ที่ได้ทำบุญด้วยการให้ทาน</p><br><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดสำหรับคนที่กำลังตกงาน?</strong></p><p>A: สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 1) <strong>ทาน</strong> คือการให้ทั้งสิ่งของและความรู้ คำแนะนำ 2) <strong>ปิยวาจา</strong> คือไม่นินทา พูดจาไพเราะ 3) <strong>อัตถจริยา</strong> คือประพฤติประโยชน์คือขวนขวายช่วยเหลือ และ 4) <strong>สมานัตตตา</strong> คือเสมอต้นเสมอปลาย วางตนให้เหมาะสมกับฐานะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำบุญ/แผ่เมตตาอย่างไรคนตายจึงจะได้รับและเมื่อตายจะได้เจอกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านได้กล่าวไว้ว่า<strong><em> “เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา”</em></strong> เราจึงต้องพิจารณาไว้ก่อนแล้ว แม้เขาจะตายจากเราไป แต่ความดีเขายังอยู่ เมื่อการร้องไห้คร่ำครวญไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราจึงควรหาทางอื่นที่เป็นทางออก เราควรทำความดีทั้งทาน ศีล ภาวนา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เข้าใจตามความเป็นจริง เราก็จะพ้นจากทุกข์ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปัจจัยสี่ประการที่จะทำให้ได้เจอกัน</strong></p><p>A: ท่านได้ตรัสไว้ถึงเหตุปัจจัย 4 ประการ&nbsp;คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ต้องเสมอกัน ถ้าไม่เสมอกันจะไม่เจอกัน คือสิ่งที่จะทำให้เกิดบุญและให้ไปอยู่คนละที่ นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: พระโพธิสัตว์จากนิทานธรรมบทมีในดินแดนอื่นนอกเหนือชมพูทวีปหรือไม่?</strong></p><p>A: ในหลักฐานตามตำราคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงบริเวณอื่นนอกจากชมพูทวิป</p><br><p><strong>Q: เราใส่เหรียญลงในบาตรประจำวันเกิดกันทำไม?</strong></p><p>A: เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่หล่อหลอมรวมกันกับพุทธศาสนา ที่เพิ่งมีในสมัยนี้ ที่ได้ทำบุญด้วยการให้ทาน</p><br><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดสำหรับคนที่กำลังตกงาน?</strong></p><p>A: สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 1) <strong>ทาน</strong> คือการให้ทั้งสิ่งของและความรู้ คำแนะนำ 2) <strong>ปิยวาจา</strong> คือไม่นินทา พูดจาไพเราะ 3) <strong>อัตถจริยา</strong> คือประพฤติประโยชน์คือขวนขวายช่วยเหลือ และ 4) <strong>สมานัตตตา</strong> คือเสมอต้นเสมอปลาย วางตนให้เหมาะสมกับฐานะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิชนิดที่เกิดปัญญา [6825-7q]  </title>
			<itunes:title>สมาธิชนิดที่เกิดปัญญา [6825-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/68570c4ccb9b8b85b91111e9/media.mp3" length="26847992" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">68570c4ccb9b8b85b91111e9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/68570c4ccb9b8b85b91111e9</link>
			<acast:episodeId>68570c4ccb9b8b85b91111e9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM8R2LMQhWI5PUftdLceOukGPC0Mhz6cu/YWZs3CtUEWSVn8gkEXd8rxnnAnSIxkrayFvwduuE2qhSOfU70jGiL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ปฏิบัติธรรม ร้องเพลงได้ไหม ?</strong></p><p>A: สำหรับผู้ที่รักษาศีล 5 ร้องเพลง ฟังเพลงได้&nbsp;แต่หากเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีล 8 ท่านห้ามเอาไว้ สำหรับนักบวช การที่มีเสียงขึ้นลงนั้นท่านให้ได้มากที่สุดคือการสวดทำนองสรภัญญะ ส่วนเนื้อเพลงท่านให้ได้แค่แต่งกลอน ที่ท่านห้ามไว้เพราะหากฟังเพลงร้องเพลงแล้ว ความเพลินความพอใจ มันจะมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ท่านสอนคือให้เราลดกามลง</p><br><p><strong>Q: อรูปราคะในสังโยชน์เบื้องสูงหมายถึงอะไร?</strong></p><p>A: ภพ แบ่งเป็น “<strong>กามภพ” </strong>คือ สภาวะที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม หากละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 อย่างได้ จะเป็นพระโสดาบัน เกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แต่ยังอยู่ในกามภพ,&nbsp;<strong>“รูปภพ” </strong>คำว่า รูปในที่นี้หมายถึง รูปฌาน คือสมาธิขั้นที่ 1-4 หากยังยินดีในฌานสมาธินั้นอยู่ นั่นคือรูปราคะ, <strong>“อรูปภพ” </strong>คือ ตั้งแต่สมาธิขั้นที่ 5 ขึ้นไป ซึ่งก็คือ อรูปฌาน และถ้าเรายังมีความยินดีพอใจในสมาธิขั้นสูงนี้ นั่นคืออรูปราคะ</p><br><p><strong>Q: สมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A: สมาธิชนิดที่เป็นสัมมาสมาธิ หมายถึง มีองค์ 7 อย่าง แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งอยู่ จิตที่เป็นหนึ่งนั้นเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งจะมีปัญญาอยู่ในนั้น มีสมาธิ มีปัญญา จะเป็นที่ตั้งของวิชชาและวิมุตหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>Q: คนที่เนรคุณผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าเขาเนรคุณแล้วไม่ได้ทำผิดศีล เขาก็ไม่ผิดศีล แต่เนรคุณเป็นบาปที่ละเอียด เราต้องใช้เครื่องมือที่ละเอียดจึงจะกำจัดได้ จะกำจัดเนรคุณได้ ก็ด้วยความรู้คุณ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความแตกต่างของสีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพัตตุปาทาน?</strong></p><p>A: <strong>“สีลัพพต”</strong> คือ ศีล (ความเป็นปกติ) และ พรต (ข้อปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของนักบวช), <strong>“ปรามาส”</strong> คือ การจับต้อง ยึดมั่น ลูบคลำ, &nbsp;<strong>“อุปาทาน”</strong> คือ ความยึดถือ เมื่อยึดถือในศีลและพรต นั่นคือ <strong>“สีลัพพตตุปาทาน”</strong> เมื่อนำยึดมั่นในศีลและพรต นั่นคือ <strong>“สีลัพพตปรามาส”&nbsp;</strong></p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ปฏิบัติธรรม ร้องเพลงได้ไหม ?</strong></p><p>A: สำหรับผู้ที่รักษาศีล 5 ร้องเพลง ฟังเพลงได้&nbsp;แต่หากเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีล 8 ท่านห้ามเอาไว้ สำหรับนักบวช การที่มีเสียงขึ้นลงนั้นท่านให้ได้มากที่สุดคือการสวดทำนองสรภัญญะ ส่วนเนื้อเพลงท่านให้ได้แค่แต่งกลอน ที่ท่านห้ามไว้เพราะหากฟังเพลงร้องเพลงแล้ว ความเพลินความพอใจ มันจะมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ท่านสอนคือให้เราลดกามลง</p><br><p><strong>Q: อรูปราคะในสังโยชน์เบื้องสูงหมายถึงอะไร?</strong></p><p>A: ภพ แบ่งเป็น “<strong>กามภพ” </strong>คือ สภาวะที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม หากละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 อย่างได้ จะเป็นพระโสดาบัน เกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แต่ยังอยู่ในกามภพ,&nbsp;<strong>“รูปภพ” </strong>คำว่า รูปในที่นี้หมายถึง รูปฌาน คือสมาธิขั้นที่ 1-4 หากยังยินดีในฌานสมาธินั้นอยู่ นั่นคือรูปราคะ, <strong>“อรูปภพ” </strong>คือ ตั้งแต่สมาธิขั้นที่ 5 ขึ้นไป ซึ่งก็คือ อรูปฌาน และถ้าเรายังมีความยินดีพอใจในสมาธิขั้นสูงนี้ นั่นคืออรูปราคะ</p><br><p><strong>Q: สมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A: สมาธิชนิดที่เป็นสัมมาสมาธิ หมายถึง มีองค์ 7 อย่าง แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งอยู่ จิตที่เป็นหนึ่งนั้นเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งจะมีปัญญาอยู่ในนั้น มีสมาธิ มีปัญญา จะเป็นที่ตั้งของวิชชาและวิมุตหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>Q: คนที่เนรคุณผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าเขาเนรคุณแล้วไม่ได้ทำผิดศีล เขาก็ไม่ผิดศีล แต่เนรคุณเป็นบาปที่ละเอียด เราต้องใช้เครื่องมือที่ละเอียดจึงจะกำจัดได้ จะกำจัดเนรคุณได้ ก็ด้วยความรู้คุณ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความแตกต่างของสีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพัตตุปาทาน?</strong></p><p>A: <strong>“สีลัพพต”</strong> คือ ศีล (ความเป็นปกติ) และ พรต (ข้อปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของนักบวช), <strong>“ปรามาส”</strong> คือ การจับต้อง ยึดมั่น ลูบคลำ, &nbsp;<strong>“อุปาทาน”</strong> คือ ความยึดถือ เมื่อยึดถือในศีลและพรต นั่นคือ <strong>“สีลัพพตตุปาทาน”</strong> เมื่อนำยึดมั่นในศีลและพรต นั่นคือ <strong>“สีลัพพตปรามาส”&nbsp;</strong></p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พิจารณากายเพื่อละกาย [6824-7q]  </title>
			<itunes:title>พิจารณากายเพื่อละกาย [6824-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/684cbf866770b65af4185d3f/media.mp3" length="26980026" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">684cbf866770b65af4185d3f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/684cbf866770b65af4185d3f</link>
			<acast:episodeId>684cbf866770b65af4185d3f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPLDEzD3m+Jgis43K4BTzX1iTu38AgQ9vqs0c3+bQapM3N7I/Nh9qX5ltdYzhr20QKj2qbf8N9a0Vm2euyQyXPS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ควรวางจิตอย่างไรเมื่อจิตติดในการพิจารณากาย?</strong></p><p>A: ในการพิจารณากาย ท่านเปรียบไว้กับคนฆ่าโค ที่เขาจะแบ่งเนื้อออกเป็นส่วน ๆ แล้วเปรียบมาที่ตัวเราว่า เมื่อแยกตัวเราออกแล้ว แล้วตัวเราอยู่ตรงไหน หากขณะที่เราแยกออก แล้วเราสงสารวัว เรายังข้ามจุดนี้ไปไม่ได้ ก็อย่ากินสัตว์ใหญ่ พิจารณาว่าเขาฆ่าเจาะจงเพื่อเราหรือไม่ หากเห็น ได้ยิน และสงสัยว่าเขาจะฆ่าเจาะจงเพื่อเรา ก็อย่ากิน พิจารณาว่าการที่เรามีกรุณาต่อมันนั้นดีแล้ว ให้ใช้อุเบกขาเพื่อไม่ให้จิตเราเศร้าหมอง</p><br><p><strong>Q: ศีลอุโบสถรักษาอย่างไรที่ไหน?</strong></p><p>A: สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพราะศีลอยู่ที่กาย วาจา โดยมีเจตนาเป็นตัวนำ โดยตั้งจิตไว้ว่า พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ท่านรักษาศีลไว้ดีแล้วตลอดชีวิต เราจะเอาวันหนึ่งคืนหนึ่ง เช่นนี้ เราก็ได้ชื่อว่าได้อยู่ใกล้ท่านวันหนึ่งคืนหนึ่ง จะเป็นการปฏิบัติบูชาที่ดีมาก&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพิจารณากายคตาสติ ทำไมต้องเห็นกายเป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูล?</strong></p><p>A: หนึ่งในการพิจารณากายคือ การพิจารณาโดยความเป็นของทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล โดยท่านให้แนวทางพิจารณาไว้ คือ เห็นว่าสิ่งปฏิกูลไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลเป็นปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูลและไม่เห็นทั้ง 2 อย่าง แต่เห็นโดยความเป็นอุเบกขา เราพิจารณาเพื่อให้เห็นตามจริง เพื่อละราคานุสัย เพื่อละปฏิฆานุสัย เพื่อกำจัดอวิชชาให้หมดไป</p><br><p><strong>Q: เข้าสมาธิแล้วมีอาการเจ็บหน้าอกควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ควรปรึกษาแพทย์ก่อน หากตรวจแล้วร่างกายปกติ ค่อยมาพิจารณาว่าการเจ็บเป็นอาการอย่างหนึ่ง เป็นสภาวะจิตที่เราข้องอยู่ จะข้ามปัญหานี้ได้ คืออย่าไปใส่ใจมัน เพราะจิตเราเมื่อน้อมไปในสิ่งไหนสิ่งนั้นจะมีพลัง ถ้าเราไม่น้อมไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง เราก็จะข้ามตรงนี้ไปได้&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ควรวางจิตอย่างไรเมื่อจิตติดในการพิจารณากาย?</strong></p><p>A: ในการพิจารณากาย ท่านเปรียบไว้กับคนฆ่าโค ที่เขาจะแบ่งเนื้อออกเป็นส่วน ๆ แล้วเปรียบมาที่ตัวเราว่า เมื่อแยกตัวเราออกแล้ว แล้วตัวเราอยู่ตรงไหน หากขณะที่เราแยกออก แล้วเราสงสารวัว เรายังข้ามจุดนี้ไปไม่ได้ ก็อย่ากินสัตว์ใหญ่ พิจารณาว่าเขาฆ่าเจาะจงเพื่อเราหรือไม่ หากเห็น ได้ยิน และสงสัยว่าเขาจะฆ่าเจาะจงเพื่อเรา ก็อย่ากิน พิจารณาว่าการที่เรามีกรุณาต่อมันนั้นดีแล้ว ให้ใช้อุเบกขาเพื่อไม่ให้จิตเราเศร้าหมอง</p><br><p><strong>Q: ศีลอุโบสถรักษาอย่างไรที่ไหน?</strong></p><p>A: สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพราะศีลอยู่ที่กาย วาจา โดยมีเจตนาเป็นตัวนำ โดยตั้งจิตไว้ว่า พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ท่านรักษาศีลไว้ดีแล้วตลอดชีวิต เราจะเอาวันหนึ่งคืนหนึ่ง เช่นนี้ เราก็ได้ชื่อว่าได้อยู่ใกล้ท่านวันหนึ่งคืนหนึ่ง จะเป็นการปฏิบัติบูชาที่ดีมาก&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพิจารณากายคตาสติ ทำไมต้องเห็นกายเป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูล?</strong></p><p>A: หนึ่งในการพิจารณากายคือ การพิจารณาโดยความเป็นของทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล โดยท่านให้แนวทางพิจารณาไว้ คือ เห็นว่าสิ่งปฏิกูลไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลเป็นปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูลและไม่เห็นทั้ง 2 อย่าง แต่เห็นโดยความเป็นอุเบกขา เราพิจารณาเพื่อให้เห็นตามจริง เพื่อละราคานุสัย เพื่อละปฏิฆานุสัย เพื่อกำจัดอวิชชาให้หมดไป</p><br><p><strong>Q: เข้าสมาธิแล้วมีอาการเจ็บหน้าอกควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ควรปรึกษาแพทย์ก่อน หากตรวจแล้วร่างกายปกติ ค่อยมาพิจารณาว่าการเจ็บเป็นอาการอย่างหนึ่ง เป็นสภาวะจิตที่เราข้องอยู่ จะข้ามปัญหานี้ได้ คืออย่าไปใส่ใจมัน เพราะจิตเราเมื่อน้อมไปในสิ่งไหนสิ่งนั้นจะมีพลัง ถ้าเราไม่น้อมไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง เราก็จะข้ามตรงนี้ไปได้&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระวินัยพระกับสตรี [6823-7q]  </title>
			<itunes:title>พระวินัยพระกับสตรี [6823-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Jun 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6842d2d86604f43e34ce4a58/media.mp3" length="27101439" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6842d2d86604f43e34ce4a58</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6842d2d86604f43e34ce4a58</link>
			<acast:episodeId>6842d2d86604f43e34ce4a58</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNsHNd3V8OyXj38NMUlJ4Kq1VD4klBLZriyIajc5hGKAmH4U95wyyE0WkfvSM+KQp1KXgtxBDdaKEJuZZt6LAZc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: สตรีควรปฏิบัติตนกับพระภิกษุอย่างไรจึงถูกต้องเหมาะสมตามหลักพระวินัย</strong></p><p>A: สำหรับพระภิกษุท่านสอนว่า อย่าไปพูด คุยหรือมองสตรี หากต้องพูดคุย ต้องทำอย่างมีสติ ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ สำหรับสตรีไม่ควรเข้าไปใกล้พระ</p><br><p><strong>Q: เรื่องของสัมผัสทางกาย</strong></p><p>A: พระและสตรี ไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งกายและของที่เนื่อง ด้วยกายคือของที่ต่อจากตัว เช่น เส้นผม เสื้อผ้า ทั้งนี้ หากท่านไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีจิตกำหนัด ท่านไม่ผิด สำคัญที่เจตนา แต่หากท่านมีจิตกำหนัด แปรปรวน รักใคร่ ทั้งทางกายและทางใจ ถือว่าเป็น “อาบัติสังฆาทิเสส” นอกจากนี้พระยังไม่ควรแตะต้องเงินทอง อัญมณีและสิ่งของที่มีมูลค่ามาก เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นวัตถุอนามาสพระสงฆ์ไม่ควรแตะต้อง</p><br><p><strong>Q: การนั่งอยู่ในที่เดียวกัน</strong></p><p>A: พระและสตรีไม่ควรนั่งหรือนอนในที่เดียวกัน ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะมีสตรีคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม หากมีพระอยู่รูปเดียวโดยไม่มีชายที่รู้เดียงสาหรือมีพระอื่นอยู่ด้วย ถือว่าอาบัติปาจิตตีย์ แต่หากท่านยืนขึ้น ท่านจะพ้นจากอาบัติข้อนี้ได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การเดินทางไกลด้วยกัน</strong></p><p>A: พระกับสตรี ห้ามเดินทางด้วยกันลำพัง ต้องมีผู้ชายหรือพระรูปอื่นไปด้วย&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การถ่ายรูปคู่กัน</strong></p><p>A: ตอนถ่ายรูปให้มีคนอื่นอยู่ด้วย คือการถ่ายรูปไม่ผิดธรรมวินัยอยู่แล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพูดการฟังที่ปรารภเรื่องที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม และสถานที่พูด</strong></p><p>A: การพูด ไม่พูดคำพูดที่ทำให้มีจิตกำหนัด ไม่พูดชักสื่อให้ชายหญิงอยู่ร่วมกัน ไม่พูดกระซิบข้างหู&nbsp;สถานที่ แบ่งเป็นที่สาธารณะ (เช่น สนามบิน ศาลาปฏิบัติธรรม คือเป็นสถานที่ที่ใครจะเข้ามาก็ได้) และที่ลับหูลับตา, ที่ไม่ลับตาแต่ลับหู(เห็นอยู่ไกลคนอื่นไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน) ซึ่งสถานที่แบบนี้มักจะมีปัญหา เพราะคนมองไม่เห็น บางทีมีการสัมผัสกัน อาจมีคำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น การยั่วเย้าไปในทางเพศสัมพันธ์ อาจจะมีอาบัติและถูกโจษได้</p><br><p><strong>Q: การแสดงธรรมแก่มาตุคาม</strong></p><p>A: ห้ามแสดงธรรมกับผู้หญิงเกิน 5-6 คำ (หมายถึงพระบาลี) แต่ถ้าแสดงเพื่ออธิบายธรรม ไม่ได้มีสิกขาบทห้ามไว้ หากแสดงธรรมที่มากกว่านี้ต้องมีชายรู้เดียงสาหรือคนอื่นอยู่ด้วย</p><br><p><strong>Q : การพูดจาชักสื่อ</strong></p><p>A: ห้ามพระเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ให้ชายหญิงแต่งงานหรืออยู่ร่วมกัน รวมถึงการบอกฤกษ์ยามแต่งงาน หรือยุให้แตกกัน</p><br><p><strong>Q: การแต่งกาย</strong></p><p>A: สตรีให้ระมัดระวังการแต่งกาย แต่งกายให้สุภาพ ไม่วาบหวิว</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: สตรีควรปฏิบัติตนกับพระภิกษุอย่างไรจึงถูกต้องเหมาะสมตามหลักพระวินัย</strong></p><p>A: สำหรับพระภิกษุท่านสอนว่า อย่าไปพูด คุยหรือมองสตรี หากต้องพูดคุย ต้องทำอย่างมีสติ ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ สำหรับสตรีไม่ควรเข้าไปใกล้พระ</p><br><p><strong>Q: เรื่องของสัมผัสทางกาย</strong></p><p>A: พระและสตรี ไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งกายและของที่เนื่อง ด้วยกายคือของที่ต่อจากตัว เช่น เส้นผม เสื้อผ้า ทั้งนี้ หากท่านไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีจิตกำหนัด ท่านไม่ผิด สำคัญที่เจตนา แต่หากท่านมีจิตกำหนัด แปรปรวน รักใคร่ ทั้งทางกายและทางใจ ถือว่าเป็น “อาบัติสังฆาทิเสส” นอกจากนี้พระยังไม่ควรแตะต้องเงินทอง อัญมณีและสิ่งของที่มีมูลค่ามาก เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นวัตถุอนามาสพระสงฆ์ไม่ควรแตะต้อง</p><br><p><strong>Q: การนั่งอยู่ในที่เดียวกัน</strong></p><p>A: พระและสตรีไม่ควรนั่งหรือนอนในที่เดียวกัน ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะมีสตรีคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม หากมีพระอยู่รูปเดียวโดยไม่มีชายที่รู้เดียงสาหรือมีพระอื่นอยู่ด้วย ถือว่าอาบัติปาจิตตีย์ แต่หากท่านยืนขึ้น ท่านจะพ้นจากอาบัติข้อนี้ได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การเดินทางไกลด้วยกัน</strong></p><p>A: พระกับสตรี ห้ามเดินทางด้วยกันลำพัง ต้องมีผู้ชายหรือพระรูปอื่นไปด้วย&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การถ่ายรูปคู่กัน</strong></p><p>A: ตอนถ่ายรูปให้มีคนอื่นอยู่ด้วย คือการถ่ายรูปไม่ผิดธรรมวินัยอยู่แล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การพูดการฟังที่ปรารภเรื่องที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม และสถานที่พูด</strong></p><p>A: การพูด ไม่พูดคำพูดที่ทำให้มีจิตกำหนัด ไม่พูดชักสื่อให้ชายหญิงอยู่ร่วมกัน ไม่พูดกระซิบข้างหู&nbsp;สถานที่ แบ่งเป็นที่สาธารณะ (เช่น สนามบิน ศาลาปฏิบัติธรรม คือเป็นสถานที่ที่ใครจะเข้ามาก็ได้) และที่ลับหูลับตา, ที่ไม่ลับตาแต่ลับหู(เห็นอยู่ไกลคนอื่นไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน) ซึ่งสถานที่แบบนี้มักจะมีปัญหา เพราะคนมองไม่เห็น บางทีมีการสัมผัสกัน อาจมีคำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น การยั่วเย้าไปในทางเพศสัมพันธ์ อาจจะมีอาบัติและถูกโจษได้</p><br><p><strong>Q: การแสดงธรรมแก่มาตุคาม</strong></p><p>A: ห้ามแสดงธรรมกับผู้หญิงเกิน 5-6 คำ (หมายถึงพระบาลี) แต่ถ้าแสดงเพื่ออธิบายธรรม ไม่ได้มีสิกขาบทห้ามไว้ หากแสดงธรรมที่มากกว่านี้ต้องมีชายรู้เดียงสาหรือคนอื่นอยู่ด้วย</p><br><p><strong>Q : การพูดจาชักสื่อ</strong></p><p>A: ห้ามพระเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ให้ชายหญิงแต่งงานหรืออยู่ร่วมกัน รวมถึงการบอกฤกษ์ยามแต่งงาน หรือยุให้แตกกัน</p><br><p><strong>Q: การแต่งกาย</strong></p><p>A: สตรีให้ระมัดระวังการแต่งกาย แต่งกายให้สุภาพ ไม่วาบหวิว</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ชื่อว่าสุปฏิปัณโณ [6822-7q]  </title>
			<itunes:title>ผู้ชื่อว่าสุปฏิปัณโณ [6822-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/683a13adca68c1d5d05b6b67/media.mp3" length="27057355" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">683a13adca68c1d5d05b6b67</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/683a13adca68c1d5d05b6b67</link>
			<acast:episodeId>683a13adca68c1d5d05b6b67</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjP/BnaguDpxjIH2N+ZvOzZgJxRwClk6mrKK4Lrhl3RRolnixmwLrleVgAGC0qTTjRrUs4EckmW4zBxg+Xc+cM1l]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดอุบาสก อุบาสิกา จึงนิยมสวมใส่ชุดขาวมาปฏิบัติธรรมและอุบาสก อุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลได้แต่งชุดขาวหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: สันนิษฐานว่า อาจจะเกี่ยวกับคืนวันที่ท่านจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ท่านได้ฝันคือมหาสุบิน ในฝันนั้นท่านเห็นหนอนตัวสีขาวหัวดำ คลานมาจากทุกทิศทุกทางทุกวรรณะ และในมหาประนิพพานสูตร ตอนที่มารมาขอให้ท่านปรินิพพาน หนึ่งในเหตุผลที่ท่านกล่าวกับมาร คือท่านจะยังไม่ปรินิพพานตราบใดที่อุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ (ถือศีล 8) และอุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาวที่ยังบริโภคกาม (รักษาศีล 5) ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่สามารถแสดงธรรม ข่มขี่ ปรัปวาทให้ราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้ ถ้ายังไม่ได้ยังไม่ปรินิพพาน</p><br><p><strong>Q: อะไรคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</strong></p><p>A: <strong>“ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ”</strong> แปลว่า การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อีกคำหนึ่งที่ใช้คือ <strong>“ทำให้เป็นบริกรรม” </strong>หมายความนัยยะแรกคือปฏิบัติต่อเนื่องเหมาะสม และทำจนกว่าจะถึงจุดที่สำเร็จขึ้นมา นัยยะที่สองคือการใช้ธรรมะให้ถูกเหมาะสมกับเรื่องราว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เราสามารถดูได้อย่างไรว่า พระภิกษุผู้ใดเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ?</strong></p><p>A: ดูที่พระวินัยคือศีลของพระ ถ้าไม่มีศีลแม้จะโกนผมห่มเหลืองก็ไม่ใช่พระ ถ้ามีศีลต่อให้ไม่โกนผมไม่ห่มเหลืองก็เป็นพระได้</p><br><p><strong>Q: พระที่เรียกว่า "พระสุปฏิปันโน" มีลักษณะอย่างไร?&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>A: ในบทสังฆคุณ 9 เริ่มจากสุปฏิปันโน คือปฏิบัติดี เริ่มจากศีล สมาธิ และปัญญา หมายถึง การปฎิบัติตามมรรค 8 ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง มีศีลเป็นพื้นฐาน ศีลจะรู้ได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู สมาธิจะรู้ได้ด้วยเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจแล้วยังดีเช่นเดิมได้&nbsp;ปัญญาดูได้จากการสนทนา ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นตัวบ่งบอกได้</p><br><p><strong>Q: ผู้ที่บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเดินจงฺกมเลย ท่านจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ดูที่พระวินัยที่ศีล ท่านไม่ได้ทำผิดศีลท่านไม่บาป หากแต่ท่านจะไม่มีสมาธิ ปัญญา บรรลุถึงพระนิพพานได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดอุบาสก อุบาสิกา จึงนิยมสวมใส่ชุดขาวมาปฏิบัติธรรมและอุบาสก อุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลได้แต่งชุดขาวหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A: สันนิษฐานว่า อาจจะเกี่ยวกับคืนวันที่ท่านจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ท่านได้ฝันคือมหาสุบิน ในฝันนั้นท่านเห็นหนอนตัวสีขาวหัวดำ คลานมาจากทุกทิศทุกทางทุกวรรณะ และในมหาประนิพพานสูตร ตอนที่มารมาขอให้ท่านปรินิพพาน หนึ่งในเหตุผลที่ท่านกล่าวกับมาร คือท่านจะยังไม่ปรินิพพานตราบใดที่อุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ (ถือศีล 8) และอุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาวที่ยังบริโภคกาม (รักษาศีล 5) ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่สามารถแสดงธรรม ข่มขี่ ปรัปวาทให้ราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้ ถ้ายังไม่ได้ยังไม่ปรินิพพาน</p><br><p><strong>Q: อะไรคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม</strong></p><p>A: <strong>“ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ”</strong> แปลว่า การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อีกคำหนึ่งที่ใช้คือ <strong>“ทำให้เป็นบริกรรม” </strong>หมายความนัยยะแรกคือปฏิบัติต่อเนื่องเหมาะสม และทำจนกว่าจะถึงจุดที่สำเร็จขึ้นมา นัยยะที่สองคือการใช้ธรรมะให้ถูกเหมาะสมกับเรื่องราว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เราสามารถดูได้อย่างไรว่า พระภิกษุผู้ใดเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ?</strong></p><p>A: ดูที่พระวินัยคือศีลของพระ ถ้าไม่มีศีลแม้จะโกนผมห่มเหลืองก็ไม่ใช่พระ ถ้ามีศีลต่อให้ไม่โกนผมไม่ห่มเหลืองก็เป็นพระได้</p><br><p><strong>Q: พระที่เรียกว่า "พระสุปฏิปันโน" มีลักษณะอย่างไร?&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>A: ในบทสังฆคุณ 9 เริ่มจากสุปฏิปันโน คือปฏิบัติดี เริ่มจากศีล สมาธิ และปัญญา หมายถึง การปฎิบัติตามมรรค 8 ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง มีศีลเป็นพื้นฐาน ศีลจะรู้ได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู สมาธิจะรู้ได้ด้วยเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจแล้วยังดีเช่นเดิมได้&nbsp;ปัญญาดูได้จากการสนทนา ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นตัวบ่งบอกได้</p><br><p><strong>Q: ผู้ที่บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเดินจงฺกมเลย ท่านจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ดูที่พระวินัยที่ศีล ท่านไม่ได้ทำผิดศีลท่านไม่บาป หากแต่ท่านจะไม่มีสมาธิ ปัญญา บรรลุถึงพระนิพพานได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มหาโจรในคราบผ้าเหลือง [6821-7q]</title>
			<itunes:title>มหาโจรในคราบผ้าเหลือง [6821-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6830ae76fc865cdd0400a350/media.mp3" length="27513415" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6830ae76fc865cdd0400a350</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6830ae76fc865cdd0400a350</link>
			<acast:episodeId>6830ae76fc865cdd0400a350</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOaJtMGhLAWLhVH7FNh0sUhRveoaLqX1OdjiL+zzOSfIQuuoSR4cGJlNh62suz4z6BWFT6z0oH3pTNWvcWhZCul]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>21</itunes:season>
			<itunes:episode>68</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: วิเคราะห์กรณีพระมหาเถระติดการพนัน</strong></p><p>A: ท่านบัญญัติศีลไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล คนทำผิดศีล จึงไม่ได้มีเฉพาะในสมัยนี้เท่านั้น <strong>“พระ”</strong> หากขึ้นชื่อว่าโกง ก็อาบัติปาราชิกแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินว่ามากหรือน้อย ท่านถูกกิเลสภายในหลอก ถูกหลอกให้เข้าใจว่าสิ่งที่ผิด ว่าไม่ผิด ให้เข้าใจว่าที่ไม่ดีเป็นดี ถ้าเรากำจัดกิเลสในตัวเราออกไปได้เราจะไม่ถูกหลอก ให้เรารักษาจิตใจเราให้ดี รักษาศีล มีพรหมวิหาร 4 คิดดี ทำดี เราก็จะสามารถประคองรักษาตนให้กิเลสออกไปจากจิตใจเราได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วิเคราะห์ตามหลักธรรม : “มหาโจรที่แท้จริง”&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A: ในทางพุทธศาสนา มหาโจรที่แท้จริง คือผู้ที่อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ไม่ใช่พระอรหันต์แต่หลอกคนอื่นว่าเป็นพระอรหันต์ (เว้นแต่เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็น) เพราะมันตรวจสอบไม่ได้ และการบิดเบือนคำสอนซึ่งเป็นการทำลายศาสนา</p><br><p><strong>Q: พระพุทธเจ้าทรงห้ามการบวชของกะเทยหรือไม่?</strong></p><p>A: พุทธพจน์ <strong>“บัณเฑาะก์ ไม่ให้บวช”</strong> / อรรถกถาได้แบ่งบัณเฑาะก์ออกเป็น 5 ประเภท ประเภทที่บวชได้ คือกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง ประเภทอื่นบวชไม่ได้</p><br><p><strong>Q: ปิติสุขเกิดจากวิตกวิจารใช่หรือไม่? ถ้าไม่เกิดปิติสุขเป็นเพราะทำวิตกวิจารไม่ถูกใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ใช่ ปิติสุขเป็นสุขประเภทที่อาศัยเหตุคือวิตกวิจาร ที่ไม่เกิดปิติสุขเพราะวิตกวิจารมันไม่ต่อเนื่องจนไปถึงปิติสุขได้ เพราะมีกระแสของอกุศลมาตัดรอน คือนิวรณ์ 5 เราจึงควรยับยั้งไม่ให้สติไปในทางอกุศลด้วยการฝึกสติให้มีพลัง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: วิเคราะห์กรณีพระมหาเถระติดการพนัน</strong></p><p>A: ท่านบัญญัติศีลไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล คนทำผิดศีล จึงไม่ได้มีเฉพาะในสมัยนี้เท่านั้น <strong>“พระ”</strong> หากขึ้นชื่อว่าโกง ก็อาบัติปาราชิกแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินว่ามากหรือน้อย ท่านถูกกิเลสภายในหลอก ถูกหลอกให้เข้าใจว่าสิ่งที่ผิด ว่าไม่ผิด ให้เข้าใจว่าที่ไม่ดีเป็นดี ถ้าเรากำจัดกิเลสในตัวเราออกไปได้เราจะไม่ถูกหลอก ให้เรารักษาจิตใจเราให้ดี รักษาศีล มีพรหมวิหาร 4 คิดดี ทำดี เราก็จะสามารถประคองรักษาตนให้กิเลสออกไปจากจิตใจเราได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: วิเคราะห์ตามหลักธรรม : “มหาโจรที่แท้จริง”&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A: ในทางพุทธศาสนา มหาโจรที่แท้จริง คือผู้ที่อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ไม่ใช่พระอรหันต์แต่หลอกคนอื่นว่าเป็นพระอรหันต์ (เว้นแต่เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็น) เพราะมันตรวจสอบไม่ได้ และการบิดเบือนคำสอนซึ่งเป็นการทำลายศาสนา</p><br><p><strong>Q: พระพุทธเจ้าทรงห้ามการบวชของกะเทยหรือไม่?</strong></p><p>A: พุทธพจน์ <strong>“บัณเฑาะก์ ไม่ให้บวช”</strong> / อรรถกถาได้แบ่งบัณเฑาะก์ออกเป็น 5 ประเภท ประเภทที่บวชได้ คือกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง ประเภทอื่นบวชไม่ได้</p><br><p><strong>Q: ปิติสุขเกิดจากวิตกวิจารใช่หรือไม่? ถ้าไม่เกิดปิติสุขเป็นเพราะทำวิตกวิจารไม่ถูกใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ใช่ ปิติสุขเป็นสุขประเภทที่อาศัยเหตุคือวิตกวิจาร ที่ไม่เกิดปิติสุขเพราะวิตกวิจารมันไม่ต่อเนื่องจนไปถึงปิติสุขได้ เพราะมีกระแสของอกุศลมาตัดรอน คือนิวรณ์ 5 เราจึงควรยับยั้งไม่ให้สติไปในทางอกุศลด้วยการฝึกสติให้มีพลัง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พิชิตงานด้วยอิทธิบาทสี่ [6820-7q]  </title>
			<itunes:title>พิชิตงานด้วยอิทธิบาทสี่ [6820-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6826a3e3ee813e8be2fe9add/media.mp3" length="25034451" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6826a3e3ee813e8be2fe9add</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6826a3e3ee813e8be2fe9add</link>
			<acast:episodeId>6826a3e3ee813e8be2fe9add</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOcdWXJgR0lW16v5HUnMK53e9b/BU2xZ7XiuYBqK5s4GccShILALH6iuDfZwz2oCUMtPAZMs77zTdvtsJE6PP41]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อหมดไฟจากการทำงานในระบบราชการ เกิดความเบื่อเซ็งควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราเบื่อเซ็งแล้วหาทางออกของปัญหา นั่นคือเรามีสติ หลักธรรมที่จะแก้ความเบื่อเซ็งได้คือ <strong>“อิทธิบาท4” </strong>ให้เราตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งขึ้นมา (งาน) และใช้สมาธิเพื่อเชื่อมธรรมเครื่องปรุงแต่งกับอิทธิบาท 4 เข้าด้วยกัน คือเวลาเราทำงานก็จดจ่อในงาน ตั้งฉันทะไว้ด้วยจิตเป็นสมาธิ&nbsp;&nbsp;เราก็จะมีการคิดพัฒนาปรับปรุงคือวิมังสา แล้วก็ใส่ความเพียรเข้าไปคือวิริยะ เกิดความเอาใจใส่คือจิตตะ โดยให้เริ่มทำจากตรงที่เราทำได้ เช่น ตอนที่เราทานอาหารหรือออกกำลังกาย ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ๆ แล้วจึงฝึกที่หน้างาน คือเมื่อเราอยู่ที่ทำงาน ให้ฝึกสังเกต เมื่อเราสังเกตเห็นอารมณ์นั้น สติก็จะมา เมื่อเรามีสติ จิตก็จะน้อมไปในทางแก้ปัญหา ไม่น้อมไปในทางเบื่อเซ็ง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อหมดไฟจากการทำงานในระบบราชการ เกิดความเบื่อเซ็งควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราเบื่อเซ็งแล้วหาทางออกของปัญหา นั่นคือเรามีสติ หลักธรรมที่จะแก้ความเบื่อเซ็งได้คือ <strong>“อิทธิบาท4” </strong>ให้เราตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งขึ้นมา (งาน) และใช้สมาธิเพื่อเชื่อมธรรมเครื่องปรุงแต่งกับอิทธิบาท 4 เข้าด้วยกัน คือเวลาเราทำงานก็จดจ่อในงาน ตั้งฉันทะไว้ด้วยจิตเป็นสมาธิ&nbsp;&nbsp;เราก็จะมีการคิดพัฒนาปรับปรุงคือวิมังสา แล้วก็ใส่ความเพียรเข้าไปคือวิริยะ เกิดความเอาใจใส่คือจิตตะ โดยให้เริ่มทำจากตรงที่เราทำได้ เช่น ตอนที่เราทานอาหารหรือออกกำลังกาย ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ๆ แล้วจึงฝึกที่หน้างาน คือเมื่อเราอยู่ที่ทำงาน ให้ฝึกสังเกต เมื่อเราสังเกตเห็นอารมณ์นั้น สติก็จะมา เมื่อเรามีสติ จิตก็จะน้อมไปในทางแก้ปัญหา ไม่น้อมไปในทางเบื่อเซ็ง&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิธีละสักกายทิฏฐิ [6819-7q]</title>
			<itunes:title>วิธีละสักกายทิฏฐิ [6819-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/681e6d7558009636d557e537/media.mp3" length="27318234" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">681e6d7558009636d557e537</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/681e6d7558009636d557e537</link>
			<acast:episodeId>681e6d7558009636d557e537</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOXt2WabTDHWjcdL0H1U9yiM6wuDXKvAHVZU5I39hk70hJh03nKVjDai1U3b2P6zaLpqMHZ5KkJv9RLWn2yyh7H]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความหมายของศีล 8 ในข้อ 7 และ ข้อ 8</strong></p><p>A: ศีลข้อ 7 คือ เว้นจากดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การตกแต่งร่างกายในฐานะที่จะแต่งให้สวยงาม, ศีลข้อ 8 คือ เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ยัดด้วยนุ่นและสำลี ลักษณะคือเตียงสูง ต้องขึ้นบันได มีเสาสูง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ผลกรรมที่ทำผิดศีล 5</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะอดีต อนาคต ปัจจุบัน ศีลก็จะให้ผลเหมือนกัน เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก คือไม่เนื่องด้วยกาล ตัวอย่างเช่น คนโกหก ไม่ว่าจะพูดที่ไหนก็จะไม่มีใครเชื่อ</p><br><p><strong>Q: ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะนรกหรือสวรรค์เดียวกันกับผู้ที่นับถือพุทธหรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไหน ก็ล้วนแต่มี หู ตา จมุก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน มีผัสสะ มีตัณหา มีอุปาทานเหมือนกัน ศาสนาพุทธที่ท่านสอนเรื่องนรกสวรรค์ เพราะมีผู้เห็นเปรต เทวดา แล้วมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านจึงได้สอน แจกแจง บัญญัติ ซึ่งศาสดาแต่ละท่าน ๆ ก็สอนตามที่ท่านรู้ แต่ในพุทธศาสนานั้น คำสอนมีความบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ทั้งอรรถะและพยัญชนะ เบื้องต้น ท่ามกลาง ืและที่สุด รัดกุมรอบคอบ ไม่หละหลวม ซึ่งคนที่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะจะทำแบบนี้ไม่ได้ ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนจนถึงนิพพาน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สัดส่วนของความสุขความทุกข์ในนรกและสวรรค์</strong></p><p>A: นรกและสวรรค์ มีทั้งทุกข์และสุข สวรรค์จะสุขมากกว่าทุกข์ นรกจะมีทุกข์มากกว่าสุข&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การละสักกายทิฏฐิ</strong></p><p>A: คนที่มีสักกายทิฏฐิ เขาจะเข้าใจว่านี่เป็นตัวตนของเรา พอมีความเพลินพอใจ มีความกำหนัดยินดี เขาก็จะยึดถือในสิ่งนั้นทันที เราจะละสักกายทิฏฐิได้ เราต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน พอเราเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอนัตตา อวิชชาจะดับ วิชชา วิมุตจะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยโพชฌงค์ 7 อาศัยสติปัฏฐาน 4 เจริญสติขึ้นมา สักกายทิฏฐิก็จะละไป ปัญญาจะเกิดตรงนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำสมาธิ พิจารณาร่างกาย แต่ใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน แก้ไขอย่างไรดี?</strong></p><p>A: จะทำวิชชาให้เกิด ก็ต้องทำโพชฌงค์ 7 ให้เกิดก่อน จึงมีการเจริญโพชฌงค์ตามกาลตามสภาวะของจิต โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน เอาสติไว้ตรงกลาง ฝ่ายที่ทำให้จิตฮึกเหิม คือ วิริยสัมโพชฌงค์  ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์,&nbsp;ฝ่ายที่ทำให้จิตสงบลง คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ท่านเปรียบดังเปลวไฟ ถ้าอากาศหนาวแล้วไฟริบหรี่ ก็ให้ใส่ฟืนแห้ง เพื่อให้ไฟลุกโพรงขึ้นมา เราก็ต้องดูแลจิตของเรา ให้มีความเพียรสม่ำเสมอ พอดี ๆ&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความหมายของศีล 8 ในข้อ 7 และ ข้อ 8</strong></p><p>A: ศีลข้อ 7 คือ เว้นจากดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การตกแต่งร่างกายในฐานะที่จะแต่งให้สวยงาม, ศีลข้อ 8 คือ เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ยัดด้วยนุ่นและสำลี ลักษณะคือเตียงสูง ต้องขึ้นบันได มีเสาสูง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ผลกรรมที่ทำผิดศีล 5</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะอดีต อนาคต ปัจจุบัน ศีลก็จะให้ผลเหมือนกัน เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก คือไม่เนื่องด้วยกาล ตัวอย่างเช่น คนโกหก ไม่ว่าจะพูดที่ไหนก็จะไม่มีใครเชื่อ</p><br><p><strong>Q: ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะนรกหรือสวรรค์เดียวกันกับผู้ที่นับถือพุทธหรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไหน ก็ล้วนแต่มี หู ตา จมุก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน มีผัสสะ มีตัณหา มีอุปาทานเหมือนกัน ศาสนาพุทธที่ท่านสอนเรื่องนรกสวรรค์ เพราะมีผู้เห็นเปรต เทวดา แล้วมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านจึงได้สอน แจกแจง บัญญัติ ซึ่งศาสดาแต่ละท่าน ๆ ก็สอนตามที่ท่านรู้ แต่ในพุทธศาสนานั้น คำสอนมีความบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ทั้งอรรถะและพยัญชนะ เบื้องต้น ท่ามกลาง ืและที่สุด รัดกุมรอบคอบ ไม่หละหลวม ซึ่งคนที่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะจะทำแบบนี้ไม่ได้ ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนจนถึงนิพพาน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สัดส่วนของความสุขความทุกข์ในนรกและสวรรค์</strong></p><p>A: นรกและสวรรค์ มีทั้งทุกข์และสุข สวรรค์จะสุขมากกว่าทุกข์ นรกจะมีทุกข์มากกว่าสุข&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การละสักกายทิฏฐิ</strong></p><p>A: คนที่มีสักกายทิฏฐิ เขาจะเข้าใจว่านี่เป็นตัวตนของเรา พอมีความเพลินพอใจ มีความกำหนัดยินดี เขาก็จะยึดถือในสิ่งนั้นทันที เราจะละสักกายทิฏฐิได้ เราต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน พอเราเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอนัตตา อวิชชาจะดับ วิชชา วิมุตจะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยโพชฌงค์ 7 อาศัยสติปัฏฐาน 4 เจริญสติขึ้นมา สักกายทิฏฐิก็จะละไป ปัญญาจะเกิดตรงนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำสมาธิ พิจารณาร่างกาย แต่ใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน แก้ไขอย่างไรดี?</strong></p><p>A: จะทำวิชชาให้เกิด ก็ต้องทำโพชฌงค์ 7 ให้เกิดก่อน จึงมีการเจริญโพชฌงค์ตามกาลตามสภาวะของจิต โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน เอาสติไว้ตรงกลาง ฝ่ายที่ทำให้จิตฮึกเหิม คือ วิริยสัมโพชฌงค์  ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์,&nbsp;ฝ่ายที่ทำให้จิตสงบลง คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ท่านเปรียบดังเปลวไฟ ถ้าอากาศหนาวแล้วไฟริบหรี่ ก็ให้ใส่ฟืนแห้ง เพื่อให้ไฟลุกโพรงขึ้นมา เราก็ต้องดูแลจิตของเรา ให้มีความเพียรสม่ำเสมอ พอดี ๆ&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัจจัยการให้ผลของกรรม [6818-7q]</title>
			<itunes:title>ปัจจัยการให้ผลของกรรม [6818-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 May 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>47:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/681501516ac0e5213b47ba83/media.mp3" length="22786530" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">681501516ac0e5213b47ba83</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/681501516ac0e5213b47ba83</link>
			<acast:episodeId>681501516ac0e5213b47ba83</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPLqkx99f3Q++RDa2SHUvDqXapECeyphQFBlU5GRFY+I/O1TvlZmjKE8xBsggMGGcxO5vQvdqUXTcaDLWbBKPuT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ครอบครัวเจ็บป่วยบ่อย เป็นเพราะประกอบธุรกิจที่เบียดเบียนสัตว์ใช่หรือไม่และควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ผลของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ให้เราเอาศีลเป็นหลักว่า เราได้ทำผิดศีลหรือไม่ ท่านได้กล่าวถึง<strong> “อาชีพที่ไม่ควรทำ 5 อย่าง” </strong>คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์เป็น ค้าสัตว์ตาย ค้าสุรา และค้ายาพิษ การค้าหนังสัตว์ก็มีส่วนอยู่ แต่ไม่หนักเท่ากับการฆ่าสัตว์ ให้เราหมั่นทำความดี เข้าใจว่า บุญมีบาปมี มนุษย์มีสุขมีทุกข์ พอๆ กัน สุขทุกข์เกิดจากกรรมเก่าก็ส่วนหนึ่ง เกิดจากดินฟ้าอากาศก็ได้ เกิดจากการเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอก็ได้ ที่สำคัญคือเมื่อเรามีทุกข์ เราต้องหาที่พึ่งที่ถูกต้อง คือ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เข้าใจว่าทุกข์มีเหตุมีปัจจัย ถ้าเราเข้าใจข้อนี้ ก็ได้ชื่อเป็นผู้มีปัญญา ได้ชื่อว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง</p><br><p><strong>Q: ถ้าในอดีตได้ฆ่าสัตว์ จะทำอย่างไรกับบาปที่ผิดพลาดนั้น?</strong></p><p>A: ให้เราหมั่นทำความดี ท่านเปรียบไว้กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแก้ว กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแม่น้ำ ผลของความเค็มคือผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น หากมีน้ำมาก น้ำเปรียบดังความดี ผลของความเค็มก็จะน้อย หากมีน้ำน้อย ผลของความเค็มก็จะเค็มมาก&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ครอบครัวเจ็บป่วยบ่อย เป็นเพราะประกอบธุรกิจที่เบียดเบียนสัตว์ใช่หรือไม่และควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ผลของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ให้เราเอาศีลเป็นหลักว่า เราได้ทำผิดศีลหรือไม่ ท่านได้กล่าวถึง<strong> “อาชีพที่ไม่ควรทำ 5 อย่าง” </strong>คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์เป็น ค้าสัตว์ตาย ค้าสุรา และค้ายาพิษ การค้าหนังสัตว์ก็มีส่วนอยู่ แต่ไม่หนักเท่ากับการฆ่าสัตว์ ให้เราหมั่นทำความดี เข้าใจว่า บุญมีบาปมี มนุษย์มีสุขมีทุกข์ พอๆ กัน สุขทุกข์เกิดจากกรรมเก่าก็ส่วนหนึ่ง เกิดจากดินฟ้าอากาศก็ได้ เกิดจากการเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอก็ได้ ที่สำคัญคือเมื่อเรามีทุกข์ เราต้องหาที่พึ่งที่ถูกต้อง คือ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เข้าใจว่าทุกข์มีเหตุมีปัจจัย ถ้าเราเข้าใจข้อนี้ ก็ได้ชื่อเป็นผู้มีปัญญา ได้ชื่อว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง</p><br><p><strong>Q: ถ้าในอดีตได้ฆ่าสัตว์ จะทำอย่างไรกับบาปที่ผิดพลาดนั้น?</strong></p><p>A: ให้เราหมั่นทำความดี ท่านเปรียบไว้กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแก้ว กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแม่น้ำ ผลของความเค็มคือผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น หากมีน้ำมาก น้ำเปรียบดังความดี ผลของความเค็มก็จะน้อย หากมีน้ำน้อย ผลของความเค็มก็จะเค็มมาก&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิบากกรรม [6817-7q] </title>
			<itunes:title>วิบากกรรม [6817-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/680bfc5a92c5c49bd1137ade/media.mp3" length="26935917" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">680bfc5a92c5c49bd1137ade</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/680bfc5a92c5c49bd1137ade</link>
			<acast:episodeId>680bfc5a92c5c49bd1137ade</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNuoQFAx4FJHOXmnyNVV+qEKqzdXIoifTLh0vsBVGzG7XaYk5YZEkxsoXfjvWcExlm+oULM5T5w3+rNYg5qe8Md]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ใครที่ไม่มีโรคทางใจ?</strong></p><p>A: พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีโรคทางใจ ยาคือมรรค 8 ปฏิบัติตามทางมรรค 8 ทำให้มากเจริญให้มาก เปรียบดังเราต้องการหายจากโรค ถ้าเราทานไม่ครบโดส อาการก็อาจกลับมากำเริบใหม่ได้ แต่หากเราทานยาจนครบโดสแล้วเราก็จะหายจากโรคที่เป็นอยู่ได้ และเมื่อเราหายจากโรคแล้ว (บรรลุพระอรหันต์แล้ว) เราก็ยังต้องรักษาตน ไม่ไปทานของแสลง ให้ทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือเมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะหมดชีวิตของเรา</p><br><p><strong>Q: กรรมอะไรที่มาก่อน?</strong></p><p>A: ท่านกล่าวไว้ว่า ผัสสะต่าง ๆ มีใจเป็นที่แล่นไปสู่ ความคิดเป็นสัญญาที่เกิดในช่องทางใจ ใจจึงเป็นใหญ่ แต่ไม่รวมกับมโนสังขาร</p><br><p><strong>Q: เจตนาของกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คืออะไร?</strong></p><p>A: สัญญาการปรุงแต่งเกิดจากจิตของเรา เพราะฉะนั้นเจตนาของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็คือการที่จิตของเรามีการกระทำออกไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: กรรมอะไรที่ให้ผลทันที?&nbsp;</strong></p><p>A: กรรมจำแนกตามผลได้ 3 ลักษณะ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมา และกรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมาและถัดมาอีก</p><br><p><strong>Q: การทำสมาธิ ต้องนั่งทำเสมอไปหรือไม่?</strong></p><p>A: สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน</p><br><p><strong>Q: ชาติก่อน ชาติหน้า มีจริงหรือ?</strong></p><p>A: ที่สำคัญคือปัจจุบันนี้ ตอนนี้เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา คิดถึงเรื่องอนาคต เราก็คิดตอนนี้ เรื่องชาติหน้าเอาไว้ก่อน ให้เราแก้ปัญหาตรงความไม่เที่ยงก่อน เริ่มจากตอนนี้ ตั้งสติขึ้น เห็นตามความเป็นจริง ปฏิบัติให้มาก ทำให้เจริญ เมื่อได้ญาณหยั่งรู้ ค่อยจะยังกันและกัน ให้พอใจได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ใครที่ไม่มีโรคทางใจ?</strong></p><p>A: พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีโรคทางใจ ยาคือมรรค 8 ปฏิบัติตามทางมรรค 8 ทำให้มากเจริญให้มาก เปรียบดังเราต้องการหายจากโรค ถ้าเราทานไม่ครบโดส อาการก็อาจกลับมากำเริบใหม่ได้ แต่หากเราทานยาจนครบโดสแล้วเราก็จะหายจากโรคที่เป็นอยู่ได้ และเมื่อเราหายจากโรคแล้ว (บรรลุพระอรหันต์แล้ว) เราก็ยังต้องรักษาตน ไม่ไปทานของแสลง ให้ทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือเมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะหมดชีวิตของเรา</p><br><p><strong>Q: กรรมอะไรที่มาก่อน?</strong></p><p>A: ท่านกล่าวไว้ว่า ผัสสะต่าง ๆ มีใจเป็นที่แล่นไปสู่ ความคิดเป็นสัญญาที่เกิดในช่องทางใจ ใจจึงเป็นใหญ่ แต่ไม่รวมกับมโนสังขาร</p><br><p><strong>Q: เจตนาของกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คืออะไร?</strong></p><p>A: สัญญาการปรุงแต่งเกิดจากจิตของเรา เพราะฉะนั้นเจตนาของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็คือการที่จิตของเรามีการกระทำออกไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: กรรมอะไรที่ให้ผลทันที?&nbsp;</strong></p><p>A: กรรมจำแนกตามผลได้ 3 ลักษณะ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมา และกรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมาและถัดมาอีก</p><br><p><strong>Q: การทำสมาธิ ต้องนั่งทำเสมอไปหรือไม่?</strong></p><p>A: สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน</p><br><p><strong>Q: ชาติก่อน ชาติหน้า มีจริงหรือ?</strong></p><p>A: ที่สำคัญคือปัจจุบันนี้ ตอนนี้เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา คิดถึงเรื่องอนาคต เราก็คิดตอนนี้ เรื่องชาติหน้าเอาไว้ก่อน ให้เราแก้ปัญหาตรงความไม่เที่ยงก่อน เริ่มจากตอนนี้ ตั้งสติขึ้น เห็นตามความเป็นจริง ปฏิบัติให้มาก ทำให้เจริญ เมื่อได้ญาณหยั่งรู้ ค่อยจะยังกันและกัน ให้พอใจได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บาปจากกลลวง [6816-7q] </title>
			<itunes:title>บาปจากกลลวง [6816-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/680273411aabee4d3808f3cf/media.mp3" length="27881617" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">680273411aabee4d3808f3cf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/680273411aabee4d3808f3cf</link>
			<acast:episodeId>680273411aabee4d3808f3cf</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN0jH74sfzwRZ9xz2yZNoe6dfHsRv77gj0AZm37V4q11lI19Y18MDiZdoRTLKWd/bFqvGg/FFaqvWugLkXQCpPy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: สอบถามช่องทางการรับฟัง</strong></p><p>A: สามารถรับฟังวิทยุทางคลื่น AM 819 KHZ</p><br><p><strong>Q: ถูกหลอกให้ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยจำใจทำ แบบนี้บาปหรือไม่? เมื่อเทียบกับติตติรชาดก</strong></p><p>A: <strong>“ติตติรชาดก”</strong> เป็นเรื่องเกี่ยวกับนกกระทาที่นายพรานนำมาขังไว้เพื่อที่ว่า เมื่อมันร้องแล้วเพื่อนของมันที่ได้ยินจะออกมา นกกระทาตัวนั้นไม่ได้มีเจตนาเบียดเบียนหรือประทุษร้าย ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เพื่อนตัวเองต้องตาย หากแต่เสียใจเพราะนกด้วยกันตาย บาปเกิดขึ้นอยู่แต่น้อย ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกคนอื่นให้หลงเชื่อ มีเจตนาเบียดเบียนคิดประทุษร้าย ต้องการให้เขาได้ทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบาป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: มีปิติแล้วทำไมจึงปวดขาอยู่?</strong></p><p> A: ปิติจะมี 2 ส่วนคือทางกายและใจ การที่จะมีปิติทั่วทั้งตัวคือทั้งกายใจได้นั้น เราต้องตริตรึกในเรื่องที่เป็นกุศลธรรม เรียกว่า<strong> “วิตกวิจาร”</strong> ให้ต่อเนื่อง ผลอานิสงส์คือจะได้ความสุขที่อาศัยปิติ เรียกว่า <strong>“นิรมิต”</strong> เป็นปิติที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ เกิดขึ้นในภายใน เป็นปิติสัมโพชฌงค์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อะไรคือวิตก&nbsp;อะไรคือวิจาร ?</strong></p><p>A:<strong> “วิตก”</strong> คือ ตริตรึกน้อมจิตไปคิด, <strong>“วิจาร”</strong> คือ ตรึกตรองลงรายละเอียดลึกลงไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พุทโธคือวิตกใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ใช่</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: สอบถามช่องทางการรับฟัง</strong></p><p>A: สามารถรับฟังวิทยุทางคลื่น AM 819 KHZ</p><br><p><strong>Q: ถูกหลอกให้ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยจำใจทำ แบบนี้บาปหรือไม่? เมื่อเทียบกับติตติรชาดก</strong></p><p>A: <strong>“ติตติรชาดก”</strong> เป็นเรื่องเกี่ยวกับนกกระทาที่นายพรานนำมาขังไว้เพื่อที่ว่า เมื่อมันร้องแล้วเพื่อนของมันที่ได้ยินจะออกมา นกกระทาตัวนั้นไม่ได้มีเจตนาเบียดเบียนหรือประทุษร้าย ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เพื่อนตัวเองต้องตาย หากแต่เสียใจเพราะนกด้วยกันตาย บาปเกิดขึ้นอยู่แต่น้อย ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกคนอื่นให้หลงเชื่อ มีเจตนาเบียดเบียนคิดประทุษร้าย ต้องการให้เขาได้ทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบาป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: มีปิติแล้วทำไมจึงปวดขาอยู่?</strong></p><p> A: ปิติจะมี 2 ส่วนคือทางกายและใจ การที่จะมีปิติทั่วทั้งตัวคือทั้งกายใจได้นั้น เราต้องตริตรึกในเรื่องที่เป็นกุศลธรรม เรียกว่า<strong> “วิตกวิจาร”</strong> ให้ต่อเนื่อง ผลอานิสงส์คือจะได้ความสุขที่อาศัยปิติ เรียกว่า <strong>“นิรมิต”</strong> เป็นปิติที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ เกิดขึ้นในภายใน เป็นปิติสัมโพชฌงค์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อะไรคือวิตก&nbsp;อะไรคือวิจาร ?</strong></p><p>A:<strong> “วิตก”</strong> คือ ตริตรึกน้อมจิตไปคิด, <strong>“วิจาร”</strong> คือ ตรึกตรองลงรายละเอียดลึกลงไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พุทโธคือวิตกใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ใช่</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิที่เคียงคู่ด้วยสมถะและวิปัสสนา [6815-7q] </title>
			<itunes:title>สมาธิที่เคียงคู่ด้วยสมถะและวิปัสสนา [6815-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67f927b4b51a627d15c05b5b/media.mp3" length="28361444" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67f927b4b51a627d15c05b5b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67f927b4b51a627d15c05b5b</link>
			<acast:episodeId>67f927b4b51a627d15c05b5b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOXoQM+4o0IebMsXl3/UGxE00TEp8Rl0sNRzdtVV5/HcVMwKJkpWQtMc0ChH3kLA6JqjvvIBHKElwJL2Uqvuc0c]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้ม ๆ ลืมคำภาวนา ลืมลมหายใจ&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A : ในการภาวนา หากเราเห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือมีสติ หากเราไม่เห็น หรือเห็นเกิดแต่ไม่เห็นดับ นั่นคือเผลอสติ</p><br><p><strong>Q: ขณะกำหนดจิตบริกรรมพุทโธอยู่ ระหว่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็พูดสอนอยู่ด้วย เราจะเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A: สติตั้งไว้ตรงช่องทางที่เสียงจะเข้ามาคือหู และเอาจิตไว้ที่ <strong>“โสตวิญญาณ”</strong></p><br><p><strong>Q: ถ้าปฏิบัติดี มีศีล สมาธิ ปัญญา มั่นคงแล้ว ถึงที่สุดแห่งทุกข์ (หลุดพ้น) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านไม่ต้องปฏิบัติเพื่อหวังเอาผล เพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังต้องปฏิบัติและรักษาศีล เพื่อดำรงอยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ เพื่อให้ดำรงอยู่ในมรรค&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เวลาเข้าฌาน 1 แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารณ์หรือไม่ หรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?</strong></p><p>A: ในสมาธิ <em>“วิปัสสนา”</em> อยู่ตรงที่เราเห็นความไม่เที่ยง <em>“วิตกวิจาร”</em> เป็นความคิดที่เป็นภาพ คำพูด การพิจารณากายในลักษณะที่เป็นภาพก็เป็นวิตกวิจาร</p><br><p><strong>Q: มีวิธีอย่างไร ที่จะต่อสู้กับกิเลส&nbsp;ที่เมื่อตื่นนอนขึ้นมาควรลุกทันที แต่ทำไม่ค่อยได้&nbsp;</strong></p><p>A : ก่อนนอนให้ตั้งสติไว้ว่า “<em>รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน”</em> แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า <em>“บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่”</em> ทำเช่นนี้จะเป็นการนอนที่ได้ตั้งสติไว้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร แล้วทุกข์ที่เราเจอใช่ตัวเดียวกันหรือเปล่า?</strong></p><p>A: ทุกข์ของพระพุทธเจ้า ตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นทุกข์เดียวกันกับเรา ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้ว เพราะท่านค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว คน ๆ นั้นจะไปดีหรือเปล่า?</strong></p><p>A: ผู้ที่จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมีจุตูปปาตญาณ</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้ม ๆ ลืมคำภาวนา ลืมลมหายใจ&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>A : ในการภาวนา หากเราเห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือมีสติ หากเราไม่เห็น หรือเห็นเกิดแต่ไม่เห็นดับ นั่นคือเผลอสติ</p><br><p><strong>Q: ขณะกำหนดจิตบริกรรมพุทโธอยู่ ระหว่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็พูดสอนอยู่ด้วย เราจะเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A: สติตั้งไว้ตรงช่องทางที่เสียงจะเข้ามาคือหู และเอาจิตไว้ที่ <strong>“โสตวิญญาณ”</strong></p><br><p><strong>Q: ถ้าปฏิบัติดี มีศีล สมาธิ ปัญญา มั่นคงแล้ว ถึงที่สุดแห่งทุกข์ (หลุดพ้น) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านไม่ต้องปฏิบัติเพื่อหวังเอาผล เพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังต้องปฏิบัติและรักษาศีล เพื่อดำรงอยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ เพื่อให้ดำรงอยู่ในมรรค&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เวลาเข้าฌาน 1 แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารณ์หรือไม่ หรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?</strong></p><p>A: ในสมาธิ <em>“วิปัสสนา”</em> อยู่ตรงที่เราเห็นความไม่เที่ยง <em>“วิตกวิจาร”</em> เป็นความคิดที่เป็นภาพ คำพูด การพิจารณากายในลักษณะที่เป็นภาพก็เป็นวิตกวิจาร</p><br><p><strong>Q: มีวิธีอย่างไร ที่จะต่อสู้กับกิเลส&nbsp;ที่เมื่อตื่นนอนขึ้นมาควรลุกทันที แต่ทำไม่ค่อยได้&nbsp;</strong></p><p>A : ก่อนนอนให้ตั้งสติไว้ว่า “<em>รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน”</em> แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า <em>“บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่”</em> ทำเช่นนี้จะเป็นการนอนที่ได้ตั้งสติไว้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร แล้วทุกข์ที่เราเจอใช่ตัวเดียวกันหรือเปล่า?</strong></p><p>A: ทุกข์ของพระพุทธเจ้า ตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นทุกข์เดียวกันกับเรา ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้ว เพราะท่านค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว คน ๆ นั้นจะไปดีหรือเปล่า?</strong></p><p>A: ผู้ที่จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมีจุตูปปาตญาณ</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความต่างแผ่เมตตากับแผ่บุญ [6814-7q]</title>
			<itunes:title>ความต่างแผ่เมตตากับแผ่บุญ [6814-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Apr 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67f0075b506c6c628ce1897b/media.mp3" length="27143997" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67f0075b506c6c628ce1897b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67f0075b506c6c628ce1897b</link>
			<acast:episodeId>67f0075b506c6c628ce1897b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN80AwAc2ENB8o6n4zECSRMrZuSD/qLqVzTZhpD5kOkVdxv+NMXmbbFEHr3YHBWDl+2JSEvd9McJwYo4H8gMNke]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ขอทราบรายละเอียดคอร์สปฏิบัติธรรม</strong></p><p>A : คอร์สหลีกเร้นปฏิบัติ<strong> “ใต้ร่มธรรมกุลเชฎโฐ”</strong> ณ วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ&nbsp;วันที่ 6-14 ธ.ค. 68 และ คอร์ส<strong> “สมาธิกีฬา”</strong> ณ มูลนิธิอาศรมมาตา อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่&nbsp;&nbsp;3-7 พ.ค. 68 (เหมาะสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติธรรมแล้ว) สามารถสมัครทั้ง 2 คอร์ส ได้ที่แถบเมนู <strong>"สมัครปฏิบัติธรรม" </strong><a href="https://panya.org" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>https://panya.org</strong></a></p><br><p><strong>Q : รับศีลควรรับด้วยคำว่าอะไร?</strong></p><p>A :&nbsp;“สาธุ” แปลว่าดีล่ะ, “สาธุ ๆ” แปลว่าดีแล้ว, หากรับมาปฏิบัติใช้คำว่า “อามะ”</p><br><p><strong>Q : การเจริญเมตตาจิตทำอย่างไร แตกต่างจากจิตเมตตาหรือไม่?</strong></p><p>A : การที่เราจะเจริญเมตตานั้น เราต้องตั้งจิตไว้กับด้วยเมตตา ท่านให้นึกถึงแม่ที่รักลูก เป็นความรักที่ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วจึงค่อยแผ่เมตตาออกไป ซึ่งคำว่าแผ่เมตตาจิตนั้นคือ “การเจริญภาวนา”&nbsp;</p><br><p><strong>Q : จะแผ่เมตตาได้ต้องมีสมาธิหรือบุญหรือตั้งจิตก่อนหรือไม่?</strong></p><p>A : ต้องมีสมาธิและตั้งจิตที่ประกอบไว้ด้วยเมตตา ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วค่อยแผ่เมตตาออกไป การแผ่เมตตาไม่ใช่แผ่บุญ การแผ่เมตตา คือการที่เรากำหนดจิตที่ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าผัสสะใดเข้ามา จิตเราก็จะเมตตาไป ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ</p><br><p><strong>Q : การไหว้เชงเม้งกับคำสอนทางพุทธขัดกันหรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านกล่าวถึง “ทาน” และ “ยันต์” การนำอาหารไปวางไว้หน้าหลุมศพ เป็นการให้โดยไม่มีผู้รับ เรียกว่าบูชายันต์&nbsp;ซึ่งท่านไม่ได้ติเตียนยันต์ แต่ท่านจะชี้แจงแจกแจงว่า อันไหนตระเตรียมน้อยกว่าได้บุญมากกว่า มีผลอานิสงส์มากกว่า&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ฤกษ์ยามในความหมายของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านให้เอากุศลธรรมเป็นหลัก ไม่ว่าเมื่อใดเวลาใดก็ตาม ที่ทำแล้วเกิดกุศล เมื่อนั้นคือ “ฤกษ์ดี”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ขอทราบรายละเอียดคอร์สปฏิบัติธรรม</strong></p><p>A : คอร์สหลีกเร้นปฏิบัติ<strong> “ใต้ร่มธรรมกุลเชฎโฐ”</strong> ณ วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ&nbsp;วันที่ 6-14 ธ.ค. 68 และ คอร์ส<strong> “สมาธิกีฬา”</strong> ณ มูลนิธิอาศรมมาตา อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่&nbsp;&nbsp;3-7 พ.ค. 68 (เหมาะสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติธรรมแล้ว) สามารถสมัครทั้ง 2 คอร์ส ได้ที่แถบเมนู <strong>"สมัครปฏิบัติธรรม" </strong><a href="https://panya.org" rel="noopener noreferrer" target="_blank"><strong>https://panya.org</strong></a></p><br><p><strong>Q : รับศีลควรรับด้วยคำว่าอะไร?</strong></p><p>A :&nbsp;“สาธุ” แปลว่าดีล่ะ, “สาธุ ๆ” แปลว่าดีแล้ว, หากรับมาปฏิบัติใช้คำว่า “อามะ”</p><br><p><strong>Q : การเจริญเมตตาจิตทำอย่างไร แตกต่างจากจิตเมตตาหรือไม่?</strong></p><p>A : การที่เราจะเจริญเมตตานั้น เราต้องตั้งจิตไว้กับด้วยเมตตา ท่านให้นึกถึงแม่ที่รักลูก เป็นความรักที่ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วจึงค่อยแผ่เมตตาออกไป ซึ่งคำว่าแผ่เมตตาจิตนั้นคือ “การเจริญภาวนา”&nbsp;</p><br><p><strong>Q : จะแผ่เมตตาได้ต้องมีสมาธิหรือบุญหรือตั้งจิตก่อนหรือไม่?</strong></p><p>A : ต้องมีสมาธิและตั้งจิตที่ประกอบไว้ด้วยเมตตา ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วค่อยแผ่เมตตาออกไป การแผ่เมตตาไม่ใช่แผ่บุญ การแผ่เมตตา คือการที่เรากำหนดจิตที่ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าผัสสะใดเข้ามา จิตเราก็จะเมตตาไป ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ</p><br><p><strong>Q : การไหว้เชงเม้งกับคำสอนทางพุทธขัดกันหรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านกล่าวถึง “ทาน” และ “ยันต์” การนำอาหารไปวางไว้หน้าหลุมศพ เป็นการให้โดยไม่มีผู้รับ เรียกว่าบูชายันต์&nbsp;ซึ่งท่านไม่ได้ติเตียนยันต์ แต่ท่านจะชี้แจงแจกแจงว่า อันไหนตระเตรียมน้อยกว่าได้บุญมากกว่า มีผลอานิสงส์มากกว่า&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ฤกษ์ยามในความหมายของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านให้เอากุศลธรรมเป็นหลัก ไม่ว่าเมื่อใดเวลาใดก็ตาม ที่ทำแล้วเกิดกุศล เมื่อนั้นคือ “ฤกษ์ดี”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หนทางดับอวิชชา [6813-7q] </title>
			<itunes:title>หนทางดับอวิชชา [6813-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67e82bd35fb59eadfc2f175e/media.mp3" length="28491862" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67e82bd35fb59eadfc2f175e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67e82bd35fb59eadfc2f175e</link>
			<acast:episodeId>67e82bd35fb59eadfc2f175e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMDuV5tbgRvYgwsr7FZEssdIYwSqUe6n7Hdoz05cNbH3ZlMkBz2EJo+s2yk2cLbHfH5GGz/KvzYi8HfPHoO8Eew]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ชาติ-การเกิด มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“ชาติ” </strong>หมายถึง การเกิด <strong>“การเกิด” </strong>หมายถึง การกำเนิด การเกิดโดยยิ่ง การก้าวลงสู่ครรภ์ ความปรากฏแห่งอายตนะของสัตว์ทั้งหลาย และยังมีการเกิดในบริบทอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า จะกำหนดบริบทอย่างไร ซึ่งชาติคือการเกิดไม่เหมือนการเกิด-ดับ หากเป็นการเกิด-ดับ ท่านใช้คำว่า อุบัติ (เกิด) - นิโรธ (ดับ) ปัญญาเป็นส่วนของมรรค ในขณะที่ชาติคือการเกิดเป็นส่วนของทุกข์ หน้าที่ที่ต้องทำไม่เหมือนกัน ทุกข์ต้องยอมรับ มรรคต้องทำให้เจริญ ความเกิดของปัญญาเราใช้คำว่า<strong> “อุบัติ”</strong> <strong>เป็นการอุบัติแห่งปัญญา</strong> เพราะไม่ได้ใช้อายตนะให้มันเกิดขึ้น สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ คือเราจะดับชาติ คือการเกิดได้ ความยึดถือต้องดับ การเกิดจึงจะดับไปด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คนประเภทไหนเหมาะในการทำงาน?</strong></p><p>A: ใช้ทั้งสองกลุ่ม หน้าที่ของผู้นำ คือ ให้ทำงานตามกำลังที่เหมาะสม</p><br><p><strong>Q: ปฏิจจสมุปบาทมีกี่รูปแบบ?</strong></p><p>A  ให้เราเข้าใจหลักการคือ <strong><em>“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ” </em></strong>ใช้หลักการนี้ในการเข้าไปจับกับทุกสิ่ง จะเกิดปัญญาได้</p><br><p><strong>Q: ดับอวิชชา ทำอย่างไร?</strong></p><p>A: เมื่อเห็นความไม่เที่ยง อวิชชาจะดับไป จะเห็นความไม่เที่ยงได้ ต้องอาศัยอนุสติ 10 สติปัฎฐาน 4 โพชฌงค์ 7 พอวิชชาเกิด เห็นความไม่เที่ยง อวิชชาก็จะดับ</p><br><p><strong>Q: ทำอย่างไรเมื่อไม่รู้ว่าสิ่งนี้มาจากเหตุปัจจัยอะไร?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า อวิชชามีอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมีพระพุทธเจ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวิชชามีอยู่ เมื่อรู้แล้วค่อยไปทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วอวิชชาจะดับไป</p><br><p><strong>Q: บารมี มีกี่อย่าง?</strong></p><p>A: ตามพุทธพจน์มี 10 บารมี 30 นั้นมาจากคัมภีร์พุทธวงศ์ แต่ทั้งนี้อย่าเพิ่งปฏิเสธควรแยกทำความเข้าใจ</p><br><p><strong>Q: อโหสิกรรมคืออะไร?</strong></p><p>A: คำว่า<strong> “อโหสิกรรม”</strong> ท่านหมายถึงผูกเวร แต่ที่คนไทยเอามาใช้ คำว่า “อโหสิ” คือ กรรมที่ได้ทำไปแล้ว&nbsp;แนวทางที่จะทำให้เราไม่ผูกเวรกับใคร คือให้มีพรหมวิหาร 4 ปฏิบัติตามมรรค 8&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ชาติ-การเกิด มีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“ชาติ” </strong>หมายถึง การเกิด <strong>“การเกิด” </strong>หมายถึง การกำเนิด การเกิดโดยยิ่ง การก้าวลงสู่ครรภ์ ความปรากฏแห่งอายตนะของสัตว์ทั้งหลาย และยังมีการเกิดในบริบทอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า จะกำหนดบริบทอย่างไร ซึ่งชาติคือการเกิดไม่เหมือนการเกิด-ดับ หากเป็นการเกิด-ดับ ท่านใช้คำว่า อุบัติ (เกิด) - นิโรธ (ดับ) ปัญญาเป็นส่วนของมรรค ในขณะที่ชาติคือการเกิดเป็นส่วนของทุกข์ หน้าที่ที่ต้องทำไม่เหมือนกัน ทุกข์ต้องยอมรับ มรรคต้องทำให้เจริญ ความเกิดของปัญญาเราใช้คำว่า<strong> “อุบัติ”</strong> <strong>เป็นการอุบัติแห่งปัญญา</strong> เพราะไม่ได้ใช้อายตนะให้มันเกิดขึ้น สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ คือเราจะดับชาติ คือการเกิดได้ ความยึดถือต้องดับ การเกิดจึงจะดับไปด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: คนประเภทไหนเหมาะในการทำงาน?</strong></p><p>A: ใช้ทั้งสองกลุ่ม หน้าที่ของผู้นำ คือ ให้ทำงานตามกำลังที่เหมาะสม</p><br><p><strong>Q: ปฏิจจสมุปบาทมีกี่รูปแบบ?</strong></p><p>A  ให้เราเข้าใจหลักการคือ <strong><em>“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ” </em></strong>ใช้หลักการนี้ในการเข้าไปจับกับทุกสิ่ง จะเกิดปัญญาได้</p><br><p><strong>Q: ดับอวิชชา ทำอย่างไร?</strong></p><p>A: เมื่อเห็นความไม่เที่ยง อวิชชาจะดับไป จะเห็นความไม่เที่ยงได้ ต้องอาศัยอนุสติ 10 สติปัฎฐาน 4 โพชฌงค์ 7 พอวิชชาเกิด เห็นความไม่เที่ยง อวิชชาก็จะดับ</p><br><p><strong>Q: ทำอย่างไรเมื่อไม่รู้ว่าสิ่งนี้มาจากเหตุปัจจัยอะไร?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า อวิชชามีอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมีพระพุทธเจ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวิชชามีอยู่ เมื่อรู้แล้วค่อยไปทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วอวิชชาจะดับไป</p><br><p><strong>Q: บารมี มีกี่อย่าง?</strong></p><p>A: ตามพุทธพจน์มี 10 บารมี 30 นั้นมาจากคัมภีร์พุทธวงศ์ แต่ทั้งนี้อย่าเพิ่งปฏิเสธควรแยกทำความเข้าใจ</p><br><p><strong>Q: อโหสิกรรมคืออะไร?</strong></p><p>A: คำว่า<strong> “อโหสิกรรม”</strong> ท่านหมายถึงผูกเวร แต่ที่คนไทยเอามาใช้ คำว่า “อโหสิ” คือ กรรมที่ได้ทำไปแล้ว&nbsp;แนวทางที่จะทำให้เราไม่ผูกเวรกับใคร คือให้มีพรหมวิหาร 4 ปฏิบัติตามมรรค 8&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บาลีกับการสืบต่อพระศาสนา [6812-7q] </title>
			<itunes:title>บาลีกับการสืบต่อพระศาสนา [6812-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67de2f491eb5b2f4238cc033/media.mp3" length="26673538" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67de2f491eb5b2f4238cc033</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67de2f491eb5b2f4238cc033</link>
			<acast:episodeId>67de2f491eb5b2f4238cc033</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN0wVB6YWA8MJkxcRU62bYh80CYJgqs9jAp+c/fmuAS+/eqL/hgUvRgZQMgulkgXEZSUmkLNNeuJz2lJ8ZSR9VS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เป้าหมายของการบวชพระคืออะไร?</strong></p><p>A : ไม่ว่าก่อนที่จะบวช จะบวชด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อบวชมาแล้วนั่นเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคือเมื่อบวชมาแล้ว ตั้งจิตตั้งเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทั้งนี้รูปแบบการบวช มีหลายรูปแบบ ทั้งการโกนผมห่มเหลือง การรักษาศีลแปด ได้หมด เพราะการบวชคือการบรรพชา คือการประพฤติพรมจรรย์คือถือศีลแปด เป็นต้นไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ปฏิบัติที่บ้านหรือไปเข้าคอร์สดีกว่ากัน?</strong></p><p>A : ตรงไหนที่ปฏิบัติแล้วกุศลธรรมเกิด ให้ปฏิบัติตรงนั้น</p><br><p><strong>Q : สันโดษในปริยัติหมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : ในปริยัติ คำว่า<strong> “มักน้อย”</strong> คือ ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษตน มักน้อยในปริยัติกับการที่จะไม่พูดคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคนละอย่างกัน คนที่ไม่มักน้อยในปริยัติ จะมีพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่อยากพูดอวดว่าตนรู้เรื่องนี้ ในขณะที่ถ้ามีความมักน้อยในปริยัติ ในสถานการณ์ที่ต้องบอกต้องสอนก็พูดได้ ถ้าเขาถามผิวเผิน เราก็ตอบนิดหน่อย ถ้าเขาถามมากก็พูดมากได้ แบบนี้เป็นการเผยแผ่คำสอน ไม่ได้เป็นการปกปิดคำสอน เพราะการปกปิดคำสอนคือจะไม่พูดเลย คำสอนท่านจึงเป็นทางสายกลางเพราะเหตุนี้</p><br><p><strong>Q: การเข้าใจภาษาบาลีต่อพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร?</strong></p><p>A : คนไทยเรียกว่า ปาฬิภาษา ว่า “บาลี” ปาฬิภาษาเป็นลักษณะที่ร้อยเรียงคำสอนของท่านให้ไม่กระจัดกระจาย เป็นการมองการไกลของพระพุทธเจ้า ให้รักษาคำสอนด้วยรูปแบบภาษานี้เท่านั้น ที่คำสอนของท่านยังอยู่ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ทรงจำบาลีและสืบทอดต่อกันมา ที่ท่านรับภาระหน้าที่นี้ก็เพราะท่านคิดถึงคนรุ่นหลัง หากเขาไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่เข้าใจธรรมะคำสอน เขาจะเสื่อมจากธรรม เราจึงควรช่วยกันรักษาคำสอนไว้ คำสอนจึงจะตั้งอยู่ได้</p><br><p><strong>Q: ปัญญากับทิฏฐิแตกต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;กองของปัญญา ประกอบด้วยสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ หากความเห็นใดความคิดใดที่ประกอบด้วยกาม พยาบาท เบียดเบียน นั่นทรามปัญญา แต่หากความเห็นความคิดนั้น หลีกออกจากกาม ไม่พยาบาทเบียดเบียน คิดให้เขาพ้นทุกข์ แบบนี้คือคิดแบบมีปัญญา&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่จะช่วยให้ผ่านความหดหู่กังวลใจไปไ</strong>ด้?</p><p>A : จิตที่หดหู่ ท่านให้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หากจิตเราฟุ้งซ่านไม่สงบ ท่านให้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ จิตจะระงับเย็นลงมาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เป้าหมายของการบวชพระคืออะไร?</strong></p><p>A : ไม่ว่าก่อนที่จะบวช จะบวชด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อบวชมาแล้วนั่นเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคือเมื่อบวชมาแล้ว ตั้งจิตตั้งเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทั้งนี้รูปแบบการบวช มีหลายรูปแบบ ทั้งการโกนผมห่มเหลือง การรักษาศีลแปด ได้หมด เพราะการบวชคือการบรรพชา คือการประพฤติพรมจรรย์คือถือศีลแปด เป็นต้นไป&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ปฏิบัติที่บ้านหรือไปเข้าคอร์สดีกว่ากัน?</strong></p><p>A : ตรงไหนที่ปฏิบัติแล้วกุศลธรรมเกิด ให้ปฏิบัติตรงนั้น</p><br><p><strong>Q : สันโดษในปริยัติหมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : ในปริยัติ คำว่า<strong> “มักน้อย”</strong> คือ ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษตน มักน้อยในปริยัติกับการที่จะไม่พูดคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคนละอย่างกัน คนที่ไม่มักน้อยในปริยัติ จะมีพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่อยากพูดอวดว่าตนรู้เรื่องนี้ ในขณะที่ถ้ามีความมักน้อยในปริยัติ ในสถานการณ์ที่ต้องบอกต้องสอนก็พูดได้ ถ้าเขาถามผิวเผิน เราก็ตอบนิดหน่อย ถ้าเขาถามมากก็พูดมากได้ แบบนี้เป็นการเผยแผ่คำสอน ไม่ได้เป็นการปกปิดคำสอน เพราะการปกปิดคำสอนคือจะไม่พูดเลย คำสอนท่านจึงเป็นทางสายกลางเพราะเหตุนี้</p><br><p><strong>Q: การเข้าใจภาษาบาลีต่อพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร?</strong></p><p>A : คนไทยเรียกว่า ปาฬิภาษา ว่า “บาลี” ปาฬิภาษาเป็นลักษณะที่ร้อยเรียงคำสอนของท่านให้ไม่กระจัดกระจาย เป็นการมองการไกลของพระพุทธเจ้า ให้รักษาคำสอนด้วยรูปแบบภาษานี้เท่านั้น ที่คำสอนของท่านยังอยู่ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ทรงจำบาลีและสืบทอดต่อกันมา ที่ท่านรับภาระหน้าที่นี้ก็เพราะท่านคิดถึงคนรุ่นหลัง หากเขาไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่เข้าใจธรรมะคำสอน เขาจะเสื่อมจากธรรม เราจึงควรช่วยกันรักษาคำสอนไว้ คำสอนจึงจะตั้งอยู่ได้</p><br><p><strong>Q: ปัญญากับทิฏฐิแตกต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;กองของปัญญา ประกอบด้วยสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ หากความเห็นใดความคิดใดที่ประกอบด้วยกาม พยาบาท เบียดเบียน นั่นทรามปัญญา แต่หากความเห็นความคิดนั้น หลีกออกจากกาม ไม่พยาบาทเบียดเบียน คิดให้เขาพ้นทุกข์ แบบนี้คือคิดแบบมีปัญญา&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่จะช่วยให้ผ่านความหดหู่กังวลใจไปไ</strong>ด้?</p><p>A : จิตที่หดหู่ ท่านให้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หากจิตเราฟุ้งซ่านไม่สงบ ท่านให้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ จิตจะระงับเย็นลงมาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปาฏิหาริย์ที่ทรงสรรเสริญ [6811-7q] </title>
			<itunes:title>ปาฏิหาริย์ที่ทรงสรรเสริญ [6811-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67d4eaa01807f0dc088cd230/media.mp3" length="25940761" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67d4eaa01807f0dc088cd230</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67d4eaa01807f0dc088cd230</link>
			<acast:episodeId>67d4eaa01807f0dc088cd230</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN7A1XlesPs9mfgkeC6uz5BwwOyOAG2Fuxfp4STHd8lr4LGTzhVeHuFD0zawRyjh2yr9UurPmcHnx8rv7tqsihM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างความอาจหาญในธรรมกับทิฏฐิมานะ</strong></p><p>A: ความอาจหาญ คือความกล้า (วิริยะ) ไม่สะดุ้ง ไม่หวั่นไหว ไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ มีโยนิโสมนสิการ มีปัญญา เข้าใจความจริงตามอริยสัจสี่ แล้วปล่อยวางได้ ต่างกับทิฏฐิมานะ คือมีความอาจหาญที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความกล้าบ้าบิ่น ไม่รู้ไม่เข้าใจ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทำไมอุรุสกชฏิลจึงไม่ปลงใจเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ แต่กลับปลงใจเมื่อตรัสว่า</strong>"ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี"</p><p>A: เพราะคิดว่าอิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น และคิดว่าตนเป็นอรหันต์จริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า<em> "ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี"</em> ตรัสจี้ไปที่ทิฏฐิมานะของเขา เมื่อเขาได้ยินดังนั้น จึงเกิดความสลดใจ ท่านใช้วิธีแก้ทิฏฐิมานะด้วยทิฏฐิมานะ ว่าทิฏฐิมานะที่เขามีนั้นไม่ถูก</p><br><p><strong>Q: ความหมายในอาทิตตปริยายสูตรเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: ราคะ โทสะ โมหะ เกิดจากผัสสะ ท่านเปรียบผัสสะไว้ดั่งของร้อน ผัสสะเป็นเหตุเกิดของกิเลส เมื่อมีผัสสะแล้วจึงมีเวทนา ทั้งเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข เวทนาที่เป็น “สุข” ก็จะทำให้เกิดความเพลินได้ เวทนาที่เป็น “ทุกข์” ก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจได้ เวทนาที่เป็น “อทุกขมสุข” ก็จะเป็นที่ตั้งแห่งความหลงได้ ในทางตรงข้ามกัน เวทนาที่เป็นสุข ก็ทำให้เกิดความหลง เกิดความโกรธ ได้เหมือนกัน คือ หากเราสูญเสียความสุขไป ก็เกิดความโกรธได้ เพราะฉะนั้น ความโลภ โกรธ หลง เกิดได้จากทั้ง สุข ทุกข์ และอทุกข์ขมสุข ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความหมายของ "อัตตมนา" เป็นเช่นไร?</strong></p><p>A: นัยยะหนึ่งแปลว่า ชื่นชม ยินดี พอใจในภาษิตของพระพุทธเจ้า อีกนัยยะหนึ่งแปลว่า มีใจเป็นของตน คือไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่สะดุ้งไปตามอำนาจของกิเลส คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป</p><br><p><strong>Q: ขอทราบ วิธีนำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</strong></p><p>A: ให้ฝึกเจริญพรหมวิหาร 4 มีเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทำจิตให้สงบ เจริญพรหมวิหาร 4 อยู่เป็นประจำและทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างความอาจหาญในธรรมกับทิฏฐิมานะ</strong></p><p>A: ความอาจหาญ คือความกล้า (วิริยะ) ไม่สะดุ้ง ไม่หวั่นไหว ไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ มีโยนิโสมนสิการ มีปัญญา เข้าใจความจริงตามอริยสัจสี่ แล้วปล่อยวางได้ ต่างกับทิฏฐิมานะ คือมีความอาจหาญที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความกล้าบ้าบิ่น ไม่รู้ไม่เข้าใจ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ทำไมอุรุสกชฏิลจึงไม่ปลงใจเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ แต่กลับปลงใจเมื่อตรัสว่า</strong>"ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี"</p><p>A: เพราะคิดว่าอิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น และคิดว่าตนเป็นอรหันต์จริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า<em> "ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี"</em> ตรัสจี้ไปที่ทิฏฐิมานะของเขา เมื่อเขาได้ยินดังนั้น จึงเกิดความสลดใจ ท่านใช้วิธีแก้ทิฏฐิมานะด้วยทิฏฐิมานะ ว่าทิฏฐิมานะที่เขามีนั้นไม่ถูก</p><br><p><strong>Q: ความหมายในอาทิตตปริยายสูตรเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: ราคะ โทสะ โมหะ เกิดจากผัสสะ ท่านเปรียบผัสสะไว้ดั่งของร้อน ผัสสะเป็นเหตุเกิดของกิเลส เมื่อมีผัสสะแล้วจึงมีเวทนา ทั้งเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข เวทนาที่เป็น “สุข” ก็จะทำให้เกิดความเพลินได้ เวทนาที่เป็น “ทุกข์” ก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจได้ เวทนาที่เป็น “อทุกขมสุข” ก็จะเป็นที่ตั้งแห่งความหลงได้ ในทางตรงข้ามกัน เวทนาที่เป็นสุข ก็ทำให้เกิดความหลง เกิดความโกรธ ได้เหมือนกัน คือ หากเราสูญเสียความสุขไป ก็เกิดความโกรธได้ เพราะฉะนั้น ความโลภ โกรธ หลง เกิดได้จากทั้ง สุข ทุกข์ และอทุกข์ขมสุข ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความหมายของ "อัตตมนา" เป็นเช่นไร?</strong></p><p>A: นัยยะหนึ่งแปลว่า ชื่นชม ยินดี พอใจในภาษิตของพระพุทธเจ้า อีกนัยยะหนึ่งแปลว่า มีใจเป็นของตน คือไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่สะดุ้งไปตามอำนาจของกิเลส คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป</p><br><p><strong>Q: ขอทราบ วิธีนำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</strong></p><p>A: ให้ฝึกเจริญพรหมวิหาร 4 มีเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทำจิตให้สงบ เจริญพรหมวิหาร 4 อยู่เป็นประจำและทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รักษาใจไม่เพ่งโทษ [6810-7q] </title>
			<itunes:title>รักษาใจไม่เพ่งโทษ [6810-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Mar 2025 21:00:56 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67cc5915baaeff02dc2f93be/media.mp3" length="26544135" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67cc5915baaeff02dc2f93be</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67cc5915baaeff02dc2f93be</link>
			<acast:episodeId>67cc5915baaeff02dc2f93be</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNSVBjIwYFvBwHGJpW7on0reMC0KEG0ccHnUhnd7pmPbQmw7DGH8Z1zkZXoM2oYr9StHq6urDvdZCWlcC/AK98b]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: แบ่งอาหารที่พระบิณฑบาตมาครึ่งหนึ่งจะผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำ ได้มีข้อตกลงอะไรกันหรือไม่ สิ่งที่ควรทำคือ อย่าไปเพ่งโทษเขา อย่าเพ่งว่าเขาจะผิดศีลหรือไม่ ให้เรามีอุเบกขาและมีเมตตาต่อเขา ให้เห็นว่าเขามีทุกข์และอยากให้เขาพ้นทุกข์ <strong>นั่นคือ “เมตตา” แล้วก็ประกอบด้วย “อุเบกขา” </strong>ไปด้วย เราจะไม่มองเห็นใครโดยความเป็นศัตรูเลย ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นสัตว์โลกทั้งหลายโดยความเป็นมิตร</p><br><p><strong>Q: พระอาพาธที่โดนดูแลโดยเพศหญิง ท่านจะผิดวินัยหรือบาปหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A: พระจะมีอาบัติข้อหนึ่ง คือ ภิกษุใดถูกต้องกายหญิงแล้วมีจิตกำหนัดจะอาบัติ ในข้ออาบัติสังฆาทิเสส คือถ้าท่านมีจิตกำหนัดหนัดท่านก็จะอาบัติ ถ้าท่านไม่มีจิตกำหนัด ท่านมีสติอยู่ตลอด ก็ไม่อาบัติ พระในประเทศไทย ท่านจึงหลีกเลี่ยง การรับของด้วยมือจากหญิง ด้วยการรับผ่านผ้าแทน</p><br><p><strong>Q : แล้วในกรณีกลับกันผู้หญิงดูแลภิกษุอาพาธโดนตัวกัน ผู้หญิงบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านให้เอาศีล เอาความร้อนใจเป็นเกณฑ์ ถ้าเราไม่ผิดศีลก็ไม่ต้องร้อนใจ ส่วนบาปหรือไม่บาปนั้น ศีลของฆราวาสคือศีล 5 หากทำผิดศีล เช่น คิดนอกใจสามีหรือภรรยา แค่คิดก็บาปแล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การที่กล่าวว่าได้พบพระพุทธเจ้าแล้วนิพพานไม่ใช่ดับจิตและธาตุขันธ์หรือ?</strong></p><p>A: ท่านกล่าวไว้ว้า<strong> “พอกายแตกทำลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นเราเลย” </strong>การที่ว่าได้พบ ก็เป็นนิมิตของท่าน เป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็น<strong> “พุทธานุสติ”</strong>&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปล่อยปลาชนิดไหนห้ามรับประทานปลาชนิดนั้น เชื่อแบบนี้ผิดถูกอย่างไร?</strong></p><p>A : คนเรามีความเห็น ความเชื่อ แตกต่างกัน การทำบุญนั้น ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน ก็จะให้ผลเป็นความสุข ให้เราดูความเห็นของท่าน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong><em>“ศีล สมาธิ&nbsp;ปัญญา มีการจัดเตรียมน้อยกว่า ใช้ทุนทรัพย์น้อยกว่า ได้ผลมากกว่า”&nbsp;</em></strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: แบ่งอาหารที่พระบิณฑบาตมาครึ่งหนึ่งจะผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A: เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำ ได้มีข้อตกลงอะไรกันหรือไม่ สิ่งที่ควรทำคือ อย่าไปเพ่งโทษเขา อย่าเพ่งว่าเขาจะผิดศีลหรือไม่ ให้เรามีอุเบกขาและมีเมตตาต่อเขา ให้เห็นว่าเขามีทุกข์และอยากให้เขาพ้นทุกข์ <strong>นั่นคือ “เมตตา” แล้วก็ประกอบด้วย “อุเบกขา” </strong>ไปด้วย เราจะไม่มองเห็นใครโดยความเป็นศัตรูเลย ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นสัตว์โลกทั้งหลายโดยความเป็นมิตร</p><br><p><strong>Q: พระอาพาธที่โดนดูแลโดยเพศหญิง ท่านจะผิดวินัยหรือบาปหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A: พระจะมีอาบัติข้อหนึ่ง คือ ภิกษุใดถูกต้องกายหญิงแล้วมีจิตกำหนัดจะอาบัติ ในข้ออาบัติสังฆาทิเสส คือถ้าท่านมีจิตกำหนัดหนัดท่านก็จะอาบัติ ถ้าท่านไม่มีจิตกำหนัด ท่านมีสติอยู่ตลอด ก็ไม่อาบัติ พระในประเทศไทย ท่านจึงหลีกเลี่ยง การรับของด้วยมือจากหญิง ด้วยการรับผ่านผ้าแทน</p><br><p><strong>Q : แล้วในกรณีกลับกันผู้หญิงดูแลภิกษุอาพาธโดนตัวกัน ผู้หญิงบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านให้เอาศีล เอาความร้อนใจเป็นเกณฑ์ ถ้าเราไม่ผิดศีลก็ไม่ต้องร้อนใจ ส่วนบาปหรือไม่บาปนั้น ศีลของฆราวาสคือศีล 5 หากทำผิดศีล เช่น คิดนอกใจสามีหรือภรรยา แค่คิดก็บาปแล้ว&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การที่กล่าวว่าได้พบพระพุทธเจ้าแล้วนิพพานไม่ใช่ดับจิตและธาตุขันธ์หรือ?</strong></p><p>A: ท่านกล่าวไว้ว้า<strong> “พอกายแตกทำลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นเราเลย” </strong>การที่ว่าได้พบ ก็เป็นนิมิตของท่าน เป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็น<strong> “พุทธานุสติ”</strong>&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปล่อยปลาชนิดไหนห้ามรับประทานปลาชนิดนั้น เชื่อแบบนี้ผิดถูกอย่างไร?</strong></p><p>A : คนเรามีความเห็น ความเชื่อ แตกต่างกัน การทำบุญนั้น ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน ก็จะให้ผลเป็นความสุข ให้เราดูความเห็นของท่าน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong><em>“ศีล สมาธิ&nbsp;ปัญญา มีการจัดเตรียมน้อยกว่า ใช้ทุนทรัพย์น้อยกว่า ได้ผลมากกว่า”&nbsp;</em></strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปรับอินทรีย์ด้วยสติ [6809-7q] </title>
			<itunes:title>ปรับอินทรีย์ด้วยสติ [6809-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Mar 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67c30f4e15abd9ea5fd69969/media.mp3" length="26960581" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67c30f4e15abd9ea5fd69969</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67c30f4e15abd9ea5fd69969</link>
			<acast:episodeId>67c30f4e15abd9ea5fd69969</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNfy2mE8NcYIjEivjb5keYmuSyKzmfaz8+jMzr6NYHps5BA/beHAAp6dzBv9aj47kytUZ5MDkHC8PtHB3pdpc8+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความต่างระหว่างขันติกับอุเบกขา?</strong></p><p>A: <strong>“ขันติ”</strong> คือ ความอดทน ท่านนิยามไว้ดังนี้ คือ อดทนต่อความร้อน ความหนาว ความหิวกระหาย อดทนต่อเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย อดทนต่อทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเจ็บแสบเผ็ดร้อน อดทนต่อวาจาอันหยาบคาย <strong>“อุเบกขา”</strong> คือการวางเฉย เมื่อมีสิ่งมากระทบเราแล้ว เราสามารถวางเฉยได้&nbsp;ทั้งขันติและอุเบกขาจะต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะกำจัดอกุศลออกไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ติดสมาธิทำให้ไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>A: เราต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ คือต้องรู้จักปรับอินทรีย์ รู้จักสังเกตคือสติ มีสติคอยปรับทุกสิ่งทุกอย่าง ปรับให้เสมอ ๆ กัน เพราะถ้าทำความเพียรอย่างเดียว ก็จะเป็นไปด้วยความฟุ้งซ่าน ถ้าทำสมาธิ (หมายถึงความสงบ) อย่างเดียว ก็จะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน&nbsp;ถ้าทำอุเบกขาอย่างเดียว ก็จะไม่ทำให้สิ้นอาสวะโดยชอบได้ สติจึงเป็นเครื่องหมาย เป็นกำลัง ให้ระลึกได้ จึงต้องฝึกสติให้มีกำลังและรู้จักปรับอินทรีย์ให้เสมอ ๆ กัน</p><br><p><strong>Q: เพราะไม่รู้จึงไปต่อไม่ได้</strong></p><p>A: พอเราเพลินไปในสมาธิ ก็คือเราเผลอสติแล้ว สติเราไม่มีกำลัง เราต้องฝึกสติเพื่อให้ตนเตือนตน เมื่อเรามีสติก็จะระลึกได้และเห็นด้วยปัญญาว่า สมาธิไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ควรหรือที่เราจะยึดถือว่าสมาธิเป็นตัวเราของเรา เราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถือในมัน เห็นตรงนี้ด้วยปัญญา ทำบ่อย ๆ เข้าและออกบ่อย ๆ จะพัฒนาไปต่อได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;กรรมเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: กรรมคือเจตนาอันมีเหตุเกิดจากผัสสะ</p><br><p><strong>Q: ถ้ากรรมเกิดจากผัสสะแล้วกรรมจะส่งผลได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเจตนาที่เราทำทางกาย วาจา ใจ เป็นฝ่ายของบาป จะให้ผลเป็นทุกข์ ถ้าเจตนาที่ทำเป็นฝ่ายของบุญ ก็จะให้ผลเป็นสุข แต่ถ้าเจตนาที่เราทำเป็นส่วนแห่งอเนญช คือไม่ใช่ทั้งบุญ ไม่ใช่ทั้งบาป ก็จะเป็นส่วนแห่งการที่จะไม่ให้เราได้มารับว่าเป็นสุขหรือทุกข์ ก็จะเป็นการสิ้นกรรมได้ ซึ่งเราจะรับรู้ทุกข์สุขได้ ก็ด้วยการรับรู้ผ่านทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา</p><br><p><strong>Q: แก้กรรมหรือสิ้นกรรม</strong></p><p>A: ท่านใช้คำว่า <strong>“สิ้นกรรม”</strong> และปฏิปทาที่จะทำให้ถึงความสิ้นกรรมได้คือมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความต่างระหว่างขันติกับอุเบกขา?</strong></p><p>A: <strong>“ขันติ”</strong> คือ ความอดทน ท่านนิยามไว้ดังนี้ คือ อดทนต่อความร้อน ความหนาว ความหิวกระหาย อดทนต่อเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย อดทนต่อทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเจ็บแสบเผ็ดร้อน อดทนต่อวาจาอันหยาบคาย <strong>“อุเบกขา”</strong> คือการวางเฉย เมื่อมีสิ่งมากระทบเราแล้ว เราสามารถวางเฉยได้&nbsp;ทั้งขันติและอุเบกขาจะต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะกำจัดอกุศลออกไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ติดสมาธิทำให้ไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>A: เราต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ คือต้องรู้จักปรับอินทรีย์ รู้จักสังเกตคือสติ มีสติคอยปรับทุกสิ่งทุกอย่าง ปรับให้เสมอ ๆ กัน เพราะถ้าทำความเพียรอย่างเดียว ก็จะเป็นไปด้วยความฟุ้งซ่าน ถ้าทำสมาธิ (หมายถึงความสงบ) อย่างเดียว ก็จะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน&nbsp;ถ้าทำอุเบกขาอย่างเดียว ก็จะไม่ทำให้สิ้นอาสวะโดยชอบได้ สติจึงเป็นเครื่องหมาย เป็นกำลัง ให้ระลึกได้ จึงต้องฝึกสติให้มีกำลังและรู้จักปรับอินทรีย์ให้เสมอ ๆ กัน</p><br><p><strong>Q: เพราะไม่รู้จึงไปต่อไม่ได้</strong></p><p>A: พอเราเพลินไปในสมาธิ ก็คือเราเผลอสติแล้ว สติเราไม่มีกำลัง เราต้องฝึกสติเพื่อให้ตนเตือนตน เมื่อเรามีสติก็จะระลึกได้และเห็นด้วยปัญญาว่า สมาธิไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ควรหรือที่เราจะยึดถือว่าสมาธิเป็นตัวเราของเรา เราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถือในมัน เห็นตรงนี้ด้วยปัญญา ทำบ่อย ๆ เข้าและออกบ่อย ๆ จะพัฒนาไปต่อได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;กรรมเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: กรรมคือเจตนาอันมีเหตุเกิดจากผัสสะ</p><br><p><strong>Q: ถ้ากรรมเกิดจากผัสสะแล้วกรรมจะส่งผลได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเจตนาที่เราทำทางกาย วาจา ใจ เป็นฝ่ายของบาป จะให้ผลเป็นทุกข์ ถ้าเจตนาที่ทำเป็นฝ่ายของบุญ ก็จะให้ผลเป็นสุข แต่ถ้าเจตนาที่เราทำเป็นส่วนแห่งอเนญช คือไม่ใช่ทั้งบุญ ไม่ใช่ทั้งบาป ก็จะเป็นส่วนแห่งการที่จะไม่ให้เราได้มารับว่าเป็นสุขหรือทุกข์ ก็จะเป็นการสิ้นกรรมได้ ซึ่งเราจะรับรู้ทุกข์สุขได้ ก็ด้วยการรับรู้ผ่านทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา</p><br><p><strong>Q: แก้กรรมหรือสิ้นกรรม</strong></p><p>A: ท่านใช้คำว่า <strong>“สิ้นกรรม”</strong> และปฏิปทาที่จะทำให้ถึงความสิ้นกรรมได้คือมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทางแก้ความกลัวตาย [6808-7q]</title>
			<itunes:title>ทางแก้ความกลัวตาย [6808-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67ba12afb628e470d381b06f/media.mp3" length="28009397" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67ba12afb628e470d381b06f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67ba12afb628e470d381b06f</link>
			<acast:episodeId>67ba12afb628e470d381b06f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPN8z/nEPPUdvE+7Uru2MTbFafkSRT60BcEBDE0HijidIc+JHIQpfdIuKwF8/a2L76J3qb9F5dHQI9CpsYtvfaF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเราพิจารณากายดั่งถุงหนัง แล้วทำไมหมอที่ผ่าตัดจึงไม่บรรลุธรรม?</strong></p><p>A: เห็นสิ่งเดียวกันแต่เห็นไม่เหมือนกัน หมอเขาก็เห็นไปตามวิธีคิดของเขา การพิจารณาคือเห็น เราต้องเห็นด้วยปัญญาอันชอบ คือ เราต้องมีจิตที่เป็นสมาธิและคิดอย่างมีระบบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือโยนิโสมนสิการ ปัญญาอันชอบจึงจะเกิด (ปัญญาในที่นี้คือปัญญาในการบรรลุธรรม ปัญญาชอบคือสัมมา หมายถึงกิเลสลด) ท่านกล่าวไว้ว่า&nbsp;<strong>“เห็นกายนี้ด้วยปัญญาอันชอบจึงจะหลุดพ้นได้”&nbsp;</strong></p><br><p><strong>Q : ทำไมคนเราจึงกลัวความตาย</strong></p><p>A: คนเรากลัวความพลัดพราก กลัวที่ต้องจากไป กลัวเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน กลัวเจ็บ ทางแก้คือให้เราเกิดความเข้าใจว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ให้หมั่นทำความดี สร้างกุศลให้มาก ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้บ่อยทำให้ต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ให้เรามีความมั่นใจคือศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พระกลัวตายไหม?</strong></p><p>A: พระที่ท่านเป็นพระอริยแล้วท่านไม่กลัว แต่หากพระที่ท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็กลัวตายเหมือนปุถุชนทั่วไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเราพิจารณากายดั่งถุงหนัง แล้วทำไมหมอที่ผ่าตัดจึงไม่บรรลุธรรม?</strong></p><p>A: เห็นสิ่งเดียวกันแต่เห็นไม่เหมือนกัน หมอเขาก็เห็นไปตามวิธีคิดของเขา การพิจารณาคือเห็น เราต้องเห็นด้วยปัญญาอันชอบ คือ เราต้องมีจิตที่เป็นสมาธิและคิดอย่างมีระบบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือโยนิโสมนสิการ ปัญญาอันชอบจึงจะเกิด (ปัญญาในที่นี้คือปัญญาในการบรรลุธรรม ปัญญาชอบคือสัมมา หมายถึงกิเลสลด) ท่านกล่าวไว้ว่า&nbsp;<strong>“เห็นกายนี้ด้วยปัญญาอันชอบจึงจะหลุดพ้นได้”&nbsp;</strong></p><br><p><strong>Q : ทำไมคนเราจึงกลัวความตาย</strong></p><p>A: คนเรากลัวความพลัดพราก กลัวที่ต้องจากไป กลัวเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน กลัวเจ็บ ทางแก้คือให้เราเกิดความเข้าใจว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ให้หมั่นทำความดี สร้างกุศลให้มาก ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้บ่อยทำให้ต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ให้เรามีความมั่นใจคือศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พระกลัวตายไหม?</strong></p><p>A: พระที่ท่านเป็นพระอริยแล้วท่านไม่กลัว แต่หากพระที่ท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็กลัวตายเหมือนปุถุชนทั่วไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รอยต่อของสมาธิ [6807-7q]</title>
			<itunes:title>รอยต่อของสมาธิ [6807-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67ae46a9b859f4e0dbc863cd/media.mp3" length="27546721" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67ae46a9b859f4e0dbc863cd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67ae46a9b859f4e0dbc863cd</link>
			<acast:episodeId>67ae46a9b859f4e0dbc863cd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjORNkvXTwvv6kCHp5vA/DZkBSyjAlUlTM9dk6KgSAuqLwH56ake2/33FGTqYVgwPLoX/MS4JbzGl752mGwovtIE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะฟังธรรมต้องแยกจิตเพื่อไปดูจิตที่เป็นกุศลธรรมนั้นด้วยหรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าทำหลายอย่างจะสับสน ให้เอาสติไว้เป็นสิ่งแรก ถ้าจิตยังไม่สงบ ต้องอาศัยการสังเกตคือสติ เอาจิตจดจ่อลงไป เมื่อมีสติ จิตระงับลง ๆ จิตสงบ ก็ฟังเทศน์ไปด้วย คิดใคร่ครวญไปด้วย แต่หากเราจดจ่อเรื่องใดมากเกินไป เราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ก็จะไม่ได้ฟังเทศน์ เพราะฉะนั้นให้เอาตรงที่การรับรู้คือวิญญาณของเรา เอาตรงการรับรู้ของจิตของเรา</p><br><p><strong>Q: นั่งสมาธิ มีคำบริกรรมดีหรือไม่มีดีกว่ากัน?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่จุดไหน ถ้าเรายังไม่ได้สมาธิ การมีคำบริกรรมจะช่วยได้ แต่ถ้าทำสมาธิได้ชำนาญแล้วไม่ต้องมีคำบริกรรมจะดีกว่า&nbsp;เพราะการที่ยังมีวิตกวิจารนั้นเป็นสมาธิขั้นต้นแต่ถ้าทำสมาธิได้ลึกขึ้นแล้วจะสงบ วิตกวิจารจะหายไป ไม่มีคำบริกรรม</p><br><p><strong>Q: จุดเริ่มของการปฏิบัติคืออะไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เริ่มจากจุดที่เรามีอยู่แล้วคือ <strong>“ศรัทธา”</strong> พอเราตั้งไว้ซึ่งศรัทธา จะทำให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง คือวิริยะ คือจะทำให้เรามีศีลแล้วสติจะเกิดขึ้น ตั้งเจตนาไว้ในศีล 5 เป็นสีลลานุสสติ ให้เริ่มจากจุดที่เราทำได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ทำอินทรีย์ 5 ให้แข็งแกร่งได้อย่างไร?</strong></p><p>A: เริ่มจาก <strong>“ศรัทธา”</strong> ในที่นี้หมายถึงศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในวิธีการที่จะทำให้ถึงการตรัสรู้นั้น และมั่นใจในการปฏิบัติว่าถ้าใครปฏิบัติแล้วก็จะทำได้เหมือนกัน พอเรามีความมั่นใจคือศรัทธา เกิดการลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือ<strong> “วิริยะ” </strong>หากศรัทธา วิริยะ หย่อนหรือเกินไปมาก ก็ปรับให้สมดุลกัน การปรับนี้คือ<strong> “สติ”</strong> เมื่อสมดุลกันแล้วจะทำให้เกิด <strong>“สมาธิ”</strong> เกิดความเข้าใจเฉพาะอย่างคือ<strong> “ปัญญา”</strong> พอเกิดปัญญาก็จะยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ๆ ทำวนไป ๆ สมาธิละเอียดลง ๆ ปัญญาจะละเอียดลง ๆ ก็จะพัฒนาก้าวหน้าแข็งแกร่ง ขึ้นอย่างนี้</p><br><p><strong>Q: เมื่อนั่งสมาธิจนไม่มีความคิดควรทำอย่างไรต่อ?</strong></p><p>A: สำหรับคนที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อมาถึงจุดนี้ จะเอาความสงบนั้นเป็นวิหารธรรมก็ได้ สำหรับคนที่ยังไม่ตรัสรู้ ต้องการทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป&nbsp;การพัฒนาตรงนี้จะทำให้เราจะไปต่อได้ เราต้องคอยสังเกตให้ดี ถ้าไม่เห็นรอยต่อมันจะไปต่อไม่ได้ รอยต่อระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในช่องทางใจมันคือผัสสะ ถ้ามีผัสสะที่ไหน มีรอยต่อตรงนั้น เพราะฉะนั้นให้หารอยต่อตรงที่เห็นความไม่เที่ยงของความสงบ เช่นเดียวกันสมาธิก็เป็นของไม่เที่ยง จะเห็นโทษของสมาธิขั้นก่อนก็ได้ หรือเห็นความเกิดดับของสมาธิขั้นปัจจุบันก็ได้ ที่ไม่เห็นเพราะเราเพลินไป พอเราเข้าสมาธิลึก ๆ ให้เห็นว่าตรงนี้มันไม่เที่ยง ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ นี่คือจุดที่เราจะไปต่อ มันก็จะละเอียดลงๆ สมาธิเราจะลึกขึ้น ๆ หรือเป็นอนาคามี อรหันต์ เห็นความไม่เที่ยงแล้วปล่อยวางได้ ละอาสวะได้</p><br><p><strong>Q: วิตกและวิจารต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในภาษาบาลี ถ้าเป็นความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง เรียกว่า <strong>“สังกัปปะ”</strong> ถ้าเป็นความคิดที่ต้องตริตรึกไป นึกน้อมไป เรียกว่า “<strong>วิตกวิจาร”</strong>&nbsp;วิตกแปลว่าความตรึก คือเรื่องราวที่คุณคิด วิจารแปลว่าความตรอง คือเรื่องที่ลงรายละเอียดลึกลงไป เพิ่มลงไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะฟังธรรมต้องแยกจิตเพื่อไปดูจิตที่เป็นกุศลธรรมนั้นด้วยหรือไม่?</strong></p><p>A: ถ้าทำหลายอย่างจะสับสน ให้เอาสติไว้เป็นสิ่งแรก ถ้าจิตยังไม่สงบ ต้องอาศัยการสังเกตคือสติ เอาจิตจดจ่อลงไป เมื่อมีสติ จิตระงับลง ๆ จิตสงบ ก็ฟังเทศน์ไปด้วย คิดใคร่ครวญไปด้วย แต่หากเราจดจ่อเรื่องใดมากเกินไป เราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ก็จะไม่ได้ฟังเทศน์ เพราะฉะนั้นให้เอาตรงที่การรับรู้คือวิญญาณของเรา เอาตรงการรับรู้ของจิตของเรา</p><br><p><strong>Q: นั่งสมาธิ มีคำบริกรรมดีหรือไม่มีดีกว่ากัน?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่จุดไหน ถ้าเรายังไม่ได้สมาธิ การมีคำบริกรรมจะช่วยได้ แต่ถ้าทำสมาธิได้ชำนาญแล้วไม่ต้องมีคำบริกรรมจะดีกว่า&nbsp;เพราะการที่ยังมีวิตกวิจารนั้นเป็นสมาธิขั้นต้นแต่ถ้าทำสมาธิได้ลึกขึ้นแล้วจะสงบ วิตกวิจารจะหายไป ไม่มีคำบริกรรม</p><br><p><strong>Q: จุดเริ่มของการปฏิบัติคืออะไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เริ่มจากจุดที่เรามีอยู่แล้วคือ <strong>“ศรัทธา”</strong> พอเราตั้งไว้ซึ่งศรัทธา จะทำให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง คือวิริยะ คือจะทำให้เรามีศีลแล้วสติจะเกิดขึ้น ตั้งเจตนาไว้ในศีล 5 เป็นสีลลานุสสติ ให้เริ่มจากจุดที่เราทำได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ทำอินทรีย์ 5 ให้แข็งแกร่งได้อย่างไร?</strong></p><p>A: เริ่มจาก <strong>“ศรัทธา”</strong> ในที่นี้หมายถึงศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในวิธีการที่จะทำให้ถึงการตรัสรู้นั้น และมั่นใจในการปฏิบัติว่าถ้าใครปฏิบัติแล้วก็จะทำได้เหมือนกัน พอเรามีความมั่นใจคือศรัทธา เกิดการลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือ<strong> “วิริยะ” </strong>หากศรัทธา วิริยะ หย่อนหรือเกินไปมาก ก็ปรับให้สมดุลกัน การปรับนี้คือ<strong> “สติ”</strong> เมื่อสมดุลกันแล้วจะทำให้เกิด <strong>“สมาธิ”</strong> เกิดความเข้าใจเฉพาะอย่างคือ<strong> “ปัญญา”</strong> พอเกิดปัญญาก็จะยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ๆ ทำวนไป ๆ สมาธิละเอียดลง ๆ ปัญญาจะละเอียดลง ๆ ก็จะพัฒนาก้าวหน้าแข็งแกร่ง ขึ้นอย่างนี้</p><br><p><strong>Q: เมื่อนั่งสมาธิจนไม่มีความคิดควรทำอย่างไรต่อ?</strong></p><p>A: สำหรับคนที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อมาถึงจุดนี้ จะเอาความสงบนั้นเป็นวิหารธรรมก็ได้ สำหรับคนที่ยังไม่ตรัสรู้ ต้องการทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป&nbsp;การพัฒนาตรงนี้จะทำให้เราจะไปต่อได้ เราต้องคอยสังเกตให้ดี ถ้าไม่เห็นรอยต่อมันจะไปต่อไม่ได้ รอยต่อระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในช่องทางใจมันคือผัสสะ ถ้ามีผัสสะที่ไหน มีรอยต่อตรงนั้น เพราะฉะนั้นให้หารอยต่อตรงที่เห็นความไม่เที่ยงของความสงบ เช่นเดียวกันสมาธิก็เป็นของไม่เที่ยง จะเห็นโทษของสมาธิขั้นก่อนก็ได้ หรือเห็นความเกิดดับของสมาธิขั้นปัจจุบันก็ได้ ที่ไม่เห็นเพราะเราเพลินไป พอเราเข้าสมาธิลึก ๆ ให้เห็นว่าตรงนี้มันไม่เที่ยง ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ นี่คือจุดที่เราจะไปต่อ มันก็จะละเอียดลงๆ สมาธิเราจะลึกขึ้น ๆ หรือเป็นอนาคามี อรหันต์ เห็นความไม่เที่ยงแล้วปล่อยวางได้ ละอาสวะได้</p><br><p><strong>Q: วิตกและวิจารต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในภาษาบาลี ถ้าเป็นความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง เรียกว่า <strong>“สังกัปปะ”</strong> ถ้าเป็นความคิดที่ต้องตริตรึกไป นึกน้อมไป เรียกว่า “<strong>วิตกวิจาร”</strong>&nbsp;วิตกแปลว่าความตรึก คือเรื่องราวที่คุณคิด วิจารแปลว่าความตรอง คือเรื่องที่ลงรายละเอียดลึกลงไป เพิ่มลงไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขจัดคำหยาบขณะภาวนา [6806-7q]</title>
			<itunes:title>ขจัดคำหยาบขณะภาวนา [6806-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67a66ecd340a5590cdc2e1e9/media.mp3" length="26904578" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67a66ecd340a5590cdc2e1e9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67a66ecd340a5590cdc2e1e9</link>
			<acast:episodeId>67a66ecd340a5590cdc2e1e9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNcgUY0uj+OX7qqdqHen/Em4frGIrBQAQl3YV5XaxDLwFAVMakdfRa3lPgd0ZCrwfF6/3nk3Ckv7gViaeV9H9Uv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อมีความคิดหยาบที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : เมื่อเราพูดคิดหรือทำไปในสิ่งใดมากๆ จิตก็จะสั่งสมการกระทำอย่างนั้นๆ จึงทำให้ช่องทางใจมีความคิดอย่างนี้อยู่มาก ซึ่งความคิดหยาบก็บาปอยู่แล้ว ส่วนจะบาปมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของเจตนาและขึ้นอยู่กับว่าทำกับใคร ถ้าทำกับคนที่มีคุณมาก บาปก็จะมากได้ วิธีการแก้ไข คือ ฝึกคิดพูดทำในสิ่งดี ๆ ให้มาก ปฎิบัติตามมรรค 8</p><br><p><strong>Q : การขอขมาพระรัตนตรัยและพระเถระ จะช่วยแก้ไขความผิดบาปในการคิดหยาบนี้ได้หรือไม่?</strong></p><p>A :&nbsp;ลักษณะการขอขมา คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ มี 2 กระบวนการ คือเห็นโทษโดยความเป็นโทษและกระทำคืนตามธรรม คือรู้ว่าธรรมะนั้นจะเป็นอันตรายก็ไม่ทำ รู้ว่าธรรมะนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์ได้ก็ให้ทำ เพราะฉะนั้นการตั้งสติไว้จะเกิดประโยชน์ได้ ให้เราระลึกถึงศีล ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งสติขึ้นเอาตรงนี้เป็นที่ตั้ง ไม่ให้ความคิดนี้มาอีก หากความคิดนี้มาอีกก็ให้กลับมาอยู่กับสติ ทำให้มากจะดีขึ้นได้</p><br><p><strong>Q : ผัสสะ อารมณ์ สัญญา เวทนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร?</strong></p><p>A : เพราะมีเสียงและหูกระทบกัน จึงมีการรับรู้เสียงในใจคือโสตวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป กายใจ เกิดอารมณ์คือเวทนาในช่องทางใจ ซึ่งเป็นผลของผัสสะ (เสียงเป็นอายตนะภายนอก + หูเป็นอายตนะภายใน + วิญญาณ เรียกว่า “ผัสสะ”) แล้วจะเกิดสัญญาคือความหมายรู้ เกิดเวทนาไปตามอารมณ์นั้น&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ระหว่างสวดมนต์ มีอาการดิ่งวูบ อาการนี้คืออะไร?</strong></p><p>A :&nbsp;เป็นการปรุงแต่งทางกาย ให้เรารู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย รู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งสติไว้ รับรู้เฉย ๆ ไม่ตามไป พอเราไม่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง กายก็จะระงับลง ๆ</p><br><p><strong>Q : นิกายอื่นทั้ง 18 นั้น มีทางบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?</strong></p><p>A : การบรรลุธรรมอยู่ที่คำสอน ต้องเป็นศีล สมาธิ ปัญญา และมี “มรรค 8” จึงจะสามารถบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อมีความคิดหยาบที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : เมื่อเราพูดคิดหรือทำไปในสิ่งใดมากๆ จิตก็จะสั่งสมการกระทำอย่างนั้นๆ จึงทำให้ช่องทางใจมีความคิดอย่างนี้อยู่มาก ซึ่งความคิดหยาบก็บาปอยู่แล้ว ส่วนจะบาปมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของเจตนาและขึ้นอยู่กับว่าทำกับใคร ถ้าทำกับคนที่มีคุณมาก บาปก็จะมากได้ วิธีการแก้ไข คือ ฝึกคิดพูดทำในสิ่งดี ๆ ให้มาก ปฎิบัติตามมรรค 8</p><br><p><strong>Q : การขอขมาพระรัตนตรัยและพระเถระ จะช่วยแก้ไขความผิดบาปในการคิดหยาบนี้ได้หรือไม่?</strong></p><p>A :&nbsp;ลักษณะการขอขมา คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ มี 2 กระบวนการ คือเห็นโทษโดยความเป็นโทษและกระทำคืนตามธรรม คือรู้ว่าธรรมะนั้นจะเป็นอันตรายก็ไม่ทำ รู้ว่าธรรมะนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์ได้ก็ให้ทำ เพราะฉะนั้นการตั้งสติไว้จะเกิดประโยชน์ได้ ให้เราระลึกถึงศีล ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งสติขึ้นเอาตรงนี้เป็นที่ตั้ง ไม่ให้ความคิดนี้มาอีก หากความคิดนี้มาอีกก็ให้กลับมาอยู่กับสติ ทำให้มากจะดีขึ้นได้</p><br><p><strong>Q : ผัสสะ อารมณ์ สัญญา เวทนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร?</strong></p><p>A : เพราะมีเสียงและหูกระทบกัน จึงมีการรับรู้เสียงในใจคือโสตวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป กายใจ เกิดอารมณ์คือเวทนาในช่องทางใจ ซึ่งเป็นผลของผัสสะ (เสียงเป็นอายตนะภายนอก + หูเป็นอายตนะภายใน + วิญญาณ เรียกว่า “ผัสสะ”) แล้วจะเกิดสัญญาคือความหมายรู้ เกิดเวทนาไปตามอารมณ์นั้น&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ระหว่างสวดมนต์ มีอาการดิ่งวูบ อาการนี้คืออะไร?</strong></p><p>A :&nbsp;เป็นการปรุงแต่งทางกาย ให้เรารู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย รู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งสติไว้ รับรู้เฉย ๆ ไม่ตามไป พอเราไม่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง กายก็จะระงับลง ๆ</p><br><p><strong>Q : นิกายอื่นทั้ง 18 นั้น มีทางบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?</strong></p><p>A : การบรรลุธรรมอยู่ที่คำสอน ต้องเป็นศีล สมาธิ ปัญญา และมี “มรรค 8” จึงจะสามารถบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิธีที่ทำให้มีอำนาจเหนือจิต [6805-7q] </title>
			<itunes:title>วิธีที่ทำให้มีอำนาจเหนือจิต [6805-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Feb 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/679de0d72a5cfef5627b7f44/media.mp3" length="27398334" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">679de0d72a5cfef5627b7f44</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/679de0d72a5cfef5627b7f44</link>
			<acast:episodeId>679de0d72a5cfef5627b7f44</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOopz9YisPt25GvxB+4xN2irY/6aPtopl/R84B3zM465vdaGcUg3lU9sm3LX+Z+vc7O7mdMejXaAwU6nbQdwKWG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไรให้มีอำนาจเหนือจิต</strong></p><p>A : ผู้ที่มีอำนาจเหนือจิต คือ <strong>“ต้องการตริตรึกเรื่องใดก็ตริตรึกได้ ไม่ต้องการให้ตริตรึกเรื่องใดก็ไม่ตริตรึกได้ ต้องการให้ดำริเรื่องใดก็ดำริได้ ไม่ต้องการดำริเรื่องใดก็ไม่ดำริได้”</strong> (ตริตรึก คือ คิดแบบวิตกคือน้อมจิตไปคิด/ดำริคือความคิดที่มันโผล่ขึ้นมาเอง) ลักษณะของจิต เมื่อมันไปอยู่กับสิ่งไหนก็จะเป็นไปตามสิ่งนั้น เราจึงต้องรักษาจิตของเราให้ได้ ด้วยเครื่องมือแห่งสมาธิ 5 ประการ คือ สติและพรหมวิหารสี่&nbsp;สติจะคอยสังเกตแยกแยะ พรหมวิหารสี่เป็นเครื่องมือของพรหมที่จะทำให้จิตอยู่เหนือโลกที่เป็นกามได้ ลักษณะคือไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ ไม่เว้นใครไว้คือไม่ผูกเวร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาด้วยกัน พอเราไม่มีเงื่อนไข เราทำความดี กิเลสก็จะใช้โอกาสนี้ไม่ได้ บีบคั้นจิตเราไม่ได้ เราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของกิเลส จิตเราก็จะผ่องใส ก็จะทำดีได้โดยไม่มีเงื่อนไข มีอำนาจเหนือจิตได้</p><br><p><strong>Q : น้อมจิตอย่างไรให้กายจิตระงับ?</strong></p><p>A : เราต้องตั้งสติมีสติอยู่กับลมหายใจ (ในที่นี้ใช้อานาปานสติ) คอยสังเกตดูเฉย ๆ ไม่ตามไป ตรงไหนเป็นการปรุงแต่งทางกาย เราอย่าเอาจิตไว้ตรงนั้น แต่ให้เอาสติจดจ่อไว้กับลม พยายามทำจิตให้สงบไม่บังคับ พอเราไม่ไปตามการปรุงแต่งทางกาย การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับลง ๆ การปรุงแต่งทางจิตก็ทำเช่นเดียวกัน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: “ฌานกับสมาธิ” ถ้าเปรียบเหมือน “สมถะกับวิปัสสนา” ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: <strong>“สมาธิ”</strong> จะใช้ใน 2 บริบท คือ จะใช้กับสมถะหรือจะใช้กับทั้งสมถะและวิปัสสนาก็ได้ (สัมมาทิฎฐิ) <strong>“สมถะ” </strong>คือความสงบอย่างเดียว (เจาะจงในเรื่องของฌานทั้ง 4) <strong>“วิปัสสนา”</strong> หมายถึงการเห็นตามความเป็นจริง เห็นการเกิดการดับ ความไม่เที่ยง ทั้งสมถะและวิปัสสนา จะทำให้เกิดวิชชาคือความรู้ และวิมุตคือความหลุดพ้น ถ้าจะเปรียบสมาธิเหมือนกับสมถะวิปัสสนาพอได้อยู่ บางทีสมาธิจะหมายถึงสมถะอย่างเดียวก็มี แต่จะไม่มีปรากฏว่าสมาธิและวิปัสสนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไรให้มีอำนาจเหนือจิต</strong></p><p>A : ผู้ที่มีอำนาจเหนือจิต คือ <strong>“ต้องการตริตรึกเรื่องใดก็ตริตรึกได้ ไม่ต้องการให้ตริตรึกเรื่องใดก็ไม่ตริตรึกได้ ต้องการให้ดำริเรื่องใดก็ดำริได้ ไม่ต้องการดำริเรื่องใดก็ไม่ดำริได้”</strong> (ตริตรึก คือ คิดแบบวิตกคือน้อมจิตไปคิด/ดำริคือความคิดที่มันโผล่ขึ้นมาเอง) ลักษณะของจิต เมื่อมันไปอยู่กับสิ่งไหนก็จะเป็นไปตามสิ่งนั้น เราจึงต้องรักษาจิตของเราให้ได้ ด้วยเครื่องมือแห่งสมาธิ 5 ประการ คือ สติและพรหมวิหารสี่&nbsp;สติจะคอยสังเกตแยกแยะ พรหมวิหารสี่เป็นเครื่องมือของพรหมที่จะทำให้จิตอยู่เหนือโลกที่เป็นกามได้ ลักษณะคือไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ ไม่เว้นใครไว้คือไม่ผูกเวร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาด้วยกัน พอเราไม่มีเงื่อนไข เราทำความดี กิเลสก็จะใช้โอกาสนี้ไม่ได้ บีบคั้นจิตเราไม่ได้ เราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของกิเลส จิตเราก็จะผ่องใส ก็จะทำดีได้โดยไม่มีเงื่อนไข มีอำนาจเหนือจิตได้</p><br><p><strong>Q : น้อมจิตอย่างไรให้กายจิตระงับ?</strong></p><p>A : เราต้องตั้งสติมีสติอยู่กับลมหายใจ (ในที่นี้ใช้อานาปานสติ) คอยสังเกตดูเฉย ๆ ไม่ตามไป ตรงไหนเป็นการปรุงแต่งทางกาย เราอย่าเอาจิตไว้ตรงนั้น แต่ให้เอาสติจดจ่อไว้กับลม พยายามทำจิตให้สงบไม่บังคับ พอเราไม่ไปตามการปรุงแต่งทางกาย การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับลง ๆ การปรุงแต่งทางจิตก็ทำเช่นเดียวกัน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: “ฌานกับสมาธิ” ถ้าเปรียบเหมือน “สมถะกับวิปัสสนา” ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: <strong>“สมาธิ”</strong> จะใช้ใน 2 บริบท คือ จะใช้กับสมถะหรือจะใช้กับทั้งสมถะและวิปัสสนาก็ได้ (สัมมาทิฎฐิ) <strong>“สมถะ” </strong>คือความสงบอย่างเดียว (เจาะจงในเรื่องของฌานทั้ง 4) <strong>“วิปัสสนา”</strong> หมายถึงการเห็นตามความเป็นจริง เห็นการเกิดการดับ ความไม่เที่ยง ทั้งสมถะและวิปัสสนา จะทำให้เกิดวิชชาคือความรู้ และวิมุตคือความหลุดพ้น ถ้าจะเปรียบสมาธิเหมือนกับสมถะวิปัสสนาพอได้อยู่ บางทีสมาธิจะหมายถึงสมถะอย่างเดียวก็มี แต่จะไม่มีปรากฏว่าสมาธิและวิปัสสนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เทคนิคการแผ่เมตตา Live [6804-7q]</title>
			<itunes:title>เทคนิคการแผ่เมตตา Live [6804-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Jan 2025 23:00:37 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/679cd8b21a9314ad318d4c13/media.mp3" length="38881753" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">679cd8b21a9314ad318d4c13</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/679cd8b21a9314ad318d4c13</link>
			<acast:episodeId>679cd8b21a9314ad318d4c13</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOQ1DgB8nCkOggZOFDHs0Ut4QJMZ16w3Nb5+/BrKEs/fBJLY2kCi6VXcQTwxjeMGGjZXudmiK+In0Cm0RCLe0E4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เราขุ่นเคือง</strong></p><p>A : อานิสงส์ของการแผ่เมตตา จะทำให้คนรอบข้างได้รับกระแสแห่งความรัก ความปรารถนาดี เมตตาเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ เป็นเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข การแผ่เมตตาให้กับคนที่เราขุ่นเคืองนั้น เราต้องตั้งจิตให้มีเมตตาแล้ว 1) แผ่เมตตาให้กับจิตของเราที่ขุ่นเคือง 2) ส่งต่อไปยังบุคคลที่เราขุ่นเคืองนั้น 3) แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย</p><br><p><strong>Q : ทำสมาธิไม่ได้หรือได้ไม่นาน?</strong></p><p>A : การที่เรามีจิตสงบนั้น นั่นคือจิตเราเป็นสมาธิแล้ว และการที่เราอาจจะวอกแวกไปบ้าง แล้วกลับมาก็ถือว่าเราทำสมาธิได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าเราทำได้ ซึ่งสมาธิขั้นต้นนั้น เป็นสมาธิที่ยังมีความคิด การที่ทำสมาธิแล้วไม่ได้ยินอะไรเลยนั้นเป็นสมาธิขั้นสูง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราทำสมาธิไม่ได้ ให้เราพิจารณาตรงจุดไหนที่เราทำแล้วจิตสงบก็ให้พิจารณาตรงนั้น เอาจิตจดจ่อไว้ตรงนั้น จิตเราเมื่อจดจ่อในสิ่งไหนสิ่งนั้นก็จะมีพลัง ให้เราฝึกทำให้บ่อย ให้มาก สมาธิเราก็จะพลังกว้างขวางขึ้น</p><br><p><strong>Q : ผู้พิการทางสายตาสามารถเป็นพิธีกรในกิจกรรมทางศาสนาได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านไม่ได้บัญญัติไว้ ที่สำคัญคือเรามีศีล มีศรัทธา ทั้ง 2 สิ่งนี้ เป็นเสาหลักสำคัญ หากเรามีศีล มีศรัทธา ถือว่าเรามีดวงตาแล้ว&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เราขุ่นเคือง</strong></p><p>A : อานิสงส์ของการแผ่เมตตา จะทำให้คนรอบข้างได้รับกระแสแห่งความรัก ความปรารถนาดี เมตตาเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ เป็นเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข การแผ่เมตตาให้กับคนที่เราขุ่นเคืองนั้น เราต้องตั้งจิตให้มีเมตตาแล้ว 1) แผ่เมตตาให้กับจิตของเราที่ขุ่นเคือง 2) ส่งต่อไปยังบุคคลที่เราขุ่นเคืองนั้น 3) แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย</p><br><p><strong>Q : ทำสมาธิไม่ได้หรือได้ไม่นาน?</strong></p><p>A : การที่เรามีจิตสงบนั้น นั่นคือจิตเราเป็นสมาธิแล้ว และการที่เราอาจจะวอกแวกไปบ้าง แล้วกลับมาก็ถือว่าเราทำสมาธิได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าเราทำได้ ซึ่งสมาธิขั้นต้นนั้น เป็นสมาธิที่ยังมีความคิด การที่ทำสมาธิแล้วไม่ได้ยินอะไรเลยนั้นเป็นสมาธิขั้นสูง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราทำสมาธิไม่ได้ ให้เราพิจารณาตรงจุดไหนที่เราทำแล้วจิตสงบก็ให้พิจารณาตรงนั้น เอาจิตจดจ่อไว้ตรงนั้น จิตเราเมื่อจดจ่อในสิ่งไหนสิ่งนั้นก็จะมีพลัง ให้เราฝึกทำให้บ่อย ให้มาก สมาธิเราก็จะพลังกว้างขวางขึ้น</p><br><p><strong>Q : ผู้พิการทางสายตาสามารถเป็นพิธีกรในกิจกรรมทางศาสนาได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านไม่ได้บัญญัติไว้ ที่สำคัญคือเรามีศีล มีศรัทธา ทั้ง 2 สิ่งนี้ เป็นเสาหลักสำคัญ หากเรามีศีล มีศรัทธา ถือว่าเรามีดวงตาแล้ว&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมตตาคือคำตอบ [6803-7q]</title>
			<itunes:title>เมตตาคือคำตอบ [6803-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Jan 2025 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/678a6074c7bd4ccb267bf67f/media.mp3" length="27452667" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">678a6074c7bd4ccb267bf67f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/678a6074c7bd4ccb267bf67f</link>
			<acast:episodeId>678a6074c7bd4ccb267bf67f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNE86lSt1SChLnKyRJErUcNP8CUwZ6Af62D+/vEz02aplijA1OU1dgOigiOzicpW6Y9qiI5zycHkI3whD0uuW4b]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อพ่อแม่ติดโซเชี่ยลมีเดียควรจัดการและวางใจอย่างไร?</strong></p><p>A : ตราบใดที่อกุศลธรรมยังไม่เกิด ไม่เป็นปัญหา ให้คุยกับท่านด้วยเหตุผล ให้เรามีเมตตา มีพรหมวิหารสี่ คือ มีทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาที่เปรียบดังมารดาที่รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข <strong>เพราะยิ่งเรามีเงื่อนไขแห่งความสุขมาก เราก็จะยิ่งทุกข์มาก</strong> ถ้าเราบอกแล้วท่านไม่ฟัง ก็ให้เรามีอุเบกขา อย่าให้จิตเราขัดเคือง ให้เราแผ่เมตตา แผ่ให้กับจิตของตัวเราที่มีความขัดเคือง ไปยังจุดที่ขัดเคืองนั้น ผ่านไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย พอเรามีจิตเมตตา จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พอเข้าใจไตรลักษณ์ จะนิพพานเลยหรือไม่?</strong></p><p>A : การจะบรรลุนิพพานมันต้องเป็นไปตามลำดับขั้น เริ่มต้นจากสติและต้องมีสติอยู่ตลอดทั้งสาย สติเป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว ที่จะทำให้ถึงนิพพานได้&nbsp;คือ บรรลุเป็นขั้น ๆ ไปจนถึงนิพพาน ซึ่งการเข้าใจไตรลักษณ์นั้นเป็นส่วนสูงสุด  และปัญญาที่จะเข้าใจนั้น แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ&nbsp;&nbsp;<strong>“สุตตมยปัญญา” </strong>คือปัญญาที่อาศัยการฟังคนอื่น<strong> “จินมยปัญญา</strong>” คือปัญญาที่เกิดจากการคิดตริตรึกในสมอง <strong>“ภาวนามยปัญญา”</strong> คือปัญญาที่เกิดจากการฝึกลงมือปฏิบัติ</p><br><p><strong>Q : อริยสัจสี่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์หรือไม่?</strong></p><p>A : ไตรลักษณ์คือส่วนของทางแก้ปัญหา เป็นส่วนของเหตุให้เกิดการพ้นทุกข์ เป็นส่วนของมรรคในอริยสัจ 4</p><br><p><strong>Q : การดับทุกข์ในอริยสัจสี่กับการดับอวิชชาคือสิ่งเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A : <strong>“ทุกข์”</strong> คือขันธ์5&nbsp;<strong>“อวิชชา”</strong> คือเหตุของทุกข์คือตัณหา ทั้งสองอย่างนี้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าอันหนึ่งดับอีกอันหนึ่งก็ดับด้วย หากเราจะแยกขันธ์ 5 ออกจากตัณหา เราต้องเข้าใจ ยอมรับ และรอบรู้ในขันธ์ 5&nbsp;แต่ถ้าจะแยกตัณหาออกจากขันธ์ 5 เราต้องละตัณหา อยู่ที่ว่าจะมองจากด้านไหน และการที่เราจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ตามทางของศีล สมาธิ และปัญญา</p><br><p><strong>Q : พระพุทธเจ้าค้นพบอะไรเป็นลำดับแรก</strong></p><p>A : ท่านค้นพบสติก่อนเป็นอันดับแรก&nbsp;โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน คอยสังเกตด้วยสติ คิดพิจารณาด้วยระบบของอริยสัจสี่ บวกกับจิตที่เป็นสมาธิคือโยนิโสมนสิการ พอโยนิโสมนสิการแล้วจึงเกิดปัญญาเป็นอันดับสูงสุด&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อพ่อแม่ติดโซเชี่ยลมีเดียควรจัดการและวางใจอย่างไร?</strong></p><p>A : ตราบใดที่อกุศลธรรมยังไม่เกิด ไม่เป็นปัญหา ให้คุยกับท่านด้วยเหตุผล ให้เรามีเมตตา มีพรหมวิหารสี่ คือ มีทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาที่เปรียบดังมารดาที่รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข <strong>เพราะยิ่งเรามีเงื่อนไขแห่งความสุขมาก เราก็จะยิ่งทุกข์มาก</strong> ถ้าเราบอกแล้วท่านไม่ฟัง ก็ให้เรามีอุเบกขา อย่าให้จิตเราขัดเคือง ให้เราแผ่เมตตา แผ่ให้กับจิตของตัวเราที่มีความขัดเคือง ไปยังจุดที่ขัดเคืองนั้น ผ่านไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย พอเรามีจิตเมตตา จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พอเข้าใจไตรลักษณ์ จะนิพพานเลยหรือไม่?</strong></p><p>A : การจะบรรลุนิพพานมันต้องเป็นไปตามลำดับขั้น เริ่มต้นจากสติและต้องมีสติอยู่ตลอดทั้งสาย สติเป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว ที่จะทำให้ถึงนิพพานได้&nbsp;คือ บรรลุเป็นขั้น ๆ ไปจนถึงนิพพาน ซึ่งการเข้าใจไตรลักษณ์นั้นเป็นส่วนสูงสุด  และปัญญาที่จะเข้าใจนั้น แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ&nbsp;&nbsp;<strong>“สุตตมยปัญญา” </strong>คือปัญญาที่อาศัยการฟังคนอื่น<strong> “จินมยปัญญา</strong>” คือปัญญาที่เกิดจากการคิดตริตรึกในสมอง <strong>“ภาวนามยปัญญา”</strong> คือปัญญาที่เกิดจากการฝึกลงมือปฏิบัติ</p><br><p><strong>Q : อริยสัจสี่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์หรือไม่?</strong></p><p>A : ไตรลักษณ์คือส่วนของทางแก้ปัญหา เป็นส่วนของเหตุให้เกิดการพ้นทุกข์ เป็นส่วนของมรรคในอริยสัจ 4</p><br><p><strong>Q : การดับทุกข์ในอริยสัจสี่กับการดับอวิชชาคือสิ่งเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A : <strong>“ทุกข์”</strong> คือขันธ์5&nbsp;<strong>“อวิชชา”</strong> คือเหตุของทุกข์คือตัณหา ทั้งสองอย่างนี้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าอันหนึ่งดับอีกอันหนึ่งก็ดับด้วย หากเราจะแยกขันธ์ 5 ออกจากตัณหา เราต้องเข้าใจ ยอมรับ และรอบรู้ในขันธ์ 5&nbsp;แต่ถ้าจะแยกตัณหาออกจากขันธ์ 5 เราต้องละตัณหา อยู่ที่ว่าจะมองจากด้านไหน และการที่เราจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ตามทางของศีล สมาธิ และปัญญา</p><br><p><strong>Q : พระพุทธเจ้าค้นพบอะไรเป็นลำดับแรก</strong></p><p>A : ท่านค้นพบสติก่อนเป็นอันดับแรก&nbsp;โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน คอยสังเกตด้วยสติ คิดพิจารณาด้วยระบบของอริยสัจสี่ บวกกับจิตที่เป็นสมาธิคือโยนิโสมนสิการ พอโยนิโสมนสิการแล้วจึงเกิดปัญญาเป็นอันดับสูงสุด&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โพชฌงค์กับการป่วยไข้  [6802-7q]</title>
			<itunes:title>โพชฌงค์กับการป่วยไข้  [6802-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Jan 2025 21:00:44 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/678126687ba57787ebd142b2/media.mp3" length="27839684" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">678126687ba57787ebd142b2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/678126687ba57787ebd142b2</link>
			<acast:episodeId>678126687ba57787ebd142b2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN3DxVEeHtAM9COVSz61Sh8QMms8flRl7dyVos0n++KcEAiSe53k0LpzDLzXm/tTgLGSlG69bg90GSwDMc/RQJO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมเวลาไปกราบสี่สังเวชนียสถานหรือกราบพระบรมสารีริกธาตุจึงทำให้ใจสงบได้เร็ว เป็นเพราะพุทธคุณใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : “พละ 5” เริ่มต้นด้วยศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธาที่เป็นพละคือกำลัง มีจิตที่สงบและน้อมจิตลงมือทำในสิ่งที่ท่านสอน เรียกว่า<strong> “ปาฎิหาริย์” เกิดขึ้นอาศัยพุทธคุณเรียกว่า “อนุสาสนีปฏิหาริย์”</strong> ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เกิดศรัทธาได้ คือน้อมจิตไปในการฟัง น้อมจิตไปในพระพุทธรูป พระธาตุ น้อมจิตไปในธรรม และถือเอาความเศร้าหมอง ความขูดเกลาตนเป็นประมาณ ก็จะทำให้มีจิตเลื่อมใส ศรัทธา เกิดพละ 5 ทำไป ๆ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเหมือนอยู่ใกล้ท่าน อยู่ไกลแค่ไหนก็เหมือนอยู่ใกล้</p><br><p><strong>Q: เจริญอุเบกขาแล้วใจแห้งแล้ง เกิดจากอะไร?</strong></p><p>A : อุเบกขาถ้าเกินกำลังของสติไปจะกลายเป็นอัญญานุเบกขา ส่วนที่เกินกำลังสตินี้มันมีกิเลสเข้ามาแทรก เราจึงต้องมีสติอยู่ตลอด ให้เรามีพรหมวิหารสี่ ทั้งเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขา ผสมกันให้เหมาะด้วยสติสัมปัชชัญญะ การที่เรารู้ว่าตรงไหนผิด ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่เราจะแก้ไขและพัฒนาตนต่อไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เพราะเกิดปิติในโพชฌงค์จึงทำให้หายป่วยใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อฟังบทสวดโพชฌงค์แล้วจิตใจเรามีศรัทธา เกิดปิติขึ้น ทุกขเวทนาทางกายก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ (หมายถึงความเจ็บปวดทางกาย ก็จะหายเท่าที่มันจะหายได้ เท่าที่มันจะพอเป็นไปได้)</p><br><p><strong>Q : พิจารณาทุกข์ด้วยใจสุขผิดหรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บก็จะมีทุกขเวทนา โพชฌงค์เป็นลักษณะที่เห็นด้วยปัญญา ปัญญามันจึงเป็นการพิจารณาคือคิดที่เป็นระบบ เรียกว่า <strong>“โยนิโสมนสิการ”</strong> คิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เมื่อพิจารณาแล้วเกิดปัญญา เห็นความไม่เที่ยง เห็นด้วยปัญญา ก็จะมีสุขอันเกิดจากปัญญาขึ้นมาใหม่ สุขเวทนานี้มันละเอียดกว่าเวทนาทางกาย มันจึงซึมซาบจากใจไปสู่กายได้ มันก็จะระงับเวทนาที่หยาบนั้นได้ ตามฐานะที่ควรจะเป็น</p><br><p><strong>Q : อัปปณิหิตสมาธิ อัปปณิหิตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์ คืออะไร?</strong></p><p>A : สมาธิ คือ ความตั้งมั่น รวมกันไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน อัปปณิหิตสมาธิ คือไม่ตั้งปรารถนา /&nbsp;วิโมกข์ คือ ความหลุดพ้น ความแยกจากกัน แบ่งตามประเภทของการหลุดพ้น คำว่า <strong>อัปปณิหิตวิโมกข์</strong> คือไม่ปรารถนาในสิ่งนั้น&nbsp;&nbsp;<strong>สุญญตวิโมกข์</strong> คือไม่ยึดถือ ไม่ปรารถนาในนามรูปนั้น <strong>อนิมิตตวิโมกข์</strong> คือไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น จิตก็จะหลุดพ้นจากนามรูปนั้น เพราะคุณไม่ทำความปรารถนา ไม่ทำความยึดมั่น ไม่ทำความกำหนดหมายในนามรูปนั้น มันอยู่ที่ว่าจะเอาเครื่องมืออะไรมาปลดปล่อยจิตเราจากนามรูปนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมเวลาไปกราบสี่สังเวชนียสถานหรือกราบพระบรมสารีริกธาตุจึงทำให้ใจสงบได้เร็ว เป็นเพราะพุทธคุณใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : “พละ 5” เริ่มต้นด้วยศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธาที่เป็นพละคือกำลัง มีจิตที่สงบและน้อมจิตลงมือทำในสิ่งที่ท่านสอน เรียกว่า<strong> “ปาฎิหาริย์” เกิดขึ้นอาศัยพุทธคุณเรียกว่า “อนุสาสนีปฏิหาริย์”</strong> ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เกิดศรัทธาได้ คือน้อมจิตไปในการฟัง น้อมจิตไปในพระพุทธรูป พระธาตุ น้อมจิตไปในธรรม และถือเอาความเศร้าหมอง ความขูดเกลาตนเป็นประมาณ ก็จะทำให้มีจิตเลื่อมใส ศรัทธา เกิดพละ 5 ทำไป ๆ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเหมือนอยู่ใกล้ท่าน อยู่ไกลแค่ไหนก็เหมือนอยู่ใกล้</p><br><p><strong>Q: เจริญอุเบกขาแล้วใจแห้งแล้ง เกิดจากอะไร?</strong></p><p>A : อุเบกขาถ้าเกินกำลังของสติไปจะกลายเป็นอัญญานุเบกขา ส่วนที่เกินกำลังสตินี้มันมีกิเลสเข้ามาแทรก เราจึงต้องมีสติอยู่ตลอด ให้เรามีพรหมวิหารสี่ ทั้งเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขา ผสมกันให้เหมาะด้วยสติสัมปัชชัญญะ การที่เรารู้ว่าตรงไหนผิด ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่เราจะแก้ไขและพัฒนาตนต่อไปได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เพราะเกิดปิติในโพชฌงค์จึงทำให้หายป่วยใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อฟังบทสวดโพชฌงค์แล้วจิตใจเรามีศรัทธา เกิดปิติขึ้น ทุกขเวทนาทางกายก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ (หมายถึงความเจ็บปวดทางกาย ก็จะหายเท่าที่มันจะหายได้ เท่าที่มันจะพอเป็นไปได้)</p><br><p><strong>Q : พิจารณาทุกข์ด้วยใจสุขผิดหรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บก็จะมีทุกขเวทนา โพชฌงค์เป็นลักษณะที่เห็นด้วยปัญญา ปัญญามันจึงเป็นการพิจารณาคือคิดที่เป็นระบบ เรียกว่า <strong>“โยนิโสมนสิการ”</strong> คิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เมื่อพิจารณาแล้วเกิดปัญญา เห็นความไม่เที่ยง เห็นด้วยปัญญา ก็จะมีสุขอันเกิดจากปัญญาขึ้นมาใหม่ สุขเวทนานี้มันละเอียดกว่าเวทนาทางกาย มันจึงซึมซาบจากใจไปสู่กายได้ มันก็จะระงับเวทนาที่หยาบนั้นได้ ตามฐานะที่ควรจะเป็น</p><br><p><strong>Q : อัปปณิหิตสมาธิ อัปปณิหิตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์ คืออะไร?</strong></p><p>A : สมาธิ คือ ความตั้งมั่น รวมกันไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน อัปปณิหิตสมาธิ คือไม่ตั้งปรารถนา /&nbsp;วิโมกข์ คือ ความหลุดพ้น ความแยกจากกัน แบ่งตามประเภทของการหลุดพ้น คำว่า <strong>อัปปณิหิตวิโมกข์</strong> คือไม่ปรารถนาในสิ่งนั้น&nbsp;&nbsp;<strong>สุญญตวิโมกข์</strong> คือไม่ยึดถือ ไม่ปรารถนาในนามรูปนั้น <strong>อนิมิตตวิโมกข์</strong> คือไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น จิตก็จะหลุดพ้นจากนามรูปนั้น เพราะคุณไม่ทำความปรารถนา ไม่ทำความยึดมั่น ไม่ทำความกำหนดหมายในนามรูปนั้น มันอยู่ที่ว่าจะเอาเครื่องมืออะไรมาปลดปล่อยจิตเราจากนามรูปนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดวิชชา [6801-7q]</title>
			<itunes:title>ปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดวิชชา [6801-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Jan 2025 21:00:30 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67780cb577d7a3f73ac78427/media.mp3" length="28670176" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67780cb577d7a3f73ac78427</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67780cb577d7a3f73ac78427</link>
			<acast:episodeId>67780cb577d7a3f73ac78427</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPPieF1yUAq3B3tWPYhfPjGRr/78OR15irDvR3BBStOWFSBm+3lC4+2BmczwXZBUZYNWjK2pIDKf5kEfZpOMpHa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>bonus</itunes:episodeType>
			<itunes:season>68</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : มีวิธีสร้างพลังใจให้เข้มแข็งได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราจะทำให้ใจของเราให้มั่นคงเข้มแข็งได้ ลักษณะความเข้มแข็งแน่วแน่ตรงนี้คือ <strong>“อินทรีย์พละ”</strong> มี 5 อย่าง เริ่มด้วย <strong>พลังศรัทธา พลังวิริยะ พลังสติ พลังสมาธิ และพลังปัญญา</strong> ทั้ง 5 อย่างนี้ต้องมาด้วยกัน หากมีแค่ศรัทธาและความเพียร เราจะต้านกระแสได้ไม่นาน สติ สมาธิ และปัญญา จะเป็นตัวประกอบที่จะทำให้สม่ำเสมอต่อเนื่องไปได้ </p><br><p>ที่สำคัญคือเราอย่าไปผิดทาง เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกต้อง คือตั้งศรัทธาไว้ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในคำสอน ในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และในเรื่องกรรม ว่าทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว ทำกรรมอย่างไรจะได้รับผลของกรรมอย่างนั้น หลักการนี้จะทำให้จิตเรามีพลังใจที่เข้มแข็งมั่นคงไม่ไปตามกระแสที่ผ่านเข้ามา&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ลักษณะของจิตคือเศร้าหมองได้ ผ่องใสได้ ตามแต่ผัสสะที่ผ่านเข้ามาในช่องทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้ว จิตคล้อยตามไป ก็จะปรุงแต่งออกมาเป็น ราคะ โทสะ โมหะ ตามแต่สิ่งที่เข้าไปเสวยอารมณ์นั้น ซึ่งจิตไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ การที่จิตไม่รู้ ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ นั่นคือ<strong> “อวิชชา”</strong> คือความไม่รู้ ถ้าจิตรู้ว่าไม่ต้องไปเสวยอารมณ์นั้นก็ได้ เขาก็จะไม่คล้อยไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา</p><br><p>การที่จะทำ <strong>“วิชชา”</strong> ให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ธรรมคือ <strong>“โพชฌงค์ 7”</strong> เหตุของโพชฌงค์ คือ <strong>“สติปัฎฐาน 4”</strong> เราต้องตั้งสติขึ้น เหตุของสติคือ การมีศรัทธาที่ถูกต้อง มีความเชื่อความมั่นใจ มีการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ตั้งสติไว้ แล้วปรุงแต่งแบบนี้ คอยสังเกต เราจะค่อยแยกแยะ แยกตัวออกจากการปรุงแต่งที่ไม่ดี สติ สมาธิของเราก็จะมีกำลังมากขึ้น เป็นไปตามกระบวนการของโพชฌงค์ เป็นกระบวนการทำงานที่จะทำให้จิตสงบ&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ลักษณะผู้ได้ฌานและฌานสำคัญอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“ฌาน”</strong> คือ การเพ่งจดจ่อตรงที่เป็นกุศลธรรมโดยไม่บังคับ มีความหยาบละเอียดไม่เท่ากัน เรียงจากหยาบไปละเอียดก็คือ ฌาน 1-4 และในฌานทั้ง 4 ระดับ ในแต่ละระดับยังมีความมั่นคงลงไป 3 ลักษณะ คือ 1) <strong>“ขณิกะ”</strong> คือจดจ่อได้ชั่วขณะ 2) <strong>“อุปจาร”</strong> คือเป็นพื้นฐานได้ และ 3) <strong>“อัปปนา”</strong> คือลึกมั่นคงแน่วแน่</p><br><p>ทั้ง 3 แบบสามารถเกิดขึ้นได้ในทั้ง 4 ฌานนี้ ซึ่งไม่ว่าจะขั้นใดให้เอาให้ลึกถึงที่สุด จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ได้ฌาน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong><em>“ธรรมทั้งปวงมีสติเป็นอธิบดี มีสมาธิเป็นหัวหน้า มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด มีวิมุตเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุดจบ”</em></strong> เพราะฉะนั้น ฌานคือสมาธินั้นสำคัญมาก เราจึงต้องฝึก ถ้าไม่มีต้องทำให้มี เพราะเมื่อฝึกแล้วทำแล้วจะมีนิพพานเป็นที่สุดจบ&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ประชาสัมพันธ์งาน ขุมทรัพย์แห่งใจ</strong></p><p>A : กิจกรรมพบปะผู้ฟังประจำปี <strong>“ขุมทรัพย์แห่งใจ”</strong> เพื่อเป็นมงคลปีใหม่ เพิ่มพูนความหวังและปัญญา วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 เวลา 09.00-15.30น. (เริ่มลงทะเบียน 8.00น.) ณ. ศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศฯ ชั้น 4 สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ <a href="http://panya.org/newyear" rel="noopener noreferrer" target="_blank">http://panya.org/newyear</a>&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : มีวิธีสร้างพลังใจให้เข้มแข็งได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การที่เราจะทำให้ใจของเราให้มั่นคงเข้มแข็งได้ ลักษณะความเข้มแข็งแน่วแน่ตรงนี้คือ <strong>“อินทรีย์พละ”</strong> มี 5 อย่าง เริ่มด้วย <strong>พลังศรัทธา พลังวิริยะ พลังสติ พลังสมาธิ และพลังปัญญา</strong> ทั้ง 5 อย่างนี้ต้องมาด้วยกัน หากมีแค่ศรัทธาและความเพียร เราจะต้านกระแสได้ไม่นาน สติ สมาธิ และปัญญา จะเป็นตัวประกอบที่จะทำให้สม่ำเสมอต่อเนื่องไปได้ </p><br><p>ที่สำคัญคือเราอย่าไปผิดทาง เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกต้อง คือตั้งศรัทธาไว้ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในคำสอน ในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และในเรื่องกรรม ว่าทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว ทำกรรมอย่างไรจะได้รับผลของกรรมอย่างนั้น หลักการนี้จะทำให้จิตเรามีพลังใจที่เข้มแข็งมั่นคงไม่ไปตามกระแสที่ผ่านเข้ามา&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ลักษณะของจิตคือเศร้าหมองได้ ผ่องใสได้ ตามแต่ผัสสะที่ผ่านเข้ามาในช่องทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้ว จิตคล้อยตามไป ก็จะปรุงแต่งออกมาเป็น ราคะ โทสะ โมหะ ตามแต่สิ่งที่เข้าไปเสวยอารมณ์นั้น ซึ่งจิตไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ การที่จิตไม่รู้ ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ นั่นคือ<strong> “อวิชชา”</strong> คือความไม่รู้ ถ้าจิตรู้ว่าไม่ต้องไปเสวยอารมณ์นั้นก็ได้ เขาก็จะไม่คล้อยไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา</p><br><p>การที่จะทำ <strong>“วิชชา”</strong> ให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ธรรมคือ <strong>“โพชฌงค์ 7”</strong> เหตุของโพชฌงค์ คือ <strong>“สติปัฎฐาน 4”</strong> เราต้องตั้งสติขึ้น เหตุของสติคือ การมีศรัทธาที่ถูกต้อง มีความเชื่อความมั่นใจ มีการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ตั้งสติไว้ แล้วปรุงแต่งแบบนี้ คอยสังเกต เราจะค่อยแยกแยะ แยกตัวออกจากการปรุงแต่งที่ไม่ดี สติ สมาธิของเราก็จะมีกำลังมากขึ้น เป็นไปตามกระบวนการของโพชฌงค์ เป็นกระบวนการทำงานที่จะทำให้จิตสงบ&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ลักษณะผู้ได้ฌานและฌานสำคัญอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“ฌาน”</strong> คือ การเพ่งจดจ่อตรงที่เป็นกุศลธรรมโดยไม่บังคับ มีความหยาบละเอียดไม่เท่ากัน เรียงจากหยาบไปละเอียดก็คือ ฌาน 1-4 และในฌานทั้ง 4 ระดับ ในแต่ละระดับยังมีความมั่นคงลงไป 3 ลักษณะ คือ 1) <strong>“ขณิกะ”</strong> คือจดจ่อได้ชั่วขณะ 2) <strong>“อุปจาร”</strong> คือเป็นพื้นฐานได้ และ 3) <strong>“อัปปนา”</strong> คือลึกมั่นคงแน่วแน่</p><br><p>ทั้ง 3 แบบสามารถเกิดขึ้นได้ในทั้ง 4 ฌานนี้ ซึ่งไม่ว่าจะขั้นใดให้เอาให้ลึกถึงที่สุด จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ได้ฌาน ท่านกล่าวไว้ว่า <strong><em>“ธรรมทั้งปวงมีสติเป็นอธิบดี มีสมาธิเป็นหัวหน้า มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด มีวิมุตเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุดจบ”</em></strong> เพราะฉะนั้น ฌานคือสมาธินั้นสำคัญมาก เราจึงต้องฝึก ถ้าไม่มีต้องทำให้มี เพราะเมื่อฝึกแล้วทำแล้วจะมีนิพพานเป็นที่สุดจบ&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ประชาสัมพันธ์งาน ขุมทรัพย์แห่งใจ</strong></p><p>A : กิจกรรมพบปะผู้ฟังประจำปี <strong>“ขุมทรัพย์แห่งใจ”</strong> เพื่อเป็นมงคลปีใหม่ เพิ่มพูนความหวังและปัญญา วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 เวลา 09.00-15.30น. (เริ่มลงทะเบียน 8.00น.) ณ. ศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศฯ ชั้น 4 สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ <a href="http://panya.org/newyear" rel="noopener noreferrer" target="_blank">http://panya.org/newyear</a>&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เบื้องต้นเบื้องปลายของวัฏฎะ [6752-7q]</title>
			<itunes:title>เบื้องต้นเบื้องปลายของวัฏฎะ [6752-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Dec 2024 21:00:31 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/676f1d6ea5aeb35e7cf54a68/media.mp3" length="28204549" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">676f1d6ea5aeb35e7cf54a68</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/676f1d6ea5aeb35e7cf54a68</link>
			<acast:episodeId>676f1d6ea5aeb35e7cf54a68</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNhmhUJuSyU7ndvtvQRwyr5MvVtlZhdsdWdZtX9IG61JSf4nwd7oOZB2RFtT6V1wJap7ZCBTM2rUerzZPjgJW3B]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ตอบคำถามที่ทำให้เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท</strong></p><p>A : หากฟังแล้วไม่เข้าใจนั่นเพราะสัญญายังไม่เป็นญาณ ญาณแปลว่าความรู้ หมายถึงปัญญา สัญญาเกิดก่อนญาณเกิดทีหลัง ในที่นี้สัญญาหมายถึงความหมายรู้ สัญญาจะเปลี่ยนเป็นญาณได้ก็ต่อเมื่อมีสมาธิ คือมีจิตจดจ่อเป็นอารมณ์อันเดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมพระโพธิสัตว์จึงตั้งจิตปรารถนาให้ได้ภรรยาของพี่ชาย?</strong></p><p>A : จาก “กุสชาดก” เป็นเรื่องย้อนหลังกลับไปชาติก่อน ตอนพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ในชาตินั้นพี่สะใภ้อฐิษฐานว่า ไม่อยากเจอพระโพธิสัตว์อีก แต่ด้วยความที่พระโพธิสัตว์ เห็นจิตใจที่ดีงามของพี่สะใภ้ จึงอฐิษฐานจิตเช่นนี้ เพื่อแก้กัน เพื่อไม่ให้ผูกเวรกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วัฏฏะเริ่มที่ไหน อะไรคือจุดเริ่มต้น?</strong></p><p>A :&nbsp;พระพุทธเจ้าท่านมีญาณพิเศษที่จะมีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ท่านสามารถเห็นอดีตย้อนไปได้อย่างไม่มีอะไรข้องขัด แต่ท่านก็หาจุดที่่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่เจอ และในการเห็นนี้ ท่านได้เห็นกระบวนการทั้งหมดของมัน ว่ามันปรุงแต่งมาทั้งหมด เป็นทุกข์ทั้งหมด ท่านจึงหาวิธีดับทุกข์ เกิดความรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง มันมีเหตุมีปัจจัย ท่านจึงพบว่า ต้องเดินตามมรรค 8 ปฎิบัติตามอริยสัจสี่ ก็พ้นทุกข์ได้ กำจัดอวิชชาให้สิ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรู้เบื้องต้นเบื้องปลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ตารางการปฏิบัติธรรมมีที่ไหนบ้าง?</strong></p><p>A : วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 งานขุมทรัพย์แห่งใจ จัดที่หอประชุม (Auditorium) ชั้น 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศการกระจายเสียงวิทยุและการให้บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต และในวันที่ 25-27 ม.ค. 68 จัดรายการสด ทาง สวท. / คอร์สปฏิบัติธรรม จัดที่ วัดภูทอก จ.บึงกาฬ เดือน มี.ค. และ ธ.ค. 68 สามารถลงทะเบียนและติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ panya.org&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :ความสงสารจัดอยู่ในธรรมะข้อไหน?</strong></p><p>A : “สงสาร” เป็นอกุศล “ดี” เป็นกรุณา คือ เห็นคนเป็นทุกข์แล้วอยากให้เขาพ้นทุกข์&nbsp;กรุณามีข้อควรระวังทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือถ้าไม่กรุณาก็จะคิดเบียดเบียนกัน อีกด้านหนึ่ง ก็จะเป็นความสงสาร ความเศร้าโศกเสียใจ ที่เขาได้รับทุกข์ ซึ่งไม่ใช่สังเวช&nbsp;“สังเวช” คือความสลดที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า สังเวชเป็นกุศลธรรม ส่วนความสงสารความเสียใจ คือกรุณาที่เกินกำลังของสติไป ทำให้ตัวเรามีทุกข์ไปด้วย ให้เราตั้งสติ รักษาสติไว้ อย่าให้เกินไปถึงตรงนั้น&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ตอบคำถามที่ทำให้เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท</strong></p><p>A : หากฟังแล้วไม่เข้าใจนั่นเพราะสัญญายังไม่เป็นญาณ ญาณแปลว่าความรู้ หมายถึงปัญญา สัญญาเกิดก่อนญาณเกิดทีหลัง ในที่นี้สัญญาหมายถึงความหมายรู้ สัญญาจะเปลี่ยนเป็นญาณได้ก็ต่อเมื่อมีสมาธิ คือมีจิตจดจ่อเป็นอารมณ์อันเดียว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมพระโพธิสัตว์จึงตั้งจิตปรารถนาให้ได้ภรรยาของพี่ชาย?</strong></p><p>A : จาก “กุสชาดก” เป็นเรื่องย้อนหลังกลับไปชาติก่อน ตอนพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ในชาตินั้นพี่สะใภ้อฐิษฐานว่า ไม่อยากเจอพระโพธิสัตว์อีก แต่ด้วยความที่พระโพธิสัตว์ เห็นจิตใจที่ดีงามของพี่สะใภ้ จึงอฐิษฐานจิตเช่นนี้ เพื่อแก้กัน เพื่อไม่ให้ผูกเวรกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วัฏฏะเริ่มที่ไหน อะไรคือจุดเริ่มต้น?</strong></p><p>A :&nbsp;พระพุทธเจ้าท่านมีญาณพิเศษที่จะมีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ท่านสามารถเห็นอดีตย้อนไปได้อย่างไม่มีอะไรข้องขัด แต่ท่านก็หาจุดที่่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่เจอ และในการเห็นนี้ ท่านได้เห็นกระบวนการทั้งหมดของมัน ว่ามันปรุงแต่งมาทั้งหมด เป็นทุกข์ทั้งหมด ท่านจึงหาวิธีดับทุกข์ เกิดความรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง มันมีเหตุมีปัจจัย ท่านจึงพบว่า ต้องเดินตามมรรค 8 ปฎิบัติตามอริยสัจสี่ ก็พ้นทุกข์ได้ กำจัดอวิชชาให้สิ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรู้เบื้องต้นเบื้องปลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ตารางการปฏิบัติธรรมมีที่ไหนบ้าง?</strong></p><p>A : วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 งานขุมทรัพย์แห่งใจ จัดที่หอประชุม (Auditorium) ชั้น 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศการกระจายเสียงวิทยุและการให้บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต และในวันที่ 25-27 ม.ค. 68 จัดรายการสด ทาง สวท. / คอร์สปฏิบัติธรรม จัดที่ วัดภูทอก จ.บึงกาฬ เดือน มี.ค. และ ธ.ค. 68 สามารถลงทะเบียนและติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ panya.org&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :ความสงสารจัดอยู่ในธรรมะข้อไหน?</strong></p><p>A : “สงสาร” เป็นอกุศล “ดี” เป็นกรุณา คือ เห็นคนเป็นทุกข์แล้วอยากให้เขาพ้นทุกข์&nbsp;กรุณามีข้อควรระวังทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือถ้าไม่กรุณาก็จะคิดเบียดเบียนกัน อีกด้านหนึ่ง ก็จะเป็นความสงสาร ความเศร้าโศกเสียใจ ที่เขาได้รับทุกข์ ซึ่งไม่ใช่สังเวช&nbsp;“สังเวช” คือความสลดที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า สังเวชเป็นกุศลธรรม ส่วนความสงสารความเสียใจ คือกรุณาที่เกินกำลังของสติไป ทำให้ตัวเรามีทุกข์ไปด้วย ให้เราตั้งสติ รักษาสติไว้ อย่าให้เกินไปถึงตรงนั้น&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เทคโนโลยีกับวิกฤตศรัทธา [6751-7q]</title>
			<itunes:title>เทคโนโลยีกับวิกฤตศรัทธา [6751-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Dec 2024 18:36:35 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/676631b5575cbdaa9da1f7d6/media.mp3" length="27609859" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">676631b5575cbdaa9da1f7d6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/676631b5575cbdaa9da1f7d6</link>
			<acast:episodeId>676631b5575cbdaa9da1f7d6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPUlC2LpUqsoBbiUDdai0TRiANIEoloEhsU2fhkifpFoTNAymsQ/+YaCJj9MiSOl1RdBQmFXmtReAR96XFrLgxC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : สวดมนต์เยอะและนานดีหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A : ที่สำคัญคือเมื่อสวดมนต์แล้วจิตสงบหรือไม่ หากสวดมนต์แล้วจิตสงบมีปิติสุข จิตเป็นสมาธิ นั่นจะเป็นทางที่ไปสู่วิมุตคือหลุดพ้นจากกิเลสได้ ซึ่งทางไปสู่วิมุตยังมีทางอื่น ๆ ทั้งการนั่งสมาธิ การฟังธรรม การสอนธรรมะ การใคร่ครวญธรรม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางที่ไปสู่วิมุตได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นั่งสมาธิได้ไม่นาน แค่ไหนจึงจะเพียงพอ</strong></p><p>A : สมาธิอยู่ที่จิตสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ สิ่งที่สำคัญคือจิตเราต้องเป็นสมาธิ ไม่เกี่ยวกับเวลา ท่านสอนไว้ 2 วิธี คือ<strong> “ทุกขาปฏิปทา” </strong>หมายถึง พิจารณาความไม่เที่ยง เห็นถึงความไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่น่ายินดี เป็นสิ่งปฏิกูล ไม่ใช่ว่าทุกขาปฏิปทาคือความทุกข์ วิธีนี้คนที่มีราคะ โทสะ โมหะกล้า จิตจะสงบค่อนข้างยาก ก็ให้พิจารณาตรงที่ไม่สงบ ให้เห็นเป็นความของไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่ใช่ตัวตนด้วยความเป็นทุกข์ และ <strong>“สุขาปฏิปทา” </strong>หมายถึง ได้ความสุขจากสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อิริยาบถใดก็ได้สุขจากสมาธิ คนที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางจะใช้วิธีนี้ได้ดี เพราะจิตเขาจะฟุ้งซ่านน้อยจิตสงบได้ง่าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ปฏิบัติที่บ้านได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ในอิริยาบถใดก็ได้ ไม่จำกัดด้วยกาล ไม่จำกัดด้วยเวลา แต่จะมีที่อโคจรที่เราไม่ควรไป เพราะจะทำให้จิตสงบได้ยาก ได้แก่ โรงสุรา ที่เล่นการพนัน ซ่องโสเภณี หรือบ้านของคนที่ไม่มีศรัทธา ท่านให้เกณฑ์การเลือกสถานที่ไว้ดังนี้ คือ 1) หากอยู่ที่ไหน จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ยังละไม่ได้ อย่าอยู่ให้รีบไปเดี๋ยวนั้นทันที 2) หากอยู่แล้วการภาวนายังไม่ดี แต่อาหารบิณฑบาตหาได้ง่าย ทำมาหากินดี ให้วางแผนว่าจะย้ายเมื่อไหร่ 3) หากสถานที่ไหนที่อยู่แล้วจิตสงบ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ ถึงแม้สถานที่นี้ การทำมาหากินจะฝืดเคือง บิณฑบาตหายาก ลาภปัจจัย 4 น้อย เดินทางลำบาก ก็ให้อยู่ไปเรื่อย ๆ ให้เอาการภาวนาเป็นหลัก 4) หากสถานที่ไหนอยู่แล้วจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ อาหารการกินดี เดินทางสะดวก ให้อยู่ไปตลอดชีวิต</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : เทคโนโลยีกับการปฏิบัติธรรม</strong></p><p>A : กระแสของโลกที่พัดเข้ามาตลอดไม่หยุดนั้นเรารับรู้ได้ผ่านทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา การปฏิบัติตามมรรค 8 จะทำให้จิตไม่พัดไปตามกระแส ยิ่งกระแสพัดเข้ามาแรง เราก็ยิ่งต้องปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งการที่จิตเราจะทวนกระแสได้นั้น เราต้องมี <strong>“ศรัทธา”</strong> เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก <strong>“อย่าตั้งศรัทธาไว้ในบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ในระบบ”</strong>&nbsp;ระบบคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราตั้งศรัทธาไว้ถูกต้อง เราก็จะไม่ได้รับโทษของศรัทธา ถ้าเรารู้จักแยกแยะเห็นได้ด้วยปัญญา ศรัทธาเราก็จะมั่นคงขึ้น หนุนศรัทธาได้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรมว่า <strong>“ท่านไม่สันโดษเลย ไม่รู้จักอิ่มจักพอเลยในกุศลธรรมทั้งหลาย”</strong>&nbsp;การที่เราจะสันโดษได้แทนที่เราจะตั้งไว้ในเรื่องกาม เราก็มาตั้งไว้ในธรรมะแทน เป็นการปรารถความเพียร เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : สวดมนต์เยอะและนานดีหรือไม่อย่างไร?</strong></p><p>A : ที่สำคัญคือเมื่อสวดมนต์แล้วจิตสงบหรือไม่ หากสวดมนต์แล้วจิตสงบมีปิติสุข จิตเป็นสมาธิ นั่นจะเป็นทางที่ไปสู่วิมุตคือหลุดพ้นจากกิเลสได้ ซึ่งทางไปสู่วิมุตยังมีทางอื่น ๆ ทั้งการนั่งสมาธิ การฟังธรรม การสอนธรรมะ การใคร่ครวญธรรม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางที่ไปสู่วิมุตได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นั่งสมาธิได้ไม่นาน แค่ไหนจึงจะเพียงพอ</strong></p><p>A : สมาธิอยู่ที่จิตสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ สิ่งที่สำคัญคือจิตเราต้องเป็นสมาธิ ไม่เกี่ยวกับเวลา ท่านสอนไว้ 2 วิธี คือ<strong> “ทุกขาปฏิปทา” </strong>หมายถึง พิจารณาความไม่เที่ยง เห็นถึงความไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่น่ายินดี เป็นสิ่งปฏิกูล ไม่ใช่ว่าทุกขาปฏิปทาคือความทุกข์ วิธีนี้คนที่มีราคะ โทสะ โมหะกล้า จิตจะสงบค่อนข้างยาก ก็ให้พิจารณาตรงที่ไม่สงบ ให้เห็นเป็นความของไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่ใช่ตัวตนด้วยความเป็นทุกข์ และ <strong>“สุขาปฏิปทา” </strong>หมายถึง ได้ความสุขจากสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อิริยาบถใดก็ได้สุขจากสมาธิ คนที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางจะใช้วิธีนี้ได้ดี เพราะจิตเขาจะฟุ้งซ่านน้อยจิตสงบได้ง่าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ปฏิบัติที่บ้านได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ในอิริยาบถใดก็ได้ ไม่จำกัดด้วยกาล ไม่จำกัดด้วยเวลา แต่จะมีที่อโคจรที่เราไม่ควรไป เพราะจะทำให้จิตสงบได้ยาก ได้แก่ โรงสุรา ที่เล่นการพนัน ซ่องโสเภณี หรือบ้านของคนที่ไม่มีศรัทธา ท่านให้เกณฑ์การเลือกสถานที่ไว้ดังนี้ คือ 1) หากอยู่ที่ไหน จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ยังละไม่ได้ อย่าอยู่ให้รีบไปเดี๋ยวนั้นทันที 2) หากอยู่แล้วการภาวนายังไม่ดี แต่อาหารบิณฑบาตหาได้ง่าย ทำมาหากินดี ให้วางแผนว่าจะย้ายเมื่อไหร่ 3) หากสถานที่ไหนที่อยู่แล้วจิตสงบ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ ถึงแม้สถานที่นี้ การทำมาหากินจะฝืดเคือง บิณฑบาตหายาก ลาภปัจจัย 4 น้อย เดินทางลำบาก ก็ให้อยู่ไปเรื่อย ๆ ให้เอาการภาวนาเป็นหลัก 4) หากสถานที่ไหนอยู่แล้วจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ อาหารการกินดี เดินทางสะดวก ให้อยู่ไปตลอดชีวิต</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : เทคโนโลยีกับการปฏิบัติธรรม</strong></p><p>A : กระแสของโลกที่พัดเข้ามาตลอดไม่หยุดนั้นเรารับรู้ได้ผ่านทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา การปฏิบัติตามมรรค 8 จะทำให้จิตไม่พัดไปตามกระแส ยิ่งกระแสพัดเข้ามาแรง เราก็ยิ่งต้องปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งการที่จิตเราจะทวนกระแสได้นั้น เราต้องมี <strong>“ศรัทธา”</strong> เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก <strong>“อย่าตั้งศรัทธาไว้ในบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ในระบบ”</strong>&nbsp;ระบบคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราตั้งศรัทธาไว้ถูกต้อง เราก็จะไม่ได้รับโทษของศรัทธา ถ้าเรารู้จักแยกแยะเห็นได้ด้วยปัญญา ศรัทธาเราก็จะมั่นคงขึ้น หนุนศรัทธาได้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรมว่า <strong>“ท่านไม่สันโดษเลย ไม่รู้จักอิ่มจักพอเลยในกุศลธรรมทั้งหลาย”</strong>&nbsp;การที่เราจะสันโดษได้แทนที่เราจะตั้งไว้ในเรื่องกาม เราก็มาตั้งไว้ในธรรมะแทน เป็นการปรารถความเพียร เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อัญญาณุเบกขา อุเบกขาที่ไม่ฉลาด [6750-7q]</title>
			<itunes:title>อัญญาณุเบกขา อุเบกขาที่ไม่ฉลาด [6750-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Dec 2024 21:00:10 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/675c70184e4fa96770853594/media.mp3" length="27159628" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">675c70184e4fa96770853594</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/675c70184e4fa96770853594</link>
			<acast:episodeId>675c70184e4fa96770853594</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM6gURqOtFm6UHscN0z1MAXtor7vIgL5a6PVEmdijKesBJNKpOqRVUOxzeR1oQlNyeN86rv0HhgYmgqqpLyX9WS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การวางจิตขณะเดินจงฺกม?</strong></p><p>A : ตอนนั่งทำอย่างไรตอนเดินก็ทำอย่างนั้น ทำในทุก ๆ อิริยาบถ มีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง อานิสงฆ์คือจะไปสู่ความเป็นอมตะ | นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A : หลักการคือเราจะรู้ถึงความสงบได้เราก็ต้องรู้ว่าที่ไม่สงบเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วก็ไม่ทำอย่างนั้น คือถ้าหากเรายินดียินร้าย สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เราไม่สงบ เกิดอกุศล นั่นเป็นการปรุงแต่งที่เป็นโทษ แต่หากปรุงแต่งแล้วเกิดประโยชน์เกิดกุศล การปรุงแต่งนั้นเป็นประโยชน์ ซึ่งก็คือการปรุงแต่งด้วยมรรค8 ท่านได้กล่าวว่าในบรรดาธรรมทั้งหลาย มรรค 8 เป็นการปรุงแต่งที่ยอดเยี่ยม เพราะเมื่อปรุงแต่งแล้วทำให้กุศลเกิด อกุศลลด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความอยากทุกประเภทเป็นกิเลสหรือไม่?</strong></p><p>A : ความอยาก แปลมาจากคำว่า <strong>“ตัณหา”</strong> คือเหตุแห่งความทุกข์ คือความทะยาน ท่านอธิบายไว้ว่า “ตัณหานี้ใด 1) ทำการเกิดใหม่ให้เป็นปกติ 2) เป็นไปด้วยกับกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน 3) เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ถ้าเป็นความอยากใน 3 ลักษณะนี้นั่นคือ <strong>“ตัณหา”</strong> ถ้าไม่ใช่ความอยาก 3 ลักษณะนี้ <strong>“ไม่เป็นตัณหา”</strong> คือดูว่ากิเลสเพิ่มหรือลด ซึ่งหากเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้ว จะทำให้อกุศลลดลง กุศลเพิ่มขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุเบกขาและอัญญานุเบกขามีอาการอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“อุเบกขา”</strong> เป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ แปลว่าการวางเฉย ลักษณะของพรหมวิหารสี่ มีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณและไม่เว้นใครไว้ ให้เราปฏิบัติตามพรหมวิหารสี่ กระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งทาง กาย วาจาและใจ เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะมันประกอบด้วยความไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น หากเรามีเงื่อนไขของความสุขน้อย เราก็จะมีความสุขมากขึ้น <strong>“อัญญานุเบกขา”</strong> คืออุเบกขาแบบไม่ฉลาด เช่น ตากผ้าไว้ฝนตกแต่ไม่เก็บผ้าบอกว่าอุเบกขาใส่ผ้าเปียกก็ได้ ซึ่งความจริงเราจะต้องเก็บผ้าไม่ใช่ว่าอุเบกขาแบบไม่ฉลาด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การวางจิตขณะเดินจงฺกม?</strong></p><p>A : ตอนนั่งทำอย่างไรตอนเดินก็ทำอย่างนั้น ทำในทุก ๆ อิริยาบถ มีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง อานิสงฆ์คือจะไปสู่ความเป็นอมตะ | นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?</strong></p><p>A : หลักการคือเราจะรู้ถึงความสงบได้เราก็ต้องรู้ว่าที่ไม่สงบเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วก็ไม่ทำอย่างนั้น คือถ้าหากเรายินดียินร้าย สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เราไม่สงบ เกิดอกุศล นั่นเป็นการปรุงแต่งที่เป็นโทษ แต่หากปรุงแต่งแล้วเกิดประโยชน์เกิดกุศล การปรุงแต่งนั้นเป็นประโยชน์ ซึ่งก็คือการปรุงแต่งด้วยมรรค8 ท่านได้กล่าวว่าในบรรดาธรรมทั้งหลาย มรรค 8 เป็นการปรุงแต่งที่ยอดเยี่ยม เพราะเมื่อปรุงแต่งแล้วทำให้กุศลเกิด อกุศลลด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความอยากทุกประเภทเป็นกิเลสหรือไม่?</strong></p><p>A : ความอยาก แปลมาจากคำว่า <strong>“ตัณหา”</strong> คือเหตุแห่งความทุกข์ คือความทะยาน ท่านอธิบายไว้ว่า “ตัณหานี้ใด 1) ทำการเกิดใหม่ให้เป็นปกติ 2) เป็นไปด้วยกับกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน 3) เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ถ้าเป็นความอยากใน 3 ลักษณะนี้นั่นคือ <strong>“ตัณหา”</strong> ถ้าไม่ใช่ความอยาก 3 ลักษณะนี้ <strong>“ไม่เป็นตัณหา”</strong> คือดูว่ากิเลสเพิ่มหรือลด ซึ่งหากเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้ว จะทำให้อกุศลลดลง กุศลเพิ่มขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุเบกขาและอัญญานุเบกขามีอาการอย่างไร?</strong></p><p>A : <strong>“อุเบกขา”</strong> เป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ แปลว่าการวางเฉย ลักษณะของพรหมวิหารสี่ มีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณและไม่เว้นใครไว้ ให้เราปฏิบัติตามพรหมวิหารสี่ กระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งทาง กาย วาจาและใจ เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะมันประกอบด้วยความไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น หากเรามีเงื่อนไขของความสุขน้อย เราก็จะมีความสุขมากขึ้น <strong>“อัญญานุเบกขา”</strong> คืออุเบกขาแบบไม่ฉลาด เช่น ตากผ้าไว้ฝนตกแต่ไม่เก็บผ้าบอกว่าอุเบกขาใส่ผ้าเปียกก็ได้ ซึ่งความจริงเราจะต้องเก็บผ้าไม่ใช่ว่าอุเบกขาแบบไม่ฉลาด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท [6749-7q]</title>
			<itunes:title>กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท [6749-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Dec 2024 21:00:51 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67547f95a8461f164eb95ac1/media.mp3" length="27343206" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67547f95a8461f164eb95ac1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67547f95a8461f164eb95ac1</link>
			<acast:episodeId>67547f95a8461f164eb95ac1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOj3rXXQgWDbay036L/yugOnf8KJ6OuCjBkbxh8/XLZIo8UJFHBaYasqjm5+RyTKI/CaUXocOnocpMReneaTcjX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: “เรา” อยู่ตรงไหนในปฏิจจสมุปบาท?</strong></p><p>A: ปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรมะที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ลักษณะกระบวนการของมันคือ <strong><em>“เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป” </em></strong>ทั้งคู่เกิดและคู่ดับ เป็นคู่ ทีละคู่ จะเอาคู่ไหนมาพิจารณาก็ได้ จิตของเรามันมีอวิชชา มันจึงไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้&nbsp;จิตเมื่อมีการปรุงแต่งก็จะทำให้เกิดการรับรู้คือวิญญาณ รับรู้ในสิ่งที่เป็นนามและรูปได้เท่านั้น / จิตอยู่ตรงกลางของคู่แต่ละคู่ที่มันจะเกิดดับ ที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราเพราะเรายึดถือ ถ้าเราดับความยึดถือได้ นั่นเป็นปัญญา ถ้าเราคลายความยึดถือตรงนี้ได้จะเกิดวิชชา ความยึดถือก็จะดับลง <strong> “เรา”</strong> เป็นของไม่จริง ปฏิจจสมุปบาทคือสัจจะความจริง เราจึงไม่เห็นว่าตัวเราอยู่ตรงไหนของปฏิจจสมุปบาท&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อวิชชาทำให้เกิดสังขารได้อย่างไร?</strong></p><p>A: สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีหลายนิยาม นิยามแรก หมายถึง การปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ นิยามที่ 2 หมายถึงการปรุงแต่งให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูป ที่มันปรุงแต่งเพราะว่ามันไม่รู้ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงก็ได้ มันจึงปรุงแต่งคือสังขาร จึงทำให้ท่านบัญญัติว่า <strong>“เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร”</strong> นั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความต่างระหว่างเวทนาวิปัสสนากับสังขารวิปัสสนา</strong></p><p>A: เหมือนกันในความที่เป็นวิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ เหมือนกัน อาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นเหมือนๆ กัน&nbsp;ต่างกันที่เวทนาคือความรู้สึก สุข ทุกข์ อทุกขมสุข ส่วนสังขารคือการปรุงแต่ง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“อดโทษ” ในความหมายที่ลึกซึ้ง </strong>ท่านสารีบุตรเป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก ตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้กล่าวกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า <strong><em>“ขอให้ท่านทั้งหลาย อดโทษให้ข้าพเจ้าด้วย ถ้าข้าพเจ้าได้ทำสิ่งใดที่ให้ท่านไม่พอใจ อย่ายกโทษของข้าพเจ้าขึ้นมาว่าเป็นโทษของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้โทษเป็นของข้าพเจ้าคนเดียว อย่าเอาโทษนี้ทำให้เกิดความเคลือบแคลงในมรรค ในข้อปฏิบัติ อย่าเอาโทษข้อนี้มาทำให้เคลื่อนจากธรรมะ”&nbsp;</em></strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: “เรา” อยู่ตรงไหนในปฏิจจสมุปบาท?</strong></p><p>A: ปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรมะที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ลักษณะกระบวนการของมันคือ <strong><em>“เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป” </em></strong>ทั้งคู่เกิดและคู่ดับ เป็นคู่ ทีละคู่ จะเอาคู่ไหนมาพิจารณาก็ได้ จิตของเรามันมีอวิชชา มันจึงไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้&nbsp;จิตเมื่อมีการปรุงแต่งก็จะทำให้เกิดการรับรู้คือวิญญาณ รับรู้ในสิ่งที่เป็นนามและรูปได้เท่านั้น / จิตอยู่ตรงกลางของคู่แต่ละคู่ที่มันจะเกิดดับ ที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราเพราะเรายึดถือ ถ้าเราดับความยึดถือได้ นั่นเป็นปัญญา ถ้าเราคลายความยึดถือตรงนี้ได้จะเกิดวิชชา ความยึดถือก็จะดับลง <strong> “เรา”</strong> เป็นของไม่จริง ปฏิจจสมุปบาทคือสัจจะความจริง เราจึงไม่เห็นว่าตัวเราอยู่ตรงไหนของปฏิจจสมุปบาท&nbsp;</p><br><p><strong>Q: อวิชชาทำให้เกิดสังขารได้อย่างไร?</strong></p><p>A: สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีหลายนิยาม นิยามแรก หมายถึง การปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ นิยามที่ 2 หมายถึงการปรุงแต่งให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูป ที่มันปรุงแต่งเพราะว่ามันไม่รู้ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงก็ได้ มันจึงปรุงแต่งคือสังขาร จึงทำให้ท่านบัญญัติว่า <strong>“เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร”</strong> นั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความต่างระหว่างเวทนาวิปัสสนากับสังขารวิปัสสนา</strong></p><p>A: เหมือนกันในความที่เป็นวิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ เหมือนกัน อาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นเหมือนๆ กัน&nbsp;ต่างกันที่เวทนาคือความรู้สึก สุข ทุกข์ อทุกขมสุข ส่วนสังขารคือการปรุงแต่ง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>“อดโทษ” ในความหมายที่ลึกซึ้ง </strong>ท่านสารีบุตรเป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก ตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้กล่าวกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า <strong><em>“ขอให้ท่านทั้งหลาย อดโทษให้ข้าพเจ้าด้วย ถ้าข้าพเจ้าได้ทำสิ่งใดที่ให้ท่านไม่พอใจ อย่ายกโทษของข้าพเจ้าขึ้นมาว่าเป็นโทษของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้โทษเป็นของข้าพเจ้าคนเดียว อย่าเอาโทษนี้ทำให้เกิดความเคลือบแคลงในมรรค ในข้อปฏิบัติ อย่าเอาโทษข้อนี้มาทำให้เคลื่อนจากธรรมะ”&nbsp;</em></strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปกิเลสอยู่ฝ่ายอกุศล [6748-7q]  </title>
			<itunes:title>อุปกิเลสอยู่ฝ่ายอกุศล [6748-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Nov 2024 21:00:54 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/674a18593bd1d4df2880407b/media.mp3" length="27009395" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">674a18593bd1d4df2880407b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/674a18593bd1d4df2880407b</link>
			<acast:episodeId>674a18593bd1d4df2880407b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMWutUMdp2nCc1IG16T26UclUFvWwEkusinAq4DHB9eyXqOxvA+7vlsFscvQbDO9fLJeRARY9UN7NDdGU6yq9a4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อุปกิเลส 16 มีปฏิสัมพันธ์กับทาน ศีล และภาวนาอย่างไร?</strong></p><p>A: แบ่งเป็นฝ่ายกุศลกับอกุศล อุปกิเลสอยู่ฝั่งอกุศล ทั้งสองฝ่ายจะแปรผกผันกัน ถ้ามีทาน ศีล ภาวนามาก ตัณหา อวิชชา กิเลสก็ลดลง แต่ถ้ามีตัณหา อวิชชา กิเลสมาก การภาวนาก็จะลดลง ทาน ศีล ภาวนา เป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดกิเลสจากหยาบไปละเอียด หรืออีกนัยยะคือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค 8 เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดให้มันเข้ากัน เปรียบดังการปรุงอาหาร&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ที่ประพฤติแต่อุปกิเลส 16&nbsp;จะไม่บรรลุมรรคผลและไปสู่อบาย?</strong></p><p>A:&nbsp;เราต้องสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยให้ถูก จะเห็นธรรมได้ก็ต้องมีทาน ศีล ภาวนา จะบรรลุธรรมได้ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>A: ปฏิบัติก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เงื่อนไขปัจจัย พละ 5 มีหรือไม่ ความเพียรทำตรงไหนก็สำเร็จอยู่ตรงนั้น ส่วนสมาธิอาจจะยังไม่ออกผลตามที่คุณอยาก ความอยากทำให้ท้อแท้ ถ้าไม่อยากแต่สร้างเหตุก็จะได้ ทำไปตามระบบของการปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุเร็วช้าอยู่ที่อินทรีย์ 5 ถ้าไม่อยาก ความท้อแท้ก็เกิดไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อุปกิเลส 16 มีปฏิสัมพันธ์กับทาน ศีล และภาวนาอย่างไร?</strong></p><p>A: แบ่งเป็นฝ่ายกุศลกับอกุศล อุปกิเลสอยู่ฝั่งอกุศล ทั้งสองฝ่ายจะแปรผกผันกัน ถ้ามีทาน ศีล ภาวนามาก ตัณหา อวิชชา กิเลสก็ลดลง แต่ถ้ามีตัณหา อวิชชา กิเลสมาก การภาวนาก็จะลดลง ทาน ศีล ภาวนา เป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดกิเลสจากหยาบไปละเอียด หรืออีกนัยยะคือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค 8 เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดให้มันเข้ากัน เปรียบดังการปรุงอาหาร&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ที่ประพฤติแต่อุปกิเลส 16&nbsp;จะไม่บรรลุมรรคผลและไปสู่อบาย?</strong></p><p>A:&nbsp;เราต้องสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยให้ถูก จะเห็นธรรมได้ก็ต้องมีทาน ศีล ภาวนา จะบรรลุธรรมได้ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>A: ปฏิบัติก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เงื่อนไขปัจจัย พละ 5 มีหรือไม่ ความเพียรทำตรงไหนก็สำเร็จอยู่ตรงนั้น ส่วนสมาธิอาจจะยังไม่ออกผลตามที่คุณอยาก ความอยากทำให้ท้อแท้ ถ้าไม่อยากแต่สร้างเหตุก็จะได้ ทำไปตามระบบของการปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุเร็วช้าอยู่ที่อินทรีย์ 5 ถ้าไม่อยาก ความท้อแท้ก็เกิดไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หมายรู้ในทุกข์ [6747-7q]</title>
			<itunes:title>หมายรู้ในทุกข์ [6747-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Nov 2024 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/673fa69ad17a686dfe196d65/media.mp3" length="26355695" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">673fa69ad17a686dfe196d65</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/673fa69ad17a686dfe196d65</link>
			<acast:episodeId>673fa69ad17a686dfe196d65</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNkJUJOnAM+0QqOKbiVgKapESSQgctt+KyUgvEIE1oVOv/qByZ5NrAYi6vSyva6JkgD3R9SIenz2XiMsQEuQ5xh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อนิจเจทุกขสัญญาและสัญญา 10 คืออะไร?</strong></p><p>A : อนิจเจทุกขสัญญา คือ เห็นความเป็นของไม่เที่ยงในความทุกข์นั้น สามารถมองได้หลายมุม คือ หมายเอาทุกขสัญญาเป็นหลักแล้วเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์นั้น หมายเอาคุณสมบัติของความที่เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก หมายเอาความไม่เที่ยงของสภาวะนั้น หมายเอาความที่ไม่ใช่ตัวตนต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองจากมุมไหน ซึ่ง ในกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็คือไม่เที่ยงอยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวของมัน ต้องอาศัยสิ่งอื่น เปลี่ยนแปลงตามสิ่งนั้น ๆ นี่คือ “ทุกข์” เราต้องเห็นทั้งหมดในกระบวนการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เข้าใจทั้งสายเกิดและสายดับ เราจึงจะสามารถเข้าใจว่า แม้กรรมเก่าก็ดับได้ เราจะเข้าใจแบบนี้ได้ ด้วยมรรค 8 / สัญญา (ความหมายรู้) 10 ประการ อยู่ในส่วนของมรรค เป็นธรรมะที่ท่านให้พระอานนท์เทศน์ให้พระคิริมานนท์ฟังในขณะที่ป่วย เมื่อได้ฟังแล้ว ก็เกิดปิติปราโมทย์ ทำให้โรคภัยของท่านหายไป ทั้งนี้ในสัญญา 10 ประการ จะไม่มีอนิจเจทุกขสัญญา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หมายรู้ที่เป็นมรรคและส่วนที่เป็นทุกข์</strong></p><p>A : สัญญาคือหมายรู้ แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนของมรรค คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกิเลสมันลดได้ ความหมายรู้นั้นเป็นมรรค ส่วนของทุกข์ คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วความยึดถือเกิดได้ ความหมายรู้นั้นคือหนึ่งในขันธ์ 5&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กรรมติดจรวดเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : คือ ไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วให้ผลทันที เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อนิจเจทุกขสัญญาและสัญญา 10 คืออะไร?</strong></p><p>A : อนิจเจทุกขสัญญา คือ เห็นความเป็นของไม่เที่ยงในความทุกข์นั้น สามารถมองได้หลายมุม คือ หมายเอาทุกขสัญญาเป็นหลักแล้วเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์นั้น หมายเอาคุณสมบัติของความที่เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก หมายเอาความไม่เที่ยงของสภาวะนั้น หมายเอาความที่ไม่ใช่ตัวตนต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองจากมุมไหน ซึ่ง ในกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็คือไม่เที่ยงอยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวของมัน ต้องอาศัยสิ่งอื่น เปลี่ยนแปลงตามสิ่งนั้น ๆ นี่คือ “ทุกข์” เราต้องเห็นทั้งหมดในกระบวนการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เข้าใจทั้งสายเกิดและสายดับ เราจึงจะสามารถเข้าใจว่า แม้กรรมเก่าก็ดับได้ เราจะเข้าใจแบบนี้ได้ ด้วยมรรค 8 / สัญญา (ความหมายรู้) 10 ประการ อยู่ในส่วนของมรรค เป็นธรรมะที่ท่านให้พระอานนท์เทศน์ให้พระคิริมานนท์ฟังในขณะที่ป่วย เมื่อได้ฟังแล้ว ก็เกิดปิติปราโมทย์ ทำให้โรคภัยของท่านหายไป ทั้งนี้ในสัญญา 10 ประการ จะไม่มีอนิจเจทุกขสัญญา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หมายรู้ที่เป็นมรรคและส่วนที่เป็นทุกข์</strong></p><p>A : สัญญาคือหมายรู้ แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนของมรรค คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกิเลสมันลดได้ ความหมายรู้นั้นเป็นมรรค ส่วนของทุกข์ คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วความยึดถือเกิดได้ ความหมายรู้นั้นคือหนึ่งในขันธ์ 5&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กรรมติดจรวดเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : คือ ไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วให้ผลทันที เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ด้วยอำนาจของการผูกเวร [6746-7q]</title>
			<itunes:title>ด้วยอำนาจของการผูกเวร [6746-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Nov 2024 21:00:21 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6737cf86d3a0091de2e1c245/media.mp3" length="27624581" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6737cf86d3a0091de2e1c245</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6737cf86d3a0091de2e1c245</link>
			<acast:episodeId>6737cf86d3a0091de2e1c245</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNFDblU6PWue6nILXDCqAWQb/k+SnSzzrSL78WsPU08AZkQEVSQhcEAwyQOyjcqLwEMpjTQZEYzROiysTP73QFh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ลอยกระทงกับศาสนา&nbsp;</strong></p><p>A : ลอยกระทงเป็นประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับแนวทางคำสอน คือท่านได้บัญญัติการจำพรรษาของพระภิกษุจะมี 2 ห้วงเวลา คือ 3 เดือนแรกของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากวันเข้าพรรษาถึงวันออกพรรษา หรือ 3 เดือนท้ายของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากหนึ่งเดือนหลังจากเข้าพรรษาถึงวันลอยกระทง ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของพรรษาหลัง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผูกเวร ผูกใจ ตัดขาดไม่ข้ามชาติได้หรือไม่?</strong></p><p>A : สิ่งที่จะติดตัวเราไปข้ามภพชาติได้คือบุญและบาป ทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถข้ามภพชาติได้ ส่วนจะมีภพหน้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิด หากมีเหตุปัจจัยให้ไม่เกิดก็ไม่เกิด (พระอรหันต์) การผูกเวร แม้เราจะทำดีแล้วปฏิบัติดีแล้ว เขาก็ยังผูกเวรกับเรานั้น นั่นเป็นเรื่องของวัฏฏะ สิ่งที่เราควรทำ คือเดินตามมรรค 8 รักษาจิตให้เป็นกุศล หากเรายังมีความอยากที่จะไม่เจอเขาอีก นั่นแสดงว่าเรามีตัณหาแล้ว&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ฟังธรรมกับการทำมาหากินเกี่ยวกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านพูดถึงดวงตา 3 ดวง คือ 1) มีดวงตาเห็นช่องทางในการหาทรัพย์&nbsp;2) ดวงตาที่หาทรัพย์ด้วยความสุจริต 3) มีดวงตาที่จะเห็นอริยสัจสี่ หากเราเห็นแค่ดวงใดดวงหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าผิด เพียงแต่เป็นการที่เห็นไม่รอบด้าน ซึ่งการทำมาหากินกับการฟังธรรมสามารถทำไปด้วยกันได้ อันไหนที่เราทำได้ให้ทำก่อนแล้วค่อย ๆ ทำเพิ่ม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรคืออย่างไร?</strong></p><p>A : คือสมัยที่บำเพ็ญเพียรแล้วจะได้ผลน้อย คือ 1) ความแก่ชรา 2) ความอาพาธ 3) อาหารหาได้ยาก คือคนก็จะไปตามที่ที่มีอาหารหาง่าย คนก็จะปะปนกันมาก การจะทำความเพียรทำในใจซึ่งคำสอนก็จะทำได้ยาก 4) มีภัยกำเริบ คือมีกบฏโจรปล้นเมือง 5) การที่มีสงฆ์แตกกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเอาข้อเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการทำความเพียร ที่ท่านพูดคือเพื่อเตือนถึงภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ให้เราเร่งความเพียรในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเกิดภัยนั้นขึ้นแล้ว เราจะยังเป็นผู้อยู่ผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมคนดีตายง่าย คนชั่วตายยาก?</strong></p><p>A : มันเป็นเรื่องของกรรม หากเราคิดให้เขาได้ไม่ดี เป็นความคิดที่ไม่ดี ให้เราคิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ลอยกระทงกับศาสนา&nbsp;</strong></p><p>A : ลอยกระทงเป็นประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับแนวทางคำสอน คือท่านได้บัญญัติการจำพรรษาของพระภิกษุจะมี 2 ห้วงเวลา คือ 3 เดือนแรกของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากวันเข้าพรรษาถึงวันออกพรรษา หรือ 3 เดือนท้ายของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากหนึ่งเดือนหลังจากเข้าพรรษาถึงวันลอยกระทง ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของพรรษาหลัง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผูกเวร ผูกใจ ตัดขาดไม่ข้ามชาติได้หรือไม่?</strong></p><p>A : สิ่งที่จะติดตัวเราไปข้ามภพชาติได้คือบุญและบาป ทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถข้ามภพชาติได้ ส่วนจะมีภพหน้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิด หากมีเหตุปัจจัยให้ไม่เกิดก็ไม่เกิด (พระอรหันต์) การผูกเวร แม้เราจะทำดีแล้วปฏิบัติดีแล้ว เขาก็ยังผูกเวรกับเรานั้น นั่นเป็นเรื่องของวัฏฏะ สิ่งที่เราควรทำ คือเดินตามมรรค 8 รักษาจิตให้เป็นกุศล หากเรายังมีความอยากที่จะไม่เจอเขาอีก นั่นแสดงว่าเรามีตัณหาแล้ว&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ฟังธรรมกับการทำมาหากินเกี่ยวกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านพูดถึงดวงตา 3 ดวง คือ 1) มีดวงตาเห็นช่องทางในการหาทรัพย์&nbsp;2) ดวงตาที่หาทรัพย์ด้วยความสุจริต 3) มีดวงตาที่จะเห็นอริยสัจสี่ หากเราเห็นแค่ดวงใดดวงหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าผิด เพียงแต่เป็นการที่เห็นไม่รอบด้าน ซึ่งการทำมาหากินกับการฟังธรรมสามารถทำไปด้วยกันได้ อันไหนที่เราทำได้ให้ทำก่อนแล้วค่อย ๆ ทำเพิ่ม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรคืออย่างไร?</strong></p><p>A : คือสมัยที่บำเพ็ญเพียรแล้วจะได้ผลน้อย คือ 1) ความแก่ชรา 2) ความอาพาธ 3) อาหารหาได้ยาก คือคนก็จะไปตามที่ที่มีอาหารหาง่าย คนก็จะปะปนกันมาก การจะทำความเพียรทำในใจซึ่งคำสอนก็จะทำได้ยาก 4) มีภัยกำเริบ คือมีกบฏโจรปล้นเมือง 5) การที่มีสงฆ์แตกกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเอาข้อเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการทำความเพียร ที่ท่านพูดคือเพื่อเตือนถึงภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ให้เราเร่งความเพียรในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเกิดภัยนั้นขึ้นแล้ว เราจะยังเป็นผู้อยู่ผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมคนดีตายง่าย คนชั่วตายยาก?</strong></p><p>A : มันเป็นเรื่องของกรรม หากเราคิดให้เขาได้ไม่ดี เป็นความคิดที่ไม่ดี ให้เราคิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัมมาทิฐิที่เนื่องด้วยโลกและเหนือโลก [6745-7q]  </title>
			<itunes:title>สัมมาทิฐิที่เนื่องด้วยโลกและเหนือโลก [6745-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Nov 2024 23:31:13 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/672ff0c1a42e23dc4b0e786c/media.mp3" length="26864103" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">672ff0c1a42e23dc4b0e786c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/672ff0c1a42e23dc4b0e786c</link>
			<acast:episodeId>672ff0c1a42e23dc4b0e786c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNcvL8elIo6DgsDaRmpRQ9q8bYFXvp4YfMFoeDGCXddWChQad8QiUSt60/x2KnnBmB+dI4xnY6uZAmLbSkuiBOk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ความหมายและความต่างระหว่างโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะ</strong></p><p>A : เป็นอาบัติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ “โลกวัชชะ” คือ อาบัติที่เมื่อทำผิดพระวินัยแล้วจะเกิดอกุศลในจิตแน่นอน ส่วน “ปัณณัตติวัชชะ” คือ อาบัติทางพระบัญญัติ ที่อยู่ที่จิตขณะนั้น หากจิตขณะนั้นเป็นอกุศลจึงจะมีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความหมายของ <em>“พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบนั้น ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ เป็นของหมดจดวิเศษแล้วพระนิพพานนั้นอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ”&nbsp;</em></strong></p><p>A : พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบ หมายถึง สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ หมายถึง หมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมเห็นนิพพานด้วยญาณคือปัญญา / พระนิพพานอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ หมายถึง บัณฑิตทั้งหลายเขาจะเห็นอย่างนี้เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เปรียบเทียบการให้ทานด้วยอาหารกับ ศีล สมาธิ ปัญญา?</strong></p><p>A : การให้ทานด้วยอาหารให้ผลน้อยเพราะไม่สามารถทำได้ตลอด ไม่เหมือนกับการรักษาศีล ภาวนา ที่สามารถทำได้ตลอดเวลา ทำได้ในทุกอิริยาบถ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธากับสัมมาทิฐิอันไหนมาก่อนกัน</strong></p><p>A : ทั้งศรัทธาและสัมมาทิฐิ ต่างเกื้อกูลส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากเรามีศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฐิ เราก็จะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มีความเพียร ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>Q : การวางจิตเมื่อแสดงธรรมแก่ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า&nbsp;</p><p>A : การที่เราแสดงธรรมไปตามเนื้อหาที่ท่านประกาศไว้ เราไม่ต้องกังวล ถ้าเราศึกษามาเป็นอย่างดี เพียงแต่ระวัง ไม่พูดผิด ไม่พูดกระทบตนเอง ไม่พูดกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะพูดให้ใครฟังก็สามารถทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พระอรหันต์ทำผิดได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เราสามารถแสดงความเห็นต่อท่านได้ ถ้าเราเป็นผู้น้อยก็ขอโอกาสท่าน พูดด้วยจิตที่มีเมตตา ด้วยความเคารพ นอบน้อม สิ่งไหนควรติเตียนก็ติเตียน สิ่งไหนควรยกย่องก็ยกย่อง ให้ดูที่พฤติกรรมไม่ใช่ที่ตัวบุคคล รักษาจิตของเราให้ตั้งอยู่ในกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : NO PAIN NO GAIN</strong></p><p>A : มี 2 พุทธพจน์ คือ “เห็นทุกข์จึงจะเห็นธรรม” และ “ขึ้นชื่อว่าความสุขความสำเร็จแล้ว ใครๆจะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี ความสุขความสำเร็จเป็นสิ่งที่ใครๆ บรรลุได้ด้วยความลำบาก” การเห็นโทษเป็นการเห็นทุกข์ ถ้าเราเห็นโทษของสิ่งใด เราจะพ้นจากสิ่งนั้นได้&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ความหมายและความต่างระหว่างโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะ</strong></p><p>A : เป็นอาบัติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ “โลกวัชชะ” คือ อาบัติที่เมื่อทำผิดพระวินัยแล้วจะเกิดอกุศลในจิตแน่นอน ส่วน “ปัณณัตติวัชชะ” คือ อาบัติทางพระบัญญัติ ที่อยู่ที่จิตขณะนั้น หากจิตขณะนั้นเป็นอกุศลจึงจะมีโทษ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความหมายของ <em>“พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบนั้น ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ เป็นของหมดจดวิเศษแล้วพระนิพพานนั้นอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ”&nbsp;</em></strong></p><p>A : พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบ หมายถึง สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ หมายถึง หมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมเห็นนิพพานด้วยญาณคือปัญญา / พระนิพพานอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ หมายถึง บัณฑิตทั้งหลายเขาจะเห็นอย่างนี้เหมือนกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เปรียบเทียบการให้ทานด้วยอาหารกับ ศีล สมาธิ ปัญญา?</strong></p><p>A : การให้ทานด้วยอาหารให้ผลน้อยเพราะไม่สามารถทำได้ตลอด ไม่เหมือนกับการรักษาศีล ภาวนา ที่สามารถทำได้ตลอดเวลา ทำได้ในทุกอิริยาบถ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธากับสัมมาทิฐิอันไหนมาก่อนกัน</strong></p><p>A : ทั้งศรัทธาและสัมมาทิฐิ ต่างเกื้อกูลส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากเรามีศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฐิ เราก็จะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มีความเพียร ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>Q : การวางจิตเมื่อแสดงธรรมแก่ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า&nbsp;</p><p>A : การที่เราแสดงธรรมไปตามเนื้อหาที่ท่านประกาศไว้ เราไม่ต้องกังวล ถ้าเราศึกษามาเป็นอย่างดี เพียงแต่ระวัง ไม่พูดผิด ไม่พูดกระทบตนเอง ไม่พูดกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะพูดให้ใครฟังก็สามารถทำได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พระอรหันต์ทำผิดได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ท่านไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เราสามารถแสดงความเห็นต่อท่านได้ ถ้าเราเป็นผู้น้อยก็ขอโอกาสท่าน พูดด้วยจิตที่มีเมตตา ด้วยความเคารพ นอบน้อม สิ่งไหนควรติเตียนก็ติเตียน สิ่งไหนควรยกย่องก็ยกย่อง ให้ดูที่พฤติกรรมไม่ใช่ที่ตัวบุคคล รักษาจิตของเราให้ตั้งอยู่ในกุศล</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : NO PAIN NO GAIN</strong></p><p>A : มี 2 พุทธพจน์ คือ “เห็นทุกข์จึงจะเห็นธรรม” และ “ขึ้นชื่อว่าความสุขความสำเร็จแล้ว ใครๆจะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี ความสุขความสำเร็จเป็นสิ่งที่ใครๆ บรรลุได้ด้วยความลำบาก” การเห็นโทษเป็นการเห็นทุกข์ ถ้าเราเห็นโทษของสิ่งใด เราจะพ้นจากสิ่งนั้นได้&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คนต่างกันเพราะกรรม [6744-7q]</title>
			<itunes:title>คนต่างกันเพราะกรรม [6744-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Nov 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/67265e283a33b17a606eb9b6/media.mp3" length="26840258" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">67265e283a33b17a606eb9b6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/67265e283a33b17a606eb9b6</link>
			<acast:episodeId>67265e283a33b17a606eb9b6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM8Un3uofbERzQzbjxNWHLQRSOOCc7v5k7rvbmkFyyDOt0tCfuZHj/1jB6gv2jBkWBies9b5z1KCyxYEXe91j/4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน</strong></p><p>A : กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตกรรมทำให้คนไม่เท่ากันแม้ทำกรรมอย่างเดียวกันก็อาจได้รับผลไม่เท่ากันสิ่งที่เราควรทำ คือทำความดีให้มาก ไม่ว่าในตอนนี้เราจะได้ผลของกรรมอย่างไรให้เราหมั่นสร้างบุญกุศลทำความดี ทั้งทางกาย วาจาใจผลของกรรมที่ไม่ดีมันก็จะเบาลงๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังเต่าตาบอด อยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยน้ำ ทุกร้อยปีจะขึ้นมาหายใจ แล้วเอาหัวซุกเข้ารูได้ ความยากนี้เหมือนคนที่ไปอบายทั้ง 4 แล้วจะกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นยากมาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ฆ่าตัวตายเป็นบาป?</strong></p><p>A : ไม่แน่ ส่วนใหญ่แล้วถือว่าไม่ดี หากฆ่าตัวตายแล้วสามารถพ้นกิเลสได้ ท่านถือว่าการตายนี้เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน แต่บางกรณีก็ได้รับการติเตียน เพราะไม่แยบคายมีอวิชชา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความต่างระหว่างฉันทะกับตัณหา</strong></p><p>A : ฉันทะ คือ ความพอใจ มีใช้ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลและอกุศล ตัณหา คือ ความทะยานอยาก ใช้ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเท่านั้น เราสามารถสร้างฉันทะที่เป็นกุศล ได้ด้วยการอาศัยศรัทธาและปัญญา พอมีมีศรัทธาก็จะทำให้เกิดความเพียร ฟังธรรม ไคร่ครวญธรรม เกิดปัญญา ก็จะเกิดฉันทะที่เป็นกุศลขึ้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขจัดริษยา</strong></p><p>A : เราต้องละความอยากคือตัณหา ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเห็นคนอื่นเขาได้ดีแล้วเรายินดีกับเขาเราก็จะละความอิจฉาริษยาไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หลงตนเพราะอะไร?</strong></p><p>A : เพราะเราไม่มีวิชชาคือความรู้ ที่จะแยกได้ว่า สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ความรู้สึกที่ว่าตัวเราของเรา มันจึงมาจากอวิชชา เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุ เราจะมีความรู้แยกแยะถูกผิดได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรค 8 เราจึงจะมีวิชชา (ความรู้) และวิมุต (ความพ้น) ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความจริงกับความเชื่อ</strong></p><p>A : ตัณหาขันธ์ 5 มรรค 8 ทั้งหมดนี้ ไม่เที่ยงเหมือนกัน เราต้องรู้จักแยกแยะในสิ่งที่ไม่เที่ยงเหมือนกัน กิจที่เราควรทำคือสิ่งไหนที่เป็นอกุศลเราต้องละ ขันธ์ 5 เราต้องยอมรับ มรรค 8 เราควรทำให้มาก ทำให้เจริญ เพราะมันประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ถ้าเราไม่ทำแล้วมันจะพาเราไปทางเสื่อม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน</strong></p><p>A : กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตกรรมทำให้คนไม่เท่ากันแม้ทำกรรมอย่างเดียวกันก็อาจได้รับผลไม่เท่ากันสิ่งที่เราควรทำ คือทำความดีให้มาก ไม่ว่าในตอนนี้เราจะได้ผลของกรรมอย่างไรให้เราหมั่นสร้างบุญกุศลทำความดี ทั้งทางกาย วาจาใจผลของกรรมที่ไม่ดีมันก็จะเบาลงๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังเต่าตาบอด อยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยน้ำ ทุกร้อยปีจะขึ้นมาหายใจ แล้วเอาหัวซุกเข้ารูได้ ความยากนี้เหมือนคนที่ไปอบายทั้ง 4 แล้วจะกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นยากมาก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ฆ่าตัวตายเป็นบาป?</strong></p><p>A : ไม่แน่ ส่วนใหญ่แล้วถือว่าไม่ดี หากฆ่าตัวตายแล้วสามารถพ้นกิเลสได้ ท่านถือว่าการตายนี้เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน แต่บางกรณีก็ได้รับการติเตียน เพราะไม่แยบคายมีอวิชชา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความต่างระหว่างฉันทะกับตัณหา</strong></p><p>A : ฉันทะ คือ ความพอใจ มีใช้ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลและอกุศล ตัณหา คือ ความทะยานอยาก ใช้ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเท่านั้น เราสามารถสร้างฉันทะที่เป็นกุศล ได้ด้วยการอาศัยศรัทธาและปัญญา พอมีมีศรัทธาก็จะทำให้เกิดความเพียร ฟังธรรม ไคร่ครวญธรรม เกิดปัญญา ก็จะเกิดฉันทะที่เป็นกุศลขึ้น&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขจัดริษยา</strong></p><p>A : เราต้องละความอยากคือตัณหา ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเห็นคนอื่นเขาได้ดีแล้วเรายินดีกับเขาเราก็จะละความอิจฉาริษยาไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : หลงตนเพราะอะไร?</strong></p><p>A : เพราะเราไม่มีวิชชาคือความรู้ ที่จะแยกได้ว่า สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ความรู้สึกที่ว่าตัวเราของเรา มันจึงมาจากอวิชชา เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุ เราจะมีความรู้แยกแยะถูกผิดได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรค 8 เราจึงจะมีวิชชา (ความรู้) และวิมุต (ความพ้น) ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความจริงกับความเชื่อ</strong></p><p>A : ตัณหาขันธ์ 5 มรรค 8 ทั้งหมดนี้ ไม่เที่ยงเหมือนกัน เราต้องรู้จักแยกแยะในสิ่งที่ไม่เที่ยงเหมือนกัน กิจที่เราควรทำคือสิ่งไหนที่เป็นอกุศลเราต้องละ ขันธ์ 5 เราต้องยอมรับ มรรค 8 เราควรทำให้มาก ทำให้เจริญ เพราะมันประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ถ้าเราไม่ทำแล้วมันจะพาเราไปทางเสื่อม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตเกิดได้ดับได้ [6743-7q] </title>
			<itunes:title>จิตเกิดได้ดับได้ [6743-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Oct 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/671d4cfbe8552c8b2a6351db/media.mp3" length="26505516" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">671d4cfbe8552c8b2a6351db</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/671d4cfbe8552c8b2a6351db</link>
			<acast:episodeId>671d4cfbe8552c8b2a6351db</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPM37l6Q6hxBsZUH9XDlURoDBBYqeIIaqRDvjMYRIo2Xpcxy2NI31xNgI9CaImUPG185KxC4jKVaaqJqjRY4+97]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : จิตอยู่ที่ไหนในนิพพาน?</strong></p><p>A : ท่านกล่าวไว้ว่า หลังจากท่านปรินิพพานไปแล้ว จะไม่มีใครเห็นท่านอีกเลย เปรียบเหมือนกับเทียน ที่พอเปลวเทียนมันหมด ไส้ก็หมด ดับไปหมดแล้ว เราก็จะไม่เห็นเปลวไฟอีกแล้ว เพราะมันดับไปแล้ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตที่วนเวียนไปเกิดใหม่อยู่นี้ ล้วนมาจากจิตเดิมความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A : ไม่ถูก เพราะมันเป็นของเกิดได้ดับได้ หากมันมีเหตุให้เกิดมันก็เกิด หากมีเหตุที่มันจะดับมันก็ดับ ต้องเข้าใจให้ถูก เพราะหากหากเราคิดว่ามันมีอยู่ นั่นคือเราเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอัตตา ซึ่งมันไม่ถูก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การระลึกชาติคือจิตเดิมใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เป็นญาณหยั่งรู้อดีต ที่เรียกว่า <strong>“บุพเพนิวาสานุสติญาณ”</strong>&nbsp;ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สำคัญที่เราควรต้องเห็น คือ เห็นโทษของการเกิด หากเรายังยินดีในการเกิด เราก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะบรรลุธรรมได้จำเป็นต้องถือศีลแปดหรือไม่?</strong></p><p>A : ขึ้นอยู่ว่าเป็นอริยะบุคคลขั้นไหน หากเป็นขั้นโสดาบันหรือสกิทาคามี ศีล 5 ก็ได้ หากเป็นอนาคามีหรืออรหันต์ ต้องศีล 8 ขึ้นไป แต่ไม่ว่าขั้นไหนล้วนดีทั้งหมด เพราะหากเป็นขั้นผลแล้ว จะไม่ไปเกิดในอบาย ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน และจะบรรลุมรรคผลนิพพานในชาติสุดท้าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพมีบาปหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A : ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ว่าใช้เกณฑ์อะไร หากใช้เกณฑ์ของศีล 5 ก็ไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้ฆ่า ท่านสอนไว้ถึง<strong> "อกรณียกิจ"</strong> (กิจที่ไม่ควรทำ) คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา และค้ายาพิษ ถ้าทำอยู่ควรเลิก ในสังสารวัฏนี้มีการเบียดเบียนกัน ให้เราเร่งปฏิบัติให้หลุดพ้น โดยเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเรารักษาศีล เราก็จะไม่กังวลไม่ร้อนใจ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อสังขารธรรมมีความหมายว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : คือ ธรรมที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีอะไรปรุงแต่งมันได้ คือ อสังขตธรรม คือ นิพพาน&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : จิตอยู่ที่ไหนในนิพพาน?</strong></p><p>A : ท่านกล่าวไว้ว่า หลังจากท่านปรินิพพานไปแล้ว จะไม่มีใครเห็นท่านอีกเลย เปรียบเหมือนกับเทียน ที่พอเปลวเทียนมันหมด ไส้ก็หมด ดับไปหมดแล้ว เราก็จะไม่เห็นเปลวไฟอีกแล้ว เพราะมันดับไปแล้ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตที่วนเวียนไปเกิดใหม่อยู่นี้ ล้วนมาจากจิตเดิมความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A : ไม่ถูก เพราะมันเป็นของเกิดได้ดับได้ หากมันมีเหตุให้เกิดมันก็เกิด หากมีเหตุที่มันจะดับมันก็ดับ ต้องเข้าใจให้ถูก เพราะหากหากเราคิดว่ามันมีอยู่ นั่นคือเราเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอัตตา ซึ่งมันไม่ถูก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การระลึกชาติคือจิตเดิมใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เป็นญาณหยั่งรู้อดีต ที่เรียกว่า <strong>“บุพเพนิวาสานุสติญาณ”</strong>&nbsp;ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สำคัญที่เราควรต้องเห็น คือ เห็นโทษของการเกิด หากเรายังยินดีในการเกิด เราก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะบรรลุธรรมได้จำเป็นต้องถือศีลแปดหรือไม่?</strong></p><p>A : ขึ้นอยู่ว่าเป็นอริยะบุคคลขั้นไหน หากเป็นขั้นโสดาบันหรือสกิทาคามี ศีล 5 ก็ได้ หากเป็นอนาคามีหรืออรหันต์ ต้องศีล 8 ขึ้นไป แต่ไม่ว่าขั้นไหนล้วนดีทั้งหมด เพราะหากเป็นขั้นผลแล้ว จะไม่ไปเกิดในอบาย ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน และจะบรรลุมรรคผลนิพพานในชาติสุดท้าย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพมีบาปหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A : ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ว่าใช้เกณฑ์อะไร หากใช้เกณฑ์ของศีล 5 ก็ไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้ฆ่า ท่านสอนไว้ถึง<strong> "อกรณียกิจ"</strong> (กิจที่ไม่ควรทำ) คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา และค้ายาพิษ ถ้าทำอยู่ควรเลิก ในสังสารวัฏนี้มีการเบียดเบียนกัน ให้เราเร่งปฏิบัติให้หลุดพ้น โดยเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเรารักษาศีล เราก็จะไม่กังวลไม่ร้อนใจ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อสังขารธรรมมีความหมายว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : คือ ธรรมที่ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีอะไรปรุงแต่งมันได้ คือ อสังขตธรรม คือ นิพพาน&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เครื่องหมายของความไม่เที่ยง [6742-7q] </title>
			<itunes:title>เครื่องหมายของความไม่เที่ยง [6742-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Oct 2024 21:00:17 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6712663ae3d9082a5ab6b936/media.mp3" length="26884860" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6712663ae3d9082a5ab6b936</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6712663ae3d9082a5ab6b936</link>
			<acast:episodeId>6712663ae3d9082a5ab6b936</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPEfgAl96bI3i/nGfo6Y2XuiHmQaKiAl56fFpXNbIrTAsBzCjimp4xDZsquiiHI6o1M1eM5Hsq4N4i2Fz5MViEQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อาฏานาฏิยรักษ์คาถาป้องกันภัย (ยักษ์) ของท้าวเวสสุวรรณ</strong></p><p>A : เป็นคาถาที่ท้าวเวสสุวรรณท่านยกย่องพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ เพื่อรักษาป้องกันไม่ให้ยักษ์เบียดเบียนเหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การมีปิติเป็นภักษาหารเหมือนอาภัสสรเทพนั้น เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : อาหาร หมายถึง การที่ให้รูปคงอยู่ดำเนินไปได้ เช่น มนุษย์หากจะให้กายดำเนินต่อไปได้ต้องกินอาหารคือคำข้าว เพราะมนุษย์มีกายหยาบก็ต้องกินอาหารคือคำข้าวที่ประกอบด้วยธาตุ 4 ส่วนอาภัสสรพรหม อยู่ในรูปภพมีอาหารเป็นรูปละเอียดคือปิติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การนอนอย่างตถาคตคือการนอนแบบใด?</strong></p><p>A : การนอนอย่างตถาคตคือการนอนด้วยสมาธิอยู่ในฌานทั้ง 4 เริ่มจากก่อนที่จะนอนไปจนถึงก่อนที่จะตื่น โดยก่อนที่จะนอนให้กำหนดสติสัมปชัญญะน้อมไปเพื่อการนอน ว่าบาปอกุศลกรรมทั้งหลาย อย่าได้ติดตามเราไปผู้ซึ่งนอนอยู่และกำหนดจิตไว้ว่ารู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนุตตริยะ 3 ประการ มีอะไรบ้าง?</strong></p><p>A : ประการแรกคือ <strong>การเห็นอันยอดเยี่ยม</strong> (ทัสสนานุตตริยะ) <strong>การปฏิบัติอันยอดเยี่ยม</strong> (ปฏิปทานุตตริยะ) และ<strong>การพ้นอันยอดเยี่ยม</strong> (วิมุตตานุตตริยะ)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ 6 เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : เราจะดูว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงได้ด้วยการดู ที่ถ้ามันอาศัยเหตุเกิด เหตุนั้นคือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เกิดได้ดับได้คือสภาวะที่เป็นทุกข์ไม่เที่ยง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อาฏานาฏิยรักษ์คาถาป้องกันภัย (ยักษ์) ของท้าวเวสสุวรรณ</strong></p><p>A : เป็นคาถาที่ท้าวเวสสุวรรณท่านยกย่องพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ เพื่อรักษาป้องกันไม่ให้ยักษ์เบียดเบียนเหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การมีปิติเป็นภักษาหารเหมือนอาภัสสรเทพนั้น เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : อาหาร หมายถึง การที่ให้รูปคงอยู่ดำเนินไปได้ เช่น มนุษย์หากจะให้กายดำเนินต่อไปได้ต้องกินอาหารคือคำข้าว เพราะมนุษย์มีกายหยาบก็ต้องกินอาหารคือคำข้าวที่ประกอบด้วยธาตุ 4 ส่วนอาภัสสรพรหม อยู่ในรูปภพมีอาหารเป็นรูปละเอียดคือปิติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การนอนอย่างตถาคตคือการนอนแบบใด?</strong></p><p>A : การนอนอย่างตถาคตคือการนอนด้วยสมาธิอยู่ในฌานทั้ง 4 เริ่มจากก่อนที่จะนอนไปจนถึงก่อนที่จะตื่น โดยก่อนที่จะนอนให้กำหนดสติสัมปชัญญะน้อมไปเพื่อการนอน ว่าบาปอกุศลกรรมทั้งหลาย อย่าได้ติดตามเราไปผู้ซึ่งนอนอยู่และกำหนดจิตไว้ว่ารู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนุตตริยะ 3 ประการ มีอะไรบ้าง?</strong></p><p>A : ประการแรกคือ <strong>การเห็นอันยอดเยี่ยม</strong> (ทัสสนานุตตริยะ) <strong>การปฏิบัติอันยอดเยี่ยม</strong> (ปฏิปทานุตตริยะ) และ<strong>การพ้นอันยอดเยี่ยม</strong> (วิมุตตานุตตริยะ)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ 6 เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : เราจะดูว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงได้ด้วยการดู ที่ถ้ามันอาศัยเหตุเกิด เหตุนั้นคือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เกิดได้ดับได้คือสภาวะที่เป็นทุกข์ไม่เที่ยง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตเป็นอนัตตา [6741-7q]</title>
			<itunes:title>จิตเป็นอนัตตา [6741-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Oct 2024 21:00:17 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6709848a011dc7d64466a665/media.mp3" length="27201410" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6709848a011dc7d64466a665</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6709848a011dc7d64466a665</link>
			<acast:episodeId>6709848a011dc7d64466a665</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMgmE+nRPQ3BFm3jhRGQfud/Se3TWGK2z7toKlgLVNYEXAc39tQC29bK0mzBSppt1lqPIuQbXfngJszOV+r1rtu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การวางน้ำให้ผู้ล่วงลับจะได้รับหรือไม่ และมีในคำสอนหรือไม่?</strong></p><p>A : การรับอาหาร จะมีเปรตประเภท <strong>“ปรทัตตูปชีวิเปรต”</strong> ที่จะรับอาหารเหล่านั้นได้ นอกนั้นรับไม่ได้ เพราะสัตว์แต่ละประเภท ก็จะมีอาหารที่แตกต่างกัน อาหารเราควรถวายแด่พระสงฆ์ ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญจะดีกว่า เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ที่ควรรับทักษิณาทาน เกิดบุญแล้วก็อุทิศบุญ ให้กับญาติพี่น้องของเราและเราก็จะได้บุญด้วย</p><br><p><strong>Q : จิตกับความเป็นอนัตตา</strong></p><p>A : จิตเป็นอนัตตา หมายถึง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัย ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ใช่สุดโต่ง 2 ข้าง คือ นัตถิตา (ปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ของเรา) หรืออัตถิตา (ของเราทั้งหมด) แต่เป็นการยอมรับว่า มันเป็นไปตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ถ้ามันมีเหตุเกิด มันก็เกิด พอเราเห็นตามจริง เข้าใจด้วยปัญญา ว่ามันเป็นอนัตตา เราจะละความยึดถือได้ เมื่อเราละได้ ก็จะตัดกระแสความยึดถือ ตัดกระแสความเกิดดับ มันก็จะไม่วน ไม่ไปต่อ คือ ตัดกระแสของจิตที่มันจะไปยึดถือได้</p><br><p><strong>Q : บรรลุธรรมแล้วจะเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : เมื่อตัดกระแสความยึดถือได้ ก็จะเหลือร่างกายนี้ที่ยังอยู่ เปรียบดังต้นไม้ที่มันตายแล้ว แต่ยังเหลือซากอยู่ ซึ่งพอกายนี้ แตกดับไปก็จะไม่เจออีก ภพนี้เป็นภพสุดท้าย จะไม่มีการเกิดต่อไป</p><br><p><strong>Q : จิตที่ไปเสวยสุขทุกข์ในสวรรค์ หรือนรกเป็นของเราหรือไม่?</strong></p><p>A : การที่คิดว่าจิตเป็นของเรานั้นเป็นการเข้าใจผิด เพราะจิตเป็นกระแสเกิดดับตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา</p><br><p><strong>Q : ความเข้าใจเรื่องมานะในโลกสมมุติกับวิมุตติ</strong></p><p>A : สมมุติกับวิมุตติ เป็นระบบที่ต้องอยู่ด้วยกัน คู่ขนานกัน ในเรื่องของโลก เป็นเรื่องของหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องเหนือโลกเป็นเรื่องของอนัตตา การปล่อยวาง เราต้องใช้ระบบสมมุติเพื่อให้เข้าถึงวิมุตติ อาศัยการปรุงแต่ง เพื่อให้เข้าถึงการไม่ปรุงแต่ง ซึ่งการปรุงแต่งที่ควรทำให้เจริญคือมรรค 8 เพราะทำแล้วการปรุงแต่งระงับลง&nbsp;กิเลสจะลดลง จะไปถึงวิมุตติหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>Q : ช่วงไหนเป็นวิตกหรือสังกัปปะในพระพุทธเจ้าขณะพิจารณาว่าจะแสดงธรรมหรือไม่?</strong></p><p>A : อาจเป็นไปได้ทั้งดำริ (สังกัปปะ) และวิตก (ความตริตรึก) ในทางภาษาบาลี จะเรียกหมวดความคิดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นวิตก วิจาร อยู่ในหมวดของ “สังกัปปะ”</p><br><p><strong>Q : หวังนิพพานในชาตินี้ เป็นไปได้หรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อเราปฏิบัติตามมรรค 8 มีศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปทำไป กิเลสก็จะหมดไปสิ้นไป ตราบใดที่เรายังอยู่ในเส้นทาง ไม่หยุดเดิน เราจะถึงแน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การวางน้ำให้ผู้ล่วงลับจะได้รับหรือไม่ และมีในคำสอนหรือไม่?</strong></p><p>A : การรับอาหาร จะมีเปรตประเภท <strong>“ปรทัตตูปชีวิเปรต”</strong> ที่จะรับอาหารเหล่านั้นได้ นอกนั้นรับไม่ได้ เพราะสัตว์แต่ละประเภท ก็จะมีอาหารที่แตกต่างกัน อาหารเราควรถวายแด่พระสงฆ์ ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญจะดีกว่า เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ที่ควรรับทักษิณาทาน เกิดบุญแล้วก็อุทิศบุญ ให้กับญาติพี่น้องของเราและเราก็จะได้บุญด้วย</p><br><p><strong>Q : จิตกับความเป็นอนัตตา</strong></p><p>A : จิตเป็นอนัตตา หมายถึง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัย ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ใช่สุดโต่ง 2 ข้าง คือ นัตถิตา (ปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ของเรา) หรืออัตถิตา (ของเราทั้งหมด) แต่เป็นการยอมรับว่า มันเป็นไปตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ถ้ามันมีเหตุเกิด มันก็เกิด พอเราเห็นตามจริง เข้าใจด้วยปัญญา ว่ามันเป็นอนัตตา เราจะละความยึดถือได้ เมื่อเราละได้ ก็จะตัดกระแสความยึดถือ ตัดกระแสความเกิดดับ มันก็จะไม่วน ไม่ไปต่อ คือ ตัดกระแสของจิตที่มันจะไปยึดถือได้</p><br><p><strong>Q : บรรลุธรรมแล้วจะเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : เมื่อตัดกระแสความยึดถือได้ ก็จะเหลือร่างกายนี้ที่ยังอยู่ เปรียบดังต้นไม้ที่มันตายแล้ว แต่ยังเหลือซากอยู่ ซึ่งพอกายนี้ แตกดับไปก็จะไม่เจออีก ภพนี้เป็นภพสุดท้าย จะไม่มีการเกิดต่อไป</p><br><p><strong>Q : จิตที่ไปเสวยสุขทุกข์ในสวรรค์ หรือนรกเป็นของเราหรือไม่?</strong></p><p>A : การที่คิดว่าจิตเป็นของเรานั้นเป็นการเข้าใจผิด เพราะจิตเป็นกระแสเกิดดับตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา</p><br><p><strong>Q : ความเข้าใจเรื่องมานะในโลกสมมุติกับวิมุตติ</strong></p><p>A : สมมุติกับวิมุตติ เป็นระบบที่ต้องอยู่ด้วยกัน คู่ขนานกัน ในเรื่องของโลก เป็นเรื่องของหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องเหนือโลกเป็นเรื่องของอนัตตา การปล่อยวาง เราต้องใช้ระบบสมมุติเพื่อให้เข้าถึงวิมุตติ อาศัยการปรุงแต่ง เพื่อให้เข้าถึงการไม่ปรุงแต่ง ซึ่งการปรุงแต่งที่ควรทำให้เจริญคือมรรค 8 เพราะทำแล้วการปรุงแต่งระงับลง&nbsp;กิเลสจะลดลง จะไปถึงวิมุตติหลุดพ้นได้</p><br><p><strong>Q : ช่วงไหนเป็นวิตกหรือสังกัปปะในพระพุทธเจ้าขณะพิจารณาว่าจะแสดงธรรมหรือไม่?</strong></p><p>A : อาจเป็นไปได้ทั้งดำริ (สังกัปปะ) และวิตก (ความตริตรึก) ในทางภาษาบาลี จะเรียกหมวดความคิดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นวิตก วิจาร อยู่ในหมวดของ “สังกัปปะ”</p><br><p><strong>Q : หวังนิพพานในชาตินี้ เป็นไปได้หรือไม่?</strong></p><p>A : เมื่อเราปฏิบัติตามมรรค 8 มีศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปทำไป กิเลสก็จะหมดไปสิ้นไป ตราบใดที่เรายังอยู่ในเส้นทาง ไม่หยุดเดิน เราจะถึงแน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ชนะมารด้วยความดี [6740-7q]</title>
			<itunes:title>ชนะมารด้วยความดี [6740-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Oct 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/670179b96575842b7338ee46/media.mp3" length="25779566" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">670179b96575842b7338ee46</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/670179b96575842b7338ee46</link>
			<acast:episodeId>670179b96575842b7338ee46</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPd0K8cztSq+SCFXs2+bu5cI0GTtkSpdwA+AwNGygCrVyXHWQS8xV+c5q6WdpX3+69WnuAM83e1UupU4njIYXqC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : บทสวดธรรมจักร</strong></p><p>A : เป็นพระสูตรที่ท่านเทศน์ครั้งแรกให้เหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ฟัง เมื่อได้ฟังแล้ว มีท่านโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมเป็นองค์แรก เหล่าเทวดาเปล่งวาจาว่า <em>“นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ไม่มีใครที่จะหมุนทวนกลับได้”</em> ส่วนบทสวดที่บางเล่มสั้นบางเล่มยาว ต่างกันตรงส่วนที่กล่าวถึงเหล่าเทวดาแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้นแรกขึ้นไป ได้เปล่งวาจาร่ำลือกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : แม่พระธรณี</strong></p><p>A : ในคาถาธรรมบท ตอนที่ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ มารจะไล่ท่านให้หนีจากที่นั่งนั้น ท่านปฏิญาณไว้ว่าจะไม่หนี พอมือท่านแตะธรณี ท่านได้ระลึกถึง ทานบารมี ศีลบารมี ที่เคยทำ พูดถึงว่า พระแม่ธรณีเป็นพยาน น้ำที่เคยกรวดไว้เป็นพยาน ว่าบารมีที่ท่านทำมาเต็มแล้ว ท่านสู้ด้วยความดี ด้วยบารมีที่ท่านทำ จึงเอาชนะมารได้ ไม่แพ้ไปตามอำนาจของมาร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบวชเณรเป็นพระ</strong></p><p>A : ถ้าคนที่มาบวชอายุไม่ถึง 20 ปี จะบวชเป็นพระไม่ได้ เว้นแต่พระพุทธเจ้าบวชให้ และมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะบวชให้คนที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี บวชเป็นพระได้ และท่านไม่เคยบวชเณรให้ใคร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อานิสงส์ของบุญ</strong></p><p>A : หากทำอะไรแล้วได้อย่างนั้น เป็นความคิดที่ผิด&nbsp;การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ แต่ที่ถูกคือเมื่อคุณทำอะไรไว้คุณจะได้รับผล (วิบาก) ของการกระทำนั้น กรรมกับวิบากเป็นคนละอย่างกัน เป็นอจินไตย ให้เราตั้งจิตเราเป็นกุศล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การให้ทาน</strong></p><p>A: ต้องรู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์ ไม่เบียดเบียนตนเอง ดูความพร้อมทั้ง 3 ประการของผู้ให้ และ 3 ประการของผู้รับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มีมือชุ่มอยู่เสมอ</strong></p><p>A: การดำเนินชีวิตสมัยก่อนมือเปื้อน พอมีคนมาขออาหารก็ต้องล้างมืออยู่เสมอ จึงเป็นประเพณีที่ว่ามือชุ่มอยู่เสมอเพราะว่าให้อยู่เรื่อย พร้อมที่จะทำบุญอยู่เสมอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การทำงาน</strong></p><p>A : หลักธรรมที่นำมาใช้คืออิทธิบาท 4 ท่านให้เอาสิ่งที่เราจะทำเป็นประธานสังขาร มีสมาธิ และอิทธิบาทสี่ ประกอบเอาไว้ ในลักษณะที่จะไม่ย่อหย่อน ไม่เข้มงวดเกินไป ไม่สยบในภายใน (คือไม่เพลินไปในสมาธิ ไม่เพลินไปในเรื่องของกาม) ไม่ซ่านไปภายนอก (ไม่ฟุ้งซ่าน)&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : บทสวดธรรมจักร</strong></p><p>A : เป็นพระสูตรที่ท่านเทศน์ครั้งแรกให้เหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ฟัง เมื่อได้ฟังแล้ว มีท่านโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมเป็นองค์แรก เหล่าเทวดาเปล่งวาจาว่า <em>“นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ไม่มีใครที่จะหมุนทวนกลับได้”</em> ส่วนบทสวดที่บางเล่มสั้นบางเล่มยาว ต่างกันตรงส่วนที่กล่าวถึงเหล่าเทวดาแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้นแรกขึ้นไป ได้เปล่งวาจาร่ำลือกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : แม่พระธรณี</strong></p><p>A : ในคาถาธรรมบท ตอนที่ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ มารจะไล่ท่านให้หนีจากที่นั่งนั้น ท่านปฏิญาณไว้ว่าจะไม่หนี พอมือท่านแตะธรณี ท่านได้ระลึกถึง ทานบารมี ศีลบารมี ที่เคยทำ พูดถึงว่า พระแม่ธรณีเป็นพยาน น้ำที่เคยกรวดไว้เป็นพยาน ว่าบารมีที่ท่านทำมาเต็มแล้ว ท่านสู้ด้วยความดี ด้วยบารมีที่ท่านทำ จึงเอาชนะมารได้ ไม่แพ้ไปตามอำนาจของมาร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบวชเณรเป็นพระ</strong></p><p>A : ถ้าคนที่มาบวชอายุไม่ถึง 20 ปี จะบวชเป็นพระไม่ได้ เว้นแต่พระพุทธเจ้าบวชให้ และมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะบวชให้คนที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี บวชเป็นพระได้ และท่านไม่เคยบวชเณรให้ใคร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อานิสงส์ของบุญ</strong></p><p>A : หากทำอะไรแล้วได้อย่างนั้น เป็นความคิดที่ผิด&nbsp;การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ แต่ที่ถูกคือเมื่อคุณทำอะไรไว้คุณจะได้รับผล (วิบาก) ของการกระทำนั้น กรรมกับวิบากเป็นคนละอย่างกัน เป็นอจินไตย ให้เราตั้งจิตเราเป็นกุศล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การให้ทาน</strong></p><p>A: ต้องรู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์ ไม่เบียดเบียนตนเอง ดูความพร้อมทั้ง 3 ประการของผู้ให้ และ 3 ประการของผู้รับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มีมือชุ่มอยู่เสมอ</strong></p><p>A: การดำเนินชีวิตสมัยก่อนมือเปื้อน พอมีคนมาขออาหารก็ต้องล้างมืออยู่เสมอ จึงเป็นประเพณีที่ว่ามือชุ่มอยู่เสมอเพราะว่าให้อยู่เรื่อย พร้อมที่จะทำบุญอยู่เสมอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การทำงาน</strong></p><p>A : หลักธรรมที่นำมาใช้คืออิทธิบาท 4 ท่านให้เอาสิ่งที่เราจะทำเป็นประธานสังขาร มีสมาธิ และอิทธิบาทสี่ ประกอบเอาไว้ ในลักษณะที่จะไม่ย่อหย่อน ไม่เข้มงวดเกินไป ไม่สยบในภายใน (คือไม่เพลินไปในสมาธิ ไม่เพลินไปในเรื่องของกาม) ไม่ซ่านไปภายนอก (ไม่ฟุ้งซ่าน)&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความตายไม่เที่ยง [6739-7q]</title>
			<itunes:title>ความตายไม่เที่ยง [6739-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Sep 2024 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66f7ff46319ddcafcb93959b/media.mp3" length="26715099" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66f7ff46319ddcafcb93959b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66f7ff46319ddcafcb93959b</link>
			<acast:episodeId>66f7ff46319ddcafcb93959b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPo5q8DIvJd2P16IXUx4WE+a/xmBwcGqFk5sVt8XSCCjVYXyfg5R0BwJNcyGQXRYlfEWhaxTBeU9H00tQj9JzEY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ทุกสิ่งเป็นไตรลักษณ์ ความตายที่เที่ยงแท้จัดเป็นไตรลักษณ์หรือไม่?</strong></p><p>A : พระสูตรปริวีมังสนสูตร ว่า <strong>“มรณะคือความตายไม่เที่ยง ความเกิดคือชาติไม่เที่ยง”</strong> อะไรก็ตามที่อยู่ในสายของปฎิจจสมุปบาททั้งหมดไม่เที่ยง คำว่า <strong>”ไม่เที่ยง”</strong> หมายถึงมันเกิดได้ดับได้&nbsp;ดับใช้คำว่า <strong>“นิโรธ”</strong> เกิดใช้คำว่า <strong>“อุบัติ”</strong> การที่ความตาย|มรณะ อุบัติ|เกิดขึ้นได้ คือ ความตายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ความตายดับ มรณะคือตายไม่ใช่ดับ นิโรธคือดับไม่เหมือนกัน จากคำกล่าวที่ว่า ความตายเที่ยงแท้แน่นอน หมายความว่าเมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องตายแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ทั้งนี้วันนี้จนก่อนถึงวันที่เราจะตาย ความตายก็อาจจะดับลงไปได้ ถ้าบรรลุพระอรหันต์ เพราะเมื่ออวิชชาดับไป ๆ ตามลำดับของปฏิจจสมุปบาท ชาติคือการเกิด ที่เป็นเหตุแห่งการตายก็จะดับไป ไม่เกิด ไม่อุบัติขึ้นอีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พระภิกษุในสมัยพุทธกาล เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว แต่กายสังขารท่านยังอยู่ ในทางพุทธศาสนาชี้แจงอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านเปรียบไว้ดังต้นไม้ที่ตายแล้ว แม้อย่างอื่นจะร่วงหล่นไปหมด แต่จะยังมีแก่นเหลืออยู่ ทรงอยู่ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของท่าน ยังเหลืออยู่ อย่างอื่นดับหมดแล้ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสุขปรุงแต่งขึ้นมาได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นการปรุงแต่ง ท่านได้ให้แนวทางไว้ว่า <strong>“การปรุงแต่งที่ทำให้กิเลสเพิ่มการปรุงแต่งนั้นไม่ดี การปรุงแต่งที่ทำให้กิเลสลดการปรุงแต่งนั้นดี”</strong> ในบรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย มรรค 8 จัดว่าเป็นยอดของการปรุงแต่งทั้งหมด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ทุกสิ่งเป็นไตรลักษณ์ ความตายที่เที่ยงแท้จัดเป็นไตรลักษณ์หรือไม่?</strong></p><p>A : พระสูตรปริวีมังสนสูตร ว่า <strong>“มรณะคือความตายไม่เที่ยง ความเกิดคือชาติไม่เที่ยง”</strong> อะไรก็ตามที่อยู่ในสายของปฎิจจสมุปบาททั้งหมดไม่เที่ยง คำว่า <strong>”ไม่เที่ยง”</strong> หมายถึงมันเกิดได้ดับได้&nbsp;ดับใช้คำว่า <strong>“นิโรธ”</strong> เกิดใช้คำว่า <strong>“อุบัติ”</strong> การที่ความตาย|มรณะ อุบัติ|เกิดขึ้นได้ คือ ความตายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่ความตายดับ มรณะคือตายไม่ใช่ดับ นิโรธคือดับไม่เหมือนกัน จากคำกล่าวที่ว่า ความตายเที่ยงแท้แน่นอน หมายความว่าเมื่อเราเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องตายแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ทั้งนี้วันนี้จนก่อนถึงวันที่เราจะตาย ความตายก็อาจจะดับลงไปได้ ถ้าบรรลุพระอรหันต์ เพราะเมื่ออวิชชาดับไป ๆ ตามลำดับของปฏิจจสมุปบาท ชาติคือการเกิด ที่เป็นเหตุแห่งการตายก็จะดับไป ไม่เกิด ไม่อุบัติขึ้นอีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พระภิกษุในสมัยพุทธกาล เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว แต่กายสังขารท่านยังอยู่ ในทางพุทธศาสนาชี้แจงอย่างไร?</strong></p><p>A : ท่านเปรียบไว้ดังต้นไม้ที่ตายแล้ว แม้อย่างอื่นจะร่วงหล่นไปหมด แต่จะยังมีแก่นเหลืออยู่ ทรงอยู่ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ของท่าน ยังเหลืออยู่ อย่างอื่นดับหมดแล้ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสุขปรุงแต่งขึ้นมาได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นการปรุงแต่ง ท่านได้ให้แนวทางไว้ว่า <strong>“การปรุงแต่งที่ทำให้กิเลสเพิ่มการปรุงแต่งนั้นไม่ดี การปรุงแต่งที่ทำให้กิเลสลดการปรุงแต่งนั้นดี”</strong> ในบรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย มรรค 8 จัดว่าเป็นยอดของการปรุงแต่งทั้งหมด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เวทนาเป็นอนัตตา [6738-7q]</title>
			<itunes:title>เวทนาเป็นอนัตตา [6738-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Sep 2024 21:00:32 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66edbc44c33f703b9e8236dc/media.mp3" length="28605024" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66edbc44c33f703b9e8236dc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66edbc44c33f703b9e8236dc</link>
			<acast:episodeId>66edbc44c33f703b9e8236dc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMDKnyKhLLEJ8+jL+cfY8YlbXLI1pFP3k15xnAlnzDtuoi2ZCW/FU1YP4v6uR+tTMxWKfghV/DBpjd1ajNFamr1]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง มีแค่ความรู้สึกที่รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ อยู่ เหมือนกำลังดูละครโรงใหญ่อยู่ สภาวะแบบนี้คืออะไร?</strong></p><p>A : ลักษณะนี้ คือ “สติ” คือ แยกตัวออก ณ จุดนี้เราสามารถเลือกได้ ว่าจะไปตามทุกข์หรือสุขในสภาวะนั้นหรือดูเฉย ๆ หรือเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือไม่ยึดถือในสภาวะแบบนั้น นั่นคือ เรามี <strong>“สติสัมปชัญญะ”</strong> แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อตายแล้ว อะไรที่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะเอาไปด้วยได้?</strong></p><p>A : การกระทำทางกาย วาจา ใจ จะมีการสั่งสมที่จิต ทำสิ่งใดก็จะสะสมสิ่งนั้น หากยังไม่ปรินิพพาน เมื่อตายแล้ว สิ่งที่จะติดตามไปด้วยได้ คือ กุศลและอกุศลที่เราทำ แต่หากปรินิพพานแล้ว ไม่ได้เอาสิ่งใดไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ได้เอาไปด้วย เพราะสภาวะแห่งการสั่งสมนั้นดับไป คือจิตดับไป มันจึงให้ผลไม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับปัญญาเห็นการเกิดดับแห่งทุกข์นั้น ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกข์ที่จะทำให้เห็นธรรมะได้ต้องประกอบด้วยศรัทธาและปัญญา “<strong>สุขเวทนา” คือ ทุกข์ที่ทนได้ง่าย “ทุกขเวทนา” คือ ทุกข์ที่ทนได้ยาก</strong> สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ล้วนเป็นทุกข์ พอเราเข้าใจด้วยปัญญา เห็นทุกข์ด้วยปัญญา เราจึงจะเห็นธรรมะนั่นเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เวลานั่งสมาธิแล้วจะคอยจ้องว่าเมื่อไหร่ จะสงบนิ่งเข้าสมาธิ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาว่าอะไรที่เราทำแล้วสงบ เหตุแห่งความสงบคืออะไร ให้สร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ให้ถูกต้อง เราต้องมีศีล มีกัลยาณมิตร ฟังธรรม ใคร่ครวญโยนิโสมนสิการ อยู่ในเสนาสนะอันสงัดแล้ว หมั่นทำความเพียร ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำด้วยศรัทธา ทำด้วยปัญญา พอเราไปถูกทางความสงบจะเกิดขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขณะสวดมนต์อยู่ มีธรรมะผุดขึ้นในใจ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้ใคร่ครวญธรรม ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง มีแค่ความรู้สึกที่รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ อยู่ เหมือนกำลังดูละครโรงใหญ่อยู่ สภาวะแบบนี้คืออะไร?</strong></p><p>A : ลักษณะนี้ คือ “สติ” คือ แยกตัวออก ณ จุดนี้เราสามารถเลือกได้ ว่าจะไปตามทุกข์หรือสุขในสภาวะนั้นหรือดูเฉย ๆ หรือเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือไม่ยึดถือในสภาวะแบบนั้น นั่นคือ เรามี <strong>“สติสัมปชัญญะ”</strong> แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อตายแล้ว อะไรที่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะเอาไปด้วยได้?</strong></p><p>A : การกระทำทางกาย วาจา ใจ จะมีการสั่งสมที่จิต ทำสิ่งใดก็จะสะสมสิ่งนั้น หากยังไม่ปรินิพพาน เมื่อตายแล้ว สิ่งที่จะติดตามไปด้วยได้ คือ กุศลและอกุศลที่เราทำ แต่หากปรินิพพานแล้ว ไม่ได้เอาสิ่งใดไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ได้เอาไปด้วย เพราะสภาวะแห่งการสั่งสมนั้นดับไป คือจิตดับไป มันจึงให้ผลไม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับปัญญาเห็นการเกิดดับแห่งทุกข์นั้น ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกข์ที่จะทำให้เห็นธรรมะได้ต้องประกอบด้วยศรัทธาและปัญญา “<strong>สุขเวทนา” คือ ทุกข์ที่ทนได้ง่าย “ทุกขเวทนา” คือ ทุกข์ที่ทนได้ยาก</strong> สิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ล้วนเป็นทุกข์ พอเราเข้าใจด้วยปัญญา เห็นทุกข์ด้วยปัญญา เราจึงจะเห็นธรรมะนั่นเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เวลานั่งสมาธิแล้วจะคอยจ้องว่าเมื่อไหร่ จะสงบนิ่งเข้าสมาธิ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาว่าอะไรที่เราทำแล้วสงบ เหตุแห่งความสงบคืออะไร ให้สร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ให้ถูกต้อง เราต้องมีศีล มีกัลยาณมิตร ฟังธรรม ใคร่ครวญโยนิโสมนสิการ อยู่ในเสนาสนะอันสงัดแล้ว หมั่นทำความเพียร ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำด้วยศรัทธา ทำด้วยปัญญา พอเราไปถูกทางความสงบจะเกิดขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขณะสวดมนต์อยู่ มีธรรมะผุดขึ้นในใจ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้ใคร่ครวญธรรม ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือบุญเหนือบาป  [6737-7q]  </title>
			<itunes:title>เหนือบุญเหนือบาป  [6737-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Sep 2024 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66e47201a57e37b7838d97d8/media.mp3" length="27612892" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66e47201a57e37b7838d97d8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66e47201a57e37b7838d97d8</link>
			<acast:episodeId>66e47201a57e37b7838d97d8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNTSoP5Kzg/vMl+vO4WreABuh/r0q4XpSq0IKmlyTKcNMXns40I2zF0lpzjLuxuzXr3fCOGgCgFX20kG/vjjHOh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ผู้ที่หยั่งรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ผู้นั้นต้องเป็นพระอรหันต์ด้วยหรือไม่?</strong></p><p>A : พระอรหันต์ย่อมทราบแน่นอนว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์แล้ว</p><br><p><strong>Q : การได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีป เกิดขึ้นที่พุทธภูมิใด?</strong></p><p>A : อานิสงค์ของการเจริญเมตตา คือ 1) เป็นพรหมไม่ได้กลับมาเกิดอย่างโลกมนุษย์ 7 สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป&nbsp;2) เป็นท้าวสักกะเทวราชหัวหน้าของเหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์&nbsp;3) เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครองความเป็นใหญ่ทั้ง 4 ทิศ มีแก้ว 7 ประการในโลกมนุษย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :คำสอนใดของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงศรัทธาโดยไม่ได้กล่าวถึงปัญญา</strong></p><p>A : ทั้ง 2 พระสูตรนี้ คือ สีหเสนาปติสูตรและสัทธานิสังสสูตร ถึงแม้จะกล่าวถึงศรัทธาเพียงอย่างเดียว แต่ศรัทธาจะต้องประกอบด้วยปัญญาอยู่แล้ว ทั้งนี้ศาสนาพุทธ ศรัทธาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเมื่อมีศรัทธาแล้ว จึงเกิดความเพียร สติ สมาธิ และมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อธิบายความหมายของคำว่า "เหนือบุญเหนือบาป"</strong></p><p>A : คนเราเมาบุญได้ เมาบาปได้ คือ ถ้าเราทำบุญมาก เราอาจจะเมาบญได้ ถ้าเราทำบาปมาก เราอาจจะเมาบาปได้ คำว่า <strong>”เมา”</strong> คือ เพลินไป ประมาทไป ท่านจึงสอนไว้ถึงทางสายกลาง หากเราทำความดี แล้วยึดถือในความดี ความยึดถือนั้นไม่ดี เพราะความยึดถือคืออุปาทาน คำสอนท่าน จึงเหนือบุญเหนือบาป เหนือทั้งกรรมดี (บุญ) เหนือทั้งกรรมชั่ว (บาป) ให้ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่ง<strong>การทำจิตให้บริสุทธิ์คือเหนือบุญเหนือบาป</strong> ลักษณะคือ ปราศจากความยึดถือ/ไม่สุดโต่ง และเห็นความเกิดขึ้นความดับไปของทั้งบุญและทั้งบาป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความแตกต่างของการคิดแบบรอบคอบจนมองโลกในแง่ร้าย กับมองในแง่ดีโลกสวยเกินไป จะใช้หลักธรรมใดในการพิจารณา</strong></p><p>A : 1) <strong>“ความคิด”</strong> มาจากภาษาบาลีว่า<strong> “วิตก”</strong> หมายถึง จิตคิดน้อมไป 2) <strong>“ดำริ”</strong> มาจากภาษาบาลีว่า <strong>“สังกัปปะ”</strong> หมายถึง อะไรที่เกิดขึ้นในหัวเรา โดยที่เราไม่ได้คิด เราอาจจะคิด|วิตก หรือ ดำริ|สังกัปปะ ไปได้ทั้งสัมมาหรือมิจฉา&nbsp;หากจิตเรามีมิจฉาสังกัปปะมาก เราก็ต้องวิตกไปในด้านดี เอาวิตกที่เป็นความดีมาแก้</p><br><p>สำหรับคนที่มองโลกในแง่ดีเกินพอดี บางทีเราอาจจะถูกเอาเปรียบจากคนที่ร้าย ๆ กลับกันถ้าเรามองโลกในแง่ร้าย จิตก็จะสั่งสมอาสวะที่ไม่ดีลงไป จึงแก้ด้วยการที่อย่ามองโลกในแง่ร้าย แต่ให้เข้าใจสถานการณ์ ให้รู้จักระมัดระวัง ใครที่เป็นคนพาลก็ไม่คบด้วย จะรักษาตนไปได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตัดความกังวลที่ทำให้เราฟุ้งซ่านจะใช้ธรรมะข้อไหน?</strong></p><p>A : ความฟุ้งซ่าน เป็นดำริ|สังกัปปะ ลักษณะคือมันเกิดขึ้นมาเอง เราไม่ได้คิดว่าเราจะกังวลเรื่องนี้ เป็นมิจฉาสังกัปปะ ให้ใช้วิตกเข้ามาแก้ โดยเทคนิคที่ครูบาอาจารย์นำมาใช้ คือ ท่องพุทโธหรือดูลมหายใจ จะกำจัดความฟุ้งซ่านได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ผู้ที่หยั่งรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ผู้นั้นต้องเป็นพระอรหันต์ด้วยหรือไม่?</strong></p><p>A : พระอรหันต์ย่อมทราบแน่นอนว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์แล้ว</p><br><p><strong>Q : การได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีป เกิดขึ้นที่พุทธภูมิใด?</strong></p><p>A : อานิสงค์ของการเจริญเมตตา คือ 1) เป็นพรหมไม่ได้กลับมาเกิดอย่างโลกมนุษย์ 7 สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป&nbsp;2) เป็นท้าวสักกะเทวราชหัวหน้าของเหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์&nbsp;3) เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครองความเป็นใหญ่ทั้ง 4 ทิศ มีแก้ว 7 ประการในโลกมนุษย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :คำสอนใดของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงศรัทธาโดยไม่ได้กล่าวถึงปัญญา</strong></p><p>A : ทั้ง 2 พระสูตรนี้ คือ สีหเสนาปติสูตรและสัทธานิสังสสูตร ถึงแม้จะกล่าวถึงศรัทธาเพียงอย่างเดียว แต่ศรัทธาจะต้องประกอบด้วยปัญญาอยู่แล้ว ทั้งนี้ศาสนาพุทธ ศรัทธาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเมื่อมีศรัทธาแล้ว จึงเกิดความเพียร สติ สมาธิ และมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อธิบายความหมายของคำว่า "เหนือบุญเหนือบาป"</strong></p><p>A : คนเราเมาบุญได้ เมาบาปได้ คือ ถ้าเราทำบุญมาก เราอาจจะเมาบญได้ ถ้าเราทำบาปมาก เราอาจจะเมาบาปได้ คำว่า <strong>”เมา”</strong> คือ เพลินไป ประมาทไป ท่านจึงสอนไว้ถึงทางสายกลาง หากเราทำความดี แล้วยึดถือในความดี ความยึดถือนั้นไม่ดี เพราะความยึดถือคืออุปาทาน คำสอนท่าน จึงเหนือบุญเหนือบาป เหนือทั้งกรรมดี (บุญ) เหนือทั้งกรรมชั่ว (บาป) ให้ละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่ง<strong>การทำจิตให้บริสุทธิ์คือเหนือบุญเหนือบาป</strong> ลักษณะคือ ปราศจากความยึดถือ/ไม่สุดโต่ง และเห็นความเกิดขึ้นความดับไปของทั้งบุญและทั้งบาป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความแตกต่างของการคิดแบบรอบคอบจนมองโลกในแง่ร้าย กับมองในแง่ดีโลกสวยเกินไป จะใช้หลักธรรมใดในการพิจารณา</strong></p><p>A : 1) <strong>“ความคิด”</strong> มาจากภาษาบาลีว่า<strong> “วิตก”</strong> หมายถึง จิตคิดน้อมไป 2) <strong>“ดำริ”</strong> มาจากภาษาบาลีว่า <strong>“สังกัปปะ”</strong> หมายถึง อะไรที่เกิดขึ้นในหัวเรา โดยที่เราไม่ได้คิด เราอาจจะคิด|วิตก หรือ ดำริ|สังกัปปะ ไปได้ทั้งสัมมาหรือมิจฉา&nbsp;หากจิตเรามีมิจฉาสังกัปปะมาก เราก็ต้องวิตกไปในด้านดี เอาวิตกที่เป็นความดีมาแก้</p><br><p>สำหรับคนที่มองโลกในแง่ดีเกินพอดี บางทีเราอาจจะถูกเอาเปรียบจากคนที่ร้าย ๆ กลับกันถ้าเรามองโลกในแง่ร้าย จิตก็จะสั่งสมอาสวะที่ไม่ดีลงไป จึงแก้ด้วยการที่อย่ามองโลกในแง่ร้าย แต่ให้เข้าใจสถานการณ์ ให้รู้จักระมัดระวัง ใครที่เป็นคนพาลก็ไม่คบด้วย จะรักษาตนไปได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตัดความกังวลที่ทำให้เราฟุ้งซ่านจะใช้ธรรมะข้อไหน?</strong></p><p>A : ความฟุ้งซ่าน เป็นดำริ|สังกัปปะ ลักษณะคือมันเกิดขึ้นมาเอง เราไม่ได้คิดว่าเราจะกังวลเรื่องนี้ เป็นมิจฉาสังกัปปะ ให้ใช้วิตกเข้ามาแก้ โดยเทคนิคที่ครูบาอาจารย์นำมาใช้ คือ ท่องพุทโธหรือดูลมหายใจ จะกำจัดความฟุ้งซ่านได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุที่ทำให้คนเปลี่ยนไป [6736-7q]</title>
			<itunes:title>เหตุที่ทำให้คนเปลี่ยนไป [6736-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Sep 2024 21:00:49 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66db0c8125bbd4b8989055a3/media.mp3" length="26105890" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66db0c8125bbd4b8989055a3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66db0c8125bbd4b8989055a3</link>
			<acast:episodeId>66db0c8125bbd4b8989055a3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNwIIhHYX5QTLqzr03vTNGHqJjkDScZVh075SbVgX3y2FXFABaEvXEPN+9d7U6MOkxpRbWkRVtUFROZHcJ79zUb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ (เปลี่ยนไปในทางไม่ดีเป็นอกุศล)?</strong></p><p>A :&nbsp;เมื่อมีผัสสะที่เข้ามากระตุ้น เช่น ลาภ ยศ เงินทอง หากเราไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ฝึกใจ ไม่มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป เมื่อเห็นช่องที่จะทำไม่ดีได้ ที่จะโกงได้ ทำชั่วได้ ก็จะทำสิ่งที่ชั่วสิ่งที่เป็นอกุศลได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุปมาเปรียบกับสะใภ้ใหม่ที่มีหิริโอตตัปปะ</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังหญิงสะใภ้ใหม่ เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามี แล้วมีหิริโอตตัปปะ มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวพ่อและแม่สามี แต่พออยู่นานเข้า หิริโอตตัปปะลดลง ไม่ฝึกสติ ไม่ฝึกใจ จึงทำให้ทำเรื่องไม่ดี ทำสิ่งที่เป็นอกุศลได้</p><br><p><strong>Q : ปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้เกิดจุดเปลี่ยน</strong></p><p>A : มี 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยภายใน คือ ตัวเรามีหิริโอตตัปปะหรือไม่ ถ้ามี มีมากหรือน้อย ถ้ามีน้อย โอกาสให้ทำชั่วก็จะมาก ถ้ามีมาก รู้จักหักห้ามใจ มีสติ พอถึงจุดที่มีโอกาสจะทำชั่ว เราจะไม่ทำ&nbsp;และ 2) ปัจจัยภายนอก คือ ผัสสะที่เข้ามากระทบ ซึ่งปัจจัยภายนอกจะกระตุ้นให้เกิดกิเลสได้หรือไม่ ปัจจัยภายในจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากคุณมีหิริโอตตัปปะคู่กันกับสติสัมปชัญญะ เหตุปัจจัยภายนอกจะไม่มามีผลกับเรา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเปลี่ยนไปในทางไม่ดีแล้ว?</strong></p><p>A : เราต้องตรวจสอบตนเองเป็นประจำ เปรียบเทียบการทำความดีความชั่วของตน ด้วยการใช้เกณฑ์ของกุศลกับอกุศลมาวัด ตรงไหนที่เราทำผิดก็ให้เราแก้ตรงนั้น พอเราทำถูก ศีล สมาธิ ปัญญาของเราก็จะเพิ่ม เราจะตั้งอยู่ในกุศลได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนสติในศรัทธาที่ตั้งไว้ผิดที่</strong></p><p>A : ท่านให้มีศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือเป็นศรัทธาอยู่ในจิตใจของเรา ไม่ได้อยู่ภายนอก นี่เป็นโทษของศรัทธาที่ตั้งไว้ผิด ในศาสนาพุทธจึงต้องมีศรัทธาคู่กับปัญญาเสมอ เพราะปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบ ศีลชำระปัญญา ปัญญาชำระศีล ก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลเกิดตระหนักรู้ขึ้นมาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ (เปลี่ยนไปในทางไม่ดีเป็นอกุศล)?</strong></p><p>A :&nbsp;เมื่อมีผัสสะที่เข้ามากระตุ้น เช่น ลาภ ยศ เงินทอง หากเราไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ฝึกใจ ไม่มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป เมื่อเห็นช่องที่จะทำไม่ดีได้ ที่จะโกงได้ ทำชั่วได้ ก็จะทำสิ่งที่ชั่วสิ่งที่เป็นอกุศลได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุปมาเปรียบกับสะใภ้ใหม่ที่มีหิริโอตตัปปะ</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังหญิงสะใภ้ใหม่ เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามี แล้วมีหิริโอตตัปปะ มีความละอาย มีความเกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวพ่อและแม่สามี แต่พออยู่นานเข้า หิริโอตตัปปะลดลง ไม่ฝึกสติ ไม่ฝึกใจ จึงทำให้ทำเรื่องไม่ดี ทำสิ่งที่เป็นอกุศลได้</p><br><p><strong>Q : ปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้เกิดจุดเปลี่ยน</strong></p><p>A : มี 2 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยภายใน คือ ตัวเรามีหิริโอตตัปปะหรือไม่ ถ้ามี มีมากหรือน้อย ถ้ามีน้อย โอกาสให้ทำชั่วก็จะมาก ถ้ามีมาก รู้จักหักห้ามใจ มีสติ พอถึงจุดที่มีโอกาสจะทำชั่ว เราจะไม่ทำ&nbsp;และ 2) ปัจจัยภายนอก คือ ผัสสะที่เข้ามากระทบ ซึ่งปัจจัยภายนอกจะกระตุ้นให้เกิดกิเลสได้หรือไม่ ปัจจัยภายในจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากคุณมีหิริโอตตัปปะคู่กันกับสติสัมปชัญญะ เหตุปัจจัยภายนอกจะไม่มามีผลกับเรา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเปลี่ยนไปในทางไม่ดีแล้ว?</strong></p><p>A : เราต้องตรวจสอบตนเองเป็นประจำ เปรียบเทียบการทำความดีความชั่วของตน ด้วยการใช้เกณฑ์ของกุศลกับอกุศลมาวัด ตรงไหนที่เราทำผิดก็ให้เราแก้ตรงนั้น พอเราทำถูก ศีล สมาธิ ปัญญาของเราก็จะเพิ่ม เราจะตั้งอยู่ในกุศลได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนสติในศรัทธาที่ตั้งไว้ผิดที่</strong></p><p>A : ท่านให้มีศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือเป็นศรัทธาอยู่ในจิตใจของเรา ไม่ได้อยู่ภายนอก นี่เป็นโทษของศรัทธาที่ตั้งไว้ผิด ในศาสนาพุทธจึงต้องมีศรัทธาคู่กับปัญญาเสมอ เพราะปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบ ศีลชำระปัญญา ปัญญาชำระศีล ก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลเกิดตระหนักรู้ขึ้นมาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สู้กับกิเลส [6735-7q] </title>
			<itunes:title>สู้กับกิเลส [6735-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 Aug 2024 21:00:19 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66d2eb60d4bfadabd677cd66/media.mp3" length="27433417" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66d2eb60d4bfadabd677cd66</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66d2eb60d4bfadabd677cd66</link>
			<acast:episodeId>66d2eb60d4bfadabd677cd66</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPmE6DpYAChvk6aHK4aW4Pb+yzNcTFmH/8sX/MYcL70OXbEPQwcI6DN3niu73bucUqpyBee6zR8UwPiUyctu8YT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การใส่บาตรพระอยู่รูปเดียวเป็นการใส่บาตรที่เจาะจงหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : หากเราตั้งจิตไว้ว่าจะใส่บาตรเฉพาะพระรูปนี้รูปเดียวเท่านั้น เช่นนี้เป็นการเจาะจง สำคัญที่การตั้งจิตของเรา เราควรตั้งจิตไว้ว่า “เราจะให้กับสงฆ์ (หมายถึงหมู่/คณะ) โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” ตั้งจิตไว้แบบนี้ในการให้ทานจะได้บุญมากที่สุด เพราะประโยชน์เกิดขึ้นกับหลายคนและบุญที่มากกว่าการให้ทานขึ้นไปอีกขั้น คือ การรักษาศีล บุญที่มากกว่าการรักษาศีลขึ้นไปอีกขั้น คือการภาวนา เรียงตามลำดับ คือ ทาน ศีล ภาวนา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเติมพลังในการต่อสู้ชีวิตให้ดำเนินผ่านไปอย่างมีสติ</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อเราเดินตามเส้นทางแห่งมรรคแล้ว ก็จะมีเครื่องทดสอบ เข้ามาตรวจสอบ ว่าเราจะยังอยู่ในมรรคหรือไม่ เราจะเผลอเพลินไปกับ ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือชาติหน้าจะมาก่อนกัน ให้เราเป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีกำลังใจ มีศรัทธา มีความเพียร ต่อสู้ไม่ไหลไปตามผัสสะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าเห็นความผิดปกติของหน่วยงานราชการแล้วไปแจ้งความ จะบาปไหม?</strong></p><p>A : การห้ามเสียจากบาป ต้องห้ามด้วยความดี จะห้ามบาปด้วยบาปไม่ได้ ก่อนที่จะแจ้ง ให้เราพิจารณาในเรื่องของสัมมาวาจา ว่าสิ่งที่จะพูดเป็นคำจริง มีประโยชน์ ถูกเวลา เมื่อเขาฟังแล้วจะดีใจหรือเสียใจหรือไม่ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เกิดประโยชน์ แจ้งได้ไม่บาป แต่หากเราทำจิตแบบนี้ไม่ได้ ยังปรารถนาให้เขาได้ไม่ดี อันนี้ไม่ดีเป็นบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ตั้งจิตอย่างไร เมื่อพบคนไม่ดีทำไม่ดี</strong></p><p>A : เราต้องรู้จักอุเบกขาก่อน วางเฉยกับสถานการที่เกิดขึ้น และไม่หยุดที่จะทำความดี หากเราเห็นความชั่วของคนอื่นแล้วเราหยุดทำความดี เราจะเป็นบุรุษคนสุดท้าย ให้เราทำความดีต่อไป อย่าหยุดทำความดี แล้วจิตใจเราจะนุ่มนวล ไม่คิดผูกเวรกับเขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพื่อนข้างบ้านให้อาหารนกพิราบ จะวางใจอย่างไรดี?</strong></p><p>A : ให้อดทน ลองหาทางออกร่วมกัน ลองพูดคุยกันดูว่าจะปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การใส่บาตรพระอยู่รูปเดียวเป็นการใส่บาตรที่เจาะจงหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : หากเราตั้งจิตไว้ว่าจะใส่บาตรเฉพาะพระรูปนี้รูปเดียวเท่านั้น เช่นนี้เป็นการเจาะจง สำคัญที่การตั้งจิตของเรา เราควรตั้งจิตไว้ว่า “เราจะให้กับสงฆ์ (หมายถึงหมู่/คณะ) โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” ตั้งจิตไว้แบบนี้ในการให้ทานจะได้บุญมากที่สุด เพราะประโยชน์เกิดขึ้นกับหลายคนและบุญที่มากกว่าการให้ทานขึ้นไปอีกขั้น คือ การรักษาศีล บุญที่มากกว่าการรักษาศีลขึ้นไปอีกขั้น คือการภาวนา เรียงตามลำดับ คือ ทาน ศีล ภาวนา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเติมพลังในการต่อสู้ชีวิตให้ดำเนินผ่านไปอย่างมีสติ</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อเราเดินตามเส้นทางแห่งมรรคแล้ว ก็จะมีเครื่องทดสอบ เข้ามาตรวจสอบ ว่าเราจะยังอยู่ในมรรคหรือไม่ เราจะเผลอเพลินไปกับ ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือชาติหน้าจะมาก่อนกัน ให้เราเป็นผู้ที่ไม่ประมาท มีกำลังใจ มีศรัทธา มีความเพียร ต่อสู้ไม่ไหลไปตามผัสสะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าเห็นความผิดปกติของหน่วยงานราชการแล้วไปแจ้งความ จะบาปไหม?</strong></p><p>A : การห้ามเสียจากบาป ต้องห้ามด้วยความดี จะห้ามบาปด้วยบาปไม่ได้ ก่อนที่จะแจ้ง ให้เราพิจารณาในเรื่องของสัมมาวาจา ว่าสิ่งที่จะพูดเป็นคำจริง มีประโยชน์ ถูกเวลา เมื่อเขาฟังแล้วจะดีใจหรือเสียใจหรือไม่ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เกิดประโยชน์ แจ้งได้ไม่บาป แต่หากเราทำจิตแบบนี้ไม่ได้ ยังปรารถนาให้เขาได้ไม่ดี อันนี้ไม่ดีเป็นบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ตั้งจิตอย่างไร เมื่อพบคนไม่ดีทำไม่ดี</strong></p><p>A : เราต้องรู้จักอุเบกขาก่อน วางเฉยกับสถานการที่เกิดขึ้น และไม่หยุดที่จะทำความดี หากเราเห็นความชั่วของคนอื่นแล้วเราหยุดทำความดี เราจะเป็นบุรุษคนสุดท้าย ให้เราทำความดีต่อไป อย่าหยุดทำความดี แล้วจิตใจเราจะนุ่มนวล ไม่คิดผูกเวรกับเขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพื่อนข้างบ้านให้อาหารนกพิราบ จะวางใจอย่างไรดี?</strong></p><p>A : ให้อดทน ลองหาทางออกร่วมกัน ลองพูดคุยกันดูว่าจะปรับเปลี่ยนอะไรได้บ้าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รักษาเหตุได้จึงไม่เสื่อม  [6734-7q]</title>
			<itunes:title>รักษาเหตุได้จึงไม่เสื่อม  [6734-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Aug 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66ca26b70a2cb050da90eb0d/media.mp3" length="27124518" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66ca26b70a2cb050da90eb0d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66ca26b70a2cb050da90eb0d</link>
			<acast:episodeId>66ca26b70a2cb050da90eb0d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMp46SkXhZg0Rd1CPw/nlctVycjyVsynguHU2Ikty/k0AMXHR6rQRJxTIFpl1g7XrAJYUEQrN9XP35G85uHf2vd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เคยทำกรรมไม่ดีไว้กับงูจึงทำให้กลัวงู</strong></p><p>A : ให้เราทำความดี เจริญเมตตาภาวนา ทำให้บ่อยให้มาก จะช่วยให้คลายความร้อนใจ ให้เราหาที่อยู่ให้จิต เช่นมีสมาธิอยู่กับการงานที่ทำฟังเทศน์หรือดูลมหายใจ ก็จะช่วยให้จิตมีเครื่องอยู่ไม่ฟุ้งซ่าน </p><br><p><strong>Q : ใช้การภาวนาคาถาแทนการดูลมหายใจได้หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ได้..ใช้วิธีไหนก็ได้ในอนุสติ 10 คำสอนของท่านสามารถปฎิบัติเข้ามาได้โดยรอบ ทุกวิธีที่ท่านสอนจะมารวมลงไปตามทางในมรรค 8&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เทคนิคแก้ฝันร้าย</strong></p><p>&nbsp;A: ก่อนนอน ให้กำหนดสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อิริยาบถในการนอนแล้วเจริญเมตตา มุทิตา กรุณา อุเบกขา น้อมจิตไปเพื่อการนอน กำหนดจิตว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ว่า<strong> “ขอให้บาปอกุศลอย่าได้ตามเราผู้ที่นอนอยู่”</strong> แล้วบาปอกุศลจะไม่ตามเราไป เพราะเราตั้งสติไว้แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทิศทางสู่นิพพานในขณะที่ยังเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน</strong></p><p>A :&nbsp;มรรค8 เป็นทางเดิน ทางเดียว ที่จะไปสู่นิพพานได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเจริญมรรคของฆราวาสต้องเจริญแบบไหนจึงจะชื่อว่าทางสายกลาง</strong></p><br><p>A : ให้เอาศีลเป็นหลัก มีกัลยาณมิตรดีที่จะไปทางเดียวกัน มีมรรคเป็นเกณฑ์ ถ้าออกนอกมรรคก็ให้ตั้งสติ ปรับจิตใจ ทำความเพียรให้มาก จะพัฒนาไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ควรจะแก้ไขอย่างไร เมื่อนั่งสมาธิแล้วหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน ท้อ ไม่อยากทำต่อ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ถีนมิทธะเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้สงบ ให้ระลึกถึงตรงจุดที่เราทำได้ จดจ่อตรงที่ทำได้ พอเราตั้งสติได้ จิตก็จะมีพลังมากขึ้น ให้เราฝึกทำให้ชำนาญ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ ถ้าได้เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เสื่อมได้..มรรค 8 เป็นสังขตธรรม คือเป็นธรรมะที่มีการปรุงแต่ง เมื่อมีการปรุงแต่งก็หมายความว่าต้องอาศัยเหตุ ถ้าเหตุที่ทำให้เกิดสมาธินั้นเสื่อมไป สมาธิก็เสื่อมไป เราต้องรักษาเหตุเอาไว้ เหตุของสมาธิ คือสติสัมมาทิฐิโดยมีศีลเป็นพื้นฐานถ้าเหตุเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปสมาธิก็เสื่อมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เคยทำกรรมไม่ดีไว้กับงูจึงทำให้กลัวงู</strong></p><p>A : ให้เราทำความดี เจริญเมตตาภาวนา ทำให้บ่อยให้มาก จะช่วยให้คลายความร้อนใจ ให้เราหาที่อยู่ให้จิต เช่นมีสมาธิอยู่กับการงานที่ทำฟังเทศน์หรือดูลมหายใจ ก็จะช่วยให้จิตมีเครื่องอยู่ไม่ฟุ้งซ่าน </p><br><p><strong>Q : ใช้การภาวนาคาถาแทนการดูลมหายใจได้หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ได้..ใช้วิธีไหนก็ได้ในอนุสติ 10 คำสอนของท่านสามารถปฎิบัติเข้ามาได้โดยรอบ ทุกวิธีที่ท่านสอนจะมารวมลงไปตามทางในมรรค 8&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เทคนิคแก้ฝันร้าย</strong></p><p>&nbsp;A: ก่อนนอน ให้กำหนดสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อิริยาบถในการนอนแล้วเจริญเมตตา มุทิตา กรุณา อุเบกขา น้อมจิตไปเพื่อการนอน กำหนดจิตว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ว่า<strong> “ขอให้บาปอกุศลอย่าได้ตามเราผู้ที่นอนอยู่”</strong> แล้วบาปอกุศลจะไม่ตามเราไป เพราะเราตั้งสติไว้แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทิศทางสู่นิพพานในขณะที่ยังเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน</strong></p><p>A :&nbsp;มรรค8 เป็นทางเดิน ทางเดียว ที่จะไปสู่นิพพานได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การเจริญมรรคของฆราวาสต้องเจริญแบบไหนจึงจะชื่อว่าทางสายกลาง</strong></p><br><p>A : ให้เอาศีลเป็นหลัก มีกัลยาณมิตรดีที่จะไปทางเดียวกัน มีมรรคเป็นเกณฑ์ ถ้าออกนอกมรรคก็ให้ตั้งสติ ปรับจิตใจ ทำความเพียรให้มาก จะพัฒนาไปได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ควรจะแก้ไขอย่างไร เมื่อนั่งสมาธิแล้วหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน ท้อ ไม่อยากทำต่อ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ถีนมิทธะเป็นเครื่องกั้นจิตไม่ให้สงบ ให้ระลึกถึงตรงจุดที่เราทำได้ จดจ่อตรงที่ทำได้ พอเราตั้งสติได้ จิตก็จะมีพลังมากขึ้น ให้เราฝึกทำให้ชำนาญ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ ถ้าได้เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เสื่อมได้..มรรค 8 เป็นสังขตธรรม คือเป็นธรรมะที่มีการปรุงแต่ง เมื่อมีการปรุงแต่งก็หมายความว่าต้องอาศัยเหตุ ถ้าเหตุที่ทำให้เกิดสมาธินั้นเสื่อมไป สมาธิก็เสื่อมไป เราต้องรักษาเหตุเอาไว้ เหตุของสมาธิ คือสติสัมมาทิฐิโดยมีศีลเป็นพื้นฐานถ้าเหตุเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปสมาธิก็เสื่อมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อริยปัญญา [6733-7q]</title>
			<itunes:title>อริยปัญญา [6733-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Aug 2024 21:00:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66bf66898d5b0e0994c24886/media.mp3" length="26516718" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66bf66898d5b0e0994c24886</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66bf66898d5b0e0994c24886</link>
			<acast:episodeId>66bf66898d5b0e0994c24886</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMBNJczVLImGSSPlAotkscE1WAUrLdhT8iu11o4z4ZCLt0/lUBBnMOm3teVgrh6+jideeRrp68pC57SNP3by6zX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : จะวางจิตอย่างไร ให้ไม่ยินดียินร้ายอย่างถูกต้อง</strong></p><p>A : การเสพโซเชียล ดูคลิป ฟังเพลง มันเป็นกับดัก ทำให้เสพติด เพลินไปในอารมณ์นั้น หากเราเสพสิ่งใดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะเพิ่มขึ้น นั่นไม่ดี วิธีคลายเครียดทำได้หลายวิธี เช่น ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฟังธรรม คือให้เราไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เป็นทางกาม พอเราหลีกออกจากกาม จิตจะมีกำลัง จะไม่ค่อยถูกดึงไป จะมีภูมิต้านทาน ทำเช่นนี้จิตเราจะไม่ไปขัดเคืองกับกาม จะวางจิตให้ไม่ยินดียินร้ายได้อย่างถูกต้อง&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ตามปกติแล้วนามรูปมีการดับอยู่เสมอตลอดเวลา จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : เราต้องเข้าใจว่ามันเป็นของเกิดได้ ดับได้ เข้าใจด้วยปัญญาว่า ตอนมันยังไม่แตก มันเป็นของดับได้ ตอนที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นของดับได้ ตอนที่มันคงอยู่ ก็เป็นของดับได้ ตอนที่มันแตกไป แล้วมันก็เป็นของเกิดได้ เกิดได้ดับได้ เพราะมีเหตุปัจจัย เข้าใจตรงนี้เพื่อที่จะไม่ยึดถือ เราจะเกิดความเข้าใจตรงนี้ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตาม “มรรค 8”&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ไม่ต้องใช้มรรค 8 ก็ดับนามรูปได้ จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : นามรูปเกิดหรือดับได้เพราะวิญญาณ ไม่ว่าโลกนี้จะมีหรือไม่มีมรรค 8 มันก็เกิดดับของมันอยู่แล้ว&nbsp;มรรค 8 เป็นหนทางเอก หนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราเข้าใจการเกิดขึ้น การดับไป และการปล่อยวาง แล้วไม่ยึดถือ ความเข้าใจนี้เป็นอริยปัญญา ซึ่งหากจะบอกว่าไม่ต้องใช้มรรค 8 แล้วจะปล่อยวาง ทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อจำเป็นต้องกำจัดยุงลาย ควรตั้งจิตอย่างไร เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดบาปในใจ</strong></p><p>A : บาปกับบุญคนละบัญชีกัน ท่านเปรียบไว้กับเกลือคือบาป ละลายในน้ำ น้ำคือบุญ ผลของความเค็มคือการให้ผล&nbsp;บาปมากน้อยให้เราเอาเกณฑ์ในการพิจารณา 3 อย่าง คือ 1) เจตนา 2) ประเภทของสัตว์ ขนาดเล็กไปถึงใหญ่ มีคุณน้อยไปถึงมีคุณมาก 3) น้ำที่สร้าง (บุญ) การเกิดในวัฏฏะต้องมีการเบียดเบียนกัน ถ้ายังมีการเกิดต่อไปก็ต้องมีทุกข์ เมื่อเราเห็นโทษของการเกิด ถ้าเรามีความสบายใจ เกิดสมาธิ มีการโยนิโสมนสิการ แล้วเกิดปัญญา จะเป็นทางที่จะพ้นทุกข์ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : จะวางจิตอย่างไร ให้ไม่ยินดียินร้ายอย่างถูกต้อง</strong></p><p>A : การเสพโซเชียล ดูคลิป ฟังเพลง มันเป็นกับดัก ทำให้เสพติด เพลินไปในอารมณ์นั้น หากเราเสพสิ่งใดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะเพิ่มขึ้น นั่นไม่ดี วิธีคลายเครียดทำได้หลายวิธี เช่น ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฟังธรรม คือให้เราไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เป็นทางกาม พอเราหลีกออกจากกาม จิตจะมีกำลัง จะไม่ค่อยถูกดึงไป จะมีภูมิต้านทาน ทำเช่นนี้จิตเราจะไม่ไปขัดเคืองกับกาม จะวางจิตให้ไม่ยินดียินร้ายได้อย่างถูกต้อง&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ตามปกติแล้วนามรูปมีการดับอยู่เสมอตลอดเวลา จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : เราต้องเข้าใจว่ามันเป็นของเกิดได้ ดับได้ เข้าใจด้วยปัญญาว่า ตอนมันยังไม่แตก มันเป็นของดับได้ ตอนที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นของดับได้ ตอนที่มันคงอยู่ ก็เป็นของดับได้ ตอนที่มันแตกไป แล้วมันก็เป็นของเกิดได้ เกิดได้ดับได้ เพราะมีเหตุปัจจัย เข้าใจตรงนี้เพื่อที่จะไม่ยึดถือ เราจะเกิดความเข้าใจตรงนี้ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตาม “มรรค 8”&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ไม่ต้องใช้มรรค 8 ก็ดับนามรูปได้ จริงหรือไม่?</strong></p><p>A : นามรูปเกิดหรือดับได้เพราะวิญญาณ ไม่ว่าโลกนี้จะมีหรือไม่มีมรรค 8 มันก็เกิดดับของมันอยู่แล้ว&nbsp;มรรค 8 เป็นหนทางเอก หนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราเข้าใจการเกิดขึ้น การดับไป และการปล่อยวาง แล้วไม่ยึดถือ ความเข้าใจนี้เป็นอริยปัญญา ซึ่งหากจะบอกว่าไม่ต้องใช้มรรค 8 แล้วจะปล่อยวาง ทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อจำเป็นต้องกำจัดยุงลาย ควรตั้งจิตอย่างไร เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดบาปในใจ</strong></p><p>A : บาปกับบุญคนละบัญชีกัน ท่านเปรียบไว้กับเกลือคือบาป ละลายในน้ำ น้ำคือบุญ ผลของความเค็มคือการให้ผล&nbsp;บาปมากน้อยให้เราเอาเกณฑ์ในการพิจารณา 3 อย่าง คือ 1) เจตนา 2) ประเภทของสัตว์ ขนาดเล็กไปถึงใหญ่ มีคุณน้อยไปถึงมีคุณมาก 3) น้ำที่สร้าง (บุญ) การเกิดในวัฏฏะต้องมีการเบียดเบียนกัน ถ้ายังมีการเกิดต่อไปก็ต้องมีทุกข์ เมื่อเราเห็นโทษของการเกิด ถ้าเรามีความสบายใจ เกิดสมาธิ มีการโยนิโสมนสิการ แล้วเกิดปัญญา จะเป็นทางที่จะพ้นทุกข์ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รับมือกับความเครียด [6732-7q]</title>
			<itunes:title>รับมือกับความเครียด [6732-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Aug 2024 21:00:28 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66b68eb6fade109817bb90ae/media.mp3" length="28012951" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66b68eb6fade109817bb90ae</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66b68eb6fade109817bb90ae</link>
			<acast:episodeId>66b68eb6fade109817bb90ae</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOsCi2FiLo+h3DZ1I1aOTkTCUmkDtZn5h+cHxzhhhPcQWfKBQR5BBFRpWqSv+LNYnmLXXAqP1g3vK0KrhtdQ3kG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : วิธีจัดการกับความเครียดกดดัน ?</strong></p><p>A : ในการทำงาน หากเราตั้งไว้ด้วยความอยากว่า อยากมีชื่อเสียง อยากประสบความสำเร็จ ความอยากนั้นจะเป็นตัณหา เราควรตั้งไว้ด้วยความเพียรคือวิริยะ ที่เป็นความเพียรที่ไม่ประกอบด้วยความอยาก คือเริ่มจากมีสติจดจ่ออยู่ในงานปัจจุบัน ใช้หลักธรรม คือ <strong>“อิทธิบาท 4” </strong>มีสมาธิเป็นตัวประสาน มีเมตตาต่อกัน สามัคคีกัน สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะสนับสนุนการทำงาน โครงการก็จะสำเร็จได้</p><br><p><strong>Q : คนที่เป็นซึมเศร้าแล้วมีธรรมะใดที่จะทำให้จิตใจดีขึ้นบ้าง?</strong></p><p>A : โรคซึมเศร้า เป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ที่มีกำลังมากเรียกว่า <strong>“ถีนมิทธนิวรณ์”</strong>&nbsp;ลักษณะคือจิตคิดวนไปในเรื่องที่ไม่พอใจ เศร้าใจ คิดวนไป ๆ จนกระทั่งอารมณ์ทางจิตมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย ให้เราตั้งสติให้คิดไปในเรื่องอื่น คือให้เอาสิ่งอื่นมาทดแทน เช่น ออกไปข้างนอก ไปทำกิจกรรมที่ไม่เป็นไปในทางกาม เช่น ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อ่านหนังสือ หรือไปเป็นอาสาสมัคร เพื่อให้คิดเรื่องที่หลีกจากกาม พอจิตเราเป็นสมาธิก็จะกำจัดนิวรณ์นี้ออกไปได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่เลือกรับของในบาตรจะได้บุญหรือไม่?</strong></p><p>A : ได้บุญ เพราะเราตั้งจิตไว้แล้ว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น เราควรตั้งจิตไว้ว่า <strong>“เราถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งจิตว่าจะถวายพระอริยะเจ้าทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปนี้ เป็นตัวแทนในการรับ”</strong> พอเราตั้งจิตไว้ถูก บุญที่ได้จะมาก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราภาวนาเป็นหรือไม่เป็น?</strong></p><p>A : การภาวนาคือการพัฒนา เป็นการทำให้เจริญ เมื่อเราภาวนาต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ท่านได้พูดถึงกำลังของพระเสขะ ที่ประกอบไปด้วยศรัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ และปัญญา การที่เรานั่งสมาธิแม้จะยังไม่ได้สมาธิ เราก็ได้ความเพียร ความเพียรก็มาจากศรัทธา เรามีศรัทธา มีความเพียร เกิดการลงมือทำจริง ความเพียรเราก็เพิ่ม ศรัทธาเราก็เพิ่ม ให้เราฝึกฝนทักษะ จะพัฒนาก้าวหน้าได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีวิธีการจัดการกับความอิจฉาริษยาอย่างไร?</strong></p><p>A : ใช้คุณธรรมคือมุทิตา แปลว่า ความยินดีที่เขามีความสุข ยินดีที่เขาได้ความสำเร็จ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : วิธีจัดการกับความเครียดกดดัน ?</strong></p><p>A : ในการทำงาน หากเราตั้งไว้ด้วยความอยากว่า อยากมีชื่อเสียง อยากประสบความสำเร็จ ความอยากนั้นจะเป็นตัณหา เราควรตั้งไว้ด้วยความเพียรคือวิริยะ ที่เป็นความเพียรที่ไม่ประกอบด้วยความอยาก คือเริ่มจากมีสติจดจ่ออยู่ในงานปัจจุบัน ใช้หลักธรรม คือ <strong>“อิทธิบาท 4” </strong>มีสมาธิเป็นตัวประสาน มีเมตตาต่อกัน สามัคคีกัน สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะสนับสนุนการทำงาน โครงการก็จะสำเร็จได้</p><br><p><strong>Q : คนที่เป็นซึมเศร้าแล้วมีธรรมะใดที่จะทำให้จิตใจดีขึ้นบ้าง?</strong></p><p>A : โรคซึมเศร้า เป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ที่มีกำลังมากเรียกว่า <strong>“ถีนมิทธนิวรณ์”</strong>&nbsp;ลักษณะคือจิตคิดวนไปในเรื่องที่ไม่พอใจ เศร้าใจ คิดวนไป ๆ จนกระทั่งอารมณ์ทางจิตมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย ให้เราตั้งสติให้คิดไปในเรื่องอื่น คือให้เอาสิ่งอื่นมาทดแทน เช่น ออกไปข้างนอก ไปทำกิจกรรมที่ไม่เป็นไปในทางกาม เช่น ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อ่านหนังสือ หรือไปเป็นอาสาสมัคร เพื่อให้คิดเรื่องที่หลีกจากกาม พอจิตเราเป็นสมาธิก็จะกำจัดนิวรณ์นี้ออกไปได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่เลือกรับของในบาตรจะได้บุญหรือไม่?</strong></p><p>A : ได้บุญ เพราะเราตั้งจิตไว้แล้ว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น เราควรตั้งจิตไว้ว่า <strong>“เราถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งจิตว่าจะถวายพระอริยะเจ้าทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปนี้ เป็นตัวแทนในการรับ”</strong> พอเราตั้งจิตไว้ถูก บุญที่ได้จะมาก&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราภาวนาเป็นหรือไม่เป็น?</strong></p><p>A : การภาวนาคือการพัฒนา เป็นการทำให้เจริญ เมื่อเราภาวนาต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ท่านได้พูดถึงกำลังของพระเสขะ ที่ประกอบไปด้วยศรัทธา หิริ โอตัปปะ วิริยะ และปัญญา การที่เรานั่งสมาธิแม้จะยังไม่ได้สมาธิ เราก็ได้ความเพียร ความเพียรก็มาจากศรัทธา เรามีศรัทธา มีความเพียร เกิดการลงมือทำจริง ความเพียรเราก็เพิ่ม ศรัทธาเราก็เพิ่ม ให้เราฝึกฝนทักษะ จะพัฒนาก้าวหน้าได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีวิธีการจัดการกับความอิจฉาริษยาอย่างไร?</strong></p><p>A : ใช้คุณธรรมคือมุทิตา แปลว่า ความยินดีที่เขามีความสุข ยินดีที่เขาได้ความสำเร็จ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจทุกข์จะพ้นทุกข์ [6731-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าใจทุกข์จะพ้นทุกข์ [6731-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Aug 2024 21:00:34 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66ad11e6da0a315172a14582/media.mp3" length="28355245" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66ad11e6da0a315172a14582</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66ad11e6da0a315172a14582</link>
			<acast:episodeId>66ad11e6da0a315172a14582</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjP+dtWfJIizq9ZGO0DEDTShVaDOOzJgehsJQO32KLD50pBlD1lE2h+VsJ9uKOsuKJPmfvQK5MT+g2ky8vKjLXDr]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้ม ลืมคำภาวนา ลืมลมหายใจ</strong></p><p>A : ลืม เผลอ เพลิน คือการขาดสติ แต่ถ้ารู้ว่าดับ เห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั่นคือมีสติ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขณะกำหนดจิตบริกรรมพุทโธ ระหว่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็พูดสอนอยู่ด้วย ควรกำหนดสติไว้กับอะไร?</strong></p><p>A : ตั้งสติไว้ตรงช่องทางที่เสียง ที่จะเข้ามาสู่หูเรา เอาจิตไว้ที่โสตวิญญาณ คือ การรับรู้ทางเสียงนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ (หลุดพ้น) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: คำว่า "ไม่ต้องปฏิบัติอีก" สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า “การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” เรียกว่า<strong> “วิมุตติญาณทัสสนะ”</strong> คือ ไม่ต้องปฏิบัติเพื่อให้บรรลุแล้วเพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังคงต้องรักษาศีล เจริญมรรค 8 อยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ เพื่อให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เข้าฌาน 1 แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารหรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;A : ฌาน 1 ยังมีวิตกวิจาร หากพิจารณากายบุคคลอื่น ในลักษณะที่เป็นภาพ เสียง ถือว่าเป็น วิตกวิจาร แต่หากพิจารณากายแล้วเห็นความไม่เที่ยงในกาย นั่นเป็นวิปัสสนา คือ เหนือจากฌาน 1 ขึ้นไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีต่อสู้กับกิเลส&nbsp;ที่เมื่อตื่นนอนขึ้นมาควรลุกทันที แต่ทำไม่ค่อยได้?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ให้เราฝึกตั้งแต่ก่อนนอน ขณะที่อยู่ในอิริยาบถนอน แล้วตั้งสติไว้ว่า<strong> “รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน” </strong>แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า <strong>“บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่”</strong> ทำบ่อย ๆ จะพัฒนาขึ้นได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร แล้วทุกข์ที่เราเจอ ใช่ตัวเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ทุกข์ของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้น ก็เป็นทุกข์เดียวกันกับเรา ทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ พบเจอกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจไม่น่าปรารถนา พอท่านพบว่า เหตุที่เกิดทุกข์คือการเกิด จะทำให้ทุกข์นี้ดับไป ก็ต้องดับการเกิด ท่านจึงปฏิบัติตามมรรค 8 ทุกข์ก็ดับไป พ้นจากทุกข์ได้ ส่วนหากถามถึงทุกข์ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้ว เพราะค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะไปดีหรือไม่?</strong></p><p>A : จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมีจุตูปปาตญาณ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้ม ลืมคำภาวนา ลืมลมหายใจ</strong></p><p>A : ลืม เผลอ เพลิน คือการขาดสติ แต่ถ้ารู้ว่าดับ เห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั่นคือมีสติ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขณะกำหนดจิตบริกรรมพุทโธ ระหว่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็พูดสอนอยู่ด้วย ควรกำหนดสติไว้กับอะไร?</strong></p><p>A : ตั้งสติไว้ตรงช่องทางที่เสียง ที่จะเข้ามาสู่หูเรา เอาจิตไว้ที่โสตวิญญาณ คือ การรับรู้ทางเสียงนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ (หลุดพ้น) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: คำว่า "ไม่ต้องปฏิบัติอีก" สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า “การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” เรียกว่า<strong> “วิมุตติญาณทัสสนะ”</strong> คือ ไม่ต้องปฏิบัติเพื่อให้บรรลุแล้วเพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังคงต้องรักษาศีล เจริญมรรค 8 อยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ เพื่อให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เข้าฌาน 1 แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารหรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;A : ฌาน 1 ยังมีวิตกวิจาร หากพิจารณากายบุคคลอื่น ในลักษณะที่เป็นภาพ เสียง ถือว่าเป็น วิตกวิจาร แต่หากพิจารณากายแล้วเห็นความไม่เที่ยงในกาย นั่นเป็นวิปัสสนา คือ เหนือจากฌาน 1 ขึ้นไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีต่อสู้กับกิเลส&nbsp;ที่เมื่อตื่นนอนขึ้นมาควรลุกทันที แต่ทำไม่ค่อยได้?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ให้เราฝึกตั้งแต่ก่อนนอน ขณะที่อยู่ในอิริยาบถนอน แล้วตั้งสติไว้ว่า<strong> “รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน” </strong>แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า <strong>“บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่”</strong> ทำบ่อย ๆ จะพัฒนาขึ้นได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร แล้วทุกข์ที่เราเจอ ใช่ตัวเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ทุกข์ของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้น ก็เป็นทุกข์เดียวกันกับเรา ทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ พบเจอกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจไม่น่าปรารถนา พอท่านพบว่า เหตุที่เกิดทุกข์คือการเกิด จะทำให้ทุกข์นี้ดับไป ก็ต้องดับการเกิด ท่านจึงปฏิบัติตามมรรค 8 ทุกข์ก็ดับไป พ้นจากทุกข์ได้ ส่วนหากถามถึงทุกข์ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้ว เพราะค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะไปดีหรือไม่?</strong></p><p>A : จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมีจุตูปปาตญาณ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เพื่อนสอง [6730-7q]</title>
			<itunes:title>เพื่อนสอง [6730-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Jul 2024 21:00:22 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>47:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66a3b218263e103d1795b148/media.mp3" length="22784239" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66a3b218263e103d1795b148</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66a3b218263e103d1795b148</link>
			<acast:episodeId>66a3b218263e103d1795b148</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjP15zOy5korlndgIvPubdnvfvKfyuWzKfWJXHmNTny4iEaWevC7E2Q1bql4jCkdtJuadeH8Z4M20lRJ7Dl2SC1M]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : สมาธิแบบไหนที่ก่อให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A : ไม่ใช่แค่สมาธิเพียงส่วนเดียว แต่ยังมีอย่างอื่นประกอบกันด้วย การที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีลักษณะความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ มีจิตรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว แล้วพิจารณากระทำในใจโดยแยบคายคือมีโยนิโสมนสิการ การพิจารณาแบบนี้จะทำให้เกิดปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธากับสัมมาทิฎฐิอะไรมาก่อนกัน?</strong></p><p>A : หากพิจารณาจากอินทรีย์ 5 จะเริ่มด้วย ศรัทธา ส่วนสัมมาทิฎฐิอยู่ในหมวดของปัญญา ศรัทธาคือความมั่นใจความโลงใจว่าจะเกิดผลสำเร็จได้ จึงเกิดการทำจริงแน่วแน่จริงคือวิริยะ ลักษณะของปัญญาคือวิธีการที่จะทำ รู้วิธีการแต่ยังไม่ทำเพราะไม่มีวิริยะ ดังนั้นศรัทธาต้องมีปัญญาประกอบด้วยเสมอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพื่อนสองคืออะไร มีนัยยะที่มาทั้งทางดีและไม่ดีใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เพื่อนสองไม่ได้หมายถึงมิตร แต่หมายถึงการผูกจิตติดอยู่กับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียง แสง คำพูด หรือภาพก็ตาม ถ้ามีการผูกจิตติดไปกับอารมณ์กับอำนาจความเพลิน นั่นคือคุณมีเพื่อนสอง ให้เราฝึกสติ เมื่อเรามีสติไม่เพลิน เราจะอยู่ได้กับทุกสิ่ง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วยังฉุนเฉียวง่าย?</strong></p><p>A : กิเลสทำให้จิตใจคนไม่เป็นตัวของตัวเอง การปฏิบัติธรรมเปรียบดังการจับงู หากเราจับผิดวิธี ไม่มีเครื่องมือ งูก็จะแว้งกัดเรา แต่หากเราจับถูกวิธี มีเครื่องมือที่ถูกต้อง งูก็จะไม่กัดเรา เช่นเดียวกันการปฏิบัติธรรมต้องมีความลึกซึ้งแยบคาย รอบคอบรัดกุม ไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่ได้ผล จะให้โทษมากกว่า&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : สมาธิแบบไหนที่ก่อให้เกิดปัญญา?</strong></p><p>A : ไม่ใช่แค่สมาธิเพียงส่วนเดียว แต่ยังมีอย่างอื่นประกอบกันด้วย การที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีลักษณะความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ มีจิตรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว แล้วพิจารณากระทำในใจโดยแยบคายคือมีโยนิโสมนสิการ การพิจารณาแบบนี้จะทำให้เกิดปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธากับสัมมาทิฎฐิอะไรมาก่อนกัน?</strong></p><p>A : หากพิจารณาจากอินทรีย์ 5 จะเริ่มด้วย ศรัทธา ส่วนสัมมาทิฎฐิอยู่ในหมวดของปัญญา ศรัทธาคือความมั่นใจความโลงใจว่าจะเกิดผลสำเร็จได้ จึงเกิดการทำจริงแน่วแน่จริงคือวิริยะ ลักษณะของปัญญาคือวิธีการที่จะทำ รู้วิธีการแต่ยังไม่ทำเพราะไม่มีวิริยะ ดังนั้นศรัทธาต้องมีปัญญาประกอบด้วยเสมอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพื่อนสองคืออะไร มีนัยยะที่มาทั้งทางดีและไม่ดีใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : เพื่อนสองไม่ได้หมายถึงมิตร แต่หมายถึงการผูกจิตติดอยู่กับอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียง แสง คำพูด หรือภาพก็ตาม ถ้ามีการผูกจิตติดไปกับอารมณ์กับอำนาจความเพลิน นั่นคือคุณมีเพื่อนสอง ให้เราฝึกสติ เมื่อเรามีสติไม่เพลิน เราจะอยู่ได้กับทุกสิ่ง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำไมคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วยังฉุนเฉียวง่าย?</strong></p><p>A : กิเลสทำให้จิตใจคนไม่เป็นตัวของตัวเอง การปฏิบัติธรรมเปรียบดังการจับงู หากเราจับผิดวิธี ไม่มีเครื่องมือ งูก็จะแว้งกัดเรา แต่หากเราจับถูกวิธี มีเครื่องมือที่ถูกต้อง งูก็จะไม่กัดเรา เช่นเดียวกันการปฏิบัติธรรมต้องมีความลึกซึ้งแยบคาย รอบคอบรัดกุม ไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่ได้ผล จะให้โทษมากกว่า&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าพรรษาพัฒนาตน [6729-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าพรรษาพัฒนาตน [6729-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Jul 2024 21:00:17 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/669b8286fc4972011ba60615/media.mp3" length="27130671" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">669b8286fc4972011ba60615</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/669b8286fc4972011ba60615</link>
			<acast:episodeId>669b8286fc4972011ba60615</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOKE5IqL04GIAEGMaJ8FracMBOolTd5Il+pTk8v1vyfoDTUiuvAz1QYHotg7SBzBdppIdeSVu1D6bzYb0RddFwY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เข้าพรรษาพัฒนาตน</strong></p><p>A : ในพรรษานี้ ชักชวนบำเพ็ญบารมี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยการทำข้อวัตรปฏิบัติ ที่พิเศษขึ้นมาจากในเวลาปกติ เช่น ฝึกสวดมนต์&nbsp;ทานมื้อเดียว แน่นอนว่าจะมีบททดสอบผ่านเข้ามา ให้เรารู้จักปรับตัว แม้จะเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ให้ตั้งสติ อดทน ให้ฝืนทำ ทำแล้วกุศลธรรมเกิด นั่นจะดี บารมีจะเกิดตอนที่เราเอาชนะกิเลสของเราได้</p><br><p><strong>Q : ปฏิบัติธรรมแล้วยังฮัมเพลงได้หรือไม่?</strong></p><p>A : เพลงของพระพุทธเจ้า คือ เพลงขับ เป็นคำกลอน เรียกว่า “คาถา” ท่านให้มากที่สุด คือ สวดหรือร้องในแนวเสียงกลาง สวดทำนองสรภัญญะ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ เนื้อหาและรูปแบบเสียง หากเสียงสูงต่ำมาก อาจทำให้เกิดความกำหนัด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : โกงชาติบ้านเมืองจะตกนรกขุมไหน?</strong></p><p>A : การถือเอาทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้นั้นผิดศีลข้อที่ 2 ผล คือจะไปตกนรก แต่หากเขาแก้ไขปรับปรุง กลับตัวกลับใจได้ ยกตัวอย่างพระองคุลีมาล ที่ท่านเคยทำผิดแต่กลับตัวกลับใจ ปฏิบัติตามธรรมจนบรรลุพระอรหันต์ กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าคนเราจะแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ ที่สำคัญคือจิตใจของเรา อย่ายินดียินร้ายไปตาม ให้นำมาเป็นอุทาหรณ์ว่าเราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะหากเราคิดไม่ดีกับเขา แบบนี้เราผูกเวรกับเขา เราก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไปด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความละอายห้าระดับ</strong></p><p>A : กลัวการติเตียนตนเองด้วยตน, กลัวการติเตียนจากคนอื่น, กลัวการถูกลงโทษ, กลัวตกนรก และละอายต่อธรรมะที่เป็นสิ่งดี ๆ แล้วไม่ได้ทำ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ติเตียนที่เป็นไปเพื่อกุศลกรรม</strong></p><p>A : พูดตามหลักฐานที่มี ไม่พูดจาให้เขาแตกกัน ไม่ใช้คำหยาบ ส่อเสียด ติเตียน มีทางออกให้แต่ละฝ่าย เหมือนดังศาลพิจารณาคดีความ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนเนรคุณถือว่าผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A : หากเคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือกัน เมื่อถึงเวลาแล้วไม่ช่วยถือเป็นการโกหก ผิดศีล หากเขาเคยมีคุณต่อเรา แล้วเราไม่ตอบแทนคุณเขา เราจะเป็นคนเนรคุณเป็นบาป การเห็นคุณ คือกตัญญู การกระทำตอบคือกตเวที ซึ่งสามารถกระทำตอบได้หลายวิธี ทั้งทางกาย วาจา ใจ ให้เราคิดดีกับคนอื่น แม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่านสอนให้เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอด รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เราก็จะอยู่ในสังคมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : บารมีเต็มเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : น่าจะหมายถึงบารมีสิบทัศ&nbsp;เราจะรู้ได้ว่าบารมีเต็มเมื่อเราบรรลุธรรม บารมีเต็มในขั้นต้น คือ โสดาบัน และอีกสิ่งหนึ่งที่จะดูได้คืออินทรีย์ บารมีสิบทัศจะมาบ่มอินทรีย์ 5 ให้แก่กล้า  แล้วก็จะเกิดการบรรลุธรรมขึ้นมา&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เข้าพรรษาพัฒนาตน</strong></p><p>A : ในพรรษานี้ ชักชวนบำเพ็ญบารมี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยการทำข้อวัตรปฏิบัติ ที่พิเศษขึ้นมาจากในเวลาปกติ เช่น ฝึกสวดมนต์&nbsp;ทานมื้อเดียว แน่นอนว่าจะมีบททดสอบผ่านเข้ามา ให้เรารู้จักปรับตัว แม้จะเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ให้ตั้งสติ อดทน ให้ฝืนทำ ทำแล้วกุศลธรรมเกิด นั่นจะดี บารมีจะเกิดตอนที่เราเอาชนะกิเลสของเราได้</p><br><p><strong>Q : ปฏิบัติธรรมแล้วยังฮัมเพลงได้หรือไม่?</strong></p><p>A : เพลงของพระพุทธเจ้า คือ เพลงขับ เป็นคำกลอน เรียกว่า “คาถา” ท่านให้มากที่สุด คือ สวดหรือร้องในแนวเสียงกลาง สวดทำนองสรภัญญะ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ เนื้อหาและรูปแบบเสียง หากเสียงสูงต่ำมาก อาจทำให้เกิดความกำหนัด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : โกงชาติบ้านเมืองจะตกนรกขุมไหน?</strong></p><p>A : การถือเอาทรัพย์ที่เขาไม่ได้ให้นั้นผิดศีลข้อที่ 2 ผล คือจะไปตกนรก แต่หากเขาแก้ไขปรับปรุง กลับตัวกลับใจได้ ยกตัวอย่างพระองคุลีมาล ที่ท่านเคยทำผิดแต่กลับตัวกลับใจ ปฏิบัติตามธรรมจนบรรลุพระอรหันต์ กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าคนเราจะแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ ที่สำคัญคือจิตใจของเรา อย่ายินดียินร้ายไปตาม ให้นำมาเป็นอุทาหรณ์ว่าเราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะหากเราคิดไม่ดีกับเขา แบบนี้เราผูกเวรกับเขา เราก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไปด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความละอายห้าระดับ</strong></p><p>A : กลัวการติเตียนตนเองด้วยตน, กลัวการติเตียนจากคนอื่น, กลัวการถูกลงโทษ, กลัวตกนรก และละอายต่อธรรมะที่เป็นสิ่งดี ๆ แล้วไม่ได้ทำ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ติเตียนที่เป็นไปเพื่อกุศลกรรม</strong></p><p>A : พูดตามหลักฐานที่มี ไม่พูดจาให้เขาแตกกัน ไม่ใช้คำหยาบ ส่อเสียด ติเตียน มีทางออกให้แต่ละฝ่าย เหมือนดังศาลพิจารณาคดีความ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนเนรคุณถือว่าผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>A : หากเคยสัญญาว่าจะช่วยเหลือกัน เมื่อถึงเวลาแล้วไม่ช่วยถือเป็นการโกหก ผิดศีล หากเขาเคยมีคุณต่อเรา แล้วเราไม่ตอบแทนคุณเขา เราจะเป็นคนเนรคุณเป็นบาป การเห็นคุณ คือกตัญญู การกระทำตอบคือกตเวที ซึ่งสามารถกระทำตอบได้หลายวิธี ทั้งทางกาย วาจา ใจ ให้เราคิดดีกับคนอื่น แม้จะถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่านสอนให้เรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอด รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เราก็จะอยู่ในสังคมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : บารมีเต็มเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : น่าจะหมายถึงบารมีสิบทัศ&nbsp;เราจะรู้ได้ว่าบารมีเต็มเมื่อเราบรรลุธรรม บารมีเต็มในขั้นต้น คือ โสดาบัน และอีกสิ่งหนึ่งที่จะดูได้คืออินทรีย์ บารมีสิบทัศจะมาบ่มอินทรีย์ 5 ให้แก่กล้า  แล้วก็จะเกิดการบรรลุธรรมขึ้นมา&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สุขในสมาธิ [6728-7q]</title>
			<itunes:title>สุขในสมาธิ [6728-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Jul 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6692d64bade4ffab3eead79b/media.mp3" length="26097422" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6692d64bade4ffab3eead79b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6692d64bade4ffab3eead79b</link>
			<acast:episodeId>6692d64bade4ffab3eead79b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNTbdtgpB/oAEpn1JWOGiJi5d1TM44WylaXKfPUuKLtMHRW3lPAAK4UxI7QdiMZzI0ZaP0MtxZ8xvlB7GI/VEYB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : นั่งสมาธิแล้วคิดเรื่องกามบ้าง ไม่กามบ้าง คือหลุดจากสมาธิ?</strong></p><p>A : หากยังคิดเรื่องกามอยู่ นั่นยังไม่เกิดสมาธิ สมาธิจะเกิดได้ต้องฝึกสติ ต้องแยกแยะความคิดที่ผ่านมาให้ได้ ว่าเป็นกุศล (คิดมาในการหลีกออกจากกาม ไม่พยาบาทเบียดเบียน) หรืออกุศล (คิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน) พยามไม่บังคับกายไม่บังคับจิต ใช้เครื่องมือคือสติ ควบคุม (ไม่ใช่บังคับหรือละเลย) ฝึกสังเกต กำหนดดู ระลึกรู้ ไม่ว่าจะมีความคิดที่ผ่านเข้า-ออก จะตามความคิดไปหรือไม่ตาม จะมีความคิดหรือไม่มีความคิด ก็ไม่ลืมลม พอเราฝึกสติแล้วสติมีกำลัง สมาธิก็จะตามมา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสุขในสมาธิ</strong></p><p>A : เป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยตนเอง เปรียบดังเราจะรู้ว่าอาหารร้านนี้อร่อยแค่ไหน เราก็ต้องไปทานด้วยตัวเอง สมาธินั้นจะไม่ได้ด้วยความอยาก แต่ได้ด้วยการสงบระงับ ด้วยการะงับการปรุงแต่ง สติจะเป็นตัวแยกแยะ จัดระเบียบ ทำไปเป็นขั้น อย่าข้ามขั้น จะก้าวหน้าตามลำดับ แล้วเราจะรู้เองเห็นเอง เราปฏิบัตินั้นไม่ได้จะเอาเวทนา ไม่ได้จะเอาสุข แต่ปฏิบัติเอาปัญญา&nbsp;เอาการรู้แจ้ง เอาการเข้าใจ สุขเวทนาเป็นทางผ่าน เป็นทางที่เป็นกุศล ให้เห็นว่าสุขเวทนาเป็นของไม่เที่ยง เราก็จะผ่านไปได้</p><br><p><strong>Q : เพลิน กับ ภวังค์</strong></p><p>A : เพลินในภายใน คือ ตั้งสยบอยู่ในภายใน สมาธิที่มีปิติสุข คือ ตั้งสยบในภายใน การเข้าภวังค์ คือ เหมือนหลับแต่ไม่ใช่หลับ สติไม่มี คือเพลินไปในสมาธิ ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดปัญญา ไม่ได้ทำให้เห็นไปตามจริง <strong>เหมือนกัน</strong>ตรงที่ไม่มีสติเหมือนกัน <strong>ต่างกัน</strong>ตรงที่ภวังค์เป็นกำลังของสมาธิเกินมา น้อมไปในทางขี้เกียจ <strong>การแก้ไข</strong>ถ้าตกภวังค์ สิ่งแรกคือต้องมีสติรู้ตัวอยู่ในทุกที่ หากเราเพลินไปในสมาธิ สมาธิเกินกำลัง เราต้องเพิ่มความเพียร ฝึกเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่าง ๆ พอเราเห็นตรงนี้ นั่นคือปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การพิจารณา กับ ฟุ้งซ่าน</strong></p><p>A : ถ้าแยกไม่ได้แสดงว่าสติยังไม่เต็มที่ ควรเริ่มจากากรฝึกสติ โดยทำศีลให้ละเอียด รู้ประมาณในการบริโภค สำรวมอินทรีย์ ประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น มีความสันโดษ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้สติมีกำลัง เริ่มแยกแยะได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ประโยชน์จะงดงามเมื่อสำเร็จ</strong></p><p>A : สำเร็จแล้วจึงรู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างนี้ ตอนทำสมาธิไม่ได้ก็ไม่รู้ประโยชน์ แต่พอได้มาแล้วจึงรู้ว่ามันดีอย่างไร ประโยชน์ไม่ใช่แค่ภพนี้แต่ถึงภพหน้า ประโยชน์ในโลกุตตรธรรม มรรคคือสิ่งที่งดงาม&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : นั่งสมาธิแล้วคิดเรื่องกามบ้าง ไม่กามบ้าง คือหลุดจากสมาธิ?</strong></p><p>A : หากยังคิดเรื่องกามอยู่ นั่นยังไม่เกิดสมาธิ สมาธิจะเกิดได้ต้องฝึกสติ ต้องแยกแยะความคิดที่ผ่านมาให้ได้ ว่าเป็นกุศล (คิดมาในการหลีกออกจากกาม ไม่พยาบาทเบียดเบียน) หรืออกุศล (คิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน) พยามไม่บังคับกายไม่บังคับจิต ใช้เครื่องมือคือสติ ควบคุม (ไม่ใช่บังคับหรือละเลย) ฝึกสังเกต กำหนดดู ระลึกรู้ ไม่ว่าจะมีความคิดที่ผ่านเข้า-ออก จะตามความคิดไปหรือไม่ตาม จะมีความคิดหรือไม่มีความคิด ก็ไม่ลืมลม พอเราฝึกสติแล้วสติมีกำลัง สมาธิก็จะตามมา&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความสุขในสมาธิ</strong></p><p>A : เป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยตนเอง เปรียบดังเราจะรู้ว่าอาหารร้านนี้อร่อยแค่ไหน เราก็ต้องไปทานด้วยตัวเอง สมาธินั้นจะไม่ได้ด้วยความอยาก แต่ได้ด้วยการสงบระงับ ด้วยการะงับการปรุงแต่ง สติจะเป็นตัวแยกแยะ จัดระเบียบ ทำไปเป็นขั้น อย่าข้ามขั้น จะก้าวหน้าตามลำดับ แล้วเราจะรู้เองเห็นเอง เราปฏิบัตินั้นไม่ได้จะเอาเวทนา ไม่ได้จะเอาสุข แต่ปฏิบัติเอาปัญญา&nbsp;เอาการรู้แจ้ง เอาการเข้าใจ สุขเวทนาเป็นทางผ่าน เป็นทางที่เป็นกุศล ให้เห็นว่าสุขเวทนาเป็นของไม่เที่ยง เราก็จะผ่านไปได้</p><br><p><strong>Q : เพลิน กับ ภวังค์</strong></p><p>A : เพลินในภายใน คือ ตั้งสยบอยู่ในภายใน สมาธิที่มีปิติสุข คือ ตั้งสยบในภายใน การเข้าภวังค์ คือ เหมือนหลับแต่ไม่ใช่หลับ สติไม่มี คือเพลินไปในสมาธิ ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดปัญญา ไม่ได้ทำให้เห็นไปตามจริง <strong>เหมือนกัน</strong>ตรงที่ไม่มีสติเหมือนกัน <strong>ต่างกัน</strong>ตรงที่ภวังค์เป็นกำลังของสมาธิเกินมา น้อมไปในทางขี้เกียจ <strong>การแก้ไข</strong>ถ้าตกภวังค์ สิ่งแรกคือต้องมีสติรู้ตัวอยู่ในทุกที่ หากเราเพลินไปในสมาธิ สมาธิเกินกำลัง เราต้องเพิ่มความเพียร ฝึกเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่าง ๆ พอเราเห็นตรงนี้ นั่นคือปัญญา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การพิจารณา กับ ฟุ้งซ่าน</strong></p><p>A : ถ้าแยกไม่ได้แสดงว่าสติยังไม่เต็มที่ ควรเริ่มจากากรฝึกสติ โดยทำศีลให้ละเอียด รู้ประมาณในการบริโภค สำรวมอินทรีย์ ประกอบในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น มีความสันโดษ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้สติมีกำลัง เริ่มแยกแยะได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ประโยชน์จะงดงามเมื่อสำเร็จ</strong></p><p>A : สำเร็จแล้วจึงรู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างนี้ ตอนทำสมาธิไม่ได้ก็ไม่รู้ประโยชน์ แต่พอได้มาแล้วจึงรู้ว่ามันดีอย่างไร ประโยชน์ไม่ใช่แค่ภพนี้แต่ถึงภพหน้า ประโยชน์ในโลกุตตรธรรม มรรคคือสิ่งที่งดงาม&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ระบบของอริยสัจสี่ [6727-7q]</title>
			<itunes:title>ระบบของอริยสัจสี่ [6727-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Jul 2024 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66882fd5f5f883ab765aaecb/media.mp3" length="26443487" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66882fd5f5f883ab765aaecb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66882fd5f5f883ab765aaecb</link>
			<acast:episodeId>66882fd5f5f883ab765aaecb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOzYTDEyexfZFU5Waz35Vi/EVTC5zIsi6Q6mIl5/r390E5/gbGREcjNFU6G1vxsEaikiMmfoazW96K2YX4EI4N2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : มีภิกษุที่อยู่ในอรหันตมรรคแต่มรณภาพก่อน จะบรรลุอรหันตผลหรือไหม?</strong></p><p>A : มี ภิกษุที่เป็นอาจารย์ของพระโกกาลิกะ ตอนที่เป็นพระสงฆ์อยู่ บรรลุอนาคามีแล้วไปจุติเป็นพรหมชื่อ “ตุทุปัจเจกพรหม”&nbsp;และมีในพระสูตร “ชนวสภสูตร” กล่าวไว้ ถึงการประชุมของเหล่าเทวดา ว่ามีภิกษุที่เป็นสกทาคามี มรณภาพแล้ว ไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา พอเห็นเหตุการณ์นี้รู้สึกละอายว่าต่ำต้อย ด้วยความละอายในข้อนี้ ตั้งจิตไว้ถูก จึงได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในชั้นพรหม เพราะฉะนั้นการไปเกิดโดยการฝึกที่ยังไม่เสร็จนั้น มีแน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรทำที่สุดแห่งทุกข์ ให้จบ ให้สิ้น ให้ได้ในชาตินี้จะเป็นการดี&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อยากให้เพิ่มรายการออกอากาศช่วงก่อนนอน</strong></p><p>A : รายการที่ฟังไปตอนเช้า เราสามารถฟังก่อนนอนอีกรอบหนึ่ง ฟังแล้วตั้งจิตปฏิบัติตาม ฟังแล้วนำมาทบทวนไตร่ตรอง ว่าเราจะปฏิบัติตามได้อย่างไรบ้าง แล้วก็ฝึกทำ ฝึกปฏิบัติ ฝึกให้ละเอียดลงไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนิจจังทุกขัง อนัตตา</strong></p><p>A : การที่เราฟังเฉย ๆ กับการฟังแล้วใคร่ครวญนั้นต่างกัน เพราะการคิดทั่ว ๆ ไปคือฟุ้งซ่าน เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ให้คิดเป็นระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง คือระบบของอริยสัจสี่ คิดเป็นระบบด้วยจิตที่เป็นสมาธิ นั่นคือการพิจารณา คือโยนิโสมนสิการ มีความเพียร คือวิริยะ ทำตามความเชื่อคือศรัทธา แล้วลงมือทำ พิจารณาไปใน <strong>"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" </strong>จดจ่อลงไปตรงจุดที่เรายึดถือ เราจะวางได้ จะพัฒนาได้ / ดวงจันทร์ไม่มีแสงในตน แต่ว่าสว่างขึ้นมาได้ เพราะอาศัยแสงจากพระอาทิตย์ แสงสว่างคือธรรมะ พระพุทธเจ้าคือพระอาทิตย์ เราจะอาศัยแสงจากพระอาทิตย์ ทำตัวเราให้สว่างขึ้นมา ด้วยธรรมะที่ท่านได้บอกสอนไว้ ก็จะครบเป็นองค์แห่งรัตนสามที่ประเสริฐ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ / พระพุทธศาสนาจะยังอยู่ตลอดไปตราบกาลนาน ถ้ายังมีคนปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ มีคนบอกคนสอนอยู่ แต่หากเราไม่สืบต่อ ไม่ปฏิบัติ ปล่อยคำสอนให้จบสิ้นไป เราจะกลายเป็น <strong>“อันติมบุรุษ”</strong> คือ คนสุดท้าย แต่ถ้าเราทำต่อ คนอื่นเขาเห็น แล้วเขาทำต่อไป มันก็จะต่อไปเรื่อย ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : มีภิกษุที่อยู่ในอรหันตมรรคแต่มรณภาพก่อน จะบรรลุอรหันตผลหรือไหม?</strong></p><p>A : มี ภิกษุที่เป็นอาจารย์ของพระโกกาลิกะ ตอนที่เป็นพระสงฆ์อยู่ บรรลุอนาคามีแล้วไปจุติเป็นพรหมชื่อ “ตุทุปัจเจกพรหม”&nbsp;และมีในพระสูตร “ชนวสภสูตร” กล่าวไว้ ถึงการประชุมของเหล่าเทวดา ว่ามีภิกษุที่เป็นสกทาคามี มรณภาพแล้ว ไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา พอเห็นเหตุการณ์นี้รู้สึกละอายว่าต่ำต้อย ด้วยความละอายในข้อนี้ ตั้งจิตไว้ถูก จึงได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ในชั้นพรหม เพราะฉะนั้นการไปเกิดโดยการฝึกที่ยังไม่เสร็จนั้น มีแน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรทำที่สุดแห่งทุกข์ ให้จบ ให้สิ้น ให้ได้ในชาตินี้จะเป็นการดี&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อยากให้เพิ่มรายการออกอากาศช่วงก่อนนอน</strong></p><p>A : รายการที่ฟังไปตอนเช้า เราสามารถฟังก่อนนอนอีกรอบหนึ่ง ฟังแล้วตั้งจิตปฏิบัติตาม ฟังแล้วนำมาทบทวนไตร่ตรอง ว่าเราจะปฏิบัติตามได้อย่างไรบ้าง แล้วก็ฝึกทำ ฝึกปฏิบัติ ฝึกให้ละเอียดลงไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนิจจังทุกขัง อนัตตา</strong></p><p>A : การที่เราฟังเฉย ๆ กับการฟังแล้วใคร่ครวญนั้นต่างกัน เพราะการคิดทั่ว ๆ ไปคือฟุ้งซ่าน เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ให้คิดเป็นระบบแห่งความเห็นที่ถูกต้อง คือระบบของอริยสัจสี่ คิดเป็นระบบด้วยจิตที่เป็นสมาธิ นั่นคือการพิจารณา คือโยนิโสมนสิการ มีความเพียร คือวิริยะ ทำตามความเชื่อคือศรัทธา แล้วลงมือทำ พิจารณาไปใน <strong>"อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" </strong>จดจ่อลงไปตรงจุดที่เรายึดถือ เราจะวางได้ จะพัฒนาได้ / ดวงจันทร์ไม่มีแสงในตน แต่ว่าสว่างขึ้นมาได้ เพราะอาศัยแสงจากพระอาทิตย์ แสงสว่างคือธรรมะ พระพุทธเจ้าคือพระอาทิตย์ เราจะอาศัยแสงจากพระอาทิตย์ ทำตัวเราให้สว่างขึ้นมา ด้วยธรรมะที่ท่านได้บอกสอนไว้ ก็จะครบเป็นองค์แห่งรัตนสามที่ประเสริฐ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ / พระพุทธศาสนาจะยังอยู่ตลอดไปตราบกาลนาน ถ้ายังมีคนปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ มีคนบอกคนสอนอยู่ แต่หากเราไม่สืบต่อ ไม่ปฏิบัติ ปล่อยคำสอนให้จบสิ้นไป เราจะกลายเป็น <strong>“อันติมบุรุษ”</strong> คือ คนสุดท้าย แต่ถ้าเราทำต่อ คนอื่นเขาเห็น แล้วเขาทำต่อไป มันก็จะต่อไปเรื่อย ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โทษของศรัทธา [6726-7q]</title>
			<itunes:title>โทษของศรัทธา [6726-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Jun 2024 21:00:07 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/667ee77291bcf9d0d4d4fd15/media.mp3" length="27202618" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">667ee77291bcf9d0d4d4fd15</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/667ee77291bcf9d0d4d4fd15</link>
			<acast:episodeId>667ee77291bcf9d0d4d4fd15</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMj/3c9jqD/auch6GvZBAEAOmIev7t7htEuKwx7CaFES0wouIwBKsswuy+D7rDYs1rmiPEv1T/8KgMEopLDa61D]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q :&nbsp;อตัมมยตา?</strong></p><p>A :&nbsp;ท่านตรัสไว้ใน <strong>“เสขปฏิปทาสูตร” </strong>ว่า บุคคลที่เป็นปุถุชน ปฏิบัติมาจนเป็นเสขะ จนกระทั่งจะมาสุดแล้ว จะรู้แจ้งชัดซึ่งนิพพานและไม่มั่นหมายในนิพพาน เพราะนิพพาน เป็นสิ่งที่ ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ขีณาสพได้รู้รอบแล้ว คำว่า <strong>“ตมฺมโย”</strong>&nbsp;แปลว่า ยังเกี่ยวเนื่องด้วยอยู่&nbsp;เกาะอยู่ ยังไม่เป็นอิสระจากสิ่งนั้น (ในที่นี้คือนิพพาน) คำว่า <strong>“อตมฺมโย”</strong> แปลว่า ภาวะที่ไม่ได้เนื่องด้วยสิ่งนั้น เป็นอิสระจากนิพพานนั้น <strong>(อตัมมยตา)&nbsp;</strong>อุปมาอุปไมย ดังดอกบัวอาศัยโคลนตมเกิด แต่พอโผล่พ้นน้ำแล้ว ไม่ได้โดนโคลนตมนั้นอีก คือแยกจากกัน ผ่องแผ้วจากกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;โทษของศรัทธา</strong></p><p>A : นี่เป็นโทษของศรัทธา หากบุคคลที่เราศรัทธา มีเหตุเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วเราไม่ศรัทธาในภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่คบหาในภิกษุเหล่าอื่น ก็จะไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรม ก็จะเสื่อมจากสัทธรรม ศรัทธาเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเราเอง เราต้องรักษาศรัทธาของตัวเราเอง ซึ่งคนที่จะรักษาได้ต้องเป็น<strong> “โสดาปัตติผล” </strong>คือ มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ต้องให้ใครมารับรองรับประกันศรัทธาให้ เราควรตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะตั้งอยู่ในสัทธรรมและมีศรัทธาขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;อะไรเป็นที่ตั้งของศรัทธา?</strong></p><p>A : ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา ถ้าคนที่มีทุกข์แล้วเห็นไม่ถูก ศรัทธาไม่เกิด เมื่อเจอทุกข์แล้ว จะมี 2 อาการ คือ 1) ร้องไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง พร่ำเพ้อ 2) แสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่าใครหนอจะรู้ทางออกของความทุกข์สักหนึ่งหรือสองวิธี&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : คฤหัสบรรลุธรรมต้องมีสถานอย่างไร?</strong></p><p>A : คนที่เป็นอนาคามีมรรคหรือผล พระอรหันต์ จิตของท่านไม่น้อมไปทางกาม ไม่อยากอยู่ในกาม พอไม่อยากอยู่ก็จะมีอันต้องเป็นด้วยความที่ไม่อยากอยู่ ผู้ครองเรือนเป็นผู้ที่อยู่ในกาม เมื่อไม่อยากอยู่ในกามก็ต้องลดกามลง ในระดับศีลที่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ คือ ศีล 8 การรักษาศีล 8 จะสามารถรองรับคุณธรรมนี้ได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q&nbsp;: เพราะอะไรจึงกล่าวว่าการภาวนาเป็นบุญสูงสุด?</strong></p><p>A : ท่านสอนไว้ 2 ตัวแปร คือ 1) ทำเอง ผลคือจะมั่งคั่งร่ำรวย 2) ชักชวนผู้อื่นทำ ผลคือจะมีบริวาร ซึ่งทำทั้ง 2 อย่างยิ่งดี ยิ่งบุญมากยิ่งดี บุญเป็นชื่อของความสุข บุญมากหรือน้อย ดูที่ตัวมัน เหตุของมัน และดูที่การให้ผลของมัน ทานเป็นการทำบุญด้วยสิ่งของ ศีลและภาวนา ใช้ตัวเราทำ การ<strong> “ภาวนา”เป็นบุญสูงสุด </strong>เพราะทำแล้วได้เดี๋ยวนั้น ผลที่ได้ยิ่งใหญ่ พาไปถึงนิพพาน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q :&nbsp;อตัมมยตา?</strong></p><p>A :&nbsp;ท่านตรัสไว้ใน <strong>“เสขปฏิปทาสูตร” </strong>ว่า บุคคลที่เป็นปุถุชน ปฏิบัติมาจนเป็นเสขะ จนกระทั่งจะมาสุดแล้ว จะรู้แจ้งชัดซึ่งนิพพานและไม่มั่นหมายในนิพพาน เพราะนิพพาน เป็นสิ่งที่ ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ขีณาสพได้รู้รอบแล้ว คำว่า <strong>“ตมฺมโย”</strong>&nbsp;แปลว่า ยังเกี่ยวเนื่องด้วยอยู่&nbsp;เกาะอยู่ ยังไม่เป็นอิสระจากสิ่งนั้น (ในที่นี้คือนิพพาน) คำว่า <strong>“อตมฺมโย”</strong> แปลว่า ภาวะที่ไม่ได้เนื่องด้วยสิ่งนั้น เป็นอิสระจากนิพพานนั้น <strong>(อตัมมยตา)&nbsp;</strong>อุปมาอุปไมย ดังดอกบัวอาศัยโคลนตมเกิด แต่พอโผล่พ้นน้ำแล้ว ไม่ได้โดนโคลนตมนั้นอีก คือแยกจากกัน ผ่องแผ้วจากกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;โทษของศรัทธา</strong></p><p>A : นี่เป็นโทษของศรัทธา หากบุคคลที่เราศรัทธา มีเหตุเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วเราไม่ศรัทธาในภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่คบหาในภิกษุเหล่าอื่น ก็จะไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรม ก็จะเสื่อมจากสัทธรรม ศรัทธาเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเราเอง เราต้องรักษาศรัทธาของตัวเราเอง ซึ่งคนที่จะรักษาได้ต้องเป็น<strong> “โสดาปัตติผล” </strong>คือ มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ต้องให้ใครมารับรองรับประกันศรัทธาให้ เราควรตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะตั้งอยู่ในสัทธรรมและมีศรัทธาขึ้นมาได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;อะไรเป็นที่ตั้งของศรัทธา?</strong></p><p>A : ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา ถ้าคนที่มีทุกข์แล้วเห็นไม่ถูก ศรัทธาไม่เกิด เมื่อเจอทุกข์แล้ว จะมี 2 อาการ คือ 1) ร้องไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง พร่ำเพ้อ 2) แสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่าใครหนอจะรู้ทางออกของความทุกข์สักหนึ่งหรือสองวิธี&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : คฤหัสบรรลุธรรมต้องมีสถานอย่างไร?</strong></p><p>A : คนที่เป็นอนาคามีมรรคหรือผล พระอรหันต์ จิตของท่านไม่น้อมไปทางกาม ไม่อยากอยู่ในกาม พอไม่อยากอยู่ก็จะมีอันต้องเป็นด้วยความที่ไม่อยากอยู่ ผู้ครองเรือนเป็นผู้ที่อยู่ในกาม เมื่อไม่อยากอยู่ในกามก็ต้องลดกามลง ในระดับศีลที่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ คือ ศีล 8 การรักษาศีล 8 จะสามารถรองรับคุณธรรมนี้ได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q&nbsp;: เพราะอะไรจึงกล่าวว่าการภาวนาเป็นบุญสูงสุด?</strong></p><p>A : ท่านสอนไว้ 2 ตัวแปร คือ 1) ทำเอง ผลคือจะมั่งคั่งร่ำรวย 2) ชักชวนผู้อื่นทำ ผลคือจะมีบริวาร ซึ่งทำทั้ง 2 อย่างยิ่งดี ยิ่งบุญมากยิ่งดี บุญเป็นชื่อของความสุข บุญมากหรือน้อย ดูที่ตัวมัน เหตุของมัน และดูที่การให้ผลของมัน ทานเป็นการทำบุญด้วยสิ่งของ ศีลและภาวนา ใช้ตัวเราทำ การ<strong> “ภาวนา”เป็นบุญสูงสุด </strong>เพราะทำแล้วได้เดี๋ยวนั้น ผลที่ได้ยิ่งใหญ่ พาไปถึงนิพพาน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เห็นความยึดถือด้วยปัญญา [6725-7q]  </title>
			<itunes:title>เห็นความยึดถือด้วยปัญญา [6725-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Jun 2024 21:00:20 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/667594dfd93b3d0012c85a2f/media.mp3" length="26609030" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">667594dfd93b3d0012c85a2f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/667594dfd93b3d0012c85a2f</link>
			<acast:episodeId>667594dfd93b3d0012c85a2f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN38FBHwYGn4cs0xj0A8yeLqV+3pl7kckhDhWjSngTFUcWHICm0J5qdCsT6xBpfT8K9FY2B3LPKcafaKpP+3HSG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>&nbsp;A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกสั้น ๆ ว่า <strong>“ไตรลักษณ์” </strong>เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือสิ่งที่เป็นระบบสมมุติทั้งหมด ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรม ทุกอย่างที่เป็นขันธ์ 5 เป็น อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เรียกว่า <strong>“สังขตธรรม”</strong> คือ ธรรมที่ยังอยู่ในการปรุงแต่งได้ทั้งหมด จะมีคุณสมบัติของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทุกที่อยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะยึดถือหรือไม่ยึดถือ ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ส่วนธรรมะที่ไม่มีการปรุงแต่ง (นิพพาน) เรียกว่า<strong> “อสังขตธรรม”</strong> ลักษณะของอสังขตธรรม คือ ไม่มีการเกิดปรากฏ ไม่มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ไม่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือเราจะเห็นได้อย่างไร? ใครเป็นผู้เห็น ?</strong></p><p>&nbsp;A: การที่เราไม่เห็น มี 2 แบบ คือ 1) ไม่เห็นเพราะเราไม่ยึดในสิ่งนั้น 2) ไม่เห็นแล้วเราจึงยึด ยึดเพราะเราไม่เห็น เพราะเราเพลินพอใจ พอเราเพลินเราพอใจในสิ่งใด สิ่งนั้นคืออุปาทาน (ความยึดถือ) การที่เราจะรู้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องตรงที่เราไม่รู้ ตรงที่เรายึดถืออยู่ เราจะเห็นตรงที่เรายึดถือได้ ก็ด้วยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา คือ “ภาวนามยปัญญา” เราจะมีภาวนามยปัญญาได้ ก็ด้วยการที่เรามีศรัทธา อาศัยการฟัง (สุตตมยปัญญา) การฝึกสติ สมาธิ ทำความเพียร (วิริยะ) ทำความเข้าใจ ใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เราต้องทำตามมรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจัง ว่าเป็นอนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขัง ว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตา ว่าเป็นอนัตตา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?</strong></p><p>&nbsp;A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกสั้น ๆ ว่า <strong>“ไตรลักษณ์” </strong>เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือสิ่งที่เป็นระบบสมมุติทั้งหมด ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรม ทุกอย่างที่เป็นขันธ์ 5 เป็น อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา เรียกว่า <strong>“สังขตธรรม”</strong> คือ ธรรมที่ยังอยู่ในการปรุงแต่งได้ทั้งหมด จะมีคุณสมบัติของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทุกที่อยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะยึดถือหรือไม่ยึดถือ ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ส่วนธรรมะที่ไม่มีการปรุงแต่ง (นิพพาน) เรียกว่า<strong> “อสังขตธรรม”</strong> ลักษณะของอสังขตธรรม คือ ไม่มีการเกิดปรากฏ ไม่มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ไม่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือเราจะเห็นได้อย่างไร? ใครเป็นผู้เห็น ?</strong></p><p>&nbsp;A: การที่เราไม่เห็น มี 2 แบบ คือ 1) ไม่เห็นเพราะเราไม่ยึดในสิ่งนั้น 2) ไม่เห็นแล้วเราจึงยึด ยึดเพราะเราไม่เห็น เพราะเราเพลินพอใจ พอเราเพลินเราพอใจในสิ่งใด สิ่งนั้นคืออุปาทาน (ความยึดถือ) การที่เราจะรู้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องตรงที่เราไม่รู้ ตรงที่เรายึดถืออยู่ เราจะเห็นตรงที่เรายึดถือได้ ก็ด้วยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา คือ “ภาวนามยปัญญา” เราจะมีภาวนามยปัญญาได้ ก็ด้วยการที่เรามีศรัทธา อาศัยการฟัง (สุตตมยปัญญา) การฝึกสติ สมาธิ ทำความเพียร (วิริยะ) ทำความเข้าใจ ใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เราต้องทำตามมรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจัง ว่าเป็นอนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขัง ว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตา ว่าเป็นอนัตตา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา [6724-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา [6724-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Jun 2024 21:00:16 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66697ea62868cb001104b97b/media.mp3" length="28735707" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66697ea62868cb001104b97b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66697ea62868cb001104b97b</link>
			<acast:episodeId>66697ea62868cb001104b97b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNB+Xsa++h7MQAzVEJOdTb5aKgIn5kbTYeICKkZS59fWGsxs9ZN8cODUCrO2dOdIDoLofibBSJwHuwvbNeRwoaK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คิดนึกโกรธด่าว่าอยู่ในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา จะถือว่าบาปแต่ไม่ผิดศีลใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : อยู่ที่ว่าเรานับสัมมาวาจาอีก 3 ข้อ คือ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เข้ามาเป็นศีลด้วยหรือไม่ การเตือนตนด้วยตนเป็นสิ่งดี ให้เราฝึกปฏิบัติให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะเกิดการพัฒนารักษากายวาจาใจได้</p><p> </p><p><strong>Q : จากนิทานพรรณา "ผู้รู้เสียงสัตว์" ถ้าไม่มีญาณวิเศษนี้เราจะดำรงตนในธรรมได้อย่างไร? </strong></p><p>A : การพ้นทุกข์ได้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เสียงสัตว์ก็ได้ ถ้าเราจะรอดปลอดภัยจากวัฎฎะต้อง <strong>“อาสวักขยญาณ”</strong> คือญาณในการรู้อริยสัจสี่ เป็นทางเอกเป็นทางเดียวที่จะรอดพ้นจากวัฏสงสารได้</p><p> </p><p>Q : การละวาง การปล่อยวาง การวางเฉย มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>A : สามคำนี้เป็นคนละคำคำว่า <strong>“ละวาง”</strong> ในที่นี้หมายถึง <strong>การละคือปหานะ</strong> คือกำจัดทิ้งเสีย ใช้กับตัณหากับสิ่งที่เป็นอกุศลเท่านั้น คำว่า<strong>“ปล่อยวาง” </strong>(ใช้กับขันธ์ 5) หมายถึง การวิราคะคือวิมุต คือพ้นแล้วก็ปล่อยวาง ซึ่งจะเป็นส่วนของมรรค 8 ใช้ตามสายของมรรค คำว่า <strong>“วางเฉย”</strong> หมายถึง อุเบกขาเวลามีอะไรมากระทบแล้ววางเฉยได้ / ละวางกับปล่อยวาง การจะละวางขันธ์ 5 ต้องเข้าใจขันธ์ 5 เข้าใจกายโดยความเป็นของปฏิกูล พอเข้าใจกายโดยความเป็นของปฏิกูลแล้วเห็นตามความเป็นจริง จะมีนิพพิทาคือความหน่าย มีวิราคะคือความคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ ละได้ ตรงนี้คือวิมุตคือพ้น ระหว่างนิพพิทากับวิมุตก็ต้องมีการปล่อยวางตรงนี้ซึ่งเกิดขึ้นกับขันธ์ 5</p><p> </p><p><strong>Q : "ชวนจิต"มีความสัมพันธ์กับการทำสมาธิและวิปัสสนาอย่างไร ทำไมต้องมี 7 ขณะ?</strong></p><p>A : เป็นเรื่องของอภิธรรม</p><p> </p><p><strong>Q : ควรมีความอดทนหรือปล่อยไปตามกรรม?</strong></p><p> A : หน้าที่ของพ่อแม่ที่ควรมีต่อลูก คือ ห้ามลูกเสียจากบาป ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี หากพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่นั้น เมื่อลูกโตขึ้นก็จะบอกยาก ต้นเหตุจริง ๆ ต้องแก้ที่พ่อแม่ ในจุดที่เราเป็นพี่น้อง ให้เรามีพรหมวิหารสี่และหาช่องในการที่จะอุปการะเขา ให้เกิดประโยชน์ทั้งตนและเขา หากเขายังแก้ไม่ได้ ก็ให้มีอุเบกขา ตั้งจิตไว้ อย่าให้จิตมีอกุศล ระมัดระวังความคิด อย่าเอาความอยากเป็นตัวนำ หากเขาโกรธมาให้เราเมตตาตอบ หากเขาด่ามาให้เราอดทน ถ้าเขาไม่ดีมาเราก็ต้องแยกแยะให้เขาเห็น เราจึงจะแก้ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยกับพรหมวิหารสี่ คนรอบตัวเราจะได้กระแสจากเราแน่นอน</p><p> </p><p><strong>Q : หากต้องนอนบนเตียงนาน ๆ เหมือนผู้ป่วยติดเตียง ควรนำธรรมะข้อใดมาปฏิบัติจึงจะผ่านพ้นไปได้?</strong></p><p> </p><p>A : สำหรับผู้ที่เตรียมตัวมา ก็จะอยู่ด้วยความผาสุกได้ คือจิตสงบมีเครื่องอยู่ หากไม่ได้เตรียมตัวก็จะไม่ผาสุก วุ่นวายใจ รับไม่ได้ เมื่อรับไม่ได้ก็เกิดทุกข์ ให้เข้าใจทุกข์ เห็นทุกข์ได้ด้วยปัญญาตามมรรค 8 อยู่กับมันได้ ทุกข์ก็ลดลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คิดนึกโกรธด่าว่าอยู่ในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา จะถือว่าบาปแต่ไม่ผิดศีลใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : อยู่ที่ว่าเรานับสัมมาวาจาอีก 3 ข้อ คือ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เข้ามาเป็นศีลด้วยหรือไม่ การเตือนตนด้วยตนเป็นสิ่งดี ให้เราฝึกปฏิบัติให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะเกิดการพัฒนารักษากายวาจาใจได้</p><p> </p><p><strong>Q : จากนิทานพรรณา "ผู้รู้เสียงสัตว์" ถ้าไม่มีญาณวิเศษนี้เราจะดำรงตนในธรรมได้อย่างไร? </strong></p><p>A : การพ้นทุกข์ได้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เสียงสัตว์ก็ได้ ถ้าเราจะรอดปลอดภัยจากวัฎฎะต้อง <strong>“อาสวักขยญาณ”</strong> คือญาณในการรู้อริยสัจสี่ เป็นทางเอกเป็นทางเดียวที่จะรอดพ้นจากวัฏสงสารได้</p><p> </p><p>Q : การละวาง การปล่อยวาง การวางเฉย มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>A : สามคำนี้เป็นคนละคำคำว่า <strong>“ละวาง”</strong> ในที่นี้หมายถึง <strong>การละคือปหานะ</strong> คือกำจัดทิ้งเสีย ใช้กับตัณหากับสิ่งที่เป็นอกุศลเท่านั้น คำว่า<strong>“ปล่อยวาง” </strong>(ใช้กับขันธ์ 5) หมายถึง การวิราคะคือวิมุต คือพ้นแล้วก็ปล่อยวาง ซึ่งจะเป็นส่วนของมรรค 8 ใช้ตามสายของมรรค คำว่า <strong>“วางเฉย”</strong> หมายถึง อุเบกขาเวลามีอะไรมากระทบแล้ววางเฉยได้ / ละวางกับปล่อยวาง การจะละวางขันธ์ 5 ต้องเข้าใจขันธ์ 5 เข้าใจกายโดยความเป็นของปฏิกูล พอเข้าใจกายโดยความเป็นของปฏิกูลแล้วเห็นตามความเป็นจริง จะมีนิพพิทาคือความหน่าย มีวิราคะคือความคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ ละได้ ตรงนี้คือวิมุตคือพ้น ระหว่างนิพพิทากับวิมุตก็ต้องมีการปล่อยวางตรงนี้ซึ่งเกิดขึ้นกับขันธ์ 5</p><p> </p><p><strong>Q : "ชวนจิต"มีความสัมพันธ์กับการทำสมาธิและวิปัสสนาอย่างไร ทำไมต้องมี 7 ขณะ?</strong></p><p>A : เป็นเรื่องของอภิธรรม</p><p> </p><p><strong>Q : ควรมีความอดทนหรือปล่อยไปตามกรรม?</strong></p><p> A : หน้าที่ของพ่อแม่ที่ควรมีต่อลูก คือ ห้ามลูกเสียจากบาป ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี หากพ่อแม่ไม่ได้ทำหน้าที่นั้น เมื่อลูกโตขึ้นก็จะบอกยาก ต้นเหตุจริง ๆ ต้องแก้ที่พ่อแม่ ในจุดที่เราเป็นพี่น้อง ให้เรามีพรหมวิหารสี่และหาช่องในการที่จะอุปการะเขา ให้เกิดประโยชน์ทั้งตนและเขา หากเขายังแก้ไม่ได้ ก็ให้มีอุเบกขา ตั้งจิตไว้ อย่าให้จิตมีอกุศล ระมัดระวังความคิด อย่าเอาความอยากเป็นตัวนำ หากเขาโกรธมาให้เราเมตตาตอบ หากเขาด่ามาให้เราอดทน ถ้าเขาไม่ดีมาเราก็ต้องแยกแยะให้เขาเห็น เราจึงจะแก้ได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยกับพรหมวิหารสี่ คนรอบตัวเราจะได้กระแสจากเราแน่นอน</p><p> </p><p><strong>Q : หากต้องนอนบนเตียงนาน ๆ เหมือนผู้ป่วยติดเตียง ควรนำธรรมะข้อใดมาปฏิบัติจึงจะผ่านพ้นไปได้?</strong></p><p> </p><p>A : สำหรับผู้ที่เตรียมตัวมา ก็จะอยู่ด้วยความผาสุกได้ คือจิตสงบมีเครื่องอยู่ หากไม่ได้เตรียมตัวก็จะไม่ผาสุก วุ่นวายใจ รับไม่ได้ เมื่อรับไม่ได้ก็เกิดทุกข์ ให้เข้าใจทุกข์ เห็นทุกข์ได้ด้วยปัญญาตามมรรค 8 อยู่กับมันได้ ทุกข์ก็ลดลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตายอย่างผาสุก [6723-7q]</title>
			<itunes:title>ตายอย่างผาสุก [6723-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Jun 2024 21:00:01 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66649612ba6e17001220c1d1/media.mp3" length="27290142" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66649612ba6e17001220c1d1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66649612ba6e17001220c1d1</link>
			<acast:episodeId>66649612ba6e17001220c1d1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM+C5mLvwk5kzq37HMOaWc627yquUn9LwySVdn+sQI5cIV1UWdFGm90M5wCTb2uI7gfA/GLzSm8xtPlNXWewLoP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การมีอายุยืน (Longevity) และการตายแบบสบายๆ (Pin Pin Korori)</strong></p><p>A : การมีอายุยืน (Longevity) ที่ประเทศญี่ปุ่น บนเกาะโอกินาว่า หมู่บ้านโอกิมิ มีคนที่อายุเกิน 100 ปี อยู่หนาแน่น โดยมีสุขภาพแข็งแรง หูไม่ตึง สามารถทำงานได้ ขี่จักรยานได้ สายตาเห็นชัดเจน / การตายแบบสบาย ๆ&nbsp;(Pin Pin Korori) เป็นการตายไปเฉย ๆ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ทุรนทุรายหรือป่วย เป็นการไหลตายไปเฉย ๆ&nbsp;เป็นท่าที่เขาตายเป็นลีลาการตายในลักษณะนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตายอย่างผาสุกในทางพุทธศาสนา</strong></p><p>A : การตายอย่างผาสุกนั้นไม่เกี่ยวกับลีลาหรือท่าทางการตาย แต่ขึ้นอยู่กับจิตเป็นสำคัญ&nbsp;ที่ว่าเมื่อความตายมาถึงแล้วจะยังเป็นความตายอย่างผาสุกได้ ท่านสอนไว้ถึงเรื่อง <strong>“ความเพียร ที่พึงกระทำ ปรารภภัยในอนาคต 5 ประการ”</strong> เมื่อความตายมาถึงแล้วธรรมะอะไรที่เราควรที่จะต้องบรรลุควรจะต้องรู้ควรจะต้องเข้าใจควรจะต้องทำให้แจ้งธรรมะนั้นคือ <strong>“มรรค 8”&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ</strong></p><p>A : ถ้าชีวิตของเราจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้ มีราตรีนี้เป็นคืนสุดท้าย&nbsp;สิ่งที่จะรีบทำจิตใจเลยคือ (1) ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (2) ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง (3) ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรมปัจจุบัน พึงพิจารณาธรรมนั้นพึงทำความเพียรเสียในวันนี้ มีความเพียรไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน เรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ว่า<strong> “ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะมีวิธีระงับอารมณ์ไม่ให้ระเบิดความโกรธออกมาโดยเรียกสติกลับมาได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ถ้าเรารู้ว่าเรามีปัญหาตรงไหน เราจะสามารถแก้ได้แน่ การที่เราสังเกตเห็นนั่นแสดงว่าเรามีสติ ถ้ามีสติตรงไหนจะละได้ตรงนั้น มีสติตรงไหนจะพัฒนาความดีให้เกิดได้ตรงนั้น ให้เราฝึกพัฒนาสติทั้งในรูปแบบนั่งสมาธิให้สติมีกำลัง และฝึกสติระหว่างวันฝึกให้มีสัมปชัญญะอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ&nbsp;เมื่อเราฝึกพัฒนาสติแล้วเวลาเราทำสมาธิสมาธิจะละเอียดลงลึก ๆ จะช่วยเกื้อหนุนเกื้อกูลกัน พอเราเผลอเพลินไปในความโกรธเราก็จะรู้ตัวเร็วขึ้น ละความโกรธได้เร็วขึ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การมีอายุยืน (Longevity) และการตายแบบสบายๆ (Pin Pin Korori)</strong></p><p>A : การมีอายุยืน (Longevity) ที่ประเทศญี่ปุ่น บนเกาะโอกินาว่า หมู่บ้านโอกิมิ มีคนที่อายุเกิน 100 ปี อยู่หนาแน่น โดยมีสุขภาพแข็งแรง หูไม่ตึง สามารถทำงานได้ ขี่จักรยานได้ สายตาเห็นชัดเจน / การตายแบบสบาย ๆ&nbsp;(Pin Pin Korori) เป็นการตายไปเฉย ๆ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ทุรนทุรายหรือป่วย เป็นการไหลตายไปเฉย ๆ&nbsp;เป็นท่าที่เขาตายเป็นลีลาการตายในลักษณะนั้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตายอย่างผาสุกในทางพุทธศาสนา</strong></p><p>A : การตายอย่างผาสุกนั้นไม่เกี่ยวกับลีลาหรือท่าทางการตาย แต่ขึ้นอยู่กับจิตเป็นสำคัญ&nbsp;ที่ว่าเมื่อความตายมาถึงแล้วจะยังเป็นความตายอย่างผาสุกได้ ท่านสอนไว้ถึงเรื่อง <strong>“ความเพียร ที่พึงกระทำ ปรารภภัยในอนาคต 5 ประการ”</strong> เมื่อความตายมาถึงแล้วธรรมะอะไรที่เราควรที่จะต้องบรรลุควรจะต้องรู้ควรจะต้องเข้าใจควรจะต้องทำให้แจ้งธรรมะนั้นคือ <strong>“มรรค 8”&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ</strong></p><p>A : ถ้าชีวิตของเราจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้ มีราตรีนี้เป็นคืนสุดท้าย&nbsp;สิ่งที่จะรีบทำจิตใจเลยคือ (1) ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (2) ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง (3) ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรมปัจจุบัน พึงพิจารณาธรรมนั้นพึงทำความเพียรเสียในวันนี้ มีความเพียรไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน เรียกบุคคลผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ว่า<strong> “ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จะมีวิธีระงับอารมณ์ไม่ให้ระเบิดความโกรธออกมาโดยเรียกสติกลับมาได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ถ้าเรารู้ว่าเรามีปัญหาตรงไหน เราจะสามารถแก้ได้แน่ การที่เราสังเกตเห็นนั่นแสดงว่าเรามีสติ ถ้ามีสติตรงไหนจะละได้ตรงนั้น มีสติตรงไหนจะพัฒนาความดีให้เกิดได้ตรงนั้น ให้เราฝึกพัฒนาสติทั้งในรูปแบบนั่งสมาธิให้สติมีกำลัง และฝึกสติระหว่างวันฝึกให้มีสัมปชัญญะอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ&nbsp;เมื่อเราฝึกพัฒนาสติแล้วเวลาเราทำสมาธิสมาธิจะละเอียดลงลึก ๆ จะช่วยเกื้อหนุนเกื้อกูลกัน พอเราเผลอเพลินไปในความโกรธเราก็จะรู้ตัวเร็วขึ้น ละความโกรธได้เร็วขึ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คิดให้ถูก คิดให้เป็น [6722-7q]</title>
			<itunes:title>คิดให้ถูก คิดให้เป็น [6722-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Jun 2024 21:00:59 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/665a4a0f025d6400124c700e/media.mp3" length="27039789" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">665a4a0f025d6400124c700e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/665a4a0f025d6400124c700e</link>
			<acast:episodeId>665a4a0f025d6400124c700e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN+Qz6JU69eABP2yCp+WyjfvrvQJ80plZ0/6q1+w6IYV6fHX+kWPVk6wDoRgHxoR604GrrUmqItEs/adTPnXXag]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ให้ทานกับขอทานที่ยากจน ได้บุญมากกว่าขอทานที่ร่ำรวยใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: การที่จะได้บุญมากหรือน้อยไม่ได้เกี่ยวกับปริมาณเงินของผู้ให้หรือฐานะของผู้รับ แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ให้และผู้รับ คุณสมบัติของผู้ให้ คือ ต้องมีศรัทธา ทั้งก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้&nbsp;คุณสมบัติของผู้รับ คือ เป็นผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะน้อย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความเศร้าหมองจากการให้ทานเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: ความเศร้าหมองของบุญ อยู่ที่ 3 องค์ประกอบ คือ “ผู้ให้” (มีศรัทธาแล้วมีศีลหรือไม่) “ผู้รับ”(มีศีลหรือไม่) และ “สิ่งของ” (หากสิ่งที่นำมาถวาย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บุญก็จะเศร้าหมอง)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำบุญเอาหน้า จะได้บุญมากหรือน้อย?</strong></p><p>A: หากทำบุญอาศัยความโลภ บุญก็จะได้น้อย แต่ทำ ดีกว่าไม่ทำ เราควรสละออก ตั้งจิตให้ดี ทำดี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ฝันว่ากระทำไม่ดี จะเป็นบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อเราไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นบาปของเรา แต่หากเรามีอารมณ์ร่วม คือเราเพลินไปตามแล้ว นั่นเป็นกรรม เป็นมโนกรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การที่สามีภรรยาอยู่กันคนละที่ ควรจะพิจารณาและทำให้เป็นไปตามหน้าที่ของทิศเบื้องหลังต่อกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ฝ่ายภรรยา ควรจัดการงานให้เหมาะสมเรียบร้อย, สงเคราะห์คนข้างเคียงสามี เช่น พ่อ แม่ ลูกน้อง, ไม่นอกใจ, รักษาทรัพย์ที่หามาได้, ขยันไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง ฝ่ายสามี ควรยกย่องภรรยา, ไม่ดูหมิ่น, ไม่นอกใจ, มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้, ให้เครื่องประดับ ทั้งฝ่ายภรรยาและสามี ควรบริหารจัดการ ป้องกันให้ดี เพื่อไม่ให้ต้องทะเลาะกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ในทางธรรมจะอธิบายคำว่า "ต้องคิดเป็น" อย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านให้แนวทางไว้ว่า ถ้าจะคิด อย่าคิดเบียดเบียนคนอื่น อย่าคิดเบียดเบียนตนเอง ถ้าจะคิด ให้คิดเรื่องที่เป็นกุศล อย่าคิดเรื่องที่เป็นอกุศล ให้เป็นผู้ที่เห็นถูก|สัมมาทิฐิ คือ พ่อแม่มี กรรมดีกรรมชั่วมี สัตว์ที่อยู่ในภพอื่นมี เทวดามี สัตว์นรกมี การบรรลุธรรมมี และคิดมาในแนวทางอริยะสัจ4 นั่นคือ คิดเป็น คิดถูก ต้องทำในใจให้แยบคาย ต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ คือ “โยนิโสมนสิการ”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การปรับใช้ โยนิโสมนสิการ ในชีวิตประจำวัน</strong></p><p>A: อะไรที่เป็นบาปนั่นไม่ใช่โยนิโสมนสิการ อะไรที่เป็นบุญ เช่น มีเมตตาต่อกัน นั่นคือ โยนิโสมนสิการ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นอย่างไร จะระงับมันได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ความคิดปรุงแต่งเปรียบดังกระแสน้ำ บางทีกระแสน้ำมันไหลแรง เราไม่สามารถควบคุมกระแสน้ำได้ เราก็อย่าไปอยู่ในน้ำ ให้ออกมายืนริมฝั่ง สติคือริมฝั่ง คือให้เราตั้งสติ จิตเราพอไม่ตริตรึกไปเรื่องไหน เรื่องนั้นก็จะอ่อนกำลัง เราก็จะรักษาจิตไว้ด้วยสติได้ ไม่ใช่ว่าไปห้ามการปรุงแต่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ให้ทานกับขอทานที่ยากจน ได้บุญมากกว่าขอทานที่ร่ำรวยใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: การที่จะได้บุญมากหรือน้อยไม่ได้เกี่ยวกับปริมาณเงินของผู้ให้หรือฐานะของผู้รับ แต่ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ให้และผู้รับ คุณสมบัติของผู้ให้ คือ ต้องมีศรัทธา ทั้งก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้&nbsp;คุณสมบัติของผู้รับ คือ เป็นผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะน้อย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความเศร้าหมองจากการให้ทานเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: ความเศร้าหมองของบุญ อยู่ที่ 3 องค์ประกอบ คือ “ผู้ให้” (มีศรัทธาแล้วมีศีลหรือไม่) “ผู้รับ”(มีศีลหรือไม่) และ “สิ่งของ” (หากสิ่งที่นำมาถวาย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บุญก็จะเศร้าหมอง)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำบุญเอาหน้า จะได้บุญมากหรือน้อย?</strong></p><p>A: หากทำบุญอาศัยความโลภ บุญก็จะได้น้อย แต่ทำ ดีกว่าไม่ทำ เราควรสละออก ตั้งจิตให้ดี ทำดี ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ฝันว่ากระทำไม่ดี จะเป็นบาปหรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อเราไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นบาปของเรา แต่หากเรามีอารมณ์ร่วม คือเราเพลินไปตามแล้ว นั่นเป็นกรรม เป็นมโนกรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การที่สามีภรรยาอยู่กันคนละที่ ควรจะพิจารณาและทำให้เป็นไปตามหน้าที่ของทิศเบื้องหลังต่อกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ฝ่ายภรรยา ควรจัดการงานให้เหมาะสมเรียบร้อย, สงเคราะห์คนข้างเคียงสามี เช่น พ่อ แม่ ลูกน้อง, ไม่นอกใจ, รักษาทรัพย์ที่หามาได้, ขยันไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง ฝ่ายสามี ควรยกย่องภรรยา, ไม่ดูหมิ่น, ไม่นอกใจ, มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้, ให้เครื่องประดับ ทั้งฝ่ายภรรยาและสามี ควรบริหารจัดการ ป้องกันให้ดี เพื่อไม่ให้ต้องทะเลาะกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ในทางธรรมจะอธิบายคำว่า "ต้องคิดเป็น" อย่างไร?</strong></p><p>A: ท่านให้แนวทางไว้ว่า ถ้าจะคิด อย่าคิดเบียดเบียนคนอื่น อย่าคิดเบียดเบียนตนเอง ถ้าจะคิด ให้คิดเรื่องที่เป็นกุศล อย่าคิดเรื่องที่เป็นอกุศล ให้เป็นผู้ที่เห็นถูก|สัมมาทิฐิ คือ พ่อแม่มี กรรมดีกรรมชั่วมี สัตว์ที่อยู่ในภพอื่นมี เทวดามี สัตว์นรกมี การบรรลุธรรมมี และคิดมาในแนวทางอริยะสัจ4 นั่นคือ คิดเป็น คิดถูก ต้องทำในใจให้แยบคาย ต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ คือ “โยนิโสมนสิการ”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การปรับใช้ โยนิโสมนสิการ ในชีวิตประจำวัน</strong></p><p>A: อะไรที่เป็นบาปนั่นไม่ใช่โยนิโสมนสิการ อะไรที่เป็นบุญ เช่น มีเมตตาต่อกัน นั่นคือ โยนิโสมนสิการ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นอย่างไร จะระงับมันได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ความคิดปรุงแต่งเปรียบดังกระแสน้ำ บางทีกระแสน้ำมันไหลแรง เราไม่สามารถควบคุมกระแสน้ำได้ เราก็อย่าไปอยู่ในน้ำ ให้ออกมายืนริมฝั่ง สติคือริมฝั่ง คือให้เราตั้งสติ จิตเราพอไม่ตริตรึกไปเรื่องไหน เรื่องนั้นก็จะอ่อนกำลัง เราก็จะรักษาจิตไว้ด้วยสติได้ ไม่ใช่ว่าไปห้ามการปรุงแต่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คุณสมบัติของทุกข์ [6721-7q]</title>
			<itunes:title>คุณสมบัติของทุกข์ [6721-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 May 2024 21:00:21 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66520542c8b8cc0012a8498d/media.mp3" length="25217803" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66520542c8b8cc0012a8498d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66520542c8b8cc0012a8498d</link>
			<acast:episodeId>66520542c8b8cc0012a8498d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNZjK2crsDZ4i1Ch63MQNW+Nl+Ahq7uz1o8jkNiW9wNgevDkpNTtcCJaZgRr75om3MFQvBRKTACl3naIyfdBisf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ธรรมะ 5 ข้อ ที่เมื่อผู้ฟังอยู่สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้&nbsp;จำเป็นต้องมีครบทั้ง 5 ข้อหรือไม่ ?</strong></p><p>A : ธรรมะ 5 ข้อ คือ1) ไม่วิพากษ์วิจารณ์คำพูด 2) ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้พูด 3) ไม่วิพากษ์วิจารณ์ตน 4) เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน 5) ฟังธรรมมนสิการโดยแยบคาย หากไม่สามารถปฎิบัติได้ทั้ง 5 ข้อ ก็ควรปฏิบัติในข้อที่มีจิตไม่ฟุ้งซ่านคือจิตเป็นสมาธิ และข้อที่ฟังธรรมมนสิการโดยแยบคายคือวิปัสสนา ประกอบกัน 2 ส่วนทั้งสมถะและวิปัสสนา แต่ถ้าหากปฏิบัติได้ครบทุกข้อจะดีที่สุด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คำว่า อีโก้ (Ego) สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดถืออัตตาตัวตนสูง อุปาทานในขันธ์ 5 มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A : คำว่าอีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูงในทางคำสอน หมายถึง ความมี<strong> “มานะ”</strong> คือความรู้สึกเป็นตัวตน <strong>“อุปาทาน”</strong> หมายถึง ความยึดถือ <strong>“ขันธ์ 5” </strong>หมายถึง กองของทุกข์ 5 กอง (กองของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) / อุปาทานขันธ์ 5 ไม่ใช่มานะ แต่เพราะมีความยึดถือในขันธ์ 5 จึงเกิดมานะ อุปทานเกิดจากตัณหา อุปาทานก็ตาม ตัณหาก็ตามเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีการเกิด (การก้าวลง) หมายถึง จิตดิ่งปักลงไปว่า “<strong>สิ่งนี้มีในตน ตนมีในสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตน ตนเป็นสิ่งนั้น”</strong> เมื่อมีการก้าวลงจึงมีอัตตาขึ้นมา&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าเรามีอุปาทานความยึดถือควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ปฎิบัติตามมรรค 8 ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เราจะไม่เพลินไม่พอใจ เมื่อไม่เพลินไม่พอใจความยึดถือก็จะไม่เกิด เมื่อเกิดไม่ได้ความยึดถือก็ดับไป ความเป็นตัวตนมานะก็ดับไป&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีละสักกายทิฏฐิอัตตาตัวตน?</strong></p><p>A : ถ้าเรามีสัมมาทิฎฐิมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า มันไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเฉพาะตนคือเป็นอนัตตา ตั้งสติไว้ตรงรอยต่อระหว่างกายใจคือผัสสะ เราจะควบคุมสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ก็ต้องตั้งสติไว้ตรงนั้น ถ้าเราควบคุมได้รักษาไว้ได้ด้วยสติ จะทำให้เราเข้าใจถูกว่าเราไม่มีตัวตน ถ้าเรารักษาผัสสะได้ ความรู้สึกที่เป็นตัวตนจะลดลง ละสักกายทิฎฐิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ธรรมะ 5 ข้อ ที่เมื่อผู้ฟังอยู่สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้&nbsp;จำเป็นต้องมีครบทั้ง 5 ข้อหรือไม่ ?</strong></p><p>A : ธรรมะ 5 ข้อ คือ1) ไม่วิพากษ์วิจารณ์คำพูด 2) ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้พูด 3) ไม่วิพากษ์วิจารณ์ตน 4) เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน 5) ฟังธรรมมนสิการโดยแยบคาย หากไม่สามารถปฎิบัติได้ทั้ง 5 ข้อ ก็ควรปฏิบัติในข้อที่มีจิตไม่ฟุ้งซ่านคือจิตเป็นสมาธิ และข้อที่ฟังธรรมมนสิการโดยแยบคายคือวิปัสสนา ประกอบกัน 2 ส่วนทั้งสมถะและวิปัสสนา แต่ถ้าหากปฏิบัติได้ครบทุกข้อจะดีที่สุด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คำว่า อีโก้ (Ego) สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดถืออัตตาตัวตนสูง อุปาทานในขันธ์ 5 มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A : คำว่าอีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูงในทางคำสอน หมายถึง ความมี<strong> “มานะ”</strong> คือความรู้สึกเป็นตัวตน <strong>“อุปาทาน”</strong> หมายถึง ความยึดถือ <strong>“ขันธ์ 5” </strong>หมายถึง กองของทุกข์ 5 กอง (กองของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) / อุปาทานขันธ์ 5 ไม่ใช่มานะ แต่เพราะมีความยึดถือในขันธ์ 5 จึงเกิดมานะ อุปทานเกิดจากตัณหา อุปาทานก็ตาม ตัณหาก็ตามเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพ เพราะมีภพจึงมีการเกิด (การก้าวลง) หมายถึง จิตดิ่งปักลงไปว่า “<strong>สิ่งนี้มีในตน ตนมีในสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตน ตนเป็นสิ่งนั้น”</strong> เมื่อมีการก้าวลงจึงมีอัตตาขึ้นมา&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ถ้าเรามีอุปาทานความยึดถือควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ปฎิบัติตามมรรค 8 ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เราจะไม่เพลินไม่พอใจ เมื่อไม่เพลินไม่พอใจความยึดถือก็จะไม่เกิด เมื่อเกิดไม่ได้ความยึดถือก็ดับไป ความเป็นตัวตนมานะก็ดับไป&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีละสักกายทิฏฐิอัตตาตัวตน?</strong></p><p>A : ถ้าเรามีสัมมาทิฎฐิมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า มันไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเฉพาะตนคือเป็นอนัตตา ตั้งสติไว้ตรงรอยต่อระหว่างกายใจคือผัสสะ เราจะควบคุมสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ก็ต้องตั้งสติไว้ตรงนั้น ถ้าเราควบคุมได้รักษาไว้ได้ด้วยสติ จะทำให้เราเข้าใจถูกว่าเราไม่มีตัวตน ถ้าเรารักษาผัสสะได้ ความรู้สึกที่เป็นตัวตนจะลดลง ละสักกายทิฎฐิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้ความคิดอกุศล [6720-7q]</title>
			<itunes:title>แก้ความคิดอกุศล [6720-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 May 2024 21:00:02 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6648b68a56d2d800124071cf/media.mp3" length="26301361" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6648b68a56d2d800124071cf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6648b68a56d2d800124071cf</link>
			<acast:episodeId>6648b68a56d2d800124071cf</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMc2dG2HheGAqWeaeg7egAFHDaZhD/3uA4hs+V0qCQsjZ6JgGNAKnMzzcd0T1kvPa/RS6Wqzi6AGIFZIIQbH4rW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อมีความคิดในทางลบทางอกุศล ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราลืมเผลอเพลินนั่นคือเราไม่มีสติ เราต้องตั้งสติด้วยการเจริญอนุสติ 10 เจริญสติปัฎฐาน 4 เมื่อสติเรามีกำลังก็จะสามารถสังเกตแยกแยะ จะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกันให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น เปรียบดังกับยาม (สติ) จะอยู่ที่ประตู (ใจ) ได้ ก็ต้องมีป้อมยาม (ลมหายใจ) สังเกตดูคนเข้า-ออก (ความคิดที่ผ่านไป-มาดีบ้างไม่ดีบ้าง, กลิ่นอาหารที่ผ่านเข้า-ออกทางรูจมูก, เสียงที่ผ่านเข้าออกทางช่องทางหู) ซึ่งยามจะสังเกตดูได้ก็ในป้อมยามนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตกับความคิดไม่ใช่อย่างเดียวกัน</strong></p><p>A : จิตก็อย่างหนึ่งความคิดก็อย่างหนึ่งใจก็อย่างหนึ่ง เราจะเลือกที่จะให้จิตคิดหรือไม่คิดเราต้องเลือกได้ เราจะคิดหรือหยุดคิดเราต้องเลือกได้ เราต้องตั้งสติสังเกตได้ จุดที่เราตั้งไม่ได้เพราะเราเพลินไป พอเรายับยั้งได้ฉุกคิดได้ตั้งสติได้นั่นคือไม่เผลอไม่เพลิน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : โลกียฌานและโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ทั้งโลกียฌานและโลกุตรฌานล้วนต้องอาศัยสติมีสมาธิเหมือนกัน ฌานคือการเพ่งการเอาจิตจดจ่อ สมาธิคือการรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว ส่วนโลกียฌานคือสมาธิที่ยังเกี่ยวเนื่องกับโลกกับของหนักมีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ&nbsp;โลกุตรฌานคือการนำสมาธิที่เป็นสัมมาทิฐิมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป เห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เห็นตามอริยสัจสี่แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลกเหนือบุญเหนือบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตตั้งมั่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน 4&nbsp;เหมือนกัน เข้าใจถูกหรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : สัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาปัญญา ทำให้ไม่เพลินในอาการต่าง ๆ หรือเรียกว่าสัมปชัญญะสติ สัมปชัญญะหมายถึงระลึกรู้ในอาการต่าง ๆ ไม่เผลอเพลินในอาการต่าง ๆ จะเกิดสติสัมปชัญญะได้ต้องปฏิบัติตามมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อมีความคิดในทางลบทางอกุศล ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A : จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราลืมเผลอเพลินนั่นคือเราไม่มีสติ เราต้องตั้งสติด้วยการเจริญอนุสติ 10 เจริญสติปัฎฐาน 4 เมื่อสติเรามีกำลังก็จะสามารถสังเกตแยกแยะ จะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกันให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น เปรียบดังกับยาม (สติ) จะอยู่ที่ประตู (ใจ) ได้ ก็ต้องมีป้อมยาม (ลมหายใจ) สังเกตดูคนเข้า-ออก (ความคิดที่ผ่านไป-มาดีบ้างไม่ดีบ้าง, กลิ่นอาหารที่ผ่านเข้า-ออกทางรูจมูก, เสียงที่ผ่านเข้าออกทางช่องทางหู) ซึ่งยามจะสังเกตดูได้ก็ในป้อมยามนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตกับความคิดไม่ใช่อย่างเดียวกัน</strong></p><p>A : จิตก็อย่างหนึ่งความคิดก็อย่างหนึ่งใจก็อย่างหนึ่ง เราจะเลือกที่จะให้จิตคิดหรือไม่คิดเราต้องเลือกได้ เราจะคิดหรือหยุดคิดเราต้องเลือกได้ เราต้องตั้งสติสังเกตได้ จุดที่เราตั้งไม่ได้เพราะเราเพลินไป พอเรายับยั้งได้ฉุกคิดได้ตั้งสติได้นั่นคือไม่เผลอไม่เพลิน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : โลกียฌานและโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ทั้งโลกียฌานและโลกุตรฌานล้วนต้องอาศัยสติมีสมาธิเหมือนกัน ฌานคือการเพ่งการเอาจิตจดจ่อ สมาธิคือการรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว ส่วนโลกียฌานคือสมาธิที่ยังเกี่ยวเนื่องกับโลกกับของหนักมีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ&nbsp;โลกุตรฌานคือการนำสมาธิที่เป็นสัมมาทิฐิมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป เห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เห็นตามอริยสัจสี่แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลกเหนือบุญเหนือบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตตั้งมั่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน 4&nbsp;เหมือนกัน เข้าใจถูกหรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : สัมมาสติคือสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาปัญญา ทำให้ไม่เพลินในอาการต่าง ๆ หรือเรียกว่าสัมปชัญญะสติ สัมปชัญญะหมายถึงระลึกรู้ในอาการต่าง ๆ ไม่เผลอเพลินในอาการต่าง ๆ จะเกิดสติสัมปชัญญะได้ต้องปฏิบัติตามมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การระลึกชาติ [6719-7q]</title>
			<itunes:title>การระลึกชาติ [6719-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 May 2024 21:00:16 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/663e86b12f1d3d00128f700f/media.mp3" length="27287019" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">663e86b12f1d3d00128f700f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/663e86b12f1d3d00128f700f</link>
			<acast:episodeId>663e86b12f1d3d00128f700f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjORQjh4fu961lR9oP0NhnD65hZXuUQLVI8ZW+9H0nCTd+UH4fDwIzrrQ6huF/af7o/IJfOUMW7/hAhE/u4hN+Ua]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การระลึกชาติได้ มีจริงไหม?</strong></p><p>A : การระลึกถึงไม่ว่าจะระลึกถึงอดีตหรืออนาคตก็ระลึกถึงอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเรามีอดีตนั่นก็หมายความว่าเรามีปัจจุบันและอนาคต&nbsp;ในตำราไว้ว่าการระลึกชาติก่อนได้เป็นความสามารถในส่วนของปัญญาเรียกว่า <strong>“บุพเพนิวาสานุสติญาณ”</strong> คือปัญญาที่ทำให้ระลึกตามได้ว่าเมื่อก่อนเป็นอะไรอยู่ที่ไหน โดยเหตุแห่งการระลึกชาติได้นั้นคือสมาธิต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา ในข้อนี้ท่านกล่าวถึง “อภิญญา5” เตือนเอาไว้ว่าหากคนไม่ศรัทธาไม่เชื่อก็จะบอกว่านั่นเป็นเพียงมายากลคือมีปัญญาแต่ไม่มีศรัทธา หากคนที่ศรัทธาอย่างเดียวก็จะถูกหลอกได้ง่ายคือมีศรัทธาแต่ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นศรัทธาและปัญญาจึงต้องไปด้วยกันสองอย่างต้องพอ ๆ กันเราจึงจะเข้าใจรู้เห็นสิ่งของที่พิเศษนี้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำบุญให้ทานเพราะโลภได้บุญหรือไม่?</strong></p><p>A : การให้ทานนั้นได้บุญ แต่หากให้ทานแล้วมีความโลภ บุญที่ได้นั้นจะเศร้าหมอง การเดินตามมรรค 8 จะทำให้ความเศร้าหมองลดลง เป็นกระบวนการที่เมื่อเราทำแล้วความอยากก็จะลดลงไปด้วย ดั่งที่พระอานนท์ท่านกล่าวไว้ว่า <strong>“เจริญฉันทะเพื่อลดฉันทะ”&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมาธิที่มากเกินไปทำให้เกียจคร้าน ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติขั้นสูงขึ้นไป จริงหรือไม่ ?</strong></p><p>A : สมาธิถ้ามันไม่สมดุลกับความเพียร ความเพียรน้อยไปสมาธิมากไปก็จะทำให้เกียจคร้าน แต่ถ้าความเพียรมากไปสมาธิน้อยไปก็จะทำให้ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นมันต้องประกอบกันทั้งหมดให้เหมาะสม ในลักษณะที่ให้จิตเราละอาสวะกิเลสได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนมักใช้คำว่า "อนิจจังไม่เที่ยง" เพื่อปลอบใจให้คลายทุกข์แต่พอสบายใจแล้วก็ปล่อยปะละเลยไป</strong></p><p>A : ท่านยกเรื่อง<strong> “โลกธรรม 8” </strong>เราต้องเข้าใจทั้ง 2 ฝั่ง ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสิญ นินทา สุข ทุกข์ หากเราเข้าใจฝั่งเดียว เช่น ได้ลาภแล้วเรายินดีเพลิน พอใจ ไปในลาภยศนั้น ไม่ได้เข้าใจอีกฝั่งว่าลาภก็เสื่อมได้ มัวเพลิน พอใจไปในลาภนั้น ซึ่งความเพลิน ความพอใจนั้น คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) เมื่อความยึดถือเกิดขึ้นตรงไหน ตรงนั้นจะเกิดเป็นตัวตนขึ้นทันที ทำให้เราเข้าไปยึดถือในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา ทุกข์จึงเกิดขึ้นทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : "พระพุทธองค์ทรงย่อโลกให้มาอยู่ในตัวเรา" หมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : การรับรู้สิ่งต่าง ๆ จากภายนอก ล้วนรับรู้ด้วยกายของเรา เช่น เราได้ยินเสียงก็ด้วยหูของเรา เราเห็นแสงก็ด้วยตาของเรา ท่านจึงบอกว่าอยู่ในกายของเรา คำว่า <strong>“อยู่ในกาย” </strong>หมายถึง ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) อยู่ในกายนี้ ถ้ามองจากข้างนอก ก็คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ข้างในก็จะเป็น เนื้อ เอ็น กระดูก คือ อยู่ในกายนี้ ข้างนอกอย่างไรข้างในก็อย่างนั้น มันไม่เที่ยงเหมือนกัน มันอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน ด้วยความเข้าใจตรงนี้ จึงไม่ยากหากเราจะเข้าใจจากข้างใน ก็จะไม่เพลินไปได้&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การระลึกชาติได้ มีจริงไหม?</strong></p><p>A : การระลึกถึงไม่ว่าจะระลึกถึงอดีตหรืออนาคตก็ระลึกถึงอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเรามีอดีตนั่นก็หมายความว่าเรามีปัจจุบันและอนาคต&nbsp;ในตำราไว้ว่าการระลึกชาติก่อนได้เป็นความสามารถในส่วนของปัญญาเรียกว่า <strong>“บุพเพนิวาสานุสติญาณ”</strong> คือปัญญาที่ทำให้ระลึกตามได้ว่าเมื่อก่อนเป็นอะไรอยู่ที่ไหน โดยเหตุแห่งการระลึกชาติได้นั้นคือสมาธิต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา ในข้อนี้ท่านกล่าวถึง “อภิญญา5” เตือนเอาไว้ว่าหากคนไม่ศรัทธาไม่เชื่อก็จะบอกว่านั่นเป็นเพียงมายากลคือมีปัญญาแต่ไม่มีศรัทธา หากคนที่ศรัทธาอย่างเดียวก็จะถูกหลอกได้ง่ายคือมีศรัทธาแต่ไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นศรัทธาและปัญญาจึงต้องไปด้วยกันสองอย่างต้องพอ ๆ กันเราจึงจะเข้าใจรู้เห็นสิ่งของที่พิเศษนี้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำบุญให้ทานเพราะโลภได้บุญหรือไม่?</strong></p><p>A : การให้ทานนั้นได้บุญ แต่หากให้ทานแล้วมีความโลภ บุญที่ได้นั้นจะเศร้าหมอง การเดินตามมรรค 8 จะทำให้ความเศร้าหมองลดลง เป็นกระบวนการที่เมื่อเราทำแล้วความอยากก็จะลดลงไปด้วย ดั่งที่พระอานนท์ท่านกล่าวไว้ว่า <strong>“เจริญฉันทะเพื่อลดฉันทะ”&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สมาธิที่มากเกินไปทำให้เกียจคร้าน ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติขั้นสูงขึ้นไป จริงหรือไม่ ?</strong></p><p>A : สมาธิถ้ามันไม่สมดุลกับความเพียร ความเพียรน้อยไปสมาธิมากไปก็จะทำให้เกียจคร้าน แต่ถ้าความเพียรมากไปสมาธิน้อยไปก็จะทำให้ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้นมันต้องประกอบกันทั้งหมดให้เหมาะสม ในลักษณะที่ให้จิตเราละอาสวะกิเลสได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนมักใช้คำว่า "อนิจจังไม่เที่ยง" เพื่อปลอบใจให้คลายทุกข์แต่พอสบายใจแล้วก็ปล่อยปะละเลยไป</strong></p><p>A : ท่านยกเรื่อง<strong> “โลกธรรม 8” </strong>เราต้องเข้าใจทั้ง 2 ฝั่ง ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสิญ นินทา สุข ทุกข์ หากเราเข้าใจฝั่งเดียว เช่น ได้ลาภแล้วเรายินดีเพลิน พอใจ ไปในลาภยศนั้น ไม่ได้เข้าใจอีกฝั่งว่าลาภก็เสื่อมได้ มัวเพลิน พอใจไปในลาภนั้น ซึ่งความเพลิน ความพอใจนั้น คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) เมื่อความยึดถือเกิดขึ้นตรงไหน ตรงนั้นจะเกิดเป็นตัวตนขึ้นทันที ทำให้เราเข้าไปยึดถือในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา ทุกข์จึงเกิดขึ้นทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : "พระพุทธองค์ทรงย่อโลกให้มาอยู่ในตัวเรา" หมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A : การรับรู้สิ่งต่าง ๆ จากภายนอก ล้วนรับรู้ด้วยกายของเรา เช่น เราได้ยินเสียงก็ด้วยหูของเรา เราเห็นแสงก็ด้วยตาของเรา ท่านจึงบอกว่าอยู่ในกายของเรา คำว่า <strong>“อยู่ในกาย” </strong>หมายถึง ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) อยู่ในกายนี้ ถ้ามองจากข้างนอก ก็คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ข้างในก็จะเป็น เนื้อ เอ็น กระดูก คือ อยู่ในกายนี้ ข้างนอกอย่างไรข้างในก็อย่างนั้น มันไม่เที่ยงเหมือนกัน มันอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน ด้วยความเข้าใจตรงนี้ จึงไม่ยากหากเราจะเข้าใจจากข้างใน ก็จะไม่เพลินไปได้&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คาถาชนะมาร [6718-7q]</title>
			<itunes:title>คาถาชนะมาร [6718-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 May 2024 21:00:11 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:01:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6635a4515c72f300127fc70b/media.mp3" length="29597300" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6635a4515c72f300127fc70b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6635a4515c72f300127fc70b</link>
			<acast:episodeId>6635a4515c72f300127fc70b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOMF5wN8/nlLtXi/ZDaUKmTdCluoQ4uco64MydNaw04R1ia8zT0GmvOEimEbn2sS5M3wSMZ5SQCtvFllSxKeqfD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คาถาใดใช้ขจัดมาร และพระไพรีพินาศ ศัตรูพินาศจริงหรือ?</strong></p><p>A : มารคือสิ่งที่จะมาขัดขวางให้เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สำเร็จ ท่านสอนว่ามารมี 5 ประเภท คือมารที่เป็นคน กิเลสมาร มารที่เป็นขันธ์และกรรมก็เป็นมาร วิสัยของมารคือจะคอยขัดขวางล้างผลาญความดี หากเราไม่ให้อาหารแก่มาร เช่น ใครมาด่ามาว่า เราก็ยังดำรงตนอยู่ในมรรค 8 ได้ ไม่โกรธไม่ขัดใจ ไม่ด่าตอบ นั่นคือจิตเราไม่ไปตามกระแสของมาร มารก็จะทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามารไม่มี และหากเราเห็นพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งแล้วเรายังระลึกถึงคำสอนของท่านอยู่รวมลงในองค์ 8 อันประเสริฐ&nbsp;มารทำอะไรเราไม่ได้ก็จะไปเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีชนะมารที่ตัวเรา?</strong></p><p>A : ชนะมารได้ด้วยการไม่ให้อาหารมารไม่ทำตาม มารพอเราไม่ไปตามอำนาจของมันเดี๋ยวมันก็ไปเอง การชนะมารคือชนะตัวเราเอง พอเราควบคุมจิตเราให้อยู่ในธรรมะได้ ทรงอยู่ในธรรมได้ เราชนะตรงนี้ได้ เราก็จะชนะทุกอย่าง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพิ่มพลังให้จิต?</strong>&nbsp;</p><p>A : วิธีเพิ่มพลังให้จิตเรามีกำลัง คือให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เป็นผู้ที่มีกำลังใจสูง เข้าใจว่ามีทุกข์มีสุข ให้ทำความดีต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นอนสวดมนต์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A : หากเราทำกิริยาใด ๆ แล้วประกอบด้วยความขี้เกียจ นั่นเป็นบาป เราควรตั้งอยู่ในกิริยาที่สำรวมเหมาะสม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กระดูกกับความดี?</strong>&nbsp;&nbsp;</p><p>A : การที่เราจะระลึกถึงบรรพบุรุษหรือใครที่ทำดีกับเราเป็นสิ่งที่ทำได้ การระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อเราเรียกว่าเทวตานุสติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พูดความจริงกับบาป</strong></p><p>A : หากมีเจตนาโกหกนั่นเป็น “บาป” เช่น เห็นบอกไม่เห็น ได้ยินบอกไม่ได้ยิน คือมีเจตนาโกหก หรืออีกนัยยะหนึ่งคือพอมีคนถามถึงความไม่ดีของคนอื่นด้วยเจตนาที่จะให้เขาระวัง ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เขาแตกกัน ซึ่งหากเขาแตกกันอันนี้เป็นบาป สิ่งที่เราควรทำคือหากเขาไม่ถามก็ไม่ต้องพูดเลย หรือถ้าเขาถามก็ให้พูดนิดเดียว ถ้าเขาถามจี้ก็ให้พูดหลีกเลี้ยวลดหย่อน พูดให้น้อย พูดจากหนักให้เป็นเบา เราจึงจะเป็นคนดี ถ้าเราทำเช่นนี้ความชั่วจะไม่ขยายผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คาถาใดใช้ขจัดมาร และพระไพรีพินาศ ศัตรูพินาศจริงหรือ?</strong></p><p>A : มารคือสิ่งที่จะมาขัดขวางให้เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สำเร็จ ท่านสอนว่ามารมี 5 ประเภท คือมารที่เป็นคน กิเลสมาร มารที่เป็นขันธ์และกรรมก็เป็นมาร วิสัยของมารคือจะคอยขัดขวางล้างผลาญความดี หากเราไม่ให้อาหารแก่มาร เช่น ใครมาด่ามาว่า เราก็ยังดำรงตนอยู่ในมรรค 8 ได้ ไม่โกรธไม่ขัดใจ ไม่ด่าตอบ นั่นคือจิตเราไม่ไปตามกระแสของมาร มารก็จะทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามารไม่มี และหากเราเห็นพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งแล้วเรายังระลึกถึงคำสอนของท่านอยู่รวมลงในองค์ 8 อันประเสริฐ&nbsp;มารทำอะไรเราไม่ได้ก็จะไปเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : วิธีชนะมารที่ตัวเรา?</strong></p><p>A : ชนะมารได้ด้วยการไม่ให้อาหารมารไม่ทำตาม มารพอเราไม่ไปตามอำนาจของมันเดี๋ยวมันก็ไปเอง การชนะมารคือชนะตัวเราเอง พอเราควบคุมจิตเราให้อยู่ในธรรมะได้ ทรงอยู่ในธรรมได้ เราชนะตรงนี้ได้ เราก็จะชนะทุกอย่าง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เพิ่มพลังให้จิต?</strong>&nbsp;</p><p>A : วิธีเพิ่มพลังให้จิตเรามีกำลัง คือให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เป็นผู้ที่มีกำลังใจสูง เข้าใจว่ามีทุกข์มีสุข ให้ทำความดีต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นอนสวดมนต์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A : หากเราทำกิริยาใด ๆ แล้วประกอบด้วยความขี้เกียจ นั่นเป็นบาป เราควรตั้งอยู่ในกิริยาที่สำรวมเหมาะสม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กระดูกกับความดี?</strong>&nbsp;&nbsp;</p><p>A : การที่เราจะระลึกถึงบรรพบุรุษหรือใครที่ทำดีกับเราเป็นสิ่งที่ทำได้ การระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อเราเรียกว่าเทวตานุสติ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พูดความจริงกับบาป</strong></p><p>A : หากมีเจตนาโกหกนั่นเป็น “บาป” เช่น เห็นบอกไม่เห็น ได้ยินบอกไม่ได้ยิน คือมีเจตนาโกหก หรืออีกนัยยะหนึ่งคือพอมีคนถามถึงความไม่ดีของคนอื่นด้วยเจตนาที่จะให้เขาระวัง ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เขาแตกกัน ซึ่งหากเขาแตกกันอันนี้เป็นบาป สิ่งที่เราควรทำคือหากเขาไม่ถามก็ไม่ต้องพูดเลย หรือถ้าเขาถามก็ให้พูดนิดเดียว ถ้าเขาถามจี้ก็ให้พูดหลีกเลี้ยวลดหย่อน พูดให้น้อย พูดจากหนักให้เป็นเบา เราจึงจะเป็นคนดี ถ้าเราทำเช่นนี้ความชั่วจะไม่ขยายผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6717-7q]</title>
			<itunes:title>สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6717-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Apr 2024 21:00:32 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/662d21283bcafa0012123ecb/media.mp3" length="26751566" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">662d21283bcafa0012123ecb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/662d21283bcafa0012123ecb</link>
			<acast:episodeId>662d21283bcafa0012123ecb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMqGHF4Pe+MMK5qPkbsdkO1qCq+8Eu1ozu0d97YyUTbA4tBtTJAeH0e/krBeG17kkgH9bqsUv0ZS48Ii98Wno2z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหาจริงหรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกข์ เวทนา นั้น มันไม่ได้เป็นของจริง เปรียบดังพยับแดดที่เหมือนจะมีจริงแต่มันไม่มีจริง พอเราเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความจริง ยอมรับด้วยปัญญา เราก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป ให้เรานำธรรมะมาทำ มาปฏิบัติ มาใช้ในชีวิตประจำวัน พยามเดินตามมรรค อย่าออกนอกมรรค</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล?</strong></p><p>A : ไม่ใช่ว่าเป็นการสะสมอาสวะใหม่ แต่ที่จริงแล้วเป็นอาสวะเก่ามันลอกออก เพราะอาสวะมันเป็นสิ่งสะสม มีกามาสวะ คือ เมื่อเราชอบพอสิ่งใด กามาสวะก็จะเพิ่มพูน ปฏิฆาสวะ คือเมื่อเราไม่พอใจขัดใจ ปฏิฆาสวะก็จะเพิ่มพูน และอวิชชาสวะ คือเมื่อไม่เข้าใจสถานการณ์ ง่วงซึม เห็นแก่ตัว อวิชชาสวะก็จะเพิ่มพูน แต่หากมีสถานการณ์ที่มากระตุ้นให้เกิดอาสวะเดิม แล้วเราไม่ทำตามเดิม เรามาเดินตามมรรค ปฏิบัติตามมรรคได้ อาสวะเดิมมันก็จะหลุดลอกออกทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การมีปีติ สงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ (สมาธิ 9 ขั้น) สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิเกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ส่วนไม่ยินดียินร้ายน่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา (สมาธิขั้นที่ 3 ขึ้นไป)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ฝึกที่จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก?</strong></p><p>A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้&nbsp;นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอดตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์&nbsp;มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?</strong></p><p>A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรมซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้&nbsp;หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขันติกับอุเบกขาต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ขันติ คือ ความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์&nbsp;ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหาจริงหรือไม่?</strong></p><p>A : ทุกข์ เวทนา นั้น มันไม่ได้เป็นของจริง เปรียบดังพยับแดดที่เหมือนจะมีจริงแต่มันไม่มีจริง พอเราเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความจริง ยอมรับด้วยปัญญา เราก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป ให้เรานำธรรมะมาทำ มาปฏิบัติ มาใช้ในชีวิตประจำวัน พยามเดินตามมรรค อย่าออกนอกมรรค</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล?</strong></p><p>A : ไม่ใช่ว่าเป็นการสะสมอาสวะใหม่ แต่ที่จริงแล้วเป็นอาสวะเก่ามันลอกออก เพราะอาสวะมันเป็นสิ่งสะสม มีกามาสวะ คือ เมื่อเราชอบพอสิ่งใด กามาสวะก็จะเพิ่มพูน ปฏิฆาสวะ คือเมื่อเราไม่พอใจขัดใจ ปฏิฆาสวะก็จะเพิ่มพูน และอวิชชาสวะ คือเมื่อไม่เข้าใจสถานการณ์ ง่วงซึม เห็นแก่ตัว อวิชชาสวะก็จะเพิ่มพูน แต่หากมีสถานการณ์ที่มากระตุ้นให้เกิดอาสวะเดิม แล้วเราไม่ทำตามเดิม เรามาเดินตามมรรค ปฏิบัติตามมรรคได้ อาสวะเดิมมันก็จะหลุดลอกออกทันที</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การมีปีติ สงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ (สมาธิ 9 ขั้น) สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิเกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ส่วนไม่ยินดียินร้ายน่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา (สมาธิขั้นที่ 3 ขึ้นไป)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ฝึกที่จะไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก?</strong></p><p>A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้&nbsp;นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอดตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์&nbsp;มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?</strong></p><p>A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรมซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้&nbsp;หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ขันติกับอุเบกขาต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ขันติ คือ ความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์&nbsp;ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความรู้คือวิชชา ความพ้นคือวิมุตติ [6716-7q]</title>
			<itunes:title>ความรู้คือวิชชา ความพ้นคือวิมุตติ [6716-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Apr 2024 21:00:25 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6623ef1209a932001203308b/media.mp3" length="26129073" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6623ef1209a932001203308b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6623ef1209a932001203308b</link>
			<acast:episodeId>6623ef1209a932001203308b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOJunKNiaJlXibY2DhGxuKG+3Pz4M+DxDDHW9/JtcPG1b7UVuFJOEcr6yRTjrUyjp2mWGfKbJij2vRi+iJlNzeW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อย่าเห็นแก่สั้นอย่าเห็นแก่ยาว (การผูกมิตร)</strong></p><p>A : การให้ทานเป็นหนึ่งในสังคหวัตถุ 4 เราสามารถรับและซื้อของให้กลับเพื่อผูกมิตร มิตรภาพมีค่าควรรับไว้ ทั้งนี้ให้ตรวจสอบสภาวะจิตว่าเราเป็นคนตระหนี่ไหม คือเค้าซื้อของให้แล้วไม่อยากซื้อให้กลับหรือไหม การให้ทานเป็นการลดความตระหนี่ เราควรรักษามิตรภาพไว้หากเขามีศรัทธากับเรา เราก็ดูว่าเราจะเป็นเนื้อนาบุญได้ไหม หรือแนะนำให้หยอดกระปุกชวนทำบุญร่วมกัน / คำว่า<strong> “อย่าเห็นแกสั้นอย่าเห็นแก่ยาว”</strong> หมายถึง อย่าแตกร้าวจากมิตรให้เร็วนัก อย่าจองเวรให้ยืดเยื้อนัก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คุณสมบัติของเนื้อนาบุญเปรียบกับช้างทรงของพระราชา</strong></p><p>A : อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องเป็นช้างที่รู้ประหารคือกำจัดสิ่งที่เป็นอกุศล รู้รักษาคือสำรวมอินทรีย์ รู้ไปคือไปทางนิพพาน รู้ฟังคือฟังธรรมะ และรู้อดทนคืออดทนต่อเวทนาคำด่าคำว่า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์อุเบกขา วิมุต ต่างกันอย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A : <strong>“ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์”</strong> มาจากศัพท์คำว่า<strong> “อทุกขมสุข”</strong> เป็นเวทนา คือถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่บอกไม่ได้ว่าเป็นสุขหรือทุกข์มากระทบ ก็จะมีความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น <strong>“อุเบกขา”</strong> คือความวางเฉย เป็นเวทนาที่เป็นหนึ่งในสติปัฎฐานสี่ เป็นหนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ “วิมุตติ” คือพ้นไม่เพลิน อยู่เหนือจากอุเบกขาขึ้นไป เมื่อวางได้จึงพ้น / ความต่างของอุเบกขาและวิมุตติคืออุเบกขา เป็นหนึ่งในสติปัฏฐานสี่หนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ความเหมือนก็คือเป็นเวทนาเหมือนกัน มีความเพลินเหมือนกัน มีสติอยู่ด้วยเหมือนกัน / เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานสี่ให้มากทำให้มากแล้ว เราจะมีองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมคือโพชฌงค์ พอมีโพชฌงค์แล้วอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปด้วยความสลัดคืน วิชชาและวิมุตติจะเกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;นั่งสมาธิพอจิตตั้งมั่นแล้วจะเหมือนมีหนอนไต่เป็นเพราะเหตุใด และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;A :&nbsp;พิจารณากรณีที่ 1 เป็นนิมิตว่าให้เราเห็นความเป็นปฏิกูลในกายนี้คือไม่น่ายินดี ให้รักษาสติเห็นตามจริงอย่าตกใจ หากตกใจให้ตั้งสติขึ้นใหม่ ให้มีกำลังกล้าเผชิญหน้าว่ากายเราเป็นแบบนี้ กรณีที่2 หากเราเพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติ อาการนี้คือการปรุงแต่งทางกาย เป็นเครื่องทดสอบให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี รู้เฉย ๆ แต่ไม่ตามรู้ ก็สักแต่ว่ารู้ พอสอบผ่านแล้วจะไม่คันอีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การนั่งสมาธิทดแทนการหลับได้หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ในการนอน 4 ประเภท หนึ่งในนั้นเรียกว่าการนอนอย่างตถาคต คือตื่นอยู่ในสมาธิ ไม่ง่วง ไม่หลับ จิตสว่างอยู่ ร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ส่วนคนที่นอนไม่หลับคือง่วง เหนื่อยเพลีย แต่นอนไม่หลับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การทำสมาธิใกล้คนนอนมีผลกับคนนอนหรือไม่?</strong></p><p>A : หากเป็นการขยับร่างกาย ก็อาจมีผลต่อคนที่นอนใกล้ได้ หากเราทำสมาธิแล้วให้เราแผ่เมตตา ผลที่ได้ไม่ใช่แค่คนใกล้ คนไกลก็ได้ประโยชน์ด้วย ได้ทั้งข้ามภพข้ามชาติด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อย่าเห็นแก่สั้นอย่าเห็นแก่ยาว (การผูกมิตร)</strong></p><p>A : การให้ทานเป็นหนึ่งในสังคหวัตถุ 4 เราสามารถรับและซื้อของให้กลับเพื่อผูกมิตร มิตรภาพมีค่าควรรับไว้ ทั้งนี้ให้ตรวจสอบสภาวะจิตว่าเราเป็นคนตระหนี่ไหม คือเค้าซื้อของให้แล้วไม่อยากซื้อให้กลับหรือไหม การให้ทานเป็นการลดความตระหนี่ เราควรรักษามิตรภาพไว้หากเขามีศรัทธากับเรา เราก็ดูว่าเราจะเป็นเนื้อนาบุญได้ไหม หรือแนะนำให้หยอดกระปุกชวนทำบุญร่วมกัน / คำว่า<strong> “อย่าเห็นแกสั้นอย่าเห็นแก่ยาว”</strong> หมายถึง อย่าแตกร้าวจากมิตรให้เร็วนัก อย่าจองเวรให้ยืดเยื้อนัก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คุณสมบัติของเนื้อนาบุญเปรียบกับช้างทรงของพระราชา</strong></p><p>A : อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องเป็นช้างที่รู้ประหารคือกำจัดสิ่งที่เป็นอกุศล รู้รักษาคือสำรวมอินทรีย์ รู้ไปคือไปทางนิพพาน รู้ฟังคือฟังธรรมะ และรู้อดทนคืออดทนต่อเวทนาคำด่าคำว่า</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์อุเบกขา วิมุต ต่างกันอย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A : <strong>“ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์”</strong> มาจากศัพท์คำว่า<strong> “อทุกขมสุข”</strong> เป็นเวทนา คือถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่บอกไม่ได้ว่าเป็นสุขหรือทุกข์มากระทบ ก็จะมีความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์เกิดขึ้น <strong>“อุเบกขา”</strong> คือความวางเฉย เป็นเวทนาที่เป็นหนึ่งในสติปัฎฐานสี่ เป็นหนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ “วิมุตติ” คือพ้นไม่เพลิน อยู่เหนือจากอุเบกขาขึ้นไป เมื่อวางได้จึงพ้น / ความต่างของอุเบกขาและวิมุตติคืออุเบกขา เป็นหนึ่งในสติปัฏฐานสี่หนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ความเหมือนก็คือเป็นเวทนาเหมือนกัน มีความเพลินเหมือนกัน มีสติอยู่ด้วยเหมือนกัน / เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานสี่ให้มากทำให้มากแล้ว เราจะมีองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมคือโพชฌงค์ พอมีโพชฌงค์แล้วอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปด้วยความสลัดคืน วิชชาและวิมุตติจะเกิดขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q :&nbsp;นั่งสมาธิพอจิตตั้งมั่นแล้วจะเหมือนมีหนอนไต่เป็นเพราะเหตุใด และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;A :&nbsp;พิจารณากรณีที่ 1 เป็นนิมิตว่าให้เราเห็นความเป็นปฏิกูลในกายนี้คือไม่น่ายินดี ให้รักษาสติเห็นตามจริงอย่าตกใจ หากตกใจให้ตั้งสติขึ้นใหม่ ให้มีกำลังกล้าเผชิญหน้าว่ากายเราเป็นแบบนี้ กรณีที่2 หากเราเพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติ อาการนี้คือการปรุงแต่งทางกาย เป็นเครื่องทดสอบให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี รู้เฉย ๆ แต่ไม่ตามรู้ ก็สักแต่ว่ารู้ พอสอบผ่านแล้วจะไม่คันอีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การนั่งสมาธิทดแทนการหลับได้หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;A : ในการนอน 4 ประเภท หนึ่งในนั้นเรียกว่าการนอนอย่างตถาคต คือตื่นอยู่ในสมาธิ ไม่ง่วง ไม่หลับ จิตสว่างอยู่ ร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ส่วนคนที่นอนไม่หลับคือง่วง เหนื่อยเพลีย แต่นอนไม่หลับ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การทำสมาธิใกล้คนนอนมีผลกับคนนอนหรือไม่?</strong></p><p>A : หากเป็นการขยับร่างกาย ก็อาจมีผลต่อคนที่นอนใกล้ได้ หากเราทำสมาธิแล้วให้เราแผ่เมตตา ผลที่ได้ไม่ใช่แค่คนใกล้ คนไกลก็ได้ประโยชน์ด้วย ได้ทั้งข้ามภพข้ามชาติด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การตั้งสติไว้ในกาย [6715-7q]</title>
			<itunes:title>การตั้งสติไว้ในกาย [6715-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Apr 2024 21:00:14 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66199e8f89e2db0016e846ed/media.mp3" length="27171542" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66199e8f89e2db0016e846ed</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66199e8f89e2db0016e846ed</link>
			<acast:episodeId>66199e8f89e2db0016e846ed</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMmeaF3kxztZ5b5h5Q0pAb4WZ2qVzvP73FaT1xfQoy02bjcZdiYpoyhusHa9k7Ev5GXjaiY5+5UfG3viTatc3vL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : กายคตาสติหรือการตั้งสติไว้ในกายทำอย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;กายคตาสติคือการตั้งสติไว้ในกาย ใช้กายเป็นฐานที่ตั้งของสติ สามารถทำได้หลายรูปแบบเช่นนัยยะของการนั่งสมาธิแล้วพิจารณากาย การพิจารณากายในอิริยาบถ การพิจารณากายในความเป็นปฏิกูล หรือพิจารณากายจากสถานที่ / การตั้งสติสัมปชัญญะไว้ในกาย คือรู้ตัวทั่วพร้อมรอบคอบในอาการต่าง ๆ ในทุกอิริยาบถ หากเรามีอาการทางกาย เช่น การไอ อย่าให้จิตเราไม่พอใจขยะแขยงเกลียดชังไปกับอาการหรืออิริยาบถนั้น ๆ ให้เรารับรู้อยู่แต่ไม่คิดไปตาม ไม่เพลินไปตามความคิด ไม่เพลินไปตามอาการนั้นอิริยาบถนั้นการปรุงแต่งนั้น ให้รู้ตัวทั่วพร้อมมีสติสัมปชัญญะอยู่กับการไอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ด้วยตัวเองควรวางใจอย่างไร?</strong></p><p>A : หน้าที่ที่เหมาะสมสำหรับลูกที่ควรกระทำคือเลี้ยงดูบิดามารดา การเลี้ยงดูมี 2 รูปแบบ คือการดูแลทางอามิสคือทางกาย และการตอบแทนที่จะพอเหมาะสม คือการให้ท่านมีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา คือมี “โสตาปัตติยังคะ 4” ถึงพอจะเหมาะสมกัน ในเรื่องของการดูแลเราสามารถทำเองก็ได้หรือจัดให้ก็ได้ ในเรื่องของสภาพจิตใจต้องดูแลท่าน หมั่นไปเยี่ยมประดิษฐานท่านให้มีศีล ศรัทธา จาคะ และปัญญา ให้เรามองว่าเป็นโอกาสที่เราจะสร้างบุญใหญ่แล้วให้มีความมั่นใจทำจริงแน่วแน่จริง ธรรมะจะคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำบุญที่ไหนก็ตามเทียบไม่ได้กับทำบุญกับพ่อแม่</strong></p><p>A : บุญที่เกิดจากการให้ทานอยู่ที่ลักษณะ 3 อย่างคือ ผู้ให้ผู้รับและสิ่งของที่ให้ผู้ให้คือเราผู้รับคือพ่อแม่หากเปรียบพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านไม่มีกิเลสแล้วแต่พ่อแม่ยังมีกิเลสอยู่นัยยะของการเกิดบุญจึงต่างกันอย่างไรก็ตามท่านสอนให้เราทำดีกับพ่อแม่อยู่แล้วเพราะเรามีพ่อแม่เพียงคนเดียวไม่ว่าท่านจะต่อว่าเราอย่างไรเราก็ควรตอบแทนบุญคุณท่านให้เห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ฝึกความอดทนฝึกปัญญาแก้ปัญหาให้เราตั้งอยู่ในความดีทำดีต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การดูแลผู้ป่วยหนัก เราควรทำจิตใจอย่างไรจึงจะผ่านวิกฤติไปได้?</strong></p><p>A : คุณสมบัติของผู้ที่จะพยาบาลได้ง่ายก็คือ 1) รู้ว่าอะไรเป็นความสบาย 2) รู้ประมาณในความสบาย 3) ทานยาตามเวลา 4) บอกอาการตามความเป็นจริง 5) มีความอดทนต่อเวทนานั้น ๆ หากเราต้องจัดคนมาดูแลหรือดูแลเอง ให้พิจารณาว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ ไม่เห็นแก่อามิสสิ่งของ ไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระปัสสาวะไปทิ้ง สามารถพูดให้คนไข้มีความอาจหาญ ร่าเริง ทรงอยู่ในธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : กายคตาสติหรือการตั้งสติไว้ในกายทำอย่างไร?&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;กายคตาสติคือการตั้งสติไว้ในกาย ใช้กายเป็นฐานที่ตั้งของสติ สามารถทำได้หลายรูปแบบเช่นนัยยะของการนั่งสมาธิแล้วพิจารณากาย การพิจารณากายในอิริยาบถ การพิจารณากายในความเป็นปฏิกูล หรือพิจารณากายจากสถานที่ / การตั้งสติสัมปชัญญะไว้ในกาย คือรู้ตัวทั่วพร้อมรอบคอบในอาการต่าง ๆ ในทุกอิริยาบถ หากเรามีอาการทางกาย เช่น การไอ อย่าให้จิตเราไม่พอใจขยะแขยงเกลียดชังไปกับอาการหรืออิริยาบถนั้น ๆ ให้เรารับรู้อยู่แต่ไม่คิดไปตาม ไม่เพลินไปตามความคิด ไม่เพลินไปตามอาการนั้นอิริยาบถนั้นการปรุงแต่งนั้น ให้รู้ตัวทั่วพร้อมมีสติสัมปชัญญะอยู่กับการไอ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่ด้วยตัวเองควรวางใจอย่างไร?</strong></p><p>A : หน้าที่ที่เหมาะสมสำหรับลูกที่ควรกระทำคือเลี้ยงดูบิดามารดา การเลี้ยงดูมี 2 รูปแบบ คือการดูแลทางอามิสคือทางกาย และการตอบแทนที่จะพอเหมาะสม คือการให้ท่านมีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา คือมี “โสตาปัตติยังคะ 4” ถึงพอจะเหมาะสมกัน ในเรื่องของการดูแลเราสามารถทำเองก็ได้หรือจัดให้ก็ได้ ในเรื่องของสภาพจิตใจต้องดูแลท่าน หมั่นไปเยี่ยมประดิษฐานท่านให้มีศีล ศรัทธา จาคะ และปัญญา ให้เรามองว่าเป็นโอกาสที่เราจะสร้างบุญใหญ่แล้วให้มีความมั่นใจทำจริงแน่วแน่จริง ธรรมะจะคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมแน่นอน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำบุญที่ไหนก็ตามเทียบไม่ได้กับทำบุญกับพ่อแม่</strong></p><p>A : บุญที่เกิดจากการให้ทานอยู่ที่ลักษณะ 3 อย่างคือ ผู้ให้ผู้รับและสิ่งของที่ให้ผู้ให้คือเราผู้รับคือพ่อแม่หากเปรียบพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านไม่มีกิเลสแล้วแต่พ่อแม่ยังมีกิเลสอยู่นัยยะของการเกิดบุญจึงต่างกันอย่างไรก็ตามท่านสอนให้เราทำดีกับพ่อแม่อยู่แล้วเพราะเรามีพ่อแม่เพียงคนเดียวไม่ว่าท่านจะต่อว่าเราอย่างไรเราก็ควรตอบแทนบุญคุณท่านให้เห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ฝึกความอดทนฝึกปัญญาแก้ปัญหาให้เราตั้งอยู่ในความดีทำดีต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การดูแลผู้ป่วยหนัก เราควรทำจิตใจอย่างไรจึงจะผ่านวิกฤติไปได้?</strong></p><p>A : คุณสมบัติของผู้ที่จะพยาบาลได้ง่ายก็คือ 1) รู้ว่าอะไรเป็นความสบาย 2) รู้ประมาณในความสบาย 3) ทานยาตามเวลา 4) บอกอาการตามความเป็นจริง 5) มีความอดทนต่อเวทนานั้น ๆ หากเราต้องจัดคนมาดูแลหรือดูแลเอง ให้พิจารณาว่ามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ ไม่เห็นแก่อามิสสิ่งของ ไม่รังเกียจที่จะนำอุจจาระปัสสาวะไปทิ้ง สามารถพูดให้คนไข้มีความอาจหาญ ร่าเริง ทรงอยู่ในธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขายนิพพาน [6714-7q]</title>
			<itunes:title>ขายนิพพาน [6714-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Apr 2024 21:00:42 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66119a45d88ec90017763785/media.mp3" length="26313727" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66119a45d88ec90017763785</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66119a45d88ec90017763785</link>
			<acast:episodeId>66119a45d88ec90017763785</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMM3JPWgUPufU6Itmw1A7sUipYSUIRxDBd/ROLxhpc4yEaxntW2QDAErh6zwr3OZnwemQDpAx6zKxRhH6Dr6WmQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คอร์สออนไลน์ที่สอนให้บรรลุธรรมเป็นไปได้หรือไม่?</strong></p><p>A : การบรรลุธรรมได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุเงื่อนไขและปัจจัยเหตุแห่งการบรรลุธรรม คือการปฏิบัติตามมรรค 8 และเราจะไม่สามารถบรรลุธรรมได้แม้จะปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วก็ตาม คือมีความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจในมรรคในข้อปฏิบัติ หากเราได้ยินได้ฟังเรื่องใดมา เราต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญเทียบเคียงกับคำสอนของท่าน ศรัทธาและปัญญาต้องไปคู่กันเสมอ</p><br><p><strong>Q : การออกเสียงปาฬิภาษาในพระไตรปิฎกให้แม่นยำสำคัญต่อการบรรลุธรรมอย่างไร?</strong></p><p>A : ในวิมุตยายตนสูตร 5 ประการที่เกี่ยวกับการบรรลุธรรมคือการฟัง, การแสดงธรรม, การสวด|สาธยายหมายถึงการสวดการออกเสียง "สัชฌายะ" การตรึกตรองและการทำสมาธิเมื่อเราปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้จิตมีปิติ ปราโมทย์ สุข จิตตั้งมั่นมีความเพียรบรรลุธรรมได้ ดังนั้นการออกเสียงสัชฌายะให้ถูกต้องตามอักขระจึงมาตรงกับการสาธยายโดยพิสดาร จะทำให้เรารู้แจ้งอัตถะรู้แจ้งธรรมะได้ดี จะมีความเข้าใจบางประการเกิดขึ้นจากการได้ยินเสียงนั้น</p><br><p><strong>Q : ฌาน 4 มีคุณสมบัติอย่างไร?</strong></p><p>A : คุณสมบัติของฌาน 4 คือ มีแต่อุเบกขาล้วน ๆ การจะไปดูนรกสวรรค์ได้ก็ไปด้วยกำลังของฌานคือสมาธิ จะทำให้เกิดญาณคือความสามารถนี้ ซึ่งกำลังของญานจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าสมาธิน้อยหรือมาก</p><br><p><strong>Q : ลักษณะของการตรัสรู้ธรรมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : โพธิปักขิยธรรม เป็นธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ลักษณะธรรมะของท่านเปรียบเหมือนจุ่มแห เมื่อเราปฏิบัติตรงนี้ก็จะดึงส่วนอื่นเข้ามาด้วย เราทำส่วนไหนได้ก็ทำส่วนนั้น ทำจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด ทำธรรมะในจิตของเราให้เข้ากัน ก็จะทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมได้</p><br><p><strong>Q : ต้องเดินอานาปานสติถึงขั้นไหนจึงเกิดปีติสุข?</strong></p><p>A : เราฝึกเพื่อให้มีสติ ไม่ได้จะเอาอย่างอื่นจะเกิดอย่างอื่นหรือไม่เราไม่ได้เอาตรงนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คอร์สออนไลน์ที่สอนให้บรรลุธรรมเป็นไปได้หรือไม่?</strong></p><p>A : การบรรลุธรรมได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุเงื่อนไขและปัจจัยเหตุแห่งการบรรลุธรรม คือการปฏิบัติตามมรรค 8 และเราจะไม่สามารถบรรลุธรรมได้แม้จะปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วก็ตาม คือมีความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจในมรรคในข้อปฏิบัติ หากเราได้ยินได้ฟังเรื่องใดมา เราต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญเทียบเคียงกับคำสอนของท่าน ศรัทธาและปัญญาต้องไปคู่กันเสมอ</p><br><p><strong>Q : การออกเสียงปาฬิภาษาในพระไตรปิฎกให้แม่นยำสำคัญต่อการบรรลุธรรมอย่างไร?</strong></p><p>A : ในวิมุตยายตนสูตร 5 ประการที่เกี่ยวกับการบรรลุธรรมคือการฟัง, การแสดงธรรม, การสวด|สาธยายหมายถึงการสวดการออกเสียง "สัชฌายะ" การตรึกตรองและการทำสมาธิเมื่อเราปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้จิตมีปิติ ปราโมทย์ สุข จิตตั้งมั่นมีความเพียรบรรลุธรรมได้ ดังนั้นการออกเสียงสัชฌายะให้ถูกต้องตามอักขระจึงมาตรงกับการสาธยายโดยพิสดาร จะทำให้เรารู้แจ้งอัตถะรู้แจ้งธรรมะได้ดี จะมีความเข้าใจบางประการเกิดขึ้นจากการได้ยินเสียงนั้น</p><br><p><strong>Q : ฌาน 4 มีคุณสมบัติอย่างไร?</strong></p><p>A : คุณสมบัติของฌาน 4 คือ มีแต่อุเบกขาล้วน ๆ การจะไปดูนรกสวรรค์ได้ก็ไปด้วยกำลังของฌานคือสมาธิ จะทำให้เกิดญาณคือความสามารถนี้ ซึ่งกำลังของญานจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าสมาธิน้อยหรือมาก</p><br><p><strong>Q : ลักษณะของการตรัสรู้ธรรมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : โพธิปักขิยธรรม เป็นธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ลักษณะธรรมะของท่านเปรียบเหมือนจุ่มแห เมื่อเราปฏิบัติตรงนี้ก็จะดึงส่วนอื่นเข้ามาด้วย เราทำส่วนไหนได้ก็ทำส่วนนั้น ทำจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด ทำธรรมะในจิตของเราให้เข้ากัน ก็จะทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมได้</p><br><p><strong>Q : ต้องเดินอานาปานสติถึงขั้นไหนจึงเกิดปีติสุข?</strong></p><p>A : เราฝึกเพื่อให้มีสติ ไม่ได้จะเอาอย่างอื่นจะเกิดอย่างอื่นหรือไม่เราไม่ได้เอาตรงนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตรงผัสสะมีรอยต่อ [6713-7q]</title>
			<itunes:title>ตรงผัสสะมีรอยต่อ [6713-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Mar 2024 21:00:37 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/66084543f993490016a7c83c/media.mp3" length="27235077" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">66084543f993490016a7c83c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/66084543f993490016a7c83c</link>
			<acast:episodeId>66084543f993490016a7c83c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNXUj+brGazuzcVICLZi+CTDJICzZI/XWdAOuZ7QZ6U+3xJas6Q7g/b7/4oa2c6nI90sj6B0fttZG5SkHDBkrDy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : กิเลสมักเกิดขึ้นในใจ ในรูปแบบของความคิด ก่อนที่จะออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำใช่หรือไม่?&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>A : กิเลสเกิดจากจิตที่มีอวิชชาแฝงอยู่แล้วไม่มีสติรักษาเมื่อมีผัสสะมากระทบก็จะปรุงแต่งไปตามสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจออกมาในรูปแบบความคิดคำพูดการกระทำและเมื่อปรุงแต่งออกไปแล้วก็จะมีอาสวะกลับเข้ามาในจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีสติ หมั่นตามเห็นความคิด (สัญญา) ที่ผ่านเข้ามา และเลือกที่จะไม่ตามมันไป จะช่วยให้เราไม่ตามและขูดเกลากิเลสได้ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : การที่เราแยกแยะได้รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งนี้ไม่ดีความรู้นั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เมื่อเรามีปัญญามีความเพียรมีสติสมาธิกิเลสก็จะอยู่ไม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แนวทางจากคำถามข้างต้น คือ มรรค8 คือ สัมมาสังกัปปะ ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ล้วนเป็นแนวทางของมรรค8 ตามกันมา เราทำอันใดอันหนึ่งก็จะตามกันมาหมด ซึ่ง มรรค8 คือ ทางเดียว ที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง ไม่ใช่ทาง 8 สาย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเข้าฌานกับขณิกสมาธิ, อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เกี่ยวกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ฌานคือกิริยาการเพ่งจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งส่วนขณิกสมาธิ, อุปจารสมาธิ, อัปปนาสมาธินั้นเป็นระดับความลึกของสมาธิถ้าทำได้ไม่นานจัดเป็น “ขณิกสมาธิ” ถ้าพอจะเป็นที่อยู่ได้จัดเป็น “อุปจารสมาธิ” ถ้าทำสมาธิได้ลึกซึ้งนานจัดเป็น “อัปปนาสมาธิ”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สามารถตั้งสติหรือสมาธิจนถึงรอยต่อที่เราจะหลับไป ได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ความตายเกิดขึ้นได้ตลอดไม่ใช่แค่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อตรงไหนมีผัสสะตรงนั้นมีรอยต่อเป็นกระแสเกิดและดับสิ่งสำคัญคือเมื่อกระแสดับแล้วจิตเราจะระลึกถึงอะไรคว้าอะไรเราจึงควรทำดีมีสติฝึกทำอยู่ตลอดตรงไหนที่กังวลใจก็ให้กำจัดอาสวะส่วนนี้ออกสมาธิเราก็จะเต็มก็จะไปขั้นสูงขึ้นไปได้อีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ป่วยด้วยอาการทางสมองปุถุชนกับอริยะบุคคลต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;เหมือนกันที่ทางกายบกพร่องทางสมองต่างกันที่อริยะบุคคลมีอุบายในการออกจากทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกายนั้นท่านจะรักษาจิตไว้ได้ไม่ไปหาความสุขทางกามส่วนปุถุชนนั้นจะกังวลใจอยู่ไม่ผาสุกเพราะไม่มีสติรักษาไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้จิตไปอบายภูมิ?</strong></p><p>A : เราต้องรักษาจิตเราให้ดีฝึกสติเห็นไปตามจริงอะไรที่ต้องบรรลุต้องทำให้ถึงเมื่อถึงเวลานั้นเราจะเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนมตัคคปริยายสูตรน้ำตาเปรียบด้วยมหาสมุทร</strong></p><p>A : เราทุกข์เพราะไม่เห็นอริยสัจสี่ให้เราตั้งสติให้ดีเห็นในความเป็นจริงด้วยปัญญาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ให้ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และศีลสี่อย่างนี้จะพาให้เราสู่กระแสนิพพานเป็น “โสตาปัตติยังคะ4” ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : กิเลสมักเกิดขึ้นในใจ ในรูปแบบของความคิด ก่อนที่จะออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำใช่หรือไม่?&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>A : กิเลสเกิดจากจิตที่มีอวิชชาแฝงอยู่แล้วไม่มีสติรักษาเมื่อมีผัสสะมากระทบก็จะปรุงแต่งไปตามสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจออกมาในรูปแบบความคิดคำพูดการกระทำและเมื่อปรุงแต่งออกไปแล้วก็จะมีอาสวะกลับเข้ามาในจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีสติ หมั่นตามเห็นความคิด (สัญญา) ที่ผ่านเข้ามา และเลือกที่จะไม่ตามมันไป จะช่วยให้เราไม่ตามและขูดเกลากิเลสได้ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : การที่เราแยกแยะได้รู้ว่าสิ่งนี้ดีสิ่งนี้ไม่ดีความรู้นั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เมื่อเรามีปัญญามีความเพียรมีสติสมาธิกิเลสก็จะอยู่ไม่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แนวทางจากคำถามข้างต้น คือ มรรค8 คือ สัมมาสังกัปปะ ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A : ล้วนเป็นแนวทางของมรรค8 ตามกันมา เราทำอันใดอันหนึ่งก็จะตามกันมาหมด ซึ่ง มรรค8 คือ ทางเดียว ที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง ไม่ใช่ทาง 8 สาย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การเข้าฌานกับขณิกสมาธิ, อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เกี่ยวกันอย่างไร?</strong></p><p>A : ฌานคือกิริยาการเพ่งจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งส่วนขณิกสมาธิ, อุปจารสมาธิ, อัปปนาสมาธินั้นเป็นระดับความลึกของสมาธิถ้าทำได้ไม่นานจัดเป็น “ขณิกสมาธิ” ถ้าพอจะเป็นที่อยู่ได้จัดเป็น “อุปจารสมาธิ” ถ้าทำสมาธิได้ลึกซึ้งนานจัดเป็น “อัปปนาสมาธิ”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สามารถตั้งสติหรือสมาธิจนถึงรอยต่อที่เราจะหลับไป ได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ความตายเกิดขึ้นได้ตลอดไม่ใช่แค่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อตรงไหนมีผัสสะตรงนั้นมีรอยต่อเป็นกระแสเกิดและดับสิ่งสำคัญคือเมื่อกระแสดับแล้วจิตเราจะระลึกถึงอะไรคว้าอะไรเราจึงควรทำดีมีสติฝึกทำอยู่ตลอดตรงไหนที่กังวลใจก็ให้กำจัดอาสวะส่วนนี้ออกสมาธิเราก็จะเต็มก็จะไปขั้นสูงขึ้นไปได้อีก</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ป่วยด้วยอาการทางสมองปุถุชนกับอริยะบุคคลต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;เหมือนกันที่ทางกายบกพร่องทางสมองต่างกันที่อริยะบุคคลมีอุบายในการออกจากทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกายนั้นท่านจะรักษาจิตไว้ได้ไม่ไปหาความสุขทางกามส่วนปุถุชนนั้นจะกังวลใจอยู่ไม่ผาสุกเพราะไม่มีสติรักษาไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้จิตไปอบายภูมิ?</strong></p><p>A : เราต้องรักษาจิตเราให้ดีฝึกสติเห็นไปตามจริงอะไรที่ต้องบรรลุต้องทำให้ถึงเมื่อถึงเวลานั้นเราจะเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อนมตัคคปริยายสูตรน้ำตาเปรียบด้วยมหาสมุทร</strong></p><p>A : เราทุกข์เพราะไม่เห็นอริยสัจสี่ให้เราตั้งสติให้ดีเห็นในความเป็นจริงด้วยปัญญาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ให้ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และศีลสี่อย่างนี้จะพาให้เราสู่กระแสนิพพานเป็น “โสตาปัตติยังคะ4” ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อัปปมัญญา 4 [6712-7q] </title>
			<itunes:title>อัปปมัญญา 4 [6712-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Mar 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65ff13edda1b9c001600108d/media.mp3" length="26387194" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65ff13edda1b9c001600108d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65ff13edda1b9c001600108d</link>
			<acast:episodeId>65ff13edda1b9c001600108d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPwX9zjauI3hMC1gEsIdSfwgPHpTdsfbs5S5u0VN0/MRJWgGncaU/laO8f2ONlX8/dEEtOqZyfT/qmlRfu+ee7Z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ที่มาของ “ข้าวก้นบาตรพระ”</strong></p><p>&nbsp;A : คืออาหารที่เหลือจากการพิจารณาของพระได้มาจากสัมมาอาชีวะเป็นอาหารที่เกิดจากบุญจากศรัทธาของผู้นำมาถวายจากผู้รับคือพระสงฆ์พิจารณาแล้วจึงบริโภคอาหารนี้จึงเป็นอาหารทิพย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รักษาจิตด้วยอัปปมัญญา พรหมวิหาร และทิศทั้ง 6</strong></p><p>&nbsp;A : “อัปปมัญญา” คือ การพ้นที่อาศัยพรหมวิหาร 4 ได้แก่ 1) เมตตาเจโตวิมุต จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ในจิตใจเรา ผลคือจะทำให้เกิดความสุขที่หลุดพ้นสุขในภายใน (สุภวิโมกข์) 2) กรุณาเจโตวิมุต จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ผลคือ จะทำให้เกิด “อากาสานัญจายตนะ” 3) มุทิตาเจโตวิมุต&nbsp;จะกำจัดความไม่ยินดีในความสำเร็จของเขา ผลคือจะทำให้เกิด “วิญญานัญจายตนะ” 4) อุเบกขาเจโตวิมุต จะกำจัดราคะในจิตใจเราถ้าเขาได้ไม่ดี ให้เราวางเฉย อุเบกขา ผลคือจะทำให้เกิด “อากิญจัญญายตนะ” จะมีผล มีอานิสงค์ ละธรรมะที่เป็นเสี้ยนหนาม 4 ประการนั้นได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ที่มาของ “ข้าวก้นบาตรพระ”</strong></p><p>&nbsp;A : คืออาหารที่เหลือจากการพิจารณาของพระได้มาจากสัมมาอาชีวะเป็นอาหารที่เกิดจากบุญจากศรัทธาของผู้นำมาถวายจากผู้รับคือพระสงฆ์พิจารณาแล้วจึงบริโภคอาหารนี้จึงเป็นอาหารทิพย์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รักษาจิตด้วยอัปปมัญญา พรหมวิหาร และทิศทั้ง 6</strong></p><p>&nbsp;A : “อัปปมัญญา” คือ การพ้นที่อาศัยพรหมวิหาร 4 ได้แก่ 1) เมตตาเจโตวิมุต จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ในจิตใจเรา ผลคือจะทำให้เกิดความสุขที่หลุดพ้นสุขในภายใน (สุภวิโมกข์) 2) กรุณาเจโตวิมุต จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ผลคือ จะทำให้เกิด “อากาสานัญจายตนะ” 3) มุทิตาเจโตวิมุต&nbsp;จะกำจัดความไม่ยินดีในความสำเร็จของเขา ผลคือจะทำให้เกิด “วิญญานัญจายตนะ” 4) อุเบกขาเจโตวิมุต จะกำจัดราคะในจิตใจเราถ้าเขาได้ไม่ดี ให้เราวางเฉย อุเบกขา ผลคือจะทำให้เกิด “อากิญจัญญายตนะ” จะมีผล มีอานิสงค์ ละธรรมะที่เป็นเสี้ยนหนาม 4 ประการนั้นได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัจจัยในการบรรลุธรรม [6711-7q]</title>
			<itunes:title>ปัจจัยในการบรรลุธรรม [6711-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Mar 2024 21:00:14 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65f5989aceba400018a0a9fa/media.mp3" length="25432133" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65f5989aceba400018a0a9fa</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65f5989aceba400018a0a9fa</link>
			<acast:episodeId>65f5989aceba400018a0a9fa</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNJ/3KMCBuHns4khpKdT51HBHmaL3NujhrROI4CNajkAU5aYXa3yDJjCScTMVWtnDIOy/9+NdoVk6wEH6tF25Rr]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ปัจจัยการบรรลุธรรม?</strong></p><p>A : ตัวเราสำคัญที่สุด เพราะการบรรลุธรรมอยู่ที่จิต ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งกัลยาณมิตรและสถานที่ที่มีผลทำให้กิเลสเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นสิ่งที่รองลงมา ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วปัจจัยสี่ไม่ดี&nbsp;จิตใจไม่สงบ อาสวะเพิ่ม เราไม่ควรอยู่ตรงนั้น แต่หากอยู่ที่ไหนแล้วปัจจัยสี่ดี จิตใจสงบ อาสวะที่ละไม่ได้ก็ละได้ ให้อยู่ตรงนั้นไปตลอดชีวิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การสร้างศรัทธาขึ้นมาทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย คนที่ถูกความทุกข์ครอบงำแล้วแสวงหาทางออกของทุกข์ ศรัทธาจะเกิด เมื่อเราแสวงหาทางออกด้วยศรัทธา คือ ศรัทธาใน “ธัมโม” หมายถึง กระบวนการวิธีการคือ มรรค8 ศรัทธาใน “พุทโธ” หมายถึง ผู้ที่บรรลุแล้วมีพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ศรัทธาใน “สังโฆ” หมายถึง การปฏิบัติของตัวเราว่า ถ้าคนอื่นเค้าทำได้ เราก็ต้องทำได้ ศรัทธาแล้วมีความเพียร ทำจริง แน่วแน่จริง เกิดสมาธิ ตั้งทิฐิไว้ชอบ ก็จะทำให้เกิดปัญญา ปล่อยวางได้ บรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีความคิดปรุงแต่งมากจะเรียกว่าฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ?</strong></p><p>A : อยู่ที่ว่าคิดปรุงแต่งแล้วกิเลสเพิ่มหรือลด ทั้งมิจฉามรรคหรือสัมมามรรคล้วนเป็นสังขตธรรม แต่ที่ไปคนละทาง สมาธิไม่ใช่ไม่คิดอะไรเลย มีลำดับขั้นของมัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศีล ศรัทธา ไม่ครบไม่มั่นคง จะเริ่มปฏิบัติได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ศรัทธาจะเกิดเมื่อเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ที่ควบคู่กับปัญญาจึงจะเห็นธรรม ควรมีกัลยาณมิตรแนะทางให้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ใครเป็นอรหันต์ </strong></p><p>A : เป็นเรื่องยากที่ฆราวาสผู้ชุ่มอยู่ด้วยกามจะพึงรู้ จะดูแต่เพียงภายนอกไม่ได้ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยวาจา กำลังจิตพึงรู้ได้เมื่อมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการตอบ ที่สำคัญ คือ ตอบตัวเองได้หรือไม่ว่าเป็นอรหันต์หรือยัง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อมีความกังวลใจ แล้วต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีวิธีพิจารณาอย่างไร?</strong></p><p>A : ความกังวลจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ ควรมีศีล ศรัทธา สติตั้งไว้ พิจารณาปัจจุบัน ด้วยความเป็นของง่อนแง่น คลอนแคลน พอเราไม่กังวล เราจะละความยึดถือได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ปัจจัยการบรรลุธรรม?</strong></p><p>A : ตัวเราสำคัญที่สุด เพราะการบรรลุธรรมอยู่ที่จิต ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งกัลยาณมิตรและสถานที่ที่มีผลทำให้กิเลสเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นสิ่งที่รองลงมา ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วปัจจัยสี่ไม่ดี&nbsp;จิตใจไม่สงบ อาสวะเพิ่ม เราไม่ควรอยู่ตรงนั้น แต่หากอยู่ที่ไหนแล้วปัจจัยสี่ดี จิตใจสงบ อาสวะที่ละไม่ได้ก็ละได้ ให้อยู่ตรงนั้นไปตลอดชีวิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การสร้างศรัทธาขึ้นมาทำอย่างไร?</strong></p><p>A : ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย คนที่ถูกความทุกข์ครอบงำแล้วแสวงหาทางออกของทุกข์ ศรัทธาจะเกิด เมื่อเราแสวงหาทางออกด้วยศรัทธา คือ ศรัทธาใน “ธัมโม” หมายถึง กระบวนการวิธีการคือ มรรค8 ศรัทธาใน “พุทโธ” หมายถึง ผู้ที่บรรลุแล้วมีพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ศรัทธาใน “สังโฆ” หมายถึง การปฏิบัติของตัวเราว่า ถ้าคนอื่นเค้าทำได้ เราก็ต้องทำได้ ศรัทธาแล้วมีความเพียร ทำจริง แน่วแน่จริง เกิดสมาธิ ตั้งทิฐิไว้ชอบ ก็จะทำให้เกิดปัญญา ปล่อยวางได้ บรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มีความคิดปรุงแต่งมากจะเรียกว่าฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ?</strong></p><p>A : อยู่ที่ว่าคิดปรุงแต่งแล้วกิเลสเพิ่มหรือลด ทั้งมิจฉามรรคหรือสัมมามรรคล้วนเป็นสังขตธรรม แต่ที่ไปคนละทาง สมาธิไม่ใช่ไม่คิดอะไรเลย มีลำดับขั้นของมัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศีล ศรัทธา ไม่ครบไม่มั่นคง จะเริ่มปฏิบัติได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ศรัทธาจะเกิดเมื่อเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ที่ควบคู่กับปัญญาจึงจะเห็นธรรม ควรมีกัลยาณมิตรแนะทางให้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ใครเป็นอรหันต์ </strong></p><p>A : เป็นเรื่องยากที่ฆราวาสผู้ชุ่มอยู่ด้วยกามจะพึงรู้ จะดูแต่เพียงภายนอกไม่ได้ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยวาจา กำลังจิตพึงรู้ได้เมื่อมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการตอบ ที่สำคัญ คือ ตอบตัวเองได้หรือไม่ว่าเป็นอรหันต์หรือยัง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อมีความกังวลใจ แล้วต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีวิธีพิจารณาอย่างไร?</strong></p><p>A : ความกังวลจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ ควรมีศีล ศรัทธา สติตั้งไว้ พิจารณาปัจจุบัน ด้วยความเป็นของง่อนแง่น คลอนแคลน พอเราไม่กังวล เราจะละความยึดถือได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พลังสติ [6710-7q]</title>
			<itunes:title>พลังสติ [6710-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Mar 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65ecb379b071920017d485c7/media.mp3" length="25840964" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65ecb379b071920017d485c7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65ecb379b071920017d485c7</link>
			<acast:episodeId>65ecb379b071920017d485c7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN0QizrSCfdZr7UnTVxDIACZWNA1i3x07pnUJ32+RuWP5RxH8v7UogXDnRhP4b0zL65pfdBt2OoJI6BxSVR82ib]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เป็นคนชอบคิดมาก ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ความคิดแยกเป็น 2 นัยยะ นัยยะแรกคือคิดเยอะ เช่น คิดด้านการงาน มีไอเดียในการคิดทำสิ่งต่าง ๆ ส่วนนัยยะที่สองคือคิดมาก เช่น ย้ำคิดย้ำทำ คิดปรุงแต่งมากเกินไป หดหู่ น้อยเนื้อต่ำใจ คิดวนลูป ไปในแนวอกุศล ซึ่งพอคิดมาก ๆ เข้า อาจจะเป็นซึมเศร้าได้ ซึ่งทั้งสองนัยยะนี้มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ คิดมากเหมือนกัน วิธีแก้จึงเหมือนกัน คือ ให้เราตั้งสติ แยกจิตออกจากความคิดให้ได้ ท่านบอกว่า “หู ตา จมูก ลิ้น กาย มีใจเป็นที่แล่นไปสู่” เพราะฉะนั้น ทางใจจึงต้องมีสติเป็นตัวจัดระเบียบ เราจะเพิ่มพลังสติได้ ต้องใช้เครื่องมือ คือ “อนุสติ 10” เพื่อให้สติเรามีกำลัง เมื่อสติมีกำลัง จิตเราจะสามารถแยกออกจากความคิดได้</p><br><p>จิต ใจ ความคิด เป็นคนละอย่างกัน แม้ความคิดจะมีมา มันก็จะไม่เนื่องกัน เปรียบดังน้ำกลิ้งบนใบบัว ความคิดนั้นมันจะมาสะเทือนจิตเราไม่ได้ คือ มีความคิดนั้นอยู่ แต่มันไม่เข้าถึงใจ คือไม่สะเทือนจิต</p><br><p><strong>Q: สติ สมาธิ ความสงบ สัมพันธ์กันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;สติ สมาธิ ความสงบ เป็นนามธาตุที่เกิดขึ้นในช่องทางใจ / สติ หมายถึงการระลึกรู้ได้ในนามธาตุต่าง ๆ หรือระลึกรู้ได้ในนิวรณ์ 5 สติจะทำให้นิวรณ์ 5 อ่อนกำลัง เมื่ออ่อนกำลังแล้วจะทำให้เกิดความสงบเกิดขึ้นได้ (สมถะ)</p><p>สติจะเกิดขึ้นก่อนสมาธิเสมอ สัมมาสติจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ สมาธิในความหมายที่ท่านทรงกำหนดไว้ จะประกอบด้วยสมถะ (ความสงบ) และ วิปัสสนา (การใคร่ครวญ ให้เกิดรู้แจ้งในสังขารทั้งหลาย)</p><br><p><strong>Q: การวางเฉยต่างจากการไม่ใส่ใจอย่างไร?</strong></p><p>A : แตกต่างกันตรงที่ปัญญา ความไม่ใส่ใจ จะมีโมหะเป็นตัวครอบงำอยู่ แต่อุเบกขา จิตจะประกอบด้วยปัญญา มีความ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา</p><br><p><strong>Q: การนั่งสมาธิโดยกำหนดอานาปานสติแล้วใคร่ครวญธรรมะไปด้วย ปฏิบัติแบบนี้ถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : ไม่ผิด หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีการสอดรับลงรับกันทั้งหมด&nbsp;อนุสติ 10 จึงเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้น</p><br><p><strong>Q: ขณะภาวนาเกิดจิตฟุ้งซ่าน ควรหยุดการปรุงแต่งความคิดหรือปล่อยความคิดไปตามธรรมชาติ?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อสติมีกำลังจะทำให้เกิด สมาธิ สมาธิประกอบด้วยสมถะและวิปัสสนา หากวิปัสสนาเกินกำลังของสมถะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน และหากสมถะเกินกำลังของวิปัสสนา จะทำให้เกิดความเหนื่อยอ่อนเกียจคร้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เป็นคนชอบคิดมาก ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ความคิดแยกเป็น 2 นัยยะ นัยยะแรกคือคิดเยอะ เช่น คิดด้านการงาน มีไอเดียในการคิดทำสิ่งต่าง ๆ ส่วนนัยยะที่สองคือคิดมาก เช่น ย้ำคิดย้ำทำ คิดปรุงแต่งมากเกินไป หดหู่ น้อยเนื้อต่ำใจ คิดวนลูป ไปในแนวอกุศล ซึ่งพอคิดมาก ๆ เข้า อาจจะเป็นซึมเศร้าได้ ซึ่งทั้งสองนัยยะนี้มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ คิดมากเหมือนกัน วิธีแก้จึงเหมือนกัน คือ ให้เราตั้งสติ แยกจิตออกจากความคิดให้ได้ ท่านบอกว่า “หู ตา จมูก ลิ้น กาย มีใจเป็นที่แล่นไปสู่” เพราะฉะนั้น ทางใจจึงต้องมีสติเป็นตัวจัดระเบียบ เราจะเพิ่มพลังสติได้ ต้องใช้เครื่องมือ คือ “อนุสติ 10” เพื่อให้สติเรามีกำลัง เมื่อสติมีกำลัง จิตเราจะสามารถแยกออกจากความคิดได้</p><br><p>จิต ใจ ความคิด เป็นคนละอย่างกัน แม้ความคิดจะมีมา มันก็จะไม่เนื่องกัน เปรียบดังน้ำกลิ้งบนใบบัว ความคิดนั้นมันจะมาสะเทือนจิตเราไม่ได้ คือ มีความคิดนั้นอยู่ แต่มันไม่เข้าถึงใจ คือไม่สะเทือนจิต</p><br><p><strong>Q: สติ สมาธิ ความสงบ สัมพันธ์กันอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;สติ สมาธิ ความสงบ เป็นนามธาตุที่เกิดขึ้นในช่องทางใจ / สติ หมายถึงการระลึกรู้ได้ในนามธาตุต่าง ๆ หรือระลึกรู้ได้ในนิวรณ์ 5 สติจะทำให้นิวรณ์ 5 อ่อนกำลัง เมื่ออ่อนกำลังแล้วจะทำให้เกิดความสงบเกิดขึ้นได้ (สมถะ)</p><p>สติจะเกิดขึ้นก่อนสมาธิเสมอ สัมมาสติจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ สมาธิในความหมายที่ท่านทรงกำหนดไว้ จะประกอบด้วยสมถะ (ความสงบ) และ วิปัสสนา (การใคร่ครวญ ให้เกิดรู้แจ้งในสังขารทั้งหลาย)</p><br><p><strong>Q: การวางเฉยต่างจากการไม่ใส่ใจอย่างไร?</strong></p><p>A : แตกต่างกันตรงที่ปัญญา ความไม่ใส่ใจ จะมีโมหะเป็นตัวครอบงำอยู่ แต่อุเบกขา จิตจะประกอบด้วยปัญญา มีความ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา</p><br><p><strong>Q: การนั่งสมาธิโดยกำหนดอานาปานสติแล้วใคร่ครวญธรรมะไปด้วย ปฏิบัติแบบนี้ถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : ไม่ผิด หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีการสอดรับลงรับกันทั้งหมด&nbsp;อนุสติ 10 จึงเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้น</p><br><p><strong>Q: ขณะภาวนาเกิดจิตฟุ้งซ่าน ควรหยุดการปรุงแต่งความคิดหรือปล่อยความคิดไปตามธรรมชาติ?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อสติมีกำลังจะทำให้เกิด สมาธิ สมาธิประกอบด้วยสมถะและวิปัสสนา หากวิปัสสนาเกินกำลังของสมถะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน และหากสมถะเกินกำลังของวิปัสสนา จะทำให้เกิดความเหนื่อยอ่อนเกียจคร้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความต่างของการเสี่ยงทาย/การบนบาน [6709-7q]</title>
			<itunes:title>ความต่างของการเสี่ยงทาย/การบนบาน [6709-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Mar 2024 21:00:09 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65e35279cedd730017c32323/media.mp3" length="27499291" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65e35279cedd730017c32323</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65e35279cedd730017c32323</link>
			<acast:episodeId>65e35279cedd730017c32323</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM/Q8vcQOGF8fsvVnDRE+wxcc81bcXa09mjxbDQGN2IlB3HwP2D+YSk93M4aHQrJ6AlqIX5AqIRYAPXNuxpN64o]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมการเสี่ยงทายหรือการบนบาน จึงเป็นการให้กําลังใจได้?</strong></p><p>A : กำลังใจเกิดได้เพราะศรัทธา กำลังใจหมายถึง “วิริยะ” แปลว่าความกล้า วิริยะหมายถึงกำลังใจ การที่จะลงมือทำได้ มีกำลังใจได้ ต้องมีศรัทธา ส่วนการบนบานนั้นเกี่ยวด้วยอามิส การอ้อนวอน ขอร้อง ดังนั้น การที่เราจะมีศรัทธาเรื่องอะไร ต้องมีปัญญามาด้วยเสมอ เพราะถ้ามีศรัทธาแล้ว จะเกิดการลงมือทำ ถ้าศรัทธาที่ไม่มีปัญญามาประกอบ การลงมือทำนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดได้ ถ้ามีศรัทธาแล้วมีปัญญาประกอบ&nbsp;การลงมือทำนั้นจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง การลงมือทำคือ “สัมมาวายามะ” ลงมือทำตามมรรค 8 ปัญญาที่เอามาเปรียบเทียบ ก็ต้องเทียบกับอริยสัจสี่, มรรค8 เมื่อปัญญานั้น อยู่ในความเชื่อนั้น การลงมือทำนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นกุศลธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธาเพิ่มกำลังใจ ให้ทำจริงแน่วแน่จริง</strong></p><p>A : เมื่อเรามีศรัทธาคือความเชื่อ ทำให้เกิดการลงมือจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา เป็นกุศลธรรม แต่หากมีความเชื่อ แต่ไม่ลงมือทำ มีเพียงการอ้อนวอน ขอร้อง จะเป็นลักษณะของผู้ที่ประมาทในธรรม คือ การประมาทในเหตุ ถ้าเราต้องการผล แต่เราไม่สร้างเหตุ จะเป็นความขี้เกียจ ที่เอาแต่อ้อนวอนของร้องคือเอาแต่ผลไม่สร้างเหตุ ซึ่งเหตุและผลนั่นคือปัญญา ปัญญาจึงเป็นเหตุผลที่ต้องประกอบกับความเชื่อ ซึ่งความเชื่อ คือศรัทธาที่จะทำให้เกิดการลงมือทำในเหตุ เหตุที่ทำให้เกิดการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ไม่ประมาทในเหตุ ผลจึงออกมาเป็นการบรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตามหาความจริงตามหลักกาลามสูตร</strong></p><p>A : ความเชื่อ การที่เราจะเชื่อว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น ในการตามหาความจริง เราต้องตั้งจิตไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จริงก็ได้ หากเราจะตามรักษาซึ่งความจริง อย่าพึ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นเปล่า ทางสายกลาง ไม่ใช่ว่าสุดโต่งไปด้านใด ด้านหนึ่ง เราต้องตามดูเหตุ ประกอบด้วยปัญญา เราต้องมีปัญญาในการเห็น มีปัญญามาจับกับความเชื่อนี้ หากความเชื่อที่ว่าไม่จริงแล้วเกิดกิเลส ความเชื่อว่าไม่จริงก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญามองเห็นว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดกิเลสหรือไม่ เกิด ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมการเสี่ยงทายหรือการบนบาน จึงเป็นการให้กําลังใจได้?</strong></p><p>A : กำลังใจเกิดได้เพราะศรัทธา กำลังใจหมายถึง “วิริยะ” แปลว่าความกล้า วิริยะหมายถึงกำลังใจ การที่จะลงมือทำได้ มีกำลังใจได้ ต้องมีศรัทธา ส่วนการบนบานนั้นเกี่ยวด้วยอามิส การอ้อนวอน ขอร้อง ดังนั้น การที่เราจะมีศรัทธาเรื่องอะไร ต้องมีปัญญามาด้วยเสมอ เพราะถ้ามีศรัทธาแล้ว จะเกิดการลงมือทำ ถ้าศรัทธาที่ไม่มีปัญญามาประกอบ การลงมือทำนั้นจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดพลาดได้ ถ้ามีศรัทธาแล้วมีปัญญาประกอบ&nbsp;การลงมือทำนั้นจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง การลงมือทำคือ “สัมมาวายามะ” ลงมือทำตามมรรค 8 ปัญญาที่เอามาเปรียบเทียบ ก็ต้องเทียบกับอริยสัจสี่, มรรค8 เมื่อปัญญานั้น อยู่ในความเชื่อนั้น การลงมือทำนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นกุศลธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ศรัทธาเพิ่มกำลังใจ ให้ทำจริงแน่วแน่จริง</strong></p><p>A : เมื่อเรามีศรัทธาคือความเชื่อ ทำให้เกิดการลงมือจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา เป็นกุศลธรรม แต่หากมีความเชื่อ แต่ไม่ลงมือทำ มีเพียงการอ้อนวอน ขอร้อง จะเป็นลักษณะของผู้ที่ประมาทในธรรม คือ การประมาทในเหตุ ถ้าเราต้องการผล แต่เราไม่สร้างเหตุ จะเป็นความขี้เกียจ ที่เอาแต่อ้อนวอนของร้องคือเอาแต่ผลไม่สร้างเหตุ ซึ่งเหตุและผลนั่นคือปัญญา ปัญญาจึงเป็นเหตุผลที่ต้องประกอบกับความเชื่อ ซึ่งความเชื่อ คือศรัทธาที่จะทำให้เกิดการลงมือทำในเหตุ เหตุที่ทำให้เกิดการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ไม่ประมาทในเหตุ ผลจึงออกมาเป็นการบรรลุธรรมได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การตามหาความจริงตามหลักกาลามสูตร</strong></p><p>A : ความเชื่อ การที่เราจะเชื่อว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น ในการตามหาความจริง เราต้องตั้งจิตไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จริงก็ได้ หากเราจะตามรักษาซึ่งความจริง อย่าพึ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นเปล่า ทางสายกลาง ไม่ใช่ว่าสุดโต่งไปด้านใด ด้านหนึ่ง เราต้องตามดูเหตุ ประกอบด้วยปัญญา เราต้องมีปัญญาในการเห็น มีปัญญามาจับกับความเชื่อนี้ หากความเชื่อที่ว่าไม่จริงแล้วเกิดกิเลส ความเชื่อว่าไม่จริงก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญามองเห็นว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดกิเลสหรือไม่ เกิด ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สังโยชน์ 10 ประการ [6708-7q]</title>
			<itunes:title>สังโยชน์ 10 ประการ [6708-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Feb 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65da30580276f60016423a48/media.mp3" length="26851670" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65da30580276f60016423a48</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65da30580276f60016423a48</link>
			<acast:episodeId>65da30580276f60016423a48</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMwhv5txdiwiYvhWiwdaSSk/J0D/Mrz5gnaM0EFcq7EQJbAI9R9R3LbomvlS0C6RTlvyKkAdJpUxTJTAMOaE9Fc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การฝึกสมาธิแบบไม่มีเสียงอะไรเลยกับฟังธรรมะไปด้วย มีผลแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A : เราควรฝึกให้ชำนาญทั้ง 2 แบบ เราทำได้ตรงไหน ให้ทำตรงนั้นก่อน แล้วฝึกให้ชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไป พอชำนาญแล้ว โอกาสที่เราจะบรรลุธรรมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะจุดที่จะบรรลุธรรม คือ จุดที่มีผัสสะ หากมีผัสสะแล้ว เราสามารถรักษามรรค 8 ได้ ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่เราจะบรรลุธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จากข่าวเสื่อมเสียทางพุทธศาสนา ทำให้ทางบ้านคัดค้านเรื่องทำบุญ จะแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;การทำบุญนั้นไม่ได้มีเพียงการให้ทานเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องทำที่วัด ทำบุญที่ไหนก็ได้ ทำในที่ที่เรามีศรัทธา ให้รอเวลาที่เหมาะสม แล้วค่อยชี้แจงกับเขา ค่อย ๆ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ข่าวที่เสื่อมเสียหมายถึงผู้ปฏิบัติ ส่วนคำสอนนั้นไม่ได้เสื่อม ผู้ทำตามคำสอนต่างหากจะทำตามได้หรือไม่ อย่าเหมาทั้งหมด เมื่อเขาเข้าใจ เป็นการเพิ่มปัญญาให้กับบุคคลอื่น เราก็จะได้บุญด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบรรลุโสดาบันคืออะไร?</strong></p><p>A : โสดาบัน หมายถึง ผู้เข้าสู่กระแส / อุปมาดัง เราออกจากฝั่งที่มีอันตรายเต็มไปด้วยความทุกข์มาถึงกระแสกลางแม่น้ำ สามารถหลบหลีกอุปสรรคเครื่องทดสอบ เกาะกระแสแม่น้ำไปเรื่อย ๆ จนไปสู่ปากน้ำ ซึ่งปากน้ำในที่นี้หมายถึงนิพพาน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นำสังโยชน์ 10 ประการ มาใช้ในชีวิตได้อย่างไร?</strong></p><p>A : สังโยชน์คือเครื่องร้อยรัด ให้จิตของเรายังอยู่ในภพ, สังโยชน์ 10 ประการ ได้แก่ </p><p>1. <strong>สักกายทิฏฐิ&nbsp;</strong>คือความเห็นว่าขันธ์เป็นตัวตน/ยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นตัวตน </p><p>2.<strong>วิจิกิจฉา</strong> คือความเคลือบแคลง ความลังเล ความเห็นแย้ง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ </p><p>3.<strong>สีลัพพตปรามาส</strong> คือความยึดมั่นอยู่ในศีลและพรต ที่ไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นสิ่งที่ไม่ได้จะทำให้บรรลุ ซึ่งหากละสังโยชน์ทั้ง 3 อย่างนี้ได้ จะเป็นลักษณะของอริยบุคคลขั้น “โสดาบัน” </p><p>4.<strong> กามราคะ </strong>คือความพอใจ </p><p>5.<strong> ปฏิฆะ</strong> คือความขัดเคือง ไม่พอใจ หากละสังโยชน์ทั้ง 5 อย่างนี้ได้ จะเป็นลักษณะของอริยบุคคล ขั้น “อนาคามี” </p><p>6.<strong> รูปราคะ</strong> คือพอใจในสมาธิขั้นรูป </p><p>7.<strong> อรูปราคะ</strong> คือพอใจในสมาธิขั้นอรูป (รูปราคะกับอรูปราคะไม่เหมือนกับกามราคะ คนที่ติดสมาธิ จะมาติดอยู่ตรงนี้)  </p><p>8. <strong>มานะ</strong> คือความถือตัว </p><p>9. <strong>อุทธัจจะ</strong> คือความฟุ้งซ่าน </p><p>10. <strong>อวิชชา </strong>คือความไม่รู้ในอริยสัจสี่ </p><br><p>หากละสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างได้ จะเป็นลักษณะของ “พระอรหันต์”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การฝึกสมาธิแบบไม่มีเสียงอะไรเลยกับฟังธรรมะไปด้วย มีผลแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?</strong></p><p>A : เราควรฝึกให้ชำนาญทั้ง 2 แบบ เราทำได้ตรงไหน ให้ทำตรงนั้นก่อน แล้วฝึกให้ชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไป พอชำนาญแล้ว โอกาสที่เราจะบรรลุธรรมก็จะเพิ่มขึ้น เพราะจุดที่จะบรรลุธรรม คือ จุดที่มีผัสสะ หากมีผัสสะแล้ว เราสามารถรักษามรรค 8 ได้ ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่เราจะบรรลุธรรม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จากข่าวเสื่อมเสียทางพุทธศาสนา ทำให้ทางบ้านคัดค้านเรื่องทำบุญ จะแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A :&nbsp;การทำบุญนั้นไม่ได้มีเพียงการให้ทานเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องทำที่วัด ทำบุญที่ไหนก็ได้ ทำในที่ที่เรามีศรัทธา ให้รอเวลาที่เหมาะสม แล้วค่อยชี้แจงกับเขา ค่อย ๆ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ข่าวที่เสื่อมเสียหมายถึงผู้ปฏิบัติ ส่วนคำสอนนั้นไม่ได้เสื่อม ผู้ทำตามคำสอนต่างหากจะทำตามได้หรือไม่ อย่าเหมาทั้งหมด เมื่อเขาเข้าใจ เป็นการเพิ่มปัญญาให้กับบุคคลอื่น เราก็จะได้บุญด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : การบรรลุโสดาบันคืออะไร?</strong></p><p>A : โสดาบัน หมายถึง ผู้เข้าสู่กระแส / อุปมาดัง เราออกจากฝั่งที่มีอันตรายเต็มไปด้วยความทุกข์มาถึงกระแสกลางแม่น้ำ สามารถหลบหลีกอุปสรรคเครื่องทดสอบ เกาะกระแสแม่น้ำไปเรื่อย ๆ จนไปสู่ปากน้ำ ซึ่งปากน้ำในที่นี้หมายถึงนิพพาน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : นำสังโยชน์ 10 ประการ มาใช้ในชีวิตได้อย่างไร?</strong></p><p>A : สังโยชน์คือเครื่องร้อยรัด ให้จิตของเรายังอยู่ในภพ, สังโยชน์ 10 ประการ ได้แก่ </p><p>1. <strong>สักกายทิฏฐิ&nbsp;</strong>คือความเห็นว่าขันธ์เป็นตัวตน/ยึดถือว่าสิ่งนี้เป็นตัวตน </p><p>2.<strong>วิจิกิจฉา</strong> คือความเคลือบแคลง ความลังเล ความเห็นแย้ง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ </p><p>3.<strong>สีลัพพตปรามาส</strong> คือความยึดมั่นอยู่ในศีลและพรต ที่ไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นสิ่งที่ไม่ได้จะทำให้บรรลุ ซึ่งหากละสังโยชน์ทั้ง 3 อย่างนี้ได้ จะเป็นลักษณะของอริยบุคคลขั้น “โสดาบัน” </p><p>4.<strong> กามราคะ </strong>คือความพอใจ </p><p>5.<strong> ปฏิฆะ</strong> คือความขัดเคือง ไม่พอใจ หากละสังโยชน์ทั้ง 5 อย่างนี้ได้ จะเป็นลักษณะของอริยบุคคล ขั้น “อนาคามี” </p><p>6.<strong> รูปราคะ</strong> คือพอใจในสมาธิขั้นรูป </p><p>7.<strong> อรูปราคะ</strong> คือพอใจในสมาธิขั้นอรูป (รูปราคะกับอรูปราคะไม่เหมือนกับกามราคะ คนที่ติดสมาธิ จะมาติดอยู่ตรงนี้)  </p><p>8. <strong>มานะ</strong> คือความถือตัว </p><p>9. <strong>อุทธัจจะ</strong> คือความฟุ้งซ่าน </p><p>10. <strong>อวิชชา </strong>คือความไม่รู้ในอริยสัจสี่ </p><br><p>หากละสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างได้ จะเป็นลักษณะของ “พระอรหันต์”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สังขตธรรม | อสังขตธรรม [6707-7q]</title>
			<itunes:title>สังขตธรรม | อสังขตธรรม [6707-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Feb 2024 21:00:32 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65cf97b701a1b60017f8fcad/media.mp3" length="27444649" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65cf97b701a1b60017f8fcad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65cf97b701a1b60017f8fcad</link>
			<acast:episodeId>65cf97b701a1b60017f8fcad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPNmNWvocp2I1z0elYng0uLqFtEBY02NzP5ZJXyVbiZTadGgGtw7/B2GpeZikhBto1t40kiSbw/3lQbbfcicv/D]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ได้ฟังสวดอภิธรรม เมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : การสวดอภิธรรมพึ่งมีในสมัยนี้ เป็นพิธีของคนเป็น ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรักษาจิต ว่าเราระลึกถึงความดีของเราได้หรือไม่&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เมื่อข้อปฏิบัติละเอียดขึ้น กิเลสละเอียด ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจก็จะแสดงออกมา เข้าใจถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : เราจะไม่สามารถเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ หากเรายังไม่กำจัดกิเลสอย่างหยาบ ซึ่งเราจะเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติที่ละเอียดลงไป เมื่อข้อปฏิบัติของเราละเอียดลงไป จิตก็จะละเอียดตาม เราก็จะเห็น กิเลสอย่างละเอียด ๆ ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจเรา</p><br><p><strong>Q : กฎไตรลักษณ์เรื่องของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้นหรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A : เราใช้ “กฎไตรลักษณ์” เป็นการแบ่ง 1. “สังขตธรรม” คือ ธรรมะที่มีการปรุงแต่งได้ ทุกสิ่งที่ปรุงแต่งได้ โดยปรุงแต่งจากรูปแบบหนึ่งให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูปอีกแบบหนึ่ง ทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ซึ่งก็คือระบบของสังสารวัฏนี้ 2. “อสังขตธรรม” คือ ธรรมะที่ไม่มีการปรุงแต่งแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่มีการเกิดปรากฏ ไม่มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่แล้วไม่มีภาวะอื่นปรากฏ (นิพพาน)</p><br><p><strong>Q : การภาวนาที่เป็นแบบฉบับตนไม่เหมือนคนอื่น จัดเป็นอนุสติเฉพาะตนตามแนวธรรมะของพระพุทธองค์หรือไม่?</strong></p><p>A : ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านชำนาญวิธีไหน ท่านก็สอนตามวิธีที่ท่านรู้ ให้เราก็นำมาเทียบเคียงกับหลักคำสอน ดูว่าใกล้เคียงกัน ลงรับกันได้ตรงไหน สิ่งที่ท่านตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่ว่าใครจะสอนเรื่องอะไรก็จะจัดเข้าอยู่ใน 4 อย่างนี้ การที่เราบริกรรมเราไม่ได้เอาที่คำบริกรรม แต่เราจะเอาสติ โดยการใช้คำบริกรรมเป็นเครื่องมือ “นิพพาน” มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ&nbsp;ไม่ได้มีทางเดียว อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไหม อย่าสับสน ให้เอาสักทางหนึ่ง&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เรามีชีวิตเพื่ออะไร?</strong></p><p>&nbsp;A : ไม่ว่าเราคิดเรื่องอะไรก็ตาม ความคิดทั้งหมด มักจะมีอารมณ์ติดอยู่กับความคิดนั้นเสมอ หากเราคิดด้วยอารมณ์ เราไม่เจอทางออก แต่หากเราคิดด้วยปัญญาว่าทำไมจึงเกิด เพราะอะไรมี ความเกิดจึงมี ความเกิดมีได้เพราะอะไร พอเราคิดแบบนี้ เราจะหาวิธีพ้นทุกข์ ซึ่งเราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเข้าใจทุกข์ด้วยปัญญาแล้วเราจะพ้นทุกข์ได้&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ได้ฟังสวดอภิธรรม เมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่?&nbsp;</strong></p><p>A : การสวดอภิธรรมพึ่งมีในสมัยนี้ เป็นพิธีของคนเป็น ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรักษาจิต ว่าเราระลึกถึงความดีของเราได้หรือไม่&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เมื่อข้อปฏิบัติละเอียดขึ้น กิเลสละเอียด ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจก็จะแสดงออกมา เข้าใจถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : เราจะไม่สามารถเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ หากเรายังไม่กำจัดกิเลสอย่างหยาบ ซึ่งเราจะเห็นกิเลสอย่างละเอียดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติที่ละเอียดลงไป เมื่อข้อปฏิบัติของเราละเอียดลงไป จิตก็จะละเอียดตาม เราก็จะเห็น กิเลสอย่างละเอียด ๆ ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจเรา</p><br><p><strong>Q : กฎไตรลักษณ์เรื่องของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้นหรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A : เราใช้ “กฎไตรลักษณ์” เป็นการแบ่ง 1. “สังขตธรรม” คือ ธรรมะที่มีการปรุงแต่งได้ ทุกสิ่งที่ปรุงแต่งได้ โดยปรุงแต่งจากรูปแบบหนึ่งให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูปอีกแบบหนึ่ง ทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ซึ่งก็คือระบบของสังสารวัฏนี้ 2. “อสังขตธรรม” คือ ธรรมะที่ไม่มีการปรุงแต่งแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่มีการเกิดปรากฏ ไม่มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่แล้วไม่มีภาวะอื่นปรากฏ (นิพพาน)</p><br><p><strong>Q : การภาวนาที่เป็นแบบฉบับตนไม่เหมือนคนอื่น จัดเป็นอนุสติเฉพาะตนตามแนวธรรมะของพระพุทธองค์หรือไม่?</strong></p><p>A : ครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านชำนาญวิธีไหน ท่านก็สอนตามวิธีที่ท่านรู้ ให้เราก็นำมาเทียบเคียงกับหลักคำสอน ดูว่าใกล้เคียงกัน ลงรับกันได้ตรงไหน สิ่งที่ท่านตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่ว่าใครจะสอนเรื่องอะไรก็จะจัดเข้าอยู่ใน 4 อย่างนี้ การที่เราบริกรรมเราไม่ได้เอาที่คำบริกรรม แต่เราจะเอาสติ โดยการใช้คำบริกรรมเป็นเครื่องมือ “นิพพาน” มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ&nbsp;ไม่ได้มีทางเดียว อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไหม อย่าสับสน ให้เอาสักทางหนึ่ง&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เรามีชีวิตเพื่ออะไร?</strong></p><p>&nbsp;A : ไม่ว่าเราคิดเรื่องอะไรก็ตาม ความคิดทั้งหมด มักจะมีอารมณ์ติดอยู่กับความคิดนั้นเสมอ หากเราคิดด้วยอารมณ์ เราไม่เจอทางออก แต่หากเราคิดด้วยปัญญาว่าทำไมจึงเกิด เพราะอะไรมี ความเกิดจึงมี ความเกิดมีได้เพราะอะไร พอเราคิดแบบนี้ เราจะหาวิธีพ้นทุกข์ ซึ่งเราจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเข้าใจทุกข์ด้วยปัญญาแล้วเราจะพ้นทุกข์ได้&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิ เจริญได้ เสื่อมได้ [6706-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิ เจริญได้ เสื่อมได้ [6706-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Feb 2024 21:00:11 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65c683dca98dfd0017655c9b/media.mp3" length="26682283" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65c683dca98dfd0017655c9b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65c683dca98dfd0017655c9b</link>
			<acast:episodeId>65c683dca98dfd0017655c9b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOM0bJ2kzv5kRVwDbUl/f/Buu9YwFwA4zNiQcu8pyYsMwhk57SnJzoHMnrUOLW09iYVCk0POgQkBN2OiYQEEYUM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การศึกษาพุทธศาสนามี 2 ด้าน หรือมีด้านเดียว?</strong></p><p>A : พิจารณาได้ทั้ง 2 นัยยะ นัยยะแรกพิจารณา 2 ด้านคือ พิจารณาทั้งประโยชน์และโทษ อีกนัยยะหนึ่ง พิจารณาด้านเดียว คือพิจารณาทางสายกลาง/มรรค 8&nbsp;เมื่อพิจารณาแล้วเข้าใจในข้อที่เป็นทางสายกลาง กิเลสก็จะลดลง</p><br><p><strong>Q : สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A : สมาธิเกิดจาก เหตุ, เงื่อนไข, ปัจจัย สิ่งใดที่เกิดจาก เหตุ, เงื่อนไข, ปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สมาธิเมื่อเกิดได้ก็เสื่อมได้ / เหตุแห่งการเสื่อมสมาธิ อาจเพราะกายเมื่อยล้า, คลุกคลีมาก สามารถทำให้เจริญได้ด้วย การไม่ยินดีในการเอนกาย รู้จักหลีกเร้น การปฏิบัติตามมรรค8 จะช่วยปรับให้ไปตามทาง รู้จักเอาประโยชน์ หลีกออกจากโทษได้</p><br><p><strong>Q : ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้มจนลืมภาวนา ลืมลมหายใจ ขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A : ลืม เผลอ เพลิน คือ ขาดสติ ให้เราตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เห็นความเกิดขึ้น ความดับไป ฝึกให้ชำนาญ ในการเข้า ในการดำรงอยู่และในการออก ทำบ่อยๆ เพ่งอยู่ตรงนี้ เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พร้อมเฉพาะ ในการที่ความคิดนั้นดับไป</p><br><p><strong>Q : ขณะบริกรรมพุทโธ ครูอาจารย์ก็เทศน์สอนด้วย เราควรเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A : ตั้งสติอยู่กับโสตวิญญาณ (การรับรู้ทางหูด้วยเสียง เกิดในช่องทางใจ )</p><br><p><strong>Q : นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน รู้สึกเบื่อท้อ ไม่อยากนั่งต่อ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาเอาจิตจดจ่อ ตรงที่เราทำได้ จิตก็จะน้อมไปทางนั้น จิตเราเมื่อ “น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง” หากเราตริตรึกแต่ตรงที่ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ จิตเราจะไปในทางอกุศล&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ผู้ปฏิบัติดี&nbsp;มีสมาธิมั่นคง เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์คือการหลุดพ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อไปอีก?</strong></p><p>A : ท่านยังต้องปฏิบัติอยู่ ยังมีศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ แต่เหตุผลในการปฏิบัติ ไม่เหมือนเดิมคือ เหตุที่จะต้องทำเพื่อหลุดพ้น ไม่ต้องแล้ว เพราะหลุดพ้นแล้ว สำเร็จแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การศึกษาพุทธศาสนามี 2 ด้าน หรือมีด้านเดียว?</strong></p><p>A : พิจารณาได้ทั้ง 2 นัยยะ นัยยะแรกพิจารณา 2 ด้านคือ พิจารณาทั้งประโยชน์และโทษ อีกนัยยะหนึ่ง พิจารณาด้านเดียว คือพิจารณาทางสายกลาง/มรรค 8&nbsp;เมื่อพิจารณาแล้วเข้าใจในข้อที่เป็นทางสายกลาง กิเลสก็จะลดลง</p><br><p><strong>Q : สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A : สมาธิเกิดจาก เหตุ, เงื่อนไข, ปัจจัย สิ่งใดที่เกิดจาก เหตุ, เงื่อนไข, ปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สมาธิเมื่อเกิดได้ก็เสื่อมได้ / เหตุแห่งการเสื่อมสมาธิ อาจเพราะกายเมื่อยล้า, คลุกคลีมาก สามารถทำให้เจริญได้ด้วย การไม่ยินดีในการเอนกาย รู้จักหลีกเร้น การปฏิบัติตามมรรค8 จะช่วยปรับให้ไปตามทาง รู้จักเอาประโยชน์ หลีกออกจากโทษได้</p><br><p><strong>Q : ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้มจนลืมภาวนา ลืมลมหายใจ ขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A : ลืม เผลอ เพลิน คือ ขาดสติ ให้เราตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เห็นความเกิดขึ้น ความดับไป ฝึกให้ชำนาญ ในการเข้า ในการดำรงอยู่และในการออก ทำบ่อยๆ เพ่งอยู่ตรงนี้ เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พร้อมเฉพาะ ในการที่ความคิดนั้นดับไป</p><br><p><strong>Q : ขณะบริกรรมพุทโธ ครูอาจารย์ก็เทศน์สอนด้วย เราควรเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A : ตั้งสติอยู่กับโสตวิญญาณ (การรับรู้ทางหูด้วยเสียง เกิดในช่องทางใจ )</p><br><p><strong>Q : นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน รู้สึกเบื่อท้อ ไม่อยากนั่งต่อ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A : ให้พิจารณาเอาจิตจดจ่อ ตรงที่เราทำได้ จิตก็จะน้อมไปทางนั้น จิตเราเมื่อ “น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง” หากเราตริตรึกแต่ตรงที่ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ จิตเราจะไปในทางอกุศล&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ผู้ปฏิบัติดี&nbsp;มีสมาธิมั่นคง เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์คือการหลุดพ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อไปอีก?</strong></p><p>A : ท่านยังต้องปฏิบัติอยู่ ยังมีศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ แต่เหตุผลในการปฏิบัติ ไม่เหมือนเดิมคือ เหตุที่จะต้องทำเพื่อหลุดพ้น ไม่ต้องแล้ว เพราะหลุดพ้นแล้ว สำเร็จแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จุดที่กลับตัวไม่ทัน [6705-7q]   </title>
			<itunes:title>จุดที่กลับตัวไม่ทัน [6705-7q]   </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Feb 2024 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65be5970864cff00169616df/media.mp3" length="38247109" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65be5970864cff00169616df</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65be5970864cff00169616df</link>
			<acast:episodeId>65be5970864cff00169616df</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNSfcYjekspe2ubAtfk2la6FVUP3xD7QFwf4roBr9V5x/iocqJohWaatLNcJF4ELEsw+pwlUdyIhuFEzo5ijwJY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : สุขอย่างไรไม่ประมาท</strong></p><p> </p><p>A : เวลาที่เรามีความสุขความสำเร็จ เราไม่ควรประมาท เพราะจะมีอาสวะบางเหล่า ที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคุณมีชื่อเสียง มีลาภยศสักการะ หากเราเพลินเราพอใจไปในความสุขความสำเร็จ จะเกิด “อกุศล” / ถ้าเรามี “สุขเวทนา” แล้วเรายินดีพอใจ เพลิดเพลิน ลุ่มหลง นี่เป็น “อกุศล” คือเราประมาท  ถ้าไม่ประมาท คือ เราจะเห็นด้วยปัญญาตามความจริงว่า “สุข” นี้เป็นของไม่เที่ยง เราก็จะไม่ลุ่มหลง เพลิดเพลิน มัวเมาในสุขที่เกิดขึ้นนั้น พอเราไม่ลุ่มหลง ไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา นั่นคือ “กุศลธรรม”</p><p> </p><p><strong>Q : แยกแยะ ดี ไม่ดี, สุข ทุกข์, กุศล อกุศล</strong></p><p> </p><p>A :  “สุข” คนมักจะเชื่อมโยงความสุขกับความดี/กุศล และ “ทุกข์” คนมักจะเชื่อมโยงกับ “ความ ไม่ดี/อกุศล” ซึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ซึ่งหากเรามี “ทุกขเวทนา” มากระทบแล้วเราสามารถอดทน มีเมตตา พูดดี ๆ กลับไปได้ ทุกขเวทนานั้นกลับทำให้เกิด “กุศล” หากเรามี “สุขเวทนา” มากระทบแล้ว เราเพลินพอใจลุ่มหลงไปในมัน สุขเวทนานั้นจะทำให้เกิด “อกุศล” ได้ และหากเรามีสุขเวทนาแล้วเราเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า “สุขเวทนา มันเป็นของไม่เที่ยง” เห็นด้วยปัญญา จิตเราก็จะเกิดกุศลได้ อยู่ที่เราตั้งสติ พอเรามีสติ เราก็จะไม่ประมาท จะไม่เพลินไปในทุกข์หรือสุข ตั้งอยู่ในกุศลได้</p><p> </p><p><strong>Q : จุดที่กลับตัวไม่ทันแล้ว (Point of No return)</strong></p><p> </p><p>A : จะเป็นจุดหนึ่งที่เรากลับตัวไม่ทันแล้ว คือทำไปมากจนเลยจุดกลับตัวแล้ว ซึ่งจุดนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น เราประมาททำสิ่งที่เป็นความชั่วอยู่เรื่อย ๆ มันจะแก้ยาก มันจะกลายเป็นผิดพลาด แม้จะทำความชั่วเพียงนิดหน่อยก็จะให้ผลเร็วเพราะมันจะถึงจุดที่ว่ากลับไม่ทันแล้วทำชั่วมามากแล้ว สำหรับในบางคนที่ทำความชั่วแล้วความชั่วให้ผลช้า นั่นเป็นเพราะบุญยังรักษาเขา หากคนที่มีบุญน้อยแล้วมุ่งมั่นทำความดี ความดีก็จะให้ผลเช่นกัน ถ้าความดีที่เราทำยังไม่ให้ผล นั่นก็เป็นเพราะความชั่วให้ผลอยู่ เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท  </p><p> </p><p><strong>Q : ทางเลือก</strong></p><p> </p><p>A : คนเราเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นแล้ว จะมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) ร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง พร่ำเพ้อ มีอกุศลกรรมเกิดขึ้น หรือ 2) เขาจะคิดว่าใครหนอที่จะรู้ทางออกจากความทุกข์นี้สักหนึ่งหรือสองวิธี ใครหนอที่จะชี้ทางให้ เป็นกัลยาณมิตรให้ นี่จะเป็นผลของความทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้น เป็นกุศลได้ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : สุขอย่างไรไม่ประมาท</strong></p><p> </p><p>A : เวลาที่เรามีความสุขความสำเร็จ เราไม่ควรประมาท เพราะจะมีอาสวะบางเหล่า ที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคุณมีชื่อเสียง มีลาภยศสักการะ หากเราเพลินเราพอใจไปในความสุขความสำเร็จ จะเกิด “อกุศล” / ถ้าเรามี “สุขเวทนา” แล้วเรายินดีพอใจ เพลิดเพลิน ลุ่มหลง นี่เป็น “อกุศล” คือเราประมาท  ถ้าไม่ประมาท คือ เราจะเห็นด้วยปัญญาตามความจริงว่า “สุข” นี้เป็นของไม่เที่ยง เราก็จะไม่ลุ่มหลง เพลิดเพลิน มัวเมาในสุขที่เกิดขึ้นนั้น พอเราไม่ลุ่มหลง ไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา นั่นคือ “กุศลธรรม”</p><p> </p><p><strong>Q : แยกแยะ ดี ไม่ดี, สุข ทุกข์, กุศล อกุศล</strong></p><p> </p><p>A :  “สุข” คนมักจะเชื่อมโยงความสุขกับความดี/กุศล และ “ทุกข์” คนมักจะเชื่อมโยงกับ “ความ ไม่ดี/อกุศล” ซึ่งมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ซึ่งหากเรามี “ทุกขเวทนา” มากระทบแล้วเราสามารถอดทน มีเมตตา พูดดี ๆ กลับไปได้ ทุกขเวทนานั้นกลับทำให้เกิด “กุศล” หากเรามี “สุขเวทนา” มากระทบแล้ว เราเพลินพอใจลุ่มหลงไปในมัน สุขเวทนานั้นจะทำให้เกิด “อกุศล” ได้ และหากเรามีสุขเวทนาแล้วเราเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงว่า “สุขเวทนา มันเป็นของไม่เที่ยง” เห็นด้วยปัญญา จิตเราก็จะเกิดกุศลได้ อยู่ที่เราตั้งสติ พอเรามีสติ เราก็จะไม่ประมาท จะไม่เพลินไปในทุกข์หรือสุข ตั้งอยู่ในกุศลได้</p><p> </p><p><strong>Q : จุดที่กลับตัวไม่ทันแล้ว (Point of No return)</strong></p><p> </p><p>A : จะเป็นจุดหนึ่งที่เรากลับตัวไม่ทันแล้ว คือทำไปมากจนเลยจุดกลับตัวแล้ว ซึ่งจุดนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น เราประมาททำสิ่งที่เป็นความชั่วอยู่เรื่อย ๆ มันจะแก้ยาก มันจะกลายเป็นผิดพลาด แม้จะทำความชั่วเพียงนิดหน่อยก็จะให้ผลเร็วเพราะมันจะถึงจุดที่ว่ากลับไม่ทันแล้วทำชั่วมามากแล้ว สำหรับในบางคนที่ทำความชั่วแล้วความชั่วให้ผลช้า นั่นเป็นเพราะบุญยังรักษาเขา หากคนที่มีบุญน้อยแล้วมุ่งมั่นทำความดี ความดีก็จะให้ผลเช่นกัน ถ้าความดีที่เราทำยังไม่ให้ผล นั่นก็เป็นเพราะความชั่วให้ผลอยู่ เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาท  </p><p> </p><p><strong>Q : ทางเลือก</strong></p><p> </p><p>A : คนเราเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นแล้ว จะมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) ร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง พร่ำเพ้อ มีอกุศลกรรมเกิดขึ้น หรือ 2) เขาจะคิดว่าใครหนอที่จะรู้ทางออกจากความทุกข์นี้สักหนึ่งหรือสองวิธี ใครหนอที่จะชี้ทางให้ เป็นกัลยาณมิตรให้ นี่จะเป็นผลของความทุกข์ที่มันจะเกิดขึ้น เป็นกุศลได้ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความเท่าเทียมของบุญและบาป [6704-7q]</title>
			<itunes:title>ความเท่าเทียมของบุญและบาป [6704-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Jan 2024 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65b5542c912de900170d2797/media.mp3" length="25279892" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65b5542c912de900170d2797</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65b5542c912de900170d2797</link>
			<acast:episodeId>65b5542c912de900170d2797</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMVcj8Gpi/8Z8ze6x7GcACU21czc6QKglOW/ZwTgOASAXcIMm1EGhWJjaYgLUFZz6b/UQBXsDDMAP4BudjWa2MD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คำถามในวันงาน 21 ม.ค. เกี่ยวกับมูลนิธิปัญญาภาวนาและกิจกรรม</strong></p><br><p>A :&nbsp;มูลนิธิปัญญาภาวนาเกิดขึ้นเพื่อความสะดวกในการจัดการระบบการจัดรายการธรรมะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ค่าของคนไม่เท่ากัน? คนรวยคนจนทำบุญได้บุญไม่เท่ากัน? วัดจากอะไร?</strong></p><br><p>A :&nbsp;พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอริยะเจ้า ท่านจะไม่คิดว่า คนที่อยู่ในวรรณะสูง เมื่อทำบาปแล้วจะบาปน้อยกว่าคนที่อยู่วรรณะต่ำ หรือคนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เมื่อทำบุญแล้วจะได้บุญน้อยกว่าคนที่อยู่ในวรรณะสูง เพราะบาปก็คือบาป บุญก็คือบุญ ท่านมีความเข้าใจเรื่องนี้ จึงไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ นั่นคือบุญและบาปมันก็เป็นของมันเหมือนเดิม ไม่ว่าจะวรรณะสูงหรือต่ำก็ตาม ดังนั้น อะไรก็ตาม ที่เมื่อมีการนำมาเปรียบเทียบกัน แล้วเราจะหาความยุติธรรมในสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกันนั้นเราจะหาไม่เจอ เราจึงต้องมีแนวทาง ซึ่งท่านให้ไว้เป็น 3 ส่วนคือ</p><p>1) การกระทำทางกาย วาจา ใจ </p><p>2) กรรมและผลของกรรม ซึ่งกรรมและผลของกรรมนั้นเป็นคนละอย่างกัน คือ หากเราทำกรรมใด เราจะได้รับ ”ผล” ของกรรมอย่างนั้น&nbsp;</p><p>3) ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คือ ทำดีได้ดี ดีตรงที่ได้ทำ ได้ผล ซึ่งผลบางทีอาจจะออกตอนนั้น ในเวลาต่อมา บางทีให้ผลช้า ให้ผลเร็ว บางทีให้ผลมาก ให้ผลน้อย ไม่เท่ากัน หากเราทำความดีแล้วถูกสาบแช่ง ความดีก็เป็นของเราอยู่ดี ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไม่ดีตามที่เขาสาบแช่ง </p><br><p>ในทางพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่าใครเป็นเจ้าของใคร เพราะฉะนั้น คำว่าเจ้ากรรมนายเวรจึงไม่มี มีแต่คำว่า “ผูกเวร” ซึ่งการผูกเวรหรือการให้อภัย ก็เป็นเรื่องของบุคคลนั้นๆ ที่จะปรารภกับบุคคลอื่น แล้วเราจะให้อภัยหรือเราจะผูกเวรเท่านั้นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ชี้แจงอย่างไรต่อข่าวเสื่อมเสียของพุทธศาสนา ต่อศรัทธาที่ไม่ตรงกัน?</strong></p><br><p>A : ความเสื่อมเสียเกิดขึ้นจากการที่ผู้นำไปทำนำไปปฏิบัติ ทำไม่ดี ปฏิบัติไม่ดี ไม่ใช่คำสอนไม่ดี แต่พอมีคนทำแบบนี้ มันจึงเสื่อมศรัทธา เราควรศรัทธาที่ระบบ ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา คือ ศรัทธาในพระพุทธ คือ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระธรรม ไม่ใช่ศรัทธาที่เล่มพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ แต่ศรัทธาที่หลักคำสอน ศรัทธาในพระสงฆ์ คือ ไม่ใช่ศรัทธาที่พระนามว่าอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ให้ศรัทธาที่การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และหากได้ยินข่าวที่พระทำเสื่อมเสีย ก็อย่าเหมารวมว่าพระทุกรูปจะไม่ดีอย่างนั้นไปด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำใจอย่างไร ถ้ามีคนทักว่า "หมดบุญแล้วจึงนอนติดเตียง"?</strong></p><br><p>A : ความดีอยู่ที่ตัวเรา จะดีหรือชั่ว ไม่ได้อยู่ที่คำพูดของคนอื่น เราควรกระทำกรรม ทางกาย วาจา ใจ ให้ไปทางเดียวกัน เพราะยิ่งเราทำความดีมาก เราก็จะละความไม่สบายใจนี้ได้&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คำถามในวันงาน 21 ม.ค. เกี่ยวกับมูลนิธิปัญญาภาวนาและกิจกรรม</strong></p><br><p>A :&nbsp;มูลนิธิปัญญาภาวนาเกิดขึ้นเพื่อความสะดวกในการจัดการระบบการจัดรายการธรรมะ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ค่าของคนไม่เท่ากัน? คนรวยคนจนทำบุญได้บุญไม่เท่ากัน? วัดจากอะไร?</strong></p><br><p>A :&nbsp;พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอริยะเจ้า ท่านจะไม่คิดว่า คนที่อยู่ในวรรณะสูง เมื่อทำบาปแล้วจะบาปน้อยกว่าคนที่อยู่วรรณะต่ำ หรือคนที่อยู่ในวรรณะต่ำ เมื่อทำบุญแล้วจะได้บุญน้อยกว่าคนที่อยู่ในวรรณะสูง เพราะบาปก็คือบาป บุญก็คือบุญ ท่านมีความเข้าใจเรื่องนี้ จึงไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ นั่นคือบุญและบาปมันก็เป็นของมันเหมือนเดิม ไม่ว่าจะวรรณะสูงหรือต่ำก็ตาม ดังนั้น อะไรก็ตาม ที่เมื่อมีการนำมาเปรียบเทียบกัน แล้วเราจะหาความยุติธรรมในสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบกันนั้นเราจะหาไม่เจอ เราจึงต้องมีแนวทาง ซึ่งท่านให้ไว้เป็น 3 ส่วนคือ</p><p>1) การกระทำทางกาย วาจา ใจ </p><p>2) กรรมและผลของกรรม ซึ่งกรรมและผลของกรรมนั้นเป็นคนละอย่างกัน คือ หากเราทำกรรมใด เราจะได้รับ ”ผล” ของกรรมอย่างนั้น&nbsp;</p><p>3) ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คือ ทำดีได้ดี ดีตรงที่ได้ทำ ได้ผล ซึ่งผลบางทีอาจจะออกตอนนั้น ในเวลาต่อมา บางทีให้ผลช้า ให้ผลเร็ว บางทีให้ผลมาก ให้ผลน้อย ไม่เท่ากัน หากเราทำความดีแล้วถูกสาบแช่ง ความดีก็เป็นของเราอยู่ดี ไม่ใช่ว่าเราจะได้ไม่ดีตามที่เขาสาบแช่ง </p><br><p>ในทางพุทธศาสนาไม่ได้สอนว่าใครเป็นเจ้าของใคร เพราะฉะนั้น คำว่าเจ้ากรรมนายเวรจึงไม่มี มีแต่คำว่า “ผูกเวร” ซึ่งการผูกเวรหรือการให้อภัย ก็เป็นเรื่องของบุคคลนั้นๆ ที่จะปรารภกับบุคคลอื่น แล้วเราจะให้อภัยหรือเราจะผูกเวรเท่านั้นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ชี้แจงอย่างไรต่อข่าวเสื่อมเสียของพุทธศาสนา ต่อศรัทธาที่ไม่ตรงกัน?</strong></p><br><p>A : ความเสื่อมเสียเกิดขึ้นจากการที่ผู้นำไปทำนำไปปฏิบัติ ทำไม่ดี ปฏิบัติไม่ดี ไม่ใช่คำสอนไม่ดี แต่พอมีคนทำแบบนี้ มันจึงเสื่อมศรัทธา เราควรศรัทธาที่ระบบ ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา คือ ศรัทธาในพระพุทธ คือ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในพระธรรม ไม่ใช่ศรัทธาที่เล่มพระไตรปิฎกหรือคัมภีร์ แต่ศรัทธาที่หลักคำสอน ศรัทธาในพระสงฆ์ คือ ไม่ใช่ศรัทธาที่พระนามว่าอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ให้ศรัทธาที่การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และหากได้ยินข่าวที่พระทำเสื่อมเสีย ก็อย่าเหมารวมว่าพระทุกรูปจะไม่ดีอย่างนั้นไปด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ทำใจอย่างไร ถ้ามีคนทักว่า "หมดบุญแล้วจึงนอนติดเตียง"?</strong></p><br><p>A : ความดีอยู่ที่ตัวเรา จะดีหรือชั่ว ไม่ได้อยู่ที่คำพูดของคนอื่น เราควรกระทำกรรม ทางกาย วาจา ใจ ให้ไปทางเดียวกัน เพราะยิ่งเราทำความดีมาก เราก็จะละความไม่สบายใจนี้ได้&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรับอรุณ Live 21 ม.ค. 2567 - ธรรมะยิ่งปฎิบัติ ยิ่งเจริญ [6703-7q_Live] </title>
			<itunes:title>ธรรมะรับอรุณ Live 21 ม.ค. 2567 - ธรรมะยิ่งปฎิบัติ ยิ่งเจริญ [6703-7q_Live] </itunes:title>
			<pubDate>Mon, 22 Jan 2024 04:13:47 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65adeb7bc315d90016e28896/media.mp3" length="86049715" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65adeb7bc315d90016e28896</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65adeb7bc315d90016e28896</link>
			<acast:episodeId>65adeb7bc315d90016e28896</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMlrxh7+XMMACwyjfCmlW8ehU0MMTljkJxvzlXu0PJ1Xzr2nU/pLFStgDb1Xzi1ccfBKeXaFsmV8vaLrbvu5+hu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q : กุศลและอกุศลกรรรมบทในปัจจุบัน ?</p><p>A :  ท่านเคยเทศน์ไว้ว่า ในสมัยต่อมา อกุศลจะเจริญขึ้น กุศลจะเสื่อมลงไป โลกเราจะมีราคะโทสะโมหะเพิ่มมากขึ้น หมายถึงช่องที่จะรอดไปสู่นิพพานก็จะมีน้อยลง มนุษย์ช่วงนี้เป็นขาลง จิตใจจะแย่ลง พระพุทธเจ้าจึงอุบัติขึ้นเพื่อหาทางว่าจะไปยังไง พ้นได้อย่างไร ซึ่งไม่ว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือ วันนี้เราควรทำความดี เพราะโลกจะดีขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่ได้ทำความดี ซึ่งเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่เราจะชักนำคนรอบข้างไปทำความดีได้ ทำกุศลให้เกิดขึ้น </p><p> </p><p>Q : ศีล 8 กับ ผู้ครองเรือน ?</p><p>A : “ศีล” เป็นไปเพื่อความไม่ร้อนใจ ยิ่งศีลเราละเอียดมากขึ้น กระบวนการที่จะทำให้เราเข้าสมาธิได้ ก็จะง่าย ก็จะช่วยเหลือกัน ซึ่ง ศีล 8 ก็จะมีอานิสงค์มากกว่า ศีล 5 แน่นอน ค่อย ๆ ทำไป ค่อย ๆ เพิ่ม จากศีล 5 เป็นศีล 8 จนทำเป็นปกติ</p><p> </p><p>Q : เข้าใจสุขเวทนาและทุกขเวทนา ?</p><p>A : ความสุขความสำเร็จเป็นลักษณะของ สุขเวทนา คือ เป็นความทุกข์ที่ทนได้ง่าย ในขณะที่ ทุกขเวทนา เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก ซึ่งไม่ว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าสุขคือสุข ตรงนี้เราจะเพลิน หลงไหล แล้วจะประมาทและสร้างอกุศลได้</p><p> </p><p>Q : ทำไมคำสอนเหมือนกัน แต่ปฏิบัติไม่เหมือนกัน? </p><p>A : ในศาสนานี้ มีผู้สอนคนเดียวคือพระพุทธเจ้า การสอนกับการปฏิบัติ คนละอย่าง เปรียบดัง แผนที่กับคนเดินตามแผนที่ ซึ่งคนเดินตามแผนที่ ปัญญาไม่เหมือนกัน การปฏิบัติแตกต่างกัน ให้ดูที่แนวทางการปฏิบัติ ถ้าเป็นไปในแนวทาง ศีล สมาธิ ปัญญา เช่นนี้ก็จะปฏิบัติไปได้ ไม่สับสน  </p><p> </p><p>Q : เข้าใจธรรม เข้าใจความเสื่อมของสังขาร</p><p>A : คำว่า อุปะ แปลว่า ผู้ที่เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ คำว่า อุบาสก,อุบาสิกา คือ ผู้ที่เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ เข้าไปฟัง เมื่อเราทำเช่นนี้ เราก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ความทุกข์เราก็จะลดลง ซึ่งไม่ใช่ว่าเราอาจจะรวยมากขึ้น โรคภัยอาจจะหายหรือไม่หาย แต่เราจะมีความสุขได้ เป็นความสุขที่เหนือกว่า สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เป็นสุขในภายในได้</p><p> </p><p>Q : ปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยธรรม</p><p>A  : การนำธรรมะมาทำ นำมาปฏิบัติ จะทำให้เกิดความก้าวหน้า เกิดปัญญาละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น</p><p> </p><p>Q : ความเป็นมงคลของเรือนที่มี อาหุเนยยะบุคคล </p><p>A : ในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ ชื่อว่าในเรือนนั้นมี “อาหุเนยยะบุคคล”  คือ บุคคลที่ควรเคารพกราบไหว้ เป็นมงคลกับเรือน เมื่อเวลาเรามีเมตตา มุทิตา อุเบกขา กรุณา มีจิตใจดีแล้ว สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ก็จะดีขึ้น ผัสสะที่น่าพอใจก็จะตามมา</p><p> </p><p>Q : ความขัดแยังในครอบครัว</p><p>A : มันเป็นเงื่อนไขการดำเนินชีวิต เมื่อมีการกระทบกัน บางทีเราใช้เครื่องมือของมาร คือ ด่าว่ากัน ลงมือลงไม้กัน เราก็จะเป็นพวกเดียวกับมาร มารก็จะล้างผลาญความดี วิธีที่ดีที่สุดคือใช้เครื่องมือของพระพุทธเจ้า คือ ให้มีเมตตา, มุทิตา,กรุณา, อุเบกขา ต่อกัน เราต้องเอาความดีมาเอาชนะความไม่ดี</p><p> </p><p>Q : ทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป ?</p><p>A : เส้นทางมีอยู่ คำสอนของท่านยังอยู่ ให้เราปฏิบัติตามทาง ตามคำสอนของท่าน เดินตามทางทำความเพียร จะทำให้เกิดปัญญา ถึงมรรคผลนิพพานในอนาคตได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q : กุศลและอกุศลกรรรมบทในปัจจุบัน ?</p><p>A :  ท่านเคยเทศน์ไว้ว่า ในสมัยต่อมา อกุศลจะเจริญขึ้น กุศลจะเสื่อมลงไป โลกเราจะมีราคะโทสะโมหะเพิ่มมากขึ้น หมายถึงช่องที่จะรอดไปสู่นิพพานก็จะมีน้อยลง มนุษย์ช่วงนี้เป็นขาลง จิตใจจะแย่ลง พระพุทธเจ้าจึงอุบัติขึ้นเพื่อหาทางว่าจะไปยังไง พ้นได้อย่างไร ซึ่งไม่ว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือ วันนี้เราควรทำความดี เพราะโลกจะดีขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่ได้ทำความดี ซึ่งเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่เราจะชักนำคนรอบข้างไปทำความดีได้ ทำกุศลให้เกิดขึ้น </p><p> </p><p>Q : ศีล 8 กับ ผู้ครองเรือน ?</p><p>A : “ศีล” เป็นไปเพื่อความไม่ร้อนใจ ยิ่งศีลเราละเอียดมากขึ้น กระบวนการที่จะทำให้เราเข้าสมาธิได้ ก็จะง่าย ก็จะช่วยเหลือกัน ซึ่ง ศีล 8 ก็จะมีอานิสงค์มากกว่า ศีล 5 แน่นอน ค่อย ๆ ทำไป ค่อย ๆ เพิ่ม จากศีล 5 เป็นศีล 8 จนทำเป็นปกติ</p><p> </p><p>Q : เข้าใจสุขเวทนาและทุกขเวทนา ?</p><p>A : ความสุขความสำเร็จเป็นลักษณะของ สุขเวทนา คือ เป็นความทุกข์ที่ทนได้ง่าย ในขณะที่ ทุกขเวทนา เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก ซึ่งไม่ว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าสุขคือสุข ตรงนี้เราจะเพลิน หลงไหล แล้วจะประมาทและสร้างอกุศลได้</p><p> </p><p>Q : ทำไมคำสอนเหมือนกัน แต่ปฏิบัติไม่เหมือนกัน? </p><p>A : ในศาสนานี้ มีผู้สอนคนเดียวคือพระพุทธเจ้า การสอนกับการปฏิบัติ คนละอย่าง เปรียบดัง แผนที่กับคนเดินตามแผนที่ ซึ่งคนเดินตามแผนที่ ปัญญาไม่เหมือนกัน การปฏิบัติแตกต่างกัน ให้ดูที่แนวทางการปฏิบัติ ถ้าเป็นไปในแนวทาง ศีล สมาธิ ปัญญา เช่นนี้ก็จะปฏิบัติไปได้ ไม่สับสน  </p><p> </p><p>Q : เข้าใจธรรม เข้าใจความเสื่อมของสังขาร</p><p>A : คำว่า อุปะ แปลว่า ผู้ที่เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ คำว่า อุบาสก,อุบาสิกา คือ ผู้ที่เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ เข้าไปฟัง เมื่อเราทำเช่นนี้ เราก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ความทุกข์เราก็จะลดลง ซึ่งไม่ใช่ว่าเราอาจจะรวยมากขึ้น โรคภัยอาจจะหายหรือไม่หาย แต่เราจะมีความสุขได้ เป็นความสุขที่เหนือกว่า สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เป็นสุขในภายในได้</p><p> </p><p>Q : ปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยธรรม</p><p>A  : การนำธรรมะมาทำ นำมาปฏิบัติ จะทำให้เกิดความก้าวหน้า เกิดปัญญาละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น</p><p> </p><p>Q : ความเป็นมงคลของเรือนที่มี อาหุเนยยะบุคคล </p><p>A : ในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ ชื่อว่าในเรือนนั้นมี “อาหุเนยยะบุคคล”  คือ บุคคลที่ควรเคารพกราบไหว้ เป็นมงคลกับเรือน เมื่อเวลาเรามีเมตตา มุทิตา อุเบกขา กรุณา มีจิตใจดีแล้ว สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ก็จะดีขึ้น ผัสสะที่น่าพอใจก็จะตามมา</p><p> </p><p>Q : ความขัดแยังในครอบครัว</p><p>A : มันเป็นเงื่อนไขการดำเนินชีวิต เมื่อมีการกระทบกัน บางทีเราใช้เครื่องมือของมาร คือ ด่าว่ากัน ลงมือลงไม้กัน เราก็จะเป็นพวกเดียวกับมาร มารก็จะล้างผลาญความดี วิธีที่ดีที่สุดคือใช้เครื่องมือของพระพุทธเจ้า คือ ให้มีเมตตา, มุทิตา,กรุณา, อุเบกขา ต่อกัน เราต้องเอาความดีมาเอาชนะความไม่ดี</p><p> </p><p>Q : ทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป ?</p><p>A : เส้นทางมีอยู่ คำสอนของท่านยังอยู่ ให้เราปฏิบัติตามทาง ตามคำสอนของท่าน เดินตามทางทำความเพียร จะทำให้เกิดปัญญา ถึงมรรคผลนิพพานในอนาคตได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจความเกิดดับ [6702-7q] </title>
			<itunes:title>เข้าใจความเกิดดับ [6702-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Jan 2024 21:00:16 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65a23fbf9150c500167da4d5/media.mp3" length="27236015" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65a23fbf9150c500167da4d5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65a23fbf9150c500167da4d5</link>
			<acast:episodeId>65a23fbf9150c500167da4d5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPp4LZ8hJv9iQRu8D8+anL+TTgYyR54A4I4NUBi/SM4UXNkb1DQ+ceEaABO6tHV7x/+ZB5WX5r7fe4f3atdVUPA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เหตุใดเมื่อกายดับ จิตจึงไม่ดับตามกาย?</strong></p><p>A : จิตกับกายล้วนมีความเกิดและความตายอยู่ทุกขณะ ที่เราเห็นมันต่อเนื่องเพราะมันเป็นความต่อเนื่องของกระแสที่เกิดและดับอย่างรวดเร็ว&nbsp;กายเราประกอบกันขึ้นจากหลาย ๆ เซลล์รวมกันเป็นอวัยวะ มีเซลล์ที่ตายและเซลล์ใหม่เกิดขึ้น ท่านกล่าวไว้ว่า ระหว่างกายกับจิต จิตที่มันเกิดและดับ จะเห็นความแตกต่างไม่ชัดเจนเหมือนกาย เพราะกายหากเซลล์เกิดน้อยกว่าดับ จะเห็นเป็นสภาพของความแก่ ซึ่งพอเราเห็นเช่นนี้ จะทำให้เราคลายกำหนัดในกายได้บ้าง </p><br><p>ส่วนการทอดทิ้งร่าง การสละขันธ์ ความที่ไม่มีอินทรีย์คือชีวิต คือความตาย มันเห็นได้ชัดเจน แต่ตายแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่เกิด&nbsp;ความเกิดในที่นี้ใช้คำว่า <strong>“อุบัติ”</strong> ความดับใช้คำว่า <strong>“นิโรธ”</strong> ส่วนความเกิดที่เรียกว่า <strong>“ชาตะ”</strong> กับความตายที่เรียกว่า <strong>“มตะ”</strong> จะเป็นอีกคู่หนึ่ง จิตเราที่ว่าไม่ตาย ที่ว่าไปเกิดเรียกว่า <strong>“อุบัติ”</strong> ดับเรียกว่า <strong>“นิโรธ”</strong> เกิดดับ ๆ ถี่ ๆ จนเป็นกระแส ในขณะที่กายก็เกิดดับ ๆ ถี่ ๆ จนเป็นกระแส แต่กายจะมีจุดหนึ่งที่ดับมากกว่าเกิด คือ <strong>“มตะ”</strong> คือตาย ทอดทิ้งร่างนี้ไป และจะมีจุดที่เกิดคือ <strong>“ชาตะ”</strong> เกิดจากท้องแม่หรือผุดเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามสภาวะ (ภพ) ของสัตว์เหล่านั้น ๆ แต่ความเกิดที่เกิดขึ้นมานั้น คือ อุบัติขึ้นมา ตามสภาวะแต่ละกรรมที่สร้างมา เพราะฉะนั้น กายนี้ถ้าตายไป ก็เกิดเหมือนกัน คำว่าเกิดนี้หมายถึงมีสภาวะการเกิดเกิดขึ้น จากการที่จิตเกิดดับ ๆ มันต้องมีที่ยึด นามรูปมันต้องเกาะกัน&nbsp;ถ้ารูปนี้เป็นอินทรีย์คือชีวิต เกาะไม่ได้แล้ว นามก็ต้องไปหารูปอื่นเกาะขึ้น พอเกาะก็คือการก้าวลง คือการเกิด ส่วนที่ตายไปก็สละคืนไป ดับไป ทอดทิ้งร่างไป ไม่ใช่ว่าคนตายแล้วจิตไม่ตาย จิตตายแน่นอน (ดับ) ตายในที่นี้คือดับ แต่เราเห็นสภาวะการตายของจิตไม่ชัดเจนเท่ากาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนยังไม่ตาย ทำไมจิตตาย?</strong></p><p>A :&nbsp;จิตดับหรือจิตตาย หมายถึง จิตที่จะไปเกิดใหม่มันตายไป ดับไป กิเลสที่มันเกาะจิตดวงที่จะไปเกิดมันตายแล้ว แต่คนยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ พระอรหันต์ / อุบัติ (เกิด) กับ นิโรธ (ดับ), ชาติ (เกิด) กับ มรณะ (ตาย) เพราะฉะนั้น มรณะไม่ได้หมายความว่ามันดับ มรณะอาจจะมีความเกิดขึ้น ในที่นี้หมายถึงอุบัติขึ้น ความตายคือความตายอุบัติขึ้น ความตายเกิดขึ้น คือความเกิดอุบัติขึ้น ความเกิดเกิดขึ้น พอเกิดแล้ว ความเกิดก็ดับไป นิโรธไป พอเราแยกส่วนการเกิดดับ คือ อุบัติและนิโรธ แยกส่วน ชาติกับมรณะ ชาติคือความเกิดก็อุบัติ นิโรธได้ มรณะคือความตายก็อุบัติ นิโรธได้ พอเราเริ่มเห็นกระแส เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราจะมีปัญญาเกิดขึ้น เราจะรู้ได้ว่ามันหลอก จะเห็นความเกิดดับเป็นจังหวะเดียว จะเข้าใจว่าที่เราเห็นเป็นกระแส มันเป็นแต่ละตัว จิตก็แต่ละดวง ๆ กายก็แต่ละส่วน ๆ ประกอบกันด้วยเงื่อนไขปัจจัยที่มันคงอยู่ มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปยึดถือ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตสุดท้ายก่อนลาจาก</strong></p><p>A : หากมองจากมุมที่เป็นประแส ความตายเกิดขึ้นในความที่เป็นกระแสนั้น มันไม่แน่ ไม่รู้ว่าตอนไหนจะเป็นจิตสุดท้าย เราจึงควรรักษาจิตอยู่ทุกขณะ มีสติไม่ประมาท มีสัมมาทิฏฐิประคองไว้ให้ตลอด จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และถ้าเราดับจิตสุดท้ายตอนนี้ เป็นพระอรหันต์จะดีมาก ๆ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ต้องปฏิบัติธรรมมากแค่ไหน ผลของกรรมชั่วจึงจะตามไม่ทัน</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังเอาเกลือ (กรรมชั่ว) 1 ก้อน มาละลายน้ำ (กรรมดี) ในแก้ว และเกลือ 1 ก้อน ละลายในแม่น้ำ ผลของความเค็ม คือ วิบาก (ผล) ก็ต้องทำกรรมดีไปจนกว่าน้ำจะไม่เค็ม คือการปฏิบัติตามแนวทางศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือน้ำที่เราผสมลงไป / มีความเชื่อที่ว่า “ทำกรรมอย่างไร ก็จะต้องได้รับกรรมอย่างนั้น” คำพูดนี้ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าแบบนี้เป็นจริง “การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้ การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ” </p><br><p>ทิฏฐิที่ถูกคือ “ทำกรรมอย่างไรก็ต้องได้รับผล (วิบาก) ของกรรมนั้น”/ สัมมาทิฎฐิ มี 2 แบบ คือ แบบที่เป็น “โลกียะ” คือยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก กับแบบที่เป็น “โลกุตระ” คือเหนือโลก ซึ่งทั้ง 2 แบบ ทางไปก็จะคล้าย ๆ กัน ปฏิบัติตาม มรรค 8 เหมือนกัน แต่สัมมาทิฏฐิที่ยังเกี่ยวกับโลก จะเป็นไปในแนวยึดถือ เชื่อเรื่องบุญบาป กรรมดีกรรมชั่ว ส่วนโลกุตระ จะเป็นลักษณะที่อยู่เหนือบุญเหนือบาป จะอยู่เหนือบุญเหนือบาปได้ ต้องมาทางบุญทางความดีก่อน แล้วจึงจะค่อยเหนือบุญเหนือบาปได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เหตุใดเมื่อกายดับ จิตจึงไม่ดับตามกาย?</strong></p><p>A : จิตกับกายล้วนมีความเกิดและความตายอยู่ทุกขณะ ที่เราเห็นมันต่อเนื่องเพราะมันเป็นความต่อเนื่องของกระแสที่เกิดและดับอย่างรวดเร็ว&nbsp;กายเราประกอบกันขึ้นจากหลาย ๆ เซลล์รวมกันเป็นอวัยวะ มีเซลล์ที่ตายและเซลล์ใหม่เกิดขึ้น ท่านกล่าวไว้ว่า ระหว่างกายกับจิต จิตที่มันเกิดและดับ จะเห็นความแตกต่างไม่ชัดเจนเหมือนกาย เพราะกายหากเซลล์เกิดน้อยกว่าดับ จะเห็นเป็นสภาพของความแก่ ซึ่งพอเราเห็นเช่นนี้ จะทำให้เราคลายกำหนัดในกายได้บ้าง </p><br><p>ส่วนการทอดทิ้งร่าง การสละขันธ์ ความที่ไม่มีอินทรีย์คือชีวิต คือความตาย มันเห็นได้ชัดเจน แต่ตายแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่เกิด&nbsp;ความเกิดในที่นี้ใช้คำว่า <strong>“อุบัติ”</strong> ความดับใช้คำว่า <strong>“นิโรธ”</strong> ส่วนความเกิดที่เรียกว่า <strong>“ชาตะ”</strong> กับความตายที่เรียกว่า <strong>“มตะ”</strong> จะเป็นอีกคู่หนึ่ง จิตเราที่ว่าไม่ตาย ที่ว่าไปเกิดเรียกว่า <strong>“อุบัติ”</strong> ดับเรียกว่า <strong>“นิโรธ”</strong> เกิดดับ ๆ ถี่ ๆ จนเป็นกระแส ในขณะที่กายก็เกิดดับ ๆ ถี่ ๆ จนเป็นกระแส แต่กายจะมีจุดหนึ่งที่ดับมากกว่าเกิด คือ <strong>“มตะ”</strong> คือตาย ทอดทิ้งร่างนี้ไป และจะมีจุดที่เกิดคือ <strong>“ชาตะ”</strong> เกิดจากท้องแม่หรือผุดเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามสภาวะ (ภพ) ของสัตว์เหล่านั้น ๆ แต่ความเกิดที่เกิดขึ้นมานั้น คือ อุบัติขึ้นมา ตามสภาวะแต่ละกรรมที่สร้างมา เพราะฉะนั้น กายนี้ถ้าตายไป ก็เกิดเหมือนกัน คำว่าเกิดนี้หมายถึงมีสภาวะการเกิดเกิดขึ้น จากการที่จิตเกิดดับ ๆ มันต้องมีที่ยึด นามรูปมันต้องเกาะกัน&nbsp;ถ้ารูปนี้เป็นอินทรีย์คือชีวิต เกาะไม่ได้แล้ว นามก็ต้องไปหารูปอื่นเกาะขึ้น พอเกาะก็คือการก้าวลง คือการเกิด ส่วนที่ตายไปก็สละคืนไป ดับไป ทอดทิ้งร่างไป ไม่ใช่ว่าคนตายแล้วจิตไม่ตาย จิตตายแน่นอน (ดับ) ตายในที่นี้คือดับ แต่เราเห็นสภาวะการตายของจิตไม่ชัดเจนเท่ากาย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนยังไม่ตาย ทำไมจิตตาย?</strong></p><p>A :&nbsp;จิตดับหรือจิตตาย หมายถึง จิตที่จะไปเกิดใหม่มันตายไป ดับไป กิเลสที่มันเกาะจิตดวงที่จะไปเกิดมันตายแล้ว แต่คนยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ พระอรหันต์ / อุบัติ (เกิด) กับ นิโรธ (ดับ), ชาติ (เกิด) กับ มรณะ (ตาย) เพราะฉะนั้น มรณะไม่ได้หมายความว่ามันดับ มรณะอาจจะมีความเกิดขึ้น ในที่นี้หมายถึงอุบัติขึ้น ความตายคือความตายอุบัติขึ้น ความตายเกิดขึ้น คือความเกิดอุบัติขึ้น ความเกิดเกิดขึ้น พอเกิดแล้ว ความเกิดก็ดับไป นิโรธไป พอเราแยกส่วนการเกิดดับ คือ อุบัติและนิโรธ แยกส่วน ชาติกับมรณะ ชาติคือความเกิดก็อุบัติ นิโรธได้ มรณะคือความตายก็อุบัติ นิโรธได้ พอเราเริ่มเห็นกระแส เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราจะมีปัญญาเกิดขึ้น เราจะรู้ได้ว่ามันหลอก จะเห็นความเกิดดับเป็นจังหวะเดียว จะเข้าใจว่าที่เราเห็นเป็นกระแส มันเป็นแต่ละตัว จิตก็แต่ละดวง ๆ กายก็แต่ละส่วน ๆ ประกอบกันด้วยเงื่อนไขปัจจัยที่มันคงอยู่ มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปยึดถือ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตสุดท้ายก่อนลาจาก</strong></p><p>A : หากมองจากมุมที่เป็นประแส ความตายเกิดขึ้นในความที่เป็นกระแสนั้น มันไม่แน่ ไม่รู้ว่าตอนไหนจะเป็นจิตสุดท้าย เราจึงควรรักษาจิตอยู่ทุกขณะ มีสติไม่ประมาท มีสัมมาทิฏฐิประคองไว้ให้ตลอด จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และถ้าเราดับจิตสุดท้ายตอนนี้ เป็นพระอรหันต์จะดีมาก ๆ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ต้องปฏิบัติธรรมมากแค่ไหน ผลของกรรมชั่วจึงจะตามไม่ทัน</strong></p><p>A : ท่านเปรียบดังเอาเกลือ (กรรมชั่ว) 1 ก้อน มาละลายน้ำ (กรรมดี) ในแก้ว และเกลือ 1 ก้อน ละลายในแม่น้ำ ผลของความเค็ม คือ วิบาก (ผล) ก็ต้องทำกรรมดีไปจนกว่าน้ำจะไม่เค็ม คือการปฏิบัติตามแนวทางศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือน้ำที่เราผสมลงไป / มีความเชื่อที่ว่า “ทำกรรมอย่างไร ก็จะต้องได้รับกรรมอย่างนั้น” คำพูดนี้ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าแบบนี้เป็นจริง “การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้ การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ” </p><br><p>ทิฏฐิที่ถูกคือ “ทำกรรมอย่างไรก็ต้องได้รับผล (วิบาก) ของกรรมนั้น”/ สัมมาทิฎฐิ มี 2 แบบ คือ แบบที่เป็น “โลกียะ” คือยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก กับแบบที่เป็น “โลกุตระ” คือเหนือโลก ซึ่งทั้ง 2 แบบ ทางไปก็จะคล้าย ๆ กัน ปฏิบัติตาม มรรค 8 เหมือนกัน แต่สัมมาทิฏฐิที่ยังเกี่ยวกับโลก จะเป็นไปในแนวยึดถือ เชื่อเรื่องบุญบาป กรรมดีกรรมชั่ว ส่วนโลกุตระ จะเป็นลักษณะที่อยู่เหนือบุญเหนือบาป จะอยู่เหนือบุญเหนือบาปได้ ต้องมาทางบุญทางความดีก่อน แล้วจึงจะค่อยเหนือบุญเหนือบาปได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เสขปฎิปทา [6701-7q]</title>
			<itunes:title>เสขปฎิปทา [6701-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Jan 2024 21:00:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65995cc7822aee00165b6140/media.mp3" length="26610810" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65995cc7822aee00165b6140</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65995cc7822aee00165b6140</link>
			<acast:episodeId>65995cc7822aee00165b6140</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNybxiBsiwzowUWTFoKYbr67QakDdNmqOxK0Egetf+1XhubCaUGqS4EqZZqvYIan9z578WrFXILWBQf0Hna8cDj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>67</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ควรวางจิตอย่างไร สำหรับผู้ที่เริ่มปฎิบัติและผู้ที่รู้สึกว่ายังปฎิบัติแล้วยังไม่ก้าวหน้า?</strong></p><br><p>A : เปรียบดังคนจมน้ำที่ยังขึ้นอยู่ด้วยกาม จะว่ายน้ำเข้าฝั่งได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นจุดที่เราจะเข้าฝั่งได้โดยไม่จม คือคุณธรรม 5 อย่างนี้ ได้แก่ <strong>ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เรียกว่า "เสขปฏิปทา" </strong>หมายถึง กำลังของพระเสขะ เป็นกำลังของคนที่จะต้องทำต่อไป จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้เราเกิดความก้าวหน้า ในที่นี้ต้องประกอบกับการมีกัลยาณมิตรด้วย ซึ่งคุณธรรม 5 อย่างนี้ จะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการมีกัลยาณมิตร ในที่นี้คือมิตร คือผู้ที่ทำให้เราเกิด <strong>"กัลยาณธรรม"</strong></p><br><p>กัลยาณมิตรจะมี 4 ระดับ คือ 1) คำสอนของพระพุทธเจ้า 2) ฆราวาสผู้ครองเรือน ที่เป็นผู้มีศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา&nbsp;3) พระพุทธเจ้า 4) พระสงฆ์, ครูบาอาจารย์ พอเรามีกัลยาณมิตรแล้ว คุณธรรม 5 ประการเจริญขึ้น ตรงนี้จะเป็นตรงที่เราพัฒนาได้&nbsp;ให้เรามองว่าความก้าวหน้ามีอยู่ เข้าถึงแก่นคำสอนให้ได้ เดินไปอย่าหยุด ให้เห็นโทษของกาม เห็นประโยชน์ของสมาธิให้มาก เราต้องตั้งจิตไว้ว่า ทำไม่ได้ก็ต้องทำ ทำได้ก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้แล้วไม่ทำ เราจึงควรต้องมีกัลยาณมิตร ซึ่งเมื่อเราเห็นโทษของกามมากขึ้น เราก็จะเห็นประโยชน์ของสมาธิ</p><br><p><strong>Q: อานิสงส์ของการปฎิบัติ?</strong></p><br><p>A: ทำให้เป็นคนเหนือคน เห็นว่าสุขทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของโลก จะเข้าใจและรับได้หมด ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดีใจ ทุกข์ก็ร้องไห้ สติปัญญา จึงทำให้เป็นคนเหนือคนขึ้นมา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ควรวางจิตอย่างไร สำหรับผู้ที่เริ่มปฎิบัติและผู้ที่รู้สึกว่ายังปฎิบัติแล้วยังไม่ก้าวหน้า?</strong></p><br><p>A : เปรียบดังคนจมน้ำที่ยังขึ้นอยู่ด้วยกาม จะว่ายน้ำเข้าฝั่งได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นจุดที่เราจะเข้าฝั่งได้โดยไม่จม คือคุณธรรม 5 อย่างนี้ ได้แก่ <strong>ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เรียกว่า "เสขปฏิปทา" </strong>หมายถึง กำลังของพระเสขะ เป็นกำลังของคนที่จะต้องทำต่อไป จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้เราเกิดความก้าวหน้า ในที่นี้ต้องประกอบกับการมีกัลยาณมิตรด้วย ซึ่งคุณธรรม 5 อย่างนี้ จะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการมีกัลยาณมิตร ในที่นี้คือมิตร คือผู้ที่ทำให้เราเกิด <strong>"กัลยาณธรรม"</strong></p><br><p>กัลยาณมิตรจะมี 4 ระดับ คือ 1) คำสอนของพระพุทธเจ้า 2) ฆราวาสผู้ครองเรือน ที่เป็นผู้มีศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา&nbsp;3) พระพุทธเจ้า 4) พระสงฆ์, ครูบาอาจารย์ พอเรามีกัลยาณมิตรแล้ว คุณธรรม 5 ประการเจริญขึ้น ตรงนี้จะเป็นตรงที่เราพัฒนาได้&nbsp;ให้เรามองว่าความก้าวหน้ามีอยู่ เข้าถึงแก่นคำสอนให้ได้ เดินไปอย่าหยุด ให้เห็นโทษของกาม เห็นประโยชน์ของสมาธิให้มาก เราต้องตั้งจิตไว้ว่า ทำไม่ได้ก็ต้องทำ ทำได้ก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้แล้วไม่ทำ เราจึงควรต้องมีกัลยาณมิตร ซึ่งเมื่อเราเห็นโทษของกามมากขึ้น เราก็จะเห็นประโยชน์ของสมาธิ</p><br><p><strong>Q: อานิสงส์ของการปฎิบัติ?</strong></p><br><p>A: ทำให้เป็นคนเหนือคน เห็นว่าสุขทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาของโลก จะเข้าใจและรับได้หมด ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดีใจ ทุกข์ก็ร้องไห้ สติปัญญา จึงทำให้เป็นคนเหนือคนขึ้นมา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ถึงวิมุตติด้วยธรรมะ 5 ประการ [6652-7q] </title>
			<itunes:title>ถึงวิมุตติด้วยธรรมะ 5 ประการ [6652-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Dec 2023 17:00:28 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/658eee56d006d30016839ab3/media.mp3" length="25654729" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">658eee56d006d30016839ab3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/658eee56d006d30016839ab3</link>
			<acast:episodeId>658eee56d006d30016839ab3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPzcjYmhHeM+E5sACgW7DgHLAfMWpPJTZklif4DxO/yXDKc0ZKgCmiu0lrVqKeI7S0mwjOnVp7AdNKOdV8Fyqyj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อธิบายธรรมะ 5 ประการที่ทำให้ถึงวิมุตติ&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A :&nbsp;5 ประการนี้ จะทำให้ได้บรรลุอรหันต์, เป็นอนาคามี, ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ความดับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม นิพพานได้, ทำให้เกิดความสิ้นอาสวะ, ทำให้มีเจโตวิมุตติ, ปัญญาวิมุตติ เป็นอานิสงสได้ เป็นต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พิจารณาเห็นความไม่งามในกาย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อพิจารณากายแล้วเห็นความไม่งามในกาย เห็นไปตามจริงด้วยปัญญา จะทำให้เราคลายความยึดถือ ซึ่งการคลายความยึดถือนี้ไม่ใช่คลายเพราะขยะแขยงเกลียดชัง แต่เป็นการคลายความเพลินความพอใจในกาย เมื่อเรายอมรับและเห็นไปตามจริงด้วยปัญญา เราก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดหมายความด้วยความเป็นปฏิกูลในอาหาร</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหารจากรูป กลิ่น รส เช่น พิจารณาอาหารที่ทานเข้าไปกับตอนออกมาจากกาย พิจารณาอาหารที่หล่นบนพื้น พิจารณาอาหารที่คนอื่นทานเหลือแล้วเอามาให้เราทาน เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว จะทำให้เวลาเราทานอาหาร ก็จะทานเพียงเพื่อให้ชีวิตตั้งอยู่ได้ ระงับเวทนาเก่าไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ทำให้พอดี ๆ เพื่อให้จิตเรามี<strong> “มัชฌิมาปฏิปทา”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พิจารณาให้เห็นว่าโลกทั้งปวงไม่น่าเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสิ่งของ ให้เห็นไปตามจริงในความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง คือเห็นโดยความที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย มันเปลี่ยนแปลงได้&nbsp;/ สังขาร หมายถึง การปรุงแต่ง ซึ่งพอมีการปรุงแต่งใด ๆ แล้ว นั่นคือ ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ มันจะให้ผลเหมือนเดิมไม่ได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดจิตอยู่กับมรณะสัญญา</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: <strong>“มรณะสัญญา”</strong> คือ ความสำคัญหมายในความตาย ว่าความตายมีอยู่ ณ ขณะนี้&nbsp;เห็นความตายในการเกิด เห็นความตายในการอยู่ / <strong>“มรณสติ”</strong> คือ การระลึกถึงความตาย ว่าเหตุ ปัจจัยแห่งความตายมีมาก เราควรเข้าใจและยอมรับความจริง ว่าเราต้องตายแน่ เมื่อเราพิจารณามรณะสัญญาแล้วก็ให้เอามรณสติมาพิจารณาต่อ แล้วให้ระลึกถึงกุศลกรรมให้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เวลานั่งสมาธิแบบอานาปานสติ จิตควรคิดเรื่องอะไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: ควรระลึกถึงแค่ลมหายใจเท่านั้น แล้วค่อยเลื่อนขั้นสมาธิขึ้นไป ให้วิตกวิจารมันระงับไปเท่านั้นเอง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อธิบายธรรมะ 5 ประการที่ทำให้ถึงวิมุตติ&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A :&nbsp;5 ประการนี้ จะทำให้ได้บรรลุอรหันต์, เป็นอนาคามี, ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ความดับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม นิพพานได้, ทำให้เกิดความสิ้นอาสวะ, ทำให้มีเจโตวิมุตติ, ปัญญาวิมุตติ เป็นอานิสงสได้ เป็นต้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : พิจารณาเห็นความไม่งามในกาย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อพิจารณากายแล้วเห็นความไม่งามในกาย เห็นไปตามจริงด้วยปัญญา จะทำให้เราคลายความยึดถือ ซึ่งการคลายความยึดถือนี้ไม่ใช่คลายเพราะขยะแขยงเกลียดชัง แต่เป็นการคลายความเพลินความพอใจในกาย เมื่อเรายอมรับและเห็นไปตามจริงด้วยปัญญา เราก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดหมายความด้วยความเป็นปฏิกูลในอาหาร</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหารจากรูป กลิ่น รส เช่น พิจารณาอาหารที่ทานเข้าไปกับตอนออกมาจากกาย พิจารณาอาหารที่หล่นบนพื้น พิจารณาอาหารที่คนอื่นทานเหลือแล้วเอามาให้เราทาน เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว จะทำให้เวลาเราทานอาหาร ก็จะทานเพียงเพื่อให้ชีวิตตั้งอยู่ได้ ระงับเวทนาเก่าไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ทำให้พอดี ๆ เพื่อให้จิตเรามี<strong> “มัชฌิมาปฏิปทา”</strong></p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พิจารณาให้เห็นว่าโลกทั้งปวงไม่น่าเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือสิ่งของ ให้เห็นไปตามจริงในความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง คือเห็นโดยความที่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย มันเปลี่ยนแปลงได้&nbsp;/ สังขาร หมายถึง การปรุงแต่ง ซึ่งพอมีการปรุงแต่งใด ๆ แล้ว นั่นคือ ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ มันจะให้ผลเหมือนเดิมไม่ได้&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : กำหนดจิตอยู่กับมรณะสัญญา</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: <strong>“มรณะสัญญา”</strong> คือ ความสำคัญหมายในความตาย ว่าความตายมีอยู่ ณ ขณะนี้&nbsp;เห็นความตายในการเกิด เห็นความตายในการอยู่ / <strong>“มรณสติ”</strong> คือ การระลึกถึงความตาย ว่าเหตุ ปัจจัยแห่งความตายมีมาก เราควรเข้าใจและยอมรับความจริง ว่าเราต้องตายแน่ เมื่อเราพิจารณามรณะสัญญาแล้วก็ให้เอามรณสติมาพิจารณาต่อ แล้วให้ระลึกถึงกุศลกรรมให้ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เวลานั่งสมาธิแบบอานาปานสติ จิตควรคิดเรื่องอะไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: ควรระลึกถึงแค่ลมหายใจเท่านั้น แล้วค่อยเลื่อนขั้นสมาธิขึ้นไป ให้วิตกวิจารมันระงับไปเท่านั้นเอง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โทษของความรัก [6651-7q]</title>
			<itunes:title>โทษของความรัก [6651-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Dec 2023 21:00:07 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6586df840a73eb0015896bea/media.mp3" length="26913888" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6586df840a73eb0015896bea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6586df840a73eb0015896bea</link>
			<acast:episodeId>6586df840a73eb0015896bea</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOTadziOlIlLmKeg6Fv3DcGAuqScwBv2ObviyyutJeivLLNYR2tbc7oDGoWAx9vTPJdlbuiwFfvOW2Hb3VvNJgk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อคนรักเปลี่ยนไป ธรรมะข้อไหนที่ช่วยคลายความทุกข์ใจ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ท่านเคยเตือนไว้ เมื่อเรารักสิ่งใด สิ่งนั้นจะมาเป็นทุกข์กับเรา เราจะออกจากทุกข์ได้ เราต้องเห็นด้วยปัญญา คือ เราต้องเห็นโทษของมัน ว่ามันเสื่อมไปได้ หายไปได้ ไม่ยั่งยืน ซึ่งความรักชนิดที่เป็นกาม เป็นตัณหานั้น มันเป็นความรักที่มีเงื่อนไข เป็นรักที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นรักที่มีเกลียด มีทุกข์ปนมา หากเราตัดใจ มีอุเบกขา ให้อภัยด้วยความเมตตา กำจัดความรัก ความยินดีที่เป็นกาม เป็นตัณหา กำจัดความรักในบุคคลนั้นออกไปได้ เราก็จะไม่ทุกข์ เราจะเหลือแต่ความรักที่เป็นเมตตา เป็นอุเบกขา ในจิตใจของเรา ซึ่งเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ แล้วเราจะผ่านมันไปได้</p><br><p><strong>Q : หากคิดถึงแฟนเก่าที่แต่งงานไปแล้ว จะผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ไม่ผิดศีล แต่อาจจะทำให้ศีลด่างพร้อย เราจะผิดศีลก็ต่อเมื่อตั้งเจตนาไว้ไม่ถูก เช่น จะไปแย่งชิงเขามาจากครอบครัวเขา มีความคิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน ตรงนี้จะทำให้เราทำผิดศีล เราจึงต้องกำจัดความคิดในทางกาม พยาบาท เบียดเบียนนี้ออกไป เมื่อใดที่เรามีความคิดเรื่องกามขึ้นมา แล้วเราไม่มีสติสัมปชัญญะ มันก็จะเติบโตขึ้น จะไปต่อเกิดความกระสันอยาก ไม่มีไม่ได้ จะหงุดหงิด มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เกิดเจตนาที่จะไปเบียนเบียนคนอื่น ซึ่งเจตนาตรงนี้เอง จะทำให้ศีลขาด เพราะฉะนั้น เราต้องหยุดมันตั้งแต่แรก ด้วยการเห็นโทษในสิ่งที่เรารัก เห็นอสุภะในสิ่งที่เราชอบแล้วให้เราใส่ความเพียรลงไป ให้อดทนอดกลั้น เอาตัวเองห่างออกมา เห็นประโยชน์ของการอยู่หลีกเร้น เห็นประโยชน์ของปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ทำไป ๆ ปัญญาก็จะแก่กล้าขึ้น การละวางก็จะเกิดขึ้นได้</p><br><p><strong>Q : เราสามารถสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวได้จริงหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การสวดมนต์กับการขอพร พิจารณาจากเหตุและผล ในส่วนของการอ้อนวอนขอร้อง ท่านสอนไว้ว่า “ถ้าลำพังด้วยการอ้อนวอนขอร้องแล้วสำเร็จได้ทุกอย่าง จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไรในโลกนี้” เหตุนี้ไม่ถูก ผลก็จึงไม่ถูก ในส่วนของการสวดมนต์ เป็นการสร้างเหตุที่เป็นสัมมาวาจา ผลของการมีสัมมาวาจา เช่น ไปเกิดบนสวรรค์ การให้ผล จะเป็นไปได้ทั้งในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา ๆ&nbsp;บางอย่างให้ผลหนัก บางอย่างให้ผลเบา ไม่ใด้ให้ผลตามความอยาก เราจึงควรสนใจเรื่องของเหตุ ว่าเราทำดีก็ต้องได้ดี คือได้ดีเดี๋ยวนั้น ตรงจุดที่ทำความดีนั้นเลย&nbsp;แต่หากเราทำความดีแล้วมีความอยาก เช่น อยากจะมีชื่อเสียง อยากรวย เราจะทุกข์ เพราะเรามีความอยากเป็นเหตุ แต่หากเราตั้งจิต“อธิษฐาน” ว่าเราจะสร้างเหตุแห่งความดีนี้ ให้มีผลออกมาแบบนี้ สามารถทำได้ เพราะเป็นการสร้างเหตุที่ถูก ผลก็จะถูก</p><br><p><strong>Q : เราสามารถชนะกรรมได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A : เราสามารถชนะกรรม อยู่เหนือกรรม สิ้นกรรมได้ ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : เมื่อคนรักเปลี่ยนไป ธรรมะข้อไหนที่ช่วยคลายความทุกข์ใจ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ท่านเคยเตือนไว้ เมื่อเรารักสิ่งใด สิ่งนั้นจะมาเป็นทุกข์กับเรา เราจะออกจากทุกข์ได้ เราต้องเห็นด้วยปัญญา คือ เราต้องเห็นโทษของมัน ว่ามันเสื่อมไปได้ หายไปได้ ไม่ยั่งยืน ซึ่งความรักชนิดที่เป็นกาม เป็นตัณหานั้น มันเป็นความรักที่มีเงื่อนไข เป็นรักที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นรักที่มีเกลียด มีทุกข์ปนมา หากเราตัดใจ มีอุเบกขา ให้อภัยด้วยความเมตตา กำจัดความรัก ความยินดีที่เป็นกาม เป็นตัณหา กำจัดความรักในบุคคลนั้นออกไปได้ เราก็จะไม่ทุกข์ เราจะเหลือแต่ความรักที่เป็นเมตตา เป็นอุเบกขา ในจิตใจของเรา ซึ่งเป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ แล้วเราจะผ่านมันไปได้</p><br><p><strong>Q : หากคิดถึงแฟนเก่าที่แต่งงานไปแล้ว จะผิดศีลหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ไม่ผิดศีล แต่อาจจะทำให้ศีลด่างพร้อย เราจะผิดศีลก็ต่อเมื่อตั้งเจตนาไว้ไม่ถูก เช่น จะไปแย่งชิงเขามาจากครอบครัวเขา มีความคิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน ตรงนี้จะทำให้เราทำผิดศีล เราจึงต้องกำจัดความคิดในทางกาม พยาบาท เบียดเบียนนี้ออกไป เมื่อใดที่เรามีความคิดเรื่องกามขึ้นมา แล้วเราไม่มีสติสัมปชัญญะ มันก็จะเติบโตขึ้น จะไปต่อเกิดความกระสันอยาก ไม่มีไม่ได้ จะหงุดหงิด มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เกิดเจตนาที่จะไปเบียนเบียนคนอื่น ซึ่งเจตนาตรงนี้เอง จะทำให้ศีลขาด เพราะฉะนั้น เราต้องหยุดมันตั้งแต่แรก ด้วยการเห็นโทษในสิ่งที่เรารัก เห็นอสุภะในสิ่งที่เราชอบแล้วให้เราใส่ความเพียรลงไป ให้อดทนอดกลั้น เอาตัวเองห่างออกมา เห็นประโยชน์ของการอยู่หลีกเร้น เห็นประโยชน์ของปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ทำไป ๆ ปัญญาก็จะแก่กล้าขึ้น การละวางก็จะเกิดขึ้นได้</p><br><p><strong>Q : เราสามารถสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวได้จริงหรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การสวดมนต์กับการขอพร พิจารณาจากเหตุและผล ในส่วนของการอ้อนวอนขอร้อง ท่านสอนไว้ว่า “ถ้าลำพังด้วยการอ้อนวอนขอร้องแล้วสำเร็จได้ทุกอย่าง จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไรในโลกนี้” เหตุนี้ไม่ถูก ผลก็จึงไม่ถูก ในส่วนของการสวดมนต์ เป็นการสร้างเหตุที่เป็นสัมมาวาจา ผลของการมีสัมมาวาจา เช่น ไปเกิดบนสวรรค์ การให้ผล จะเป็นไปได้ทั้งในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา ๆ&nbsp;บางอย่างให้ผลหนัก บางอย่างให้ผลเบา ไม่ใด้ให้ผลตามความอยาก เราจึงควรสนใจเรื่องของเหตุ ว่าเราทำดีก็ต้องได้ดี คือได้ดีเดี๋ยวนั้น ตรงจุดที่ทำความดีนั้นเลย&nbsp;แต่หากเราทำความดีแล้วมีความอยาก เช่น อยากจะมีชื่อเสียง อยากรวย เราจะทุกข์ เพราะเรามีความอยากเป็นเหตุ แต่หากเราตั้งจิต“อธิษฐาน” ว่าเราจะสร้างเหตุแห่งความดีนี้ ให้มีผลออกมาแบบนี้ สามารถทำได้ เพราะเป็นการสร้างเหตุที่ถูก ผลก็จะถูก</p><br><p><strong>Q : เราสามารถชนะกรรมได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A : เราสามารถชนะกรรม อยู่เหนือกรรม สิ้นกรรมได้ ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปาทานขันธ์ 5 [6650-7q]</title>
			<itunes:title>อุปาทานขันธ์ 5 [6650-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Dec 2023 21:00:55 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/657ddf92e443f60016963125/media.mp3" length="26047398" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">657ddf92e443f60016963125</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/657ddf92e443f60016963125</link>
			<acast:episodeId>657ddf92e443f60016963125</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMvnnGb0qgWITuqBivEA9NxLV4sZ0czvF+RzxM6VlZOeslVMv9XrnqE7NeOEQm7bikpCmb5bZH24Tu3PVwybOMi]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : นอกจากมรรค 8 แล้ว อะไรที่จะเป็นกัลยาณมิตรได้อีก?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ 1. มรรค8&nbsp;2.คฤหัสถ์/ฆราวาส ดูที่คุณธรรม 4 อย่าง ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา&nbsp;3.นักบวช/พระสงฆ์ ดูที่ 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แล้วจะตกใจกลัว อารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญา ตอนอธิบาย ตอนพูด ว่าสามารถชี้แจงอธิบายได้ละเอียดหรือไม่ 4.พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร จะทำให้เรามีความเกรงกลัว ละอายต่อบาป (หิริโอตตัปปะ)&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : สิ่งที่เราต้องรู้ ในขันธ์ 5 ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก / ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ 1.กองรูป (รูปขันธ์) ได้แก่ธาตุสี่ 2.กองเวทนา (เวททนาขันธ์) คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3.กองสัญญา (สัญญาขันธ์) คือ ความหมายรู้ ที่เกิดจากช่องทาง หู จมูก ลิ้น กายและใจ เกิดขึ้นหลังจากมีผัสสะ&nbsp;4.กองสังขาร (สังขารขันธ์) คือ การปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่งให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา หรือใจ 5.กองวิญญาณ (วิญญาณขันธ์) คือ การรู้แจ้ง การรับรู้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งขันธ์</strong></p><br><p>A : เหตุเกิดของรูป คืออาหาร (ธาตุ 4) การปรุงแต่งให้รูปคืออาหาร สำเร็จรูปโดยความเป็นตัวเราจึงเป็น “สังขาร” เหตุเกิดของเวทนา สัญญา สังขาร คือผัสสะ มีผัสสะจึงมีเวทนา มีผัสสะจึงมีสัญญา มีผัสสะจึงมีสังขาร เหตุเกิดของวิญญาณ คือนามรูป วิญญาณเป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป / ความดับแห่งขันธ์ คือ จะดับได้ก็ต้องดับที่เหตุของมัน / วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งขันธ์ คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นการกำจัดอุปาทาน (ความยึดถือ) ในขันธ์ 5&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้รสอร่อยและโทษอันต่ำทรามและรู้อุบายสลัดออกแห่งขันธ์</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : รู้รสอร่อย คือ ทำให้เกิดสุขโสมมนัส ทำให้เราเพลิน พอใจ / รู้โทษอันต่ำทราม คือ ความที่มันไม่เที่ยง แปรปรวน ทำให้เราทุกข์ / รู้อุบายในการสลัดออก คือ ปฏิบัติตามมรรค 8 สลัดออกซึ่งความยึดถือ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : นอกจากมรรค 8 แล้ว อะไรที่จะเป็นกัลยาณมิตรได้อีก?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ 1. มรรค8&nbsp;2.คฤหัสถ์/ฆราวาส ดูที่คุณธรรม 4 อย่าง ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา&nbsp;3.นักบวช/พระสงฆ์ ดูที่ 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แล้วจะตกใจกลัว อารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญา ตอนอธิบาย ตอนพูด ว่าสามารถชี้แจงอธิบายได้ละเอียดหรือไม่ 4.พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร จะทำให้เรามีความเกรงกลัว ละอายต่อบาป (หิริโอตตัปปะ)&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : สิ่งที่เราต้องรู้ ในขันธ์ 5 ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก / ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ 1.กองรูป (รูปขันธ์) ได้แก่ธาตุสี่ 2.กองเวทนา (เวททนาขันธ์) คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3.กองสัญญา (สัญญาขันธ์) คือ ความหมายรู้ ที่เกิดจากช่องทาง หู จมูก ลิ้น กายและใจ เกิดขึ้นหลังจากมีผัสสะ&nbsp;4.กองสังขาร (สังขารขันธ์) คือ การปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่งให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา หรือใจ 5.กองวิญญาณ (วิญญาณขันธ์) คือ การรู้แจ้ง การรับรู้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งขันธ์</strong></p><br><p>A : เหตุเกิดของรูป คืออาหาร (ธาตุ 4) การปรุงแต่งให้รูปคืออาหาร สำเร็จรูปโดยความเป็นตัวเราจึงเป็น “สังขาร” เหตุเกิดของเวทนา สัญญา สังขาร คือผัสสะ มีผัสสะจึงมีเวทนา มีผัสสะจึงมีสัญญา มีผัสสะจึงมีสังขาร เหตุเกิดของวิญญาณ คือนามรูป วิญญาณเป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป / ความดับแห่งขันธ์ คือ จะดับได้ก็ต้องดับที่เหตุของมัน / วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งขันธ์ คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นการกำจัดอุปาทาน (ความยึดถือ) ในขันธ์ 5&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q : รู้รสอร่อยและโทษอันต่ำทรามและรู้อุบายสลัดออกแห่งขันธ์</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : รู้รสอร่อย คือ ทำให้เกิดสุขโสมมนัส ทำให้เราเพลิน พอใจ / รู้โทษอันต่ำทราม คือ ความที่มันไม่เที่ยง แปรปรวน ทำให้เราทุกข์ / รู้อุบายในการสลัดออก คือ ปฏิบัติตามมรรค 8 สลัดออกซึ่งความยึดถือ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปกิเลส 16 [6649-7q] </title>
			<itunes:title>อุปกิเลส 16 [6649-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Dec 2023 21:00:20 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/657469278321cf0012d33f44/media.mp3" length="27258984" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">657469278321cf0012d33f44</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/657469278321cf0012d33f44</link>
			<acast:episodeId>657469278321cf0012d33f44</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNCwjUn/I6ZXajtt80n15sfcgpAgGUr3pyIPz3mrGyxTFJDz2gqDyxcDi4MM2YkPRl0hjA7j+P/SLT1wUYIZi+d]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อุปกิเลส 16 ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A :&nbsp;ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ที่ท่านได้สอนไว้ แบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.) ส่วนที่เป็นฝ่ายดำ คือ "อวิชชา" (ทุกข์, สมุทัย) สิ่งที่ควรทำคือ เราต้องละ ไม่ทำ และกำจัดสิ่งที่ไม่ดีออก ลักษณะของมันคือ มันจะเหนียวหนืด คืบคลานไป ท่านจะใช้คำว่า “ตัณหา” พอมันหนืด ยืดยาน คืบคลาน ก็จะเกิดความเศร้าหมอง คือ “กิเลส” ซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจะแยกได้เป็น 3 กองใหญ่ ๆ คือ ราคะ (หิว), โทสะ (ร้อน), โมหะ (มืด/ ไม่แจ่มแจ้ง) ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปอีกได้เป็น 16 อย่าง คือ อุปกิเลส 16&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.) ส่วนดี ที่เป็นฝ่ายขาว (กุศล, นิโรธ, มรรค เราต้องทำให้มี ถ้ามีอยู่ต้องทำให้เจริญ)</p><br><p><strong>Q : อุปกิเลส 16 สัมพันธ์กับทาน ศีล ภาวนา หรือไม่ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : อุปกิเลสจะอยู่ในส่วนของฝ่ายดำ/อกุศล เจาะจงลงคือ ส่วนของสมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นเทือกเดียวกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา ส่วนที่จะตรงข้ามกันคือฝ่ายขาว คือฝ่ายกุศล ฝ่ายธรรมะ ก็จะมีนิโรธและมรรค เกี่ยวข้องกันในลักษณะที่แปรผกผันกันคือ ถ้ามีทาน ศีล ภาวนามาก อุปกิเลส 16 อย่างนี้ ตัณหา อวิชชา ก็ลดลง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผู้ที่ประพฤติธรรมแต่ยังมีอุปกิเลส 16&nbsp;จะไม่บรรลุมรรคผลและไปสู่อบาย ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ เปรียบดังการสร้างบ้าน หากไม่มีฐานรากแล้วจะไปทำหลังคาเลยมันเป็นไปไม่ได้ มรรคผลนิพพานก็เช่นกัน เหตุ เงื่อนไข ปัจจัยมีอยู่ จะบรรลุนิพพานได้ ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16 เพราะมันเป็นความเศร้าหมองของจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย การที่เราท้อแท้ แสดงว่า เรามี “ความอยาก” ความอยากนี้เป็นอกุศล ความเพียรเรามีอยู่ เพียงแค่สมาธิยังไม่เกิด การจะบรรลุธรรมได้เร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับว่าอินทรีย์แก่กล้ามากแค่ไหน หากอินทรีย์แก่กล้า ก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว อินทรีย์ยังอ่อน ก็จะบรรลุธรรมได้ช้า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อุปกิเลส 16 ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A :&nbsp;ใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ที่ท่านได้สอนไว้ แบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.) ส่วนที่เป็นฝ่ายดำ คือ "อวิชชา" (ทุกข์, สมุทัย) สิ่งที่ควรทำคือ เราต้องละ ไม่ทำ และกำจัดสิ่งที่ไม่ดีออก ลักษณะของมันคือ มันจะเหนียวหนืด คืบคลานไป ท่านจะใช้คำว่า “ตัณหา” พอมันหนืด ยืดยาน คืบคลาน ก็จะเกิดความเศร้าหมอง คือ “กิเลส” ซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจะแยกได้เป็น 3 กองใหญ่ ๆ คือ ราคะ (หิว), โทสะ (ร้อน), โมหะ (มืด/ ไม่แจ่มแจ้ง) ซึ่งจะแบ่งย่อยลงไปอีกได้เป็น 16 อย่าง คือ อุปกิเลส 16&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.) ส่วนดี ที่เป็นฝ่ายขาว (กุศล, นิโรธ, มรรค เราต้องทำให้มี ถ้ามีอยู่ต้องทำให้เจริญ)</p><br><p><strong>Q : อุปกิเลส 16 สัมพันธ์กับทาน ศีล ภาวนา หรือไม่ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : อุปกิเลสจะอยู่ในส่วนของฝ่ายดำ/อกุศล เจาะจงลงคือ ส่วนของสมุทัย คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นเทือกเดียวกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา ส่วนที่จะตรงข้ามกันคือฝ่ายขาว คือฝ่ายกุศล ฝ่ายธรรมะ ก็จะมีนิโรธและมรรค เกี่ยวข้องกันในลักษณะที่แปรผกผันกันคือ ถ้ามีทาน ศีล ภาวนามาก อุปกิเลส 16 อย่างนี้ ตัณหา อวิชชา ก็ลดลง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ผู้ที่ประพฤติธรรมแต่ยังมีอุปกิเลส 16&nbsp;จะไม่บรรลุมรรคผลและไปสู่อบาย ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ เปรียบดังการสร้างบ้าน หากไม่มีฐานรากแล้วจะไปทำหลังคาเลยมันเป็นไปไม่ได้ มรรคผลนิพพานก็เช่นกัน เหตุ เงื่อนไข ปัจจัยมีอยู่ จะบรรลุนิพพานได้ ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16 เพราะมันเป็นความเศร้าหมองของจิต</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย การที่เราท้อแท้ แสดงว่า เรามี “ความอยาก” ความอยากนี้เป็นอกุศล ความเพียรเรามีอยู่ เพียงแค่สมาธิยังไม่เกิด การจะบรรลุธรรมได้เร็วหรือช้านั้น ขึ้นอยู่กับว่าอินทรีย์แก่กล้ามากแค่ไหน หากอินทรีย์แก่กล้า ก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว อินทรีย์ยังอ่อน ก็จะบรรลุธรรมได้ช้า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หน้าที่พระสงฆ์ [6648-7q] </title>
			<itunes:title>หน้าที่พระสงฆ์ [6648-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Dec 2023 21:00:34 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/656b2a9e64099000125bb8a6/media.mp3" length="27440163" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">656b2a9e64099000125bb8a6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/656b2a9e64099000125bb8a6</link>
			<acast:episodeId>656b2a9e64099000125bb8a6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMTlDMpQIH1PenLZMgYk4xi00KERVusxUkRMgnpo08bqSuvP2zR/gx7uh0J2yLDFO3kvHW7ylaxMZ1suS5u18Zn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : บทบาทของคณะสงฆ์ต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน</strong></p><br><p>A : ท่านได้ให้หน้าที่ที่พระสงฆ์จะต้องทำเอาไว้ 6 หน้าที่ คือ 1) ห้ามเสียจากบาป 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง 4) ทำสิ่งที่ได้ฟังให้แจ่มแจ้ง 5) อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม 6) บอกทางสวรรค์ให้ ซึ่งพระแต่ละรูป ความสามารถก็ไม่เหมือนกัน เมื่อเรามีความคาดหวัง ว่าพระจะต้องดีทุกคน แล้วไม่ได้ดังหวังก็จะรู้สึกผิดหวัง&nbsp;เราต้องรักษาจิต ตั้งจิตเราให้ดี อย่าไปคิดไม่ดี เพราะมันจะเกิดอกุศลกับเรา เวลาเราเจอพระไม่ดี (ดีหรือไม่ดี พิจารณาจากสิ่งที่ถูกหรือผิด ไม่ใช่ว่าเอาความพอใจหรือไม่พอใจ) ก็อย่าไปเหมาว่าพระไม่ดีทั้งหมด เพราะพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอยู่ จะเหมาว่าไม่ดีทั้งหมดไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เวลาทำบุญกับพระสงฆ์ ควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><br><p>A :&nbsp;ให้ตั้งจิตถึง “สงฆ์” แปลว่า หมู่ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมีพระรูปนี้เป็นตัวแทน และทานที่จะให้กับพระสงฆ์ ก็ต้องให้ถูกต้องตามธรรมวินัย อย่าให้ท่านผิดศีล เวลาจะมอบ ก็มอบปัจจัยสี่ อันควรแก่สมณะจะบริโภค มีค่าเท่ากับเงินหรือทองนั้น โดยให้กับคนที่จะทำหน้าที่แทนพระสงฆ์นั้น / การให้ทานด้วยสิ่งของ ที่สุดของการให้ทานด้วยสิ่งของ คือ การให้เสนาสนะ เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ แและที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือ การที่เราสมาทานไตรสรณคมน์ เพราะพอเราถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง จะมีที่สุดจบ คือ “นิพพาน” ไม่ใช่ว่าให้ทานแล้วจะถึงนิพพาน เพราะเหตุเงื่อนไขมันคนละอย่าง ผลของการให้ทานจะทำให้เป็นคนร่ำรวย แต่ถ้ารักษาศีล เจริญภาวนา ตรงนี้จะเป็นทางไปสู่นิพพานได้</p><br><p><strong>Q : พุทธบริษัทสามารถช่วยพัฒนาวงการสงฆ์ได้อย่างไรบ้าง ?</strong></p><br><p>A : ทำได้ด้วยการศึกษา การทำ การปฏิบัติ พอเราศึกษารู้ว่าอะไรผิด ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี อะไรที่งมงาย นอกแนว อย่าทำ ช่วยกันรักษาด้วยการปฎิบัติให้ดี ทำให้ถูก</p><br><p><strong>Q : แง่คิดเกี่ยวกับความเชื่อในสายมู (มูเตลู)</strong></p><br><p>A : ต้องใช้ปัญญา มีทาง 2 ทาง คือ 1. ทางที่วนไป คือ การบูชา ด้วยความงมงาย มันจะไปต่อไม่ได้ บูชาสิ่งนั้นแล้วก็บูชาสิ่งนี้อีก 2. ทางสายกลาง คือ ใช้ปัญญาในการดู มีการโยนิโสมนสิการ “ถ้าใครจะได้อะไรด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร” เพราะฉะนั้น เราต้องตรวจสอบกับผู้รู้ เทียบเคียงกับคำสอน ว่ายังอยู่ในทางไหม ซึ่งทางลัดที่สุด ตรงที่สุดและสั้นที่สุด นั่นคือ มรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : บทบาทของคณะสงฆ์ต่อสังคมไทยในยุคปัจจุบัน</strong></p><br><p>A : ท่านได้ให้หน้าที่ที่พระสงฆ์จะต้องทำเอาไว้ 6 หน้าที่ คือ 1) ห้ามเสียจากบาป 2) ให้ตั้งอยู่ในความดี 3) ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง 4) ทำสิ่งที่ได้ฟังให้แจ่มแจ้ง 5) อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม 6) บอกทางสวรรค์ให้ ซึ่งพระแต่ละรูป ความสามารถก็ไม่เหมือนกัน เมื่อเรามีความคาดหวัง ว่าพระจะต้องดีทุกคน แล้วไม่ได้ดังหวังก็จะรู้สึกผิดหวัง&nbsp;เราต้องรักษาจิต ตั้งจิตเราให้ดี อย่าไปคิดไม่ดี เพราะมันจะเกิดอกุศลกับเรา เวลาเราเจอพระไม่ดี (ดีหรือไม่ดี พิจารณาจากสิ่งที่ถูกหรือผิด ไม่ใช่ว่าเอาความพอใจหรือไม่พอใจ) ก็อย่าไปเหมาว่าพระไม่ดีทั้งหมด เพราะพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีอยู่ จะเหมาว่าไม่ดีทั้งหมดไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : เวลาทำบุญกับพระสงฆ์ ควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><br><p>A :&nbsp;ให้ตั้งจิตถึง “สงฆ์” แปลว่า หมู่ผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมีพระรูปนี้เป็นตัวแทน และทานที่จะให้กับพระสงฆ์ ก็ต้องให้ถูกต้องตามธรรมวินัย อย่าให้ท่านผิดศีล เวลาจะมอบ ก็มอบปัจจัยสี่ อันควรแก่สมณะจะบริโภค มีค่าเท่ากับเงินหรือทองนั้น โดยให้กับคนที่จะทำหน้าที่แทนพระสงฆ์นั้น / การให้ทานด้วยสิ่งของ ที่สุดของการให้ทานด้วยสิ่งของ คือ การให้เสนาสนะ เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ แและที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือ การที่เราสมาทานไตรสรณคมน์ เพราะพอเราถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง จะมีที่สุดจบ คือ “นิพพาน” ไม่ใช่ว่าให้ทานแล้วจะถึงนิพพาน เพราะเหตุเงื่อนไขมันคนละอย่าง ผลของการให้ทานจะทำให้เป็นคนร่ำรวย แต่ถ้ารักษาศีล เจริญภาวนา ตรงนี้จะเป็นทางไปสู่นิพพานได้</p><br><p><strong>Q : พุทธบริษัทสามารถช่วยพัฒนาวงการสงฆ์ได้อย่างไรบ้าง ?</strong></p><br><p>A : ทำได้ด้วยการศึกษา การทำ การปฏิบัติ พอเราศึกษารู้ว่าอะไรผิด ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี อะไรที่งมงาย นอกแนว อย่าทำ ช่วยกันรักษาด้วยการปฎิบัติให้ดี ทำให้ถูก</p><br><p><strong>Q : แง่คิดเกี่ยวกับความเชื่อในสายมู (มูเตลู)</strong></p><br><p>A : ต้องใช้ปัญญา มีทาง 2 ทาง คือ 1. ทางที่วนไป คือ การบูชา ด้วยความงมงาย มันจะไปต่อไม่ได้ บูชาสิ่งนั้นแล้วก็บูชาสิ่งนี้อีก 2. ทางสายกลาง คือ ใช้ปัญญาในการดู มีการโยนิโสมนสิการ “ถ้าใครจะได้อะไรด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร” เพราะฉะนั้น เราต้องตรวจสอบกับผู้รู้ เทียบเคียงกับคำสอน ว่ายังอยู่ในทางไหม ซึ่งทางลัดที่สุด ตรงที่สุดและสั้นที่สุด นั่นคือ มรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะยามป่วยไข้ [6647-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมะยามป่วยไข้ [6647-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Nov 2023 21:00:45 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/656149d756b68a001293d4ad/media.mp3" length="25835522" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">656149d756b68a001293d4ad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/656149d756b68a001293d4ad</link>
			<acast:episodeId>656149d756b68a001293d4ad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMApNav8D4Eb49V1phvLPaxEbB3w4RS5Q3peh4CTDsYym4hNXKtC112g6E80gtWqsS3joTh+gT8W9XX461bxzuE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากกรรมเก่า ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: อาจจะใช่หรือไม่ใช่ ถ้าเราเชื่อว่าเป็นเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว ความเชื่อนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิ เพราะคิดเช่นนี้ จิตเราจะไม่น้อมไปเพื่อที่จะทำอะไร ไม่ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ละสิ่งที่ควรละ คนเราจะได้รับทุกข์หรือสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเนื่องด้วยหลายปัจจัย แบ่งได้ 4 อย่าง คือ 1. กรรมเก่า 2. การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ 3. ผู้อื่นกระทำให้ 4. สุขภาพของเราเอง เมื่อเราป่วยแล้วเราระลึกถึง 1. ศีล และมีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน 2. พระพุทธ 3. พระธรรม 4. พระสงฆ์ ทั้ง 4 อย่างนี้ เป็น “โสตาปัตติยังคะ 4” เป็นเครื่องมือที่ให้ตั้งอยู่ในกุศล ให้เราตั้งสติเอาไว้ รักษาจิตของเราให้อยู่ในมรรค 8 ในขณะที่เรามีทุกขเวทนาอยู่นี้ แล้วเราเห็นด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 ด้วยศรัทธาที่เราตั้งมั่น ด้วยมรรค 8 ที่เราเจริญ มันจะเห็นทุกข์ได้ทันที เมื่อเราเห็นทุกข์ก็จะเห็นธรรม ทุกข์มีศรัทธาเป็นที่ตั้งอาศัย ตรงนี้จะเป็นกระบวนการบ่มอินทรีย์ พออินทรีย์แก่กล้าก็จะเกิดการบรรลุธรรมได้</p><br><p><strong>Q: เราทำอะไรไว้เราต้องได้รับสิ่งนั้น?</strong></p><p>A: ความเข้าใจนี้เป็น ความเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฎฐิ ความเข้าใจที่ถูก คือ คุณทำกรรมอะไรไว้จะได้รับผล (วิบาก) อย่างนั้น เช่น ฆ่าสัตว์ไว้เยอะ ๆ ผลคือ สุขภาพจะไม่แข็งแรง อายุสั้น ตกนรก</p><br><p><strong>Q: ความหมายของ ปัญจุปาทานขันธ์ อุปทาน และอุปทานขันธ์ 5?</strong></p><p>A: ขันธ์ หมายถึง กอง, ปัญจุ หมายถึง 5, ขันธ์ 5 คือ กอง 5 อย่าง ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “อุปาทานขันธ์ 5” แปลเป็นภาษาไทย คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 5 อย่าง อุปาทานกับขันธ์ 5 เป็นคนละอย่างกัน อุปาทาน คือ ความยึดถือ ซึ่งความยึดถือนี้ จะไม่ไปเกิดที่ไหน นอกจากขันธ์ 5 จิตเราติดกับทุกข์ ด้วยกาว คือ ความยึดถือ (อุปาทาน) เราจะทำลายความยึดถือได้ เราต้องใช้มีดคือปัญญา ตัดลงไปตรงกาว เราต้องมีพื้นฐานยืนให้มั่นด้วยศีล ด้วยแรงส่งคือสมาธิ ด้วยความแม่นยำคือสติ เพราะฉะนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงมาด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เราจะให้ความยึดถือดับไปได้ ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 พอตัดความยึดถือที่มันเชื่อมกันระหว่างจิตกับขันธ์ 5 ได้ นี่คือ เราละตัณหา ละอุปาทาน ด้วยปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากกรรมเก่า ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: อาจจะใช่หรือไม่ใช่ ถ้าเราเชื่อว่าเป็นเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว ความเชื่อนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิ เพราะคิดเช่นนี้ จิตเราจะไม่น้อมไปเพื่อที่จะทำอะไร ไม่ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ละสิ่งที่ควรละ คนเราจะได้รับทุกข์หรือสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเนื่องด้วยหลายปัจจัย แบ่งได้ 4 อย่าง คือ 1. กรรมเก่า 2. การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ 3. ผู้อื่นกระทำให้ 4. สุขภาพของเราเอง เมื่อเราป่วยแล้วเราระลึกถึง 1. ศีล และมีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน 2. พระพุทธ 3. พระธรรม 4. พระสงฆ์ ทั้ง 4 อย่างนี้ เป็น “โสตาปัตติยังคะ 4” เป็นเครื่องมือที่ให้ตั้งอยู่ในกุศล ให้เราตั้งสติเอาไว้ รักษาจิตของเราให้อยู่ในมรรค 8 ในขณะที่เรามีทุกขเวทนาอยู่นี้ แล้วเราเห็นด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 ด้วยศรัทธาที่เราตั้งมั่น ด้วยมรรค 8 ที่เราเจริญ มันจะเห็นทุกข์ได้ทันที เมื่อเราเห็นทุกข์ก็จะเห็นธรรม ทุกข์มีศรัทธาเป็นที่ตั้งอาศัย ตรงนี้จะเป็นกระบวนการบ่มอินทรีย์ พออินทรีย์แก่กล้าก็จะเกิดการบรรลุธรรมได้</p><br><p><strong>Q: เราทำอะไรไว้เราต้องได้รับสิ่งนั้น?</strong></p><p>A: ความเข้าใจนี้เป็น ความเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฎฐิ ความเข้าใจที่ถูก คือ คุณทำกรรมอะไรไว้จะได้รับผล (วิบาก) อย่างนั้น เช่น ฆ่าสัตว์ไว้เยอะ ๆ ผลคือ สุขภาพจะไม่แข็งแรง อายุสั้น ตกนรก</p><br><p><strong>Q: ความหมายของ ปัญจุปาทานขันธ์ อุปทาน และอุปทานขันธ์ 5?</strong></p><p>A: ขันธ์ หมายถึง กอง, ปัญจุ หมายถึง 5, ขันธ์ 5 คือ กอง 5 อย่าง ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “อุปาทานขันธ์ 5” แปลเป็นภาษาไทย คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 5 อย่าง อุปาทานกับขันธ์ 5 เป็นคนละอย่างกัน อุปาทาน คือ ความยึดถือ ซึ่งความยึดถือนี้ จะไม่ไปเกิดที่ไหน นอกจากขันธ์ 5 จิตเราติดกับทุกข์ ด้วยกาว คือ ความยึดถือ (อุปาทาน) เราจะทำลายความยึดถือได้ เราต้องใช้มีดคือปัญญา ตัดลงไปตรงกาว เราต้องมีพื้นฐานยืนให้มั่นด้วยศีล ด้วยแรงส่งคือสมาธิ ด้วยความแม่นยำคือสติ เพราะฉะนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงมาด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เราจะให้ความยึดถือดับไปได้ ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 พอตัดความยึดถือที่มันเชื่อมกันระหว่างจิตกับขันธ์ 5 ได้ นี่คือ เราละตัณหา ละอุปาทาน ด้วยปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกณฑ์ของความดี [6646-7q]</title>
			<itunes:title>เกณฑ์ของความดี [6646-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Nov 2023 21:00:02 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65587c30eddaaa0012279639/media.mp3" length="27424625" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65587c30eddaaa0012279639</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65587c30eddaaa0012279639</link>
			<acast:episodeId>65587c30eddaaa0012279639</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPrHWRRuukbJIcWa5tfUb7tc7rGGOTmsL8yypZxq644ArHxHLnhSq34bxTIwBAGgUdixs5h/x6A4OCLVtI1HUM+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: </strong>ทำไมคนที่ทำความดีถึงได้มีคนเกลียด?</p><p>&nbsp;</p><p>A: เราต้องทำความเข้าใจก่อน ดีและเกลียด หมายถึงอย่างไร คำว่าดีหรือไม่ดีแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดีของเขาอาจจะไม่ดีของเรา เพราะฉะนั้น คำว่าดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราอย่าเอาข้อนั้นมาเป็นประมาณ คือ อย่าเอามาใส่ใจ เพราะมันเกิดจากความพอใจหรือไม่พอใจของเขา ซึ่งความพอใจหรือไม่พอใจนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เขาตั้งอยู่ในธรรมะ ในวินัย เราจึงต้องเอาความเห็นของบัณฑิต ของผู้รู้ มาเป็นเกณฑ์ ในที่นี้ คือ พระพุทธเจ้า</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>เกณฑ์ที่จะวัดว่าดีหรือไม่ดี <strong>/ </strong>แนวทางในการปฏิบัติที่ท่านยกมา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, มรรค 8 มาเป็นเกณฑ์ จึงจะดีได้</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>คนเกลียดหรือคนรัก / จะเอาความเกลียดหรือความรักมาเป็นประมาณไม่ได้ รักหรือเกลียด ไม่ใช่เกิดจากการที่พอใจหรือไม่พอใจ แต่เราใช้เกณฑ์ คือ ธรรมวินัย,&nbsp;มรรค 8 และศีล สมาธิ ปัญญา พอเราใช้เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้ มันจะไม่ใช่รักหรือเกลียด แต่จะเป็น “หิริโอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวความละอายต่อบาปแทน ถ้าเราทำถูกศีล มีหิริโอตตัปปะเป็นประมาณ การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>การกระทำตอบ/ เอาชนะความเกลียดด้วยการไม่เกลียด “การกระทำตอบ” สิ่งที่ต้องตอบกลับไป คือ จิตเราต้องมี อุเบกขา รักกับเกลียดเป็นสิ่งที่มีอยู่ในกามโลก ถ้าเราจะเอาชนะ คือ อยู่เหนือจากความเกลียด จะอยู่เหนือโลกที่ประกอบด้วยกาม คือพรหมโลกได้ เราต้องมี “พรหมวิหาร 4” เป็นลักษณะที่จะให้อยู่เหนือจากรักและเกลียดได้ เช่นนี้ จึงจะเป็นการชนะที่อยู่เหนือ</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>คำให้พรหรือคำสาปแช่ง/ ตัวเราจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ไม่ใช่ว่าเกิดจากคำของคนอื่น ให้เราอดทน ท่านให้วิธีการไว้ คือ&nbsp;ให้คิดว่า คำชมกับคำแช่ง ไม่ต่างกัน ให้เจริญ “อนัตตสัญญา” ให้เห็นคำชมนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน เห็นความไม่เที่ยงของคำด่า คำชมนั้น แล้วความยึดถือจะเกิดไม่ได้ เพราะพอเราไม่ไม่พอใจในคำด่าคำชมนั้น จะไม่ไปพอใจในคำชมนั้น ได้ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง จะไม่ไปไม่พอใจในคำด่านั้น ด้วยการมีพรหมวิหาร 4 เราก็จะมี&nbsp;&nbsp;หิริโอตตัปปะอยู่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> ผลกรรมของคนที่มาด่ามาว่าหรือมาพูดยุแหย่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>A: หากคนเหล่านั้นมีหิริโอตตัปปะ เขาจะมีความเกรงกลัว ความละอายต่อบาป เขาจะไม่ทำบาป จะทำความชั่วไม่ได้ การกระทำใด คนที่เป็นผู้กระทำ ย่อมต้องได้รับผลของการกระทำ หากไปด่าว่าพระที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็จะไปตกนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: </strong>ทำไมคนที่ทำความดีถึงได้มีคนเกลียด?</p><p>&nbsp;</p><p>A: เราต้องทำความเข้าใจก่อน ดีและเกลียด หมายถึงอย่างไร คำว่าดีหรือไม่ดีแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดีของเขาอาจจะไม่ดีของเรา เพราะฉะนั้น คำว่าดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราอย่าเอาข้อนั้นมาเป็นประมาณ คือ อย่าเอามาใส่ใจ เพราะมันเกิดจากความพอใจหรือไม่พอใจของเขา ซึ่งความพอใจหรือไม่พอใจนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เขาตั้งอยู่ในธรรมะ ในวินัย เราจึงต้องเอาความเห็นของบัณฑิต ของผู้รู้ มาเป็นเกณฑ์ ในที่นี้ คือ พระพุทธเจ้า</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>เกณฑ์ที่จะวัดว่าดีหรือไม่ดี <strong>/ </strong>แนวทางในการปฏิบัติที่ท่านยกมา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา, มรรค 8 มาเป็นเกณฑ์ จึงจะดีได้</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>คนเกลียดหรือคนรัก / จะเอาความเกลียดหรือความรักมาเป็นประมาณไม่ได้ รักหรือเกลียด ไม่ใช่เกิดจากการที่พอใจหรือไม่พอใจ แต่เราใช้เกณฑ์ คือ ธรรมวินัย,&nbsp;มรรค 8 และศีล สมาธิ ปัญญา พอเราใช้เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้ มันจะไม่ใช่รักหรือเกลียด แต่จะเป็น “หิริโอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวความละอายต่อบาปแทน ถ้าเราทำถูกศีล มีหิริโอตตัปปะเป็นประมาณ การพัฒนาจะเกิดขึ้นได้</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>การกระทำตอบ/ เอาชนะความเกลียดด้วยการไม่เกลียด “การกระทำตอบ” สิ่งที่ต้องตอบกลับไป คือ จิตเราต้องมี อุเบกขา รักกับเกลียดเป็นสิ่งที่มีอยู่ในกามโลก ถ้าเราจะเอาชนะ คือ อยู่เหนือจากความเกลียด จะอยู่เหนือโลกที่ประกอบด้วยกาม คือพรหมโลกได้ เราต้องมี “พรหมวิหาร 4” เป็นลักษณะที่จะให้อยู่เหนือจากรักและเกลียดได้ เช่นนี้ จึงจะเป็นการชนะที่อยู่เหนือ</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>คำให้พรหรือคำสาปแช่ง/ ตัวเราจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ไม่ใช่ว่าเกิดจากคำของคนอื่น ให้เราอดทน ท่านให้วิธีการไว้ คือ&nbsp;ให้คิดว่า คำชมกับคำแช่ง ไม่ต่างกัน ให้เจริญ “อนัตตสัญญา” ให้เห็นคำชมนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน เห็นความไม่เที่ยงของคำด่า คำชมนั้น แล้วความยึดถือจะเกิดไม่ได้ เพราะพอเราไม่ไม่พอใจในคำด่าคำชมนั้น จะไม่ไปพอใจในคำชมนั้น ได้ด้วยการเห็นความไม่เที่ยง จะไม่ไปไม่พอใจในคำด่านั้น ด้วยการมีพรหมวิหาร 4 เราก็จะมี&nbsp;&nbsp;หิริโอตตัปปะอยู่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:</strong> ผลกรรมของคนที่มาด่ามาว่าหรือมาพูดยุแหย่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>A: หากคนเหล่านั้นมีหิริโอตตัปปะ เขาจะมีความเกรงกลัว ความละอายต่อบาป เขาจะไม่ทำบาป จะทำความชั่วไม่ได้ การกระทำใด คนที่เป็นผู้กระทำ ย่อมต้องได้รับผลของการกระทำ หากไปด่าว่าพระที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็จะไปตกนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6645-7q]</title>
			<itunes:title>กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6645-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Nov 2023 21:00:19 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/654e53666b767e0012c206ce/media.mp3" length="27727803" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">654e53666b767e0012c206ce</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/654e53666b767e0012c206ce</link>
			<acast:episodeId>654e53666b767e0012c206ce</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPCRJSYggA5SXuzThBbIqVv0Ft0Hq/QjL+trqI33OifT34osOkySjhmY9bn9k5B5HpLbttktgLuU/68Xo9OIxSo]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรม</strong></p><p>&nbsp;A: เมื่อเราฟังธรรม แล้วเกิดศรัทธา นำไปทำ นำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะ คือ ความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมาและเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือ ปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ</p><br><p><strong>Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;A: ท่านเคยสอนไว้ใน “สมชีวิตา” (การแบ่งจ่ายทรัพย์) “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เราเป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีได้ด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q: รู้สึกเบื่อโลก เบื่อหน่ายทุกอย่างในชีวิต ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“เบื่อเซ็ง”</strong> เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง ตัวมันจะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เป็นลักษณะของโทสะและโมหะ เหตุเกิดจาก เรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ <strong>“เบื่อหน่าย”</strong> มาจากคำว่า นิพพิทา (ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด) เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นไปตามความจริงบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนดในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง ไม่ยึดถือสิ่งอื่นๆ อีกต่อไป จะเบา / เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ให้เราตั้งจิตไว้ให้ดี กำจัดอารมณ์นั้นโดยการนึกถึงเรื่องอื่น ในทางคำสอน ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยง เกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ&nbsp;นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา, สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้น ๆ นั่นเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ครองที่ดี</strong></p><p>A: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล, ศรัทธา (ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า), จาคะ (การให้การบริจาค) และปัญญา (ปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ) คือ ศีลต้องเสมอกับเรา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด?</strong></p><p>&nbsp;A : กรณีที่เราไม่ยอมรับผิด เพราะไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ได้ยอมรับผิด นี่คือไม่มีปัญญาเพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ใน “อริยสัจ 4” ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่าทุกข์มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา คือความผิดพลาดในชีวิตเรา เช่นนี้คือเรามีปัญญาแล้ว พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้เรื่องทุกข์ ยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ อยู่กับปัญหาได้โดยไม่เป็นปัญหา อีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตัปปะ เราก็ต้องแก้ตรงให้มีหิริโอตัปปะ ต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้แอปแต่งรูปโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่?</strong></p><p>A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรม</strong></p><p>&nbsp;A: เมื่อเราฟังธรรม แล้วเกิดศรัทธา นำไปทำ นำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะ คือ ความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมาและเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือ ปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ</p><br><p><strong>Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;A: ท่านเคยสอนไว้ใน “สมชีวิตา” (การแบ่งจ่ายทรัพย์) “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เราเป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีได้ด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>Q: รู้สึกเบื่อโลก เบื่อหน่ายทุกอย่างในชีวิต ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>“เบื่อเซ็ง”</strong> เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง ตัวมันจะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เป็นลักษณะของโทสะและโมหะ เหตุเกิดจาก เรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ <strong>“เบื่อหน่าย”</strong> มาจากคำว่า นิพพิทา (ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด) เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นไปตามความจริงบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนดในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง ไม่ยึดถือสิ่งอื่นๆ อีกต่อไป จะเบา / เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ให้เราตั้งจิตไว้ให้ดี กำจัดอารมณ์นั้นโดยการนึกถึงเรื่องอื่น ในทางคำสอน ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยง เกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ&nbsp;นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา, สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้น ๆ นั่นเอง&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ครองที่ดี</strong></p><p>A: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล, ศรัทธา (ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า), จาคะ (การให้การบริจาค) และปัญญา (ปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ) คือ ศีลต้องเสมอกับเรา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: การทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด?</strong></p><p>&nbsp;A : กรณีที่เราไม่ยอมรับผิด เพราะไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ได้ยอมรับผิด นี่คือไม่มีปัญญาเพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ใน “อริยสัจ 4” ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่าทุกข์มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา คือความผิดพลาดในชีวิตเรา เช่นนี้คือเรามีปัญญาแล้ว พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้เรื่องทุกข์ ยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ อยู่กับปัญหาได้โดยไม่เป็นปัญหา อีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตัปปะ เราก็ต้องแก้ตรงให้มีหิริโอตัปปะ ต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ใช้แอปแต่งรูปโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่?</strong></p><p>A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เครื่องเศร้าหมองของจิต  [6644-7q] </title>
			<itunes:title>เครื่องเศร้าหมองของจิต  [6644-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Nov 2023 21:00:49 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6545e6ca8235ab0012701d89/media.mp3" length="27275575" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6545e6ca8235ab0012701d89</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6545e6ca8235ab0012701d89</link>
			<acast:episodeId>6545e6ca8235ab0012701d89</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNAZj7UH25P1atdrEiN7OuYqxv566oyykLnviEW95NKdMthDtM7yuh8Cl03bUK2IkRvzn93Gpx4A8vK5tE8QeNa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ช่องทางการรับฟังรายการธรรมะรับอรุณทางสถานีวิทยุ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ระบบของวิทยุ การออกอากาศ มี 2 แบบ คือ 1. AM 891 kHz. 2. FM เป็นคลื่นของแต่ละจังหวัด สำหรับคลื่น 92.5 รับฟังได้เฉพาะ กทม. และจังหวัดใกล้เคียง บางจังหวัดสามารถรับได้ทั้ง AM/FM บางจังหวัด FM ก็อาจจะจัดเป็นรายการของท้องถิ่น / ระบบออนไลน์ สามารถรับฟังได้ ผ่านทางเว็บไซต์ https://panya.org, Youtube หรือแอปพลิเคชั่น Podcast หรือ Spotify ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อธิบายเรื่องอุปกิเลส : อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;กิเลส หมายถึง เครื่องเศร้าหมองของจิต จิตของเราเมื่อมีเครื่องเศร้าหมองเกิดขึ้น การรับรู้อื่น ๆ ก็จะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น แบ่งเป็นกองใหญ่ ๆ 3 กอง ได้แก่ ราคะ คือ ความหิว, โทสะ คือ ความร้อน ความโกรธ, โมหะ คือ ความมืด ความไม่เข้าใจ มึน ๆ ตึง ๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุปนาหะ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : <strong>อุปนาหะ </strong>คือ การผูกโกรธ เก็บความโกรธเอาไว้ ผูกเวรเอาไว้ เช่น ขณะขับรถแล้วมีคนขับปาดหน้า ก็ผูกโกรธไว้แล้วไปปาดหน้าเขาคืน /การกระทำคืน ที่ถูก ต้องเหมาะสม คือ ควรอดทน มีเมตตา อุเบกขา&nbsp;การที่เราไปกระทำตอบเขา นั่นคือ จิตเรามีความเศร้าหมอง เป็นส่วนเดียวกันกับ โกธะ, โทสะ ซึ่งถ้ามันยังไม่ระงับ ระดับของการผูกโกรธก็จะเพิ่มขึ้น ขยายขึ้นไป โดย สายของความโกรธ เริ่มจาก “ปฏิฆะ” คือ ความขัดเคืองใจ หากเราหยุดไม่ได้ ก็จะขยายไปเป็น “โกธะ” คือ ความโกรธ ขยายขึ้นไปอีกเป็น “โทสะ” คือ คิดประทุษร้ายให้เขาไม่ได้ดี ขยายขึ้นไปอีกเป็น “อุปนาหะ” คือ การผูกเวร ขยายขึ้นไปต่อไปอีก เป็น “พยาบาท” ซึ่งจุดที่จะเริ่มเป็นกรรมแล้ว คือตั้งแต่โกธะขึ้นมา จะเริ่มเป็นการกระทำที่ไม่ดีเป็น “อกุศลกรรม”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มักขะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;มักขะ แปลว่า ไม่รู้คุณ ความลบหลู่คุณท่าน (ตรงข้ามกับกตัญญู) มีอยู่ 2 นัยยะ&nbsp;คือ นัยยะ 1. ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;เห็นเขาให้ทานแล้วลบหลู่ในทานของเขา นัยยะ 2. คนอื่นทำคุณประโยชน์ให้เราแต่เราไม่เห็นคุณความดีของเขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ปลาสะ | สาเถยยะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;“ปลาสะ” คือ ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอ “สาเถยะ” คือ การยกตัว โอ้อวด เป็นกองของโมหะ&nbsp;ตรงข้ามกันกับความมักน้อย/ถ่อมตัว/ สันโดษ วิธีแก้ คือ ให้เป็นผู้มีความกตัญญู</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มัจฉริยะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;“มัจฉริยะ” แปลว่า ความตระหนี่หวงกั้น ลักษณะ คือ มีอยู่แต่ไม่ให้ มีก็เหมือนไม่มี ตระหนี่เพราะกลัวหมด กลัวพร่อง&nbsp;วิธีแก้ คือ ให้มีเมตตา มีกรุณาและให้ทาน ให้โดยไม่ต้องกลัวหมด เมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขา ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่มีหมด ไม่มีประมาณ&nbsp;การฝึกเช่นนี้ จะเป็นการกำจัดความตระหนี่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ยิ่งให้ยิ่งได้</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การแผ่เมตตา แผ่บุญ เหมือนกับเราจุดเทียนแล้วคนอื่นมาขอต่อเทียน เป็นลักษณะของบุญที่เป็นในทางนาม เป็นบุญกิริยา คนที่มาอนุโมทนาบุญกับเรา เขาได้บุญจากการอนุโมทนา การที่เราแผ่เมตตาให้เขา เขาก็ได้บุญจากเรา เหมือนจุดเทียน เขามีเทียนของเขา มาต่อเทียนจากเราแต่เทียนของเราก็ไม่ได้ดับไป แสงสว่างมันก็จะสืบต่อเนื่องกันต่อไปและต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สารัมภะ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : สารัมภะ คือ ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดีให้ความดีอีกฝ่ายเสียไป ให้เสียศักดิ์ศรี ให้ตัวเองดีขึ้นมา ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกา ปราศจากความยุติธรรม เป็นความแข่งดีที่ไม่ดีเพราะว่า มีอกุศลเข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องมีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ พอใจในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ได้ลบหลู่คุณเขา ไม่ได้เอาความดีของเราไปตีเสมอเขา แต่พอใจในสิ่งที่เรามี ไม่ตระหนี่หวงกั้น แล้วเราก็ทำความดีของเราให้เต็มที่โดยไม่คิดว่าจะไปแข่งขันกับใคร ก็จะเป็นการแข่งดี ในนัยยะ ที่เป็นกุศลธรรม&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ช่องทางการรับฟังรายการธรรมะรับอรุณทางสถานีวิทยุ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ระบบของวิทยุ การออกอากาศ มี 2 แบบ คือ 1. AM 891 kHz. 2. FM เป็นคลื่นของแต่ละจังหวัด สำหรับคลื่น 92.5 รับฟังได้เฉพาะ กทม. และจังหวัดใกล้เคียง บางจังหวัดสามารถรับได้ทั้ง AM/FM บางจังหวัด FM ก็อาจจะจัดเป็นรายการของท้องถิ่น / ระบบออนไลน์ สามารถรับฟังได้ ผ่านทางเว็บไซต์ https://panya.org, Youtube หรือแอปพลิเคชั่น Podcast หรือ Spotify ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อธิบายเรื่องอุปกิเลส : อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;กิเลส หมายถึง เครื่องเศร้าหมองของจิต จิตของเราเมื่อมีเครื่องเศร้าหมองเกิดขึ้น การรับรู้อื่น ๆ ก็จะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น แบ่งเป็นกองใหญ่ ๆ 3 กอง ได้แก่ ราคะ คือ ความหิว, โทสะ คือ ความร้อน ความโกรธ, โมหะ คือ ความมืด ความไม่เข้าใจ มึน ๆ ตึง ๆ</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : อุปนาหะ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : <strong>อุปนาหะ </strong>คือ การผูกโกรธ เก็บความโกรธเอาไว้ ผูกเวรเอาไว้ เช่น ขณะขับรถแล้วมีคนขับปาดหน้า ก็ผูกโกรธไว้แล้วไปปาดหน้าเขาคืน /การกระทำคืน ที่ถูก ต้องเหมาะสม คือ ควรอดทน มีเมตตา อุเบกขา&nbsp;การที่เราไปกระทำตอบเขา นั่นคือ จิตเรามีความเศร้าหมอง เป็นส่วนเดียวกันกับ โกธะ, โทสะ ซึ่งถ้ามันยังไม่ระงับ ระดับของการผูกโกรธก็จะเพิ่มขึ้น ขยายขึ้นไป โดย สายของความโกรธ เริ่มจาก “ปฏิฆะ” คือ ความขัดเคืองใจ หากเราหยุดไม่ได้ ก็จะขยายไปเป็น “โกธะ” คือ ความโกรธ ขยายขึ้นไปอีกเป็น “โทสะ” คือ คิดประทุษร้ายให้เขาไม่ได้ดี ขยายขึ้นไปอีกเป็น “อุปนาหะ” คือ การผูกเวร ขยายขึ้นไปต่อไปอีก เป็น “พยาบาท” ซึ่งจุดที่จะเริ่มเป็นกรรมแล้ว คือตั้งแต่โกธะขึ้นมา จะเริ่มเป็นการกระทำที่ไม่ดีเป็น “อกุศลกรรม”</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มักขะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;มักขะ แปลว่า ไม่รู้คุณ ความลบหลู่คุณท่าน (ตรงข้ามกับกตัญญู) มีอยู่ 2 นัยยะ&nbsp;คือ นัยยะ 1. ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;เห็นเขาให้ทานแล้วลบหลู่ในทานของเขา นัยยะ 2. คนอื่นทำคุณประโยชน์ให้เราแต่เราไม่เห็นคุณความดีของเขา</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ปลาสะ | สาเถยยะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;“ปลาสะ” คือ ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอ “สาเถยะ” คือ การยกตัว โอ้อวด เป็นกองของโมหะ&nbsp;ตรงข้ามกันกับความมักน้อย/ถ่อมตัว/ สันโดษ วิธีแก้ คือ ให้เป็นผู้มีความกตัญญู</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : มัจฉริยะ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;“มัจฉริยะ” แปลว่า ความตระหนี่หวงกั้น ลักษณะ คือ มีอยู่แต่ไม่ให้ มีก็เหมือนไม่มี ตระหนี่เพราะกลัวหมด กลัวพร่อง&nbsp;วิธีแก้ คือ ให้มีเมตตา มีกรุณาและให้ทาน ให้โดยไม่ต้องกลัวหมด เมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขา ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่มีหมด ไม่มีประมาณ&nbsp;การฝึกเช่นนี้ จะเป็นการกำจัดความตระหนี่ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : ยิ่งให้ยิ่งได้</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การแผ่เมตตา แผ่บุญ เหมือนกับเราจุดเทียนแล้วคนอื่นมาขอต่อเทียน เป็นลักษณะของบุญที่เป็นในทางนาม เป็นบุญกิริยา คนที่มาอนุโมทนาบุญกับเรา เขาได้บุญจากการอนุโมทนา การที่เราแผ่เมตตาให้เขา เขาก็ได้บุญจากเรา เหมือนจุดเทียน เขามีเทียนของเขา มาต่อเทียนจากเราแต่เทียนของเราก็ไม่ได้ดับไป แสงสว่างมันก็จะสืบต่อเนื่องกันต่อไปและต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : สารัมภะ ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : สารัมภะ คือ ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดีให้ความดีอีกฝ่ายเสียไป ให้เสียศักดิ์ศรี ให้ตัวเองดีขึ้นมา ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกา ปราศจากความยุติธรรม เป็นความแข่งดีที่ไม่ดีเพราะว่า มีอกุศลเข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องมีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ พอใจในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ได้ลบหลู่คุณเขา ไม่ได้เอาความดีของเราไปตีเสมอเขา แต่พอใจในสิ่งที่เรามี ไม่ตระหนี่หวงกั้น แล้วเราก็ทำความดีของเราให้เต็มที่โดยไม่คิดว่าจะไปแข่งขันกับใคร ก็จะเป็นการแข่งดี ในนัยยะ ที่เป็นกุศลธรรม&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โทษของการเกิด [6643-7q]</title>
			<itunes:title>โทษของการเกิด [6643-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Oct 2023 21:00:19 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/653c8bd4474d400012be2eb9/media.mp3" length="27664857" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">653c8bd4474d400012be2eb9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/653c8bd4474d400012be2eb9</link>
			<acast:episodeId>653c8bd4474d400012be2eb9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMoo76BYK3lrvEvEMjbFrmGl6tWN4Kn0DwSCTg5fDsomg5EbZWjJJqP030ymwx1YLj9HZQCuNYlA+04iWMqsXRS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : แม้ว่าชาตินี้เราภาวนาเพื่อสุคติภูมิ แต่ถ้ากรรมเก่ากำหนดไว้แล้ว ว่าเราจะต้องเกิดในอบายภูมิ จะเป็นเช่นนั้นเลยหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่แน่นอนเลย มีอยู่ คือ หากเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วได้ “โสดาปฎิผล” เราจะไม่มีทางไปเกิดในอบาย (ไม่เกิดในนรก กำเนิดเดรัชฉาน เปรตวิสัย คือ เกิดตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไป) จะปิดประตูอบายภูมิและจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติหรือต่ำกว่า 7 ชาติ นอกเหนือจากนี้แล้ว การเกิดล้วนไม่แน่นอนทั้งสิ้น ความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างเกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว กรรมเก่ากำหนดไว้แล้ว เป็น “มิจฉาทิฐิ” ท่านอุปมาไว้ เปรียบดังเกลือ (ความชั่ว) 1 ก้อน ละลายในน้ำ (น้ำคือความดี) 1 แก้ว มีน้ำเป็นตัวแปร หากน้ำมากผล (ความเค็มของเกลือ) ก็จะเบาบาง หากน้ำน้อยผลก็จะหนักคือเค็มมาก ผล คือ “วิบาก” บางทีให้ผลเร็ว บางทีให้ผลช้า บางทีให้ผลตัดรอน ให้เราตั้งมั่นในความดี เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตั้งมั่นทำความดีต่อไป</p><br><p><strong>Q : คนเราเมื่อตายไป แล้วดวงจิตที่ออกจากร่างของเราจะไปเกิดที่ไหน?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : มี 2 แบบ แบบที่ไปเกิดก็มี แบบที่ไม่ไปเกิดก็มี การที่จะไปเกิดเป็นอะไรนั้น มันอยู่ที่เหตุ ว่าเราทำอาสวะแบบไหน จิตสะสมกิเลสไว้แบบไหน ก็จะทำให้ไปเกิดเป็นแบบนั้น กรณีที่ไม่ไปเกิด เป็นกรณีของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ ที่ท่านละอาสวะได้หมดสิ้นแล้วและจะไม่กลับมาเกิดอีกเลย อีกทั้ง เหล่าพระอริยะบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านจะกลับมาเกิดอีกก็จริง แต่ไม่เกิน 7 ชาติ เพราะอาสวะท่านเบาบางแล้ว ให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้รักษาจิตทำความดีอยู่เสมอ อย่างน้อยถ้าจะต้องกลับมาเกิดอีก ก็จะเกิดในที่ที่ดี อย่าไปหวังเพียงจิตสุดท้าย เพราะนั่นเป็นการประมาทเกินไป</p><br><p><strong>Q : ถ้าเรามักจะจดจำแต่เรื่องร้าย ๆ เราควรทำอย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;คำว่าจดจำ ในที่นี้ คือ ระลึกได้ ท่านเปรียบไว้กับเงาหรือต้นไม้หรือภูเขาที่พอพระอาทิตย์จะตกแล้ว เงาจะทอดยาวไปไกล คือ ถ้าเราทำความดีมา พอเราแก่ตัวลงไป เราก็จะจดจำความดีนั้นได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราทำความชั่วมา เราก็จะจดจำความชั่วนั้นได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณสะสมอะไรไว้มาก&nbsp;เพราะฉะนั้น เราควรให้ทานเพื่อให้จิตใจสละออก ละความตระหนี่ ทำให้จิตใจเราดีขึ้น เป็นการสั่งสมกุศลธรรมใหม่ลงไป ทำให้จิตเราตั้งอยู่ในฝั่งกุศลได้</p><br><p><strong>Q : ทำอย่างไรจึงจะกำจัดความริษยาในใจของเราไปได้?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;คำว่าอิจฉาริษยา ว่าด้วยความ “อรติ” คือ ไม่ยินดีกับที่เขาได้ดี ไม่พอใจกับเขา วิธีที่จะจัดการความรู้สึกตรงนี้ ก็คือ ให้เรายินดีกับเขา พอใจที่เขาได้ดี เราก็สุขไปด้วย ลักษณะอารมณ์อย่างนี้ เรียกว่า “มุทิตา” / ความเกลียดเกิดจากความเกลียด เราจะแก้ตรงนี้ได้ ต้องใช้ มุทิตา ก็คือ ยินดีกับสิ่งที่เขามี เขาได้ ท่านอุปมาไว้ดัง ญาติ ที่ห่างเหินกันไปนาน ไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วได้เจอกันมันจะดีใจมาก ให้ยินดีแบบนี้ ซึ่งแม้เขาอาจจะไม่ได้เอาอะไรมาฝากเราเลย แต่เมื่อเราเจอเขาเราก็ยินดีแล้ว เช่นนี้จะจัดการความริษยาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : แม้ว่าชาตินี้เราภาวนาเพื่อสุคติภูมิ แต่ถ้ากรรมเก่ากำหนดไว้แล้ว ว่าเราจะต้องเกิดในอบายภูมิ จะเป็นเช่นนั้นเลยหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่แน่นอนเลย มีอยู่ คือ หากเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วได้ “โสดาปฎิผล” เราจะไม่มีทางไปเกิดในอบาย (ไม่เกิดในนรก กำเนิดเดรัชฉาน เปรตวิสัย คือ เกิดตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไป) จะปิดประตูอบายภูมิและจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติหรือต่ำกว่า 7 ชาติ นอกเหนือจากนี้แล้ว การเกิดล้วนไม่แน่นอนทั้งสิ้น ความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างเกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว กรรมเก่ากำหนดไว้แล้ว เป็น “มิจฉาทิฐิ” ท่านอุปมาไว้ เปรียบดังเกลือ (ความชั่ว) 1 ก้อน ละลายในน้ำ (น้ำคือความดี) 1 แก้ว มีน้ำเป็นตัวแปร หากน้ำมากผล (ความเค็มของเกลือ) ก็จะเบาบาง หากน้ำน้อยผลก็จะหนักคือเค็มมาก ผล คือ “วิบาก” บางทีให้ผลเร็ว บางทีให้ผลช้า บางทีให้ผลตัดรอน ให้เราตั้งมั่นในความดี เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตั้งมั่นทำความดีต่อไป</p><br><p><strong>Q : คนเราเมื่อตายไป แล้วดวงจิตที่ออกจากร่างของเราจะไปเกิดที่ไหน?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : มี 2 แบบ แบบที่ไปเกิดก็มี แบบที่ไม่ไปเกิดก็มี การที่จะไปเกิดเป็นอะไรนั้น มันอยู่ที่เหตุ ว่าเราทำอาสวะแบบไหน จิตสะสมกิเลสไว้แบบไหน ก็จะทำให้ไปเกิดเป็นแบบนั้น กรณีที่ไม่ไปเกิด เป็นกรณีของพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ ที่ท่านละอาสวะได้หมดสิ้นแล้วและจะไม่กลับมาเกิดอีกเลย อีกทั้ง เหล่าพระอริยะบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านจะกลับมาเกิดอีกก็จริง แต่ไม่เกิน 7 ชาติ เพราะอาสวะท่านเบาบางแล้ว ให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้รักษาจิตทำความดีอยู่เสมอ อย่างน้อยถ้าจะต้องกลับมาเกิดอีก ก็จะเกิดในที่ที่ดี อย่าไปหวังเพียงจิตสุดท้าย เพราะนั่นเป็นการประมาทเกินไป</p><br><p><strong>Q : ถ้าเรามักจะจดจำแต่เรื่องร้าย ๆ เราควรทำอย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;คำว่าจดจำ ในที่นี้ คือ ระลึกได้ ท่านเปรียบไว้กับเงาหรือต้นไม้หรือภูเขาที่พอพระอาทิตย์จะตกแล้ว เงาจะทอดยาวไปไกล คือ ถ้าเราทำความดีมา พอเราแก่ตัวลงไป เราก็จะจดจำความดีนั้นได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราทำความชั่วมา เราก็จะจดจำความชั่วนั้นได้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณสะสมอะไรไว้มาก&nbsp;เพราะฉะนั้น เราควรให้ทานเพื่อให้จิตใจสละออก ละความตระหนี่ ทำให้จิตใจเราดีขึ้น เป็นการสั่งสมกุศลธรรมใหม่ลงไป ทำให้จิตเราตั้งอยู่ในฝั่งกุศลได้</p><br><p><strong>Q : ทำอย่างไรจึงจะกำจัดความริษยาในใจของเราไปได้?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;คำว่าอิจฉาริษยา ว่าด้วยความ “อรติ” คือ ไม่ยินดีกับที่เขาได้ดี ไม่พอใจกับเขา วิธีที่จะจัดการความรู้สึกตรงนี้ ก็คือ ให้เรายินดีกับเขา พอใจที่เขาได้ดี เราก็สุขไปด้วย ลักษณะอารมณ์อย่างนี้ เรียกว่า “มุทิตา” / ความเกลียดเกิดจากความเกลียด เราจะแก้ตรงนี้ได้ ต้องใช้ มุทิตา ก็คือ ยินดีกับสิ่งที่เขามี เขาได้ ท่านอุปมาไว้ดัง ญาติ ที่ห่างเหินกันไปนาน ไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วได้เจอกันมันจะดีใจมาก ให้ยินดีแบบนี้ ซึ่งแม้เขาอาจจะไม่ได้เอาอะไรมาฝากเราเลย แต่เมื่อเราเจอเขาเราก็ยินดีแล้ว เช่นนี้จะจัดการความริษยาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แยกจิตออกจากกาย [6642-7q]</title>
			<itunes:title>แยกจิตออกจากกาย [6642-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Oct 2023 21:00:23 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65335608a1d9fe0012d1abb5/media.mp3" length="26998819" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65335608a1d9fe0012d1abb5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/65335608a1d9fe0012d1abb5</link>
			<acast:episodeId>65335608a1d9fe0012d1abb5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMUvUivXf3TkiC527ziR96xlk2kurpGxOvtlN9baHzxu9n3BrKcW0pqI6bfjlRkOhBeQgRsLS+FxitjXj1Zl+kh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คนไข้อาการหนัก ควรจะทำจิตอย่างไรให้ระงับความทรมานได้ ?</strong></p><br><p>A :&nbsp; การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นหนึ่งในอนาคตภัย 5 ประการ ที่ท่านเคยเตือนไว้ ว่าหากเจ็บป่วยแล้วเราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกอยู่ได้ไหม กายกับจิต เป็นคนละอย่างกัน เราต้องแยกกายออกจากจิต ความเข้าใจที่ว่า จิตนี้ท่องเที่ยวไป เกาะกายนี้แล้วก็ไปเกาะกายนั้น ความเข้าใจนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิด (มิจฉาทิฐิ)เพราะหากคิดอย่างนี้ ก็คือ คิดว่าจิตเป็นตัวเป็นตน ที่ถูก(สัมมาทิฐิ) คือ จิตก็มีเกิด มีดับอยู่ตลอดเวลา หากมีเชื้อแห่งการเกิดมันก็เกิด หากไม่มีเชื้อแห่งการเกิดมันก็ดับ คนที่เจ็บมากแล้วทนอยู่ได้ เพราะเขาแยกจิตกับกายได้ เราต้องฝึกไว้ตั้งแต่ตอนที่เรายังสบายดี ตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อวันหนึ่ง ความเจ็บมาถึงแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ตั้งสติได้</p><br><p><strong>Q : วิธีแยกจิตออกจากกาย</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เราจะแยกจิตออกจากกายได้ เราต้องมีศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธา มีศีลและอาศัยการฝึกฝนด้วยความเพียร ตั้งสติขึ้น เมื่อตั้งสติได้แล้วก็จะมีสมาธิ พอจิตมีสมาธิแล้วมันก็จะเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นไปตามความเป็นจริง ว่ากาย เป็นของไม่เที่ยง เป็นอนัตตา จิตก็จะไม่ไปยึดถือในกาย พอไม่ไปยึดถือในกาย ถึงกายจะเจ็บแต่จิตก็จะไม่ได้มีปัญหาไปด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อเราเจ็บป่วยหนัก เราจะตั้งสติ ทำความเพียรได้อย่างไร ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : อย่าพึ่งตกใจ เพราะหากตกใจแล้วจะทำอะไรไม่ถูก ให้เราระลึกนึกถึงอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า คือ 1.ระลึกถึง พุทโธ 2.ธัมโม 3. สังโฆ 4. ศีล ว่า เราเป็นผู้มีศีลไม่ด่างพร้อย ทั้ง 4 ข้อนี้ เรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ 4” เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราตั้งสติได้ ซึ่งทั้งวันเราอาจจะมีเจ็บปวดมีทุกขเวทนา แต่จะมีบางช่วงที่เราอยู่สบายได้บ้าง ช่องตรงนี้คือ จิตเราเป็นสมาธิ ให้เราอาศัยช่วงเวลานี้พิจารณากาย เห็นไปตามจริงว่ากายนี้ไม่เที่ยง เราควรปล่อยวางเสีย ตั้งสติไว้ ไม่เพลินไปในมัน ตั้งสติประกอบด้วยสมาธิปัญญา วางได้ เราจะสามารถกำจัดตัณหา อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เป็นอิสระจากทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q : การพิจารณา สุขาปฏิปทาและทุกขาปฏิปทา</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; ทุกขาปฏิปทา ให้พิจารณาด้วยจิตที่เป็นสมาธิ พิจารณาตรงที่ปวด จี้จ่อลงไป ว่าใครเป็นคนปวด ทำไมถึงปวด ปวดแล้วอย่างไร คือ พิจารณาเหตุเกิดละเอียดลงไป ๆ หาตัวมาปวด เราจะหาไม่เจอ คือ ไม่มีตัวตน เหมาะสมกับคนที่มีราคะ โทสะ โมหะ กล้า / สุขาปฏิปทา คือ ไม่เอาจิตไปไว้ตรงที่ปวด หาที่สงบจุดใดจุดหนึ่ง ทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เหมาะสมกับคนที่ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตสุดท้ายก่อนเสียชีวิต</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เราควรจะตั้งสติไว้อยู่เสมอ ความตายของแต่ละคนไม่แน่นอน ให้เราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตรงนี้คือ จุดสุดท้าย ให้เป็นผู้ไม่ประมาท ให้ฝึกตั้งสติไว้ในความดีอยู่เสมอ เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา สั่งสมบุญและสามารถทำ “โสดาปฏิผล” ให้เกิดขึ้นได้ เราจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติและจะมีนิพพานเป็นเบื้องหน้า</p><br><p><strong>Q : คฤหัสถ์ที่ต้องทำหารค้าจะรักษาศีลข้อมุสาวาทฯให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; ในการทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องโกหกก็ได้ การรักษาศีลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราโกหกแล้วก็จะไม่มีคนเชื่อเรา ไม่มั่นใจในการทำการค้าของเรา</p><p>&nbsp;</p><p>Q : <strong>ทำยังไงไม่ให้ถูกหลอก ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อเรามีราคะ โทสะ โมหะ เราก็มักจะถูกหลอก ให้เราแก้ที่ตัวเราเอง คือ ให้เป็นผู้มีสติ มีสมาธิ พิจารณาให้ดี ใช้ปัญญา&nbsp; อย่าไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ เพราะกิเลส มันมีเหตุผล มีข้ออ้างเสมอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คนไข้อาการหนัก ควรจะทำจิตอย่างไรให้ระงับความทรมานได้ ?</strong></p><br><p>A :&nbsp; การเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นหนึ่งในอนาคตภัย 5 ประการ ที่ท่านเคยเตือนไว้ ว่าหากเจ็บป่วยแล้วเราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกอยู่ได้ไหม กายกับจิต เป็นคนละอย่างกัน เราต้องแยกกายออกจากจิต ความเข้าใจที่ว่า จิตนี้ท่องเที่ยวไป เกาะกายนี้แล้วก็ไปเกาะกายนั้น ความเข้าใจนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิด (มิจฉาทิฐิ)เพราะหากคิดอย่างนี้ ก็คือ คิดว่าจิตเป็นตัวเป็นตน ที่ถูก(สัมมาทิฐิ) คือ จิตก็มีเกิด มีดับอยู่ตลอดเวลา หากมีเชื้อแห่งการเกิดมันก็เกิด หากไม่มีเชื้อแห่งการเกิดมันก็ดับ คนที่เจ็บมากแล้วทนอยู่ได้ เพราะเขาแยกจิตกับกายได้ เราต้องฝึกไว้ตั้งแต่ตอนที่เรายังสบายดี ตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อวันหนึ่ง ความเจ็บมาถึงแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ตั้งสติได้</p><br><p><strong>Q : วิธีแยกจิตออกจากกาย</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เราจะแยกจิตออกจากกายได้ เราต้องมีศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธา มีศีลและอาศัยการฝึกฝนด้วยความเพียร ตั้งสติขึ้น เมื่อตั้งสติได้แล้วก็จะมีสมาธิ พอจิตมีสมาธิแล้วมันก็จะเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นไปตามความเป็นจริง ว่ากาย เป็นของไม่เที่ยง เป็นอนัตตา จิตก็จะไม่ไปยึดถือในกาย พอไม่ไปยึดถือในกาย ถึงกายจะเจ็บแต่จิตก็จะไม่ได้มีปัญหาไปด้วย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : เมื่อเราเจ็บป่วยหนัก เราจะตั้งสติ ทำความเพียรได้อย่างไร ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : อย่าพึ่งตกใจ เพราะหากตกใจแล้วจะทำอะไรไม่ถูก ให้เราระลึกนึกถึงอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า คือ 1.ระลึกถึง พุทโธ 2.ธัมโม 3. สังโฆ 4. ศีล ว่า เราเป็นผู้มีศีลไม่ด่างพร้อย ทั้ง 4 ข้อนี้ เรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ 4” เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราตั้งสติได้ ซึ่งทั้งวันเราอาจจะมีเจ็บปวดมีทุกขเวทนา แต่จะมีบางช่วงที่เราอยู่สบายได้บ้าง ช่องตรงนี้คือ จิตเราเป็นสมาธิ ให้เราอาศัยช่วงเวลานี้พิจารณากาย เห็นไปตามจริงว่ากายนี้ไม่เที่ยง เราควรปล่อยวางเสีย ตั้งสติไว้ ไม่เพลินไปในมัน ตั้งสติประกอบด้วยสมาธิปัญญา วางได้ เราจะสามารถกำจัดตัณหา อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ เป็นอิสระจากทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q : การพิจารณา สุขาปฏิปทาและทุกขาปฏิปทา</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; ทุกขาปฏิปทา ให้พิจารณาด้วยจิตที่เป็นสมาธิ พิจารณาตรงที่ปวด จี้จ่อลงไป ว่าใครเป็นคนปวด ทำไมถึงปวด ปวดแล้วอย่างไร คือ พิจารณาเหตุเกิดละเอียดลงไป ๆ หาตัวมาปวด เราจะหาไม่เจอ คือ ไม่มีตัวตน เหมาะสมกับคนที่มีราคะ โทสะ โมหะ กล้า / สุขาปฏิปทา คือ ไม่เอาจิตไปไว้ตรงที่ปวด หาที่สงบจุดใดจุดหนึ่ง ทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เหมาะสมกับคนที่ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : จิตสุดท้ายก่อนเสียชีวิต</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เราควรจะตั้งสติไว้อยู่เสมอ ความตายของแต่ละคนไม่แน่นอน ให้เราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตรงนี้คือ จุดสุดท้าย ให้เป็นผู้ไม่ประมาท ให้ฝึกตั้งสติไว้ในความดีอยู่เสมอ เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนา สั่งสมบุญและสามารถทำ “โสดาปฏิผล” ให้เกิดขึ้นได้ เราจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติและจะมีนิพพานเป็นเบื้องหน้า</p><br><p><strong>Q : คฤหัสถ์ที่ต้องทำหารค้าจะรักษาศีลข้อมุสาวาทฯให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; ในการทำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องโกหกก็ได้ การรักษาศีลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราโกหกแล้วก็จะไม่มีคนเชื่อเรา ไม่มั่นใจในการทำการค้าของเรา</p><p>&nbsp;</p><p>Q : <strong>ทำยังไงไม่ให้ถูกหลอก ?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : เมื่อเรามีราคะ โทสะ โมหะ เราก็มักจะถูกหลอก ให้เราแก้ที่ตัวเราเอง คือ ให้เป็นผู้มีสติ มีสมาธิ พิจารณาให้ดี ใช้ปัญญา&nbsp; อย่าไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ เพราะกิเลส มันมีเหตุผล มีข้ออ้างเสมอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title> สุข ทุกข์ เป็นของธรรมดา [6641-7q]</title>
			<itunes:title> สุข ทุกข์ เป็นของธรรมดา [6641-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Oct 2023 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6529153b08a2480012c28982/media.mp3" length="27977647" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6529153b08a2480012c28982</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6529153b08a2480012c28982</link>
			<acast:episodeId>6529153b08a2480012c28982</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7fokvIwepeCsiZBbGFBXCtfAhL9A5pAzJgx50Z0BjDVIq8uRPF2/HBiFbMie5lVoz6XAavuA61DG73j24la2ZMU=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อายุขัยของคนเราถูกกำหนดมาแล้วด้วยกรรม ใช่หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เมื่อเราได้ยินสิ่งใดมาแล้วให้จดจำแล้วนำมาเทียบเคียงกับคำสอนของท่านว่าลงรับกันได้หรือไม่ กรณีของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าจะดำรงอายุขัยให้ได้ 1 กัป ท่านก็ทำได้ แต่ท่านกำหนดอายุไขไว้ที่ 80 ปี แสดงว่าไม่ได้เป็นเรื่องของกรรมกำหนดโดยส่วนเดียว ว่าคนจะมีอายุไขเท่านั้น เท่านี้ หากแต่มีปัจจัยอื่นมาประกอบด้วย ในกรณีของท่าน ท่านมีเหตุคือโรคภัยไข้เจ็บ จากการบำเพ็ญทุกกรกิริยา แม้หากพระอานนท์จะนิมนต์ท่านไว้ สุขภาพท่านก็จะไม่เหมือนเดิมคืออยู่แบบคนป่วย หรืออาจจะเกิดจากการบริโภคและการดูแลตนเอง การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ หรืออาจเกิดจากกรรมตัดรอน คบคนไม่ดีแล้วทำให้ได้ผลไม่ดีกับเรา โดยลักษณะการให้ผลของบุญและบาป มันต่างวาระ ต่างโอกาส ถ้าบาปมันให้ผลอยู่ บุญก็ยังให้ผลไม่ได้ เราจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่เผลอ ไม่เพลิน ให้มีสัมมาทิฐิว่าบุญมี บาป มี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ดูแลสุขภาพตนเองไว้</p><br><p><strong>Q: อายุวัฒนกุมาร | กรณีตัวอย่างของการสร้างเหตุยืดอายุขัย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ชื่อว่า อายุวัฒนกุมาร โดยมีพราหมณ์ทำนายไว้ว่า เด็กคนนี้จะตายภายใน 7 วัน หลังจากวันที่เกิด บิดาจึงไปหาพระพุทธเจ้า แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญที่บ้านเป็นเวลา 7 วัน พระพุทธเจ้าท่านเสด็จมาในวันที่ 7 พอท่านเสด็จมา เทวดาผู้ใหญ่ก็เสด็จมา เทวดาที่เป็นยักษ์ ที่จะมากินเด็ก ก็มาไม่ได้โอกาส จนช่วง 7 วันนั้นสิ้นสุดลงและเด็กคนนั้น ได้มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี คนที่มีอายุยืนมักจะเป็นคนที่มีบุญมาก ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความโดยส่วนเดียวว่า คนที่อายุสั้นจะมีบุญน้อย เพราะลักษณะการให้ผลของบุญและบาปนั้น มันต่างวาระ ต่างโอกาสกัน เราจึงควรหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนที่เสียชีวิตกะทันหัน ดวงวิญญาณจะล่องลอยอยู่ ต้องมีตัวตายตัวแทน จึงจะไปเกิดได้</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; คนที่ตายไปแล้ว จังหวะที่เขาเกิดใหม่ เรียกว่า “สัมภเวสี” แปลว่า ผู้แสวงหาที่เกิด ซึ่งจริง ๆ แล้ว เขาได้เกิดใหม่แล้ว คือ เหมือนว่าเขาหลับแล้วฝัน แล้วตื่นขึ้นมา คิดว่าตัวเองเป็นอะไร เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้ว่าตัวเองตายแล้ว หากเขาละวางได้แล้ว เขาก็จะไปตามกรรม ซึ่ง คนที่ตายไปแล้ว แล้วเขายังอยู่ตรงนั้น คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ก็จะต้องบอกให้เขาทราบ ว่าเขาตายไปแล้ว คือ จัดงานศพให้เขา ซึ่ง หากเขาติดตรงไหนมาก ก็มักจะไปตรงนั้น เช่น ติดบ้านก็จะอยู่บ้าน ติดรถก็จะอยู่รถ หากเขาละวางสภาวะที่ยึดถือนั้นได้ เขาก็ย่อมไปตามกรรม</p><br><p><strong>Q : จริงหรือไม่ ที่ว่าดวงจิตของผู้ตายจะสามารถรับผลบุญได้เต็มที่ หลังจากเสียชีวิตภายใน 5 วัน ให้รีบทำบุญ ถ้าหลังจากนั้นจะเขาอยู่สภาวะที่ไม่สามารถรับบุญได้</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; การทำบุญให้กับพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น เป็นหน้าที่ของลูกหลานอยู่แล้ว เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้เสียชีวิตได้ทราบว่า ตนได้เสียชีวิตแล้ว หากรีบทำก่อนจะดี&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ชาตินี้มีความทุกข์มาก จะผ่อนกรรมได้อย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; มนุษย์เป็นภพที่สุขกับทุกข์พอ ๆ กัน มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่วกันทุกคน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ก็จะให้ผลต่างกรรม ต่างวาระกัน ท่านสอนไว้ว่า “ทำกรรมอย่างไร จะได้รับวิบาก(ผล)ของกรรมอย่างนั้น”&nbsp; หากเราเข้าใจว่าสุข ทุกข์ มันก็เป็นธรรมดา แล้วหมั่นสร้างความดี เราก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสบายใจ</p><br><p><strong>Q : เรื่องของสุข ทุกข์ที่ไม่อยู่กับเราตลอด แล้วระหว่างที่เราอยู่ เราต้องทำอะไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; สุข ทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา เราจะอยู่กับทุกข์ เห็นธรรมดาในทุกข์ได้นั้น จิตเราต้องประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีพรหมวิหาร 4 เป็นวิหารธรรม จึงจะอยู่กับทุกข์ได้ เราจะอยู่กับสุข เห็นธรรมดาในสุขนั้นได้ เราต้องเห็นว่าสุขนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อไม่ให้จิตเรายึดติด ลุ่มหลงในสุขนั้น เมื่อเราเข้าใจ เห็นสุขและทุกข์เป็นธรรมดา ไม่ขยะแขยงเกลียดชังในทุกข์ ไม่ลุ่มหลงพอใจในสุข เราก็จะสามารถทำความดีต่อไปได้ อยู่ในโลกได้อย่างเข้าใจและผาสุก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อายุขัยของคนเราถูกกำหนดมาแล้วด้วยกรรม ใช่หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; เมื่อเราได้ยินสิ่งใดมาแล้วให้จดจำแล้วนำมาเทียบเคียงกับคำสอนของท่านว่าลงรับกันได้หรือไม่ กรณีของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าจะดำรงอายุขัยให้ได้ 1 กัป ท่านก็ทำได้ แต่ท่านกำหนดอายุไขไว้ที่ 80 ปี แสดงว่าไม่ได้เป็นเรื่องของกรรมกำหนดโดยส่วนเดียว ว่าคนจะมีอายุไขเท่านั้น เท่านี้ หากแต่มีปัจจัยอื่นมาประกอบด้วย ในกรณีของท่าน ท่านมีเหตุคือโรคภัยไข้เจ็บ จากการบำเพ็ญทุกกรกิริยา แม้หากพระอานนท์จะนิมนต์ท่านไว้ สุขภาพท่านก็จะไม่เหมือนเดิมคืออยู่แบบคนป่วย หรืออาจจะเกิดจากการบริโภคและการดูแลตนเอง การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ หรืออาจเกิดจากกรรมตัดรอน คบคนไม่ดีแล้วทำให้ได้ผลไม่ดีกับเรา โดยลักษณะการให้ผลของบุญและบาป มันต่างวาระ ต่างโอกาส ถ้าบาปมันให้ผลอยู่ บุญก็ยังให้ผลไม่ได้ เราจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่เผลอ ไม่เพลิน ให้มีสัมมาทิฐิว่าบุญมี บาป มี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล ดูแลสุขภาพตนเองไว้</p><br><p><strong>Q: อายุวัฒนกุมาร | กรณีตัวอย่างของการสร้างเหตุยืดอายุขัย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่ง ชื่อว่า อายุวัฒนกุมาร โดยมีพราหมณ์ทำนายไว้ว่า เด็กคนนี้จะตายภายใน 7 วัน หลังจากวันที่เกิด บิดาจึงไปหาพระพุทธเจ้า แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญที่บ้านเป็นเวลา 7 วัน พระพุทธเจ้าท่านเสด็จมาในวันที่ 7 พอท่านเสด็จมา เทวดาผู้ใหญ่ก็เสด็จมา เทวดาที่เป็นยักษ์ ที่จะมากินเด็ก ก็มาไม่ได้โอกาส จนช่วง 7 วันนั้นสิ้นสุดลงและเด็กคนนั้น ได้มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี คนที่มีอายุยืนมักจะเป็นคนที่มีบุญมาก ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความโดยส่วนเดียวว่า คนที่อายุสั้นจะมีบุญน้อย เพราะลักษณะการให้ผลของบุญและบาปนั้น มันต่างวาระ ต่างโอกาสกัน เราจึงควรหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q : คนที่เสียชีวิตกะทันหัน ดวงวิญญาณจะล่องลอยอยู่ ต้องมีตัวตายตัวแทน จึงจะไปเกิดได้</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; คนที่ตายไปแล้ว จังหวะที่เขาเกิดใหม่ เรียกว่า “สัมภเวสี” แปลว่า ผู้แสวงหาที่เกิด ซึ่งจริง ๆ แล้ว เขาได้เกิดใหม่แล้ว คือ เหมือนว่าเขาหลับแล้วฝัน แล้วตื่นขึ้นมา คิดว่าตัวเองเป็นอะไร เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้ว่าตัวเองตายแล้ว หากเขาละวางได้แล้ว เขาก็จะไปตามกรรม ซึ่ง คนที่ตายไปแล้ว แล้วเขายังอยู่ตรงนั้น คือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ก็จะต้องบอกให้เขาทราบ ว่าเขาตายไปแล้ว คือ จัดงานศพให้เขา ซึ่ง หากเขาติดตรงไหนมาก ก็มักจะไปตรงนั้น เช่น ติดบ้านก็จะอยู่บ้าน ติดรถก็จะอยู่รถ หากเขาละวางสภาวะที่ยึดถือนั้นได้ เขาก็ย่อมไปตามกรรม</p><br><p><strong>Q : จริงหรือไม่ ที่ว่าดวงจิตของผู้ตายจะสามารถรับผลบุญได้เต็มที่ หลังจากเสียชีวิตภายใน 5 วัน ให้รีบทำบุญ ถ้าหลังจากนั้นจะเขาอยู่สภาวะที่ไม่สามารถรับบุญได้</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; การทำบุญให้กับพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น เป็นหน้าที่ของลูกหลานอยู่แล้ว เพื่อเป็นการสื่อสารให้ผู้เสียชีวิตได้ทราบว่า ตนได้เสียชีวิตแล้ว หากรีบทำก่อนจะดี&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ชาตินี้มีความทุกข์มาก จะผ่อนกรรมได้อย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; มนุษย์เป็นภพที่สุขกับทุกข์พอ ๆ กัน มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่วกันทุกคน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ก็จะให้ผลต่างกรรม ต่างวาระกัน ท่านสอนไว้ว่า “ทำกรรมอย่างไร จะได้รับวิบาก(ผล)ของกรรมอย่างนั้น”&nbsp; หากเราเข้าใจว่าสุข ทุกข์ มันก็เป็นธรรมดา แล้วหมั่นสร้างความดี เราก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสบายใจ</p><br><p><strong>Q : เรื่องของสุข ทุกข์ที่ไม่อยู่กับเราตลอด แล้วระหว่างที่เราอยู่ เราต้องทำอะไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp; สุข ทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา เราจะอยู่กับทุกข์ เห็นธรรมดาในทุกข์ได้นั้น จิตเราต้องประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีพรหมวิหาร 4 เป็นวิหารธรรม จึงจะอยู่กับทุกข์ได้ เราจะอยู่กับสุข เห็นธรรมดาในสุขนั้นได้ เราต้องเห็นว่าสุขนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อไม่ให้จิตเรายึดติด ลุ่มหลงในสุขนั้น เมื่อเราเข้าใจ เห็นสุขและทุกข์เป็นธรรมดา ไม่ขยะแขยงเกลียดชังในทุกข์ ไม่ลุ่มหลงพอใจในสุข เราก็จะสามารถทำความดีต่อไปได้ อยู่ในโลกได้อย่างเข้าใจและผาสุก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ระงับการปรุงแต่งได้ด้วยสติ [6640-7q]</title>
			<itunes:title>ระงับการปรุงแต่งได้ด้วยสติ [6640-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Oct 2023 21:00:36 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6520ec1a33e26900107ca532/media.mp3" length="27547043" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6520ec1a33e26900107ca532</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6520ec1a33e26900107ca532</link>
			<acast:episodeId>6520ec1a33e26900107ca532</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7VMDUEtpVVprSILDKLVyBVWFsukPLC0ZDvq/tOJVxy/WuWsvdNCx2U3PDc2kaQhpmq8RLQOBQuhaKilN7LyG5G4=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมเวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้าจึงน้ำตาไหล และเวลานั่งสมาธิก็จะเห็นแสงสีเหลือง ๆ เต็มไปหมด</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : น้ำตาไหลเป็นอาการของปิติ เป็นการปรุงแต่งทางกายอย่างหนึ่ง ซึ่ง การปรุงแต่งจะมีอยู่ 3 ช่องทางคือ ทางกาย (กายสังขาร)&nbsp;ทางวาจา (วจีสังขาร)และทางใจ (จิตตสังขารหรือมโนสังขาร) ซึ่งแต่ละคน การปรุงแต่งก็จะแตกต่างกันไป <strong>ที่สำคัญ</strong> คือ เมื่อมีอาการปรุงแต่งไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจาหรือใจ ให้เรา <strong>“มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย หายใจเข้า หายใจออก”</strong> คือ ไม่เผลอ ไม่เพลิน ไม่นึกคิดไปตามการปรุงแต่งทางกายนั้น ให้มีสติ อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เราใช้เป็นเครื่องมือนั้น ในที่นี้คือ ลมหายใจ แล้วการปรุงแต่งทางกายก็จะงับลง จิตก็จะละเอียดลง จากปิติ เป็นสุข เป็นอุเบกขาได้</p><br><p><strong>Q : การเข้าทรง ทรงเจ้า เกิดจากอะไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ในพระไตรปิฏก มีกล่าวถึงอมนุษย์เข้าสิง คำว่า “อมนุษย์” เมื่อแปลเป็นภาษาไทย คือ ผี แต่จริง ๆ แล้ว อมนุษย์ นั้นมีหลายประเภท นับตั้งแต่เทวดาจนถึงสัตว์นรก พอเข้าสิงแล้วอาจจะทำให้บุคคลนั้นทำผิดตรงนี้ก็มีและในปัจจุบันที่เป็นเรื่องหลอกลวงก็มี ซึ่งเมื่อมีของปลอมปรากฏขึ้น ของจริงจึงเสื่อมค่าลงไป เพราะคนไม่รู้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม ทำให้ศรัทธาเสื่อมลงไป ท่านจึงได้พูดถึงหลักธรรมอย่างเดียว คือ สอนเรื่องของทุกข์และวิธีการดับทุกข์ มากที่สุด เพราะสำหรับผู้ที่ยังบริโภคกาม&nbsp;การตรวจสอบคุณวิเศษนั้นตรวจสอบได้ยาก เราควรเอาสาระ ตรงการปฏิบัติและการเข้าใจธรรมะเป็นสำคัญ</p><br><p>Q : <strong>การสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พึ่งมีมาไม่กี่ร้อยปีมานี้ เป็นการสวดมนต์ คือ การสวด (สัชฌายะ) / พูดตามที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นการสวดขึ้นพร้อมกัน (การสังคายนา) หรือมารวมกันอยู่ที่วัด สวดต่อหน้าพระพุทธรูปหรือพระจะแยกกันสวดที่กุฎิ หรือฆราวาสจะสวด ก็สามารถทำได้ เพื่อเป็นการนำคำสอนของท่านมาทบทวน ก็เลยเป็นการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น</p><br><p><strong>Q : กดไลน์กดแชร์ธรรมะดี ๆ ให้ ผู้อื่น กลับถูกมองว่าเป็นคนอวดตัวว่าเป็นคนธัมมะธัมโม&nbsp;อย่างนี้เราควรจะทำต่อไปหรือเก็บข้อธรรมะดี ๆ นี้ไว้ในใจคนเดียว ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ให้เรามีเมตตาต่อเขา รู้จักวางเฉย ให้เราปรับจิตเรา ไปตามแบบที่ท่านได้สอนไว้ ปรับวาจาให้เป็นสัมมาวาจา ตั้งมั่นและหนักแน่นในความดี เราจะไม่หยุดทำความดีเพียงเพราะคำพูดของผู้อื่น ให้เราทำความดีต่อไป</p><br><p><strong>Q : การทำบุญให้ได้เป็นประโยชน์สูงคือ การสละสุข ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;เวลาเราให้ทาน ให้เราตั้งจิตให้ละเอียดมากขึ้น อย่าหวังเอาแค่ผลฉาบฉวย อย่าหวังเอาแค่ชื่อเสียง <strong>“การสละสุขพอประมาณ จะได้สุขที่ยิ่งขึ้นไป”</strong> จะไปสู่สวรรค์ นิพพานได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมเวลาสวดมนต์ทำวัตรเช้าจึงน้ำตาไหล และเวลานั่งสมาธิก็จะเห็นแสงสีเหลือง ๆ เต็มไปหมด</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : น้ำตาไหลเป็นอาการของปิติ เป็นการปรุงแต่งทางกายอย่างหนึ่ง ซึ่ง การปรุงแต่งจะมีอยู่ 3 ช่องทางคือ ทางกาย (กายสังขาร)&nbsp;ทางวาจา (วจีสังขาร)และทางใจ (จิตตสังขารหรือมโนสังขาร) ซึ่งแต่ละคน การปรุงแต่งก็จะแตกต่างกันไป <strong>ที่สำคัญ</strong> คือ เมื่อมีอาการปรุงแต่งไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจาหรือใจ ให้เรา <strong>“มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก รู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย หายใจเข้า หายใจออก”</strong> คือ ไม่เผลอ ไม่เพลิน ไม่นึกคิดไปตามการปรุงแต่งทางกายนั้น ให้มีสติ อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เราใช้เป็นเครื่องมือนั้น ในที่นี้คือ ลมหายใจ แล้วการปรุงแต่งทางกายก็จะงับลง จิตก็จะละเอียดลง จากปิติ เป็นสุข เป็นอุเบกขาได้</p><br><p><strong>Q : การเข้าทรง ทรงเจ้า เกิดจากอะไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ในพระไตรปิฏก มีกล่าวถึงอมนุษย์เข้าสิง คำว่า “อมนุษย์” เมื่อแปลเป็นภาษาไทย คือ ผี แต่จริง ๆ แล้ว อมนุษย์ นั้นมีหลายประเภท นับตั้งแต่เทวดาจนถึงสัตว์นรก พอเข้าสิงแล้วอาจจะทำให้บุคคลนั้นทำผิดตรงนี้ก็มีและในปัจจุบันที่เป็นเรื่องหลอกลวงก็มี ซึ่งเมื่อมีของปลอมปรากฏขึ้น ของจริงจึงเสื่อมค่าลงไป เพราะคนไม่รู้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม ทำให้ศรัทธาเสื่อมลงไป ท่านจึงได้พูดถึงหลักธรรมอย่างเดียว คือ สอนเรื่องของทุกข์และวิธีการดับทุกข์ มากที่สุด เพราะสำหรับผู้ที่ยังบริโภคกาม&nbsp;การตรวจสอบคุณวิเศษนั้นตรวจสอบได้ยาก เราควรเอาสาระ ตรงการปฏิบัติและการเข้าใจธรรมะเป็นสำคัญ</p><br><p>Q : <strong>การสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : พึ่งมีมาไม่กี่ร้อยปีมานี้ เป็นการสวดมนต์ คือ การสวด (สัชฌายะ) / พูดตามที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นการสวดขึ้นพร้อมกัน (การสังคายนา) หรือมารวมกันอยู่ที่วัด สวดต่อหน้าพระพุทธรูปหรือพระจะแยกกันสวดที่กุฎิ หรือฆราวาสจะสวด ก็สามารถทำได้ เพื่อเป็นการนำคำสอนของท่านมาทบทวน ก็เลยเป็นการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น</p><br><p><strong>Q : กดไลน์กดแชร์ธรรมะดี ๆ ให้ ผู้อื่น กลับถูกมองว่าเป็นคนอวดตัวว่าเป็นคนธัมมะธัมโม&nbsp;อย่างนี้เราควรจะทำต่อไปหรือเก็บข้อธรรมะดี ๆ นี้ไว้ในใจคนเดียว ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;ให้เรามีเมตตาต่อเขา รู้จักวางเฉย ให้เราปรับจิตเรา ไปตามแบบที่ท่านได้สอนไว้ ปรับวาจาให้เป็นสัมมาวาจา ตั้งมั่นและหนักแน่นในความดี เราจะไม่หยุดทำความดีเพียงเพราะคำพูดของผู้อื่น ให้เราทำความดีต่อไป</p><br><p><strong>Q : การทำบุญให้ได้เป็นประโยชน์สูงคือ การสละสุข ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A :&nbsp;เวลาเราให้ทาน ให้เราตั้งจิตให้ละเอียดมากขึ้น อย่าหวังเอาแค่ผลฉาบฉวย อย่าหวังเอาแค่ชื่อเสียง <strong>“การสละสุขพอประมาณ จะได้สุขที่ยิ่งขึ้นไป”</strong> จะไปสู่สวรรค์ นิพพานได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การบ่มอินทรีย์ [6639-7q]</title>
			<itunes:title>การบ่มอินทรีย์ [6639-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Sep 2023 21:00:45 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6516ce5542065c0011d47ef0/media.mp3" length="26369490" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6516ce5542065c0011d47ef0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6516ce5542065c0011d47ef0</link>
			<acast:episodeId>6516ce5542065c0011d47ef0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7WqLNB7NSRTteBjF1v7ATteIkHsnL6RqYiFS21anuoJdeDfOTZMjbhIf5mVK1rthuLEnjNpsnOUoRgdtHrGLnpc=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เวลาไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า สามารถได้เอาเงิน (ธนบัตร) ใส่ลงไปในบาตร ได้หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A:&nbsp;บาตรของพระสำหรับน้ำ และอาหารเท่านั้น พระสงฆ์เป็นผู้ละแล้วซึ่งเงินและทอง แต่หากญาติโยมจะนำเงินมาให้ ท่านให้รับได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีไวยาวัจกรเป็นผู้รับทำการแทน และเมื่อรับต้องตั้งจิตไว้ว่า รับปัจจัยสี่ที่ควรแก่สมณะจะบริโภคอันเกิดจากเงินและทองนั้น โดยปัจจัยสี่นั้นต้องเป็นสิ่งที่เป็นกัปปิยะด้วย</p><br><p><strong>Q: ถ้าอ่าน “อนันตลักขณะสูตร” ในปัจจุบันแล้วเข้าใจและมั่นใจพระสูตรนั้น จะสามารถมีดวงตาเห็นธรรม ได้หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การมีดวงตาเห็นธรรม หรือบรรลุธรรมนั้นขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งขึ้นอยู่กับปัญญา ว่าเมื่อฟังคำสอนแล้ว สามารถเข้าใจได้มากน้อยเท่าไหร่, ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ คือ กำลังของจิต ว่าแก่ หรืออ่อน หากอินทรีย์แก่กล้าก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว หากอินทรีย์อ่อนก็จะบรรลุธรรมได้ช้า และยังขึ้นอยู่กับการบ่มอินทรีย์ คือ บ่มด้วย ทาน ศีล ภาวนา บ่มด้วย ศีล จาคะ ปัญญา หากเราสร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่ถูกต้อง เราจะบรรลุธรรมได้แน่นอน ในทางที่เราเดินไปนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนส่วนของเส้นทาง ไม่ว่าอยู่ต้น กลาง หรือปลาย หากเราสร้างเหตุปัจจัยได้ถูกต้อง และเชื่อมั่นศรัทธาในทางที่เดิน เราจะไปถึงนิพพานได้แน่นอน</p><br><p><strong>Q:&nbsp;การดูกาย ดูอสุภะ ดูได้ตลอดเวลาหรือไม่ หากจะทำให้มากขึ้นควรทำอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A:&nbsp;การพิจารณากายก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการทำสมาธิ สมาธิมี 2 ส่วน คือ สมถะ และวิปัสสนา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ต้องไปด้วยกัน หากสมถะมากเกินไปนิ่งเกินไป ก็จะทำให้เกียจคร้าน ให้เราเพิ่มวิปัสสนา หากวิปัสสนามากเกินไปจะเกิดความฟุ้งซ่าน ก็ให้เพิ่มสมถะเข้าไป เราต้องทำทั้ง 2 อย่างนี้ให้สมดุลกัน</p><br><p><strong>Q: หากเรารู้ว่าเรารักษาศีล 5 ได้ไม่เต็ม ควรทำอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การที่เรารู้ว่าศีลเราด่างพร้อยนั้น นั่นคือ เรามี “สีลานุสสติ” แล้ว เมื่อเราผิดศีล จะมีอานิสงส์ คือ ความร้อนใจ เช่นนั้น ก็ให้เราสบายใจ ที่ผิดแล้วก็แล้วไป สำคัญที่เจตนา ให้เราตั้งเจตนารักษาศีลขึ้นมาใหม่ ทำได้ด้วยตัวเองเลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เวลาไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า สามารถได้เอาเงิน (ธนบัตร) ใส่ลงไปในบาตร ได้หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A:&nbsp;บาตรของพระสำหรับน้ำ และอาหารเท่านั้น พระสงฆ์เป็นผู้ละแล้วซึ่งเงินและทอง แต่หากญาติโยมจะนำเงินมาให้ ท่านให้รับได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีไวยาวัจกรเป็นผู้รับทำการแทน และเมื่อรับต้องตั้งจิตไว้ว่า รับปัจจัยสี่ที่ควรแก่สมณะจะบริโภคอันเกิดจากเงินและทองนั้น โดยปัจจัยสี่นั้นต้องเป็นสิ่งที่เป็นกัปปิยะด้วย</p><br><p><strong>Q: ถ้าอ่าน “อนันตลักขณะสูตร” ในปัจจุบันแล้วเข้าใจและมั่นใจพระสูตรนั้น จะสามารถมีดวงตาเห็นธรรม ได้หรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การมีดวงตาเห็นธรรม หรือบรรลุธรรมนั้นขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งขึ้นอยู่กับปัญญา ว่าเมื่อฟังคำสอนแล้ว สามารถเข้าใจได้มากน้อยเท่าไหร่, ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ คือ กำลังของจิต ว่าแก่ หรืออ่อน หากอินทรีย์แก่กล้าก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว หากอินทรีย์อ่อนก็จะบรรลุธรรมได้ช้า และยังขึ้นอยู่กับการบ่มอินทรีย์ คือ บ่มด้วย ทาน ศีล ภาวนา บ่มด้วย ศีล จาคะ ปัญญา หากเราสร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่ถูกต้อง เราจะบรรลุธรรมได้แน่นอน ในทางที่เราเดินไปนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนส่วนของเส้นทาง ไม่ว่าอยู่ต้น กลาง หรือปลาย หากเราสร้างเหตุปัจจัยได้ถูกต้อง และเชื่อมั่นศรัทธาในทางที่เดิน เราจะไปถึงนิพพานได้แน่นอน</p><br><p><strong>Q:&nbsp;การดูกาย ดูอสุภะ ดูได้ตลอดเวลาหรือไม่ หากจะทำให้มากขึ้นควรทำอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A:&nbsp;การพิจารณากายก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการทำสมาธิ สมาธิมี 2 ส่วน คือ สมถะ และวิปัสสนา ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ต้องไปด้วยกัน หากสมถะมากเกินไปนิ่งเกินไป ก็จะทำให้เกียจคร้าน ให้เราเพิ่มวิปัสสนา หากวิปัสสนามากเกินไปจะเกิดความฟุ้งซ่าน ก็ให้เพิ่มสมถะเข้าไป เราต้องทำทั้ง 2 อย่างนี้ให้สมดุลกัน</p><br><p><strong>Q: หากเรารู้ว่าเรารักษาศีล 5 ได้ไม่เต็ม ควรทำอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การที่เรารู้ว่าศีลเราด่างพร้อยนั้น นั่นคือ เรามี “สีลานุสสติ” แล้ว เมื่อเราผิดศีล จะมีอานิสงส์ คือ ความร้อนใจ เช่นนั้น ก็ให้เราสบายใจ ที่ผิดแล้วก็แล้วไป สำคัญที่เจตนา ให้เราตั้งเจตนารักษาศีลขึ้นมาใหม่ ทำได้ด้วยตัวเองเลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตัณหากับฉันทะ [6638-7q]</title>
			<itunes:title>ตัณหากับฉันทะ [6638-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Sep 2023 21:00:06 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/650d87357da2820011732959/media.mp3" length="26573771" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">650d87357da2820011732959</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/650d87357da2820011732959</link>
			<acast:episodeId>650d87357da2820011732959</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7RYjlU3eGDB0bT4C2W4olIAqcBjlY3pAZGt6rUJLIN+JAh+Q780BJzHpPG/cgxEkooeexranx65t+WwipTniFSE=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: “อุเบกขา” คือ อย่างไร ต่างจาก “ความเมินเฉย” ตรงไหน?</strong></p><br><p>A: “อุเบกขา” เป็นภาษาบาลี แปลว่า วางเฉย เราจะมีอุเบกขาได้นั้น จิตต้องเป็นสมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว เพ่งเฉพาะจิตที่ตั้งมั่นไว้เป็นอย่างดี อุเบกขาจึงจะเกิดขึ้น ซึ่งในขณะที่จิตเราเป็นสมาธิ อกุศลทั้งหลายมันจะไม่โผล่ออกมา มันจะฝังอยู่ในจิต จะเป็นความสงบนิ่งเย็นอยู่ภายใน เป็นความสุข เป็นปิติ ชนิดที่เป็น นิรามิส คือ สุขที่ไม่อาศัยเครื่องล่อ ส่วน “เมินเฉย” เป็นลักษณะของ “โมหะ” เป็นอวิชชา</p><br><p><strong>Q: ถ้าเมตตามากจนเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น หรือมีผลอย่างไร?</strong></p><br><p>A: อุเบกขา เฉยเมย และอทุกขมสุข เป็นคนละอย่างกัน “อทุกขมสุข” คือ ไม่ทุกข์ ไม่สุข สุขที่เป็น “อามิส” คือ สุขที่อาศัยอามิสเครื่องล่อภายนอก ส่วน สุขที่เป็น “นิรามิส” คือ สุขที่เกิดจากในภายใน ละเอียดลงไปอีกก็เป็น “โทมนัส” หรือ “โสมนัส” คือ สุข ทุกข์ทางใจ ถ้าเรากำจัดทุกข์ได้ ทุกข์ก็หมดไป ถ้าเรากำจัดสุขได้ สุขก็หมดไป ถ้าเรากำจัดอทุกขมสุขได้ จะเหลืออุเบกขา เพราะฉะนั้น อุเบกขาละเอียดกว่าอทุกขมสุข / เมตตา มี 3 ช่องทาง คือ ทางกาย วาจา ใจ และในทั้ง 3 ช่องทางนี้ มีทั้งต่อหน้าและลับหลัง&nbsp;เราต้องมีเมตตา มุทิตา อุเบกขา ในทั้ง 3 ช่องทาง เป็นเมตตาที่ไม่มีประมาณ ให้กับทุกคน ให้ชนิดที่ไม่กลัวหมด ไม่เว้นใคร ให้เรารู้จักแยกแยะช่องทางให้ถูก ในทางพรหมวิหารไม่ใช่มีแค่เมตตา แต่ยังมี มุทิตา กรุณา และอุเบกขาด้วย เราจึงควรมี เมตตา มุทิตา&nbsp;อุเบกขา ทั้ง 3 ช่องทาง&nbsp;เลือกใช้ให้เหมาะสมก็จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ความสันโดษทำให้คนขี้เกียจ จริงหรือไม่?</strong></p><br><p>A: “สันโดษ” หรือ “สันตุฏฐี” หมายถึง ความพอใจ ความพอดี สันโดษในบริขารของชีวิต คำที่มักจะมาคู่กันก็คือ “มักน้อยสันโดษ” คือ พอใจและยอมรับในสิ่งที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ คำว่า “มักน้อย”ในทางพุทธศาสนา ท่านหมายถึง การไม่อวดตน การเป็นผู้ถ่อมตน จึงมาสอดคล้องกับความสันโดษ ที่มีอิทธิบาท 4 ตั้งเป้าหมายในชีวิตแล้ว ใส่อิทธิบาท 4 ลงไป ให้เหมาะสม เมื่อประกอบกันแล้ว จะทำอะไรก็จะสำเร็จได้ ส่วนความ “ขี้เกียจ” เป็นลักษณะของนิวรณ์ จิตใจไม่สงบ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี จึงเอามาเป็นข้ออ้างที่จะขี้เกียจ เพราะฉะนั้น เราต้องสันโดษจึงจะกำจัดความขี้เกียจได้</p><br><p><strong>Q: ตัณหากับฉันทะต่างกันอย่างไร?</strong></p><br><p>A: “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก หากเราตั้งอิทธิบาท4 ไว้แล้วก้าวไปด้วยตัณหา นั่นจะเป็นกับดักของความอยาก ทำให้ก้าวผิดพลาดได้ แต่ถ้าเราต้องใส่ความพอใจเข้าไป ท่านจะ เรียกว่า&nbsp;&nbsp;“ฉันทะ” ซึ่งก็คือ ความอยากเหมือนกัน แต่เป็นฉันทะที่ต้องถูกควบคุมด้วยสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ของอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เราต้องตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งเอาไว้ โดยเอาฉันทะเชื่อมกับธรรมเครื่องปรุงแต่งด้วยสมาธิ พอเราปฎิบัติตาม มรรค 8 จะทำให้ฉันทะ ระงับลง ๆ งวดลง ๆ และหายไป ฉันทะก็จะถูกกำจัดด้วยฉันทะ คือ ชำระล้างตัวเองไปในตัว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: “อุเบกขา” คือ อย่างไร ต่างจาก “ความเมินเฉย” ตรงไหน?</strong></p><br><p>A: “อุเบกขา” เป็นภาษาบาลี แปลว่า วางเฉย เราจะมีอุเบกขาได้นั้น จิตต้องเป็นสมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว เพ่งเฉพาะจิตที่ตั้งมั่นไว้เป็นอย่างดี อุเบกขาจึงจะเกิดขึ้น ซึ่งในขณะที่จิตเราเป็นสมาธิ อกุศลทั้งหลายมันจะไม่โผล่ออกมา มันจะฝังอยู่ในจิต จะเป็นความสงบนิ่งเย็นอยู่ภายใน เป็นความสุข เป็นปิติ ชนิดที่เป็น นิรามิส คือ สุขที่ไม่อาศัยเครื่องล่อ ส่วน “เมินเฉย” เป็นลักษณะของ “โมหะ” เป็นอวิชชา</p><br><p><strong>Q: ถ้าเมตตามากจนเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น หรือมีผลอย่างไร?</strong></p><br><p>A: อุเบกขา เฉยเมย และอทุกขมสุข เป็นคนละอย่างกัน “อทุกขมสุข” คือ ไม่ทุกข์ ไม่สุข สุขที่เป็น “อามิส” คือ สุขที่อาศัยอามิสเครื่องล่อภายนอก ส่วน สุขที่เป็น “นิรามิส” คือ สุขที่เกิดจากในภายใน ละเอียดลงไปอีกก็เป็น “โทมนัส” หรือ “โสมนัส” คือ สุข ทุกข์ทางใจ ถ้าเรากำจัดทุกข์ได้ ทุกข์ก็หมดไป ถ้าเรากำจัดสุขได้ สุขก็หมดไป ถ้าเรากำจัดอทุกขมสุขได้ จะเหลืออุเบกขา เพราะฉะนั้น อุเบกขาละเอียดกว่าอทุกขมสุข / เมตตา มี 3 ช่องทาง คือ ทางกาย วาจา ใจ และในทั้ง 3 ช่องทางนี้ มีทั้งต่อหน้าและลับหลัง&nbsp;เราต้องมีเมตตา มุทิตา อุเบกขา ในทั้ง 3 ช่องทาง เป็นเมตตาที่ไม่มีประมาณ ให้กับทุกคน ให้ชนิดที่ไม่กลัวหมด ไม่เว้นใคร ให้เรารู้จักแยกแยะช่องทางให้ถูก ในทางพรหมวิหารไม่ใช่มีแค่เมตตา แต่ยังมี มุทิตา กรุณา และอุเบกขาด้วย เราจึงควรมี เมตตา มุทิตา&nbsp;อุเบกขา ทั้ง 3 ช่องทาง&nbsp;เลือกใช้ให้เหมาะสมก็จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุข</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ความสันโดษทำให้คนขี้เกียจ จริงหรือไม่?</strong></p><br><p>A: “สันโดษ” หรือ “สันตุฏฐี” หมายถึง ความพอใจ ความพอดี สันโดษในบริขารของชีวิต คำที่มักจะมาคู่กันก็คือ “มักน้อยสันโดษ” คือ พอใจและยอมรับในสิ่งที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ คำว่า “มักน้อย”ในทางพุทธศาสนา ท่านหมายถึง การไม่อวดตน การเป็นผู้ถ่อมตน จึงมาสอดคล้องกับความสันโดษ ที่มีอิทธิบาท 4 ตั้งเป้าหมายในชีวิตแล้ว ใส่อิทธิบาท 4 ลงไป ให้เหมาะสม เมื่อประกอบกันแล้ว จะทำอะไรก็จะสำเร็จได้ ส่วนความ “ขี้เกียจ” เป็นลักษณะของนิวรณ์ จิตใจไม่สงบ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี จึงเอามาเป็นข้ออ้างที่จะขี้เกียจ เพราะฉะนั้น เราต้องสันโดษจึงจะกำจัดความขี้เกียจได้</p><br><p><strong>Q: ตัณหากับฉันทะต่างกันอย่างไร?</strong></p><br><p>A: “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก หากเราตั้งอิทธิบาท4 ไว้แล้วก้าวไปด้วยตัณหา นั่นจะเป็นกับดักของความอยาก ทำให้ก้าวผิดพลาดได้ แต่ถ้าเราต้องใส่ความพอใจเข้าไป ท่านจะ เรียกว่า&nbsp;&nbsp;“ฉันทะ” ซึ่งก็คือ ความอยากเหมือนกัน แต่เป็นฉันทะที่ต้องถูกควบคุมด้วยสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ของอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เราต้องตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งเอาไว้ โดยเอาฉันทะเชื่อมกับธรรมเครื่องปรุงแต่งด้วยสมาธิ พอเราปฎิบัติตาม มรรค 8 จะทำให้ฉันทะ ระงับลง ๆ งวดลง ๆ และหายไป ฉันทะก็จะถูกกำจัดด้วยฉันทะ คือ ชำระล้างตัวเองไปในตัว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พิจารณาเพื่อปล่อยวาง [6637-7q]</title>
			<itunes:title>พิจารณาเพื่อปล่อยวาง [6637-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Sep 2023 21:00:10 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6504804bccb27600119adefd/media.mp3" length="28027128" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6504804bccb27600119adefd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6504804bccb27600119adefd</link>
			<acast:episodeId>6504804bccb27600119adefd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7Vo4/UHtlwztqlm2pHhgYdjDgZsmUdCWE6CZjNE08jTmP1aEktE44nkxIo7+yew33UT53hNYvQVUZXcco0aULt8=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : การพิจารณาเกสา (ผม) ทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A : เป็นพุทธพจน์ที่ท่านให้พิจารณา ให้จิตตั้งอยู่ใน ปัญจกรรมฐานหรือกรรมฐาน 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล ไม่ใช่ของสวยงาม เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในร่างกายของเรา พิจารณาแล้วน้อมเข้ามาสู่ตัวเรา ว่าตัวเราก็ไม่ควรค่าที่จะยึดถือไว้</p><br><p><strong>Q : การนั่งสมาธิแล้วพิจารณาซากศพ ควรวางจิตและพิจารณาอย่างไร ?</strong></p><br><p>A : พิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพื่อไม่ให้เกิดความยึดถือ เพื่อปล่อยวาง แม้แต่พระพุทธเจ้ายังปรินิพพาน น้อมเข้าสู่ตัวเราว่า ตัวเราจะต้องเป็นอย่างนี้ในสักวันหนึ่ง ไม่อาจล่วงพ้นไปได้</p><br><p><strong>Q : เวลาที่พิจารณากายแล้วเกิดอาการรู้สึกว่ามีโลหิตไหลอยู่ในคอ ทำให้ไอและจาม ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี อาการเช่นนี้เป็นการปรุงแต่งของกาย (กายสังขาร) ให้เราฝึกตั้งสติสัมปชัญญะ ทำไปเรื่อย ๆ การปรุงแต่งทางกายก็จะค่อย ๆ ระงับลง ๆ</p><br><p><strong>Q : มีคนกล่าวไว้ว่า "ทำสมาธิตอนนอน" ดีที่สุด ได้บุญมากที่สุด?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : สมาธิไม่ได้เกิดขึ้นที่กาย แต่เกิดที่จิต ไม่ว่าจะอิริยาบถไหนก็ต้องทำได้หมด ไม่ใช่แค่อิริยาบถนอนเท่านั้น สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ ทำสมาธิอย่างไร พอจิตเราเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน ตรงนั้นก็จะเป็นทิพย์ หากอยู่ในอิริยาบถนั่ง ที่นั่งตรงนั้นก็เป็นที่นั่งทิพย์</p><br><p><strong>Q : อานิสงส์ของการเดิน / คำว่า "สมาธิตั้งอยู่ได้นานด้วยการเดิน เป็นอย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : อานิสงส์ของการเดินจะทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้นาน เพราะมีผัสสะมากสมาธิที่ได้จึงตั้งอยู่ได้นาน&nbsp;หากทำสมาธิในอิริยาบถเดินแล้ว จะทำให้อาหารย่อยง่าย เป็นผู้มีความอดทนเดินทางไกล มีอายุยืนยาว</p><br><p><strong>Q : เพราะเหตุใดในข้อธุดงควัตรถึงห้ามเอนกายลงนอนในเมื่อสามารถทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ธุดงควัตร หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำได้ยาก เหมาะแก่การขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง การห้ามเอนกายนอน เป็นการขนาบกิเลสทางหลัง เป็นการทำความเพียรรูปแบบหนึ่ง เพื่อเอาชนะกิเลส ขึ้นอยู่กับว่า กิเลสเราไปออกทางไหน หากเราชอบง่วง ชอบนอน เราก็ต้องเอาวิธีธุดงควัตรมาใช้ ให้เราดูลักษณะจิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน ให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะจิตของเรา</p><br><p><strong>Q : เวลานั่งสมาธิได้แล้วจะเกิดความปิติ ปิติแบบมีความสุขมาก ทำอย่างไรมันจึงจะสงบลงได้?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง ปิติที่เป็น “อามิส” นั้นต้องอาศัยเครื่องล่อ ส่วนปิติที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ เกิดจากในภายใน เรียกว่า ปิติที่เป็น “นิรามิส” จะเกิดขึ้นเมื่ออกุศลในใจเราลดลง ๆ กุศลในใจเพิ่มขึ้น ๆ จะวางปิติได้ ก็ต้องเห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง จะทำให้ปิติสงบระงับลงได้</p><br><p><strong>Q : สมาธิเวลานอน คือ การที่เราท่องพุทโธ ๆ ไปจนหลับใช่หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การกำหนดสติ มีหลายวิธีแล้วแต่เราจะเลือกใช้ หนึ่งในอนุสติ10 ได้หมด โดยมีจุดประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะแล้วน้อมไปเพื่อการนอน การนอนแบบนี้เป็นการนอนที่เรียกว่ามี สติสัมปชัญญะในการนอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : การพิจารณาเกสา (ผม) ทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A : เป็นพุทธพจน์ที่ท่านให้พิจารณา ให้จิตตั้งอยู่ใน ปัญจกรรมฐานหรือกรรมฐาน 5 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล ไม่ใช่ของสวยงาม เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในร่างกายของเรา พิจารณาแล้วน้อมเข้ามาสู่ตัวเรา ว่าตัวเราก็ไม่ควรค่าที่จะยึดถือไว้</p><br><p><strong>Q : การนั่งสมาธิแล้วพิจารณาซากศพ ควรวางจิตและพิจารณาอย่างไร ?</strong></p><br><p>A : พิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพื่อไม่ให้เกิดความยึดถือ เพื่อปล่อยวาง แม้แต่พระพุทธเจ้ายังปรินิพพาน น้อมเข้าสู่ตัวเราว่า ตัวเราจะต้องเป็นอย่างนี้ในสักวันหนึ่ง ไม่อาจล่วงพ้นไปได้</p><br><p><strong>Q : เวลาที่พิจารณากายแล้วเกิดอาการรู้สึกว่ามีโลหิตไหลอยู่ในคอ ทำให้ไอและจาม ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี อาการเช่นนี้เป็นการปรุงแต่งของกาย (กายสังขาร) ให้เราฝึกตั้งสติสัมปชัญญะ ทำไปเรื่อย ๆ การปรุงแต่งทางกายก็จะค่อย ๆ ระงับลง ๆ</p><br><p><strong>Q : มีคนกล่าวไว้ว่า "ทำสมาธิตอนนอน" ดีที่สุด ได้บุญมากที่สุด?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : สมาธิไม่ได้เกิดขึ้นที่กาย แต่เกิดที่จิต ไม่ว่าจะอิริยาบถไหนก็ต้องทำได้หมด ไม่ใช่แค่อิริยาบถนอนเท่านั้น สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ ทำสมาธิอย่างไร พอจิตเราเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหน ตรงนั้นก็จะเป็นทิพย์ หากอยู่ในอิริยาบถนั่ง ที่นั่งตรงนั้นก็เป็นที่นั่งทิพย์</p><br><p><strong>Q : อานิสงส์ของการเดิน / คำว่า "สมาธิตั้งอยู่ได้นานด้วยการเดิน เป็นอย่างไร ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : อานิสงส์ของการเดินจะทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้นาน เพราะมีผัสสะมากสมาธิที่ได้จึงตั้งอยู่ได้นาน&nbsp;หากทำสมาธิในอิริยาบถเดินแล้ว จะทำให้อาหารย่อยง่าย เป็นผู้มีความอดทนเดินทางไกล มีอายุยืนยาว</p><br><p><strong>Q : เพราะเหตุใดในข้อธุดงควัตรถึงห้ามเอนกายลงนอนในเมื่อสามารถทำสมาธิได้ในทุกอิริยาบถ ?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ธุดงควัตร หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำได้ยาก เหมาะแก่การขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง การห้ามเอนกายนอน เป็นการขนาบกิเลสทางหลัง เป็นการทำความเพียรรูปแบบหนึ่ง เพื่อเอาชนะกิเลส ขึ้นอยู่กับว่า กิเลสเราไปออกทางไหน หากเราชอบง่วง ชอบนอน เราก็ต้องเอาวิธีธุดงควัตรมาใช้ ให้เราดูลักษณะจิตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน ให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะจิตของเรา</p><br><p><strong>Q : เวลานั่งสมาธิได้แล้วจะเกิดความปิติ ปิติแบบมีความสุขมาก ทำอย่างไรมันจึงจะสงบลงได้?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง ปิติที่เป็น “อามิส” นั้นต้องอาศัยเครื่องล่อ ส่วนปิติที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ เกิดจากในภายใน เรียกว่า ปิติที่เป็น “นิรามิส” จะเกิดขึ้นเมื่ออกุศลในใจเราลดลง ๆ กุศลในใจเพิ่มขึ้น ๆ จะวางปิติได้ ก็ต้องเห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง จะทำให้ปิติสงบระงับลงได้</p><br><p><strong>Q : สมาธิเวลานอน คือ การที่เราท่องพุทโธ ๆ ไปจนหลับใช่หรือไม่?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A : การกำหนดสติ มีหลายวิธีแล้วแต่เราจะเลือกใช้ หนึ่งในอนุสติ10 ได้หมด โดยมีจุดประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะแล้วน้อมไปเพื่อการนอน การนอนแบบนี้เป็นการนอนที่เรียกว่ามี สติสัมปชัญญะในการนอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนันตริยกรรมฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว [6636-7q]</title>
			<itunes:title>อนันตริยกรรมฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว [6636-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Sep 2023 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64fc7ef7977e5a001260168f/media.mp3" length="27453119" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64fc7ef7977e5a001260168f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64fc7ef7977e5a001260168f</link>
			<acast:episodeId>64fc7ef7977e5a001260168f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsoxhINu4Ad7VkAnsB5MGv7ZqDYOfYZfnFg2kqBaW3coYKd86KZ5b8h6yS8G7KP3eGJbqIXi0ee7UpzLJFcSnlE7fH9UlqUvZ0kvpQXX6t/wU=]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : อนันตริยกรรมคือกรรมหนักฝ่ายชั่ว แล้วกรรมหนักฝ่ายดีมีหรือไม่ อย่างไร ?</strong></p><br><p>A : อนันตริยกรรม ฝ่ายชั่ว มีในพุทธพจน์ มี 5 อย่าง คือ 1.ฆ่าบิดา 2.ฆ่ามารดา 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4.ทำพระพุทธเจ้าให้โลหิตเลือด 5. ทำสงฆ์ให้แตกกัน&nbsp; ผลของการทำอนันตริยกรรม คือ ให้ผลเดี๋ยวนี้ (กรณีพระเทวทัต) ให้ผลเลยหลังจากกายแตกตายไป&nbsp; ส่วน อนันตริยกรรม ฝ่ายดี มีในอรรถกถา มี 8 อย่าง คือ ฌาน 1 ถึงชั้น ฌาน 8 คือเมื่อเรานั่งสมาธิแล้วให้ผลเลย ให้ผลเดี๋ยวนี้ ให้ผลทันที ตามอำนาจที่เราได้ทำไป</p><br><p><strong>Q : มีคนกล่าวไว้ว่า "ถ้าสามารถท่องบทปฏิจจสมุปบาทได้ทั้งไทยและบาลี จะเป็นการปิดประตูอบายได้อย่างแน่นอน" จริงหรือไม่ ?</strong></p><br><p>A :&nbsp; การปิดประตูอบาย จะใช้กับคนที่เป็นโสดาบันขั้นผลเท่านั้น คนที่ไม่ผิดศีลและมีศรัทธาหยั่งลงมั่น จะปิดประตูอบายได้ คือ เขาจะไม่สามารถทำกรรมที่เมื่อทำแล้วจะไปสู่ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย เขาจะทำไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะสวดมนต์บทไหนหรือไปสถานที่ใด ที่สำคัญคือ คุณมีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นหรือไม่ หากเรารักษาศีลได้เต็มเปี่ยม มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้วนั้น นั่นจึงจะปิดประตูอบายได้</p><br><p><br></p><p><strong>Q : &nbsp;เวทนากับสังขารต่างกันอย่างไร ? ทำไมมีแต่เวทนานุปัสสนา ไม่เห็นมี สังขารานุปัสสนา?</strong></p><br><p>A : สังขาร คือ การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป ปรุงแต่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้สำเร็จรูป เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกแบบหนึ่ง การปรุงแต่งนั้นเรียกว่า สังขาร / เวทนา คือความรู้สึก สุข ทุกข์และอทุกขมสุข / ท่านบอกว่าในบรรดาการปรุงแต่งทั้งหมด การปรุงแต่งที่ดีที่สุดคือมรรค 8 เพราะมันจะทำให้สังขารระงับลง เป็นการปรุงแต่งที่ทำให้การปรุงแต่งระงับลง เพราะฉะนั้นเวทนาจึงอยู่ในสังขาร และรูป เวทนา สัญญาและวิญญาณต่างก็เป็นสังขารแบบหนึ่ง อวิชชาและสังขารอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น เวทนาจึงเป็นจุดที่สำคัญ เพราะความทุกข์ทั้งหมดรวมกันลงในเวทนาถ้าเราเข้าใจเวทนา จะทำให้เราตัดกระแสของตัณหาได้ เพราะว่า เวทนาทำให้เกิดตัณหา ซึ่งถ้าเราเข้าใจเวทนาตัดกระแสของปัญหา ความทุกข์เราก็จะหมดไป เพราะฉะนั้น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงเป็นองค์ในการภาวนาอย่างหนึ่ง เป็นจุดสำคัญที่เราต้องตั้งสติไว้ ซึ่ง นอกจากเวทนา ก็ยังมี สติปัฎฐานตั้งไว้ใน กาย จิตและธรรม ตั้งไว้ในอันใดอันหนึ่งก็ได้</p><br><p><strong>Q : การดูลมหายใจหรืออานาปานสติ ในระหว่างกินข้าวหรือพูดคุย ทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A: เราอาศัยลม เป็นเครื่องมือทำให้เกิดสติ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นลมแล้วไม่มีสติ การที่เราไม่เผลอ ไม่เพลินไปตามสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั่นคือ เรามีสติแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : อนันตริยกรรมคือกรรมหนักฝ่ายชั่ว แล้วกรรมหนักฝ่ายดีมีหรือไม่ อย่างไร ?</strong></p><br><p>A : อนันตริยกรรม ฝ่ายชั่ว มีในพุทธพจน์ มี 5 อย่าง คือ 1.ฆ่าบิดา 2.ฆ่ามารดา 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4.ทำพระพุทธเจ้าให้โลหิตเลือด 5. ทำสงฆ์ให้แตกกัน&nbsp; ผลของการทำอนันตริยกรรม คือ ให้ผลเดี๋ยวนี้ (กรณีพระเทวทัต) ให้ผลเลยหลังจากกายแตกตายไป&nbsp; ส่วน อนันตริยกรรม ฝ่ายดี มีในอรรถกถา มี 8 อย่าง คือ ฌาน 1 ถึงชั้น ฌาน 8 คือเมื่อเรานั่งสมาธิแล้วให้ผลเลย ให้ผลเดี๋ยวนี้ ให้ผลทันที ตามอำนาจที่เราได้ทำไป</p><br><p><strong>Q : มีคนกล่าวไว้ว่า "ถ้าสามารถท่องบทปฏิจจสมุปบาทได้ทั้งไทยและบาลี จะเป็นการปิดประตูอบายได้อย่างแน่นอน" จริงหรือไม่ ?</strong></p><br><p>A :&nbsp; การปิดประตูอบาย จะใช้กับคนที่เป็นโสดาบันขั้นผลเท่านั้น คนที่ไม่ผิดศีลและมีศรัทธาหยั่งลงมั่น จะปิดประตูอบายได้ คือ เขาจะไม่สามารถทำกรรมที่เมื่อทำแล้วจะไปสู่ นรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย เขาจะทำไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะสวดมนต์บทไหนหรือไปสถานที่ใด ที่สำคัญคือ คุณมีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นหรือไม่ หากเรารักษาศีลได้เต็มเปี่ยม มีศรัทธาที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้วนั้น นั่นจึงจะปิดประตูอบายได้</p><br><p><br></p><p><strong>Q : &nbsp;เวทนากับสังขารต่างกันอย่างไร ? ทำไมมีแต่เวทนานุปัสสนา ไม่เห็นมี สังขารานุปัสสนา?</strong></p><br><p>A : สังขาร คือ การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป ปรุงแต่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้สำเร็จรูป เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกแบบหนึ่ง การปรุงแต่งนั้นเรียกว่า สังขาร / เวทนา คือความรู้สึก สุข ทุกข์และอทุกขมสุข / ท่านบอกว่าในบรรดาการปรุงแต่งทั้งหมด การปรุงแต่งที่ดีที่สุดคือมรรค 8 เพราะมันจะทำให้สังขารระงับลง เป็นการปรุงแต่งที่ทำให้การปรุงแต่งระงับลง เพราะฉะนั้นเวทนาจึงอยู่ในสังขาร และรูป เวทนา สัญญาและวิญญาณต่างก็เป็นสังขารแบบหนึ่ง อวิชชาและสังขารอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น เวทนาจึงเป็นจุดที่สำคัญ เพราะความทุกข์ทั้งหมดรวมกันลงในเวทนาถ้าเราเข้าใจเวทนา จะทำให้เราตัดกระแสของตัณหาได้ เพราะว่า เวทนาทำให้เกิดตัณหา ซึ่งถ้าเราเข้าใจเวทนาตัดกระแสของปัญหา ความทุกข์เราก็จะหมดไป เพราะฉะนั้น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงเป็นองค์ในการภาวนาอย่างหนึ่ง เป็นจุดสำคัญที่เราต้องตั้งสติไว้ ซึ่ง นอกจากเวทนา ก็ยังมี สติปัฎฐานตั้งไว้ใน กาย จิตและธรรม ตั้งไว้ในอันใดอันหนึ่งก็ได้</p><br><p><strong>Q : การดูลมหายใจหรืออานาปานสติ ในระหว่างกินข้าวหรือพูดคุย ทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A: เราอาศัยลม เป็นเครื่องมือทำให้เกิดสติ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นลมแล้วไม่มีสติ การที่เราไม่เผลอ ไม่เพลินไปตามสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั่นคือ เรามีสติแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เบื่อหน่ายกับเบื่อเซ็ง [6635-7q]</title>
			<itunes:title>เบื่อหน่ายกับเบื่อเซ็ง [6635-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Sep 2023 21:00:09 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64f1fb5f00d9130011240cde/media.mp3" length="27932882" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64f1fb5f00d9130011240cde</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64f1fb5f00d9130011240cde</link>
			<acast:episodeId>64f1fb5f00d9130011240cde</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMx0S2/7Yw8IG3vkQjawCRCd6GdQei7rz1dDXCpgoAM5fZ/C8NLx/BivUftgMSGRE3GQ10hf+By+picoKWIQ90w]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: รู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต ควรทำอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ความเบื่อหน่าย หรือนิพพิทา ในทางพุทธศาสนา เมื่อเห็นไปตามจริงแล้วจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จะปล่อยวาง ไม่ยึดถือสิ่งใดอีก เป็น “กุศล” ส่วนความเบื่อเซ็ง เป็นโมหะ จะเป็นลักษณะที่จะหมดกำลังใจ ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไรทำให้จิตใจเราอ่อนกำลังลง พอเบื่อสิ่งนี้ ก็ไปยึดสิ่งใหม่ เป็น “อกุศล” ท่านเปรียบเทียบกับพราหมณ์ที่บูชาไฟ หากไฟลุกโชนมากก็ให้ใส่ขี้เถ้าลงไป หากไฟจะมอดดับก็ให้เติมเชื้อลงไป ท่านแบ่งโพชฌงค์ ไว้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เติมเชื้อไฟเข้าไป คือ ธัมมวิจยะ, วิริยะและปีติ และส่วนที่เติมขี้เถ้าลงไป คือ&nbsp;ปัสสัทธิ, สมาธิและอุเบกขา ให้เราเลือกใช้ให้ถูก หรือหากเราเบื่อเซ็งมาก ๆ ก็ให้ออกไปหากิจกรรมอะไรทำ เช่น ออกกำลังกาย ร่างกายก็จะหลั่งสารบางอย่างออก มาทำให้เรารู้สึกสบาย แต่หากเรายังอยู่กับความเบื่อ ความหดหู่นั้น ร่างกายก็อาจหลั่งสารบางอย่างออกมา ทำให้เราซึมเศร้า กายเราก็จะป่วยไปตามใจ เพราะตัวเรานั้น มีกายกับใจ มีรูปกับนาม ใจมีผลกับกาย กายก็มีผลกับใจเช่นกัน</p><br><p><strong>Q: อยากจะบวชเป็นแม่ชี แต่มีความเกรงใจกังวลว่าจะไปเป็นภาระของวัด</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การบวชเป็นแม่ชีโกนผมห่มขาวนั้น ก็เพื่อออกจากวัฏฏะสงสาร&nbsp;นั่นเป็นการ “ปลดภาระ” ส่วนที่เป็น “ภาระ” คือ การที่เรายังวนเวียนอยู่ในวัฎฎะนี้&nbsp;ซึ่งถ้าเราไม่ได้บวชชี เราก็สามารถทำบ้านให้เป็นวัดได้ เราสามารถถือศีล 8 ดำรงชีพไปได้ตามปกติ เสพกามให้น้อยลง หมั่นปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ลักษณะเช่นนี้ก็สามารถทำได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;บุคคลที่ไม่มีศรัทธาเลยแต่มีปัญญา เขาจะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่? และบุคคลประเภทไหน ใช้ธรรมะอะไร จึงจะมีปัญญาขึ้นมา</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: หากเขาไม่มีศรัทธา ก็จะไม่มีการทำจริงแน่วแน่จริง จะไม่เกิดการลงมือทำ เมื่อไม่ลงมือทำ ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติให้เกิดปัญญาได้&nbsp;แต่หากเขามีศรัทธา เขาจะมีการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง มีวิริยะ คือ ความเพียร มีความตั้งใจจริง เมื่อเขาปฏิบัติแล้ว จะเกิดปัญญาได้ ซึ่ง ปัญญานี้ไม่ได้หมายถึงปัญญาในทางโลก หรือโลกียปัญญา แต่หมายถึง ปัญญาในทางธรรม คือ โลกุตรปัญญา&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: รู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต ควรทำอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ความเบื่อหน่าย หรือนิพพิทา ในทางพุทธศาสนา เมื่อเห็นไปตามจริงแล้วจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จะปล่อยวาง ไม่ยึดถือสิ่งใดอีก เป็น “กุศล” ส่วนความเบื่อเซ็ง เป็นโมหะ จะเป็นลักษณะที่จะหมดกำลังใจ ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไรทำให้จิตใจเราอ่อนกำลังลง พอเบื่อสิ่งนี้ ก็ไปยึดสิ่งใหม่ เป็น “อกุศล” ท่านเปรียบเทียบกับพราหมณ์ที่บูชาไฟ หากไฟลุกโชนมากก็ให้ใส่ขี้เถ้าลงไป หากไฟจะมอดดับก็ให้เติมเชื้อลงไป ท่านแบ่งโพชฌงค์ ไว้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เติมเชื้อไฟเข้าไป คือ ธัมมวิจยะ, วิริยะและปีติ และส่วนที่เติมขี้เถ้าลงไป คือ&nbsp;ปัสสัทธิ, สมาธิและอุเบกขา ให้เราเลือกใช้ให้ถูก หรือหากเราเบื่อเซ็งมาก ๆ ก็ให้ออกไปหากิจกรรมอะไรทำ เช่น ออกกำลังกาย ร่างกายก็จะหลั่งสารบางอย่างออก มาทำให้เรารู้สึกสบาย แต่หากเรายังอยู่กับความเบื่อ ความหดหู่นั้น ร่างกายก็อาจหลั่งสารบางอย่างออกมา ทำให้เราซึมเศร้า กายเราก็จะป่วยไปตามใจ เพราะตัวเรานั้น มีกายกับใจ มีรูปกับนาม ใจมีผลกับกาย กายก็มีผลกับใจเช่นกัน</p><br><p><strong>Q: อยากจะบวชเป็นแม่ชี แต่มีความเกรงใจกังวลว่าจะไปเป็นภาระของวัด</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การบวชเป็นแม่ชีโกนผมห่มขาวนั้น ก็เพื่อออกจากวัฏฏะสงสาร&nbsp;นั่นเป็นการ “ปลดภาระ” ส่วนที่เป็น “ภาระ” คือ การที่เรายังวนเวียนอยู่ในวัฎฎะนี้&nbsp;ซึ่งถ้าเราไม่ได้บวชชี เราก็สามารถทำบ้านให้เป็นวัดได้ เราสามารถถือศีล 8 ดำรงชีพไปได้ตามปกติ เสพกามให้น้อยลง หมั่นปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ลักษณะเช่นนี้ก็สามารถทำได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;บุคคลที่ไม่มีศรัทธาเลยแต่มีปัญญา เขาจะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่? และบุคคลประเภทไหน ใช้ธรรมะอะไร จึงจะมีปัญญาขึ้นมา</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: หากเขาไม่มีศรัทธา ก็จะไม่มีการทำจริงแน่วแน่จริง จะไม่เกิดการลงมือทำ เมื่อไม่ลงมือทำ ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติให้เกิดปัญญาได้&nbsp;แต่หากเขามีศรัทธา เขาจะมีการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง มีวิริยะ คือ ความเพียร มีความตั้งใจจริง เมื่อเขาปฏิบัติแล้ว จะเกิดปัญญาได้ ซึ่ง ปัญญานี้ไม่ได้หมายถึงปัญญาในทางโลก หรือโลกียปัญญา แต่หมายถึง ปัญญาในทางธรรม คือ โลกุตรปัญญา&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกิดมืด เกิดสว่าง  [6634-7q] </title>
			<itunes:title>เกิดมืด เกิดสว่าง  [6634-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Aug 2023 21:00:03 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64e8c0d44a6f41001124a68d/media.mp3" length="27464088" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64e8c0d44a6f41001124a68d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64e8c0d44a6f41001124a68d</link>
			<acast:episodeId>64e8c0d44a6f41001124a68d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMCBUOd0t9X6h7i9PLMdYxwU5Ox/DsqedXB/iwWYDnK3eMdfzp9pK1p8GMdRC7D3B9a1y+drMgAoV6Eg1SDva71]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: คนที่อยากมีลูกมากแต่ไม่สามารถมีได้&nbsp;มันมีผลกรรมอันใดที่ทำให้เป็นเช่นนั้น?</strong></p><p>A: เมื่อเรามีความปรารถนา หากเราสมหวัง ก็จะมีความสุข หากเราผิดหวังก็จะเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะไม่ได้ตามที่ตนปรารถนา ซึ่งไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง เรื่องใด เรื่องหนึ่ง มันมีเหตุ มีปัจจัย ได้จากหลายอย่าง ไม่ใช่เรื่องกรรมอย่างเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมที่ทำให้สรีระของเขา ไม่สามารถมีลูกได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของหมอหรือเทคโนโลยี ก็อาจเป็นได้</p><br><p><strong>Q: อธิบายประเด็นมีคำกล่าวไว้ว่า “คนที่มีบุญจะมาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี นั้นมีน้อย แต่คนที่ไม่ค่อยมีบุญ จะมาเกิดในครอบครัวที่ยากจนเข็ญใจ นั้นมีมาก”</strong></p><p>A: ท่านเคยพูดถึงเรื่อง การเกิดมืดและการเกิดสว่าง “เกิดมืด” คือ เกิดในตระกูลที่ยากจน เข็ญใจ “เกิดสว่าง” คือ เกิดในตระกูลที่ฐานะดี มีทรัพย์มาก แต่ไม่ว่าเราจะเกิดมืดหรือเกิดสว่าง สิ่งที่สำคัญ คือ เราจะไปสว่างหรือไปมืด หากเกิดสว่าง แล้ว ประมาท มีทิฐิ มานะ ถึงเกิดสว่างก็จะไปมืด แต่หากเกิดสว่างแล้ว มีการให้ทาน รักษาศีล ละทิฐิ มานะได้ เช่นนี้ ก็จะเกิดสว่างไปสว่าง และหากเราเกิดมืด แล้วหมั่นรักษาศีล ทำบุญ ขยันทำมาหากิน ไม่เบียดเบียนใคร เช่นนี้ แม้เราจะเกิดมืดก็จะไปสว่าง</p><br><p><strong>Q :&nbsp;คนเป็นลูกมีสิทธิ์ที่จะโกรธพ่อแม่ได้บ้างหรือไม่?</strong></p><p>A: เราไม่ควรโกรธใครเลย เราควรรู้จักหักห้ามความโกรธ หยุดความโกรธของเราให้ได้ ไม่ว่าจะกับใคร เพราะเมื่อมีความขัดเคือง (ปฏิฆะ) แล้วก็จะมีความโกรธขึ้นมา มีโทสะ คิดประทุษร้ายเขา เป็นพยาบาทขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ยินดีให้จิตเคลื่อนจากการถูกกระทบ ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น เราควรตั้งจิตไว้ให้ดี ให้ยินดีในความไม่พยาบาท (อพยาบาท)</p><br><p><strong>Q: ควรจะทำอย่างไร เมื่อยังไม่ลืมอดีต ยังโกรธไม่พอใจพี่สาวที่ทำไม่ดีกับพ่อแม่มาตั้งแต่ยังเด็ก</strong></p><p>A: เราทุกข์ตรงไหน จะละทุกข์ได้ ก็ต้องละตรงนั้น คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ อย่าไปยึดถือในความไม่ดีของเขา หากเรายังพยาบาทไม่พอใจเขาเพราะเขาทำไม่ดี นั่นคือ เรายึดถือในความดี อยากได้ความดี เลยไม่พอใจสิ่งที่ไม่ดี เพราะเรายึดถือ เราจึงยังทุกข์ถึงทุกวันนี้ ให้เราเอาความดีเป็น “ที่พึ่ง” คือ ”สรณะ” เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง เอามรรค 8 เป็นที่พึ่ง</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: คนที่อยากมีลูกมากแต่ไม่สามารถมีได้&nbsp;มันมีผลกรรมอันใดที่ทำให้เป็นเช่นนั้น?</strong></p><p>A: เมื่อเรามีความปรารถนา หากเราสมหวัง ก็จะมีความสุข หากเราผิดหวังก็จะเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะไม่ได้ตามที่ตนปรารถนา ซึ่งไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง เรื่องใด เรื่องหนึ่ง มันมีเหตุ มีปัจจัย ได้จากหลายอย่าง ไม่ใช่เรื่องกรรมอย่างเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมที่ทำให้สรีระของเขา ไม่สามารถมีลูกได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของหมอหรือเทคโนโลยี ก็อาจเป็นได้</p><br><p><strong>Q: อธิบายประเด็นมีคำกล่าวไว้ว่า “คนที่มีบุญจะมาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี นั้นมีน้อย แต่คนที่ไม่ค่อยมีบุญ จะมาเกิดในครอบครัวที่ยากจนเข็ญใจ นั้นมีมาก”</strong></p><p>A: ท่านเคยพูดถึงเรื่อง การเกิดมืดและการเกิดสว่าง “เกิดมืด” คือ เกิดในตระกูลที่ยากจน เข็ญใจ “เกิดสว่าง” คือ เกิดในตระกูลที่ฐานะดี มีทรัพย์มาก แต่ไม่ว่าเราจะเกิดมืดหรือเกิดสว่าง สิ่งที่สำคัญ คือ เราจะไปสว่างหรือไปมืด หากเกิดสว่าง แล้ว ประมาท มีทิฐิ มานะ ถึงเกิดสว่างก็จะไปมืด แต่หากเกิดสว่างแล้ว มีการให้ทาน รักษาศีล ละทิฐิ มานะได้ เช่นนี้ ก็จะเกิดสว่างไปสว่าง และหากเราเกิดมืด แล้วหมั่นรักษาศีล ทำบุญ ขยันทำมาหากิน ไม่เบียดเบียนใคร เช่นนี้ แม้เราจะเกิดมืดก็จะไปสว่าง</p><br><p><strong>Q :&nbsp;คนเป็นลูกมีสิทธิ์ที่จะโกรธพ่อแม่ได้บ้างหรือไม่?</strong></p><p>A: เราไม่ควรโกรธใครเลย เราควรรู้จักหักห้ามความโกรธ หยุดความโกรธของเราให้ได้ ไม่ว่าจะกับใคร เพราะเมื่อมีความขัดเคือง (ปฏิฆะ) แล้วก็จะมีความโกรธขึ้นมา มีโทสะ คิดประทุษร้ายเขา เป็นพยาบาทขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ยินดีให้จิตเคลื่อนจากการถูกกระทบ ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น เราควรตั้งจิตไว้ให้ดี ให้ยินดีในความไม่พยาบาท (อพยาบาท)</p><br><p><strong>Q: ควรจะทำอย่างไร เมื่อยังไม่ลืมอดีต ยังโกรธไม่พอใจพี่สาวที่ทำไม่ดีกับพ่อแม่มาตั้งแต่ยังเด็ก</strong></p><p>A: เราทุกข์ตรงไหน จะละทุกข์ได้ ก็ต้องละตรงนั้น คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ อย่าไปยึดถือในความไม่ดีของเขา หากเรายังพยาบาทไม่พอใจเขาเพราะเขาทำไม่ดี นั่นคือ เรายึดถือในความดี อยากได้ความดี เลยไม่พอใจสิ่งที่ไม่ดี เพราะเรายึดถือ เราจึงยังทุกข์ถึงทุกวันนี้ ให้เราเอาความดีเป็น “ที่พึ่ง” คือ ”สรณะ” เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง เอามรรค 8 เป็นที่พึ่ง</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฉลาดในทางและไม่ใช่ทาง [6633-7q]</title>
			<itunes:title>ฉลาดในทางและไม่ใช่ทาง [6633-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Aug 2023 21:00:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64e08b85de29b30010caeffb/media.mp3" length="27911965" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64e08b85de29b30010caeffb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64e08b85de29b30010caeffb</link>
			<acast:episodeId>64e08b85de29b30010caeffb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMPQAgKLrylKCK7zt45QQU1ondMlY60nmnNNLhiAWxjMu+0c3vVqWcJLbXyyJAOMJWHOq66PK2B9QwWYNs4g8I+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: สำนวนที่ว่า "ฉลาดในทาง และไม่ใช่ทาง" เป็นอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ท่านได้กล่าวถึงการกำเนิด 4 และคติ 5 / กำเนิด 4 แยกตามลักษณะการกำเนิด คือ 1. กำเนิดในไข่ 2. กำเนิดในของโสโครก 3. กำเนิดในครรภ์ 4. ผุดเกิดขึ้น / คติ 5 คือ ทางที่จะให้ไปถึงกำเนิดเหล่านั้น ได้แก่ 1. สัตว์นรก 2. กำเนิดเดรัชฉาน 3. เปรตวิสัย 4. มนุษย์ 5. เทวดา ท่านจะรู้ว่าปฏิบัติแบบไหน จะไปสู่คติอย่างไร ทำแบบไหนจึงจะเดินไปสู่คตินั้น นี่คือ “ฉลาดในทางและไม่ใช่ทาง” ซึ่งแต่ละทางมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน เส้นทางที่จะนำไปสู่ความเป็นเศรษฐี ท่านได้กล่าวไว้ถึง 1. การลุกขึ้นมาทำงาน ขยันขันแข็ง (อุฏฐานสัมปทา) 2. รู้จักรักษา เก็บเงิน (อารักขสัมปทา) 3. มีเพื่อนดี (กัลยาณมิตตตา) 4. รู้จักทำบัญชี แบ่งเงิน (สมชีวิตา) นี่คือทางที่จะเห็นผลในชาตินี้และทางอันสั้นนี้ จะต้องประกอบกันกับอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วย</p><br><p><strong>Q: ทำอย่างไรคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนจึงจะอยู่อย่างมีความสุข?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: คนทั่วไปมักจะรักสุขเกลียดทุกข์ เรียกรวม ๆ ว่า “กามสุข” คือ สุขที่เกิดจากความเพลิน ความพอใจ ยินดี ไปใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โทษมาก ประโยชน์น้อย) ส่วน “เนกขัมมะสุข” คือ สุขที่เกิดจากภายใน เป็นสุขที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม (โทษน้อย ประโยชน์มาก) สำหรับผู้ครองเรือน ยังบริโภคกาม ความสุขที่เป็น กามสุข ควรบริโภคให้น้อยลงและเพิ่มสุขที่เป็น เนกขัมมะสุข ให้มากขึ้น ซึ่งต้องมีเหตุ มีทางให้พ้นจากทุกข์นั้น คือ 1.สร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ 2. เข้าใจโลกธรรม 8 เพื่อให้เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:&nbsp;ฆราวาส ถ้าไปทำผิดศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง แล้วไปทำการล้างบาป มันจะหมดเวรกรรมหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การล้างบาป ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีในศาสนาพุธ กิเลสไม่ได้อยู่ที่กาย การชำระล้างอาบกายไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งใดที่ทำไปแล้ว สิ่งนั้นก็คือทำไปแล้ว เราควรหมั่นสร้างบุญกุศล ท่านเปรียบไว้ดัง เรานำเกลือ 1 ก้อน ละลายในแก้ว ผลคือจะเค็มมาก และหากนำเกลือ 1 ก้อน ละลายในแม่น้ำ ผลคือ ความเค็มจะเบาบางลง (เกลือ คือ บาป, น้ำ คือ บุญ, ผลของความเค็ม คือ ผลของบาป) การที่จะหมดเวร หมดกรรม คือ เหนือบุญ เหนือบาป สิ่งนั้นคือ “นิพพาน”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: สำนวนที่ว่า "ฉลาดในทาง และไม่ใช่ทาง" เป็นอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ท่านได้กล่าวถึงการกำเนิด 4 และคติ 5 / กำเนิด 4 แยกตามลักษณะการกำเนิด คือ 1. กำเนิดในไข่ 2. กำเนิดในของโสโครก 3. กำเนิดในครรภ์ 4. ผุดเกิดขึ้น / คติ 5 คือ ทางที่จะให้ไปถึงกำเนิดเหล่านั้น ได้แก่ 1. สัตว์นรก 2. กำเนิดเดรัชฉาน 3. เปรตวิสัย 4. มนุษย์ 5. เทวดา ท่านจะรู้ว่าปฏิบัติแบบไหน จะไปสู่คติอย่างไร ทำแบบไหนจึงจะเดินไปสู่คตินั้น นี่คือ “ฉลาดในทางและไม่ใช่ทาง” ซึ่งแต่ละทางมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน เส้นทางที่จะนำไปสู่ความเป็นเศรษฐี ท่านได้กล่าวไว้ถึง 1. การลุกขึ้นมาทำงาน ขยันขันแข็ง (อุฏฐานสัมปทา) 2. รู้จักรักษา เก็บเงิน (อารักขสัมปทา) 3. มีเพื่อนดี (กัลยาณมิตตตา) 4. รู้จักทำบัญชี แบ่งเงิน (สมชีวิตา) นี่คือทางที่จะเห็นผลในชาตินี้และทางอันสั้นนี้ จะต้องประกอบกันกับอริยมรรคมีองค์ 8 ด้วย</p><br><p><strong>Q: ทำอย่างไรคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนจึงจะอยู่อย่างมีความสุข?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: คนทั่วไปมักจะรักสุขเกลียดทุกข์ เรียกรวม ๆ ว่า “กามสุข” คือ สุขที่เกิดจากความเพลิน ความพอใจ ยินดี ไปใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โทษมาก ประโยชน์น้อย) ส่วน “เนกขัมมะสุข” คือ สุขที่เกิดจากภายใน เป็นสุขที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม (โทษน้อย ประโยชน์มาก) สำหรับผู้ครองเรือน ยังบริโภคกาม ความสุขที่เป็น กามสุข ควรบริโภคให้น้อยลงและเพิ่มสุขที่เป็น เนกขัมมะสุข ให้มากขึ้น ซึ่งต้องมีเหตุ มีทางให้พ้นจากทุกข์นั้น คือ 1.สร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์ 2. เข้าใจโลกธรรม 8 เพื่อให้เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q:&nbsp;ฆราวาส ถ้าไปทำผิดศีล 5 ข้อใดข้อหนึ่ง แล้วไปทำการล้างบาป มันจะหมดเวรกรรมหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การล้างบาป ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีในศาสนาพุธ กิเลสไม่ได้อยู่ที่กาย การชำระล้างอาบกายไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งใดที่ทำไปแล้ว สิ่งนั้นก็คือทำไปแล้ว เราควรหมั่นสร้างบุญกุศล ท่านเปรียบไว้ดัง เรานำเกลือ 1 ก้อน ละลายในแก้ว ผลคือจะเค็มมาก และหากนำเกลือ 1 ก้อน ละลายในแม่น้ำ ผลคือ ความเค็มจะเบาบางลง (เกลือ คือ บาป, น้ำ คือ บุญ, ผลของความเค็ม คือ ผลของบาป) การที่จะหมดเวร หมดกรรม คือ เหนือบุญ เหนือบาป สิ่งนั้นคือ “นิพพาน”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม [6632-7q]</title>
			<itunes:title>ปฎิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม [6632-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Aug 2023 21:00:22 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64d751ec49c8ba0011017cad/media.mp3" length="27180572" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64d751ec49c8ba0011017cad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64d751ec49c8ba0011017cad</link>
			<acast:episodeId>64d751ec49c8ba0011017cad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM44NYwvX/OpcjQBRwB7LzKROsDbfFiv6jMlIDRoXmvcyjQOjfPjhsnG2JTytRZjTqyzLERX+S+hVlSfCRSorAU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดอุบาสก อุบาสิกา จึงนิยมสวมใส่ชุดชาวมาปฏิบัติธรรม และอุบาสก อุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลแต่งชุดขาวหรือไม่?</strong></p><br><p>A: ที่นิยมใส่ชุดขาวส่วนหนึ่งอาจมาจาก หนึ่งในมหาสุบินของพระพุทธเจ้า ตอนที่ท่านเป็น&nbsp;&nbsp;พระโพธิสัตว์ ในข้อที่ว่า “มีหนอนตัวสีขาว หัวดำ คลานเข้ามาจากทุกทิศ ทุกทาง แล้วไต่ขึ้นมาตามเท้าถึงเข่าของท่าน” ในมหาสุบินข้อนี้ บอกไว้ว่า จะมีอุบาสก อุบาสิกา ที่นับถือพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต มีมากมาย มาจากทุกวรรณะ ทุกทิศทุกทาง และส่วนหนึ่งอาจมาจาก พุทธพจน์ ที่ท่านได้เล่าให้พระอานนท์ฟัง ถึงตอนที่มารมาทูลขอให้ท่านปรินิพพาน ท่านได้กล่าวกับมารว่า “จะยังไม่ปรินิพพาน ตราบใดที่ <strong>อุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรมจรรย์</strong> ในธรรมวินัยนี้ ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่สามารถแสดงธรรม ข่มขี่ ให้ราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมโดยอัศจรรย์ได้ ถ้ายังไม่เป็นอย่างงั้น ยังไม่ปรินิพพาน” / “จะยังไม่ปรินิพพาน ตราบใดที่ <strong>อุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาว ยังบริโภคกาม</strong>&nbsp;ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่ฉลาด ยังไม่สามารถแสดงธรรม ด้วยความอัศจรรย์ ข่มขี่ ปราบปรัปวาทได้ ถ้ายังไม่ได้ ยังไม่ปรินิพพาน”&nbsp;แสดงว่า มีการนุ่งขาวห่มขาวทั้งที่ประพฤติพรมจรรย์ คือ รักษาศีล 8 และทั้งที่บริโภคกาม คือ รักษาศีล 5 ผู้ที่จะเป็นอุบาสก อุบาสิกา อย่างน้อยต้องรักษาศีล 5</p><br><p><strong>Q: อะไรคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม?</strong></p><br><p>A: มาจากคำว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หมายความว่า การกระทำที่เหมาะสม กระทำให้จนถึงจุดที่มันจะสำเร็จขึ้นมา นัยยะแรก คือการทำและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จ นัยยะที่สอง คือ การใช้ธรรมะให้ถูกกับเรื่องราว ท่านได้อธิบายไว้ถึงเรื่องของ โพชฌงค์ เช่น หากมีจิตหดหู่ เซื่องซึม แล้วจะมาเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มันไม่ได้ จะยิ่งทำให้หดหู่เซื่องซึมเข้าไปอีก แบบนี้ไม่เหมาะสม เพราะมันไม่ใช่หมวดธรรมที่จะเข้ากัน เราต้องใช้หมวดธรรม ให้เหมาะสม</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เราสามารถดูได้อย่างไรว่า พระภิกษุผู้ใดเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ?</strong></p><br><p>A: ดูที่ศีล พระวินัยของพระ คือ ศีลของพระ ถ้าไม่มีศีล แม้จะโกนผมห่มเหลืองก็ไม่ใช่พระ ถ้ามีศีล แม้จะไม่โกนผมไม่ห่มเหลือง ก็เป็นพระได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: พระที่เรียกว่า "พระสุปฏิปันโน" มีลักษณะอย่างไร?</strong></p><br><p>A: อยู่ในบท "สังฆคุณ 9" คือ เริ่มจากปฏิบัติดี (สุปฏิปนฺโน) เริ่มจากศีล สมาธิและปัญญา หมายถึง การปฎิบัติตาม มรรค 8 ปฎิบัติตามทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง / ดูจากสมาธิ คือ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจ แล้วจะยังเป็นคนดีอยู่หรือไม่ / ดูจากปัญญา คือ ดูได้จากการพูดคุย ว่าสามารถแจกแจงธรรมะได้หรือไม่ ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นตัวบ่งบอกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ที่บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเดินจงกรมเลย ท่านจะบาปหรือไม่?</strong></p><br><p>A: ท่านไม่บาป เพราะท่านไม่ได้ทำผิดศีล ผิดพระวินัย เพียงแต่ว่าท่านจะไม่มีสมาธิ ปัญญา บรรลุถึงพระนิพพาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดอุบาสก อุบาสิกา จึงนิยมสวมใส่ชุดชาวมาปฏิบัติธรรม และอุบาสก อุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลแต่งชุดขาวหรือไม่?</strong></p><br><p>A: ที่นิยมใส่ชุดขาวส่วนหนึ่งอาจมาจาก หนึ่งในมหาสุบินของพระพุทธเจ้า ตอนที่ท่านเป็น&nbsp;&nbsp;พระโพธิสัตว์ ในข้อที่ว่า “มีหนอนตัวสีขาว หัวดำ คลานเข้ามาจากทุกทิศ ทุกทาง แล้วไต่ขึ้นมาตามเท้าถึงเข่าของท่าน” ในมหาสุบินข้อนี้ บอกไว้ว่า จะมีอุบาสก อุบาสิกา ที่นับถือพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต มีมากมาย มาจากทุกวรรณะ ทุกทิศทุกทาง และส่วนหนึ่งอาจมาจาก พุทธพจน์ ที่ท่านได้เล่าให้พระอานนท์ฟัง ถึงตอนที่มารมาทูลขอให้ท่านปรินิพพาน ท่านได้กล่าวกับมารว่า “จะยังไม่ปรินิพพาน ตราบใดที่ <strong>อุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรมจรรย์</strong> ในธรรมวินัยนี้ ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่สามารถแสดงธรรม ข่มขี่ ให้ราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมโดยอัศจรรย์ได้ ถ้ายังไม่เป็นอย่างงั้น ยังไม่ปรินิพพาน” / “จะยังไม่ปรินิพพาน ตราบใดที่ <strong>อุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาว ยังบริโภคกาม</strong>&nbsp;ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่ฉลาด ยังไม่สามารถแสดงธรรม ด้วยความอัศจรรย์ ข่มขี่ ปราบปรัปวาทได้ ถ้ายังไม่ได้ ยังไม่ปรินิพพาน”&nbsp;แสดงว่า มีการนุ่งขาวห่มขาวทั้งที่ประพฤติพรมจรรย์ คือ รักษาศีล 8 และทั้งที่บริโภคกาม คือ รักษาศีล 5 ผู้ที่จะเป็นอุบาสก อุบาสิกา อย่างน้อยต้องรักษาศีล 5</p><br><p><strong>Q: อะไรคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม?</strong></p><br><p>A: มาจากคำว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หมายความว่า การกระทำที่เหมาะสม กระทำให้จนถึงจุดที่มันจะสำเร็จขึ้นมา นัยยะแรก คือการทำและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จ นัยยะที่สอง คือ การใช้ธรรมะให้ถูกกับเรื่องราว ท่านได้อธิบายไว้ถึงเรื่องของ โพชฌงค์ เช่น หากมีจิตหดหู่ เซื่องซึม แล้วจะมาเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มันไม่ได้ จะยิ่งทำให้หดหู่เซื่องซึมเข้าไปอีก แบบนี้ไม่เหมาะสม เพราะมันไม่ใช่หมวดธรรมที่จะเข้ากัน เราต้องใช้หมวดธรรม ให้เหมาะสม</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เราสามารถดูได้อย่างไรว่า พระภิกษุผู้ใดเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ?</strong></p><br><p>A: ดูที่ศีล พระวินัยของพระ คือ ศีลของพระ ถ้าไม่มีศีล แม้จะโกนผมห่มเหลืองก็ไม่ใช่พระ ถ้ามีศีล แม้จะไม่โกนผมไม่ห่มเหลือง ก็เป็นพระได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: พระที่เรียกว่า "พระสุปฏิปันโน" มีลักษณะอย่างไร?</strong></p><br><p>A: อยู่ในบท "สังฆคุณ 9" คือ เริ่มจากปฏิบัติดี (สุปฏิปนฺโน) เริ่มจากศีล สมาธิและปัญญา หมายถึง การปฎิบัติตาม มรรค 8 ปฎิบัติตามทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง / ดูจากสมาธิ คือ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจ แล้วจะยังเป็นคนดีอยู่หรือไม่ / ดูจากปัญญา คือ ดูได้จากการพูดคุย ว่าสามารถแจกแจงธรรมะได้หรือไม่ ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นตัวบ่งบอกได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ผู้ที่บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเดินจงกรมเลย ท่านจะบาปหรือไม่?</strong></p><br><p>A: ท่านไม่บาป เพราะท่านไม่ได้ทำผิดศีล ผิดพระวินัย เพียงแต่ว่าท่านจะไม่มีสมาธิ ปัญญา บรรลุถึงพระนิพพาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สำคัญที่รักษาจิต [6631-7q]</title>
			<itunes:title>สำคัญที่รักษาจิต [6631-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Aug 2023 21:00:41 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64cd16a16fa6720011dfb580/media.mp3" length="26963078" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64cd16a16fa6720011dfb580</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64cd16a16fa6720011dfb580</link>
			<acast:episodeId>64cd16a16fa6720011dfb580</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMbSlFrwxHALSm85eB3jAWsYzAqYcfiMITfuhZkhGWuN6xshoSr5n9GximvVr1RFSBZgZWwK/duIKM2ib6xHm7J]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การที่เราจะรักษาศีล 5 อยู่ที่เจตนาเรามากกว่า ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ แล้วทำได้เลย จิตเราน้อมไปทางไหน กาย วาจา ก็จะน้อมไปอย่างนั้นได้ หากศีลด่างพร้อย เราก็ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ ทางแก้ คือ อะไรที่ทำผิดไปแล้วเราแก้ไขไม่ได้ ก็ให้เราทำบุญ กุศล ให้มากขึ้น&nbsp;อุปมาดั่ง เกลือที่ละลายในน้ำ เกลือเปรียบดัง “อกุศล” น้ำเปรียบดัง “กุศล” ความเค็มของเกลือ คือ “ผลที่เราจะได้รับ” เมื่อเรานำเกลือ 1 ช้อน ไปละลายในแก้ว ความเค็มของเกลือจะมีมาก หากเรานำเกลือ 1 ช้อน ไปละลายในแม่น้ำ ความเค็มของเกลือก็จะลดน้อยลงไปมาก</p><br><p><strong>Q: การสมาทานรักษาศีลก่อนนอน จะทำให้ช่วงที่เราหลับ เราจะไม่มีทางละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งจะได้บุญเลย เป็นจริงหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ก่อนนอน เรานึกถึงศีล นั้นเป็น “สีลานุสสติ” เป็นหนึ่งใน อนุสติ 10 การที่เราระลึกถึงศีลนั้น ดีแน่นอน เพราะ กาย วาจา ถูกคุมด้วยศีลแล้วจิตเรา ระลึกถึง “สีลานุสสติ” นั้น มีอานิสงส์มาก</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม&nbsp;ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ภาษาบาลี คำว่า “อโหสิ” แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ถ้าเป็นภาษาไทย คำว่า “อโหสิ” หมายถึง การขอโทษ / อโหสิกรรม คือ กรรมที่ได้ทำไปแล้ว / ในทางคำสอน ไม่มีคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น”&nbsp;อย่าไปเข้าใจว่า ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น นั่น เป็นการเข้าใจผิด ที่สำคัญ คือ เราไม่ควรไปผูกเวรกับเขา ไม่ควรไปกังวลใจ มันอยู่ที่ว่า เราจะปล่อยวาง เราจะคลายความกังวลใจนั้นได้หรือไม่ เราจึงควรหมั่นสร้างความดี สร้างบุญกุศล ระลึกถึงความดีของเรา รักษาจิตของเราให้ดี</p><br><p><strong>Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา?</strong></p><br><p>A: ให้ดู “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามา คือ ศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น แล้วรักษาให้ดี จากนั้น จึงค่อย ๆ พัฒนาไปต่อ / จุดต่างในศาสนาพุธ คือ เรื่องของศรัทธา ศรัทธาจะต้องประกอบด้วยปัญญา โดยศรัทธาในพุทธศาสนานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบคือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: การที่เราจะรักษาศีล 5 อยู่ที่เจตนาเรามากกว่า ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ แล้วทำได้เลย จิตเราน้อมไปทางไหน กาย วาจา ก็จะน้อมไปอย่างนั้นได้ หากศีลด่างพร้อย เราก็ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ ทางแก้ คือ อะไรที่ทำผิดไปแล้วเราแก้ไขไม่ได้ ก็ให้เราทำบุญ กุศล ให้มากขึ้น&nbsp;อุปมาดั่ง เกลือที่ละลายในน้ำ เกลือเปรียบดัง “อกุศล” น้ำเปรียบดัง “กุศล” ความเค็มของเกลือ คือ “ผลที่เราจะได้รับ” เมื่อเรานำเกลือ 1 ช้อน ไปละลายในแก้ว ความเค็มของเกลือจะมีมาก หากเรานำเกลือ 1 ช้อน ไปละลายในแม่น้ำ ความเค็มของเกลือก็จะลดน้อยลงไปมาก</p><br><p><strong>Q: การสมาทานรักษาศีลก่อนนอน จะทำให้ช่วงที่เราหลับ เราจะไม่มีทางละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งจะได้บุญเลย เป็นจริงหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ก่อนนอน เรานึกถึงศีล นั้นเป็น “สีลานุสสติ” เป็นหนึ่งใน อนุสติ 10 การที่เราระลึกถึงศีลนั้น ดีแน่นอน เพราะ กาย วาจา ถูกคุมด้วยศีลแล้วจิตเรา ระลึกถึง “สีลานุสสติ” นั้น มีอานิสงส์มาก</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม&nbsp;ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ภาษาบาลี คำว่า “อโหสิ” แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ถ้าเป็นภาษาไทย คำว่า “อโหสิ” หมายถึง การขอโทษ / อโหสิกรรม คือ กรรมที่ได้ทำไปแล้ว / ในทางคำสอน ไม่มีคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ไม่มีใครเป็นเจ้าของใคร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น”&nbsp;อย่าไปเข้าใจว่า ทำสิ่งใดได้สิ่งนั้น นั่น เป็นการเข้าใจผิด ที่สำคัญ คือ เราไม่ควรไปผูกเวรกับเขา ไม่ควรไปกังวลใจ มันอยู่ที่ว่า เราจะปล่อยวาง เราจะคลายความกังวลใจนั้นได้หรือไม่ เราจึงควรหมั่นสร้างความดี สร้างบุญกุศล ระลึกถึงความดีของเรา รักษาจิตของเราให้ดี</p><br><p><strong>Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา?</strong></p><br><p>A: ให้ดู “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามา คือ ศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น แล้วรักษาให้ดี จากนั้น จึงค่อย ๆ พัฒนาไปต่อ / จุดต่างในศาสนาพุธ คือ เรื่องของศรัทธา ศรัทธาจะต้องประกอบด้วยปัญญา โดยศรัทธาในพุทธศาสนานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ระบบคือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความอดทนไม่ใช่เก็บกด [6630-7q] </title>
			<itunes:title>ความอดทนไม่ใช่เก็บกด [6630-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Jul 2023 21:00:29 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64c4ea59c501f60011068193/media.mp3" length="27356416" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64c4ea59c501f60011068193</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64c4ea59c501f60011068193</link>
			<acast:episodeId>64c4ea59c501f60011068193</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOdy/8LvTMEnpmn4ppfHMlOj6YlRZ7QatEhXKdfymq2Ju6HmkzWS51gc+7LVwhlUnhSRx7oczcfVHz7dEx1IYv1]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ควรวางจิตอย่างไร เมื่อต้องอยู่กับบริวารที่มีแต่การใส่ร้าย?</strong></p><p>A: ให้อดทนอยู่กับมันให้ได้ ความอดทนไม่ใช่เก็บกด เพราะเมื่อเก็บกดแล้ววันหนึ่งมันจะระเบิดออกมาได้ ความอดทนจะต้องประกอบด้วยเมตตา และปัญญา อดทน คือ ยู่กับมันได้&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ลักษณะของความอดทน </strong>ท่านสอนเรื่องการอดทนไว้ว่า ให้เป็นผู้อดทนต่อเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, อดทนต่อ อากาศร้อน อากาศหนาวอดทนต่อถ้อยคำอันหยาบคาย ร้ายกาจ และอดทนต่อคำด่า คำว่า ท่านเปรียบไว้กับดัง ช้างอาชาไนย ชั้นเจนสงคราม มีงา งอนงาม ที่มีความอดทน แม้จะถูกแทงด้วยหอก ด้วยหลาว ถูกยิงด้วยลูกศร หรือมีเสียงดัง เค้าจะนิ่งอยู่ได้</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เครื่องมือที่เราจะอยู่กับความอดทน </strong>คือ ให้รู้จักบรรเทาทุกขเวทนา เช่น ถ้าร้อนมาก ก็หามาอะไรมาบังหรืออยู่ในร่ม ให้เป็นผู้มีพรหมวิหาร 4 คือ ให้มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไปให้บุคคลเหล่านั้น เราไม่ควรเอาความสุขไปฝากไว้กับคนอื่น กับคำพูดของคนอื่น อย่าเอาค่าของเราไปฝากไว้กับคนอื่น / ให้เราเป็นผู้มีคุณความดีในตัวเอง ในที่นี้ คือ มีศีล 5 ครบถ้วน จะเป็นความดี ความภูมิใจ ให้เราสบายใจ เมื่อเราอยู่กับความดีที่เรามี เราก็จะไม่คิดเบียดเบียนใคร ไม่คิดร้ายใคร&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: อย่าสร้างเงื่อนไขที่ไม่ถูก แต่ให้เข้าใจหลักการที่เป็นเหตุเป็นผล</strong></p><p>A: เราอย่าไปสร้างเงื่อนไขของความสุข ความสำเร็จ ยิ่งเงื่อนไขความสุขความสำเร็จที่มาจากคนอื่น เช่นนี้ยิ่งไม่ถูก แต่เราควรเข้าใจให้ถูกว่าวันนี้คุณทำความดีหรือยัง วันนี้ความดีเพิ่มมากกว่าเมื่อวานหรือไม่ ถ้าความดีเพิ่มว่าเมื่อวาน แสดงว่าเราทำสำเร็จแล้ว ให้เราเข้าใจในเงื่อนไข หลักการว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นผลของความดี ความชั่ว นี่ก็คือ “สัมมาทิฐิ” การมีเมตตาอย่างไม่มีประมาณ ไม่ว่าเขาจะดีหรือชั่ว เราให้แบบไม่มีเงื่อนไข หากเรายังไปตามคำด่า คำว่า กิเลสมารจะได้ช่อง เราต้องมี พรหมวิหาร 4 เราจะอยู่ได้อย่างสบายใจ</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ปัญญาที่จะทำให้อดทนอยู่ได้ | เรื่องของท้าวสักกะ และท้าวเวปจิตติ</strong></p><p>A: ผู้ที่เป็นบัณฑิต มีความอดทนเป็นกำลัง มีปัญญา&nbsp;ไม่ควรยุ่ง ไม่ควรตอบโต้ กับคนพาล ท้าวสักกะ ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครที่จะทำอันตราย บุคคลอันมีธรรมะคุ้มครองได้เลย”&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เปรียบเทียบคนที่ทำบุญให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของจำนวนมากกับคนที่ทำจิตใจให้เป็นบุญเป็นกุศล ผู้ใดได้ผลบุญมากกว่ากัน?</strong></p><p><strong>A : </strong>บุญ 3 ระดับ คือ 1.<strong> </strong>บุญจากการให้ทานที่ใช้สิ่งของในการทำ จะได้บุญมากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยมากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้ และคุณสมบัติของผู้รับ, ศรัทธาของผู้ให้ 3 จังหวะ คือ ก่อนให้ (มีจิตน้อมไป) ระหว่างให้ (เกิดความเลื่อมใส) และหลังให้ (เกิดความปลื้มใจ) 3 อย่างนี้จะทำให้ ผู้ให้เกิดบุญมาก คุณสมบัติของผู้รับ ถ้าผู้รับ มี ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง หรือหมดแล้วจะทำให้เกิดบุญมาก / 2. บุญที่เกิดจากการใช้ตัวเราทำ คือ การรักษาศีล / 3. บุญที่เกิดจากการใช้จิตเราทำ คือ ภาวนา ยิ่งได้บุญสูงขึ้นไปอีก <strong>&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ควรวางจิตอย่างไร เมื่อต้องอยู่กับบริวารที่มีแต่การใส่ร้าย?</strong></p><p>A: ให้อดทนอยู่กับมันให้ได้ ความอดทนไม่ใช่เก็บกด เพราะเมื่อเก็บกดแล้ววันหนึ่งมันจะระเบิดออกมาได้ ความอดทนจะต้องประกอบด้วยเมตตา และปัญญา อดทน คือ ยู่กับมันได้&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ลักษณะของความอดทน </strong>ท่านสอนเรื่องการอดทนไว้ว่า ให้เป็นผู้อดทนต่อเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย, อดทนต่อ อากาศร้อน อากาศหนาวอดทนต่อถ้อยคำอันหยาบคาย ร้ายกาจ และอดทนต่อคำด่า คำว่า ท่านเปรียบไว้กับดัง ช้างอาชาไนย ชั้นเจนสงคราม มีงา งอนงาม ที่มีความอดทน แม้จะถูกแทงด้วยหอก ด้วยหลาว ถูกยิงด้วยลูกศร หรือมีเสียงดัง เค้าจะนิ่งอยู่ได้</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เครื่องมือที่เราจะอยู่กับความอดทน </strong>คือ ให้รู้จักบรรเทาทุกขเวทนา เช่น ถ้าร้อนมาก ก็หามาอะไรมาบังหรืออยู่ในร่ม ให้เป็นผู้มีพรหมวิหาร 4 คือ ให้มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่ไปให้บุคคลเหล่านั้น เราไม่ควรเอาความสุขไปฝากไว้กับคนอื่น กับคำพูดของคนอื่น อย่าเอาค่าของเราไปฝากไว้กับคนอื่น / ให้เราเป็นผู้มีคุณความดีในตัวเอง ในที่นี้ คือ มีศีล 5 ครบถ้วน จะเป็นความดี ความภูมิใจ ให้เราสบายใจ เมื่อเราอยู่กับความดีที่เรามี เราก็จะไม่คิดเบียดเบียนใคร ไม่คิดร้ายใคร&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>Q: อย่าสร้างเงื่อนไขที่ไม่ถูก แต่ให้เข้าใจหลักการที่เป็นเหตุเป็นผล</strong></p><p>A: เราอย่าไปสร้างเงื่อนไขของความสุข ความสำเร็จ ยิ่งเงื่อนไขความสุขความสำเร็จที่มาจากคนอื่น เช่นนี้ยิ่งไม่ถูก แต่เราควรเข้าใจให้ถูกว่าวันนี้คุณทำความดีหรือยัง วันนี้ความดีเพิ่มมากกว่าเมื่อวานหรือไม่ ถ้าความดีเพิ่มว่าเมื่อวาน แสดงว่าเราทำสำเร็จแล้ว ให้เราเข้าใจในเงื่อนไข หลักการว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นผลของความดี ความชั่ว นี่ก็คือ “สัมมาทิฐิ” การมีเมตตาอย่างไม่มีประมาณ ไม่ว่าเขาจะดีหรือชั่ว เราให้แบบไม่มีเงื่อนไข หากเรายังไปตามคำด่า คำว่า กิเลสมารจะได้ช่อง เราต้องมี พรหมวิหาร 4 เราจะอยู่ได้อย่างสบายใจ</p><br><p><strong>Q:&nbsp;ปัญญาที่จะทำให้อดทนอยู่ได้ | เรื่องของท้าวสักกะ และท้าวเวปจิตติ</strong></p><p>A: ผู้ที่เป็นบัณฑิต มีความอดทนเป็นกำลัง มีปัญญา&nbsp;ไม่ควรยุ่ง ไม่ควรตอบโต้ กับคนพาล ท้าวสักกะ ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครที่จะทำอันตราย บุคคลอันมีธรรมะคุ้มครองได้เลย”&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เปรียบเทียบคนที่ทำบุญให้ทานด้วยวัตถุสิ่งของจำนวนมากกับคนที่ทำจิตใจให้เป็นบุญเป็นกุศล ผู้ใดได้ผลบุญมากกว่ากัน?</strong></p><p><strong>A : </strong>บุญ 3 ระดับ คือ 1.<strong> </strong>บุญจากการให้ทานที่ใช้สิ่งของในการทำ จะได้บุญมากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยมากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้ และคุณสมบัติของผู้รับ, ศรัทธาของผู้ให้ 3 จังหวะ คือ ก่อนให้ (มีจิตน้อมไป) ระหว่างให้ (เกิดความเลื่อมใส) และหลังให้ (เกิดความปลื้มใจ) 3 อย่างนี้จะทำให้ ผู้ให้เกิดบุญมาก คุณสมบัติของผู้รับ ถ้าผู้รับ มี ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง หรือหมดแล้วจะทำให้เกิดบุญมาก / 2. บุญที่เกิดจากการใช้ตัวเราทำ คือ การรักษาศีล / 3. บุญที่เกิดจากการใช้จิตเราทำ คือ ภาวนา ยิ่งได้บุญสูงขึ้นไปอีก <strong>&nbsp;</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รอยต่อ คือ ทางไปต่อ  [6629-7q] </title>
			<itunes:title>รอยต่อ คือ ทางไปต่อ  [6629-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Jul 2023 21:00:23 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64ba633cafb02500119639a6/media.mp3" length="27559911" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64ba633cafb02500119639a6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64ba633cafb02500119639a6</link>
			<acast:episodeId>64ba633cafb02500119639a6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNMzPii5qPeFh15ImdyKWM5aK2oK5Ik337Vz+UGyi+XK+wd1WlWsaxmEiIN4wP1IXUjMks8v6T5zwdTd4M7ss1x]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: พระประพรมน้ำมนต์ผิดพระวินัยหรือไม่?</strong></p><br><p>A: การพ่นน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลี ว่า “อาจมนํ”) คือ การเอาน้ำใส่ในปากแล้วเป่าออกมา และ การรดน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลี ว่า “นฺหาปนํ”) คือ การลงไปแช่ อาบ ในน้ำ ซึ่งทั้ง การพ่นน้ำมนต์และรดน้ำมนต์ นี้เป็นเดรัชฉานวิชา ท่านไม่ให้ทำ แต่ถ้าเป็นการพรมน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า “อพฺภุกฺกิรฺ”) คือ มีอุปกรณ์ มีไม้สำหรับ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ออกไป สามารถทำได้</p><br><p><strong>Q: จริงหรือไม่ที่ว่าผู้ที่นั่งสมาธิได้ผลเร็วนั้น เพราะเคยสะสมบารมีมาตั้งแต่ชาติก่อน?</strong></p><br><p>A: ได้ผลเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่า สมาธิมีกำลังมากหรือน้อย หมายถึง “อินทรีย์ 5” ถ้า อินทรีย์แก่กล้าจะบรรลุธรรมได้เร็ว ถ้าอินทรีย์อ่อนจะบรรลุธรรมได้ช้า หากเราคิดว่าเป็นเพราะการสะสมบารมีจากชาติก่อน โดยส่วนเดียว เช่นนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะการคิดเช่นนี้จะไม่เกิดการลงมือทำ พอเราเชื่อว่านี้เท่านั้นจริง จะทำให้จิตเรามีแนวโน้มที่จะไม่ทำความเพียร ไม่ลงมือทำ จึงไม่ถูก ไม่ดี</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เพราะเหตุใด เมื่อนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนจะหงายหลังตลอด?</strong></p><br><p>A:&nbsp;เพราะการปรุงแต่งทางกายยังไม่ระงับ ให้เราฝึกสติด้วยการสังเกตดู หากใช้ อาณาปาณสติ ก็ให้สังเกตลมหายใจ สังเกตดูอย่างเดียว ไม่บังคับ ไม่เกร็งร่างกาย ปล่อยร่างกายให้สบาย ๆ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย ใส่ใจอยู่กับลม พอเราสังเกต อยู่กับลม อาการทางกายก็จะระงับ สติก็จะมีกำลัง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เมื่อเวลาที่เราเข้าสมาธิได้แล้ว ดำดิ่ง นิ่งสงบ ไปเลย แต่มีผู้กล่าวว่าการเข้าสมาธิที่ดี ต้องรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ใช่หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ในสมาธิ ต้องมีสติอยู่ด้วย ถ้าเราไม่มีสติ เราจะเพลินไปในสมาธิ การทำสมาธินั้น เราไม่ได้เอาสุขในสมาธิ เราทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา ความสงบในสมาธิคือทางผ่าน ทางไปต่ออยู่ตรงรอยต่อ ให้เราสังเกตตรงที่สงบ ว่าเมื่อก่อนเคยมีมาหรือไม่ มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นั่น ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา” สังเกตสมาธิ ว่าเกิดจาก เงื่อนไข ปัจจัย อะไร&nbsp;เห็นด้วยสมาธิ เห็นด้วยปัญญา จะทำให้จิตเราคลายความยึดถือได้</p><br><p><strong>Q: บางสำนักที่สอนสมาธิ มีการเชิญวิญญาณมาเข้าทรง&nbsp;อย่างนี้ผิดแบบแผนทางพุทธศาสนาหรือไม่?</strong></p><br><p>A: การปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ได้ลงรับกับคำสอนทางพุทธศาสนา พุทธศาสนาเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ การกระทำให้เกิดปัญญา ไม่ให้เกิดความงมงาย&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: พระประพรมน้ำมนต์ผิดพระวินัยหรือไม่?</strong></p><br><p>A: การพ่นน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลี ว่า “อาจมนํ”) คือ การเอาน้ำใส่ในปากแล้วเป่าออกมา และ การรดน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลี ว่า “นฺหาปนํ”) คือ การลงไปแช่ อาบ ในน้ำ ซึ่งทั้ง การพ่นน้ำมนต์และรดน้ำมนต์ นี้เป็นเดรัชฉานวิชา ท่านไม่ให้ทำ แต่ถ้าเป็นการพรมน้ำมนต์ (มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า “อพฺภุกฺกิรฺ”) คือ มีอุปกรณ์ มีไม้สำหรับ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ออกไป สามารถทำได้</p><br><p><strong>Q: จริงหรือไม่ที่ว่าผู้ที่นั่งสมาธิได้ผลเร็วนั้น เพราะเคยสะสมบารมีมาตั้งแต่ชาติก่อน?</strong></p><br><p>A: ได้ผลเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับว่า สมาธิมีกำลังมากหรือน้อย หมายถึง “อินทรีย์ 5” ถ้า อินทรีย์แก่กล้าจะบรรลุธรรมได้เร็ว ถ้าอินทรีย์อ่อนจะบรรลุธรรมได้ช้า หากเราคิดว่าเป็นเพราะการสะสมบารมีจากชาติก่อน โดยส่วนเดียว เช่นนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะการคิดเช่นนี้จะไม่เกิดการลงมือทำ พอเราเชื่อว่านี้เท่านั้นจริง จะทำให้จิตเรามีแนวโน้มที่จะไม่ทำความเพียร ไม่ลงมือทำ จึงไม่ถูก ไม่ดี</p><br><p><strong>Q:&nbsp;เพราะเหตุใด เมื่อนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนจะหงายหลังตลอด?</strong></p><br><p>A:&nbsp;เพราะการปรุงแต่งทางกายยังไม่ระงับ ให้เราฝึกสติด้วยการสังเกตดู หากใช้ อาณาปาณสติ ก็ให้สังเกตลมหายใจ สังเกตดูอย่างเดียว ไม่บังคับ ไม่เกร็งร่างกาย ปล่อยร่างกายให้สบาย ๆ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย ใส่ใจอยู่กับลม พอเราสังเกต อยู่กับลม อาการทางกายก็จะระงับ สติก็จะมีกำลัง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เมื่อเวลาที่เราเข้าสมาธิได้แล้ว ดำดิ่ง นิ่งสงบ ไปเลย แต่มีผู้กล่าวว่าการเข้าสมาธิที่ดี ต้องรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ใช่หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ในสมาธิ ต้องมีสติอยู่ด้วย ถ้าเราไม่มีสติ เราจะเพลินไปในสมาธิ การทำสมาธินั้น เราไม่ได้เอาสุขในสมาธิ เราทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา ความสงบในสมาธิคือทางผ่าน ทางไปต่ออยู่ตรงรอยต่อ ให้เราสังเกตตรงที่สงบ ว่าเมื่อก่อนเคยมีมาหรือไม่ มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นั่น ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา” สังเกตสมาธิ ว่าเกิดจาก เงื่อนไข ปัจจัย อะไร&nbsp;เห็นด้วยสมาธิ เห็นด้วยปัญญา จะทำให้จิตเราคลายความยึดถือได้</p><br><p><strong>Q: บางสำนักที่สอนสมาธิ มีการเชิญวิญญาณมาเข้าทรง&nbsp;อย่างนี้ผิดแบบแผนทางพุทธศาสนาหรือไม่?</strong></p><br><p>A: การปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ได้ลงรับกับคำสอนทางพุทธศาสนา พุทธศาสนาเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ การกระทำให้เกิดปัญญา ไม่ให้เกิดความงมงาย&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาเครื่องตัดตัณหาและอวิชชา [6628-7q] </title>
			<itunes:title>ปัญญาเครื่องตัดตัณหาและอวิชชา [6628-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Jul 2023 21:00:26 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64b27550e435a600111c4abc/media.mp3" length="26754476" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64b27550e435a600111c4abc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64b27550e435a600111c4abc</link>
			<acast:episodeId>64b27550e435a600111c4abc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOhuoIcEeeGbe6NEqUUajP3qgrDvigeymWg/tFt/y8TYQk0erHTposldJAcNIAx70KAWODqxC2pux6BbL9sELOS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/1689469788222-2a212f9f73b6cc0bb7f8f8680c1820ff.jpeg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : กามตัณหาคืออะไร หากเกิดขึ้นแล้วเราจะระงับได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก ท่านแจกแจงไว้ 3 อย่าง คือ 1) กามตัณหา คือ อยากได้ 2) ภวตัณหา คือ อยากมี 3) วิภวตัณหา คือ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น / ตัณหา หมายถึง กาม คือ ความกำหนัดยินดีพอใจ ผ่านทางวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ใน 5 ช่องทางนี้ ถ้าเรากำหนัดยินดีพอใจ นั่นคือ กามตัณหา กาม กามกิเลส</p><br><p>การกำจัดระงับจิตใจที่มันจะไปตามกามตัณหา สำหรับ ฆราวาส คือ การรักษาศีล 5 ด้วย ศรัทธา หิริโอตตัปปะ และความเพียร สำหรับพระสงฆ์ คือ ใช้รูปแบบของการยืน เดิน นั่ง นอน ทำสมาธิจิตภาวนา สวดมนต์ เพื่อไม่ให้จิตหวนคิดไปในเรื่องอดีตที่ผ่านมา</p><br><p><strong>ตัณหาทำให้มีปัญหา</strong> ในเรื่องของกามตัณหา คนที่ถูกบีบคั้นด้วยความอยาก เค้าจะทำอะไรก็ได้ ทั้งนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อเสียมีมากกว่าข้อดี ข้อดีคือมันทำให้เรามีความพยายาม ข้อเสียคือมันทำให้เราทำผิดศีลได้ เมื่อเราผิดศีล ควบคุมความอยากไม่ได้ ปัญหาจึงเกิดจากตรงนี้ คือ มันทำให้เราทำชั่วได้ ไปทางต่ำได้ เพราะถูกบีบคั้นจากตัณหา</p><br><p><strong>Q : ควรวางจิตอย่างไรให้ไม่ทุกข์ เมื่อประสบเหตุร้าย ๆ ในชีวิต?</strong></p><p>A : เราต้องทำปัญญาให้เกิด แล้วใช้ปัญญามาเป็นตัวตัดระหว่างตัณหาและอวิชชา โดยแนวทางที่จะทำให้เราเกิดปัญญาได้ ท่านอธิบายถึง<strong> “โลกธรรม 8”</strong> ว่าในขณะที่เรามีลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งเหล่านั้นว่าเราไม่ควรจะไปยึดถือมัน ในขณะที่เสื่อม ลาภ ยศ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดา คือ มันมีความเกิดขึ้นและดับไป เป็นธรรมดา เช่นนี้แล้ววิชชาและความรู้จะเกิด อวิชชาจะดับ เห็นอย่างนี้ ตัดลงไประหว่างตัณหาและอวิชชา เห็นการตัดตัณหาด้วยความไม่เที่ยงในสิ่งที่เป็นสุข เห็นการตัดอวิชชาในความที่เป็นธรรมดาของสิ่งที่เป็นทุกข์ ตัดลงไปครั้งเดียว ฟันทีเดียวดับทั้งตัณหาและอวิชชา ทำให้เราอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q : จากกรณีข้างต้น เขาควรจะเริ่มอย่างไร สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติมาก่อนหรือเพิ่งเริ่มปฏิบัติ?</strong></p><p>A : ให้เห็นโลกทั้งหมด ว่าจะสุขหรือทุกข์มันก็เป็นแบบนี้ ให้ทำความเข้าใจ ฝึกตรงนี้ ฝึกสติ ฝึกปัญญา ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อฝึกแล้ว เราจะพัฒนาขึ้นมาได้</p><br><p><strong>Q : เมื่อเปิดเทปธรรมะ ให้ผู้ป่วยอาการหนักฟัง แล้วเขามีจิตใจสงบ จะสามารถไปสู่สุคติสัมปรายภพได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ได้แน่นอน เพราะอานิสงส์ของการได้ฟังธรรมะก่อนตาย คือ จะทำให้ตรัสรู้ธรรมในปัจจุบันไม่ก่อนหรือไม่หลังจากการตายนั้น จะเป็นอนาคามี เมื่อมีความทุกข์อยู่เฉพาะหน้า การฟังธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า จะเกิดความเข้าใจบางประการ คือ เกิดปัญญา เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา อินทรีย์เค้าจะแก่กล้าขึ้นมาทันที เพราะทุกข์จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างปัญญาและศรัทธา</p><br><p><strong>Q : การวางจิตใจสำหรับคนรอบข้างของผู้เจ็บป่วยไข้</strong></p><p>A : ให้เรารักษาสติ “สติ” สำคัญที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : กามตัณหาคืออะไร หากเกิดขึ้นแล้วเราจะระงับได้อย่างไร?</strong></p><p>A : ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก ท่านแจกแจงไว้ 3 อย่าง คือ 1) กามตัณหา คือ อยากได้ 2) ภวตัณหา คือ อยากมี 3) วิภวตัณหา คือ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น / ตัณหา หมายถึง กาม คือ ความกำหนัดยินดีพอใจ ผ่านทางวัตถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ใน 5 ช่องทางนี้ ถ้าเรากำหนัดยินดีพอใจ นั่นคือ กามตัณหา กาม กามกิเลส</p><br><p>การกำจัดระงับจิตใจที่มันจะไปตามกามตัณหา สำหรับ ฆราวาส คือ การรักษาศีล 5 ด้วย ศรัทธา หิริโอตตัปปะ และความเพียร สำหรับพระสงฆ์ คือ ใช้รูปแบบของการยืน เดิน นั่ง นอน ทำสมาธิจิตภาวนา สวดมนต์ เพื่อไม่ให้จิตหวนคิดไปในเรื่องอดีตที่ผ่านมา</p><br><p><strong>ตัณหาทำให้มีปัญหา</strong> ในเรื่องของกามตัณหา คนที่ถูกบีบคั้นด้วยความอยาก เค้าจะทำอะไรก็ได้ ทั้งนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ข้อเสียมีมากกว่าข้อดี ข้อดีคือมันทำให้เรามีความพยายาม ข้อเสียคือมันทำให้เราทำผิดศีลได้ เมื่อเราผิดศีล ควบคุมความอยากไม่ได้ ปัญหาจึงเกิดจากตรงนี้ คือ มันทำให้เราทำชั่วได้ ไปทางต่ำได้ เพราะถูกบีบคั้นจากตัณหา</p><br><p><strong>Q : ควรวางจิตอย่างไรให้ไม่ทุกข์ เมื่อประสบเหตุร้าย ๆ ในชีวิต?</strong></p><p>A : เราต้องทำปัญญาให้เกิด แล้วใช้ปัญญามาเป็นตัวตัดระหว่างตัณหาและอวิชชา โดยแนวทางที่จะทำให้เราเกิดปัญญาได้ ท่านอธิบายถึง<strong> “โลกธรรม 8”</strong> ว่าในขณะที่เรามีลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งเหล่านั้นว่าเราไม่ควรจะไปยึดถือมัน ในขณะที่เสื่อม ลาภ ยศ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดา คือ มันมีความเกิดขึ้นและดับไป เป็นธรรมดา เช่นนี้แล้ววิชชาและความรู้จะเกิด อวิชชาจะดับ เห็นอย่างนี้ ตัดลงไประหว่างตัณหาและอวิชชา เห็นการตัดตัณหาด้วยความไม่เที่ยงในสิ่งที่เป็นสุข เห็นการตัดอวิชชาในความที่เป็นธรรมดาของสิ่งที่เป็นทุกข์ ตัดลงไปครั้งเดียว ฟันทีเดียวดับทั้งตัณหาและอวิชชา ทำให้เราอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q : จากกรณีข้างต้น เขาควรจะเริ่มอย่างไร สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติมาก่อนหรือเพิ่งเริ่มปฏิบัติ?</strong></p><p>A : ให้เห็นโลกทั้งหมด ว่าจะสุขหรือทุกข์มันก็เป็นแบบนี้ ให้ทำความเข้าใจ ฝึกตรงนี้ ฝึกสติ ฝึกปัญญา ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อฝึกแล้ว เราจะพัฒนาขึ้นมาได้</p><br><p><strong>Q : เมื่อเปิดเทปธรรมะ ให้ผู้ป่วยอาการหนักฟัง แล้วเขามีจิตใจสงบ จะสามารถไปสู่สุคติสัมปรายภพได้หรือไม่?</strong></p><p>A : ได้แน่นอน เพราะอานิสงส์ของการได้ฟังธรรมะก่อนตาย คือ จะทำให้ตรัสรู้ธรรมในปัจจุบันไม่ก่อนหรือไม่หลังจากการตายนั้น จะเป็นอนาคามี เมื่อมีความทุกข์อยู่เฉพาะหน้า การฟังธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า จะเกิดความเข้าใจบางประการ คือ เกิดปัญญา เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา อินทรีย์เค้าจะแก่กล้าขึ้นมาทันที เพราะทุกข์จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างปัญญาและศรัทธา</p><br><p><strong>Q : การวางจิตใจสำหรับคนรอบข้างของผู้เจ็บป่วยไข้</strong></p><p>A : ให้เรารักษาสติ “สติ” สำคัญที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การวางจิตเมื่อป่วยไข้ [6627-7q]</title>
			<itunes:title>การวางจิตเมื่อป่วยไข้ [6627-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Jul 2023 21:00:43 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64a94d9d5152940011c282af/media.mp3" length="25966358" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64a94d9d5152940011c282af</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64a94d9d5152940011c282af</link>
			<acast:episodeId>64a94d9d5152940011c282af</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOIWznaKkhYrTmmEWWRqbI5Zbql2plMLjevZhwFI8LeUYeR5dcmHSob9ixRv4FX1x9pnvgDcyh37Mb8Iw72o/0m]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/1688842226700-3580304eaa1dd3fb57d7f31bd6f2a113.jpeg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ควรจะทำจิตอย่างไร ถ้าเราเป็นคนไข้ที่มีอาการหนัก?</strong></p><p><strong>A : เราควรฝึกสติสัมปชัญญะไว้ตั้งแต่เรายังไม่แก่ เรายังไม่ป่วย “ท่านให้เราคิดว่า ความป่วย ความเจ็บไข้ ความแก่ จะมาเยือนเราแน่ ธรรมะอะไรที่เราต้องรู้ ต้องทำให้แจ้งในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเราป่วย เราแก่ เราเจ็บไข้แล้ว เราจะยังอยู่ผาสุกได้” นั่นคือเราต้องมี “สติสัมปชัญญะ” แยกจิตจากกายให้ได้</strong> / สำหรับคนไข้ ที่อาการหนักแล้ว ให้หาจังหวะ ที่เขารู้ตัว แล้วแนะนำเขาให้ตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เพราะ “ทุกข์” จะเป็นตัวที่เชื่อมระหว่างปัญญาและศรัทธา เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ คือ ความกล้าลงมือทำจริงแน่วแน่จริง สติจะมีกำลัง เมื่อสติมีกำลังแล้ว สมาธิก็จะลึกซึ้งลงไป ทำให้เกิดปัญญา คือความรู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริง จะทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นมาได้ พัฒนาได้</p><br><p><strong>Q : อุบายระงับความโกรธ</strong></p><p>A : ความโกรธอาจจะมีมาก็ให้อดทนไว้ ให้เรามีเมตตา กรุณา มุติตา อุเบกขา ( พรหมวิหาร 4 ) ให้เราเห็นมันเป็นความไม่เที่ยง ไม่ยึดถือ ไม่กำหนัดพอใจ อย่าไปเบียดเบียนเขาทั้งกาย วาจา ใจ เราก็จะรักษาตนได้</p><br><p><strong>Q : คนที่ทำธุรกิจการค้า จะมีวิธีรักษาศีลข้อมุสาวาสให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การทำธุรกิจต้องไม่โกหกจึงจะเจริญได้ หากโกหกจะทำให้ธุรกิจไม่ยืดยาวนาน</p><br><p><strong>Q : เหตุ 3 ประการที่ทำให้ค้าขายได้กำไรน้อยหรือกำไรมาก</strong></p><p>A : กรณีที่ 1 ) ค้าขายแล้วขาดทุน คือ กาลก่อนเคยปวารณาตนไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แต่โยมให้น้อยกว่าที่ได้ปวารณาไว้ กรณีที่ 2 ) ค้าขายได้กำไรนิดหน่อย คือ กาลก่อนเคยปวารณาตนไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แล้วโยมให้ได้ตามที่ปวารณาไว้ กรณีที่ 3) ค้าขายได้กำไรมหาศาล คือ กาลก่อนได้เคยปวารณาไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แล้วโยมให้มากกว่าที่ได้ปวารณาไว้</p><br><p><strong>Q : ถ้าทำร้ายคนเพื่อป้องกันตัวจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A : ถ้ามีเจตนาในการปลงชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปก็บาป แต่จะบาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตนั้น ท่านให้เอาสัตว์ที่มีปราณ ขนาดของสัตว์และเจตนาเป็นหลักเกณฑ์ เช่น ถ้าฆ่าพระอรหันต์ก็จะบาปหนัก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ควรจะทำจิตอย่างไร ถ้าเราเป็นคนไข้ที่มีอาการหนัก?</strong></p><p><strong>A : เราควรฝึกสติสัมปชัญญะไว้ตั้งแต่เรายังไม่แก่ เรายังไม่ป่วย “ท่านให้เราคิดว่า ความป่วย ความเจ็บไข้ ความแก่ จะมาเยือนเราแน่ ธรรมะอะไรที่เราต้องรู้ ต้องทำให้แจ้งในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเราป่วย เราแก่ เราเจ็บไข้แล้ว เราจะยังอยู่ผาสุกได้” นั่นคือเราต้องมี “สติสัมปชัญญะ” แยกจิตจากกายให้ได้</strong> / สำหรับคนไข้ ที่อาการหนักแล้ว ให้หาจังหวะ ที่เขารู้ตัว แล้วแนะนำเขาให้ตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เพราะ “ทุกข์” จะเป็นตัวที่เชื่อมระหว่างปัญญาและศรัทธา เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ คือ ความกล้าลงมือทำจริงแน่วแน่จริง สติจะมีกำลัง เมื่อสติมีกำลังแล้ว สมาธิก็จะลึกซึ้งลงไป ทำให้เกิดปัญญา คือความรู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริง จะทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นมาได้ พัฒนาได้</p><br><p><strong>Q : อุบายระงับความโกรธ</strong></p><p>A : ความโกรธอาจจะมีมาก็ให้อดทนไว้ ให้เรามีเมตตา กรุณา มุติตา อุเบกขา ( พรหมวิหาร 4 ) ให้เราเห็นมันเป็นความไม่เที่ยง ไม่ยึดถือ ไม่กำหนัดพอใจ อย่าไปเบียดเบียนเขาทั้งกาย วาจา ใจ เราก็จะรักษาตนได้</p><br><p><strong>Q : คนที่ทำธุรกิจการค้า จะมีวิธีรักษาศีลข้อมุสาวาสให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร?</strong></p><p>A : การทำธุรกิจต้องไม่โกหกจึงจะเจริญได้ หากโกหกจะทำให้ธุรกิจไม่ยืดยาวนาน</p><br><p><strong>Q : เหตุ 3 ประการที่ทำให้ค้าขายได้กำไรน้อยหรือกำไรมาก</strong></p><p>A : กรณีที่ 1 ) ค้าขายแล้วขาดทุน คือ กาลก่อนเคยปวารณาตนไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แต่โยมให้น้อยกว่าที่ได้ปวารณาไว้ กรณีที่ 2 ) ค้าขายได้กำไรนิดหน่อย คือ กาลก่อนเคยปวารณาตนไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แล้วโยมให้ได้ตามที่ปวารณาไว้ กรณีที่ 3) ค้าขายได้กำไรมหาศาล คือ กาลก่อนได้เคยปวารณาไว้ต่อพระสงฆ์ ออกตัวให้ท่านขอได้ พอถึงเวลาแล้วท่านไปขอรับเอา แล้วโยมให้มากกว่าที่ได้ปวารณาไว้</p><br><p><strong>Q : ถ้าทำร้ายคนเพื่อป้องกันตัวจะบาปหรือไม่?</strong></p><p>A : ถ้ามีเจตนาในการปลงชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไปก็บาป แต่จะบาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตนั้น ท่านให้เอาสัตว์ที่มีปราณ ขนาดของสัตว์และเจตนาเป็นหลักเกณฑ์ เช่น ถ้าฆ่าพระอรหันต์ก็จะบาปหนัก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การเกิดดับของจิต [6626-7q]</title>
			<itunes:title>การเกิดดับของจิต [6626-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Jul 2023 21:00:31 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/649fa68b34d52800113a4162/media.mp3" length="27769860" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">649fa68b34d52800113a4162</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/649fa68b34d52800113a4162</link>
			<acast:episodeId>649fa68b34d52800113a4162</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN0uga08YLY6OEgmFdd4RqSVjAb2EqNqgDgKC+Xoqz7TV+X3ihDKDusRd2msJxYicpfjxqfjeIivhwMOpVJ3w9V]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณ ดับไปด้วยหรือไม่? ถ้าจิตไม่ดับแล้วจะไปเกิดอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: จิตและวิญญาณเป็นนามเหมือนกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน วิญญาณ คือ การรับรู้ จิตวิญญาณ คือ การที่จิตเข้าไปยึดถือวิญญาณ ในความเป็นตัวตน สามารถเกิดได้ ดับได้ ท่านเปรียบไว้ดังกระแสน้ำ, กระแสไฟ ความเห็นที่ว่า “เมื่อกายตายไปแล้ว จิตเดิมเดียวกันนี้แหละ ต้องไปเกิดใหม่นั้น เป็นทิฐิที่ผิด” เพราะ จิต วิญญาณ เป็นของเกิดได้ ดับได้ เป็นของที่เกิดจากเหตุ ปัจจัย จิตมายึดถือ ขันธ์ คือ วิญญาณนี้ โดยความเป็นตัวตน จึงเรียกว่า “จิตวิญญาณ” คนที่เมื่อตายไปแล้ววิญญาณดับ จิตจึงไม่สามารถที่จะรับรู้ ขันธ์ 5 ผ่านทางวิญญาณได้&nbsp;จิตจะไปเกิดใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า จิตมีอาสวะหรือไม่ หาก จิต สิ้นอาสวะแล้ว จะไม่มีการเกิดอีก หมายถึง “พระอรหันต์” ส่วนจิตที่ยังไม่สิ้นอาสวะ หากมี อาสวะที่สั่งสมไว้เป็นบุญ ก็มักจะไปเกิดในสวรรค์ พรหม หรือมนุษย์ที่มีอันจะกิน ส่วนจิตที่มี อาสวะที่เป็นบาป มักโกรธ มักเบียดเบียน ก็มักจะไปเกิดใน กำเนิดเดรัจฉาน สัตว์นรก เปรตวิสัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เรื่องของจิตสุดท้าย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: จิต ที่เกิดดับ ท่านเปรียบไว้เหมือนลิง ปล่อยกิ่งเดิม จับกิ่งใหม่ ไปเรื่อยๆ จังหวะที่ปล่อย หากพลังงานขณะนั้น มีความโกรธ เกลียด ไม่พอใจ มักจะไปเป็น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน แต่หาก จิต ที่รักษาศีล มีเมตตากรุณา เวลาที่กายดับไป ก็มักจะไปสวรรค์ ไปพรหมหรือเป็นมนุษย์ที่มันจะกิน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในการ ทำบุญ ให้ทาน ปฏิบัติธรรม แต่พระเป็นผู้ชาย?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ปัจจัยของเขา / จิต ไม่ได้แบ่งว่าเป็นหญิงหรือชาย แก่หรือหนุ่ม ธรรมะก็ไม่ได้แบ่ง ว่าเป็นหญิงหรือชาย ล้วนสามารถปฏิบัติได้เช่นกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แม้จะมีอายุที่มากขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าจิต เป็นดวงเดิม รู้สึกเดิมเหมือนเดิมอยู่ ทิฐิเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ที่เรายังรู้สึกเช่นนี้ เพราะมันเป็นสภาวะของความเคยชิน เป็นกระแสความเคยชินที่สืบเนื่องกันมา สั่งสมเป็น “อาสวะ” เพราะฉะนั้น นิสัยอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ควรเลิกเสีย ทำความเคยชินใหม่ คือ สัญญาใหม่ ปฏิบัติตาม “มรรค 8” จะมีผล คือ ให้ความสุขในปัจจุบันและต่อมาๆ เป็นประโยชน์ทั้งในเวลานี้ เวลาหน้า เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการฝึกจิตนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ประชากรที่เกิดขึ้น มีจำนวนมากจนเรียกว่า จะล้นโลก แล้ววิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์เหล่านี้มากจากไหน?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ที่สำคัญคือ เราควรหันมาทบทวนว่าเราจะดับทุกข์ของตนเองได้อย่างไร วิธีการมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ที่เมื่อเราทำ เราปฏิบัติแล้ว เราจะรู้จะเห็นได้ด้วยตัวเอง ด้วยการปฏิบัติตาม มรรค 8</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณ ดับไปด้วยหรือไม่? ถ้าจิตไม่ดับแล้วจะไปเกิดอย่างไร?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: จิตและวิญญาณเป็นนามเหมือนกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน วิญญาณ คือ การรับรู้ จิตวิญญาณ คือ การที่จิตเข้าไปยึดถือวิญญาณ ในความเป็นตัวตน สามารถเกิดได้ ดับได้ ท่านเปรียบไว้ดังกระแสน้ำ, กระแสไฟ ความเห็นที่ว่า “เมื่อกายตายไปแล้ว จิตเดิมเดียวกันนี้แหละ ต้องไปเกิดใหม่นั้น เป็นทิฐิที่ผิด” เพราะ จิต วิญญาณ เป็นของเกิดได้ ดับได้ เป็นของที่เกิดจากเหตุ ปัจจัย จิตมายึดถือ ขันธ์ คือ วิญญาณนี้ โดยความเป็นตัวตน จึงเรียกว่า “จิตวิญญาณ” คนที่เมื่อตายไปแล้ววิญญาณดับ จิตจึงไม่สามารถที่จะรับรู้ ขันธ์ 5 ผ่านทางวิญญาณได้&nbsp;จิตจะไปเกิดใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า จิตมีอาสวะหรือไม่ หาก จิต สิ้นอาสวะแล้ว จะไม่มีการเกิดอีก หมายถึง “พระอรหันต์” ส่วนจิตที่ยังไม่สิ้นอาสวะ หากมี อาสวะที่สั่งสมไว้เป็นบุญ ก็มักจะไปเกิดในสวรรค์ พรหม หรือมนุษย์ที่มีอันจะกิน ส่วนจิตที่มี อาสวะที่เป็นบาป มักโกรธ มักเบียดเบียน ก็มักจะไปเกิดใน กำเนิดเดรัจฉาน สัตว์นรก เปรตวิสัย</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เรื่องของจิตสุดท้าย</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: จิต ที่เกิดดับ ท่านเปรียบไว้เหมือนลิง ปล่อยกิ่งเดิม จับกิ่งใหม่ ไปเรื่อยๆ จังหวะที่ปล่อย หากพลังงานขณะนั้น มีความโกรธ เกลียด ไม่พอใจ มักจะไปเป็น สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน แต่หาก จิต ที่รักษาศีล มีเมตตากรุณา เวลาที่กายดับไป ก็มักจะไปสวรรค์ ไปพรหมหรือเป็นมนุษย์ที่มันจะกิน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในการ ทำบุญ ให้ทาน ปฏิบัติธรรม แต่พระเป็นผู้ชาย?</strong></p><p>&nbsp;</p><p>A: ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ปัจจัยของเขา / จิต ไม่ได้แบ่งว่าเป็นหญิงหรือชาย แก่หรือหนุ่ม ธรรมะก็ไม่ได้แบ่ง ว่าเป็นหญิงหรือชาย ล้วนสามารถปฏิบัติได้เช่นกัน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: แม้จะมีอายุที่มากขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าจิต เป็นดวงเดิม รู้สึกเดิมเหมือนเดิมอยู่ ทิฐิเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ที่เรายังรู้สึกเช่นนี้ เพราะมันเป็นสภาวะของความเคยชิน เป็นกระแสความเคยชินที่สืบเนื่องกันมา สั่งสมเป็น “อาสวะ” เพราะฉะนั้น นิสัยอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ควรเลิกเสีย ทำความเคยชินใหม่ คือ สัญญาใหม่ ปฏิบัติตาม “มรรค 8” จะมีผล คือ ให้ความสุขในปัจจุบันและต่อมาๆ เป็นประโยชน์ทั้งในเวลานี้ เวลาหน้า เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการฝึกจิตนั่นเอง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ประชากรที่เกิดขึ้น มีจำนวนมากจนเรียกว่า จะล้นโลก แล้ววิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์เหล่านี้มากจากไหน?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ที่สำคัญคือ เราควรหันมาทบทวนว่าเราจะดับทุกข์ของตนเองได้อย่างไร วิธีการมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ที่เมื่อเราทำ เราปฏิบัติแล้ว เราจะรู้จะเห็นได้ด้วยตัวเอง ด้วยการปฏิบัติตาม มรรค 8</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การฝาก ถวาย ของให้พระ [6625-7q]  </title>
			<itunes:title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การฝาก ถวาย ของให้พระ [6625-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Jun 2023 21:00:10 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6496d3cff937660011209d7d/media.mp3" length="27822809" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6496d3cff937660011209d7d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6496d3cff937660011209d7d</link>
			<acast:episodeId>6496d3cff937660011209d7d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM9twLqhbnX3uVEcYeHFc4qzrmNukMroThhZx9f3ShLEqlOrJJmWrA0HH3OV8wxP/FpLK8LgOMqH58cTQaAQaJu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?</strong></p><br><p>A : เพราะพระวินัยและสิกขาบททุกอย่างพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เมื่อเราคล้อยตามพระวินัย มีความละเอียดรอบคอบ เอื้อเฟื้อตามพระวินัย จะทำให้เราสามารถที่จะมีพื้นฐานที่ดี ทำการภาวนาทางจิตใจให้สูงขึ้นได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ในศีลบางข้อที่เราไม่มีโอกาสที่จะรักษาแล้ว ถือว่าเรายังจะมีศีลข้อนั้นหรือไม่?&nbsp;</strong></p><br><p>A: คนที่รักษาศีล 5 และไม่คิดที่จะทำผิดศีล 5 ก็คือ เป็นเจตนา ท่านใช้คำว่า “สิกขาบท” คือ จุดที่เรามาศึกษาด้วยการปฏิบัติ จึงเป็นศีลที่ควบคุม กาย วาจา ใจ ของเรา ด้วยเจตนาอันเป็นเครื่องงดเว้น เจตนาจึงเป็นลักษณะที่เราศึกษาด้วยการปฏิบัติ นั่นเอง</p><br><p><strong>Q : ไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ</strong></p><br><p><strong>A : </strong>ไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทอง และของมีค่า ไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย</p><br><p><strong>Q : การถวายของให้พระกับถวายให้สงฆ์</strong></p><br><p><strong>A :</strong> การถวายของให้สงฆ์กับภิกษุ ไม่เหมือนกัน “ภิกษุ” หมายถึง บุคคล พระแต่ละรูป “สงฆ์” หมายถึงหมู่ การถวายของต่อสงฆ์ ต้องมีตัวแทนของสงฆ์มาเป็นผู้รับ แต่ถ้าตัวแทนสงฆ์จะบอกโยมว่าถวายให้อาตมาก็ได้ ลักษณะเช่นนี้ ผู้ถวาย อย่าทำตาม เพราะสำหรับพระแล้ว ท่านจะผิดพระวินัย จะอาบัติ <strong>เพราะการน้อมลาภที่เกิดแก่สงฆ์เข้าสู่ตน เป็นอาบัติ </strong>และสิ่งนั้นตนก็จะบริโภคไม่ได้ แต่หากพระจะขออาหารให้พระรูปอื่นที่อาพาธ สามารถทำได้ แต่พระที่ขอจะไม่สามารถฉันอาหารชนิดนั้นได้ / วิธีการที่จะถวายให้หมู่สำหรับพระสงฆ์ คือ&nbsp;1. แบ่งแบบวัดป่า&nbsp;2. แบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต 3. เก็บไว้ในคลัง ใครต้องการก็ไปเบิกได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : วิธีการปลงอาบัติ</strong></p><br><p><strong>A :</strong> คำว่า “ปลง” คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่ง มารับฟัง รับทราบ ว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว&nbsp;</p><br><p><strong>Q : พระภิกษุปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?</strong></p><br><p><strong>A : </strong>หากผิดซ้ำซา จำเจ พระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซาก จำเจ จะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวได้</p><br><p><strong>Q : เรื่องการเรียนธรรมะ “อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะ”</strong></p><br><p><strong>A :</strong> มีสิกขาบท ที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า&nbsp;“กล่าวแข่งกัน” คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรม</strong></p><br><p><strong>A :</strong> มี 3 รูปแบบ คือ 1. การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2. แสดง คือ อธิบายที่บอกนั้น 3. การท่องตาม ออกเสียงตามที่บอกนั้น ซึ่งก็คือสวดมนต์นั่นเอง</p><br><p><strong>Q : การพักร่วมกันกับพระภิกษุ</strong></p><br><p><strong>A :</strong> ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณร นอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้</strong></p><br><p>A : พระต้องใช้คำพูดที่เป็น “กัปปิยโวหาร” (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?</strong></p><br><p>A : เพราะพระวินัยและสิกขาบททุกอย่างพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เมื่อเราคล้อยตามพระวินัย มีความละเอียดรอบคอบ เอื้อเฟื้อตามพระวินัย จะทำให้เราสามารถที่จะมีพื้นฐานที่ดี ทำการภาวนาทางจิตใจให้สูงขึ้นได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ในศีลบางข้อที่เราไม่มีโอกาสที่จะรักษาแล้ว ถือว่าเรายังจะมีศีลข้อนั้นหรือไม่?&nbsp;</strong></p><br><p>A: คนที่รักษาศีล 5 และไม่คิดที่จะทำผิดศีล 5 ก็คือ เป็นเจตนา ท่านใช้คำว่า “สิกขาบท” คือ จุดที่เรามาศึกษาด้วยการปฏิบัติ จึงเป็นศีลที่ควบคุม กาย วาจา ใจ ของเรา ด้วยเจตนาอันเป็นเครื่องงดเว้น เจตนาจึงเป็นลักษณะที่เราศึกษาด้วยการปฏิบัติ นั่นเอง</p><br><p><strong>Q : ไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ</strong></p><br><p><strong>A : </strong>ไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทอง และของมีค่า ไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย</p><br><p><strong>Q : การถวายของให้พระกับถวายให้สงฆ์</strong></p><br><p><strong>A :</strong> การถวายของให้สงฆ์กับภิกษุ ไม่เหมือนกัน “ภิกษุ” หมายถึง บุคคล พระแต่ละรูป “สงฆ์” หมายถึงหมู่ การถวายของต่อสงฆ์ ต้องมีตัวแทนของสงฆ์มาเป็นผู้รับ แต่ถ้าตัวแทนสงฆ์จะบอกโยมว่าถวายให้อาตมาก็ได้ ลักษณะเช่นนี้ ผู้ถวาย อย่าทำตาม เพราะสำหรับพระแล้ว ท่านจะผิดพระวินัย จะอาบัติ <strong>เพราะการน้อมลาภที่เกิดแก่สงฆ์เข้าสู่ตน เป็นอาบัติ </strong>และสิ่งนั้นตนก็จะบริโภคไม่ได้ แต่หากพระจะขออาหารให้พระรูปอื่นที่อาพาธ สามารถทำได้ แต่พระที่ขอจะไม่สามารถฉันอาหารชนิดนั้นได้ / วิธีการที่จะถวายให้หมู่สำหรับพระสงฆ์ คือ&nbsp;1. แบ่งแบบวัดป่า&nbsp;2. แบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต 3. เก็บไว้ในคลัง ใครต้องการก็ไปเบิกได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : วิธีการปลงอาบัติ</strong></p><br><p><strong>A :</strong> คำว่า “ปลง” คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่ง มารับฟัง รับทราบ ว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว&nbsp;</p><br><p><strong>Q : พระภิกษุปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?</strong></p><br><p><strong>A : </strong>หากผิดซ้ำซา จำเจ พระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซาก จำเจ จะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวได้</p><br><p><strong>Q : เรื่องการเรียนธรรมะ “อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะ”</strong></p><br><p><strong>A :</strong> มีสิกขาบท ที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า&nbsp;“กล่าวแข่งกัน” คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรม</strong></p><br><p><strong>A :</strong> มี 3 รูปแบบ คือ 1. การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2. แสดง คือ อธิบายที่บอกนั้น 3. การท่องตาม ออกเสียงตามที่บอกนั้น ซึ่งก็คือสวดมนต์นั่นเอง</p><br><p><strong>Q : การพักร่วมกันกับพระภิกษุ</strong></p><br><p><strong>A :</strong> ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณร นอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้</strong></p><br><p>A : พระต้องใช้คำพูดที่เป็น “กัปปิยโวหาร” (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6624-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6624-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Jun 2023 21:00:37 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/648d853f6db6b80011d328c4/media.mp3" length="134025282" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">648d853f6db6b80011d328c4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/648d853f6db6b80011d328c4</link>
			<acast:episodeId>648d853f6db6b80011d328c4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMTh51mUPxFmFGCwxUzumudURCD3jBcgQijCoVj0Gxa/GaUEC8zVub043M4mW/wuccgJHKRjNOftpAZBaYNvoiR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน ใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><br><p>A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังคตธรรม” คือทำอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังคตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นๆ ปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็น สังคตธรรม&nbsp;เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เกิดความเพลิน ความพอใจ แล้วเราไปยึดถือในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้&nbsp;เราจะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><br><p>A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ 5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็น นิจจัง ว่าเป็น อนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็น สุขขัง ว่าเป็น ทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็น อัตตา ว่าเป็นอนัตตา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน ใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><br><p>A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังคตธรรม” คือทำอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังคตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นๆ ปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็น สังคตธรรม&nbsp;เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เกิดความเพลิน ความพอใจ แล้วเราไปยึดถือในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้&nbsp;เราจะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?</strong></p><br><p>A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ 5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็น นิจจัง ว่าเป็น อนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็น สุขขัง ว่าเป็น ทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็น อัตตา ว่าเป็นอนัตตา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตัดกิเลสด้วยปัญญา [6623-7q]</title>
			<itunes:title>ตัดกิเลสด้วยปัญญา [6623-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Jun 2023 21:00:59 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64840e5fd9a8290011d384d5/media.mp3" length="27474017" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64840e5fd9a8290011d384d5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64840e5fd9a8290011d384d5</link>
			<acast:episodeId>64840e5fd9a8290011d384d5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOavwlBY8yhqM/FSHztAx3n7jlviwQqBJ4lPg3R1NLgTTIogLWYjRwA8RaPWrxctGpHVGTEzI9oCVNfa0j3uYBU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : คำกล่าวที่ว่า "ทำสมาธิไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ทำกรรมฐาน จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้" ถูกต้องหรือไม่อย่างไร?</strong></p><br><p>A : เมื่อเราฟังคำของใคร คนใดคนหนึ่งเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เราจดจำและกำหนดบทพยัญชนะให้ดี แล้วนำไปเทียบเคียงในพระสูตร ตรวจสอบในพระธรรมวินัย หากลงรับกัน เราสามารถนำมาทำ นำมาปฏิบัติได้ ให้ทรงจำไว้&nbsp;ในที่นี้ สมาธิ ท่านผู้ถาม น่าจะหมายถึง “สมถะ” อย่างเดียว ส่วน กรรมฐาน ท่านผู้ถามน่าจะหมายถึง “วิปัสสนา” ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งสมถะและวิปัสสนา ต้องเคียงคู่กันไป จึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและสามารถปล่อยวางได้ จะมีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : บางครูบาอาจารย์บอกว่า ขันธ์เป็นกิเลส กิเลสอาศัยขันธ์ หรือแม้แต่ ขันธ์เป็นกลาง ๆ เป็นเพียงธรรมชาติ ขันธ์นี้เป็นอย่างไรกันแน่ ?</strong></p><br><p>A : ขันธ์ หมายถึง กอง / ท่านบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์ ว่า “ขันธ์ 5” ได้แก่ 1. กองแห่งรูป 2. กองแห่งเวทนา 3. กองแห่งสัญญา 4. กองแห่งสังขาร 5. กองแห่งวิญญาณ ที่เข้าไปยึดถือได้ เมื่อตัณหาเข้าไปยึดถือใน ขันธ์ 5 จึงทำให้เกิด “กิเลส” (ราคะ โทสะ โมหะ) ขึ้น ก็จะทำให้เกิดทุกข์ ขันธ์ 5 ที่ไม่มีความยึดถือจะไม่เป็นทุกข์ เราต้องเอาตัณหา อุปาทาน (ความยึดถือ) ออกจากขันธ์ 5 ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็จะไม่ทุกข์อีก</p><br><p><strong>Q :&nbsp;การปฏิบัติมีแต่นักพูดเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยมีการปฏิบัติในเรื่องของศีลห้า ศีลแปด ศีล 227&nbsp;หรือแม้แต่ศีลในองค์มรรค ศีลเป็นอันเดียวกันหรือไม่?</strong></p><br><p>A : เรื่องการพูดกับการปฏิบัติ เป็นสองส่วนที่สำคัญและต้องไปด้วยกัน 1. “พระธรรม” คือ คำสอนที่พระพุทธเจ้าประกาศตรัสไว้ดีแล้ว จะบอกต่อได้ ก็ต้องมีการพูด ซึ่งการพูด แม้จะยังทำไม่ได้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาคำสอน และหากพูดแล้วนำมาทำ นำมาปฏิบัติ ก็จะได้รู้รสของพระธรรม จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป 2. ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอน คือ “สาวก” เป็นหมู่ผู้ที่ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ปฏิบัติตามคำสอนและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ / เรื่องศีล หากนำไปเทียบเคียงในพระสูตร กองศีลในมรรค 8 สังเคราะห์กันได้ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สังเคราะห์ลงใน “ศีลขันธ์” คือ กองศีล&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การเข้าไปรู้แล้วดับกิเลส เราจะเข้าไปดับตรงไหนและเอาอะไรไปดับ?</strong></p><br><p>A : กิเลสมีผัสสะเป็นแดนเกิด เกิดขึ้นที่จิตเอง ไม่ได้มาจากภายนอก หากจะดับก็ต้องดับที่จิต จะดับได้ด้วยการใช้ปัญญา เพราะฉะนั้น เราต้องมี “สติ” กำหนดลงไป หาว่าตรงไหนมันทุกข์ พอเราเห็นว่าทุกข์ตรงไหนแล้ว ให้เอามีด คือ ปัญญา ผ่าลงไป ๆ พิจารณาให้เห็นไปตามความเป็นจริง ทำความเพียรด้วยปัญญา ทำความเพียรคู่กับสมาธิ ปัญญาคู่กับศรัทธา เวลาเราทำความเพียร เราจะต้องเอาศรัทธาและสมาธิประคองไว้&nbsp;ทำให้สมดุลกัน พอขูดลอกกิเลสออกหมดแล้ว จิตสงบ ให้เราประคับประคองไว้ด้วยสมาธิ ศรัทธา ให้เรารักษาให้ดี ทั้งการสำรวมอินทรีย์ การรักษาศีล 8 เดินตามมรรค 8 เราก็จะมีความพ้น คือ วิมุต ไปสู่นิพพานได้</p><br><p><strong>Q : กิเลสกับจิตเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ถ้าขันธ์เป็นกิเลส เราจะเอากิเลสไปดับกิเลสได้อย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ขันธ์ 5 และจิต ไม่ใช่กิเลส จะดับกิเลสต้องอาศัยมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : คำกล่าวที่ว่า "ทำสมาธิไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ทำกรรมฐาน จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้" ถูกต้องหรือไม่อย่างไร?</strong></p><br><p>A : เมื่อเราฟังคำของใคร คนใดคนหนึ่งเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เราจดจำและกำหนดบทพยัญชนะให้ดี แล้วนำไปเทียบเคียงในพระสูตร ตรวจสอบในพระธรรมวินัย หากลงรับกัน เราสามารถนำมาทำ นำมาปฏิบัติได้ ให้ทรงจำไว้&nbsp;ในที่นี้ สมาธิ ท่านผู้ถาม น่าจะหมายถึง “สมถะ” อย่างเดียว ส่วน กรรมฐาน ท่านผู้ถามน่าจะหมายถึง “วิปัสสนา” ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งสมถะและวิปัสสนา ต้องเคียงคู่กันไป จึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและสามารถปล่อยวางได้ จะมีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q : บางครูบาอาจารย์บอกว่า ขันธ์เป็นกิเลส กิเลสอาศัยขันธ์ หรือแม้แต่ ขันธ์เป็นกลาง ๆ เป็นเพียงธรรมชาติ ขันธ์นี้เป็นอย่างไรกันแน่ ?</strong></p><br><p>A : ขันธ์ หมายถึง กอง / ท่านบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์ ว่า “ขันธ์ 5” ได้แก่ 1. กองแห่งรูป 2. กองแห่งเวทนา 3. กองแห่งสัญญา 4. กองแห่งสังขาร 5. กองแห่งวิญญาณ ที่เข้าไปยึดถือได้ เมื่อตัณหาเข้าไปยึดถือใน ขันธ์ 5 จึงทำให้เกิด “กิเลส” (ราคะ โทสะ โมหะ) ขึ้น ก็จะทำให้เกิดทุกข์ ขันธ์ 5 ที่ไม่มีความยึดถือจะไม่เป็นทุกข์ เราต้องเอาตัณหา อุปาทาน (ความยึดถือ) ออกจากขันธ์ 5 ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็จะไม่ทุกข์อีก</p><br><p><strong>Q :&nbsp;การปฏิบัติมีแต่นักพูดเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยมีการปฏิบัติในเรื่องของศีลห้า ศีลแปด ศีล 227&nbsp;หรือแม้แต่ศีลในองค์มรรค ศีลเป็นอันเดียวกันหรือไม่?</strong></p><br><p>A : เรื่องการพูดกับการปฏิบัติ เป็นสองส่วนที่สำคัญและต้องไปด้วยกัน 1. “พระธรรม” คือ คำสอนที่พระพุทธเจ้าประกาศตรัสไว้ดีแล้ว จะบอกต่อได้ ก็ต้องมีการพูด ซึ่งการพูด แม้จะยังทำไม่ได้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาคำสอน และหากพูดแล้วนำมาทำ นำมาปฏิบัติ ก็จะได้รู้รสของพระธรรม จะดียิ่ง ๆ ขึ้นไป 2. ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอน คือ “สาวก” เป็นหมู่ผู้ที่ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ปฏิบัติตามคำสอนและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ / เรื่องศีล หากนำไปเทียบเคียงในพระสูตร กองศีลในมรรค 8 สังเคราะห์กันได้ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สังเคราะห์ลงใน “ศีลขันธ์” คือ กองศีล&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การเข้าไปรู้แล้วดับกิเลส เราจะเข้าไปดับตรงไหนและเอาอะไรไปดับ?</strong></p><br><p>A : กิเลสมีผัสสะเป็นแดนเกิด เกิดขึ้นที่จิตเอง ไม่ได้มาจากภายนอก หากจะดับก็ต้องดับที่จิต จะดับได้ด้วยการใช้ปัญญา เพราะฉะนั้น เราต้องมี “สติ” กำหนดลงไป หาว่าตรงไหนมันทุกข์ พอเราเห็นว่าทุกข์ตรงไหนแล้ว ให้เอามีด คือ ปัญญา ผ่าลงไป ๆ พิจารณาให้เห็นไปตามความเป็นจริง ทำความเพียรด้วยปัญญา ทำความเพียรคู่กับสมาธิ ปัญญาคู่กับศรัทธา เวลาเราทำความเพียร เราจะต้องเอาศรัทธาและสมาธิประคองไว้&nbsp;ทำให้สมดุลกัน พอขูดลอกกิเลสออกหมดแล้ว จิตสงบ ให้เราประคับประคองไว้ด้วยสมาธิ ศรัทธา ให้เรารักษาให้ดี ทั้งการสำรวมอินทรีย์ การรักษาศีล 8 เดินตามมรรค 8 เราก็จะมีความพ้น คือ วิมุต ไปสู่นิพพานได้</p><br><p><strong>Q : กิเลสกับจิตเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ถ้าขันธ์เป็นกิเลส เราจะเอากิเลสไปดับกิเลสได้อย่างไร?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A : ขันธ์ 5 และจิต ไม่ใช่กิเลส จะดับกิเลสต้องอาศัยมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลส [6622-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลส [6622-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Jun 2023 21:00:15 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/647add8ed035fa0011585a98/media.mp3" length="27954581" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">647add8ed035fa0011585a98</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/647add8ed035fa0011585a98</link>
			<acast:episodeId>647add8ed035fa0011585a98</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjP39mS5aEtDU1L+obrt1Ies7WobRR+L5BSvCOTu+szVUEZ1X8jEigw8zB+Nr6oPS3tiudaPzE94ylBwUeoMY7bC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง? และ ทำไมพระพุทธศาสนาเหมือนกันจึงปฏิบัติไม่เหมือนกัน ?</strong></p><br><p>A : คำสอน หากไม่มีคนนำมาใช้ ไม่มีคนนำมาปฎิบัติ ย่อมเสื่อมลง แต่หาก มีคนนำมาใช้ นำมาปฏิบัติและทำอย่างถูกต้อง กิเลสลดลง ๆ ก็จะเจริญขึ้น ๆ เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสอน ท่านกล่าวไว้ว่า “ธรรมะที่จะทำให้เจริญได้ คือ ความไม่ประมาท” เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและต่อไป&nbsp;ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะที่จะทำให้เสื่อม คือ ความประมาท / ความแตกต่าง มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เพราะท่านสอนไว้หลายอย่าง วิธีปฏิบัติก็หลายอย่าง ครูบาอาจารย์ ท่านชำนาญอย่างไหน ท่านก็สอนอย่างที่ท่านชำนาญ เลยทำให้ดูเหมือนว่าการปฏิบัติไม่เหมือนกัน</p><br><p><strong>Q : หลักการในการพิจารณาว่าอะไรเป็นธรรมวินัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><br><p>A ถ้าหากเราได้ยินได้ฟัง จากใครคนใดคนหนึ่ง บอกว่า นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เราอย่าพึ่งคัดค้านหรือปฏิเสธ แต่ให้ฟังไว้ก่อน กำหนดบทพยัญชนะและอรรถ ให้ถูกต้อง แล้วนำไปเทียบเคียง ในพระสูตรและพระธรรมวินัย ว่าเข้ากันได้ ลงกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ลงกัน ให้ละทิ้งคำเหล่านั้นเสีย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องอาศัยตำรานำมาเทียบเคียง ถ้าลงรับกัน คำสอนนั้นก็สามารถนำมาปฎิบัติได้</p><br><p><strong>Q :&nbsp;สายมูกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><br><p>A :&nbsp;ให้เรารู้จักแยกแยะ พิจารณา ใคร่ครวญ และนำมาเทียบเคียงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หากเป็นการให้ทาน นั้นดี ท่านแบ่งไว้ 2 แบบ คือ การให้ทานแบบมีผู้รับและการให้ทานแบบไม่มีผู้รับ หากเป็นการอ้อนวอนขอร้อง อันนี้ไม่ใช่ เพราะหากเราจะได้อะไรมา ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร หากเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน แบบนี้มี ให้เราโยนิโสมนสิการ พิจารณาตามมรรค 8 ตามอริยสัจ 4 เราจะสามารถแยกแยะได้</p><br><p><strong>Q : การทำพิธีแก้กรรม สามารถแก้กรรมได้จริงหรือไม่ ? </strong></p><br><p>A : “ทำให้สิ้นกรรม” ทำได้ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นจะทำให้ไม่ได้ การที่เราจะทำให้สิ้นกรรมได้ คือ การทำกรรมดี ทำตามระบบของ “มรรค 8” เราจะอยู่เหนือกรรมดี อยู่เหนือกรรมชั่ว ได้ เรียกว่า “สิ้นกรรม”</p><br><p><strong>Q : ทำไมในสมัยปัจจุบันจึงมีผู้บรรลุพระอรหันต์น้อยกว่าสมัยพุทธกาล ?</strong></p><br><p>A : ท่านเปรียบดัง ทองคำแท้ คือ “สัทธรรม” และทองคำปลอม คือ ”สัทธรรมปฏิรูป” เมื่อไหร่ที่มีทองคำปลอมเกิดขึ้น ทองคำแท้ก็จะลดลง และที่เรารู้สึกลดลง เพราะมีทองคำปลอมอยู่มาก คือ เมื่อมีสัทธรรมปฏิรูปมากขึ้น ๆ ของเดิม ก็จะค่อย ๆ หายไป ดังนั้น เราจะรักษาสัทธรรมได้ด้วย การกลับมาที่คำสอน โยนิโสมนสิการด้วยปัญญา ด้วยการใช้มรรค8 เป็นตัวตรวจสอบ&nbsp;</p><br><p>Q <strong>: หลักการพิจารณาที่พึ่งที่แท้จริง / ทองคำแท้ทองคำปลอม&nbsp;</strong></p><br><p>A : ให้เรากลับมาที่คำสอน ใช้ “มรรค 8” มาเป็นเครื่องมือตรวจสอบ พิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญา ประกอบด้วยการทำ การปฏิบัติอย่างเนืองนิตย์ ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เราต้องเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง? และ ทำไมพระพุทธศาสนาเหมือนกันจึงปฏิบัติไม่เหมือนกัน ?</strong></p><br><p>A : คำสอน หากไม่มีคนนำมาใช้ ไม่มีคนนำมาปฎิบัติ ย่อมเสื่อมลง แต่หาก มีคนนำมาใช้ นำมาปฏิบัติและทำอย่างถูกต้อง กิเลสลดลง ๆ ก็จะเจริญขึ้น ๆ เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสอน ท่านกล่าวไว้ว่า “ธรรมะที่จะทำให้เจริญได้ คือ ความไม่ประมาท” เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและต่อไป&nbsp;ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะที่จะทำให้เสื่อม คือ ความประมาท / ความแตกต่าง มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เพราะท่านสอนไว้หลายอย่าง วิธีปฏิบัติก็หลายอย่าง ครูบาอาจารย์ ท่านชำนาญอย่างไหน ท่านก็สอนอย่างที่ท่านชำนาญ เลยทำให้ดูเหมือนว่าการปฏิบัติไม่เหมือนกัน</p><br><p><strong>Q : หลักการในการพิจารณาว่าอะไรเป็นธรรมวินัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><br><p>A ถ้าหากเราได้ยินได้ฟัง จากใครคนใดคนหนึ่ง บอกว่า นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เราอย่าพึ่งคัดค้านหรือปฏิเสธ แต่ให้ฟังไว้ก่อน กำหนดบทพยัญชนะและอรรถ ให้ถูกต้อง แล้วนำไปเทียบเคียง ในพระสูตรและพระธรรมวินัย ว่าเข้ากันได้ ลงกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ลงกัน ให้ละทิ้งคำเหล่านั้นเสีย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องอาศัยตำรานำมาเทียบเคียง ถ้าลงรับกัน คำสอนนั้นก็สามารถนำมาปฎิบัติได้</p><br><p><strong>Q :&nbsp;สายมูกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</strong></p><br><p>A :&nbsp;ให้เรารู้จักแยกแยะ พิจารณา ใคร่ครวญ และนำมาเทียบเคียงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หากเป็นการให้ทาน นั้นดี ท่านแบ่งไว้ 2 แบบ คือ การให้ทานแบบมีผู้รับและการให้ทานแบบไม่มีผู้รับ หากเป็นการอ้อนวอนขอร้อง อันนี้ไม่ใช่ เพราะหากเราจะได้อะไรมา ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร หากเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน แบบนี้มี ให้เราโยนิโสมนสิการ พิจารณาตามมรรค 8 ตามอริยสัจ 4 เราจะสามารถแยกแยะได้</p><br><p><strong>Q : การทำพิธีแก้กรรม สามารถแก้กรรมได้จริงหรือไม่ ? </strong></p><br><p>A : “ทำให้สิ้นกรรม” ทำได้ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นจะทำให้ไม่ได้ การที่เราจะทำให้สิ้นกรรมได้ คือ การทำกรรมดี ทำตามระบบของ “มรรค 8” เราจะอยู่เหนือกรรมดี อยู่เหนือกรรมชั่ว ได้ เรียกว่า “สิ้นกรรม”</p><br><p><strong>Q : ทำไมในสมัยปัจจุบันจึงมีผู้บรรลุพระอรหันต์น้อยกว่าสมัยพุทธกาล ?</strong></p><br><p>A : ท่านเปรียบดัง ทองคำแท้ คือ “สัทธรรม” และทองคำปลอม คือ ”สัทธรรมปฏิรูป” เมื่อไหร่ที่มีทองคำปลอมเกิดขึ้น ทองคำแท้ก็จะลดลง และที่เรารู้สึกลดลง เพราะมีทองคำปลอมอยู่มาก คือ เมื่อมีสัทธรรมปฏิรูปมากขึ้น ๆ ของเดิม ก็จะค่อย ๆ หายไป ดังนั้น เราจะรักษาสัทธรรมได้ด้วย การกลับมาที่คำสอน โยนิโสมนสิการด้วยปัญญา ด้วยการใช้มรรค8 เป็นตัวตรวจสอบ&nbsp;</p><br><p>Q <strong>: หลักการพิจารณาที่พึ่งที่แท้จริง / ทองคำแท้ทองคำปลอม&nbsp;</strong></p><br><p>A : ให้เรากลับมาที่คำสอน ใช้ “มรรค 8” มาเป็นเครื่องมือตรวจสอบ พิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญา ประกอบด้วยการทำ การปฏิบัติอย่างเนืองนิตย์ ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เราต้องเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | อาชีวะของพระภิกษุ [6621-7q] </title>
			<itunes:title>พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | อาชีวะของพระภิกษุ [6621-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 May 2023 21:00:13 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/647154fec2fe9e001146e2b7/media.mp3" length="27464881" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">647154fec2fe9e001146e2b7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/647154fec2fe9e001146e2b7</link>
			<acast:episodeId>647154fec2fe9e001146e2b7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMkHp0gBbVQ/rD3cCyl5cPkwKqPrz7WEvWtECRM5qhxg1e+sOosbVWpQVgK2XktNJ2Gw498XdBjVWhDmWWdxyFN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | อาชีวะของพระภิกษุ</strong></p><br><p>A: การดำเนินชีวิต คือ เรื่องเกี่ยวกับอาชีวะ ในทางพระสงฆ์ มีพระวินัยบัญญัติไว้ว่า ห้ามซื้อขาย แลกเปลี่ยนของ ด้วยรูปิยะ หมายถึง เงิน ธนบัตร ที่ท่านถือมาซื้อด้วยตัวเอง เราไม่ควรขายของให้กับพระภิกษุ หรือสามเณร เพื่อรักษาท่าน ไม่ให้ท่านทำผิดพระวินัย</p><br><p><strong>Q: วัตถุอนามาส</strong></p><br><p>A: สิ่งของที่พระไม่ควรจะแตะต้องหรือจับ เพราะจะทำให้ผิดศีลได้ง่าย มี 6 ประเภท&nbsp;ได้แก่ 1. ศาสตราวุธ&nbsp;2. เครื่องดักสัตว์ 3. วัตถุของมีค่าหรือโลหะที่มีค่า 4. เครื่องดนตรี เครืองประโคม 5. สัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (รวมไปถึงคนที่เป็นผู้หญิง ผู้ชายที่มีใจเป็นหญิง ตุ๊กตาตัวเมีย เครื่องแต่งกายของผู้หญิง) 6. ข้าวเปลือกหรือผลไม้ที่ออกรวง ออกผลแล้วอยู่ที่ต้น คือ ไม่ควรจับเอา</p><br><p>Q<strong>: พระสามารถขับรถยนต์ได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ในประเทศไทยพระห้ามขับรถ และทำใบขับขี่</p><br><p><strong>Q: พระดูแลพ่อแม่ผู้ชราในลักษณะใกล้ชิด ได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ท่านอนุญาต เรื่องการดูแล คือ อำนวยความสะดวก เช่น สั่งการให้เกิดขึ้นได้หรือเอาอาหารที่บิณฑบาตให้ สามารถทำได้ เกินกว่านี้ไม่ได้</p><br><p><strong>Q: อาหารสำหรับถวายพระป่วย</strong></p><br><p>A: หลังเที่ยงไปแล้ว อาหารที่ท่านฉันได้โดยไม่ต้องมีเหตุแห่งความหิว ได้แก่ น้ำตาล น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อน ไม่เติมน้ำตาล และไม่เติมน้ำอ้อย แต่หากมีเหตุแห่งความหิว หรือมีอาการทางกายฉันเพื่อระงับเวทนา พิจารณาแล้วจึงฉัน ท่านสามารถฉัน อะไรที่ใส่น้ำตาล ใส่น้ำอ้อยหรือเกลือ เปลือกหรือเมล็ดของต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นยา เภสัช 5 (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ได้ หากมีเหตุแห่งความป่วย อาหารที่ท่านฉันได้ คือ ข้าวยาคูแค่น และน้ำต้มเนื้อ</p><br><p><strong>Q: ที่นอนหมอนแบบไหนที่ควรถวายพระ</strong></p><br><p>A: ที่นอนที่จะถวายพระ เตียงหรือตั่ง ห้ามสูงเกิน 8-9 นิ้ว พระสุคต คือ ไม่สูงเกินเอว ขนาดไม่เกิน 3.5 ฟุต ฟูก หนาไม่เกิน 3-4 นิ้ว ขนาดไม่เกิน 3.5 ฟุต หมอน ต้องเป็นหมอนหนุนคนเดียว หมอนยาวๆ หนุน 2 คนไม่ได้ หมอนข้างไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | อาชีวะของพระภิกษุ</strong></p><br><p>A: การดำเนินชีวิต คือ เรื่องเกี่ยวกับอาชีวะ ในทางพระสงฆ์ มีพระวินัยบัญญัติไว้ว่า ห้ามซื้อขาย แลกเปลี่ยนของ ด้วยรูปิยะ หมายถึง เงิน ธนบัตร ที่ท่านถือมาซื้อด้วยตัวเอง เราไม่ควรขายของให้กับพระภิกษุ หรือสามเณร เพื่อรักษาท่าน ไม่ให้ท่านทำผิดพระวินัย</p><br><p><strong>Q: วัตถุอนามาส</strong></p><br><p>A: สิ่งของที่พระไม่ควรจะแตะต้องหรือจับ เพราะจะทำให้ผิดศีลได้ง่าย มี 6 ประเภท&nbsp;ได้แก่ 1. ศาสตราวุธ&nbsp;2. เครื่องดักสัตว์ 3. วัตถุของมีค่าหรือโลหะที่มีค่า 4. เครื่องดนตรี เครืองประโคม 5. สัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (รวมไปถึงคนที่เป็นผู้หญิง ผู้ชายที่มีใจเป็นหญิง ตุ๊กตาตัวเมีย เครื่องแต่งกายของผู้หญิง) 6. ข้าวเปลือกหรือผลไม้ที่ออกรวง ออกผลแล้วอยู่ที่ต้น คือ ไม่ควรจับเอา</p><br><p>Q<strong>: พระสามารถขับรถยนต์ได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ในประเทศไทยพระห้ามขับรถ และทำใบขับขี่</p><br><p><strong>Q: พระดูแลพ่อแม่ผู้ชราในลักษณะใกล้ชิด ได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ท่านอนุญาต เรื่องการดูแล คือ อำนวยความสะดวก เช่น สั่งการให้เกิดขึ้นได้หรือเอาอาหารที่บิณฑบาตให้ สามารถทำได้ เกินกว่านี้ไม่ได้</p><br><p><strong>Q: อาหารสำหรับถวายพระป่วย</strong></p><br><p>A: หลังเที่ยงไปแล้ว อาหารที่ท่านฉันได้โดยไม่ต้องมีเหตุแห่งความหิว ได้แก่ น้ำตาล น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อน ไม่เติมน้ำตาล และไม่เติมน้ำอ้อย แต่หากมีเหตุแห่งความหิว หรือมีอาการทางกายฉันเพื่อระงับเวทนา พิจารณาแล้วจึงฉัน ท่านสามารถฉัน อะไรที่ใส่น้ำตาล ใส่น้ำอ้อยหรือเกลือ เปลือกหรือเมล็ดของต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นยา เภสัช 5 (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ได้ หากมีเหตุแห่งความป่วย อาหารที่ท่านฉันได้ คือ ข้าวยาคูแค่น และน้ำต้มเนื้อ</p><br><p><strong>Q: ที่นอนหมอนแบบไหนที่ควรถวายพระ</strong></p><br><p>A: ที่นอนที่จะถวายพระ เตียงหรือตั่ง ห้ามสูงเกิน 8-9 นิ้ว พระสุคต คือ ไม่สูงเกินเอว ขนาดไม่เกิน 3.5 ฟุต ฟูก หนาไม่เกิน 3-4 นิ้ว ขนาดไม่เกิน 3.5 ฟุต หมอน ต้องเป็นหมอนหนุนคนเดียว หมอนยาวๆ หนุน 2 คนไม่ได้ หมอนข้างไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หิริโอตตัปปะ [6620-7q] </title>
			<itunes:title>หิริโอตตัปปะ [6620-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 May 2023 21:00:23 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64683ed96b1f980011816d2f/media.mp3" length="26378708" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64683ed96b1f980011816d2f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64683ed96b1f980011816d2f</link>
			<acast:episodeId>64683ed96b1f980011816d2f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOdDBUdCWCthWxHxs2SCrDOyWPsAz4hrnwvNa8bJuHInR4xVhGXGuqNTVPwDf6M9CJVZBX9NW9+Jnsd0XDGGQqb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดจึงทำให้คนเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ (เปลี่ยนไปในทางอกุศล)?</strong></p><br><p>A: ท่านเคยเปรียบไว้ดังสะใภ้ใหม่ ที่เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามี แล้วละอาย เกรงกลัว พ่อ และแม่สามี คือ มี “หิริโอตตัปปะ” คือ มีความกลัว ความละอายต่อบาป แต่พออยู่นานเข้า หิริโอตตัปปะ ลดลง ไม่ฝึกสติ ฝึกใจ ทำให้ทำเรื่องไม่ดี หรือสิ่งที่เป็นอกุศลได้&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนจากเดิม เกิดได้ทั้งจาก 1. ปัจจัยภายใน&nbsp;คือ&nbsp;“หิริโอตตัปปะ”&nbsp;หากเรามีหิริโอตตัปปะ ฝึกสติ รู้จักหักห้ามใจ พอถึงจุดที่มีโอกาสจะทำชั่ว เราจะไม่ทำ หากเราไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่เคยฝึกสติ ไม่ฝึกหักห้ามใจ ก็จะทำสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นอกุศลได้ 2. ปัจจัยภายนอก คือ ผัสสะที่เข้ามากระทบ เช่น เห็นช่องที่จะทำไม่ดีได้ ที่จะโกงได้ ทำชั่วได้ ตอบแทนความไว้วางใจด้วยความไม่ดี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ให้เรามี “หิริโอตตัปปะ” หมั่นทบทวน และตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ ว่าเราเดินผิดทางหรือไม่ เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เราเดินหลงทาง ด้วยการใช้เกณฑ์ของกุศล และอกุศลมาวัด ว่าเราหลงในอำนาจไหม ความดีและความชั่วนั้น หากเราทำสิ่งใด ซ้ำๆ เรื่อยๆ สิ่งนั้นก็จะมีกำลัง เมื่อเราทำความดี ความดีก็จะมีกำลัง เมื่อเราทำความชั่ว ความชั่วก็จะมีกำลัง ให้เรามีหิริโอตตัปปะ หมั่นทบทวน ตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ มีสติ รู้จักหักห้ามใจ มีกัลยาณมิตร เราจะตั้งอยู่ในกุศลได้</p><br><p><strong>Q: อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนสติในศรัทธาที่ตั้งไว้ผิดที่?</strong></p><br><p>A: ท่านให้มีศรัทธาไว้ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ตั้งไว้ในตัวบุคคล ในศาสนาพุทธ ต้องมีศรัทธามาคู่กับปัญญา เพราะปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบ เกิดความตระหนักรู้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุใดจึงทำให้คนเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ (เปลี่ยนไปในทางอกุศล)?</strong></p><br><p>A: ท่านเคยเปรียบไว้ดังสะใภ้ใหม่ ที่เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามี แล้วละอาย เกรงกลัว พ่อ และแม่สามี คือ มี “หิริโอตตัปปะ” คือ มีความกลัว ความละอายต่อบาป แต่พออยู่นานเข้า หิริโอตตัปปะ ลดลง ไม่ฝึกสติ ฝึกใจ ทำให้ทำเรื่องไม่ดี หรือสิ่งที่เป็นอกุศลได้&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนจากเดิม เกิดได้ทั้งจาก 1. ปัจจัยภายใน&nbsp;คือ&nbsp;“หิริโอตตัปปะ”&nbsp;หากเรามีหิริโอตตัปปะ ฝึกสติ รู้จักหักห้ามใจ พอถึงจุดที่มีโอกาสจะทำชั่ว เราจะไม่ทำ หากเราไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่เคยฝึกสติ ไม่ฝึกหักห้ามใจ ก็จะทำสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นอกุศลได้ 2. ปัจจัยภายนอก คือ ผัสสะที่เข้ามากระทบ เช่น เห็นช่องที่จะทำไม่ดีได้ ที่จะโกงได้ ทำชั่วได้ ตอบแทนความไว้วางใจด้วยความไม่ดี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ให้เรามี “หิริโอตตัปปะ” หมั่นทบทวน และตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ ว่าเราเดินผิดทางหรือไม่ เปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เราเดินหลงทาง ด้วยการใช้เกณฑ์ของกุศล และอกุศลมาวัด ว่าเราหลงในอำนาจไหม ความดีและความชั่วนั้น หากเราทำสิ่งใด ซ้ำๆ เรื่อยๆ สิ่งนั้นก็จะมีกำลัง เมื่อเราทำความดี ความดีก็จะมีกำลัง เมื่อเราทำความชั่ว ความชั่วก็จะมีกำลัง ให้เรามีหิริโอตตัปปะ หมั่นทบทวน ตรวจสอบตนเองอย่างสม่ำเสมอ มีสติ รู้จักหักห้ามใจ มีกัลยาณมิตร เราจะตั้งอยู่ในกุศลได้</p><br><p><strong>Q: อะไรที่จะเป็นเครื่องเตือนสติในศรัทธาที่ตั้งไว้ผิดที่?</strong></p><br><p>A: ท่านให้มีศรัทธาไว้ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ตั้งไว้ในตัวบุคคล ในศาสนาพุทธ ต้องมีศรัทธามาคู่กับปัญญา เพราะปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบ เกิดความตระหนักรู้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกณฑ์คัดเลือกผู้นำด้วยธรรมของคนดี [6619-7q]</title>
			<itunes:title>เกณฑ์คัดเลือกผู้นำด้วยธรรมของคนดี [6619-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 May 2023 21:00:23 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/645e7c3f01a21a0011887956/media.mp3" length="26250841" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">645e7c3f01a21a0011887956</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/645e7c3f01a21a0011887956</link>
			<acast:episodeId>645e7c3f01a21a0011887956</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPfXbuA3zt5UT83lWYQRzuK7Lgvgp83jMArzLa3oXZs1FPn9IwnW0J7o87lXfVUYdfz6pp6h+w0N1ucSQ0V4y04]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: สัปปุริสธรรม</strong></p><p>A: คือ ธรรมะของคนดี แยกตามนัยยะ คือ นัยยะที่กล่าวถึงการพูดดี คิดดี ทำดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ นัยยะเรื่องวาจาที่พูดถึงคนอื่น คนดี จะพูดถึงความดีของคนอื่นโดยไม่ต้องถาม ยอมรับความไม่ดีของตนได้ ส่วนคนไม่ดี คือ เรื่องไม่ดีของตนไม่ยอมรับ จะชอบพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่นแม้จะไม่มีใครถามก็พูด นัยยะของ สัปปุริสธรรม ตาม “ธัมมัญญูสูตร” นัยยะของสัปปุริสธรรม 7 และนัยยะของสัปปุริสธรรม 8</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ธัมมัญญุตา</strong></p><p>A: คือ เป็นผู้รู้เหตุแห่งหลักธรรม รู้ว่าสร้างเหตุนี้จะต้องได้ผลนี้ ในการเลือกตั้ง เราต้องเลือกคนดี ไม่ใช่เลือกเพราะอคติ/ลำเอียง เพราะรัก เพราะเกลียด/โกรธ เพราะกลัวภัย หรือเพราะหลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อัตถัญญุตา</strong></p><p>A: คือ เป็นผู้รู้จักผล รู้ความหมาย รู้เนื้อความแห่งคำสอนนั้นว่าหมายความว่าอย่างไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อัตตัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักตน<strong> </strong>ว่ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ หรือไม่ พร่องตรงไหน / ศรัทธา คือ มีความมั่นใจในระบบ, ศีล การรับสินบนถือว่าผิดศีล สุตตะ คือ การฟังที่จะทำให้เกิดความรู้ คลายอคติ จาคะ คือ การให้ การสละออก ทำประโยชน์ให้สังคม ปัญญา คือ ความรู้ที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ปฏิภาณ คือ ความสามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ&nbsp;ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มัตตัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักประมาณ รู้ความพอดี พระภิกษุ ท่านต้องพิจารณาแล้วจึงบริโภค ทั้ง อาหาร จีวร เสนาสนะและยารักษาโรค ในการที่จะเลือกตั้งนี้ เราก็ควรพิจารณาเสนาสนะ คือ พิจารณาใคร่ครวญให้ดีแล้วจึงทำ จึงลงคะแนน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: กาลัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักกาล คือ รู้จักเวลาว่าเวลาไหนควรทำอะไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปริสัญญุตา</strong></p><p>A:&nbsp;คือ<strong> </strong>รู้จักบริษัท บุคคล กลุ่มคน ชุมชน ว่ากลุ่มไหน มีระเบียบการเข้าไปหาอย่างไร พอใจสิ่งไหน ชอบสิ่งไหนเรื่องใด ต้องเหมาะสมกับบุคคลแต่ละแบบ / ในการเลือกตั้ง เราต้องรู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไร พรรคนี้เป็นอย่างไร มีประวัติผลงานเป็นอย่างไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา</strong></p><p>A: รู้จักบุคคล ท่านเปรียบเทียบอยู่สองส่วน ต้องรู้ลึกไปถึง วิธีการทำ คิด ปฏิบัติ ของเขา ไม่ใช่แค่ผิวเผิน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัปปุริสธรรม 7</strong></p><p>A: คือ มี 1. ศรัทธา 2. หิริ&nbsp;3. โอตัปปะ 4. เป็นพหูสูตร 5. เป็นผู้ที่ทำความเพียรในการละอกุศล 7 ทำสิ่งที่เป็นกุศล 6. มีสติ 7. มีปัญญา/ สัปปุริสธรรม 7 ตรงกับพละ7 คือ คนที่เป็นคนดีก็จะมีกำลัง 7 อย่างนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัปปุริสธรรม 8</strong></p><p>A: คือ 1. มีสัปปุริสธรรม 7 2. มีความภักดีต่อสัตบุรุษ 3. มีความคิดอย่างสัตบุรุษ 4. มีความรู้ (ปัญญา) อย่างสัตบุรุษ 5. มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ 6. มีการงานอย่างสัตบุรุษ 7. มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ 8. มีการให้ทานแบบสัตบุรุษ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: สัปปุริสธรรม</strong></p><p>A: คือ ธรรมะของคนดี แยกตามนัยยะ คือ นัยยะที่กล่าวถึงการพูดดี คิดดี ทำดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ นัยยะเรื่องวาจาที่พูดถึงคนอื่น คนดี จะพูดถึงความดีของคนอื่นโดยไม่ต้องถาม ยอมรับความไม่ดีของตนได้ ส่วนคนไม่ดี คือ เรื่องไม่ดีของตนไม่ยอมรับ จะชอบพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่นแม้จะไม่มีใครถามก็พูด นัยยะของ สัปปุริสธรรม ตาม “ธัมมัญญูสูตร” นัยยะของสัปปุริสธรรม 7 และนัยยะของสัปปุริสธรรม 8</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ธัมมัญญุตา</strong></p><p>A: คือ เป็นผู้รู้เหตุแห่งหลักธรรม รู้ว่าสร้างเหตุนี้จะต้องได้ผลนี้ ในการเลือกตั้ง เราต้องเลือกคนดี ไม่ใช่เลือกเพราะอคติ/ลำเอียง เพราะรัก เพราะเกลียด/โกรธ เพราะกลัวภัย หรือเพราะหลง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อัตถัญญุตา</strong></p><p>A: คือ เป็นผู้รู้จักผล รู้ความหมาย รู้เนื้อความแห่งคำสอนนั้นว่าหมายความว่าอย่างไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: อัตตัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักตน<strong> </strong>ว่ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ หรือไม่ พร่องตรงไหน / ศรัทธา คือ มีความมั่นใจในระบบ, ศีล การรับสินบนถือว่าผิดศีล สุตตะ คือ การฟังที่จะทำให้เกิดความรู้ คลายอคติ จาคะ คือ การให้ การสละออก ทำประโยชน์ให้สังคม ปัญญา คือ ความรู้ที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ปฏิภาณ คือ ความสามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ&nbsp;ได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: มัตตัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักประมาณ รู้ความพอดี พระภิกษุ ท่านต้องพิจารณาแล้วจึงบริโภค ทั้ง อาหาร จีวร เสนาสนะและยารักษาโรค ในการที่จะเลือกตั้งนี้ เราก็ควรพิจารณาเสนาสนะ คือ พิจารณาใคร่ครวญให้ดีแล้วจึงทำ จึงลงคะแนน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: กาลัญญุตา</strong></p><p>A: คือ รู้จักกาล คือ รู้จักเวลาว่าเวลาไหนควรทำอะไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปริสัญญุตา</strong></p><p>A:&nbsp;คือ<strong> </strong>รู้จักบริษัท บุคคล กลุ่มคน ชุมชน ว่ากลุ่มไหน มีระเบียบการเข้าไปหาอย่างไร พอใจสิ่งไหน ชอบสิ่งไหนเรื่องใด ต้องเหมาะสมกับบุคคลแต่ละแบบ / ในการเลือกตั้ง เราต้องรู้ว่าคนนี้เป็นอย่างไร พรรคนี้เป็นอย่างไร มีประวัติผลงานเป็นอย่างไร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา</strong></p><p>A: รู้จักบุคคล ท่านเปรียบเทียบอยู่สองส่วน ต้องรู้ลึกไปถึง วิธีการทำ คิด ปฏิบัติ ของเขา ไม่ใช่แค่ผิวเผิน</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัปปุริสธรรม 7</strong></p><p>A: คือ มี 1. ศรัทธา 2. หิริ&nbsp;3. โอตัปปะ 4. เป็นพหูสูตร 5. เป็นผู้ที่ทำความเพียรในการละอกุศล 7 ทำสิ่งที่เป็นกุศล 6. มีสติ 7. มีปัญญา/ สัปปุริสธรรม 7 ตรงกับพละ7 คือ คนที่เป็นคนดีก็จะมีกำลัง 7 อย่างนี้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: สัปปุริสธรรม 8</strong></p><p>A: คือ 1. มีสัปปุริสธรรม 7 2. มีความภักดีต่อสัตบุรุษ 3. มีความคิดอย่างสัตบุรุษ 4. มีความรู้ (ปัญญา) อย่างสัตบุรุษ 5. มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ 6. มีการงานอย่างสัตบุรุษ 7. มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ 8. มีการให้ทานแบบสัตบุรุษ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้ทิฐิด้วยทิฐิ [6618-7q]</title>
			<itunes:title>แก้ทิฐิด้วยทิฐิ [6618-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 May 2023 21:00:23 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64565591cfaa0e0012078257/media.mp3" length="26085299" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64565591cfaa0e0012078257</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64565591cfaa0e0012078257</link>
			<acast:episodeId>64565591cfaa0e0012078257</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMLwKRBU4qsinEIB6uwROYD6+9zdpWVW3JgG4JOYfYaMqJi/OaMRzBZGyKvPYuqoT/M3D1j5SUdPVk5UWQq05N+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความแตกต่าง ระหว่างความร่าเริงอาจหาญในธรรมกับทิฐิมานะขั้นละเอียด?</strong></p><br><p>A: การที่จะมีความร่าเริงอาจหาญในธรรมนั้น ต้องมีเหตุ มีปัจจัย จะมีความกล้า ที่มาจากคำว่า วิริยะ จะไม่สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ จะเป็นคนที่มีปัญญา มีการใคร่ครวญ โยนิโสมนสิการ เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ตามอริยสัจสี่ แล้วปล่อยวางได้&nbsp;หากอยู่ๆ ก็กล้าขึ้นมาเลย นั่นจะเป็นลักษณะของกล้าบ้าบิ่น เป็น “ทิฐิมานะ” คืออาศัยอวิชชา เป็นความบ้าบิ่น ไม่รู้ ไม่เข้าใจสถานการณ์</p><br><p><strong>Q: ทำไมอุรุสกชฎิลที่เชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์จึงไม่ปลงใจเชื่อ แม้พระพุทธเจ้าจะแสดงปาฏิหาริย์มากมายก็ตาม แต่กลับสลดใจเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสกลับว่า "ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ท่านก็ไม่มี"?</strong></p><br><p>A: เพราะคิดว่าอิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น และเพราะทิฐิมานะ ที่คิดว่าตนเองเป็นอรหันต์จริงๆ&nbsp;จึงทำให้เมื่อได้ยินท่านกล่าวเช่นนั้น จึงเกิดความสลดใจ ทิฐิมานะก็ต้องแก้ด้วยทิฐิมานะว่าทิฐิมานะที่มีนั้นไม่ถูก จึงจะเจริญขึ้นได้</p><br><p><strong>Q: อธิบายขยายความใน “อาทิตตปริยายสูตร” ถึงการเปรียบเทียบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุขเวทนาว่าเป็น “โลภะ” ทุกขเวทนาว่าเป็น “โกธะ” และอทุกขมสุขเวทนาเป็น “ความหลง”?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ราคะ โทสะ โมหะ เกิดจากผัสสะ ท่านเปรียบไว้ดังของร้อน เมื่อมีผัสสะจึงมีเวทนา ทั้งเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข เวทนาที่เป็น “สุข” ก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความเพลิน ความหลงได้ เวทนาที่เป็น“ทุกข์” ก็จะเป็นพื้นฐานของความขยะแขยงเกลียดชัง ไม่พอใจได้ เวทนาที่เป็น “อทุกขมสุข” ก็จะเป็นที่ตั้งแห่งความหลงได้ ในทางตรงข้ามกัน เวทนาที่เป็นสุข ก็ทำให้เกิดความหลง เกิดความโกรธ ได้เหมือนกัน คือหากเราสูญเสียความสุขไป ก็เกิดความโกรธได้ ก็จะเป็นสุขเวทนาที่อาศัยความไม่พอใจได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดได้จากทั้ง สุข ทุกข์ และอทุกข์ขมสุข ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยหากเราปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็จะปล่อยวางความยึดถือในสิ่งเหล่าได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;อธิบายขยายความคำว่า "อัตตะมะนา"</strong></p><br><p>A: นัยยะหนึ่ง แปลว่า ยินดีพอใจในภาษิตของพระพุทธเจ้า อีกนัยยะหนึ่ง แปลว่า มีใจเป็นของตน คือ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่สะดุ้งไปตามอำนาจของกิเลส&nbsp;คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป</p><br><p><strong>Q: วิธีที่จะทำให้เราอยู่เป็นปกติสุขได้ในยุคปัจจุบัน?</strong></p><br><p>A: ฝึกเจริญ พรหมวิหาร4 ทำจิตให้สงบ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ ประกอบด้วยปัญญาแล้วจะไปนิพพานได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความแตกต่าง ระหว่างความร่าเริงอาจหาญในธรรมกับทิฐิมานะขั้นละเอียด?</strong></p><br><p>A: การที่จะมีความร่าเริงอาจหาญในธรรมนั้น ต้องมีเหตุ มีปัจจัย จะมีความกล้า ที่มาจากคำว่า วิริยะ จะไม่สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ จะเป็นคนที่มีปัญญา มีการใคร่ครวญ โยนิโสมนสิการ เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ตามอริยสัจสี่ แล้วปล่อยวางได้&nbsp;หากอยู่ๆ ก็กล้าขึ้นมาเลย นั่นจะเป็นลักษณะของกล้าบ้าบิ่น เป็น “ทิฐิมานะ” คืออาศัยอวิชชา เป็นความบ้าบิ่น ไม่รู้ ไม่เข้าใจสถานการณ์</p><br><p><strong>Q: ทำไมอุรุสกชฎิลที่เชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์จึงไม่ปลงใจเชื่อ แม้พระพุทธเจ้าจะแสดงปาฏิหาริย์มากมายก็ตาม แต่กลับสลดใจเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสกลับว่า "ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ท่านก็ไม่มี"?</strong></p><br><p>A: เพราะคิดว่าอิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น และเพราะทิฐิมานะ ที่คิดว่าตนเองเป็นอรหันต์จริงๆ&nbsp;จึงทำให้เมื่อได้ยินท่านกล่าวเช่นนั้น จึงเกิดความสลดใจ ทิฐิมานะก็ต้องแก้ด้วยทิฐิมานะว่าทิฐิมานะที่มีนั้นไม่ถูก จึงจะเจริญขึ้นได้</p><br><p><strong>Q: อธิบายขยายความใน “อาทิตตปริยายสูตร” ถึงการเปรียบเทียบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;สุขเวทนาว่าเป็น “โลภะ” ทุกขเวทนาว่าเป็น “โกธะ” และอทุกขมสุขเวทนาเป็น “ความหลง”?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ราคะ โทสะ โมหะ เกิดจากผัสสะ ท่านเปรียบไว้ดังของร้อน เมื่อมีผัสสะจึงมีเวทนา ทั้งเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข เวทนาที่เป็น “สุข” ก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความเพลิน ความหลงได้ เวทนาที่เป็น“ทุกข์” ก็จะเป็นพื้นฐานของความขยะแขยงเกลียดชัง ไม่พอใจได้ เวทนาที่เป็น “อทุกขมสุข” ก็จะเป็นที่ตั้งแห่งความหลงได้ ในทางตรงข้ามกัน เวทนาที่เป็นสุข ก็ทำให้เกิดความหลง เกิดความโกรธ ได้เหมือนกัน คือหากเราสูญเสียความสุขไป ก็เกิดความโกรธได้ ก็จะเป็นสุขเวทนาที่อาศัยความไม่พอใจได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดได้จากทั้ง สุข ทุกข์ และอทุกข์ขมสุข ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยหากเราปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็จะปล่อยวางความยึดถือในสิ่งเหล่าได้</p><br><p><strong>Q:&nbsp;อธิบายขยายความคำว่า "อัตตะมะนา"</strong></p><br><p>A: นัยยะหนึ่ง แปลว่า ยินดีพอใจในภาษิตของพระพุทธเจ้า อีกนัยยะหนึ่ง แปลว่า มีใจเป็นของตน คือ ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่สะดุ้งไปตามอำนาจของกิเลส&nbsp;คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป</p><br><p><strong>Q: วิธีที่จะทำให้เราอยู่เป็นปกติสุขได้ในยุคปัจจุบัน?</strong></p><br><p>A: ฝึกเจริญ พรหมวิหาร4 ทำจิตให้สงบ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ ประกอบด้วยปัญญาแล้วจะไปนิพพานได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เผชิญหน้ากับความกลัว [6617-7q] </title>
			<itunes:title>เผชิญหน้ากับความกลัว [6617-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Apr 2023 21:00:54 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/644cf4ef1fbd80001181a667/media.mp3" length="26055384" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">644cf4ef1fbd80001181a667</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/644cf4ef1fbd80001181a667</link>
			<acast:episodeId>644cf4ef1fbd80001181a667</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPw3w5GeGNlaguQ6zcCASBS5xAkZmINP8nlYVU75pi7pYDqtZJsuAzIkh2qGfQfeherDr1IlUS/cQC+RvbvRxIg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?</strong></p><br><p>A: การนุ่งห่มด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด เป็นรูปแบบการปฏิบัติตั้งแต่สมัยพุทธกาล ท่านใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด ด้วยเพราะหากเป็นสีขาวจะเปื้อนง่าย สีที่นำมาย้อมก็หาได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำฝาดจากต้นไม้ เปลือกไม้ หรือดิน เหล่านี้ เรียกรวมกันหมดว่า “ย้อมน้ำฝาด” ที่ท่านให้นุ่งห่มเช่นนี้ เพราะเป็นทางสายกลาง ไม่ใช่สุดโต่ง 2 ข้าง คือ ไม่ได้ไม่นุ่งอะไรเลยหรือนุ่งห่มเหมือนพระราชาและเพื่อให้รู้ว่าเป็นนักบวช</p><br><p><strong>Q: แก้ไขจิตผูกโกรธ</strong></p><br><p>A: ความโกรธเกิดขึ้นที่จิต เหมือนสนิมที่เกิดขึ้นที่เหล็ก เราจะให้อภัยเขาได้ จะวางได้ 1. เราต้องเห็นด้วยปัญญาว่าความโกรธเกิดขึ้นที่ตัวเรา จะดับได้ ก็ดับที่ตัวเรา 2. เราจะดับความโกรธได้ด้วยเมตตา เราจะให้อภัยได้ด้วยความกรุณา (คือ ปรารถนาให้เขาพ้นจากความทุกข์) ต่อเขา 3.&nbsp;รักษาเขาและเราด้วยธรรมะ เช่นนี้ เป็นการที่เรารักษาตนเองก็เท่ากับรักษาเขาและการที่เรารักษาเขาก็เท่ากับรักษาตนเอง / การที่เราเห็นตัวมัน เรามีสติ ทำความเข้าใจกับมัน เราจะไม่กลัว ไม่ใช่ว่าโรคไม่ร้ายแรง แต่ความกลัวมันจะหายไป ตามหลักของอริยสัจสี่ ต้องมีโยนิโสมนัสิการ</p><br><p><strong>Q: ความกลัว มันน่ากลัวกว่าสิ่งที่กลัว</strong></p><br><p>A: ความกลัว แบ่งเป็น 1.)&nbsp;ความกลัวแบบสมเหตุสมผล ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้&nbsp;2.) ความกลัวไม่สมเหตุสมผล เช่น กลัวความมืด โรคกลัว พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติ โยนิโสมนัสสิการ ใคร่ครวญ ไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็น จะถอนจากมันทันที ซึ่งพอเราเห็นมันแล้ว เราก็จะไม่เพลิน ไม่เกลือกกลั้ว ไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป</p><br><p><strong>Q: มีความรู้มาก กับ โยนิโสมนสิการ</strong></p><br><p>A: การที่เรามีความรู้มาก ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะมีการพิจารณา ใคร่ครวญ หมายถึง โยนิโสมนสิการ เพราะการที่มีโยนิโสมนสิการ คือ การคิด พิจารณา ใคร่ครวญ ตามกระบวนการของ อริยสัจสี่ เห็นไปตามจริง เพราะหากเรามีความรู้สูงแล้วเราเพลินไปตามความรู้นั้น เราก็จะไม่มีการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>Q: หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดก็ได้รับกรรมนั้น จะช่วยบรรเทาความโกรธได้หรือไม่ หรือต้องใช้วิธีใดในการวางจิต?</strong></p><br><p>A: ให้เราอุเบกขา สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ใครทำกรรมดีไว้ก็ตาม ใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตาม จะได้รับผลของกรรมนั้น&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ | เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?</strong></p><br><p>A: การนุ่งห่มด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด เป็นรูปแบบการปฏิบัติตั้งแต่สมัยพุทธกาล ท่านใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด ด้วยเพราะหากเป็นสีขาวจะเปื้อนง่าย สีที่นำมาย้อมก็หาได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำฝาดจากต้นไม้ เปลือกไม้ หรือดิน เหล่านี้ เรียกรวมกันหมดว่า “ย้อมน้ำฝาด” ที่ท่านให้นุ่งห่มเช่นนี้ เพราะเป็นทางสายกลาง ไม่ใช่สุดโต่ง 2 ข้าง คือ ไม่ได้ไม่นุ่งอะไรเลยหรือนุ่งห่มเหมือนพระราชาและเพื่อให้รู้ว่าเป็นนักบวช</p><br><p><strong>Q: แก้ไขจิตผูกโกรธ</strong></p><br><p>A: ความโกรธเกิดขึ้นที่จิต เหมือนสนิมที่เกิดขึ้นที่เหล็ก เราจะให้อภัยเขาได้ จะวางได้ 1. เราต้องเห็นด้วยปัญญาว่าความโกรธเกิดขึ้นที่ตัวเรา จะดับได้ ก็ดับที่ตัวเรา 2. เราจะดับความโกรธได้ด้วยเมตตา เราจะให้อภัยได้ด้วยความกรุณา (คือ ปรารถนาให้เขาพ้นจากความทุกข์) ต่อเขา 3.&nbsp;รักษาเขาและเราด้วยธรรมะ เช่นนี้ เป็นการที่เรารักษาตนเองก็เท่ากับรักษาเขาและการที่เรารักษาเขาก็เท่ากับรักษาตนเอง / การที่เราเห็นตัวมัน เรามีสติ ทำความเข้าใจกับมัน เราจะไม่กลัว ไม่ใช่ว่าโรคไม่ร้ายแรง แต่ความกลัวมันจะหายไป ตามหลักของอริยสัจสี่ ต้องมีโยนิโสมนัสิการ</p><br><p><strong>Q: ความกลัว มันน่ากลัวกว่าสิ่งที่กลัว</strong></p><br><p>A: ความกลัว แบ่งเป็น 1.)&nbsp;ความกลัวแบบสมเหตุสมผล ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้&nbsp;2.) ความกลัวไม่สมเหตุสมผล เช่น กลัวความมืด โรคกลัว พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติ โยนิโสมนัสสิการ ใคร่ครวญ ไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็น จะถอนจากมันทันที ซึ่งพอเราเห็นมันแล้ว เราก็จะไม่เพลิน ไม่เกลือกกลั้ว ไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป</p><br><p><strong>Q: มีความรู้มาก กับ โยนิโสมนสิการ</strong></p><br><p>A: การที่เรามีความรู้มาก ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เราจะมีการพิจารณา ใคร่ครวญ หมายถึง โยนิโสมนสิการ เพราะการที่มีโยนิโสมนสิการ คือ การคิด พิจารณา ใคร่ครวญ ตามกระบวนการของ อริยสัจสี่ เห็นไปตามจริง เพราะหากเรามีความรู้สูงแล้วเราเพลินไปตามความรู้นั้น เราก็จะไม่มีการโยนิโสมนสิการ</p><br><p><strong>Q: หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดก็ได้รับกรรมนั้น จะช่วยบรรเทาความโกรธได้หรือไม่ หรือต้องใช้วิธีใดในการวางจิต?</strong></p><br><p>A: ให้เราอุเบกขา สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ใครทำกรรมดีไว้ก็ตาม ใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตาม จะได้รับผลของกรรมนั้น&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้ปัญหาได้ด้วยอิทธิบาท 4 [6616-7q]</title>
			<itunes:title>แก้ปัญหาได้ด้วยอิทธิบาท 4 [6616-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Apr 2023 21:00:21 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6442b6b3d18c130011766619/media.mp3" length="25197391" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6442b6b3d18c130011766619</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6442b6b3d18c130011766619</link>
			<acast:episodeId>6442b6b3d18c130011766619</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNdA2Mt+zM7bBISNCDL9Uq/T3pWWh6u0Le6MVK+FOITo5YS9sf4AiFasxb+IIbU3db1doCAxFW4YxNrGKXecLS3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไร คิดอย่างไร จิตใจจึงจะไม่เบื่อเซ็ง?</strong></p><br><p>A: เราสามารถใส่ความเพียร ความขยัน ความกระตือรือร้น ลงไปในงาน ด้วย ”อิทธิบาท 4” ความเบื่อเซ็ง คือ “ถีนมิทธะ” เป็นหนึ่งในนิวรณ์ 5 ที่เป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้จิตเราเป็นสมาธิ ให้เราตั้งสติ ฝึกทำบ่อยๆ เมื่อสติเรามีกำลัง จิตเป็นสมาธิแล้ว เราจะสามารถนำธรรมเครื่องปรุงแต่ง ที่ปรุงแต่งออกมาด้วยอิทธิบาท 4 เข้าไปเจริญด้วยสมาธิ จะทำให้เกิดการพัฒนา เกิดความก้าวหน้าได้ หรือหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ อย่าจมอยู่อย่างนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Region-beta paradox” (เรื่องยิ่งร้าย ยิ่งกลายเป็นดี) หรือปรึกษาหาความรู้กับผู้รู้&nbsp;จะช่วยได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำอย่างไร คิดอย่างไร จิตใจจึงจะไม่เบื่อเซ็ง?</strong></p><br><p>A: เราสามารถใส่ความเพียร ความขยัน ความกระตือรือร้น ลงไปในงาน ด้วย ”อิทธิบาท 4” ความเบื่อเซ็ง คือ “ถีนมิทธะ” เป็นหนึ่งในนิวรณ์ 5 ที่เป็นเครื่องกางกั้นไม่ให้จิตเราเป็นสมาธิ ให้เราตั้งสติ ฝึกทำบ่อยๆ เมื่อสติเรามีกำลัง จิตเป็นสมาธิแล้ว เราจะสามารถนำธรรมเครื่องปรุงแต่ง ที่ปรุงแต่งออกมาด้วยอิทธิบาท 4 เข้าไปเจริญด้วยสมาธิ จะทำให้เกิดการพัฒนา เกิดความก้าวหน้าได้ หรือหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ อย่าจมอยู่อย่างนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Region-beta paradox” (เรื่องยิ่งร้าย ยิ่งกลายเป็นดี) หรือปรึกษาหาความรู้กับผู้รู้&nbsp;จะช่วยได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะรักษาใจ [6615-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมะรักษาใจ [6615-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Apr 2023 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6438cea9314dbc001107006e/media.mp3" length="27915926" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6438cea9314dbc001107006e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/6438cea9314dbc001107006e</link>
			<acast:episodeId>6438cea9314dbc001107006e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPGavJyW+I1gtnYQUGqkxS4ZWTse7Kw9h2JufftxbIPH8nE8xNEF/QOqlCAPDUEVhLL7ftW18ViIFBsqBLa4WW/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เพราะเหตุเมื่อทำบุญมานานๆ จึงไม่รู้สึกอิ่มใจอีกแล้ว?</strong></p><br><p>A: การเราที่ทำบุญทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ก็เพื่อลดละกิเลส ไม่ได้หวังเอาอะไร ไม่ได้หวังเอาทั้งสุขและทุกข์ คือ เหนือสุขเหนือทุกข์ การที่เรารู้สึกเช่นนี้ คือ เราวางความสุขนั้นได้ เป็นอุเบกขา ต้องแยกให้ออกจากการมีโมหะที่เกิดจากความตระหนี่</p><br><p><strong>Q: ข้อคิดจากเรื่องพระราธเถระ</strong></p><br><p>A: ท่านเป็นเลิศในเรื่องของปฏิภาณ ปฏิสัมภิทา เป็นพระที่บวชตอนแก่ / ข้อคิดมี 4 ข้อ คือ&nbsp;1. ถูกลูกทอดทิ้งจนมาอยุ่ที่วัด 2. ความกตัญญูของพระสารีบุตรที่ท่านกตเวทีตอบแทน ด้วยการบวชให้ 3. เมื่อบวชแล้วเป็นผู้บอกง่ายสอนง่าย อดทนฟังรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น 4. เป็นผู้มีปฏิภาณ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พระพุทธเจ้าทรงจัดการกับภาวะโรคระบาดอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ท่านใช้ธรรมะรักษาทั้งโรคทางใจ (ราคะ โทสะ โมหะ รักษาด้วย “มรรค 8”) และโรคทางกาย เมื่อใจสบายก็ย่อมส่งผลต่อกายด้วย จะหาย จะดีขึ้นได้หรือไม่นั้น ก็ตามควรแก่ฐานะที่จะมีจะเป็นได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พุทธศาสนาสามารถช่วยคนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: โดยควรแก่ฐานะ อาจจะได้หรือไม่ได้ หากเป็นมานานจนกลายเป็นอาสวะจะแก้ได้ยาก แต่หากพึ่งเริ่มเป็น แล้วเราฝึกสติ ตั้งสติ ฝึกจิตใจให้สงบระงับ ปฏิบัติตามมรรค 8 ช่วยได้</p><br><p><strong>Q: เลี้ยงหอยทากเอาไว้ขายจะบาปไหม อาชีพที่กระตุ้นให้เกิดกิเลสเป็นบาป?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ในห่วงโซ่อุปทานนี้ ล้วนมีการเบียดเบียนกัน ให้เราดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง (มรรค 8) ด้วยการรักษาศีล เมื่อปฏิบัติแล้วจะลดการเบียนเบียนลง&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เพราะเหตุเมื่อทำบุญมานานๆ จึงไม่รู้สึกอิ่มใจอีกแล้ว?</strong></p><br><p>A: การเราที่ทำบุญทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ก็เพื่อลดละกิเลส ไม่ได้หวังเอาอะไร ไม่ได้หวังเอาทั้งสุขและทุกข์ คือ เหนือสุขเหนือทุกข์ การที่เรารู้สึกเช่นนี้ คือ เราวางความสุขนั้นได้ เป็นอุเบกขา ต้องแยกให้ออกจากการมีโมหะที่เกิดจากความตระหนี่</p><br><p><strong>Q: ข้อคิดจากเรื่องพระราธเถระ</strong></p><br><p>A: ท่านเป็นเลิศในเรื่องของปฏิภาณ ปฏิสัมภิทา เป็นพระที่บวชตอนแก่ / ข้อคิดมี 4 ข้อ คือ&nbsp;1. ถูกลูกทอดทิ้งจนมาอยุ่ที่วัด 2. ความกตัญญูของพระสารีบุตรที่ท่านกตเวทีตอบแทน ด้วยการบวชให้ 3. เมื่อบวชแล้วเป็นผู้บอกง่ายสอนง่าย อดทนฟังรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น 4. เป็นผู้มีปฏิภาณ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พระพุทธเจ้าทรงจัดการกับภาวะโรคระบาดอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ท่านใช้ธรรมะรักษาทั้งโรคทางใจ (ราคะ โทสะ โมหะ รักษาด้วย “มรรค 8”) และโรคทางกาย เมื่อใจสบายก็ย่อมส่งผลต่อกายด้วย จะหาย จะดีขึ้นได้หรือไม่นั้น ก็ตามควรแก่ฐานะที่จะมีจะเป็นได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: พุทธศาสนาสามารถช่วยคนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่?</strong></p><br><p>A: โดยควรแก่ฐานะ อาจจะได้หรือไม่ได้ หากเป็นมานานจนกลายเป็นอาสวะจะแก้ได้ยาก แต่หากพึ่งเริ่มเป็น แล้วเราฝึกสติ ตั้งสติ ฝึกจิตใจให้สงบระงับ ปฏิบัติตามมรรค 8 ช่วยได้</p><br><p><strong>Q: เลี้ยงหอยทากเอาไว้ขายจะบาปไหม อาชีพที่กระตุ้นให้เกิดกิเลสเป็นบาป?</strong></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>A: ในห่วงโซ่อุปทานนี้ ล้วนมีการเบียดเบียนกัน ให้เราดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง (มรรค 8) ด้วยการรักษาศีล เมื่อปฏิบัติแล้วจะลดการเบียนเบียนลง&nbsp;</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กิจที่ควรทำในเรื่องของโลก [6614-7q]</title>
			<itunes:title>กิจที่ควรทำในเรื่องของโลก [6614-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Apr 2023 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/642e856cfe7063001168a502/media.mp3" length="25874046" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">642e856cfe7063001168a502</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/642e856cfe7063001168a502</link>
			<acast:episodeId>642e856cfe7063001168a502</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNj9MeZuAzGg+hH9psWl/bwEv0e954M1FZ2rFn0nW/v3Ez04hSUNusFLbPvYkIuK4odOZxl/ieh68fGibYbZEr6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เวลาป่วยไข้มี “ทุกขเวทนา” ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ให้เห็นทุกข์ในทุกข์ เราทุกข์ตรงไหน ทางแก้ก็อยู่ตรงนั้น นำ “ทุกขาปฏิปทา” มาใช้ คือ พอเรามีทุกข์ถาโถมเข้ามาท่วมทับแล้ว ให้ตั้งสติ ยอมรับมัน ดูแลไปเท่าที่ดูแลได้ รักษาจิตให้ดี ทำจิตให้ดี เดินตามทางสายกลาง</p><br><p><strong>Q: บุญจากการบวชแก้บนเป็นการผูกมัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ผลของกรรมนั้นมีหลายอย่างมาเกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องของวิบาก เป็น “อจินไตย” จะให้บอกว่าได้หรือไม่ได้ หรือได้เมื่อไหร่ก็ไม่สามารถบอกได้ ในที่นี้ให้เราเดินตามทาง “มรรค 8”&nbsp;การบวช คนที่บวชก็ยังมีกิเลสอยู่ หรือไม่ได้บวชเพราะศรัทธา แต่เมื่อบวชมาแล้ว รู้ “อริยสัจสี่” ได้ ปฏิบัติดี มีปัญญาเพิ่มขึ้น มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเงื่อนไขปัจจัยมีหลายอย่าง จะไปดีต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: คำว่า “บุญ” “กุศล” และ “บารมี” แตกต่างกันอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ท่านได้กล่าวไว้ว่า <strong>"บุญ"</strong> เป็นชื่อแห่งความสุข <strong>"กุศล"</strong> ท่านพูดไว้ในกุศลกรรมบท 10 แยกเป็นทางกาย วาจา ใจ <strong>"บารมี"</strong> คือ บุญที่สะสมไว้ๆ มากๆ บารมี ท่านกล่าวไว้ถึง บารมี 10 <strong>"บุญกุศล"</strong> คือ กุศลที่ทำให้เกิดสุข <strong>"บุญบารมี"</strong> คือ บารมีที่ทำให้เกิดสุข</p><br><p><strong>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าวิญญาณเป็นอาหารของนามรูป?</strong></p><br><p>A: ท่านกล่าวไว้ถึง อาหาร 4 อย่าง หนึ่งในนั้น อาหาร คือ วิญญาณ ถ้าเป็นวิญญาณ อาหารของวิญญาณก็เป็นนามรูป นามรูปก็เป็นอาหารของวิญญาณ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือ ถ้ามันยังมีเชื้ออยู่ มันก็จะอาศัยกันเกิดต่อไป และต่อไป เพราะฉะนั้น เราต้องดับ เพื่อไม่ให้มีอย่างอื่นต่อไปได้อีก ท่านกล่าวไว้ถึง ปฏิปทาในการสิ้นกรรม คือ มรรค 8 ถ้าพูดถึงอาหาร ก็คือ อะไรที่จะทำให้ไปเกิดต่อไปและต่อไป ถ้าพูดถึงวิญญาณอาหารหมายถึง ถ้าดับอาหารนี้ก็จะทำให้เกิดความสิ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: เมื่อเรายังอยู่กับโลก แล้วเราควรจะบริหารอาหารทั้ง 4 นี้ อย่างไร?</strong></p><br><p>A: เราต้องเข้าใจโลก ถ้าเราอยู่กับโลกแล้วเราเข้าใจโลกได้ นั่นคือ บริหารอาหาร 4 ได้ถูกต้อง ความเข้าใจท่านใช้คำว่า ปริญญา เป็น หนึ่งในญาณ 3 ของเรื่องอริยสัจสี่ คือ ญาณ และกิจญาณ กิจญาณ คือ กิจที่ควรทำในเรื่องของโลก เรื่องของทุกข์ คือ เข้าใจในเหตุเกิดของโลก เข้าใจรสอร่อย เข้าใจโทษ เข้าใจความดับ และเข้าใจปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก แบบนี้คือ เข้าใจบริหารอาหาร 4 ได้ถูกต้อง</p><br><p><strong>Q: นั่งสมาธิไม่ได้เพราะใจฟุ้งซ่าน รู้สึกผิดต่อพ่อ ควรทำอย่างไร? </strong></p><br><p>A: ให้ระลึกถึงศีล และศรัทธา อันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะทำให้เราสบายใจ ละความร้อนใจได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เวลาป่วยไข้มี “ทุกขเวทนา” ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ให้เห็นทุกข์ในทุกข์ เราทุกข์ตรงไหน ทางแก้ก็อยู่ตรงนั้น นำ “ทุกขาปฏิปทา” มาใช้ คือ พอเรามีทุกข์ถาโถมเข้ามาท่วมทับแล้ว ให้ตั้งสติ ยอมรับมัน ดูแลไปเท่าที่ดูแลได้ รักษาจิตให้ดี ทำจิตให้ดี เดินตามทางสายกลาง</p><br><p><strong>Q: บุญจากการบวชแก้บนเป็นการผูกมัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?</strong></p><br><p>A: ผลของกรรมนั้นมีหลายอย่างมาเกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องของวิบาก เป็น “อจินไตย” จะให้บอกว่าได้หรือไม่ได้ หรือได้เมื่อไหร่ก็ไม่สามารถบอกได้ ในที่นี้ให้เราเดินตามทาง “มรรค 8”&nbsp;การบวช คนที่บวชก็ยังมีกิเลสอยู่ หรือไม่ได้บวชเพราะศรัทธา แต่เมื่อบวชมาแล้ว รู้ “อริยสัจสี่” ได้ ปฏิบัติดี มีปัญญาเพิ่มขึ้น มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเงื่อนไขปัจจัยมีหลายอย่าง จะไปดีต่อไปได้</p><br><p><strong>Q: คำว่า “บุญ” “กุศล” และ “บารมี” แตกต่างกันอย่างไร?</strong></p><br><p>A: ท่านได้กล่าวไว้ว่า <strong>"บุญ"</strong> เป็นชื่อแห่งความสุข <strong>"กุศล"</strong> ท่านพูดไว้ในกุศลกรรมบท 10 แยกเป็นทางกาย วาจา ใจ <strong>"บารมี"</strong> คือ บุญที่สะสมไว้ๆ มากๆ บารมี ท่านกล่าวไว้ถึง บารมี 10 <strong>"บุญกุศล"</strong> คือ กุศลที่ทำให้เกิดสุข <strong>"บุญบารมี"</strong> คือ บารมีที่ทำให้เกิดสุข</p><br><p><strong>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าวิญญาณเป็นอาหารของนามรูป?</strong></p><br><p>A: ท่านกล่าวไว้ถึง อาหาร 4 อย่าง หนึ่งในนั้น อาหาร คือ วิญญาณ ถ้าเป็นวิญญาณ อาหารของวิญญาณก็เป็นนามรูป นามรูปก็เป็นอาหารของวิญญาณ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือ ถ้ามันยังมีเชื้ออยู่ มันก็จะอาศัยกันเกิดต่อไป และต่อไป เพราะฉะนั้น เราต้องดับ เพื่อไม่ให้มีอย่างอื่นต่อไปได้อีก ท่านกล่าวไว้ถึง ปฏิปทาในการสิ้นกรรม คือ มรรค 8 ถ้าพูดถึงอาหาร ก็คือ อะไรที่จะทำให้ไปเกิดต่อไปและต่อไป ถ้าพูดถึงวิญญาณอาหารหมายถึง ถ้าดับอาหารนี้ก็จะทำให้เกิดความสิ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: เมื่อเรายังอยู่กับโลก แล้วเราควรจะบริหารอาหารทั้ง 4 นี้ อย่างไร?</strong></p><br><p>A: เราต้องเข้าใจโลก ถ้าเราอยู่กับโลกแล้วเราเข้าใจโลกได้ นั่นคือ บริหารอาหาร 4 ได้ถูกต้อง ความเข้าใจท่านใช้คำว่า ปริญญา เป็น หนึ่งในญาณ 3 ของเรื่องอริยสัจสี่ คือ ญาณ และกิจญาณ กิจญาณ คือ กิจที่ควรทำในเรื่องของโลก เรื่องของทุกข์ คือ เข้าใจในเหตุเกิดของโลก เข้าใจรสอร่อย เข้าใจโทษ เข้าใจความดับ และเข้าใจปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก แบบนี้คือ เข้าใจบริหารอาหาร 4 ได้ถูกต้อง</p><br><p><strong>Q: นั่งสมาธิไม่ได้เพราะใจฟุ้งซ่าน รู้สึกผิดต่อพ่อ ควรทำอย่างไร? </strong></p><br><p>A: ให้ระลึกถึงศีล และศรัทธา อันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะทำให้เราสบายใจ ละความร้อนใจได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทางแห่งนิพพาน  [6613-7q]</title>
			<itunes:title>ทางแห่งนิพพาน  [6613-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Apr 2023 21:00:43 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/642795838c710200110ff655/media.mp3" length="27223376" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">642795838c710200110ff655</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/642795838c710200110ff655</link>
			<acast:episodeId>642795838c710200110ff655</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNkUBiV9j6LCN0PnLjYfUAMsR09ZJyovO2Sc1bdMhkSnkFmGKp/qDfMk9Qkcar4M93iTTMDgK5P5jV1TfWnSbiq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าคนเราต้องตายแล้วเราจะเกิดมาทำไม?</strong></p><br><p>A: เราเกิดมาเพื่อที่จะแสวงหาความไม่เกิด คือ ความไม่ตาย นั่นคือ อมตะ ต้องปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา มาตามทางมรรค 8 ก็จะถึง “นิพพาน” คือความไม่เกิด ไม่ตาย&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: คุณไสย คืออะไร?</strong></p><br><p>A: หากอธิบายเปรียบเทียบ ศาสตร์ ที่หมายถึง องค์ความรู้ ในที่นี้ มีพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ โดยเอามาเปรียบเทียบกัน พุทธศาสตร์นั้นเมื่อประกอบด้วยสิ่งที่เป็นกุศล ทำแล้วเป็นกุศล อกุศลลด ส่วนไสยศาสตร์นั้นมักจะเจือปนด้วยอกุศล ทำแล้วอกุศลเพิ่ม เราควรเลือกเอาสิ่งดี สิ่งไหนที่ทำแล้วเป็นกุศล ทำแล้วอกุศลลดลง ให้เรารู้จักสังเกต ฝึกสติ มีจิตจดจ่อเป็นสมาธิ เราก็จะรู้จักแยกแยะได้ ละสิ่งที่เป็นอกุศลได้ ด้วยการเดินมาตามทางมรรค 8&nbsp;</p><br><p><strong>Q: คุณพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่จะทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A:&nbsp;คนจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ต้องเห็นโทษ เมื่อเรารู้โทษจริง ๆ แล้ว เราจะเลิกได้ แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่ประกอบด้วยการทำจริงแน่วแน่จริงและในทางปฏิบัติ ควรมีกัลยาณมิตร ที่จะคอยบอก คอยเตือน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เรื่องหอบหืด</strong></p><br><p>A: ในทางคำสอน ทุกอย่างเกิดจากเหตุมีเหตุมีปัจจัย ให้รักษาไปตามเหตุ เหตุบางอย่างเกิดจากการเตรียมตัวของเราไม่ดี เกิดจากอุตุ เกิดจากธาตุลม เกิดจากกรรมเก่าหรือเกิดจากอาหาร รักษาไปตามเหตุ กรณีโรคหอบเราควรพบแพทย์เพื่อรักษาและปฏิบัติตามมรรค 8 เพื่อไม่ให้เกิดมาทุกข์อีก เพราะเกิดทุกครั้ง ทุกข์ทุกครั้ง ไม่เกิด ไม่ตาย จึงสิ้นทุกข์</p><br><p><strong>Q: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</strong></p><br><p>A: ปริวัฏฏ์ 3 รอบ คือ ญาณ 3 คือ 1. สัจจญาณ คือ ญาณที่จะเห็นไปตามความจริง 2. กิจญาณ คือ ญาณที่รู้ว่ากิจที่ควรทำคืออะไร 3. กตญาณ ได้ทำแล้ว / คือเมื่อเราเห็นไปตามความจริง รู้ว่ากิจที่ควรทำคืออะไร และได้ทำแล้วในอริยสัจสี่&nbsp;ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ อีก 3&nbsp;ข้อก็จะเข้ากันได้เอง คือ ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การแผ่เมตตา</strong></p><br><p>A: ความพยาบาทก็ทำงานเหมือนเมตตา กว่าเราจะพยาบาทเขา ก็สะสมมานาน ดังนั้น หากเราจะเมตตาเขา ก็ต้องใช้เวลาด้วยเช่นกัน ให้เราฝึกตนให้มีเมตตาต่อเขา ฝึกตั้งแต่ที่ยังไม่เจอเขา ฝึกไปเรื่อยๆ เราจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ จะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตรงจุดไหนที่เราทำแล้วมีเมตตาต่อเขาได้ ให้ทำตรงนั้น เราต้องมีกำลังใจ ทำให้มาก ทำให้เจริญ เอาชนะด้วยธรรมะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าคนเราต้องตายแล้วเราจะเกิดมาทำไม?</strong></p><br><p>A: เราเกิดมาเพื่อที่จะแสวงหาความไม่เกิด คือ ความไม่ตาย นั่นคือ อมตะ ต้องปฏิบัติตาม ศีล สมาธิ ปัญญา มาตามทางมรรค 8 ก็จะถึง “นิพพาน” คือความไม่เกิด ไม่ตาย&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: คุณไสย คืออะไร?</strong></p><br><p>A: หากอธิบายเปรียบเทียบ ศาสตร์ ที่หมายถึง องค์ความรู้ ในที่นี้ มีพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ โดยเอามาเปรียบเทียบกัน พุทธศาสตร์นั้นเมื่อประกอบด้วยสิ่งที่เป็นกุศล ทำแล้วเป็นกุศล อกุศลลด ส่วนไสยศาสตร์นั้นมักจะเจือปนด้วยอกุศล ทำแล้วอกุศลเพิ่ม เราควรเลือกเอาสิ่งดี สิ่งไหนที่ทำแล้วเป็นกุศล ทำแล้วอกุศลลดลง ให้เรารู้จักสังเกต ฝึกสติ มีจิตจดจ่อเป็นสมาธิ เราก็จะรู้จักแยกแยะได้ ละสิ่งที่เป็นอกุศลได้ ด้วยการเดินมาตามทางมรรค 8&nbsp;</p><br><p><strong>Q: คุณพ่อดื่มเหล้า สูบบุหรี่จะทำอย่างไร?</strong></p><br><p>A:&nbsp;คนจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ต้องเห็นโทษ เมื่อเรารู้โทษจริง ๆ แล้ว เราจะเลิกได้ แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่ประกอบด้วยการทำจริงแน่วแน่จริงและในทางปฏิบัติ ควรมีกัลยาณมิตร ที่จะคอยบอก คอยเตือน&nbsp;</p><br><p><strong>Q: เรื่องหอบหืด</strong></p><br><p>A: ในทางคำสอน ทุกอย่างเกิดจากเหตุมีเหตุมีปัจจัย ให้รักษาไปตามเหตุ เหตุบางอย่างเกิดจากการเตรียมตัวของเราไม่ดี เกิดจากอุตุ เกิดจากธาตุลม เกิดจากกรรมเก่าหรือเกิดจากอาหาร รักษาไปตามเหตุ กรณีโรคหอบเราควรพบแพทย์เพื่อรักษาและปฏิบัติตามมรรค 8 เพื่อไม่ให้เกิดมาทุกข์อีก เพราะเกิดทุกครั้ง ทุกข์ทุกครั้ง ไม่เกิด ไม่ตาย จึงสิ้นทุกข์</p><br><p><strong>Q: ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร</strong></p><br><p>A: ปริวัฏฏ์ 3 รอบ คือ ญาณ 3 คือ 1. สัจจญาณ คือ ญาณที่จะเห็นไปตามความจริง 2. กิจญาณ คือ ญาณที่รู้ว่ากิจที่ควรทำคืออะไร 3. กตญาณ ได้ทำแล้ว / คือเมื่อเราเห็นไปตามความจริง รู้ว่ากิจที่ควรทำคืออะไร และได้ทำแล้วในอริยสัจสี่&nbsp;ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ อีก 3&nbsp;ข้อก็จะเข้ากันได้เอง คือ ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 นั่นเอง&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การแผ่เมตตา</strong></p><br><p>A: ความพยาบาทก็ทำงานเหมือนเมตตา กว่าเราจะพยาบาทเขา ก็สะสมมานาน ดังนั้น หากเราจะเมตตาเขา ก็ต้องใช้เวลาด้วยเช่นกัน ให้เราฝึกตนให้มีเมตตาต่อเขา ฝึกตั้งแต่ที่ยังไม่เจอเขา ฝึกไปเรื่อยๆ เราจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ จะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ตรงจุดไหนที่เราทำแล้วมีเมตตาต่อเขาได้ ให้ทำตรงนั้น เราต้องมีกำลังใจ ทำให้มาก ทำให้เจริญ เอาชนะด้วยธรรมะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สติกับความไม่ประมาท [6612-7q]</title>
			<itunes:title>สติกับความไม่ประมาท [6612-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Mar 2023 21:00:50 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/641e8902039ec5001183889b/media.mp3" length="25563977" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">641e8902039ec5001183889b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/641e8902039ec5001183889b</link>
			<acast:episodeId>641e8902039ec5001183889b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM49i2J14r70xfh8W4Qt8e24JDqd3y5j+ei2wlgNnDo5TqJONts/WHbAjJs4cAYI+/SBjF0KlcL3ymXEXtzE5xL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อสุขแล้ว สำเร็จแล้ว อย่าประมาท</strong></p><br><p>A: ทุกข์ สุข กุศล อกุศล ผัสสะที่เข้ามากระทบ จะทำให้เกิดกุศลหรืออกุศลนั้น ขึ้นอยู่กับการวางจิตของเรา ว่าเมื่อมีผัสสะเข้ามากระทบแล้วเราจะทำอย่างไร หากผัสสะที่เป็นทุกขเวทนาเข้ามากระทบ แล้วเราขยะแขยง เกลียดชัง ก็จะกลายเป็น อกุศล แต่ใจขณะเดียวกัน หากผัสสะที่เป็นทุกขเวทนา เข้ามากระทบแล้ว เราอดทน เรามีเมตตาได้ นั่น จะเกิดเป็นกุศล คนมักจะเชื่อมทุกขเวทนาว่าเป็นทุกข์, สุขเวทนาว่าเป็นสุข แต่แท้จริงแล้ว ทั้งทุกข์และสุขนั้น ก็สามารถก่อให้เกิดได้ทั้งกุศลและอกุศลได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการวางจิตของเรา ว่าหากเรามีสุขเวทนาแล้ว เราจะกำหนัด ยินดี พอใจ เพลินไปกับสุขเวทนานั้นหรือไม่ เพราะหากเราเพลิน กำหนัด ยินดี พอใจ นั้นคือ “อุปาทาน” เป็น อกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้ดีในชีวิตอยู่แล้ว ให้รักษาให้ดี ไม่ใช่หวงกั้น ถ้ารักษาไม่ดี กลายเป็นความหวงกั้น นั่นก็จะกลายเป็น “อกุศล” ซึ่งจะทำให้สิ่งดีๆ ที่เรามี กลายเป็นไม่ดีไป กลายเป็นทุกข์ไป ให้รักษากุศลไว้ อย่าประมาท&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สุขอย่างไรไม่ประมาท</strong></p><br><p>A: ประมาท คือ พอมีความสุข แล้วยินดี พอใจ ลุ่มหลง เพลิดเพลิน แบบนี้ เป็นอกุศลกรรม ไม่ประมาท คือ เห็นความสุขเป็นของไม่เที่ยง ไม่ลุ่มหลง ไม่เพลิดเพลิน มัวเมา แบบนี้ เป็นกุศล&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ตั้งมั่นในความดีด้วยมรรค</strong></p><br><p>A: เมื่อมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราอย่าเพลินไปในมัน ความคิดที่เข้ามา ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นสิ่งที่เกิดจาก เงื่อนไข ปัจจัย อย่าเพลินไปในความคิด เพราะจิตเราเป็นประภัสสรอยู่แล้ว หากเราเพลิน เราพอใจ ไปตามความชอบหรือไม่ชอบ มันจะเป็นอกุศลได้ ท่านได้สอนไว้ ถึงสติปัฏฐานสี่ ให้เรามีสติ อย่าประมาท ให้ระมัดระวังอยู่เสมอ อย่าคิดว่าเล็กน้อยแล้วจะไม่ส่งผล ให้เราเดินไปตามทางมรรค 8 เพราะหากออกนอกมรรคนั่นคือ เราประมาท</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อสุขแล้ว สำเร็จแล้ว อย่าประมาท</strong></p><br><p>A: ทุกข์ สุข กุศล อกุศล ผัสสะที่เข้ามากระทบ จะทำให้เกิดกุศลหรืออกุศลนั้น ขึ้นอยู่กับการวางจิตของเรา ว่าเมื่อมีผัสสะเข้ามากระทบแล้วเราจะทำอย่างไร หากผัสสะที่เป็นทุกขเวทนาเข้ามากระทบ แล้วเราขยะแขยง เกลียดชัง ก็จะกลายเป็น อกุศล แต่ใจขณะเดียวกัน หากผัสสะที่เป็นทุกขเวทนา เข้ามากระทบแล้ว เราอดทน เรามีเมตตาได้ นั่น จะเกิดเป็นกุศล คนมักจะเชื่อมทุกขเวทนาว่าเป็นทุกข์, สุขเวทนาว่าเป็นสุข แต่แท้จริงแล้ว ทั้งทุกข์และสุขนั้น ก็สามารถก่อให้เกิดได้ทั้งกุศลและอกุศลได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการวางจิตของเรา ว่าหากเรามีสุขเวทนาแล้ว เราจะกำหนัด ยินดี พอใจ เพลินไปกับสุขเวทนานั้นหรือไม่ เพราะหากเราเพลิน กำหนัด ยินดี พอใจ นั้นคือ “อุปาทาน” เป็น อกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้ดีในชีวิตอยู่แล้ว ให้รักษาให้ดี ไม่ใช่หวงกั้น ถ้ารักษาไม่ดี กลายเป็นความหวงกั้น นั่นก็จะกลายเป็น “อกุศล” ซึ่งจะทำให้สิ่งดีๆ ที่เรามี กลายเป็นไม่ดีไป กลายเป็นทุกข์ไป ให้รักษากุศลไว้ อย่าประมาท&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สุขอย่างไรไม่ประมาท</strong></p><br><p>A: ประมาท คือ พอมีความสุข แล้วยินดี พอใจ ลุ่มหลง เพลิดเพลิน แบบนี้ เป็นอกุศลกรรม ไม่ประมาท คือ เห็นความสุขเป็นของไม่เที่ยง ไม่ลุ่มหลง ไม่เพลิดเพลิน มัวเมา แบบนี้ เป็นกุศล&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ตั้งมั่นในความดีด้วยมรรค</strong></p><br><p>A: เมื่อมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราอย่าเพลินไปในมัน ความคิดที่เข้ามา ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นสิ่งที่เกิดจาก เงื่อนไข ปัจจัย อย่าเพลินไปในความคิด เพราะจิตเราเป็นประภัสสรอยู่แล้ว หากเราเพลิน เราพอใจ ไปตามความชอบหรือไม่ชอบ มันจะเป็นอกุศลได้ ท่านได้สอนไว้ ถึงสติปัฏฐานสี่ ให้เรามีสติ อย่าประมาท ให้ระมัดระวังอยู่เสมอ อย่าคิดว่าเล็กน้อยแล้วจะไม่ส่งผล ให้เราเดินไปตามทางมรรค 8 เพราะหากออกนอกมรรคนั่นคือ เราประมาท</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ [6611-7q]  </title>
			<itunes:title>ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ [6611-7q]  </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Mar 2023 21:00:36 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/640a13915452ad0011e4d2c1/media.mp3" length="24143112" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">640a13915452ad0011e4d2c1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/640a13915452ad0011e4d2c1</link>
			<acast:episodeId>640a13915452ad0011e4d2c1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjM8q/oeXV5MJFoDN14pQiHzjgfhfHDxBsAlz+e3eqII/gStyNCONLFlzXG916qoJZoHUlFN1t5qRhf+sDgJa4qO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีจิตฟุ้งซ่านไปในเรื่องอกุศล และไปผูกติดในสิ่งนั้นๆ ด้วย จะมีวิธีแก้ไขจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้เราเรียกสติของเรากลับมา ด้วยการ ใช้คำว่า พุทโธ คือ “พุทธานุสติ”, พิจารณาในความเป็นปฏิกูล คือ “กายคตาสติ”, สอบถามผู้รู้, พิจารณาเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศล สวดมนต์ หรือข่มจิตด้วยจิต บีบบังคับจิตด้วยจิต แล้วอย่าตามภาพหรือเสียงนั้นไป เพราะอาจจะวิปลาสภาพ วิปลาสเสียงได้ อย่างไรก็ดี เมื่อเราเห็นว่าจิตของเราเป็นอย่างไร เราจะแก้ไขได้แน่นอน</p><br><p><strong>Q: ที่ทำงานยุงชุกชุมมากควรจัดการอย่างไรดีจึงจะเป็นการไม่บาป?</strong></p><p>A: ทำจิตให้มีความเมตตา กรุณา ไม่เบียดเบียนกัน หากเราไม่พอใจ จะเป็นบาป ให้หาวิธีป้องกันก่อนที่จะไปทำงาน เช่น ทายากันยุง จะช่วยได้</p><br><p><strong>Q: ช่วยขยายความประโยคที่ว่า&nbsp;"เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษ ฯ"?</strong></p><p>A: ท่านแสดงธรรมให้ นักกายกรรม ชื่อ “อุคคเสน” เห็นโทษของการยึดถือ ในขันธ์ 5 ในที่นี้ ขันธ์ 5 คือ ยึดถือความสามารถในการแสดง ธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหลาย คือ ขันธ์ 5 “สังขตธรรม” ลักษณะธรรมะที่มีการปรุงแต่ง คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏและถ้าเมื่อตั้งอยู่ก็จะมีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ซึ่ง ทางที่จะไปถึงการไม่ปรุงแต่ง มีแค่ “มรรค” เท่านั้น พอเราปฏิบัติตาม ธรรมปรุงแต่ง ก็จะทำให้ถึงความสิ้นทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ถึงนิพพาน ถึงฝั่งแห่งภพ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีจิตฟุ้งซ่านไปในเรื่องอกุศล และไปผูกติดในสิ่งนั้นๆ ด้วย จะมีวิธีแก้ไขจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้เราเรียกสติของเรากลับมา ด้วยการ ใช้คำว่า พุทโธ คือ “พุทธานุสติ”, พิจารณาในความเป็นปฏิกูล คือ “กายคตาสติ”, สอบถามผู้รู้, พิจารณาเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศล สวดมนต์ หรือข่มจิตด้วยจิต บีบบังคับจิตด้วยจิต แล้วอย่าตามภาพหรือเสียงนั้นไป เพราะอาจจะวิปลาสภาพ วิปลาสเสียงได้ อย่างไรก็ดี เมื่อเราเห็นว่าจิตของเราเป็นอย่างไร เราจะแก้ไขได้แน่นอน</p><br><p><strong>Q: ที่ทำงานยุงชุกชุมมากควรจัดการอย่างไรดีจึงจะเป็นการไม่บาป?</strong></p><p>A: ทำจิตให้มีความเมตตา กรุณา ไม่เบียดเบียนกัน หากเราไม่พอใจ จะเป็นบาป ให้หาวิธีป้องกันก่อนที่จะไปทำงาน เช่น ทายากันยุง จะช่วยได้</p><br><p><strong>Q: ช่วยขยายความประโยคที่ว่า&nbsp;"เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษ ฯ"?</strong></p><p>A: ท่านแสดงธรรมให้ นักกายกรรม ชื่อ “อุคคเสน” เห็นโทษของการยึดถือ ในขันธ์ 5 ในที่นี้ ขันธ์ 5 คือ ยึดถือความสามารถในการแสดง ธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหลาย คือ ขันธ์ 5 “สังขตธรรม” ลักษณะธรรมะที่มีการปรุงแต่ง คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏและถ้าเมื่อตั้งอยู่ก็จะมีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ซึ่ง ทางที่จะไปถึงการไม่ปรุงแต่ง มีแค่ “มรรค” เท่านั้น พอเราปฏิบัติตาม ธรรมปรุงแต่ง ก็จะทำให้ถึงความสิ้นทุกข์ ไม่เกิด ไม่แก่ ถึงนิพพาน ถึงฝั่งแห่งภพ&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนัตตา [6610-7q] </title>
			<itunes:title>อนัตตา [6610-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Mar 2023 21:00:39 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/640837cb5a27440011abaeda/media.mp3" length="26165798" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">640837cb5a27440011abaeda</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/640837cb5a27440011abaeda</link>
			<acast:episodeId>640837cb5a27440011abaeda</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNAjnftVuhGn0+BP+ZbZdotSEqv6ang5a9UUEMYnFLCwUeE5k/Qq2OnadbuNkvE9Elf93hDVCUF9GiCT3YdjPCY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความหมายของ “อนัตตา” </strong></p><p>A: อนัตตา หมายถึง สิ่งใดที่อาศัยเงื่อนไขปัจจัยในการเกิด ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเงื่อนไขที่มันมีอยู่ ดับไปหายไป สิ่งนั้นก็ต้องดับไปหายไป เพราะฉะนั้น หากเราเข้าใจว่า สิ่งที่เป็นอนัตตา ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เราจะเป็นทุกข์ / คำกล่าวที่ว่า อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา นั้น ท่านได้สอนไว้เป็นพระสูตร แยกกัน จะสลับหน้าหรือหลังก็ได้ เพราะคืออันเดียวกัน</p><br><p><strong>Q: เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างพี่น้อง ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้ละการอาฆาต ด้วยการเมตตาต่อกัน ไม่พูดทิ่มแทงกัน แสดงความปรารถนาดีต่อกัน ทำดีต่อกัน ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่</p><br><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า จิต, ใจ, มโน, วิญญาณและธรรมารมณ์?</strong></p><p>A: ใจกับมโน คือ สิ่งเดียวกัน, ทั้ง จิต ใจ มโน วิญญาณและธรรมารมณ์นั้นเป็นนาม เหมือนกัน จิต คือ จิต,&nbsp;มโน คือ ช่องทางการรับรู้, วิญญาณ คือ การรับรู้ เช่น การรับรู้ทางเสียง เรียกว่า ”โสตวิญญาณ”, ธรรมารมณ์ คือ ความคิด&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความรักเป็นอมตะ ทางโลกและทางธรรม หมายถึงอย่างไร?</strong></p><p>A: ในคำสอนของท่าน คำว่า “อมตะ” คือ ไม่มีเหตุการเกิดจึงไม่มีเหตุของการตาย ไม่ใช่ หมายถึงคงอยู่ตลอดกาล เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเป็นอมตะได้ คือ “นิพพาน” ในทางโลก ท่านหมายถึง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางธรรม ท่านพูดถึง อริยสัจสี่ ส่วนมากจะหมายถึง มรรค 8 คือ ทางที่ดับไม่เหลือของทุกข์ ทางสู่นิพพาน&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปัญญาของมโหสถ เป็นปัญญาชนิดเดียวกับปัญญาที่ใช้บรรลุธรรมใช่หรือไม่?</strong></p><p>A  ปัญญาของท่านมีมาก แต่ท่านเลือกนำมาสอนเฉพาะในส่วนที่จะเป็นทางไปสู่นิพพาน (มรรค 8) ซึ่งปัญญาของมโหสถ ก็อยู่ในนั้น เป็นส่วนที่สนับสนุนกันมา</p><br><p><strong>Q: เมื่อเข้าสมาธิ เวลาที่จะสงัดจากกามคือเมื่อไร?</strong></p><p>A: ต้องดูส่วนประกอบหลายอย่าง ส่วนผสมต้องเข้ากัน รวมถึง ดูจากการเข้า การออกและการดำรงอยู่ ส่วนไหนที่เราทำไม่ครบก็ทำเพิ่ม&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ในแต่ละวัน เวทนาอะไรที่เกิดขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุด?</strong></p><p>A: แต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป สวรรค์ จะมีสุขมากกว่าทุกข์ มนุษย์ จะมีทุกข์ สุข พอๆ กัน สัตว์นรก มีทุกข์มากกว่าสุข</p><br><p><strong>Q: เมื่อมีเวทนา ย่อมเกิดกิเลสตามมาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่ว่ามีสติคอยรักษาไหม</p><br><p><strong>Q: โมหะไปเพิ่มอนุสัยประเภทอวิชชาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: โมหะเป็น “อวิชชานุสัย” อยู่แล้ว</p><br><p><strong>Q: เมื่อมีอุเบกขา กิเลสจะตามมาหรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่ว่าเรายินดีพอใจในอุเบกขานั้นหรือไม่ จึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความหมายของ “อนัตตา” </strong></p><p>A: อนัตตา หมายถึง สิ่งใดที่อาศัยเงื่อนไขปัจจัยในการเกิด ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเงื่อนไขที่มันมีอยู่ ดับไปหายไป สิ่งนั้นก็ต้องดับไปหายไป เพราะฉะนั้น หากเราเข้าใจว่า สิ่งที่เป็นอนัตตา ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เราจะเป็นทุกข์ / คำกล่าวที่ว่า อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา นั้น ท่านได้สอนไว้เป็นพระสูตร แยกกัน จะสลับหน้าหรือหลังก็ได้ เพราะคืออันเดียวกัน</p><br><p><strong>Q: เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างพี่น้อง ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้ละการอาฆาต ด้วยการเมตตาต่อกัน ไม่พูดทิ่มแทงกัน แสดงความปรารถนาดีต่อกัน ทำดีต่อกัน ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่</p><br><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า จิต, ใจ, มโน, วิญญาณและธรรมารมณ์?</strong></p><p>A: ใจกับมโน คือ สิ่งเดียวกัน, ทั้ง จิต ใจ มโน วิญญาณและธรรมารมณ์นั้นเป็นนาม เหมือนกัน จิต คือ จิต,&nbsp;มโน คือ ช่องทางการรับรู้, วิญญาณ คือ การรับรู้ เช่น การรับรู้ทางเสียง เรียกว่า ”โสตวิญญาณ”, ธรรมารมณ์ คือ ความคิด&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความรักเป็นอมตะ ทางโลกและทางธรรม หมายถึงอย่างไร?</strong></p><p>A: ในคำสอนของท่าน คำว่า “อมตะ” คือ ไม่มีเหตุการเกิดจึงไม่มีเหตุของการตาย ไม่ใช่ หมายถึงคงอยู่ตลอดกาล เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเป็นอมตะได้ คือ “นิพพาน” ในทางโลก ท่านหมายถึง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางธรรม ท่านพูดถึง อริยสัจสี่ ส่วนมากจะหมายถึง มรรค 8 คือ ทางที่ดับไม่เหลือของทุกข์ ทางสู่นิพพาน&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ปัญญาของมโหสถ เป็นปัญญาชนิดเดียวกับปัญญาที่ใช้บรรลุธรรมใช่หรือไม่?</strong></p><p>A  ปัญญาของท่านมีมาก แต่ท่านเลือกนำมาสอนเฉพาะในส่วนที่จะเป็นทางไปสู่นิพพาน (มรรค 8) ซึ่งปัญญาของมโหสถ ก็อยู่ในนั้น เป็นส่วนที่สนับสนุนกันมา</p><br><p><strong>Q: เมื่อเข้าสมาธิ เวลาที่จะสงัดจากกามคือเมื่อไร?</strong></p><p>A: ต้องดูส่วนประกอบหลายอย่าง ส่วนผสมต้องเข้ากัน รวมถึง ดูจากการเข้า การออกและการดำรงอยู่ ส่วนไหนที่เราทำไม่ครบก็ทำเพิ่ม&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ในแต่ละวัน เวทนาอะไรที่เกิดขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุด?</strong></p><p>A: แต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป สวรรค์ จะมีสุขมากกว่าทุกข์ มนุษย์ จะมีทุกข์ สุข พอๆ กัน สัตว์นรก มีทุกข์มากกว่าสุข</p><br><p><strong>Q: เมื่อมีเวทนา ย่อมเกิดกิเลสตามมาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่ว่ามีสติคอยรักษาไหม</p><br><p><strong>Q: โมหะไปเพิ่มอนุสัยประเภทอวิชชาใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: โมหะเป็น “อวิชชานุสัย” อยู่แล้ว</p><br><p><strong>Q: เมื่อมีอุเบกขา กิเลสจะตามมาหรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่ว่าเรายินดีพอใจในอุเบกขานั้นหรือไม่ จึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การแบ่งจ่ายทรัพย์ [6609-7q]</title>
			<itunes:title>การแบ่งจ่ายทรัพย์ [6609-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Mar 2023 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>49:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/64023acd142018001197de9e/media.mp3" length="23710888" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">64023acd142018001197de9e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/64023acd142018001197de9e</link>
			<acast:episodeId>64023acd142018001197de9e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOvM5LeGg1FUIu22oS5t1cfoi2sOIajEluSQUwc2W6dowra5VbtIn8OOjxEB4paTpLrtBSUJnvKT9Kqf27PvoYw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การเผยแผ่ธรรมะ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรวางตัวอย่างไร?</strong></p><p>A: การแนะนำ ชักชวน หรือแชร์โพสต์ธรรมะ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรจะชักชวนกัน ดีกว่าชวนกันไปกิน ไปดื่ม ไปเล่น ปรารภเรื่องของกาม ในโลกที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม พอมีคนพูดเรื่องให้หลีกออกจากกาม การที่จะมีคนว่าแปลกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา</p><br><p><strong>Q: มีบางคนพูดว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” การพูดแบบนี้ เรียกว่ามี “มิจฉาทิฏฐิ”หรือไม่ หากมีผลของกรรมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อได้ยิน ได้ฟังเรื่องใด ให้นำมาพิจารณา ใคร่ครวญ ว่าผู้กล่าวเป็นผู้ที่ ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ หรือไม่? พระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่ ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ เราควรฟังคำสอนของท่าน ท่านได้สอนเรื่อง “การแบ่งจ่ายทรัพย์” ซึ่งในหน้าที่ ข้อที่ 4 คือ อุทิศให้แก่ สมณพราหมณ์ คือ ผู้ที่หลีกออกจากเรือน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญ สมณพราหมณ์ท่านไม่ได้ยินดีใน เงินและทอง แต่ยินดีในปัจจัยสี่ที่เขานำมาถวายได้ ดังนั้น คำว่า&nbsp;“ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” เราก็ควรจะทำปัจจัย 4 ที่มีความเหมาะสมกับสมณพราหมณ์เหล่านั้น เพื่อให้หน้าที่ที่ 4 ของเรามีความถูกต้อง เพื่อให้ชีวิตของเรา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม เป็นสุขทั้งในปัจจุบัน และต่อไปในภายภาคหน้า</p><br><p><strong>Q: ถามปัญหาธรรมะกับหลายๆ วัด หรือกับพระหลายๆ รูป ดีหรือไม่?</strong></p><p>A: เป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำอยู่แล้ว การเข้าไปสอบถามกับสมณะว่า “อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล” นั้น เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา เมื่อสอบถามแล้ว ก็ให้พิจารณา ใคร่ครวญ ว่าตรงตามแม่บทคำสอนของท่าน หรือไม่ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ไม่หลงประเด็น แล้วนำมาทำ มาปฏิบัติ จนกระทั่งอยู่ในกาย วาจา ใจ ซึ่งจะดูได้จากการกระทำที่มีศีล สมาธิ ปัญญาของคนๆ นั้น ก็คือ ให้ดูที่ตัวเราเอง นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: อาการนอนไม่ค่อยหลับ โดยเฉพาะวันพระ 8 ค่ำหรือ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ในทางคำสอนของท่าน แยกเป็น 2 อย่าง คือ 1. การตื่นอยู่เสมอ คือ จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวอยู่ตลอด ตื่นตลอดด้วยจิตที่สว่าง ไม่ง่วง แจ่มใส สดชื่น เพราะได้รับการพักผ่อนในสมาธิ</p><p>2. เป็นโรคนอนไม่หลับ&nbsp;คือ จะง่วงอยู่ตลอด แต่นอนไม่หลับ รู้สึกนอนไม่พอตลอดเวลา เพลีย&nbsp;ท่านได้เคยตรัสสอนเรื่องการนอนไว้ว่า ให้น้อมจิตไปเพื่อการหลับ เมื่อหลับแล้วก็ตั้งจิตไว้ว่าจะไม่คิดไปในเรื่องทางกาม พยาบาท และเบียดเบียน รู้สึกตัวแล้วเมื่อไรให้ลุกขึ้นทันที การตั้งจิตอยู่แบบนี้จะการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นได้</p><br><p><strong>Q: ปฏิบัติตนอย่างไรในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีธรรมอยู่ในอิริยาบถต่างๆ?</strong></p><p>A: ฝึกให้มีสติอยู่กับทุกๆ อิริยาบถ&nbsp;ทุกเวลา ทุกสถานที่ เพราะสติอยู่ที่ใจ&nbsp;</p><br><p>Q: <strong>การเขียนชื่อ และฉายาของพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ อย่างไรจึงถูกต้อง และมีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A: เขียนว่า "พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ" ซึ่ง "ไพบูลย์" มีความหมายว่า เต็มเปี่ยม และ "อภิปุณฺโณ" แปลว่า ผู้มีบุญอันยิ่ง</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การเผยแผ่ธรรมะ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรวางตัวอย่างไร?</strong></p><p>A: การแนะนำ ชักชวน หรือแชร์โพสต์ธรรมะ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรจะชักชวนกัน ดีกว่าชวนกันไปกิน ไปดื่ม ไปเล่น ปรารภเรื่องของกาม ในโลกที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม พอมีคนพูดเรื่องให้หลีกออกจากกาม การที่จะมีคนว่าแปลกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา</p><br><p><strong>Q: มีบางคนพูดว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” การพูดแบบนี้ เรียกว่ามี “มิจฉาทิฏฐิ”หรือไม่ หากมีผลของกรรมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A:&nbsp;เมื่อได้ยิน ได้ฟังเรื่องใด ให้นำมาพิจารณา ใคร่ครวญ ว่าผู้กล่าวเป็นผู้ที่ ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ หรือไม่? พระพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่ ไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ เราควรฟังคำสอนของท่าน ท่านได้สอนเรื่อง “การแบ่งจ่ายทรัพย์” ซึ่งในหน้าที่ ข้อที่ 4 คือ อุทิศให้แก่ สมณพราหมณ์ คือ ผู้ที่หลีกออกจากเรือน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญ สมณพราหมณ์ท่านไม่ได้ยินดีใน เงินและทอง แต่ยินดีในปัจจัยสี่ที่เขานำมาถวายได้ ดังนั้น คำว่า&nbsp;“ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” เราก็ควรจะทำปัจจัย 4 ที่มีความเหมาะสมกับสมณพราหมณ์เหล่านั้น เพื่อให้หน้าที่ที่ 4 ของเรามีความถูกต้อง เพื่อให้ชีวิตของเรา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม เป็นสุขทั้งในปัจจุบัน และต่อไปในภายภาคหน้า</p><br><p><strong>Q: ถามปัญหาธรรมะกับหลายๆ วัด หรือกับพระหลายๆ รูป ดีหรือไม่?</strong></p><p>A: เป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำอยู่แล้ว การเข้าไปสอบถามกับสมณะว่า “อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล” นั้น เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา เมื่อสอบถามแล้ว ก็ให้พิจารณา ใคร่ครวญ ว่าตรงตามแม่บทคำสอนของท่าน หรือไม่ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ไม่หลงประเด็น แล้วนำมาทำ มาปฏิบัติ จนกระทั่งอยู่ในกาย วาจา ใจ ซึ่งจะดูได้จากการกระทำที่มีศีล สมาธิ ปัญญาของคนๆ นั้น ก็คือ ให้ดูที่ตัวเราเอง นั่นเอง</p><br><p><strong>Q: อาการนอนไม่ค่อยหลับ โดยเฉพาะวันพระ 8 ค่ำหรือ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ในทางคำสอนของท่าน แยกเป็น 2 อย่าง คือ 1. การตื่นอยู่เสมอ คือ จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวอยู่ตลอด ตื่นตลอดด้วยจิตที่สว่าง ไม่ง่วง แจ่มใส สดชื่น เพราะได้รับการพักผ่อนในสมาธิ</p><p>2. เป็นโรคนอนไม่หลับ&nbsp;คือ จะง่วงอยู่ตลอด แต่นอนไม่หลับ รู้สึกนอนไม่พอตลอดเวลา เพลีย&nbsp;ท่านได้เคยตรัสสอนเรื่องการนอนไว้ว่า ให้น้อมจิตไปเพื่อการหลับ เมื่อหลับแล้วก็ตั้งจิตไว้ว่าจะไม่คิดไปในเรื่องทางกาม พยาบาท และเบียดเบียน รู้สึกตัวแล้วเมื่อไรให้ลุกขึ้นทันที การตั้งจิตอยู่แบบนี้จะการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นได้</p><br><p><strong>Q: ปฏิบัติตนอย่างไรในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีธรรมอยู่ในอิริยาบถต่างๆ?</strong></p><p>A: ฝึกให้มีสติอยู่กับทุกๆ อิริยาบถ&nbsp;ทุกเวลา ทุกสถานที่ เพราะสติอยู่ที่ใจ&nbsp;</p><br><p>Q: <strong>การเขียนชื่อ และฉายาของพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ อย่างไรจึงถูกต้อง และมีความหมายอย่างไร?</strong></p><p>A: เขียนว่า "พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ" ซึ่ง "ไพบูลย์" มีความหมายว่า เต็มเปี่ยม และ "อภิปุณฺโณ" แปลว่า ผู้มีบุญอันยิ่ง</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยการสลัดแอก [6608-7q]</title>
			<itunes:title>ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยการสลัดแอก [6608-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Feb 2023 21:00:06 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63fa0748a86cd400113cf237/media.mp3" length="25222521" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63fa0748a86cd400113cf237</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63fa0748a86cd400113cf237</link>
			<acast:episodeId>63fa0748a86cd400113cf237</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMllksogk22enioq8bVeVtjxXmcl8j2muNU5MUA49qpg96ELXWC0jgZy/odcU7nzrG9u6tuZ/oiwHk1zimRtyHQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ที่จะเปลี่ยนนักการเมืองที่มีมิจฉาอาชีวะมาเป็นสัมมาอาชีวะ ?</strong></p><p>A : การที่จะมีสัมมาอาชีวะได้ จะต้องมีสัมมาทิฎฐิ เป็นองค์นำหน้า เพราะหากเราไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว เราจะไม่รู้ได้เลยว่าการดำเนินชีพอย่างไรจึงจะเป็นสัมมาอาชีวะ การดำเนินชีพอย่างไรเป็นมิจฉาอาชีวะ ซึ่งการดำเนินชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะนั้น จะไม่ใช่ไปในทางหลุดพ้นหรือ”สลัดแอก” ได้</p><br><p>คำว่า “สัมมา” แปลว่า การสลัดแอก ในที่นี้คือ สลัด ละตัณหา กิเลส อวิชชา ให้เบาบางลงลดลง&nbsp;สัมมาทิฏฐิ คือ ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยการสลัดแอก ลดกิเลส ส่วน “มิจฉา” คือ การที่เป็นไปเพื่อให้กิเลสเพิ่มพูนมากขึ้น เช่นนี้คือ “มิจฉาทิฏฐิ”</p><br><p><strong>Q : ความหมายของ “อาชีวะ”</strong></p><p>A : คือ ศิลปะ ในการหาทรัพย์, ดำเนินชีวิต อาชีพ</p><br><p><strong>Q : ธรรมะกับนักการเมือง</strong></p><p>A : คนที่จะมีกำลังที่จะผลักดันจิตใจให้ทำงานเพื่อคนอื่นได้ ต้องมีความดีอยู่ในใจอยู่แล้ว ให้เอามรรค 8 เป็นเกณฑ์ และคนที่จะมาเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การปกครอง สิ่งที่ควรมี คือ ความซื่อสัตย์ มีวาจาเชื่อถือได้ ไม่พูดโกหก มีสัมมาวาจา&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต</strong></p><p>A : ให้เรานำมรรค 8 มานำชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการดำเนินชีวิต นำมาใช้ในทุก ๆ ส่วน เริ่มความดีที่เรา แล้วความดีจะส่งต่อไป ไม่ใช่เปลี่ยนที่ตัวเขา แต่เปลี่ยนที่เราก่อน</p><br><p><strong>Q : ฟังให้เกิดประโยชน์</strong></p><p>A : หากเรามีศรัทธา แล้วนำธรรมะ ไปทำ ไปปฏิบัติ จะเกิดประโยชน์มาก ซึ่งศรัทธาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องเห็นทุกข์ เพราะทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา ให้เราเห็นอกเห็นใจกัน สามัคคีกัน มีเมตตาต่อกัน ก็จะค่อย ๆ เห็นทางออกได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ที่จะเปลี่ยนนักการเมืองที่มีมิจฉาอาชีวะมาเป็นสัมมาอาชีวะ ?</strong></p><p>A : การที่จะมีสัมมาอาชีวะได้ จะต้องมีสัมมาทิฎฐิ เป็นองค์นำหน้า เพราะหากเราไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว เราจะไม่รู้ได้เลยว่าการดำเนินชีพอย่างไรจึงจะเป็นสัมมาอาชีวะ การดำเนินชีพอย่างไรเป็นมิจฉาอาชีวะ ซึ่งการดำเนินชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะนั้น จะไม่ใช่ไปในทางหลุดพ้นหรือ”สลัดแอก” ได้</p><br><p>คำว่า “สัมมา” แปลว่า การสลัดแอก ในที่นี้คือ สลัด ละตัณหา กิเลส อวิชชา ให้เบาบางลงลดลง&nbsp;สัมมาทิฏฐิ คือ ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยการสลัดแอก ลดกิเลส ส่วน “มิจฉา” คือ การที่เป็นไปเพื่อให้กิเลสเพิ่มพูนมากขึ้น เช่นนี้คือ “มิจฉาทิฏฐิ”</p><br><p><strong>Q : ความหมายของ “อาชีวะ”</strong></p><p>A : คือ ศิลปะ ในการหาทรัพย์, ดำเนินชีวิต อาชีพ</p><br><p><strong>Q : ธรรมะกับนักการเมือง</strong></p><p>A : คนที่จะมีกำลังที่จะผลักดันจิตใจให้ทำงานเพื่อคนอื่นได้ ต้องมีความดีอยู่ในใจอยู่แล้ว ให้เอามรรค 8 เป็นเกณฑ์ และคนที่จะมาเกี่ยวข้องกับกฎหมาย การปกครอง สิ่งที่ควรมี คือ ความซื่อสัตย์ มีวาจาเชื่อถือได้ ไม่พูดโกหก มีสัมมาวาจา&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต</strong></p><p>A : ให้เรานำมรรค 8 มานำชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการดำเนินชีวิต นำมาใช้ในทุก ๆ ส่วน เริ่มความดีที่เรา แล้วความดีจะส่งต่อไป ไม่ใช่เปลี่ยนที่ตัวเขา แต่เปลี่ยนที่เราก่อน</p><br><p><strong>Q : ฟังให้เกิดประโยชน์</strong></p><p>A : หากเรามีศรัทธา แล้วนำธรรมะ ไปทำ ไปปฏิบัติ จะเกิดประโยชน์มาก ซึ่งศรัทธาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องเห็นทุกข์ เพราะทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา ให้เราเห็นอกเห็นใจกัน สามัคคีกัน มีเมตตาต่อกัน ก็จะค่อย ๆ เห็นทางออกได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สุดโต่ง 2 ข้างของกิเลส [6607-7q]</title>
			<itunes:title>สุดโต่ง 2 ข้างของกิเลส [6607-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Feb 2023 21:00:03 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63f0a98bbd9c3d0010c9c580/media.mp3" length="26688263" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63f0a98bbd9c3d0010c9c580</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63f0a98bbd9c3d0010c9c580</link>
			<acast:episodeId>63f0a98bbd9c3d0010c9c580</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjPZyTXSGqze81r07K6JzE9zsJSGAJwfa9KVIVIAcapdf28aSSPtASCnyYMrOTOARrirNmZ4dAI6ojqu5gGWPlcr]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ห่วงความรู้สึกของคนอื่น จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ควรจะทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ความรู้สึกเช่นนี้ คือ ต้องการให้สิ่งภายนอก คือคนในสังคมยอมรับเรา แต่จริงๆ แล้วต้องการหลุดพ้นจากสภาพเช่นนี้&nbsp;กิเลส มันสุดโต่ง 2 ด้าน ทั้ง ด้านที่เป็นลักษณะของ “ภวตัณหา” คือ อยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ และ “วิภวตัณหา” คือ ความอยากที่จะไม่มีไม่เป็น ทางแก้ คือ ให้เรารักษาตนเองและรักษาผู้อื่น โดย รักษาตนเองด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมให้มากและรักษาผู้อื่นด้วยการ อดทน ไม่เบียดเบียน เมตตา และรักใคร่เอ็นดู ให้เราตั้งสติขึ้น เจริญสติปัฏฐาน 4 ระลึกถึงลมหายใจ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เราก็จะเห็นไปตามจริง ว่าสิ่งไหนเที่ยง สิ่งไหนไม่เที่ยง เราก็จะละ จะกำจัดอาสวะได้ ซึ่งการที่เราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นั้น เราต้องเห็นโทษ เห็นความไม่เที่ยงของมัน เห็นว่า ความคิดทั้งดี และไม่ดีนั้น ไม่ใช่ของเรา แต่หากความคิดไหนเป็นประโยชน์ให้เอาไว้ ความคิดอันไหนไม่เป็นประโยชน์ให้เราละ ให้เอาทางที่เป็นมรรค 8 ไว้ ทางที่ไม่ใช่มรรค 8 ไม่เอา</p><br><p><strong>Q: ขณะบิณฑบาต ฝาบาตรตก จะอาบัติหรือไม่ แก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ไม่อาบัติ อาจจะผูกฝาไว้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ควรจะพูดอย่างไรให้คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ได้เข้าใจถึงทางออกที่แท้จริงของการทำแท้ง?</strong></p><p>A: เริ่มจากสิ่งที่สามารถลงกันได้เสียก่อน เช่นว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล เป็นลักษณะของกาม พยาบาท เบียดเบียนหรือไม่ ให้เกรงกลัว ละอายต่อบาปอกุศล จากนั้น ค่อยพูดคุย เรื่องของข้อตกลงร่วมกัน หรือข้อกฎหมายในแต่ละชนชาติ ว่าลงรับกันได้มากน้อยอย่างไร และควรหลีกเลี่ยงการพูดคุย ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ในแต่ละชนชาตินั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ห่วงความรู้สึกของคนอื่น จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ควรจะทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ความรู้สึกเช่นนี้ คือ ต้องการให้สิ่งภายนอก คือคนในสังคมยอมรับเรา แต่จริงๆ แล้วต้องการหลุดพ้นจากสภาพเช่นนี้&nbsp;กิเลส มันสุดโต่ง 2 ด้าน ทั้ง ด้านที่เป็นลักษณะของ “ภวตัณหา” คือ อยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ และ “วิภวตัณหา” คือ ความอยากที่จะไม่มีไม่เป็น ทางแก้ คือ ให้เรารักษาตนเองและรักษาผู้อื่น โดย รักษาตนเองด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมให้มากและรักษาผู้อื่นด้วยการ อดทน ไม่เบียดเบียน เมตตา และรักใคร่เอ็นดู ให้เราตั้งสติขึ้น เจริญสติปัฏฐาน 4 ระลึกถึงลมหายใจ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว เราก็จะเห็นไปตามจริง ว่าสิ่งไหนเที่ยง สิ่งไหนไม่เที่ยง เราก็จะละ จะกำจัดอาสวะได้ ซึ่งการที่เราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นั้น เราต้องเห็นโทษ เห็นความไม่เที่ยงของมัน เห็นว่า ความคิดทั้งดี และไม่ดีนั้น ไม่ใช่ของเรา แต่หากความคิดไหนเป็นประโยชน์ให้เอาไว้ ความคิดอันไหนไม่เป็นประโยชน์ให้เราละ ให้เอาทางที่เป็นมรรค 8 ไว้ ทางที่ไม่ใช่มรรค 8 ไม่เอา</p><br><p><strong>Q: ขณะบิณฑบาต ฝาบาตรตก จะอาบัติหรือไม่ แก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ไม่อาบัติ อาจจะผูกฝาไว้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ควรจะพูดอย่างไรให้คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ได้เข้าใจถึงทางออกที่แท้จริงของการทำแท้ง?</strong></p><p>A: เริ่มจากสิ่งที่สามารถลงกันได้เสียก่อน เช่นว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล เป็นลักษณะของกาม พยาบาท เบียดเบียนหรือไม่ ให้เกรงกลัว ละอายต่อบาปอกุศล จากนั้น ค่อยพูดคุย เรื่องของข้อตกลงร่วมกัน หรือข้อกฎหมายในแต่ละชนชาติ ว่าลงรับกันได้มากน้อยอย่างไร และควรหลีกเลี่ยงการพูดคุย ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ในแต่ละชนชาตินั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องของบุญ [6606-7q] </title>
			<itunes:title>เรื่องของบุญ [6606-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Feb 2023 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63e730cf9943540011b05fa4/media.mp3" length="51074563" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63e730cf9943540011b05fa4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63e730cf9943540011b05fa4</link>
			<acast:episodeId>63e730cf9943540011b05fa4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjOhCHK5yp5ff4D755f07g2rA9wjxceCjCIIUAcz+49BkZ3G5lnHAA8CIeCaXO01MOIsl/IXx16rffD2y358Tvsx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: <strong>ทำไมต้องทำบุญ บอกบุญ?</strong></p><p>A: “บุญ” ไม่ได้หมายถึง การให้ทานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การรักษาศีล และการภาวนาด้วย ซึ่งเมื่อเราทำบุญแล้ว เราจะไปยังที่ ที่ดี ไม่ตกต่ำ / การบอกบุญ ก็ไม่ได้หมายถึงการให้ทานอย่างเดียว ยังรวมถึงการเมตตาต่อผู้อื่น หรือคอยเตือนเพื่อนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้รักษาศีล ก็เป็นบุญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><br><p>Q: <strong>ทำไมต้องอนุโมทนา?</strong></p><p>A: การอนุโมทนา เป็น “มุทิตา” คือ ยินดีในความดีของคนอื่น เป็นบุญต่อๆ กัน ทวีคูณกันขึ้นไป ไม่ริษยาในการกระทำของเขา เราจะลดความริษยาได้</p><br><p>Q: <strong>ทำไมต้องกรวดน้ำ?</strong></p><p>A: การกรวดน้ำเป็นการกระทำทางกาย ที่แสดงถึงการอนุโมทนา ไม่ได้เป็นคำสอนของท่านโดยตรง ซึ่งในทางคำสอนนั้น ท่านสอนเรื่องของจิตใจ สำคัญที่ตั้งจิต จะมีน้ำหรือไม่มีก็ได้</p><br><p>Q: <strong>การอธิษฐานเป็นการทำบุญหวังผล?</strong></p><p>A: หากเราตั้งจิตอธิษฐาน ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ตั้งอยู่ในมรรค 8 จะทำให้กิเลสลดลง ความยึดถือลดลง จึงจะเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยความถูกต้อง</p><br><p>Q: <strong>สามารถทำบุญอุทิศให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: คำว่า “อุทิศ” หมายความว่า เราปรารภเหตุนั้นๆ แล้ว เป็นเครื่องเตือนสติ ให้ระลึกขึ้น แล้วเราจึงทำ สามารถทำได้ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา / เมื่อเราอุทิศบุญให้แล้ว ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว กระแสแห่งบุญ ความดีนั้นจะไปถึงแน่นอน แต่จะรับได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องนึง</p><br><p>Q: <strong>ทำบุญด้วยปัจจัยที่มาก ยิ่งได้บุญมาก จริงหรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่เงื่อนไข 3 อย่าง ของผู้ให้ คือ ศรัทธาก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ และ 3 อย่างของผู้รับ คือ มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลดลงหรือไม่มีแล้ว รวมกันทั้ง 6 อย่าง ส่วนการทำบุญด้วยปัจจัย จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่ศรัทธา</p><br><p>Q<strong>: เมื่อทำบุญแล้วรู้สึกปิติ อิ่มเอมใจมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ยังทำบุญสม่ำเสมอแต่กลับรู้สึกเฉยๆ</strong>?</p><p>A: การให้ทานแล้วเราดีใจ คือ ”ปิติสุข” ซึ่ง ปิติสุข ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา พอเกิดขึ้นแล้วก็หายไป หรืออาจเกิดจาก ปล่อยวางปิติสุขได้ ไม่ยึดติดในปิติสุขนั้น ทั้งนี้ เราต้องมีศรัทธา ระลึกถึงทานที่ให้ไป เมื่อระลึกถึงแล้ว ก็จะเป็นบุญที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เมื่อมีสติ มีปัญญา อารมณ์ที่จะสุข ทุกข์ ไปตาม ก็จะเฉยๆ ไป&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: <strong>ทำไมต้องทำบุญ บอกบุญ?</strong></p><p>A: “บุญ” ไม่ได้หมายถึง การให้ทานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การรักษาศีล และการภาวนาด้วย ซึ่งเมื่อเราทำบุญแล้ว เราจะไปยังที่ ที่ดี ไม่ตกต่ำ / การบอกบุญ ก็ไม่ได้หมายถึงการให้ทานอย่างเดียว ยังรวมถึงการเมตตาต่อผู้อื่น หรือคอยเตือนเพื่อนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้รักษาศีล ก็เป็นบุญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><br><p>Q: <strong>ทำไมต้องอนุโมทนา?</strong></p><p>A: การอนุโมทนา เป็น “มุทิตา” คือ ยินดีในความดีของคนอื่น เป็นบุญต่อๆ กัน ทวีคูณกันขึ้นไป ไม่ริษยาในการกระทำของเขา เราจะลดความริษยาได้</p><br><p>Q: <strong>ทำไมต้องกรวดน้ำ?</strong></p><p>A: การกรวดน้ำเป็นการกระทำทางกาย ที่แสดงถึงการอนุโมทนา ไม่ได้เป็นคำสอนของท่านโดยตรง ซึ่งในทางคำสอนนั้น ท่านสอนเรื่องของจิตใจ สำคัญที่ตั้งจิต จะมีน้ำหรือไม่มีก็ได้</p><br><p>Q: <strong>การอธิษฐานเป็นการทำบุญหวังผล?</strong></p><p>A: หากเราตั้งจิตอธิษฐาน ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ตั้งอยู่ในมรรค 8 จะทำให้กิเลสลดลง ความยึดถือลดลง จึงจะเป็นการตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยความถูกต้อง</p><br><p>Q: <strong>สามารถทำบุญอุทิศให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: คำว่า “อุทิศ” หมายความว่า เราปรารภเหตุนั้นๆ แล้ว เป็นเครื่องเตือนสติ ให้ระลึกขึ้น แล้วเราจึงทำ สามารถทำได้ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา / เมื่อเราอุทิศบุญให้แล้ว ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว กระแสแห่งบุญ ความดีนั้นจะไปถึงแน่นอน แต่จะรับได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องนึง</p><br><p>Q: <strong>ทำบุญด้วยปัจจัยที่มาก ยิ่งได้บุญมาก จริงหรือไม่?</strong></p><p>A: อยู่ที่เงื่อนไข 3 อย่าง ของผู้ให้ คือ ศรัทธาก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ และ 3 อย่างของผู้รับ คือ มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลดลงหรือไม่มีแล้ว รวมกันทั้ง 6 อย่าง ส่วนการทำบุญด้วยปัจจัย จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่ศรัทธา</p><br><p>Q<strong>: เมื่อทำบุญแล้วรู้สึกปิติ อิ่มเอมใจมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ยังทำบุญสม่ำเสมอแต่กลับรู้สึกเฉยๆ</strong>?</p><p>A: การให้ทานแล้วเราดีใจ คือ ”ปิติสุข” ซึ่ง ปิติสุข ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา พอเกิดขึ้นแล้วก็หายไป หรืออาจเกิดจาก ปล่อยวางปิติสุขได้ ไม่ยึดติดในปิติสุขนั้น ทั้งนี้ เราต้องมีศรัทธา ระลึกถึงทานที่ให้ไป เมื่อระลึกถึงแล้ว ก็จะเป็นบุญที่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เมื่อมีสติ มีปัญญา อารมณ์ที่จะสุข ทุกข์ ไปตาม ก็จะเฉยๆ ไป&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การกระทำเพื่อให้เกิดปัญญา [6605-7q]</title>
			<itunes:title>การกระทำเพื่อให้เกิดปัญญา [6605-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Feb 2023 21:00:58 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63dcbe2db767a20011720914/media.mp3" length="27196580" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63dcbe2db767a20011720914</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63dcbe2db767a20011720914</link>
			<acast:episodeId>63dcbe2db767a20011720914</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMuttA6ePD7+QCevlmWV564xxnk0s/BOqCerSJleMNFiX6A1xIPgwWZ+7LRsSeR5g5w9rk4LEcO3kDd/+8BVJ2L]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>การกระทำเพื่อให้เกิดปัญญา "สติ 5 ขั้นตอน"</strong></p><br><p>การที่จะเกิดปัญญาได้ ต้องมีอินทรีย์ที่แก่กล้า การที่จะมีอินทรีย์แก่กล้าได้ ต้องมีสติ / ลักษณะของสติ 5 ประการ คือ 1. สังเกต 2. แยกแยะ 3. แยกตัว 4. ทางเลือก 5. ระลึกถึง พอแยกแยะแล้วจะทำให้เห็นภาพที่จะปฏิบัติชัดเจนขึ้นและเมื่อสติมีกำลังเพิ่มมากขึ้น จากการฝึกทำ จะทำให้สมาธิเกิดขึ้นได้ และเมื่อจิตระงับลงๆ ไม่เผลอ ไม่เพลิน <strong>อินทรีย์</strong> คือ <strong>ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ</strong> เต็มขึ้น แก่กล้าขึ้น&nbsp;<strong>ปัญญา</strong> จะมีกำลังขึ้นมา ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการเห็นจริงตามนั้น / เกิดได้จากความเพียร และศรัทธา) ก็จะเกิดขึ้น แก่กล้าขึ้น และเมื่ออินทรีย์เต็มขึ้น ทั้ง 5 อย่าง จะทำให้สามารถบรรลุธรรมได้เร็ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ควรจะทำอย่างไรถ้ามีความเชื่อ ความศรัทธาที่ขัดแย้งกับหลักคำสอน?</strong></p><p>A: ใช้หลักเหตุและผล คือ “สัมมาทิฐิ” ไตร่ตรองด้วยปัญญา ในการที่จะเชื่อ และศรัทธา โดยศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา ต้องมี “โยนิโสมนสิการ” ท่านจึงให้คิดว่า “ความคิดแบบไหน ความเชื่อแบบไหน ที่เป็นทุกข์ มีโทษตลอดกาลนาน ไม่เป็นประโยชน์ ความคิดแบบไหน ความเชื่อแบบไหน ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ มีสุขตลอดกาลนาน”&nbsp;หากใช้หลักสัมมาทิฐิ เราจะไม่ขัดแย้งเลย</p><br><p><strong>Q: ความดีคืออะไร จับต้องหรือรู้สึกได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านให้เกณฑ์ความดีไว้ คือ “บุญกิริยาวัตถุ10” เมื่อทำแล้วเราจะรู้สึกได้ หากเราใช้คำว่ากุศล หรืออกุศลจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: “ตัณหา” และ “ฉันทะ” ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก / ฉันท<strong>ะ </strong>คือ ความพอใจ ฉันทะที่ดี ใช้ในส่วนของมรรคในเรื่องของ อิทธิบาท 4 ฉันทะที่ไม่ดี จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือ จะทำให้จิตของเราไปยึดถือ จึงเป็นทุกข์ / นัยยะที่เหมือนกัน คือ ถ้าเอาฉันทะไปตั้งไว้ในกองทุกข์ ก็จะเหมือนกับตัณหา คือ จะอยู่ในส่วนของสมุทัย / นัยยะที่ต่างกัน คือ ฉันทะ หากใช้กับอิทธิบาท 4 จะเป็นฉันทะในส่วนที่ดี&nbsp;</p><br><p><strong>Q: หลักคำสอนเรื่อง "ความสันโดษ" จะทำให้คนขี้เกียจ จริงหรือไม่?</strong></p><p>A: “ความสันโดษ” มาจาก คำว่า “สันตุฏฐี” คือ ยินดีตามมีตามได้ สันโดษจะทำให้จิตของเรา ไม่เกียจคร้าน ตรงข้ามกันกับ “ขี้เกียจ” คือ ขี้เกียจจะไม่ทำอะไรเลย เกียจคร้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>การกระทำเพื่อให้เกิดปัญญา "สติ 5 ขั้นตอน"</strong></p><br><p>การที่จะเกิดปัญญาได้ ต้องมีอินทรีย์ที่แก่กล้า การที่จะมีอินทรีย์แก่กล้าได้ ต้องมีสติ / ลักษณะของสติ 5 ประการ คือ 1. สังเกต 2. แยกแยะ 3. แยกตัว 4. ทางเลือก 5. ระลึกถึง พอแยกแยะแล้วจะทำให้เห็นภาพที่จะปฏิบัติชัดเจนขึ้นและเมื่อสติมีกำลังเพิ่มมากขึ้น จากการฝึกทำ จะทำให้สมาธิเกิดขึ้นได้ และเมื่อจิตระงับลงๆ ไม่เผลอ ไม่เพลิน <strong>อินทรีย์</strong> คือ <strong>ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ</strong> เต็มขึ้น แก่กล้าขึ้น&nbsp;<strong>ปัญญา</strong> จะมีกำลังขึ้นมา ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการเห็นจริงตามนั้น / เกิดได้จากความเพียร และศรัทธา) ก็จะเกิดขึ้น แก่กล้าขึ้น และเมื่ออินทรีย์เต็มขึ้น ทั้ง 5 อย่าง จะทำให้สามารถบรรลุธรรมได้เร็ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: ควรจะทำอย่างไรถ้ามีความเชื่อ ความศรัทธาที่ขัดแย้งกับหลักคำสอน?</strong></p><p>A: ใช้หลักเหตุและผล คือ “สัมมาทิฐิ” ไตร่ตรองด้วยปัญญา ในการที่จะเชื่อ และศรัทธา โดยศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญา ต้องมี “โยนิโสมนสิการ” ท่านจึงให้คิดว่า “ความคิดแบบไหน ความเชื่อแบบไหน ที่เป็นทุกข์ มีโทษตลอดกาลนาน ไม่เป็นประโยชน์ ความคิดแบบไหน ความเชื่อแบบไหน ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ มีสุขตลอดกาลนาน”&nbsp;หากใช้หลักสัมมาทิฐิ เราจะไม่ขัดแย้งเลย</p><br><p><strong>Q: ความดีคืออะไร จับต้องหรือรู้สึกได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านให้เกณฑ์ความดีไว้ คือ “บุญกิริยาวัตถุ10” เมื่อทำแล้วเราจะรู้สึกได้ หากเราใช้คำว่ากุศล หรืออกุศลจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: “ตัณหา” และ “ฉันทะ” ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ตัณหา หมายถึง ความทะยานอยาก / ฉันท<strong>ะ </strong>คือ ความพอใจ ฉันทะที่ดี ใช้ในส่วนของมรรคในเรื่องของ อิทธิบาท 4 ฉันทะที่ไม่ดี จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือ จะทำให้จิตของเราไปยึดถือ จึงเป็นทุกข์ / นัยยะที่เหมือนกัน คือ ถ้าเอาฉันทะไปตั้งไว้ในกองทุกข์ ก็จะเหมือนกับตัณหา คือ จะอยู่ในส่วนของสมุทัย / นัยยะที่ต่างกัน คือ ฉันทะ หากใช้กับอิทธิบาท 4 จะเป็นฉันทะในส่วนที่ดี&nbsp;</p><br><p><strong>Q: หลักคำสอนเรื่อง "ความสันโดษ" จะทำให้คนขี้เกียจ จริงหรือไม่?</strong></p><p>A: “ความสันโดษ” มาจาก คำว่า “สันตุฏฐี” คือ ยินดีตามมีตามได้ สันโดษจะทำให้จิตของเรา ไม่เกียจคร้าน ตรงข้ามกันกับ “ขี้เกียจ” คือ ขี้เกียจจะไม่ทำอะไรเลย เกียจคร้าน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือเหตุ เหนือผล [6604-7q]</title>
			<itunes:title>เหนือเหตุ เหนือผล [6604-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sun, 29 Jan 2023 07:05:24 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63d61ab54125960011dce99f/media.mp3" length="94751492" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63d61ab54125960011dce99f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63d61ab54125960011dce99f</link>
			<acast:episodeId>63d61ab54125960011dce99f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMm+ghpVwojIv8QlYByr/oWBzot0haMa/uKZq0L2C3/Oepm0juCZiyxp/wcDYDqcZ1rO6qLCSrnAIkxd+3cE9xR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ความหมายของคำว่า "เกิดมาใช้กรรม" และ "ใบไม้กำมือเดียว" ?</strong></p><p>A : เกิดมาใช้กรรม ไม่มีในพุทธพจน์แต่ที่ท่านได้กล่าวไว้คือเกิดมาสิ้นกรรม กรรมเป็นเรื่องของเหตุผล ท่านจึงสอนเรื่องการอยู่เหนือเหตุเหนือผล คือมรรค 8 เมื่อเราไปตามทางนี้แล้ว เราจะหลุดพ้น สามารถดับเหตุได้ เมื่อเหตุดับผลก็ดับ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;"ใบไม้กำมือเดียว" หมายถึง สิ่งที่สอนเท่ากับใบไม้ในกำมือ สิ่งที่ท่านรู้เท่ากับใบไม้ทั้งหมด ท่านไม่ได้สอนทั้งหมดเพราะไม่ได้เป็นทางหลุดพ้น ไม่ได้เป็นทางตรัสรู้ธรรม&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การนำธรรมะไปใช้สอนลูกหลาน?</strong></p><p>A&nbsp;: สอนให้เขามีหิริโอตตัปปะ ให้เข้าใจเหตุผล ให้เกรงกลัวละอายต่อบาป โดยอย่าขู่ให้เขากลัว</p><br><p><strong>Q : ฝันถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วบ่อยๆ ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ เช่นนี้ เป็นเพราะท่านยังไม่ไปเกิดหรือเพราะคิดถึงและวิตกกังวลมากเกินไป?</strong></p><p>A : คนเราพอจุติแล้วจะไปเกิดทันที ตามกรรมที่ได้ทำไว้ การที่เราฝัน อาจมาจาก เรากังวลใจ ทุกข์ใจ เราต้องตั้งสติเห็นไปตามจริง ซึ่งการที่จะเห็นไปตามจริงนั้นจิตต้องมีความรู้ เกิดการเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จึงจะสามารถปล่อยวางได้</p><br><p><strong>Q : สอนเด็กอย่างไรให้เขาเชื่อฟัง ?</strong></p><p>A : สอนให้เขาตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป ใช้ธรรมะโดย ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น การตี การด่าการว่า แต่ให้ใช้เหตุผล</p><br><p><strong>Q : เหตุใดการหย่าร้างจึงมีมาก ?</strong></p><p>A : เมื่อเราไม่รักษาทิศไหน ทิศนั้นจะเป็นภัย ท่านสอนเรื่องทิศทั้ง 6 ไว้ว่าหน้าที่ของสามีและภรรยา คือ ควรยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ รู้จักจัดการงานและรักษาทรัพย์ เมื่อเรารักษาทิศนี้ทิศนี้ก็จะไม่เป็นภัย </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ความหมายของคำว่า "เกิดมาใช้กรรม" และ "ใบไม้กำมือเดียว" ?</strong></p><p>A : เกิดมาใช้กรรม ไม่มีในพุทธพจน์แต่ที่ท่านได้กล่าวไว้คือเกิดมาสิ้นกรรม กรรมเป็นเรื่องของเหตุผล ท่านจึงสอนเรื่องการอยู่เหนือเหตุเหนือผล คือมรรค 8 เมื่อเราไปตามทางนี้แล้ว เราจะหลุดพ้น สามารถดับเหตุได้ เมื่อเหตุดับผลก็ดับ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;"ใบไม้กำมือเดียว" หมายถึง สิ่งที่สอนเท่ากับใบไม้ในกำมือ สิ่งที่ท่านรู้เท่ากับใบไม้ทั้งหมด ท่านไม่ได้สอนทั้งหมดเพราะไม่ได้เป็นทางหลุดพ้น ไม่ได้เป็นทางตรัสรู้ธรรม&nbsp;</p><br><p><strong>Q : การนำธรรมะไปใช้สอนลูกหลาน?</strong></p><p>A&nbsp;: สอนให้เขามีหิริโอตตัปปะ ให้เข้าใจเหตุผล ให้เกรงกลัวละอายต่อบาป โดยอย่าขู่ให้เขากลัว</p><br><p><strong>Q : ฝันถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วบ่อยๆ ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ เช่นนี้ เป็นเพราะท่านยังไม่ไปเกิดหรือเพราะคิดถึงและวิตกกังวลมากเกินไป?</strong></p><p>A : คนเราพอจุติแล้วจะไปเกิดทันที ตามกรรมที่ได้ทำไว้ การที่เราฝัน อาจมาจาก เรากังวลใจ ทุกข์ใจ เราต้องตั้งสติเห็นไปตามจริง ซึ่งการที่จะเห็นไปตามจริงนั้นจิตต้องมีความรู้ เกิดการเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จึงจะสามารถปล่อยวางได้</p><br><p><strong>Q : สอนเด็กอย่างไรให้เขาเชื่อฟัง ?</strong></p><p>A : สอนให้เขาตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป ใช้ธรรมะโดย ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น การตี การด่าการว่า แต่ให้ใช้เหตุผล</p><br><p><strong>Q : เหตุใดการหย่าร้างจึงมีมาก ?</strong></p><p>A : เมื่อเราไม่รักษาทิศไหน ทิศนั้นจะเป็นภัย ท่านสอนเรื่องทิศทั้ง 6 ไว้ว่าหน้าที่ของสามีและภรรยา คือ ควรยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ รู้จักจัดการงานและรักษาทรัพย์ เมื่อเรารักษาทิศนี้ทิศนี้ก็จะไม่เป็นภัย </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การบูชาผู้ที่ควรบูชาเป็นมงคล [6603-7q]</title>
			<itunes:title>การบูชาผู้ที่ควรบูชาเป็นมงคล [6603-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Jan 2023 21:00:42 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63cbe0a28fa4280010c8c456/media.mp3" length="27017123" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63cbe0a28fa4280010c8c456</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63cbe0a28fa4280010c8c456</link>
			<acast:episodeId>63cbe0a28fa4280010c8c456</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjP4+hxywuu30b8X66yd9ON+YJkFxDTMTWSk+FZKdwMcLkSZXOC7foAH2eYZbTDeAc4joZ/p7jO+gcjIWoKMHLOR]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ข้อคิดในวันตรุษจีน ว่าด้วยเรื่องของ “การบูชา”</strong></p><p>A: การบูชาบรรพบุรุษ เป็นการบูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคล ลักษณะการนำสิ่งของ หรืออาหารไปวางไว้หน้าหลุมศพ หรือป้ายบรรพบุรุษนั้น เป็นการบูชายัญ คือ การให้โดยไม่มีผู้รับ แต่หากในเรือนของเรา มีบรรพบุรุษที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แล้วเราบูชาท่าน เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการบูชายัญ แต่เป็นการให้ทาน เราก็จะได้บุญขึ้นไปอีก เพราะเรามีบุคคลที่ควรบูชา คือ อาหุไนยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจัดเครื่องเซ่นไหว้&nbsp;เป็นลักษณะของการบูชาเทวดา สามารถทำได้ โดยบูชาความดีของท่านเหล่านั้น ส่วนการบูชาด้วยของหอม การทำความสะอาดบ้านเรือนเป็นการดูแลเสนาสนะ ก็เป็นประเพณีที่ดี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจัดหิ้งพระ เหล่าเทวดาทั้งหมดจะบูชาพระพุทธเจ้าและเหล่าอรหันต์สาวกทั้งหลาย ดังนั้นจึงเริ่มจาก พระพุทธเจ้าอยู่สูงสุด รองลงมา คือ พระโพธิสัตว์ พรหม เทวดา ตามลำดับ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อเรากระทำทางกาย วาจา ใจ ที่ดี แล้วเข้าใจความเป็นเหตุ เป็นผล ปัญญาจะเกิดขึ้น ไม่ได้ทำด้วยความงมงาย หรือด้วยการอ้อนวอนขอร้อง (สีลัพพัตตปรามาส) ก็จะเป็นประเพณีที่ดี และเมื่อเราทำแล้ว ตั้งจิตให้ดี ความเป็นมงคลก็จะเกิดขึ้นกับเรา</p><br><p><strong>Q: หากต้องทำอาชีพเลี้ยงไก่ขายเนื้อ ต้องจ้างฆ่าไก่ ผลของกรรมนี้มากหรือไม่? หรือมีวิธีใดที่ทำให้อาชีพนี้ไม่บาปเยอะ</strong></p><p>A: การค้าขายที่ไม่พึงกระทำ มี 5 ประการ คือ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ และค้าสุรา ไม่ควรค้า เพราะอาจจะสนับสนุนให้เกิดการผิดศีลได้ ให้เราเอาศีลเป็นเกณฑ์ คือ ไม่ประพฤติผิดศีล 5 แล้วค่อยๆ พัฒนา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พอศีลเราละเอียดลงๆ จิตใจก็จะละเอียดตาม ทางจะค่อยๆ เปิดออก และเดินไปตามทางได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ข้อคิดในวันตรุษจีน ว่าด้วยเรื่องของ “การบูชา”</strong></p><p>A: การบูชาบรรพบุรุษ เป็นการบูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคล ลักษณะการนำสิ่งของ หรืออาหารไปวางไว้หน้าหลุมศพ หรือป้ายบรรพบุรุษนั้น เป็นการบูชายัญ คือ การให้โดยไม่มีผู้รับ แต่หากในเรือนของเรา มีบรรพบุรุษที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แล้วเราบูชาท่าน เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการบูชายัญ แต่เป็นการให้ทาน เราก็จะได้บุญขึ้นไปอีก เพราะเรามีบุคคลที่ควรบูชา คือ อาหุไนยบุคคล ทักขิเณยยบุคคล</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจัดเครื่องเซ่นไหว้&nbsp;เป็นลักษณะของการบูชาเทวดา สามารถทำได้ โดยบูชาความดีของท่านเหล่านั้น ส่วนการบูชาด้วยของหอม การทำความสะอาดบ้านเรือนเป็นการดูแลเสนาสนะ ก็เป็นประเพณีที่ดี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การจัดหิ้งพระ เหล่าเทวดาทั้งหมดจะบูชาพระพุทธเจ้าและเหล่าอรหันต์สาวกทั้งหลาย ดังนั้นจึงเริ่มจาก พระพุทธเจ้าอยู่สูงสุด รองลงมา คือ พระโพธิสัตว์ พรหม เทวดา ตามลำดับ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อเรากระทำทางกาย วาจา ใจ ที่ดี แล้วเข้าใจความเป็นเหตุ เป็นผล ปัญญาจะเกิดขึ้น ไม่ได้ทำด้วยความงมงาย หรือด้วยการอ้อนวอนขอร้อง (สีลัพพัตตปรามาส) ก็จะเป็นประเพณีที่ดี และเมื่อเราทำแล้ว ตั้งจิตให้ดี ความเป็นมงคลก็จะเกิดขึ้นกับเรา</p><br><p><strong>Q: หากต้องทำอาชีพเลี้ยงไก่ขายเนื้อ ต้องจ้างฆ่าไก่ ผลของกรรมนี้มากหรือไม่? หรือมีวิธีใดที่ทำให้อาชีพนี้ไม่บาปเยอะ</strong></p><p>A: การค้าขายที่ไม่พึงกระทำ มี 5 ประการ คือ ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ และค้าสุรา ไม่ควรค้า เพราะอาจจะสนับสนุนให้เกิดการผิดศีลได้ ให้เราเอาศีลเป็นเกณฑ์ คือ ไม่ประพฤติผิดศีล 5 แล้วค่อยๆ พัฒนา ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป พอศีลเราละเอียดลงๆ จิตใจก็จะละเอียดตาม ทางจะค่อยๆ เปิดออก และเดินไปตามทางได้</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เห็นความไม่เที่ยงด้วยปัญญา [6602-7q]</title>
			<itunes:title>เห็นความไม่เที่ยงด้วยปัญญา [6602-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Jan 2023 21:00:18 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63c17d8fbd1c0400117817c2/media.mp3" length="26044655" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63c17d8fbd1c0400117817c2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63c17d8fbd1c0400117817c2</link>
			<acast:episodeId>63c17d8fbd1c0400117817c2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjN2vTfK5vn1xLwBSG/YOYYqe6VvMJmn8Kzk7HcvmAYrYCgnxm8ypL+TLHv1P5/CP+CjPZADS0wo12EMVrTcIYhy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง มีแค่ความรู้สึกที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ อยู่ เหมือนกำลังดูละครโรงใหญ่อยู่ สภาวะแบบนี้คืออะไร?</strong></p><p>A: ลักษณะเช่นนี้ คือ “สติ” ที่เริ่มมีการแยกตัวออกจากสิ่งนั้นๆ โดยเมื่อเห็นเช่นนี้แล้วเราสามารถเลือกได้ว่า จะไปตามทุกข์หรือสุข ในสภาวะนั้น หรือ ดูเฉยๆ หรือเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ ไม่ยึดถือในสภาวะแบบนั้น นั่นคือ เรามี “สติสัมปชัญญะ” แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อตายแล้ว อะไรที่ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจะเอาไปด้วยได้?</strong></p><p>A: ถ้ายังไม่ปรินิพพาน เมื่อตายแล้วสิ่งที่จะติดตามไปด้วยได้ คือ กุศลและอกุศล เพราะการ กระทำทางกาย วาจา ใจ จะสั่งสมมาที่จิต มันจะให้ผลที่สืบเนื่องไป หากเรามีกุศลจิต กุศลจิตที่ไปเกิดใหม่นั้น คือ จะไปยังที่ ที่มีความสุขได้ หากปรินิพพาน ท่านไม่ได้เอา ศีล สมาธิ ปัญญา ไปด้วย เพราะสภาวะแห่งการสั่งสมนั้นดับไป คือจิตดับไป มันจึงให้ผลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปถึงนิพพาน เราควร ละอกุศล ทำกุศล และทำจิตให้บริสุทธิ์ มาตามทางศีล สมาธิ ปัญญา&nbsp;เป็นอริยทรัพย์ที่คนอื่นขโมยไปไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับปัญญาเห็นการเกิดดับแห่งทุกข์นั้น ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกข์ที่จะทำให้เกิดธรรมะได้ ทุกข์นั้นจะต้องประกอบด้วย ศรัทธาและปัญญา / สุขเวทนา คือ ทุกข์ที่ทนได้ง่าย ทุกขเวทนา คือ ทุกข์ที่ทนได้ยาก ทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนาล้วนเป็นทุกข์ เพราะเปลี่ยนแปลงไป ตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยเหมือนกัน เช่นนี้ เราจะเห็นทุกข์ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เห็นทุกข์ได้แบบนี้ด้วยปัญญา ให้เรามีสติ ไม่ประมาท มีศรัทธา ไปตามทางมรรค 8 จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: เวลานั่งสมาธิแล้วจะคอยจ้องว่าเมื่อไหร่ จะสงบนิ่งเข้าสมาธิ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: อยู่ที่เราสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ให้ถูกต้อง แล้วทำความเพียรด้วยศรัทธา ด้วยปัญญาคือเข้าใจว่ามันเป็นอนัตตา เราต้องมีศีล มีกัลยาณมิตร ฟังธรรม ใคร่ครวญ โยนิโสมนสสิการ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด พอไปถูกทาง ความสงบจะเกิดขึ้นมาได้&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ขณะสวดมนต์อยู่ มีธรรมะผุดขึ้นในใจ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ใคร่ครวญธรรม ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง มีแค่ความรู้สึกที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ อยู่ เหมือนกำลังดูละครโรงใหญ่อยู่ สภาวะแบบนี้คืออะไร?</strong></p><p>A: ลักษณะเช่นนี้ คือ “สติ” ที่เริ่มมีการแยกตัวออกจากสิ่งนั้นๆ โดยเมื่อเห็นเช่นนี้แล้วเราสามารถเลือกได้ว่า จะไปตามทุกข์หรือสุข ในสภาวะนั้น หรือ ดูเฉยๆ หรือเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ ไม่ยึดถือในสภาวะแบบนั้น นั่นคือ เรามี “สติสัมปชัญญะ” แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>Q: เมื่อตายแล้ว อะไรที่ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจะเอาไปด้วยได้?</strong></p><p>A: ถ้ายังไม่ปรินิพพาน เมื่อตายแล้วสิ่งที่จะติดตามไปด้วยได้ คือ กุศลและอกุศล เพราะการ กระทำทางกาย วาจา ใจ จะสั่งสมมาที่จิต มันจะให้ผลที่สืบเนื่องไป หากเรามีกุศลจิต กุศลจิตที่ไปเกิดใหม่นั้น คือ จะไปยังที่ ที่มีความสุขได้ หากปรินิพพาน ท่านไม่ได้เอา ศีล สมาธิ ปัญญา ไปด้วย เพราะสภาวะแห่งการสั่งสมนั้นดับไป คือจิตดับไป มันจึงให้ผลไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปถึงนิพพาน เราควร ละอกุศล ทำกุศล และทำจิตให้บริสุทธิ์ มาตามทางศีล สมาธิ ปัญญา&nbsp;เป็นอริยทรัพย์ที่คนอื่นขโมยไปไม่ได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับปัญญาเห็นการเกิดดับแห่งทุกข์นั้น ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกข์ที่จะทำให้เกิดธรรมะได้ ทุกข์นั้นจะต้องประกอบด้วย ศรัทธาและปัญญา / สุขเวทนา คือ ทุกข์ที่ทนได้ง่าย ทุกขเวทนา คือ ทุกข์ที่ทนได้ยาก ทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนาล้วนเป็นทุกข์ เพราะเปลี่ยนแปลงไป ตามเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยเหมือนกัน เช่นนี้ เราจะเห็นทุกข์ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เห็นทุกข์ได้แบบนี้ด้วยปัญญา ให้เรามีสติ ไม่ประมาท มีศรัทธา ไปตามทางมรรค 8 จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้</p><br><p><strong>Q: เวลานั่งสมาธิแล้วจะคอยจ้องว่าเมื่อไหร่ จะสงบนิ่งเข้าสมาธิ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: อยู่ที่เราสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ให้ถูกต้อง แล้วทำความเพียรด้วยศรัทธา ด้วยปัญญาคือเข้าใจว่ามันเป็นอนัตตา เราต้องมีศีล มีกัลยาณมิตร ฟังธรรม ใคร่ครวญ โยนิโสมนสสิการ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด พอไปถูกทาง ความสงบจะเกิดขึ้นมาได้&nbsp;&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ขณะสวดมนต์อยู่ มีธรรมะผุดขึ้นในใจ ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: ใคร่ครวญธรรม ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดปัญญาในการหลุดพ้น</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อย [6601-7q]</title>
			<itunes:title>เครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อย [6601-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Jan 2023 21:00:01 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63b90c5307ed49001210d9b4/media.mp3" length="27845077" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63b90c5307ed49001210d9b4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63b90c5307ed49001210d9b4</link>
			<acast:episodeId>63b90c5307ed49001210d9b4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMhuWAYc/hkRSbVRoItUbo43/0dg9dFpf8jXH7a7AZ31D7zWNmR65cpfiG5o5kR8lK+4Jl7lgm51KlGINMzpwK7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>66</itunes:season>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเรามีคุณธรรมความเป็นคนถ่อย ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ความเป็นคนถ่อย “วสลสูตร” กล่าวถึงคุณธรรมของคนถ่อย 20 ประเภทไว้ / บุคคลไม่ได้เป็นคนถ่อยด้วยเพราะชาติกำเนิด ไม่ได้เป็นพราหมณ์ด้วยเพราะชาติกำเนิด แต่การที่จะเป็นคนถ่อยหรือเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม คือ การกระทำ ถ้าเราทำกรรมไม่ดีก็เป็นคนถ่อย ทำกรรมดีก็เป็นพราหมณ์ (พราหมณ์ ในที่นี้ คือ ผู้ที่ลอยบาปแล้ว)</p><br><p><strong>Q: เมื่อจิตไม่สงบ ขี้โมโห ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ทั้งความสงบและความโกรธ ล้วนเป็นอนัตตา เมื่อเป็นอนัตตา ก็อยู่ที่ เหตุ เงื่อนไข และปัจจัย ถ้าเราสร้างเหตุเงื่อนไขแห่งความโกรธ ความโกรธก็มีมา ให้เราสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย คือ รักษาศีล ฟังธรรมเป็นประจำ ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิทำจิตให้สงบ เพื่อเป็นการให้อาหารใจ คบกัลยาณมิตร ให้มีปัญญารู้จักสังเกต เห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีทั้งสติ และสัมปชัญญะอยู่ตรงนี้ จะสามารถปล่อยวางได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ถ้าเรามีคุณธรรมความเป็นคนถ่อย ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ความเป็นคนถ่อย “วสลสูตร” กล่าวถึงคุณธรรมของคนถ่อย 20 ประเภทไว้ / บุคคลไม่ได้เป็นคนถ่อยด้วยเพราะชาติกำเนิด ไม่ได้เป็นพราหมณ์ด้วยเพราะชาติกำเนิด แต่การที่จะเป็นคนถ่อยหรือเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม คือ การกระทำ ถ้าเราทำกรรมไม่ดีก็เป็นคนถ่อย ทำกรรมดีก็เป็นพราหมณ์ (พราหมณ์ ในที่นี้ คือ ผู้ที่ลอยบาปแล้ว)</p><br><p><strong>Q: เมื่อจิตไม่สงบ ขี้โมโห ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ทั้งความสงบและความโกรธ ล้วนเป็นอนัตตา เมื่อเป็นอนัตตา ก็อยู่ที่ เหตุ เงื่อนไข และปัจจัย ถ้าเราสร้างเหตุเงื่อนไขแห่งความโกรธ ความโกรธก็มีมา ให้เราสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย คือ รักษาศีล ฟังธรรมเป็นประจำ ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิทำจิตให้สงบ เพื่อเป็นการให้อาหารใจ คบกัลยาณมิตร ให้มีปัญญารู้จักสังเกต เห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีทั้งสติ และสัมปชัญญะอยู่ตรงนี้ จะสามารถปล่อยวางได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พึ่งตนพึ่งธรรม [6552-7q]</title>
			<itunes:title>พึ่งตนพึ่งธรรม [6552-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 Dec 2022 21:00:46 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:31</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63af1ab904051d0010c14e05/media.mp3" length="25719288" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63af1ab904051d0010c14e05</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63af1ab904051d0010c14e05</link>
			<acast:episodeId>63af1ab904051d0010c14e05</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMxZ/V5E1XUV+DLIWReJaDZZeXbLN+gEX8qAHEXrFJhD6m+6E6LXPaw/dHf5W00rt/vHqlcZ4w9mkwJkU8ZhHqW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การ "พึ่งตนพึ่งธรรม" หมายถึงอะไร ต้องปฏิบัติอย่างไร?</strong></p><p>A: หมายถึง ให้เรามี “สติปัฏฐาน 4” ในจิตใจของเรา คือ ให้จิตของเรามีที่ตั้ง ที่ระลึกถึง แล้วไม่เผลอ ไม่เพลิน จึงจะเรียกว่า “พึ่งตนพึ่งธรรม” ถ้าไม่มีสติ คือ เผลอ เพลิน ลุ่มหลง กำหนัดยินดีพอใจหรือไม่ยินดีพอใจ เช่นนี้คือ ไม่มีที่พึ่ง คือ ไม่พึ่งตนพึ่งธรรม</p><br><p><strong>Q: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน?</strong></p><p>A: ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องบอกทาง เป็นแผนที่ ที่เราถือไป เราต้องเดินไปเอง คือ พึ่งตนพึ่งธรรม หรือเมื่อมีความทุกข์ในจิตใจ เราก็ต้องเป็นผู้ถอนลูกศรเอง จึงจะถอนความเจ็บปวดได้ ก็ต้องพึ่งตนพึ่งธรรมนั่นเอง</p><br><p><strong>Q: ให้เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม มีตนเป็นที่พึ่งของตน</strong></p><p>A: สติ เมื่อฝึกให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้ เราเข้าใจ “โลกธรรม 8” รู้ชัดด้วยสติ เกิดปัญญาแล้วปล่อยวางได้ เราก็จะอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์&nbsp;ให้เรามีความก้าวหน้า พัฒนา ทำให้เจริญ ให้ดีขึ้น หมายถึง ให้เรามีกุศลธรรมสูง ทางที่เปิดไว้ คือ ทางไปสู่นิพพาน เป็นทางที่เกิดความเจริญได้</p><br><p><strong>Q: ความก้าวหน้าในอาชีพคืออะไร?</strong></p><p>A: ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต คือ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็น “สัมมาอาชีวะ” (การดำเนินชีวิตที่ไม่ให้กิเลสมันเพิ่ม) อะไรเป็น “มิจฉาอาชีวะ” (กิเลสเพิ่ม) เพราะหากแยกไม่ได้ เราก็จะทำผิด ความรู้ที่จะแยกแยะได้นั้นเป็น ปัญญา เรียกว่า “สัมมาทิฐิ” ความระลึกได้นั้น คือ “สัมมาสติ” รู้แล้วกำจัด ละสิ่งที่เป็น มิจฉาอาชีวะ เจริญสัมมาอาชีวะให้มาก ความเพียรพยาม นั้น เรียกว่า “สัมมาวายามะ” เราจึงจะรักษา สิ่งที่เป็นความก้าวหน้า ในการดำเนินชีวิตของเราได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การ "พึ่งตนพึ่งธรรม" หมายถึงอะไร ต้องปฏิบัติอย่างไร?</strong></p><p>A: หมายถึง ให้เรามี “สติปัฏฐาน 4” ในจิตใจของเรา คือ ให้จิตของเรามีที่ตั้ง ที่ระลึกถึง แล้วไม่เผลอ ไม่เพลิน จึงจะเรียกว่า “พึ่งตนพึ่งธรรม” ถ้าไม่มีสติ คือ เผลอ เพลิน ลุ่มหลง กำหนัดยินดีพอใจหรือไม่ยินดีพอใจ เช่นนี้คือ ไม่มีที่พึ่ง คือ ไม่พึ่งตนพึ่งธรรม</p><br><p><strong>Q: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน?</strong></p><p>A: ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องบอกทาง เป็นแผนที่ ที่เราถือไป เราต้องเดินไปเอง คือ พึ่งตนพึ่งธรรม หรือเมื่อมีความทุกข์ในจิตใจ เราก็ต้องเป็นผู้ถอนลูกศรเอง จึงจะถอนความเจ็บปวดได้ ก็ต้องพึ่งตนพึ่งธรรมนั่นเอง</p><br><p><strong>Q: ให้เป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม มีตนเป็นที่พึ่งของตน</strong></p><p>A: สติ เมื่อฝึกให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้ เราเข้าใจ “โลกธรรม 8” รู้ชัดด้วยสติ เกิดปัญญาแล้วปล่อยวางได้ เราก็จะอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์&nbsp;ให้เรามีความก้าวหน้า พัฒนา ทำให้เจริญ ให้ดีขึ้น หมายถึง ให้เรามีกุศลธรรมสูง ทางที่เปิดไว้ คือ ทางไปสู่นิพพาน เป็นทางที่เกิดความเจริญได้</p><br><p><strong>Q: ความก้าวหน้าในอาชีพคืออะไร?</strong></p><p>A: ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต คือ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็น “สัมมาอาชีวะ” (การดำเนินชีวิตที่ไม่ให้กิเลสมันเพิ่ม) อะไรเป็น “มิจฉาอาชีวะ” (กิเลสเพิ่ม) เพราะหากแยกไม่ได้ เราก็จะทำผิด ความรู้ที่จะแยกแยะได้นั้นเป็น ปัญญา เรียกว่า “สัมมาทิฐิ” ความระลึกได้นั้น คือ “สัมมาสติ” รู้แล้วกำจัด ละสิ่งที่เป็น มิจฉาอาชีวะ เจริญสัมมาอาชีวะให้มาก ความเพียรพยาม นั้น เรียกว่า “สัมมาวายามะ” เราจึงจะรักษา สิ่งที่เป็นความก้าวหน้า ในการดำเนินชีวิตของเราได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กำจัดโมหะด้วยปัญญา [6551-7q] </title>
			<itunes:title>กำจัดโมหะด้วยปัญญา [6551-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Dec 2022 21:00:03 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63a6a9ee477c43001191baa6/media.mp3" length="26724434" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63a6a9ee477c43001191baa6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63a6a9ee477c43001191baa6</link>
			<acast:episodeId>63a6a9ee477c43001191baa6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjO1nA3I5PM0TOJxtGnpCJYrMtmQ0cwcRwvyTuEajnBc91TZhZqwt0sthMFoHTMz1Ty0BP+5b6cBhvA5gDjgNT7C]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: มองอย่างไรให้เห็นโมหะ?</strong></p><p>A: โมหะ ที่ออกมาในช่องทางใจ คือ มืด เห็นไม่ชัดเจน มองไม่เห็นไม่เข้าใจ จึงมีความวิปลาส&nbsp;(ความเข้าใจผิด) เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เข้าใจว่าสุขเวทนาเป็นสุข เป็นเหมือนภาพลวงตา ไม่เข้าใจว่าเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาท / ตัวอย่างอื่นๆ เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เห็นความตายซ่อนอยู่ไหม ถ้าไม่เห็น ก็มีโมหะมาก</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะกำจัดโมหะ ได้ด้วย “ปัญญา” เป็นดั่งแสงสว่าง เหมือนไฟฉาย ที่จะสว่างมากหรือน้อย อยู่ที่กำลังปัญญา เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ได้แล้ว จะสามารถกำจัดโมหะได้ จะเป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบาย ให้ไปถึงนิพพาน ข้างหน้าได้</p><br><p><strong>Q: การเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา อย่างไหนจะดีกว่ากัน?</strong></p><p>A: เทวดาจะบรรลุธรรมได้ง่าย&nbsp;หากอ้างอิงจากพระสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทวดา จะเป็นพระสูตรสั้นๆ ที่เมื่อฟังแล้วจะบรรลุธรรมได้เร็ว ซึ่งการที่เทวดาบรรลุธรรมได้เร็ว ส่วนหนึ่งอาจเพราะเค้ามีปัญญา มีทาน ศีล ภาวนา สั่งสมบุญมามาก จึงเกิดเป็นเทวดา และพอได้ฟังธรรม ก็ทำให้บรรลุธรรมเร็ว</p><br><p><strong>Q: การเริ่มปฏิบัติธรรม และการสวดมนต์ ควรสวดบทใด?</strong></p><p>A: การปฏิบัติธรรม หากเรามีความเพียร ตั้งใจปฏิบัติ ลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ทุกอย่างฝ่าฟันได้ / การสวดมนต์ จะสวดบทไหนก็ได้ จุดประสงค์ของการสวดมนต์ คือ ทำให้จำได้และสวดแล้วทำให้จิตเป็นสมาธิ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”?&nbsp;</strong></p><p>A: ดวงตาเห็นธรรม มาจากคำว่า "ธรรมจักษุ" เป็นคำที่อยู่ในปฐมเทศนา “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” นี่คือ ดวงตาที่ต้องเห็น คือ เห็นได้ด้วยธรรมจักษุ เห็นถึงความไม่เที่ยง ซึ่งดวงตาที่เห็นแสงสว่างของแต่ละคน เห็นไม่เท่ากัน โดย เหตุปัจจัย ของการมีดวงตาเห็นธรรม คือ มรรค 8 ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมอย่างน้อยจะได้ "โสดาปฏิผล"</p><br><p><strong>Q: พละ 7?&nbsp;</strong></p><p>A: ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นพละ 5 (ศรัทธา วิริยะสติ สมาธิ ปัญญา) และเพิ่มมาอีก 2 ข้อ คือ หิริ และโอตตัปปะ</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: มองอย่างไรให้เห็นโมหะ?</strong></p><p>A: โมหะ ที่ออกมาในช่องทางใจ คือ มืด เห็นไม่ชัดเจน มองไม่เห็นไม่เข้าใจ จึงมีความวิปลาส&nbsp;(ความเข้าใจผิด) เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เข้าใจว่าสุขเวทนาเป็นสุข เป็นเหมือนภาพลวงตา ไม่เข้าใจว่าเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาท / ตัวอย่างอื่นๆ เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เห็นความตายซ่อนอยู่ไหม ถ้าไม่เห็น ก็มีโมหะมาก</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะกำจัดโมหะ ได้ด้วย “ปัญญา” เป็นดั่งแสงสว่าง เหมือนไฟฉาย ที่จะสว่างมากหรือน้อย อยู่ที่กำลังปัญญา เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ได้แล้ว จะสามารถกำจัดโมหะได้ จะเป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบาย ให้ไปถึงนิพพาน ข้างหน้าได้</p><br><p><strong>Q: การเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา อย่างไหนจะดีกว่ากัน?</strong></p><p>A: เทวดาจะบรรลุธรรมได้ง่าย&nbsp;หากอ้างอิงจากพระสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทวดา จะเป็นพระสูตรสั้นๆ ที่เมื่อฟังแล้วจะบรรลุธรรมได้เร็ว ซึ่งการที่เทวดาบรรลุธรรมได้เร็ว ส่วนหนึ่งอาจเพราะเค้ามีปัญญา มีทาน ศีล ภาวนา สั่งสมบุญมามาก จึงเกิดเป็นเทวดา และพอได้ฟังธรรม ก็ทำให้บรรลุธรรมเร็ว</p><br><p><strong>Q: การเริ่มปฏิบัติธรรม และการสวดมนต์ ควรสวดบทใด?</strong></p><p>A: การปฏิบัติธรรม หากเรามีความเพียร ตั้งใจปฏิบัติ ลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ทุกอย่างฝ่าฟันได้ / การสวดมนต์ จะสวดบทไหนก็ได้ จุดประสงค์ของการสวดมนต์ คือ ทำให้จำได้และสวดแล้วทำให้จิตเป็นสมาธิ&nbsp;</p><br><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”?&nbsp;</strong></p><p>A: ดวงตาเห็นธรรม มาจากคำว่า "ธรรมจักษุ" เป็นคำที่อยู่ในปฐมเทศนา “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” นี่คือ ดวงตาที่ต้องเห็น คือ เห็นได้ด้วยธรรมจักษุ เห็นถึงความไม่เที่ยง ซึ่งดวงตาที่เห็นแสงสว่างของแต่ละคน เห็นไม่เท่ากัน โดย เหตุปัจจัย ของการมีดวงตาเห็นธรรม คือ มรรค 8 ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมอย่างน้อยจะได้ "โสดาปฏิผล"</p><br><p><strong>Q: พละ 7?&nbsp;</strong></p><p>A: ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นพละ 5 (ศรัทธา วิริยะสติ สมาธิ ปัญญา) และเพิ่มมาอีก 2 ข้อ คือ หิริ และโอตตัปปะ</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา [6550-7q] </title>
			<itunes:title>ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา [6550-7q] </itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Dec 2022 21:00:53 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/639d7f80157e180011e4ae72/media.mp3" length="27699119" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">639d7f80157e180011e4ae72</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/639d7f80157e180011e4ae72</link>
			<acast:episodeId>639d7f80157e180011e4ae72</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjMPmPPc3BhjrxZCxxgSNNvd7nVAtgaelRkVF2077b4JTYQOW7PG5Kj2HBO9omL/h8salIsOU5bPmuocMJ1HbW8O]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมการเสี่ยงทาย หรือการบนบาน จึงเป็นการให้กําลังใจได้?</strong></p><p>A: กำลังใจเกิดได้ เพราะศรัทธา การที่เราเสี่ยงทาย หรือบนบาน เพราะต้องการกำลังใจ เมื่อผลที่ได้เป็นดังหวัง ก็ทำให้เกิดมีกำลังใจ</p><p>การเสี่ยงทายของพระโพธิสัตว์ แตกต่างจากการบนบาน เพราะท่านมีความตั้งใจมั่น มีศรัทธา มีความเชื่อ ว่าจะบรรลุ จึงทำให้เกิดการทำจริง แน่วแน่จริง ไม่ย่อท้อ&nbsp;ไม่ได้ประกอบด้วยการอ้อนวอนของร้อง หรืออามิส ส่วนการบนบานนั้น เป็นการวิงวอน ขอร้อง อ้อนวอน โดยไม่ลงมือทำ</p><p>ในทางพุทธศาสนา ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาเสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะหากศรัทธามากเกินปัญญาจะกลายเป็นงมงาย แต่ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา จะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ทำตามมรรค 8 อริยสัจสี่ ปัญญานั้นอยู่ในความเชื่อนั้น การลงมือทำนั้น จึงเป็น&nbsp;“กุศล ธรรม”</p><br><p><strong>Q: การตามหาความจริงตามหลักกาลามสูตร</strong></p><p>A: ความเชื่อ การที่เราจะเชื่อว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น ในการตามหาความจริง เราต้องตั้งจิตไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จริงก็ได้ หากเราจะตามรักษาซึ่งความจริง <strong>อย่าพึ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นเปล่า</strong> ทางสายกลาง ไม่ใช่ว่าสุดโต่งไปด้านใด ด้านหนึ่ง เราต้องตามดูเหตุ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาในการเห็น มีปัญญามาจับกับความเชื่อนี้ หากความเชื่อที่ว่าไม่จริงแล้วเกิดกิเลส ความเชื่อว่าไม่จริงก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญามองเห็นว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดกิเลสหรือไม่ เกิด ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำไมการเสี่ยงทาย หรือการบนบาน จึงเป็นการให้กําลังใจได้?</strong></p><p>A: กำลังใจเกิดได้ เพราะศรัทธา การที่เราเสี่ยงทาย หรือบนบาน เพราะต้องการกำลังใจ เมื่อผลที่ได้เป็นดังหวัง ก็ทำให้เกิดมีกำลังใจ</p><p>การเสี่ยงทายของพระโพธิสัตว์ แตกต่างจากการบนบาน เพราะท่านมีความตั้งใจมั่น มีศรัทธา มีความเชื่อ ว่าจะบรรลุ จึงทำให้เกิดการทำจริง แน่วแน่จริง ไม่ย่อท้อ&nbsp;ไม่ได้ประกอบด้วยการอ้อนวอนของร้อง หรืออามิส ส่วนการบนบานนั้น เป็นการวิงวอน ขอร้อง อ้อนวอน โดยไม่ลงมือทำ</p><p>ในทางพุทธศาสนา ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาเสมอ เพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะหากศรัทธามากเกินปัญญาจะกลายเป็นงมงาย แต่ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา จะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ทำตามมรรค 8 อริยสัจสี่ ปัญญานั้นอยู่ในความเชื่อนั้น การลงมือทำนั้น จึงเป็น&nbsp;“กุศล ธรรม”</p><br><p><strong>Q: การตามหาความจริงตามหลักกาลามสูตร</strong></p><p>A: ความเชื่อ การที่เราจะเชื่อว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น ในการตามหาความจริง เราต้องตั้งจิตไว้ก่อนว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จริงก็ได้ หากเราจะตามรักษาซึ่งความจริง <strong>อย่าพึ่งปักใจเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้น สิ่งอื่นเปล่า</strong> ทางสายกลาง ไม่ใช่ว่าสุดโต่งไปด้านใด ด้านหนึ่ง เราต้องตามดูเหตุ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาในการเห็น มีปัญญามาจับกับความเชื่อนี้ หากความเชื่อที่ว่าไม่จริงแล้วเกิดกิเลส ความเชื่อว่าไม่จริงก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญามองเห็นว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดกิเลสหรือไม่ เกิด ราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความดียิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ [ 6549-7q]</title>
			<itunes:title>ความดียิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ [ 6549-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Dec 2022 21:00:49 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/63947e48ea2f000011267e4c/media.mp3" length="127443310" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">63947e48ea2f000011267e4c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/63947e48ea2f000011267e4c</link>
			<acast:episodeId>63947e48ea2f000011267e4c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNu4M7AEHHe7HyCnR/lxq+6zfh2S/g8ZvdWgLUoK27wROFE5OKecCIyTJRmGK9K6IKcI7ui7rVzRmBpjUdI5kPt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การเห็นเกิดดับ</strong></p><p>A: ท่านหมายถึง การเห็นความไม่เที่ยง เห็นความที่อาศัยเหตุเกิด เห็นเหตุการณ์เกิด เห็นผลของมัน ว่าผลที่เกิดขึ้น มีเหตุแห่งการเกิด</p><br><p><strong>Q: การเห็นอสุภะกรรมฐาน</strong></p><p>A:<strong> </strong>คือ การพิจารณาเห็นว่า ผม&nbsp;ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของไม่งาม เป็นของปฏิกูล</p><br><p><strong>Q: การตั้งอธิษฐานจิต</strong></p><p>A : หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใด สิ่งหนึ่ง</p><br><p><strong>Q: การมักมากกับการเปิดเผย</strong></p><p>A: การทำความดี หากทำแล้วยังประกอบไปด้วยตัณหา คือ&nbsp;เป็นไปด้วยกับการมีภพ-สภาวะใหม่ มีความกำหนัดด้วยอำนาจของความเพลินและต้องการลาภปัจจัยสี่ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม นั่นคือ ไม่ได้เจตนาดี หากเราทำความดี แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยตัณหา อดทนต่อคำด่า คำชมได้ ทำเช่นนี้ได้ คือดี ยิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ</p><br><p><strong>Q: ฌาน 2 กับวิปัสสนา</strong></p><p>A: เมื่อเข้าสมาธิจิตสงบแล้ว สมถะและวิปัสสนา จะเข้ากันได้ พอดีกัน เสมอกัน นุ่มนวล ไม่ได้มีความคิด&nbsp;เมื่ออยู่คู่กันแล้วจะเป็นญาณ (ปัญญา) เกิดขึ้น ท่านจึงบอกว่า ฌาน 3 จะละเอียดลงไป แต่ถ้าสมถะมากกว่าวิปัสสนา มันจะง่วง ขี้เกียจ เหนื่อยๆ หากวิปัสสนามากเกินไป จะฟุ้งซ่าน</p><br><p><strong>Q: ลูกจะย้ายออกไปอยู่เอง ควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ปัญหาคือ เราอยากอะไรแล้วเราไม่ได้สิ่งนั้น เราจึงเป็นทุกข์ เราควรทำใจ เห็นความไม่เที่ยงหรือพิจารณาว่า ดีกว่าเค้าไปทำไม่ดีอย่างอื่น คิดถึงก็ไปหาได้ พอเรารู้ว่าเราเจ็บจุดไหน เรามีตัณหา ราคะตรงนี้ จะถอนก็ถอนตรงนี้ ให้เอาความอยากออกไป เห็นความดีในสิ่งที่เป็นมรรค เราจะสามารถวางได้ ทำใจได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: “อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย” หมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A: หมายความว่า “ตนนั่นแหละชนะตนได้นั้นประเสริฐ การชนะตนนั่นแหละดีกว่า” คำว่า “ชนะตน” ในที่นี้ หมายถึง ชนะกิเลสหมดแล้ว คือ เป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะกิเลสหมดไปแล้ว ไม่มีรากที่เป็นอวิชชาแล้ว และจะไม่กลับกำเริบได้อีก</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การเห็นเกิดดับ</strong></p><p>A: ท่านหมายถึง การเห็นความไม่เที่ยง เห็นความที่อาศัยเหตุเกิด เห็นเหตุการณ์เกิด เห็นผลของมัน ว่าผลที่เกิดขึ้น มีเหตุแห่งการเกิด</p><br><p><strong>Q: การเห็นอสุภะกรรมฐาน</strong></p><p>A:<strong> </strong>คือ การพิจารณาเห็นว่า ผม&nbsp;ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของไม่งาม เป็นของปฏิกูล</p><br><p><strong>Q: การตั้งอธิษฐานจิต</strong></p><p>A : หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใด สิ่งหนึ่ง</p><br><p><strong>Q: การมักมากกับการเปิดเผย</strong></p><p>A: การทำความดี หากทำแล้วยังประกอบไปด้วยตัณหา คือ&nbsp;เป็นไปด้วยกับการมีภพ-สภาวะใหม่ มีความกำหนัดด้วยอำนาจของความเพลินและต้องการลาภปัจจัยสี่ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม นั่นคือ ไม่ได้เจตนาดี หากเราทำความดี แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยตัณหา อดทนต่อคำด่า คำชมได้ ทำเช่นนี้ได้ คือดี ยิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ</p><br><p><strong>Q: ฌาน 2 กับวิปัสสนา</strong></p><p>A: เมื่อเข้าสมาธิจิตสงบแล้ว สมถะและวิปัสสนา จะเข้ากันได้ พอดีกัน เสมอกัน นุ่มนวล ไม่ได้มีความคิด&nbsp;เมื่ออยู่คู่กันแล้วจะเป็นญาณ (ปัญญา) เกิดขึ้น ท่านจึงบอกว่า ฌาน 3 จะละเอียดลงไป แต่ถ้าสมถะมากกว่าวิปัสสนา มันจะง่วง ขี้เกียจ เหนื่อยๆ หากวิปัสสนามากเกินไป จะฟุ้งซ่าน</p><br><p><strong>Q: ลูกจะย้ายออกไปอยู่เอง ควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ปัญหาคือ เราอยากอะไรแล้วเราไม่ได้สิ่งนั้น เราจึงเป็นทุกข์ เราควรทำใจ เห็นความไม่เที่ยงหรือพิจารณาว่า ดีกว่าเค้าไปทำไม่ดีอย่างอื่น คิดถึงก็ไปหาได้ พอเรารู้ว่าเราเจ็บจุดไหน เรามีตัณหา ราคะตรงนี้ จะถอนก็ถอนตรงนี้ ให้เอาความอยากออกไป เห็นความดีในสิ่งที่เป็นมรรค เราจะสามารถวางได้ ทำใจได้&nbsp;</p><br><p><strong>Q: “อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย” หมายความว่าอย่างไร?</strong></p><p>A: หมายความว่า “ตนนั่นแหละชนะตนได้นั้นประเสริฐ การชนะตนนั่นแหละดีกว่า” คำว่า “ชนะตน” ในที่นี้ หมายถึง ชนะกิเลสหมดแล้ว คือ เป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะกิเลสหมดไปแล้ว ไม่มีรากที่เป็นอวิชชาแล้ว และจะไม่กลับกำเริบได้อีก</p><p><br></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วยโพชฌงค์ 7 [6548-7q]</title>
			<itunes:title>การเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วยโพชฌงค์ 7 [6548-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Dec 2022 21:00:42 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/638b089d34c8cf0011110d21/media.mp3" length="27204686" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">638b089d34c8cf0011110d21</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/638b089d34c8cf0011110d21</link>
			<acast:episodeId>638b089d34c8cf0011110d21</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZMTtedvdcRQbP4eiLMjXzCKLPjEYLpGj+NMVKa+5C8pL4u/EOj1Vw4h5MMJYp0lCcFAe0fnxBJy/1ju4Qxy1fh8gO4DvlGA40yms2g0/hOkcrfHIopjTygHFqGwwOPKFIai4SuTvs86Lx3UYCyl6ZsR9aGr0znQyHB+tyEngk6f1EkfUe3HNUiM4AYH7avpjNga/LoYkMXs/WMHNx+DrdxOb5vykef0brA2pbN8DdaPcrUMCh2l+ANojWuAb+Mnhfnv8Wc96Myq//UOZovxeE4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q<strong> : ที่มาของ “ข้าวก้นบาตรพระ”</strong></p><p>A : คือ อาหารที่เหลือจากการพิจารณาของพระสงฆ์ เป็นอาหารที่พระได้มาจากสัมมาอาชีวะ จากการบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตน เป็นอาหารที่เกิดจากบุญ จากศรัทธาของผู้นำมาถวาย จากผู้รับคือพระสงฆ์ ที่มี ราคะ โทสะ โมหะ น้อย พิจารณาแล้วจึงบริโภค อาหารนี้จึงเป็นอาหารทิพย์</p><br><p>Q<strong> : รักษาจิตด้วย อัปปมัญญา, พรหมวิหารและทิศทั้ง 6</strong></p><p>A : อัปปมัญญา คือ การพ้นที่อาศัยพรหมวิหาร คือมี เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;“เมตตาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยเมตตา จะกำจัดความพยาบาทได้ จะมีผลคือ “สุภวิโมกข์” (ความสุขที่หลุดพ้น สุขที่อยู่ภายใน)&nbsp;</p><p>“กรุณาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยกรุณา จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ในจิตใจของเรา</p><p>“มุทิตาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยมุทิตา จะกำจัดความไม่ยินดีในความสำเร็จของเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีในจิตใจของเรา ให้ออกไป</p><p>“อุเบกขาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยอุเบกขา จะกำจัดราคะในจิตใจของเราออกไป ถ้าเขาได้ไม่ดี ให้เราวางเฉยเสีย ให้อุเบกขากับทุกคน ไม่ว่าจะรักเราหรือจะเกลียดเรา</p><p>เจริญโดย ให้แบบไม่คิดว่าจะหมด ให้ทุกคน ไม่เว้น ให้ทุกทิศทุกทาง(ทิศทั้ง6) เสมอหน้ากัน</p><br><p><strong>Q : พรหมวิหาร 4 ของศาสนาพุทธ ต่างจากศาสนาอื่นอย่างไร ?</strong></p><p>A : คือการเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบไปด้วยกับโพชฌงค์ 7&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ผลของการเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วยโพชฌงค์ 7</strong></p><p>A : ผลของการเจริญ<strong>เมตตา</strong>เจโตวิมุต คือ จะมี “สุภวิโมกข์” (ความสุขที่หลุดพ้น ความสุขที่อยู่ภายใน) เป็นอย่างยิ่ง ผลของ<strong>กรุณา</strong> คือ จะทำให้เกิด “อากาสานัญจายตนะ” จะละปฏิฆะสัญญาได้ ผลของ<strong>มุทิตา</strong> คือ จะทำให้เกิด</p><p>“วิญญานัญจายตนะ” ผลของ<strong>อุเบกขา</strong> คือ จะทำให้เข้าสู่ “อากิญจัญญายตนะ”&nbsp;ซึ่ง การเจริญเช่นนี้ มีผล มีอานิสงค์ คือ จะละธรรมะที่เป็นเสี้ยนหนาม 4 ประการนั้นได้นั่นเอง&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q<strong> : ที่มาของ “ข้าวก้นบาตรพระ”</strong></p><p>A : คือ อาหารที่เหลือจากการพิจารณาของพระสงฆ์ เป็นอาหารที่พระได้มาจากสัมมาอาชีวะ จากการบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตน เป็นอาหารที่เกิดจากบุญ จากศรัทธาของผู้นำมาถวาย จากผู้รับคือพระสงฆ์ ที่มี ราคะ โทสะ โมหะ น้อย พิจารณาแล้วจึงบริโภค อาหารนี้จึงเป็นอาหารทิพย์</p><br><p>Q<strong> : รักษาจิตด้วย อัปปมัญญา, พรหมวิหารและทิศทั้ง 6</strong></p><p>A : อัปปมัญญา คือ การพ้นที่อาศัยพรหมวิหาร คือมี เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;“เมตตาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยเมตตา จะกำจัดความพยาบาทได้ จะมีผลคือ “สุภวิโมกข์” (ความสุขที่หลุดพ้น สุขที่อยู่ภายใน)&nbsp;</p><p>“กรุณาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยกรุณา จะกำจัดความเบียดเบียน คิดให้เค้าได้ไม่ดี ในจิตใจของเรา</p><p>“มุทิตาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยมุทิตา จะกำจัดความไม่ยินดีในความสำเร็จของเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มีในจิตใจของเรา ให้ออกไป</p><p>“อุเบกขาเจโตวิมุต” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่อาศัยอุเบกขา จะกำจัดราคะในจิตใจของเราออกไป ถ้าเขาได้ไม่ดี ให้เราวางเฉยเสีย ให้อุเบกขากับทุกคน ไม่ว่าจะรักเราหรือจะเกลียดเรา</p><p>เจริญโดย ให้แบบไม่คิดว่าจะหมด ให้ทุกคน ไม่เว้น ให้ทุกทิศทุกทาง(ทิศทั้ง6) เสมอหน้ากัน</p><br><p><strong>Q : พรหมวิหาร 4 ของศาสนาพุทธ ต่างจากศาสนาอื่นอย่างไร ?</strong></p><p>A : คือการเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบไปด้วยกับโพชฌงค์ 7&nbsp;</p><br><p><strong>Q : ผลของการเจริญพรหมวิหาร 4 ที่ประกอบด้วยโพชฌงค์ 7</strong></p><p>A : ผลของการเจริญ<strong>เมตตา</strong>เจโตวิมุต คือ จะมี “สุภวิโมกข์” (ความสุขที่หลุดพ้น ความสุขที่อยู่ภายใน) เป็นอย่างยิ่ง ผลของ<strong>กรุณา</strong> คือ จะทำให้เกิด “อากาสานัญจายตนะ” จะละปฏิฆะสัญญาได้ ผลของ<strong>มุทิตา</strong> คือ จะทำให้เกิด</p><p>“วิญญานัญจายตนะ” ผลของ<strong>อุเบกขา</strong> คือ จะทำให้เข้าสู่ “อากิญจัญญายตนะ”&nbsp;ซึ่ง การเจริญเช่นนี้ มีผล มีอานิสงค์ คือ จะละธรรมะที่เป็นเสี้ยนหนาม 4 ประการนั้นได้นั่นเอง&nbsp;&nbsp;</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผลของอิทธิบาท 4 [6545-7q]</title>
			<itunes:title>ผลของอิทธิบาท 4 [6545-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Nov 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/992b9324-a141-4f4d-b251-6e09325445e1/media.mp3" length="28297749" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">992b9324-a141-4f4d-b251-6e09325445e1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5584</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc2ivajMrQjB2O52x3edSM7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ท่านมีการปลงอายุสังขาร หรือมีการทูลขอให้อยู่ไปจนอายุ 1 กัป มีหรือไม่?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าของเรา อายุน้อยที่สุดแล้ว ส่วนองค์อื่นๆ ท่านจะเกิดในสมัยที่มีอายุยืนกว่า 100 ปี และในพระสูตรก็ไม่มีปรากฏ</p><p><strong>Q: อายุของมนุษย์?</strong></p><p>A: มนุษย์ต้นกัปอายุประมาณ 80,000 ปี แต่เพราะมีอกุศลกรรมต่อกันทำให้อายุลดลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เพื่อทวนกระแส ให้อกุศลกรรมเบาบางลง และจะมีสมัยหนึ่งที่มนุษย์จะมีอายุเพียง 10 ปี มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จนมีคนที่รักษาศีล เหลือรอด อายุขัยก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตามกุศลที่เพิ่มขึ้น จนถึงสมัยที่ มนุษย์อายุ 80,000 ปี จึงจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกพระองค์</p><p><strong>Q: เจริญอิทธิบาท 4 อย่างไร?</strong></p><p>A: อิทธิบาท 4 จะทำให้พัฒนาได้ เกิดขึ้นได้ ต้องประกอบด้วย 1. อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) 2. ธรรมเครื่องปรุงแต่ง  3. สมาธิ โดยมีธรรมเครื่องปรุงแต่งอาศัย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีสมาธิเป็นประธานกิจ</p><p><strong>Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? ต่างกับปุถุชนทั่วไปอย่างไร?</strong></p><p>A:  โสดาบันขั้นผล เปลี่ยนให้สูงขึ้นได้/โสดาบัน มรรคและผล ต่างกันที่ โสดาบัน ขั้นผล สามารถละสังโยชน์ 3 อย่างนี้ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส/ปุถุชนกับโสดาบัน เหมือนกัน คือ มีเวทนา เหมือนกัน ต่างกันที่ เมื่อเกิดราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชน เมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ</p><p><strong>Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น หรือรวมสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ท่านมีการปลงอายุสังขาร หรือมีการทูลขอให้อยู่ไปจนอายุ 1 กัป มีหรือไม่?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าของเรา อายุน้อยที่สุดแล้ว ส่วนองค์อื่นๆ ท่านจะเกิดในสมัยที่มีอายุยืนกว่า 100 ปี และในพระสูตรก็ไม่มีปรากฏ</p><p><strong>Q: อายุของมนุษย์?</strong></p><p>A: มนุษย์ต้นกัปอายุประมาณ 80,000 ปี แต่เพราะมีอกุศลกรรมต่อกันทำให้อายุลดลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เพื่อทวนกระแส ให้อกุศลกรรมเบาบางลง และจะมีสมัยหนึ่งที่มนุษย์จะมีอายุเพียง 10 ปี มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จนมีคนที่รักษาศีล เหลือรอด อายุขัยก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตามกุศลที่เพิ่มขึ้น จนถึงสมัยที่ มนุษย์อายุ 80,000 ปี จึงจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกพระองค์</p><p><strong>Q: เจริญอิทธิบาท 4 อย่างไร?</strong></p><p>A: อิทธิบาท 4 จะทำให้พัฒนาได้ เกิดขึ้นได้ ต้องประกอบด้วย 1. อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) 2. ธรรมเครื่องปรุงแต่ง  3. สมาธิ โดยมีธรรมเครื่องปรุงแต่งอาศัย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีสมาธิเป็นประธานกิจ</p><p><strong>Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? ต่างกับปุถุชนทั่วไปอย่างไร?</strong></p><p>A:  โสดาบันขั้นผล เปลี่ยนให้สูงขึ้นได้/โสดาบัน มรรคและผล ต่างกันที่ โสดาบัน ขั้นผล สามารถละสังโยชน์ 3 อย่างนี้ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส/ปุถุชนกับโสดาบัน เหมือนกัน คือ มีเวทนา เหมือนกัน ต่างกันที่ เมื่อเกิดราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชน เมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ</p><p><strong>Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น หรือรวมสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แยกแยะความคิดได้ด้วยสติ [6544-7q]</title>
			<itunes:title>แยกแยะความคิดได้ด้วยสติ [6544-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Nov 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e611de64-c61c-40f7-befc-e0f4ef806edd/media.mp3" length="26330028" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e611de64-c61c-40f7-befc-e0f4ef806edd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm/episode/6544-7q</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5585</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcgmCh4xlMM4bFCM1fakXNO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ควรตั้งจิตไว้อย่างไร เมื่อคิดไปในด้านอกุศล ?</strong></p><p>A : เมื่อมีความคิดเข้ามา ที่สำคัญ คือ เราต้องตั้งสติ คอยสังเกต แยกแยะให้ดี จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง ก็จะดึงไป ทำให้เราลืม เผลอ เพลินไป/ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ โดยให้เราเจริญสติให้มาก ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออก ถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้นนั่นเอง</p><p><strong>Q : โลกียฌาณ และ โลกุตตรฌาณ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?</strong></p><p>A : ส่วนที่เหมือนกันคือ ฌาน คือ การเพ่ง/เอาจิตจดจ่อ การรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว เรียกว่า สมาธิ / “โลกียฌาณ” คือ สมาธิที่ยังเกี่ยวเนื่องกับโลก ของหนัก มีทั้ง “สัมมาสมาธิ” และ “มิจฉาสมาธิ” / “โลกุตตรฌาณ” คือ การนำสมาธินั้น มาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป เห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น “สัมมาสมาธิ”</p><p><strong>Q : จิตที่ตั้งมั่น สติสัมปัญชัญญะ และสติปัฎฐานสี่ เหมือนกัน เข้าใจถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : สัมมาสติ คือสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ไม่เพลินในอาการต่าง ๆ หรือเรียกว่าสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะหมายถึงระลึกรู้ในอาการต่าง ๆ ไม่เผลอเพลินในอาการต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดสติสัมปชัญญะได้นั้น ต้องปฏิบัติตามมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ควรตั้งจิตไว้อย่างไร เมื่อคิดไปในด้านอกุศล ?</strong></p><p>A : เมื่อมีความคิดเข้ามา ที่สำคัญ คือ เราต้องตั้งสติ คอยสังเกต แยกแยะให้ดี จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง ก็จะดึงไป ทำให้เราลืม เผลอ เพลินไป/ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ โดยให้เราเจริญสติให้มาก ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออก ถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้นนั่นเอง</p><p><strong>Q : โลกียฌาณ และ โลกุตตรฌาณ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?</strong></p><p>A : ส่วนที่เหมือนกันคือ ฌาน คือ การเพ่ง/เอาจิตจดจ่อ การรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว เรียกว่า สมาธิ / “โลกียฌาณ” คือ สมาธิที่ยังเกี่ยวเนื่องกับโลก ของหนัก มีทั้ง “สัมมาสมาธิ” และ “มิจฉาสมาธิ” / “โลกุตตรฌาณ” คือ การนำสมาธินั้น มาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป เห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น “สัมมาสมาธิ”</p><p><strong>Q : จิตที่ตั้งมั่น สติสัมปัญชัญญะ และสติปัฎฐานสี่ เหมือนกัน เข้าใจถูกหรือไม่?</strong></p><p>A : สัมมาสติ คือสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ไม่เพลินในอาการต่าง ๆ หรือเรียกว่าสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะหมายถึงระลึกรู้ในอาการต่าง ๆ ไม่เผลอเพลินในอาการต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดสติสัมปชัญญะได้นั้น ต้องปฏิบัติตามมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ| ปวารณา และกัปปิยโวหาร [6543-7q]</title>
			<itunes:title>พระวินัยที่ญาติโยมควรทราบ| ปวารณา และกัปปิยโวหาร [6543-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a294ab90-d1c4-480f-82f1-0fa1d198c336/media.mp3" length="25880914" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a294ab90-d1c4-480f-82f1-0fa1d198c336</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5586</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc4ncjWT420ma0qQm4oko+X]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การปวารณา มี 2 แบบ</strong></p><p>A: แบบที่ 1) พระสงฆ์ปวารณากันเอง คือ เปิดโอกาสให้พระตักเตือนกันได้ โดยถือเอาวันออกพรรรษาเป็นวันปวารณา  แบบที่ 2) คฤหัสถ์ปวารณากับพระภิกษุ คือ ออกตัวให้พระภิกษุขอปัจจัยสี่ ที่เหมาะสม (กับปิยะ) ควรแก่สมณะจะบริโภค และสามารถกำหนดถึงสิ่งที่ท่านจะขอ รวมถึงควรกำหนดมูลค่าไว้ด้วย</p><p><strong>Q: การถวาย มี 2 แบบ</strong></p><p>A: พระสงฆ์เป็นทั้งอาหุเนยยะบุคคล และทักขิเณยยบุคคล / “ทักขิเณยยบุคคล” คือ บุคคลผู้ควรรับทักษิณาทาน เช่น ญาติโยมจะทำบุญอุทิศให้กับพ่อแม่ที่ล่วงลับไป ก็จะทำอาหารสิ่งที่พ่อแม่ชอบทาน นำไปถวายพระ ไม่ว่าชอบทานหรือไม่ท่านก็รับ  / “อาหุเนยยะบุคคล” พ่อแม่และพระสงฆ์ เป็นอาหุเนยยะบุคคล คือ หากพ่อแม่ยังอยู่ท่านชอบทานอะไร เราก็ทำให้ท่านทานได้เลยหรือหากถวายพระสงฆ์ เราก็จัดหาให้เหมาะสมกับที่ท่านจะกินจะใช้</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “กัปปิยโวหาร”?</strong></p><p>A: กัปปิยโวหาร แปลว่า คำพูดที่จะทำให้เหมาะสม ใช้ระหว่างพระและญาติโยม</p><p><strong>Q: ไวยาวัจกร?</strong></p><p>A: คือ ผู้ทำการแทนพระในกิจที่พระทำไม่ได้ โดยผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกร ก็ต้องปวารณากับพระด้วยว่ายินดีทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรให้ท่าน แล้วจึงจะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นไวยาวัจกรได้</p><p><strong>Q: พระสงฆ์ครอบครองทรัพย์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การมาบวชนั้นเพื่อเป็นการกำจัดกิเลส สละโภคะน้อย ใหญ่ ไม่ยินดีในการรับเงิน ทอง ที่ดิน ทาสหญิงหรือชาย หากท่านมีทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ก็ให้ตั้งจิตว่าจะสละทรัพย์เหล่านี้</p><p><strong>Q: กัปปิยโวหารเมื่อนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน</strong></p><p>A: กล่าวแค่ว่า นิมนต์ไปฉันเช้าหรือฉันเพล เวลาไหน ไปรับหรือให้มาเอง ไม่ต้องบอกว่าจะถวายอะไร เมนูไหน ถึงแม้จะปวารณาว่าให้พระขอได้ ว่าต้องการฉันอะไร พระก็ไม่ควรขอ แต่หากเป็นกรณีที่พระเจ็บป่วย ขอเพื่อระงับเวทนา แม้ผู้ถูกขอไม่ได้ปวารณาไว้ ก็ควรให้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การปวารณา มี 2 แบบ</strong></p><p>A: แบบที่ 1) พระสงฆ์ปวารณากันเอง คือ เปิดโอกาสให้พระตักเตือนกันได้ โดยถือเอาวันออกพรรรษาเป็นวันปวารณา  แบบที่ 2) คฤหัสถ์ปวารณากับพระภิกษุ คือ ออกตัวให้พระภิกษุขอปัจจัยสี่ ที่เหมาะสม (กับปิยะ) ควรแก่สมณะจะบริโภค และสามารถกำหนดถึงสิ่งที่ท่านจะขอ รวมถึงควรกำหนดมูลค่าไว้ด้วย</p><p><strong>Q: การถวาย มี 2 แบบ</strong></p><p>A: พระสงฆ์เป็นทั้งอาหุเนยยะบุคคล และทักขิเณยยบุคคล / “ทักขิเณยยบุคคล” คือ บุคคลผู้ควรรับทักษิณาทาน เช่น ญาติโยมจะทำบุญอุทิศให้กับพ่อแม่ที่ล่วงลับไป ก็จะทำอาหารสิ่งที่พ่อแม่ชอบทาน นำไปถวายพระ ไม่ว่าชอบทานหรือไม่ท่านก็รับ  / “อาหุเนยยะบุคคล” พ่อแม่และพระสงฆ์ เป็นอาหุเนยยะบุคคล คือ หากพ่อแม่ยังอยู่ท่านชอบทานอะไร เราก็ทำให้ท่านทานได้เลยหรือหากถวายพระสงฆ์ เราก็จัดหาให้เหมาะสมกับที่ท่านจะกินจะใช้</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า “กัปปิยโวหาร”?</strong></p><p>A: กัปปิยโวหาร แปลว่า คำพูดที่จะทำให้เหมาะสม ใช้ระหว่างพระและญาติโยม</p><p><strong>Q: ไวยาวัจกร?</strong></p><p>A: คือ ผู้ทำการแทนพระในกิจที่พระทำไม่ได้ โดยผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกร ก็ต้องปวารณากับพระด้วยว่ายินดีทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรให้ท่าน แล้วจึงจะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นไวยาวัจกรได้</p><p><strong>Q: พระสงฆ์ครอบครองทรัพย์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การมาบวชนั้นเพื่อเป็นการกำจัดกิเลส สละโภคะน้อย ใหญ่ ไม่ยินดีในการรับเงิน ทอง ที่ดิน ทาสหญิงหรือชาย หากท่านมีทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ก็ให้ตั้งจิตว่าจะสละทรัพย์เหล่านี้</p><p><strong>Q: กัปปิยโวหารเมื่อนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน</strong></p><p>A: กล่าวแค่ว่า นิมนต์ไปฉันเช้าหรือฉันเพล เวลาไหน ไปรับหรือให้มาเอง ไม่ต้องบอกว่าจะถวายอะไร เมนูไหน ถึงแม้จะปวารณาว่าให้พระขอได้ ว่าต้องการฉันอะไร พระก็ไม่ควรขอ แต่หากเป็นกรณีที่พระเจ็บป่วย ขอเพื่อระงับเวทนา แม้ผู้ถูกขอไม่ได้ปวารณาไว้ ก็ควรให้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ [6542-7q]</title>
			<itunes:title>อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ [6542-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/829e92f2-2606-46b4-860f-df16a44cabe0/media.mp3" length="27164126" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">829e92f2-2606-46b4-860f-df16a44cabe0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5587</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfIBop1L+61pri/83zTQ1GB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q<strong>: ความหมาย และความเป็นมาของ “กฐิน”</strong></p><p>A: กฐินแยกตามศัพท์ มีความหมาย คือ ไม้สะดึง ผ้าที่ทำเสร็จแล้วสำหรับใช้ในพิธีกรานกฐิน งานบุญ สำหรับพระสงฆ์ หมายถึง พิธีกรรมหรือพิธีกฐิน</p><p>ความหมายของกฐิน หมายถึง ผ้าที่ทำโดยเฉพาะหมู่ภิกษุ ที่สามัคคีกัน อยู่ในอาวาสใดอาวาสหนึ่งมาตลอดเข้าพรรษาเท่านั้น จึงพิเศษ ด้วยเวลา คือ เฉพาะ 1 เดือนหลังออกพรรษา ผู้ทำผ้า คือ หมู่พระที่อยู่ในนั้นทำด้วยกัน, ผู้รับ คือ พระที่อยู่ในหมู่นั้นเท่านั้นเป็นผู้รับ และด้วยสิ่งของสิ่งนั้นเรียกชื่อพิเศษว่า “กฐิน”</p><p>ความเป็นมาของกฐิน สืบเนื่องมาจากพระภิกษุ ตั้งใจจะมาหาพระพุทธเจ้า ออกเดินทางมาต้นฤดูฝน จนใกล้ถึงวัด แต่ด้วยติดในช่วงเข้าพรรษาจึงต้องรอจนกว่าจะออกพรรษาแล้วค่อยออกเดินทาง ด้วยการเดินทางในหน้าฝน พระภิกษุเหล่านั้นจึงมาด้วยความไม่เรียบร้อย จีวรเปียก เปื้อน ขาด พอท่านทราบและเห็นถึงความสามัคคีพร้อมใจ ตั้งใจ ท่านจึงอนุญาต ให้พระสงฆ์สามารถรับผ้ากฐินได้</p><p><strong>Q: ความสัมพันธ์ของขันธ์ 5 และโลกธรรม 8 และการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน?</strong></p><p>A: ขันธ์ 5 คือ กองทุกข์ คือ กองอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ (อุปทานขันธ์ 5) เราต้องกำหนดรู้ ต้องเข้าใจมัน คำว่า ปริญญา มาจากคำว่าเข้าใจ คือ ปริญเญยยในขันธ์ 5 ถึงหน้าที่ ที่ต้องทำแตกต่างกัน/<strong>อริยะสัจสี่</strong> ได้แก่ <strong>1. ทุกข์</strong> ขันธ์ 5 ทั้งหมด เป็นทุกข์ เราต้องกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ <strong>2. สมุทัย</strong> คือ เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา ตัณหาจะทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นๆ เราต้องละเสีย<strong> 3. นิโรธ</strong> คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เราต้องทำให้แจ้ง (สำเร็จ) <strong>4. มรรค</strong> คือ ทางดำเนินให้ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คือ องค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เราต้องทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้ความทุกข์ลดลง/โลกธรรม 8 อยู่ในส่วนของทุกข์ เพราะว่ามันไม่เที่ยง เป็นอริยสัจคือทุกข์/ขันธ์ 5 กับโลกธรรม 8 คือ อย่างเดียวกันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือคืออุปทานได้ทั้งสองอย่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q<strong>: ความหมาย และความเป็นมาของ “กฐิน”</strong></p><p>A: กฐินแยกตามศัพท์ มีความหมาย คือ ไม้สะดึง ผ้าที่ทำเสร็จแล้วสำหรับใช้ในพิธีกรานกฐิน งานบุญ สำหรับพระสงฆ์ หมายถึง พิธีกรรมหรือพิธีกฐิน</p><p>ความหมายของกฐิน หมายถึง ผ้าที่ทำโดยเฉพาะหมู่ภิกษุ ที่สามัคคีกัน อยู่ในอาวาสใดอาวาสหนึ่งมาตลอดเข้าพรรษาเท่านั้น จึงพิเศษ ด้วยเวลา คือ เฉพาะ 1 เดือนหลังออกพรรษา ผู้ทำผ้า คือ หมู่พระที่อยู่ในนั้นทำด้วยกัน, ผู้รับ คือ พระที่อยู่ในหมู่นั้นเท่านั้นเป็นผู้รับ และด้วยสิ่งของสิ่งนั้นเรียกชื่อพิเศษว่า “กฐิน”</p><p>ความเป็นมาของกฐิน สืบเนื่องมาจากพระภิกษุ ตั้งใจจะมาหาพระพุทธเจ้า ออกเดินทางมาต้นฤดูฝน จนใกล้ถึงวัด แต่ด้วยติดในช่วงเข้าพรรษาจึงต้องรอจนกว่าจะออกพรรษาแล้วค่อยออกเดินทาง ด้วยการเดินทางในหน้าฝน พระภิกษุเหล่านั้นจึงมาด้วยความไม่เรียบร้อย จีวรเปียก เปื้อน ขาด พอท่านทราบและเห็นถึงความสามัคคีพร้อมใจ ตั้งใจ ท่านจึงอนุญาต ให้พระสงฆ์สามารถรับผ้ากฐินได้</p><p><strong>Q: ความสัมพันธ์ของขันธ์ 5 และโลกธรรม 8 และการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน?</strong></p><p>A: ขันธ์ 5 คือ กองทุกข์ คือ กองอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ (อุปทานขันธ์ 5) เราต้องกำหนดรู้ ต้องเข้าใจมัน คำว่า ปริญญา มาจากคำว่าเข้าใจ คือ ปริญเญยยในขันธ์ 5 ถึงหน้าที่ ที่ต้องทำแตกต่างกัน/<strong>อริยะสัจสี่</strong> ได้แก่ <strong>1. ทุกข์</strong> ขันธ์ 5 ทั้งหมด เป็นทุกข์ เราต้องกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ <strong>2. สมุทัย</strong> คือ เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา ตัณหาจะทำให้เกิดทุกข์มากขึ้นๆ เราต้องละเสีย<strong> 3. นิโรธ</strong> คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ เราต้องทำให้แจ้ง (สำเร็จ) <strong>4. มรรค</strong> คือ ทางดำเนินให้ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ คือ องค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง เราต้องทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้ความทุกข์ลดลง/โลกธรรม 8 อยู่ในส่วนของทุกข์ เพราะว่ามันไม่เที่ยง เป็นอริยสัจคือทุกข์/ขันธ์ 5 กับโลกธรรม 8 คือ อย่างเดียวกันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือคืออุปทานได้ทั้งสองอย่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุแห่งการได้ของวิเศษ [6541-7q]</title>
			<itunes:title>เหตุแห่งการได้ของวิเศษ [6541-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/7737581a-3f26-4260-ab19-847ff49ddb06/media.mp3" length="26512109" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7737581a-3f26-4260-ab19-847ff49ddb06</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5588</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf04rWFdAA/qlHgpU1SZX+J]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ตำนานของวิเศษในพระพุทธศาสนา</strong></p><p>A: เมื่อเราได้ยินสิ่งใดมา อย่าพึ่งเชื่อ ให้จำ และฟังไว้ แล้วนำไปเทียบเคียงกับพระสูตร หากตรงกัน ให้จดจำคำนั้นไว้ หากไม่ตรงกันให้ละทิ้งเสีย/ของวิเศษที่กล่าวถึง คือ</p><p>1. <strong>ดวงตาพญายม</strong> มาจากที่ท่านจะไต่สวน เรื่องเทวทูต แล้วมีการขยายเติมเข้าไป ว่าสามารถเห็นว่าใครทำกรรมดี กรรมชั่วอะไรมา ซึ่ง การที่สัตว์จะไปสวรรค์ หรือตกนรกนั้น นั่นเป็นกรรมของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะผ่านพญายมทั้งหมด</p><p>2. <strong>กระบองท้าวเวสสุวรรณ</strong> มีในพระสูตรทีฆนิกาย อธิบายลักษณะของกระบอง</p><p>3. <strong>ผ้าโพกหัวของอาฬวกยักษ์</strong>  จะพูดถึงในบทสวดชัยมงคลคาถา (พาหุง)  ช่วงของการได้ชัยชนะของพระพุทธเจ้าจากอาฬวกยักษ์ ผ้าโพกหัวนี้ เมื่อขว้างไปตรงไหน ตรงนั้นจะไหม้ไปทั้งหมด ไม่สามารถเพาะปลูกได้</p><p>4. <strong>วชิราวุธของพระอินทร์</strong> มีในพระสูตรสัจจกนิครนถ์ อยู่ในชัยมงคลถาคา จะปรากฏออกมาตอนที่จะไปช่วยพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมในบางครั้งบางคราว</p><p>5. <strong>กงจักรพระนารายณ์ </strong>ในที่นี้หมายถึง <strong>“จักรแก้ว”</strong> ผู้ที่จะครอบครองได้ต้องเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และจะมีรัตนะ 7 อย่าง ฤทธิ์ 4 อย่าง จะได้มาด้วยบุญญาธิการ ได้โดยตำแหน่ง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปเอามาได้</p><p><strong>Q: วัตรบท 7?</strong></p><p>A: คือ ธรรมะที่จะทำให้เป็นพระอินทร์ ประกอบด้วย การกระทำสิ่งเหล่านี้ตลอดชีวิต คือ เลี้ยงดูบิดามารดา, เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล, มีคำพูดอ่อนหวาน, ไม่พูดส่อเสียด พูดสมานสามัคคี, ไม่ตระหนี่ ชอบแบ่งปัน, มีวาจาสัตย์และเป็นผู้ไม่โกรธ</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากการฟังธรรม สามารถอุทิศให้มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านจะได้รับหรือไม่?</strong></p><p>A: ได้แน่นอน/ลักษณะของบุญที่เกิดจากการภาวนา ผู้รับอนุโมทนา ก็รับบุญได้</p><p><strong>Q: เกร็ดความรู้เรื่อง พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ที่พระใช้สวดในพิธีงานศพ</strong></p><p>A: นิยม สวดอภิธรรม 7 คัมภีร์ เพราะเป็นเนื้อหาธรรมะล้วนๆ 1. ธัมมสังคณี กล่าวถึง กุศลธรรม อกุศลธรรม 2. วิภังค์ อธิบายขันธ์ห้า 3. ธาตุกถา อธิบายการสงเคราะห์กันของธาตุ 4. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติต่างๆ  เกี่ยวกับบุคคล 5. กถาวัตถุ เป็นลักษณะถาม-ตอบ 6. ยมก คือ ธรรมะที่จะยกขึ้นเป็นคู่เปรียบเทียบ 7. ปัฏฐาน แสดงความสัมพันธ์ เป็นเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ตำนานของวิเศษในพระพุทธศาสนา</strong></p><p>A: เมื่อเราได้ยินสิ่งใดมา อย่าพึ่งเชื่อ ให้จำ และฟังไว้ แล้วนำไปเทียบเคียงกับพระสูตร หากตรงกัน ให้จดจำคำนั้นไว้ หากไม่ตรงกันให้ละทิ้งเสีย/ของวิเศษที่กล่าวถึง คือ</p><p>1. <strong>ดวงตาพญายม</strong> มาจากที่ท่านจะไต่สวน เรื่องเทวทูต แล้วมีการขยายเติมเข้าไป ว่าสามารถเห็นว่าใครทำกรรมดี กรรมชั่วอะไรมา ซึ่ง การที่สัตว์จะไปสวรรค์ หรือตกนรกนั้น นั่นเป็นกรรมของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะผ่านพญายมทั้งหมด</p><p>2. <strong>กระบองท้าวเวสสุวรรณ</strong> มีในพระสูตรทีฆนิกาย อธิบายลักษณะของกระบอง</p><p>3. <strong>ผ้าโพกหัวของอาฬวกยักษ์</strong>  จะพูดถึงในบทสวดชัยมงคลคาถา (พาหุง)  ช่วงของการได้ชัยชนะของพระพุทธเจ้าจากอาฬวกยักษ์ ผ้าโพกหัวนี้ เมื่อขว้างไปตรงไหน ตรงนั้นจะไหม้ไปทั้งหมด ไม่สามารถเพาะปลูกได้</p><p>4. <strong>วชิราวุธของพระอินทร์</strong> มีในพระสูตรสัจจกนิครนถ์ อยู่ในชัยมงคลถาคา จะปรากฏออกมาตอนที่จะไปช่วยพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมในบางครั้งบางคราว</p><p>5. <strong>กงจักรพระนารายณ์ </strong>ในที่นี้หมายถึง <strong>“จักรแก้ว”</strong> ผู้ที่จะครอบครองได้ต้องเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และจะมีรัตนะ 7 อย่าง ฤทธิ์ 4 อย่าง จะได้มาด้วยบุญญาธิการ ได้โดยตำแหน่ง ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปเอามาได้</p><p><strong>Q: วัตรบท 7?</strong></p><p>A: คือ ธรรมะที่จะทำให้เป็นพระอินทร์ ประกอบด้วย การกระทำสิ่งเหล่านี้ตลอดชีวิต คือ เลี้ยงดูบิดามารดา, เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล, มีคำพูดอ่อนหวาน, ไม่พูดส่อเสียด พูดสมานสามัคคี, ไม่ตระหนี่ ชอบแบ่งปัน, มีวาจาสัตย์และเป็นผู้ไม่โกรธ</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากการฟังธรรม สามารถอุทิศให้มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านจะได้รับหรือไม่?</strong></p><p>A: ได้แน่นอน/ลักษณะของบุญที่เกิดจากการภาวนา ผู้รับอนุโมทนา ก็รับบุญได้</p><p><strong>Q: เกร็ดความรู้เรื่อง พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ที่พระใช้สวดในพิธีงานศพ</strong></p><p>A: นิยม สวดอภิธรรม 7 คัมภีร์ เพราะเป็นเนื้อหาธรรมะล้วนๆ 1. ธัมมสังคณี กล่าวถึง กุศลธรรม อกุศลธรรม 2. วิภังค์ อธิบายขันธ์ห้า 3. ธาตุกถา อธิบายการสงเคราะห์กันของธาตุ 4. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติต่างๆ  เกี่ยวกับบุคคล 5. กถาวัตถุ เป็นลักษณะถาม-ตอบ 6. ยมก คือ ธรรมะที่จะยกขึ้นเป็นคู่เปรียบเทียบ 7. ปัฏฐาน แสดงความสัมพันธ์ เป็นเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สติระงับความฟุ้งซ่าน [6540-7q]</title>
			<itunes:title>สติระงับความฟุ้งซ่าน [6540-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/46f34713-2da6-49dd-9d95-f5b184ed7771/media.mp3" length="26894057" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">46f34713-2da6-49dd-9d95-f5b184ed7771</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5589</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfsBQHAg+ysj+C1PkBVXDsM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เกร็ดความรู้วันออกพรรษา</strong></p><p>A: ประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีตักบาตรเทโว/พระสงฆ์มีการปวารณา คือ ออกตัวให้ติเตียน ตักเตือนได้หรือออกตัวให้ขอได้/สำหรับผู้ปฏิบัติ จะเป็นวันประมวลผลว่าในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ได้ทำในสิ่งตั้งใจไว้สำเร็จหรือไม่</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตฟุ้งซ่าน ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>A: </strong>นั่งสมาธิก็สามารถคิดได้ เราต้องแยกแยะ ความคิดที่เข้ามาในช่องทางใจ หากคิดดี คิดกุศล คิดได้ เราอย่าบังคับจิต อย่าอยาก เพราะสมาธิจะไม่ได้มีได้ด้วยการข่มขี่บังคับ สติจะมีกำลังได้ด้วยการสังเกตดูเฉยๆ ไม่ตาม ไม่เพลิน ไปในความฟุ้งซ่าน จะทำให้สติมีกำลัง ความฟุ้งซ่านก็จะค่อยๆ หายไป เกิดความสงบระงับ เป็นสมาธิ</p><p><strong>Q: เมื่อนั่งสมาธิ แล้วเกิดเวทนา สามารถเปลี่ยนอริยาบท ได้หรือไม่ หรือควรอดทนแล้วพิจารณาเวทนา?</strong></p><p>A: สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่าง คือ <strong>ถ้าไม่เปลี่ยนท่า</strong> สามารถใช้วิธี 1. สุขาปฏิปทา 2. ทุกขาปฏิปทา <strong>ถ้าเปลี่ยนท่า</strong> มี 2 ขั้นตอนคือ 1. ตั้งสติไว้ อย่าให้มีความไม่พอใจในเวทนานั้น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนท่า 2. มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมในการขยับกาย 3. อย่าให้มีความยินดีพอใจในสุขเวทนาท่าใหม่นั้น ให้ตั้งสติไว้ อย่าเพลินไปตามเวทนาใหม่</p><p><strong>Q: การปฎิบัติ หากฟังธรรมะ ไปด้วย  เราควรอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับการฟังธรรมะ หรืออยู่ควบคู่กันไป</strong></p><p>A: หากต้องการฟังธรรม จิตเราต้องเป็นสมาธิ อย่าเข้าสมาธิลึกจนเกินไป ให้ตั้งจิตไว้กับการรับรู้ทางเสียง (โสตวิญญาณ)</p><p><strong>Q: ชอบซื้อของเข้าบ้าน  แต่ตัดใจที่จะทิ้ง หรือบริจาคของไม่ได้ เพราะยังเสียดายอยู่ ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ควรบริจาค/สละออก เพราะการหวงสมบัติไม่ดี ความเสียดาย ความตระหนี่ จะพาเราไปนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เกร็ดความรู้วันออกพรรษา</strong></p><p>A: ประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีตักบาตรเทโว/พระสงฆ์มีการปวารณา คือ ออกตัวให้ติเตียน ตักเตือนได้หรือออกตัวให้ขอได้/สำหรับผู้ปฏิบัติ จะเป็นวันประมวลผลว่าในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ได้ทำในสิ่งตั้งใจไว้สำเร็จหรือไม่</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตฟุ้งซ่าน ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p><strong>A: </strong>นั่งสมาธิก็สามารถคิดได้ เราต้องแยกแยะ ความคิดที่เข้ามาในช่องทางใจ หากคิดดี คิดกุศล คิดได้ เราอย่าบังคับจิต อย่าอยาก เพราะสมาธิจะไม่ได้มีได้ด้วยการข่มขี่บังคับ สติจะมีกำลังได้ด้วยการสังเกตดูเฉยๆ ไม่ตาม ไม่เพลิน ไปในความฟุ้งซ่าน จะทำให้สติมีกำลัง ความฟุ้งซ่านก็จะค่อยๆ หายไป เกิดความสงบระงับ เป็นสมาธิ</p><p><strong>Q: เมื่อนั่งสมาธิ แล้วเกิดเวทนา สามารถเปลี่ยนอริยาบท ได้หรือไม่ หรือควรอดทนแล้วพิจารณาเวทนา?</strong></p><p>A: สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่าง คือ <strong>ถ้าไม่เปลี่ยนท่า</strong> สามารถใช้วิธี 1. สุขาปฏิปทา 2. ทุกขาปฏิปทา <strong>ถ้าเปลี่ยนท่า</strong> มี 2 ขั้นตอนคือ 1. ตั้งสติไว้ อย่าให้มีความไม่พอใจในเวทนานั้น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนท่า 2. มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมในการขยับกาย 3. อย่าให้มีความยินดีพอใจในสุขเวทนาท่าใหม่นั้น ให้ตั้งสติไว้ อย่าเพลินไปตามเวทนาใหม่</p><p><strong>Q: การปฎิบัติ หากฟังธรรมะ ไปด้วย  เราควรอยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับการฟังธรรมะ หรืออยู่ควบคู่กันไป</strong></p><p>A: หากต้องการฟังธรรม จิตเราต้องเป็นสมาธิ อย่าเข้าสมาธิลึกจนเกินไป ให้ตั้งจิตไว้กับการรับรู้ทางเสียง (โสตวิญญาณ)</p><p><strong>Q: ชอบซื้อของเข้าบ้าน  แต่ตัดใจที่จะทิ้ง หรือบริจาคของไม่ได้ เพราะยังเสียดายอยู่ ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ควรบริจาค/สละออก เพราะการหวงสมบัติไม่ดี ความเสียดาย ความตระหนี่ จะพาเราไปนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สำรวมอินทรีย์ด้วยสติ [6539-7q]</title>
			<itunes:title>สำรวมอินทรีย์ด้วยสติ [6539-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Oct 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6325e6db-5ac3-451f-b4ff-f9ae8207f179/media.mp3" length="27805036" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6325e6db-5ac3-451f-b4ff-f9ae8207f179</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meQaYM180ztRqaHCa7ifTAd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เกษียณให้ได้ประโยชน์</strong></p><p>A: เป็นโอกาสที่จะสร้างคุณค่าแก่ชีวิตของเรา ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ให้จิตใจอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ให้ได้ จะทำให้การเกษียณได้ประโยชน์อย่างเต็มที่</p><p><strong>Q: การวางจิตของอุบาสิกาที่เป็นพยาบาลเมื่อต้องดูแลรักษาพระภิกษุผู้อาพาธ?</strong></p><p>A: พระวินัยเป็นข้อบังคับของพระสงฆ์ อุบาสิกาผู้เป็นพยาบาลให้ตั้งจิตให้ถูก ข้อบังคับนี้ ไม่ได้รวมถึงอุบาสิกา หากแต่ ก่อนเข้าทำการหัตถาการ ต้องขออนุญาต และบอกกล่าวท่านให้ทราบก่อน เพื่อที่ ท่านจะได้วางจิตได้ถูกต้อง และควรมีชายที่รู้เดียงสา หรือพระสงฆ์รูปอื่นอยู่ร่วมด้วย</p><p><strong>Q: เมื่อพระภิกษุต้องไปพยาบาลดูแลรักษามารดาสูงอายุที่เจ็บป่วยไข้</strong></p><p>A: ด้านการถูกเนื้อต้องตัว ถ้าไม่มีจิตกำหนัด ไม่ผิด/ด้านการอุปถัมภ์ดูแล ท่านกล่าวว่า พระดูแลได้มากที่สุด คือ เรื่องของปัจจัยสี่ ซึ่งหากเป็นการลงมือทำเองนั้นเป็นเรื่องของฆราวาส อาจจะต้องจัดหาคนมาดูแลแทน เช่น สถานพยาบาล บ้านพักคนชรา</p><p><strong>Q: อนุพยัญชนะคืออะไร?</strong></p><p>A: อยู่ในหมวดของการสำรวมอินทรีย์ แบ่งเป็น 2 อย่างคือ 1. โดยนิมิต (ดูโดยรวม) 2. โดยอนุพยัญชนะ (ดูแยกเป็นส่วน แต่ละส่วนๆ)  2 อย่างตรงข้ามกันแต่มาด้วยกัน หาก 2 อย่างนี้ เกิดบาปอกุศลกรรมขึ้น นั่นคือ การไม่สำรวมอินทรีย์ (บาปอกุศลกรรม คือ ความเพ่งเล็งหรือ “อภิชฌา”)/การสำรวมอินทรีย์ หมายความว่า ไม่ให้บาปอกุศลกรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา คือ มีสติ รักษาจิต เป็นตัวจัดระเบียบเมื่อมีผัสสะมากระทบ ก็จะไม่ไปตามอาสวะนั้น</p><p><strong>Q: กระบวนการป้องกันรักษาสำรวมอินทรีย์</strong></p><p>A: ต้องฝึกสติเพื่อรักษาจิต เปรียบเสมือน นายทวารที่รักษาประตู</p><p><strong>Q: เตรียมตัวสำรวมใจเมื่อไปร้านอาหารสั่งผิด</strong></p><p>A: เราตั้งสติไว้ เตรียมพร้อมรับมือ ไม่เผลอ ไม่คาดหวัง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เกษียณให้ได้ประโยชน์</strong></p><p>A: เป็นโอกาสที่จะสร้างคุณค่าแก่ชีวิตของเรา ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ สร้างกุศล ให้จิตใจอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ให้ได้ จะทำให้การเกษียณได้ประโยชน์อย่างเต็มที่</p><p><strong>Q: การวางจิตของอุบาสิกาที่เป็นพยาบาลเมื่อต้องดูแลรักษาพระภิกษุผู้อาพาธ?</strong></p><p>A: พระวินัยเป็นข้อบังคับของพระสงฆ์ อุบาสิกาผู้เป็นพยาบาลให้ตั้งจิตให้ถูก ข้อบังคับนี้ ไม่ได้รวมถึงอุบาสิกา หากแต่ ก่อนเข้าทำการหัตถาการ ต้องขออนุญาต และบอกกล่าวท่านให้ทราบก่อน เพื่อที่ ท่านจะได้วางจิตได้ถูกต้อง และควรมีชายที่รู้เดียงสา หรือพระสงฆ์รูปอื่นอยู่ร่วมด้วย</p><p><strong>Q: เมื่อพระภิกษุต้องไปพยาบาลดูแลรักษามารดาสูงอายุที่เจ็บป่วยไข้</strong></p><p>A: ด้านการถูกเนื้อต้องตัว ถ้าไม่มีจิตกำหนัด ไม่ผิด/ด้านการอุปถัมภ์ดูแล ท่านกล่าวว่า พระดูแลได้มากที่สุด คือ เรื่องของปัจจัยสี่ ซึ่งหากเป็นการลงมือทำเองนั้นเป็นเรื่องของฆราวาส อาจจะต้องจัดหาคนมาดูแลแทน เช่น สถานพยาบาล บ้านพักคนชรา</p><p><strong>Q: อนุพยัญชนะคืออะไร?</strong></p><p>A: อยู่ในหมวดของการสำรวมอินทรีย์ แบ่งเป็น 2 อย่างคือ 1. โดยนิมิต (ดูโดยรวม) 2. โดยอนุพยัญชนะ (ดูแยกเป็นส่วน แต่ละส่วนๆ)  2 อย่างตรงข้ามกันแต่มาด้วยกัน หาก 2 อย่างนี้ เกิดบาปอกุศลกรรมขึ้น นั่นคือ การไม่สำรวมอินทรีย์ (บาปอกุศลกรรม คือ ความเพ่งเล็งหรือ “อภิชฌา”)/การสำรวมอินทรีย์ หมายความว่า ไม่ให้บาปอกุศลกรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา คือ มีสติ รักษาจิต เป็นตัวจัดระเบียบเมื่อมีผัสสะมากระทบ ก็จะไม่ไปตามอาสวะนั้น</p><p><strong>Q: กระบวนการป้องกันรักษาสำรวมอินทรีย์</strong></p><p>A: ต้องฝึกสติเพื่อรักษาจิต เปรียบเสมือน นายทวารที่รักษาประตู</p><p><strong>Q: เตรียมตัวสำรวมใจเมื่อไปร้านอาหารสั่งผิด</strong></p><p>A: เราตั้งสติไว้ เตรียมพร้อมรับมือ ไม่เผลอ ไม่คาดหวัง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | วินัยพระกับสตรี [6538-7q]</title>
			<itunes:title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | วินัยพระกับสตรี [6538-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65612694-5b0e-4aed-9301-a4e79725df61/media.mp3" length="28081336" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65612694-5b0e-4aed-9301-a4e79725df61</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c558b</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc8RG/kGMMPBPsl8SQR8F3l]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>38</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เรื่องของสัมผัสทางกาย</strong></p><p>A: ระหว่างพระ และสตรี ไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งกาย และของที่เนื่องด้วยกาย เช่น เส้นผม เสื้อผ้า/ท่านทรงบัญญัติวินัย ไว้ว่า การลูบคลำ เคล้าคลึง อวัยวะ ถ้ามีจิตกำหนัด แปรปรวน รักใคร่ ชอบพอ ถือว่าเป็น “อาบัติสังฆาทิเสส”</p><p><strong>Q: การนั่งอยู่ในที่เดียวกัน</strong></p><p>A: พระ และสตรี ไม่ควรนั่งหรือนอน ในที่เดียวกัน ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะมีสตรีอยู่หลายคนก็ตาม หากมีพระอยู่รูปเดียว โดยไม่มีชายที่รู้เดียงสา หรือมีพระอื่นอยู่ด้วย ถือว่าอาบัติปาจิตตีย์ แต่ถ้าหากพระ หรือสตรียืนอยู่ ไม่ถือเป็นอาบัติข้อนี้</p><p><strong>Q: การเดินทางด้วยกัน</strong></p><p>A: พระกับสตรี ห้ามเดินทางด้วยกันลำพัง ต้องมีผู้ชาย หรือพระรูปอื่นไปด้วย ยกเว้นเฉพาะเรื่องเรือข้ามฟาก</p><p><strong>Q: การถ่ายรูปคู่กัน</strong></p><p>A: ควรให้มีคนอื่นหรือมีกลุ่มคนอยู่ด้วย ซึ่งการถ่ายรูปไม่ผิดธรรมวินัย</p><p><strong>Q: การอยู่สถานที่เดียวกัน</strong></p><p>A: <strong>ที่สาธารณะ</strong>/<strong>ที่ลับหู</strong> คือ มองเห็นแต่ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไรกัน ต้องระมัดระวังเรื่องการพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น การพูดพาดพิงเมถุน พูดให้มีจิตกำหนัด พูดชักสื่อ พูดเกี้ยว/<strong>ที่ลับตา</strong> คือ มองไม่เห็น อาจมีการถูกเนื้อต้องตัวกัน ควรระวังการโจทย์/ไม่ไปมาหาสู่เป็นประจำ กับหญิง 3 ประเภท คือ หญิงหม้าย หญิงเทื้อ หญิงโสเภณี ไม่ว่าไปสถานที่ไหน ควรมีชายผู้รู้เดียงสา หรือพระสงฆ์อยู่ด้วย</p><p><strong>Q: การพูดการฟังที่ปรารภเรื่องที่เหมาะสม และไม่เหมาะสม และสถานที่พูด</strong></p><p>A: ไม่พูดคำพูดที่ทำให้มีจิตกำหนัด ไม่พูดคำพูดในลักษณะที่ชักสื่อให้ชาย หญิง เป็นสามีภรรยาหรืออยู่ร่วมกัน ไม่ควรไปมาหาสู่กับ หญิงหม้าย หญิงเทื้อ หญิงโสเภณีเป็นประจำ เพราะจำถูกติเตียนได้ ไม่พูดกระซิบข้างหู</p><p><strong>Q: การแสดงธรรมแก่มาตุคาม</strong></p><p>A: ห้ามแสดงธรรมกับผู้หญิงเกิน 5-6 คำ (หมายถึงพระบาลี) แต่ถ้าแสดงเพื่ออธิบายธรรม ไม่ได้มีสิกขาบทห้ามไว้ หากแสดงธรรมที่มากกว่านี้ต้องมีชายรู้เดียงสา หรือคนอื่นอยู่ด้วย</p><p><strong>Q: การพูดจาชักสื่อ</strong></p><p>A: ห้ามพระเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ให้ชายหญิงแต่งงาน หรืออยู่ร่วมกัน รวมถึงการบอกฤกษ์ยามแต่งงาน หรือยุให้แตกกัน</p><p><strong>Q: การแต่งกาย</strong></p><p>A: ให้ระมัดระวังการแต่งกาย แต่งกายให้สุภาพ ไม่วาบหวิว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เรื่องของสัมผัสทางกาย</strong></p><p>A: ระหว่างพระ และสตรี ไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งกาย และของที่เนื่องด้วยกาย เช่น เส้นผม เสื้อผ้า/ท่านทรงบัญญัติวินัย ไว้ว่า การลูบคลำ เคล้าคลึง อวัยวะ ถ้ามีจิตกำหนัด แปรปรวน รักใคร่ ชอบพอ ถือว่าเป็น “อาบัติสังฆาทิเสส”</p><p><strong>Q: การนั่งอยู่ในที่เดียวกัน</strong></p><p>A: พระ และสตรี ไม่ควรนั่งหรือนอน ในที่เดียวกัน ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะมีสตรีอยู่หลายคนก็ตาม หากมีพระอยู่รูปเดียว โดยไม่มีชายที่รู้เดียงสา หรือมีพระอื่นอยู่ด้วย ถือว่าอาบัติปาจิตตีย์ แต่ถ้าหากพระ หรือสตรียืนอยู่ ไม่ถือเป็นอาบัติข้อนี้</p><p><strong>Q: การเดินทางด้วยกัน</strong></p><p>A: พระกับสตรี ห้ามเดินทางด้วยกันลำพัง ต้องมีผู้ชาย หรือพระรูปอื่นไปด้วย ยกเว้นเฉพาะเรื่องเรือข้ามฟาก</p><p><strong>Q: การถ่ายรูปคู่กัน</strong></p><p>A: ควรให้มีคนอื่นหรือมีกลุ่มคนอยู่ด้วย ซึ่งการถ่ายรูปไม่ผิดธรรมวินัย</p><p><strong>Q: การอยู่สถานที่เดียวกัน</strong></p><p>A: <strong>ที่สาธารณะ</strong>/<strong>ที่ลับหู</strong> คือ มองเห็นแต่ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไรกัน ต้องระมัดระวังเรื่องการพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น การพูดพาดพิงเมถุน พูดให้มีจิตกำหนัด พูดชักสื่อ พูดเกี้ยว/<strong>ที่ลับตา</strong> คือ มองไม่เห็น อาจมีการถูกเนื้อต้องตัวกัน ควรระวังการโจทย์/ไม่ไปมาหาสู่เป็นประจำ กับหญิง 3 ประเภท คือ หญิงหม้าย หญิงเทื้อ หญิงโสเภณี ไม่ว่าไปสถานที่ไหน ควรมีชายผู้รู้เดียงสา หรือพระสงฆ์อยู่ด้วย</p><p><strong>Q: การพูดการฟังที่ปรารภเรื่องที่เหมาะสม และไม่เหมาะสม และสถานที่พูด</strong></p><p>A: ไม่พูดคำพูดที่ทำให้มีจิตกำหนัด ไม่พูดคำพูดในลักษณะที่ชักสื่อให้ชาย หญิง เป็นสามีภรรยาหรืออยู่ร่วมกัน ไม่ควรไปมาหาสู่กับ หญิงหม้าย หญิงเทื้อ หญิงโสเภณีเป็นประจำ เพราะจำถูกติเตียนได้ ไม่พูดกระซิบข้างหู</p><p><strong>Q: การแสดงธรรมแก่มาตุคาม</strong></p><p>A: ห้ามแสดงธรรมกับผู้หญิงเกิน 5-6 คำ (หมายถึงพระบาลี) แต่ถ้าแสดงเพื่ออธิบายธรรม ไม่ได้มีสิกขาบทห้ามไว้ หากแสดงธรรมที่มากกว่านี้ต้องมีชายรู้เดียงสา หรือคนอื่นอยู่ด้วย</p><p><strong>Q: การพูดจาชักสื่อ</strong></p><p>A: ห้ามพระเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ให้ชายหญิงแต่งงาน หรืออยู่ร่วมกัน รวมถึงการบอกฤกษ์ยามแต่งงาน หรือยุให้แตกกัน</p><p><strong>Q: การแต่งกาย</strong></p><p>A: ให้ระมัดระวังการแต่งกาย แต่งกายให้สุภาพ ไม่วาบหวิว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วิธีละสักกายทิฏฐิอัตตาตัวตน [6537-7q]</title>
			<itunes:title>วิธีละสักกายทิฏฐิอัตตาตัวตน [6537-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/efb8f91c-0676-42e5-b4d2-fa540d837cf9/media.mp3" length="27953936" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">efb8f91c-0676-42e5-b4d2-fa540d837cf9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c558c</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mes3a/Q9j9zAnb0jGIeuf+O]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>37</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมะ 5 ข้อ ที่เมื่อผู้ฟังอยู่สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้ จำเป็นต้องมีครบทั้ง 5 ข้อหรือไม่?</strong></p><p>A: ธรรมะ 5 ข้อ (1. ไม่วิพากษ์วิจารณ์คำพูด 2. ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้พูด 3. ไม่วิพากษ์วิจารณ์ตน 4. เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน คือมีจิตแน่วแน่ 5. ฟังธรรม มนสิการโดยแยบคาย) ถ้าสามารถปฏิบัติได้ทั้ง 5 ข้อ จะดีที่สุด</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า อีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูง และอุปทานขันธ์ 5 คำเหล่านี้มีความหมาย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร</strong></p><p>A: คำว่า อีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูงในทางคำสอน หมายถึง ความมี <strong>“มานะ”</strong> คือ ความรู้สึกเป็นตัวตน <strong>“อุปาทาน”</strong> หมายถึง ความยึดถือ (ยึดถือในขันธ์ 5) <strong>“ขันธ์ 5”</strong> หมายถึง กองของทุกข์ แบ่งได้ 5 กอง (ขันธ์) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ/อุปทาน ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  พอเราไปยึดในอุปาทานขันธ์ 5 จึงมีความเป็นตัวตนขึ้นมา มี<strong>มานะ</strong>ขึ้นมา เพราะมี อุปาทาน จึงมี ภพ (ความเป็นสภาวะ ความมีตัวตน) เพราะมี “ภพ” จึงมี การเกิด (การก้าวลง) เมื่อก้าวลง หมายถึง จิตดิ่งปักลงไปในสิ่งนั้นว่า “สิ่งนี้มีในตน ตนมีในสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตน ตนเป็นสิ่งนั้น”</p><p><strong>Q: ถ้าเรามีอุปาทานความยึดถือ ควรแก้ไขตนเองอย่างไร?</strong></p><p>A: ปฎิบัติตามมรรค 8 ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เราจะไม่เพลิน ไม่พอใจ เมื่อไม่เพลิน ไม่พอใจ ความยึดถือก็จะไม่เกิด เมื่อเกิดไม่ได้ ความยึดถือก็ดับไป ความเป็นตัวตน มานะก็ดับไปๆ</p><p><strong>Q: วิธีละสักกายทิฏฐิ อัตตาตัวตน?</strong></p><p>A: ให้มี “สัมมาทิฐิ” มีปัญญาที่จะเข้าใจ ว่ามันไม่ใช่ อัตตาตัวตนของเรา เห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเฉพาะตน คือ เป็นอนัตตา ให้ตั้งสติไว้ตรงรอยต่อ ระหว่างกายใจ คือ ผัสสะ เราจะควบคุมสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ก็ต้องตั้งสติไว้ตรงนั้น ถ้าเราควบคุมได้ รักษาไว้ได้ด้วยสติ จะทำให้เราเข้าใจถูกว่าเราไม่มีตัวตน ถ้าเรารักษาผัสสะได้ ความรู้สึกที่เป็นตัวตน จะลดลง จะละสักกายทิฎฐิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ธรรมะ 5 ข้อ ที่เมื่อผู้ฟังอยู่สามารถที่จะหยั่งลงสู่ความเห็นที่ถูกต้องได้ จำเป็นต้องมีครบทั้ง 5 ข้อหรือไม่?</strong></p><p>A: ธรรมะ 5 ข้อ (1. ไม่วิพากษ์วิจารณ์คำพูด 2. ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้พูด 3. ไม่วิพากษ์วิจารณ์ตน 4. เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน คือมีจิตแน่วแน่ 5. ฟังธรรม มนสิการโดยแยบคาย) ถ้าสามารถปฏิบัติได้ทั้ง 5 ข้อ จะดีที่สุด</p><p><strong>Q: ความหมายของคำว่า อีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูง และอุปทานขันธ์ 5 คำเหล่านี้มีความหมาย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร</strong></p><p>A: คำว่า อีโก้สูง เจ้ายศเจ้าอย่าง อัตตาตัวตนสูงในทางคำสอน หมายถึง ความมี <strong>“มานะ”</strong> คือ ความรู้สึกเป็นตัวตน <strong>“อุปาทาน”</strong> หมายถึง ความยึดถือ (ยึดถือในขันธ์ 5) <strong>“ขันธ์ 5”</strong> หมายถึง กองของทุกข์ แบ่งได้ 5 กอง (ขันธ์) คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ/อุปทาน ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  พอเราไปยึดในอุปาทานขันธ์ 5 จึงมีความเป็นตัวตนขึ้นมา มี<strong>มานะ</strong>ขึ้นมา เพราะมี อุปาทาน จึงมี ภพ (ความเป็นสภาวะ ความมีตัวตน) เพราะมี “ภพ” จึงมี การเกิด (การก้าวลง) เมื่อก้าวลง หมายถึง จิตดิ่งปักลงไปในสิ่งนั้นว่า “สิ่งนี้มีในตน ตนมีในสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตน ตนเป็นสิ่งนั้น”</p><p><strong>Q: ถ้าเรามีอุปาทานความยึดถือ ควรแก้ไขตนเองอย่างไร?</strong></p><p>A: ปฎิบัติตามมรรค 8 ถ้าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา เราจะไม่เพลิน ไม่พอใจ เมื่อไม่เพลิน ไม่พอใจ ความยึดถือก็จะไม่เกิด เมื่อเกิดไม่ได้ ความยึดถือก็ดับไป ความเป็นตัวตน มานะก็ดับไปๆ</p><p><strong>Q: วิธีละสักกายทิฏฐิ อัตตาตัวตน?</strong></p><p>A: ให้มี “สัมมาทิฐิ” มีปัญญาที่จะเข้าใจ ว่ามันไม่ใช่ อัตตาตัวตนของเรา เห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเฉพาะตน คือ เป็นอนัตตา ให้ตั้งสติไว้ตรงรอยต่อ ระหว่างกายใจ คือ ผัสสะ เราจะควบคุมสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ก็ต้องตั้งสติไว้ตรงนั้น ถ้าเราควบคุมได้ รักษาไว้ได้ด้วยสติ จะทำให้เราเข้าใจถูกว่าเราไม่มีตัวตน ถ้าเรารักษาผัสสะได้ ความรู้สึกที่เป็นตัวตน จะลดลง จะละสักกายทิฎฐิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เปลี่ยนเวทนาด้วยสติ [6536-7q]</title>
			<itunes:title>เปลี่ยนเวทนาด้วยสติ [6536-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8a597c00-a7c5-47df-acde-316c580d7af5/media.mp3" length="27276923" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8a597c00-a7c5-47df-acde-316c580d7af5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meBdRHB9SLdp3zhp7RbNq7d]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีความคิดหยาบ เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ควรแก้ไขอย่างไร/บาปหรือไม่?</strong></p><p>A: เราต้องระวังจิตของเราให้มาก ให้ตั้งสติขึ้น รักษาสติให้ดี ให้เราฝึกคิด ฝึกนึก ฝึกพูด คำพูดดีๆ เมื่อสั่งสมสิ่งดี จิตก็จะสะอาดขึ้น/รักษาศีลเพื่อความไม่ร้อนใจ/บาปแรงหรือเบานั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา และขึ้นอยู่กับว่าเราทำกับใคร หากทำกับผู้มีบุญมาก ก็จะบาปมาก</p><p><strong>Q: การกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย และพระเถระ จะช่วยแก้ไขบาปนี้ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ การขอขมา โดยการกระทำคืนตามธรรม ช่วยได้ ให้เอาเรื่องศีล โสตาปัตติยังคะ 4 มาเป็นกำลังใจ ตั้งใจ ตั้งสติให้ดี ไม่ให้ความคิดนี้มาอีก ถ้ายังมาอีก ก็ขัดออกอีก ทำไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเหลือแต่สิ่งดีๆ</p><p><strong>Q: ผัสสะ อารมณ์ สัญญา เวทนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เพราะมีเสียง มีหู กระทบกัน จึงมีการรับรู้เสียงในใจ (โสตวิญญาณ)/วิญญาณ เป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป เป็นตัวเชื่อมระหว่างกายใจ จึงเกิด “อารมณ์” (เวทนา) ในช่องทางใจ ซึ่งเป็นผลของผัสสะ (เสียง หู วิญญาณ รวมกันเรียกว่า “ผัสสะ”) แล้วจะเกิด “สัญญา” (ความหมายรู้) เกิด“อารมณ์” (เวทนา/ความรู้สึก) ไปตามอารมณ์นั้น ถ้าเรามีสัมมาสติ มีมรรค 8 ตั้งมั่นไว้ เราจะเปลี่ยนได้จะอยู่เหนือเวทนานั้นได้ เป็นผู้ที่ตั้งตนไว้ชอบ</p><p><strong>Q: ระหว่างสวดมนต์มีอาการดิ่งวูบ คืออะไร</strong></p><p>A: เป็นการปรุงแต่งทางกาย (กายสังขาร) ให้เรารู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย รู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งสติไว้ รับรู้แต่ไม่เพลินไป ไม่ปรุงแต่ง ดูเฉยๆ รับรู้เฉยๆ ไม่ตามไป ต่อไป ทำการปรุงแต่งทางกายให้ระงับ คือ พอเราไม่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะอ่อนกำลัง กายก็จะระงับลงๆ</p><p><strong>Q: นิกายอื่นๆ ทั้ง 18 สามารถบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การบรรลุธรรมอยู่ที่คำสอน ต้องเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา และมี “มรรค 8” ก็สามารถบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เมื่อมีความคิดหยาบ เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ควรแก้ไขอย่างไร/บาปหรือไม่?</strong></p><p>A: เราต้องระวังจิตของเราให้มาก ให้ตั้งสติขึ้น รักษาสติให้ดี ให้เราฝึกคิด ฝึกนึก ฝึกพูด คำพูดดีๆ เมื่อสั่งสมสิ่งดี จิตก็จะสะอาดขึ้น/รักษาศีลเพื่อความไม่ร้อนใจ/บาปแรงหรือเบานั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา และขึ้นอยู่กับว่าเราทำกับใคร หากทำกับผู้มีบุญมาก ก็จะบาปมาก</p><p><strong>Q: การกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย และพระเถระ จะช่วยแก้ไขบาปนี้ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ การขอขมา โดยการกระทำคืนตามธรรม ช่วยได้ ให้เอาเรื่องศีล โสตาปัตติยังคะ 4 มาเป็นกำลังใจ ตั้งใจ ตั้งสติให้ดี ไม่ให้ความคิดนี้มาอีก ถ้ายังมาอีก ก็ขัดออกอีก ทำไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเหลือแต่สิ่งดีๆ</p><p><strong>Q: ผัสสะ อารมณ์ สัญญา เวทนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เพราะมีเสียง มีหู กระทบกัน จึงมีการรับรู้เสียงในใจ (โสตวิญญาณ)/วิญญาณ เป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป เป็นตัวเชื่อมระหว่างกายใจ จึงเกิด “อารมณ์” (เวทนา) ในช่องทางใจ ซึ่งเป็นผลของผัสสะ (เสียง หู วิญญาณ รวมกันเรียกว่า “ผัสสะ”) แล้วจะเกิด “สัญญา” (ความหมายรู้) เกิด“อารมณ์” (เวทนา/ความรู้สึก) ไปตามอารมณ์นั้น ถ้าเรามีสัมมาสติ มีมรรค 8 ตั้งมั่นไว้ เราจะเปลี่ยนได้จะอยู่เหนือเวทนานั้นได้ เป็นผู้ที่ตั้งตนไว้ชอบ</p><p><strong>Q: ระหว่างสวดมนต์มีอาการดิ่งวูบ คืออะไร</strong></p><p>A: เป็นการปรุงแต่งทางกาย (กายสังขาร) ให้เรารู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย รู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งสติไว้ รับรู้แต่ไม่เพลินไป ไม่ปรุงแต่ง ดูเฉยๆ รับรู้เฉยๆ ไม่ตามไป ต่อไป ทำการปรุงแต่งทางกายให้ระงับ คือ พอเราไม่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นจะอ่อนกำลัง กายก็จะระงับลงๆ</p><p><strong>Q: นิกายอื่นๆ ทั้ง 18 สามารถบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การบรรลุธรรมอยู่ที่คำสอน ต้องเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา และมี “มรรค 8” ก็สามารถบรรลุธรรมได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ [6535-7q]</title>
			<itunes:title>ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ [6535-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Sep 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b111f5ce-20f2-47ed-840a-49e610fd78dd/media.mp3" length="27225661" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b111f5ce-20f2-47ed-840a-49e610fd78dd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfywqPfsAJMqDLHh0NwiTl7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>35</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: อาฏานาฏิยรักษ์ คาถาป้องกันภัย (ยักษ์) ของท้าวเวสสุวรรณ</strong></p><p>A: เป็นคาถาที่ยกย่องพระพุทธเจ้า เป็นคาถาที่ไม่ให้ยักษ์เบียดเบียน เพื่อรักษา เพื่อป้องกัน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย</p><p><strong>Q: การมีปิติเป็นภักษาหารเหมือนอาภัสสรเทพนั้น เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: อาภัสสรพรหม อยู่ในภพที่เป็น รูปภพ จะมีอาหารเป็นรูปละเอียด คือ ปิติ</p><p><strong>Q: การนอนอย่างตถาคต คือการนอนแบบใด?</strong></p><p>A: ก่อนนอนกำหนดสติสัมปชัญญะ น้อมไปเพื่อการนอน ว่า บาปอกุศลกรรมทั้งหลาย อย่าได้ติดตามเราไป ผู้ซึ่งนอนอยู่ กำหนดจิตไว้ว่ารู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที</p><p><strong>Q: อนุตตริยะ 3 ประการ มีอะไรบ้าง?</strong></p><p>A: อนุตตริยะ แปลว่า สิ่งที่ยอดเยี่ยม ประการที่ 1. ทัศนานุตตริยะ คือ การเห็นอันยอดเยี่ยม 2. ปฏิปทานุตตริยะ คือ การปฏิบัติอันยอดเยี่ยม 3. วิมุตตานุตตริยะ คือ การพ้นอันยอดเยี่ยม</p><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ 6 เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: เราจะดูว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ด้วยการดูที่เครื่องหมาย/นิมิต คือ ถ้ามันอาศัยเหตุเกิด เหตุนั้นคือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เกิดได้ ดับได้ คือ สภาวะที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: อาฏานาฏิยรักษ์ คาถาป้องกันภัย (ยักษ์) ของท้าวเวสสุวรรณ</strong></p><p>A: เป็นคาถาที่ยกย่องพระพุทธเจ้า เป็นคาถาที่ไม่ให้ยักษ์เบียดเบียน เพื่อรักษา เพื่อป้องกัน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย</p><p><strong>Q: การมีปิติเป็นภักษาหารเหมือนอาภัสสรเทพนั้น เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: อาภัสสรพรหม อยู่ในภพที่เป็น รูปภพ จะมีอาหารเป็นรูปละเอียด คือ ปิติ</p><p><strong>Q: การนอนอย่างตถาคต คือการนอนแบบใด?</strong></p><p>A: ก่อนนอนกำหนดสติสัมปชัญญะ น้อมไปเพื่อการนอน ว่า บาปอกุศลกรรมทั้งหลาย อย่าได้ติดตามเราไป ผู้ซึ่งนอนอยู่ กำหนดจิตไว้ว่ารู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที</p><p><strong>Q: อนุตตริยะ 3 ประการ มีอะไรบ้าง?</strong></p><p>A: อนุตตริยะ แปลว่า สิ่งที่ยอดเยี่ยม ประการที่ 1. ทัศนานุตตริยะ คือ การเห็นอันยอดเยี่ยม 2. ปฏิปทานุตตริยะ คือ การปฏิบัติอันยอดเยี่ยม 3. วิมุตตานุตตริยะ คือ การพ้นอันยอดเยี่ยม</p><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ 6 เป็นอย่างไร?</strong></p><p>A: เราจะดูว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ด้วยการดูที่เครื่องหมาย/นิมิต คือ ถ้ามันอาศัยเหตุเกิด เหตุนั้นคือเครื่องหมายของความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เกิดได้ ดับได้ คือ สภาวะที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ|อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เสนาสนะ อาชีวะ [6534-7q]</title>
			<itunes:title>วินัยพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ|อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เสนาสนะ อาชีวะ [6534-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:59</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8393646a-da78-4cd1-a81c-688fb3498564/media.mp3" length="28210894" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8393646a-da78-4cd1-a81c-688fb3498564</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c558f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcb6QCTClMvdhVoRXkv76b5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ผักที่เป็นพืชคาม ต้อง “กัปปิยะ”?</strong></p><p>A: กัปปิยะ คือ ของที่ควรให้เหมาะสม หากพืชที่จะโตงอกต่อได้หรือมีเมล็ด ต้องทำกัปปิยะ โดยวิธีทำกัปปิยะ คือ การนำเมล็ดออก บิออก เอาไฟลน เอาส้อมจิ้ม</p><p><strong>Q: เนื้อประเภทใดที่พระฉันไม่ได้</strong></p><p>A: 1. เนื้อสัตว์ 10 ประเภทนี้ คือ เนื้อมนุษย์, เนื้อเสือเหลือง, เนื้อช้าง, เนื้อม้า, เนื้อสุนัข, เนื้องู, เนื้อสิงโต, เนื้อเสือโคร่ง, เนื้อหมี, เนื้อเสือดาว  2. เนื้อดิบ 3. เนื้อที่สงสัย ที่ได้ยิน รู้หรือเห็น ว่าฆ่าเจาะจงเพื่อท่าน</p><p><strong>Q: ถวายยาเสพติด เช่น บุหรี่ กัญชา แก่พระได้รึไม่?</strong></p><p>A: ไม่ควรถวาย</p><p><strong>Q: น้ำประเภทใดที่ไม่ควรนำมาถวายพระ?</strong></p><p>A: น้ำที่มีตัวสัตว์อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มหรือน้ำใช้ ไม่ควรนำมาถวาย</p><p><strong>Q: การถวายอาหารพระที่พำนักอยู่ในป่า</strong></p><p>A: ต้องแจ้งท่านล่วงหน้าก่อนจึงจะเหมาะสม</p><p><strong>Q: การถวายผ้าอาบน้ำฝน</strong></p><p>A: ผ้าอาบน้ำฝน ถวายได้ในฤดูฝน พระสงฆ์สามารถรับถวายได้ ก่อนเข้าพรรษา 1 เดือน หลังฤดูฝนถวายไม่ได้</p><p><strong>Q: การถวายเครื่องนุ่งห่มสำหรับกันหนาว</strong></p><p>A: ท่านมีอนุบัญญัติว่า พระไม่ควรนุ่งห่มเหมือนคฤหัสถ์ ทั้งนี้ กรณีที่หนาวมาก ควรจะทำให้เหมาะสมกับที่พระสงฆ์จะใส่ได้ ไม่ควรใช้เหมือนคฤหัสถ์ แต่ควรใช้ชนิดอื่น ที่ไม่เหมือนกันแทน</p><p><strong>Q: สถานที่ ที่ไม่ควรนิมนต์พระสงฆ์ไป?</strong></p><p>A: โรงสุรา ที่ขายเหล้า ที่มีสัตว์ดุร้าย ที่ค้าประเวณี ที่มีของโสโครก</p><p><strong>Q: ไม่ควรถวายของเล่นแก่พระ</strong></p><p>A: เช่น เรือเล็กๆ รถ ไพ่ หมากรุก รวมถึง การพนันที่แบ่งเป็นฝ่ายๆ เล่นกีฬา ดูฟุตบอล ไม่ควรถวาย ไม่ควรชวนเล่น</p><p><strong>Q: พระควรจะเกี่ยวข้องสตรีอย่างไร?</strong></p><p>A: ในหมวดธรรมะ อย่ามอง อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยให้พูดอย่างมีสติ อย่าเข้าใกล้ ในหมวดพระวินัย  ถ้าถูกกายหรือถูกของที่ติดกับตัว เช่น ซ้องผม ด้วยจิตอันกำหนัด จะเป็นอาบัติ จัดเป็น “วัตถุอนามาส” คือ วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ผักที่เป็นพืชคาม ต้อง “กัปปิยะ”?</strong></p><p>A: กัปปิยะ คือ ของที่ควรให้เหมาะสม หากพืชที่จะโตงอกต่อได้หรือมีเมล็ด ต้องทำกัปปิยะ โดยวิธีทำกัปปิยะ คือ การนำเมล็ดออก บิออก เอาไฟลน เอาส้อมจิ้ม</p><p><strong>Q: เนื้อประเภทใดที่พระฉันไม่ได้</strong></p><p>A: 1. เนื้อสัตว์ 10 ประเภทนี้ คือ เนื้อมนุษย์, เนื้อเสือเหลือง, เนื้อช้าง, เนื้อม้า, เนื้อสุนัข, เนื้องู, เนื้อสิงโต, เนื้อเสือโคร่ง, เนื้อหมี, เนื้อเสือดาว  2. เนื้อดิบ 3. เนื้อที่สงสัย ที่ได้ยิน รู้หรือเห็น ว่าฆ่าเจาะจงเพื่อท่าน</p><p><strong>Q: ถวายยาเสพติด เช่น บุหรี่ กัญชา แก่พระได้รึไม่?</strong></p><p>A: ไม่ควรถวาย</p><p><strong>Q: น้ำประเภทใดที่ไม่ควรนำมาถวายพระ?</strong></p><p>A: น้ำที่มีตัวสัตว์อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มหรือน้ำใช้ ไม่ควรนำมาถวาย</p><p><strong>Q: การถวายอาหารพระที่พำนักอยู่ในป่า</strong></p><p>A: ต้องแจ้งท่านล่วงหน้าก่อนจึงจะเหมาะสม</p><p><strong>Q: การถวายผ้าอาบน้ำฝน</strong></p><p>A: ผ้าอาบน้ำฝน ถวายได้ในฤดูฝน พระสงฆ์สามารถรับถวายได้ ก่อนเข้าพรรษา 1 เดือน หลังฤดูฝนถวายไม่ได้</p><p><strong>Q: การถวายเครื่องนุ่งห่มสำหรับกันหนาว</strong></p><p>A: ท่านมีอนุบัญญัติว่า พระไม่ควรนุ่งห่มเหมือนคฤหัสถ์ ทั้งนี้ กรณีที่หนาวมาก ควรจะทำให้เหมาะสมกับที่พระสงฆ์จะใส่ได้ ไม่ควรใช้เหมือนคฤหัสถ์ แต่ควรใช้ชนิดอื่น ที่ไม่เหมือนกันแทน</p><p><strong>Q: สถานที่ ที่ไม่ควรนิมนต์พระสงฆ์ไป?</strong></p><p>A: โรงสุรา ที่ขายเหล้า ที่มีสัตว์ดุร้าย ที่ค้าประเวณี ที่มีของโสโครก</p><p><strong>Q: ไม่ควรถวายของเล่นแก่พระ</strong></p><p>A: เช่น เรือเล็กๆ รถ ไพ่ หมากรุก รวมถึง การพนันที่แบ่งเป็นฝ่ายๆ เล่นกีฬา ดูฟุตบอล ไม่ควรถวาย ไม่ควรชวนเล่น</p><p><strong>Q: พระควรจะเกี่ยวข้องสตรีอย่างไร?</strong></p><p>A: ในหมวดธรรมะ อย่ามอง อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยให้พูดอย่างมีสติ อย่าเข้าใกล้ ในหมวดพระวินัย  ถ้าถูกกายหรือถูกของที่ติดกับตัว เช่น ซ้องผม ด้วยจิตอันกำหนัด จะเป็นอาบัติ จัดเป็น “วัตถุอนามาส” คือ วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือสมมุติ [6533-7q]</title>
			<itunes:title>เหนือสมมุติ [6533-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/0daa81eb-6116-4bcd-8305-c354752bd8bf/media.mp3" length="27711270" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0daa81eb-6116-4bcd-8305-c354752bd8bf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5590</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5590</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfTB7YsltDr298gLYM8TXxv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>33</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ได้ฟังสวดอภิธรรม เมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับการรักษาจิต ว่าเราระลึกถึงความดีของเราได้หรือไม่</p><p><strong>Q: เมื่อข้อปฏิบัติละเอียดขึ้น กิเลสละเอียด ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจก็จะแสดงออกมา เข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อข้อปฏิบัติของเราละเอียดลงๆ กิเลสก็ละเอียดลงๆ จะค่อยๆ แสดงออกมา ตามการปฏิบัติที่ละเอียดลงๆ</p><p><strong>Q: กฎไตรลักษณ์เรื่องของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A: สิ่งที่ใช้กฎไตรลักษณ์ เป็นการแบ่งคือ 1. สังขตธรรม คือ สิ่งที่ปรุงแต่งได้ ทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง 2. อสังขตธรรม คือ ไม่มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง (นิพพาน)</p><p><strong>Q: การภาวนาที่เป็นแบบฉบับตนไม่เหมือนคนอื่น จัดเป็นอนุสติเฉพาะตนตามแนวธรรมะของพระพุทธองค์หรือไม่?</strong></p><p>A: ให้เรากลับมาเทียบเคียงคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านชำนาญวิธีไหน ท่านก็บอกสอนตามวิธีทีท่านรู้ เราก็นำมาเทียบเคียงกับคำสอนพระพุทธเจ้าดู ว่าใกล้เคียงกัน ลงกันได้ตรงไหน สิ่งที่ท่านตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่ว่าใครจะสอนเรื่องอะไร ก็จะจัดเข้าอยู่ใน 4 อย่างนี้ / การที่เราบริกรรม เราไม่ได้เอาที่คำบริกรรมแต่เราจะเอาสติ โดยเราใช้คำบริกรรมเป็นเครื่องมือ “นิพพาน มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ”  ไม่ได้มีทางเดียว อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไหม ซึ่งท่านได้สอนไว้มาก คือ อย่าสับสน ให้เอาสักทางหนึ่ง</p><p><strong>Q: เรามีชีวิตเพื่ออะไร?</strong></p><p>A: เราลองปรับมุมมอง เปลี่ยนคำถาม “ทำไมจึงเกิด?” เพราะอะไรมี ความเกิดจึงมี วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เกิดปัญญา หาวิธีพ้นทุกข์ แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ก็ให้ปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเข้าใจทุกข์ด้วยปัญญาแล้ว เราจะพ้นทุกข์ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ได้ฟังสวดอภิธรรม เมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับการรักษาจิต ว่าเราระลึกถึงความดีของเราได้หรือไม่</p><p><strong>Q: เมื่อข้อปฏิบัติละเอียดขึ้น กิเลสละเอียด ที่ซ่อนอยู่ในจิตใจก็จะแสดงออกมา เข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่?</strong></p><p>A: เมื่อข้อปฏิบัติของเราละเอียดลงๆ กิเลสก็ละเอียดลงๆ จะค่อยๆ แสดงออกมา ตามการปฏิบัติที่ละเอียดลงๆ</p><p><strong>Q: กฎไตรลักษณ์เรื่องของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติเท่านั้น หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย?</strong></p><p>A: สิ่งที่ใช้กฎไตรลักษณ์ เป็นการแบ่งคือ 1. สังขตธรรม คือ สิ่งที่ปรุงแต่งได้ ทั้งที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครอง 2. อสังขตธรรม คือ ไม่มีการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง (นิพพาน)</p><p><strong>Q: การภาวนาที่เป็นแบบฉบับตนไม่เหมือนคนอื่น จัดเป็นอนุสติเฉพาะตนตามแนวธรรมะของพระพุทธองค์หรือไม่?</strong></p><p>A: ให้เรากลับมาเทียบเคียงคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน ท่านชำนาญวิธีไหน ท่านก็บอกสอนตามวิธีทีท่านรู้ เราก็นำมาเทียบเคียงกับคำสอนพระพุทธเจ้าดู ว่าใกล้เคียงกัน ลงกันได้ตรงไหน สิ่งที่ท่านตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่ว่าใครจะสอนเรื่องอะไร ก็จะจัดเข้าอยู่ใน 4 อย่างนี้ / การที่เราบริกรรม เราไม่ได้เอาที่คำบริกรรมแต่เราจะเอาสติ โดยเราใช้คำบริกรรมเป็นเครื่องมือ “นิพพาน มีทางปฏิบัติเข้ามาได้โดยรอบ”  ไม่ได้มีทางเดียว อยู่ที่ว่าเราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไหม ซึ่งท่านได้สอนไว้มาก คือ อย่าสับสน ให้เอาสักทางหนึ่ง</p><p><strong>Q: เรามีชีวิตเพื่ออะไร?</strong></p><p>A: เราลองปรับมุมมอง เปลี่ยนคำถาม “ทำไมจึงเกิด?” เพราะอะไรมี ความเกิดจึงมี วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เกิดปัญญา หาวิธีพ้นทุกข์ แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร ก็ให้ปฏิบัติตามมรรค 8 เมื่อเราเข้าใจทุกข์ด้วยปัญญาแล้ว เราจะพ้นทุกข์ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สติแก้จิตกระเพื่อม [6532-7q]</title>
			<itunes:title>สติแก้จิตกระเพื่อม [6532-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/079e3cdd-2725-49fe-8f3d-45939ab49bdf/media.mp3" length="28169648" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">079e3cdd-2725-49fe-8f3d-45939ab49bdf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5591</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5591</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcqA0aDOzTRpWO/jS/naAIc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>32</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุสธรรม</strong></p><p>A: อุตริมนุสธรรม คือ ธรรมะที่เหนือกว่าของมนุษย์ ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน อันนี้เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด (เข้าใจว่าได้บรรลุ) ไม่ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิก</p><p><strong>Q: เมื่อถูกหลอกเอาทรัพย์ เราควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: เราไม่ควรเคียดแค้น ผูกเวร เพราะจิตใจเราจะไม่ดี จะอยู่ไม่เป็นสุข จะเศร้าหมอง จิตใจเราให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ส่วนทรัพย์จะตาม หรือจะปล่อยทิ้งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้ายๆ ควรแก้อย่างไร?</strong></p><p>A: พิจารณาทางกาย หากกายไม่สบายให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษา หากไม่ใช่ ก็เป็นเรื่องของจิต คือ การปรุงแต่งของจิตยังไม่ระงับ ให้ตั้งสติไว้กับลม อย่าตามการปรุงแต่งของจิตนั้นไป พอจิตจดจ่ออยู่กับลม ก็จะไม่จดจ่อไปกับการปรุงแต่งของจิต พอจิตไม่ได้ตริตรึกไปเรื่องใด มันก็ไม่น้อมไปเรื่องนั้น มันก็จะอ่อนกำลัง การปรุงแต่งของจิตก็จะระงับ</p><p><strong>Q: ข้อปฏิบัติอะไรที่จะทำให้สติของเรามีกำลังเพิ่มขึ้น?</strong></p><p>A: ท่านอธิบายเรื่องศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ข้อปฏิบัติทางกาย วาจา เพิ่มเติม จากศีล 5 ข้อ เรียกว่า “ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ” คือ การรู้ประมาณในการบริโภค การสำรวมอินทรีย์ การอดทนรับฟังการตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การอยู่เสนาสนะอันสงัด และการมีกัลยาณมิตร มีครูบาอาจารย์คอยบอก คอยสอน จะเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้สติเราตั้งขึ้น ตั้งมั่น ด้วยดี</p><p><strong>Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?</strong></p><p>A: การสังคายนาครั้งแรก นำโดยท่านพระมหากัสสปะ ท่านได้รวมเอาเฉพาะ พระขีณาสพ (พระอรหันต์) มาทำการสังคายนา / คำว่า “สังคายนา” หมายถึง การสวดขึ้นพร้อมกัน / การทำสังคายนา ก็คือ การสวดคำพูดของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้สอนไว้ สวดขึ้นพร้อมกัน ว่าจดจำได้ถูกต้องตรงกันหรือไม่ แล้วจัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบภาษาที่จะรักษาคำสอน รูปแบบนี้ เรียกว่า “พระไตรปิฎก”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุสธรรม</strong></p><p>A: อุตริมนุสธรรม คือ ธรรมะที่เหนือกว่าของมนุษย์ ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน อันนี้เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด (เข้าใจว่าได้บรรลุ) ไม่ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิก</p><p><strong>Q: เมื่อถูกหลอกเอาทรัพย์ เราควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: เราไม่ควรเคียดแค้น ผูกเวร เพราะจิตใจเราจะไม่ดี จะอยู่ไม่เป็นสุข จะเศร้าหมอง จิตใจเราให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ส่วนทรัพย์จะตาม หรือจะปล่อยทิ้งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้ายๆ ควรแก้อย่างไร?</strong></p><p>A: พิจารณาทางกาย หากกายไม่สบายให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษา หากไม่ใช่ ก็เป็นเรื่องของจิต คือ การปรุงแต่งของจิตยังไม่ระงับ ให้ตั้งสติไว้กับลม อย่าตามการปรุงแต่งของจิตนั้นไป พอจิตจดจ่ออยู่กับลม ก็จะไม่จดจ่อไปกับการปรุงแต่งของจิต พอจิตไม่ได้ตริตรึกไปเรื่องใด มันก็ไม่น้อมไปเรื่องนั้น มันก็จะอ่อนกำลัง การปรุงแต่งของจิตก็จะระงับ</p><p><strong>Q: ข้อปฏิบัติอะไรที่จะทำให้สติของเรามีกำลังเพิ่มขึ้น?</strong></p><p>A: ท่านอธิบายเรื่องศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ข้อปฏิบัติทางกาย วาจา เพิ่มเติม จากศีล 5 ข้อ เรียกว่า “ศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ” คือ การรู้ประมาณในการบริโภค การสำรวมอินทรีย์ การอดทนรับฟังการตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การอยู่เสนาสนะอันสงัด และการมีกัลยาณมิตร มีครูบาอาจารย์คอยบอก คอยสอน จะเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้สติเราตั้งขึ้น ตั้งมั่น ด้วยดี</p><p><strong>Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?</strong></p><p>A: การสังคายนาครั้งแรก นำโดยท่านพระมหากัสสปะ ท่านได้รวมเอาเฉพาะ พระขีณาสพ (พระอรหันต์) มาทำการสังคายนา / คำว่า “สังคายนา” หมายถึง การสวดขึ้นพร้อมกัน / การทำสังคายนา ก็คือ การสวดคำพูดของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้สอนไว้ สวดขึ้นพร้อมกัน ว่าจดจำได้ถูกต้องตรงกันหรือไม่ แล้วจัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบภาษาที่จะรักษาคำสอน รูปแบบนี้ เรียกว่า “พระไตรปิฎก”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้อาการติดสุขในสมาธิ [6531-7q]</title>
			<itunes:title>แก้อาการติดสุขในสมาธิ [6531-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Aug 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4fdbf90b-1b24-4d3f-84b0-ce3568d9ecf0/media.mp3" length="26227455" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4fdbf90b-1b24-4d3f-84b0-ce3568d9ecf0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5592</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5592</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdI9gzquXqRrYscALZAdwBJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>31</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ควรแก้ไขอย่างไรเมื่อติดสุขในสมาธิ?</strong></p><p>A: อาการติดสุขในสมาธิ แบบแรก คือ เมื่อนั่งสมาธิแล้วสามารถทำได้ เมื่อไม่นั่งจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย แบบที่สอง คือ สงบ นิ่ง ได้ แต่ไม่น้อมไปเพื่อให้เกิดปัญญาในการเห็นตามจริง ไม่เห็นความไม่เที่ยง ไม่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด (นิพพิทา) พอสมาธิค้างตรงนี้ จึงไม่เกิดการปล่อยวาง ให้เราน้อมจิตไปอีกทางหนึ่ง คิด ใคร่ครวญให้แยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ว่าสมาธิเที่ยงหรือไม่เที่ยง นี่คือการ “วิปัสสนา” เห็นตามความเป็นจริง “วิปัสสนา เมื่อทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญา เมื่อทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว จะละอวิชชาได้ “ ต้องฝึกเข้า ออกอยู่เรื่อยๆ</p><p><strong>Q: ความง่วงขณะนั่งสมาธิ ถูกกระตุ้นโดยทางกายหรือใจ? / การนอนหลับ จิตจะได้พักหรือไม่ หรือไปรับรู้สิ่งใด?</strong></p><p>A: ความง่วง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ ทางกาย หากเหนื่อย เมื่อยล้า ก็ง่วงได้ ทางใจ หากมีสมาธิมากแล้วเพลินในสมาธิ ก็จะออกมาในรูปของการง่วงซึม เป็นเครื่องกั้น (นิวรณ์)/การนอนหลับ จิตกับกายไม่เหมือนกัน กายเป็นธาตุสี่ จิตเป็นนาม ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างกายกับใจเข้าด้วยกัน ขณะหลับ กายได้พักผ่อน ไม่รับรู้อะไร เพราะจิตไม่ได้ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ (วิญญาณ) จิตนั้นเกิดขึ้นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน ไม่มีข้อจำกัดเหมือนกาย</p><p><strong>Q: เมื่อต้องรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้รักษาจิตไว้ด้วยสติ ระลึกถึงความดี ศีล ศรัทธา ของเรา หากมีความกังวลใจ ให้ทำสมาธิให้เกิด ให้มีสติ ระลึกถึงความดี ศีล ศรัทธา ตั้งจิตไว้อย่างนี้ เราจะอยู่ผาสุกได้</p><p><strong>Q: ในมงคลชีวิต เรียบเรียงเนื้อหาจากง่ายไปยากใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: เป็นไปตามลำดับขั้นเริ่มจากปฏิบัติขั้นพื้นฐานไปขั้นสูง</p><p><strong>Q: ควรถวายอาหารรสอร่อยหรือรสธรรมดาแก่พระสงฆ์? </strong></p><p>A: การที่เราเอาอาหารไปถวายพระ เพราะเราต้องการบูชา ซึ่งจะละเอียด หยาบ หรือประณีต ขึ้นอยู่กับผู้ที่บูชา</p><p> <strong>Q: การพูดให้ผิดไปจากโลก?</strong></p><p>A: การพูดให้ผิดไปจากโลก คือ ไม่เห็น บอกเห็น ได้ยิน บอกไม่ได้ยิน หากพูดเลี่ยงไปทางอื่น จะไม่เรียกว่าพูดผิดไปจากโลก/จุดสำคัญที่เราไม่ควรมองผิวเผิน คือ ท่านพูดอะไร ท่านทำจิตเค้าให้เบาได้อย่างไร ถึงทำให้ เพชฌฆาตที่จะมาฆ่าท่านบรรลุธรรม</p><p><strong>Q: คำพูดของท่านพระภัททิยะที่ว่า “สุขหนอ” นี้เป็นสุขจากอะไร?</strong></p><p>A: สุขที่เหนือจากเวทนา เรียงลำดับจาก หยาบไปละเอียด คือ กามสุข สุขที่เกิดจากสมาธิ สุขเวทนาในภายใน วิมุติสุข คือ สุขตั้งแต่สมาธิขึ้นไปดีทั้งหมด ถ้าเราจะเอาสุขที่สูงขึ้นไป ก็เอาวิมุตติสุข ดีที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ควรแก้ไขอย่างไรเมื่อติดสุขในสมาธิ?</strong></p><p>A: อาการติดสุขในสมาธิ แบบแรก คือ เมื่อนั่งสมาธิแล้วสามารถทำได้ เมื่อไม่นั่งจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย แบบที่สอง คือ สงบ นิ่ง ได้ แต่ไม่น้อมไปเพื่อให้เกิดปัญญาในการเห็นตามจริง ไม่เห็นความไม่เที่ยง ไม่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด (นิพพิทา) พอสมาธิค้างตรงนี้ จึงไม่เกิดการปล่อยวาง ให้เราน้อมจิตไปอีกทางหนึ่ง คิด ใคร่ครวญให้แยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ว่าสมาธิเที่ยงหรือไม่เที่ยง นี่คือการ “วิปัสสนา” เห็นตามความเป็นจริง “วิปัสสนา เมื่อทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว ปัญญาจะเจริญ ปัญญา เมื่อทำให้มาก เจริญให้มากแล้ว จะละอวิชชาได้ “ ต้องฝึกเข้า ออกอยู่เรื่อยๆ</p><p><strong>Q: ความง่วงขณะนั่งสมาธิ ถูกกระตุ้นโดยทางกายหรือใจ? / การนอนหลับ จิตจะได้พักหรือไม่ หรือไปรับรู้สิ่งใด?</strong></p><p>A: ความง่วง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ ทางกาย หากเหนื่อย เมื่อยล้า ก็ง่วงได้ ทางใจ หากมีสมาธิมากแล้วเพลินในสมาธิ ก็จะออกมาในรูปของการง่วงซึม เป็นเครื่องกั้น (นิวรณ์)/การนอนหลับ จิตกับกายไม่เหมือนกัน กายเป็นธาตุสี่ จิตเป็นนาม ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างกายกับใจเข้าด้วยกัน ขณะหลับ กายได้พักผ่อน ไม่รับรู้อะไร เพราะจิตไม่ได้ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ (วิญญาณ) จิตนั้นเกิดขึ้นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน ไม่มีข้อจำกัดเหมือนกาย</p><p><strong>Q: เมื่อต้องรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ควรวางจิตอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้รักษาจิตไว้ด้วยสติ ระลึกถึงความดี ศีล ศรัทธา ของเรา หากมีความกังวลใจ ให้ทำสมาธิให้เกิด ให้มีสติ ระลึกถึงความดี ศีล ศรัทธา ตั้งจิตไว้อย่างนี้ เราจะอยู่ผาสุกได้</p><p><strong>Q: ในมงคลชีวิต เรียบเรียงเนื้อหาจากง่ายไปยากใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: เป็นไปตามลำดับขั้นเริ่มจากปฏิบัติขั้นพื้นฐานไปขั้นสูง</p><p><strong>Q: ควรถวายอาหารรสอร่อยหรือรสธรรมดาแก่พระสงฆ์? </strong></p><p>A: การที่เราเอาอาหารไปถวายพระ เพราะเราต้องการบูชา ซึ่งจะละเอียด หยาบ หรือประณีต ขึ้นอยู่กับผู้ที่บูชา</p><p> <strong>Q: การพูดให้ผิดไปจากโลก?</strong></p><p>A: การพูดให้ผิดไปจากโลก คือ ไม่เห็น บอกเห็น ได้ยิน บอกไม่ได้ยิน หากพูดเลี่ยงไปทางอื่น จะไม่เรียกว่าพูดผิดไปจากโลก/จุดสำคัญที่เราไม่ควรมองผิวเผิน คือ ท่านพูดอะไร ท่านทำจิตเค้าให้เบาได้อย่างไร ถึงทำให้ เพชฌฆาตที่จะมาฆ่าท่านบรรลุธรรม</p><p><strong>Q: คำพูดของท่านพระภัททิยะที่ว่า “สุขหนอ” นี้เป็นสุขจากอะไร?</strong></p><p>A: สุขที่เหนือจากเวทนา เรียงลำดับจาก หยาบไปละเอียด คือ กามสุข สุขที่เกิดจากสมาธิ สุขเวทนาในภายใน วิมุติสุข คือ สุขตั้งแต่สมาธิขึ้นไปดีทั้งหมด ถ้าเราจะเอาสุขที่สูงขึ้นไป ก็เอาวิมุตติสุข ดีที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การประเคน [6530-7q]</title>
			<itunes:title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การประเคน [6530-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ae351819-fc8a-44a2-9f8d-451c1455d74b/media.mp3" length="27389327" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ae351819-fc8a-44a2-9f8d-451c1455d74b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5593</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+me8zll9c8DcxI10VnofVSsJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>30</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุที่ต้องมีพระวินัย</strong></p><p>A: หากมีการแสดงธรรมโดยพิสดาร มีคำสอนมาก รายละเอียดมาก สิกขาวินัยมาก คำสอนจะตั้งอยู่ได้นาน ศาสนาจะไม่เสื่อมเร็ว เปรียบดังดอกไม้ที่จัดเรียงไว้สวยงามแต่ไม่ได้ร้อยไว้ พอลมพัดมาก็กระจัดกระจาย แต่หากร้อยไว้ด้วยเชือก แล้วมีลมพัดมา ดอกไม้ก็สวยงามดังเดิมได้ การอยู่กันด้วยวินัยร้อยเรียงเอาไว้จะอยู่ด้วยกันเรียบร้อยได้ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวที่ท่านบัญญัติไว้ เป็นความหมายว่าทำไม “ระเบียบวินัยเป็นแนวทางแห่งความสำเร็จ”</p><p><strong>Q: การรับประเคน 5</strong></p><p>A: 1. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย 2. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย 3. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย 4. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย 5. ของเขาให้ด้วยโยนให้ รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย</p><p><strong>Q:</strong> <strong>การประเคน 5 ประการ</strong></p><p>A: 1. อาหารที่นำมาให้ต้องไม่ใหญ่เกินไป พอยกได้ 2. ต้องเข้ามาใน <strong>“หัตถบาส” </strong>(เท่ากับช่วง 2 ศอก 1 คืบ) 3. น้อมเข้ามาถวาย 4. ผู้ประเคนจะเป็นเทวดา มนุษย์ สัตว์ก็ได้ 5. สิ่งที่รับประเคนนั้นด้วยกาย หรือ ด้วยของเนื่องด้วยกาย</p><p><strong>Q: ทำไมพระไทยต้องใช้ของเนื่องด้วยกายเสมอกับผู้หญิง?</strong></p><p>A: เพราะใน สิกขาบท สังฆาทิเสส หากสัมผัสแตะต้องกายหญิงด้วยจิตมีกำหนัด จะต้อง ”อาบัติสังฆาทิเสส” คือ อาบัติหนัก พระท่านจึงระวังมาก</p><p><strong>Q: องค์แห่งการขาดประเคน</strong></p><p>A: คนที่รับประเคนมาแล้ว ท่านตาย มรณภาพ ลาสิกขา อาบัติปาราชิก เปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง ให้ไป สละไปโดยไม่มีเยื่อใย ถูกชิงหรือขโมยเอาไป</p><p><strong>Q: ประเคนอาหารทั้งโต๊ะเลยได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ให้พิจารณา การประเคน 5 ประการ ควรประเคนทีละอย่าง และต้องอยู่ใน “หัตถบาส” เพื่อความเรียบร้อยและเป็นการให้ที่เคารพ / หากอาหารที่จะถวายอยู่ไกลเกินไป ไม่ควรให้พระหยิบให้โยมแล้วโยมประเคนให้พระอีกรูปหนึ่ง เพราะของที่หยิบให้โดยยังไม่ประเคน ไม่ถูกต้อง จะเป็น <strong>“อุคคหิตก์”</strong> คือ ไม่ควร รับมาแล้วก็ฉันไม่ได้ เพราะรับมาด้วยการไม่ควร</p><p><strong>Q: “กาลิก” อาหารตามกำหนดเวลาของพระ</strong></p><p>A: “ยาวกาลิก” คือ รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้แค่เช้าถึงเที่ยง “ยามกาลิก” คือ รับแล้วเก็บไว้ฉันได้ถึงวันรุ่งขึ้น “สัตตาหกาลิก” คือ รับแล้วเก็บไว้ฉันได้ภายใน 7 วัน “ยาวชีวิก” คือ เก็บไว้ฉันเวลาป่วย/ฉันได้ตลอดไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เหตุที่ต้องมีพระวินัย</strong></p><p>A: หากมีการแสดงธรรมโดยพิสดาร มีคำสอนมาก รายละเอียดมาก สิกขาวินัยมาก คำสอนจะตั้งอยู่ได้นาน ศาสนาจะไม่เสื่อมเร็ว เปรียบดังดอกไม้ที่จัดเรียงไว้สวยงามแต่ไม่ได้ร้อยไว้ พอลมพัดมาก็กระจัดกระจาย แต่หากร้อยไว้ด้วยเชือก แล้วมีลมพัดมา ดอกไม้ก็สวยงามดังเดิมได้ การอยู่กันด้วยวินัยร้อยเรียงเอาไว้จะอยู่ด้วยกันเรียบร้อยได้ ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวที่ท่านบัญญัติไว้ เป็นความหมายว่าทำไม “ระเบียบวินัยเป็นแนวทางแห่งความสำเร็จ”</p><p><strong>Q: การรับประเคน 5</strong></p><p>A: 1. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย 2. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย 3. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย 4. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย 5. ของเขาให้ด้วยโยนให้ รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย</p><p><strong>Q:</strong> <strong>การประเคน 5 ประการ</strong></p><p>A: 1. อาหารที่นำมาให้ต้องไม่ใหญ่เกินไป พอยกได้ 2. ต้องเข้ามาใน <strong>“หัตถบาส” </strong>(เท่ากับช่วง 2 ศอก 1 คืบ) 3. น้อมเข้ามาถวาย 4. ผู้ประเคนจะเป็นเทวดา มนุษย์ สัตว์ก็ได้ 5. สิ่งที่รับประเคนนั้นด้วยกาย หรือ ด้วยของเนื่องด้วยกาย</p><p><strong>Q: ทำไมพระไทยต้องใช้ของเนื่องด้วยกายเสมอกับผู้หญิง?</strong></p><p>A: เพราะใน สิกขาบท สังฆาทิเสส หากสัมผัสแตะต้องกายหญิงด้วยจิตมีกำหนัด จะต้อง ”อาบัติสังฆาทิเสส” คือ อาบัติหนัก พระท่านจึงระวังมาก</p><p><strong>Q: องค์แห่งการขาดประเคน</strong></p><p>A: คนที่รับประเคนมาแล้ว ท่านตาย มรณภาพ ลาสิกขา อาบัติปาราชิก เปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง ให้ไป สละไปโดยไม่มีเยื่อใย ถูกชิงหรือขโมยเอาไป</p><p><strong>Q: ประเคนอาหารทั้งโต๊ะเลยได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ให้พิจารณา การประเคน 5 ประการ ควรประเคนทีละอย่าง และต้องอยู่ใน “หัตถบาส” เพื่อความเรียบร้อยและเป็นการให้ที่เคารพ / หากอาหารที่จะถวายอยู่ไกลเกินไป ไม่ควรให้พระหยิบให้โยมแล้วโยมประเคนให้พระอีกรูปหนึ่ง เพราะของที่หยิบให้โดยยังไม่ประเคน ไม่ถูกต้อง จะเป็น <strong>“อุคคหิตก์”</strong> คือ ไม่ควร รับมาแล้วก็ฉันไม่ได้ เพราะรับมาด้วยการไม่ควร</p><p><strong>Q: “กาลิก” อาหารตามกำหนดเวลาของพระ</strong></p><p>A: “ยาวกาลิก” คือ รับประเคนแล้วเก็บไว้ฉันได้แค่เช้าถึงเที่ยง “ยามกาลิก” คือ รับแล้วเก็บไว้ฉันได้ถึงวันรุ่งขึ้น “สัตตาหกาลิก” คือ รับแล้วเก็บไว้ฉันได้ภายใน 7 วัน “ยาวชีวิก” คือ เก็บไว้ฉันเวลาป่วย/ฉันได้ตลอดไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6529-7q]</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6529-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e564d622-9489-4fb9-acfb-ebf050246996/media.mp3" length="25079799" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e564d622-9489-4fb9-acfb-ebf050246996</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5594</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5594</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdRj0+ELEyt3iy2PfS4cOuW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>29</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: จิต กับ ธาตุรู้  คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์</p><p><strong>Q: วิธีแก้โรควิตกจริต</strong></p><p>A: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้</p><p><strong>Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?</strong></p><p>A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเอง</p><p><strong>Q: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?</strong></p><p>A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้น</p><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?</strong></p><p>A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: จิต กับ ธาตุรู้  คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์</p><p><strong>Q: วิธีแก้โรควิตกจริต</strong></p><p>A: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้</p><p><strong>Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?</strong></p><p>A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเอง</p><p><strong>Q: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?</strong></p><p>A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้น</p><p><strong>Q: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?</strong></p><p>A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รักษารอยต่อด้วยสติ สมาธิ และปัญญา [6528-7q]</title>
			<itunes:title>รักษารอยต่อด้วยสติ สมาธิ และปัญญา [6528-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/06d12bbb-94c3-47da-ab50-19c9e47904d8/media.mp3" length="28027063" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">06d12bbb-94c3-47da-ab50-19c9e47904d8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5595</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5595</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcl8HwTtR6hed8n2TB7wkBl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : กิเลส มักเกิดขึ้นในใจ ในรูปแบบของความคิด  ก่อนที่จะออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ ใช่หรือไม่?</strong> </p><p>A : กิเลสเกิดจากจิตที่มีอวิชชาแฝงอยู่ แล้วไม่มีสติรักษา เมื่อมีผัสสะมากระทบ ก็จะปรุงแต่งไปตามสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจ ออกมาในรูปแบบ ความคิด คำพูด การกระทำ และเมื่อปรุงแต่งออกไปแล้ว ก็จะมีอาสวะกลับเข้ามาในจิต  </p><p><strong>Q : มีสติเห็นความคิดที่ผ่านเข้ามาแล้วไม่ตามมันไป จะช่วยขูดเกลากิเลสได้หรือไม่? </strong></p><p>A : การที่เราแยกแยะได้ รู้ว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี ความรู้นั้น เป็น “สัมมาทิฏฐิ” เมื่อเรามีปัญญา มีความเพียร มีสติ สมาธิ กิเลสก็จะอยู่ไม่ได้ จะค่อย ๆ หลุดลอกออก  </p><p><strong>Q : แนวทางจากคำถามข้างต้น คือ มรรค8 คือ สัมมาสังกัปปะ ใช่หรือไม่? </strong></p><p>A : ล้วนเป็นแนวทางของมรรค 8 ตามกันมา เราทำอันใดอันหนึ่งก็จะตามกันมาหมด ซึ่ง มรรค8 คือ ทางเดียว ที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง ไม่ใช่ทาง 8 สาย  </p><p><strong>Q : การเข้าฌาน กับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? </strong></p><p>A : ฌาน คือ กิริยา การเพ่ง จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วน ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ นั้น เป็นระดับความลึกของสมาธิ ถ้าทำได้ไม่นาน จัดเป็น “ขณิกสมาธิ” ถ้าพอจะเป็นที่อยู่ได้ จัดเป็น “อุปจารสมาธิ” ถ้าทำสมาธิได้ลึกซึ้งนาน จัดเป็น “อัปปนาสมาธิ”  </p><p><strong>Q :  เราสามารถตั้งสติจนถึงรอยต่อที่จะหลับได้หรือไม่ ? สภาวะนั้นเทียบได้กับตอนที่จะตาย ใช่หรือไม่ ? หากตอนเราจะตายตั้งสติไม่ได้ ส่งผลเสียมากหรือไม่ ? </strong></p><p>A : ความตายเกิดขึ้นได้ตลอด ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อ ตรงไหนมีผัสสะ ตรงนั้นมีรอยต่อ เป็นกระแสเกิดและดับ สิ่งสำคัญคือเมื่อกระแสดับแล้ว จิตเราจะระลึกถึงอะไร คว้าอะไร เราจึงควรทำดี มีสติ ฝึกทำอยู่ตลอด ตรงไหนที่กังวลใจก็ให้กำจัดอาสวะส่วนนี้ออก สมาธิเราก็จะเต็ม ก็จะไปขั้นสูงขึ้นไปได้อีก  </p><p><strong>Q : ถ้าต้องป่วยด้วยอาการทางสมองระหว่างปุถุชนกับอริยะบุคคลต่างกันหรือไม่? </strong></p><p>A :  เหมือนกันที่ ทางกายบกพร่องทางสมอง ต่างกันที่ อริยะบุคคล เมื่อถูกลูกศรดอกที่ 1 แทงที่กาย ท่านจะรักษาจิตท่านไว้ได้ ไม่ไปหาความสุขทางกาม ส่วนปุถุชนนั้น เมื่อถูกลูกศรดอกที่ 1 แทงที่กายแล้ว ยังถูกลูกศรดอกที่ 2 แทงไปที่ใจ คือ กังวลใจ ไม่ผาสุก แล้วไปหาความสุขทางกาม  </p><p><strong>Q : ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้จิตไปอบายภูมิ ถ้ายังไม่ได้เป็นอริยบุคคล </strong></p><p>A : เราต้องรักษาจิตเราให้ดี ฝึกสติ เห็นไปตามจริง อะไรที่ต้องบรรลุ อะไรที่ต้องทำให้ถึง เมื่อทำได้แล้ว ถึงเวลานั้นเราจะเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้  </p><p><strong>Q : อนมตัคคปริยายสูตร น้ำตาเปรียบด้วยมหาสมุทร </strong></p><p>A : เราทุกข์เพราะไม่เห็นอริยสัจสี่ ให้เราตั้งสติให้ดี เห็นในความเป็นจริงด้วยปัญญา ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ให้ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีล สี่อย่างนี้จะพาให้เราสู่กระแสนิพพานเป็น “โสตาปัตติยังคะ 4” ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : กิเลส มักเกิดขึ้นในใจ ในรูปแบบของความคิด  ก่อนที่จะออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ ใช่หรือไม่?</strong> </p><p>A : กิเลสเกิดจากจิตที่มีอวิชชาแฝงอยู่ แล้วไม่มีสติรักษา เมื่อมีผัสสะมากระทบ ก็จะปรุงแต่งไปตามสิ่งที่พอใจหรือไม่พอใจ ออกมาในรูปแบบ ความคิด คำพูด การกระทำ และเมื่อปรุงแต่งออกไปแล้ว ก็จะมีอาสวะกลับเข้ามาในจิต  </p><p><strong>Q : มีสติเห็นความคิดที่ผ่านเข้ามาแล้วไม่ตามมันไป จะช่วยขูดเกลากิเลสได้หรือไม่? </strong></p><p>A : การที่เราแยกแยะได้ รู้ว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี ความรู้นั้น เป็น “สัมมาทิฏฐิ” เมื่อเรามีปัญญา มีความเพียร มีสติ สมาธิ กิเลสก็จะอยู่ไม่ได้ จะค่อย ๆ หลุดลอกออก  </p><p><strong>Q : แนวทางจากคำถามข้างต้น คือ มรรค8 คือ สัมมาสังกัปปะ ใช่หรือไม่? </strong></p><p>A : ล้วนเป็นแนวทางของมรรค 8 ตามกันมา เราทำอันใดอันหนึ่งก็จะตามกันมาหมด ซึ่ง มรรค8 คือ ทางเดียว ที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง ไม่ใช่ทาง 8 สาย  </p><p><strong>Q : การเข้าฌาน กับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? </strong></p><p>A : ฌาน คือ กิริยา การเพ่ง จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วน ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ นั้น เป็นระดับความลึกของสมาธิ ถ้าทำได้ไม่นาน จัดเป็น “ขณิกสมาธิ” ถ้าพอจะเป็นที่อยู่ได้ จัดเป็น “อุปจารสมาธิ” ถ้าทำสมาธิได้ลึกซึ้งนาน จัดเป็น “อัปปนาสมาธิ”  </p><p><strong>Q :  เราสามารถตั้งสติจนถึงรอยต่อที่จะหลับได้หรือไม่ ? สภาวะนั้นเทียบได้กับตอนที่จะตาย ใช่หรือไม่ ? หากตอนเราจะตายตั้งสติไม่ได้ ส่งผลเสียมากหรือไม่ ? </strong></p><p>A : ความตายเกิดขึ้นได้ตลอด ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อ ตรงไหนมีผัสสะ ตรงนั้นมีรอยต่อ เป็นกระแสเกิดและดับ สิ่งสำคัญคือเมื่อกระแสดับแล้ว จิตเราจะระลึกถึงอะไร คว้าอะไร เราจึงควรทำดี มีสติ ฝึกทำอยู่ตลอด ตรงไหนที่กังวลใจก็ให้กำจัดอาสวะส่วนนี้ออก สมาธิเราก็จะเต็ม ก็จะไปขั้นสูงขึ้นไปได้อีก  </p><p><strong>Q : ถ้าต้องป่วยด้วยอาการทางสมองระหว่างปุถุชนกับอริยะบุคคลต่างกันหรือไม่? </strong></p><p>A :  เหมือนกันที่ ทางกายบกพร่องทางสมอง ต่างกันที่ อริยะบุคคล เมื่อถูกลูกศรดอกที่ 1 แทงที่กาย ท่านจะรักษาจิตท่านไว้ได้ ไม่ไปหาความสุขทางกาม ส่วนปุถุชนนั้น เมื่อถูกลูกศรดอกที่ 1 แทงที่กายแล้ว ยังถูกลูกศรดอกที่ 2 แทงไปที่ใจ คือ กังวลใจ ไม่ผาสุก แล้วไปหาความสุขทางกาม  </p><p><strong>Q : ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้จิตไปอบายภูมิ ถ้ายังไม่ได้เป็นอริยบุคคล </strong></p><p>A : เราต้องรักษาจิตเราให้ดี ฝึกสติ เห็นไปตามจริง อะไรที่ต้องบรรลุ อะไรที่ต้องทำให้ถึง เมื่อทำได้แล้ว ถึงเวลานั้นเราจะเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้  </p><p><strong>Q : อนมตัคคปริยายสูตร น้ำตาเปรียบด้วยมหาสมุทร </strong></p><p>A : เราทุกข์เพราะไม่เห็นอริยสัจสี่ ให้เราตั้งสติให้ดี เห็นในความเป็นจริงด้วยปัญญา ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ ให้ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีล สี่อย่างนี้จะพาให้เราสู่กระแสนิพพานเป็น “โสตาปัตติยังคะ 4” ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือเกิดเหนือตาย เหนือสุขเหนือทุกข์ [6527-7q]</title>
			<itunes:title>เหนือเกิดเหนือตาย เหนือสุขเหนือทุกข์ [6527-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:13</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4cec8dad-929a-4040-900b-58a111231bc6/media.mp3" length="27847846" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4cec8dad-929a-4040-900b-58a111231bc6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5596</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5596</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdqBUOMpJ8+jNBmdCrybepS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>27</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะดำเนินชีวิตประจำวัน ควรเจริญสติอย่างไร?</strong></p><p>A: เจริญสติได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะทำกิจการงานใด โดยให้ระลึกด้วย “สัมมาสติ” คือ คิดดี มีเมตตา คิดแล้วกิเลสลด ไม่คิดไปในทางที่ไม่ดีหรือมิจฉาสติ (คิดแล้วกิเลสเพิ่ม)</p><p><strong>Q: พระเครื่องไม่มีในพระพุทธศาสนาใช่ไหม?</strong></p><p>A: พระเครื่องมีภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรทำ คือ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ใช่ห้อยพระเพื่อ อยากให้บันดาลสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรืองมงาย เป็นความหลง เป็น “วัตตโกตูหลมงคล”</p><p><strong>Q: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน และสิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตนนั้นคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คือ “ขันธ์ 5” สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน คือ “จิต”/เมื่อตัณหาไปยึดถือในขันธ์ 5 จึงมีความรู้สึกว่าเป็น จิต ขึ้นมา รู้สึกว่ามีตัวตน เพราะไปยึดในขันธ์ 5 คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ รู้สึกว่ามันมี นั่นคือ ถูกหลอก/ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน ตรงนี้เป็นกุญแจ คลายความยึดถือ ปลดล็อคได้ ให้เรารักษาจิตด้วยสติ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อความจริงปรากฏว่า จิตก็ไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง จิตก็จะละเอียดลงๆ หลุดพ้นจากความยึดถือ อวิชชาที่อยู่ที่จิต ก็จะหายไปดับไป สิ่งที่เหลืออยู่ คือ จิตที่ยินดี ร่าเริง ไม่สะดุ้งไปตามสิ่งต่างๆ คือ จิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง</p><p><strong>Q: การใช้ชีวิตตอนอยู่นอกคอร์สปฏิบัติธรรม ควรปฏิบัติตนอย่างไร?</strong></p><p>A: เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม สิ่งที่สำคัญ คือ “จิตใจ” ให้อยู่เหนือโลก เหนือผัสสะ เหนือด้วยสติปัญญา อย่าทำตัวเป็นคนหลุดโลก ให้ดูว่าเพื่อนที่ไปด้วย ว่าเป็นกัลยาณมิตรไหม ชวนคุยเรื่องธรรมะหรือหากคุยเรื่องงานก็ให้คุยด้วยสัมมาวาจา</p><p><strong>Q: คนเลือกเกิดได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ทั้งได้และไม่ได้ หากเราทำดีรักษาศีล เราก็เลือกเกิดไปสวรรค์ได้ หากเราผิดศีล ก็คือเลือกเกิดไปนรก หรือจะเลือกไม่เกิดเลยก็ได้ คือ ทำตามรรค 8 ไปนิพพาน/อีกนัยยะหากหมายถึง เลือกเกิดได้ แบบอยากรวย สวย หล่อ ต้องตั้งจิตอธิฐาน ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะดำเนินชีวิตประจำวัน ควรเจริญสติอย่างไร?</strong></p><p>A: เจริญสติได้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะทำกิจการงานใด โดยให้ระลึกด้วย “สัมมาสติ” คือ คิดดี มีเมตตา คิดแล้วกิเลสลด ไม่คิดไปในทางที่ไม่ดีหรือมิจฉาสติ (คิดแล้วกิเลสเพิ่ม)</p><p><strong>Q: พระเครื่องไม่มีในพระพุทธศาสนาใช่ไหม?</strong></p><p>A: พระเครื่องมีภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรทำ คือ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ใช่ห้อยพระเพื่อ อยากให้บันดาลสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรืองมงาย เป็นความหลง เป็น “วัตตโกตูหลมงคล”</p><p><strong>Q: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน และสิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตนนั้นคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คือ “ขันธ์ 5” สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน คือ “จิต”/เมื่อตัณหาไปยึดถือในขันธ์ 5 จึงมีความรู้สึกว่าเป็น จิต ขึ้นมา รู้สึกว่ามีตัวตน เพราะไปยึดในขันธ์ 5 คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ รู้สึกว่ามันมี นั่นคือ ถูกหลอก/ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน ตรงนี้เป็นกุญแจ คลายความยึดถือ ปลดล็อคได้ ให้เรารักษาจิตด้วยสติ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อความจริงปรากฏว่า จิตก็ไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง จิตก็จะละเอียดลงๆ หลุดพ้นจากความยึดถือ อวิชชาที่อยู่ที่จิต ก็จะหายไปดับไป สิ่งที่เหลืออยู่ คือ จิตที่ยินดี ร่าเริง ไม่สะดุ้งไปตามสิ่งต่างๆ คือ จิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง</p><p><strong>Q: การใช้ชีวิตตอนอยู่นอกคอร์สปฏิบัติธรรม ควรปฏิบัติตนอย่างไร?</strong></p><p>A: เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม สิ่งที่สำคัญ คือ “จิตใจ” ให้อยู่เหนือโลก เหนือผัสสะ เหนือด้วยสติปัญญา อย่าทำตัวเป็นคนหลุดโลก ให้ดูว่าเพื่อนที่ไปด้วย ว่าเป็นกัลยาณมิตรไหม ชวนคุยเรื่องธรรมะหรือหากคุยเรื่องงานก็ให้คุยด้วยสัมมาวาจา</p><p><strong>Q: คนเลือกเกิดได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ทั้งได้และไม่ได้ หากเราทำดีรักษาศีล เราก็เลือกเกิดไปสวรรค์ได้ หากเราผิดศีล ก็คือเลือกเกิดไปนรก หรือจะเลือกไม่เกิดเลยก็ได้ คือ ทำตามรรค 8 ไปนิพพาน/อีกนัยยะหากหมายถึง เลือกเกิดได้ แบบอยากรวย สวย หล่อ ต้องตั้งจิตอธิฐาน ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วางอุเบกขาเพื่อความสลัดคืน [6526-7q]</title>
			<itunes:title>วางอุเบกขาเพื่อความสลัดคืน [6526-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Jul 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/caa938b8-8da3-4996-8372-848a9207e469/media.mp3" length="26513960" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">caa938b8-8da3-4996-8372-848a9207e469</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c5597</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5597</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf9XsbV1IXMR9i9qzl8YRRf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: เพื่อนที่ทำงานซื้อของมาให้ พอเรารับไว้เราก็ไม่สบายใจ ไม่รับก็กลัวจะน้อยใจ เราควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><p>A:  เราสามารถรับไว้ แล้วซื้อของกลับให้เพื่อผูกมิตร ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาวะจิตเราด้วยว่า ซื้อของให้เค้าแล้ว เราไม่อยากซื้อให้กลับหรือเปล่า/แนะนำเรื่องการแบ่งจ่ายทรัพย์/หากเค้ามีศรัทธากับเรา เราก็ดูว่าเราจะทำตัวเป็นเนื้อนาบุญได้ไหม/แนะนำเปลี่ยนจากการซื้อของให้เป็นการหยอดกระปุก เพื่อร่วมทำบุญด้วยกัน หรือนำไปใช้เป็นสวัสดิการในที่ทำงานร่วมกัน</p><p><strong>Q: คุณสมบัติของเนื้อนาบุญเปรียบกับช้างทรงของพระราชา</strong></p><p>A: อดทน ต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องเป็นช้างที่ รู้ประหาร (กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศล) รู้รักษา (สำรวมอินทรีย์) รู้ไป (ไปทางนิพพาน) รู้ฟัง (ฟังธรรมะ) รู้อดทน (อดทนต่อเวทนา คำด่า คำว่า)</p><p><strong>Q: ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา วิมุต ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์</strong> มาจากศัพท์คำว่า “อทุกขมสุข” คือ ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ มากระทบ ก็จะมีความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ (อทุกขมสุข) เกิดขึ้น  <strong>อุเบกขา</strong> คือ ความวางเฉย เป็นหนึ่งในสติปัฏฐานสี่ เป็นหนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม <strong>วิมุตติ</strong> คือ พ้น (เจริญสติปัฏฐานสี่มาก ทำให้มากแล้ว เราจะมีองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม คือ “โพชฌงค์” พอมี โพชฌงค์แล้ว อาศัย วิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปด้วยความสลัดคืน วิชา และวิมุตติ จะเกิดขึ้น)</p><p>Q: <strong>อุเบกขาต่างจากวิมุตติอย่างไร?</strong></p><p>A: ความต่าง คือ อุเบกขา ละเอียดกว่า อทุกขมสุข, อุเบกขา เป็นหนึ่งใน สติปัฏฐานสี่ หนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ความเหมือน คือ เป็นเวทนาเหมือนกัน มีความเพลินเหมือนกัน มีสติอยู่ด้วยเหมือนกัน</p><p><strong>Q:  นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนมีหนอนไต่ตามร่างกาย</strong> <strong>อาการนี้คืออะไร แก้ไขอย่างไร</strong></p><p>A:  พิจารณา กรณีที่ 1) เป็นนิมิตว่า เราเห็นความเป็นปฏิกูลในกายนี้ คือ ไม่น่ายินดี ให้รักษาสติ เห็นตามจริง อย่าตกใจ หากตกใจ ให้ตั้งสติขึ้นใหม่ ให้มีกำลัง เห็นไปตามจริง กล้าเผชิญหน้า ว่ากายเราเป็นแบบนี้ นี่คือมาถูกทาง กรณีที่ 2) หากเราพึ่งเริ่มต้นปฏิบัติ แค่รู้สึกคันตามตัว อาการนี้คือ ลักษณะอาการปรุงแต่งทางกาย เป็นเครื่องทดสอบ เราต้องตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี รู้เฉยๆ แต่ไม่ตาม พอสอบผ่านแล้วจะไม่คันอีก</p><p><strong>Q: การนั่งสมาธิทดแทนการหลับได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ในการนอน 4 ประเภท หนึ่งในนั้น เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต คือ ตื่นอยู่ในสมาธิ (คนนอนแบบตื่น คือ ชาคริยานุโยค) ไม่ง่วง ไม่หลับ จิตสว่างอยู่ ร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ส่วนคนที่นอนไม่หลับ คือ ง่วง เหนื่อย เพลีย แต่นอนไม่หลับ</p><p><strong>Q:</strong> <strong>การทำสมาธิใกล้คนนอน มีผลกับคนนอนหรือไม่?</strong></p><p>A: หากเป็นการขยับร่างกาย ก็อาจมีผลต่อคนที่นอนใกล้ได้ หากเราทำสมาธิแล้วเราแผ่เมตตา ผลที่ได้ไม่ใช่แค่คนใกล้ คนไกล ก็ได้ประโยชน์ ได้ทั้งข้ามภพ ข้ามชาติด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: เพื่อนที่ทำงานซื้อของมาให้ พอเรารับไว้เราก็ไม่สบายใจ ไม่รับก็กลัวจะน้อยใจ เราควรตั้งจิตอย่างไร?</strong></p><p>A:  เราสามารถรับไว้ แล้วซื้อของกลับให้เพื่อผูกมิตร ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาวะจิตเราด้วยว่า ซื้อของให้เค้าแล้ว เราไม่อยากซื้อให้กลับหรือเปล่า/แนะนำเรื่องการแบ่งจ่ายทรัพย์/หากเค้ามีศรัทธากับเรา เราก็ดูว่าเราจะทำตัวเป็นเนื้อนาบุญได้ไหม/แนะนำเปลี่ยนจากการซื้อของให้เป็นการหยอดกระปุก เพื่อร่วมทำบุญด้วยกัน หรือนำไปใช้เป็นสวัสดิการในที่ทำงานร่วมกัน</p><p><strong>Q: คุณสมบัติของเนื้อนาบุญเปรียบกับช้างทรงของพระราชา</strong></p><p>A: อดทน ต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องเป็นช้างที่ รู้ประหาร (กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศล) รู้รักษา (สำรวมอินทรีย์) รู้ไป (ไปทางนิพพาน) รู้ฟัง (ฟังธรรมะ) รู้อดทน (อดทนต่อเวทนา คำด่า คำว่า)</p><p><strong>Q: ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา วิมุต ต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: <strong>ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์</strong> มาจากศัพท์คำว่า “อทุกขมสุข” คือ ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ มากระทบ ก็จะมีความรู้สึกที่จะบอกไม่ได้ว่าสุขหรือทุกข์ (อทุกขมสุข) เกิดขึ้น  <strong>อุเบกขา</strong> คือ ความวางเฉย เป็นหนึ่งในสติปัฏฐานสี่ เป็นหนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม <strong>วิมุตติ</strong> คือ พ้น (เจริญสติปัฏฐานสี่มาก ทำให้มากแล้ว เราจะมีองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม คือ “โพชฌงค์” พอมี โพชฌงค์แล้ว อาศัย วิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปด้วยความสลัดคืน วิชา และวิมุตติ จะเกิดขึ้น)</p><p>Q: <strong>อุเบกขาต่างจากวิมุตติอย่างไร?</strong></p><p>A: ความต่าง คือ อุเบกขา ละเอียดกว่า อทุกขมสุข, อุเบกขา เป็นหนึ่งใน สติปัฏฐานสี่ หนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ความเหมือน คือ เป็นเวทนาเหมือนกัน มีความเพลินเหมือนกัน มีสติอยู่ด้วยเหมือนกัน</p><p><strong>Q:  นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนมีหนอนไต่ตามร่างกาย</strong> <strong>อาการนี้คืออะไร แก้ไขอย่างไร</strong></p><p>A:  พิจารณา กรณีที่ 1) เป็นนิมิตว่า เราเห็นความเป็นปฏิกูลในกายนี้ คือ ไม่น่ายินดี ให้รักษาสติ เห็นตามจริง อย่าตกใจ หากตกใจ ให้ตั้งสติขึ้นใหม่ ให้มีกำลัง เห็นไปตามจริง กล้าเผชิญหน้า ว่ากายเราเป็นแบบนี้ นี่คือมาถูกทาง กรณีที่ 2) หากเราพึ่งเริ่มต้นปฏิบัติ แค่รู้สึกคันตามตัว อาการนี้คือ ลักษณะอาการปรุงแต่งทางกาย เป็นเครื่องทดสอบ เราต้องตั้งสติสัมปชัญญะไว้ให้ดี รู้เฉยๆ แต่ไม่ตาม พอสอบผ่านแล้วจะไม่คันอีก</p><p><strong>Q: การนั่งสมาธิทดแทนการหลับได้หรือไม่?</strong></p><p>A: ในการนอน 4 ประเภท หนึ่งในนั้น เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต คือ ตื่นอยู่ในสมาธิ (คนนอนแบบตื่น คือ ชาคริยานุโยค) ไม่ง่วง ไม่หลับ จิตสว่างอยู่ ร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ส่วนคนที่นอนไม่หลับ คือ ง่วง เหนื่อย เพลีย แต่นอนไม่หลับ</p><p><strong>Q:</strong> <strong>การทำสมาธิใกล้คนนอน มีผลกับคนนอนหรือไม่?</strong></p><p>A: หากเป็นการขยับร่างกาย ก็อาจมีผลต่อคนที่นอนใกล้ได้ หากเราทำสมาธิแล้วเราแผ่เมตตา ผลที่ได้ไม่ใช่แค่คนใกล้ คนไกล ก็ได้ประโยชน์ ได้ทั้งข้ามภพ ข้ามชาติด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การถวายอาหารพระ [6525-7q]</title>
			<itunes:title>วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การถวายอาหารพระ [6525-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9aa252bf-845e-4681-9ef9-2fe5cf508cfe/media.mp3" length="28766360" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9aa252bf-845e-4681-9ef9-2fe5cf508cfe</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5598</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meIxkUQLAmVO3J0CdgGxUj3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>25</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เราศึกษาวินัยเพื่อให้ญาติโยมปฏิบัติได้ถูกต้อง เป็นผู้ร่วมรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการช่วยพระสงฆ์รักษาพระวินัย</p><p>“ระเบียบวินัยเป็นแนวทางแห่งความสำเร็จ” ระเบียบวินัย เป็นขอบเขตของมรรค เพื่อให้อยู่ในเดินไปสู่นิพพาน</p><p><strong>อาหารที่ไม่ควรถวายพระสงฆ์</strong> คือ 1) <strong>เนื้อสัตว์ 10 ประเภท</strong> ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือโคร่ง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว 2)<strong>เนื้อดิบ</strong> เช่น ปูดอง แหนมหมู 3) <strong>พืชผักผลไม้ที่จะเติบโตต่อไปได้</strong> ก่อนที่จะถวาย เราควรทำให้สมควรแก่สมณะ (กัปปิยะ) ก่อน เพราะหากพระท่านฉันเมล็ดพืชที่สามารถเติบโตต่อไปได้แล้วทำให้เมล็ดมันแตกหรือหัก จะทำให้อาบัติหรือผิดศีล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เราศึกษาวินัยเพื่อให้ญาติโยมปฏิบัติได้ถูกต้อง เป็นผู้ร่วมรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการช่วยพระสงฆ์รักษาพระวินัย</p><p>“ระเบียบวินัยเป็นแนวทางแห่งความสำเร็จ” ระเบียบวินัย เป็นขอบเขตของมรรค เพื่อให้อยู่ในเดินไปสู่นิพพาน</p><p><strong>อาหารที่ไม่ควรถวายพระสงฆ์</strong> คือ 1) <strong>เนื้อสัตว์ 10 ประเภท</strong> ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสิงโต เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือโคร่ง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว 2)<strong>เนื้อดิบ</strong> เช่น ปูดอง แหนมหมู 3) <strong>พืชผักผลไม้ที่จะเติบโตต่อไปได้</strong> ก่อนที่จะถวาย เราควรทำให้สมควรแก่สมณะ (กัปปิยะ) ก่อน เพราะหากพระท่านฉันเมล็ดพืชที่สามารถเติบโตต่อไปได้แล้วทำให้เมล็ดมันแตกหรือหัก จะทำให้อาบัติหรือผิดศีล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุปัจจัยที่จะพ้นไปได้ด้วยดี [6524-7q]</title>
			<itunes:title>เหตุปัจจัยที่จะพ้นไปได้ด้วยดี [6524-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d0619608-46f7-4817-8c16-72aa805b21fc/media.mp3" length="27647156" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d0619608-46f7-4817-8c16-72aa805b21fc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c5599</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+md9IuIQ1u+hs0ldSj2RKF7B]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>24</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ผลกรรมของการฆ่าบิดามารดาโดยเจตนากับบันดาลโทสะหรือประมาท เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: บาปมากหรือน้อยดูที่เจตนา ท่านอุปมา ดังรอยกรีดบนพื้นน้ำ บนพื้นทรายและบนพื้นหิน ซึ่งกรรมก็จะให้ผลต่างกัน การฆ่าบิดามารดาหรือพระอรหันต์นั้นเป็น “อนันตริยกรรม” คือ กรรมที่หนักที่สุด ผลคือไปตก <strong>อเวจีมหานรก</strong> จนกว่าจะหมดกรรม แต่ก็ยังมีเศษกรรมที่ยังส่งผลต่อๆ มาอีก รองลงมาคือการฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น คน โค สัตว์เดรัจฉาน ตัวใหญ่หรือตัวเล็ก บาปก็จะลดลงมา ไล่ลงมา</p><p><strong>Q: ผู้ที่ทรมานด้วยโรคร้ายมานาน พอถึงแก่กรรม บ้างก็ว่าหมดกรรม บ้างก็ว่าสิ้นบุญ อย่างไหนถูกต้อง?</strong></p><p>A: ที่สำคัญ คือ ตายแล้วไปไหน ถ้าตายแล้วไปนรก นั่นไม่ดี ตายแล้วไปสวรรค์ หลุดพ้นหรือเป็นอริยบุคคล เรียกว่า ไปดี การตายนั้นดี ขึ้นอยู่กับว่าตอนยังไม่ตายเราประกอบกรรมอะไร</p><p><strong>Q: ขอทาน นำเงินที่ได้มาทำบุญ จะได้ผลบุญเท่ากับอาชีพทั่วไปหรือไม่?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้ มีศรัทธา มีศีล มีสัมมาอาชีวะหรือไม่ ทำบุญในเนื้อนาบุญหรือไม่ ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญหรือไม่ ผลที่ได้ก็จะต่างกันออกไป</p><p><strong>Q: บางคนอธิษฐานอยากได้บุตร แต่ไม่ได้หรือได้แล้วแต่เป็นตามที่หวัง เป็นเพราะอะไร?</strong></p><p>A: ความอยาก (ตัณหา) เป็นทุกข์ หากเราไม่มีความอยากก็จะไม่ทุกข์ เหตุปัจจัยที่จะควบคุมความอยากได้นั้น มีอยู่แล้วคือ มรรค 8</p><p><strong>Q: ที่ว่าบุตรชายคล้ายแม่ บุตรสาวคล้ายพ่อ มักไม่อาภัพจริงหรือ?</strong></p><p>A: อาภัพหรือไม่ สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อเกิดมาแล้วจะไปสว่างหรือไปมืด</p><p><strong>Q: บาปไหม? ถ้าไม่รักษาคำพูด</strong></p><p>A: เทียบเคียงกับพระสูตร ข้อมิจฉาวาจา หากคำพูดตอนนั้น ไม่มีเจตนาหลอกลวง แกล้งกล่าวเท็จ ไม่ถือว่าผิดหรือบาป เพราะทุกคำพูดเป็นคำจริง แต่พอกาลเวลาล่วงมา ไม่สามารถรักษาคำพูดไว้ได้เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเป็นโทษของวัฎฎะ</p><p><strong>Q: การแผ่เมตตาต่างจากการกรวดน้ำอย่างไร?</strong></p><p>A: กรวดน้ำเป็นกิริยาทางกาย การแผ่เมตตาเป็นกิริยาทางใจ ทั้งสองอย่าง ที่สำคัญ คือ จิตที่ตั้งไว้ด้วยดี มีเมตตา</p><p><strong>Q: บวชแบบไม่ต้องจัดงานอะไรเลยได้ไหม?</strong></p><p>A: สิ่งที่ต้องมี คือ มีบาตร จีวร หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป อนุศาสนาจารย์ และมีพิธีบวช คือ มีอุปัชฌาย์แล้วต้องกล่าวคำนี้ หมู่สงฆ์รับรองแล้วจบ สิ่งอื่นที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่จำเป็น</p><p><strong>Q: จริงหรือที่ว่า "เบียดก่อนบวช" พ่อแม่จะได้บุญน้อยกว่า?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานมีลูกก่อน แล้วค่อยมาบวช สำคัญอยู่ที่การกระทำ ว่าบวชแล้วทำอะไร</p><p><strong>Q: พระทุกรูปเชื่อว่าผีมีจริงใช่ไหม?</strong></p><p>A: ใม่ใช่ทุกรูปที่จะมีสัมมาทิฐิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ผลกรรมของการฆ่าบิดามารดาโดยเจตนากับบันดาลโทสะหรือประมาท เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: บาปมากหรือน้อยดูที่เจตนา ท่านอุปมา ดังรอยกรีดบนพื้นน้ำ บนพื้นทรายและบนพื้นหิน ซึ่งกรรมก็จะให้ผลต่างกัน การฆ่าบิดามารดาหรือพระอรหันต์นั้นเป็น “อนันตริยกรรม” คือ กรรมที่หนักที่สุด ผลคือไปตก <strong>อเวจีมหานรก</strong> จนกว่าจะหมดกรรม แต่ก็ยังมีเศษกรรมที่ยังส่งผลต่อๆ มาอีก รองลงมาคือการฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น คน โค สัตว์เดรัจฉาน ตัวใหญ่หรือตัวเล็ก บาปก็จะลดลงมา ไล่ลงมา</p><p><strong>Q: ผู้ที่ทรมานด้วยโรคร้ายมานาน พอถึงแก่กรรม บ้างก็ว่าหมดกรรม บ้างก็ว่าสิ้นบุญ อย่างไหนถูกต้อง?</strong></p><p>A: ที่สำคัญ คือ ตายแล้วไปไหน ถ้าตายแล้วไปนรก นั่นไม่ดี ตายแล้วไปสวรรค์ หลุดพ้นหรือเป็นอริยบุคคล เรียกว่า ไปดี การตายนั้นดี ขึ้นอยู่กับว่าตอนยังไม่ตายเราประกอบกรรมอะไร</p><p><strong>Q: ขอทาน นำเงินที่ได้มาทำบุญ จะได้ผลบุญเท่ากับอาชีพทั่วไปหรือไม่?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้ มีศรัทธา มีศีล มีสัมมาอาชีวะหรือไม่ ทำบุญในเนื้อนาบุญหรือไม่ ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญหรือไม่ ผลที่ได้ก็จะต่างกันออกไป</p><p><strong>Q: บางคนอธิษฐานอยากได้บุตร แต่ไม่ได้หรือได้แล้วแต่เป็นตามที่หวัง เป็นเพราะอะไร?</strong></p><p>A: ความอยาก (ตัณหา) เป็นทุกข์ หากเราไม่มีความอยากก็จะไม่ทุกข์ เหตุปัจจัยที่จะควบคุมความอยากได้นั้น มีอยู่แล้วคือ มรรค 8</p><p><strong>Q: ที่ว่าบุตรชายคล้ายแม่ บุตรสาวคล้ายพ่อ มักไม่อาภัพจริงหรือ?</strong></p><p>A: อาภัพหรือไม่ สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อเกิดมาแล้วจะไปสว่างหรือไปมืด</p><p><strong>Q: บาปไหม? ถ้าไม่รักษาคำพูด</strong></p><p>A: เทียบเคียงกับพระสูตร ข้อมิจฉาวาจา หากคำพูดตอนนั้น ไม่มีเจตนาหลอกลวง แกล้งกล่าวเท็จ ไม่ถือว่าผิดหรือบาป เพราะทุกคำพูดเป็นคำจริง แต่พอกาลเวลาล่วงมา ไม่สามารถรักษาคำพูดไว้ได้เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเป็นโทษของวัฎฎะ</p><p><strong>Q: การแผ่เมตตาต่างจากการกรวดน้ำอย่างไร?</strong></p><p>A: กรวดน้ำเป็นกิริยาทางกาย การแผ่เมตตาเป็นกิริยาทางใจ ทั้งสองอย่าง ที่สำคัญ คือ จิตที่ตั้งไว้ด้วยดี มีเมตตา</p><p><strong>Q: บวชแบบไม่ต้องจัดงานอะไรเลยได้ไหม?</strong></p><p>A: สิ่งที่ต้องมี คือ มีบาตร จีวร หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป อนุศาสนาจารย์ และมีพิธีบวช คือ มีอุปัชฌาย์แล้วต้องกล่าวคำนี้ หมู่สงฆ์รับรองแล้วจบ สิ่งอื่นที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่จำเป็น</p><p><strong>Q: จริงหรือที่ว่า "เบียดก่อนบวช" พ่อแม่จะได้บุญน้อยกว่า?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานมีลูกก่อน แล้วค่อยมาบวช สำคัญอยู่ที่การกระทำ ว่าบวชแล้วทำอะไร</p><p><strong>Q: พระทุกรูปเชื่อว่าผีมีจริงใช่ไหม?</strong></p><p>A: ใม่ใช่ทุกรูปที่จะมีสัมมาทิฐิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้ความกลัวด้วยความกล้า [6523-7q]</title>
			<itunes:title>แก้ความกลัวด้วยความกล้า [6523-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/dcd999fb-c17d-46d1-b8fe-12794ee981ad/media.mp3" length="26513740" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dcd999fb-c17d-46d1-b8fe-12794ee981ad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meSR3dm3xjz+zTaol7pLmmC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>23</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ผู้ป่วยติดเตียงดึงเครื่องช่วยหายใจออกเองแล้วตาย เป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่?</strong></p><p>A: ดูที่เจตนาเป็นเกณฑ์ ว่าต้องการให้ชีวิตสิ้นสุดลงหรือไม่</p><p><strong>Q: คนเรามักจะมีของที่ชอบเป็นพิเศษ นี้คือกาม คือมีอุปาทาน มีกิเลส ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: พิจารณาว่าเป็นเวทนาแบบไหน แบ่งตามนัยยะ คือ ถ้าเป็น อาหาร สถานที่ การงาน บุคคล ให้พิจารณาแล้วจึงเสพ (กุศลกรรมบถ 10 จิตตั้งมั่น/อาสวะ ปัจจัยสี่)/เพลง กลิ่น พิจารณาแล้วจึงอดกลั้น/สถานที่ พิจารณาแล้วจึงงดเว้น/ความคิดในทางอกุศลทุกอย่าง พิจารณาแล้วจึงบรรเทา</p><p><strong>Q: สิ่งที่เฉยๆ ไม่ได้โปรดปราน ไม่ใช่กามใช่ไหม?</strong></p><p>A: ความรู้สึกที่ไม่ได้บอกว่าเป็นทุกข์ เหรือ สุข เรียกว่า “อทุกขมสุขเวทนา” ซึ่งอาจทำให้เกิดกามได้ ถ้าจิตปรุงแต่งไป ดังนั้น เราควรฝึกสติเพื่อรักษาจิต ถ้ามีสติก็จะไม่มีกาม ถ้าไม่มีก็อาจเกิดเป็นกามได้</p><p><strong>Q: ความกลัว เป็นโมหะหรือไม่?/ความกลัวกับโรคซึมเศร้า เป็นปัญหาทางใจใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ความกลัวมี 2 แบบ คือ 1. ความกลัวที่เป็นอกุศล (เป็นโมหะ) 2. ความกลัวที่เป็นกุศล (หิริโอตัปปะ) คือ กลัวต่อสิ่งที่เป็นอกุศล เช่น กลัวการตกนรก กลัวต่อบาป เราต้องมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับความจริง ทำจริงแน่วแน่จริง ทำในสิ่งที่เป็นกุศล เมื่อปัญญาเกิด โมหะก็จะหายไป โดย การปฏิบัติธรรมรักษาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ผู้ป่วยติดเตียงดึงเครื่องช่วยหายใจออกเองแล้วตาย เป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่?</strong></p><p>A: ดูที่เจตนาเป็นเกณฑ์ ว่าต้องการให้ชีวิตสิ้นสุดลงหรือไม่</p><p><strong>Q: คนเรามักจะมีของที่ชอบเป็นพิเศษ นี้คือกาม คือมีอุปาทาน มีกิเลส ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: พิจารณาว่าเป็นเวทนาแบบไหน แบ่งตามนัยยะ คือ ถ้าเป็น อาหาร สถานที่ การงาน บุคคล ให้พิจารณาแล้วจึงเสพ (กุศลกรรมบถ 10 จิตตั้งมั่น/อาสวะ ปัจจัยสี่)/เพลง กลิ่น พิจารณาแล้วจึงอดกลั้น/สถานที่ พิจารณาแล้วจึงงดเว้น/ความคิดในทางอกุศลทุกอย่าง พิจารณาแล้วจึงบรรเทา</p><p><strong>Q: สิ่งที่เฉยๆ ไม่ได้โปรดปราน ไม่ใช่กามใช่ไหม?</strong></p><p>A: ความรู้สึกที่ไม่ได้บอกว่าเป็นทุกข์ เหรือ สุข เรียกว่า “อทุกขมสุขเวทนา” ซึ่งอาจทำให้เกิดกามได้ ถ้าจิตปรุงแต่งไป ดังนั้น เราควรฝึกสติเพื่อรักษาจิต ถ้ามีสติก็จะไม่มีกาม ถ้าไม่มีก็อาจเกิดเป็นกามได้</p><p><strong>Q: ความกลัว เป็นโมหะหรือไม่?/ความกลัวกับโรคซึมเศร้า เป็นปัญหาทางใจใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ความกลัวมี 2 แบบ คือ 1. ความกลัวที่เป็นอกุศล (เป็นโมหะ) 2. ความกลัวที่เป็นกุศล (หิริโอตัปปะ) คือ กลัวต่อสิ่งที่เป็นอกุศล เช่น กลัวการตกนรก กลัวต่อบาป เราต้องมีความกล้าในการเผชิญหน้ากับความจริง ทำจริงแน่วแน่จริง ทำในสิ่งที่เป็นกุศล เมื่อปัญญาเกิด โมหะก็จะหายไป โดย การปฏิบัติธรรมรักษาได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มองชีวิตหลังความตายด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง [6522-7q]</title>
			<itunes:title>มองชีวิตหลังความตายด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง [6522-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Jun 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/11cc9e9c-58a7-43ed-9c56-db1df3bb076a/media.mp3" length="27875991" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">11cc9e9c-58a7-43ed-9c56-db1df3bb076a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c559b</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mefdPh6xvUrqn7v4OdUUPj+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>22</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตชาติ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก และคนเรามักจะทำแบบเดิม ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกอย่างอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด</p><p><strong>Q: เทวดามีกายทิพย์ จะปวดเมื่อยได้ไหม?</strong></p><p>A: ไม่ปวดเมื่อยเหมือนมนุษย์</p><p><strong>Q: เทวดาสิ้นอายุได้ใน 4 ลักษณะ</strong></p><p>A: 1. ลืมทานอาหาร 2. บุญเพิ่มขึ้น 3. มีความโกรธ 4. หมดอายุบุญ</p><p><strong>Q: เทวดาที่ไม่มีรูป (อรูป) รู้สึกได้ด้วยอะไร?</strong></p><p>A: ท่านมีจิต นิ่งๆ อยู่อย่างเดียว ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใด ๆ ได้</p><p><strong>Q: การทดลองของพระเจ้าปายาสิ | ปายาสิราชัญญสูตร</strong></p><p>A: จะหาจิตโดยใช้เครื่องมือที่เห็นได้ด้วยตา หูฟังได้ด้วยเสียง ไม่ได้ เพราะจิตเป็นนาม วิธีมีอยู่ คือ ใช้การตรวจสอบด้วยตาทิพย์ โดยเราจะต้องมีปัญญา หากเราไม่มีก็ให้อาศัยความเชื่อ อาศัยคนที่มีปัญญา ดั่ง คนตาบอดแต่กำเนิด ไม่เคยเห็นแม่น้ำ ท้องฟ้า จะบอกว่าไม่มี ไม่ได้ เพราะคนตาดีเค้ามองเห็น ก็ต้องเชื่อในสิ่งที่คนตาดีเพราะคนตาดีเห็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตชาติ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก และคนเรามักจะทำแบบเดิม ใช่หรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกอย่างอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด</p><p><strong>Q: เทวดามีกายทิพย์ จะปวดเมื่อยได้ไหม?</strong></p><p>A: ไม่ปวดเมื่อยเหมือนมนุษย์</p><p><strong>Q: เทวดาสิ้นอายุได้ใน 4 ลักษณะ</strong></p><p>A: 1. ลืมทานอาหาร 2. บุญเพิ่มขึ้น 3. มีความโกรธ 4. หมดอายุบุญ</p><p><strong>Q: เทวดาที่ไม่มีรูป (อรูป) รู้สึกได้ด้วยอะไร?</strong></p><p>A: ท่านมีจิต นิ่งๆ อยู่อย่างเดียว ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใด ๆ ได้</p><p><strong>Q: การทดลองของพระเจ้าปายาสิ | ปายาสิราชัญญสูตร</strong></p><p>A: จะหาจิตโดยใช้เครื่องมือที่เห็นได้ด้วยตา หูฟังได้ด้วยเสียง ไม่ได้ เพราะจิตเป็นนาม วิธีมีอยู่ คือ ใช้การตรวจสอบด้วยตาทิพย์ โดยเราจะต้องมีปัญญา หากเราไม่มีก็ให้อาศัยความเชื่อ อาศัยคนที่มีปัญญา ดั่ง คนตาบอดแต่กำเนิด ไม่เคยเห็นแม่น้ำ ท้องฟ้า จะบอกว่าไม่มี ไม่ได้ เพราะคนตาดีเค้ามองเห็น ก็ต้องเชื่อในสิ่งที่คนตาดีเพราะคนตาดีเห็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA["บุญ" เครื่องประดับจิตเสริมบารมี [6521-7q]]]></title>
			<itunes:title><![CDATA["บุญ" เครื่องประดับจิตเสริมบารมี [6521-7q]]]></itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/56bc6e9a-ba6d-4263-aa9e-7ab56524820c/media.mp3" length="27813718" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">56bc6e9a-ba6d-4263-aa9e-7ab56524820c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meey8tdl4yZBy9xKTXElhz9]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: บุญคืออะไร ผลบุญ มีจริงหรือไม่?</strong></p><p>A: บุญเป็นชื่อของ “ความสุข”/บุญทุกอย่างล้วนให้อานิสงส์ (ผล) ทำแล้วได้ความสุขจึงเรียกได้ว่าเป็น “บุญ”</p><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างกุศลกรรมบถ 10 และ บุญกิริยาวัตถุ 10?</strong></p><p>A: บุญกิริยาวัตถุ 10 หรือกุศลกรรมบถ 10 เป็นการกระทำที่จะทำให้เกิดความสุข/กุศลกรรมบถ 10 เป็นพุทธพจน์ แบ่งเป็น ทางกาย 3 วาจา 4 และทางใจ 3 อย่าง/บุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นการกำหนดจิตในการให้ทาน โดยอรรถกถาจารย์ ท่านได้กล่าวอธิบายเพิ่มเติมขึ้นมา ประกอบด้วย 1. ทานมัย 2. สีลมัย 3. ภาวนามัย 4. อปจายนมัย 5. ปัตติทานมัย 6. ปัตตานุโมทนามัย 7. เวยยาวัจจมัย 8. ธัมมัสสวนมัย 9. ธัมมเทสนามัย 10. ทิฏฐุชุกัมม์</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากการให้ทาน ควรตั้งจิตไว้อย่างไร?</strong></p><p>A: การกำหนดจิตในการให้ทาน ระดับที่ 1. ให้ทานด้วยความอยาก 2. ให้ทานด้วยความมี “หิริโอตตัปปะ” 3. ให้ทานด้วยความละอายต่อบาป 4. ให้ทานโดยไม่มีเศษเหลือ 5. ให้ทานในทักขิเณยยบุคคล  6. ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใส ปลื้มใจ โสมนัส 7. กำหนดจิตไว้ว่าเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  8. บุญที่เกิดจากการฟังและศึกษาธรรม  9. บุญที่เกิดจากการให้ความรู้ผู้อื่น 10. บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ตรง/อานิสงส์ของการให้ทาน คือ ให้มีโภคทรัพย์ ไปเกิดในสวรรค์ อานิสงส์ของศีลและภาวนา คือ เกิดการบรรลุธรรม ไปเกิดในสวรรค์</p><p><strong>Q: ทำบุญเอาหน้า จะได้ผลบุญหรือไม่?</strong></p><p>A: ทำบุญย่อมได้บุญ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเขาตั้งจิต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: บุญคืออะไร ผลบุญ มีจริงหรือไม่?</strong></p><p>A: บุญเป็นชื่อของ “ความสุข”/บุญทุกอย่างล้วนให้อานิสงส์ (ผล) ทำแล้วได้ความสุขจึงเรียกได้ว่าเป็น “บุญ”</p><p><strong>Q: ความแตกต่างระหว่างกุศลกรรมบถ 10 และ บุญกิริยาวัตถุ 10?</strong></p><p>A: บุญกิริยาวัตถุ 10 หรือกุศลกรรมบถ 10 เป็นการกระทำที่จะทำให้เกิดความสุข/กุศลกรรมบถ 10 เป็นพุทธพจน์ แบ่งเป็น ทางกาย 3 วาจา 4 และทางใจ 3 อย่าง/บุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นการกำหนดจิตในการให้ทาน โดยอรรถกถาจารย์ ท่านได้กล่าวอธิบายเพิ่มเติมขึ้นมา ประกอบด้วย 1. ทานมัย 2. สีลมัย 3. ภาวนามัย 4. อปจายนมัย 5. ปัตติทานมัย 6. ปัตตานุโมทนามัย 7. เวยยาวัจจมัย 8. ธัมมัสสวนมัย 9. ธัมมเทสนามัย 10. ทิฏฐุชุกัมม์</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากการให้ทาน ควรตั้งจิตไว้อย่างไร?</strong></p><p>A: การกำหนดจิตในการให้ทาน ระดับที่ 1. ให้ทานด้วยความอยาก 2. ให้ทานด้วยความมี “หิริโอตตัปปะ” 3. ให้ทานด้วยความละอายต่อบาป 4. ให้ทานโดยไม่มีเศษเหลือ 5. ให้ทานในทักขิเณยยบุคคล  6. ให้ทานด้วยจิตเลื่อมใส ปลื้มใจ โสมนัส 7. กำหนดจิตไว้ว่าเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต  8. บุญที่เกิดจากการฟังและศึกษาธรรม  9. บุญที่เกิดจากการให้ความรู้ผู้อื่น 10. บุญที่เกิดจากการทำความเห็นให้ตรง/อานิสงส์ของการให้ทาน คือ ให้มีโภคทรัพย์ ไปเกิดในสวรรค์ อานิสงส์ของศีลและภาวนา คือ เกิดการบรรลุธรรม ไปเกิดในสวรรค์</p><p><strong>Q: ทำบุญเอาหน้า จะได้ผลบุญหรือไม่?</strong></p><p>A: ทำบุญย่อมได้บุญ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเขาตั้งจิต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ชำระหนี้สงฆ์ [6520-7q]</title>
			<itunes:title>ชำระหนี้สงฆ์ [6520-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8cdfd256-0a3c-44f4-896e-792d9016f21c/media.mp3" length="24284984" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8cdfd256-0a3c-44f4-896e-792d9016f21c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mecosX+aTMKOV/37KK5Sibv]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>20</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: นกสร้างรังรบกวน ควรแก้ไขอย่างไรจึงไม่บาป?</strong></p><p>A: แผ่เมตตา ใช้วิธีธรรมชาติหรือเทคโนโลยีป้องกัน หมั่นดูแลบ้านเรือน</p><p><strong>Q: แผ่เมตตาแล้วหายเจ็บเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: แผ่เมตตาก็เป็นสมาธิ สมาธิเป็นบุญ เมื่อเราระลึกถึงบุญก็จะเกิดปิติสุข ทุกขเวทนาก็จะระงับลง โดยควรแก่ฐานะได้</p><p><strong>Q: กังวลใจว่ายังไม่ได้ชำระหนี้สงฆ์ บาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านช่วยเหลือสงเคราะห์เรา ไม่ได้ถือว่าเป็นบาป การที่เรารู้คุณท่าน คือ ความกตัญญู กตเวทีของเรา เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ เป็นบุญ</p><p><strong>Q: เมื่อได้ความรู้/ปัญญาจากการปฏิบัติแล้วควรทำอย่างไรต่อไป?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการใช้ไปในทางไหน ในทางธรรม หากเราต้องการความละเอียดลงไปอีก ก็ให้เห็นว่าความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่เที่ยง ในทางโลก หากนำปัญญามาใช้ก็จะพัฒนาตนเองได้</p><p><strong>Q: จะแยกว่าอะไรเป็นอภิธรรม อะไรไม่ใช่อภิธรรม ได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ธรรมะทั้งหมดคืออภิธรรม ส่วนที่มีตัวละคร สถานที่ บทพูดคือพระสูตร</p><p><strong>Q: อภิวินัย มีหรือไม่?</strong></p><p>A: มี อภิธรรม อภิวินัย เป็นของคู่กัน</p><p><strong>Q: ฆราวาสควรสนใจพูดกล่าวถึงอภิธรรม หรือไม่?</strong></p><p>A: ควรเป็นคนที่ศึกษาธรรมวินัย อบรมศีล กาย วาจา จิต ปัญญา มาก่อน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: นกสร้างรังรบกวน ควรแก้ไขอย่างไรจึงไม่บาป?</strong></p><p>A: แผ่เมตตา ใช้วิธีธรรมชาติหรือเทคโนโลยีป้องกัน หมั่นดูแลบ้านเรือน</p><p><strong>Q: แผ่เมตตาแล้วหายเจ็บเกิดจากอะไร?</strong></p><p>A: แผ่เมตตาก็เป็นสมาธิ สมาธิเป็นบุญ เมื่อเราระลึกถึงบุญก็จะเกิดปิติสุข ทุกขเวทนาก็จะระงับลง โดยควรแก่ฐานะได้</p><p><strong>Q: กังวลใจว่ายังไม่ได้ชำระหนี้สงฆ์ บาปหรือไม่?</strong></p><p>A: ท่านช่วยเหลือสงเคราะห์เรา ไม่ได้ถือว่าเป็นบาป การที่เรารู้คุณท่าน คือ ความกตัญญู กตเวทีของเรา เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ เป็นบุญ</p><p><strong>Q: เมื่อได้ความรู้/ปัญญาจากการปฏิบัติแล้วควรทำอย่างไรต่อไป?</strong></p><p>A: ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการใช้ไปในทางไหน ในทางธรรม หากเราต้องการความละเอียดลงไปอีก ก็ให้เห็นว่าความรู้ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่เที่ยง ในทางโลก หากนำปัญญามาใช้ก็จะพัฒนาตนเองได้</p><p><strong>Q: จะแยกว่าอะไรเป็นอภิธรรม อะไรไม่ใช่อภิธรรม ได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ธรรมะทั้งหมดคืออภิธรรม ส่วนที่มีตัวละคร สถานที่ บทพูดคือพระสูตร</p><p><strong>Q: อภิวินัย มีหรือไม่?</strong></p><p>A: มี อภิธรรม อภิวินัย เป็นของคู่กัน</p><p><strong>Q: ฆราวาสควรสนใจพูดกล่าวถึงอภิธรรม หรือไม่?</strong></p><p>A: ควรเป็นคนที่ศึกษาธรรมวินัย อบรมศีล กาย วาจา จิต ปัญญา มาก่อน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาชำแหละอวิชชา [6519-7q]</title>
			<itunes:title>ปัญญาชำแหละอวิชชา [6519-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/45b06345-1a80-4226-91e1-2f365777230f/media.mp3" length="26259421" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">45b06345-1a80-4226-91e1-2f365777230f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdZ4jxCG/+XtJUFyjyp+GYl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน วันเดียวกัน สิ่งสำคัญที่เราควรระลึกถึง คือ มรดกที่ท่านมอบไว้ให้ คือ คำสอน ระลึกถึงการเกิดขึ้นของพุทโธ ระลึกว่าสิ่งใดที่ควรเกิดขึ้นในใจเรา ที่เป็นกุศล เป็นความดี สิ่งใดที่ควรตายไปจากเรา คือ อกุศล ความไม่ดี</p><p>Q: <strong>เกร็ดความรู้ งานตัดหวาย+ผูกพัทธสีมา</strong></p><p>A: โบสถ์ จัดอยู่ในรูปแบบของเสนาสนะ ในด้านสถาปัตยกรรม จะหยาบหรือละเอียดได้ทั้งหมด/เสนาสนะทางพระวินัยบัญญัติไว้ว่า ถ้าทำเพื่อตัวเอง ไม่เกิน 50 ตร.ว. ไม่ต้องแสดงเขตที่ แต่หากมีกิจอื่นที่ต้องทำมากขึ้นต้องมีการแสดงเขตที่ ต้องมีการสวดถอน เพราะหากก่อนหน้านี้เคยมีเสนาสนะ แล้วเราไม่สวนถอน การใช้พื้นที่นี้จะถือว่าเป็น “โมฆะ” จึงต้องมีการสวดถอนเพื่อประกาศเพื่อเป็นเขตสีมา จำเป็นต้องผูกสีมา ซึ่งในรัชสมัยนี้จะมีการทำ <strong>“วิสุงคามสีมา”</strong> นิยมใช้เครื่องหมายที่กำหนดเขต คือ “ลูกนิมิต” แล้วมีใบเสมาปักไว้ด้านบนเพื่อแสดงว่าด้านล่างมีลูกนิมิต</p><p><strong>Q</strong>: <strong>สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตนคือสิ่งใด?/สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน คือสิ่งใด?</strong></p><p>A: จิต/ขันธ์ 5/การที่เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวตนของเรานั่นคือจิต จิตไปยึดถือขันธ์ 5 ในความเป็นตัวตน ถูกหลอกว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตน จิตก็เข้าไปยึดถือขันธ์ 5 ในความเป็นตัวตน สองสิ่งนี้อาศัยกันเกิด เพราะฉะนั้นเราจึงควรพิจารณาเห็นว่า จิต และขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน</p><p><strong>Q: เมื่อไหร่จิตคิดได้ รู้สึกได้ แบบเป็นตัวตน และเมื่อไหร่จิตถูกหลอกว่าเป็นตัวตน</strong></p><p>A: คิดได้ รู้สึกได้ นั่นคือมีอวิชชามาครอบงำ ในขณะที่ถูกหลอกด้วย อุปาทาน ทั้ง 2 อย่างถูกหลอกด้วยอวิชชาอยู่แล้ว ด้วยอวิชชา เป็นอาหารของตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน คือ ความยึดถือลงไปในขันธ์ 5 จิตจึงไปถูกหลอกให้ยึดถือขันธ์ 5 ถูกหลอกด้วยอวิชชา อวิชชาเป็นตัวหลอกให้เข้าใจผิด</p><p><strong>Q: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คิดได้ รู้สึกได้ ว่าไม่ใช่ตัวตนตลอดเวลาคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: ปัญญา</p><p><strong>Q: นอกจากจิตแล้ว สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่คิดได้ รู้สึกได้ คือสิ่งใด?</strong></p><p>A: อะไรที่คิดได้ เราเรียกสิ่งนั้นว่า “จิต”</p><p><strong>Q: กำไลหยกตกแตกกับการพิจาณาความไม่เที่ยง?</strong></p><p>A: เราต้องมีสติ เข้าใจสถานการณ์ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งต่างๆ จะดีไม่ดีก็อยู่ที่ กาย วาจา ใจ กำไลจะแตกหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันแตก มันก็แตก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน วันเดียวกัน สิ่งสำคัญที่เราควรระลึกถึง คือ มรดกที่ท่านมอบไว้ให้ คือ คำสอน ระลึกถึงการเกิดขึ้นของพุทโธ ระลึกว่าสิ่งใดที่ควรเกิดขึ้นในใจเรา ที่เป็นกุศล เป็นความดี สิ่งใดที่ควรตายไปจากเรา คือ อกุศล ความไม่ดี</p><p>Q: <strong>เกร็ดความรู้ งานตัดหวาย+ผูกพัทธสีมา</strong></p><p>A: โบสถ์ จัดอยู่ในรูปแบบของเสนาสนะ ในด้านสถาปัตยกรรม จะหยาบหรือละเอียดได้ทั้งหมด/เสนาสนะทางพระวินัยบัญญัติไว้ว่า ถ้าทำเพื่อตัวเอง ไม่เกิน 50 ตร.ว. ไม่ต้องแสดงเขตที่ แต่หากมีกิจอื่นที่ต้องทำมากขึ้นต้องมีการแสดงเขตที่ ต้องมีการสวดถอน เพราะหากก่อนหน้านี้เคยมีเสนาสนะ แล้วเราไม่สวนถอน การใช้พื้นที่นี้จะถือว่าเป็น “โมฆะ” จึงต้องมีการสวดถอนเพื่อประกาศเพื่อเป็นเขตสีมา จำเป็นต้องผูกสีมา ซึ่งในรัชสมัยนี้จะมีการทำ <strong>“วิสุงคามสีมา”</strong> นิยมใช้เครื่องหมายที่กำหนดเขต คือ “ลูกนิมิต” แล้วมีใบเสมาปักไว้ด้านบนเพื่อแสดงว่าด้านล่างมีลูกนิมิต</p><p><strong>Q</strong>: <strong>สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตนคือสิ่งใด?/สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน คือสิ่งใด?</strong></p><p>A: จิต/ขันธ์ 5/การที่เรารู้สึกว่ามันเป็นตัวตนของเรานั่นคือจิต จิตไปยึดถือขันธ์ 5 ในความเป็นตัวตน ถูกหลอกว่าขันธ์ 5 เป็นตัวตน จิตก็เข้าไปยึดถือขันธ์ 5 ในความเป็นตัวตน สองสิ่งนี้อาศัยกันเกิด เพราะฉะนั้นเราจึงควรพิจารณาเห็นว่า จิต และขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน</p><p><strong>Q: เมื่อไหร่จิตคิดได้ รู้สึกได้ แบบเป็นตัวตน และเมื่อไหร่จิตถูกหลอกว่าเป็นตัวตน</strong></p><p>A: คิดได้ รู้สึกได้ นั่นคือมีอวิชชามาครอบงำ ในขณะที่ถูกหลอกด้วย อุปาทาน ทั้ง 2 อย่างถูกหลอกด้วยอวิชชาอยู่แล้ว ด้วยอวิชชา เป็นอาหารของตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน คือ ความยึดถือลงไปในขันธ์ 5 จิตจึงไปถูกหลอกให้ยึดถือขันธ์ 5 ถูกหลอกด้วยอวิชชา อวิชชาเป็นตัวหลอกให้เข้าใจผิด</p><p><strong>Q: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน คิดได้ รู้สึกได้ ว่าไม่ใช่ตัวตนตลอดเวลาคือสิ่งใด?</strong></p><p>A: ปัญญา</p><p><strong>Q: นอกจากจิตแล้ว สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่คิดได้ รู้สึกได้ คือสิ่งใด?</strong></p><p>A: อะไรที่คิดได้ เราเรียกสิ่งนั้นว่า “จิต”</p><p><strong>Q: กำไลหยกตกแตกกับการพิจาณาความไม่เที่ยง?</strong></p><p>A: เราต้องมีสติ เข้าใจสถานการณ์ ไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งต่างๆ จะดีไม่ดีก็อยู่ที่ กาย วาจา ใจ กำไลจะแตกหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันแตก มันก็แตก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เสื่อมได้เจริญได้จึงไม่เที่ยง [6518-7q]</title>
			<itunes:title>เสื่อมได้เจริญได้จึงไม่เที่ยง [6518-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 May 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/0d0a9023-2fd0-4911-9ad2-8ff4356aa51a/media.mp3" length="26960208" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0d0a9023-2fd0-4911-9ad2-8ff4356aa51a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c559f</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c559f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfrUmcRz+Wwqpepa3jwJU98]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>18</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: การศึกษาพุทธศาสนามีด้านเดียวหรือสองด้าน?</strong></p><p>A: พิจารณาได้ทั้ง 2 อย่าง นัยยะของ 2 ด้าน อาจหมายถึง พิจารณาด้านประโยชน์และโทษ ว่าด้านไหนมาก ด้านไหนน้อย นัยยะของด้านเดียว อาจหมายถึง ทางสายกลาง (มรรค 8) </p><p><strong>Q: สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A: สิ่งใดที่เจริญได้ ก็เสื่อมได้ บางทีอาจเสื่อมจากสมาธิเพราะกายเมื่อยล้า คลุกคลีมาก ทำให้เจริญได้ คือ ไม่ยินดีในการเอนกาย รู้จักหลีกเร้น การปฏิบัติตามมรรค 8 จะช่วยปรับให้ไปตามทางได้ รู้จักเอาประโยชน์ หลีกออกจากโทษ</p><p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิ รู้สึก​เคลิ้ม​จนลืมคำภาวนา ​ลืมลมหายใจ เรียกว่าขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A: ขาดสติ คือ เพลินในสมาธิ ยึดถือในสมาธิ มีสมาธิแต่เผลอสติ การระงับลง ไม่ถือว่าเป็นการขาดสติ เพราะยังมีสติสัมปชัญญะ รู้ว่าระงับลง ให้เราฝึกตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป ฝึกให้ชำนาญในการเข้า การดำรงอยู่ และการออก ทำบ่อยๆ  เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พร้อมเฉพาะ ในการที่ความคิดนั้นดับไป </p><p><strong>Q: ขณะบริกรรมพุทโธ ครูอาจารย์​ก็เทศน์สอนด้วย เราควรเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A: ตั้งสติอยู่กับโสตวิญญาณ (การรับรู้ทางหูด้วยเสียง เกิดในช่องทางใจ)</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน เบื่อท้อไม่อยากนั่งต่อ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้พิจารณา เอาจิตจดจ่อตรงที่เราทำได้ จิตก็จะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราตริตรึกแต่ตรงที่ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ จิตเราจะไปในทางอกุศล</p><p><strong> Q: ผู้ปฏิบัติดี มีสมาธิมั่นคง เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ หลุดพ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อไปอีก?</strong></p><p>A: ท่านยังต้องปฏิบัติอยู่ ยังมีศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ แต่เหตุผลในการปฏิบัติ ไม่เหมือนเดิม คือ เหตุที่จะต้องทำเพื่อหลุดพ้น ไม่ต้องแล้ว เพราะหลุดพ้นแล้ว สำเร็จแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: การศึกษาพุทธศาสนามีด้านเดียวหรือสองด้าน?</strong></p><p>A: พิจารณาได้ทั้ง 2 อย่าง นัยยะของ 2 ด้าน อาจหมายถึง พิจารณาด้านประโยชน์และโทษ ว่าด้านไหนมาก ด้านไหนน้อย นัยยะของด้านเดียว อาจหมายถึง ทางสายกลาง (มรรค 8) </p><p><strong>Q: สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A: สิ่งใดที่เจริญได้ ก็เสื่อมได้ บางทีอาจเสื่อมจากสมาธิเพราะกายเมื่อยล้า คลุกคลีมาก ทำให้เจริญได้ คือ ไม่ยินดีในการเอนกาย รู้จักหลีกเร้น การปฏิบัติตามมรรค 8 จะช่วยปรับให้ไปตามทางได้ รู้จักเอาประโยชน์ หลีกออกจากโทษ</p><p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิ รู้สึก​เคลิ้ม​จนลืมคำภาวนา ​ลืมลมหายใจ เรียกว่าขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A: ขาดสติ คือ เพลินในสมาธิ ยึดถือในสมาธิ มีสมาธิแต่เผลอสติ การระงับลง ไม่ถือว่าเป็นการขาดสติ เพราะยังมีสติสัมปชัญญะ รู้ว่าระงับลง ให้เราฝึกตั้งสติสัมปชัญญะขึ้น เห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป ฝึกให้ชำนาญในการเข้า การดำรงอยู่ และการออก ทำบ่อยๆ  เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พร้อมเฉพาะ ในการที่ความคิดนั้นดับไป </p><p><strong>Q: ขณะบริกรรมพุทโธ ครูอาจารย์​ก็เทศน์สอนด้วย เราควรเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?</strong></p><p>A: ตั้งสติอยู่กับโสตวิญญาณ (การรับรู้ทางหูด้วยเสียง เกิดในช่องทางใจ)</p><p><strong>Q: นั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน เบื่อท้อไม่อยากนั่งต่อ ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: ให้พิจารณา เอาจิตจดจ่อตรงที่เราทำได้ จิตก็จะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราตริตรึกแต่ตรงที่ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ จิตเราจะไปในทางอกุศล</p><p><strong> Q: ผู้ปฏิบัติดี มีสมาธิมั่นคง เมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์ หลุดพ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อไปอีก?</strong></p><p>A: ท่านยังต้องปฏิบัติอยู่ ยังมีศีล สมาธิ ปัญญาอยู่ แต่เหตุผลในการปฏิบัติ ไม่เหมือนเดิม คือ เหตุที่จะต้องทำเพื่อหลุดพ้น ไม่ต้องแล้ว เพราะหลุดพ้นแล้ว สำเร็จแล้ว</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปสรรคเป็นโอกาสให้พัฒนา [6517-7q]</title>
			<itunes:title>อุปสรรคเป็นโอกาสให้พัฒนา [6517-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>48:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c7b6e719-fffb-47e9-9a97-8ec75c9734a0/media.mp3" length="23351120" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c7b6e719-fffb-47e9-9a97-8ec75c9734a0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a0</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfcjTzZyhKfyjX+JZKRS/HE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>วันแรงงานให้ระลึกถึงความเพียร ความอดทน ยิ่งใช้ ยิ่งเกิด ยิ่งใช้ ยิ่งมี ปรับให้สม่ำเสมอ ความดี ความงามจะพัฒนาขึ้น</p><p><strong>Q: การค้าขายที่ไม่ควรพึงกระทำ?</strong></p><p>A: ค้าอาวุธ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา ค้ายาเสพติด และยาพิษ</p><p><strong>Q: ความหมายของสัมมาอาชีวะและมิจฉาอาชีวะ</strong>?</p><p>A: <strong>มิจฉาอาชีวะ</strong> คือ การพูดหลอกลวง พูดให้ผู้อื่นเจ็บใจจนยอมตกลง พูดบีบบังคับ พูดป้อยอ พูดล่อลาภด้วยลาภ <strong>สัมมาอาชีวะ</strong> คือ การกระทำที่ไม่เป็นมิจฉาอาชีวะ</p><p><strong>Q:</strong> <strong>อุปสรรคของผู้ปฏิบัติที่หวังจะเข้าสู่กระแสนิพพาน?</strong></p><p>A: อุปกิเลส 11 อย่าง เป็นเครื่องมือที่จะตรวจสอบว่าเราอยู่ในมรรคหรือไม่/ทางที่จะไปสู่นิพพานต้องเดินตามทาง มรรค 8 เท่านั้น เอามรรค 8 เป็นเกณฑ์ ถ้าเจออุปสรรคแล้วผ่านมาได้ มีการพัฒนา กิเลสลดลงๆ จะเป็นทางที่ไปสู่นิพพานได้ ไม่เนิ่นช้า</p><p><strong>Q: จะบอกบุญ และสร้างศรัทธาให้แก่ผู้อื่นได้อย่างไร?</strong></p><p>A: บอกบุญให้ถูกช่องทาง/ตั้งจิตไว้ว่า ห้ามเขาเสียจากบาป อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ชี้ทางสวรรค์ให้ เค้าจะมีศรัทธาหรือไม่ ต้องค่อยเป็นค่อยไป</p><p><strong>ปชส. พระอาจารย์ฯ ไปเทศน์ที่ ยุวพุทธิกสมาคม ในวันที่ 8 พ.ค. 65</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>วันแรงงานให้ระลึกถึงความเพียร ความอดทน ยิ่งใช้ ยิ่งเกิด ยิ่งใช้ ยิ่งมี ปรับให้สม่ำเสมอ ความดี ความงามจะพัฒนาขึ้น</p><p><strong>Q: การค้าขายที่ไม่ควรพึงกระทำ?</strong></p><p>A: ค้าอาวุธ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าน้ำเมา ค้ายาเสพติด และยาพิษ</p><p><strong>Q: ความหมายของสัมมาอาชีวะและมิจฉาอาชีวะ</strong>?</p><p>A: <strong>มิจฉาอาชีวะ</strong> คือ การพูดหลอกลวง พูดให้ผู้อื่นเจ็บใจจนยอมตกลง พูดบีบบังคับ พูดป้อยอ พูดล่อลาภด้วยลาภ <strong>สัมมาอาชีวะ</strong> คือ การกระทำที่ไม่เป็นมิจฉาอาชีวะ</p><p><strong>Q:</strong> <strong>อุปสรรคของผู้ปฏิบัติที่หวังจะเข้าสู่กระแสนิพพาน?</strong></p><p>A: อุปกิเลส 11 อย่าง เป็นเครื่องมือที่จะตรวจสอบว่าเราอยู่ในมรรคหรือไม่/ทางที่จะไปสู่นิพพานต้องเดินตามทาง มรรค 8 เท่านั้น เอามรรค 8 เป็นเกณฑ์ ถ้าเจออุปสรรคแล้วผ่านมาได้ มีการพัฒนา กิเลสลดลงๆ จะเป็นทางที่ไปสู่นิพพานได้ ไม่เนิ่นช้า</p><p><strong>Q: จะบอกบุญ และสร้างศรัทธาให้แก่ผู้อื่นได้อย่างไร?</strong></p><p>A: บอกบุญให้ถูกช่องทาง/ตั้งจิตไว้ว่า ห้ามเขาเสียจากบาป อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ชี้ทางสวรรค์ให้ เค้าจะมีศรัทธาหรือไม่ ต้องค่อยเป็นค่อยไป</p><p><strong>ปชส. พระอาจารย์ฯ ไปเทศน์ที่ ยุวพุทธิกสมาคม ในวันที่ 8 พ.ค. 65</strong></p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สว่างด้วยปัญญา [6516-7q]</title>
			<itunes:title>สว่างด้วยปัญญา [6516-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:02:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c28a7aa7-2c1e-4040-acb7-6298f05d59cd/media.mp3" length="29896234" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c28a7aa7-2c1e-4040-acb7-6298f05d59cd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc6BCaPd16y5bBFMxZ/fiSL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>16</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: <strong>การด่าออกไปกับด่าในใจ ผิดศีลหรือไม่?</strong> </p><p>A: อยู่ที่ว่าเรานับสัมมาวาจา อีก 3 ข้อ (ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) เข้ามาเป็นศีลด้วยหรือไม่ ให้เราฝึกยิ่งๆ ขึ้นไป จะเกิดการพัฒนา รักษา กาย วาจา ใจ เรา ปฏิบัติให้ละเอียดขึ้นไปได้ยิ่งดี</p><p>Q: <strong>จากนิทานพรรณา "ผู้รู้เสียงสัตว์" ถ้าไม่มีญาณวิเศษนี้ เราจะดำรงตนในธรรมได้อย่างไร?</strong></p><p>A: วิธีที่จะพ้นทุกข์ได้จริงและปลอดภัยจากภัยใน ”วัฏฏะ” ได้ ต้อง “อาสวักขยญาณ” เท่านั้น คือ ญาณในการรู้อริยสัจสี่ </p><p>Q: <strong>การละวาง การปล่อยวางและการวางเฉย มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? </strong> </p><p>A: ละวาง ในที่นี้ หมายถึง ละ(ปหานะ) คือกำจัดทิ้งเสีย ใช้กับตัณหา สิ่งที่เป็นอกุศลเท่านั้น ปล่อยวาง คือ การวิราคะ วิมุตติ พ้น ซึ่งจะเป็นส่วนของมรรค 8 ใช้ตามสายของมรรค ใช้กับขันธ์5 คือปล่อยวางขันธ์ 5  วางเฉย (อุเบกขา) </p><p>Q: <strong>ชวนจิต มีความสัมพันธ์กับการทำสมาธิและวิปัสสนาอย่างไร ทำไมต้องมี 7 ขณะ?</strong></p><p>A: เป็นเรื่องของอภิธรรม </p><p>Q: <strong>ควรจะแก้ปัญหาน้องชายที่ติดยาอย่างไร?</strong></p><p>A: 1. ให้เรามีพรหมวิหารสี่ 2. หาช่องแนะนำให้เกิดประโยชน์ทั้งเราและเขา 3. ระมัดระวังความคิด อย่าเอา ”ความอยาก” เป็นตัวนำ ว่าอยากให้เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จิตใจเราให้มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปรารถนาดีต่อกัน ใช้วิธีการให้ถูก ตั้งอยู่ในแดนกุศล</p><p>Q: <strong>หากต้องนอนบนเตียงนานๆ เหมือนผู้ป่วยติดเตียง ควรนำธรรมะข้อใดมาปฏิบัติจึงจะผ่านพ้นไปได้?</strong></p><p>A: สำหรับผู้ที่เตรียมตัวมา ก็จะอยู่ด้วยความผาสุกได้ คือ จิตสงบ มีเครื่องอยู่ หากไม่ได้เตรียมตัว ก็จะไม่ผาสุก วุ่นวายใจ รับไม่ได้ เมื่อรับไม่ได้ ก็เกิดทุกข์ ให้เข้าใจทุกข์ เห็นทุกข์ ได้ด้วยปัญญาตามมรรค 8 อยู่กับมันได้ทุกข์ก็ลดลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: <strong>การด่าออกไปกับด่าในใจ ผิดศีลหรือไม่?</strong> </p><p>A: อยู่ที่ว่าเรานับสัมมาวาจา อีก 3 ข้อ (ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) เข้ามาเป็นศีลด้วยหรือไม่ ให้เราฝึกยิ่งๆ ขึ้นไป จะเกิดการพัฒนา รักษา กาย วาจา ใจ เรา ปฏิบัติให้ละเอียดขึ้นไปได้ยิ่งดี</p><p>Q: <strong>จากนิทานพรรณา "ผู้รู้เสียงสัตว์" ถ้าไม่มีญาณวิเศษนี้ เราจะดำรงตนในธรรมได้อย่างไร?</strong></p><p>A: วิธีที่จะพ้นทุกข์ได้จริงและปลอดภัยจากภัยใน ”วัฏฏะ” ได้ ต้อง “อาสวักขยญาณ” เท่านั้น คือ ญาณในการรู้อริยสัจสี่ </p><p>Q: <strong>การละวาง การปล่อยวางและการวางเฉย มีความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร? </strong> </p><p>A: ละวาง ในที่นี้ หมายถึง ละ(ปหานะ) คือกำจัดทิ้งเสีย ใช้กับตัณหา สิ่งที่เป็นอกุศลเท่านั้น ปล่อยวาง คือ การวิราคะ วิมุตติ พ้น ซึ่งจะเป็นส่วนของมรรค 8 ใช้ตามสายของมรรค ใช้กับขันธ์5 คือปล่อยวางขันธ์ 5  วางเฉย (อุเบกขา) </p><p>Q: <strong>ชวนจิต มีความสัมพันธ์กับการทำสมาธิและวิปัสสนาอย่างไร ทำไมต้องมี 7 ขณะ?</strong></p><p>A: เป็นเรื่องของอภิธรรม </p><p>Q: <strong>ควรจะแก้ปัญหาน้องชายที่ติดยาอย่างไร?</strong></p><p>A: 1. ให้เรามีพรหมวิหารสี่ 2. หาช่องแนะนำให้เกิดประโยชน์ทั้งเราและเขา 3. ระมัดระวังความคิด อย่าเอา ”ความอยาก” เป็นตัวนำ ว่าอยากให้เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จิตใจเราให้มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปรารถนาดีต่อกัน ใช้วิธีการให้ถูก ตั้งอยู่ในแดนกุศล</p><p>Q: <strong>หากต้องนอนบนเตียงนานๆ เหมือนผู้ป่วยติดเตียง ควรนำธรรมะข้อใดมาปฏิบัติจึงจะผ่านพ้นไปได้?</strong></p><p>A: สำหรับผู้ที่เตรียมตัวมา ก็จะอยู่ด้วยความผาสุกได้ คือ จิตสงบ มีเครื่องอยู่ หากไม่ได้เตรียมตัว ก็จะไม่ผาสุก วุ่นวายใจ รับไม่ได้ เมื่อรับไม่ได้ ก็เกิดทุกข์ ให้เข้าใจทุกข์ เห็นทุกข์ ได้ด้วยปัญญาตามมรรค 8 อยู่กับมันได้ทุกข์ก็ลดลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>“สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตนเอง [6515-7q]</title>
			<itunes:title>“สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตนเอง [6515-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d3a4712f-3146-4c61-87c2-da893c700222/media.mp3" length="27919637" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d3a4712f-3146-4c61-87c2-da893c700222</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a2</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdRI4wzitTQj4nRveHCw39a]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>15</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ศรัทธาที่ตั้งไว้ถูกกับผลของการอ้อนวอนขอร้อง ?</strong></p><p>A : ศรัทธามี 3 ระดับ 1. ไม่มีศรัทธาในอะไรเลย 2. มีศรัทธา ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ไม่ได้ผลเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ คืออยากจะสิ้นทุกข์ แต่ไม่โดยชอบ  3. มีศรัทธาตั้งไว้ดี ประกอบด้วยปัญญา มีการกระทำโดยชอบด้วยเหตุผล นั่นคือ “วิริยะ” ที่เหมาะสม ออกมาในรูปของศีลที่เป็นไปเพื่อความไม่ร้อนใจ เป็นหนึ่งใน มรรค 8 มีที่สุดจบคือ นิพพาน เรียกว่าเป็นศรัทธาถูกที่และดีที่สุด / ผลจากการอ้อนวอนขอร้องแล้วได้ บางครั้งเกิดจากเทพบันดาล บางครั้ง เกิดจากผลกรรมที่ทำมา</p><p><strong>Q : ศรัทธาในพระธรรมวินัยแตกต่างอย่างไรกับศรัทธาที่เกิดจากการปฏิบัติ ?</strong></p><p>A : ศรัทธาในธรรมวินัยเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้วจึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น รู้ได้ด้วยตนเอง</p><p><strong>Q : รู้อะไรเห็นอะไรจึงเรียกว่า “สันทิฏฐิโก” ?</strong></p><p>A : เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ชัด เห็นชัด รู้ได้เอง เห็นได้เอง ไม่เชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน</p><p><strong>Q : อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน ?</strong></p><p>A : ทั้งสองสิ่งล้วนสำคัญ เราควรทำกรรมดี ไม่ประมาท ความไม่ประมาทจะรักษาทั้งอาจิณณกรรมฝ่ายดีและจิตสุดท้ายฝ่ายดีได้</p><p>Q : <strong>คำว่า ”สีมา” หมายถึงอะไร ทำไมต้องผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิต ?</strong></p><p>A : สีมา คือ ขอบเขต หลักเขต สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ถนน, แนวภูเขา หรือสิ่งที่สร้างขึ้นเองเป็นนิมิต (เครื่องหมาย) เช่น เสาหินหรือลูกนิมิต เป็นหลักเขตและปัก “ใบเสมา” หรือ “สีมา” ไว้ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าใต้ใบสีมา มีลูกนิมิตอยู่ด้านล่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ศรัทธาที่ตั้งไว้ถูกกับผลของการอ้อนวอนขอร้อง ?</strong></p><p>A : ศรัทธามี 3 ระดับ 1. ไม่มีศรัทธาในอะไรเลย 2. มีศรัทธา ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ไม่ได้ผลเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ คืออยากจะสิ้นทุกข์ แต่ไม่โดยชอบ  3. มีศรัทธาตั้งไว้ดี ประกอบด้วยปัญญา มีการกระทำโดยชอบด้วยเหตุผล นั่นคือ “วิริยะ” ที่เหมาะสม ออกมาในรูปของศีลที่เป็นไปเพื่อความไม่ร้อนใจ เป็นหนึ่งใน มรรค 8 มีที่สุดจบคือ นิพพาน เรียกว่าเป็นศรัทธาถูกที่และดีที่สุด / ผลจากการอ้อนวอนขอร้องแล้วได้ บางครั้งเกิดจากเทพบันดาล บางครั้ง เกิดจากผลกรรมที่ทำมา</p><p><strong>Q : ศรัทธาในพระธรรมวินัยแตกต่างอย่างไรกับศรัทธาที่เกิดจากการปฏิบัติ ?</strong></p><p>A : ศรัทธาในธรรมวินัยเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้วจึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น รู้ได้ด้วยตนเอง</p><p><strong>Q : รู้อะไรเห็นอะไรจึงเรียกว่า “สันทิฏฐิโก” ?</strong></p><p>A : เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ชัด เห็นชัด รู้ได้เอง เห็นได้เอง ไม่เชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน</p><p><strong>Q : อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน ?</strong></p><p>A : ทั้งสองสิ่งล้วนสำคัญ เราควรทำกรรมดี ไม่ประมาท ความไม่ประมาทจะรักษาทั้งอาจิณณกรรมฝ่ายดีและจิตสุดท้ายฝ่ายดีได้</p><p>Q : <strong>คำว่า ”สีมา” หมายถึงอะไร ทำไมต้องผูกพัทธสีมาและฝังลูกนิมิต ?</strong></p><p>A : สีมา คือ ขอบเขต หลักเขต สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น ถนน, แนวภูเขา หรือสิ่งที่สร้างขึ้นเองเป็นนิมิต (เครื่องหมาย) เช่น เสาหินหรือลูกนิมิต เป็นหลักเขตและปัก “ใบเสมา” หรือ “สีมา” ไว้ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่าใต้ใบสีมา มีลูกนิมิตอยู่ด้านล่าง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะนำความผาสุกมาให้ [6514-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมะนำความผาสุกมาให้ [6514-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c3eaf893-15f1-42ad-834a-6b0c5c3c086e/media.mp3" length="26374565" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c3eaf893-15f1-42ad-834a-6b0c5c3c086e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a3</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfvOB70QFa29oAgQDOCqcrE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>14</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ไม่ปฏิบัติธรรมได้ไหม ?</strong></p><p>A : ธรรมะเมื่อนำไปทำ นำไปปฏิบัติแล้วจะนำความผาสุกมาให้ / อย่าเข้าใจผิดว่า ผาสุกคือ สุขเวทนา ไม่ดีคือทุกขเวทนา เพราะทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา ล้วนเป็นทุกข์ ให้เห็นธรรมะ เป็นสาระสำคัญ เราจะอยู่ผาสุกได้ / การปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติได้ทุกรูปแบบ การมีเมตตาต่อกัน รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ ก็ถือเป็นการนำธรรมะมาปฏิบัติ ควรปฏิบัติในทุกรูปแบบเพื่อความผาสุก</p><p><strong>Q :  การฝึกสมาธิในขณะที่ลืมตากับหลับตา สภาวธรรมจะต่างกันหรือไม่ ควรฝึกอย่างไรจึงเหมาะสม</strong></p><p>A :  สมาธิสามารถฝึกได้ในทุกอิริยาบถ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ตรงไหนเราทำได้ เอาตรงนั้นเป็นที่ตั้ง ตั้งจิตไว้ตรงนั้น ทำให้ชำนาญ แล้วค่อยพัฒนาไปอย่างอื่น/ อานิสงส์ของสมาธิในการเดิน จะทำให้อาหารย่อยง่าย สมาธิตั้งอยู่ได้นาน</p><p><strong>Q : ประโยชน์และโทษของการฝึกสมาธิแบบอรูปฌาน</strong></p><p>A : ฌาน หมายถึง การเพ่ง เอาใจจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง / การเพ่งนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ หยาบและละเอียด คำว่า “รูปฌาน” เป็นการเอารูปมาจดจ่อแล้วให้เกิดความเป็นอารมณ์อันเดียว ระงับลง  จนเป็นสมาธิ จากนั้น เมื่อล่วงรูปทั้งหลาย ใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปมาจดจ่อ เรียกว่า “อรูป” ส่วนประโยชน์และโทษนั้นมีอยู่ในทุกอย่างแต่สัดส่วนไม่เท่ากัน</p><p><strong>Q :</strong> <strong>พอถึงขั้นอรูปฌาน ไม่มีรูปให้เพ่ง จะต้องเพ่งอะไร?</strong></p><p>A : เมื่อถึงขั้นอรูป จะมีอายตนะพิเศษที่รับรู้ถึงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด “อากาสานัญจายตนะ” พอก้าวล่วงอากาศ ก็เป็นอายตนะที่รับรู้ถึงวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด “วิญญาณัญจายตนะ”</p><p><strong>Q : ควรวางใจอย่างไรเมื่อบอกบุญหรือชวนผู้อื่นมาทำบุญ ?</strong></p><p>A : ให้ระลึกถึงอานิสงส์ ในการชักชวน ตั้งจิตไว้ว่าบอกทางสวรรค์ให้ บอกในลักษณะให้เขามีศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร ไม่ปฏิบัติธรรมได้ไหม ?</strong></p><p>A : ธรรมะเมื่อนำไปทำ นำไปปฏิบัติแล้วจะนำความผาสุกมาให้ / อย่าเข้าใจผิดว่า ผาสุกคือ สุขเวทนา ไม่ดีคือทุกขเวทนา เพราะทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา ล้วนเป็นทุกข์ ให้เห็นธรรมะ เป็นสาระสำคัญ เราจะอยู่ผาสุกได้ / การปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติได้ทุกรูปแบบ การมีเมตตาต่อกัน รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ ก็ถือเป็นการนำธรรมะมาปฏิบัติ ควรปฏิบัติในทุกรูปแบบเพื่อความผาสุก</p><p><strong>Q :  การฝึกสมาธิในขณะที่ลืมตากับหลับตา สภาวธรรมจะต่างกันหรือไม่ ควรฝึกอย่างไรจึงเหมาะสม</strong></p><p>A :  สมาธิสามารถฝึกได้ในทุกอิริยาบถ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ตรงไหนเราทำได้ เอาตรงนั้นเป็นที่ตั้ง ตั้งจิตไว้ตรงนั้น ทำให้ชำนาญ แล้วค่อยพัฒนาไปอย่างอื่น/ อานิสงส์ของสมาธิในการเดิน จะทำให้อาหารย่อยง่าย สมาธิตั้งอยู่ได้นาน</p><p><strong>Q : ประโยชน์และโทษของการฝึกสมาธิแบบอรูปฌาน</strong></p><p>A : ฌาน หมายถึง การเพ่ง เอาใจจดจ่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง / การเพ่งนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ หยาบและละเอียด คำว่า “รูปฌาน” เป็นการเอารูปมาจดจ่อแล้วให้เกิดความเป็นอารมณ์อันเดียว ระงับลง  จนเป็นสมาธิ จากนั้น เมื่อล่วงรูปทั้งหลาย ใช้สิ่งที่ไม่ใช่รูปมาจดจ่อ เรียกว่า “อรูป” ส่วนประโยชน์และโทษนั้นมีอยู่ในทุกอย่างแต่สัดส่วนไม่เท่ากัน</p><p><strong>Q :</strong> <strong>พอถึงขั้นอรูปฌาน ไม่มีรูปให้เพ่ง จะต้องเพ่งอะไร?</strong></p><p>A : เมื่อถึงขั้นอรูป จะมีอายตนะพิเศษที่รับรู้ถึงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด “อากาสานัญจายตนะ” พอก้าวล่วงอากาศ ก็เป็นอายตนะที่รับรู้ถึงวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด “วิญญาณัญจายตนะ”</p><p><strong>Q : ควรวางใจอย่างไรเมื่อบอกบุญหรือชวนผู้อื่นมาทำบุญ ?</strong></p><p>A : ให้ระลึกถึงอานิสงส์ ในการชักชวน ตั้งจิตไว้ว่าบอกทางสวรรค์ให้ บอกในลักษณะให้เขามีศรัทธา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิภาวนาเพื่อสติสัมปชัญญะ [6513-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิภาวนาเพื่อสติสัมปชัญญะ [6513-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Apr 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/45f5da06-d0d2-4c52-8631-ea009e70c7e3/media.mp3" length="28772193" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">45f5da06-d0d2-4c52-8631-ea009e70c7e3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a4</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mercJgWVcQ7VPMcoAaXryE2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิรู้สึกเคลิ้ม ลืมภาวนา ลืมลมหายใจ รู้สึกสบาย ถือว่าขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A: ในการภาวนา หากเราเห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป คือ มีสติ หากเราไม่เห็นหรือเห็นเกิดแต่ไม่เห็นดับ นั่นคือ เผลอสติ</p><p><strong>Q: ขณะกำหนดจิตบริกรรม พุธโธ และฟังเทศน์ไปด้วย ควรกำหนดสติไว้กับอะไร?</strong></p><p>A: สติตั้งไว้ตรงช่องทางที่เสียงจะเข้ามา (หู)/เอาจิตไว้ที่ “โสตวิญญาณ”</p><p><strong>Q: ถ้าปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกหรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ต้องปฏิบัติเพื่อหวังเอาผล เพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังต้องปฏิบัติ รักษาศีล เพื่อดำรงอยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ ดำรงอยู่ในมรรค เพื่อประกอบให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน</p><p><strong>Q: เข้า ฌาน 1  แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารหรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?</strong></p><p>A: หากพิจารณากายตนเองแล้วเห็นความไม่เที่ยง ในกายตน ถือว่าเป็นวิปัสสนา แต่หากพิจารณากายบุคคลอื่น เป็นลักษณะรูปภาพ ถือว่าเป็นวิตกวิจารณ์</p><p><strong>Q: จะแก้ไขเรื่องตื่นนอนแล้วไม่ยอมลุก ได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ก่อนนอน ขณะอยู่ในอิริยาบถ นอน ให้ตั้งสติไว้ว่า “รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน” แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า “บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่” การนอนก็จะมีสติ เพราะได้ตั้งสติไว้/ทำบ่อยๆ จะค่อยพัฒนาขึ้นได้</p><p><strong>Q: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร กับทุกข์ที่เราเจอใช่ตัวเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นทุกข์เดียวกันกับเรา/ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้นท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้วเพราะท่านค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป/ทุกข์ที่ท่านสอน คือความที่ทนได้ยาก ไม่เที่ยง/ทุกขเวทนา คือ ความรู้สึก/ทุกขลักษณะ คือ รวมสุขเวทนา ขันธ์ 5 รวมทุกอย่าง</p><p><strong>Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นจะไปดีหรือเปล่า?</strong></p><p>A: จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมี จุตูปปาตญาณ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ขณะนั่งสมาธิรู้สึกเคลิ้ม ลืมภาวนา ลืมลมหายใจ รู้สึกสบาย ถือว่าขาดสติหรือไม่?</strong></p><p>A: ในการภาวนา หากเราเห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป คือ มีสติ หากเราไม่เห็นหรือเห็นเกิดแต่ไม่เห็นดับ นั่นคือ เผลอสติ</p><p><strong>Q: ขณะกำหนดจิตบริกรรม พุธโธ และฟังเทศน์ไปด้วย ควรกำหนดสติไว้กับอะไร?</strong></p><p>A: สติตั้งไว้ตรงช่องทางที่เสียงจะเข้ามา (หู)/เอาจิตไว้ที่ “โสตวิญญาณ”</p><p><strong>Q: ถ้าปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกหรือไม่?</strong></p><p>A: ไม่ต้องปฏิบัติเพื่อหวังเอาผล เพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังต้องปฏิบัติ รักษาศีล เพื่อดำรงอยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ ดำรงอยู่ในมรรค เพื่อประกอบให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน</p><p><strong>Q: เข้า ฌาน 1  แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารหรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?</strong></p><p>A: หากพิจารณากายตนเองแล้วเห็นความไม่เที่ยง ในกายตน ถือว่าเป็นวิปัสสนา แต่หากพิจารณากายบุคคลอื่น เป็นลักษณะรูปภาพ ถือว่าเป็นวิตกวิจารณ์</p><p><strong>Q: จะแก้ไขเรื่องตื่นนอนแล้วไม่ยอมลุก ได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ก่อนนอน ขณะอยู่ในอิริยาบถ นอน ให้ตั้งสติไว้ว่า “รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน” แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า “บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่” การนอนก็จะมีสติ เพราะได้ตั้งสติไว้/ทำบ่อยๆ จะค่อยพัฒนาขึ้นได้</p><p><strong>Q: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร กับทุกข์ที่เราเจอใช่ตัวเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นทุกข์เดียวกันกับเรา/ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้นท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้วเพราะท่านค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป/ทุกข์ที่ท่านสอน คือความที่ทนได้ยาก ไม่เที่ยง/ทุกขเวทนา คือ ความรู้สึก/ทุกขลักษณะ คือ รวมสุขเวทนา ขันธ์ 5 รวมทุกอย่าง</p><p><strong>Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นจะไปดีหรือเปล่า?</strong></p><p>A: จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมี จุตูปปาตญาณ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แก้ตรงจุดที่ตริตรึก [6512-7q]</title>
			<itunes:title>แก้ตรงจุดที่ตริตรึก [6512-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ae697377-db9b-40b4-9628-17ad687f6398/media.mp3" length="27889713" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ae697377-db9b-40b4-9628-17ad687f6398</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a5</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdfQg1tFMreb9XH+YWGzxoa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>12</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทำจิตอย่างไรจึงจะเลิกกลัวงู ที่ได้เคยทำร้ายในสมัยก่อน?</strong></p><p>A: ให้ทำความดีเพิ่ม ทำบ่อยๆ ทำมากๆ เมื่อเราระลึกถึงบุญ ระลึกถึงความดี ภาวนามากขึ้น  ความร้อนใจ ก็จะเบาบางลง</p><p><strong>Q: ใช้การภาวนาคาถา แทนการดูลมหายใจได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การภาวนา ก็ถือว่าเป็น ธัมมานุสติ เป็นหนึ่งใน อนุสติสิบ สามารถใช้วิธีไหนก็ได้</p><p><strong>Q: เทคนิคแก้ฝันร้าย</strong></p><p>A: ก่อนนอน ให้กำหนดสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อิริยาบถในการนอนแล้วเจริญเมตตา มุทิตา กรุณา อุเบกขา น้อมจิตไปเพื่อการนอน กำหนดจิตว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ว่า “ขอให้บาปอกุศลอย่าได้ตามเราผู้ที่นอนอยู่” แล้วบาปอกุศลจะไม่ตามเราไป เพราะเราตั้งสติไว้แล้ว</p><p><strong>Q: ทิศทางสู่นิพพานในขณะที่ยังเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนอยู่</strong></p><p>A: หนทางไปสู่นิพพานมีทางเดียว คือ มรรค 8/ฆราวาสผู้เดินตามทาง มรรค 8 ก็ไปสู่นิพพานได้</p><p><strong>Q: การเจริญมรรคของฆราวาส เจริญแบบไหนจึงได้ชื่อว่าทางสายกลาง?</strong></p><p>A: ให้เอาศีลเป็นหลัก มีกัลยาณมิตรดี มี “มรรค” เป็นเกณฑ์ ถ้าออกนอก มรรค ก็ให้ตั้งสติ ปรับจิตใจ ทำความเพียรให้มาก จะพัฒนาไปได้</p><p><strong>Q: วิธีแก้ไขเมื่อนั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน</strong></p><p>A: ให้ตั้งสติแล้วพิจารณาว่า ตอนที่ทำสมาธิได้นั้นทำอย่างไร อย่าเผลอสติ น้อมจิตไปในทางฟุ้งซ่าน ฝึกสติใหัมาก ทำให้มาก แล้วจะชำนาญ</p><p><strong>Q: สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ ถ้าได้เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A:  เสื่อมได้/เหตุของสมาธิ คือ สติ สัมมาทิฐิ โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน ถ้าเหตุเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป สมาธิก็เสื่อมได้ ให้รักษาเหตุของสมาธิ ก็จะรักษาสมาธิได้ พัฒนาได้ ไม่เสื่อม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทำจิตอย่างไรจึงจะเลิกกลัวงู ที่ได้เคยทำร้ายในสมัยก่อน?</strong></p><p>A: ให้ทำความดีเพิ่ม ทำบ่อยๆ ทำมากๆ เมื่อเราระลึกถึงบุญ ระลึกถึงความดี ภาวนามากขึ้น  ความร้อนใจ ก็จะเบาบางลง</p><p><strong>Q: ใช้การภาวนาคาถา แทนการดูลมหายใจได้หรือไม่?</strong></p><p>A: การภาวนา ก็ถือว่าเป็น ธัมมานุสติ เป็นหนึ่งใน อนุสติสิบ สามารถใช้วิธีไหนก็ได้</p><p><strong>Q: เทคนิคแก้ฝันร้าย</strong></p><p>A: ก่อนนอน ให้กำหนดสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อิริยาบถในการนอนแล้วเจริญเมตตา มุทิตา กรุณา อุเบกขา น้อมจิตไปเพื่อการนอน กำหนดจิตว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ว่า “ขอให้บาปอกุศลอย่าได้ตามเราผู้ที่นอนอยู่” แล้วบาปอกุศลจะไม่ตามเราไป เพราะเราตั้งสติไว้แล้ว</p><p><strong>Q: ทิศทางสู่นิพพานในขณะที่ยังเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนอยู่</strong></p><p>A: หนทางไปสู่นิพพานมีทางเดียว คือ มรรค 8/ฆราวาสผู้เดินตามทาง มรรค 8 ก็ไปสู่นิพพานได้</p><p><strong>Q: การเจริญมรรคของฆราวาส เจริญแบบไหนจึงได้ชื่อว่าทางสายกลาง?</strong></p><p>A: ให้เอาศีลเป็นหลัก มีกัลยาณมิตรดี มี “มรรค” เป็นเกณฑ์ ถ้าออกนอก มรรค ก็ให้ตั้งสติ ปรับจิตใจ ทำความเพียรให้มาก จะพัฒนาไปได้</p><p><strong>Q: วิธีแก้ไขเมื่อนั่งสมาธิแล้วฟุ้งซ่าน</strong></p><p>A: ให้ตั้งสติแล้วพิจารณาว่า ตอนที่ทำสมาธิได้นั้นทำอย่างไร อย่าเผลอสติ น้อมจิตไปในทางฟุ้งซ่าน ฝึกสติใหัมาก ทำให้มาก แล้วจะชำนาญ</p><p><strong>Q: สมาธิเสื่อมได้หรือไม่ ถ้าได้เกิดจากเหตุปัจจัยใด?</strong></p><p>A:  เสื่อมได้/เหตุของสมาธิ คือ สติ สัมมาทิฐิ โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน ถ้าเหตุเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป สมาธิก็เสื่อมได้ ให้รักษาเหตุของสมาธิ ก็จะรักษาสมาธิได้ พัฒนาได้ ไม่เสื่อม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา [6511-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าใจทุกข์ด้วยปัญญา [6511-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d7e15152-3558-498e-9154-03d92553a9b0/media.mp3" length="28137809" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d7e15152-3558-498e-9154-03d92553a9b0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mflb6dUWy7eNM/c1pyNncuz]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>11</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความสันโดษกับเรื่องกาม?</strong></p><p>A: กาม แบ่งเป็น 1. กิเลสกาม (ความยินดีพอใจ) 2. วัตถุกาม (เสื้อ ผ้า อาหาร คือ วัตถุกาม ที่มีทั้งปราณีต และไม่ปราณีต)/ความสันโดษ (มี 3 นัยยะ คือ 1. ยินดีตามที่มี 2. ยินดีตามกำลัง 3. ยินดีตามความเหมาะสม)/ให้ทำความเข้าใจความสันโดษให้ถูกต้อง ก็จะเลือกปฏิบัติได้</p><p><strong>Q: ไม่อิ่มไม่พอ พร่องอยู่เสมอ (กาม) กับอิ่มแล้วพอ (มรรค 8)?</strong></p><p>A: ไม่อิ่มไม่พอ นั่นคือ ”กาม” จะไม่มีที่สุดจบ วนไปเรื่อยๆ เติมอย่างไรก็ยังพร่องอยู่เสมอ/อิ่มแล้วพอ (ไม่หิว) เมื่อเดินตามทางสายกลาง (มรรค 8) จะมีนิพพานเป็นที่สุดจบ</p><p><strong>Q: การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือทุกข์น้อย แต่ขึ้นอยู่กับทำความเข้าใจทุกข์นั้นด้วยปัญญา</strong></p><p>A: เราต้องเข้าใจทุกข์ให้ถูก ว่าเป็นของเกิดดับได้ คือ 1. เข้าใจทุกข์  2. เข้าใจเหตุเกิดของทุกข์ 3. เข้าใจความดับไม่เหลือของทุกข์ 4. แก้ได้อย่างไร (ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)/ให้เดินตาม “มรรค 8” ปฏิบัติไปตามทาง ความยึดถือลดลง ความทุกข์ลดลง เข้าใจมากขึ้น ปัญญาเกิด เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์นั้น</p><p><strong>Q: บทสวดพระอภิธรรมในงานศพ</strong></p><p>A: ที่มาในอันดับแรก คือ สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านเทศน์หมวดอภิธรรมโปรดพระมารดาบนสวรรค์เป็นระยะเวลา 3 เดือน ที่เกี่ยวข้องกับงานศพมีเฉพาะในประเทศไทย/หมวดอภิธรรม จะอธิบายถึง 4 อย่าง แบ่งออกเป็น 7 คัมภีร์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความสันโดษกับเรื่องกาม?</strong></p><p>A: กาม แบ่งเป็น 1. กิเลสกาม (ความยินดีพอใจ) 2. วัตถุกาม (เสื้อ ผ้า อาหาร คือ วัตถุกาม ที่มีทั้งปราณีต และไม่ปราณีต)/ความสันโดษ (มี 3 นัยยะ คือ 1. ยินดีตามที่มี 2. ยินดีตามกำลัง 3. ยินดีตามความเหมาะสม)/ให้ทำความเข้าใจความสันโดษให้ถูกต้อง ก็จะเลือกปฏิบัติได้</p><p><strong>Q: ไม่อิ่มไม่พอ พร่องอยู่เสมอ (กาม) กับอิ่มแล้วพอ (มรรค 8)?</strong></p><p>A: ไม่อิ่มไม่พอ นั่นคือ ”กาม” จะไม่มีที่สุดจบ วนไปเรื่อยๆ เติมอย่างไรก็ยังพร่องอยู่เสมอ/อิ่มแล้วพอ (ไม่หิว) เมื่อเดินตามทางสายกลาง (มรรค 8) จะมีนิพพานเป็นที่สุดจบ</p><p><strong>Q: การบรรลุไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุกข์มากหรือทุกข์น้อย แต่ขึ้นอยู่กับทำความเข้าใจทุกข์นั้นด้วยปัญญา</strong></p><p>A: เราต้องเข้าใจทุกข์ให้ถูก ว่าเป็นของเกิดดับได้ คือ 1. เข้าใจทุกข์  2. เข้าใจเหตุเกิดของทุกข์ 3. เข้าใจความดับไม่เหลือของทุกข์ 4. แก้ได้อย่างไร (ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)/ให้เดินตาม “มรรค 8” ปฏิบัติไปตามทาง ความยึดถือลดลง ความทุกข์ลดลง เข้าใจมากขึ้น ปัญญาเกิด เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์นั้น</p><p><strong>Q: บทสวดพระอภิธรรมในงานศพ</strong></p><p>A: ที่มาในอันดับแรก คือ สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านเทศน์หมวดอภิธรรมโปรดพระมารดาบนสวรรค์เป็นระยะเวลา 3 เดือน ที่เกี่ยวข้องกับงานศพมีเฉพาะในประเทศไทย/หมวดอภิธรรม จะอธิบายถึง 4 อย่าง แบ่งออกเป็น 7 คัมภีร์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6510-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6510-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/fdbf5f08-f26e-43b3-8c34-a7e3f4085577/media.mp3" length="28227409" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fdbf5f08-f26e-43b3-8c34-a7e3f4085577</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a7</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcp9/p3NaTVndeH0yJle5SX]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>10</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?</strong></p><p>A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย</p><p><strong>Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย</p><p><strong>Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่า โกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่/ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง</p><p><strong>Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่</strong></p><p>A:  1. ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2. เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3. คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4. จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา 5. ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา</p><p><strong>Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?</strong></p><p>A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดย ให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น</p><p><strong>Q: อุปกิเลส 16 ประการ</strong></p><p>A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร” จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1. โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2. พยาบาท 3. โกรธ 4. ผูกโกรธ 5. ลบหลู่คุณท่าน 6. ตีเสมอ 7. ริษยา 8. ตระหนี่ 9. มารยา 10.โอ้อวด 11. หัวดื้อ 12. แข่งดี 13. มานะ 14. ดูหมิ่น 15. มัวเมา 16.ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?</strong></p><p>A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย</p><p><strong>Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</strong></p><p>A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ</p><p><strong>Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?</strong></p><p>A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย</p><p><strong>Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่า โกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่/ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง</p><p><strong>Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่</strong></p><p>A:  1. ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2. เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3. คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4. จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา 5. ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา</p><p><strong>Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?</strong></p><p>A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดย ให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น</p><p><strong>Q: อุปกิเลส 16 ประการ</strong></p><p>A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร” จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1. โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2. พยาบาท 3. โกรธ 4. ผูกโกรธ 5. ลบหลู่คุณท่าน 6. ตีเสมอ 7. ริษยา 8. ตระหนี่ 9. มารยา 10.โอ้อวด 11. หัวดื้อ 12. แข่งดี 13. มานะ 14. ดูหมิ่น 15. มัวเมา 16.ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โพชฌงค์แก้ใจเศร้าหมอง [6509-7q]</title>
			<itunes:title>โพชฌงค์แก้ใจเศร้าหมอง [6509-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Mar 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ec0fea0f-f214-4fd9-aaba-9dde12ced702/media.mp3" length="27917263" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ec0fea0f-f214-4fd9-aaba-9dde12ced702</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55a8</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdTZK0QnmklijOWPEn/xof6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>9</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: <strong>คำแปลและความหมายของศีลในข้อ 7 และ 8</strong></p><p>A: <strong>ศีลข้อ 7</strong> นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี คือ เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง / <strong>ศีลข้อ 8</strong> อุจจาสยนมหาสยนาเวรมณี คือ เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่</p><p>Q: <strong>ผลกรรมที่ทำผิดศีล 5</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะเป็นสังคม ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เรื่องศีลย่อมได้รับผลเหมือนกัน เพราะธรรมะ ไม่เนื่องด้วยกาล เป็นอกาลิโก</p><p>Q: <strong>ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะนรก หรือสวรรค์เดียวกันกับผู้ที่นับถือพุทธหรือไม่?</strong></p><p>A: คนเราเกิดมามี อายตนะ เหมือนกันจะนับถือศาสนาไหน ก็ยังมือายตนะเหมือนกัน นรก สวรรค์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน</p><p>Q: <strong>สัดส่วนของความสุขความทุกข์ในนรก และสวรรค์</strong></p><p>A: นรกมีสุขน้อย มีทุกข์มาก/สวรรค์ มีสุขมาก มีทุกข์น้อย</p><p>Q: <strong>ความหมายของสักกายทิฐิ และการละสักกายทิฏฐิ</strong></p><p>A:  สักกายทิฏฐิ แปลว่า ความเข้าใจว่านี่เป็นตัวตนของเรา การจะละสักกายทิฏฐิได้ จะต้อง เห็นถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน มีปัญญาเกิดขึ้น ทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นได้ สักกายทิฏฐิ ก็ละไป</p><p>Q: <strong>ทำสมาธิ พิจารณาร่างกาย แต่ใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน แก้ไขอย่างไรดี</strong></p><p>A: ใช้โพชฌงค์ 7 ในฝ่ายที่ทำให้จิตใจสงบ คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: <strong>คำแปลและความหมายของศีลในข้อ 7 และ 8</strong></p><p>A: <strong>ศีลข้อ 7</strong> นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี คือ เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง / <strong>ศีลข้อ 8</strong> อุจจาสยนมหาสยนาเวรมณี คือ เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่</p><p>Q: <strong>ผลกรรมที่ทำผิดศีล 5</strong></p><p>A: ไม่ว่าจะเป็นสังคม ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เรื่องศีลย่อมได้รับผลเหมือนกัน เพราะธรรมะ ไม่เนื่องด้วยกาล เป็นอกาลิโก</p><p>Q: <strong>ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะนรก หรือสวรรค์เดียวกันกับผู้ที่นับถือพุทธหรือไม่?</strong></p><p>A: คนเราเกิดมามี อายตนะ เหมือนกันจะนับถือศาสนาไหน ก็ยังมือายตนะเหมือนกัน นรก สวรรค์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน</p><p>Q: <strong>สัดส่วนของความสุขความทุกข์ในนรก และสวรรค์</strong></p><p>A: นรกมีสุขน้อย มีทุกข์มาก/สวรรค์ มีสุขมาก มีทุกข์น้อย</p><p>Q: <strong>ความหมายของสักกายทิฐิ และการละสักกายทิฏฐิ</strong></p><p>A:  สักกายทิฏฐิ แปลว่า ความเข้าใจว่านี่เป็นตัวตนของเรา การจะละสักกายทิฏฐิได้ จะต้อง เห็นถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน มีปัญญาเกิดขึ้น ทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นได้ สักกายทิฏฐิ ก็ละไป</p><p>Q: <strong>ทำสมาธิ พิจารณาร่างกาย แต่ใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน แก้ไขอย่างไรดี</strong></p><p>A: ใช้โพชฌงค์ 7 ในฝ่ายที่ทำให้จิตใจสงบ คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิเป็นหัวหน้า มีวิมุตติเป็นแก่น [6508-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิเป็นหัวหน้า มีวิมุตติเป็นแก่น [6508-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9f7896bd-8df5-42e5-ab48-312b72edf8a5/media.mp3" length="26971346" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9f7896bd-8df5-42e5-ab48-312b72edf8a5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55a9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc9/VLPK6KLYystsdJ8u9Yx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>8</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: จิตฟุ้งซ่านขณะเดินจงกรม ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A:  หากมีความคิดเข้ามา ให้ตั้งสติกำหนดจิตเดิน และทำต่อไปโดยไม่หยุดเดิน การปฎิบัติด้วยการเดินผัสสะจะมากกว่าการนั่ง หากเราฝืนทำต่อไปได้ สมาธิที่ได้จะอยู่ได้นาน</p><p><strong>Q:</strong> <strong>ขณะนั่งสมาธิ เกิดมีอาการคัน ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1. เอาจิตไปจดจ่อดูความเป็นตัวตน คือ เห็นทุกข์ในสิ่งนั้น เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น (ทุกขาปฎิปทา) 2. ไม่เอาใจใปใส่ในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป (สุขาปฏิปทา) ทั้งนี้การจะวางได้เร็วหรือช้า อยู่ที่อินทรีย์ 5 หากอินทรีย์อ่อน จะวางได้ช้า หากอินทรีย์แก่กล้า จะวางได้เร็ว</p><p><strong>Q:</strong> <strong>เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทา หรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อยๆ ปิติจะดับไป</p><p><strong>Q:</strong> <strong>จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องสวดมนต์เฉพาะหน้าพระพุทธรูป?</strong></p><p>A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้</p><p><strong>Q:</strong> <strong>เหตุใดฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?</strong></p><p>A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1. ศรัทธา 2. หิริ 3. โอตัปปะ 4. ความเพียร 5. ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อยๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำ มี 3 อย่าง คือ <strong>การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง</strong></p><p><strong>Q:</strong> <strong>นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน?</strong></p><p>A: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย</p><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่ทำให้ไม่ฝัน?</strong></p><p>A: ฝันดีแบบกุศลธรรม คือ ฝันไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม/วิธีแรก ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า <strong>“เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้ บาปอกุลศกรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย”</strong> จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง <strong>การแผ่เมตตา</strong> อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข</p><p><strong>Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลง</strong></p><p>A: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: จิตฟุ้งซ่านขณะเดินจงกรม ควรทำอย่างไร?</strong></p><p>A:  หากมีความคิดเข้ามา ให้ตั้งสติกำหนดจิตเดิน และทำต่อไปโดยไม่หยุดเดิน การปฎิบัติด้วยการเดินผัสสะจะมากกว่าการนั่ง หากเราฝืนทำต่อไปได้ สมาธิที่ได้จะอยู่ได้นาน</p><p><strong>Q:</strong> <strong>ขณะนั่งสมาธิ เกิดมีอาการคัน ควรแก้ไขอย่างไร?</strong></p><p>A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1. เอาจิตไปจดจ่อดูความเป็นตัวตน คือ เห็นทุกข์ในสิ่งนั้น เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น (ทุกขาปฎิปทา) 2. ไม่เอาใจใปใส่ในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป (สุขาปฏิปทา) ทั้งนี้การจะวางได้เร็วหรือช้า อยู่ที่อินทรีย์ 5 หากอินทรีย์อ่อน จะวางได้ช้า หากอินทรีย์แก่กล้า จะวางได้เร็ว</p><p><strong>Q:</strong> <strong>เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทา หรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อยๆ ปิติจะดับไป</p><p><strong>Q:</strong> <strong>จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องสวดมนต์เฉพาะหน้าพระพุทธรูป?</strong></p><p>A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้</p><p><strong>Q:</strong> <strong>เหตุใดฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?</strong></p><p>A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1. ศรัทธา 2. หิริ 3. โอตัปปะ 4. ความเพียร 5. ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อยๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำ มี 3 อย่าง คือ <strong>การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง</strong></p><p><strong>Q:</strong> <strong>นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน?</strong></p><p>A: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย</p><p><strong>Q: ธรรมะข้อใดที่ทำให้ไม่ฝัน?</strong></p><p>A: ฝันดีแบบกุศลธรรม คือ ฝันไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม/วิธีแรก ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า <strong>“เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้ บาปอกุลศกรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย”</strong> จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง <strong>การแผ่เมตตา</strong> อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข</p><p><strong>Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลง</strong></p><p>A: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อานิสงส์ของการทำสมาธิ [6507-7q]</title>
			<itunes:title>อานิสงส์ของการทำสมาธิ [6507-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1f66e083-3a4e-43ca-ace1-4faa31b81835/media.mp3" length="28106866" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1f66e083-3a4e-43ca-ace1-4faa31b81835</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55aa</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcTKII/4wHAdJPBrXY1P+rl]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>7</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: <strong>ทำสมาธิอย่างไรให้ตั้งอยู่ได้นาน?</strong></p><p>A: เราไม่ควรออกจากสมาธิ ควรฝึกสติให้มีกำลังสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ หรือการอยู่ในที่หลีกเร้น เสนาสนะอันสงัด รู้ประมาณในการบริโภค และที่สำคัญ คือ การฟังทำธรรมะ เมื่อสติมีกำลัง สมาธิก็จะตั้งอยู่ได้นาน</p><p>Q: <strong>ระดับและอานิสงส์ของสมาธิ</strong></p><p>A: สมาธิมี 9 ขั้น/<strong>อานิสงส์ของสมาธิ คือ ทำให้เกิดปัญญา</strong>จะได้ผลเป็นอริยบุคคล 4 ขั้น (โสดาปัตติผล/สกทาคามิผล/อนาคามิผล/อรหัตตผล)</p><p><strong>Q: ทำสมาธิเพื่ออะไร/สิ่งที่ควรเสพในสมาธิ</strong></p><p>A: ทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นปัญญา มีผล คือ อริยบุคคล 4 ขั้น และไปสู่ความสงบสุขที่สุด คือ “นิพพาน”/สุขจากสมาธิ ซึ่งสุขจากสมาธิก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง สุขเวทนาnสมาธิเป็นของไม่เที่ยง เสพแล้วทำให้มาก เจริญให้มาก</p><p>Q: <strong>กรรมของคนบ้า?</strong></p><p>A: กรรมจากดื่มสุราเมรัย/เสพยาเสพติด คนถ้าเป็นอยู่ตอนนี้จะแก้อย่างไร คนบ้า ไม่ใช่คนประสาท คนดีก็บ้าได้ <strong>บ้า คือ วิปลาส</strong> (เห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง/เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน/เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข)  ให้เจริญมรรค 8 เห็นไปตามจริง จะหายจากอาการวิปลาสได้</p><p><strong>Q: สมณศักดิ์ของภิกษุสงฆ์</strong></p><p>A: เริ่มมีมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สืบเนื่องมาจาก พระราชามีความศรัทธาจึงมอบสมณศักดิ์ให้ พระสงฆ์จึงรับพระอนุวัตตามพระราชา ทั้งนี้ การเคารพกันของพระสงฆ์นั้นท่านเคารพกันตามพรรษา ไม่ได้เคารพตามสมณศักดิ์</p><p><strong>Q: เมื่อจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ ทำอย่างไรที่จะทำให้บาปลดลง?</strong></p><p>A: บาปมากที่สุด คือ ลงมือฆ่าเอง รองลงมา คือ ซื้อหรือสั่งให้ทำ ขาย เลี้ยงเพื่อขาย กิน เราควรละ หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงเป็นการดีที่สุด/เกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ให้พระภิกษุกระทำ คือ 1. ไม่ลงมือเอง 2.ไม่สั่งให้ทำ 3. ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่สงสัย ว่าฆ่าเจาะจงเพื่อให้เรากิน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: <strong>ทำสมาธิอย่างไรให้ตั้งอยู่ได้นาน?</strong></p><p>A: เราไม่ควรออกจากสมาธิ ควรฝึกสติให้มีกำลังสติสัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ หรือการอยู่ในที่หลีกเร้น เสนาสนะอันสงัด รู้ประมาณในการบริโภค และที่สำคัญ คือ การฟังทำธรรมะ เมื่อสติมีกำลัง สมาธิก็จะตั้งอยู่ได้นาน</p><p>Q: <strong>ระดับและอานิสงส์ของสมาธิ</strong></p><p>A: สมาธิมี 9 ขั้น/<strong>อานิสงส์ของสมาธิ คือ ทำให้เกิดปัญญา</strong>จะได้ผลเป็นอริยบุคคล 4 ขั้น (โสดาปัตติผล/สกทาคามิผล/อนาคามิผล/อรหัตตผล)</p><p><strong>Q: ทำสมาธิเพื่ออะไร/สิ่งที่ควรเสพในสมาธิ</strong></p><p>A: ทำสมาธิเพื่อให้เกิดเป็นปัญญา มีผล คือ อริยบุคคล 4 ขั้น และไปสู่ความสงบสุขที่สุด คือ “นิพพาน”/สุขจากสมาธิ ซึ่งสุขจากสมาธิก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง สุขเวทนาnสมาธิเป็นของไม่เที่ยง เสพแล้วทำให้มาก เจริญให้มาก</p><p>Q: <strong>กรรมของคนบ้า?</strong></p><p>A: กรรมจากดื่มสุราเมรัย/เสพยาเสพติด คนถ้าเป็นอยู่ตอนนี้จะแก้อย่างไร คนบ้า ไม่ใช่คนประสาท คนดีก็บ้าได้ <strong>บ้า คือ วิปลาส</strong> (เห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง/เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน/เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข)  ให้เจริญมรรค 8 เห็นไปตามจริง จะหายจากอาการวิปลาสได้</p><p><strong>Q: สมณศักดิ์ของภิกษุสงฆ์</strong></p><p>A: เริ่มมีมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สืบเนื่องมาจาก พระราชามีความศรัทธาจึงมอบสมณศักดิ์ให้ พระสงฆ์จึงรับพระอนุวัตตามพระราชา ทั้งนี้ การเคารพกันของพระสงฆ์นั้นท่านเคารพกันตามพรรษา ไม่ได้เคารพตามสมณศักดิ์</p><p><strong>Q: เมื่อจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ ทำอย่างไรที่จะทำให้บาปลดลง?</strong></p><p>A: บาปมากที่สุด คือ ลงมือฆ่าเอง รองลงมา คือ ซื้อหรือสั่งให้ทำ ขาย เลี้ยงเพื่อขาย กิน เราควรละ หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงเป็นการดีที่สุด/เกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ให้พระภิกษุกระทำ คือ 1. ไม่ลงมือเอง 2.ไม่สั่งให้ทำ 3. ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่สงสัย ว่าฆ่าเจาะจงเพื่อให้เรากิน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เจริญฉันทะเพื่อดับฉันทะ [6506-7q]</title>
			<itunes:title>เจริญฉันทะเพื่อดับฉันทะ [6506-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:02:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/229df9d9-3df3-47e1-a2ef-d40eb316f826/media.mp3" length="29729100" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">229df9d9-3df3-47e1-a2ef-d40eb316f826</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ab</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfTBF0LPmOcoAT2z8x1/pWN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>6</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : จิตกับใจใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A : เป็นนามเหมือนกัน ต่างกันคือทำหน้าที่คนละอย่าง ใจ (เป็นช่องทาง) /จิต (สภาวะแห่งการสั่งสม,ยึดถือ)</p><p><strong>Q : อยากให้มีการจัดรายการธรรมะรับอรุณต่อไป..ความอยากนี้ เป็นกิเลสหรือไม่?</strong></p><p>A : เป็น / ความอยากมีทั้งความอยากที่เป็น “สมุทัย” และความอยากที่ประกอบด้วยความเพียร (สัมมาวายามะ) หากเราทำแล้วกุศลกรรมเพิ่ม อกุศลกรรมลด แสดงว่าเราทำมาถูกทางแล้ว คือ “สัมมา” นั่นเอง</p><p><strong>Q : เราไปวัดกันทำไม?</strong></p><p>A :  คนโบราณ มีกุศโลบายคือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ “อุบาสกรัตนะ”</p><p><strong>Q : สมาทานศีลที่บ้านเองได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A : ได้ / อยู่ที่เราตั้งจิต ทำด้วยความปกติจะเป็นการดี</p><p><strong>Q : สวรรค์ชั้น 7 มีจริงหรือไม่?  สวรรค์ชั้นพรหมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหมแบ่งเป็น รูปพรหม/อรูปพรหม (มีแต่ใจ ไม่มีตา หู สื่อสารไม่ได้)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : จิตกับใจใช่สิ่งเดียวกันหรือไม่?</strong></p><p>A : เป็นนามเหมือนกัน ต่างกันคือทำหน้าที่คนละอย่าง ใจ (เป็นช่องทาง) /จิต (สภาวะแห่งการสั่งสม,ยึดถือ)</p><p><strong>Q : อยากให้มีการจัดรายการธรรมะรับอรุณต่อไป..ความอยากนี้ เป็นกิเลสหรือไม่?</strong></p><p>A : เป็น / ความอยากมีทั้งความอยากที่เป็น “สมุทัย” และความอยากที่ประกอบด้วยความเพียร (สัมมาวายามะ) หากเราทำแล้วกุศลกรรมเพิ่ม อกุศลกรรมลด แสดงว่าเราทำมาถูกทางแล้ว คือ “สัมมา” นั่นเอง</p><p><strong>Q : เราไปวัดกันทำไม?</strong></p><p>A :  คนโบราณ มีกุศโลบายคือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ “อุบาสกรัตนะ”</p><p><strong>Q : สมาทานศีลที่บ้านเองได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A : ได้ / อยู่ที่เราตั้งจิต ทำด้วยความปกติจะเป็นการดี</p><p><strong>Q : สวรรค์ชั้น 7 มีจริงหรือไม่?  สวรรค์ชั้นพรหมเป็นอย่างไร?</strong></p><p>A : สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหมแบ่งเป็น รูปพรหม/อรูปพรหม (มีแต่ใจ ไม่มีตา หู สื่อสารไม่ได้)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เบญจศีล เบญจธรรม [6505-7q]</title>
			<itunes:title>เบญจศีล เบญจธรรม [6505-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Feb 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6f84bc01-dc69-468a-ab48-bb04f0834c38/media.mp3" length="26031396" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6f84bc01-dc69-468a-ab48-bb04f0834c38</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ac</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcitjVQbnTThV3tVmkPqhrF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>5</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พอจ. มีศรัทธา กำลังใจ พลังใจจากพระพุทธเจ้า จากผู้ฟัง ผู้ฟัง ฟังแล้วมีศรัทธา มีกำลังใจสูง ได้ประโยชน์มาก มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ทำให้ พอจ. มีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น และจะทำรายการต่อไป</p><p>Q : เบญจศีล เบญจธรรม คืออะไร?</p><p>A : เบญจศีล คือ ศีล 5 เบญจธรรม คือ ธรรมะ 5 / คู่ของธรรมะ 5 อย่าง</p><p>กามสังวร คือ สำรวมในกาม การรู้จักยับยั้งควบคุมตน ไม่ให้หลงใหลใน รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส (การสำรวมระวังในกาม) คือ ความเพลิน พอใจยินดีในกามคุณ</p><p>Q : โทษที่จะเกิดขึ้นจากการที่พูดยุยงให้แตกกัน ?</p><p>A: โทษน้อยที่สุด คือ พูดแล้วคนอื่นไม่เชื่อ แตกจากมิตร / หนัก คือ ตกนรก</p><p>Q : คนที่พูดขวานผ่าซากไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น ?</p><p>A : ให้พูดถนอมน้ำใจกัน / อย่าเอาความดี (สัจจะ) มาอ้างโดยการทำไม่ดี (พูดแล้วสะเทือนใจผู้อื่น)</p><p>Q : การแผ่เมตตาเหมือนกับการอุทิศส่วนบุญกุศล ?</p><p>A : บุญเกิดได้จากหลายอย่าง การแผ่เมตตา และการอุทิศส่วนกุศล เป็นบุญคนละอย่างกัน แต่เป็นบุญเหมือนกัน เกิดขึ้นทางใจเหมือนกัน</p><p>Q : แผ่เมตตาให้กับคนที่ไม่ถูกกันแล้วดีขึ้น เป็นเพราะเขาได้รับผลจากการแผ่เมตตาของเราหรือเพราะเรามีจิตที่เมตตาขึ้น?</p><p>A : เวลาเราแผ่เมตตาให้ใคร เมื่อผู้นั้นเห็นเรา เขาก็จะเห็นเหมือนเรายิ้มให้ จิตใจเขาจะอ่อนนุ่ม นุ่มนวล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พอจ. มีศรัทธา กำลังใจ พลังใจจากพระพุทธเจ้า จากผู้ฟัง ผู้ฟัง ฟังแล้วมีศรัทธา มีกำลังใจสูง ได้ประโยชน์มาก มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ทำให้ พอจ. มีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น และจะทำรายการต่อไป</p><p>Q : เบญจศีล เบญจธรรม คืออะไร?</p><p>A : เบญจศีล คือ ศีล 5 เบญจธรรม คือ ธรรมะ 5 / คู่ของธรรมะ 5 อย่าง</p><p>กามสังวร คือ สำรวมในกาม การรู้จักยับยั้งควบคุมตน ไม่ให้หลงใหลใน รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส (การสำรวมระวังในกาม) คือ ความเพลิน พอใจยินดีในกามคุณ</p><p>Q : โทษที่จะเกิดขึ้นจากการที่พูดยุยงให้แตกกัน ?</p><p>A: โทษน้อยที่สุด คือ พูดแล้วคนอื่นไม่เชื่อ แตกจากมิตร / หนัก คือ ตกนรก</p><p>Q : คนที่พูดขวานผ่าซากไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น ?</p><p>A : ให้พูดถนอมน้ำใจกัน / อย่าเอาความดี (สัจจะ) มาอ้างโดยการทำไม่ดี (พูดแล้วสะเทือนใจผู้อื่น)</p><p>Q : การแผ่เมตตาเหมือนกับการอุทิศส่วนบุญกุศล ?</p><p>A : บุญเกิดได้จากหลายอย่าง การแผ่เมตตา และการอุทิศส่วนกุศล เป็นบุญคนละอย่างกัน แต่เป็นบุญเหมือนกัน เกิดขึ้นทางใจเหมือนกัน</p><p>Q : แผ่เมตตาให้กับคนที่ไม่ถูกกันแล้วดีขึ้น เป็นเพราะเขาได้รับผลจากการแผ่เมตตาของเราหรือเพราะเรามีจิตที่เมตตาขึ้น?</p><p>A : เวลาเราแผ่เมตตาให้ใคร เมื่อผู้นั้นเห็นเรา เขาก็จะเห็นเหมือนเรายิ้มให้ จิตใจเขาจะอ่อนนุ่ม นุ่มนวล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>โรคทางใจ [6504-7q]</title>
			<itunes:title>โรคทางใจ [6504-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4c6e411f-0a1f-490a-b07f-874154e422bd/media.mp3" length="27909694" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4c6e411f-0a1f-490a-b07f-874154e422bd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55ad</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ad</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+metPcvkaefRFZBBFiqaKYZy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>65</itunes:season>
			<itunes:episode>4</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q : ผู้ไม่มีโรคทางใจ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ?</strong></p><p>A : แน่นอนว่าเป็นแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีโรคทางใจ/ โรคทางใจ พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวไว้ถึงอาการที่เกี่ยวกับโรคทางใจ 3 อาการคือ ราคะ โทสะ โมหะ</p><p><strong>Q : วิธีการใดที่คนธรรมดาจะไม่เป็นโรคทางใจ ?</strong></p><p>A :  ใช้ยาที่แก้โรคทางใจคือ มรรค 8 ต้องทำให้มากเจริญให้มาก เปรียบดังเราเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทานยา รักษาจนหายแล้ว เราก็ยังรักษาตัวเองต่อเนื่อง คือ ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่รับประทานของแสลง ทำอยู่อย่างนี้จนหมดชีวิตเรา</p><p><strong>Q : มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม กรรมใดมาก่อน ?</strong></p><p>A : มโนกรรม ใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน / ผัสสะต่างๆ มีใจ เป็นที่แล่นไปสู่</p><p><strong>Q : เจตนาของ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม คืออะไร ?</strong></p><p>A : คือจิตของเรา</p><p><strong>Q : กรรมอะไรให้ผลทันที ?</strong></p><p>A : ทิฏฐธรรม (กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน)  / กรรม จำแนกตามผล ได้ 3 ลักษณะคือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน, กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมา/ กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมาและถัดมาอีก</p><p><strong>Q : ภพชาติมีจริงไหม ?</strong></p><p>A : หากสิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งสองฝ่าย พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ทรงตรัสสิ่งนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q : ผู้ไม่มีโรคทางใจ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ?</strong></p><p>A : แน่นอนว่าเป็นแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีโรคทางใจ/ โรคทางใจ พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวไว้ถึงอาการที่เกี่ยวกับโรคทางใจ 3 อาการคือ ราคะ โทสะ โมหะ</p><p><strong>Q : วิธีการใดที่คนธรรมดาจะไม่เป็นโรคทางใจ ?</strong></p><p>A :  ใช้ยาที่แก้โรคทางใจคือ มรรค 8 ต้องทำให้มากเจริญให้มาก เปรียบดังเราเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วทานยา รักษาจนหายแล้ว เราก็ยังรักษาตัวเองต่อเนื่อง คือ ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่รับประทานของแสลง ทำอยู่อย่างนี้จนหมดชีวิตเรา</p><p><strong>Q : มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม กรรมใดมาก่อน ?</strong></p><p>A : มโนกรรม ใจเป็นใหญ่ เป็นประธาน / ผัสสะต่างๆ มีใจ เป็นที่แล่นไปสู่</p><p><strong>Q : เจตนาของ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม คืออะไร ?</strong></p><p>A : คือจิตของเรา</p><p><strong>Q : กรรมอะไรให้ผลทันที ?</strong></p><p>A : ทิฏฐธรรม (กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน)  / กรรม จำแนกตามผล ได้ 3 ลักษณะคือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน, กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมา/ กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมาและถัดมาอีก</p><p><strong>Q : ภพชาติมีจริงไหม ?</strong></p><p>A : หากสิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งสองฝ่าย พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ทรงตรัสสิ่งนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>Live : ธรรมะที่เอาชนะคนพาล [6503-7q]</title>
			<itunes:title>Live : ธรรมะที่เอาชนะคนพาล [6503-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sun, 23 Jan 2022 01:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/46b22a4d-6912-41f4-a1b0-eaf91f710f51/media.mp3" length="28659451" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">46b22a4d-6912-41f4-a1b0-eaf91f710f51</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm/episode/6503-7q</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ae</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfTOV0ELS8rrmkDBnSpP2DP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q :  เพื่อนแกล้งควรทำอย่างไร ?</strong></p><p> A : หากเราโต้ตอบด้วยกำลังก็จะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้โต้กลับ ด้วย 1)ความอดทน 2)ไม่เบียดเบียน  3) เมตตา 4) รักใคร่เอ็นดู</p><p><strong>Q : เหตุแห่งการมีบริวาร</strong></p><p>A : เวลาทำบุญ ให้ทำบุญด้วยตัวเองและชักชวนผู้อื่นทำบุญด้วย / สงเคราะห์ด้วยปิยวาจา อัตถจริยา สังคหวัตถุสี่ และการแบ่งปัน</p><p><strong>Q :  คว่ำหน้ากิน แหงนหน้ากิน หมายถึงอะไร ?</strong></p><p>A : เป็นคำถามของปริพาชก ปริพาชกมีข้อปฏิบัติหลายอย่าง /พระสารีบุตร ท่านเคยเกิดเป็นปริพาชก ท่านได้ตอบคำถามนี้ว่า ท่านไม่ได้คว่ำหน้ากิน แหงนหน้ากิน</p><p> <strong>Q :  การสมาทานศีล</strong></p><p>A : สามารถสมาทานศีลได้ด้วยตัวเองหรือต่อหน้าผู้ที่เรามีหิริโอตตัปปะ หากมีศีลเป็นปกติ (พระโสดาบัน) ก็ไม่ต้องสมาทานศีล</p><p><strong>Q: จะใช้ธรรมมะอยู่ในโลกที่เบียดเบียนได้อย่างไร ?</strong></p><p>A: ใช้ความเมตตา รักษาศีล 5 เพื่อเป็นการส่งต่อความดี ไม่ให้ความดีหยุดอยู่ที่เรา</p><p><strong>Q : สมาธิในขั้นอรูปฌาน บรรลุธรรมได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A :  หากยินดีในรูปฌานก็จะไปอยู่ในรูปฌาน เมื่อหมดจากรูปฌาน ก็จะมาอยู่ใน อกนิตภพ เป็นอนาคามีแล้วบรรลุธรรมในภพนั้น / ให้เห็นความไม่เที่ยงของอรูปฌาน</p><p><strong>Q : เมื่อมีความคิดสร้างสรรค์แล้วเราจะวางอุเบกขาอย่างไร ?</strong></p><p>A : หากเรามีความคิดสร้างสรรค์แล้วดีใจมากเกินไป ให้วางอารมณ์ วางอุเบกขา ที่มากับความดีใจนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q :  เพื่อนแกล้งควรทำอย่างไร ?</strong></p><p> A : หากเราโต้ตอบด้วยกำลังก็จะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้โต้กลับ ด้วย 1)ความอดทน 2)ไม่เบียดเบียน  3) เมตตา 4) รักใคร่เอ็นดู</p><p><strong>Q : เหตุแห่งการมีบริวาร</strong></p><p>A : เวลาทำบุญ ให้ทำบุญด้วยตัวเองและชักชวนผู้อื่นทำบุญด้วย / สงเคราะห์ด้วยปิยวาจา อัตถจริยา สังคหวัตถุสี่ และการแบ่งปัน</p><p><strong>Q :  คว่ำหน้ากิน แหงนหน้ากิน หมายถึงอะไร ?</strong></p><p>A : เป็นคำถามของปริพาชก ปริพาชกมีข้อปฏิบัติหลายอย่าง /พระสารีบุตร ท่านเคยเกิดเป็นปริพาชก ท่านได้ตอบคำถามนี้ว่า ท่านไม่ได้คว่ำหน้ากิน แหงนหน้ากิน</p><p> <strong>Q :  การสมาทานศีล</strong></p><p>A : สามารถสมาทานศีลได้ด้วยตัวเองหรือต่อหน้าผู้ที่เรามีหิริโอตตัปปะ หากมีศีลเป็นปกติ (พระโสดาบัน) ก็ไม่ต้องสมาทานศีล</p><p><strong>Q: จะใช้ธรรมมะอยู่ในโลกที่เบียดเบียนได้อย่างไร ?</strong></p><p>A: ใช้ความเมตตา รักษาศีล 5 เพื่อเป็นการส่งต่อความดี ไม่ให้ความดีหยุดอยู่ที่เรา</p><p><strong>Q : สมาธิในขั้นอรูปฌาน บรรลุธรรมได้หรือไม่ ?</strong></p><p>A :  หากยินดีในรูปฌานก็จะไปอยู่ในรูปฌาน เมื่อหมดจากรูปฌาน ก็จะมาอยู่ใน อกนิตภพ เป็นอนาคามีแล้วบรรลุธรรมในภพนั้น / ให้เห็นความไม่เที่ยงของอรูปฌาน</p><p><strong>Q : เมื่อมีความคิดสร้างสรรค์แล้วเราจะวางอุเบกขาอย่างไร ?</strong></p><p>A : หากเรามีความคิดสร้างสรรค์แล้วดีใจมากเกินไป ให้วางอารมณ์ วางอุเบกขา ที่มากับความดีใจนั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รอบรู้ในไตรลักษณ์ [6502-7q]</title>
			<itunes:title>รอบรู้ในไตรลักษณ์ [6502-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/01a521f5-4f77-4a83-a0ba-6821f7b555ba/media.mp3" length="28640814" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">01a521f5-4f77-4a83-a0ba-6821f7b555ba</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55af</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcYTqmvu9mA6dY79Njsk2fW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าท่านให้ทำการรักษา นอบน้อมทิศเบื้องขวา คือ ทิศของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นศิษย์ควรให้ความเคารพ เชื่อฟังด้วยความนอบน้อม ผู้ที่เป็นครู ก็สอนด้วยความเมตตา ให้โดยไม่เหลือไว้ในกำมือ</p><p>Q: การเห็นไตรลักษณ์ในอริยสัจสี่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ ?A : การจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ต้องเห็นในความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นในทุกข์ เพื่อจะได้รู้รอบในทุกข์ คือ รู้เหตุเกิดของมัน ตัวมัน รสอร่อย โทษ และวิธีที่จะออกจากมัน และกิจที่ควรทำในแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ทั้งที่ไม่เที่ยงเหมือนกันเราต้องเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในอริยสัจสี่</p><p>Q : การเจริญสมาธิระหว่างที่นั่งกับตอนทำงาน อย่างไรดีกว่ากัน?A: ได้สติทั้ง 2 อย่าง ไม่ติดกับรูปแบบ อยู่ที่การฝึกและความชำนาญ รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม สะดวกเวลาไหนทำเวลานั้น</p><p>Q: ทำอย่างไรน้องที่ภาวนามาด้วยนิสัยจะดีขึ้นได้ ?A: ถ้ามีเหตุแห่งการพัฒนา การก้าวหน้า หลุดพ้น ย่อมมีได้ ให้พึ่งตนเอง ลงมือทำเอง พึ่งตนพึ่งธรรม</p><p>Q: ได้ยินเสียงต่าง ๆ ระหว่างนั่งภาวนา ?A: หากนั่งสมาธิแล้วเห็นภาพได้ยินเสียงแล้วตามไป อาจจะวิปลาสภาพ วิปลาสเสียงได้ อย่าตามแสง เสียง ภาพไป ให้เห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง คือ เห็นแต่ไม่ใส่ใจไปในมัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าท่านให้ทำการรักษา นอบน้อมทิศเบื้องขวา คือ ทิศของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นศิษย์ควรให้ความเคารพ เชื่อฟังด้วยความนอบน้อม ผู้ที่เป็นครู ก็สอนด้วยความเมตตา ให้โดยไม่เหลือไว้ในกำมือ</p><p>Q: การเห็นไตรลักษณ์ในอริยสัจสี่เป็นสัมมาทิฏฐิหรือไม่ ?A : การจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ต้องเห็นในความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นในทุกข์ เพื่อจะได้รู้รอบในทุกข์ คือ รู้เหตุเกิดของมัน ตัวมัน รสอร่อย โทษ และวิธีที่จะออกจากมัน และกิจที่ควรทำในแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ทั้งที่ไม่เที่ยงเหมือนกันเราต้องเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในอริยสัจสี่</p><p>Q : การเจริญสมาธิระหว่างที่นั่งกับตอนทำงาน อย่างไรดีกว่ากัน?A: ได้สติทั้ง 2 อย่าง ไม่ติดกับรูปแบบ อยู่ที่การฝึกและความชำนาญ รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม สะดวกเวลาไหนทำเวลานั้น</p><p>Q: ทำอย่างไรน้องที่ภาวนามาด้วยนิสัยจะดีขึ้นได้ ?A: ถ้ามีเหตุแห่งการพัฒนา การก้าวหน้า หลุดพ้น ย่อมมีได้ ให้พึ่งตนเอง ลงมือทำเอง พึ่งตนพึ่งธรรม</p><p>Q: ได้ยินเสียงต่าง ๆ ระหว่างนั่งภาวนา ?A: หากนั่งสมาธิแล้วเห็นภาพได้ยินเสียงแล้วตามไป อาจจะวิปลาสภาพ วิปลาสเสียงได้ อย่าตามแสง เสียง ภาพไป ให้เห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง คือ เห็นแต่ไม่ใส่ใจไปในมัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุญเริ่มที่ใจ [6501-7q]</title>
			<itunes:title>บุญเริ่มที่ใจ [6501-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9cfe0c18-37f8-4425-9420-7d360b517992/media.mp3" length="28495000" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9cfe0c18-37f8-4425-9420-7d360b517992</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55b0</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcJD/3wQrJMEYJpk9bzSpFt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>1</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q : ขณะใส่บาตรควรยืนหรือนั่งจึงจะเหมาะสม?A : ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาของผู้ให้ ที่ให้ด้วยความเคารพ  โดยไม่ยึดติดพิธีกรรมว่าแบบนี้เท่านั้นแบบอื่นไม่ได้</p><p>Q : การอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์ ควรทำระหว่างหรือหลังใส่บาตร?A : บุญ เกิดตั้งแต่ ก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ แค่คิดว่าเราจะทำก็เป็นบุญแล้ว เพราะจิตเรามีความสุข ที่สำคัญต้องมี “มโนกรรม” คือ ต้องตั้งจิตเอาไว้ว่าจะให้  คิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ยิ่งมีสมาธิมาก ยิ่งส่งได้ไกลและทำโดยไม่สงสัยว่าบุญที่ทำจะถึงหรือไม่</p><p>Q : การที่นำปัจจัยใส่ซองทำบุญแล้วเขียนชื่อญาติที่ล่วงลับ  ให้พระช่วยแผ่บุญ แผ่ส่วนกุศลให้ แบบนี้ทำได้หรือไม่ ?่A : การที่เราระลึกถึงบรรพบุรุษ แล้วเราทำบุญอุทิศให้ท่าน เป็นหน้าที่ของลูกหลาน ที่ต้องทำอยู่แล้ว การทำบุญในนามของท่าน ก็คือ อุทิศให้ท่าน</p><p>Q : ทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำที่โคนต้นไม้ใหญ่ บุญจึงจะถึง แบบนี้ใช่หรือไม่?A : การทำบุญ ต้องมี “มโนกรรม” มาก่อน ส่วนพิธีกรรม สามารถทำได้ภายหลัง / การกรวดน้ำ (กายกรรม) การเอ่ยชื่อ (วจีกรรม) คือ หากไม่มีจิตที่เป็นบุญ (มโนกรรม) บุญย่อมไม่ถึง</p><p>Q : การถวายสังฆทาน ที่เวียนไป เวียนมา เราควรตั้งจิตอย่างไร บุญจึงจะไม่เศร้าหมอง?A : การถวายสังฆทาน คือ การถวายสิ่งของที่ควรแก่สมณะจะบริโภค ให้แก่ภิกษุสงฆ์โดยไม่เฉพาะเจาะจง ให้เราตั้งจิตด้วยดีว่า เราจะถวายแด่สงฆ์โดยมีของสิ่งนี้เป็นตัวแทน และมีพระที่ท่านนั่งอยู่เป็นประธานตัวแทนสงฆ์ โดยระมัดระวังอย่าให้เกิดอกุศลในจิตของเรา</p><p>Q : เมื่อทำบุญแล้วโพสต์ให้ผู้อื่นอนุโมทนาบุญด้วย ผู้ที่อนุโมทนาบุญด้วยสามารถรับบุญได้หรือไม่?A : ความดีเกิดขึ้นที่จิต เราเห็นคนอื่นทำความดีแล้วเราดีใจด้วย ความรู้สึกดีใจนั่นแหละ คือ บุญ เห็นเขาทำเราก็อยากทำ เป็นการส่งความดีต่อ ๆ กัน เหมือนการต่อเทียน</p><p>Q : ความขุ่นเคืองใจ ที่กลิ่นควัน/สุนัขเพื่อนบ้าน เข้ามาในบ้าน คือการโกรธหรือไม่ มีโทษอย่างไร?A: ในเรื่องนี้ มีลำดับขั้นการทำงานของโทสะอยู่ เรียงจากโทษมากไปหาน้อย  พยาบาท โทสะ โกธะ ปฏิฆะ (ขัดเคือง) อรติ (ไม่พอใจ) กรณีของคุณย่า พอเราตั้งความพอใจว่าในบ้านเรา อย่างอื่น อย่าเข้ามารบกวน พอเข้ามา ก็จะไม่พอใจและถ้าเผลอสติ มันจะเลื่อนขึ้นไปเป็นความขัดเคือง ว่าทำไมเค้าทำแบบนี้ พอเลื่อนขั้นขึ้นมา แสดงว่าเราต้องเผลอสติแล้ว เพราะถ้ามีสติ มันจะไม่เลื่อนขึ้นมาเป็นความขัดเคือง พอสะสมความขัดเคืองแล้วเราตั้งสติ ไม่พอ มันก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็น “โกธะ” หากเราไม่กำจัดอาการนี้ออกไป มันก็จะเติบโตขึ้น สะสมต่อไป กลายเป็น “โทสะ” หากยังสติไม่พอ ยับยั้งไม่ได้อีกจะเริ่มเป็น ”พยาบาท”กรณีของคุณย่า พอมีความขัดเคือง แล้วพยายามยับยั้ง ไม่ให้เลื่อนไปเป็นความโกรธ นี่คือ ใช้เทคนิค”ลิ่มสลักอันน้อยมางัดลิ่มสลักอันใหญ่” งัดอกุศลกรรมออกไป อย่าไปคิดไม่ดีกับเขา ไม่ให้ไปถึงโทสะ อย่าให้จิตใจเราวุ่นวายไปจนถึงโกธะ ให้หยุดที่ขัดเคืองก็พอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q : ขณะใส่บาตรควรยืนหรือนั่งจึงจะเหมาะสม?A : ขึ้นอยู่กับจิตศรัทธาของผู้ให้ ที่ให้ด้วยความเคารพ  โดยไม่ยึดติดพิธีกรรมว่าแบบนี้เท่านั้นแบบอื่นไม่ได้</p><p>Q : การอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์ ควรทำระหว่างหรือหลังใส่บาตร?A : บุญ เกิดตั้งแต่ ก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ แค่คิดว่าเราจะทำก็เป็นบุญแล้ว เพราะจิตเรามีความสุข ที่สำคัญต้องมี “มโนกรรม” คือ ต้องตั้งจิตเอาไว้ว่าจะให้  คิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ยิ่งมีสมาธิมาก ยิ่งส่งได้ไกลและทำโดยไม่สงสัยว่าบุญที่ทำจะถึงหรือไม่</p><p>Q : การที่นำปัจจัยใส่ซองทำบุญแล้วเขียนชื่อญาติที่ล่วงลับ  ให้พระช่วยแผ่บุญ แผ่ส่วนกุศลให้ แบบนี้ทำได้หรือไม่ ?่A : การที่เราระลึกถึงบรรพบุรุษ แล้วเราทำบุญอุทิศให้ท่าน เป็นหน้าที่ของลูกหลาน ที่ต้องทำอยู่แล้ว การทำบุญในนามของท่าน ก็คือ อุทิศให้ท่าน</p><p>Q : ทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำที่โคนต้นไม้ใหญ่ บุญจึงจะถึง แบบนี้ใช่หรือไม่?A : การทำบุญ ต้องมี “มโนกรรม” มาก่อน ส่วนพิธีกรรม สามารถทำได้ภายหลัง / การกรวดน้ำ (กายกรรม) การเอ่ยชื่อ (วจีกรรม) คือ หากไม่มีจิตที่เป็นบุญ (มโนกรรม) บุญย่อมไม่ถึง</p><p>Q : การถวายสังฆทาน ที่เวียนไป เวียนมา เราควรตั้งจิตอย่างไร บุญจึงจะไม่เศร้าหมอง?A : การถวายสังฆทาน คือ การถวายสิ่งของที่ควรแก่สมณะจะบริโภค ให้แก่ภิกษุสงฆ์โดยไม่เฉพาะเจาะจง ให้เราตั้งจิตด้วยดีว่า เราจะถวายแด่สงฆ์โดยมีของสิ่งนี้เป็นตัวแทน และมีพระที่ท่านนั่งอยู่เป็นประธานตัวแทนสงฆ์ โดยระมัดระวังอย่าให้เกิดอกุศลในจิตของเรา</p><p>Q : เมื่อทำบุญแล้วโพสต์ให้ผู้อื่นอนุโมทนาบุญด้วย ผู้ที่อนุโมทนาบุญด้วยสามารถรับบุญได้หรือไม่?A : ความดีเกิดขึ้นที่จิต เราเห็นคนอื่นทำความดีแล้วเราดีใจด้วย ความรู้สึกดีใจนั่นแหละ คือ บุญ เห็นเขาทำเราก็อยากทำ เป็นการส่งความดีต่อ ๆ กัน เหมือนการต่อเทียน</p><p>Q : ความขุ่นเคืองใจ ที่กลิ่นควัน/สุนัขเพื่อนบ้าน เข้ามาในบ้าน คือการโกรธหรือไม่ มีโทษอย่างไร?A: ในเรื่องนี้ มีลำดับขั้นการทำงานของโทสะอยู่ เรียงจากโทษมากไปหาน้อย  พยาบาท โทสะ โกธะ ปฏิฆะ (ขัดเคือง) อรติ (ไม่พอใจ) กรณีของคุณย่า พอเราตั้งความพอใจว่าในบ้านเรา อย่างอื่น อย่าเข้ามารบกวน พอเข้ามา ก็จะไม่พอใจและถ้าเผลอสติ มันจะเลื่อนขึ้นไปเป็นความขัดเคือง ว่าทำไมเค้าทำแบบนี้ พอเลื่อนขั้นขึ้นมา แสดงว่าเราต้องเผลอสติแล้ว เพราะถ้ามีสติ มันจะไม่เลื่อนขึ้นมาเป็นความขัดเคือง พอสะสมความขัดเคืองแล้วเราตั้งสติ ไม่พอ มันก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็น “โกธะ” หากเราไม่กำจัดอาการนี้ออกไป มันก็จะเติบโตขึ้น สะสมต่อไป กลายเป็น “โทสะ” หากยังสติไม่พอ ยับยั้งไม่ได้อีกจะเริ่มเป็น ”พยาบาท”กรณีของคุณย่า พอมีความขัดเคือง แล้วพยายามยับยั้ง ไม่ให้เลื่อนไปเป็นความโกรธ นี่คือ ใช้เทคนิค”ลิ่มสลักอันน้อยมางัดลิ่มสลักอันใหญ่” งัดอกุศลกรรมออกไป อย่าไปคิดไม่ดีกับเขา ไม่ให้ไปถึงโทสะ อย่าให้จิตใจเราวุ่นวายไปจนถึงโกธะ ให้หยุดที่ขัดเคืองก็พอ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิจะไม่ได้ด้วยการข่มขี่ บังคับ [6452-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิจะไม่ได้ด้วยการข่มขี่ บังคับ [6452-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Jan 2022 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/72c491a8-181e-4a9b-bd73-23f6c6902593/media.mp3" length="28971017" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">72c491a8-181e-4a9b-bd73-23f6c6902593</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcLtuLQPAXyXNl3w3qXko0q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>52</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เพราะเหตุใดปฏิบัติธรรมแล้วมีอาการแน่นหน้าอก ปวดหัว นอนไม่หลับ ?    A: ถ้าเราปฏิบัติแล้วทำด้วยตัวเองได้ อะไรที่ไม่ดี ละได้ เมื่อทำได้แล้วจึงอยากได้เพิ่มขึ้น เพราะอยากจึงบังคับ เพราะบังคับจึงปวดหัว แน่นหน้าอก เครียด นอนไม่หลับ จิตไม่สงบ / สติ สมาธิ ความสงบ จะไม่ได้ด้วยการข่มขี่ บังคับ การห้ามหรือการปรุงแต่ง แต่จะได้ด้วยการ ประคบประหงม ประคับประคอง / สมาธิเป็นของประณีต เป็นของระงับ “ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้”  การนอนไม่หลับ มีอยู่ 2 อย่าง1. การนอนไม่หลับแบบดี คือจิตเป็นสมาธิแล้วนอน ตื่นมาไม่รู้สึกเพลีย เพราะร่างกายพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ด้วยสติที่มีกำลังจึงรู้สึกตัวอยู่ตลอดเหมือนไม่หลับเลย2. การนอนไม่หลับแบบอินซอมเนีย (โรคนอนไม่หลับ) เกิดเพราะความเครียด เครียดแล้วเก็บมาคิด ยิ่งคิดยิ่งนอนไม่หลับ ข่มตาให้หลับ ก็ไม่หลับ หรือหลับไปไม่นานก็ตื่น กลับมาคิดเรื่องเดิม ตื่นแล้วเพลียวิธีการแก้ไข คือ อย่าให้มีความอยาก พระพุทธเจ้าท่านเคยเปรียบไว้กับแม่โคปีนภูเขา ที่มันจะพยามกินหญ้าตามภูเขาไปเรื่อย ๆ แม่โคที่ไม่ฉลาด เท้าหลัง เท้าหน้ายืนอยู่บนหินที่ง่อนแง่น จะก้าวต่อหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ก็ล้มลง แม่โคที่ฉลาด จะหาจุดยื่นที่มั่นคงแล้วเดินก้าวเท้าไปข้างหน้าได้มั่นคง ยกตัวอย่างนักบัญชีในสมัยพุทธกาล ชื่อ “คณกโมคคัลลานะพราหมณ์” ท่านมีวิธีการฝึก คำนวณ ซึ่งทั้งต้องเก่งทั้งการนับและการคูณ หากจะนับสิบได้ ต้องนับหน่วยก่อน จะนับพันได้ ต้องนับร้อยได้ก่อน ต้องเป็นขั้นเป็นตอน กระโดดข้ามไม่ได้ เช่นเดียวกันกับธรรมะวินัยของพระพุทธเจ้า เราต้องฉลาดในการแยกแยะความคิด เริ่มจากสังเกตความคิด อย่าบังคับความคิด ขั้นต่อไปค่อยแยกแยะว่าอะไรดี ไม่ดี แล้วเอาจิตไปในทางดี ไม่เอาความคิดไม่ดี ถ้ามีความคิดไม่ดี รีบละ(ไม่ใช่บังคับความคิด แต่ไม่ใส่ใจไปในมัน) พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเปรียบเทียบ เรื่องของสัตว์ 6 ชนิด (จระเข้ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง นก งู) นำมาผูกไว้กับเสา สัตว์แต่ละชนิดที่มีเรี่ยวแรงอยู่ก็จะพยามกลับไปยังที่กิน ที่เที่ยวของมัน “จิตเราน้อมไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง” ถ้าเราน้อมไปตามความคิด ความคิดก็จะมีพลัง ถ้าเราไม่น้อมไปตามความคิด ความคิดนั้นก็อ่อนกำลัง ในที่นี้ เราจะบังคับไม่ได้</p><p>Q: เมื่อมีกามตัณหา เราควรระงับอย่างไร ?A: กามตัณหา ดับได้ด้วยมรรค 8 (สามารถนำมาใช้ได้ทุกข้อ) หรือ ใช้วิธีคู่ตรงข้ามของกามตัณหาคืออสุภะ พิจารณาลงไป เห็นโดยเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด ไม่น่ายินดี</p><p>Q: เมื่อประสบเหตุทุกใจจะมีวิธีหรืออุบายออกจากทุกข์อย่างไร ?A: ทุกข์ แล้วไปตามทุกข์ คือ เพลินไปในทุกข์ ทุกข์เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นของเรา “หากยึดถือตรงไหน ทุกข์ใจตรงนั้น” เราจะวางความยึดถือได้ ต้องกำจัดความพอใจในสิ่งนั้น โดยอาศัย มรรค 8 / ศีล สมาธิ ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เพราะเหตุใดปฏิบัติธรรมแล้วมีอาการแน่นหน้าอก ปวดหัว นอนไม่หลับ ?    A: ถ้าเราปฏิบัติแล้วทำด้วยตัวเองได้ อะไรที่ไม่ดี ละได้ เมื่อทำได้แล้วจึงอยากได้เพิ่มขึ้น เพราะอยากจึงบังคับ เพราะบังคับจึงปวดหัว แน่นหน้าอก เครียด นอนไม่หลับ จิตไม่สงบ / สติ สมาธิ ความสงบ จะไม่ได้ด้วยการข่มขี่ บังคับ การห้ามหรือการปรุงแต่ง แต่จะได้ด้วยการ ประคบประหงม ประคับประคอง / สมาธิเป็นของประณีต เป็นของระงับ “ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้”  การนอนไม่หลับ มีอยู่ 2 อย่าง1. การนอนไม่หลับแบบดี คือจิตเป็นสมาธิแล้วนอน ตื่นมาไม่รู้สึกเพลีย เพราะร่างกายพักผ่อนอยู่ในสมาธิ ด้วยสติที่มีกำลังจึงรู้สึกตัวอยู่ตลอดเหมือนไม่หลับเลย2. การนอนไม่หลับแบบอินซอมเนีย (โรคนอนไม่หลับ) เกิดเพราะความเครียด เครียดแล้วเก็บมาคิด ยิ่งคิดยิ่งนอนไม่หลับ ข่มตาให้หลับ ก็ไม่หลับ หรือหลับไปไม่นานก็ตื่น กลับมาคิดเรื่องเดิม ตื่นแล้วเพลียวิธีการแก้ไข คือ อย่าให้มีความอยาก พระพุทธเจ้าท่านเคยเปรียบไว้กับแม่โคปีนภูเขา ที่มันจะพยามกินหญ้าตามภูเขาไปเรื่อย ๆ แม่โคที่ไม่ฉลาด เท้าหลัง เท้าหน้ายืนอยู่บนหินที่ง่อนแง่น จะก้าวต่อหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ก็ล้มลง แม่โคที่ฉลาด จะหาจุดยื่นที่มั่นคงแล้วเดินก้าวเท้าไปข้างหน้าได้มั่นคง ยกตัวอย่างนักบัญชีในสมัยพุทธกาล ชื่อ “คณกโมคคัลลานะพราหมณ์” ท่านมีวิธีการฝึก คำนวณ ซึ่งทั้งต้องเก่งทั้งการนับและการคูณ หากจะนับสิบได้ ต้องนับหน่วยก่อน จะนับพันได้ ต้องนับร้อยได้ก่อน ต้องเป็นขั้นเป็นตอน กระโดดข้ามไม่ได้ เช่นเดียวกันกับธรรมะวินัยของพระพุทธเจ้า เราต้องฉลาดในการแยกแยะความคิด เริ่มจากสังเกตความคิด อย่าบังคับความคิด ขั้นต่อไปค่อยแยกแยะว่าอะไรดี ไม่ดี แล้วเอาจิตไปในทางดี ไม่เอาความคิดไม่ดี ถ้ามีความคิดไม่ดี รีบละ(ไม่ใช่บังคับความคิด แต่ไม่ใส่ใจไปในมัน) พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเปรียบเทียบ เรื่องของสัตว์ 6 ชนิด (จระเข้ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง นก งู) นำมาผูกไว้กับเสา สัตว์แต่ละชนิดที่มีเรี่ยวแรงอยู่ก็จะพยามกลับไปยังที่กิน ที่เที่ยวของมัน “จิตเราน้อมไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง” ถ้าเราน้อมไปตามความคิด ความคิดก็จะมีพลัง ถ้าเราไม่น้อมไปตามความคิด ความคิดนั้นก็อ่อนกำลัง ในที่นี้ เราจะบังคับไม่ได้</p><p>Q: เมื่อมีกามตัณหา เราควรระงับอย่างไร ?A: กามตัณหา ดับได้ด้วยมรรค 8 (สามารถนำมาใช้ได้ทุกข้อ) หรือ ใช้วิธีคู่ตรงข้ามของกามตัณหาคืออสุภะ พิจารณาลงไป เห็นโดยเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด ไม่น่ายินดี</p><p>Q: เมื่อประสบเหตุทุกใจจะมีวิธีหรืออุบายออกจากทุกข์อย่างไร ?A: ทุกข์ แล้วไปตามทุกข์ คือ เพลินไปในทุกข์ ทุกข์เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นของเรา “หากยึดถือตรงไหน ทุกข์ใจตรงนั้น” เราจะวางความยึดถือได้ ต้องกำจัดความพอใจในสิ่งนั้น โดยอาศัย มรรค 8 / ศีล สมาธิ ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จะรักษาและตั้งศรัทธาได้อย่างไร [6451-7q]</title>
			<itunes:title>จะรักษาและตั้งศรัทธาได้อย่างไร [6451-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e0e1ee98-9f15-4fa4-a686-701420256190/media.mp3" length="27977522" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e0e1ee98-9f15-4fa4-a686-701420256190</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55b2</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mczy/BEqIAGjsskfQG/Wtww]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>51</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: “ตมฺมโย"  หมายถึงอะไร ?A: “ตมฺมโย”  แปลว่า ยังเกี่ยวเนื่องด้วยอยู่ / เกาะอยู่ / ไม่เป็นอิสระจากสิ่งนั้น“อตมฺมโย” แปลว่า ภาวะที่ไม่ได้เนื่องด้วยสิ่งนั้น / ไม่ได้เกาะเกี่ยวสิ่งนั้น (ณ ที่นี้ หมายถึงนิพพาน)เปรียบดังอุปมาอุปไมย ดอกบัวอาศัยโคลนตมเกิดแต่พอโผล่พ้นน้ำแล้วไม่ได้โดนโคลนตมนั้นอีก คือแยกจากกัน ผ่องแผ้วจากกัน / เราปฏิบัติไปตามทางมรรคจนถึงนิพพานแล้วแต่เราไม่ได้ยึดถือนิพพานนั้นไม่เกี่ยวเนื่องนิพพานนั้น เพราะนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้รอบแล้ว</p><p>Q: เมื่อหมดศรัทธากับครูบาอาจารย์ควรทำอย่างไร?A: นี่เป็นโทษของศรัทธา (อ้างอิง โทษของศรัทธา “ปุคคลปสาทสูตร”) หากบุคคลที่เราศรัทธา มีเหตุเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วเราไม่ศรัทธาในภิกษุเหล่าอื่น ไม่เลื่อมใส ไม่คบหา ในภิกษุเหล่าอื่น ก็จะไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรมก็จะเสื่อมจากสัทธรรม / เราควรตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะตั้งอยู่ในสัทธรรมนั้นได้</p><p>Q: ศรัทธามาจากไหน / จะรักษาศรัทธาไว้ได้อย่างไร?A: ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา / ถ้าคนที่มีทุกข์แล้วเห็นไม่ถูก ศรัทธาไม่เกิดทุกข์ มี 2 อย่าง คือ1. ร้องไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง/พร่ำเพ้อ/กระด้างกระเดื่อง/โกรธ/กระฟัดกระเฟียด แสดงความไม่พอใจให้ปรากฏ2.  แสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่าใครหนอจะรู้ทางออกของความทุกข์สัก 1 หรือ 2 วิธี A : ทุกข์ ในการแสวงหาที่พึ่งภายนอกตรงกับการที่ให้ไปตั้งศรัทธาที่ภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะสามารถตั้งอยู่ในสัทธรรมนั้นได้และจะมีศรัทธาขึ้นมาได้  โดยต้องมีศรัทธาด้วยตนเองอย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวแบบโสดาปัตติผล เพราะศรัทธาเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นด้วยตัวของเราเอง และทำให้เจริญเพื่อผลิตผลที่ดีในภายภาคหน้า</p><p>Q: เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้วควรสละเพศฆราวาสบวชภายใน 7 วัน มิฉะนั้น จะสิ้นชีวิต ?A: การรักษาศีล 8 จะสามารถรองรับคุณธรรมนี้ได้</p><p>Q: เพราะอะไรจึงกล่าวว่าการภาวนาเป็นบุญสูงสุด ?A: “บุญ” เป็นชื่อของความสุข การสร้างบุญด้วยการ “ภาวนา” ได้มากที่สุด เพราะทำแล้วได้เดี๋ยวนั้น การนั่งสมาธิเมื่อนั่งสมาธิความสุขเกิดขึ้นทันที มีผลเป็นปัญญา และจะทำให้ใกล้ต่อประตูสู่นิพพาน แต่ควรสร้าง บุญ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ไปพร้อมกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: “ตมฺมโย"  หมายถึงอะไร ?A: “ตมฺมโย”  แปลว่า ยังเกี่ยวเนื่องด้วยอยู่ / เกาะอยู่ / ไม่เป็นอิสระจากสิ่งนั้น“อตมฺมโย” แปลว่า ภาวะที่ไม่ได้เนื่องด้วยสิ่งนั้น / ไม่ได้เกาะเกี่ยวสิ่งนั้น (ณ ที่นี้ หมายถึงนิพพาน)เปรียบดังอุปมาอุปไมย ดอกบัวอาศัยโคลนตมเกิดแต่พอโผล่พ้นน้ำแล้วไม่ได้โดนโคลนตมนั้นอีก คือแยกจากกัน ผ่องแผ้วจากกัน / เราปฏิบัติไปตามทางมรรคจนถึงนิพพานแล้วแต่เราไม่ได้ยึดถือนิพพานนั้นไม่เกี่ยวเนื่องนิพพานนั้น เพราะนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้รอบแล้ว</p><p>Q: เมื่อหมดศรัทธากับครูบาอาจารย์ควรทำอย่างไร?A: นี่เป็นโทษของศรัทธา (อ้างอิง โทษของศรัทธา “ปุคคลปสาทสูตร”) หากบุคคลที่เราศรัทธา มีเหตุเปลี่ยนไปจากเดิม แล้วเราไม่ศรัทธาในภิกษุเหล่าอื่น ไม่เลื่อมใส ไม่คบหา ในภิกษุเหล่าอื่น ก็จะไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรมก็จะเสื่อมจากสัทธรรม / เราควรตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะตั้งอยู่ในสัทธรรมนั้นได้</p><p>Q: ศรัทธามาจากไหน / จะรักษาศรัทธาไว้ได้อย่างไร?A: ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา / ถ้าคนที่มีทุกข์แล้วเห็นไม่ถูก ศรัทธาไม่เกิดทุกข์ มี 2 อย่าง คือ1. ร้องไห้คร่ำครวญ ทุบอก ชกตัว ถึงความเป็นผู้งุนงง/พร่ำเพ้อ/กระด้างกระเดื่อง/โกรธ/กระฟัดกระเฟียด แสดงความไม่พอใจให้ปรากฏ2.  แสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่าใครหนอจะรู้ทางออกของความทุกข์สัก 1 หรือ 2 วิธี A : ทุกข์ ในการแสวงหาที่พึ่งภายนอกตรงกับการที่ให้ไปตั้งศรัทธาที่ภิกษุเหล่าอื่น ฟังความคิดเห็นของท่าน เราจะสามารถตั้งอยู่ในสัทธรรมนั้นได้และจะมีศรัทธาขึ้นมาได้  โดยต้องมีศรัทธาด้วยตนเองอย่างลงมั่นไม่หวั่นไหวแบบโสดาปัตติผล เพราะศรัทธาเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นด้วยตัวของเราเอง และทำให้เจริญเพื่อผลิตผลที่ดีในภายภาคหน้า</p><p>Q: เมื่อบรรลุพระอรหัตผลแล้วควรสละเพศฆราวาสบวชภายใน 7 วัน มิฉะนั้น จะสิ้นชีวิต ?A: การรักษาศีล 8 จะสามารถรองรับคุณธรรมนี้ได้</p><p>Q: เพราะอะไรจึงกล่าวว่าการภาวนาเป็นบุญสูงสุด ?A: “บุญ” เป็นชื่อของความสุข การสร้างบุญด้วยการ “ภาวนา” ได้มากที่สุด เพราะทำแล้วได้เดี๋ยวนั้น การนั่งสมาธิเมื่อนั่งสมาธิความสุขเกิดขึ้นทันที มีผลเป็นปัญญา และจะทำให้ใกล้ต่อประตูสู่นิพพาน แต่ควรสร้าง บุญ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา ไปพร้อมกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คำสอนที่แท้จริง [6450-7q]</title>
			<itunes:title>คำสอนที่แท้จริง [6450-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9fa869a2-2803-41cc-a2d6-53bd88d8f880/media.mp3" length="28213088" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9fa869a2-2803-41cc-a2d6-53bd88d8f880</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfidux90E1aprPe4YiBd+mc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>50</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: พุทธศาสนามีกี่นิกาย</p><p>A: ศาสนาพุทธ หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้า มีเพียงหนึ่งเดียว ความเห็นต่างเกิดจากผู้ที่ยังไม่บรรลุ ความเห็นต่าง การตีความไม่เหมือนกันมีได้ แต่ต้องไม่แตกกัน นิกายใช้ขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่ากลุ่มนี้เหมือนหรือต่างกัน เริ่มมีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานขณะทำสังคยานาครั้งที่ 1 ในปัจจุบันนับได้ 3 นิกาย คือ มหายาน เถรวาท วัชรยาน ให้กลับมาที่คำสอนในมหาประเทส 4 คำสอนใดที่จำมาแล้วรู้มาแล้ว อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ หรือคัดค้าน ให้นำมาตรวจสอบในพระวินัย ถ้าลงกันได้ก็ให้ทรงจำไว้ จะสายไหนอย่าเอามาเป็นสาระสำคัญ ให้ดูว่าสามารถปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาได้หรือไม่ ดับทุกข์ได้หรือไม่ คำสอนนั้นต้องดับทุกข์ได้</p><p>Q: ความแตกต่างมหานิกายกับธรรมยุต</p><p>A: เหมือนกันตรงที่ใช้คัมภีร์เล่มเดียวกัน ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นข้อดี อยู่ที่แต่ละกลุ่มจะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางไหน</p><p>Q: ความเคร่งพระป่าพระบ้าน</p><p>A: ให้ดูที่ข้อปฏิบัติของภิกษุนั้น ๆ อย่าดูเพียงเปลือกนอก</p><p>Q: ทำบุญนอกนิกายจะได้บุญหรือไม่</p><p>A: ทานควรให้ บุญมากน้อยขึ้นอยู่กับสามผู้ให้ และสามผู้รับ</p><p>Q: บวชนอกนิกายบาปหรือไม่</p><p>A: ขึ้นอยู่กับศรัทธา และคำสอนนั้นถูกปฏิบัติถูกหรือไม่ เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือเปล่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: พุทธศาสนามีกี่นิกาย</p><p>A: ศาสนาพุทธ หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้า มีเพียงหนึ่งเดียว ความเห็นต่างเกิดจากผู้ที่ยังไม่บรรลุ ความเห็นต่าง การตีความไม่เหมือนกันมีได้ แต่ต้องไม่แตกกัน นิกายใช้ขึ้นมาเพื่อบ่งบอกว่ากลุ่มนี้เหมือนหรือต่างกัน เริ่มมีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานขณะทำสังคยานาครั้งที่ 1 ในปัจจุบันนับได้ 3 นิกาย คือ มหายาน เถรวาท วัชรยาน ให้กลับมาที่คำสอนในมหาประเทส 4 คำสอนใดที่จำมาแล้วรู้มาแล้ว อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ หรือคัดค้าน ให้นำมาตรวจสอบในพระวินัย ถ้าลงกันได้ก็ให้ทรงจำไว้ จะสายไหนอย่าเอามาเป็นสาระสำคัญ ให้ดูว่าสามารถปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาได้หรือไม่ ดับทุกข์ได้หรือไม่ คำสอนนั้นต้องดับทุกข์ได้</p><p>Q: ความแตกต่างมหานิกายกับธรรมยุต</p><p>A: เหมือนกันตรงที่ใช้คัมภีร์เล่มเดียวกัน ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นข้อดี อยู่ที่แต่ละกลุ่มจะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางไหน</p><p>Q: ความเคร่งพระป่าพระบ้าน</p><p>A: ให้ดูที่ข้อปฏิบัติของภิกษุนั้น ๆ อย่าดูเพียงเปลือกนอก</p><p>Q: ทำบุญนอกนิกายจะได้บุญหรือไม่</p><p>A: ทานควรให้ บุญมากน้อยขึ้นอยู่กับสามผู้ให้ และสามผู้รับ</p><p>Q: บวชนอกนิกายบาปหรือไม่</p><p>A: ขึ้นอยู่กับศรัทธา และคำสอนนั้นถูกปฏิบัติถูกหรือไม่ เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือเปล่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พ้น..เหนือบุญเหนือบาป [6449-7q]</title>
			<itunes:title>พ้น..เหนือบุญเหนือบาป [6449-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/42f9d0e7-50b3-457f-9164-e32f43020a57/media.mp3" length="24368616" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">42f9d0e7-50b3-457f-9164-e32f43020a57</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdg1Y3Wni0rO2lS+tfGHcfb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ศีลห้าไม่ครบ จะทำฌาน เข้าถึงธรรมได้หรือไม่A: ‘สมาธิ คือ พละกำลังของจิต’ เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้าง แต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้</p><p>Q: ทำอย่างไรให้ลูกพูดความจริงA: ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป พ่อแม่จิตใจต้องนุ่มนวล ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาใช้เวลาร่วมกัน อย่าให้เงื่อนไขการดำเนินชีวิต คือ กาม บีบคั้น</p><p>Q: กรรมที่ทำชาตินี้และให้ผลในชาตินี้A: วิบาก (การให้ผล) ของกรรมมี 3 ระดับ ในปัจจุบัน ในเวลาถัดมาและในเวลาถัดมาๆ อีก เป็นธรรมดา เป็นไปตามวาระ เป็นอจินไตย ‘อย่าไปคิดว่าทำไมกรรมไม่ให้ผล กรรมทุกอย่างให้ผลแน่นอน’ มีเหตุปัจจัย และให้ตั้งมั่นอยู่ในกรรมดี</p><p>Q: สติ 5 กับการเป็นผู้รู้A: สติที่มีลักษณะ 5 อย่างที่ไล่เรียงไปตามลำดับ 1) แค่สังเกตเฉย ๆ ไม่ตามไป 2) แยกแยะได้ 3) แยกตัวออก 4) มีทางเลือก 5) เลือกที่จะเอาจิตไว้กับสติ แล้วการที่จิตตั้งมั่นอยู่กับสติคือระลึกได้ จะมีความพ้นหรือวิมุตติจากผัสสะต่าง ๆ ที่มากระทบ ซึ่งจิตจะพ้นได้สติต้องมีกำลัง</p><p>Q: ฆ่าเพื่อป้องกันตัวเองบาปหรือไม่    A: การฆ่าอย่างไรก็บาป แต่จุดที่ต้องแยกแยะ คือ ศีลกับบาป การผิดศีลทุกข้อ เป็นบาป ซึ่งการฆ่าบางอย่างอาจจะบาป แต่ไม่ได้ผิดศีล ‘ศีลให้ดูที่เจตนา’ ศีลจะเป็นจุดที่บอกว่าบาปมากหรือน้อย ดังนั้นการฆ่าเพื่อป้องกัน บาปก็ลดลงตามเจตนานั้นที่มากหรือน้อย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ศีลห้าไม่ครบ จะทำฌาน เข้าถึงธรรมได้หรือไม่A: ‘สมาธิ คือ พละกำลังของจิต’ เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้าง แต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้</p><p>Q: ทำอย่างไรให้ลูกพูดความจริงA: ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป พ่อแม่จิตใจต้องนุ่มนวล ประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาใช้เวลาร่วมกัน อย่าให้เงื่อนไขการดำเนินชีวิต คือ กาม บีบคั้น</p><p>Q: กรรมที่ทำชาตินี้และให้ผลในชาตินี้A: วิบาก (การให้ผล) ของกรรมมี 3 ระดับ ในปัจจุบัน ในเวลาถัดมาและในเวลาถัดมาๆ อีก เป็นธรรมดา เป็นไปตามวาระ เป็นอจินไตย ‘อย่าไปคิดว่าทำไมกรรมไม่ให้ผล กรรมทุกอย่างให้ผลแน่นอน’ มีเหตุปัจจัย และให้ตั้งมั่นอยู่ในกรรมดี</p><p>Q: สติ 5 กับการเป็นผู้รู้A: สติที่มีลักษณะ 5 อย่างที่ไล่เรียงไปตามลำดับ 1) แค่สังเกตเฉย ๆ ไม่ตามไป 2) แยกแยะได้ 3) แยกตัวออก 4) มีทางเลือก 5) เลือกที่จะเอาจิตไว้กับสติ แล้วการที่จิตตั้งมั่นอยู่กับสติคือระลึกได้ จะมีความพ้นหรือวิมุตติจากผัสสะต่าง ๆ ที่มากระทบ ซึ่งจิตจะพ้นได้สติต้องมีกำลัง</p><p>Q: ฆ่าเพื่อป้องกันตัวเองบาปหรือไม่    A: การฆ่าอย่างไรก็บาป แต่จุดที่ต้องแยกแยะ คือ ศีลกับบาป การผิดศีลทุกข้อ เป็นบาป ซึ่งการฆ่าบางอย่างอาจจะบาป แต่ไม่ได้ผิดศีล ‘ศีลให้ดูที่เจตนา’ ศีลจะเป็นจุดที่บอกว่าบาปมากหรือน้อย ดังนั้นการฆ่าเพื่อป้องกัน บาปก็ลดลงตามเจตนานั้นที่มากหรือน้อย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนัตตาเป็นคุณสมบัติที่มาก่อน [6448-7q]</title>
			<itunes:title>อนัตตาเป็นคุณสมบัติที่มาก่อน [6448-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Dec 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b7a459a1-9de7-4795-b05a-73d77b66871a/media.mp3" length="28014158" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b7a459a1-9de7-4795-b05a-73d77b66871a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcw0SXcEw+sES/rUQfOHzqd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>48</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: มีธรรมะใดหรือไม่ที่เป็นอนัตตาโดยไม่ผ่านคุณสมบัติไม่เที่ยงและเป็นทุกข์</p><p>A: อนัตตาเป็นคุณสมบัติที่มีมาก่อน คุณสมบัติของสิ่งที่ต้องขึ้นกับสิ่งอื่น ไม่เป็นอัตตา เพราะความเป็นอนัตตาจึงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในอนัตตลักขณสูตรถึงความเป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เราไม่ควรจะเห็นว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา แต่ควรจะเห็นว่า <em>เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ</em> นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา อุบายในการออกจากความยึดถือนี้คือมรรค 8</p><p>Q: คนที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลา แต่คิดว่าตนดีพอแล้ว ควรจะทำอย่างไร</p><p>A: เป็นเรื่องของความยึดถือในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี เมื่อเรายึดถือในสิ่งที่ดี ความยึดถือนั้นไม่ดี เพราะบาปอกุศลธรรมอันเอนกจะตามมา ให้พิจารณาตามกระบวนการของอริยสัจ 4</p><p>Q: ความสัมพันธ์ของคำว่า สังขาร วิสังขาร และสังขตธรรม อสังขตธรรม</p><p>A: สังขาร คือ กิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูปมีอยู่ในสิ่งใดสิ่งนั้นเป็นสังขาร วิสังขารก็เป็นลักษณะตรงข้ามกัน สังขตธรรมเป็นธรรมที่มีการปรุงแต่ง มีการเกิดปรากฏ มีการเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่มีสภาวะอื่นปรากฏ อสังขตธรรม ก็คือ ธรรมที่ไม่มีการปรุงแต่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: มีธรรมะใดหรือไม่ที่เป็นอนัตตาโดยไม่ผ่านคุณสมบัติไม่เที่ยงและเป็นทุกข์</p><p>A: อนัตตาเป็นคุณสมบัติที่มีมาก่อน คุณสมบัติของสิ่งที่ต้องขึ้นกับสิ่งอื่น ไม่เป็นอัตตา เพราะความเป็นอนัตตาจึงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ในอนัตตลักขณสูตรถึงความเป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เราไม่ควรจะเห็นว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา แต่ควรจะเห็นว่า <em>เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ</em> นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา อุบายในการออกจากความยึดถือนี้คือมรรค 8</p><p>Q: คนที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลา แต่คิดว่าตนดีพอแล้ว ควรจะทำอย่างไร</p><p>A: เป็นเรื่องของความยึดถือในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี เมื่อเรายึดถือในสิ่งที่ดี ความยึดถือนั้นไม่ดี เพราะบาปอกุศลธรรมอันเอนกจะตามมา ให้พิจารณาตามกระบวนการของอริยสัจ 4</p><p>Q: ความสัมพันธ์ของคำว่า สังขาร วิสังขาร และสังขตธรรม อสังขตธรรม</p><p>A: สังขาร คือ กิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูปมีอยู่ในสิ่งใดสิ่งนั้นเป็นสังขาร วิสังขารก็เป็นลักษณะตรงข้ามกัน สังขตธรรมเป็นธรรมที่มีการปรุงแต่ง มีการเกิดปรากฏ มีการเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่มีสภาวะอื่นปรากฏ อสังขตธรรม ก็คือ ธรรมที่ไม่มีการปรุงแต่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปกิเลสและทางออกของความท้อแท้ [6447-7q]</title>
			<itunes:title>อุปกิเลสและทางออกของความท้อแท้ [6447-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c15f4682-b1bb-4bee-b1b0-87ba1c41363c/media.mp3" length="28149534" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c15f4682-b1bb-4bee-b1b0-87ba1c41363c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55b6</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meYIbvriHtPgNrIkeR6VDjg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>47</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: อุปกิเลส 16 มีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับทาน ศีล ภาวนา</p><p>A: ปกติจะแบ่งเป็นส่วนดี และส่วนไม่ดี ส่วนดี คือ นิโรธกับมรรค ส่วนไม่ดี คือ ทุกข์กับสมุทัย อุปกิเลสอยู่ในส่วนไม่ดี แปรผกผันกับส่วนดี คือ ทานศีลภาวนา อุปกิเลสมีความหยาบละเอียดในแต่ละข้อไม่เท่ากัน แบ่งตามระบบของมรรค มรรคขั้นหยาบใช้ปรับอุปกิเลสหยาบ มรรคละเอียดปรับอุปกิเลสขั้นละเอียด เหมือนกระบวนการการได้มาซึ่งทอง ต้องใช้เครื่องมือให้เหมาะสม ปฏิบัติไปตามลำดับขั้น ทานศีลภาวนา หรือศีลสมาธิปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์8 ที่ต้องทำไปตามลำดับผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำได้แล้วรักษาให้ดี ถ้าประมาทจะตกต่ำได้ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมน้อมไปตามสภาวะแวดล้อมได้ รักษา 2 ทาง 4 ด้านให้ดีให้น้อมไปทางดี ฝึกจากหยาบไปละเอียดจะทำได้ง่ายขึ้น</p><br><p>Q: ประพฤติแต่อุปกิเลสจะบรรลุธรรมได้หรือไม่</p><p>A: เหตุเงื่อนไขปัจจัยมีอยู่ จะสร้างบ้านได้ก็ต้องเริ่มที่ฐาน จะเห็นธรรมได้ก็ต้องมีทานศีลภาวนา จะบรรลุนิพพานได้ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16</p><br><p>Q: ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้าควรทำอย่างไร&nbsp;</p><p>A: ความก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เงื่อนไขปัจจัย พละ 5 มีหรือไม่ ความเพียรทำตรงไหนก็สำเร็จอยู่ตรงนั้น ส่วนสมาธิอาจจะยังไม่ออกผลตามที่คุณอยาก ความอยากทำให้ท้อแท้ ถ้าไม่อยากแต่สร้างเหตุ จะได้ ทำไปตามระบบของการปฏิบัติ คือ ศีลสมาธิปัญญา บรรลุเร็วช้าอยู่ที่อินทรีย์ 5 ถ้าไม่อยากความท้อแท้เกิดไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: อุปกิเลส 16 มีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับทาน ศีล ภาวนา</p><p>A: ปกติจะแบ่งเป็นส่วนดี และส่วนไม่ดี ส่วนดี คือ นิโรธกับมรรค ส่วนไม่ดี คือ ทุกข์กับสมุทัย อุปกิเลสอยู่ในส่วนไม่ดี แปรผกผันกับส่วนดี คือ ทานศีลภาวนา อุปกิเลสมีความหยาบละเอียดในแต่ละข้อไม่เท่ากัน แบ่งตามระบบของมรรค มรรคขั้นหยาบใช้ปรับอุปกิเลสหยาบ มรรคละเอียดปรับอุปกิเลสขั้นละเอียด เหมือนกระบวนการการได้มาซึ่งทอง ต้องใช้เครื่องมือให้เหมาะสม ปฏิบัติไปตามลำดับขั้น ทานศีลภาวนา หรือศีลสมาธิปัญญา หรืออริยมรรคมีองค์8 ที่ต้องทำไปตามลำดับผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำได้แล้วรักษาให้ดี ถ้าประมาทจะตกต่ำได้ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมน้อมไปตามสภาวะแวดล้อมได้ รักษา 2 ทาง 4 ด้านให้ดีให้น้อมไปทางดี ฝึกจากหยาบไปละเอียดจะทำได้ง่ายขึ้น</p><br><p>Q: ประพฤติแต่อุปกิเลสจะบรรลุธรรมได้หรือไม่</p><p>A: เหตุเงื่อนไขปัจจัยมีอยู่ จะสร้างบ้านได้ก็ต้องเริ่มที่ฐาน จะเห็นธรรมได้ก็ต้องมีทานศีลภาวนา จะบรรลุนิพพานได้ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16</p><br><p>Q: ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้าควรทำอย่างไร&nbsp;</p><p>A: ความก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เงื่อนไขปัจจัย พละ 5 มีหรือไม่ ความเพียรทำตรงไหนก็สำเร็จอยู่ตรงนั้น ส่วนสมาธิอาจจะยังไม่ออกผลตามที่คุณอยาก ความอยากทำให้ท้อแท้ ถ้าไม่อยากแต่สร้างเหตุ จะได้ ทำไปตามระบบของการปฏิบัติ คือ ศีลสมาธิปัญญา บรรลุเร็วช้าอยู่ที่อินทรีย์ 5 ถ้าไม่อยากความท้อแท้เกิดไม่ได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิอะไรมาก่อนกัน [6446-7q]</title>
			<itunes:title>ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิอะไรมาก่อนกัน [6446-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/982c2964-a040-456f-8790-23f2b59d621e/media.mp3" length="27651381" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">982c2964-a040-456f-8790-23f2b59d621e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mesrEf6sg8y4Y/+jEhD6eb1]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>46</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: พราหมณ์ให้ผ้าผืนเดียวแล้วไม่เปลือยหรือ</p><p>A: เป็นเรื่องของเอกสาฏกพราหมณ์ที่สละผ้าคลุมที่มีผืนเดียว ไม่ใช่ผ้านุ่งจึงไม่เปลือย เขาข้ามความตระหนี่หรือความอายไปได้ แสดงว่าต้องเห็นอะไรที่ยิ่งไปกว่า ประเด็นคือ ต่อให้ผ้าผืนนั้นเป็นผืนสุดท้าย แล้วคุณจะให้ได้มั้ย สามารถให้สิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่เรารักเหมือนโพธิสัตว์ได้หรือไม่</p><p>Q: การมีเพื่อนสองมีนัยยะอย่างไร การมีความคิดนึกไปเองใช่เป็นเพื่อนสอง?</p><p>A: ถ้าดูเฉพาะคำศัพท์ก็เป็นไปในทางดี เช่น กัลยาณมิตร แต่ถ้าดูจากบริบทที่พระพุทธเจ้าสอนภิกษุ เพื่อนสอง คือ ตัณหา ส่วนการคิดนึกไม่ใช่ตัณหา ความคิดเป็นวิตกวิจารณ์ แต่อุปาทานในความคิดนั้นต่างหาก คือ ตัณหา</p><p>Q: ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ อะไรมาก่อนกัน</p><p>A: อยู่ที่เป็นประเภทไหน ถ้าเป็นสัทธาวิมุต สัทธานุสารี อันนี้ศรัทธามาก่อน ถ้าเป็นกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ หรือธัมมานุสารี อันนี้สัมมาทิฏฐิมาก่อน ทั้งนี้ต้องมีทั้งสองอย่างประกอบกันจึงจะไม่หลุดจากทาง เพราะถ้าศรัทธามากกว่าปัญญาจะกลายเป็นงมงายยึดติด ถ้าปัญญามากกว่าสติมากกว่าศรัทธาก็จะกลายเป็นยกตนข่มท่านตีตัวเสมอท่าน ให้ปรับให้ดีจะทำให้อินทรีย์แก่กล้าบรรลุธรรมได้ ในอริยมรรคพระพุทธเจ้าจะให้สัมมาทิฏฐินำ แต่ในไตรสิกขาจะให้ศีลที่มาจากศรัทธานำ เป็นการยากที่จะพยากรณ์ว่าบุคคลประเภทไหนดีกว่ากัน</p><p>Q: เจริญฉันทะอย่างไรไม่ให้ burn out</p><p>A: คนที่ burn out มีทั้งเพียรย่อหย่อน และที่มากเกินพอดี การเจริญอิทธิบาทสี่ต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่ง อาศัยสมาธิ และธรรมทั้งสี่เป็นประธานกิจ สมาธิจะเป็นตัวปรับเป็นอาหารหล่อเลี้ยงทำให้รักษาสิ่งที่ได้แล้วไว้อยู่ได้</p><p>Q: ตั้งทิฏฐิไว้ต่างกันก็มีที่มาต่างกันจริงหรือ และสามารถปรับเปลี่ยนทิฏฐิเดิมได้หรือไม่</p><p>A: ความปรารถนาทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ที่ทำมาตอนนี้ดีอยู่แล้ว ต่อให้รู้หรือไม่รู้ทิฏฐิที่ตั้งไว้แต่เดิม ก็ควรเดินตามมรรค ฝึกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>Q: การรับมือ fake news ตามแบบพุทธะ</p><p>A: ไม่ว่าจะเป็น news หรือ fake news ก็ควรรับมือด้วยโยนิโสมนสิการ จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องเริ่มด้วยสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: พราหมณ์ให้ผ้าผืนเดียวแล้วไม่เปลือยหรือ</p><p>A: เป็นเรื่องของเอกสาฏกพราหมณ์ที่สละผ้าคลุมที่มีผืนเดียว ไม่ใช่ผ้านุ่งจึงไม่เปลือย เขาข้ามความตระหนี่หรือความอายไปได้ แสดงว่าต้องเห็นอะไรที่ยิ่งไปกว่า ประเด็นคือ ต่อให้ผ้าผืนนั้นเป็นผืนสุดท้าย แล้วคุณจะให้ได้มั้ย สามารถให้สิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่เรารักเหมือนโพธิสัตว์ได้หรือไม่</p><p>Q: การมีเพื่อนสองมีนัยยะอย่างไร การมีความคิดนึกไปเองใช่เป็นเพื่อนสอง?</p><p>A: ถ้าดูเฉพาะคำศัพท์ก็เป็นไปในทางดี เช่น กัลยาณมิตร แต่ถ้าดูจากบริบทที่พระพุทธเจ้าสอนภิกษุ เพื่อนสอง คือ ตัณหา ส่วนการคิดนึกไม่ใช่ตัณหา ความคิดเป็นวิตกวิจารณ์ แต่อุปาทานในความคิดนั้นต่างหาก คือ ตัณหา</p><p>Q: ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ อะไรมาก่อนกัน</p><p>A: อยู่ที่เป็นประเภทไหน ถ้าเป็นสัทธาวิมุต สัทธานุสารี อันนี้ศรัทธามาก่อน ถ้าเป็นกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ หรือธัมมานุสารี อันนี้สัมมาทิฏฐิมาก่อน ทั้งนี้ต้องมีทั้งสองอย่างประกอบกันจึงจะไม่หลุดจากทาง เพราะถ้าศรัทธามากกว่าปัญญาจะกลายเป็นงมงายยึดติด ถ้าปัญญามากกว่าสติมากกว่าศรัทธาก็จะกลายเป็นยกตนข่มท่านตีตัวเสมอท่าน ให้ปรับให้ดีจะทำให้อินทรีย์แก่กล้าบรรลุธรรมได้ ในอริยมรรคพระพุทธเจ้าจะให้สัมมาทิฏฐินำ แต่ในไตรสิกขาจะให้ศีลที่มาจากศรัทธานำ เป็นการยากที่จะพยากรณ์ว่าบุคคลประเภทไหนดีกว่ากัน</p><p>Q: เจริญฉันทะอย่างไรไม่ให้ burn out</p><p>A: คนที่ burn out มีทั้งเพียรย่อหย่อน และที่มากเกินพอดี การเจริญอิทธิบาทสี่ต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่ง อาศัยสมาธิ และธรรมทั้งสี่เป็นประธานกิจ สมาธิจะเป็นตัวปรับเป็นอาหารหล่อเลี้ยงทำให้รักษาสิ่งที่ได้แล้วไว้อยู่ได้</p><p>Q: ตั้งทิฏฐิไว้ต่างกันก็มีที่มาต่างกันจริงหรือ และสามารถปรับเปลี่ยนทิฏฐิเดิมได้หรือไม่</p><p>A: ความปรารถนาทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ที่ทำมาตอนนี้ดีอยู่แล้ว ต่อให้รู้หรือไม่รู้ทิฏฐิที่ตั้งไว้แต่เดิม ก็ควรเดินตามมรรค ฝึกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>Q: การรับมือ fake news ตามแบบพุทธะ</p><p>A: ไม่ว่าจะเป็น news หรือ fake news ก็ควรรับมือด้วยโยนิโสมนสิการ จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องเริ่มด้วยสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เจ็บกายไม่เจ็บใจ [6445-7q]</title>
			<itunes:title>เจ็บกายไม่เจ็บใจ [6445-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/5911d8bd-bec7-44db-9e4a-285b2f9c4520/media.mp3" length="27395773" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5911d8bd-bec7-44db-9e4a-285b2f9c4520</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55b8</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdqnzCAuQphh+2EqZ95xgAE]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>45</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เมื่อป่วยหนักควรวางจิตอย่างไรกับทุกขเวทนาA: เป็นภัยที่ต้องเจอแน่นอน เมื่อเจอแล้วจะทำอย่างไรให้ยังเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ หลักการก็คือ กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน จิตมายึดกายโดยความเป็นตัวตน แต่จิตก็ไม่ใช่ว่าท่องเที่ยวไป จิตนี้มีเกิดมีดับตลอดเวลา มันจึงเข้าไปยึดถือได้หมด มองเห็นความจริงนี้ว่า จิตเองก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จะแยกกายออกจากจิตได้ จะเห็นตรงนี้ต้องมีกระบวนการไล่ลงไป คือ จิตต้องเป็นสมาธิ มีสติ มีความเพียร มีศีล มีศรัทธา เมื่อแยกได้แล้วจะเหมือนโดนลูกศรเพียงดอกเดียว จิตจะไม่ก้าวลงในอารมณ์ เจ็บกายไม่เจ็บใจ จะผ่านไปได้ แต่ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน อย่าตกใจ แล้วให้ระลึกถึงศรัทธาที่หยั่งลงมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์พร้อมกับศีลที่ไม่ขาดไม่พร้อย นั่นคือ โสตาปัตติยังคะ 4 ที่จะใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดสติ เมื่อมีสติสมาธิจะมาเป็นช่วง ๆ ถ้าช่วงที่มีทุกขเวทนามาก อาจจะยังทำไม่ได้ แต่ให้ระลึกไว้ว่าช่องทางย่อมมีเสมอ บางครั้งที่สบายสมาธิจะเกิดได้ ให้เห็นว่ากายนี้ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแม้ในสุขเวทนาหรือทุกขเวทนานั้น ๆ ตั้งสติไว้ไม่เพลินไปในเวทนา น้อมมาอย่างนี้จะเกิดปัญญา สุขทุกข์ก็ไม่เอา เป็นอิสระจากตัณหาได้ คนที่เคยฝึกมาอย่างดีเขาจะสามารถแยกจิตออกจากกายแม้ในขณะมีทุกขเวทนานั้นได้เลยทีเดียว เป็นเรื่องของทักษะไม่ว่าจะเป็นแบบสุขา/ทุกขาปฏิปทา ในเรื่องการวางจิตสุดท้าย ควรรักษาไว้ตลอดเวลาแม้ยังไม่ได้ป่วย เพื่อที่ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง ใช้สถานกราณ์เป็นเครื่องบ่มให้จิตเกิดผลเป็นอริยะ</p><p>Q: ศีลข้อมุสากับการค้า และทำอย่างไรไม่ให้ถูกหลอกA: ศีลควรรักษา ศีลรักษาได้แล้วศีลนั้นจะรักษาเราให้เจริญยิ่งขึ้นไป การถูกหลอกหรือไม่ขึ้นอยู่กับจิตที่มีราคะโทสะโมหะในจิตใจของเราเอง เปลี่ยนได้ทีตัวเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เมื่อป่วยหนักควรวางจิตอย่างไรกับทุกขเวทนาA: เป็นภัยที่ต้องเจอแน่นอน เมื่อเจอแล้วจะทำอย่างไรให้ยังเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ หลักการก็คือ กายกับจิตเป็นคนละอย่างกัน จิตมายึดกายโดยความเป็นตัวตน แต่จิตก็ไม่ใช่ว่าท่องเที่ยวไป จิตนี้มีเกิดมีดับตลอดเวลา มันจึงเข้าไปยึดถือได้หมด มองเห็นความจริงนี้ว่า จิตเองก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จะแยกกายออกจากจิตได้ จะเห็นตรงนี้ต้องมีกระบวนการไล่ลงไป คือ จิตต้องเป็นสมาธิ มีสติ มีความเพียร มีศีล มีศรัทธา เมื่อแยกได้แล้วจะเหมือนโดนลูกศรเพียงดอกเดียว จิตจะไม่ก้าวลงในอารมณ์ เจ็บกายไม่เจ็บใจ จะผ่านไปได้ แต่ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน อย่าตกใจ แล้วให้ระลึกถึงศรัทธาที่หยั่งลงมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์พร้อมกับศีลที่ไม่ขาดไม่พร้อย นั่นคือ โสตาปัตติยังคะ 4 ที่จะใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดสติ เมื่อมีสติสมาธิจะมาเป็นช่วง ๆ ถ้าช่วงที่มีทุกขเวทนามาก อาจจะยังทำไม่ได้ แต่ให้ระลึกไว้ว่าช่องทางย่อมมีเสมอ บางครั้งที่สบายสมาธิจะเกิดได้ ให้เห็นว่ากายนี้ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแม้ในสุขเวทนาหรือทุกขเวทนานั้น ๆ ตั้งสติไว้ไม่เพลินไปในเวทนา น้อมมาอย่างนี้จะเกิดปัญญา สุขทุกข์ก็ไม่เอา เป็นอิสระจากตัณหาได้ คนที่เคยฝึกมาอย่างดีเขาจะสามารถแยกจิตออกจากกายแม้ในขณะมีทุกขเวทนานั้นได้เลยทีเดียว เป็นเรื่องของทักษะไม่ว่าจะเป็นแบบสุขา/ทุกขาปฏิปทา ในเรื่องการวางจิตสุดท้าย ควรรักษาไว้ตลอดเวลาแม้ยังไม่ได้ป่วย เพื่อที่ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง ใช้สถานกราณ์เป็นเครื่องบ่มให้จิตเกิดผลเป็นอริยะ</p><p>Q: ศีลข้อมุสากับการค้า และทำอย่างไรไม่ให้ถูกหลอกA: ศีลควรรักษา ศีลรักษาได้แล้วศีลนั้นจะรักษาเราให้เจริญยิ่งขึ้นไป การถูกหลอกหรือไม่ขึ้นอยู่กับจิตที่มีราคะโทสะโมหะในจิตใจของเราเอง เปลี่ยนได้ทีตัวเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อสุข อย่าประมาท [6444-7q]</title>
			<itunes:title>เมื่อสุข อย่าประมาท [6444-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Nov 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b0a07d9b-432a-4b96-8001-2f7a24cbe54d/media.mp3" length="26015945" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b0a07d9b-432a-4b96-8001-2f7a24cbe54d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55b9</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55b9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdDYywGwosda+8iBgHY5MCH]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>44</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>"ถ้าคุณได้ดีในชีวิต รักษาให้ดี แต่ไม่ใช่หวงกั้น"</strong></p><p>ได้ดีแล้วอย่าประมาท เพราะถ้ามีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตแล้วคุณเพลินไป มันจะกลายเป็นอกุศลทันที มีอุปาทานเกิดขึ้น ทำให้มีเรื่องราวจากตัณหา เกิดการแสวงหาการตระหนี่ และความหวงกั้นเกิดขึ้นได้ นี้คือความประมาทจากเหตุแห่งความดีที่เรามี ทำไปเรื่อย ๆ จนคิดว่าอกุศลธรรมจะไม่ให้ผล ให้ผลแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับบุญรักษาเดิมที่มี ถ้าประมาททำไปเรื่อย ๆ จะกลับตัวยาก ถึงจุดที่เรียกว่า point of no return เช่นท่านพระเทวฑัต และเวลาที่ผลกรรมย้อนกลับมานั้นยิ่งแรงกว่าเดิม เหมือนการกลับมาของบูมเมอแรงค์ อย่าไปเล่นกับมาร คนเรามีทางเลือกว่าจะตกอยู่ในปัญหาตัณหานั้น หรือแสวงหาผู้ที่หาทางออก เหมือนท่านยสกุลบุตรที่ได้กัลยาณมิตร คือ พระพุทธเจ้าชี้ทางออกให้ เราจะดูได้อย่างไรว่าประมาทไปแล้วหรือยัง โดยดูที่เมื่อมีสุขแล้วเพลิดเพลิน นี้คือ ประมาท แต่ถ้าเห็นความสุขที่ได้มาโดยธรรมว่าเป็นของไม่เที่ยง นี้เป็นกุศลธรรม คือ ความไม่ประมาท คนเราเลือกได้ว่าจะเติมสิ่งที่ขาดด้วยตัณหา หรือด้วยมรรค การเดินมาตามมรรคจะทำให้เข้าใจในโลกธรรม 8 เราจะไม่ยินดียินร้าย เห็นเป็นธรรมดา มรรคทางที่เรียบง่าย แต่เมื่อทำได้ถึงที่สุด คือ ความยิ่งใหญ่ จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราต้องมีสติอยู่ตลอดแล้วเราจะไปได้ เพราะสติคือไม่ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>"ถ้าคุณได้ดีในชีวิต รักษาให้ดี แต่ไม่ใช่หวงกั้น"</strong></p><p>ได้ดีแล้วอย่าประมาท เพราะถ้ามีสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตแล้วคุณเพลินไป มันจะกลายเป็นอกุศลทันที มีอุปาทานเกิดขึ้น ทำให้มีเรื่องราวจากตัณหา เกิดการแสวงหาการตระหนี่ และความหวงกั้นเกิดขึ้นได้ นี้คือความประมาทจากเหตุแห่งความดีที่เรามี ทำไปเรื่อย ๆ จนคิดว่าอกุศลธรรมจะไม่ให้ผล ให้ผลแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับบุญรักษาเดิมที่มี ถ้าประมาททำไปเรื่อย ๆ จะกลับตัวยาก ถึงจุดที่เรียกว่า point of no return เช่นท่านพระเทวฑัต และเวลาที่ผลกรรมย้อนกลับมานั้นยิ่งแรงกว่าเดิม เหมือนการกลับมาของบูมเมอแรงค์ อย่าไปเล่นกับมาร คนเรามีทางเลือกว่าจะตกอยู่ในปัญหาตัณหานั้น หรือแสวงหาผู้ที่หาทางออก เหมือนท่านยสกุลบุตรที่ได้กัลยาณมิตร คือ พระพุทธเจ้าชี้ทางออกให้ เราจะดูได้อย่างไรว่าประมาทไปแล้วหรือยัง โดยดูที่เมื่อมีสุขแล้วเพลิดเพลิน นี้คือ ประมาท แต่ถ้าเห็นความสุขที่ได้มาโดยธรรมว่าเป็นของไม่เที่ยง นี้เป็นกุศลธรรม คือ ความไม่ประมาท คนเราเลือกได้ว่าจะเติมสิ่งที่ขาดด้วยตัณหา หรือด้วยมรรค การเดินมาตามมรรคจะทำให้เข้าใจในโลกธรรม 8 เราจะไม่ยินดียินร้าย เห็นเป็นธรรมดา มรรคทางที่เรียบง่าย แต่เมื่อทำได้ถึงที่สุด คือ ความยิ่งใหญ่ จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราต้องมีสติอยู่ตลอดแล้วเราจะไปได้ เพราะสติคือไม่ประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดถือ และผลของบุญบาป [6443-7q]</title>
			<itunes:title>ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดถือ และผลของบุญบาป [6443-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8f35b80e-dd77-4e27-9ff4-3fadffed194c/media.mp3" length="28247740" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8f35b80e-dd77-4e27-9ff4-3fadffed194c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ba</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meslffTXo/g8SFx0dItOImU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>43</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ผลของบุญบาปมีจริงหรือไม่A: ยกกรณีของพระพุทธเจ้า ทำความดีมามากจนได้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนกรรมไม่ดีก็มี ซึ่งความไม่ดีทำให้รับผลไปนรก ส่วนเศษกรรมก็มาส่งผลในชาติสุดท้าย ให้เห็นว่าทุกข์ในนรกนั้นมากกว่าทุกข์ในโลกมนุษย์ ให้ยอมรับมันแล้วรีบทำกรรมดี ดีกว่าจะคุ้มกว่ากันมาก บุญหรือบาปสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวกับสุขหรือทุกข์ กรรมเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ</p><p>Q: ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไรA: ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นจะปล่อยวางได้ ความยึดมั่นถือมั่นมีตั้งแต่เป็นตัวเราของเรา ยังมีความเข้าใจไม่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ความที่เราเข้าใจไม่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละจึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนเป็นอัตตาขึ้นมา เพราะฉะนั้นความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ ความเข้าใจที่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นอนัตตา นี้เป็นปัญญาจะตัดความยึดมั่นถือมั่นได้ อยู่แบบไม่ทุกข์</p><p>Q: ถ้าศึกษาจากพระไตรปิฏกเองจะก่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นหรือไม่Q: เป็นไปได้ เหมือนการจับงูที่ไม่ถูกจะแว้งกัดได้ การศึกษาจะเป็นงูพิษถ้ามีความยึดถือในธรรมนั้น เพราะความเมาในความเป็นพหูสูตร ต้องระวัง</p><p>Q: ความประมาทเป็นชื่อของอะไรA: ความประมาทเป็นชื่อของความตาย ดั่งการตายที่มีที่ไปแตกต่างกันระหว่างนางมาคัณฑิยา และนางสามาวดี คนทึ่ไม่ประมาทต่อให้ตายไป ก็ชื่อว่าไม่ตาย แต่คนที่ประมาทต่อให้มีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่าตายแล้ว</p><p>Q: รับประทานอาหารก่อนใส่บาตรได้หรือไม่A: ได้ จัดเป็นสัดส่วนแยกออกมาให้ชัดเจน</p><p>Q: เปรตเป็นอย่างไรA: เปรตเป็นลักษณะของความตระหนี่ ทุกข์ มีความแห้งผาก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ผลของบุญบาปมีจริงหรือไม่A: ยกกรณีของพระพุทธเจ้า ทำความดีมามากจนได้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนกรรมไม่ดีก็มี ซึ่งความไม่ดีทำให้รับผลไปนรก ส่วนเศษกรรมก็มาส่งผลในชาติสุดท้าย ให้เห็นว่าทุกข์ในนรกนั้นมากกว่าทุกข์ในโลกมนุษย์ ให้ยอมรับมันแล้วรีบทำกรรมดี ดีกว่าจะคุ้มกว่ากันมาก บุญหรือบาปสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวกับสุขหรือทุกข์ กรรมเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ</p><p>Q: ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไรA: ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว จะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นจะปล่อยวางได้ ความยึดมั่นถือมั่นมีตั้งแต่เป็นตัวเราของเรา ยังมีความเข้าใจไม่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ความที่เราเข้าใจไม่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละจึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนเป็นอัตตาขึ้นมา เพราะฉะนั้นความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ ความเข้าใจที่ถูกว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นอนัตตา นี้เป็นปัญญาจะตัดความยึดมั่นถือมั่นได้ อยู่แบบไม่ทุกข์</p><p>Q: ถ้าศึกษาจากพระไตรปิฏกเองจะก่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นหรือไม่Q: เป็นไปได้ เหมือนการจับงูที่ไม่ถูกจะแว้งกัดได้ การศึกษาจะเป็นงูพิษถ้ามีความยึดถือในธรรมนั้น เพราะความเมาในความเป็นพหูสูตร ต้องระวัง</p><p>Q: ความประมาทเป็นชื่อของอะไรA: ความประมาทเป็นชื่อของความตาย ดั่งการตายที่มีที่ไปแตกต่างกันระหว่างนางมาคัณฑิยา และนางสามาวดี คนทึ่ไม่ประมาทต่อให้ตายไป ก็ชื่อว่าไม่ตาย แต่คนที่ประมาทต่อให้มีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่าตายแล้ว</p><p>Q: รับประทานอาหารก่อนใส่บาตรได้หรือไม่A: ได้ จัดเป็นสัดส่วนแยกออกมาให้ชัดเจน</p><p>Q: เปรตเป็นอย่างไรA: เปรตเป็นลักษณะของความตระหนี่ ทุกข์ มีความแห้งผาก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พลังจิตรักษาใจ [6442-7q]</title>
			<itunes:title>พลังจิตรักษาใจ [6442-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b00c6e82-900c-499b-9af8-893124a8f62c/media.mp3" length="29016332" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b00c6e82-900c-499b-9af8-893124a8f62c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55bb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mevAlf1U4haX+GTKisrTaF6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>42</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: รู้สึกว่ามีตัวเราแล้วจะทุกข์ ควรทำอย่างไรA: เป็นสิ่งที่ดี เพราะแสดงว่ามีสติ ดีกว่าคนที่เห็นทุกข์เป็นสุข ขณะนี้ คือ เห็นแล้วแต่ยังละไม่ได้ จะละได้มีขั้นตอนต่อไปนี้ เข้าใจให้ถูก มีสัมมาทิฏฐิ มีสติระลึกได้อยู่เรื่อย ๆ ว่านี้คือ อนัตตา แยกแยะลงไป แล้วให้มีปัญญาชำแรกลงไป ทำเหมือนเดิมตามทางเดิม คือ เริ่มจากตรงใจ เพราะใจมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สติมีวิมุตติเป็นที่แล่นไปสู่ วิมุตติมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ พิจารณาบ่อย ๆ ทำให้ละเอียด เข้าถึงวิมุตติให้ได้อยู่เรื่อย ๆ นิพพานจะปรากฏ</p><p>Q: พลังจิตเกิดได้อย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรA: พลังจิตมีกำลังมากกว่าทางกาย ในวิชชา 8 อาสวักขยญาณมีประโยชน์สูงสุด เพราะทำให้สิ้นกรรมไปนิพพาน</p><p>Q: สร้างกำลังจิตยามชีวิตเจอวิกฤติได้อย่างไรA: พระพุทธเจ้าเปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกช้าง ฝึกม้า ผูกจิตไว้ที่สติ พลังจิตอยู่ในส่วนของสติ และปัญญา แต่ก็ต้องเริ่มด้วยสติมาตลอดกระบวนการ ฝึกสติทั้งใน และนอกรูปแบบ เมื่อมีศรัทธาจะทำจริงแน่วแน่จริง อย่ามีข้ออ้างในการเลิกทำความเพียร ให้นำมาปลุกเร้าในการทำความเพียรแทน พละ 5 เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้อยู่ในมรรคได้ ทำให้ตลอดไม่ขาดสาย การรักษาศีลอยู่ได้แม้ในสถานการณ์ที่บีบคั้น นั่นคือ มีกำลังจิตแล้ว จะให้จิตมีกำลังยิ่งขึ้น คือ ไม่โกรธ รักษาจิตให้มีเมตตา อุเบกขา เพราะคนจะเหนือคนได้ก็อยู่ที่จิตนี้ ด้วยจิตใจแบบนี้คุณวิเศษอื่น ๆ ก็จะตามมา</p><p>Q: อภัยทาน คือ ทานสูงสุด?A: เรียกว่าละเอียดกว่า การอภัยได้เมตตากัน คือ เราไม่ยึดถือเอาไว้ ละกิเลสออกไปได้ ทำให้มีผลสูง เริ่มแรกย่อมลำบากบ้าง ก็ให้ถือว่าเป็นการเพิ่มกำลังจิต เมื่อฝึกจนชำนาญดีมีครูแนะนำแล้ว ย่อมยังประโยชน์สูง ทุกอย่างมาทางผัสสะ พละ 5 จะเป็นกำลังสำคัญ ทำให้เสมอ ๆ กัน จะพัฒนาไปได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: รู้สึกว่ามีตัวเราแล้วจะทุกข์ ควรทำอย่างไรA: เป็นสิ่งที่ดี เพราะแสดงว่ามีสติ ดีกว่าคนที่เห็นทุกข์เป็นสุข ขณะนี้ คือ เห็นแล้วแต่ยังละไม่ได้ จะละได้มีขั้นตอนต่อไปนี้ เข้าใจให้ถูก มีสัมมาทิฏฐิ มีสติระลึกได้อยู่เรื่อย ๆ ว่านี้คือ อนัตตา แยกแยะลงไป แล้วให้มีปัญญาชำแรกลงไป ทำเหมือนเดิมตามทางเดิม คือ เริ่มจากตรงใจ เพราะใจมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สติมีวิมุตติเป็นที่แล่นไปสู่ วิมุตติมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ พิจารณาบ่อย ๆ ทำให้ละเอียด เข้าถึงวิมุตติให้ได้อยู่เรื่อย ๆ นิพพานจะปรากฏ</p><p>Q: พลังจิตเกิดได้อย่างไร และมีประโยชน์อย่างไรA: พลังจิตมีกำลังมากกว่าทางกาย ในวิชชา 8 อาสวักขยญาณมีประโยชน์สูงสุด เพราะทำให้สิ้นกรรมไปนิพพาน</p><p>Q: สร้างกำลังจิตยามชีวิตเจอวิกฤติได้อย่างไรA: พระพุทธเจ้าเปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกช้าง ฝึกม้า ผูกจิตไว้ที่สติ พลังจิตอยู่ในส่วนของสติ และปัญญา แต่ก็ต้องเริ่มด้วยสติมาตลอดกระบวนการ ฝึกสติทั้งใน และนอกรูปแบบ เมื่อมีศรัทธาจะทำจริงแน่วแน่จริง อย่ามีข้ออ้างในการเลิกทำความเพียร ให้นำมาปลุกเร้าในการทำความเพียรแทน พละ 5 เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้อยู่ในมรรคได้ ทำให้ตลอดไม่ขาดสาย การรักษาศีลอยู่ได้แม้ในสถานการณ์ที่บีบคั้น นั่นคือ มีกำลังจิตแล้ว จะให้จิตมีกำลังยิ่งขึ้น คือ ไม่โกรธ รักษาจิตให้มีเมตตา อุเบกขา เพราะคนจะเหนือคนได้ก็อยู่ที่จิตนี้ ด้วยจิตใจแบบนี้คุณวิเศษอื่น ๆ ก็จะตามมา</p><p>Q: อภัยทาน คือ ทานสูงสุด?A: เรียกว่าละเอียดกว่า การอภัยได้เมตตากัน คือ เราไม่ยึดถือเอาไว้ ละกิเลสออกไปได้ ทำให้มีผลสูง เริ่มแรกย่อมลำบากบ้าง ก็ให้ถือว่าเป็นการเพิ่มกำลังจิต เมื่อฝึกจนชำนาญดีมีครูแนะนำแล้ว ย่อมยังประโยชน์สูง ทุกอย่างมาทางผัสสะ พละ 5 จะเป็นกำลังสำคัญ ทำให้เสมอ ๆ กัน จะพัฒนาไปได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อวิชชา ความไม่รู้ที่ควรรู้</title>
			<itunes:title>อวิชชา ความไม่รู้ที่ควรรู้</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:37</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a00e2702-91ea-4f59-874f-adc300aa11e2/media.mp3" length="26238423" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a00e2702-91ea-4f59-874f-adc300aa11e2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55bc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcCQyderu5RkQLqvJi7A1gy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>41</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55bc.jpg"/>
			<description><![CDATA[อวิชชา คือ ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 คนเรามีระดับความไม่รู้ที่แตกต่างกัน การไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรนั้น แย่กว่าการที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ความรู้ตรงนี้ คือ เริ่มมีวิชชา เมื่อเริ่มรู้แล้วว่าไม่รู้อะไร และต้องรู้อะไร ต่อไปควรรู้ว่าควรทำอะไรต่อความรู้นั้น และรู้ว่าได้ทำแล้ว นั่นก็คือ กิจที่ควรทำในอริยสัจ 4 ที่ประกอบด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั่นเอง เมื่อวิชชามี 8 อวิชชาก็มี 8 เช่นกัน โดยเพิ่มจากอริยสัจ 4 ดังนี้ ความไม่รู้ในอดีต ในอนาคต ทั้งในอดีต อนาคต และในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ตั้งคำถามที่ฉลาด จึงสามารถใคร่ครวญจนได้คำตอบโดยไล่มาตามสายเกิด และสายดับแห่งปฏิจจสมุปบาท "เพราะอวิชชานั่นแหละมีอยู่ อวิชชาจึงมี" และ "เพราะอวิชชาดับไปนั่นแหละ อวิชชาจึงดับไป" การจะทำอวิชชาให้ดับได้ก็ต้องมีมรรค 8 ที่สมบรูณ์จนก่อให้เกิดสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุต แล้ววิมุตจะเกิดขึ้น อวิชชาดับไป เหนือกันได้ สิ่งที่จะทำให้วิชชาเกิดอวิชชาดับไปไม่มีทางอื่นนอกจากมรรคแปด ความรู้ที่ควรรู้นี้ควรเป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่เช่นนั้นแม้แสวงหาความรู้ที่ไม่เป็นสัมโพธิมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้มีภาวะยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ จะมีความรู้เพื่อสัมโพธิได้ก็ต้องสร้างปัญญา ด้วยการหาผู้รู้ สร้างศรัทธาเพื่อให้เกิดปัญญา อวิชชาจะอยู่ไม่ได้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อวิชชา คือ ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 คนเรามีระดับความไม่รู้ที่แตกต่างกัน การไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรนั้น แย่กว่าการที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ความรู้ตรงนี้ คือ เริ่มมีวิชชา เมื่อเริ่มรู้แล้วว่าไม่รู้อะไร และต้องรู้อะไร ต่อไปควรรู้ว่าควรทำอะไรต่อความรู้นั้น และรู้ว่าได้ทำแล้ว นั่นก็คือ กิจที่ควรทำในอริยสัจ 4 ที่ประกอบด้วยรอบ 3 อาการ 12 นั่นเอง เมื่อวิชชามี 8 อวิชชาก็มี 8 เช่นกัน โดยเพิ่มจากอริยสัจ 4 ดังนี้ ความไม่รู้ในอดีต ในอนาคต ทั้งในอดีต อนาคต และในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ตั้งคำถามที่ฉลาด จึงสามารถใคร่ครวญจนได้คำตอบโดยไล่มาตามสายเกิด และสายดับแห่งปฏิจจสมุปบาท "เพราะอวิชชานั่นแหละมีอยู่ อวิชชาจึงมี" และ "เพราะอวิชชาดับไปนั่นแหละ อวิชชาจึงดับไป" การจะทำอวิชชาให้ดับได้ก็ต้องมีมรรค 8 ที่สมบรูณ์จนก่อให้เกิดสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุต แล้ววิมุตจะเกิดขึ้น อวิชชาดับไป เหนือกันได้ สิ่งที่จะทำให้วิชชาเกิดอวิชชาดับไปไม่มีทางอื่นนอกจากมรรคแปด ความรู้ที่ควรรู้นี้ควรเป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่เช่นนั้นแม้แสวงหาความรู้ที่ไม่เป็นสัมโพธิมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้มีภาวะยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ จะมีความรู้เพื่อสัมโพธิได้ก็ต้องสร้างปัญญา ด้วยการหาผู้รู้ สร้างศรัทธาเพื่อให้เกิดปัญญา อวิชชาจะอยู่ไม่ได้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สับให้ละเอียด</title>
			<itunes:title>สับให้ละเอียด</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/22c92862-fc5f-43c9-9312-adbc00aa3124/media.mp3" length="27982253" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">22c92862-fc5f-43c9-9312-adbc00aa3124</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55bd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+md3XFourGdgiA2AxwafwMPn]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>40</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55bd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ค้นหาสวดมนต์แปลเพื่อความเข้าใจได้ที่ไหนA: หาได้ง่าย ๆ ค้นจากอินเทอร์เน็ต เป็นข้อดีที่จะทราบความหมาย จะทำให้ซาบซึ้งยิ่งขึ้น </p><p>Q: สมาทานศีลก่อนนอนได้หรือไม่A: ทำเวลาไหนก็ดีทั้งนั้น ดียิ่งขึ้นเมื่อสมาทานแล้วทำได้จริง ทำให้เจริญเป็นอริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา </p><p>Q: น้อมจิตไปเพื่อการนอนเพื่อว่าจะไปดี ดีหรือไม่A: พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ก่อนนอนให้ตั้งจิตว่า บาปอกุศลธรรมอย่าตามเราผู้ซึ่งนอนอยู่ไป และให้แผ่เมตตาเพื่อหลับเป็นสุข การนอนด้วยสติสัมปชัญญะ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ด้วยพุทธะ </p><p>Q: กาลที่เหมาะสมต่อการทำวัตรA: เวลาไหนก็ได้ที่สะดวก ที่สำคัญ คือ ทำเป็นวัตร ทำเป็นประจำ </p><p>Q: สั่งให้เขากำจัดปลวกโดยไม่ตั้งใจศีลจะขาดหรือไม่ แก้ไขอย่างไรA: ดูที่เจตนา มี 3 ระดับ แก้ไขไปตามสถานการณ์ โดยการแผ่เมตตาทำบุญให้จิตจะสบายขึ้นแล้วจะเข้าสมาธิได้  </p><p>Q: ทำสมาธิมาหลายวิธี สงสัยว่าควรวางจิตไว้ที่ไหนกันแน่A: ใช้เครื่องมือวิธีไหนก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นสิ่งที่เกิดที่จิต จิตควรอยู่กับสติ ถ้าสติเกิดจะรู้ความเป็นไปไปในทางกาย ให้ทำการปรุงแต่งทางกายทางจิตให้ระงับ แต่ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยความสงบระงับ สมาธิจะดีขึ้น ๆ แล้วให้มีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงตลอดกระบวนการนี้ แม้สติสมาธิก็ไม่เที่ยง แต่ยังคงสติและสมาธิไว้ แล้วจะเหลือจิตล้วน ๆ ให้เห็นจิตเองก็ไม่เที่ยง จะละความยึดถือแม้ในจิตได้ เดินมาตามทางนี้ ทำซ้ำ ๆ ทางเดิมสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เปลี่ยน ทำให้ละเอียดเหมือนสับหมู ความก้าวหน้าจะมีได้ ส่วนการเห็นนิมิตเกิดได้เมื่อจิตสงบ ให้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง อย่าเพลินตามไป ให้มีสติ </p><p>Q: สักกายทิฏฐิกับมานะต่างกันอย่างไรA: สักกายทิฏฐิเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นความเห็นตัวตนอัตตา มานะเป็นสังโยชน์เบื้องสูงระดับอรหันต์จึงจะวางได้ </p><p>Q: งานทางโลกมากทำให้บรรลุช้าจริงหรือไม่A: ไม่แน่ ดูจากจิตตคหบดีก็สามารถบรรลุถึงอนาคามีแม้การงานมาก หรือดูจากภิกษุผู้การงานน้อยก็ยังไม่บรรลุธรรมข้อใดก็มีอยู่ </p><p>Q: เบื่อนั่งสมาธิควรทำอย่างไรA: เป็นแบบทดสอบ ดั่งสนิมเกิดที่เหล็กเพื่อทำลายเหล็ก กิเลสนี้เกิดที่จิตทำลายจิต ให้ทำตามมรรคแปด </p><p>Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าเห็นเกิดดับของจริงA: ขั้นแรกก็ต้องคิดก่อน สัญญามาก่อนญาณ จากสัญญาจะมาเป็นญาณได้ก็ด้วยสมาธิ สติ ปัญญา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ค้นหาสวดมนต์แปลเพื่อความเข้าใจได้ที่ไหนA: หาได้ง่าย ๆ ค้นจากอินเทอร์เน็ต เป็นข้อดีที่จะทราบความหมาย จะทำให้ซาบซึ้งยิ่งขึ้น </p><p>Q: สมาทานศีลก่อนนอนได้หรือไม่A: ทำเวลาไหนก็ดีทั้งนั้น ดียิ่งขึ้นเมื่อสมาทานแล้วทำได้จริง ทำให้เจริญเป็นอริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา </p><p>Q: น้อมจิตไปเพื่อการนอนเพื่อว่าจะไปดี ดีหรือไม่A: พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ก่อนนอนให้ตั้งจิตว่า บาปอกุศลธรรมอย่าตามเราผู้ซึ่งนอนอยู่ไป และให้แผ่เมตตาเพื่อหลับเป็นสุข การนอนด้วยสติสัมปชัญญะ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ด้วยพุทธะ </p><p>Q: กาลที่เหมาะสมต่อการทำวัตรA: เวลาไหนก็ได้ที่สะดวก ที่สำคัญ คือ ทำเป็นวัตร ทำเป็นประจำ </p><p>Q: สั่งให้เขากำจัดปลวกโดยไม่ตั้งใจศีลจะขาดหรือไม่ แก้ไขอย่างไรA: ดูที่เจตนา มี 3 ระดับ แก้ไขไปตามสถานการณ์ โดยการแผ่เมตตาทำบุญให้จิตจะสบายขึ้นแล้วจะเข้าสมาธิได้  </p><p>Q: ทำสมาธิมาหลายวิธี สงสัยว่าควรวางจิตไว้ที่ไหนกันแน่A: ใช้เครื่องมือวิธีไหนก็ได้ที่ทำให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นสิ่งที่เกิดที่จิต จิตควรอยู่กับสติ ถ้าสติเกิดจะรู้ความเป็นไปไปในทางกาย ให้ทำการปรุงแต่งทางกายทางจิตให้ระงับ แต่ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยความสงบระงับ สมาธิจะดีขึ้น ๆ แล้วให้มีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงตลอดกระบวนการนี้ แม้สติสมาธิก็ไม่เที่ยง แต่ยังคงสติและสมาธิไว้ แล้วจะเหลือจิตล้วน ๆ ให้เห็นจิตเองก็ไม่เที่ยง จะละความยึดถือแม้ในจิตได้ เดินมาตามทางนี้ ทำซ้ำ ๆ ทางเดิมสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เปลี่ยน ทำให้ละเอียดเหมือนสับหมู ความก้าวหน้าจะมีได้ ส่วนการเห็นนิมิตเกิดได้เมื่อจิตสงบ ให้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง อย่าเพลินตามไป ให้มีสติ </p><p>Q: สักกายทิฏฐิกับมานะต่างกันอย่างไรA: สักกายทิฏฐิเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นความเห็นตัวตนอัตตา มานะเป็นสังโยชน์เบื้องสูงระดับอรหันต์จึงจะวางได้ </p><p>Q: งานทางโลกมากทำให้บรรลุช้าจริงหรือไม่A: ไม่แน่ ดูจากจิตตคหบดีก็สามารถบรรลุถึงอนาคามีแม้การงานมาก หรือดูจากภิกษุผู้การงานน้อยก็ยังไม่บรรลุธรรมข้อใดก็มีอยู่ </p><p>Q: เบื่อนั่งสมาธิควรทำอย่างไรA: เป็นแบบทดสอบ ดั่งสนิมเกิดที่เหล็กเพื่อทำลายเหล็ก กิเลสนี้เกิดที่จิตทำลายจิต ให้ทำตามมรรคแปด </p><p>Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าเห็นเกิดดับของจริงA: ขั้นแรกก็ต้องคิดก่อน สัญญามาก่อนญาณ จากสัญญาจะมาเป็นญาณได้ก็ด้วยสมาธิ สติ ปัญญา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมเพื่อสิ้นกรรม (6439-7q)</title>
			<itunes:title>กรรมเพื่อสิ้นกรรม (6439-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Oct 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:01:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f7530c13-6e27-4279-a0ad-adb500936dff/media.mp3" length="29414082" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f7530c13-6e27-4279-a0ad-adb500936dff</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55be</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfp8rrwS4RcVuX5AR/zbUmV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:episode>39</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55be.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"วิบากไม่เหมือนกับการกระทำ สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการกระทำนั้น เป็นอจินไตย" </p><p>Q: กรรมดำกรรมขาวกับชีวิตประจำวันA: กรรม และผลของกรรม มี 4 ประเภท คือ กรรมดำให้วิบากดำ กรรมขาวให้วิบากขาว กรรมทั้งดำทั้งขาวให้วิบากทั้งดำและขาว กรรมไม่ดำไม่ขาวให้วิบากไม่ดำไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม สีขาวหรือสีดำในชีวิตประจำวัน ก็คือ เราทำความดีหรือความชั่ว ทำผิดหรือทำถูกตามหลักธรรมหรือไม่ ทำแล้วกิเลสลดหรือเพิ่ม เป็นไปตามมรรค 8 หรือไม่ หลักการ คือ พูดดีคิดดีทำดี ประเด็น คือ ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ไม่ใช่ทำกรรมอะไรไว้ จะได้รับอย่างนั้น วิบากไม่เหมือนการกระทำ เปลี่ยนแปลงได้ตามการกระทำนั้น เหมือนความสัมพันธ์ของเกลือกับความเค็ม ที่ขึ้นกับปริมาณของน้ำที่มี วิบากมากน้อยก็ขึ้นกับปริมาณบุญที่มีดุจเดียวกัน วิบากเป็นอจินไตยยากจะพยากรณ์ แต่ให้มั่นใจได้ว่า กรรมให้ผลแน่นอน ที่น่าสนใจอีกประการ ก็คือ ทำไมทำแต่กรรมขาวจึงไม่สิ้นกรรม เพราะทำความดีก็ยังวนเวียนในกรรมดีนั้น มีสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเห็นความดีความชั่ว แต่ยังขาดสัมมาทิฏฐิในขั้นโลกุตระ คือ ปัญญาเห็นการเกิดการดับ เห็นความไม่เที่ยง จึงจะสิ้นกรรมเหนือโลกได้ ซึ่งกรรมไม่ดำไม่ขาวจะให้วิบากนี้ได้ เหนือโลกได้  </p><p>Q: พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ธรรมเดียวกันหรือไม่A: ตรัสรู้ธรรมเดียวกัน คือ อริยสัจ 4 มีความเหมือนหรือต่างกันในรายละเอียด เช่น ต้นไม้ที่ทรงตรัสรู้ อายุต่างกัน อริยสาวกซ้ายขาวเหมือนกันต่างที่บุคคล คำสอนที่ประกาศไว้มากหรือน้อย </p><p>Q: ศีล 227 พระยุคนี้ยังรักษาได้อยู่หรือไม่A: ศีลมีมากกว่า 227 ไม่ว่ายุคไหน ภิกษุต้องรักษาอย่างเคร่งครัด แต่ความสามารถของคนเรานั้นต่างกัน กำลังไม่เท่ากัน ให้เข้าใจ พระเองก็เปลี่ยนแปลงได้ จากไม่ดีมาดีได้ เคร่งไม่เคร่งอย่าดูแค่สีจีวร วัดที่จำ ตราบใดที่ยังไม่ขาดศีลขั้นปาราชิกก็ยังเป็นภิกษุ ศีลอื่นถ้าขาดก็ถือว่าด่างพร้อย แต่ยังคงความเป็นพระ ศีลถ้ารักษาที่จิตข้อเดียวก็จบได้ </p><p>Q: ลีลาการแสดงธรรมที่แตกต่าง อย่างไรจึงจะพอดีA: ถ้าการแสดงธรรมนั้น เอาธรรมะที่มีโทษน้อยมาระงับธรรมะอันที่มีโทษมากกว่า แล้วสอดแทรกธรรมะอื่นลงไป ก็นับว่าเป็นไปตามธรรม พิจารณาตามกาล ให้รักษาจิตเราไว้ในกุศลธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"วิบากไม่เหมือนกับการกระทำ สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการกระทำนั้น เป็นอจินไตย" </p><p>Q: กรรมดำกรรมขาวกับชีวิตประจำวันA: กรรม และผลของกรรม มี 4 ประเภท คือ กรรมดำให้วิบากดำ กรรมขาวให้วิบากขาว กรรมทั้งดำทั้งขาวให้วิบากทั้งดำและขาว กรรมไม่ดำไม่ขาวให้วิบากไม่ดำไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม สีขาวหรือสีดำในชีวิตประจำวัน ก็คือ เราทำความดีหรือความชั่ว ทำผิดหรือทำถูกตามหลักธรรมหรือไม่ ทำแล้วกิเลสลดหรือเพิ่ม เป็นไปตามมรรค 8 หรือไม่ หลักการ คือ พูดดีคิดดีทำดี ประเด็น คือ ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ทำกรรมย่อมได้รับผลของกรรม ไม่ใช่ทำกรรมอะไรไว้ จะได้รับอย่างนั้น วิบากไม่เหมือนการกระทำ เปลี่ยนแปลงได้ตามการกระทำนั้น เหมือนความสัมพันธ์ของเกลือกับความเค็ม ที่ขึ้นกับปริมาณของน้ำที่มี วิบากมากน้อยก็ขึ้นกับปริมาณบุญที่มีดุจเดียวกัน วิบากเป็นอจินไตยยากจะพยากรณ์ แต่ให้มั่นใจได้ว่า กรรมให้ผลแน่นอน ที่น่าสนใจอีกประการ ก็คือ ทำไมทำแต่กรรมขาวจึงไม่สิ้นกรรม เพราะทำความดีก็ยังวนเวียนในกรรมดีนั้น มีสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเห็นความดีความชั่ว แต่ยังขาดสัมมาทิฏฐิในขั้นโลกุตระ คือ ปัญญาเห็นการเกิดการดับ เห็นความไม่เที่ยง จึงจะสิ้นกรรมเหนือโลกได้ ซึ่งกรรมไม่ดำไม่ขาวจะให้วิบากนี้ได้ เหนือโลกได้  </p><p>Q: พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ธรรมเดียวกันหรือไม่A: ตรัสรู้ธรรมเดียวกัน คือ อริยสัจ 4 มีความเหมือนหรือต่างกันในรายละเอียด เช่น ต้นไม้ที่ทรงตรัสรู้ อายุต่างกัน อริยสาวกซ้ายขาวเหมือนกันต่างที่บุคคล คำสอนที่ประกาศไว้มากหรือน้อย </p><p>Q: ศีล 227 พระยุคนี้ยังรักษาได้อยู่หรือไม่A: ศีลมีมากกว่า 227 ไม่ว่ายุคไหน ภิกษุต้องรักษาอย่างเคร่งครัด แต่ความสามารถของคนเรานั้นต่างกัน กำลังไม่เท่ากัน ให้เข้าใจ พระเองก็เปลี่ยนแปลงได้ จากไม่ดีมาดีได้ เคร่งไม่เคร่งอย่าดูแค่สีจีวร วัดที่จำ ตราบใดที่ยังไม่ขาดศีลขั้นปาราชิกก็ยังเป็นภิกษุ ศีลอื่นถ้าขาดก็ถือว่าด่างพร้อย แต่ยังคงความเป็นพระ ศีลถ้ารักษาที่จิตข้อเดียวก็จบได้ </p><p>Q: ลีลาการแสดงธรรมที่แตกต่าง อย่างไรจึงจะพอดีA: ถ้าการแสดงธรรมนั้น เอาธรรมะที่มีโทษน้อยมาระงับธรรมะอันที่มีโทษมากกว่า แล้วสอดแทรกธรรมะอื่นลงไป ก็นับว่าเป็นไปตามธรรม พิจารณาตามกาล ให้รักษาจิตเราไว้ในกุศลธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เอาใจเขามาใส่ใจเรา (6438-7q)</title>
			<itunes:title>เอาใจเขามาใส่ใจเรา (6438-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/be71a5d2-0a1d-4c3b-8847-adae00cb9db2/media.mp3" length="26870064" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">be71a5d2-0a1d-4c3b-8847-adae00cb9db2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55bf</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mexmNoH1X+tz3rL/GGOBXvf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55bf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ตัวเลขอาจจะมีผลหรือไม่มีผล ขึ้นกับว่าศรัทธาของคุณอยู่ที่ตรงไหน"</p><p>Q: ปฏิบัติธรรมที่บ้านสมควรหรือไม่A: อยู่ที่ไหนสงบให้เอาที่นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นวัด ปฏิบัติมาให้อยู่ในกายนี้ให้อยู่ในใจนี้ ให้กายใจเป็นสัปปายะสถานต่อการภาวนาเป็นการฝึกที่ดี ไม่ต้องง้อสถานที่ เป็นดังนี้แล้วเมื่อสถานการณ์ใดผ่านมาใจเราจะยังผาสุกอยู่ได้</p><p>Q: ฟังธรรมแล้วอยากจะขอบคุณทีมงานA: เป็นเพราะธรรมะเก็บไว้ไม่ได้ ต้องเปิดออก ต้องเผยพลังออกมา ดั่งเช่นการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่ปรารภคนที่ต่อเมื่อได้ยินจึงจะเดินมาตามทางนี้ได้</p><p>Q: ทำบุญพันนึงได้บุญมากกว่าทำร้อย?A: การทำบุญที่ให้อานิสงส์มากขึ้นอยู่กับ 3 ผู้ให้ และ 3 ผู้รับ ผู้ให้ให้ด้วยศรัทธา ก่อนให้จิตน้อมไป ระหว่างให้จิตเลื่อมใส หลังให้จิตปลื้มใจ ผู้รับไม่มีราคะ โทสะ โมหะ หรือมีแต่เบาบาง หรือกำลังปฏิบัติเพื่อลดราคะ โทสะ โมหะ ตัวเลขอาจมีหรือไม่มีผล ขึ้นกับว่าศรัทธาของคุณอยู่ที่ตรงไหน ใช้ตัวเลขเป็นตัวกำหนดศรัทธาหรือเปล่า</p><p>Q: "อตฺตานํ อุปมํ กเร" หมายความว่าอย่างไรA: เป็นพุทธพจน์ที่ปรารภเด็กที่กำลังตีงู พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น โดยยกอุปมา ถ้าเราไม่ชอบที่คนอื่นทำกับเรา ก็อย่าทำกับบุคคลอื่น หรือเราชอบที่เขาทำแบบนี้กับเรา ก็ให้ทำเช่นนี้กับคนอื่น โดยเอาตัวเองเป็นใหญ่แบบอัตตาธิปไตย คือ ตนติเตียนตนได้หรือไม่ หรือโลกาธิปไตยผู้รู้หรือโลกติเตียนได้หรือไม่ เหมือนการรักษาตัวเองที่ชื่อว่ารักษาผู้อื่น จะมีได้ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ </p><p>Q: ความหมาย "ไม่มีทรัพย์ใดเทียบเท่าศิลปะ"A: ศิลปะในที่นี้ หมายถึง อาชีพ คือ การสอนให้จับปลาย่อมดีกว่าให้ปลา ยั่งยืนกว่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ตัวเลขอาจจะมีผลหรือไม่มีผล ขึ้นกับว่าศรัทธาของคุณอยู่ที่ตรงไหน"</p><p>Q: ปฏิบัติธรรมที่บ้านสมควรหรือไม่A: อยู่ที่ไหนสงบให้เอาที่นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นวัด ปฏิบัติมาให้อยู่ในกายนี้ให้อยู่ในใจนี้ ให้กายใจเป็นสัปปายะสถานต่อการภาวนาเป็นการฝึกที่ดี ไม่ต้องง้อสถานที่ เป็นดังนี้แล้วเมื่อสถานการณ์ใดผ่านมาใจเราจะยังผาสุกอยู่ได้</p><p>Q: ฟังธรรมแล้วอยากจะขอบคุณทีมงานA: เป็นเพราะธรรมะเก็บไว้ไม่ได้ ต้องเปิดออก ต้องเผยพลังออกมา ดั่งเช่นการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่ปรารภคนที่ต่อเมื่อได้ยินจึงจะเดินมาตามทางนี้ได้</p><p>Q: ทำบุญพันนึงได้บุญมากกว่าทำร้อย?A: การทำบุญที่ให้อานิสงส์มากขึ้นอยู่กับ 3 ผู้ให้ และ 3 ผู้รับ ผู้ให้ให้ด้วยศรัทธา ก่อนให้จิตน้อมไป ระหว่างให้จิตเลื่อมใส หลังให้จิตปลื้มใจ ผู้รับไม่มีราคะ โทสะ โมหะ หรือมีแต่เบาบาง หรือกำลังปฏิบัติเพื่อลดราคะ โทสะ โมหะ ตัวเลขอาจมีหรือไม่มีผล ขึ้นกับว่าศรัทธาของคุณอยู่ที่ตรงไหน ใช้ตัวเลขเป็นตัวกำหนดศรัทธาหรือเปล่า</p><p>Q: "อตฺตานํ อุปมํ กเร" หมายความว่าอย่างไรA: เป็นพุทธพจน์ที่ปรารภเด็กที่กำลังตีงู พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น โดยยกอุปมา ถ้าเราไม่ชอบที่คนอื่นทำกับเรา ก็อย่าทำกับบุคคลอื่น หรือเราชอบที่เขาทำแบบนี้กับเรา ก็ให้ทำเช่นนี้กับคนอื่น โดยเอาตัวเองเป็นใหญ่แบบอัตตาธิปไตย คือ ตนติเตียนตนได้หรือไม่ หรือโลกาธิปไตยผู้รู้หรือโลกติเตียนได้หรือไม่ เหมือนการรักษาตัวเองที่ชื่อว่ารักษาผู้อื่น จะมีได้ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ </p><p>Q: ความหมาย "ไม่มีทรัพย์ใดเทียบเท่าศิลปะ"A: ศิลปะในที่นี้ หมายถึง อาชีพ คือ การสอนให้จับปลาย่อมดีกว่าให้ปลา ยั่งยืนกว่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัจจัยแห่งการบรรลุธรรม (6437-7q)</title>
			<itunes:title>ปัจจัยแห่งการบรรลุธรรม (6437-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8940a3ca-8491-4153-baef-ada700cce785/media.mp3" length="25670061" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8940a3ca-8491-4153-baef-ada700cce785</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55c0</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc3YX9gbdStn7wu9Z1YsRjx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ปัจจัยที่สำคัญที่สุดแห่งการบรรลุธรรม ก็ถ้าตัวฉันทำ แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้"</p><p>Q: ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบรรลุธรรมA: ตัวเราสำคัญที่สุด เพราะการบรรลุอยู่ที่จิต องค์ประกอบอื่นเป็นตัวช่วยทั้งกัลยาณมิตร และสถานที่ที่มีผลทำให้กิเลสเพิ่มขึ้นหรือลดลง ควรมีศรัทธาตั้งมั่นในธรรมะ ในพุทธะ และในสังฆะ มั่นในสังฆะ คือ เชื่อว่าแม้ตัวเราเองก็สามารถทำได้ ศรัทธาจะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง สติ ศีล อินทรีย์ เกิดสมาธิ ก่อปัญญา</p><p>Q: มีความคิดปรุงแต่งมาก จะเรียกว่าฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ?A: อยู่ที่ว่าคิดปรุงแต่งแล้วกิเลสเพิ่มหรือลด ทั้งมิจฉามรรคหรือสัมมามรรคล้วนเป็นสังขตธรรม แต่ที่ไปคนละทาง สมาธิไม่ใช่ไม่คิดอะไรเลย มีลำดับขั้นของมัน </p><p>Q: ศีลไม่ครบ ศรัทธาไม่มั่นคง จะเริ่มปฏิบัติได้อย่างไรA: ศรัทธาจะเกิดเมื่อเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ที่ควบคู่กับปัญญาจึงจะเห็นธรรม ควรมีกัลยาณมิตรแนะทางให้ </p><p>Q: ใครเป็นอรหันต์A: เป็นเรื่องยากที่ฆราวาสผู้ชุ่มอยู่ด้วยกามจะพึงรู้ ส่วนผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้ว่า ปลานั้นใหญ่หรือเล็กเพียงแค่ดูคลื่น ต้องใช้ระยะเวลานานควบกับปัญญาในการดู จะดูแต่เพียงภายนอกไม่ได้ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยวาจา กำลังจิตพึงรู้ได้เมื่อมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการตอบ ประเด็นที่น่าสนใจกว่า คือ ตอบตัวเองได้หรือไม่ว่าเป็นอรหันต์หรือยัง </p><p>Q: กังวลเรื่องขายบ้าน 2 หลัง เกรงอนาคตที่ไม่แน่นอนA: ความกังวลจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ ควรมีศีล ศรัทธา สติตั้งไว้ พิจารณาปัจจุบันด้วยความเป็นของง่อนแง่นคลอนแคลน พอเราไม่กังวลจะละความยึดถือได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ปัจจัยที่สำคัญที่สุดแห่งการบรรลุธรรม ก็ถ้าตัวฉันทำ แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้"</p><p>Q: ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบรรลุธรรมA: ตัวเราสำคัญที่สุด เพราะการบรรลุอยู่ที่จิต องค์ประกอบอื่นเป็นตัวช่วยทั้งกัลยาณมิตร และสถานที่ที่มีผลทำให้กิเลสเพิ่มขึ้นหรือลดลง ควรมีศรัทธาตั้งมั่นในธรรมะ ในพุทธะ และในสังฆะ มั่นในสังฆะ คือ เชื่อว่าแม้ตัวเราเองก็สามารถทำได้ ศรัทธาจะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง สติ ศีล อินทรีย์ เกิดสมาธิ ก่อปัญญา</p><p>Q: มีความคิดปรุงแต่งมาก จะเรียกว่าฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ?A: อยู่ที่ว่าคิดปรุงแต่งแล้วกิเลสเพิ่มหรือลด ทั้งมิจฉามรรคหรือสัมมามรรคล้วนเป็นสังขตธรรม แต่ที่ไปคนละทาง สมาธิไม่ใช่ไม่คิดอะไรเลย มีลำดับขั้นของมัน </p><p>Q: ศีลไม่ครบ ศรัทธาไม่มั่นคง จะเริ่มปฏิบัติได้อย่างไรA: ศรัทธาจะเกิดเมื่อเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ที่ควบคู่กับปัญญาจึงจะเห็นธรรม ควรมีกัลยาณมิตรแนะทางให้ </p><p>Q: ใครเป็นอรหันต์A: เป็นเรื่องยากที่ฆราวาสผู้ชุ่มอยู่ด้วยกามจะพึงรู้ ส่วนผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้ว่า ปลานั้นใหญ่หรือเล็กเพียงแค่ดูคลื่น ต้องใช้ระยะเวลานานควบกับปัญญาในการดู จะดูแต่เพียงภายนอกไม่ได้ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยวาจา กำลังจิตพึงรู้ได้เมื่อมีภัย ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการตอบ ประเด็นที่น่าสนใจกว่า คือ ตอบตัวเองได้หรือไม่ว่าเป็นอรหันต์หรือยัง </p><p>Q: กังวลเรื่องขายบ้าน 2 หลัง เกรงอนาคตที่ไม่แน่นอนA: ความกังวลจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้ ควรมีศีล ศรัทธา สติตั้งไว้ พิจารณาปัจจุบันด้วยความเป็นของง่อนแง่นคลอนแคลน พอเราไม่กังวลจะละความยึดถือได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บุญอยู่ที่ธรรม (6436-7q)</title>
			<itunes:title>บุญอยู่ที่ธรรม (6436-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d4ca53be-dd8e-435a-bd06-ada000b3e3e4/media.mp3" length="25926061" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d4ca53be-dd8e-435a-bd06-ada000b3e3e4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55c1</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcNL+d9/oR90CsTkgJrJda5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>36</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ให้ดีกว่าไม่ให้ แต่ดูที่การกระทำทางกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่ใจด้วย ดูที่ธรรมะด้วย"</p><p>เราอาจจะเคยพบเห็นการทำบุญแบบนี้ มีแต่ไม่อยากทำ จนแต่ทำตลอด พระอาจารย์ให้แง่คิดว่า ควรคิดแยกเป็น 3 ระดับ ระดับการแบ่งจ่ายทรัพย์ ระดับจิตใจ และระดับทางกาย ให้ดีกว่าไม่ให้ แต่ดูที่การกระทำทางกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูใจด้วย ดูธรรมะด้วย ให้จากข้อ 4 ในหลักการแบ่งจ่ายทรัพย์ จะเป็นการดีทั้งไม่เป็นการเบียดเบียนตนเอง ดูความพร้อม 3 ประการทั้งผู้รับ และผู้ให้ ควรตั้งจิตไว้ในสิ่งดี ๆ ที่เขามีอยู่ คำถามว่า ทำงานที่ชอบอย่างไรจึงจะไม่มีอคติ 4 และไม่เบียดเบียนตน ควรพิจารณาจากอิทธิบาท 4 แล้วจะไม่หนีออกจากมรรค 8 บุคคลที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ย่อมมีอคติ 4 บ้างเป็นธรรมดา ก็ให้ปรับมาตามมรรค การเบียดเบียนก็จะน้อยลง ทำบุญด้วยอะไรแล้วต้องได้รับผลอย่างนั้นหรือไม่ ท่านตอบว่า กรรมกับวิบากไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เป็นอจินไตย ควรคิดว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ตั้งจิตให้เป็นกุศล แง่คิดในบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกับจิตที่ตั้งมั่นของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม่พระธรณีเป็นใคร และสำนวนที่ว่ามือชุ่มด้วยเหงื่อเป็นมาอย่างไร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ให้ดีกว่าไม่ให้ แต่ดูที่การกระทำทางกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่ใจด้วย ดูที่ธรรมะด้วย"</p><p>เราอาจจะเคยพบเห็นการทำบุญแบบนี้ มีแต่ไม่อยากทำ จนแต่ทำตลอด พระอาจารย์ให้แง่คิดว่า ควรคิดแยกเป็น 3 ระดับ ระดับการแบ่งจ่ายทรัพย์ ระดับจิตใจ และระดับทางกาย ให้ดีกว่าไม่ให้ แต่ดูที่การกระทำทางกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูใจด้วย ดูธรรมะด้วย ให้จากข้อ 4 ในหลักการแบ่งจ่ายทรัพย์ จะเป็นการดีทั้งไม่เป็นการเบียดเบียนตนเอง ดูความพร้อม 3 ประการทั้งผู้รับ และผู้ให้ ควรตั้งจิตไว้ในสิ่งดี ๆ ที่เขามีอยู่ คำถามว่า ทำงานที่ชอบอย่างไรจึงจะไม่มีอคติ 4 และไม่เบียดเบียนตน ควรพิจารณาจากอิทธิบาท 4 แล้วจะไม่หนีออกจากมรรค 8 บุคคลที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ย่อมมีอคติ 4 บ้างเป็นธรรมดา ก็ให้ปรับมาตามมรรค การเบียดเบียนก็จะน้อยลง ทำบุญด้วยอะไรแล้วต้องได้รับผลอย่างนั้นหรือไม่ ท่านตอบว่า กรรมกับวิบากไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เป็นอจินไตย ควรคิดว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ตั้งจิตให้เป็นกุศล แง่คิดในบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกับจิตที่ตั้งมั่นของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม่พระธรณีเป็นใคร และสำนวนที่ว่ามือชุ่มด้วยเหงื่อเป็นมาอย่างไร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ละอาฆาตด้วยจิตเมตตา (6435-7q)</title>
			<itunes:title>ละอาฆาตด้วยจิตเมตตา (6435-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Sep 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/2252445d-a218-4734-9dd6-ad99008fb719/media.mp3" length="27182003" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2252445d-a218-4734-9dd6-ad99008fb719</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meK53lU4tmbkTz530a2uxKF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ลูกบอล ถ้าปาเข้าผนังก็เด้งกลับอยู่ดี ให้ทำตัวเป็นผนัง"</p><p>พบกับคำถามที่น่าสนใจ คำถามที่ว่าอนิจจังทุกขังอนัตตาต้องเรียงอย่างไร เรียงอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับเห็นถึงการเกิดขึ้นหรือการดับไป เป็นไปตามเงื่อนไขการปรุงแต่ง คำถามถัดมาเมื่อมีอาฆาตกระทบกระทั่งกันในหมู่พี่น้องควรวางจิตอย่างไร ควรจะให้มรดกหรือไม่ การให้หรือไม่ให้กลับไม่ได้บอกถึงความอาฆาตที่มีในใจ เจตนาควรละอาฆาตไม่ผูกเวรจะให้มากน้อยไม่สำคัญ จะเอาชนะจิตที่มีอาฆาตได้ต้องเมตตา วาจาทิ่มแทงมาไม่ทิ่มแทงตอบ ให้เมตตาต่อกันตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาทำความเข้าใจความเหมือนหรือต่างของคำว่า จิต มโน วิญญาณ และธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นความคิดเกิดขึ้นที่ใจที่เป็นช่องทางแล้วรับรู้ได้ด้วยวิญญาณ ส่วนความรักอมตะในทางธรรมนั้นก็คือ มาตามมรรค 8 จะไม่วนเหมือนทางโลก และนานาคำถามเรื่องมโหสถ ความสงัด และเวทนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ลูกบอล ถ้าปาเข้าผนังก็เด้งกลับอยู่ดี ให้ทำตัวเป็นผนัง"</p><p>พบกับคำถามที่น่าสนใจ คำถามที่ว่าอนิจจังทุกขังอนัตตาต้องเรียงอย่างไร เรียงอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับเห็นถึงการเกิดขึ้นหรือการดับไป เป็นไปตามเงื่อนไขการปรุงแต่ง คำถามถัดมาเมื่อมีอาฆาตกระทบกระทั่งกันในหมู่พี่น้องควรวางจิตอย่างไร ควรจะให้มรดกหรือไม่ การให้หรือไม่ให้กลับไม่ได้บอกถึงความอาฆาตที่มีในใจ เจตนาควรละอาฆาตไม่ผูกเวรจะให้มากน้อยไม่สำคัญ จะเอาชนะจิตที่มีอาฆาตได้ต้องเมตตา วาจาทิ่มแทงมาไม่ทิ่มแทงตอบ ให้เมตตาต่อกันตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อมาทำความเข้าใจความเหมือนหรือต่างของคำว่า จิต มโน วิญญาณ และธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นความคิดเกิดขึ้นที่ใจที่เป็นช่องทางแล้วรับรู้ได้ด้วยวิญญาณ ส่วนความรักอมตะในทางธรรมนั้นก็คือ มาตามมรรค 8 จะไม่วนเหมือนทางโลก และนานาคำถามเรื่องมโหสถ ความสงัด และเวทนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิที่งดงาม (6434-7q)</title>
			<itunes:title>สมาธิที่งดงาม (6434-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/34a9e5e7-2f62-40eb-acd9-ad9200cdc1e7/media.mp3" length="26645941" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">34a9e5e7-2f62-40eb-acd9-ad9200cdc1e7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55c3</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfjeo9gu9EugZg/hnSA4uUL]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>34</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"สติไม่ใช่สมาธิ”</p><p>Q: นั่งสมาธิแล้วยังคิดเรื่องกามบ้างไม่กามบ้าง อย่างนี้คือหลุดจากสมาธิ?A: สมาธิยังไม่เกิด ในขั้นที่ 1 นั้นยังมีความคิดอยู่แต่ไม่ใช่เรื่องกาม ขั้นที่ 2 จิตจึงจะรวมเป็นเอก มีปิติ สุขจากความสงบระงับ ถ้ายังแยกแยะไม่ออกว่าความคิดไหนดีหรือไม่ดี แสดงว่าสติยังมีกำลังไม่พอ สมาธิจึงมีเพียงเล็กน้อย ให้ฝึกทำไปเรื่อย ๆ ไม่บังคับ แต่ต้องควบคุม ฝืนฝึกจิต ในขั้นต้นเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์เฉย ๆ รับรู้แต่ไม่ตามไป และไม่ลืมลม สติจะมีกำลังขึ้นมา พอถึงจุดนึงสมาธิจะเกิดขึ้น</p><p>Q: ความสุขในสมาธิเป็นอย่างไรA: เป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก ต้องรู้ได้ด้วยตนเอง สติจะเป็นตัวแยกแยะ รักษาระเบียบได้สมาธิจะก็ได้มาเป็นขั้นเป็นตอนก้าวหน้าตามลำดับ แต่สุขเวทนาเป็นแค่ทางผ่าน สิ่งที่ต้องการนั้นคือปัญญา</p><p>Q: การเพลินในภายในกับภวังค์ต่างกันอย่างไรA: เพลินในภายใน คือ การสยบอยู่ในภายใน เป็นความเพลินในปิติสุขจากสมาธิ ภวังค์ คือ การที่สมาธิมีกำลังมากคล้ายหลับแต่ไม่หลับ เหมือนกันตรงที่ไม่มีสติไม่ก่อปัญญา แก้ไขโดยมีสติระลึกรู้ เห็นนิมิต ปรับเพิ่มความเพียรเพื่อละอกุศลเพิ่มกุศล เห็นความไม่เที่ยง</p><p>Q: ไม่สามารถแยกแยะการพิจารณากับความฟุ้งซ่านA: ถ้าแยกแยะไม่ได้นั่นคือฟุ้งซ่าน ควรเริ่มจากการฝึกสติโดยทำศีลให้ละเอียด รู้ประมาณในการบริโภค สำรวมอินทรีย์ อยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น สันโดษ </p><p>Q: "ประโยชน์จะงดงามต่อเมื่อประสบความสำเร็จ" นำมาใช้ในชีวิตได้อย่างไรA: นำมาใช้ได้ทุกอย่างในชีวิต สำเร็จแล้วจึงจะเห็นประโยชน์เช่นสมาธินี้ดีอย่างนี้ จะรู้ได้เมื่อทำได้แล้ว เป็นต้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"สติไม่ใช่สมาธิ”</p><p>Q: นั่งสมาธิแล้วยังคิดเรื่องกามบ้างไม่กามบ้าง อย่างนี้คือหลุดจากสมาธิ?A: สมาธิยังไม่เกิด ในขั้นที่ 1 นั้นยังมีความคิดอยู่แต่ไม่ใช่เรื่องกาม ขั้นที่ 2 จิตจึงจะรวมเป็นเอก มีปิติ สุขจากความสงบระงับ ถ้ายังแยกแยะไม่ออกว่าความคิดไหนดีหรือไม่ดี แสดงว่าสติยังมีกำลังไม่พอ สมาธิจึงมีเพียงเล็กน้อย ให้ฝึกทำไปเรื่อย ๆ ไม่บังคับ แต่ต้องควบคุม ฝืนฝึกจิต ในขั้นต้นเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์เฉย ๆ รับรู้แต่ไม่ตามไป และไม่ลืมลม สติจะมีกำลังขึ้นมา พอถึงจุดนึงสมาธิจะเกิดขึ้น</p><p>Q: ความสุขในสมาธิเป็นอย่างไรA: เป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก ต้องรู้ได้ด้วยตนเอง สติจะเป็นตัวแยกแยะ รักษาระเบียบได้สมาธิจะก็ได้มาเป็นขั้นเป็นตอนก้าวหน้าตามลำดับ แต่สุขเวทนาเป็นแค่ทางผ่าน สิ่งที่ต้องการนั้นคือปัญญา</p><p>Q: การเพลินในภายในกับภวังค์ต่างกันอย่างไรA: เพลินในภายใน คือ การสยบอยู่ในภายใน เป็นความเพลินในปิติสุขจากสมาธิ ภวังค์ คือ การที่สมาธิมีกำลังมากคล้ายหลับแต่ไม่หลับ เหมือนกันตรงที่ไม่มีสติไม่ก่อปัญญา แก้ไขโดยมีสติระลึกรู้ เห็นนิมิต ปรับเพิ่มความเพียรเพื่อละอกุศลเพิ่มกุศล เห็นความไม่เที่ยง</p><p>Q: ไม่สามารถแยกแยะการพิจารณากับความฟุ้งซ่านA: ถ้าแยกแยะไม่ได้นั่นคือฟุ้งซ่าน ควรเริ่มจากการฝึกสติโดยทำศีลให้ละเอียด รู้ประมาณในการบริโภค สำรวมอินทรีย์ อยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น สันโดษ </p><p>Q: "ประโยชน์จะงดงามต่อเมื่อประสบความสำเร็จ" นำมาใช้ในชีวิตได้อย่างไรA: นำมาใช้ได้ทุกอย่างในชีวิต สำเร็จแล้วจึงจะเห็นประโยชน์เช่นสมาธินี้ดีอย่างนี้ จะรู้ได้เมื่อทำได้แล้ว เป็นต้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อเจ้านายไม่เป็นใจ (6433-7q)</title>
			<itunes:title>เมื่อเจ้านายไม่เป็นใจ (6433-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/7d2ca0b4-18a5-4d51-926f-ad8b00d4d354/media.mp3" length="27638059" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7d2ca0b4-18a5-4d51-926f-ad8b00d4d354</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+md2KKuMidoNkhRsB5e5R0wJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ความอิจฉาริษยาจะลดลงได้ ถ้ามีกรุณา"</p><p>Q: อยู่ในสมาธิจะไม่หิวใช่? ถ้าไม่สำรวมในการกินจะทำให้สมาธิเสื่อม?A: มีสมาธิก็หิวได้ ยกเว้นในกรณีที่เข้าสมาธิในขั้นสูงได้จะไม่หิว แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้วจะมีเวทนาได้ แต่เวทนานั้นจะไม่กลุ้มรุมจิต เป็นผลจากกำลังของสมาธิ เวลากินควรพิจารณาว่า เพื่อลดเวทนาเก่าไม่ก่อเวทนาใหม่ ไม่เช่นนั้นจะทำให้สมาธิเสื่อมได้</p><p>Q: คนที่ไม่ระเบียบวินัยทำให้มีปัญหาทางด้านการงานการเงินหรือไม่A: ไม่แน่ ความเกี่ยวเนื่องมีอยู่ในบางข้อ พิจารณาเป็นด้าน ๆ ไป</p><p>Q: เมื่อถูก unfriend ควรวางจิตอย่างไรA: ไม่ควรยินดีหรือยินร้ายในคำด่าหรือคำชมนั้น ๆ ให้มีจิตเมตตาแผ่ไปยังสรรพสัตว์ โดยมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ เป็นมหัคคตะ เมตตาไม่ใช่ความพอใจ ในทุกความคิดจะมีอารมณ์ติดมาเสมอ เราจึงควรตั้งสติเอาไว้</p><p>Q: ตักเตือนเพื่อนแค่ไหนจึงเหมาะสมA: ให้เห็นความลำบากของเราและเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ การตักเตือนกันเป็นเรื่องดี การอยู่ด้วยกันจึงจะเกิดประโยชน์</p><p>Q: การพูดอย่างไรจะไม่เป็นการยุแยง และผิดศีลA: ศีลข้อ 4 เป็นเรื่องการโกหก ถ้าจะให้ละเอียด คือ นำสัมมาวาจาข้ออื่นมาใส่ด้วย อย่านำข้ออ้างในการกล่าวจริงมาทำอกุศล การที่เราพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่นให้อีกคนฟัง เราก็เป็นคนไม่ดีด้วย ต้องใช้ปัญญารักษาคำพูดให้ดี เมตตาทั้งสองฝ่าย</p><p>Q: ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเจ้านายไม่เป็นใจA: อย่าไปมองว่ามีการประจบสอพลอ เพราะจะทำให้มีจิตอิจฉาริษยา ให้มองว่าเป็นการอาศัยผลประโยชน์ร่วมกัน ดูผลประโยชน์เรื่องมรรค 8 เรื่องความดีดีกว่า การมีกรุณาจะละอิจฉาได้ พรหมวิหาร 4 จะรักษาจิตของเราให้นิ่งได้  พอจิตนิ่งเราจะรู้ว่าอะไรควรละอะไรควรทำ เลือกใช้ให้เหมาะสม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ความอิจฉาริษยาจะลดลงได้ ถ้ามีกรุณา"</p><p>Q: อยู่ในสมาธิจะไม่หิวใช่? ถ้าไม่สำรวมในการกินจะทำให้สมาธิเสื่อม?A: มีสมาธิก็หิวได้ ยกเว้นในกรณีที่เข้าสมาธิในขั้นสูงได้จะไม่หิว แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้วจะมีเวทนาได้ แต่เวทนานั้นจะไม่กลุ้มรุมจิต เป็นผลจากกำลังของสมาธิ เวลากินควรพิจารณาว่า เพื่อลดเวทนาเก่าไม่ก่อเวทนาใหม่ ไม่เช่นนั้นจะทำให้สมาธิเสื่อมได้</p><p>Q: คนที่ไม่ระเบียบวินัยทำให้มีปัญหาทางด้านการงานการเงินหรือไม่A: ไม่แน่ ความเกี่ยวเนื่องมีอยู่ในบางข้อ พิจารณาเป็นด้าน ๆ ไป</p><p>Q: เมื่อถูก unfriend ควรวางจิตอย่างไรA: ไม่ควรยินดีหรือยินร้ายในคำด่าหรือคำชมนั้น ๆ ให้มีจิตเมตตาแผ่ไปยังสรรพสัตว์ โดยมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ เป็นมหัคคตะ เมตตาไม่ใช่ความพอใจ ในทุกความคิดจะมีอารมณ์ติดมาเสมอ เราจึงควรตั้งสติเอาไว้</p><p>Q: ตักเตือนเพื่อนแค่ไหนจึงเหมาะสมA: ให้เห็นความลำบากของเราและเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ การตักเตือนกันเป็นเรื่องดี การอยู่ด้วยกันจึงจะเกิดประโยชน์</p><p>Q: การพูดอย่างไรจะไม่เป็นการยุแยง และผิดศีลA: ศีลข้อ 4 เป็นเรื่องการโกหก ถ้าจะให้ละเอียด คือ นำสัมมาวาจาข้ออื่นมาใส่ด้วย อย่านำข้ออ้างในการกล่าวจริงมาทำอกุศล การที่เราพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่นให้อีกคนฟัง เราก็เป็นคนไม่ดีด้วย ต้องใช้ปัญญารักษาคำพูดให้ดี เมตตาทั้งสองฝ่าย</p><p>Q: ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อเจ้านายไม่เป็นใจA: อย่าไปมองว่ามีการประจบสอพลอ เพราะจะทำให้มีจิตอิจฉาริษยา ให้มองว่าเป็นการอาศัยผลประโยชน์ร่วมกัน ดูผลประโยชน์เรื่องมรรค 8 เรื่องความดีดีกว่า การมีกรุณาจะละอิจฉาได้ พรหมวิหาร 4 จะรักษาจิตของเราให้นิ่งได้  พอจิตนิ่งเราจะรู้ว่าอะไรควรละอะไรควรทำ เลือกใช้ให้เหมาะสม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่ออยู่ร่วมกับคนต่างศาสนา (6432-7q)</title>
			<itunes:title>เมื่ออยู่ร่วมกับคนต่างศาสนา (6432-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d2208dce-f524-4617-afa8-ad8400e1a497/media.mp3" length="28958228" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d2208dce-f524-4617-afa8-ad8400e1a497</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meUJ3AvC+XdTnald627YtL6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: คันถธุระ คืออะไรA: คันถธุระ คือ การศึกษาตำราคัมภีร์ วิปัสสนาธุระ คือ การฝึกการปฏิบัติ ควรทำควบคู่กันไป อย่าติดแค่รูปแบบ</p><p>Q: เมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาควรทำอย่างไรA: หาจุดที่เข้ากันได้ เอาความสามัคคีเป็นหลัก เพราะอย่างน้อยเขาก็มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดี อย่าเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น ความอึดอัดใจปลดได้ด้วยการเข้าใจที่ถูกต้อง ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ท่านไม่ได้พยายามเจาะจงเปลี่ยนใครให้มานับถือ แต่ดูที่คำสอนนั้นว่าสามารถดับทุกข์ได้หรือไม่ ตรงไหนมีทุกข์ ดับที่ตรงนั้น ถ้าเขายึดตรงนั้นแล้วเราคลายความยึดถือตรงจุดที่ยึดนั้น เขาจะประจักษ์เอง </p><p>Q: เหตุอะไรที่ทำให้คนทั่วไปหันมาปฏิบัติตามทำนองคลองธรรรมA: คนที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องเห็นทุกข์ แล้วมีศรัทธา แล้วจึงจะแสวงหาบุคคลที่แก้ปัญหานี้ได้</p><p>Q: เมื่อเจอผัสสะแล้วหลุด จากสติที่มีกำลังไม่พอ ควรทำอย่างไรA: ทำความเพียรตามทางสายกลาง สม่ำเสมอตลอดเวลา ฝนหนึ่งเม็ดก็สนับสนุนท้องทะเลได้</p><p>Q: คนที่ปฏิบัติกับบุคคลแต่ละคนไม่เหมือนกันเป็นธัมมัญญูใช่หรือไม่A: ธัมมัญญู คือ เป็นผู้รู้ธรรม รู้เหตุรู้ผล รู้กาล อาจจะใช่หรือไม่ก็ได้ คนดีหรือไม่ดีต้องใช้เวลาในการดู และจะรู้ได้ด้วยคนฉลาดเท่านั้น</p><p>Q: คนไม่กตัญญูจะไม่ได้ดี คนกตัญญูจะได้ดี ถูกเสมอหรือไม่A: ถ้าดีไม่ดีหมายถึงเวทนาก็ไม่แน่ แต่ถ้าหมายถึงกุศลอกุศลจึงจะแน่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: คันถธุระ คืออะไรA: คันถธุระ คือ การศึกษาตำราคัมภีร์ วิปัสสนาธุระ คือ การฝึกการปฏิบัติ ควรทำควบคู่กันไป อย่าติดแค่รูปแบบ</p><p>Q: เมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาควรทำอย่างไรA: หาจุดที่เข้ากันได้ เอาความสามัคคีเป็นหลัก เพราะอย่างน้อยเขาก็มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดี อย่าเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น ความอึดอัดใจปลดได้ด้วยการเข้าใจที่ถูกต้อง ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ท่านไม่ได้พยายามเจาะจงเปลี่ยนใครให้มานับถือ แต่ดูที่คำสอนนั้นว่าสามารถดับทุกข์ได้หรือไม่ ตรงไหนมีทุกข์ ดับที่ตรงนั้น ถ้าเขายึดตรงนั้นแล้วเราคลายความยึดถือตรงจุดที่ยึดนั้น เขาจะประจักษ์เอง </p><p>Q: เหตุอะไรที่ทำให้คนทั่วไปหันมาปฏิบัติตามทำนองคลองธรรรมA: คนที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องเห็นทุกข์ แล้วมีศรัทธา แล้วจึงจะแสวงหาบุคคลที่แก้ปัญหานี้ได้</p><p>Q: เมื่อเจอผัสสะแล้วหลุด จากสติที่มีกำลังไม่พอ ควรทำอย่างไรA: ทำความเพียรตามทางสายกลาง สม่ำเสมอตลอดเวลา ฝนหนึ่งเม็ดก็สนับสนุนท้องทะเลได้</p><p>Q: คนที่ปฏิบัติกับบุคคลแต่ละคนไม่เหมือนกันเป็นธัมมัญญูใช่หรือไม่A: ธัมมัญญู คือ เป็นผู้รู้ธรรม รู้เหตุรู้ผล รู้กาล อาจจะใช่หรือไม่ก็ได้ คนดีหรือไม่ดีต้องใช้เวลาในการดู และจะรู้ได้ด้วยคนฉลาดเท่านั้น</p><p>Q: คนไม่กตัญญูจะไม่ได้ดี คนกตัญญูจะได้ดี ถูกเสมอหรือไม่A: ถ้าดีไม่ดีหมายถึงเวทนาก็ไม่แน่ แต่ถ้าหมายถึงกุศลอกุศลจึงจะแน่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตที่ผาสุก (6431-7q)</title>
			<itunes:title>จิตที่ผาสุก (6431-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Aug 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/03cd946f-9b33-4a9a-b83a-ad7d00965b25/media.mp3" length="27701893" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">03cd946f-9b33-4a9a-b83a-ad7d00965b25</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcDZ2JsATzCvE6L8F9xZ4Yh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ความผาสุกหรือไม่ผาสุกของเรา ไม่ควรจะอยู่ในกำมือของผู้อื่น”</p><p>Q: คุณของมารดาบิดาจัดอยู่ในอนุสติ 10 หรือไม่A: จัดอยู่ในเทวตานุสติ และพรหมวิหาร 4 อนุสติเป็นเครื่องมือที่เมื่อระลึกแล้วจะมีสติตามมา</p><p>Q: สถานปฏิบัติธรรมรบกวนชีวิต ควรทำอย่างไรA: เมื่อมีผัสสะมากระทบให้เห็นว่า นั่นคือ แบบทดสอบ ให้ใช้กายใจของเราเป็นสถานปฏิบัติธรรม นี่คือ ของจริง ความผาสุกที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เมื่อละความยึดถือในสิ่งที่ชอบหรือไม่ขอบนั้นได้ ตั้งสติ มีเมตตา ไม่ให้จิตมีอกุศล เพ่งในจุดดีของเขา แล้วรอเวลาค่อยคุยกัน อย่าเป็นเช่น แม่เจ้าเรือนชื่อเวเทหิกา</p><p>Q: ขันธ์ 5 ก่อให้เกิดทุกข์ และธรรมะได้อย่างไรA: ความยึดถือในขันธ์ทั้ง 5 เป็นความทุกข์ การละความยึดถือได้ คือ การเห็นธรรม ไล่มาตามศีล สมาธิ ปัญญา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ความผาสุกหรือไม่ผาสุกของเรา ไม่ควรจะอยู่ในกำมือของผู้อื่น”</p><p>Q: คุณของมารดาบิดาจัดอยู่ในอนุสติ 10 หรือไม่A: จัดอยู่ในเทวตานุสติ และพรหมวิหาร 4 อนุสติเป็นเครื่องมือที่เมื่อระลึกแล้วจะมีสติตามมา</p><p>Q: สถานปฏิบัติธรรมรบกวนชีวิต ควรทำอย่างไรA: เมื่อมีผัสสะมากระทบให้เห็นว่า นั่นคือ แบบทดสอบ ให้ใช้กายใจของเราเป็นสถานปฏิบัติธรรม นี่คือ ของจริง ความผาสุกที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เมื่อละความยึดถือในสิ่งที่ชอบหรือไม่ขอบนั้นได้ ตั้งสติ มีเมตตา ไม่ให้จิตมีอกุศล เพ่งในจุดดีของเขา แล้วรอเวลาค่อยคุยกัน อย่าเป็นเช่น แม่เจ้าเรือนชื่อเวเทหิกา</p><p>Q: ขันธ์ 5 ก่อให้เกิดทุกข์ และธรรมะได้อย่างไรA: ความยึดถือในขันธ์ทั้ง 5 เป็นความทุกข์ การละความยึดถือได้ คือ การเห็นธรรม ไล่มาตามศีล สมาธิ ปัญญา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เห็นทุกข์ ด้วย ปัญญา (6430-7q)</title>
			<itunes:title>เห็นทุกข์ ด้วย ปัญญา (6430-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b2ca8b34-962e-4312-b307-ad7600a72cc1/media.mp3" length="28124087" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b2ca8b34-962e-4312-b307-ad7600a72cc1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdru1ERDWR//9WXbnCOGR2L]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ทุกข์อยู่ตรงไหน ความดับทุกข์ต้องอยู่ตรงนั้น”</p><p>Q: เวลาป่วยไข้มีทุกขเวทนาควรวางจิตอย่างไรA: ใช้ทุกขาปฏิปทาให้เป็นประโยชน์ ให้เห็นทุกข์ที่อยู่ตรงหน้า เริ่มจากมีศรัทธาความมั่นใจที่มาคู่กับปัญญา ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย ตั้งสติ มีความเข้าใจในทุกข์ว่าทุกข์ต้องยอมรับ ไม่ใช่ว่ากำจัดมัน สิ่งที่ต้องกำจัด คือ ตัณหา ตัณหา คือ อยากได้สุขไม่อยากได้ทุกข์ ไม่อยากเจ็บป่วยไข้ ควรเห็นว่าสุขทุกข์เป็นธรรมดา ยอมรับมันจะอยู่กับมันได้ นี้เป็นทางสายกลาง</p><p>Q: บุญจากการบวชแก้บนเป็นการผูกมัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่A: วิบากแห่งกรรมเป็นอจินไตย บางทีก็ได้บางทีก็ไม่สมปรารถนา สิ่งที่ควรทำคือทำความดีตามมรรค 8</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่าง บุญ กุศล บารมีA: คล้ายกัน บุญเป็นชื่อแห่งความสุข กุศลในกุศลธรรมบท 10 กายวาจาใจ บารมี คือ บุญที่สะสมไว้มาก ๆ จนเป็นปกติ เป็นอาสวะในทางดี</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าว่าวิญญาณเป็นอาหารของนามรูป เมื่อกายดับแปรเป็นธาตุดินวิญญาณนี้เกี่ยวอย่างไรA: อาหาร คือ การหล่อเลี้ยงให้เกิดขึ้นมา อาหารของวิญญาณ คือ นามรูป อาหารของนามรูป คือ วิญญาณ อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น  วิญญาณเป็นอาหารที่ให้เกิดต่อไป และต่อไป ให้เกิดการรับรู้ในนามรูป เหมือน chain reaction อาศัยกันเกิดขึ้นเหมือนแสง และฉาก ที่ว่าอาหารทำให้เกิดต่อไป จึงต้องกำจัดอาหาร 4 นี้อันใดอันหนึ่ง ถ้ากำจัดอาหาร คือ คำข้าวได้พิจารณาปฏิกูลอย่างน้อยจะได้อนาคามี ถ้ากำจัดอาหาร คือ วิญญาณได้จะบรรลุอรหันต์ เมื่อกายจะดับควรทำจิตให้วิญญาณไม่มีอาหารไปก้าวลงในนามรูปอื่นอีก </p><p>Q: อยู่กับโลก ต้องการโลก จะบริหารอาหาร 4 อย่างไรA: อยู่กับโลกต้องเข้าใจโลกจึงจะบริหารอาหาร 4 ได้ เข้าใจโลกตามกิจในอริยสัจ 4 คือ เข้าใจเหตุเกิด เข้าใจโทษอันต่ำทราม ความดับ ปฏิปทาให้ถึงความดับของโลก</p><p>Q: นั่งสมาธิไม่ได้เพราะใจพะวงกับความรู้สึกผิดต่อพ่อ ควรทำอย่างไรA: เป็นความฟุ้งซ่าน ทำให้มีความร้อนใจ ทำความฟุ้งซ่านให้ดับไปได้ด้วยการระลึกถึงศีลที่มี และระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 มีศีล ใจมีปิติสุข เกิดสมาธิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ทุกข์อยู่ตรงไหน ความดับทุกข์ต้องอยู่ตรงนั้น”</p><p>Q: เวลาป่วยไข้มีทุกขเวทนาควรวางจิตอย่างไรA: ใช้ทุกขาปฏิปทาให้เป็นประโยชน์ ให้เห็นทุกข์ที่อยู่ตรงหน้า เริ่มจากมีศรัทธาความมั่นใจที่มาคู่กับปัญญา ศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย ตั้งสติ มีความเข้าใจในทุกข์ว่าทุกข์ต้องยอมรับ ไม่ใช่ว่ากำจัดมัน สิ่งที่ต้องกำจัด คือ ตัณหา ตัณหา คือ อยากได้สุขไม่อยากได้ทุกข์ ไม่อยากเจ็บป่วยไข้ ควรเห็นว่าสุขทุกข์เป็นธรรมดา ยอมรับมันจะอยู่กับมันได้ นี้เป็นทางสายกลาง</p><p>Q: บุญจากการบวชแก้บนเป็นการผูกมัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่A: วิบากแห่งกรรมเป็นอจินไตย บางทีก็ได้บางทีก็ไม่สมปรารถนา สิ่งที่ควรทำคือทำความดีตามมรรค 8</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่าง บุญ กุศล บารมีA: คล้ายกัน บุญเป็นชื่อแห่งความสุข กุศลในกุศลธรรมบท 10 กายวาจาใจ บารมี คือ บุญที่สะสมไว้มาก ๆ จนเป็นปกติ เป็นอาสวะในทางดี</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าว่าวิญญาณเป็นอาหารของนามรูป เมื่อกายดับแปรเป็นธาตุดินวิญญาณนี้เกี่ยวอย่างไรA: อาหาร คือ การหล่อเลี้ยงให้เกิดขึ้นมา อาหารของวิญญาณ คือ นามรูป อาหารของนามรูป คือ วิญญาณ อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น  วิญญาณเป็นอาหารที่ให้เกิดต่อไป และต่อไป ให้เกิดการรับรู้ในนามรูป เหมือน chain reaction อาศัยกันเกิดขึ้นเหมือนแสง และฉาก ที่ว่าอาหารทำให้เกิดต่อไป จึงต้องกำจัดอาหาร 4 นี้อันใดอันหนึ่ง ถ้ากำจัดอาหาร คือ คำข้าวได้พิจารณาปฏิกูลอย่างน้อยจะได้อนาคามี ถ้ากำจัดอาหาร คือ วิญญาณได้จะบรรลุอรหันต์ เมื่อกายจะดับควรทำจิตให้วิญญาณไม่มีอาหารไปก้าวลงในนามรูปอื่นอีก </p><p>Q: อยู่กับโลก ต้องการโลก จะบริหารอาหาร 4 อย่างไรA: อยู่กับโลกต้องเข้าใจโลกจึงจะบริหารอาหาร 4 ได้ เข้าใจโลกตามกิจในอริยสัจ 4 คือ เข้าใจเหตุเกิด เข้าใจโทษอันต่ำทราม ความดับ ปฏิปทาให้ถึงความดับของโลก</p><p>Q: นั่งสมาธิไม่ได้เพราะใจพะวงกับความรู้สึกผิดต่อพ่อ ควรทำอย่างไรA: เป็นความฟุ้งซ่าน ทำให้มีความร้อนใจ ทำความฟุ้งซ่านให้ดับไปได้ด้วยการระลึกถึงศีลที่มี และระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 มีศีล ใจมีปิติสุข เกิดสมาธิได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กีฬาในฌาน (6429-7q)</title>
			<itunes:title>กีฬาในฌาน (6429-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/85db6bf3-6c68-4b4b-88d3-ad6f00a5b302/media.mp3" length="27438227" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">85db6bf3-6c68-4b4b-88d3-ad6f00a5b302</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcF3Foj0Yt9A9RMg+BzK4/U]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“เราต้องเห็นอาพาธในขั้นนั้น ๆ เห็นคุณในขั้นต่อไปที่ยังไม่ได้ จึงจะไปได้”</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าเกิดเป็นมนุษย์แสนยาก ทั้งที่เกิดกันเยอะA: ตามพุทธพจน์เป็นเช่นนั้น ที่เรายังไม่เห็นมีมากกว่าที่เราเห็นดั่งขนโค และเขาโค</p><p>Q: ทำไมกำลังของฌานจึงเสื่อมได้A: กำลังของฌานที่มีอาจมีน้อย เสื่อมได้ เพราะไม่สำรวมอินทรีย์</p><p>Q: สึกมาอยู่กับสีกาบาปหรือไม่A: ถูกศีลอยู่แต่ไม่ถูกใจ บาปตรงที่มีราคะโทสะโมหะ ถ้าเชื่อในวิชชา 3 ที่มี ควรนำมาใช้กำจัดกิเลสไม่ใช่ใช้เป็นข้ออ้างของกิเลส </p><p>Q: น้ำผึ้งมะนาวเป็นปานะหรือไม่A: มีส่วนผสมของเภสัช ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้รับ</p><p>Q: วิตก วิจารณ์ ความคิดในฌาน 1 คืออะไรA: วิตก คือ ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วิจารณ์ คือ ความคิดที่ลึกลงไปในเรื่องนั้น เป็นความคิดที่ไม่มีกามพยาบาทเบียดเบียน ต้องเห็นอาพาธในแต่ละขั้นของสมาธิที่ได้ และเห็นคุณของสมาธิที่อยู่เหนือขึ้นไป จึงจะพัฒนาไปได้ ทำให้ชำนาญดุจโคขึ้นภูเขา เหมือนเป็นเครื่องเล่นกีฬาในฌาน</p><p>Q: สิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ในสมณเพศได้A: หิริ โอตัปปะ และความสุขในฌาน</p><p>Q: อะไรคือที่สุดแห่งศีล สมาธิ ปัญญาA: วิมุต และวิมุตติญาณทัสสนะ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นสามัญญผล</p><p>Q: อยู่ไกลครูอาจารย์จะรู้ได้อย่างไรว่ามีโยนิโสมนสิการA: โยนิโสมนสิการ คือ ความแยบคายตามอริยสัจ 4 ใคร่ครวญตามนี้ เมื่ออยู่ไกลก็ต้องฝึกเตือนตนด้วยตน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“เราต้องเห็นอาพาธในขั้นนั้น ๆ เห็นคุณในขั้นต่อไปที่ยังไม่ได้ จึงจะไปได้”</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าเกิดเป็นมนุษย์แสนยาก ทั้งที่เกิดกันเยอะA: ตามพุทธพจน์เป็นเช่นนั้น ที่เรายังไม่เห็นมีมากกว่าที่เราเห็นดั่งขนโค และเขาโค</p><p>Q: ทำไมกำลังของฌานจึงเสื่อมได้A: กำลังของฌานที่มีอาจมีน้อย เสื่อมได้ เพราะไม่สำรวมอินทรีย์</p><p>Q: สึกมาอยู่กับสีกาบาปหรือไม่A: ถูกศีลอยู่แต่ไม่ถูกใจ บาปตรงที่มีราคะโทสะโมหะ ถ้าเชื่อในวิชชา 3 ที่มี ควรนำมาใช้กำจัดกิเลสไม่ใช่ใช้เป็นข้ออ้างของกิเลส </p><p>Q: น้ำผึ้งมะนาวเป็นปานะหรือไม่A: มีส่วนผสมของเภสัช ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้รับ</p><p>Q: วิตก วิจารณ์ ความคิดในฌาน 1 คืออะไรA: วิตก คือ ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วิจารณ์ คือ ความคิดที่ลึกลงไปในเรื่องนั้น เป็นความคิดที่ไม่มีกามพยาบาทเบียดเบียน ต้องเห็นอาพาธในแต่ละขั้นของสมาธิที่ได้ และเห็นคุณของสมาธิที่อยู่เหนือขึ้นไป จึงจะพัฒนาไปได้ ทำให้ชำนาญดุจโคขึ้นภูเขา เหมือนเป็นเครื่องเล่นกีฬาในฌาน</p><p>Q: สิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ในสมณเพศได้A: หิริ โอตัปปะ และความสุขในฌาน</p><p>Q: อะไรคือที่สุดแห่งศีล สมาธิ ปัญญาA: วิมุต และวิมุตติญาณทัสสนะ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นสามัญญผล</p><p>Q: อยู่ไกลครูอาจารย์จะรู้ได้อย่างไรว่ามีโยนิโสมนสิการA: โยนิโสมนสิการ คือ ความแยบคายตามอริยสัจ 4 ใคร่ครวญตามนี้ เมื่ออยู่ไกลก็ต้องฝึกเตือนตนด้วยตน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ชีวิตดีด้วยความดี (6428-7q)</title>
			<itunes:title>ชีวิตดีด้วยความดี (6428-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/33d03b97-e13c-438f-8cd6-ad680096b1be/media.mp3" length="26814136" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">33d03b97-e13c-438f-8cd6-ad680096b1be</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55c9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcBkgfGPk51fcrm/1jokDX6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55c9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ทำความดี ความดีนั้นจะเป็นที่พึ่งของเรา”</p><p>Q: ทำไมชีวิตจึงมีความทุกข์มากมายเช่นนี้A: สุขทุกข์มีเป็นธรรมดา มีแล้วให้เราไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งอยู่ในมรรค 8 ศีล สมาธิ ปัญญา ความดีที่มีจะเป็นที่พึ่งได้</p><p>Q: ฆ่าสัตว์แล้วจะมีอายุสั้นจริงหรือ และควรแก้อย่างไรA: ไม่แน่ วิบากแปรไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่กระทำ อะไรที่ไม่ดีก็เลิก อย่ากินแต่ของเก่า ควรสร้างบุญใหม่ด้วยศีลสมาธิปัญญา</p><p>Q: การสร้างเจดีย์ของก่องข้าวน้อยฆ่าแม่จะล้างบาปได้หรือไม่A: ทำกรรมอะไรไว้ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น การล้างบาปในคำสอนนี้ไม่มี แต่การทำความดีย่อมมีวิบากดี จะใหผลมากหรือน้อยเป็นสิ่งที่บอกได้ยาก</p><p>Q: พ่อ/แม่เลี้ยงดูแลบุตรอย่างดีจะได้บุญเท่าพ่อแม่จริงหรือไม่A: เปรียบเทียบได้แต่ไม่เท่ากัน ให้ตั้งจิตแบบพรหม ทำดีแบบไม่หวังผลในความดี ยิ่งดี</p><p>Q: กินข้าวก้นบาตรพร้อมทำงานวัดจะบาปหรือไม่A: บุญบาปอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่สถานที่ ไม่ใช่จากสุขหรือทุกขเวทนาที่ปรากฏ</p><p>Q: ติดคุกแม้บริสุทธิ์หรือติดโควิดแม้ระวังอย่างดี เป็นกรรมเก่าหรือไม่A: อาจจะเป็นหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ 6 เหตุปัจจัย</p><p>Q: UFO เมื่อไหร่จะปรากฏA: เป็นเรื่องโลกอื่น ให้สนใจมาในอริยสัจ 4 เรื่องอะไรจะมาก็จะสบายใจไม่ถูกครอบงำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ทำความดี ความดีนั้นจะเป็นที่พึ่งของเรา”</p><p>Q: ทำไมชีวิตจึงมีความทุกข์มากมายเช่นนี้A: สุขทุกข์มีเป็นธรรมดา มีแล้วให้เราไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งอยู่ในมรรค 8 ศีล สมาธิ ปัญญา ความดีที่มีจะเป็นที่พึ่งได้</p><p>Q: ฆ่าสัตว์แล้วจะมีอายุสั้นจริงหรือ และควรแก้อย่างไรA: ไม่แน่ วิบากแปรไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่กระทำ อะไรที่ไม่ดีก็เลิก อย่ากินแต่ของเก่า ควรสร้างบุญใหม่ด้วยศีลสมาธิปัญญา</p><p>Q: การสร้างเจดีย์ของก่องข้าวน้อยฆ่าแม่จะล้างบาปได้หรือไม่A: ทำกรรมอะไรไว้ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น การล้างบาปในคำสอนนี้ไม่มี แต่การทำความดีย่อมมีวิบากดี จะใหผลมากหรือน้อยเป็นสิ่งที่บอกได้ยาก</p><p>Q: พ่อ/แม่เลี้ยงดูแลบุตรอย่างดีจะได้บุญเท่าพ่อแม่จริงหรือไม่A: เปรียบเทียบได้แต่ไม่เท่ากัน ให้ตั้งจิตแบบพรหม ทำดีแบบไม่หวังผลในความดี ยิ่งดี</p><p>Q: กินข้าวก้นบาตรพร้อมทำงานวัดจะบาปหรือไม่A: บุญบาปอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่สถานที่ ไม่ใช่จากสุขหรือทุกขเวทนาที่ปรากฏ</p><p>Q: ติดคุกแม้บริสุทธิ์หรือติดโควิดแม้ระวังอย่างดี เป็นกรรมเก่าหรือไม่A: อาจจะเป็นหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ 6 เหตุปัจจัย</p><p>Q: UFO เมื่อไหร่จะปรากฏA: เป็นเรื่องโลกอื่น ให้สนใจมาในอริยสัจ 4 เรื่องอะไรจะมาก็จะสบายใจไม่ถูกครอบงำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัจจะรักษาใจ (6427-7q)</title>
			<itunes:title>สัจจะรักษาใจ (6427-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/14a5c330-d7c0-4401-bec2-ad61009eb617/media.mp3" length="26328187" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">14a5c330-d7c0-4401-bec2-ad61009eb617</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ca</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf3SRCwc+ZoQp8Lt6pR2kLK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ca.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: คนพาลไปสี่สังเวชนียสถานด้วยศรัทธาจะไปสวรรค์ได้?A: ด้วยศรัทธาจะทำให้เกิดสลดสังเวช เกิดการเปลี่ยนแปลงรักษาศีลปิดทางแห่งบาปทั้ง 5 จิตได้รับการรักษาเมื่อตายก็ไปสวรรค์ คนเราเปลี่ยนแปลงได้แต่จะมี sense of urgency ในจุดที่แตกต่างกัน</p><p>Q: ศีลข้อ 4 รวมสัมมาวาจา 3 ด้วยหรือไม่A: ศีลข้อ 4 คือ การไม่การโกหก สัมมาวาจา 3 ข้อจะมาในศีลข้อ 5 ที่ว่าด้วยความประมาทจากสุรา เป็นปากทางแห่งความเสื่อม </p><p>Q: สรุป 55 ข้อจากธรรมที่มีอุปการะมากคืออะไร และการฟังแต่คนอื่นถามได้หรือไม่A: ทสุตตรสูตรท่านพระสารีบุตรแบ่งเป็น 10 หมวด แต่ละข้อจะสรุปจบในตัว ทำข้อใดข้อหนึ่งข้ออื่นก็จะตามมา สามารถสรุปลงเหลือที่สติและสัมปชัญญะ การฟังคนอื่นถามก็เหมือนกับถามเองให้ประโยชน์เหมือนกัน</p><p>Q: ความสับสนในข่าวจะนำธรรมข้อใดมานำชีวิตA: ต้องแยกข้อเท็จจริง fact, สัจจะความจริง truth และความเห็น opinion ออกจากกัน สัจจะความจริง คือ เห็นความไม่เที่ยง อย่าเพิ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า เห็นเพียงเท่านี้ก็จะรักษาความจริงไว้ได้ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ละความยึดถือได้ ไม่ทุกข์ใจ เห็นความจริงจากไตรลักษณ์ ใจจะมีที่พึ่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: คนพาลไปสี่สังเวชนียสถานด้วยศรัทธาจะไปสวรรค์ได้?A: ด้วยศรัทธาจะทำให้เกิดสลดสังเวช เกิดการเปลี่ยนแปลงรักษาศีลปิดทางแห่งบาปทั้ง 5 จิตได้รับการรักษาเมื่อตายก็ไปสวรรค์ คนเราเปลี่ยนแปลงได้แต่จะมี sense of urgency ในจุดที่แตกต่างกัน</p><p>Q: ศีลข้อ 4 รวมสัมมาวาจา 3 ด้วยหรือไม่A: ศีลข้อ 4 คือ การไม่การโกหก สัมมาวาจา 3 ข้อจะมาในศีลข้อ 5 ที่ว่าด้วยความประมาทจากสุรา เป็นปากทางแห่งความเสื่อม </p><p>Q: สรุป 55 ข้อจากธรรมที่มีอุปการะมากคืออะไร และการฟังแต่คนอื่นถามได้หรือไม่A: ทสุตตรสูตรท่านพระสารีบุตรแบ่งเป็น 10 หมวด แต่ละข้อจะสรุปจบในตัว ทำข้อใดข้อหนึ่งข้ออื่นก็จะตามมา สามารถสรุปลงเหลือที่สติและสัมปชัญญะ การฟังคนอื่นถามก็เหมือนกับถามเองให้ประโยชน์เหมือนกัน</p><p>Q: ความสับสนในข่าวจะนำธรรมข้อใดมานำชีวิตA: ต้องแยกข้อเท็จจริง fact, สัจจะความจริง truth และความเห็น opinion ออกจากกัน สัจจะความจริง คือ เห็นความไม่เที่ยง อย่าเพิ่งเชื่อว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า เห็นเพียงเท่านี้ก็จะรักษาความจริงไว้ได้ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ละความยึดถือได้ ไม่ทุกข์ใจ เห็นความจริงจากไตรลักษณ์ ใจจะมีที่พึ่ง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความละเอียดแห่งบุญ [6426-7q]</title>
			<itunes:title>ความละเอียดแห่งบุญ [6426-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Jul 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/2f6d470d-f455-42b1-965e-ad5a00a4f6eb/media.mp3" length="27673287" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2f6d470d-f455-42b1-965e-ad5a00a4f6eb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55cb</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55cb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+me8bsSdZwLiUDuKkaU2dIUq]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>26</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55cb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“บุญเป็นชื่อของความสุข ความสุขมีตั้ง 9 ระดับ”</p><p>Q: เมื่อทำบุญแล้วรู้สึกเฉย ๆA: บุญเป็นชื่อของความสุข มีทั้งทาน ศีล ภาวนา ไต่ระดับความละเอียดขึ้นไปเหมือนในฌานสมาธิ บุญทำเพื่อปล่อยวางความยึดถือ ความรู้สึกเฉย ๆ นั่นคือ อุเบกขาเป็นจิตใจที่ปล่อยวางความสุขได้ เป็นภาวะเหนือบุญเหนือบาป ต้องแยกให้ออกจากการมีโมหะที่เกิดจากความตระหนี่ </p><p>Q: ข้อคิดจากเรื่องท่านพระราธะมีอะไรบ้างA: มี 4 ข้อ คือ 1. ถูกทอดทิ้งจนมาอยู่วัด 2. ความกตัญญูของท่านพระสารีบุตร กตเวทีตอบแทนด้วยการบวชให้ 3. บวชแล้วเป็นผู้ว่าง่าย 4. มีปฏิภาน“บอกสอนง่าย คือ เอื้อเฟื้อในการรับคำตักเตือน”</p><p>Q: พระพุทธเจ้ารักษาโรคระบาดอย่างไร ?A: ใช้ธรรมะรักษาให้ใจมีปิติสุขใจที่สบายย่อมมีผลต่อกาย จะหายได้หรือไม่ก็โดยควรแก่ฐานะ โรคทางใจแก้ได้ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ศาสนาช่วยรักษาซึมเศร้าได้ไหม ?A: ถ้าเป็นมานานจนก่อเป็นอาสวะจะแก้ได้ยาก แต่ถ้าเริ่มเป็นการฝึกจิตช่วยได้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากกิเลส มรรค 8 ช่วยได้ เบรกจิตได้ก็แก้ได้</p><p>Q: เมื่อทุกอาชีพก่อให้เกิดกิเลส ควรทำอย่างไร ?A: ใน supply chain ล้วนมีการเบียดเบียน นี่คือ โทษของวัฏฏะ การค้าขายไม่ควรเป็นมิจฉาอาชีวะ ใช้เกณท์ดำเนินชีวิตด้วยมรรค 8 ที่ศีล เมื่อปฏิบัติไปจะลดการเบียนเบียนลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“บุญเป็นชื่อของความสุข ความสุขมีตั้ง 9 ระดับ”</p><p>Q: เมื่อทำบุญแล้วรู้สึกเฉย ๆA: บุญเป็นชื่อของความสุข มีทั้งทาน ศีล ภาวนา ไต่ระดับความละเอียดขึ้นไปเหมือนในฌานสมาธิ บุญทำเพื่อปล่อยวางความยึดถือ ความรู้สึกเฉย ๆ นั่นคือ อุเบกขาเป็นจิตใจที่ปล่อยวางความสุขได้ เป็นภาวะเหนือบุญเหนือบาป ต้องแยกให้ออกจากการมีโมหะที่เกิดจากความตระหนี่ </p><p>Q: ข้อคิดจากเรื่องท่านพระราธะมีอะไรบ้างA: มี 4 ข้อ คือ 1. ถูกทอดทิ้งจนมาอยู่วัด 2. ความกตัญญูของท่านพระสารีบุตร กตเวทีตอบแทนด้วยการบวชให้ 3. บวชแล้วเป็นผู้ว่าง่าย 4. มีปฏิภาน“บอกสอนง่าย คือ เอื้อเฟื้อในการรับคำตักเตือน”</p><p>Q: พระพุทธเจ้ารักษาโรคระบาดอย่างไร ?A: ใช้ธรรมะรักษาให้ใจมีปิติสุขใจที่สบายย่อมมีผลต่อกาย จะหายได้หรือไม่ก็โดยควรแก่ฐานะ โรคทางใจแก้ได้ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ศาสนาช่วยรักษาซึมเศร้าได้ไหม ?A: ถ้าเป็นมานานจนก่อเป็นอาสวะจะแก้ได้ยาก แต่ถ้าเริ่มเป็นการฝึกจิตช่วยได้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากกิเลส มรรค 8 ช่วยได้ เบรกจิตได้ก็แก้ได้</p><p>Q: เมื่อทุกอาชีพก่อให้เกิดกิเลส ควรทำอย่างไร ?A: ใน supply chain ล้วนมีการเบียดเบียน นี่คือ โทษของวัฏฏะ การค้าขายไม่ควรเป็นมิจฉาอาชีวะ ใช้เกณท์ดำเนินชีวิตด้วยมรรค 8 ที่ศีล เมื่อปฏิบัติไปจะลดการเบียนเบียนลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไขรักด้วยพรหมวิหาร (6425-7q)</title>
			<itunes:title>ไขรักด้วยพรหมวิหาร (6425-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/491533ab-9110-43ab-9542-ad5300a26b06/media.mp3" length="28077789" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">491533ab-9110-43ab-9542-ad5300a26b06</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55cc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf3lRyHNpRZMSZIia6hPrSZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55cc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"เรากับเขาไม่ใช่คนเดียวกันแต่เนื่องกันด้วยความยึดถือ"</p><p>Q: ไม่พอใจพ่อแม่ของว่าที่สะใภ้จนมีปัญหากับลูก ควรแก้ไขอย่างไรA: ทางออกที่เหนือมนุษย์ เหนือกว่าเรื่องของกาม คือ พรหมวิหาร 4 ในจิตใจต้องมีคุณสมบัติของความเป็นผู้ใหญ่ เมตตาให้ได้ไม่มีประมาณไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เหนือขึ้นมาอีก คือ อุเบกขา วิธีการมี 3 คือ เขาทำเราจริงแล้วเราคิดว่าเขาทำจะละผูกเวรไม่ได้ เขาทำแต่เราไม่คิดจะละได้ เขาดีกับคนที่เราไม่ชอบก็อย่าไปคิดจะละได้ ให้ดูทีฆาวุกุมารเป็นตัวอย่าง จะเตือนกันก็รอช่อง รอจังหวะที่เหมาะสมส่วนคำพูดของลูกที่เหมือนหอกทิ่มใจ หรือการหวังให้เขาทำดีตามเรา นั่นเป็นเพราะความยึดถือ ยึดถือแม้ในความดีนั้นไม่ดีจะเป็นทุกข์ ให้ละความยึดถือเสีย โดยมองว่านั่นไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ของของเรา เรากับเขาไม่ใช่คนเดียวกัน แต่เนื่องกันอยู่ด้วยความยึดถือ อย่าให้ความไม่ดีของเขาต่อมาทางเรา แม่พ่อเมตตาลูกไม่มีประมาณตั้งแต่วันที่คลอดเขาออกมาแล้ว อาจเผลอสติไปทำให้ทุกข์โดยไม่จำเป็น ในธรรมวินัยนี้จะเจอแบบทดสอบ คนที่สอบเราได้ก็มีแต่คนที่เรารักหรือเกลียด ต้องมีกำลังใจสูง ผิดบ้างก็แก้ไข ให้มั่นใจในพุทธธัมสงฆ์ คนเราจะดีหรือไม่อยู่ที่การกระทำของเราไม่ได้อยู่ที่ปากเขา พรหมวิหารธรรมที่เหนือมนุษย์ช่วยได้</p><p>Q: อยู่ใกล้แม่แล้วอาจทำบาปง่าย ควรย้ายหรือไม่A: ให้มองด้านดีที่เราจะได้ แก้ที่ตัวเราให้ระวังในข้อผิดพลาดแล้วทำในสิ่งที่ทำได้ดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ควบคุมเหตุปัจจัยที่จะให้ออกมาดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"เรากับเขาไม่ใช่คนเดียวกันแต่เนื่องกันด้วยความยึดถือ"</p><p>Q: ไม่พอใจพ่อแม่ของว่าที่สะใภ้จนมีปัญหากับลูก ควรแก้ไขอย่างไรA: ทางออกที่เหนือมนุษย์ เหนือกว่าเรื่องของกาม คือ พรหมวิหาร 4 ในจิตใจต้องมีคุณสมบัติของความเป็นผู้ใหญ่ เมตตาให้ได้ไม่มีประมาณไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เหนือขึ้นมาอีก คือ อุเบกขา วิธีการมี 3 คือ เขาทำเราจริงแล้วเราคิดว่าเขาทำจะละผูกเวรไม่ได้ เขาทำแต่เราไม่คิดจะละได้ เขาดีกับคนที่เราไม่ชอบก็อย่าไปคิดจะละได้ ให้ดูทีฆาวุกุมารเป็นตัวอย่าง จะเตือนกันก็รอช่อง รอจังหวะที่เหมาะสมส่วนคำพูดของลูกที่เหมือนหอกทิ่มใจ หรือการหวังให้เขาทำดีตามเรา นั่นเป็นเพราะความยึดถือ ยึดถือแม้ในความดีนั้นไม่ดีจะเป็นทุกข์ ให้ละความยึดถือเสีย โดยมองว่านั่นไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ของของเรา เรากับเขาไม่ใช่คนเดียวกัน แต่เนื่องกันอยู่ด้วยความยึดถือ อย่าให้ความไม่ดีของเขาต่อมาทางเรา แม่พ่อเมตตาลูกไม่มีประมาณตั้งแต่วันที่คลอดเขาออกมาแล้ว อาจเผลอสติไปทำให้ทุกข์โดยไม่จำเป็น ในธรรมวินัยนี้จะเจอแบบทดสอบ คนที่สอบเราได้ก็มีแต่คนที่เรารักหรือเกลียด ต้องมีกำลังใจสูง ผิดบ้างก็แก้ไข ให้มั่นใจในพุทธธัมสงฆ์ คนเราจะดีหรือไม่อยู่ที่การกระทำของเราไม่ได้อยู่ที่ปากเขา พรหมวิหารธรรมที่เหนือมนุษย์ช่วยได้</p><p>Q: อยู่ใกล้แม่แล้วอาจทำบาปง่าย ควรย้ายหรือไม่A: ให้มองด้านดีที่เราจะได้ แก้ที่ตัวเราให้ระวังในข้อผิดพลาดแล้วทำในสิ่งที่ทำได้ดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ควบคุมเหตุปัจจัยที่จะให้ออกมาดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทานกับอานิสงส์ (6424-7q)</title>
			<itunes:title>ทานกับอานิสงส์ (6424-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/aa734975-1f4b-480a-8004-ad4c00c28391/media.mp3" length="27958279" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">aa734975-1f4b-480a-8004-ad4c00c28391</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55cd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcZDnXLMO3/fUd82DA/cz7G]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55cd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"การให้ธัมมะอยู่ที่จิตใจไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ"</p><p>Q: การให้ธัมมทานคืออะไรA: "การให้ธัมมะชนะการให้ทั้งปวง" จากพุทธพจน์บทนี้ทำให้บางท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนในลักษณะการให้ธัมมะ การให้ในทุกระดับล้วนเป็นธัมมะตั้งแต่สิ่งของต่าง ๆ จนถึงการกระทำในใจ แค่เรามีธัมมะในใจนั่นคือ การให้แล้ว การให้ธัมมะอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ที่สิ่งของ</p><p>Q: ให้ทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้งกับนาน ๆ ให้ทีแต่มากอย่างไหนดีกว่ากันA: ควรทำทั้งสองอย่าง การแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ให้ถูกต้องจะช่วยขจัดความตระหนี่ได้</p><p>Q: ควรเลือกให้ในศาสนา หรือในสาธารณกุศลมากกว่ากันA: คนละจุดประสงค์ เพื่อเอาบุญกับการสงเคราะห์ ถ้าไม่มีโลกหรือเราก็ไปไม่ได้  แบ่งสัดส่วนตามสถานการณ์</p><p>Q: ผลความต่างของทานในหมู่มิจฉาทิฏฐิกับหมู่สัมมาทิฏฐิA: ต้องเลือกให้ในหมู่ที่มีราคะโทสะโมหะน้อยจะได้บุญมาก และการให้ในหมู่ที่มีมิจฉาทิฏฐิเป็นการเพิ่มกำลังให้เขาทำให้ภิกษุที่มีศีลอันเป็นที่รักถูกเบียดเบียนได้</p><p>Q: ให้เฉพาะเจาะจงดีหรือให้ในหมู่ดีกว่ากันA: การให้ที่ตั้งจิตถวายในหมู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอานิสงส์มากกว่า</p><p>Q: บาปจากการโกงกินจะชดใช้กัมม์อย่างไรA: เป็นการผิดศีลข้อ 2 ซึ่งจะพาไปนรกเปรตวิสัยหรือเดรัจฉานได้ อย่ามองแค่สุขหรือทุกข์ในภพนี้ ให้มองถึงความคุ้มหรือไม่คุ้มถ้าต้องไปรับวิบากในภพต่อไป หรือมองในปัจจุบันนี้ถ้ากลัวต่อการตำหนิตนเองได้ หรือกลัวผู้อื่นตำหนิได้ หรือกลัวอาญาบ้านเมือง จะไม่กล้าทำเพราะหิริโอตัปปะในใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"การให้ธัมมะอยู่ที่จิตใจไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ"</p><p>Q: การให้ธัมมทานคืออะไรA: "การให้ธัมมะชนะการให้ทั้งปวง" จากพุทธพจน์บทนี้ทำให้บางท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนในลักษณะการให้ธัมมะ การให้ในทุกระดับล้วนเป็นธัมมะตั้งแต่สิ่งของต่าง ๆ จนถึงการกระทำในใจ แค่เรามีธัมมะในใจนั่นคือ การให้แล้ว การให้ธัมมะอยู่ที่จิตใจไม่ใช่ที่สิ่งของ</p><p>Q: ให้ทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้งกับนาน ๆ ให้ทีแต่มากอย่างไหนดีกว่ากันA: ควรทำทั้งสองอย่าง การแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ให้ถูกต้องจะช่วยขจัดความตระหนี่ได้</p><p>Q: ควรเลือกให้ในศาสนา หรือในสาธารณกุศลมากกว่ากันA: คนละจุดประสงค์ เพื่อเอาบุญกับการสงเคราะห์ ถ้าไม่มีโลกหรือเราก็ไปไม่ได้  แบ่งสัดส่วนตามสถานการณ์</p><p>Q: ผลความต่างของทานในหมู่มิจฉาทิฏฐิกับหมู่สัมมาทิฏฐิA: ต้องเลือกให้ในหมู่ที่มีราคะโทสะโมหะน้อยจะได้บุญมาก และการให้ในหมู่ที่มีมิจฉาทิฏฐิเป็นการเพิ่มกำลังให้เขาทำให้ภิกษุที่มีศีลอันเป็นที่รักถูกเบียดเบียนได้</p><p>Q: ให้เฉพาะเจาะจงดีหรือให้ในหมู่ดีกว่ากันA: การให้ที่ตั้งจิตถวายในหมู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอานิสงส์มากกว่า</p><p>Q: บาปจากการโกงกินจะชดใช้กัมม์อย่างไรA: เป็นการผิดศีลข้อ 2 ซึ่งจะพาไปนรกเปรตวิสัยหรือเดรัจฉานได้ อย่ามองแค่สุขหรือทุกข์ในภพนี้ ให้มองถึงความคุ้มหรือไม่คุ้มถ้าต้องไปรับวิบากในภพต่อไป หรือมองในปัจจุบันนี้ถ้ากลัวต่อการตำหนิตนเองได้ หรือกลัวผู้อื่นตำหนิได้ หรือกลัวอาญาบ้านเมือง จะไม่กล้าทำเพราะหิริโอตัปปะในใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทานกับมูลค่า (6423-7q)</title>
			<itunes:title>ทานกับมูลค่า (6423-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b2b6b882-ab86-491a-a4ee-ad4500542915/media.mp3" length="27724131" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b2b6b882-ab86-491a-a4ee-ad4500542915</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ce</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcCt0pGsyBVw4rnUzJK+Pik]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ce.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ทำบุญตามกำลังปัจจัยดีหรือไม่A: บุญควรทำ ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก ไม่ใช่ที่มูลค่า แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุข</p><p>Q: ทำไมหญิงจึงเข้าวัดมากกว่าชายA: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทา</p><p>Q: วิธีการใดที่ทำให้มีความเพียรในการทำสมาธิA: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้</p><p>Q: ความหมายของมาร และเจ้ากรรมนายเวรA: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8 เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย</p><p>Q: สมาธิมีกี่ขั้น และอุปจาระสมาธิคืออะไรA: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอน จะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน</p><p>Q: การทรงญาณคืออะไรA: โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณ หมายถึง ปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา</p><p>Q: ทำสมาธิก่อนนอนแล้วตายไปจะดีหรือไม่A: ดี สมาธิควรมีตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ทำบุญตามกำลังปัจจัยดีหรือไม่A: บุญควรทำ ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก ไม่ใช่ที่มูลค่า แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุข</p><p>Q: ทำไมหญิงจึงเข้าวัดมากกว่าชายA: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทา</p><p>Q: วิธีการใดที่ทำให้มีความเพียรในการทำสมาธิA: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้</p><p>Q: ความหมายของมาร และเจ้ากรรมนายเวรA: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8 เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย</p><p>Q: สมาธิมีกี่ขั้น และอุปจาระสมาธิคืออะไรA: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอน จะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน</p><p>Q: การทรงญาณคืออะไรA: โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณ หมายถึง ปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา</p><p>Q: ทำสมาธิก่อนนอนแล้วตายไปจะดีหรือไม่A: ดี สมาธิควรมีตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาหรือการปรุงแต่ง (6422-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญญาหรือการปรุงแต่ง (6422-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Jun 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ffe6ed67-9d0c-47e6-b77c-ad3e009d5a0c/media.mp3" length="27610174" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ffe6ed67-9d0c-47e6-b77c-ad3e009d5a0c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55cf</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meaz+EyE1evu5vsW7vaNGdk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55cf.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ขณะฟังธรรมควรวางจิตไว้ที่ไหนA: ไว้ที่โสตวิญญาณ สัญญาที่เกิดขึ้นจากผัสสะจะทำให้ฟังธรรมรู้เรื่อง เป็นการตั้งสติไว้คนละระดับ ไม่มีวิตกแต่มีวิจารณ์ เป็นความชำนาญในการเลือกใช้ </p><p>Q: มีคำถาม กลัววัคซีนเป็นวิจิกิจฉา?A: คำถามทุกคำถามไม่ใช่นิวรณ์ คนที่ไม่ถามอาจจะมีวิจิกิจฉาก็ได้ วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจ ในพุทธ ธรรม สงฆ์ ในมรรคในข้อปฏิบัติ คนที่เป็นโสดาบันจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่คำถามในชีวิตทั่วไปก็ยังมีได้ตลอด</p><p>Q: อาหารฆราวาสที่ใกล้เคียงพระทำอย่างไรA: คนที่ครองเรือนการไม่ยินดีด้วยอาหารเป็นการยาก ปรับให้พอดีกับตน อยู่ง่ายกินง่าย กินมื้อเดียว ปริมาณพอดี เป็นเวลา ปรุงไม่ยุ่งยาก</p><p>Q: clube house สามารถทำเป็นไฟล์เสียง? A: ขณะนี้เปลี่ยนเป็น Live strem ผ่านทาง Facebook ทุกวันศุกร์เวลา 20.00 น. และในยูทูปเวลาใกล้ ๆ กัน ชื่อรายการว่า "พุทธบริษัท"</p><p>Q: ความคิดที่เกิดขึ้น คือ ปัญญาหรือการปรุงแต่งA: ทุกอย่างเป็นการปรุงแต่งหมด ให้ดูที่การปรุงแต่งใดมีแล้วทำให้ราคะโทสะโมหะเพิ่ม การปรุงแต่งนั้นไม่ดี "ถ้าเราไม่รู้ คือ ไม่รู้ ถ้าไม่มั่นใจ คือ ไม่ใช่ ถ้ามั่นใจอาจจะผิดก็ได้ อยู่ที่ความชำนาญ"</p><p>Q: เจริญสติสมาธิทางโลกอย่างไรให้ก้าวหน้าทางธรรมด้วยA: ในแต่ละช่วงชีวิตเรามีสติสมาธิอยู่แล้วอยู่ในการงานต่าง ๆ อย่าติดรูปแบบ ทางธรรมหรือทางโลก คือ ทางเดียวกัน คือ ทางธรรม แต่อาจมีรายละเอียดต่างกัน</p><p>Q: การระลึกชาติในชีวิตที่ใกล้ ๆ กันเป็นไปได้?A: เป็นไปได้ เพราะข้องที่ตรงไหนมักไปที่ตรงนั้น สังสารวัฏเป็นเช่นนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ขณะฟังธรรมควรวางจิตไว้ที่ไหนA: ไว้ที่โสตวิญญาณ สัญญาที่เกิดขึ้นจากผัสสะจะทำให้ฟังธรรมรู้เรื่อง เป็นการตั้งสติไว้คนละระดับ ไม่มีวิตกแต่มีวิจารณ์ เป็นความชำนาญในการเลือกใช้ </p><p>Q: มีคำถาม กลัววัคซีนเป็นวิจิกิจฉา?A: คำถามทุกคำถามไม่ใช่นิวรณ์ คนที่ไม่ถามอาจจะมีวิจิกิจฉาก็ได้ วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจ ในพุทธ ธรรม สงฆ์ ในมรรคในข้อปฏิบัติ คนที่เป็นโสดาบันจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่คำถามในชีวิตทั่วไปก็ยังมีได้ตลอด</p><p>Q: อาหารฆราวาสที่ใกล้เคียงพระทำอย่างไรA: คนที่ครองเรือนการไม่ยินดีด้วยอาหารเป็นการยาก ปรับให้พอดีกับตน อยู่ง่ายกินง่าย กินมื้อเดียว ปริมาณพอดี เป็นเวลา ปรุงไม่ยุ่งยาก</p><p>Q: clube house สามารถทำเป็นไฟล์เสียง? A: ขณะนี้เปลี่ยนเป็น Live strem ผ่านทาง Facebook ทุกวันศุกร์เวลา 20.00 น. และในยูทูปเวลาใกล้ ๆ กัน ชื่อรายการว่า "พุทธบริษัท"</p><p>Q: ความคิดที่เกิดขึ้น คือ ปัญญาหรือการปรุงแต่งA: ทุกอย่างเป็นการปรุงแต่งหมด ให้ดูที่การปรุงแต่งใดมีแล้วทำให้ราคะโทสะโมหะเพิ่ม การปรุงแต่งนั้นไม่ดี "ถ้าเราไม่รู้ คือ ไม่รู้ ถ้าไม่มั่นใจ คือ ไม่ใช่ ถ้ามั่นใจอาจจะผิดก็ได้ อยู่ที่ความชำนาญ"</p><p>Q: เจริญสติสมาธิทางโลกอย่างไรให้ก้าวหน้าทางธรรมด้วยA: ในแต่ละช่วงชีวิตเรามีสติสมาธิอยู่แล้วอยู่ในการงานต่าง ๆ อย่าติดรูปแบบ ทางธรรมหรือทางโลก คือ ทางเดียวกัน คือ ทางธรรม แต่อาจมีรายละเอียดต่างกัน</p><p>Q: การระลึกชาติในชีวิตที่ใกล้ ๆ กันเป็นไปได้?A: เป็นไปได้ เพราะข้องที่ตรงไหนมักไปที่ตรงนั้น สังสารวัฏเป็นเช่นนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน [6421-7q]</title>
			<itunes:title>เหตุที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน [6421-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/42722a22-342d-418c-8cd2-ad3700971940/media.mp3" length="26361544" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">42722a22-342d-418c-8cd2-ad3700971940</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55d0</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdzrEfL+TDC/lcTuYGxZ0Ch]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>21</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ทำไมคนเราเกิดมาแล้วแตกต่างกันA: พระพุทธเจ้าบอกว่า "กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือปราณีต" ดังนั้นกรรมทำให้คนไม่เท่ากัน แม้ทำกรรมอย่างเดียวกันก็อาจได้รับผลไม่เท่ากัน ขึ้นกับบุญที่เคยทำไว้ แต่ที่ทำให้เท่ากันได้ คือ เปิดโอกาสให้เขาสร้างกุศลธรรม สร้างเหตุสะสมความดีเพื่อพัฒนาความดีให้ขึ้นไปได้ด้วยกุศลกรรมบท 10</p><p>Q: เพราะเหตุไรจึงกล่าวว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากA: การที่เต่าตาบอดร้อยปีจะขึ้นมาหายใจ แล้วเอาหัวซุกเข้ารูแพได้ ความยากนี้เหมือนคนที่ไปอบายทั้ง 4 แล้วจะกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นยากมาก การกลับมาเกิดเป็นสัตว์หรือเป็นคน ก็เหมือนจำนวนของขนโคกับเขาโค</p><p>Q: การฆ่าตัวตายเป็นบาปเท่านั้น?A: ไม่แน่ แต่โดยทั่วไปก็ถือว่าไม่ดี ในพุทธพจน์บางครั้ง การฆ่าตัวตายก็ได้รับการสรรเสริญ เพราะสามารถพ้นกิเลสได้ แต่บางกรณีก็ได้รับการติเตียน เพราะไม่แยบคายมีอวิชชา</p><p>Q: ฉันทะกับตัณหาต่างกันอย่างไร และเหตุแห่งฉันทะคืออะไรA: ฉันทะ คือ ความพอใจ มีใช้ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลและอกุศล ตัณหา คือ ความทะยานอยาก ใช้ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเท่านั้น ฉันทะสร้างใหม่ด้วยการมีศรัทธา และเปลี่ยนฉันทะเก่าที่ไม่ดีให้ดีขึ้นด้วยความเพียรด้วยปัญญา</p><p>Q: วิธีขจัดความอิจฉาริษยาA: แก้โดยอย่าไปอยากอย่าไปมีตัณหา ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8</p><p>Q: ทำไมคนจึงคิดว่าตนถูกเสมอA: เพราะมีอวิชชาทำให้ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องทำให้วิชชาและวิมุตเกิดด้วยการมาตามมรรค 8 เมื่อเกิดแล้ว จะเห็นว่าทั้งถูกและผิดเราก็ไม่เอา </p><p>Q: จะแยกความจริง และความเชื่อได้อย่างไรA: การรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านอยาตนะทั้ง 6 สิ่งนั้นไม่จริง ให้เห็นด้วยความเป็นของไม่เที่ยง แยกแยะกิจที่ควรทำให้ถูกตามหลักอริยสัจ 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ทำไมคนเราเกิดมาแล้วแตกต่างกันA: พระพุทธเจ้าบอกว่า "กรรมเป็นตัวจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือปราณีต" ดังนั้นกรรมทำให้คนไม่เท่ากัน แม้ทำกรรมอย่างเดียวกันก็อาจได้รับผลไม่เท่ากัน ขึ้นกับบุญที่เคยทำไว้ แต่ที่ทำให้เท่ากันได้ คือ เปิดโอกาสให้เขาสร้างกุศลธรรม สร้างเหตุสะสมความดีเพื่อพัฒนาความดีให้ขึ้นไปได้ด้วยกุศลกรรมบท 10</p><p>Q: เพราะเหตุไรจึงกล่าวว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากA: การที่เต่าตาบอดร้อยปีจะขึ้นมาหายใจ แล้วเอาหัวซุกเข้ารูแพได้ ความยากนี้เหมือนคนที่ไปอบายทั้ง 4 แล้วจะกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้นยากมาก การกลับมาเกิดเป็นสัตว์หรือเป็นคน ก็เหมือนจำนวนของขนโคกับเขาโค</p><p>Q: การฆ่าตัวตายเป็นบาปเท่านั้น?A: ไม่แน่ แต่โดยทั่วไปก็ถือว่าไม่ดี ในพุทธพจน์บางครั้ง การฆ่าตัวตายก็ได้รับการสรรเสริญ เพราะสามารถพ้นกิเลสได้ แต่บางกรณีก็ได้รับการติเตียน เพราะไม่แยบคายมีอวิชชา</p><p>Q: ฉันทะกับตัณหาต่างกันอย่างไร และเหตุแห่งฉันทะคืออะไรA: ฉันทะ คือ ความพอใจ มีใช้ทั้งในส่วนที่เป็นกุศลและอกุศล ตัณหา คือ ความทะยานอยาก ใช้ในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเท่านั้น ฉันทะสร้างใหม่ด้วยการมีศรัทธา และเปลี่ยนฉันทะเก่าที่ไม่ดีให้ดีขึ้นด้วยความเพียรด้วยปัญญา</p><p>Q: วิธีขจัดความอิจฉาริษยาA: แก้โดยอย่าไปอยากอย่าไปมีตัณหา ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8</p><p>Q: ทำไมคนจึงคิดว่าตนถูกเสมอA: เพราะมีอวิชชาทำให้ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องทำให้วิชชาและวิมุตเกิดด้วยการมาตามมรรค 8 เมื่อเกิดแล้ว จะเห็นว่าทั้งถูกและผิดเราก็ไม่เอา </p><p>Q: จะแยกความจริง และความเชื่อได้อย่างไรA: การรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านอยาตนะทั้ง 6 สิ่งนั้นไม่จริง ให้เห็นด้วยความเป็นของไม่เที่ยง แยกแยะกิจที่ควรทำให้ถูกตามหลักอริยสัจ 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การแก้ (ปัญหา) ที่ยั่งยืน (6420-7q)</title>
			<itunes:title>การแก้ (ปัญหา) ที่ยั่งยืน (6420-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/360ab07d-84d6-45d6-a59b-ad30009eee2a/media.mp3" length="26269639" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">360ab07d-84d6-45d6-a59b-ad30009eee2a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcF6u4yD98OkhL8UeKVq3SZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: พระไม่แต่งงานไม่มีลูก แก่มาใครจะดูแลA: การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจากการเกิดแก่และตาย คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 เพราะวัฏฏะจะถูกตัดให้สั้นลง การบวชจึงแก้ปัญหานี้ได้มากกว่า ส่วนความแก่ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระช่วยดูแลกันเป็น 1 ในวัตร 14 ถึงแม้ไม่มีคนดูแลแล้วตายไป การตายนั้นก็คุ้มค่า ถ้าทำที่สุดแห่งทุกข์ได้</p><p>Q: นั่งสมาธิแล้วง่วงควรแก้อย่างไรA: พระพุทธเจ้าแนะเทคนิคไว้ 8 ข้อ ในที่นี้ให้ดูมาที่ ทำไมความง่วง หรือถีนมิทธะจึงวนกลับมาได้อยู่เรื่อย ๆ เป็นเพราะความง่วงนี้มีกำลังจากความยินดีในการเอนข้างหรือเคลิ้มหลับ วิธีแก้ คือ รู้สึกตัวเมื่อไหร่ให้ลุกขึ้นทันที ใช้สติเป็นตัวแก้</p><p>Q: ผู้ชนะการเกิด ภาษาบาลีว่าอย่างไรA: การเกิดเป็นส่วนของทุกข์ที่ต้องทำความเข้าใจ กิเลสเป็นส่วนที่ต้องละต้องชนะ ให้ทำความเข้าใจตามหลักอริยสัจ 4  ภาษาบาลี คือ ชิตังเมเราชนะแล้ว ปริญญายะเราเข้าใจแล้ว</p><p>Q: ทางสายเอกในพุทธศาสนาคืออะไรA: พุทธพจน์ระบุไว้ คือ สติปัฏฐาน 4 และมรรค 8 แต่คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าล้วนรวมลงในมรรค 8 ดังนั้นธรรมะทั้งหมดจึงเป็นทางสายเอกเป็นทางเดียวสู่นิพพาน นิพพานนั้นมีหลายท่าให้ขึ้น</p><p>Q: ทำไมบางคนจึงฟังธรรมไม่รู้เรื่องA: จะฟังให้รู้เรื่องพระพุทธเจ้าให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ให้รู้ว่านี่คือทุกข์ นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ 2. ให้รู้ว่านี่คือความดับทุกข์ นี่คือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ฟังให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลตามอริยสัจ 4 จึงจะเข้าใจได้ ธรรมะไม่ยากเกินเข้าใจถ้ามีความตั้งมั่นความเพียรและมั่นใจ</p><p>Q: การเห็นอนิจจังแม้ขณะสุข เห็นอย่างไร A: การเห็นความไม่เที่ยงเป็นส่วนของปัญญา ปัญญาต้องแก้ด้วยปัญญา เห็นความสบายใจความสุขที่มีว่ามันไม่เที่ยงตั้งแต่มันเกิดอย่าไปเห็นแต่ตอนมันจบ จะเห็นตรงนี้ได้ต้องไม่เพลินไปในสุขนั้น มีสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: พระไม่แต่งงานไม่มีลูก แก่มาใครจะดูแลA: การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจากการเกิดแก่และตาย คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 เพราะวัฏฏะจะถูกตัดให้สั้นลง การบวชจึงแก้ปัญหานี้ได้มากกว่า ส่วนความแก่ในชาตินี้ พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระช่วยดูแลกันเป็น 1 ในวัตร 14 ถึงแม้ไม่มีคนดูแลแล้วตายไป การตายนั้นก็คุ้มค่า ถ้าทำที่สุดแห่งทุกข์ได้</p><p>Q: นั่งสมาธิแล้วง่วงควรแก้อย่างไรA: พระพุทธเจ้าแนะเทคนิคไว้ 8 ข้อ ในที่นี้ให้ดูมาที่ ทำไมความง่วง หรือถีนมิทธะจึงวนกลับมาได้อยู่เรื่อย ๆ เป็นเพราะความง่วงนี้มีกำลังจากความยินดีในการเอนข้างหรือเคลิ้มหลับ วิธีแก้ คือ รู้สึกตัวเมื่อไหร่ให้ลุกขึ้นทันที ใช้สติเป็นตัวแก้</p><p>Q: ผู้ชนะการเกิด ภาษาบาลีว่าอย่างไรA: การเกิดเป็นส่วนของทุกข์ที่ต้องทำความเข้าใจ กิเลสเป็นส่วนที่ต้องละต้องชนะ ให้ทำความเข้าใจตามหลักอริยสัจ 4  ภาษาบาลี คือ ชิตังเมเราชนะแล้ว ปริญญายะเราเข้าใจแล้ว</p><p>Q: ทางสายเอกในพุทธศาสนาคืออะไรA: พุทธพจน์ระบุไว้ คือ สติปัฏฐาน 4 และมรรค 8 แต่คำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าล้วนรวมลงในมรรค 8 ดังนั้นธรรมะทั้งหมดจึงเป็นทางสายเอกเป็นทางเดียวสู่นิพพาน นิพพานนั้นมีหลายท่าให้ขึ้น</p><p>Q: ทำไมบางคนจึงฟังธรรมไม่รู้เรื่องA: จะฟังให้รู้เรื่องพระพุทธเจ้าให้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ให้รู้ว่านี่คือทุกข์ นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ 2. ให้รู้ว่านี่คือความดับทุกข์ นี่คือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ฟังให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลตามอริยสัจ 4 จึงจะเข้าใจได้ ธรรมะไม่ยากเกินเข้าใจถ้ามีความตั้งมั่นความเพียรและมั่นใจ</p><p>Q: การเห็นอนิจจังแม้ขณะสุข เห็นอย่างไร A: การเห็นความไม่เที่ยงเป็นส่วนของปัญญา ปัญญาต้องแก้ด้วยปัญญา เห็นความสบายใจความสุขที่มีว่ามันไม่เที่ยงตั้งแต่มันเกิดอย่าไปเห็นแต่ตอนมันจบ จะเห็นตรงนี้ได้ต้องไม่เพลินไปในสุขนั้น มีสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สมาธิที่แยบคาย [6419-7q]</title>
			<itunes:title>สมาธิที่แยบคาย [6419-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/380b4591-2d8b-4ad1-aeb5-ad29009c8490/media.mp3" length="26923824" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">380b4591-2d8b-4ad1-aeb5-ad29009c8490</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55d2</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcxKJh4Ig5WmgvvPNUwQQk7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>19</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p><strong>Q: ความต่างระหว่างขันติกับอุเบกขา </strong></p><p>A: เมื่อมีเรื่องมากระทบใจแล้ววางเฉยได้ นั่นคือ อุเบกขา ความที่ไม่ปะทุออกไปอดทนได้ นั่นคือ ขันติ อดทนไม่ใช่เก็บกด เพราะในขันติย่อมมีปัญญาที่จะสกัดสิ่งที่เป็นอกุศลได้</p><br><p><strong>Q: ติดสมาธิทำให้ไม่ก้าวหน้าในธรรม? </strong></p><p>A: สมาธิชั้นสูงต้องดู 3 สิ่งนี้ประกอบ คือ นิมิตเพื่อความเพียร นิมิตเพื่อสมาธิ นิมิตเพื่ออุเบกขา 3 อย่างนี้ต้องไปด้วยกันอย่างสมดุล เมื่อเวลาเหมาะสมจะปล่อยวางได้ ถ้าสมาธิในความหมายของสมถะถ้ามากไปจะเกียจคร้านหย่อนไปไม่เกิดปัญญา ควรมีความแยบคายในการปฏิบัติโดยการปรับอินทรีย์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สมาธิได้เป็นสุข แต่ตัน จะไปต่อได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ความสุขในสมาธิไม่ควรกลัว ควรทำให้มี สิ่งที่ควรแก้ คือ ความเพลินในความสุขจากสมาธินั้น ความเพลินนี้ไม่ดี ต้องมีสติให้เกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยงในสุขนั้น ละความยึดถือในสมาธินั้น เห็นว่าไม่ใช่ของเรา จะไปต่อได้</p><br><p><strong>Q: กรรมเกิดจากอะไร? </strong></p><p>A: เหตุเกิดของกรรม คือ ผัสสะ</p><br><p><strong>Q: ถ้าเหตุของกรรม คือ ผัสสะ แล้วกรรมจะส่งผลถึงเราได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเจตนาที่กระทำเป็นชนิดอบุญ บาปนั้นจะให้ผลเป็นทุกข์ บุญผลจะเป็นสุข อเนญช ผลคือ เหนือบุญเหนือบาป การที่เรารับรู้ต่ออารมณ์ได้นั่นคือกรรมเก่า รับรู้ผ่านทางนามรูปทางกายนี้ นี่คือ ผลของกรรมที่ส่งถึงตัวเรา</p><br><p><strong>Q: แก้กรรมได้หรือไม่?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าใช้คำว่าสิ้นกรรม กรรมเจือจางได้ทำให้สิ้นได้ด้วยปฏิปทา คือ มรรค 8 หรือธรรมข้อใดข้อหนึ่ง เช่น พรหมวิหารชั้นอริยะ เพราะนิพพานขึ้นได้หลายท่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p><strong>Q: ความต่างระหว่างขันติกับอุเบกขา </strong></p><p>A: เมื่อมีเรื่องมากระทบใจแล้ววางเฉยได้ นั่นคือ อุเบกขา ความที่ไม่ปะทุออกไปอดทนได้ นั่นคือ ขันติ อดทนไม่ใช่เก็บกด เพราะในขันติย่อมมีปัญญาที่จะสกัดสิ่งที่เป็นอกุศลได้</p><br><p><strong>Q: ติดสมาธิทำให้ไม่ก้าวหน้าในธรรม? </strong></p><p>A: สมาธิชั้นสูงต้องดู 3 สิ่งนี้ประกอบ คือ นิมิตเพื่อความเพียร นิมิตเพื่อสมาธิ นิมิตเพื่ออุเบกขา 3 อย่างนี้ต้องไปด้วยกันอย่างสมดุล เมื่อเวลาเหมาะสมจะปล่อยวางได้ ถ้าสมาธิในความหมายของสมถะถ้ามากไปจะเกียจคร้านหย่อนไปไม่เกิดปัญญา ควรมีความแยบคายในการปฏิบัติโดยการปรับอินทรีย์&nbsp;</p><br><p><strong>Q: สมาธิได้เป็นสุข แต่ตัน จะไปต่อได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ความสุขในสมาธิไม่ควรกลัว ควรทำให้มี สิ่งที่ควรแก้ คือ ความเพลินในความสุขจากสมาธินั้น ความเพลินนี้ไม่ดี ต้องมีสติให้เกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยงในสุขนั้น ละความยึดถือในสมาธินั้น เห็นว่าไม่ใช่ของเรา จะไปต่อได้</p><br><p><strong>Q: กรรมเกิดจากอะไร? </strong></p><p>A: เหตุเกิดของกรรม คือ ผัสสะ</p><br><p><strong>Q: ถ้าเหตุของกรรม คือ ผัสสะ แล้วกรรมจะส่งผลถึงเราได้อย่างไร?</strong></p><p>A: ถ้าเจตนาที่กระทำเป็นชนิดอบุญ บาปนั้นจะให้ผลเป็นทุกข์ บุญผลจะเป็นสุข อเนญช ผลคือ เหนือบุญเหนือบาป การที่เรารับรู้ต่ออารมณ์ได้นั่นคือกรรมเก่า รับรู้ผ่านทางนามรูปทางกายนี้ นี่คือ ผลของกรรมที่ส่งถึงตัวเรา</p><br><p><strong>Q: แก้กรรมได้หรือไม่?</strong></p><p>A: พระพุทธเจ้าใช้คำว่าสิ้นกรรม กรรมเจือจางได้ทำให้สิ้นได้ด้วยปฏิปทา คือ มรรค 8 หรือธรรมข้อใดข้อหนึ่ง เช่น พรหมวิหารชั้นอริยะ เพราะนิพพานขึ้นได้หลายท่า</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจกรรม เข้าใจธรรม (6418-7q)</title>
			<itunes:title>เข้าใจกรรม เข้าใจธรรม (6418-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e0d2e21b-7ea1-46e9-8f48-ad2200a42de6/media.mp3" length="26541817" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e0d2e21b-7ea1-46e9-8f48-ad2200a42de6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdyYMdF4pducS6OiVCsbpbc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ป่วย ยากไร้ เป็นเพราะกรรมเก่าหรือไฉนA: ไม่แน่ เพราะสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย 4 อย่าง คือ กรรมเก่า การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ ผู้อื่นทำให้ และระบบของร่างกาย ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าทุกขเวทนานี้มาจากกรรมเก่าเท่านั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ  เพราะจะทำให้ไม่ทำอะไร จมอยู่ในสังสารวัฏ ควรปรับทิฏฐิว่า สุขหรือทุกข์มีเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย ประกอบกรรมดีเพื่อเจือจางความเค็ม ตั้งสติ ทำความเข้าใจผ่านมรรค 8 ตั้งตนให้อยู่ในโสตาปัตติยังคะ 4 จะเกิดปัญญา ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ผ่านมาจะเห็นธรรมได้ ใช้ทุกขเวทนาที่มีบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าจนบรรลุธรรมได้ </p><p>Q: ปัญจุปาทานขันธ์คืออะไรA: ขันธ์ คือ กอง ปัญจุ คือ 5 อุปาทานขันธ์ 5 คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 5 อย่าง ขันธ์ 5 กับอุปาทานเป็นคนละอย่างกัน แต่ความยึดถือไม่เกิดที่ไหนเกิดในขันธ์ 5 เท่านั้น ขันธ์ต้องทำความเข้าใจ ที่ต้องทำลาย คือ อุปาทาน ทำลายด้วยสติ สมาธิ ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ป่วย ยากไร้ เป็นเพราะกรรมเก่าหรือไฉนA: ไม่แน่ เพราะสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย 4 อย่าง คือ กรรมเก่า การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ ผู้อื่นทำให้ และระบบของร่างกาย ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าทุกขเวทนานี้มาจากกรรมเก่าเท่านั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ  เพราะจะทำให้ไม่ทำอะไร จมอยู่ในสังสารวัฏ ควรปรับทิฏฐิว่า สุขหรือทุกข์มีเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย ประกอบกรรมดีเพื่อเจือจางความเค็ม ตั้งสติ ทำความเข้าใจผ่านมรรค 8 ตั้งตนให้อยู่ในโสตาปัตติยังคะ 4 จะเกิดปัญญา ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ผ่านมาจะเห็นธรรมได้ ใช้ทุกขเวทนาที่มีบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าจนบรรลุธรรมได้ </p><p>Q: ปัญจุปาทานขันธ์คืออะไรA: ขันธ์ คือ กอง ปัญจุ คือ 5 อุปาทานขันธ์ 5 คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ 5 อย่าง ขันธ์ 5 กับอุปาทานเป็นคนละอย่างกัน แต่ความยึดถือไม่เกิดที่ไหนเกิดในขันธ์ 5 เท่านั้น ขันธ์ต้องทำความเข้าใจ ที่ต้องทำลาย คือ อุปาทาน ทำลายด้วยสติ สมาธิ ปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ดับชาติดับอวิชชาด้วยมรรค [6417-7q]</title>
			<itunes:title>ดับชาติดับอวิชชาด้วยมรรค [6417-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 May 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1e9a9374-3162-48d2-a988-ad1b00a3ccb6/media.mp3" length="28645903" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1e9a9374-3162-48d2-a988-ad1b00a3ccb6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55d4</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meoeo1dh3LOQqIUeVq6B9FQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>17</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ความหมายและบริบทของ ชา-ติ </p><p>A: ชาติ คือ การเกิด การกำเนิดโดยยิ่ง การก้าวลงสู่ครรภ์ การปรากฏโดยอายตนะ หรือเกิดในบริบทอื่น ๆเกิดซ้อนเกิดแล้วแต่จะกำหนดอย่างไร ไม่มีบริบทหน้าหลังลำดับความเป็นมาเหมือนกับปัญญา เพราะปัญญาเป็นส่วนแห่งมรรค แต่ชาติเป็นส่วนแห่งทุกข์หน้าที่ก็คือ ทุกข์ให้ยอมรับ ส่วนมรรคทำให้เจริญมีความอุบัติขึ้นแห่งปัญญา ชาตินี้ดับได้โดยความยึดถือที่ดับไป "ความตายไม่ใช่ชาติ ความเกิดขึ้นของชาติ ความดับไปของความตาย ความดับไปของชาติ ความเกิดขึ้นของความตาย ไม่ใช่ชาติของความตาย ความดับไปของความเกิดไม่ใช่ความตายของชาติ"</p><br><p><br></p><p>Q: งานใหญ่ควรเลือกคนขยันแต่โง่ หรือเลือกคนฉลาดแต่ขี้เกียจ </p><p>A: เลือกทั้งสอง เพราะเป็นงานใหญ่ หน้าที่ของผู้นำ คือ ให้ทำงานตามกำลังที่เหมาะสม</p><br><p>Q: รูปแบบเขียนปฏิจจสมุปบาทมีกี่ชนิด </p><p>A: ให้กลับมาที่จุดที่เล็กที่สุด คือ "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" ใช้หลักการนี้ในการเข้าไปจับกับทุกสิ่งจะเกิดปัญญาได้</p><br><p>Q: ดับอวิชชาทำอย่างไร </p><p>A: ดับอวิชชาได้ต้องมีวิชชาเกิดขึ้น วิชชาเกิดตรงที่เห็นความไม่เที่ยง จะเห็นได้จิตต้องมีโพชฌงค์ 7 อย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีโพชฌงค์ได้ก็ต้องอาศัยสติปัฏฐาน 4 สติจะมีได้ก็จากอนุสติ 10</p><br><p>Q: กำหนดสิ่งที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรว่าอวิชชาได้? </p><p>A: พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าอวิชชามีอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมีพระพุทธเจ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวิชชามีอยู่ เมื่อรู้แล้วค่อยไปทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วอวิชชาจะดับไป</p><br><p>Q: บารมีมีกี่อย่าง </p><p>A: ตามพุทธพจน์มี 10 บารมี 30 นั้นมาจากคัมภีร์พุทธวงศ์ แต่ทั้งนี้อย่าเพิ่งปฏิเสธควรแยกทำความเข้าใจ</p><br><p>Q: อโหสิกรรมอย่างไรให้ถูกต้อง </p><p>A: อโหสิกรรม คือ กรรมที่ได้กระทำแล้ว พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ผูกเวร เราจะมีอคติจนผูกเวรไปในกรรมที่ทำไปแล้วหรือไม่ ในส่วนตัวเราจิตเรา เราก็ฝึกเอา ใช้พรหมวิหารปฏิบัติตามมรรค 8 ส่วนจิตคนอื่นเราควบคุมไม่ได้ก็ให้อดทนเอา จะสิ้นกรรมต่อกันได้เมื่อมรรค 8 บริบรูณ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ความหมายและบริบทของ ชา-ติ </p><p>A: ชาติ คือ การเกิด การกำเนิดโดยยิ่ง การก้าวลงสู่ครรภ์ การปรากฏโดยอายตนะ หรือเกิดในบริบทอื่น ๆเกิดซ้อนเกิดแล้วแต่จะกำหนดอย่างไร ไม่มีบริบทหน้าหลังลำดับความเป็นมาเหมือนกับปัญญา เพราะปัญญาเป็นส่วนแห่งมรรค แต่ชาติเป็นส่วนแห่งทุกข์หน้าที่ก็คือ ทุกข์ให้ยอมรับ ส่วนมรรคทำให้เจริญมีความอุบัติขึ้นแห่งปัญญา ชาตินี้ดับได้โดยความยึดถือที่ดับไป "ความตายไม่ใช่ชาติ ความเกิดขึ้นของชาติ ความดับไปของความตาย ความดับไปของชาติ ความเกิดขึ้นของความตาย ไม่ใช่ชาติของความตาย ความดับไปของความเกิดไม่ใช่ความตายของชาติ"</p><br><p><br></p><p>Q: งานใหญ่ควรเลือกคนขยันแต่โง่ หรือเลือกคนฉลาดแต่ขี้เกียจ </p><p>A: เลือกทั้งสอง เพราะเป็นงานใหญ่ หน้าที่ของผู้นำ คือ ให้ทำงานตามกำลังที่เหมาะสม</p><br><p>Q: รูปแบบเขียนปฏิจจสมุปบาทมีกี่ชนิด </p><p>A: ให้กลับมาที่จุดที่เล็กที่สุด คือ "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ" ใช้หลักการนี้ในการเข้าไปจับกับทุกสิ่งจะเกิดปัญญาได้</p><br><p>Q: ดับอวิชชาทำอย่างไร </p><p>A: ดับอวิชชาได้ต้องมีวิชชาเกิดขึ้น วิชชาเกิดตรงที่เห็นความไม่เที่ยง จะเห็นได้จิตต้องมีโพชฌงค์ 7 อย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีโพชฌงค์ได้ก็ต้องอาศัยสติปัฏฐาน 4 สติจะมีได้ก็จากอนุสติ 10</p><br><p>Q: กำหนดสิ่งที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรว่าอวิชชาได้? </p><p>A: พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าอวิชชามีอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมีพระพุทธเจ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวิชชามีอยู่ เมื่อรู้แล้วค่อยไปทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วอวิชชาจะดับไป</p><br><p>Q: บารมีมีกี่อย่าง </p><p>A: ตามพุทธพจน์มี 10 บารมี 30 นั้นมาจากคัมภีร์พุทธวงศ์ แต่ทั้งนี้อย่าเพิ่งปฏิเสธควรแยกทำความเข้าใจ</p><br><p>Q: อโหสิกรรมอย่างไรให้ถูกต้อง </p><p>A: อโหสิกรรม คือ กรรมที่ได้กระทำแล้ว พระพุทธเจ้าใช้คำว่า ผูกเวร เราจะมีอคติจนผูกเวรไปในกรรมที่ทำไปแล้วหรือไม่ ในส่วนตัวเราจิตเรา เราก็ฝึกเอา ใช้พรหมวิหารปฏิบัติตามมรรค 8 ส่วนจิตคนอื่นเราควบคุมไม่ได้ก็ให้อดทนเอา จะสิ้นกรรมต่อกันได้เมื่อมรรค 8 บริบรูณ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มรรค 8 กับปัญญา (6416-7q)</title>
			<itunes:title>มรรค 8 กับปัญญา (6416-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/14966be3-95b3-4673-9fbb-ad1400a14cbb/media.mp3" length="27237962" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">14966be3-95b3-4673-9fbb-ad1400a14cbb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meZQOP8+jxGCfyUIAZzhuae]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ต้องออกแบบโรงฆ่าสัตว์ ควรทำอย่างไรA: อยู่ที่การตั้งจิต เอามรรค 8 มาเป็นเกณท์ในการตัดสินใจ ในที่นี้ คือ ศีล 3 ระดับ ลำดับในการกระทำ ดูที่เจตนา และลมปราณของสัตว์ การเบียดเบียนกันย่อมมีเป็นธรรมดาเป็นโทษของวัฏฏะ ใช้ความรู้ที่มีเพื่อที่ลดปริมาณการเบียดเบียนต่อกันให้มากที่สุด ให้ทำความดีอย่างอื่นเพื่อให้จิตใจสบายอยู่ในห้วงแห่งบุญ</p><p>Q: ภาวนามยปัญญาเกิดตอนไหน เป็นอย่างไรA: ทางเกิดแห่งปัญญามี 3 ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการทรงจำได้แล้วใคร่ครวญ และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากพัฒนา ภาวนามยปัญญาเกิดต่อจากจินตมยปัญญา ระหว่างทางนั้นศีลพร้อม กิเลสถูกกำจัดลง ๆ การภาวนามีผลจากการที่มีสัมมาสมาธิ อวิชชาลดลง ๆ วนรอบไปตามลำดับ เกิดตอนที่สมาธิมีแล้วพิจารณา ผลคือ ปล่อยวางได้ ลักษณะไม่ใช่ความคิดแต่เป็นเหมือนกล่องดำที่เมื่อผ่านแล้วจะเกิดผลเป็นความรู้ขึ้นมาได้ ดังนั้นสัญญาและฌานจึงมาก่อนญาณ</p><p>Q: พระสงฆ์กับการร่วมชุมนุมทางการเมืองA: ให้ยึดหลักหน้าที่ของภิกษุที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้</p><p>Q: การลาสิกขาต้องเปล่งวาจาหรือไม่A: อยู่ที่เจตนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ต้องออกแบบโรงฆ่าสัตว์ ควรทำอย่างไรA: อยู่ที่การตั้งจิต เอามรรค 8 มาเป็นเกณท์ในการตัดสินใจ ในที่นี้ คือ ศีล 3 ระดับ ลำดับในการกระทำ ดูที่เจตนา และลมปราณของสัตว์ การเบียดเบียนกันย่อมมีเป็นธรรมดาเป็นโทษของวัฏฏะ ใช้ความรู้ที่มีเพื่อที่ลดปริมาณการเบียดเบียนต่อกันให้มากที่สุด ให้ทำความดีอย่างอื่นเพื่อให้จิตใจสบายอยู่ในห้วงแห่งบุญ</p><p>Q: ภาวนามยปัญญาเกิดตอนไหน เป็นอย่างไรA: ทางเกิดแห่งปัญญามี 3 ระดับ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการทรงจำได้แล้วใคร่ครวญ และภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากพัฒนา ภาวนามยปัญญาเกิดต่อจากจินตมยปัญญา ระหว่างทางนั้นศีลพร้อม กิเลสถูกกำจัดลง ๆ การภาวนามีผลจากการที่มีสัมมาสมาธิ อวิชชาลดลง ๆ วนรอบไปตามลำดับ เกิดตอนที่สมาธิมีแล้วพิจารณา ผลคือ ปล่อยวางได้ ลักษณะไม่ใช่ความคิดแต่เป็นเหมือนกล่องดำที่เมื่อผ่านแล้วจะเกิดผลเป็นความรู้ขึ้นมาได้ ดังนั้นสัญญาและฌานจึงมาก่อนญาณ</p><p>Q: พระสงฆ์กับการร่วมชุมนุมทางการเมืองA: ให้ยึดหลักหน้าที่ของภิกษุที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้</p><p>Q: การลาสิกขาต้องเปล่งวาจาหรือไม่A: อยู่ที่เจตนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่ทุกข์ หรือก้อนหินในกำมือ</title>
			<itunes:title>เมื่อไม่คาดหวังก็ไม่ทุกข์ หรือก้อนหินในกำมือ</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:50</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/df291046-7fff-4496-b44e-ad0d00f728f6/media.mp3" length="26345715" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">df291046-7fff-4496-b44e-ad0d00f728f6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdeh1pRxkIYNyalLvAnnEdM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d6.jpg"/>
			<description><![CDATA[Q: เป็นทุกข์เพราะเกรงใจ ควรใช้ธรรมข้อไหนปรับA: ความทุกข์มี 11 อย่าง ในคำถามนี้ตกตรงทุกข์ เพราะประสพสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ และอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 ที่เป็นไปตามมานะ 9 ทุกข์เพราะไปคาดหวังจากสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ควรทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมของคนเป็นอนัตตา มีเงื่อนไขปัจจัยที่ให้เขา หรือเราแสดงออกมาแบบนี้ ถ้าเราไปคาดหวังจากสิ่งที่เป็นอนัตตาเราจะทุกข์ เป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น คาดหวังเป็นการจมทุกข์ให้หาทางออกด้วยมรรค 8 ทำไมมรรค 8 จึงแก้ปัญหาได้ เพราะมรรคจะทำให้มีความมั่นใจศรัทธาในพุทธ ธัม สงฆ์ และลงมือทำจริง มีสติเป็นดุจเครื่องเอกซเรย์ แก้ให้ตรงจุด ยึดตรงไหนจะคลายความยึดถือได้ก็ตรงนั้น สละความคาดหวังทั้งจากตัวเราและตัวเขา พิจารณาความเป็นอนัตตา จะมีปัญญาเห็นตามจริง คลายทุกข์ได้ จะคลายทุกข์ได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของอินทรีย์ 5<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[Q: เป็นทุกข์เพราะเกรงใจ ควรใช้ธรรมข้อไหนปรับA: ความทุกข์มี 11 อย่าง ในคำถามนี้ตกตรงทุกข์ เพราะประสพสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ และอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 ที่เป็นไปตามมานะ 9 ทุกข์เพราะไปคาดหวังจากสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ควรทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมของคนเป็นอนัตตา มีเงื่อนไขปัจจัยที่ให้เขา หรือเราแสดงออกมาแบบนี้ ถ้าเราไปคาดหวังจากสิ่งที่เป็นอนัตตาเราจะทุกข์ เป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น คาดหวังเป็นการจมทุกข์ให้หาทางออกด้วยมรรค 8 ทำไมมรรค 8 จึงแก้ปัญหาได้ เพราะมรรคจะทำให้มีความมั่นใจศรัทธาในพุทธ ธัม สงฆ์ และลงมือทำจริง มีสติเป็นดุจเครื่องเอกซเรย์ แก้ให้ตรงจุด ยึดตรงไหนจะคลายความยึดถือได้ก็ตรงนั้น สละความคาดหวังทั้งจากตัวเราและตัวเขา พิจารณาความเป็นอนัตตา จะมีปัญญาเห็นตามจริง คลายทุกข์ได้ จะคลายทุกข์ได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของอินทรีย์ 5<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิสัลลีน หลีกเร้นเป็นที่มายินดี (6414-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิสัลลีน หลีกเร้นเป็นที่มายินดี (6414-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6f741486-856d-4bfe-9a61-ad06008e2842/media.mp3" length="26522013" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6f741486-856d-4bfe-9a61-ad06008e2842</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc9lcDANB7cPseo0tsBAZRM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่ออยู่ในที่สงัด จงประกอบความเพียรเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดย่อมรู้ตามความเป็นจริง“</p><p>- ปฏิสัลลีนสูตร -</p><p>ถ้าเคยคิดหาคำตอบหาทางออกจากวังวน สิ่งวุ่นวาย สิ่งที่ทำให้ทุกข์ สิ่งที่เคยเชื่อว่าทำให้สบายใจกาย แต่สุดท้ายกลับทุกข์อยู่ดี มาร่วมค้นหาคำตอบ ออกจากวัฏฏะด้วยการหลีกเร้น เพราะเมื่อหลีกเร้นแล้ว จะได้สัมมาสติที่ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิทำให้เห็นตามจริงได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่ออยู่ในที่สงัด จงประกอบความเพียรเถิด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดย่อมรู้ตามความเป็นจริง“</p><p>- ปฏิสัลลีนสูตร -</p><p>ถ้าเคยคิดหาคำตอบหาทางออกจากวังวน สิ่งวุ่นวาย สิ่งที่ทำให้ทุกข์ สิ่งที่เคยเชื่อว่าทำให้สบายใจกาย แต่สุดท้ายกลับทุกข์อยู่ดี มาร่วมค้นหาคำตอบ ออกจากวัฏฏะด้วยการหลีกเร้น เพราะเมื่อหลีกเร้นแล้ว จะได้สัมมาสติที่ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิทำให้เห็นตามจริงได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจโลก เข้าใจรัก [6413-7q]</title>
			<itunes:title>เข้าใจโลก เข้าใจรัก [6413-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Apr 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/55f85926-b03f-4bbd-a644-acff00aff4e6/media.mp3" length="28551847" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">55f85926-b03f-4bbd-a644-acff00aff4e6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55d8</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meDmJeGtOs2/00rpCL9XnQy]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>13</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ธรรมใดเป็นเหตุให้ไม่เร่ร่อนเป็นทุกข์วนไปA: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้</p><p>Q: โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง และความหมายของโลกA: ความหมายของโลกมี 4 นัยยะ คือ กาย (โรหิตัสสสูตร), เป็นกระแสสิ่งที่รับรู้เข้ามาผ่านอายตนะภายนอกภายใน, สภาวะภพและระบบสุริยะ ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากวิวัฒนาการที่ต่ำลงจากพรหมกลายเป็นมนุษย์ โลกในความเชื่อของพราหมณ์นั้นเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยงส่วนโลกอื่น ๆ ไม่เที่ยง แต่ในธรรมวินัยนี้ ชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยงแม้ในพรหมโลกก็ตาม</p><p>Q: พ่อแม่ป่วย และดื้อควรวางใจอย่างไรA: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณA: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์</p><p>Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไปA: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์</p><p>Q: มโนมยิทธิและสมเด็จองค์ปฐมคืออะไรA: มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน</p><p>Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไรA: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี  เจ็บนี้จะจบได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ธรรมใดเป็นเหตุให้ไม่เร่ร่อนเป็นทุกข์วนไปA: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้</p><p>Q: โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง และความหมายของโลกA: ความหมายของโลกมี 4 นัยยะ คือ กาย (โรหิตัสสสูตร), เป็นกระแสสิ่งที่รับรู้เข้ามาผ่านอายตนะภายนอกภายใน, สภาวะภพและระบบสุริยะ ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากวิวัฒนาการที่ต่ำลงจากพรหมกลายเป็นมนุษย์ โลกในความเชื่อของพราหมณ์นั้นเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยงส่วนโลกอื่น ๆ ไม่เที่ยง แต่ในธรรมวินัยนี้ ชี้ให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยงแม้ในพรหมโลกก็ตาม</p><p>Q: พ่อแม่ป่วย และดื้อควรวางใจอย่างไรA: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณA: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์</p><p>Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไปA: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์</p><p>Q: มโนมยิทธิและสมเด็จองค์ปฐมคืออะไรA: มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน</p><p>Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไรA: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี  เจ็บนี้จะจบได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความปรุงแต่งคืออวิชชา [6412-7q]</title>
			<itunes:title>ความปรุงแต่งคืออวิชชา [6412-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/21847b3a-da5e-4f53-8748-acf800b0809c/media.mp3" length="26570056" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">21847b3a-da5e-4f53-8748-acf800b0809c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55d9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcU60VMGs3iUCIVp/bFtJYO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55d9.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: อะไรที่เข้ามานึกคิดปรุงแต่งA: คำตอบ คือ ไม่มี ที่เข้าใจว่าจิตเข้ามาปรุงแต่งนั้นเข้าใจผิด เพราะจิตก็ไม่มีตัวตนเป็นสภาพที่ลวงตา ควรทำความเข้าใจว่า สังขารการปรุงแต่งทั้งหมด คือ อวิชชา การเห็นความไม่เที่ยงจะทำให้อวิชชาละไปได้วิชชาเกิด เพราะไม่เข้าไปยึดถือ พอละความยึดถือได้ก็ดับเย็น </p><p>Q: ทำไมต้องพ้นทุกข์ ในเมื่อพ้นแล้วก็ยังทำกิจที่เป็นทุกข์อยู่A: ทุกข์ไม่ใช่ให้หนี แต่ทุกข์ต้องเข้าใจยอมรับ พอยอมรับได้ก็ขันธ์ 5 นั้นก็จะไม่มาเป็นทุกข์ ขันธ์ 5 ที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทานจะไม่ทุกข์ กิจกรรมก็ยังทำอยู่แต่ไม่ติดพันมัวเมา เห็นโทษในสิ่งเหล่านั้นอยู่ ทำแบบเหนือทุกข์</p><p>Q: ข้าวหมากถวายพระได้หรือไม่A: ได้ ถ้ามีปัญหาสุขภาพแล้วพิจารณาเป็นยาก็ฉันได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อระงับเวทนา</p><p>Q: ทำดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่A: ได้ อยู่ที่ทำดีแบบไหนขนาดไหน </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: อะไรที่เข้ามานึกคิดปรุงแต่งA: คำตอบ คือ ไม่มี ที่เข้าใจว่าจิตเข้ามาปรุงแต่งนั้นเข้าใจผิด เพราะจิตก็ไม่มีตัวตนเป็นสภาพที่ลวงตา ควรทำความเข้าใจว่า สังขารการปรุงแต่งทั้งหมด คือ อวิชชา การเห็นความไม่เที่ยงจะทำให้อวิชชาละไปได้วิชชาเกิด เพราะไม่เข้าไปยึดถือ พอละความยึดถือได้ก็ดับเย็น </p><p>Q: ทำไมต้องพ้นทุกข์ ในเมื่อพ้นแล้วก็ยังทำกิจที่เป็นทุกข์อยู่A: ทุกข์ไม่ใช่ให้หนี แต่ทุกข์ต้องเข้าใจยอมรับ พอยอมรับได้ก็ขันธ์ 5 นั้นก็จะไม่มาเป็นทุกข์ ขันธ์ 5 ที่ไม่ประกอบด้วยอุปาทานจะไม่ทุกข์ กิจกรรมก็ยังทำอยู่แต่ไม่ติดพันมัวเมา เห็นโทษในสิ่งเหล่านั้นอยู่ ทำแบบเหนือทุกข์</p><p>Q: ข้าวหมากถวายพระได้หรือไม่A: ได้ ถ้ามีปัญหาสุขภาพแล้วพิจารณาเป็นยาก็ฉันได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อระงับเวทนา</p><p>Q: ทำดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่A: ได้ อยู่ที่ทำดีแบบไหนขนาดไหน </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศีล คือ ความเป็นปกติ (6411-7q)</title>
			<itunes:title>ศีล คือ ความเป็นปกติ (6411-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/01720fdf-fab3-48a6-a495-aced00f3746f/media.mp3" length="27982756" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">01720fdf-fab3-48a6-a495-aced00f3746f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55da</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfMVSNgayGcdAorkNoDlsKo]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55da.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: สวดมนต์ควรสวดบทใด และการทำวัตรเช้าเย็นควรหรือไม่A: สวดบทที่เรารู้ความหมาย เข้าใจ เพื่อให้ถึงจุดที่จิตสงบแล้ว จะเห็นธรรมตามจริงได้ วัตร คือ ข้อปฏิบัติที่ทำเป็นปกติควรทำ</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างศีล 8 กับศีลอุโบสถ และควรสมาทานก่อนหรือไม่A: ไม่เหมือนกัน ศีล 8 จะรวมทั้งหมด ถ้าผิด คือ ผิดทั้งหมด ส่วนอุโบสถศีล คือ รับมาทีละข้อ อุโบสถ คือ การเข้าอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง เป็นการตั้งใจให้มันได้ อย่ากลัวผิด อย่ากลัวการสมาทาน เป็นการเพิ่มกำลังของสัมมาสติ และสัมมาวายามะ ก่อให้เกิดสมาธิศีล คือ ความเป็นปกติ การสมาทาน คือ ความตั้งใจมั่นให้มันได้ เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มาเป็นปกติในทางดี ควรทำ</p><p>Q: อะไรคือปานะA: ปานะ คือ น้ำจากผล 8 อย่าง ผ่านการกรอง ไม่ผ่านความร้อนหรือน้ำตาล ดื่มได้เหมือนน้ำเปล่าโดยไม่ต้องมีเหตุมีปัจจัย นอกนั้นเป็นยาที่กิน หรือดื่มเพื่อระงับเวทนา</p><p>Q: ศีล 8 ตอบไลน์ได้หรือไม่A: ถ้าดูแล้ว ราคะโทสะโมหะนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง เอาอันนี้เป็นเกณฑ์</p><p>Q: ถือศีลที่บ้านแต่ไม่กล้าสมาทานควรทำอย่างไรA: สมาทาน คือ การรับเอามาปฏิบัติ เหมือนรับมงกุฎดอกไม้มาประดับที่ศรีษะ ควรทำ ไม่ต้องกลัวผิด จะทำให้สติมีกำลัง </p><p>Q: ญาติเธอ ญาติฉัน ใส่ใจไม่เท่ากัน มีมุมอย่างไรA: ให้ปฏิบัติตามหลักธรรม 3 ข้อที่ธนัญชัยเศรษฐีสอนนางวิสาขา พร้อมทั้งทำหน้าที่ในทิศทั้งหก ก็จะไม่มีปัญหา</p><p>Q: การหายตัวได้มีจริงหรือA: ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง เป็นอิทธิวิธญาณ เป็นปัญญา มีเหตุจากสมาธิ เป็นปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าไม่ยกย่อง สิ่งที่ควรทำให้มี คือ อาสวักขยญาณ</p><p>Q: ความสามารถที่เกินเด็กเป็นไปได้หรือA: สามารถเป็นไปได้ ที่ยิ่งกว่านั้น คือ สำเร็จเป็นอรหันต์ จึงไม่ควรประมาทใน 4 สิ่ง และให้ตั้งอยู่ในธรรม</p><p>Q: ผลของคำสาปแช่งมีจริงหรือA: อยู่ที่กำลังจิตของผู้แช่งกับผู้ถูกแช่ง ใครมีมากกว่ากัน ให้รักษาความดี ความดีจะรักษาเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: สวดมนต์ควรสวดบทใด และการทำวัตรเช้าเย็นควรหรือไม่A: สวดบทที่เรารู้ความหมาย เข้าใจ เพื่อให้ถึงจุดที่จิตสงบแล้ว จะเห็นธรรมตามจริงได้ วัตร คือ ข้อปฏิบัติที่ทำเป็นปกติควรทำ</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างศีล 8 กับศีลอุโบสถ และควรสมาทานก่อนหรือไม่A: ไม่เหมือนกัน ศีล 8 จะรวมทั้งหมด ถ้าผิด คือ ผิดทั้งหมด ส่วนอุโบสถศีล คือ รับมาทีละข้อ อุโบสถ คือ การเข้าอยู่คืนหนึ่งวันหนึ่ง เป็นการตั้งใจให้มันได้ อย่ากลัวผิด อย่ากลัวการสมาทาน เป็นการเพิ่มกำลังของสัมมาสติ และสัมมาวายามะ ก่อให้เกิดสมาธิศีล คือ ความเป็นปกติ การสมาทาน คือ ความตั้งใจมั่นให้มันได้ เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มาเป็นปกติในทางดี ควรทำ</p><p>Q: อะไรคือปานะA: ปานะ คือ น้ำจากผล 8 อย่าง ผ่านการกรอง ไม่ผ่านความร้อนหรือน้ำตาล ดื่มได้เหมือนน้ำเปล่าโดยไม่ต้องมีเหตุมีปัจจัย นอกนั้นเป็นยาที่กิน หรือดื่มเพื่อระงับเวทนา</p><p>Q: ศีล 8 ตอบไลน์ได้หรือไม่A: ถ้าดูแล้ว ราคะโทสะโมหะนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง เอาอันนี้เป็นเกณฑ์</p><p>Q: ถือศีลที่บ้านแต่ไม่กล้าสมาทานควรทำอย่างไรA: สมาทาน คือ การรับเอามาปฏิบัติ เหมือนรับมงกุฎดอกไม้มาประดับที่ศรีษะ ควรทำ ไม่ต้องกลัวผิด จะทำให้สติมีกำลัง </p><p>Q: ญาติเธอ ญาติฉัน ใส่ใจไม่เท่ากัน มีมุมอย่างไรA: ให้ปฏิบัติตามหลักธรรม 3 ข้อที่ธนัญชัยเศรษฐีสอนนางวิสาขา พร้อมทั้งทำหน้าที่ในทิศทั้งหก ก็จะไม่มีปัญหา</p><p>Q: การหายตัวได้มีจริงหรือA: ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง เป็นอิทธิวิธญาณ เป็นปัญญา มีเหตุจากสมาธิ เป็นปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าไม่ยกย่อง สิ่งที่ควรทำให้มี คือ อาสวักขยญาณ</p><p>Q: ความสามารถที่เกินเด็กเป็นไปได้หรือA: สามารถเป็นไปได้ ที่ยิ่งกว่านั้น คือ สำเร็จเป็นอรหันต์ จึงไม่ควรประมาทใน 4 สิ่ง และให้ตั้งอยู่ในธรรม</p><p>Q: ผลของคำสาปแช่งมีจริงหรือA: อยู่ที่กำลังจิตของผู้แช่งกับผู้ถูกแช่ง ใครมีมากกว่ากัน ให้รักษาความดี ความดีจะรักษาเรา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธัมมะกับชีวิต (6410-7q)</title>
			<itunes:title>ธัมมะกับชีวิต (6410-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/76d250f1-5cab-4afb-a5e8-acea00abc4e2/media.mp3" length="27977923" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">76d250f1-5cab-4afb-a5e8-acea00abc4e2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55db</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdzTLLakFlg6AMS9gB+G+B6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55db.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เมื่อขัดเคืองแล้วมีสติรู้ตามหลังนับว่าช้า? ไม่อยากขุ่นใจนับเป็นวิภวตัณหา? และสามารถฝึกจนไม่ขุ่นใจเลยได้หรือไม่A: การที่มีสติรู้แต่ยังละไม่ได้ เพราะสัมมายาวามะยังไม่เต็ม ก็ฝึกทำจริงแน่วแน่จริง ทำไปเรื่อย ๆ จิตจะมีความเคยชิน อาจจะไม่ได้มีสติตลอดเวลา แต่จะพัฒนาขึ้นมาได้ ที่สำคัญคือ อย่าไปติดกับดักความอยากหรือความไม่อยาก แค่ทำให้ถูกมรรคเท่านั้นพอ พอเราไม่ตั้งอยู่ที่ความอยากหรือไม่อยาก เวลามีผัสสะมากระทบ มันก็จะแค่สักว่ารู้เฉย ๆ ความขุ่นใจจะไม่เกิดขึ้น นับเป็นอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ อินทรีย์นั้นจะมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สติก็มีวิมุตเป็นที่แล่นไปสู่ การที่บางครั้งทำได้ นั่นคือ วิมุตแล้ว แต่ที่ยังกลับกำเริบ ก็เพราะยังไม่เห็นความไม่เที่ยงของสติและของจิต ยังไม่เห็นความเป็นตัวตนของจิต ยังยึดสติและจิต ต้องมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง จึงจะกำจัดอวิชชาได้ ฝึกจิตให้เห็นความไม่เที่ยงได้ก็ด้วยมรรค 8  ฝึกตามเส้นทางนี้ไปเรื่อย ๆ จะละความขุ่นเคืองได้ วิมุตนั้นก็จะนำไปนิพพาน </p><p>Q: ฝึกจิตรับสถานการณ์ร้าย ๆ ได้อย่างไรA: ให้มีสติ ให้เห็นว่า ภาวะแก่เจ็บตายมันมีของมันอยู่แล้ว การยอมรับจะทำให้ไม่กลัว ทำความเข้าใจตามความเป็นจริงของมัน คือ เข้าใจเหตุเกิด ตัวมัน เข้าใจเหตุดับ รสอร่อย และโทษของมัน แล้วหาอุบายการนำออกด้วยมรรค 8 เราจะยังคงผาสุกอยู่กับสถานการณ์นั้นได้ก็ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ความสัมพันธ์ของคำว่าเวร-กรรมA: เป็นสิ่งที่ผูกพันกันมา สิ้นได้ดับได้ด้วยอริยมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เมื่อขัดเคืองแล้วมีสติรู้ตามหลังนับว่าช้า? ไม่อยากขุ่นใจนับเป็นวิภวตัณหา? และสามารถฝึกจนไม่ขุ่นใจเลยได้หรือไม่A: การที่มีสติรู้แต่ยังละไม่ได้ เพราะสัมมายาวามะยังไม่เต็ม ก็ฝึกทำจริงแน่วแน่จริง ทำไปเรื่อย ๆ จิตจะมีความเคยชิน อาจจะไม่ได้มีสติตลอดเวลา แต่จะพัฒนาขึ้นมาได้ ที่สำคัญคือ อย่าไปติดกับดักความอยากหรือความไม่อยาก แค่ทำให้ถูกมรรคเท่านั้นพอ พอเราไม่ตั้งอยู่ที่ความอยากหรือไม่อยาก เวลามีผัสสะมากระทบ มันก็จะแค่สักว่ารู้เฉย ๆ ความขุ่นใจจะไม่เกิดขึ้น นับเป็นอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ อินทรีย์นั้นจะมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สติก็มีวิมุตเป็นที่แล่นไปสู่ การที่บางครั้งทำได้ นั่นคือ วิมุตแล้ว แต่ที่ยังกลับกำเริบ ก็เพราะยังไม่เห็นความไม่เที่ยงของสติและของจิต ยังไม่เห็นความเป็นตัวตนของจิต ยังยึดสติและจิต ต้องมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง จึงจะกำจัดอวิชชาได้ ฝึกจิตให้เห็นความไม่เที่ยงได้ก็ด้วยมรรค 8  ฝึกตามเส้นทางนี้ไปเรื่อย ๆ จะละความขุ่นเคืองได้ วิมุตนั้นก็จะนำไปนิพพาน </p><p>Q: ฝึกจิตรับสถานการณ์ร้าย ๆ ได้อย่างไรA: ให้มีสติ ให้เห็นว่า ภาวะแก่เจ็บตายมันมีของมันอยู่แล้ว การยอมรับจะทำให้ไม่กลัว ทำความเข้าใจตามความเป็นจริงของมัน คือ เข้าใจเหตุเกิด ตัวมัน เข้าใจเหตุดับ รสอร่อย และโทษของมัน แล้วหาอุบายการนำออกด้วยมรรค 8 เราจะยังคงผาสุกอยู่กับสถานการณ์นั้นได้ก็ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ความสัมพันธ์ของคำว่าเวร-กรรมA: เป็นสิ่งที่ผูกพันกันมา สิ้นได้ดับได้ด้วยอริยมรรค</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนิจเจทุกขสัญญา (6409-7q)</title>
			<itunes:title>อนิจเจทุกขสัญญา (6409-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Mar 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/dc0c48fb-c65d-4d46-87e2-ace300ae2ead/media.mp3" length="26651842" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dc0c48fb-c65d-4d46-87e2-ace300ae2ead</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55dc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meDXc4YDDR4EXvrxSmVbL+s]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55dc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: อนิจเจทุกขสัญญา คือ อะไรA: สัญญา คือ ความหมายรู้ มีทั้งส่วนที่เป็นทุกข์ และส่วนที่เป็นมรรค  อนิจเจทุกขสัญญาสามารถมองได้หลายมุม คือ เอาทุกขสัญญาเป็นหลัก แล้วเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์ นั้นคือ อนิจจสัญญา หรือในคุณสมบัติของความที่เป็นทุกข์ เราหมายเอาความหมายที่ทนได้ยากในทุกข์นั้น หมายเอาโดยความไม่เที่ยงของสภาวะนี้ คือ ทุกขสัญญา หรือมองความที่ไม่ใช่ตัวตน ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นเป็นอนัตตสัญญา ระหว่างอนิจจังกับทุกขังก็จะมีอนิจเจทุกขสัญญา ระหว่างทุกขังกับอนัตตาก็จะมีทุกเขอนัตตสัญญา อยู่ที่มุมมองว่าจะมองจากด้านไหน มองจากตรงไหนของกระบวนการ ในกระบวนการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คือ ความไม่เที่ยงอยู่แล้ว และไม่ใช่ตัวของมันเอง ต้องอาศัยสิ่งอื่น เปลี่ยนแปลงตามสิ่งนั้น ๆ นี่คือ ทุกข์ การเห็นกระบวนการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปต้องเห็นทั้งก้อน เห็นแล้วก็จะเห็นอีก 3 ขั้นตอน คือ อนิจจังทุกขังอนัตตาไปด้วยในตัว การเข้าใจทั้งสายเกิดและสายดับ จึงจะสามารถเข้าใจว่าแม้กรรมเก่าก็ดับได้ จะเข้าใจแบบนี้ได้ก็ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ความเข้าใจที่ว่า ทุกอย่างเป็นกรรมเก่าถูก?A: แทนที่จะพูดถึงความเที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ให้ทำความเห็นมาด้านที่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งล้วนมีความไม่แน่นอน แม้กรรมเก่าก็ไม่เที่ยง ฝึกมาอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ทุกข์เท่านั้นที่เราเห็น แม้สุขเราก็จะเห็นได้ว่าล้วนไม่เที่ยง </p><p>Q: สัญญา 10 ประการที่อยู่ในส่วนแห่งมรรคมีอะไรบ้างA: อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, อสุภสัญญา, อทีนวสัญญา, ปหานสัญญา, วิราคสัญญา, นิโรธสัญญา, สัพพโลเก อนภิรตสัญญา, สัพพสังขาเร อนิฏฐสัญญา และอานาปานสติ</p><p>Q: กรรมติดจรวดเป็นอย่างไรA: กรรมติดจรวดมีแน่นอน คือ พอทำความดีแล้วความดีเกิดทันที พอทำความชั่วความชั่วเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า ประเด็นคือ คุณรู้มั้ย ถ้าไม่มีสติก็จะไม่เห็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: อนิจเจทุกขสัญญา คือ อะไรA: สัญญา คือ ความหมายรู้ มีทั้งส่วนที่เป็นทุกข์ และส่วนที่เป็นมรรค  อนิจเจทุกขสัญญาสามารถมองได้หลายมุม คือ เอาทุกขสัญญาเป็นหลัก แล้วเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์ นั้นคือ อนิจจสัญญา หรือในคุณสมบัติของความที่เป็นทุกข์ เราหมายเอาความหมายที่ทนได้ยากในทุกข์นั้น หมายเอาโดยความไม่เที่ยงของสภาวะนี้ คือ ทุกขสัญญา หรือมองความที่ไม่ใช่ตัวตน ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นเป็นอนัตตสัญญา ระหว่างอนิจจังกับทุกขังก็จะมีอนิจเจทุกขสัญญา ระหว่างทุกขังกับอนัตตาก็จะมีทุกเขอนัตตสัญญา อยู่ที่มุมมองว่าจะมองจากด้านไหน มองจากตรงไหนของกระบวนการ ในกระบวนการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป คือ ความไม่เที่ยงอยู่แล้ว และไม่ใช่ตัวของมันเอง ต้องอาศัยสิ่งอื่น เปลี่ยนแปลงตามสิ่งนั้น ๆ นี่คือ ทุกข์ การเห็นกระบวนการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปต้องเห็นทั้งก้อน เห็นแล้วก็จะเห็นอีก 3 ขั้นตอน คือ อนิจจังทุกขังอนัตตาไปด้วยในตัว การเข้าใจทั้งสายเกิดและสายดับ จึงจะสามารถเข้าใจว่าแม้กรรมเก่าก็ดับได้ จะเข้าใจแบบนี้ได้ก็ด้วยมรรค 8 </p><p>Q: ความเข้าใจที่ว่า ทุกอย่างเป็นกรรมเก่าถูก?A: แทนที่จะพูดถึงความเที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ให้ทำความเห็นมาด้านที่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งล้วนมีความไม่แน่นอน แม้กรรมเก่าก็ไม่เที่ยง ฝึกมาอย่างนี้ ไม่ใช่แค่ทุกข์เท่านั้นที่เราเห็น แม้สุขเราก็จะเห็นได้ว่าล้วนไม่เที่ยง </p><p>Q: สัญญา 10 ประการที่อยู่ในส่วนแห่งมรรคมีอะไรบ้างA: อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, อสุภสัญญา, อทีนวสัญญา, ปหานสัญญา, วิราคสัญญา, นิโรธสัญญา, สัพพโลเก อนภิรตสัญญา, สัพพสังขาเร อนิฏฐสัญญา และอานาปานสติ</p><p>Q: กรรมติดจรวดเป็นอย่างไรA: กรรมติดจรวดมีแน่นอน คือ พอทำความดีแล้วความดีเกิดทันที พอทำความชั่วความชั่วเกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า ประเด็นคือ คุณรู้มั้ย ถ้าไม่มีสติก็จะไม่เห็น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คนไม่มีศาสนา (6408-7q)</title>
			<itunes:title>คนไม่มีศาสนา (6408-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/db816ad5-59c9-4e27-b57e-acda00ddec24/media.mp3" length="26854053" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">db816ad5-59c9-4e27-b57e-acda00ddec24</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55dd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfIQVie3wQUWO93CHTvpNix]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55dd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ประเด็นที่น่าสนใจในตอนนี้ พูดถึงสถิติในสัมมโนประชากรระบุว่า คนไม่มีศาสนากันเพิ่มมากขึ้น คนไม่มีศาสนาจริง ๆ ก็คือ คนที่ไม่แคร์อะไร ไม่เชื่อว่าจะต้องทำความดี ถึงแม้คุณระบุไว้ว่าไม่มีศาสนาเป็น NIL แต่ถ้าดูตามหลักการประพฤติแล้ว คุณยังมีหลักในการดำเนินชีวิต คุณยังมีที่พึ่ง มีหลักการ นั่นคือ ดีแล้ว ดีกว่าคนที่ไม่มีศาสนาจริง ๆ หรือดีกว่าคนที่มีศาสนาแต่ทำผิดศีล ในคนที่มีที่พึ่งที่ยังไม่ถูก เช่น นับถือผี/เทวดาก็ยังนับว่าดีแล้ว ค่อย ๆ ปรับไปให้ถูก ศาสนา หมายถึง คำสอนใช้เป็นที่พึ่ง พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ดูวุ่นวายนั้นมาภายหลัง อย่าดูแค่เปลือกจะเสียโอกาสได้ ต้องเข้าใจถึงแก่น อย่าติดเพียงแค่พิธีกรรม การที่คนดังหันมานับถือพุทธมากขึ้น เป็นเพราะการประจักษ์ด้วยตนเองว่า สามารถดับทุกข์ได้จริง ที่นี่เดี๋ยวนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น live style ทางกายวาจาใจที่เมื่อปฏิบัติแล้ว ย่อมรู้เห็นได้เอง คนดังอาจจะมีอิทธิพลต่อเราแต่เราจะได้หรือไม่ อยู่ที่การลงมือทำจริงของเราเอง ทำให้ละเอียดลึกซึ้งลงไป</p><p>นอกจากนี้ยังมีประเด็นความสำคัญวันมาฆบูชา มุมมองจากการที่พระสารีบุตรพบท่านอัสสชิ บรรลุธรรมจากคาถาเยธัมมา ตลอดจนสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสในวันนั้น คือ หลักการ 3 อุดมกราณ์ 4 และวิธีการ 6</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ประเด็นที่น่าสนใจในตอนนี้ พูดถึงสถิติในสัมมโนประชากรระบุว่า คนไม่มีศาสนากันเพิ่มมากขึ้น คนไม่มีศาสนาจริง ๆ ก็คือ คนที่ไม่แคร์อะไร ไม่เชื่อว่าจะต้องทำความดี ถึงแม้คุณระบุไว้ว่าไม่มีศาสนาเป็น NIL แต่ถ้าดูตามหลักการประพฤติแล้ว คุณยังมีหลักในการดำเนินชีวิต คุณยังมีที่พึ่ง มีหลักการ นั่นคือ ดีแล้ว ดีกว่าคนที่ไม่มีศาสนาจริง ๆ หรือดีกว่าคนที่มีศาสนาแต่ทำผิดศีล ในคนที่มีที่พึ่งที่ยังไม่ถูก เช่น นับถือผี/เทวดาก็ยังนับว่าดีแล้ว ค่อย ๆ ปรับไปให้ถูก ศาสนา หมายถึง คำสอนใช้เป็นที่พึ่ง พิธีกรรมต่าง ๆ ที่ดูวุ่นวายนั้นมาภายหลัง อย่าดูแค่เปลือกจะเสียโอกาสได้ ต้องเข้าใจถึงแก่น อย่าติดเพียงแค่พิธีกรรม การที่คนดังหันมานับถือพุทธมากขึ้น เป็นเพราะการประจักษ์ด้วยตนเองว่า สามารถดับทุกข์ได้จริง ที่นี่เดี๋ยวนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็น live style ทางกายวาจาใจที่เมื่อปฏิบัติแล้ว ย่อมรู้เห็นได้เอง คนดังอาจจะมีอิทธิพลต่อเราแต่เราจะได้หรือไม่ อยู่ที่การลงมือทำจริงของเราเอง ทำให้ละเอียดลึกซึ้งลงไป</p><p>นอกจากนี้ยังมีประเด็นความสำคัญวันมาฆบูชา มุมมองจากการที่พระสารีบุตรพบท่านอัสสชิ บรรลุธรรมจากคาถาเยธัมมา ตลอดจนสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสในวันนั้น คือ หลักการ 3 อุดมกราณ์ 4 และวิธีการ 6</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกิดแล้วต้องตาย แล้วจะเกิดมาทำไม (6407-7q)</title>
			<itunes:title>เกิดแล้วต้องตาย แล้วจะเกิดมาทำไม (6407-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1a8ba41c-df94-4722-b599-acd300d41503/media.mp3" length="27693878" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1a8ba41c-df94-4722-b599-acd300d41503</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55de</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfzSJ5UMsv8NA0PShxFDADK]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55de.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เกิดมาแล้วต้องตาย แล้วจะเกิดมาทำไมA: เป็นคำถามที่พระโพธิสัตว์แสวงหาคำตอบ เห็นว่าความตายเป็นทุกข์ จะยุติการเกิดได้ด้วยความไม่ตาย แต่เมื่อเกิดมาแล้ว การเกิดนั้นก็เพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ ด้วยการปฏิบัติมาตามมรรค 8 จึงจะตัดวงจรนี้ได้ จะถึงความไม่ตายได้</p><p>Q: ไสยศาสตร์คืออะไรA: ไสยศาสตร์ คือ พวกมนต์ดำ ความเชื่อ เปรียบเทียบกับพุทธศาสตร์โดยดูจากกุศลหรืออกุศล ถ้าไม่รู้ให้ถามผู้รู้ คือ พุทธะ ในชีวิตจะเห็นมาคู่กันให้ฝึกสังเกต ก็จะเป็นการฝึกสติไปในตัว แล้วเลือกให้ดีจะมาตามมรรคได้</p><p>Q: เมื่อคุณพ่อดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ลูกควรจะทำอย่างไรA: คนจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เขาจะต้องเห็นโทษด้วยใจ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ และการมีศรัทธาจะก่อให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง ละได้</p><p>Q: เป็นหอบหืดควรทำอย่างไรA: ในคำสอนนี้ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย ก็แก้ไปตามเหตุทางกาย หรือถ้าทางกรรมเก่า ก็แก้ด้วยการทำให้สิ้นกรรมปฏิบัติไปตามมรรค 8 </p><p>Q: ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 เป็นอย่างไรA: ปริวัฏฏ์ 3 ก็คือ ญาณ 3 ในอริยสัจ 4 ได้ผลออกมาเป็นอาการ 12 ญาณ 3 คือ สัจจญาณ:ญาณในการรู้เห็นความจริง  กิจญาณ:ญาณในการทำกิจที่ควรทำในแต่ละข้อให้ถูกต้อง และกตญาณ:ญาณที่รู้ว่าได้กระทำแล้ว ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้แล้วข้อที่เหลือจะตามมา </p><p>Q: เมื่อไม่ชอบหน้า แต่ต้องแผ่เมตตาจะทำได้A: ทำได้ ฝึกอยู่เรื่อย ๆ เหมือนที่เราเคยฝึกความโกรธมานั่นเอง พัฒนาได้ ให้มั่นใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เกิดมาแล้วต้องตาย แล้วจะเกิดมาทำไมA: เป็นคำถามที่พระโพธิสัตว์แสวงหาคำตอบ เห็นว่าความตายเป็นทุกข์ จะยุติการเกิดได้ด้วยความไม่ตาย แต่เมื่อเกิดมาแล้ว การเกิดนั้นก็เพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ ด้วยการปฏิบัติมาตามมรรค 8 จึงจะตัดวงจรนี้ได้ จะถึงความไม่ตายได้</p><p>Q: ไสยศาสตร์คืออะไรA: ไสยศาสตร์ คือ พวกมนต์ดำ ความเชื่อ เปรียบเทียบกับพุทธศาสตร์โดยดูจากกุศลหรืออกุศล ถ้าไม่รู้ให้ถามผู้รู้ คือ พุทธะ ในชีวิตจะเห็นมาคู่กันให้ฝึกสังเกต ก็จะเป็นการฝึกสติไปในตัว แล้วเลือกให้ดีจะมาตามมรรคได้</p><p>Q: เมื่อคุณพ่อดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ลูกควรจะทำอย่างไรA: คนจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เขาจะต้องเห็นโทษด้วยใจ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ และการมีศรัทธาจะก่อให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง ละได้</p><p>Q: เป็นหอบหืดควรทำอย่างไรA: ในคำสอนนี้ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย ก็แก้ไปตามเหตุทางกาย หรือถ้าทางกรรมเก่า ก็แก้ด้วยการทำให้สิ้นกรรมปฏิบัติไปตามมรรค 8 </p><p>Q: ปริวัฏฏ์ 3 อาการ 12 เป็นอย่างไรA: ปริวัฏฏ์ 3 ก็คือ ญาณ 3 ในอริยสัจ 4 ได้ผลออกมาเป็นอาการ 12 ญาณ 3 คือ สัจจญาณ:ญาณในการรู้เห็นความจริง  กิจญาณ:ญาณในการทำกิจที่ควรทำในแต่ละข้อให้ถูกต้อง และกตญาณ:ญาณที่รู้ว่าได้กระทำแล้ว ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้แล้วข้อที่เหลือจะตามมา </p><p>Q: เมื่อไม่ชอบหน้า แต่ต้องแผ่เมตตาจะทำได้A: ทำได้ ฝึกอยู่เรื่อย ๆ เหมือนที่เราเคยฝึกความโกรธมานั่นเอง พัฒนาได้ ให้มั่นใจ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปรับชีวิตละอุปาทาน (6406-7q)</title>
			<itunes:title>ปรับชีวิตละอุปาทาน (6406-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Feb 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c99bf07d-51f3-4161-aaad-acce009fbc79/media.mp3" length="26444323" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c99bf07d-51f3-4161-aaad-acce009fbc79</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55df</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mciW8Q1tLwPLVtnaG9M90zI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55df.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำถามแรก เรื่องอุปาทานกับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อุปาทานมี 4 ชนิด คือ กามุปาทานความพึงพอใจในทางตาหูจมูกลิ้นกาย, ทิฏฐุปาทานการยึดติดในความคิด (ทางใจ), สีลัพพตุปาทานการยึดมั่นในศีลและพรต ในโสดาบันสีลัพพตปรามาสละได้หมด แต่สีลัพพตุปาทานยังละไม่หมด ความยึดถือในกุศลก็ไม่นับว่าดี เพราะความยึดถือจะนำสิ่งที่ไม่ดีอื่นตามมา สรณะกับยึดถือจึงต่างกัน และอัตตวาทุปาทานยึดถือว่าวาทะนั้นเป็นของตน เกิดความเป็นสภาวะขึ้นมา อุปาทานต้องละทิ้ง จะละได้ต้องเริ่มจากการเห็นตามจริงในขันธ์ 5 เกิดหน่าย คลายกำหนัด การปล่อยวางต้องเป็นตามกระบวนการนี้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นโมหะ ที่ต้องทำความเข้าใจให้ดี คือ เราไม่ได้ละขันธ์ 5 แต่ละอุปาทานในขันธ์ 5 การจะเห็นตามจริงได้จิตต้องเป็นสมาธิ ในชีวิตประจำวันให้มีสติตั้งไว้จะวางความยึดถือในความเพลินนั้น ๆ ได้ </p><p>ในคำถามที่ 2 ธัมมมานุธัมมปฏิบัติคืออะไร คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญ ทำมาดีแล้วให้ทำต่อไป ที่ยังปฏิบัติไม่ได้มีอยู่ 3 นัยยะ คือ ปฏิบัติตามคำสอนที่เกินพอดี, ปฏิบัติยังไม่ถึงได้ผลของมัน และข้อสุดท้ายดีเป็นบางเวลา </p><p>ในคำถามสุดท้าย อุเบกขาวางอย่างไรให้พอดี อุเบกขา คือ ความวางเฉย ต้องมีอยู่ตลอด แต่อุเบกขาอย่างเดียวจิตจะไม่อ่อนเหมาะเพื่อการสิ้นอาสวะได้ ต้องผสมกับเมตตาจึงจะสมดุลเป็นธัมมานุธัมมปฏิบัติ พรหมวิหาร 4 ต้องมีสติควบคุมทั้งหมดจึงจะพอเหมาะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำถามแรก เรื่องอุปาทานกับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อุปาทานมี 4 ชนิด คือ กามุปาทานความพึงพอใจในทางตาหูจมูกลิ้นกาย, ทิฏฐุปาทานการยึดติดในความคิด (ทางใจ), สีลัพพตุปาทานการยึดมั่นในศีลและพรต ในโสดาบันสีลัพพตปรามาสละได้หมด แต่สีลัพพตุปาทานยังละไม่หมด ความยึดถือในกุศลก็ไม่นับว่าดี เพราะความยึดถือจะนำสิ่งที่ไม่ดีอื่นตามมา สรณะกับยึดถือจึงต่างกัน และอัตตวาทุปาทานยึดถือว่าวาทะนั้นเป็นของตน เกิดความเป็นสภาวะขึ้นมา อุปาทานต้องละทิ้ง จะละได้ต้องเริ่มจากการเห็นตามจริงในขันธ์ 5 เกิดหน่าย คลายกำหนัด การปล่อยวางต้องเป็นตามกระบวนการนี้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นโมหะ ที่ต้องทำความเข้าใจให้ดี คือ เราไม่ได้ละขันธ์ 5 แต่ละอุปาทานในขันธ์ 5 การจะเห็นตามจริงได้จิตต้องเป็นสมาธิ ในชีวิตประจำวันให้มีสติตั้งไว้จะวางความยึดถือในความเพลินนั้น ๆ ได้ </p><p>ในคำถามที่ 2 ธัมมมานุธัมมปฏิบัติคืออะไร คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญ ทำมาดีแล้วให้ทำต่อไป ที่ยังปฏิบัติไม่ได้มีอยู่ 3 นัยยะ คือ ปฏิบัติตามคำสอนที่เกินพอดี, ปฏิบัติยังไม่ถึงได้ผลของมัน และข้อสุดท้ายดีเป็นบางเวลา </p><p>ในคำถามสุดท้าย อุเบกขาวางอย่างไรให้พอดี อุเบกขา คือ ความวางเฉย ต้องมีอยู่ตลอด แต่อุเบกขาอย่างเดียวจิตจะไม่อ่อนเหมาะเพื่อการสิ้นอาสวะได้ ต้องผสมกับเมตตาจึงจะสมดุลเป็นธัมมานุธัมมปฏิบัติ พรหมวิหาร 4 ต้องมีสติควบคุมทั้งหมดจึงจะพอเหมาะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ยิ่งให้ ยิ่งได้ (6405-7q)</title>
			<itunes:title>ยิ่งให้ ยิ่งได้ (6405-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sun, 07 Feb 2021 01:12:38 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/fae2a536-595d-4112-afb1-acc700ba8106/media.mp3" length="28496193" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fae2a536-595d-4112-afb1-acc700ba8106</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcHY0RpSKWGqAUJOQv/0/LW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: การแก้ไขคนตระหนี่ควรทำอย่างไรA: เริ่มจากตัวเราไม่ควรมีความตระหนี่ หรือความหวงกั้น เริ่มให้จากตัวเราก่อน แล้วการให้ของเราจะสามารถช่วยลดความตระหนี่ของคนอื่นได้ อย่าใช้อกุศลธรรมไปบังคับมันจะไม่ยั่งยืน ความตระหนี่เอาชนะได้ด้วยการให้ได้แน่นอน ถ้าไม่มีสินทรัพย์จะให้ สามารถให้ด้วยโภคะที่มี คือ เมตตา</p><p>Q: คุณธรรมใดจะแก้ปัญหาความสัมพันธ์พ่อเลี้ยงลูกเลี้ยงA: ปัญหานี้มีได้หมดในทุกความสัมพันธ์ ต้องดูที่เหตุว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี เพราะมีกามพยาบาท และเบียดเบียน ถ้าละได้ความสัมพันธ์นั้นจะเป็นดุจนมผสมกับน้ำ หาเหตุที่มันจะดี ปรับทัศนคติ เมตตาอ่อนน้อม เอากุศลธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต</p><p>Q: ลูกไม่ดูแลพ่อแม่เพราะอะไรA: ลูกที่มีความสามารถแล้วไม่ดูแลพ่อแม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคนถ่อย เปรียบไม้เท้ายังใช้ค้ำยันป้องกันตัวมีประโยชน์มากกว่าลูกที่ไม่ดูแล การดูแลพ่อแม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ถ้ามีการแตกแยกให้กลับไปดูว่ามีกามพยาบาทเบียดเบียนหรือไม่ แล้วตั้งจิตให้มีความรักใคร่ปราถนาดีต่อกัน</p><p>Q: บุญเก่าช่วยชีวิต หรือกรรมเก่ายิ่งซ้ำเติมA: เป็นเรื่องของกรรมอุปถัมถ์ หรือกรรมตัดรอน การให้ผลของกรรมเป็นแบบนี้ เป็นธรรมดามันเกิดขึ้นได้ มองให้เห็นความเป็นธรรมดา คือ 1. เกิดได้ดับได้ตามโลกธรรมแปด / 2. ภพมนุษย์มีสุขทุกข์พอ ๆ กัน ไม่ควรดูตรงสุข หรือทุกข์ และ 3. สามารถทำกรรมทั้งบุญบาปสิ้นไปได้ด้วยอริยมรรค</p><p>Q: เริ่มสวดมนต์บทไหนดีA: ถ้าสวดแล้วไม่กังวลควรทำ บทไหนก็ได้ที่มี</p><p>Q: จะปฏิบัติตามคำสอนได้อย่างไรเมื่อไกลกันA: สามารถปฏิบัติอยู่ที่บ้านได้แล้ว ฟังในวันอังคารที่เน้นการปฏิบัติแล้วทำจิตตามไป ที่สำคัญ คือ ทำในจุดที่เราทำได้ อย่าไปให้ความสำคัญในจุดที่ยังทำไม่ได้ เพราะจิตถ้าเพ่งไปตรงไหนตรงนั้นจะมีพลัง แล้วจะพัฒนาได้ </p><p>Q: ทำไมคนจึงเห็นผิดเป็นชอบA: อาจจะมีหลายสาเหตุ แต่ประเด็น คือ อย่าอนุญาตให้ความไม่ดีของเขามาทำร้ายเรา เพราะนั่นเท่ากับเราอนุญาตให้ความดีของเราสิ้นสุดลง อย่าไปยึดติด ให้มีเมตตากรุณา และอุเบกขา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: การแก้ไขคนตระหนี่ควรทำอย่างไรA: เริ่มจากตัวเราไม่ควรมีความตระหนี่ หรือความหวงกั้น เริ่มให้จากตัวเราก่อน แล้วการให้ของเราจะสามารถช่วยลดความตระหนี่ของคนอื่นได้ อย่าใช้อกุศลธรรมไปบังคับมันจะไม่ยั่งยืน ความตระหนี่เอาชนะได้ด้วยการให้ได้แน่นอน ถ้าไม่มีสินทรัพย์จะให้ สามารถให้ด้วยโภคะที่มี คือ เมตตา</p><p>Q: คุณธรรมใดจะแก้ปัญหาความสัมพันธ์พ่อเลี้ยงลูกเลี้ยงA: ปัญหานี้มีได้หมดในทุกความสัมพันธ์ ต้องดูที่เหตุว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี เพราะมีกามพยาบาท และเบียดเบียน ถ้าละได้ความสัมพันธ์นั้นจะเป็นดุจนมผสมกับน้ำ หาเหตุที่มันจะดี ปรับทัศนคติ เมตตาอ่อนน้อม เอากุศลธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต</p><p>Q: ลูกไม่ดูแลพ่อแม่เพราะอะไรA: ลูกที่มีความสามารถแล้วไม่ดูแลพ่อแม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคนถ่อย เปรียบไม้เท้ายังใช้ค้ำยันป้องกันตัวมีประโยชน์มากกว่าลูกที่ไม่ดูแล การดูแลพ่อแม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ถ้ามีการแตกแยกให้กลับไปดูว่ามีกามพยาบาทเบียดเบียนหรือไม่ แล้วตั้งจิตให้มีความรักใคร่ปราถนาดีต่อกัน</p><p>Q: บุญเก่าช่วยชีวิต หรือกรรมเก่ายิ่งซ้ำเติมA: เป็นเรื่องของกรรมอุปถัมถ์ หรือกรรมตัดรอน การให้ผลของกรรมเป็นแบบนี้ เป็นธรรมดามันเกิดขึ้นได้ มองให้เห็นความเป็นธรรมดา คือ 1. เกิดได้ดับได้ตามโลกธรรมแปด / 2. ภพมนุษย์มีสุขทุกข์พอ ๆ กัน ไม่ควรดูตรงสุข หรือทุกข์ และ 3. สามารถทำกรรมทั้งบุญบาปสิ้นไปได้ด้วยอริยมรรค</p><p>Q: เริ่มสวดมนต์บทไหนดีA: ถ้าสวดแล้วไม่กังวลควรทำ บทไหนก็ได้ที่มี</p><p>Q: จะปฏิบัติตามคำสอนได้อย่างไรเมื่อไกลกันA: สามารถปฏิบัติอยู่ที่บ้านได้แล้ว ฟังในวันอังคารที่เน้นการปฏิบัติแล้วทำจิตตามไป ที่สำคัญ คือ ทำในจุดที่เราทำได้ อย่าไปให้ความสำคัญในจุดที่ยังทำไม่ได้ เพราะจิตถ้าเพ่งไปตรงไหนตรงนั้นจะมีพลัง แล้วจะพัฒนาได้ </p><p>Q: ทำไมคนจึงเห็นผิดเป็นชอบA: อาจจะมีหลายสาเหตุ แต่ประเด็น คือ อย่าอนุญาตให้ความไม่ดีของเขามาทำร้ายเรา เพราะนั่นเท่ากับเราอนุญาตให้ความดีของเราสิ้นสุดลง อย่าไปยึดติด ให้มีเมตตากรุณา และอุเบกขา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ในสติย่อมมีปัญญา (6404-7q)</title>
			<itunes:title>ในสติย่อมมีปัญญา (6404-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/655ff69b-6a9d-48bd-a92c-acc000d6a36b/media.mp3" length="26734174" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">655ff69b-6a9d-48bd-a92c-acc000d6a36b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meZ6nBvHKMHNi2oP7LfBEEG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ตักบาตรให้สามี เขาจะได้รับบุญหรือไม่A: มีส่วนที่ได้แน่นอน การให้ทานเป็นสิ่งดีควรทำ ไม่ควรเว้น</p><p>Q: ต้องกรวดน้ำหรือไม่A: ไม่จำเป็น เป็นธรรมเนียมที่รับมาจากอินเดีย ดั่งปรากฏพระเวสสันดรรดน้ำยกช้างให้พราหมณ์ คือ ทานนั้นให้แล้วไม่เอาคืน ที่สำคัญ คือ ต้องมีบุญจากการให้ทาน น้ำมีหรือไม่ไม่สำคัญ</p><p>Q: อานาปานสติในปฏิสัมภิทามรรคเจริญอย่างไรA: การพัฒนาจิตควรทำเป็นเรื่องดี แนะนำว่าอย่าบังคับลม ทำให้ได้ตลอดเวลา ศึกษาให้ยิ่งขึ้นไป และไม่ยึดติดในเครื่องมือ</p><p>Q: ในสถานการณ์ที่แตกต่างสติ และปัญญาใช้เมื่อไหร่A: ต้องกลับมาที่นิยามของพระพุทธเจ้า สติ คือ การระลึกได้ ในบางครั้งอาจมีการลืมไป เช่น ขับรถเลยบ้าน นั่นไม่ใช่ว่าเผลอสติ ในลักษณะจิตใจไม่มั่นคง แต่ในเรื่องการงานมันผิดพลาดได้ หรือในบางคนก็มีมิจฉาสติ ส่วนปัญญา คือ การเห็นความเกิดขึ้นความดับไป เห็นความไม่เที่ยง ปัญญาไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นความรู้ในการชำแรกกิเลส จากมรรค 8 ย่อมาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา สมถะวิปัสสนา สติปัฏฐาน 4 ในสัมมาสติย่อมมีปัญญาอยู่เสมอ</p><p>Q: สัมปชัญญะส่งเสริมให้มีสติใช่หรือไม่A: มีส่วน พระพุทธเจ้าบอกว่าพึงมีสติอยู่อย่างมีสัมปชัญญะ ให้ทำข้อปฏิบัติทางกายแล้วส่งผลมาที่ใจ ข้อปฏิบัติทางกาย เช่น มีศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การหลีกเร้น การสำรวมอินทรีย์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้สมาธิดี สติมาก่อนสมาธิ และหลังจากศีล</p><p>Q: กามในศีลข้อ 3 คืออะไรA: ศีล 5 ทั้งหมดเป็นเรื่องของกามทั่ว ๆ ไป กามที่อยู่ในใจจะบีบบังคับให้ประพฤติผิด ศีลจะช่วยรักษากายวาจาได้ กามข้อที่ 3 เป็นเรื่องของการทำผิดจารีตในรูปแบบต่าง ๆ ณ สมัยนั้น ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ตักบาตรให้สามี เขาจะได้รับบุญหรือไม่A: มีส่วนที่ได้แน่นอน การให้ทานเป็นสิ่งดีควรทำ ไม่ควรเว้น</p><p>Q: ต้องกรวดน้ำหรือไม่A: ไม่จำเป็น เป็นธรรมเนียมที่รับมาจากอินเดีย ดั่งปรากฏพระเวสสันดรรดน้ำยกช้างให้พราหมณ์ คือ ทานนั้นให้แล้วไม่เอาคืน ที่สำคัญ คือ ต้องมีบุญจากการให้ทาน น้ำมีหรือไม่ไม่สำคัญ</p><p>Q: อานาปานสติในปฏิสัมภิทามรรคเจริญอย่างไรA: การพัฒนาจิตควรทำเป็นเรื่องดี แนะนำว่าอย่าบังคับลม ทำให้ได้ตลอดเวลา ศึกษาให้ยิ่งขึ้นไป และไม่ยึดติดในเครื่องมือ</p><p>Q: ในสถานการณ์ที่แตกต่างสติ และปัญญาใช้เมื่อไหร่A: ต้องกลับมาที่นิยามของพระพุทธเจ้า สติ คือ การระลึกได้ ในบางครั้งอาจมีการลืมไป เช่น ขับรถเลยบ้าน นั่นไม่ใช่ว่าเผลอสติ ในลักษณะจิตใจไม่มั่นคง แต่ในเรื่องการงานมันผิดพลาดได้ หรือในบางคนก็มีมิจฉาสติ ส่วนปัญญา คือ การเห็นความเกิดขึ้นความดับไป เห็นความไม่เที่ยง ปัญญาไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นความรู้ในการชำแรกกิเลส จากมรรค 8 ย่อมาเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา สมถะวิปัสสนา สติปัฏฐาน 4 ในสัมมาสติย่อมมีปัญญาอยู่เสมอ</p><p>Q: สัมปชัญญะส่งเสริมให้มีสติใช่หรือไม่A: มีส่วน พระพุทธเจ้าบอกว่าพึงมีสติอยู่อย่างมีสัมปชัญญะ ให้ทำข้อปฏิบัติทางกายแล้วส่งผลมาที่ใจ ข้อปฏิบัติทางกาย เช่น มีศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การหลีกเร้น การสำรวมอินทรีย์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้สมาธิดี สติมาก่อนสมาธิ และหลังจากศีล</p><p>Q: กามในศีลข้อ 3 คืออะไรA: ศีล 5 ทั้งหมดเป็นเรื่องของกามทั่ว ๆ ไป กามที่อยู่ในใจจะบีบบังคับให้ประพฤติผิด ศีลจะช่วยรักษากายวาจาได้ กามข้อที่ 3 เป็นเรื่องของการทำผิดจารีตในรูปแบบต่าง ๆ ณ สมัยนั้น ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศีลแปดที่พอดี [6403-7q]</title>
			<itunes:title>ศีลแปดที่พอดี [6403-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e469a005-0965-4c83-90be-acb900e6f2ba/media.mp3" length="27686026" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e469a005-0965-4c83-90be-acb900e6f2ba</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55e2</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcJorLNQt/whgh01K8RFn50]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>3</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วร้องเพลงได้หรือไม่A: ถ้าศีล 8 ซึ่งห่างไกลจากกามก็ไม่ควร แต่ถ้าเผลอทำนั่นคือ เผลอสติ ในขั้นนี้ยังไม่ถือว่ากำหนัดยินดีไปในกาม เพราะความเร่าร้อนยังไม่มีสมาธิยังได้ เป็นเรื่องที่เราต้องปรับเอาว่าจะข้างหย่อนหรือเข้ม หลักการ คือ ค่อย ๆ ลดกามลงจนหมดไป ความยินดีด้านนี้ก็จะหมดไป</p><p>Q: สังโยชน์เบื้องสูงในรูปราคะ อรูปราคะ หมายถึงอะไรA: สังโยชน์ คือ เครื่องร้อยรัดให้อยู่ในภพ ภพ คือ ความเป็นสภาวะ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ  ขึ้นกับว่ามีอาสวะชนิดไหน สังโยชน์เบื้องต่ำถ้าละได้เป็นโสดาบันก็จะอยู่ในกามภพ หรือละไม่ได้เลยก็อยู่ในกามภพนี้ แต่ถ้าละปฏิฆะ และกามราคะได้ ก็เข้าสู่รูปภพ และอรูปภพ รูปภพ คือ ความยินดีในฌานสมาธิขั้นที่ 1 - 4 อรูปภพความยินดีตั้งแต่ชั้นอากาสานัญจายตนะ ความยินดีทำให้ติดอยู่ในชั้นนั้น ๆ เพราะฉะนั้นในสมาธิต้องมีปัญญา</p><p>Q: สมาธิทุกแบบก่อให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่A: ไม่ใช่ สมาธิที่ก่อปัญญานั้นต้องมีสติ มีองค์แห่งมรรคทั้ง 7 มาแวดล้อมด้วย สมาธินั้นจึงจะก่อปัญญา มีสมาธิมีปัญญาแล้ว จะเป็นที่ตั้งของวิชชา วิมุตทำให้หลุดพ้นได้</p><p>Q: คนเนรคุณผิดศีลหรือไม่A: เนรคุณเป็นบาป แต่อาจจะไม่ผิดศีล แก้โดยรู้คุณ การรู้คุณ คือ ปัญญา</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างสีลัพพตปรามาสกับสีลัพพัตตุปาทานA: คล้ายคลึงกัน </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วร้องเพลงได้หรือไม่A: ถ้าศีล 8 ซึ่งห่างไกลจากกามก็ไม่ควร แต่ถ้าเผลอทำนั่นคือ เผลอสติ ในขั้นนี้ยังไม่ถือว่ากำหนัดยินดีไปในกาม เพราะความเร่าร้อนยังไม่มีสมาธิยังได้ เป็นเรื่องที่เราต้องปรับเอาว่าจะข้างหย่อนหรือเข้ม หลักการ คือ ค่อย ๆ ลดกามลงจนหมดไป ความยินดีด้านนี้ก็จะหมดไป</p><p>Q: สังโยชน์เบื้องสูงในรูปราคะ อรูปราคะ หมายถึงอะไรA: สังโยชน์ คือ เครื่องร้อยรัดให้อยู่ในภพ ภพ คือ ความเป็นสภาวะ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ  ขึ้นกับว่ามีอาสวะชนิดไหน สังโยชน์เบื้องต่ำถ้าละได้เป็นโสดาบันก็จะอยู่ในกามภพ หรือละไม่ได้เลยก็อยู่ในกามภพนี้ แต่ถ้าละปฏิฆะ และกามราคะได้ ก็เข้าสู่รูปภพ และอรูปภพ รูปภพ คือ ความยินดีในฌานสมาธิขั้นที่ 1 - 4 อรูปภพความยินดีตั้งแต่ชั้นอากาสานัญจายตนะ ความยินดีทำให้ติดอยู่ในชั้นนั้น ๆ เพราะฉะนั้นในสมาธิต้องมีปัญญา</p><p>Q: สมาธิทุกแบบก่อให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่A: ไม่ใช่ สมาธิที่ก่อปัญญานั้นต้องมีสติ มีองค์แห่งมรรคทั้ง 7 มาแวดล้อมด้วย สมาธินั้นจึงจะก่อปัญญา มีสมาธิมีปัญญาแล้ว จะเป็นที่ตั้งของวิชชา วิมุตทำให้หลุดพ้นได้</p><p>Q: คนเนรคุณผิดศีลหรือไม่A: เนรคุณเป็นบาป แต่อาจจะไม่ผิดศีล แก้โดยรู้คุณ การรู้คุณ คือ ปัญญา</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างสีลัพพตปรามาสกับสีลัพพัตตุปาทานA: คล้ายคลึงกัน </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6402-7q]</title>
			<itunes:title>จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6402-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f8e8c3f8-92b6-403a-a602-acb100d4a9d3/media.mp3" length="27758323" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f8e8c3f8-92b6-403a-a602-acb100d4a9d3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55e3</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mc/KAC41BkbqRda2ZFsqvC2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>64</itunes:season>
			<itunes:episode>2</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: จิตฺตํ ภาวิตํ มหโต สลฺวัตฺตติ มีที่มาอย่างไรA: ไม่ใช่พุทธพจน์ แปลว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีประโยชน์ใหญ่ ที่เป็นพุทธพจน์ คือ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้ ความหมายคล้ายกัน อาจใช้คำต่างกันบ้าง ด้วยเป็นลักษณะของคำกลอน จิตที่อบรมดีแล้วจะละราคะได้ทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ จิตนั้นสามารถเข้าไปยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้หมด ในช่องทางใจ ในธรรมารมณ์ และในวิญญาณ จะฝึกจิตได้ต้องรู้จักแยกแยะความแตกต่างของสิ่งเหล่านี้ ด้วยความเป็นประภัสสรละเอียดอ่อนของจิต จิตจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่มันซึมซาบไป คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม ถ้าเราไม่ฝึกไม่บังคับ จิตก็จะไปตามตัณหาไปตามผัสสะไปตามขันธ์ 5 คือ อยู่ฝั่งที่เป็นทุกข์กับสมุทัย แต่ถ้าฝึกจิตด้วยมรรค จิตจะได้รับการรักษา จึงเป็นประโยชน์ใหญ่เมื่อเข้าสมาธิได้ควรเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตนี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าเห็นอย่างนี้ คือ การเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีปัจจัย คือ นิพพาน นิพพานมี 2 ฝั่ง คือ ฝั่งที่เหนือสมมติ กับฝั่งที่ยังมีสมมติอยู่ นี้จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ จิตฝึกยากแต่คุ้มต้องพยายาม </p><p>Q: อยากทราบวิธีฝึกจิตเพื่อรับมือกับสถานการณ์A: ถ้ายังไม่สามารถเห็นจิต ก็ให้เห็นความปรุงแต่งของจิต จะฝึกจิตได้ต้องรู้จักแยกแยะ เป็นยามที่ฉลาด จุดที่จะทำให้แยกแยะได้ คือ สติ มีสติแล้วก็ทำสมาธิให้เกิดมี ด้วยจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว จะรักษาจิตได้ ไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 จะระงับอยู่ภายใน จะมีปัญญาแก้ไขปัญหาต่อไป</p><p>Q: คนที่โกงกินต้องไปนรกแน่นอนหรือไม่A: ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาล หรือพระเจ้าอาชาตศัตรู ทำความดีเอาน้ำ คือ บุญ ล้างความเค็ม คือ ความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาทวางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: จิตฺตํ ภาวิตํ มหโต สลฺวัตฺตติ มีที่มาอย่างไรA: ไม่ใช่พุทธพจน์ แปลว่าจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีประโยชน์ใหญ่ ที่เป็นพุทธพจน์ คือ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้ ความหมายคล้ายกัน อาจใช้คำต่างกันบ้าง ด้วยเป็นลักษณะของคำกลอน จิตที่อบรมดีแล้วจะละราคะได้ทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ จิตนั้นสามารถเข้าไปยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้หมด ในช่องทางใจ ในธรรมารมณ์ และในวิญญาณ จะฝึกจิตได้ต้องรู้จักแยกแยะความแตกต่างของสิ่งเหล่านี้ ด้วยความเป็นประภัสสรละเอียดอ่อนของจิต จิตจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่มันซึมซาบไป คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม ถ้าเราไม่ฝึกไม่บังคับ จิตก็จะไปตามตัณหาไปตามผัสสะไปตามขันธ์ 5 คือ อยู่ฝั่งที่เป็นทุกข์กับสมุทัย แต่ถ้าฝึกจิตด้วยมรรค จิตจะได้รับการรักษา จึงเป็นประโยชน์ใหญ่เมื่อเข้าสมาธิได้ควรเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตนี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าเห็นอย่างนี้ คือ การเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีปัจจัย คือ นิพพาน นิพพานมี 2 ฝั่ง คือ ฝั่งที่เหนือสมมติ กับฝั่งที่ยังมีสมมติอยู่ นี้จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ จิตฝึกยากแต่คุ้มต้องพยายาม </p><p>Q: อยากทราบวิธีฝึกจิตเพื่อรับมือกับสถานการณ์A: ถ้ายังไม่สามารถเห็นจิต ก็ให้เห็นความปรุงแต่งของจิต จะฝึกจิตได้ต้องรู้จักแยกแยะ เป็นยามที่ฉลาด จุดที่จะทำให้แยกแยะได้ คือ สติ มีสติแล้วก็ทำสมาธิให้เกิดมี ด้วยจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว จะรักษาจิตได้ ไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 จะระงับอยู่ภายใน จะมีปัญญาแก้ไขปัญหาต่อไป</p><p>Q: คนที่โกงกินต้องไปนรกแน่นอนหรือไม่A: ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาล หรือพระเจ้าอาชาตศัตรู ทำความดีเอาน้ำ คือ บุญ ล้างความเค็ม คือ ความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาทวางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รัก…เพื่อพัฒนา (6401-7q)</title>
			<itunes:title>รัก…เพื่อพัฒนา (6401-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4527b978-de7c-49a0-b1bd-acab0145d6a5/media.mp3" length="27037671" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4527b978-de7c-49a0-b1bd-acab0145d6a5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdq4fbXssMLh54Yb5mfrxuD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เสียงนุ่มนวลแต่ทำไมฟังไม่เข้าใจA: การจะฟังธรรมให้รู้เรื่อง ควรฟังแยกเป็นสองส่วน คือ เหตุและผล การฟังแบบนี้เป็นการเพิ่มบุญวาสนาในส่วนของปัญญา และจิตอย่าไปอยู่ที่ผู้พูด ให้อยู่กับการรับรู้ทางเสียง ฟังแล้วต้องปฏิบัติสมาธิด้วย </p><p>Q: มนาโป โหติ ขันติโก แปลว่าอะไรA: แปลว่า"ผู้มีความอดทนย่อมเป็นที่ชอบใจ (ของคนอื่น)" ไม่ใช่พุทธพจน์ เป็นภาษาบาลีที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนนิพนธ์ไว้ โดยอ้างอิงมาจากพุทธสุภาษิต ความอดทนนั้นอยู่ที่ใจ เมื่อมีแล้วจะทำให้เข้าสมาธิได้ง่าย ขันติโสรัจจะเป็นความงดงามในธรรมวินัยนี้ และความเป็นที่ชอบใจของคนอื่นควรมีคุณสมบัติ 5 ประการ ผู้ที่น่ารักควรมีคุณธรม 8 อย่าง การมีขันติตลอดเวลาจะเป็นมงคลต่อตัวเรา ดั่งเช่นที่ท้าวสักกะอดทน อดทนเพราะมีปัญญา</p><p>Q: 15 ค่ำ เดือน 6 มีอยู่ในพุทพจน์หรือไม่A: ในพุทธพจน์ไม่มี มีแต่ในคัมภีร์พุทธวงศ์</p><p>Q: เมื่อคนรักมุ่งมั่นปฏิบัติธรรม เราควรทำอย่างไร เลิกหรือไปต่อA: เมื่อคนปฏิบัติธรรมกิเลสจะลดลงเครื่องเศร้าหมองลดลง ความต้องการให้ตอบแทนแบบหนุ่มสาวจะลดลง ความรักไม่ได้ลดลง แต่ความเศร้าหมองของความรักมันลดลงไป เหลือแต่ความรักที่บริสุทธิ์ จึงทำให้มีความไม่ตรงกันไม่พอดีกัน ถ้ากิเลสเราลดลงเราจะเข้าใจได้ ที่ยังไม่เห็น เพราะยังไม่เห็นโทษของกาม อานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม และความสุขที่เกิดจากฌานสมาธิ ใคร่ครวญให้มาก อย่าเห็นแก่ความหวือหวาแต่ให้พิจารณาจากอันตรายและความคุ้มค่า[14:04]ผู้มีความอดทนย่อมเป็นที่ชอบใจการปฏิบัติเพื่อไปนิพพานนั้นดี เมื่อคบคนดีแล้วไม่ควรเลิก ให้รักษาไว้แล้วพัฒนาตัวเองตามให้ทัน อย่าไปตามกิเลส ให้รักษากันดูแลกันไปตามศีลตามมรรคจะมีความก้าวหน้าละเอียดยิ่งขึ้นได้ เราเปลี่ยนตัวเราเองให้ดีขึ้นเป็นสิ่งดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เสียงนุ่มนวลแต่ทำไมฟังไม่เข้าใจA: การจะฟังธรรมให้รู้เรื่อง ควรฟังแยกเป็นสองส่วน คือ เหตุและผล การฟังแบบนี้เป็นการเพิ่มบุญวาสนาในส่วนของปัญญา และจิตอย่าไปอยู่ที่ผู้พูด ให้อยู่กับการรับรู้ทางเสียง ฟังแล้วต้องปฏิบัติสมาธิด้วย </p><p>Q: มนาโป โหติ ขันติโก แปลว่าอะไรA: แปลว่า"ผู้มีความอดทนย่อมเป็นที่ชอบใจ (ของคนอื่น)" ไม่ใช่พุทธพจน์ เป็นภาษาบาลีที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนนิพนธ์ไว้ โดยอ้างอิงมาจากพุทธสุภาษิต ความอดทนนั้นอยู่ที่ใจ เมื่อมีแล้วจะทำให้เข้าสมาธิได้ง่าย ขันติโสรัจจะเป็นความงดงามในธรรมวินัยนี้ และความเป็นที่ชอบใจของคนอื่นควรมีคุณสมบัติ 5 ประการ ผู้ที่น่ารักควรมีคุณธรม 8 อย่าง การมีขันติตลอดเวลาจะเป็นมงคลต่อตัวเรา ดั่งเช่นที่ท้าวสักกะอดทน อดทนเพราะมีปัญญา</p><p>Q: 15 ค่ำ เดือน 6 มีอยู่ในพุทพจน์หรือไม่A: ในพุทธพจน์ไม่มี มีแต่ในคัมภีร์พุทธวงศ์</p><p>Q: เมื่อคนรักมุ่งมั่นปฏิบัติธรรม เราควรทำอย่างไร เลิกหรือไปต่อA: เมื่อคนปฏิบัติธรรมกิเลสจะลดลงเครื่องเศร้าหมองลดลง ความต้องการให้ตอบแทนแบบหนุ่มสาวจะลดลง ความรักไม่ได้ลดลง แต่ความเศร้าหมองของความรักมันลดลงไป เหลือแต่ความรักที่บริสุทธิ์ จึงทำให้มีความไม่ตรงกันไม่พอดีกัน ถ้ากิเลสเราลดลงเราจะเข้าใจได้ ที่ยังไม่เห็น เพราะยังไม่เห็นโทษของกาม อานิสงส์ของการหลีกออกจากกาม และความสุขที่เกิดจากฌานสมาธิ ใคร่ครวญให้มาก อย่าเห็นแก่ความหวือหวาแต่ให้พิจารณาจากอันตรายและความคุ้มค่า[14:04]ผู้มีความอดทนย่อมเป็นที่ชอบใจการปฏิบัติเพื่อไปนิพพานนั้นดี เมื่อคบคนดีแล้วไม่ควรเลิก ให้รักษาไว้แล้วพัฒนาตัวเองตามให้ทัน อย่าไปตามกิเลส ให้รักษากันดูแลกันไปตามศีลตามมรรคจะมีความก้าวหน้าละเอียดยิ่งขึ้นได้ เราเปลี่ยนตัวเราเองให้ดีขึ้นเป็นสิ่งดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นิโรธสู่นิพพาน (6353-7q)</title>
			<itunes:title>นิโรธสู่นิพพาน (6353-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Jan 2021 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:53</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/373c1b12-2fe2-4a20-9b1b-aca40147ba4c/media.mp3" length="26846051" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">373c1b12-2fe2-4a20-9b1b-aca40147ba4c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdUAgF30h8CDsgHQMoo436E]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: นิโรธในอริยสัจ 4 คือ นิพพานใช่หรือไม่A: นิโรธ คือ ความดับ อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง ในปฏิจจสมุปบาทท่านแบ่งเป็นสองส่วน คือ ในส่วนของการเกิด คือ ทุกข์กับสมุทัย และส่วนของการดับ คือ นิโรธกับมรรค นิพพานในนิโรธเป็นนิพพานที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัยนั่น คือ มรรค ถ้าเหตุปัจจัยดับความดับนั้นความพ้นนั้นสภาวะนั้นก็หมดไป ยังกลับกำเริบได้ หรือที่เรียกว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เมื่อใดที่ทำไป ๆ จะมีนิพพานชนิดที่ไม่กลับกำเริบ เป็นความพ้นที่มีนิพพานเป็นที่ไปสู่ นิพพานที่เหนือเหตุเหนือปัจจัย</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างสังโยชน์เพื่ออุบัติกับเพื่อไปเกิดในภพA: อุบัติ คือ การเกิด ภพ คือ ความเป็นสภาวะ สังโยชน์อันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมของการเกิด หรือมองจากภพที่ไปเกิด </p><p>Q: สร้างโกศธาตุในทะเลสมควรหรือไม่ A: เมื่อตายไปแล้วก็เป็นเรื่องของคนเป็น ร่างก็เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ควรทำ คือ ทำความดีก่อนตาย ความไม่ประมาท คือ การทำกายวาจาใจให้เป็นสุจริตอันนี้จะเป็นหลักประกันได้</p><p>Q: ผิดศีล ชอบติเตียน เป็นการดลใจของมารใช่หรือไม่ และจะขอตั้งสรณะใหม่A: ความสัมพันธ์ชู้สาวเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เมื่อปิดบังแล้วความชั่วจะเจริญ แต่ถ้าเปิดเผยออกมาความชั่วจะถูกลดทอนลงความดีจะเพิ่มขึ้น การที่เปิดเผยนั่น คือ การมีหิริโอตัปปะแล้ว ผิดศีลจึงทำให้ร้อนใจหรือการติเตียนคนก็ทำให้ศีล 7 ในข้อสัมมาวาจาบกพร่อง ทำให้การนั่งสมาธิจึงเป็นไปได้ยาก การตั้งสรณะใหม่จะช่วยได้ การเปิดเผยเป็นความดีแต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ต้องลงมือทำจริงทางกายวาจาใจ ส่วนการดลใจ หรือเชิญชวนมีอิทธิพลมากน้อยไม่เท่ากัน เขาแค่กระซิบแต่คนลงมือทำจริง คือ ตัวเรา เมื่อตกลงทำดีจะเจอแบบทดสอบในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: นิโรธในอริยสัจ 4 คือ นิพพานใช่หรือไม่A: นิโรธ คือ ความดับ อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง ในปฏิจจสมุปบาทท่านแบ่งเป็นสองส่วน คือ ในส่วนของการเกิด คือ ทุกข์กับสมุทัย และส่วนของการดับ คือ นิโรธกับมรรค นิพพานในนิโรธเป็นนิพพานที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัยนั่น คือ มรรค ถ้าเหตุปัจจัยดับความดับนั้นความพ้นนั้นสภาวะนั้นก็หมดไป ยังกลับกำเริบได้ หรือที่เรียกว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เมื่อใดที่ทำไป ๆ จะมีนิพพานชนิดที่ไม่กลับกำเริบ เป็นความพ้นที่มีนิพพานเป็นที่ไปสู่ นิพพานที่เหนือเหตุเหนือปัจจัย</p><p>Q: ความแตกต่างระหว่างสังโยชน์เพื่ออุบัติกับเพื่อไปเกิดในภพA: อุบัติ คือ การเกิด ภพ คือ ความเป็นสภาวะ สังโยชน์อันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมของการเกิด หรือมองจากภพที่ไปเกิด </p><p>Q: สร้างโกศธาตุในทะเลสมควรหรือไม่ A: เมื่อตายไปแล้วก็เป็นเรื่องของคนเป็น ร่างก็เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ควรทำ คือ ทำความดีก่อนตาย ความไม่ประมาท คือ การทำกายวาจาใจให้เป็นสุจริตอันนี้จะเป็นหลักประกันได้</p><p>Q: ผิดศีล ชอบติเตียน เป็นการดลใจของมารใช่หรือไม่ และจะขอตั้งสรณะใหม่A: ความสัมพันธ์ชู้สาวเป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เมื่อปิดบังแล้วความชั่วจะเจริญ แต่ถ้าเปิดเผยออกมาความชั่วจะถูกลดทอนลงความดีจะเพิ่มขึ้น การที่เปิดเผยนั่น คือ การมีหิริโอตัปปะแล้ว ผิดศีลจึงทำให้ร้อนใจหรือการติเตียนคนก็ทำให้ศีล 7 ในข้อสัมมาวาจาบกพร่อง ทำให้การนั่งสมาธิจึงเป็นไปได้ยาก การตั้งสรณะใหม่จะช่วยได้ การเปิดเผยเป็นความดีแต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ต้องลงมือทำจริงทางกายวาจาใจ ส่วนการดลใจ หรือเชิญชวนมีอิทธิพลมากน้อยไม่เท่ากัน เขาแค่กระซิบแต่คนลงมือทำจริง คือ ตัวเรา เมื่อตกลงทำดีจะเจอแบบทดสอบในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าใจอริยสัจด้วยศรัทธา (6352-7q)</title>
			<itunes:title>เข้าใจอริยสัจด้วยศรัทธา (6352-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/2961b766-95b1-4249-9b12-ac9700ebbe35/media.mp3" length="28054114" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2961b766-95b1-4249-9b12-ac9700ebbe35</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcQTt00CBQ77/QDwFefEVmu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: การรู้อริยสัจ 4 ดับอวิชชาได้อย่างไร A: คำตอบของคำถามนี้คือ ให้หยุดคิดก่อน เพราะปัญญาเกินกำลังของสติทำให้ฟุ้งซ่าน ให้ใช้ปัญญานั้นไปในทางเพิ่มศรัทธาในพุทธธัมสงฆ์ เมื่อมั่นใจแล้วจะทำให้มีกำลังความเพียรกำลังสติเพิ่มขึ้น ทำให้จิตรวมลงเป็นสมาธิจะงัดต่อมสงสัยได้ </p><p>Q: ทำไมต้องขันธ์ 5 ไม่ใช่ขันธ์ 6A: ขันธ์ 5 เป็นการบัญญัติของพระพุทธเจ้าจิตสามารถเข้าไปยึดถือ 5 อย่างนี้ได้หมด ขันธ์ 5 อยู่ในกองทุกข์ของอริยสัจ 4 ลักษณะที่เกิดทุกข์เพราะอาศัยขันธ์ 5 และตัณหามันจึงเป็นทุกข์ ทำกิจในแต่ละขั้นในอริยสัจให้ถูก เมื่อปฏิบัติตามมรรคแปดจะเข้าใจทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธได้ ปฏิบัติตามมรรคด้วยศรัทธาด้วยความเพียรเต็มที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้</p><p>Q: คำว่า พระอรหันต์หมดอุปาทาน ท่านตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท ทำไมท่านยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ได้?A: ท่านหมายถึงตัณหาดับไป พอตัณหาดับหมด วิญญาณที่จะมาเป็นทุกข์ไม่มี เพราะว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน อุปาทานนี้ไม่เกิดที่ไหนนอกจากขันธ์ 5 พอตัณหาดับ อุปาทานก็ดับ พออุปาทานดับก็ไม่เกิดความยึดถือในขันธ์ อุปาทานในขันธ์ 5 ดับไป ขันธ์นั้นไม่มาเป็นทุกข์อีก ท่านจึงเรียกว่าดับทุกข์ได้ แต่ขันธ์ 5 ก็ยังดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัยของมัน</p><p>Q: สัตตานังคืออะไร และเป็นขันธ์ 6 ได้หรือไม่A: มีความหมาย 2 นัยยะ คือ สัตว์โลก และความสามารถที่จะเข้าไปยึดถือได้ ในที่นี้คือความหมายที่ 2 ไม่ได้มีความหมายว่ามีสัตว์ในขันธ์ 5 </p><p>Q: คนเราหยุดคิดได้หรือไม่ A: สัตว์ยังฝึกได้ จิตคนเราก็เช่นกัน จะให้คิดหรือไม่คิดก็ย่อมได้ เมื่อทำได้จะเป็นคนที่มีอำนาจเหนือจิตอยู่ที่การฝึกทำให้ชำนาญ จิตที่มีสติจะได้รับการหุ้มห่อ ในชีวิตทำได้ดูพระพุทธเจ้าสามารถเทศนาได้แม้อยู่ในฌาน 4 หรือเมื่อเราเข้าสมาธิความคิดมีอยู่แต่ไม่มากวนกัน </p><p>Q: โสดาบัน 24 คืออะไรA: ในพุทธพจน์มี 3 แต่ในอรรถคาถามาแบ่งเพิ่มตามปฏิปทา 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: การรู้อริยสัจ 4 ดับอวิชชาได้อย่างไร A: คำตอบของคำถามนี้คือ ให้หยุดคิดก่อน เพราะปัญญาเกินกำลังของสติทำให้ฟุ้งซ่าน ให้ใช้ปัญญานั้นไปในทางเพิ่มศรัทธาในพุทธธัมสงฆ์ เมื่อมั่นใจแล้วจะทำให้มีกำลังความเพียรกำลังสติเพิ่มขึ้น ทำให้จิตรวมลงเป็นสมาธิจะงัดต่อมสงสัยได้ </p><p>Q: ทำไมต้องขันธ์ 5 ไม่ใช่ขันธ์ 6A: ขันธ์ 5 เป็นการบัญญัติของพระพุทธเจ้าจิตสามารถเข้าไปยึดถือ 5 อย่างนี้ได้หมด ขันธ์ 5 อยู่ในกองทุกข์ของอริยสัจ 4 ลักษณะที่เกิดทุกข์เพราะอาศัยขันธ์ 5 และตัณหามันจึงเป็นทุกข์ ทำกิจในแต่ละขั้นในอริยสัจให้ถูก เมื่อปฏิบัติตามมรรคแปดจะเข้าใจทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธได้ ปฏิบัติตามมรรคด้วยศรัทธาด้วยความเพียรเต็มที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้</p><p>Q: คำว่า พระอรหันต์หมดอุปาทาน ท่านตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท ทำไมท่านยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ได้?A: ท่านหมายถึงตัณหาดับไป พอตัณหาดับหมด วิญญาณที่จะมาเป็นทุกข์ไม่มี เพราะว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน อุปาทานนี้ไม่เกิดที่ไหนนอกจากขันธ์ 5 พอตัณหาดับ อุปาทานก็ดับ พออุปาทานดับก็ไม่เกิดความยึดถือในขันธ์ อุปาทานในขันธ์ 5 ดับไป ขันธ์นั้นไม่มาเป็นทุกข์อีก ท่านจึงเรียกว่าดับทุกข์ได้ แต่ขันธ์ 5 ก็ยังดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัยของมัน</p><p>Q: สัตตานังคืออะไร และเป็นขันธ์ 6 ได้หรือไม่A: มีความหมาย 2 นัยยะ คือ สัตว์โลก และความสามารถที่จะเข้าไปยึดถือได้ ในที่นี้คือความหมายที่ 2 ไม่ได้มีความหมายว่ามีสัตว์ในขันธ์ 5 </p><p>Q: คนเราหยุดคิดได้หรือไม่ A: สัตว์ยังฝึกได้ จิตคนเราก็เช่นกัน จะให้คิดหรือไม่คิดก็ย่อมได้ เมื่อทำได้จะเป็นคนที่มีอำนาจเหนือจิตอยู่ที่การฝึกทำให้ชำนาญ จิตที่มีสติจะได้รับการหุ้มห่อ ในชีวิตทำได้ดูพระพุทธเจ้าสามารถเทศนาได้แม้อยู่ในฌาน 4 หรือเมื่อเราเข้าสมาธิความคิดมีอยู่แต่ไม่มากวนกัน </p><p>Q: โสดาบัน 24 คืออะไรA: ในพุทธพจน์มี 3 แต่ในอรรถคาถามาแบ่งเพิ่มตามปฏิปทา 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จุ่มแหแห่งธรรม (6351-7q)</title>
			<itunes:title>จุ่มแหแห่งธรรม (6351-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1ab6ae07-0ea3-47be-9805-ac92017ff336/media.mp3" length="26042312" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1ab6ae07-0ea3-47be-9805-ac92017ff336</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcgBA13StVUIQCM7jkWvX8L]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเท่านั้นหรือจึงจะพ้นจากวัฏสงสาร</p><p>A: สัมมาสัมพุทโธมีความสามารถในการสอนที่เมื่อปฏิบัติตาม อินทรีย์เต็มจะบรรลุตามเป็นอนุพุทโธได้</p><p>Q: การปฏิบัติของหลวงปู่ทวด</p><p>A: ภิกษุทุกรูปปฏิบัติตามคำสอน บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ที่เมื่อปฏิบัติตามมรรค 8 จะไม่หลงแน่นอน ประเด็นคือขอให้ทำ</p><p>Q: ฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p><p>A: มาจากเหตุที่สร้างไว้ ทำดีเวลาไหนเวลานั้นฤกษ์ดี</p><p>Q: เหตุที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 </p><p>A: ทุกอย่างมีเหตุมีเงื่อนไขมีปัจจัย คือคุณทำดีไว้ก่อนแล้ว</p><p>Q: ผลของการสาบานทั้ง ๆ ที่ผิด</p><p>A: ไม่จำเป็นต้องสาบาน ถ้าติเตียนตนด้วยตน มีความกลัวความละอายต่อบาป และถ้าปักใจว่าเขาไม่ดีหรือสมน้ำหน้าบาปนั้นจะตกมาที่เรา</p><p>Q: หิริโอตัปปะกับศีลอะไรมาก่อน</p><p>A: ตั้งมั่นในธรรมที่ได้ก่อน ซึ่งธรรมะทั้งหมดเข้ากันได้เหมือนจุ่มแห</p><p>Q: คุณธรรมทางด่วนที่ช่วยได้อยู่หมัด</p><p>A: สติปัฏฐานสี่ในอนุสติ 10 เป็นคุณธรรมที่เป็นทางเอกทางเดียวที่เมื่อสติมีกำลัง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเท่านั้นหรือจึงจะพ้นจากวัฏสงสาร</p><p>A: สัมมาสัมพุทโธมีความสามารถในการสอนที่เมื่อปฏิบัติตาม อินทรีย์เต็มจะบรรลุตามเป็นอนุพุทโธได้</p><p>Q: การปฏิบัติของหลวงปู่ทวด</p><p>A: ภิกษุทุกรูปปฏิบัติตามคำสอน บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ที่เมื่อปฏิบัติตามมรรค 8 จะไม่หลงแน่นอน ประเด็นคือขอให้ทำ</p><p>Q: ฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p><p>A: มาจากเหตุที่สร้างไว้ ทำดีเวลาไหนเวลานั้นฤกษ์ดี</p><p>Q: เหตุที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 </p><p>A: ทุกอย่างมีเหตุมีเงื่อนไขมีปัจจัย คือคุณทำดีไว้ก่อนแล้ว</p><p>Q: ผลของการสาบานทั้ง ๆ ที่ผิด</p><p>A: ไม่จำเป็นต้องสาบาน ถ้าติเตียนตนด้วยตน มีความกลัวความละอายต่อบาป และถ้าปักใจว่าเขาไม่ดีหรือสมน้ำหน้าบาปนั้นจะตกมาที่เรา</p><p>Q: หิริโอตัปปะกับศีลอะไรมาก่อน</p><p>A: ตั้งมั่นในธรรมที่ได้ก่อน ซึ่งธรรมะทั้งหมดเข้ากันได้เหมือนจุ่มแห</p><p>Q: คุณธรรมทางด่วนที่ช่วยได้อยู่หมัด</p><p>A: สติปัฏฐานสี่ในอนุสติ 10 เป็นคุณธรรมที่เป็นทางเอกทางเดียวที่เมื่อสติมีกำลัง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>น้อยหรือมากอยู่ที่ใจ (6350-7q)</title>
			<itunes:title>น้อยหรือมากอยู่ที่ใจ (6350-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/cec062e4-ad6b-4ed9-82e0-ac8c00e60e3a/media.mp3" length="26457745" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">cec062e4-ad6b-4ed9-82e0-ac8c00e60e3a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf8+La/DUtHUQB78H38tImZ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ทำทานด้วยอาหารจะได้ผลน้อยกว่าสร้างวิหารหรือไม่A: ทานที่มีองค์ประกอบครบทั้งผู้ให้และผู้รับย่อมมีผลมาก อานิสงส์ก็ไล่มาตามลำดับจากทานศีลภาวนา ทุกข์อยู่ที่ใจการกระทำทางใจจึงให้ผลมากกว่าลดทุกข์ได้มากกว่า แต่แม้อาหารจะดูน้อยถ้าขณะ หลัง ระหว่างให้ตั้งจิตไว้ดี นั่นก็เป็นการกระทำทางใจที่ย่อมให้ผลมากได้เช่นกัน ใจจะไม่ลำเค็ญแม้เป็นคนเข็ญใจถ้ามีอริยทรัพย์ 7</p><p>Q: เสียงมากระทบขณะทำสมาธิควรทำอย่างไรA: ที่สำคัญ คือ จิตตวิเวก แม้กายจะวิเวกหรือไม่ก็ตาม ฝึกมาก ๆ อย่าบ่นให้อดทน ความอดทนจะทำให้ข้ามไปได้ เพราะในอดทนมีความเพียรมีปัญญา</p><p>Q: พิจารณากายแบบไหนดีA: จุดประสงค์ของการพิจารณากาย คือ ให้เห็นตามเป็นจริงเพื่อให้ปล่อยวางได้ ติดตรงไหนให้พิจารณาอันนั้น สุตะสั่งสมไว้หลายแบบได้ดีแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญด้วย ข้อควรระวังของการพิจารณากายก็คือให้ปล่อยวางไม่ใช่เพื่อทำลาย</p><p>Q: ออกจากสมาธิอย่างไรจึงจะถูกA: สมาธิไม่ควรออก แต่มีการเคลื่อนไปมาในฌานทั้ง 4 ได้ แต่ถ้ามีการออกโดยการตกใจ หรือตื่นเต้นออกมาอยู่ในแดนลบก็สามารถกู้คืนได้โดยฝึกทำเรื่อย ๆ และให้มั่นใจในพุทธธัมสงฆ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ทำทานด้วยอาหารจะได้ผลน้อยกว่าสร้างวิหารหรือไม่A: ทานที่มีองค์ประกอบครบทั้งผู้ให้และผู้รับย่อมมีผลมาก อานิสงส์ก็ไล่มาตามลำดับจากทานศีลภาวนา ทุกข์อยู่ที่ใจการกระทำทางใจจึงให้ผลมากกว่าลดทุกข์ได้มากกว่า แต่แม้อาหารจะดูน้อยถ้าขณะ หลัง ระหว่างให้ตั้งจิตไว้ดี นั่นก็เป็นการกระทำทางใจที่ย่อมให้ผลมากได้เช่นกัน ใจจะไม่ลำเค็ญแม้เป็นคนเข็ญใจถ้ามีอริยทรัพย์ 7</p><p>Q: เสียงมากระทบขณะทำสมาธิควรทำอย่างไรA: ที่สำคัญ คือ จิตตวิเวก แม้กายจะวิเวกหรือไม่ก็ตาม ฝึกมาก ๆ อย่าบ่นให้อดทน ความอดทนจะทำให้ข้ามไปได้ เพราะในอดทนมีความเพียรมีปัญญา</p><p>Q: พิจารณากายแบบไหนดีA: จุดประสงค์ของการพิจารณากาย คือ ให้เห็นตามเป็นจริงเพื่อให้ปล่อยวางได้ ติดตรงไหนให้พิจารณาอันนั้น สุตะสั่งสมไว้หลายแบบได้ดีแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญด้วย ข้อควรระวังของการพิจารณากายก็คือให้ปล่อยวางไม่ใช่เพื่อทำลาย</p><p>Q: ออกจากสมาธิอย่างไรจึงจะถูกA: สมาธิไม่ควรออก แต่มีการเคลื่อนไปมาในฌานทั้ง 4 ได้ แต่ถ้ามีการออกโดยการตกใจ หรือตื่นเต้นออกมาอยู่ในแดนลบก็สามารถกู้คืนได้โดยฝึกทำเรื่อย ๆ และให้มั่นใจในพุทธธัมสงฆ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6349-7q]</title>
			<itunes:title>เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6349-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Dec 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b294e646-9c6b-409c-944c-ac8700d85033/media.mp3" length="26910105" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b294e646-9c6b-409c-944c-ac8700d85033</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609743f8ced00103c55e9</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55e9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcGkSxwZzByVUxzdMdJ33sB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>63</itunes:season>
			<itunes:episode>49</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55e9.jpg"/>
			<description><![CDATA[พยายามทำความดียังไงก็ตาม ก็ยังเจอปัญหาเศรษฐกิจ เจอปัญหานั่นเจอปัญหานี่โรคภัยไข้เจ็บก็เจออยู่ แต่ก็ยังคงทำความดีอยู่ตลอด ๆ ตอนสุดท้ายคุณอาจจะแบบไม่ได้มีความสุขก็ได้ แต่เรารู้ว่าในจิตใจเรา…กำไร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[พยายามทำความดียังไงก็ตาม ก็ยังเจอปัญหาเศรษฐกิจ เจอปัญหานั่นเจอปัญหานี่โรคภัยไข้เจ็บก็เจออยู่ แต่ก็ยังคงทำความดีอยู่ตลอด ๆ ตอนสุดท้ายคุณอาจจะแบบไม่ได้มีความสุขก็ได้ แต่เรารู้ว่าในจิตใจเรา…กำไร<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปุถุชนกับความหวั่นไหว (6348-7q)</title>
			<itunes:title>ปุถุชนกับความหวั่นไหว (6348-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/257655bc-31f9-41f0-b201-ac8100b9e865/media.mp3" length="26665880" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">257655bc-31f9-41f0-b201-ac8100b9e865</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ea</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+medn+1x8cFtBc34nY9Xh4ET]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ea.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"พอจะตายแล้วจะเปลี่ยนแปลงมั้ย เพราะโมหะมันครอบอยู่ โมหะมันหลอกเราว่า ฉันมั่นใจแล้วนะ แต่จริง ๆ แล้วยัง"</p><p>Q: คำถามจากการฟังนิเวสกสูตร สงสัยว่าบุคคลที่เลื่อมใสในพุทธธัมสงฆ์ แต่ศีลยังไม่เต็ม ก็คือปุถุชนทั่วไป?</p><p>A: จากนิเวสกสูตร บุคคลที่เลื่อมใสในพุทธธัมสงฆ์จะไม่ไปนรกในชาติถัดไป แต่ในชาติที่ถัด ๆ ไปไม่แน่อาจไปก็ได้ คือ อยู่ในขั้นมรรคยังไม่ได้ผล มีอยู่ทั่วไป อาจจัดเป็นภาวะก่อนเป็นโสดาบันกล่าวคือวิจิกิจฉา และสักกายทิฏฐิทำได้ มีแต่ศีลที่ยังไม่เต็ม ศีลที่ยังไม่เต็มก็จะทำให้กลับไปกลับมาได้ </p><p>Q: พิจารณากายมีหลายแง่มุม ควรศึกษาทั้งหมดหรือเลือกเพียงหนึ่ง</p><p>A: มีหลายลักษณะให้พิจารณา ตามหลักการคร่าว ๆ พระพุทธเจ้าให้หลักไว้ 2 ประเภท คือ ถ้ามีราคะโทสะโมหะมากควรพิจารณาอสุภะ ถ้ามีราคะโทสะโมหะเบาบางก็ให้เข้าสมาธิไปเป็นสุขาปฏิปทา ควรทำให้ได้หลากหลาย เหมือนการมีอาวุธที่หลากหลายพร้อมหยิบใช้ทำให้ชำนาญ การสั่งสมสุตตะก็คือการมีอาวุธนั่นเอง แต่ถ้าจะสับสนก็ให้ใช้ปฏิปทาอันเป็นที่สบาย คือ การพิจารณาถึงความไม่เที่ยง อนิจจังทุกขังอนัตตา </p><p>Q: ผูกเวรผูกจิตข้ามภพข้ามชาติได้หรือไม่ ยุติได้หรือไม่</p><p>A: การผูกเวรผูกจิตจะมีไม่ได้ในขั้นพรหม บุคคลที่ไปเกิดในขั้นพรหมแต่ยังไม่ได้เป็นอนาคามีก็จะกลับมาเกิดในกามภพได้อีก ทำให้เริ่มวงจรการผูกเวรได้อีกครั้ง วัฏฏะยังไม่ตัด จะยุติการผูกเวรผูกจิตหากันไม่เจอได้แน่นอนก็คือ การปฏิบัติให้ราคะโทสะโมหะสิ้นไป ตัดวงจรได้ แต่วิบากกรรมอาจจะยังคงได้รับอยู่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"พอจะตายแล้วจะเปลี่ยนแปลงมั้ย เพราะโมหะมันครอบอยู่ โมหะมันหลอกเราว่า ฉันมั่นใจแล้วนะ แต่จริง ๆ แล้วยัง"</p><p>Q: คำถามจากการฟังนิเวสกสูตร สงสัยว่าบุคคลที่เลื่อมใสในพุทธธัมสงฆ์ แต่ศีลยังไม่เต็ม ก็คือปุถุชนทั่วไป?</p><p>A: จากนิเวสกสูตร บุคคลที่เลื่อมใสในพุทธธัมสงฆ์จะไม่ไปนรกในชาติถัดไป แต่ในชาติที่ถัด ๆ ไปไม่แน่อาจไปก็ได้ คือ อยู่ในขั้นมรรคยังไม่ได้ผล มีอยู่ทั่วไป อาจจัดเป็นภาวะก่อนเป็นโสดาบันกล่าวคือวิจิกิจฉา และสักกายทิฏฐิทำได้ มีแต่ศีลที่ยังไม่เต็ม ศีลที่ยังไม่เต็มก็จะทำให้กลับไปกลับมาได้ </p><p>Q: พิจารณากายมีหลายแง่มุม ควรศึกษาทั้งหมดหรือเลือกเพียงหนึ่ง</p><p>A: มีหลายลักษณะให้พิจารณา ตามหลักการคร่าว ๆ พระพุทธเจ้าให้หลักไว้ 2 ประเภท คือ ถ้ามีราคะโทสะโมหะมากควรพิจารณาอสุภะ ถ้ามีราคะโทสะโมหะเบาบางก็ให้เข้าสมาธิไปเป็นสุขาปฏิปทา ควรทำให้ได้หลากหลาย เหมือนการมีอาวุธที่หลากหลายพร้อมหยิบใช้ทำให้ชำนาญ การสั่งสมสุตตะก็คือการมีอาวุธนั่นเอง แต่ถ้าจะสับสนก็ให้ใช้ปฏิปทาอันเป็นที่สบาย คือ การพิจารณาถึงความไม่เที่ยง อนิจจังทุกขังอนัตตา </p><p>Q: ผูกเวรผูกจิตข้ามภพข้ามชาติได้หรือไม่ ยุติได้หรือไม่</p><p>A: การผูกเวรผูกจิตจะมีไม่ได้ในขั้นพรหม บุคคลที่ไปเกิดในขั้นพรหมแต่ยังไม่ได้เป็นอนาคามีก็จะกลับมาเกิดในกามภพได้อีก ทำให้เริ่มวงจรการผูกเวรได้อีกครั้ง วัฏฏะยังไม่ตัด จะยุติการผูกเวรผูกจิตหากันไม่เจอได้แน่นอนก็คือ การปฏิบัติให้ราคะโทสะโมหะสิ้นไป ตัดวงจรได้ แต่วิบากกรรมอาจจะยังคงได้รับอยู่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ (6347-7q)</title>
			<itunes:title>ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ (6347-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/5f1919d3-525e-4263-8364-ac7a00d8bd69/media.mp3" length="27478240" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5f1919d3-525e-4263-8364-ac7a00d8bd69</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55eb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfJ+dp6ZIbsWuCYAixIM/98]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55eb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"พอเราปฏิบัติไป ๆ ปัญญาเรามากขึ้น บางทีรู้สึกว่าศรัทธาเรามันอ่อน ไม่ได้เป็น next level เหมือนอยู่กับที่ เพราะงั้นจะให้ไปต่อได้ ศรัทธาจะเป็นตัวที่ก้าวกระโดดขึ้นไปได้ให้เพิ่มไปได้ ถ้าคุณมีปัญญาสูง คุณใช้ปัญญาไปในทางเพิ่มศรัทธาได้ มันปรับกันได้ "</p><p>Q: พราหมณ์ให้ผ้าผืนเดียวแล้วไม่เปลือยหรือ</p><p>A: เป็นเรื่องของเอกสาฏกพราหมณ์ที่สละผ้าคลุมที่มีผืนเดียว ไม่ใช่ผ้านุ่งจึงไม่เปลือย เขาข้ามความตระหนี่หรือความอายไปได้ แสดงว่าต้องเห็นอะไรที่ยิ่งไปกว่า ประเด็นคือ ต่อให้ผ้าผืนนั้นเป็นผืนสุดท้าย แล้วคุณจะให้ได้มั้ย สามารถให้สิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่เรารักเหมือนโพธิสัตว์ได้หรือไม่</p><p>Q: การมีเพื่อนสองมีนัยยะอย่างไร การมีความคิดนึกไปเองใช่เป็นเพื่อนสอง?</p><p>A: ถ้าดูเฉพาะคำศัพท์ก็เป็นไปในทางดี เช่น กัลยาณมิตร แต่ถ้าดูจากบริบทที่พระพุทธเจ้าสอนภิกษุ เพื่อนสอง คือ ตัณหา ส่วนการคิดนึกอาจจะไม่ใช่ตัณหา ความคิดเป็นวิตกวิจารณ์ แต่อุปาทานในความคิดนั้นต่างหาก คือ ตัณหา</p><p>Q: ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ อะไรมาก่อนกัน</p><p>A: อยู่ที่เป็นประเภทไหน ถ้าเป็นสัทธาวิมุต สัทธานุสารี อันนี้ศรัทธามาก่อน ถ้าเป็นกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ หรือธัมมานุสารี อันนี้สัมมาทิฏฐิมาก่อน ทั้งนี้ต้องมีทั้งสองอย่างประกอบกันจึงจะไม่หลุดจากทาง เพราะถ้าศรัทธามากกว่าปัญญาจะกลายเป็นงมงายยึดติด ถ้าปัญญามากกว่าสติมากกว่าศรัทธาก็จะกลายเป็นยกตนข่มท่านตีตัวเสมอท่าน ให้ปรับให้ดีจะทำให้อินทรีย์แก่กล้าบรรลุธรรมได้ ในอริยมรรคพระพุทธเจ้าจะให้สัมมาทิฏฐินำ แต่ในไตรสิกขาจะให้ศีลที่มาจากศรัทธานำ เป็นการยากที่จะพยากรณ์ว่าบุคคลประเภทไหนดีกว่ากัน </p><p>Q: เจริญฉันทะอย่างไรไม่ให้ burn out</p><p>A: คนที่ burn out มีทั้งเพียรย่อหย่อน และที่มากเกินพอดี การเจริญอิทธิบาทสี่ต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่ง อาศัยสมาธิ และธรรมทั้งสี่เป็นประธานกิจ สมาธิจะเป็นตัวปรับเป็นอาหารหล่อเลี้ยงทำให้รักษาสิ่งที่ได้แล้วไว้อยู่ได้ </p><p>Q: ตั้งทิฏฐิไว้ต่างกันก็มีที่มาต่างกันจริงหรือ และสามารถปรับเปลี่ยนทิฏฐิเดิมได้หรือไม่</p><p>A: ความปรารถนาทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ที่ทำมาตอนนี้ดีอยู่แล้ว ต่อให้รู้หรือไม่รู้ทิฏฐิที่ตั้งไว้แต่เดิม ก็ควรเดินตามมรรค ฝึกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>Q: การรับมือ fake news ตามแบบพุทธะ</p><p>A: ไม่ว่าจะเป็น news หรือ fake news ก็ควรรับมือด้วยโยนิโสมนสิการ จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องเริ่มด้วยสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"พอเราปฏิบัติไป ๆ ปัญญาเรามากขึ้น บางทีรู้สึกว่าศรัทธาเรามันอ่อน ไม่ได้เป็น next level เหมือนอยู่กับที่ เพราะงั้นจะให้ไปต่อได้ ศรัทธาจะเป็นตัวที่ก้าวกระโดดขึ้นไปได้ให้เพิ่มไปได้ ถ้าคุณมีปัญญาสูง คุณใช้ปัญญาไปในทางเพิ่มศรัทธาได้ มันปรับกันได้ "</p><p>Q: พราหมณ์ให้ผ้าผืนเดียวแล้วไม่เปลือยหรือ</p><p>A: เป็นเรื่องของเอกสาฏกพราหมณ์ที่สละผ้าคลุมที่มีผืนเดียว ไม่ใช่ผ้านุ่งจึงไม่เปลือย เขาข้ามความตระหนี่หรือความอายไปได้ แสดงว่าต้องเห็นอะไรที่ยิ่งไปกว่า ประเด็นคือ ต่อให้ผ้าผืนนั้นเป็นผืนสุดท้าย แล้วคุณจะให้ได้มั้ย สามารถให้สิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่เรารักเหมือนโพธิสัตว์ได้หรือไม่</p><p>Q: การมีเพื่อนสองมีนัยยะอย่างไร การมีความคิดนึกไปเองใช่เป็นเพื่อนสอง?</p><p>A: ถ้าดูเฉพาะคำศัพท์ก็เป็นไปในทางดี เช่น กัลยาณมิตร แต่ถ้าดูจากบริบทที่พระพุทธเจ้าสอนภิกษุ เพื่อนสอง คือ ตัณหา ส่วนการคิดนึกอาจจะไม่ใช่ตัณหา ความคิดเป็นวิตกวิจารณ์ แต่อุปาทานในความคิดนั้นต่างหาก คือ ตัณหา</p><p>Q: ศรัทธากับสัมมาทิฏฐิ อะไรมาก่อนกัน</p><p>A: อยู่ที่เป็นประเภทไหน ถ้าเป็นสัทธาวิมุต สัทธานุสารี อันนี้ศรัทธามาก่อน ถ้าเป็นกายสักขี ทิฏฐิปัตตะ หรือธัมมานุสารี อันนี้สัมมาทิฏฐิมาก่อน ทั้งนี้ต้องมีทั้งสองอย่างประกอบกันจึงจะไม่หลุดจากทาง เพราะถ้าศรัทธามากกว่าปัญญาจะกลายเป็นงมงายยึดติด ถ้าปัญญามากกว่าสติมากกว่าศรัทธาก็จะกลายเป็นยกตนข่มท่านตีตัวเสมอท่าน ให้ปรับให้ดีจะทำให้อินทรีย์แก่กล้าบรรลุธรรมได้ ในอริยมรรคพระพุทธเจ้าจะให้สัมมาทิฏฐินำ แต่ในไตรสิกขาจะให้ศีลที่มาจากศรัทธานำ เป็นการยากที่จะพยากรณ์ว่าบุคคลประเภทไหนดีกว่ากัน </p><p>Q: เจริญฉันทะอย่างไรไม่ให้ burn out</p><p>A: คนที่ burn out มีทั้งเพียรย่อหย่อน และที่มากเกินพอดี การเจริญอิทธิบาทสี่ต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่ง อาศัยสมาธิ และธรรมทั้งสี่เป็นประธานกิจ สมาธิจะเป็นตัวปรับเป็นอาหารหล่อเลี้ยงทำให้รักษาสิ่งที่ได้แล้วไว้อยู่ได้ </p><p>Q: ตั้งทิฏฐิไว้ต่างกันก็มีที่มาต่างกันจริงหรือ และสามารถปรับเปลี่ยนทิฏฐิเดิมได้หรือไม่</p><p>A: ความปรารถนาทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ที่ทำมาตอนนี้ดีอยู่แล้ว ต่อให้รู้หรือไม่รู้ทิฏฐิที่ตั้งไว้แต่เดิม ก็ควรเดินตามมรรค ฝึกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>Q: การรับมือ fake news ตามแบบพุทธะ</p><p>A: ไม่ว่าจะเป็น news หรือ fake news ก็ควรรับมือด้วยโยนิโสมนสิการ จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องเริ่มด้วยสติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาไขโมหะ (6346-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญญาไขโมหะ (6346-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a91a96d7-b866-45a0-9aef-ac6500d4c57f/media.mp3" length="27422053" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a91a96d7-b866-45a0-9aef-ac6500d4c57f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ec</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf2H+gOUGwQVNZU716fOQkN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ec.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ปัญญาจะมากำจัดโมหะได้ ปัญญาเป็นแสงสว่างเหมือนดั่งไฟฉายฉายทางไป คือ การเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบายที่จะไปตามทางนี้"</p><p>Q: ราคะโทสะพอมองออก แต่โมหะมองได้ยาก ควรทำอย่างไร</p><p>A: ราคะโทสะโมหะมาจากตัณหาอวิชชา ที่เมื่อมีแล้วจะทำให้การรับรู้ของเราผิดเพี้ยนไป โมหะ คือ การเห็นไม่ชัดเจนขมุกขมัวเหมือนพยับแดด เป็นกลลวงเป็นของปลอม เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูก จึงสามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่ ปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยงจะกำจัดโมหะได้</p><p>Q: เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ดีกว่ากัน</p><p>A: เทวดาน่าจะดีกว่า เพราะสุขทุกข์ที่ต่างกัน และการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่แสดงต่อเทวดานั้นสั้น ๆ และสวยงามก็สามารถทำให้บรรลุธรรมได้ง่ายเร็วจากศีลปัญญาภาวนาที่มี แต่เป็นมนุษย์ก็อย่าน้อยใจให้มีความเพียรทำเดี๋ยวนี้ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่เกิดเป็นเทวดา ก็เพราะในภพมนุษย์มีความเกิดความแก่ความตายที่เห็นได้ง่ายกว่า และด้วยความเป็นพุทธะที่ต้องช่วยเหลือคนตั้งแต่ระดับที่ช่วยได้ให้ได้มากที่สุด</p><p>Q: ต้องการปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น แต่ป่วยไม่สามารถงดอาหารเย็นได้ ควรทำอย่างไร และสวดมนต์แบบไหนดี</p><p>A: คุณสมบัติของผู้มีปธานิยังคะ สุขภาพไม่ใช่ข้อเดียวยังมีข้ออื่น ๆ อีก เช่น ศรัทธาความเพียรปัญญาที่เป็นทางออก อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าก็มีข้อผ่อนปรนให้เพื่อระงับอาพาธ ส่วนการสวดมนต์ต้องเป็นไปเพื่อให้จำได้และเกิดสมาธิ สวดบทไหนก็ได้ </p><p>Q: ดวงตาเห็นธรรมเป็นอย่างไร</p><p>A: "ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ"  "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว สิ่งนั้นทั้งปวง ก็ต้องดับสลายไปเป็นธรรมดา" เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อบุคคลนั้นเริ่มเกิดดวงตาที่สามแต่อาจจะยังไม่เปิดเต็มที่ คือ อยู่ในขั้นโสดาปัตติผลขึ้นไป ความยากง่ายความสว่างก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำมา ปัญญาสำรอกที่จะทำให้ดวงตาเห็นธรรมคือมรรค 8</p><p>Q: พละ 7 เป็นไฉน</p><p>A: คือ การเอาพละ 5 เดิม (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) มาบวกเพิ่มด้วยหิริและโอตัปปะ พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดไว้ แต่น่าจะเป็นการร้อยเรียงกันมาให้อยู่ในหมวดเดียวกัน พละ 7 ที่ใกล้เคียง คือ ทรงเปรียบไว้กับเมืองที่มีคุณสมบัติ 7 อย่าง </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ปัญญาจะมากำจัดโมหะได้ ปัญญาเป็นแสงสว่างเหมือนดั่งไฟฉายฉายทางไป คือ การเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบายที่จะไปตามทางนี้"</p><p>Q: ราคะโทสะพอมองออก แต่โมหะมองได้ยาก ควรทำอย่างไร</p><p>A: ราคะโทสะโมหะมาจากตัณหาอวิชชา ที่เมื่อมีแล้วจะทำให้การรับรู้ของเราผิดเพี้ยนไป โมหะ คือ การเห็นไม่ชัดเจนขมุกขมัวเหมือนพยับแดด เป็นกลลวงเป็นของปลอม เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูก จึงสามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่ ปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยงจะกำจัดโมหะได้</p><p>Q: เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ดีกว่ากัน</p><p>A: เทวดาน่าจะดีกว่า เพราะสุขทุกข์ที่ต่างกัน และการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่แสดงต่อเทวดานั้นสั้น ๆ และสวยงามก็สามารถทำให้บรรลุธรรมได้ง่ายเร็วจากศีลปัญญาภาวนาที่มี แต่เป็นมนุษย์ก็อย่าน้อยใจให้มีความเพียรทำเดี๋ยวนี้ แล้วทำไมพระพุทธเจ้าไม่เกิดเป็นเทวดา ก็เพราะในภพมนุษย์มีความเกิดความแก่ความตายที่เห็นได้ง่ายกว่า และด้วยความเป็นพุทธะที่ต้องช่วยเหลือคนตั้งแต่ระดับที่ช่วยได้ให้ได้มากที่สุด</p><p>Q: ต้องการปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น แต่ป่วยไม่สามารถงดอาหารเย็นได้ ควรทำอย่างไร และสวดมนต์แบบไหนดี</p><p>A: คุณสมบัติของผู้มีปธานิยังคะ สุขภาพไม่ใช่ข้อเดียวยังมีข้ออื่น ๆ อีก เช่น ศรัทธาความเพียรปัญญาที่เป็นทางออก อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าก็มีข้อผ่อนปรนให้เพื่อระงับอาพาธ ส่วนการสวดมนต์ต้องเป็นไปเพื่อให้จำได้และเกิดสมาธิ สวดบทไหนก็ได้ </p><p>Q: ดวงตาเห็นธรรมเป็นอย่างไร</p><p>A: "ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ"  "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว สิ่งนั้นทั้งปวง ก็ต้องดับสลายไปเป็นธรรมดา" เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อบุคคลนั้นเริ่มเกิดดวงตาที่สามแต่อาจจะยังไม่เปิดเต็มที่ คือ อยู่ในขั้นโสดาปัตติผลขึ้นไป ความยากง่ายความสว่างก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำมา ปัญญาสำรอกที่จะทำให้ดวงตาเห็นธรรมคือมรรค 8</p><p>Q: พละ 7 เป็นไฉน</p><p>A: คือ การเอาพละ 5 เดิม (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) มาบวกเพิ่มด้วยหิริและโอตัปปะ พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดไว้ แต่น่าจะเป็นการร้อยเรียงกันมาให้อยู่ในหมวดเดียวกัน พละ 7 ที่ใกล้เคียง คือ ทรงเปรียบไว้กับเมืองที่มีคุณสมบัติ 7 อย่าง </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ซึมเศร้า ที่ เข้าใจ (6345-7q)</title>
			<itunes:title>ซึมเศร้า ที่ เข้าใจ (6345-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Nov 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1810e90c-1116-4e3a-9792-ac6500d46a21/media.mp3" length="28485880" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1810e90c-1116-4e3a-9792-ac6500d46a21</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ed</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdvosH17+TB85/j6Qzr2RwS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ed.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"…ซึมเศร้าเริ่มมาจากความเสียใจ คนเราถ้ายังมีราคะโทสะโมหะ ยังมีรากของอวิชชาอยู่ มันมีความทุกข์แน่…ต้องมีการทำในใจโดยแยบคาย เห็นในความเป็นของไม่เที่ยงจะละราคะโทสะโมหะไปได้ พอเห็นความไม่เที่ยงก็จะหลุดออกจากอารมณ์นั้นได้"</p><p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วมีภาวะซึมเศร้าเป็นไปได้หรือ ในสมัยพุทธกาลมีหรือไม่ ควรปรับอย่างไร ถ้ารู้แล้วไม่ช่วยจะบาปมั้ย</p><p>A: ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความเสียใจความไม่เข้าใจความไม่แยบคาย ในสมัยพุทธกาลมีอยู่ เช่น ท่านพระวักกลิ ท่านโพธิกะ หรือภิกษุที่พิจารณาอสุภะไม่ถูกวิธี การศึกษาธรรมก็เหมือนการจับงูพิษ ต้องรู้วิธีจับ ในกรณีนี้ต้องมีการทำในใจโดยแยบคาย พิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน ทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ก็จะวางได้ มาปฏิบัติแล้วซึมเศร้าก็อาจเป็นได้ดั่งกรณีของภิกษุที่ยกมา หรือเขาอาจเป็นมาอยู่ก่อนแล้วแล้วไม่มีโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการจะมีได้ก็ด้วยกัลยาณมิตร จิตนี้ฝึกได้ด้วยความเพียรด้วยมรรค 8 ถ้าสามารถช่วยได้ก็จะเป็นกัลยาณมิตรที่มีอุปการะ แต่ถ้าไม่สามารถก็ต้องวางอุเบกขา สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม</p><p>Q: คนที่ฉุนเฉียวง่ายมักเป็นคนที่เคยปฏิบัติธรรม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น</p><p>A: อาจจะเคยมีมาก่อนแล้ว หรือก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นแต่มาเป็น นั่นเป็นเพราะไปยึดถือพอใจในความสงบที่ได้รับตอนปฏิบัติธรรม เมื่อไม่ได้จึงไม่พอใจ ทางแก้ คือ เห็นความเป็นของไม่เที่ยง จะคลายความยึดถือได้</p><p>Q: เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลาต้องรับผิดชอบสูง ทำให้เครียด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ดี เกิดซึมเศร้า ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าความเพียรมากเกินกำลังของสติ ตัณหาหรือความอยากจะออกมาในรูปแบบของความฟุ้งซ่านความเครียด ไม่ต้องลดความเพียรลงแต่ให้เพิ่มสติให้มากขึ้น ค่อย ๆ บ่มอินทรีย์ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"…ซึมเศร้าเริ่มมาจากความเสียใจ คนเราถ้ายังมีราคะโทสะโมหะ ยังมีรากของอวิชชาอยู่ มันมีความทุกข์แน่…ต้องมีการทำในใจโดยแยบคาย เห็นในความเป็นของไม่เที่ยงจะละราคะโทสะโมหะไปได้ พอเห็นความไม่เที่ยงก็จะหลุดออกจากอารมณ์นั้นได้"</p><p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วมีภาวะซึมเศร้าเป็นไปได้หรือ ในสมัยพุทธกาลมีหรือไม่ ควรปรับอย่างไร ถ้ารู้แล้วไม่ช่วยจะบาปมั้ย</p><p>A: ภาวะซึมเศร้าเกิดจากความเสียใจความไม่เข้าใจความไม่แยบคาย ในสมัยพุทธกาลมีอยู่ เช่น ท่านพระวักกลิ ท่านโพธิกะ หรือภิกษุที่พิจารณาอสุภะไม่ถูกวิธี การศึกษาธรรมก็เหมือนการจับงูพิษ ต้องรู้วิธีจับ ในกรณีนี้ต้องมีการทำในใจโดยแยบคาย พิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน ทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ก็จะวางได้ มาปฏิบัติแล้วซึมเศร้าก็อาจเป็นได้ดั่งกรณีของภิกษุที่ยกมา หรือเขาอาจเป็นมาอยู่ก่อนแล้วแล้วไม่มีโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการจะมีได้ก็ด้วยกัลยาณมิตร จิตนี้ฝึกได้ด้วยความเพียรด้วยมรรค 8 ถ้าสามารถช่วยได้ก็จะเป็นกัลยาณมิตรที่มีอุปการะ แต่ถ้าไม่สามารถก็ต้องวางอุเบกขา สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม</p><p>Q: คนที่ฉุนเฉียวง่ายมักเป็นคนที่เคยปฏิบัติธรรม ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น</p><p>A: อาจจะเคยมีมาก่อนแล้ว หรือก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นแต่มาเป็น นั่นเป็นเพราะไปยึดถือพอใจในความสงบที่ได้รับตอนปฏิบัติธรรม เมื่อไม่ได้จึงไม่พอใจ ทางแก้ คือ เห็นความเป็นของไม่เที่ยง จะคลายความยึดถือได้</p><p>Q: เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลาต้องรับผิดชอบสูง ทำให้เครียด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ดี เกิดซึมเศร้า ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าความเพียรมากเกินกำลังของสติ ตัณหาหรือความอยากจะออกมาในรูปแบบของความฟุ้งซ่านความเครียด ไม่ต้องลดความเพียรลงแต่ให้เพิ่มสติให้มากขึ้น ค่อย ๆ บ่มอินทรีย์ </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การดับทุกข์ (6344-7q)</title>
			<itunes:title>การดับทุกข์ (6344-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 31 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e6f361b6-2c40-4d41-8519-ac6500d2d6af/media.mp3" length="26925993" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e6f361b6-2c40-4d41-8519-ac6500d2d6af</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ee</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfgKo/nszS/UTjElSQiFr8q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ee.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"เราต้องละเหตุแห่งทุกข์ จึงจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่ต้องรู้คือรู้เรื่องทุกข์ เข้าใจว่าเหตุของมันคืออะไร รู้แล้วละเหตุของมันให้ได้ จึงจะดับทุกข์ได้"</p><p>Q: ขอทราบประวัติท่านพระราหุล</p><p>A: ที่กล่าวถึงก็จะมีใน 3 พระสูตร และ 2 เรื่องในธรรมบท รายละเอียดสามารถหาฟังเพิ่มเติมใน link ด้านล่าง หรือค้นด้วยคำว่าราหุลใน donhaisok.fm </p><p>Q: การแสดงฤทธิ์เช่นการย่นระยะทางในเกจิอาจารย์มีอยู่จริงหรือ คนเราสามารถทำตามได้หรือไม่</p><p>A: วิชชาแบบนี้มี สามารถทำได้ด้วยกระบวนการคือสมาธิแล้วน้อมไปเพื่ออิทธิวิธีได้ ต้องอาศัยการทุ่มเทการปฏิบัติมาก และต้องมีศรัทธาว่ามีอยู่จริง</p><p>Q: ต้องอาบัติปาราชิกแล้วปกปิดไว้จะขาดจากความเป็นพระตอนไหน และการปาราชิกมีผลถึงทายาทหรือไม่</p><p>A: ขาดจากความเป็นพระตั้งแต่ตอนที่ทำแล้ว เป็นผลเฉพาะบุคคลไม่ส่งผลต่อทายาท ยกเว้นบุคคลที่ปาราชิกได้ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ ถือว่าการบวชนั้นไม่สมบรูณ์ เมื่อรู้แล้วก็ต้องสึกไป</p><p>Q: พระสมัยก่อนไม่ค่อยมีข่าวร้ายขณะเดินธุดงด์ ถือว่าเป็นอานิสงส์บุญบารมีใช่หรือไม่</p><p>A: มีอยู่เพียงแต่อาจไม่ได้รับความสนใจ ส่วนอานิสงส์ทำให้แคล้วคลาดก็เกิดจากการที่มีเมตตา เราอาจจะหลงทางได้ แต่ในใจเราจะไม่หลงด้วยสติ</p><p>Q: เปรตมีอยู่จริงหรือแค่เรื่องเล่าให้กลัว</p><p>A: ในพระไตรปิฏกระบุว่ามีอยู่จริงเป็นหนึ่งในอบายทั้งสี่ เป็นหนึ่งในหลายธีการสอนของพระพุทธเจ้าที่ชี้ให้เห็นถึงโทษ</p><p>Q: ความทุกข์เป็นผลจากอดีตที่ทำไว้ การที่จะแก้ทุกข์ได้ เราต้องรู้สาเหตุแห่งทุกข์ก่อน จึงจะดับทุกข์ได้ เข้าใจแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ และปัญยาเกิดได้สองทางคือโยนิโสมนสิการกับกัลยาณมิตรใช่หรือไม่</p><p>A: ถ้าจะให้ถูกต้องตามบทพยัญชะควรเป็น เราต้องละเหตุแห่งทุกข์ จึงจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่ต้องรู้คือรู้เรื่องทุกข์ เข้าใจว่าเหตุของมันคืออะไร รู้แล้วละเหตุของมันให้ได้ จึงจะดับทุกข์ได้ ส่วนที่เข้าใจว่าความผิดที่เคยทำไว้เป็นความทุกข์ อันนี้ไม่ถูก เพราะถ้าเป็นจริงตามนี้การกระทำที่สุดแห่งทุกข์จะมีไม่ได้ ที่ควรเข้าใจคือกรรมที่เราทำไว้ชั่วก็ตามดีก็ตาม เราย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น จะดับเหตุแห่งทกข์ก็ต้องดับที่ตัณหา และในข้อสุดท้ายที่ว่าปัญญาคือโยนิโสมนสิการกับกัลยาณมิตรนั้น สองอันนี้คือสิ่งเดียวกัน คือ มรรค 8 ทำให้เกิดปัญญาในการรู้อริยสัจ 4</p><p>Q: ถ้าป็นคนเก่งกตัญญูแต่มีอารมณ์ร้อนยังคงชอบสิ่งสวยงามในเพศตรงข้าม เช่นนี้จะสามารถมาปฏิบัติที่วัดได้หรือไม่</p><p>A: คนที่มาวัดแล้วจะไม่ได้อะไรกลับไปคือคนที่เคยทำอนันตริยกรรม ถ้ายังไม่เคยทำก็มาได้ ส่วนจะได้อะไรกลับไปขึ้นอยู่กับศรัทธาและความเพียร ให้เริ่มจากความดีที่เรามีก็จะพัฒนาไปได้ ส่วนการชอบสิ่งสวยงามให้มีสติสัมปชัญญะในการเห็นนั้นและหมั่นพิจารณาอสุภะ</p><p>Q: เมื่อลูกป่วยแล้วเกิดข้อขัดแย้งกันในการรักษา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าเราไม่ชอบแบบไหนก็อย่าทำแบบนั้นกับเขา เมื่อเห็นไม่ตรงกันก็จะเกิดความหวงกั้นตามมา อย่าให้มีตัณหา อย่ามีมิจฉาวาจา ถ้ามีทุกข์แล้วให้เกิดปัญญาจึงจะพ้นทุกข์ได้ ให้มีมรรค 8 ในทุกการกระทำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"เราต้องละเหตุแห่งทุกข์ จึงจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่ต้องรู้คือรู้เรื่องทุกข์ เข้าใจว่าเหตุของมันคืออะไร รู้แล้วละเหตุของมันให้ได้ จึงจะดับทุกข์ได้"</p><p>Q: ขอทราบประวัติท่านพระราหุล</p><p>A: ที่กล่าวถึงก็จะมีใน 3 พระสูตร และ 2 เรื่องในธรรมบท รายละเอียดสามารถหาฟังเพิ่มเติมใน link ด้านล่าง หรือค้นด้วยคำว่าราหุลใน donhaisok.fm </p><p>Q: การแสดงฤทธิ์เช่นการย่นระยะทางในเกจิอาจารย์มีอยู่จริงหรือ คนเราสามารถทำตามได้หรือไม่</p><p>A: วิชชาแบบนี้มี สามารถทำได้ด้วยกระบวนการคือสมาธิแล้วน้อมไปเพื่ออิทธิวิธีได้ ต้องอาศัยการทุ่มเทการปฏิบัติมาก และต้องมีศรัทธาว่ามีอยู่จริง</p><p>Q: ต้องอาบัติปาราชิกแล้วปกปิดไว้จะขาดจากความเป็นพระตอนไหน และการปาราชิกมีผลถึงทายาทหรือไม่</p><p>A: ขาดจากความเป็นพระตั้งแต่ตอนที่ทำแล้ว เป็นผลเฉพาะบุคคลไม่ส่งผลต่อทายาท ยกเว้นบุคคลที่ปาราชิกได้ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ ถือว่าการบวชนั้นไม่สมบรูณ์ เมื่อรู้แล้วก็ต้องสึกไป</p><p>Q: พระสมัยก่อนไม่ค่อยมีข่าวร้ายขณะเดินธุดงด์ ถือว่าเป็นอานิสงส์บุญบารมีใช่หรือไม่</p><p>A: มีอยู่เพียงแต่อาจไม่ได้รับความสนใจ ส่วนอานิสงส์ทำให้แคล้วคลาดก็เกิดจากการที่มีเมตตา เราอาจจะหลงทางได้ แต่ในใจเราจะไม่หลงด้วยสติ</p><p>Q: เปรตมีอยู่จริงหรือแค่เรื่องเล่าให้กลัว</p><p>A: ในพระไตรปิฏกระบุว่ามีอยู่จริงเป็นหนึ่งในอบายทั้งสี่ เป็นหนึ่งในหลายธีการสอนของพระพุทธเจ้าที่ชี้ให้เห็นถึงโทษ</p><p>Q: ความทุกข์เป็นผลจากอดีตที่ทำไว้ การที่จะแก้ทุกข์ได้ เราต้องรู้สาเหตุแห่งทุกข์ก่อน จึงจะดับทุกข์ได้ เข้าใจแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ และปัญยาเกิดได้สองทางคือโยนิโสมนสิการกับกัลยาณมิตรใช่หรือไม่</p><p>A: ถ้าจะให้ถูกต้องตามบทพยัญชะควรเป็น เราต้องละเหตุแห่งทุกข์ จึงจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่รู้สาเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่ต้องรู้คือรู้เรื่องทุกข์ เข้าใจว่าเหตุของมันคืออะไร รู้แล้วละเหตุของมันให้ได้ จึงจะดับทุกข์ได้ ส่วนที่เข้าใจว่าความผิดที่เคยทำไว้เป็นความทุกข์ อันนี้ไม่ถูก เพราะถ้าเป็นจริงตามนี้การกระทำที่สุดแห่งทุกข์จะมีไม่ได้ ที่ควรเข้าใจคือกรรมที่เราทำไว้ชั่วก็ตามดีก็ตาม เราย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น จะดับเหตุแห่งทกข์ก็ต้องดับที่ตัณหา และในข้อสุดท้ายที่ว่าปัญญาคือโยนิโสมนสิการกับกัลยาณมิตรนั้น สองอันนี้คือสิ่งเดียวกัน คือ มรรค 8 ทำให้เกิดปัญญาในการรู้อริยสัจ 4</p><p>Q: ถ้าป็นคนเก่งกตัญญูแต่มีอารมณ์ร้อนยังคงชอบสิ่งสวยงามในเพศตรงข้าม เช่นนี้จะสามารถมาปฏิบัติที่วัดได้หรือไม่</p><p>A: คนที่มาวัดแล้วจะไม่ได้อะไรกลับไปคือคนที่เคยทำอนันตริยกรรม ถ้ายังไม่เคยทำก็มาได้ ส่วนจะได้อะไรกลับไปขึ้นอยู่กับศรัทธาและความเพียร ให้เริ่มจากความดีที่เรามีก็จะพัฒนาไปได้ ส่วนการชอบสิ่งสวยงามให้มีสติสัมปชัญญะในการเห็นนั้นและหมั่นพิจารณาอสุภะ</p><p>Q: เมื่อลูกป่วยแล้วเกิดข้อขัดแย้งกันในการรักษา ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าเราไม่ชอบแบบไหนก็อย่าทำแบบนั้นกับเขา เมื่อเห็นไม่ตรงกันก็จะเกิดความหวงกั้นตามมา อย่าให้มีตัณหา อย่ามีมิจฉาวาจา ถ้ามีทุกข์แล้วให้เกิดปัญญาจึงจะพ้นทุกข์ได้ ให้มีมรรค 8 ในทุกการกระทำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ (6343-7q)</title>
			<itunes:title>ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ (6343-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ccac4cdc-8625-446e-9a19-ac5d00c8edaf/media.mp3" length="26853875" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ccac4cdc-8625-446e-9a19-ac5d00c8edaf</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55ef</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meyLmPJFZdovcdkLr996Bxt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55ef.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>                               …"ถ้ามันยึดถือตรงไหน คุณจะละความยึดถือได้ต้องละตรงนั้น"…</p><p>Q: มีจิตฟุ้งซ่านมักน้อมไปทางอกุศล แล้วส่งผลต่อร่างกาย ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าจิตดื้อมากพยศมากต้องขนาบให้มาก ต้องมีทักษะเหมือนช่างไม้ อาจจะใช้พุทโธเรียกสติ, มองเห็นสิ่งนี้แล้วคิดไม่ดีก็มองสิ่งอื่น, พิจารณาอสุภะของสิ่งนั้น, พิจารณาเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศลดั่งมองเห็นสิวบนหน้า หรือซากศพที่แขวนคอ หรือข่มจิตด้วยจิต หักดิบ ไม่ตามเสียงหรือภาพนั้นไป ให้ฝืน ให้มั่นใจว่าฝึกได้ ทำให้เต็มที่จะเห็นผล ดีคือรู้ว่าไม่ดีตรงไหน แบบนี้จะแก้ได้ ถ้าไม่เคยทำอนันตริยกรรม ไม่ติเตียนสงฆ์ รักษาศีล อราธนาพระรัตนตรัยใหม่ ก็จะเป็นทางที่ไปได้</p><p>Q: ตียุงด้วยใจที่วางเฉย บาปหรือไม่</p><p>A: มีวิธีป้องกันยุงอยู่หลายวิธี การตีโดยวางเฉยก็เป็นเจตนาที่จะให้ผลมากน้อยเหมือนกับรอยกรีดของมีดลงบนผิวน้ำหรือดินหรือหิน อย่างไรก็ตามแค่มีจิตไม่พอใจก็ถือว่าเป็นบาปแล้ว ควรทำจิตให้มีเมตตา อุเบกขา</p><p>Q: ไม่เข้าใจพุทธพจน์ที่ว่า "ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษ แล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก"</p><p>A: มาจากเรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน ข้อความเดิมคือ "ท่านจงเปลื้อง (อาลัย) ในก่อนเสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ข้างหลังเสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ในท่ามกลางเสีย จึงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง จะไม่เข้าถึงชาติและชราอีก"</p><p>พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้อุคคเสนเห็นถึงโทษของความยึดถือ ความยึดถืออยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีขันธ์ 5 ในที่นี้คือ ยึดถือการแสดงที่เก่งกาจของตน แต่เมื่อได้เห็นสภาวะที่ต่างกันเมื่อไม่มีคนสนใจ และเมื่อมีคนสนใจ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงการปล่อยอันก่อน ปล่อยอันหน้า ปล่อยตรงกลาง ปล่อยจึงจะข้ามภพข้ามโอฆะได้ พอข้ามได้แล้วจึงจะมีจิตพ้นวิเศษ ละได้ในธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เป็นฝ่ายไม่ดีและฝ่ายดี ไม่วนกลับมาอีก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>                               …"ถ้ามันยึดถือตรงไหน คุณจะละความยึดถือได้ต้องละตรงนั้น"…</p><p>Q: มีจิตฟุ้งซ่านมักน้อมไปทางอกุศล แล้วส่งผลต่อร่างกาย ควรทำอย่างไร</p><p>A: ถ้าจิตดื้อมากพยศมากต้องขนาบให้มาก ต้องมีทักษะเหมือนช่างไม้ อาจจะใช้พุทโธเรียกสติ, มองเห็นสิ่งนี้แล้วคิดไม่ดีก็มองสิ่งอื่น, พิจารณาอสุภะของสิ่งนั้น, พิจารณาเห็นโทษของสิ่งที่เป็นอกุศลดั่งมองเห็นสิวบนหน้า หรือซากศพที่แขวนคอ หรือข่มจิตด้วยจิต หักดิบ ไม่ตามเสียงหรือภาพนั้นไป ให้ฝืน ให้มั่นใจว่าฝึกได้ ทำให้เต็มที่จะเห็นผล ดีคือรู้ว่าไม่ดีตรงไหน แบบนี้จะแก้ได้ ถ้าไม่เคยทำอนันตริยกรรม ไม่ติเตียนสงฆ์ รักษาศีล อราธนาพระรัตนตรัยใหม่ ก็จะเป็นทางที่ไปได้</p><p>Q: ตียุงด้วยใจที่วางเฉย บาปหรือไม่</p><p>A: มีวิธีป้องกันยุงอยู่หลายวิธี การตีโดยวางเฉยก็เป็นเจตนาที่จะให้ผลมากน้อยเหมือนกับรอยกรีดของมีดลงบนผิวน้ำหรือดินหรือหิน อย่างไรก็ตามแค่มีจิตไม่พอใจก็ถือว่าเป็นบาปแล้ว ควรทำจิตให้มีเมตตา อุเบกขา</p><p>Q: ไม่เข้าใจพุทธพจน์ที่ว่า "ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษ แล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก"</p><p>A: มาจากเรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน ข้อความเดิมคือ "ท่านจงเปลื้อง (อาลัย) ในก่อนเสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ข้างหลังเสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ในท่ามกลางเสีย จึงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวง จะไม่เข้าถึงชาติและชราอีก"</p><p>พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้อุคคเสนเห็นถึงโทษของความยึดถือ ความยึดถืออยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีขันธ์ 5 ในที่นี้คือ ยึดถือการแสดงที่เก่งกาจของตน แต่เมื่อได้เห็นสภาวะที่ต่างกันเมื่อไม่มีคนสนใจ และเมื่อมีคนสนใจ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงการปล่อยอันก่อน ปล่อยอันหน้า ปล่อยตรงกลาง ปล่อยจึงจะข้ามภพข้ามโอฆะได้ พอข้ามได้แล้วจึงจะมีจิตพ้นวิเศษ ละได้ในธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เป็นฝ่ายไม่ดีและฝ่ายดี ไม่วนกลับมาอีก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิบัติที่ใดก็ได้ถ้าใจเป็นสุข (6342-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิบัติที่ใดก็ได้ถ้าใจเป็นสุข (6342-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1d80dc04-d2b6-4de5-8e69-ac5700adb1a7/media.mp3" length="25870067" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1d80dc04-d2b6-4de5-8e69-ac5700adb1a7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f0</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfDTM+UkR2/iyt7tvUDuoay]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f0.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: หลีกเร้นที่บ้านอย่างไรให้ได้ผลดีเท่าที่วัด หรือควรออกไปเช่าโรงแรมเพื่อการนี้</p><p>A: เช่าโรงแรมก็ได้แต่ต้องมีการควบคุมเรื่องอาหาร คนมาติดต่อ โทรศัพท์ และสุดท้ายควบคุมจิตใจตนเองให้ได้คือสำคัญที่สุด ถ้าควบคุมจิตใจได้ทำที่ไหนก็ได้ กายวิเวกสำคัญน้อยกว่าจิตตวิเวก</p><p>Q: เมื่อฟังธรรมแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่วิเคราะห์เข้าข้างตัวเองหรือวิเคราะห์มาถูกทางของพระพุทธเจ้า</p><p>A: ถ้าคิดวิเคราะห์แล้ว ทำให้ราคะโทสะโมหะลดลงนั่นคือมาถูกทาง ให้หลักตั้งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 แล้วปริยัตินั้นจะไม่เป็นงูพิษ การวิเคราะห์จะไม่เข้าข้างตัวเองถ้ามีกัลยาณมิตรที่เรารับฟังคำตักเตือนนั้นด้วยความเคารพหนักแน่นและมี cross check</p><p>Q: การบูชาพระราหูเกี่ยวกับในสุริยสูตรหรือในจันทิมาสูตรหรือไม่ เป็นพุทธพจน์หรือเปล่า</p><p>A: พระสูตรที่พูดถึงราหูมีอยู่ คือ สิ่งที่ทำให้พระจันทร์พระอาทิตย์ไม่ส่องสว่างเศร้าหมองได้มีสามอย่างคือ เฆฆ หมอก ราหู ทรงเปรียบกลับมาที่จิตใจคนว่า เศร้าหมองได้จากราคะ โทสะ โมหะ หรือจากนิวรณ์ 5 ไม่ได้กล่าวว่าต้องบูชาอย่างไร ต้องไม่งมงายด้วยปัญญา</p><p>Q: อยากปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอนควรทำอย่างไร</p><p>A: การศึกษาแบบเป็นขั้นเป็นตอนเหตุปัจจัยต้องพร้อม แต่ถ้ามาเริ่มในปัจฉิมวัยเวลาที่เหลือมีน้อยให้เลือกเอาที่สำคัญ ๆ คือ ตรงที่แก้ปัญหาดับทุกข์ได้ ไม่ต้องไปเริ่มที่ขั้นต้น</p><p>Q: เป็นห่วงไก่จนลูกน้อยใจทำอย่างไรดี</p><p>A: มีอะไรก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น แก้อันหนึ่งอีกอันก็ยังไม่ได้แก้ เพราะไม่ได้แก้ที่เหตุ นี่เป็นลักษณะของการครองเรือนที่มีการรั่วรดให้กังวลตลอดเวลา ทั้งหมดเป็นเพราะความยึดถือ ให้เร่งปฏิบัติธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: หลีกเร้นที่บ้านอย่างไรให้ได้ผลดีเท่าที่วัด หรือควรออกไปเช่าโรงแรมเพื่อการนี้</p><p>A: เช่าโรงแรมก็ได้แต่ต้องมีการควบคุมเรื่องอาหาร คนมาติดต่อ โทรศัพท์ และสุดท้ายควบคุมจิตใจตนเองให้ได้คือสำคัญที่สุด ถ้าควบคุมจิตใจได้ทำที่ไหนก็ได้ กายวิเวกสำคัญน้อยกว่าจิตตวิเวก</p><p>Q: เมื่อฟังธรรมแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่วิเคราะห์เข้าข้างตัวเองหรือวิเคราะห์มาถูกทางของพระพุทธเจ้า</p><p>A: ถ้าคิดวิเคราะห์แล้ว ทำให้ราคะโทสะโมหะลดลงนั่นคือมาถูกทาง ให้หลักตั้งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 แล้วปริยัตินั้นจะไม่เป็นงูพิษ การวิเคราะห์จะไม่เข้าข้างตัวเองถ้ามีกัลยาณมิตรที่เรารับฟังคำตักเตือนนั้นด้วยความเคารพหนักแน่นและมี cross check</p><p>Q: การบูชาพระราหูเกี่ยวกับในสุริยสูตรหรือในจันทิมาสูตรหรือไม่ เป็นพุทธพจน์หรือเปล่า</p><p>A: พระสูตรที่พูดถึงราหูมีอยู่ คือ สิ่งที่ทำให้พระจันทร์พระอาทิตย์ไม่ส่องสว่างเศร้าหมองได้มีสามอย่างคือ เฆฆ หมอก ราหู ทรงเปรียบกลับมาที่จิตใจคนว่า เศร้าหมองได้จากราคะ โทสะ โมหะ หรือจากนิวรณ์ 5 ไม่ได้กล่าวว่าต้องบูชาอย่างไร ต้องไม่งมงายด้วยปัญญา</p><p>Q: อยากปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอนควรทำอย่างไร</p><p>A: การศึกษาแบบเป็นขั้นเป็นตอนเหตุปัจจัยต้องพร้อม แต่ถ้ามาเริ่มในปัจฉิมวัยเวลาที่เหลือมีน้อยให้เลือกเอาที่สำคัญ ๆ คือ ตรงที่แก้ปัญหาดับทุกข์ได้ ไม่ต้องไปเริ่มที่ขั้นต้น</p><p>Q: เป็นห่วงไก่จนลูกน้อยใจทำอย่างไรดี</p><p>A: มีอะไรก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น แก้อันหนึ่งอีกอันก็ยังไม่ได้แก้ เพราะไม่ได้แก้ที่เหตุ นี่เป็นลักษณะของการครองเรือนที่มีการรั่วรดให้กังวลตลอดเวลา ทั้งหมดเป็นเพราะความยึดถือ ให้เร่งปฏิบัติธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กิเลส อาสวะ อวิชชา (6341-7q)</title>
			<itunes:title>กิเลส อาสวะ อวิชชา (6341-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:17</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/389361d8-cfab-4573-a202-ac46010528e1/media.mp3" length="27038076" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">389361d8-cfab-4573-a202-ac46010528e1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f1</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfqPrZBfHb1ZjK1c9MgDD7z]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f1.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"สภาวะที่สะสมคืออาสวะ แต่ความที่ไม่รู้คืออวิชชา"</p><p>Q: ท่านอัญญาโกณทัญญะใช้เวลากี่วันจึงบรรลุธรรม</p><p>A: "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ" เป็นเกียรติยศเฉพาะท่านเท่านั้น เพราะเป็นการตั้งความปรารถนาว่าต้องเป็นสาวกคนแรกที่สำเร็จ ถ้านับตั้งแต่การตั้งจิตไว้ก็แสนกัป ถ้านับจากวันที่พระโพธิสัตว์ออกบวชก็ 6 ปี นับจากวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ 2 เดือนที่ได้เป็นโสดาบัน ส่วนอรหันต์ก็บวกไปอีก 3 - 5 วัน</p><p>Q: ถ้าเข้าใจว่าตัณหาเกิดจากเวทนาตามหลักในปฏิจจสมุปบาท การจะละได้ คือ เดินตามมรรค 8 และการเปรียบวิชชาเป็นปุ่ม on และอวิชชาเป็นปุ่ม off ที่เลื่อนได้ ถ้าเลื่อนปุ่มมาทางวิชชามาก ๆ ก็จะพ้นไปได้ แบบนี้ถูกหรือไม่</p><p>A: ที่เข้าใจตามหลักปฏิจจสมุปบาทถูกต้องแล้ว พอปฏิบัติมาตามมรค 8 ความยึดถือจะไม่มี และการเปรียบแบบปุ่มไฟที่เป็นแบบ analog ก็เป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะมันสามารถเลื่อนกลับมาได้ทำให้กลับกำเริบได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจบางอย่างวิชชาเกิดขึ้นอวิชชาจะดับไปทันที</p><p>Q: กิเลสอยู่ในจิตเป็นอาสวะในจิต? การปฏิบัติตามมรรคทำให้อาสวะกิเลสลดลง? กิเลสเหมือนการเกิดแบบห่วงโซ่ไฟ? การคิดเชื่อมโยงแบบนี้ถูกหรือไม่ หรือเป็นการฟุ้งซ่าน</p><p>A: กิเลสแปลว่าเครื่องเศร้าหมองที่ทำให้การรับรู้ทางใจไม่ชัดเจน ทำให้มีผลออกมาเป็นความรู้สึกร้อนคือโทสะ หิวคือราคะ มึนมืดคือโมหะ กิเลสอยู่ในช่องทางใจ การฟื้นตัวของมันมาจากจิต เพราะว่าจิตมีสภาวะที่สั่งสมได้คืออาสวะ แต่อาสวะไม่ได้ทำให้จิตเศร้าหมอง การที่ไม่เห็นว่ามีอาสวะสะสมไว้ที่จิตทำให้เกิดอวิชชา จะเห็นได้เมื่อมีผัสสะมากระทบ จิตที่ไม่ได้รับการรักษาและมีสภาวะสั่งสมที่เราไม่รู้ พอมีอะไรมากระทบจะแสดงออกมาเป็นราคะโทสะและโมหะในช่องทางใจ จิตจึงต้องมีสติรักษา</p><p>ปรากฏการณ์ห่วงโซ่ทำให้ดูต่อเนื่อง เพราะความร้อนที่ทำให้เกิดการสันดาบต่อไป เหมือนการสัมพันธ์กันของกิเลสอาสวะอวิชชาและขันธ์ 5 การเดินมาตามมรรค 8 เริ่มจากสติจะหาทางไปได้ และการเชื่อมโยงชนิดที่เกิดความสงบถือว่าดี แต่ถ้าฟุ้งซ่านไม่ดี ต้องรู้จักปรับมีสติคอยคุม</p><p>Q: จัณฑาลบรรลุธรรมได้หรือไม่</p><p>A: ไม่ว่าใครก็สามารถบรรลุธรรมได้ถ้าปฏิบัติมาตามคำสอน</p><p>Q: นำหมามาปล่อยวัดที่คิดว่าเป็นเขตปลอดภัยจะได้บุญหรือบาป และการเลี้ยงที่เกินกำลังเป็นโมหะหรือไม่</p><p>A: เพราะเกินกำลังจึงเป็นโมหะเป็นการเบียดเบียนตนเอง วัดอาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยเสมอไป การไม่รับผิดชอบแล้วก่อให้เกิดการเบียดเบียนกันแบบนี้ไม่ถูกต้อง และท้ายสุดต้องมีอุเบกขาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม</p><p>Q: เทวตาพลีเป็นอย่างไร</p><p>A: เทวตาพลี คือ การสละออกเพื่อการสงเคราะห์เทวดา ทำได้หลายอย่างทั้งในเทวดาหรือในมนุษย์ที่มีศีล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"สภาวะที่สะสมคืออาสวะ แต่ความที่ไม่รู้คืออวิชชา"</p><p>Q: ท่านอัญญาโกณทัญญะใช้เวลากี่วันจึงบรรลุธรรม</p><p>A: "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ" เป็นเกียรติยศเฉพาะท่านเท่านั้น เพราะเป็นการตั้งความปรารถนาว่าต้องเป็นสาวกคนแรกที่สำเร็จ ถ้านับตั้งแต่การตั้งจิตไว้ก็แสนกัป ถ้านับจากวันที่พระโพธิสัตว์ออกบวชก็ 6 ปี นับจากวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ 2 เดือนที่ได้เป็นโสดาบัน ส่วนอรหันต์ก็บวกไปอีก 3 - 5 วัน</p><p>Q: ถ้าเข้าใจว่าตัณหาเกิดจากเวทนาตามหลักในปฏิจจสมุปบาท การจะละได้ คือ เดินตามมรรค 8 และการเปรียบวิชชาเป็นปุ่ม on และอวิชชาเป็นปุ่ม off ที่เลื่อนได้ ถ้าเลื่อนปุ่มมาทางวิชชามาก ๆ ก็จะพ้นไปได้ แบบนี้ถูกหรือไม่</p><p>A: ที่เข้าใจตามหลักปฏิจจสมุปบาทถูกต้องแล้ว พอปฏิบัติมาตามมรค 8 ความยึดถือจะไม่มี และการเปรียบแบบปุ่มไฟที่เป็นแบบ analog ก็เป็นการเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะมันสามารถเลื่อนกลับมาได้ทำให้กลับกำเริบได้ แต่ถ้ามีความเข้าใจบางอย่างวิชชาเกิดขึ้นอวิชชาจะดับไปทันที</p><p>Q: กิเลสอยู่ในจิตเป็นอาสวะในจิต? การปฏิบัติตามมรรคทำให้อาสวะกิเลสลดลง? กิเลสเหมือนการเกิดแบบห่วงโซ่ไฟ? การคิดเชื่อมโยงแบบนี้ถูกหรือไม่ หรือเป็นการฟุ้งซ่าน</p><p>A: กิเลสแปลว่าเครื่องเศร้าหมองที่ทำให้การรับรู้ทางใจไม่ชัดเจน ทำให้มีผลออกมาเป็นความรู้สึกร้อนคือโทสะ หิวคือราคะ มึนมืดคือโมหะ กิเลสอยู่ในช่องทางใจ การฟื้นตัวของมันมาจากจิต เพราะว่าจิตมีสภาวะที่สั่งสมได้คืออาสวะ แต่อาสวะไม่ได้ทำให้จิตเศร้าหมอง การที่ไม่เห็นว่ามีอาสวะสะสมไว้ที่จิตทำให้เกิดอวิชชา จะเห็นได้เมื่อมีผัสสะมากระทบ จิตที่ไม่ได้รับการรักษาและมีสภาวะสั่งสมที่เราไม่รู้ พอมีอะไรมากระทบจะแสดงออกมาเป็นราคะโทสะและโมหะในช่องทางใจ จิตจึงต้องมีสติรักษา</p><p>ปรากฏการณ์ห่วงโซ่ทำให้ดูต่อเนื่อง เพราะความร้อนที่ทำให้เกิดการสันดาบต่อไป เหมือนการสัมพันธ์กันของกิเลสอาสวะอวิชชาและขันธ์ 5 การเดินมาตามมรรค 8 เริ่มจากสติจะหาทางไปได้ และการเชื่อมโยงชนิดที่เกิดความสงบถือว่าดี แต่ถ้าฟุ้งซ่านไม่ดี ต้องรู้จักปรับมีสติคอยคุม</p><p>Q: จัณฑาลบรรลุธรรมได้หรือไม่</p><p>A: ไม่ว่าใครก็สามารถบรรลุธรรมได้ถ้าปฏิบัติมาตามคำสอน</p><p>Q: นำหมามาปล่อยวัดที่คิดว่าเป็นเขตปลอดภัยจะได้บุญหรือบาป และการเลี้ยงที่เกินกำลังเป็นโมหะหรือไม่</p><p>A: เพราะเกินกำลังจึงเป็นโมหะเป็นการเบียดเบียนตนเอง วัดอาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยเสมอไป การไม่รับผิดชอบแล้วก่อให้เกิดการเบียดเบียนกันแบบนี้ไม่ถูกต้อง และท้ายสุดต้องมีอุเบกขาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม</p><p>Q: เทวตาพลีเป็นอย่างไร</p><p>A: เทวตาพลี คือ การสละออกเพื่อการสงเคราะห์เทวดา ทำได้หลายอย่างทั้งในเทวดาหรือในมนุษย์ที่มีศีล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัทธรรมที่แท้จริง (6340-7q)</title>
			<itunes:title>สัทธรรมที่แท้จริง (6340-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Oct 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/2e4f80da-0375-42f8-b27f-ac460103807b/media.mp3" length="26374102" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2e4f80da-0375-42f8-b27f-ac460103807b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f2</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf/Wr9gPEJiiRom4tyfP30i]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f2.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"พุทธพจน์จริง ๆ คือปลอมแล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่ธรรมะจริง ๆ ในใจท่าน จนกว่าคุณเอาข้อมูลนั้นมาตั้งในจิตใจจริง ๆ นั่นจึงเป็นสัทธรรมจริง ๆ ไม่ใช่สัทธรรมปฏิรูป คือ คุณผลิตทองคำแท้ของคุณเอง"</p><p>Q: ความหมายของสัทธรรมปฏิรูป และจะรู้ได้อย่างไร</p><p>A: สัทธรรมที่แท้จริงคือการที่สามารถนำธรรมะนั้นเข้าสู่ใจไม่ใช่แค่ความจำในสมอง การที่จะทำได้ต้องมีกระบวนการที่ต้องอาศัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยอธิบาย ซึ่งอาจไม่ใช่พุทธพจน์เป๊ะ ๆ แต่ถ้ามันทำให้ธรรมะเข้าสู่จิตใจได้ ธรรมะที่เข้าสู่จิตใจนั้นคือธรรมะแท้ แต่ธรรมะที่ต่อให้เป็นคำพระพุทธเจ้า แล้วเขาจดลงมาในกระดาษ อันนั้นก็ยังเป็นปฏิรูป  </p><p>Q: สัมมาทิฏฐิระดับโลกียะ และโลกุตระเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ถ้ายังคงมีคำถามสงสัยในภพนี้ภพหน้านั่นคือยังคงมีวิจิกิจฉาใช่หรือไม่</p><p>A: คนที่กำจัดวิจิกิจฉาได้แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคำถามเลย เพราะฉะนั้นในที่นี้ไม่ต้องปรับสัมมาทิฏฐิ สิ่งที่ต้องปรับ คือ ปัญญาให้เห็นตามจริงในเรื่องของความไม่เที่ยง แล้วจะทำให้วิชชาเกิดกำจัดอวิชชาได้ สัมมาทิฏฐิในโลกียะที่เป็นบุญก็จะช่วยหนุนในส่วนโลกกุตระ คือ ให้ทำแต่อย่ายึดถือ พอไม่ยึดก็จะไม่ไปต่อ วิชชาเกิดนี้เป็นส่วนของโลกุตระ เกี่ยวเนื่องกันแบบนี้</p><p>Q: พระสูตรที่เกี่ยวกับการเกิดของสัตว์ จิตและวิญญาณดวงแรกที่เกิดจากครรถ์เป็นมาอย่างไร</p><p>A: มาจากจักวรรดิสูตรและอคัญญสูตร เป็นการพัฒนาที่ต่ำลงของเทวดาจนทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะความชั่วที่มากขึ้นกุศลธรรมที่ลดลง จนเกิดกายหยาบ มีเพศสัมพันธ์ุกัน การเกิดของสัตว์ผ่านครรภ์จึงเกิดขึ้น บุคคลแรกที่อาศัยผ่านครรภ์ คือ พระโพธิสัตว์</p><p>Q: การติดตั้ง podcast ทำอย่างไร</p><p>A: ผ่าน podcast app แล้วค้นหาคำว่าฟังธรรมะหรือดอนหายโศก </p><p>Q: การออกเสียงสวดมนต์บาลีที่ต่างกัน อันไหนถูก</p><p>A: เป็นสำเนียงการออกเสียงที่ต่างกัน สำเนียงบาลีแบบบาลี หรือสำเนียงบาลีแบบไทย ใช้ได้ทั้งสองแบบ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"พุทธพจน์จริง ๆ คือปลอมแล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่ธรรมะจริง ๆ ในใจท่าน จนกว่าคุณเอาข้อมูลนั้นมาตั้งในจิตใจจริง ๆ นั่นจึงเป็นสัทธรรมจริง ๆ ไม่ใช่สัทธรรมปฏิรูป คือ คุณผลิตทองคำแท้ของคุณเอง"</p><p>Q: ความหมายของสัทธรรมปฏิรูป และจะรู้ได้อย่างไร</p><p>A: สัทธรรมที่แท้จริงคือการที่สามารถนำธรรมะนั้นเข้าสู่ใจไม่ใช่แค่ความจำในสมอง การที่จะทำได้ต้องมีกระบวนการที่ต้องอาศัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยอธิบาย ซึ่งอาจไม่ใช่พุทธพจน์เป๊ะ ๆ แต่ถ้ามันทำให้ธรรมะเข้าสู่จิตใจได้ ธรรมะที่เข้าสู่จิตใจนั้นคือธรรมะแท้ แต่ธรรมะที่ต่อให้เป็นคำพระพุทธเจ้า แล้วเขาจดลงมาในกระดาษ อันนั้นก็ยังเป็นปฏิรูป  </p><p>Q: สัมมาทิฏฐิระดับโลกียะ และโลกุตระเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ถ้ายังคงมีคำถามสงสัยในภพนี้ภพหน้านั่นคือยังคงมีวิจิกิจฉาใช่หรือไม่</p><p>A: คนที่กำจัดวิจิกิจฉาได้แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคำถามเลย เพราะฉะนั้นในที่นี้ไม่ต้องปรับสัมมาทิฏฐิ สิ่งที่ต้องปรับ คือ ปัญญาให้เห็นตามจริงในเรื่องของความไม่เที่ยง แล้วจะทำให้วิชชาเกิดกำจัดอวิชชาได้ สัมมาทิฏฐิในโลกียะที่เป็นบุญก็จะช่วยหนุนในส่วนโลกกุตระ คือ ให้ทำแต่อย่ายึดถือ พอไม่ยึดก็จะไม่ไปต่อ วิชชาเกิดนี้เป็นส่วนของโลกุตระ เกี่ยวเนื่องกันแบบนี้</p><p>Q: พระสูตรที่เกี่ยวกับการเกิดของสัตว์ จิตและวิญญาณดวงแรกที่เกิดจากครรถ์เป็นมาอย่างไร</p><p>A: มาจากจักวรรดิสูตรและอคัญญสูตร เป็นการพัฒนาที่ต่ำลงของเทวดาจนทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะความชั่วที่มากขึ้นกุศลธรรมที่ลดลง จนเกิดกายหยาบ มีเพศสัมพันธ์ุกัน การเกิดของสัตว์ผ่านครรภ์จึงเกิดขึ้น บุคคลแรกที่อาศัยผ่านครรภ์ คือ พระโพธิสัตว์</p><p>Q: การติดตั้ง podcast ทำอย่างไร</p><p>A: ผ่าน podcast app แล้วค้นหาคำว่าฟังธรรมะหรือดอนหายโศก </p><p>Q: การออกเสียงสวดมนต์บาลีที่ต่างกัน อันไหนถูก</p><p>A: เป็นสำเนียงการออกเสียงที่ต่างกัน สำเนียงบาลีแบบบาลี หรือสำเนียงบาลีแบบไทย ใช้ได้ทั้งสองแบบ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ต่างกันที่บริบท (6339-7q)</title>
			<itunes:title>ต่างกันที่บริบท (6339-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f7e1db43-286f-46e5-81b0-ac3b00b4a920/media.mp3" length="25538287" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f7e1db43-286f-46e5-81b0-ac3b00b4a920</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f3</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdEgHTkeNTSLwFa0K+WDQsO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f3.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: การพิจารณาอัปปัญญาพรหมวิหาร และทิศทั้ง 6 เป็นการบ่มอินทรีย์ใช่หรือไม่</p><p>A: พรมวิหาร 4 เป็นธรรมะที่คุ้มครองโลกมีอยู่แล้ว อัปปัญญา คือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าเติมลงไปเพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเข้านิพพาน ในทิศทั้ง 6 คือ การได้รับคนรอบข้างมาดูแล ทั้งสองอย่างนี้อยู่ในมรรค 8 เมื่อทำแล้วก็เป็นการบ่มอินทรีย์ การบ่มอินทรีย์ให้สุกนั้นจะพัฒนาไปได้เมื่อมีผัสสะ ผัสสะมาแล้วยังอยู่ในมรรคได้นั่น คือ รักษาจิตได้ ทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นจนบรรลุธรรมในที่สุด</p><p>Q: ความสว่างไสวของจิตเกิดจากการแผ่จิตใช่หรือไม่ และแผ่เมตตาอย่างไรให้ได้ดี</p><p>A: ความสว่างไสวเป็นเรื่องของสมาธิเป็นกระแสของความดี สมาธิและการแผ่เมตตาเกื้อหนุนกันให้แต่ละอย่างมีกำลังมากขึ้น การแผ่เมตตาและสมาธิควรทำให้มีได้ตลอดเวลา</p><p>Q: โยนิโสมนสิการ คือ การคิด วิปัสสนา คือ การไม่คิด ใช่หรือไม่ต่างกันอย่างไร</p><p>A: คือการคิดเหมือนกันแต่ใช้ในบริบทที่ต่างกัน วิปัสสนาใช้คู่กับสมถะใช้ในทางที่ถูกให้เห็นตามจริง โยนิโสมนสิการ คือ ใคร่ครวญมาในอริยสัจ 4 คิดก็คือพิจารณาแต่ไม่ใช่สัญญา และต้องคิดด้วยจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ไม่เช่นนั้นจะฟุ้งซ่าน</p><p>Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตนั้นขั้นไหน นิมิตนั้นจริงหรือปรุงแต่ง</p><p>A: ถ้ายังไม่มีความชำนาญในแต่ละระดับของสมาธิจะไม่สามารถรู้ได้ ต้องทำให้ชำนาญใช้ระยะเวลา </p><p>Q: ฉันทะกับตัณหาต่างกันอย่างไร ฉันทะสร้างได้อย่างไร</p><p>A: ความหมายเดียวกันแต่ใช้ในบริบทที่ต่างกัน ตัณหาความทะยานอยากใช้ในทางที่ไม่ดีอย่างเดียว ฉันทะความพอใจใช้ทั้งสองแบบ มีความต่างกันตรงที่ ถ้าทำแล้วความทุกข์เพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นความฉลาดของพระพุทธเจ้าที่กำหนดให้ต่างออกไปเพื่อไม่ให้สับสน ฉันทะที่ตั้งไว้ในมรรคจะทำให้ความทุกข์ลดลง ฉันทะนั้นเริ่มสร้างมาจากศรัทธา พอมีฉันทะจะมีความทำจริง ดำรงอยู่ในธรรม แล้วจะเห็นสัจจะได้ เราเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ</p><p>Q: การทำสมาธิแบบนิ่งไม่คิดให้ได้นานทำอย่างไร</p><p>A: ฝึกมาตามลำดับขั้นผลจะตามมา อย่าไปตามความอยากจะผิดพลาดได้ วัดความสำเร็จ ณ ตอนนี้ ต้องมีระเบียบวินัยมีความยินดีในการนั่งสมาธิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: การพิจารณาอัปปัญญาพรหมวิหาร และทิศทั้ง 6 เป็นการบ่มอินทรีย์ใช่หรือไม่</p><p>A: พรมวิหาร 4 เป็นธรรมะที่คุ้มครองโลกมีอยู่แล้ว อัปปัญญา คือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าเติมลงไปเพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเข้านิพพาน ในทิศทั้ง 6 คือ การได้รับคนรอบข้างมาดูแล ทั้งสองอย่างนี้อยู่ในมรรค 8 เมื่อทำแล้วก็เป็นการบ่มอินทรีย์ การบ่มอินทรีย์ให้สุกนั้นจะพัฒนาไปได้เมื่อมีผัสสะ ผัสสะมาแล้วยังอยู่ในมรรคได้นั่น คือ รักษาจิตได้ ทำให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นจนบรรลุธรรมในที่สุด</p><p>Q: ความสว่างไสวของจิตเกิดจากการแผ่จิตใช่หรือไม่ และแผ่เมตตาอย่างไรให้ได้ดี</p><p>A: ความสว่างไสวเป็นเรื่องของสมาธิเป็นกระแสของความดี สมาธิและการแผ่เมตตาเกื้อหนุนกันให้แต่ละอย่างมีกำลังมากขึ้น การแผ่เมตตาและสมาธิควรทำให้มีได้ตลอดเวลา</p><p>Q: โยนิโสมนสิการ คือ การคิด วิปัสสนา คือ การไม่คิด ใช่หรือไม่ต่างกันอย่างไร</p><p>A: คือการคิดเหมือนกันแต่ใช้ในบริบทที่ต่างกัน วิปัสสนาใช้คู่กับสมถะใช้ในทางที่ถูกให้เห็นตามจริง โยนิโสมนสิการ คือ ใคร่ครวญมาในอริยสัจ 4 คิดก็คือพิจารณาแต่ไม่ใช่สัญญา และต้องคิดด้วยจิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ไม่เช่นนั้นจะฟุ้งซ่าน</p><p>Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าจิตนั้นขั้นไหน นิมิตนั้นจริงหรือปรุงแต่ง</p><p>A: ถ้ายังไม่มีความชำนาญในแต่ละระดับของสมาธิจะไม่สามารถรู้ได้ ต้องทำให้ชำนาญใช้ระยะเวลา </p><p>Q: ฉันทะกับตัณหาต่างกันอย่างไร ฉันทะสร้างได้อย่างไร</p><p>A: ความหมายเดียวกันแต่ใช้ในบริบทที่ต่างกัน ตัณหาความทะยานอยากใช้ในทางที่ไม่ดีอย่างเดียว ฉันทะความพอใจใช้ทั้งสองแบบ มีความต่างกันตรงที่ ถ้าทำแล้วความทุกข์เพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นความฉลาดของพระพุทธเจ้าที่กำหนดให้ต่างออกไปเพื่อไม่ให้สับสน ฉันทะที่ตั้งไว้ในมรรคจะทำให้ความทุกข์ลดลง ฉันทะนั้นเริ่มสร้างมาจากศรัทธา พอมีฉันทะจะมีความทำจริง ดำรงอยู่ในธรรม แล้วจะเห็นสัจจะได้ เราเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ</p><p>Q: การทำสมาธิแบบนิ่งไม่คิดให้ได้นานทำอย่างไร</p><p>A: ฝึกมาตามลำดับขั้นผลจะตามมา อย่าไปตามความอยากจะผิดพลาดได้ วัดความสำเร็จ ณ ตอนนี้ ต้องมีระเบียบวินัยมีความยินดีในการนั่งสมาธิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศรัทธาแก้สั่นคลอน (6338-7q)</title>
			<itunes:title>ศรัทธาแก้สั่นคลอน (6338-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/587ed761-5c11-4352-8fbc-ac3b00b669ae/media.mp3" length="26566112" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">587ed761-5c11-4352-8fbc-ac3b00b669ae</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f4</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfJqXsQ3+I5LSc/ZeP4uMq2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f4.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p> "เมื่อแก้วิจิกิจฉาได้คำถามเหล่านี้จะหมดไป จากการให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดศรัทธา ให้ปัญญาด้วยทุกข์ที่มีอยู่"</p><p>Q: ตนในความหมายที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นอย่างไร</p><p>A: ให้พุทธธัมสงฆ์เข้าสู่ใจนี่คือ "ตน" ทำให้เกิดได้โดยฝึกมาตามมรรค 8 ทำให้มากเจริญให้มาก เช่น การฝึกเดินของเด็ก ฝึกเท่าที่กิเลสนั้นจะหมด ฝึกเท่าพอจึงจะเรียกว่าเป็นที่พึ่งได้ อย่าอยาก ให้ฝึกให้เต็มที่ ณ ตรงนี้</p><p>Q: คนชั่วเมื่อเทียบกับน้ำจะรั่วแบบไหน ธรรมะข้อไหนชั่วได้</p><p>A: อุดปิดกั้นรักษาด้วยความสำรวมอินทรีย์ ด้วยการนี้กุศลธรรมจะรักษาไว้ได้หมด อกุศลธรรมเข้าไม่ได้</p><p>Q: เมื่อสงสัยในพระพุทธเจ้าและในคำสอน ควรทำอย่างไร </p><p>A: เพราะมีความไม่ลงใจความสงสัยเกิดขึ้น แก้ได้ด้วยการเพิ่มศรัทธา จากการที่เห็นว่าทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธาแล้วมีปัญญาเป็นเหตุ เมื่อทุกข์กับปัญญารวมกันจะก่อให้เกิดศรัทธาที่สามารถแก้ไขความสั่นคลอนนี้ได้</p><p>Q: การระลึกชาติของเทวดา, เปรตหรือมนุษย์ต่างกันอย่างไร</p><p>A: ระลึกได้ต่างกัน เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ให้มีความดีพอเพียงที่จะพ้นจากอบายและอยู่ในภพเทวดาได้</p><p>Q: วิธีทำจิตปรุงแต่งให้ระงับ ทำอย่างไร</p><p>A: จิตตสังขารจะระงับได้ด้วยการเจริญอนุสติ 10 ซึ่งเป็นการปรุงแต่งในทางดีทำให้กิเลสลดลง หมั่นทำจิตให้ระงับเป็นประภัสสร มาตามกระบวนการ ไม่บังคับ เพียรแต่พอดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p> "เมื่อแก้วิจิกิจฉาได้คำถามเหล่านี้จะหมดไป จากการให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดศรัทธา ให้ปัญญาด้วยทุกข์ที่มีอยู่"</p><p>Q: ตนในความหมายที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นอย่างไร</p><p>A: ให้พุทธธัมสงฆ์เข้าสู่ใจนี่คือ "ตน" ทำให้เกิดได้โดยฝึกมาตามมรรค 8 ทำให้มากเจริญให้มาก เช่น การฝึกเดินของเด็ก ฝึกเท่าที่กิเลสนั้นจะหมด ฝึกเท่าพอจึงจะเรียกว่าเป็นที่พึ่งได้ อย่าอยาก ให้ฝึกให้เต็มที่ ณ ตรงนี้</p><p>Q: คนชั่วเมื่อเทียบกับน้ำจะรั่วแบบไหน ธรรมะข้อไหนชั่วได้</p><p>A: อุดปิดกั้นรักษาด้วยความสำรวมอินทรีย์ ด้วยการนี้กุศลธรรมจะรักษาไว้ได้หมด อกุศลธรรมเข้าไม่ได้</p><p>Q: เมื่อสงสัยในพระพุทธเจ้าและในคำสอน ควรทำอย่างไร </p><p>A: เพราะมีความไม่ลงใจความสงสัยเกิดขึ้น แก้ได้ด้วยการเพิ่มศรัทธา จากการที่เห็นว่าทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธาแล้วมีปัญญาเป็นเหตุ เมื่อทุกข์กับปัญญารวมกันจะก่อให้เกิดศรัทธาที่สามารถแก้ไขความสั่นคลอนนี้ได้</p><p>Q: การระลึกชาติของเทวดา, เปรตหรือมนุษย์ต่างกันอย่างไร</p><p>A: ระลึกได้ต่างกัน เพราะฉะนั้นอย่าประมาท ให้มีความดีพอเพียงที่จะพ้นจากอบายและอยู่ในภพเทวดาได้</p><p>Q: วิธีทำจิตปรุงแต่งให้ระงับ ทำอย่างไร</p><p>A: จิตตสังขารจะระงับได้ด้วยการเจริญอนุสติ 10 ซึ่งเป็นการปรุงแต่งในทางดีทำให้กิเลสลดลง หมั่นทำจิตให้ระงับเป็นประภัสสร มาตามกระบวนการ ไม่บังคับ เพียรแต่พอดี</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกมส์นี้ไม่แฟร์ (6337-7q)</title>
			<itunes:title>เกมส์นี้ไม่แฟร์ (6337-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/dd110b6f-0aa1-4a21-9e8e-ac3100cf6f82/media.mp3" length="26830069" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dd110b6f-0aa1-4a21-9e8e-ac3100cf6f82</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f5</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mfnDpPQ7MYaLXkymOrBfak7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f5.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: เมื่อกล่าวปลงอาบัติแล้วถือว่าพ้นผิดแล้วใช่หรือไม่ และควรกล่าวบ่อยแค่ไหน</p><p>A: การปลงอาบัติคือการเปิดเผยความผิด เป็นสิ่งที่ควรกระทำ สังฆาทิเสสเป็นอาบัติหนักชนิดที่ปลงได้ แต่ถ้าไม่รีบปลงโทษนั้นจะคูณสองและต้องมีภิกษุ 20 รูปผู้ฉลาดในธรรมวินัยรับรอง อาบัติเล็กไม่จำเป็นต้องกล่าวปลงบ่อย ๆ ดูที่สติเป็นสำคัญ</p><p>Q: ฆ่าความโกรธแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร</p><p>A: ฆ่าความโกรธได้เป็นสุข มีผลพิสูจน์ได้ทั้งทางร่างกายและใจ ค่อยๆฝึกไปเหมือนการฝึกสัตว์</p><p>Q: ทำไมต้องเล่มเกมส์ของวัฏฏะในเมื่อมันไม่แฟร์ จุดเริ่มจุดจบอยู่ที่ไหน</p><p>A: พระพุทธเจ้าบอกว่าเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ เป็นวงกลม อวิชชาความไม่รู้ทำให้วนไป จะจบเกมส์ได้ต้องทำวิชชาให้เกิด โดยเดินมาตามมรรค</p><p>Q: จะเริ่มฝึกอานาปานสติควรเริ่มที่อะไร</p><p>A: เริ่มที่ศีล ตั้งจิตไว้ที่ลมเหมือนผูกสัตว์ไว้กับเสา เสาล้มบ้างเชือกขาดบ้างก็เป็นธรรมดา ความเพียรจะทำให้ไปต่อได้จนเห็นตามความเป็นจริง</p><p>Q: วิธีขจัดความขี้เกียจทำอย่างไร</p><p>A: ศรัทธาที่ไม่เต็มทำให้ความเพียรไม่เกิด เพิ่มศรัทธาชนิดมั่นใจไม่งมงาย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: เมื่อกล่าวปลงอาบัติแล้วถือว่าพ้นผิดแล้วใช่หรือไม่ และควรกล่าวบ่อยแค่ไหน</p><p>A: การปลงอาบัติคือการเปิดเผยความผิด เป็นสิ่งที่ควรกระทำ สังฆาทิเสสเป็นอาบัติหนักชนิดที่ปลงได้ แต่ถ้าไม่รีบปลงโทษนั้นจะคูณสองและต้องมีภิกษุ 20 รูปผู้ฉลาดในธรรมวินัยรับรอง อาบัติเล็กไม่จำเป็นต้องกล่าวปลงบ่อย ๆ ดูที่สติเป็นสำคัญ</p><p>Q: ฆ่าความโกรธแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร</p><p>A: ฆ่าความโกรธได้เป็นสุข มีผลพิสูจน์ได้ทั้งทางร่างกายและใจ ค่อยๆฝึกไปเหมือนการฝึกสัตว์</p><p>Q: ทำไมต้องเล่มเกมส์ของวัฏฏะในเมื่อมันไม่แฟร์ จุดเริ่มจุดจบอยู่ที่ไหน</p><p>A: พระพุทธเจ้าบอกว่าเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ เป็นวงกลม อวิชชาความไม่รู้ทำให้วนไป จะจบเกมส์ได้ต้องทำวิชชาให้เกิด โดยเดินมาตามมรรค</p><p>Q: จะเริ่มฝึกอานาปานสติควรเริ่มที่อะไร</p><p>A: เริ่มที่ศีล ตั้งจิตไว้ที่ลมเหมือนผูกสัตว์ไว้กับเสา เสาล้มบ้างเชือกขาดบ้างก็เป็นธรรมดา ความเพียรจะทำให้ไปต่อได้จนเห็นตามความเป็นจริง</p><p>Q: วิธีขจัดความขี้เกียจทำอย่างไร</p><p>A: ศรัทธาที่ไม่เต็มทำให้ความเพียรไม่เกิด เพิ่มศรัทธาชนิดมั่นใจไม่งมงาย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อย่าประมาทในความดี (6336-7q)</title>
			<itunes:title>อย่าประมาทในความดี (6336-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Sep 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/5484d39d-7696-4eef-a2aa-ac2b00dfc713/media.mp3" length="25686469" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5484d39d-7696-4eef-a2aa-ac2b00dfc713</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f6</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+meRf0PnuqDEjqqYRH6LrpHk]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f6.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ถ้าเรามีความสุขในชีวิตของเราดี พอดีมีได้อยู่แล้ว อาจจะสำเร็จมาก อาจจะสำเร็จน้อยแต่มันพอไปได้ อย่างเงี๊ยะ คุณอย่าประมาท เพราะถ้าประมาทแล้ว จุดที่เราประมาทไปมันจะรั่วตรงนั้น มันจะถลำลึกไป มันจะแก้ไขยาก"</p><p>การเพลิดเพลินในความสุขในชีวิตที่ว่าดีๆนั้น จะเป็นหนทางแห่งความประมาทได้อย่างไร  ท่านจะเลือกทางเดินชนิดไม่มีทางหวนกลับเช่นเทวฑัต หรือจะเลือกทางสุขไม่ประมาทแบบยสกุลบุตร ไปร่วมค้นหาคำตอบกันใน episode นี้ได้เลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ถ้าเรามีความสุขในชีวิตของเราดี พอดีมีได้อยู่แล้ว อาจจะสำเร็จมาก อาจจะสำเร็จน้อยแต่มันพอไปได้ อย่างเงี๊ยะ คุณอย่าประมาท เพราะถ้าประมาทแล้ว จุดที่เราประมาทไปมันจะรั่วตรงนั้น มันจะถลำลึกไป มันจะแก้ไขยาก"</p><p>การเพลิดเพลินในความสุขในชีวิตที่ว่าดีๆนั้น จะเป็นหนทางแห่งความประมาทได้อย่างไร  ท่านจะเลือกทางเดินชนิดไม่มีทางหวนกลับเช่นเทวฑัต หรือจะเลือกทางสุขไม่ประมาทแบบยสกุลบุตร ไปร่วมค้นหาคำตอบกันใน episode นี้ได้เลย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไม่ง่าย แต่ ทำได้ (6335-7q)</title>
			<itunes:title>ไม่ง่าย แต่ ทำได้ (6335-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:16</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ac2caebc-7ff1-4cba-ba0f-ac1900c58f30/media.mp3" length="27510137" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ac2caebc-7ff1-4cba-ba0f-ac1900c58f30</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f7</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdtephKKIQBaLK6s5p+FaGh]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f7.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ในปฏิจจสมุปบาทสามารถเพิ่มการไม่รู้ในอริยสัจสี่เป็นอาการที่ 25 ตามความเข้าใจได้หรือไม่</p><p>A: สามารถทำได้ เห็นความเชื่อมโยง ฝึกให้เป็นพหูสูต แต่จะขยายอะไรควรกลับมาที่ตัวแม่บทเสมอ</p><p>Q: มรรค 8 ดูเหมือนง่าย แต่ในชีวิตจริงไม่ง่าย ควรปรับอย่างไร และบ่มจิตอย่างไรให้เป็นพันธุ์ที่ดี</p><p>A: ไม่ง่าย ไม่ได้หมายความว่ามันยากจนทำไม่ได้ เกินความสามารถความเพียรของบุคคล เพราะขึ้นชื่อว่าความสุขแล้วใคร ๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี คนที่ทำได้มีมาแล้ว ผู้สอนก็เป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมก็เป็นสวากขาตธรรม ง่ายกับยากไม่ใช่ว่าสุขหรือทุกข์ จิตเมื่อบ่มต้องใช้เวลา และกระบวนการมาตามอริยมรรค ผลที่ออกมาจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าข้อสอบของอรหันต์ คือเอาทั้งหมดมาทดสอบอีก</p><p>A: ข้อสอบอันเดิม เพราะอวิชชามีอยู่ในทุกส่วน แต่คุณเห็นแง่มุมละเอียดขึ้นเร็วขึ้น มีปัญญา</p><p>Q: chat กับกัลยาณมิตรอย่างไรจึงพอเหมาะ</p><p>A: ให้อยู่ในมรรค 8 มีช่วงเวลาพักหลีกเร้น คุยเรื่องที่ไม่ขวางหนทางธรรม</p><p>Q: ทำเนสัชชิกเพื่ออะไร</p><p>A: เพื่อขูดเกลากิเลสเป็นข้อที่น่ายกย่อง เพราะถ้าอยู่ลำบากแล้วกุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อม ควรทำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ในปฏิจจสมุปบาทสามารถเพิ่มการไม่รู้ในอริยสัจสี่เป็นอาการที่ 25 ตามความเข้าใจได้หรือไม่</p><p>A: สามารถทำได้ เห็นความเชื่อมโยง ฝึกให้เป็นพหูสูต แต่จะขยายอะไรควรกลับมาที่ตัวแม่บทเสมอ</p><p>Q: มรรค 8 ดูเหมือนง่าย แต่ในชีวิตจริงไม่ง่าย ควรปรับอย่างไร และบ่มจิตอย่างไรให้เป็นพันธุ์ที่ดี</p><p>A: ไม่ง่าย ไม่ได้หมายความว่ามันยากจนทำไม่ได้ เกินความสามารถความเพียรของบุคคล เพราะขึ้นชื่อว่าความสุขแล้วใคร ๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี คนที่ทำได้มีมาแล้ว ผู้สอนก็เป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมก็เป็นสวากขาตธรรม ง่ายกับยากไม่ใช่ว่าสุขหรือทุกข์ จิตเมื่อบ่มต้องใช้เวลา และกระบวนการมาตามอริยมรรค ผลที่ออกมาจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า</p><p>Q: ทำไมจึงกล่าวว่าข้อสอบของอรหันต์ คือเอาทั้งหมดมาทดสอบอีก</p><p>A: ข้อสอบอันเดิม เพราะอวิชชามีอยู่ในทุกส่วน แต่คุณเห็นแง่มุมละเอียดขึ้นเร็วขึ้น มีปัญญา</p><p>Q: chat กับกัลยาณมิตรอย่างไรจึงพอเหมาะ</p><p>A: ให้อยู่ในมรรค 8 มีช่วงเวลาพักหลีกเร้น คุยเรื่องที่ไม่ขวางหนทางธรรม</p><p>Q: ทำเนสัชชิกเพื่ออะไร</p><p>A: เพื่อขูดเกลากิเลสเป็นข้อที่น่ายกย่อง เพราะถ้าอยู่ลำบากแล้วกุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อม ควรทำ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ (6334-7q)</title>
			<itunes:title>ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ (6334-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ba984fe7-badf-4788-b7ea-ac1900c095a7/media.mp3" length="27558054" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ba984fe7-badf-4788-b7ea-ac1900c095a7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f8</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+md64JvGqGsXqSlhwabGW/qd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f8.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: สังฆาฏิใช้แทนจีวรได้หรือไม่</p><p>A: ผ้าของพระอย่างน้อยมี 3 ผืน คือ ผ้านุ่ง (สบง), ผ้าห่ม (จีวร), ผ้าคลุม (สังฆาฏิ) สังฆาฏิมักใช้ห่มซ้อนจีวรเพื่อปกปิดให้เรียบร้อย สามารถใช้แทนกันได้ </p><p>Q: ความสามารถในการเข้าฌานทำไมไม่เท่ากัน</p><p>A: เพราะว่าอินทรีย์คนเราไม่เท่ากัน เป็นเรื่องของทักษะ มีตัวแปรหลายอย่างทำให้ผลไม่เท่ากัน ต้องทำอินทรีย์ให้เสมอ ๆ กัน อินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา</p><p>Q: นิ่งแล้วทำไงต่อ</p><p>A: ถ้านิ่งแล้วยังงง นั่นคือมีอวิชชา ต้องทำวิชชาให้เกิดโดยการเห็นความไม่เที่ยง  ใส่ปัญญาเพิ่มสติ สมาธิที่ดี สติที่เกิดจะทำให้ไม่เพลินไปในสมาธินั้น ตรงจุดที่เห็นความไม่เที่ยงจะทำให้ไปต่อจนถึงนิพพานได้</p><p>Q: ทำทานน้อยกว่าภาวนาควรปรับอย่างไร</p><p>A: ควรทำให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ให้มีความลึกซึ้งในการปฏิบัติ จะพัฒนาตรงนี้ได้ต้องมีศรัทธา วิริยะ และปัญญาที่เกื้อหนุนกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: สังฆาฏิใช้แทนจีวรได้หรือไม่</p><p>A: ผ้าของพระอย่างน้อยมี 3 ผืน คือ ผ้านุ่ง (สบง), ผ้าห่ม (จีวร), ผ้าคลุม (สังฆาฏิ) สังฆาฏิมักใช้ห่มซ้อนจีวรเพื่อปกปิดให้เรียบร้อย สามารถใช้แทนกันได้ </p><p>Q: ความสามารถในการเข้าฌานทำไมไม่เท่ากัน</p><p>A: เพราะว่าอินทรีย์คนเราไม่เท่ากัน เป็นเรื่องของทักษะ มีตัวแปรหลายอย่างทำให้ผลไม่เท่ากัน ต้องทำอินทรีย์ให้เสมอ ๆ กัน อินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา</p><p>Q: นิ่งแล้วทำไงต่อ</p><p>A: ถ้านิ่งแล้วยังงง นั่นคือมีอวิชชา ต้องทำวิชชาให้เกิดโดยการเห็นความไม่เที่ยง  ใส่ปัญญาเพิ่มสติ สมาธิที่ดี สติที่เกิดจะทำให้ไม่เพลินไปในสมาธินั้น ตรงจุดที่เห็นความไม่เที่ยงจะทำให้ไปต่อจนถึงนิพพานได้</p><p>Q: ทำทานน้อยกว่าภาวนาควรปรับอย่างไร</p><p>A: ควรทำให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ให้มีความลึกซึ้งในการปฏิบัติ จะพัฒนาตรงนี้ได้ต้องมีศรัทธา วิริยะ และปัญญาที่เกื้อหนุนกัน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไฟไม่ดับไฟ (6333-7q)</title>
			<itunes:title>ไฟไม่ดับไฟ (6333-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1d742afd-55ed-4983-9a19-ac180008117a/media.mp3" length="27133697" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1d742afd-55ed-4983-9a19-ac180008117a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55f9</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mf3vOrLlay9r1wd8DueFAX8]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55f9.jpg"/>
			<description><![CDATA[ตามใจท่านในเอพพิโสดนี้ สนทนาธรรมเรื่องของกุศล และอกุศล มาร่วมกันทบทวนว่าอะไรที่จะระงับอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว และที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้? แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การทำบาปอย่างแน่นอน<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ตามใจท่านในเอพพิโสดนี้ สนทนาธรรมเรื่องของกุศล และอกุศล มาร่วมกันทบทวนว่าอะไรที่จะระงับอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว และที่อาจจะเกิดขึ้นอีกได้? แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การทำบาปอย่างแน่นอน<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อพรหมจรรย์นี้ยั่งยืนก็ปรินิพพาน (6332-7q)</title>
			<itunes:title>เมื่อพรหมจรรย์นี้ยั่งยืนก็ปรินิพพาน (6332-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 07 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/0e09f1dc-b883-49e1-8275-ac0f00ee33b6/media.mp3" length="27406022" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0e09f1dc-b883-49e1-8275-ac0f00ee33b6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55fa</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdAp/4kR/V5D1xmbAVi7/6c]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55fa.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: พระพุทธเจ้าจะมีอายุยืนเท่าไหร่ก็ได้? ถ้ามีอายุยืนคำสอนจะมากขึ้นด้วยใช่หรือไม่</p><p>A: ในมหาปรินิพพานสูตรบอกว่า ถ้าตถาคตต้องการมีชีวิต 1 กัปก็สามารถทำได้ด้วยการเจริญอิทธิบาทสี่ 1 กัป คือ 1 วงรอบของมนุษย์ ท่านจะปรินิพพานเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะหน้าที่ของพระพุทธเจ้าจบแล้ว เรื่องสำคัญ ๆ ได้เปิดเผยหมดแล้ว ทำไมต้อง 80 เพราะเคยตรัสกับท่านจุนทะว่า พรหมจรรย์นี้มั่งคั่งยั่งยืน ทำให้มารได้ช่องมาทวงสัญญา ถ้าอายุยืนคำสอนจะมากขึ้นแต่สัดส่วนจะน้อยลง</p><p>Q: ผีมีจริงหรือ และใช้อะไรแก้กลัว</p><p>A: ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า อมนุษย์มีอยู่จริง สิ่งที่จะใช้สำรอกความกลัวที่เป็นอกุศล คือ ธรรมะที่ประกอบด้วยองค์ 8</p><p>Q: ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วไม่ได้แจ้ง จะปรับอาบัติอย่างไร</p><p>A: ปกปิดความผิดนี้ไว้เท่าไหร่ ก็ต้องเอาเวลาที่ปกปิดไว้นั้นมารวมด้วย ถ้าทำซ้ำ ๆ ก็จะโดนปรับหนักขึ้นตามลำดับ</p><p>Q: ละขันธ์ 5 เข้าสู่นิพพาน แต่ขันธ์ไม่ละจากเรา? และการสื่อจิตถึงพระอรหันต์ที่ปรินิพพานไปแล้วคืออะไร</p><p>A: สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นนิมิตก็ได้ ขันธ์ 5 ไม่ได้ละ แต่ละอุปาทานในขันธ์ 5 เมื่อแยกอุปาทานออกจากขันธ์ 5 ได้จะไม่ทุกข์อีกต่อไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: พระพุทธเจ้าจะมีอายุยืนเท่าไหร่ก็ได้? ถ้ามีอายุยืนคำสอนจะมากขึ้นด้วยใช่หรือไม่</p><p>A: ในมหาปรินิพพานสูตรบอกว่า ถ้าตถาคตต้องการมีชีวิต 1 กัปก็สามารถทำได้ด้วยการเจริญอิทธิบาทสี่ 1 กัป คือ 1 วงรอบของมนุษย์ ท่านจะปรินิพพานเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะหน้าที่ของพระพุทธเจ้าจบแล้ว เรื่องสำคัญ ๆ ได้เปิดเผยหมดแล้ว ทำไมต้อง 80 เพราะเคยตรัสกับท่านจุนทะว่า พรหมจรรย์นี้มั่งคั่งยั่งยืน ทำให้มารได้ช่องมาทวงสัญญา ถ้าอายุยืนคำสอนจะมากขึ้นแต่สัดส่วนจะน้อยลง</p><p>Q: ผีมีจริงหรือ และใช้อะไรแก้กลัว</p><p>A: ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า อมนุษย์มีอยู่จริง สิ่งที่จะใช้สำรอกความกลัวที่เป็นอกุศล คือ ธรรมะที่ประกอบด้วยองค์ 8</p><p>Q: ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วไม่ได้แจ้ง จะปรับอาบัติอย่างไร</p><p>A: ปกปิดความผิดนี้ไว้เท่าไหร่ ก็ต้องเอาเวลาที่ปกปิดไว้นั้นมารวมด้วย ถ้าทำซ้ำ ๆ ก็จะโดนปรับหนักขึ้นตามลำดับ</p><p>Q: ละขันธ์ 5 เข้าสู่นิพพาน แต่ขันธ์ไม่ละจากเรา? และการสื่อจิตถึงพระอรหันต์ที่ปรินิพพานไปแล้วคืออะไร</p><p>A: สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นนิมิตก็ได้ ขันธ์ 5 ไม่ได้ละ แต่ละอุปาทานในขันธ์ 5 เมื่อแยกอุปาทานออกจากขันธ์ 5 ได้จะไม่ทุกข์อีกต่อไป</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหนือโลกอย่างมีระดับ (6331-7q)</title>
			<itunes:title>เหนือโลกอย่างมีระดับ (6331-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Aug 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/97a91bd4-c2ab-4e51-b738-ac0900d4011e/media.mp3" length="27502403" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">97a91bd4-c2ab-4e51-b738-ac0900d4011e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55fb</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdQS9Hx7wJu2IxU8Tp96XcM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55fb.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ปฏิบัติธรรมแล้วเราจะต้องหลบโลก มันไม่ค่อยถูก โลกเนี่ยไม่ใช่ของที่เราจะต้องหลบ แต่ว่าโลกเป็นของที่เราต้องทำความเข้าใจ" </p><p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วอยากหลีกออกจากโลก ควรปรับตัวปรับใจอย่างไรดี เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การไม่รู้ร้อนรู้หนาว</p><p>A: ให้ดูตัวอย่างของท่านจิตตคฤหบดีที่มีคุณธรรมขั้นอนาคามี แต่ยังคงครองเรือน ทำหน้าที่ไปพร้อมกับการรักษาศีลแปดศึกษาธรรมะไปด้วย การที่จะอยู่ในโลกแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือ การไม่ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามผัสสะต่างๆ ที่มากระทบ ให้มีจิตอุเบกขา จิตที่มีอุเบกขาจะทำงานที่ชอบก็ได้ทำงานที่ไม่ชอบก็ได้ ส่วนที่ว่า บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ให้มองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีมรรคแปดแทรกซึมอยู่มั้ย มีเผลอเพลินหรือขยะแขยงในงานนั้นมั้ย ถ้ามีคือเสียเวลา แต่ทำไปแล้วมีมรรคแปดในงานด้วย อันนั้นดี</p><p>Q: มือที่ไม่มีแผลจับยาพิษก็ไม่อันตรายเป็นอย่างไร</p><p>A: เหมือนกับคนที่รู้แล้วทำ บาปน้อยกว่าคนที่ไม่รู้ แล้วทำ เพราะจะมีความระมัดระวังมากกว่า  เช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าเป็นยาพิษการจับต้องก็จะระมัดระวัง เหมือนมียามเฝ้ารักษา มีความสำรวมอินทรีย์ไม่ประมาท</p><p>Q: ความสันโดษทำให้ขี้เกียจ?</p><p>A: สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่มี ได้มีอย่างไรพอใจอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ไม่ขวนขวาย คนละเรื่องกับความขี้เกียจหรือขยัน ความสันโดษจะทำให้คุณพอใจสบายใจ ไม่วุ่นวายใจ สันโดษต้องมีส่วนผสมของความเพียรและอิทธิบาท 4</p><p>Q: ด้วยเหตุอย่างไรคนจึงมีจิตรักกัน</p><p>A: อาศัยความเกื้อกูลกันในปางก่อนหรือในปัจจุบัน แต่ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและผลที่เกิดขึ้นได้</p><p>Q: วิธีการก้าวล่วงกามคุณที่ล่วงมาแล้ว ทำอย่างไร</p><p>A: อันดับแรกเรื่องความเป็นอยู่ก็ปรับเปลี่ยนให้พอเหมาะให้เป็นไปตามธรรม ส่วนทางด้านจิตใจให้ตั้งสติสัมปชัญญะเอาไว้ให้มั่น</p><p>Q: การเห็นแบบบุคคลที่ 3 กับการเห็นแบบกลางๆ เหมือนกันหรือไม่</p><p>A: เหมือนกัน เพราะเป็นการไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในสิ่งนั้นๆ</p><p>Q: วิธีรับมือเมื่อสูงอายุ</p><p>A: ควรเห็นให้ได้ในทุกวัย ในปัจฉิมวัยนี้เป็นวัยที่มีโอกาสเปิดโล่งแล้ว ร่างกายเข้าสู่ความตาย แต่จิตใจจะเข้าสู่ความไม่ตายได้มั้ย ให้มีจิตใจที่อยู่ในมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ปฏิบัติธรรมแล้วเราจะต้องหลบโลก มันไม่ค่อยถูก โลกเนี่ยไม่ใช่ของที่เราจะต้องหลบ แต่ว่าโลกเป็นของที่เราต้องทำความเข้าใจ" </p><p>Q: ปฏิบัติธรรมแล้วอยากหลีกออกจากโลก ควรปรับตัวปรับใจอย่างไรดี เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การไม่รู้ร้อนรู้หนาว</p><p>A: ให้ดูตัวอย่างของท่านจิตตคฤหบดีที่มีคุณธรรมขั้นอนาคามี แต่ยังคงครองเรือน ทำหน้าที่ไปพร้อมกับการรักษาศีลแปดศึกษาธรรมะไปด้วย การที่จะอยู่ในโลกแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือ การไม่ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามผัสสะต่างๆ ที่มากระทบ ให้มีจิตอุเบกขา จิตที่มีอุเบกขาจะทำงานที่ชอบก็ได้ทำงานที่ไม่ชอบก็ได้ ส่วนที่ว่า บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ให้มองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีมรรคแปดแทรกซึมอยู่มั้ย มีเผลอเพลินหรือขยะแขยงในงานนั้นมั้ย ถ้ามีคือเสียเวลา แต่ทำไปแล้วมีมรรคแปดในงานด้วย อันนั้นดี</p><p>Q: มือที่ไม่มีแผลจับยาพิษก็ไม่อันตรายเป็นอย่างไร</p><p>A: เหมือนกับคนที่รู้แล้วทำ บาปน้อยกว่าคนที่ไม่รู้ แล้วทำ เพราะจะมีความระมัดระวังมากกว่า  เช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าเป็นยาพิษการจับต้องก็จะระมัดระวัง เหมือนมียามเฝ้ารักษา มีความสำรวมอินทรีย์ไม่ประมาท</p><p>Q: ความสันโดษทำให้ขี้เกียจ?</p><p>A: สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่มี ได้มีอย่างไรพอใจอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ไม่ขวนขวาย คนละเรื่องกับความขี้เกียจหรือขยัน ความสันโดษจะทำให้คุณพอใจสบายใจ ไม่วุ่นวายใจ สันโดษต้องมีส่วนผสมของความเพียรและอิทธิบาท 4</p><p>Q: ด้วยเหตุอย่างไรคนจึงมีจิตรักกัน</p><p>A: อาศัยความเกื้อกูลกันในปางก่อนหรือในปัจจุบัน แต่ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและผลที่เกิดขึ้นได้</p><p>Q: วิธีการก้าวล่วงกามคุณที่ล่วงมาแล้ว ทำอย่างไร</p><p>A: อันดับแรกเรื่องความเป็นอยู่ก็ปรับเปลี่ยนให้พอเหมาะให้เป็นไปตามธรรม ส่วนทางด้านจิตใจให้ตั้งสติสัมปชัญญะเอาไว้ให้มั่น</p><p>Q: การเห็นแบบบุคคลที่ 3 กับการเห็นแบบกลางๆ เหมือนกันหรือไม่</p><p>A: เหมือนกัน เพราะเป็นการไม่เข้าไปเกลือกกลั้วในสิ่งนั้นๆ</p><p>Q: วิธีรับมือเมื่อสูงอายุ</p><p>A: ควรเห็นให้ได้ในทุกวัย ในปัจฉิมวัยนี้เป็นวัยที่มีโอกาสเปิดโล่งแล้ว ร่างกายเข้าสู่ความตาย แต่จิตใจจะเข้าสู่ความไม่ตายได้มั้ย ให้มีจิตใจที่อยู่ในมรรค 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กำลังของจิต (6330-7q)</title>
			<itunes:title>กำลังของจิต (6330-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f324f63c-e973-4415-aba5-ac0200f9b15d/media.mp3" length="28038119" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f324f63c-e973-4415-aba5-ac0200f9b15d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55fc</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mel9dm86sqz4jSjRlHhKaaM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55fc.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: ประพฤติธรรมมาตลอด สุดท้ายเป็นอัลไซเมอร์ จะไปดีหรือไม่?</p><p>A: จิตลึกลงไปยิ่งกว่าสมอง การสะสมความดีจนเป็นอาสวะ จิตจะน้อมไประลึกถึงความดีนั้นได้แน่</p><p>Q: จิตที่มีกำลังเป็นเช่นไร?</p><p>A: ถ้าเราอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง แล้วเราสามารถที่จะรักษาความเป็นสภาวะนั้นได้ นี้คือสิ่งที่บ่งบอกถึงการที่จิตมีกำลัง ฝึกฝนมาตามศีล สมาธิ ปัญญา จิตที่มีกำลังสูงสุดคือ ต้องวางมันได้ เข้าใจในอริยสัจ แข็งอยู่แต่นุ่มนวล</p><p>Q: ถ้าจะเริ่มภาวนาควรจะรู้อะไร?</p><p>A: ภาวนาคือพัฒนามาตามมรรคแปด โดยเริ่มต้นที่สติ</p><p>Q: นิมิตแท้ กับ นิมิตเทียมต่างกันอย่างไร จะหลงหรือไม่</p><p>A: คนที่มีปัญญา จะทราบแยกแยะได้ว่าอันไหนจริงอันไหนเทียม ตั้งสติเอาไว้เพื่อให้เห็นตามจริง นิมิตทั้งหมดล้วนมีความไม่เที่ยง</p><p>Q: ขี้ลืม กังวล ใจร้อน ธรรมะข้อไหนแก้ได้</p><p>A: ขี้ลืม- ตั้งสติเอาไว้ แต่ถ้าเป็นส่วนความจำก็ต้องอาศัยปัญญา , กังวล- แก้โดยการเห็นตามเป็นจริง ทำความเพียรให้มากตามมรรคแปด , ใจร้อน- มีความเพียร มีเมตตา และให้เห็นทุกข์มาก ๆ จะวางได้</p><p>Q: "ระโชหะระนัง ระชังหะระติ" กับ การทำตัวแบบผ้าขี้ริ้ว ถูกต้องหรือไม่?</p><p>A: เมื่อไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ เหมือนผ้าเช็ดธุลี สิ่งที่เหลือก็คือความสบายใจ ตรงนี้เป็นปัญญา</p><p>Q: ผิดหวังจากไอดอล (Idol) ธรรมะข้อไหนช่วยได้</p><p>A: เป็นโทษของความเลื่อมใสศรัทธา เมื่อเขาเปลี่ยนแปลงไป ให้เห็นทุกข์แล้วเห็นธรรมด้วย ต้องฉลาดขึ้น ให้ตั้งอยู่ในธรรมโดยมีสติสัมปชัญญะในศรัทธาต่อไป</p><p>Q: พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและศรัทธาในอะไร?</p><p>A: ทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐคือ อริยสัจ 4 และศรัทธาในพุทโธธัมโมสังโฆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: ประพฤติธรรมมาตลอด สุดท้ายเป็นอัลไซเมอร์ จะไปดีหรือไม่?</p><p>A: จิตลึกลงไปยิ่งกว่าสมอง การสะสมความดีจนเป็นอาสวะ จิตจะน้อมไประลึกถึงความดีนั้นได้แน่</p><p>Q: จิตที่มีกำลังเป็นเช่นไร?</p><p>A: ถ้าเราอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง แล้วเราสามารถที่จะรักษาความเป็นสภาวะนั้นได้ นี้คือสิ่งที่บ่งบอกถึงการที่จิตมีกำลัง ฝึกฝนมาตามศีล สมาธิ ปัญญา จิตที่มีกำลังสูงสุดคือ ต้องวางมันได้ เข้าใจในอริยสัจ แข็งอยู่แต่นุ่มนวล</p><p>Q: ถ้าจะเริ่มภาวนาควรจะรู้อะไร?</p><p>A: ภาวนาคือพัฒนามาตามมรรคแปด โดยเริ่มต้นที่สติ</p><p>Q: นิมิตแท้ กับ นิมิตเทียมต่างกันอย่างไร จะหลงหรือไม่</p><p>A: คนที่มีปัญญา จะทราบแยกแยะได้ว่าอันไหนจริงอันไหนเทียม ตั้งสติเอาไว้เพื่อให้เห็นตามจริง นิมิตทั้งหมดล้วนมีความไม่เที่ยง</p><p>Q: ขี้ลืม กังวล ใจร้อน ธรรมะข้อไหนแก้ได้</p><p>A: ขี้ลืม- ตั้งสติเอาไว้ แต่ถ้าเป็นส่วนความจำก็ต้องอาศัยปัญญา , กังวล- แก้โดยการเห็นตามเป็นจริง ทำความเพียรให้มากตามมรรคแปด , ใจร้อน- มีความเพียร มีเมตตา และให้เห็นทุกข์มาก ๆ จะวางได้</p><p>Q: "ระโชหะระนัง ระชังหะระติ" กับ การทำตัวแบบผ้าขี้ริ้ว ถูกต้องหรือไม่?</p><p>A: เมื่อไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ เหมือนผ้าเช็ดธุลี สิ่งที่เหลือก็คือความสบายใจ ตรงนี้เป็นปัญญา</p><p>Q: ผิดหวังจากไอดอล (Idol) ธรรมะข้อไหนช่วยได้</p><p>A: เป็นโทษของความเลื่อมใสศรัทธา เมื่อเขาเปลี่ยนแปลงไป ให้เห็นทุกข์แล้วเห็นธรรมด้วย ต้องฉลาดขึ้น ให้ตั้งอยู่ในธรรมโดยมีสติสัมปชัญญะในศรัทธาต่อไป</p><p>Q: พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและศรัทธาในอะไร?</p><p>A: ทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐคือ อริยสัจ 4 และศรัทธาในพุทโธธัมโมสังโฆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การชนะอันประเสริฐสุด (6329-7q)</title>
			<itunes:title>การชนะอันประเสริฐสุด (6329-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:27</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/acff2aa0-0de1-4c34-a155-abfb00e39a89/media.mp3" length="25680829" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">acff2aa0-0de1-4c34-a155-abfb00e39a89</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55fd</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mcMGaiLLnCW1+nCiytnRW8h]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55fd.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโยอัตตา หะเว ชิตัง เสยโยชนะตนนั่นแหละ ดีกว่า</p><p>ชัยชนะเป็นความปรารถนาของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เพราะสามารถทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู่ในรูปแบบใดก็ตาม บางครั้งชัยชนะก็ทำให้เกิดศัตรู สร้างความเกลียดชัง ความอาฆาต จองเวรกันมากขึ้นและจะเกิดการต่อสู่ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามหากต้องชัยชนะแบบราบคาบต้องเป็น "การชนะตนเอง" เท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสุขตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า </p><p>การชนะตนเอง คือ การฝึกตนตามกระบวนการของอริยมรรคมีองค์แปด เป็นความสามารถในการเอาชนะกิเลสของตนเองให้ได้ เพื่อการควบคุมตนเองให้ประพฤติในสิ่งที่ดีงามทั้งทางกาย วาจา และใจ ถือเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" ไว้ในวันมาฆบูชา อันประกอบไปด้วยการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้ผ่องใส</p><p>หากชนะใจตนเองได้แล้วนั้น การชนะใจผู้อื่นจะยิ่งนำมาซึ่งสันติภาพ เพราะเป็นชัยชนะที่ไม่เบียดเบียนใคร อีกทั้งชัยชนะนั้นกลับให้แพ้อีกไม่ได้ และเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพานด้วย ดังเช่นที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ พระองค์ทรงชนะตนเองแล้วจึงชนะใจผู้อื่นด้วยการอบรมสั่งสอนสาวกให้เลื่อมใสในพระธรรม เมื่อปวงชนได้นำหลักธรรมมาประพฤติปฏิบัติย่อมเกิดความสงบสุขบนโลกใบนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโยอัตตา หะเว ชิตัง เสยโยชนะตนนั่นแหละ ดีกว่า</p><p>ชัยชนะเป็นความปรารถนาของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เพราะสามารถทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู่ในรูปแบบใดก็ตาม บางครั้งชัยชนะก็ทำให้เกิดศัตรู สร้างความเกลียดชัง ความอาฆาต จองเวรกันมากขึ้นและจะเกิดการต่อสู่ไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามหากต้องชัยชนะแบบราบคาบต้องเป็น "การชนะตนเอง" เท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสุขตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า </p><p>การชนะตนเอง คือ การฝึกตนตามกระบวนการของอริยมรรคมีองค์แปด เป็นความสามารถในการเอาชนะกิเลสของตนเองให้ได้ เพื่อการควบคุมตนเองให้ประพฤติในสิ่งที่ดีงามทั้งทางกาย วาจา และใจ ถือเป็นหลักธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" ไว้ในวันมาฆบูชา อันประกอบไปด้วยการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้ผ่องใส</p><p>หากชนะใจตนเองได้แล้วนั้น การชนะใจผู้อื่นจะยิ่งนำมาซึ่งสันติภาพ เพราะเป็นชัยชนะที่ไม่เบียดเบียนใคร อีกทั้งชัยชนะนั้นกลับให้แพ้อีกไม่ได้ และเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง รู้พร้อม นิพพานด้วย ดังเช่นที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ พระองค์ทรงชนะตนเองแล้วจึงชนะใจผู้อื่นด้วยการอบรมสั่งสอนสาวกให้เลื่อมใสในพระธรรม เมื่อปวงชนได้นำหลักธรรมมาประพฤติปฏิบัติย่อมเกิดความสงบสุขบนโลกใบนี้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สังคมอยู่ไม่ยาก ด้วยธรรมะพระพุทธเจ้า (6328-7q)</title>
			<itunes:title>สังคมอยู่ไม่ยาก ด้วยธรรมะพระพุทธเจ้า (6328-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Jul 2020 17:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b455e674-f5d7-4b19-831a-abe800b6eee0/media.mp3" length="27430170" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b455e674-f5d7-4b19-831a-abe800b6eee0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609743f8ced00103c55fe</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONci9BnhoFz0Ja60AdFnxTl+mdAP7Bfevb9xBgiodh9uFZO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609743f8ced00103c55fe.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สังคมสมัยนี้อยู่ยาก หากมีปัญญาไม่เต็มที่จะเกิดความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เนื่องจากสิ่งที่น่าปรารถนานั้นแปรเปลี่ยนไป หรือปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น ซึ่งนี้ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข และการปรุงแต่งที่ต่างกัน</p><p>ธรรมะ 2 อย่าง ที่จะทำให้อยู่ได้ง่ายขึ้น ได้แก่อดทนให้มากที่สุด ต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของอริยสัจสี่</p><p>การแสดงออกของปัญญาทางหนึ่ง คือ ด้วยวาจา หากเป็นในทางสัมมาทิฏฐิ จะเป็นศาสตราวุธที่ใช้สำหรับขูดเกลากำจัดกิเลสได้ แต่ถ้าใช้ไปในทางที่ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ก็จะเปรียบเสมือนกับหอกดาบที่ใช้ทิ่มแทงกัน</p><p>ดังนั้น การพิจารณาใคร่ครวญไปตามปฏิปทาและคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติตนตามกระบวนการของอริยมรรคมีองค์แปด จึงทำให้เราสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริง คลายกำหนัด ปล่อยวาง และทำที่สุดแห่งทุกข์ (นิพพาน) ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน S09E25  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สังคมสมัยนี้อยู่ยาก หากมีปัญญาไม่เต็มที่จะเกิดความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เนื่องจากสิ่งที่น่าปรารถนานั้นแปรเปลี่ยนไป หรือปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น ซึ่งนี้ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย เงื่อนไข และการปรุงแต่งที่ต่างกัน</p><p>ธรรมะ 2 อย่าง ที่จะทำให้อยู่ได้ง่ายขึ้น ได้แก่อดทนให้มากที่สุด ต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจมีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของอริยสัจสี่</p><p>การแสดงออกของปัญญาทางหนึ่ง คือ ด้วยวาจา หากเป็นในทางสัมมาทิฏฐิ จะเป็นศาสตราวุธที่ใช้สำหรับขูดเกลากำจัดกิเลสได้ แต่ถ้าใช้ไปในทางที่ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ก็จะเปรียบเสมือนกับหอกดาบที่ใช้ทิ่มแทงกัน</p><p>ดังนั้น การพิจารณาใคร่ครวญไปตามปฏิปทาและคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติตนตามกระบวนการของอริยมรรคมีองค์แปด จึงทำให้เราสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริง คลายกำหนัด ปล่อยวาง และทำที่สุดแห่งทุกข์ (นิพพาน) ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน S09E25  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อาสาฬหบูชา เสวนากรรมดี (6327-7q)</title>
			<itunes:title>อาสาฬหบูชา เสวนากรรมดี (6327-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Jul 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/fe882200-7912-4c75-ac16-abe800b67ebc/media.mp3" length="26573895" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fe882200-7912-4c75-ac16-abe800b67ebc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c55ff</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21rP/D5ZrdiE0fdT5jSHbI4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c55ff.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การลงทุนในสมาธิ ไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก มีความผิดพลาดน้อย ความเสี่ยงไม่สูง และให้ผลตอบแทนมาก จึงเป็นการกระทำที่มีกระแสต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงที่กรรมเก่าส่งผลต่อกรรมใหม่ ด้วยเหตุปัจจัย เงื่อนไข และการปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นไปในทางที่ดีได้</p><p>สุขหรือเวทนาในสมาธิ เป็นสุขที่ควรเสพ เพราะมีโทษและอันตรายน้อยกว่าความสุขที่เกิดจากกาม ควรทำให้มาก เจริญให้มาก เเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น และที่สำคัญ อย่าตกกับดักของมาร</p><p>ดังนั้น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะและต่อสู้กับกิเลสเหล่านั้นด้วยความเพียร ต้องพยายามถอนตัวออกจากกับดักมารให้ได้ ค่อย ๆ ปรับองค์ประกอบของปัญญาในส่วนของสมาธิ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง ที่จะไม่ให้อาสวะเกิดขึ้น พยายามวางความยึดถือในกายและจิต วางมานะความเป็นตัวตนลง จิตจะร่าเริงในธรรม จนเกิดเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะขึ้น เมื่อประกอบกับมรรคแปดแล้ว จึงรวมเรียกว่า "สัมมัตตะ 10"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การลงทุนในสมาธิ ไม่ต้องใช้ต้นทุนมาก มีความผิดพลาดน้อย ความเสี่ยงไม่สูง และให้ผลตอบแทนมาก จึงเป็นการกระทำที่มีกระแสต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงที่กรรมเก่าส่งผลต่อกรรมใหม่ ด้วยเหตุปัจจัย เงื่อนไข และการปรุงแต่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นไปในทางที่ดีได้</p><p>สุขหรือเวทนาในสมาธิ เป็นสุขที่ควรเสพ เพราะมีโทษและอันตรายน้อยกว่าความสุขที่เกิดจากกาม ควรทำให้มาก เจริญให้มาก เเป็นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น และที่สำคัญ อย่าตกกับดักของมาร</p><p>ดังนั้น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะและต่อสู้กับกิเลสเหล่านั้นด้วยความเพียร ต้องพยายามถอนตัวออกจากกับดักมารให้ได้ ค่อย ๆ ปรับองค์ประกอบของปัญญาในส่วนของสมาธิ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง ที่จะไม่ให้อาสวะเกิดขึ้น พยายามวางความยึดถือในกายและจิต วางมานะความเป็นตัวตนลง จิตจะร่าเริงในธรรม จนเกิดเป็นสัมมาวิมุตติและสัมมาญาณะขึ้น เมื่อประกอบกับมรรคแปดแล้ว จึงรวมเรียกว่า "สัมมัตตะ 10"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กุศลธรรมเริ่มที่จิต (6326-7q)</title>
			<itunes:title>กุศลธรรมเริ่มที่จิต (6326-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b0b4db67-59cb-4133-8925-abe50145dafe/media.mp3" length="26470028" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b0b4db67-59cb-4133-8925-abe50145dafe</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5600</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23yHJa5DzSn+Y4j0ZFOhg6M]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5600.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การกระทำใด ๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา หากทำถูกต้อง ก็จะได้บุญ แต่ถ้าทำผิด ก็ได้บาป จึงต้องพิจารณาใคร่ครวญดูว่า การกระทำเหล่านั้นควรที่จะก่อให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา อย่าให้เกิดความเศร้าหมองขึ้นที่จิต ไม่เอาบาปผู้อื่นมาต่อบาปให้ตนเอง ควรวางอุเบกขาเพื่อคลายความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ลง และมีเมตตาจิตต่อการกระทำนั้น</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E37 , ตามใจท่าน S09E05 , #บุญหรือบาปขึ้นกับเจตนาในการกระทำ  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การกระทำใด ๆ ขึ้นอยู่กับเจตนา หากทำถูกต้อง ก็จะได้บุญ แต่ถ้าทำผิด ก็ได้บาป จึงต้องพิจารณาใคร่ครวญดูว่า การกระทำเหล่านั้นควรที่จะก่อให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา อย่าให้เกิดความเศร้าหมองขึ้นที่จิต ไม่เอาบาปผู้อื่นมาต่อบาปให้ตนเอง ควรวางอุเบกขาเพื่อคลายความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ลง และมีเมตตาจิตต่อการกระทำนั้น</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E37 , ตามใจท่าน S09E05 , #บุญหรือบาปขึ้นกับเจตนาในการกระทำ  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมดี ได้ดี…แม้นมีอุปสรรค (6325-7q)</title>
			<itunes:title>ธรรมดี ได้ดี…แม้นมีอุปสรรค (6325-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/df37e95b-603a-46a4-a47b-abdd0009f7c3/media.mp3" length="25630713" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">df37e95b-603a-46a4-a47b-abdd0009f7c3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5601</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21KXiWpQBSIerpFn6XywNeN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5601.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ดวงดี อาจทำให้เกิดความรู้สึกสุข ในขณะที่ ดวงไม่ดี ทำให้เกิดความรู้สึกทุกข์ แต่ทั้งสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาต่างก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เหตุปัจจัยขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ที่เป็นไปในทางกุศลกรรมทั้งกาย วาจา และใจ ที่เป็นไปในทางที่ดี ทำให้เกิดบุญ ไม่ใช่เรื่องของอาหาร เรื่องของดวง หรือด้วยคำพูดของผู้อื่น</p><p>ดังนั้น จึงควรไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต หมั่นทำความดีและสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอ แม้ดวงจะไม่ดี แล้วมีทุกขเวทนาเกิดขึ้น แต่ก็สามารถที่จะสร้างกุศลธรรมได้ ด้วยความศรัทธา ด้วยความเพียรพยายาม มีความอดทนอดกลั้น สามารถแผ่เมตตาให้กับผู้ที่คิดไม่ดีกับเราได้ และปฏิบัติตนตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ที่ให้ดำเนินไปตามทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้</p><p>การระลึกดีได้ในขณะที่เกิดทุกขเวทนา ถือว่าเป็นสัมมาสติ เกิดผลเป็นกาย วาจา ใจที่ดี และให้ผลเป็นความสุขผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วนรอบไปเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดเป็นสุขเวทนาในขณะที่สร้างความดีได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ดวงดี อาจทำให้เกิดความรู้สึกสุข ในขณะที่ ดวงไม่ดี ทำให้เกิดความรู้สึกทุกข์ แต่ทั้งสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาต่างก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เหตุปัจจัยขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา ที่เป็นไปในทางกุศลกรรมทั้งกาย วาจา และใจ ที่เป็นไปในทางที่ดี ทำให้เกิดบุญ ไม่ใช่เรื่องของอาหาร เรื่องของดวง หรือด้วยคำพูดของผู้อื่น</p><p>ดังนั้น จึงควรไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต หมั่นทำความดีและสร้างบุญอย่างสม่ำเสมอ แม้ดวงจะไม่ดี แล้วมีทุกขเวทนาเกิดขึ้น แต่ก็สามารถที่จะสร้างกุศลธรรมได้ ด้วยความศรัทธา ด้วยความเพียรพยายาม มีความอดทนอดกลั้น สามารถแผ่เมตตาให้กับผู้ที่คิดไม่ดีกับเราได้ และปฏิบัติตนตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ที่ให้ดำเนินไปตามทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้</p><p>การระลึกดีได้ในขณะที่เกิดทุกขเวทนา ถือว่าเป็นสัมมาสติ เกิดผลเป็นกาย วาจา ใจที่ดี และให้ผลเป็นความสุขผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วนรอบไปเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดเป็นสุขเวทนาในขณะที่สร้างความดีได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปักษ์ของสภาวะจิต (6324-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิปักษ์ของสภาวะจิต (6324-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ed2b855f-618c-4e08-ab9a-abcc00f5f02d/media.mp3" length="27046368" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ed2b855f-618c-4e08-ab9a-abcc00f5f02d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5602</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23ocv5oDBbjvmtEyCg1LY3M]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5602.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สภาวะจิตที่ยังข้องกับบุญหรือบาป จะพาให้บุคคลนั้นไปสู่ภพที่ต่างกันได้ ได้แก่การข้องกับกิเลส เช่น โทสะทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก โมหะทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือราคะทำให้ไปเกิดเป็นเปรตในทางกลับกัน หากสามารถ ระลึกถึงทานและศีล ได้ จะทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น หรือ หากมีสติ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ระลึกถึงสีลานุสสติหรือจาคานุสสติ ได้ จะทำให้ไปเกิดเป็นพรหม</p><p>ดังนั้น จึงควรดำรงตนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ปฏิบัติธรรมฝึกจิตในการสั่งสมความดี และต้องมีจุดเหมาะสมที่สามารถทำให้ทั้งกายและจิตสมดุลกันได้ ไม่ว่าอยู่ในระหว่างการทำกิจการงานใด ๆ ก็ตาม</p><p>ทั้งนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เป็นไปเพื่อสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความหน่ายทุกข์ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ และเพื่อนิพพานเป็นที่สุดจบ ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมคำสอนจนสามารถเป็นพหูสูตได้ ก็ดี หรือหากยังไม่ลงใจในธรรมะข้อใด ก็ควรนำธรรมะข้อนั้น ๆ มาเทียบเคียงเพื่ออ้างอิงกับแม่บทในพระสูตรหรือพระวินัย ก็จะทำให้เราไม่หนีห่างไปจากพระธรรมคำสอนและดำเนินอยู่ในทางของอริยมรรคมีองค์ 8 มีความละเอียดรอบคอบ สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E31 , ใต้ร่มโพธิบท S08E35 , นิทานพรรณา S02E31 , ตามใจท่าน S09E47 ,  #อาการที่แสดงธรรม 3 อย่าง   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สภาวะจิตที่ยังข้องกับบุญหรือบาป จะพาให้บุคคลนั้นไปสู่ภพที่ต่างกันได้ ได้แก่การข้องกับกิเลส เช่น โทสะทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรก โมหะทำให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือราคะทำให้ไปเกิดเป็นเปรตในทางกลับกัน หากสามารถ ระลึกถึงทานและศีล ได้ จะทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น หรือ หากมีสติ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ระลึกถึงสีลานุสสติหรือจาคานุสสติ ได้ จะทำให้ไปเกิดเป็นพรหม</p><p>ดังนั้น จึงควรดำรงตนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ปฏิบัติธรรมฝึกจิตในการสั่งสมความดี และต้องมีจุดเหมาะสมที่สามารถทำให้ทั้งกายและจิตสมดุลกันได้ ไม่ว่าอยู่ในระหว่างการทำกิจการงานใด ๆ ก็ตาม</p><p>ทั้งนี้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เป็นไปเพื่อสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความหน่ายทุกข์ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ และเพื่อนิพพานเป็นที่สุดจบ ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมคำสอนจนสามารถเป็นพหูสูตได้ ก็ดี หรือหากยังไม่ลงใจในธรรมะข้อใด ก็ควรนำธรรมะข้อนั้น ๆ มาเทียบเคียงเพื่ออ้างอิงกับแม่บทในพระสูตรหรือพระวินัย ก็จะทำให้เราไม่หนีห่างไปจากพระธรรมคำสอนและดำเนินอยู่ในทางของอริยมรรคมีองค์ 8 มีความละเอียดรอบคอบ สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E31 , ใต้ร่มโพธิบท S08E35 , นิทานพรรณา S02E31 , ตามใจท่าน S09E47 ,  #อาการที่แสดงธรรม 3 อย่าง   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาให้ถึงการสิ้นกรรม (6323-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาให้ถึงการสิ้นกรรม (6323-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Jun 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:48</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/be4f280f-c2ce-45de-b50d-abca013069d1/media.mp3" length="28246385" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">be4f280f-c2ce-45de-b50d-abca013069d1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5603</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21Dv6LMnHPqoezAmyFxU2IM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5603.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ความดียิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ" ความดี ในที่นี้หมายถึง ความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งเราอาจจะถูกชักชวนให้ทำดีหรือชั่ว จะด้วยอำนาจของมารหรือเทวดาก็ตาม แต่การกระทำทั้งหมดล้วนเกิดจากตนเองทั้งสิ้น</p><p>การปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนมาตามทางสายกลาง เข้าถึงนิพพานเป็นที่สุดจบได้ เป็นปฏิปทาให้ถึงการสิ้นกรรม โดยหมายรวมถึงการสิ้นไปทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว การสิ้นไปทั้งอาสวะที่เป็นส่วนแห่งบุญและอาสวะที่เป็นส่วนแห่งบาป การสิ้นไปทั้งสุคติและทุคติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ความดียิ่งเปิดเผยยิ่งเจริญ" ความดี ในที่นี้หมายถึง ความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย ซึ่งเราอาจจะถูกชักชวนให้ทำดีหรือชั่ว จะด้วยอำนาจของมารหรือเทวดาก็ตาม แต่การกระทำทั้งหมดล้วนเกิดจากตนเองทั้งสิ้น</p><p>การปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนมาตามทางสายกลาง เข้าถึงนิพพานเป็นที่สุดจบได้ เป็นปฏิปทาให้ถึงการสิ้นกรรม โดยหมายรวมถึงการสิ้นไปทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว การสิ้นไปทั้งอาสวะที่เป็นส่วนแห่งบุญและอาสวะที่เป็นส่วนแห่งบาป การสิ้นไปทั้งสุคติและทุคติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ประเด็นธรรม อวิชชา (6322-7q)</title>
			<itunes:title>ประเด็นธรรม อวิชชา (6322-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4b2b804a-75aa-454e-82d9-abba011fae92/media.mp3" length="27014234" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4b2b804a-75aa-454e-82d9-abba011fae92</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5604</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21Cuk/SvS760d7fF626Imgg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5604.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"อวิชชา" หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง เป็นความไม่รู้ในอริยสัจ 4 อันประกอบด้วยความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ และในข้อปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ ความไม่รู้ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต และความไม่รู้ใน "ปฏิจจสมุปบาท" คือ ธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน จึงมีเกิดขึ้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หลักอิทัปปัจจยตา" </p><p>"เพราะอวิชชาดับ อวิชชาจึงดับ" เป็นความรู้ที่จะนำไปสู่การตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วทำอย่างไร อวิชชาจึงจะดับไป? นี้จึงเข้าสู่กระบวนการที่จะทำให้อวิชชาดับไป ด้วยการมีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ควบคู่ไปกับปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสอนที่รวมลงมาในอริยมรรคมีองค์แปด ทำให้เกิดสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติในที่สุด โดยได้อธิบายรายละเอียดไว้ เริ่มจากการมี สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง จะทำให้กาย วาจา และอาชีวะบริสุทธิ์ เมื่อ กาย วาจา และอาชีวะบริสุทธิ์ จะทำให้เกิดความเพียร เมื่อมี ความเพียร จะทำให้เกิดสติ เมื่อมี สติ จะทำให้เกิดสมาธิ เมื่อมี สมาธิ จะทำให้เกิดญาณ (ความรู้) เมื่อมี ญาณ (ความรู้) จะทำให้วิชชาเกิด และเมื่อมี วิชชาเกิดขึ้น จะทำให้อวิชชาดับลง เอาชนะอวิชชาได้</p><p>อย่างไรก็ดี ความรู้บางอย่างนั้น ต่อให้ง่ายหรือยาก อาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อสัมโพธิ จึงไม่จำเป็นต้องไปรู้ก็ได้ ดังนั้นเราควรรู้ในสิ่งที่ควรรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ที่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อสัมโพธิญาณ เพื่อความดับเย็น และเพื่อพระนิพพาน </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E05 , ใต้ร่มโพธิบท S07E19 , #อวิชชา 8 , #อวิชชาในจิตประภัสสร , #อวิชชาคือความไม่รู้ , #อวิชชาทำให้เหมือนจริง , #สังขยาที่ทำจากอวิชชา , #อาหารของตัณหา      </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"อวิชชา" หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง เป็นความไม่รู้ในอริยสัจ 4 อันประกอบด้วยความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ในความดับทุกข์ และในข้อปฏิบัติสำหรับดับทุกข์ ความไม่รู้ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต และความไม่รู้ใน "ปฏิจจสมุปบาท" คือ ธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน จึงมีเกิดขึ้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หลักอิทัปปัจจยตา" </p><p>"เพราะอวิชชาดับ อวิชชาจึงดับ" เป็นความรู้ที่จะนำไปสู่การตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วทำอย่างไร อวิชชาจึงจะดับไป? นี้จึงเข้าสู่กระบวนการที่จะทำให้อวิชชาดับไป ด้วยการมีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ควบคู่ไปกับปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสอนที่รวมลงมาในอริยมรรคมีองค์แปด ทำให้เกิดสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติในที่สุด โดยได้อธิบายรายละเอียดไว้ เริ่มจากการมี สัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง จะทำให้กาย วาจา และอาชีวะบริสุทธิ์ เมื่อ กาย วาจา และอาชีวะบริสุทธิ์ จะทำให้เกิดความเพียร เมื่อมี ความเพียร จะทำให้เกิดสติ เมื่อมี สติ จะทำให้เกิดสมาธิ เมื่อมี สมาธิ จะทำให้เกิดญาณ (ความรู้) เมื่อมี ญาณ (ความรู้) จะทำให้วิชชาเกิด และเมื่อมี วิชชาเกิดขึ้น จะทำให้อวิชชาดับลง เอาชนะอวิชชาได้</p><p>อย่างไรก็ดี ความรู้บางอย่างนั้น ต่อให้ง่ายหรือยาก อาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่มีประโยชน์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อสัมโพธิ จึงไม่จำเป็นต้องไปรู้ก็ได้ ดังนั้นเราควรรู้ในสิ่งที่ควรรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ที่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อสัมโพธิญาณ เพื่อความดับเย็น และเพื่อพระนิพพาน </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E05 , ใต้ร่มโพธิบท S07E19 , #อวิชชา 8 , #อวิชชาในจิตประภัสสร , #อวิชชาคือความไม่รู้ , #อวิชชาทำให้เหมือนจริง , #สังขยาที่ทำจากอวิชชา , #อาหารของตัณหา      </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>นัยยะธรรมจากมหาปรินิพพาน (6321-7q)</title>
			<itunes:title>นัยยะธรรมจากมหาปรินิพพาน (6321-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/3a5be16c-a997-47d3-b9a3-abb400f35106/media.mp3" length="28615281" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3a5be16c-a997-47d3-b9a3-abb400f35106</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5605</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq212WU2hwV7eLW84vDgLCeUc]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5605.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"นิพพาน" หมายถึง ความดับเย็น ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์ เป็นที่สุดจบของการปฏิบัติ ทั้งนี้อาจจะมีการกล่าวถึงโดยนัยของการดับในเรื่องต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น ความดับของกาม (ฌานที่ 1),  ความดับของวิตก วิจารณ์ (ฌานที่ 2), ความดับของปิติ (ฌานที่ 3), ความดับของความสุข ที่เหลือแต่อุเบกขาล้วน ๆ (ฌานที่ 4), ความดับของรูปทั้งหมด (อรูปฌาน) เป็นต้น</p><p>ทางที่จะให้ไปถึงพระนิพพานได้ นั่นคือ อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเราทุกคนสามารถปฏิบัติตามพระธรรมนี้ และจะเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ต้องเชื่อคำผู้อื่น อีกทั้งยังดำเนินไปเองได้ด้วยศรัทธาที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ปฏิบัติด้วยความเพียรให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา</p><p>ช่วงท้ายเอพิโสด ได้ทำการสรุปเนื้อหารวบยอด "มหาปรินิพพานสูตร" ทั้ง 5 ตอน ที่ผ่าน ในช่วงคลังพระสูตร ซึ่งเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ 18 เดือนสุดท้ายก่อนการปรินิพพาน  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E22 , ใต้ร่มโพธิบท S08E32 , คลังพระสูตร S09E32       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"นิพพาน" หมายถึง ความดับเย็น ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์ เป็นที่สุดจบของการปฏิบัติ ทั้งนี้อาจจะมีการกล่าวถึงโดยนัยของการดับในเรื่องต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น ความดับของกาม (ฌานที่ 1),  ความดับของวิตก วิจารณ์ (ฌานที่ 2), ความดับของปิติ (ฌานที่ 3), ความดับของความสุข ที่เหลือแต่อุเบกขาล้วน ๆ (ฌานที่ 4), ความดับของรูปทั้งหมด (อรูปฌาน) เป็นต้น</p><p>ทางที่จะให้ไปถึงพระนิพพานได้ นั่นคือ อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเราทุกคนสามารถปฏิบัติตามพระธรรมนี้ และจะเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) โดยไม่ต้องเชื่อคำผู้อื่น อีกทั้งยังดำเนินไปเองได้ด้วยศรัทธาที่หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ปฏิบัติด้วยความเพียรให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา</p><p>ช่วงท้ายเอพิโสด ได้ทำการสรุปเนื้อหารวบยอด "มหาปรินิพพานสูตร" ทั้ง 5 ตอน ที่ผ่าน ในช่วงคลังพระสูตร ซึ่งเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ 18 เดือนสุดท้ายก่อนการปรินิพพาน  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E22 , ใต้ร่มโพธิบท S08E32 , คลังพระสูตร S09E32       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร จากธรรมะพระพุทธเจ้า</title>
			<itunes:title>ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร จากธรรมะพระพุทธเจ้า</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e588d774-169a-4886-b207-abb10071ccb4/media.mp3" length="28207368" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e588d774-169a-4886-b207-abb10071ccb4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5606</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20MaLuosq0crRbsLBZbsIvx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5606.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เมื่อมีผัสสะใด ๆ มากระทบ แล้วเกิดมีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ต้องรู้จักแยกแยะให้ออกด้วยสติระหว่าง กุศลธรรม กับ อกุศลธรรม  ทำความเข้าใจเปรียบเทียบในสิ่งนั้น ๆ กลับมาว่า สอดคล้องเชื่อมโยง เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตาม ซึ่งในบางเรื่องนั้นอาจทำได้ยาก แต่ถ้าทำแล้วกุศลธรรมเกิดได้ ก็ให้เราทำ เปรียบไว้กับลูกศรที่ถ้ามันตรงแล้ว ก็ไม่ต้องดัด แต่ถ้ามันงออยู่ก็ต้องดัด ดัดในลักษณะที่ให้มันตรง ไม่ใช่ดัดให้มันหัก </p><p>ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงรวมลงที่หลักของอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ถึงพร้อม มุ่งเน้นไปเพื่อความหน่ายคลายกำหนัด เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม และเพื่อนิพพาน  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E43 , ใต้ร่มโพธิบท S08E31 , #กัลยาณมิตร 3 ระดับ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เมื่อมีผัสสะใด ๆ มากระทบ แล้วเกิดมีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ต้องรู้จักแยกแยะให้ออกด้วยสติระหว่าง กุศลธรรม กับ อกุศลธรรม  ทำความเข้าใจเปรียบเทียบในสิ่งนั้น ๆ กลับมาว่า สอดคล้องเชื่อมโยง เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตาม ซึ่งในบางเรื่องนั้นอาจทำได้ยาก แต่ถ้าทำแล้วกุศลธรรมเกิดได้ ก็ให้เราทำ เปรียบไว้กับลูกศรที่ถ้ามันตรงแล้ว ก็ไม่ต้องดัด แต่ถ้ามันงออยู่ก็ต้องดัด ดัดในลักษณะที่ให้มันตรง ไม่ใช่ดัดให้มันหัก </p><p>ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงรวมลงที่หลักของอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ถึงพร้อม มุ่งเน้นไปเพื่อความหน่ายคลายกำหนัด เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม และเพื่อนิพพาน  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E43 , ใต้ร่มโพธิบท S08E31 , #กัลยาณมิตร 3 ระดับ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้ทรามและประณีต (6319-7q)</title>
			<itunes:title>กรรมย่อมจำแนกสัตว์ ให้ทรามและประณีต (6319-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a0e3864d-7fa9-455d-97f4-abae01564582/media.mp3" length="27143724" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a0e3864d-7fa9-455d-97f4-abae01564582</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5607</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23TTCKSVM/YC0BKc5f8wkGf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5607.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ทั้ง ความดีและความไม่ดี เปรียบเสมือนเชื้อโรค สามารถแพร่ออกไปทำให้ติดต่อกันได้ ดังนั้นจึงควรทำความดีด้วยการตั้งตนอยู่ในธรรม ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ให้แพร่ความดีของเราออกไป ก็จะมีผลดีขยายออกไปเป็นวงกว้าง เพราะการช่วยเหลือผู้อื่น ก็ถือเป็นการช่วยเหลือตนเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ การรักษาตนเอง ก็เป็นการรักษาผู้อื่น ด้วยเช่นกัน</p><p>พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาแก่สุภมาณพโตเทยยบุตร ถึงเรื่อง "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตได้"  ซึ่งหนึ่งในความทรามหรือความประณีต เป็นเรื่องของปัญญา เหตุปัจจัยที่ทำให้บางคนมีปัญญาน้อย บางคนมีปัญญามาก ก็คือ การที่รู้จักเข้าไปหาสมณะผู้รู้ทั้งหลาย เพื่อสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรทำแล้วเป็นสุข อะไรทำแล้วเป็นทุกข์ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อที่ให้รู้จักแยกแยะแจกแจงได้ ทำให้เกิดปัญญา มองอะไรก็เข้าใจแทงตลอดไปหมด</p><p>ความแก่กล้าของอินทรีย์ ต้องสร้างขึ้นด้วย ความเพียร ที่ทุกคนสามารถทำได้มีได้แน่นอน และสิ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อมีความเพียรแล้ว ให้มุ่งเน้นทำให้เกิดความสำเร็จดีงามขึ้นในทางศีล สมาธิ และปัญญา ไม่ใช่เพ่งอยู่ตรงจุดที่ความสบายหรือความลำบาก </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , ใต้ร่มโพธิบท S08E30 , คลังพระสูตร S09E30 , S08E51 , #กรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ทั้ง ความดีและความไม่ดี เปรียบเสมือนเชื้อโรค สามารถแพร่ออกไปทำให้ติดต่อกันได้ ดังนั้นจึงควรทำความดีด้วยการตั้งตนอยู่ในธรรม ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ให้แพร่ความดีของเราออกไป ก็จะมีผลดีขยายออกไปเป็นวงกว้าง เพราะการช่วยเหลือผู้อื่น ก็ถือเป็นการช่วยเหลือตนเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ การรักษาตนเอง ก็เป็นการรักษาผู้อื่น ด้วยเช่นกัน</p><p>พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาแก่สุภมาณพโตเทยยบุตร ถึงเรื่อง "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตได้"  ซึ่งหนึ่งในความทรามหรือความประณีต เป็นเรื่องของปัญญา เหตุปัจจัยที่ทำให้บางคนมีปัญญาน้อย บางคนมีปัญญามาก ก็คือ การที่รู้จักเข้าไปหาสมณะผู้รู้ทั้งหลาย เพื่อสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรทำแล้วเป็นสุข อะไรทำแล้วเป็นทุกข์ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เพื่อที่ให้รู้จักแยกแยะแจกแจงได้ ทำให้เกิดปัญญา มองอะไรก็เข้าใจแทงตลอดไปหมด</p><p>ความแก่กล้าของอินทรีย์ ต้องสร้างขึ้นด้วย ความเพียร ที่ทุกคนสามารถทำได้มีได้แน่นอน และสิ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อมีความเพียรแล้ว ให้มุ่งเน้นทำให้เกิดความสำเร็จดีงามขึ้นในทางศีล สมาธิ และปัญญา ไม่ใช่เพ่งอยู่ตรงจุดที่ความสบายหรือความลำบาก </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , ใต้ร่มโพธิบท S08E30 , คลังพระสูตร S09E30 , S08E51 , #กรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ข้ามห้วงโอฆะได้ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา (6318-7q)</title>
			<itunes:title>ข้ามห้วงโอฆะได้ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา (6318-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 May 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/3bc15af7-bc57-405f-b4d3-abaa012bb9f5/media.mp3" length="27583400" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3bc15af7-bc57-405f-b4d3-abaa012bb9f5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5608</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq2083r/qXTnGKBEQaA7WGQqQ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5608.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ไม่พักไม่เพียรข้ามห้วงโอฆะได้" คือ ทางสายกลาง หรือที่เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" เป็นทางที่ไม่แล่นดิ่งไปสุดโต่งสองด้าน ที่ไม่ใช่ทั้งประกอบชุ่มอยู่ด้วยกามหรือทรมานตนเองให้ลำบาก ไม่ใช่ทั้งความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นอัตถิตา ยึดถือในตัวตน หรือความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นนัตถิตา คือปฏิเสธทุกอย่าง แต่เป็นทางสายกลางคือ อนัตตา ไม่ติดทั้งตัณหาหรือไม่ติดกับทิฏฐิ ไม่ใช่ทั้งกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) หรือการปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย และไม่ใช่ทั้งสุขหรือทุกข์ แต่เป็นทางสายกลางคือ เหนือสุขเหนือทุกข์</p><p>อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการให้ถึงความหลุดพ้นที่สุดแห่งกองทุกข์ในสังสารวัฏนี้ได้ ต้องปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนกับการสร้างถนน ที่มีวิธีการทำเหมือนเดิม แต่ในขณะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปตามระยะทาง ดังนั้น จึงต้องทำซ้ำทำย้ำ และทำอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะไม่ผิดศีลหรือสามารถทำสมาธิให้มีความละเอียดมากขึ้น ๆ ตามลำดับขั้น ทั้งนี้ต้องไม่ตึงเกินไปเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน หรือไม่หย่อนไปเพราะจะทำให้เกียจคร้าน</p><p>การปรารภความเพียร ถือเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ข้อ "สัมมาวายามะ" ที่เมื่อปรารภมากแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีความพอดีด้วยการปรับอินทรีย์ทั้ง 5 ให้เหมาะสมเสมอ ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น หากเพียรจนตึงไป ควรให้ปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นสมาธิ แต่หากหย่อนไป ก็ควรปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นปัญญา มาพิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยงหรือพิจารณาอสุภะ</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E18 , ตามใจท่าน S10E28 , S10E08 , #โทษของความเลื่อมใส   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ไม่พักไม่เพียรข้ามห้วงโอฆะได้" คือ ทางสายกลาง หรือที่เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" เป็นทางที่ไม่แล่นดิ่งไปสุดโต่งสองด้าน ที่ไม่ใช่ทั้งประกอบชุ่มอยู่ด้วยกามหรือทรมานตนเองให้ลำบาก ไม่ใช่ทั้งความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นอัตถิตา ยึดถือในตัวตน หรือความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นนัตถิตา คือปฏิเสธทุกอย่าง แต่เป็นทางสายกลางคือ อนัตตา ไม่ติดทั้งตัณหาหรือไม่ติดกับทิฏฐิ ไม่ใช่ทั้งกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) หรือการปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย และไม่ใช่ทั้งสุขหรือทุกข์ แต่เป็นทางสายกลางคือ เหนือสุขเหนือทุกข์</p><p>อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการให้ถึงความหลุดพ้นที่สุดแห่งกองทุกข์ในสังสารวัฏนี้ได้ ต้องปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนกับการสร้างถนน ที่มีวิธีการทำเหมือนเดิม แต่ในขณะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปตามระยะทาง ดังนั้น จึงต้องทำซ้ำทำย้ำ และทำอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะไม่ผิดศีลหรือสามารถทำสมาธิให้มีความละเอียดมากขึ้น ๆ ตามลำดับขั้น ทั้งนี้ต้องไม่ตึงเกินไปเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน หรือไม่หย่อนไปเพราะจะทำให้เกียจคร้าน</p><p>การปรารภความเพียร ถือเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ข้อ "สัมมาวายามะ" ที่เมื่อปรารภมากแล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีความพอดีด้วยการปรับอินทรีย์ทั้ง 5 ให้เหมาะสมเสมอ ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น หากเพียรจนตึงไป ควรให้ปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นสมาธิ แต่หากหย่อนไป ก็ควรปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นปัญญา มาพิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยงหรือพิจารณาอสุภะ</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S08E18 , ตามใจท่าน S10E28 , S10E08 , #โทษของความเลื่อมใส   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อำนาจเหนือจิต ด้วยกำลังสติ (6317-7q)</title>
			<itunes:title>อำนาจเหนือจิต ด้วยกำลังสติ (6317-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a6444393-b23c-46e9-8538-aba6014bee7d/media.mp3" length="26919010" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a6444393-b23c-46e9-8538-aba6014bee7d</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5609</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20zaE634u8z/+uDXCC4aa50]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5609.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ถึงวิธีละอกุศลธรรมออกจากจิตใจ ซึ่งผู้ที่จะรู้ว่าตนเองมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นแล้ว เช่น มีนิวรณ์เกิดขึ้น จะต้องมี “กำลังสติ” เสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าตนเองมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตแล้ว จึงจะสามารถใช้ 1 ใน 5 วิธีต่อไปนี้ </p><p>วิธีที่ 1 ถ้าคิดหรือนิมิต (การกำหนดไว้ในใจ) ซึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ แล้วเกิดอกุศลธรรมขึ้น ก็ให้กำจัดหรือเลิกคิดเรื่องที่เป็นนิมิตนั้นเสีย หรือเปลี่ยนไปคิดอย่างอื่นแทน เปรียบเสมือนช่างไม้ใช้ลิ่มสลักเล็กตอกงัดลิ่มสลักใหญ่ให้หลุดออกได้</p><p>วิธีที่ 2 ให้เห็นโทษ​ของอกุศลธรรมนั้น เปรียบเสมือนหนุ่มสาวต้องการส่องกระจกเพื่อแต่งหน้า แล้วเห็นซากสัตว์ตายแขวนที่คอตนเอง จึงรีบเอาออกเสีย</p><p>วิธีที่ 3 ให้เลิกทำสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมนั้นไปคิดเรื่องที่เป็นกุศลธรรมแทน เปรียบเสมือนคนที่มีตา หากไม่ต้องการเห็นรูปใด ๆ ให้หลับตาลงหรือเหลียวมองไปทางอื่น</p><p>วิธีที่ 4 ให้มองในแง่อื่น คือ ปรุงแต่งให้เป็นอย่างอื่น (Reframe) เปรียบเสมือนการปรับเปลี่ยนจากอิริยาบถที่หยาบเป็นอิริยาบถที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น สามารถฉุกคิดขึ้นได้ว่า การคิดเรื่องอกุศลต่าง ๆ ย่อมไม่เกิดประโยชน์</p><p>วิธีที่ 5 ให้หักดิบที่จิตเลย เปรียบเสมือนบุรุษแข็งแรงจับบุรุษอ่อนแอที่ศีรษะ ที่คอ หรือที่ลำตัว แล้วข่มขี่บีบคั้นทำให้ร้อนเป็นอย่างยิ่ง เป็นการบีบบังคับตนเองให้เลิกคิดเรื่องอกุศลธรรมนั้นให้ได้</p><p>ธรรมะมีคุณค่าในตนเอง เพราะด้วยความแห่งธรรมะเป็นธรรมอันดี เป็นสวากขาตธรรม คือ มีความดีในตัวธรรมะเอง ถึงแม้ว่าเราจะได้ประพฤติปฏิบัติหรือไม่ได้ก็ตาม</p><p>แต่เพื่อให้ได้ซึ่งผลแห่งความเป็นสมณะ ไม่ว่าจะเป็นโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล เราควรนำธรรมะนั้นมาประพฤติปฏิบัติด้วย จึงจะกล่าวได้ว่า "ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม" และนับได้ว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E40 , ตามใจท่าน S10E08 , #วิธีละอกุศลธรรม , #สู้กับจิตดวงอกุศลด้วยความกล้า , #ห้าวิธีในการละอกุศลในใจ , คลังพระสูตร S09E28</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ถึงวิธีละอกุศลธรรมออกจากจิตใจ ซึ่งผู้ที่จะรู้ว่าตนเองมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นแล้ว เช่น มีนิวรณ์เกิดขึ้น จะต้องมี “กำลังสติ” เสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าตนเองมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตแล้ว จึงจะสามารถใช้ 1 ใน 5 วิธีต่อไปนี้ </p><p>วิธีที่ 1 ถ้าคิดหรือนิมิต (การกำหนดไว้ในใจ) ซึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ แล้วเกิดอกุศลธรรมขึ้น ก็ให้กำจัดหรือเลิกคิดเรื่องที่เป็นนิมิตนั้นเสีย หรือเปลี่ยนไปคิดอย่างอื่นแทน เปรียบเสมือนช่างไม้ใช้ลิ่มสลักเล็กตอกงัดลิ่มสลักใหญ่ให้หลุดออกได้</p><p>วิธีที่ 2 ให้เห็นโทษ​ของอกุศลธรรมนั้น เปรียบเสมือนหนุ่มสาวต้องการส่องกระจกเพื่อแต่งหน้า แล้วเห็นซากสัตว์ตายแขวนที่คอตนเอง จึงรีบเอาออกเสีย</p><p>วิธีที่ 3 ให้เลิกทำสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมนั้นไปคิดเรื่องที่เป็นกุศลธรรมแทน เปรียบเสมือนคนที่มีตา หากไม่ต้องการเห็นรูปใด ๆ ให้หลับตาลงหรือเหลียวมองไปทางอื่น</p><p>วิธีที่ 4 ให้มองในแง่อื่น คือ ปรุงแต่งให้เป็นอย่างอื่น (Reframe) เปรียบเสมือนการปรับเปลี่ยนจากอิริยาบถที่หยาบเป็นอิริยาบถที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น สามารถฉุกคิดขึ้นได้ว่า การคิดเรื่องอกุศลต่าง ๆ ย่อมไม่เกิดประโยชน์</p><p>วิธีที่ 5 ให้หักดิบที่จิตเลย เปรียบเสมือนบุรุษแข็งแรงจับบุรุษอ่อนแอที่ศีรษะ ที่คอ หรือที่ลำตัว แล้วข่มขี่บีบคั้นทำให้ร้อนเป็นอย่างยิ่ง เป็นการบีบบังคับตนเองให้เลิกคิดเรื่องอกุศลธรรมนั้นให้ได้</p><p>ธรรมะมีคุณค่าในตนเอง เพราะด้วยความแห่งธรรมะเป็นธรรมอันดี เป็นสวากขาตธรรม คือ มีความดีในตัวธรรมะเอง ถึงแม้ว่าเราจะได้ประพฤติปฏิบัติหรือไม่ได้ก็ตาม</p><p>แต่เพื่อให้ได้ซึ่งผลแห่งความเป็นสมณะ ไม่ว่าจะเป็นโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล เราควรนำธรรมะนั้นมาประพฤติปฏิบัติด้วย จึงจะกล่าวได้ว่า "ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม" และนับได้ว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S07E40 , ตามใจท่าน S10E08 , #วิธีละอกุศลธรรม , #สู้กับจิตดวงอกุศลด้วยความกล้า , #ห้าวิธีในการละอกุศลในใจ , คลังพระสูตร S09E28</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มรรคแปด เครื่องพิสูจน์ความดี (6316-7q)</title>
			<itunes:title>มรรคแปด เครื่องพิสูจน์ความดี (6316-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c5e1eacd-3279-4321-b968-aba000067b30/media.mp3" length="26471204" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c5e1eacd-3279-4321-b968-aba000067b30</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22ANpFPmGrIsslNrqO7YWC0]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การรักษาศีล สามารถลงมือทำได้ทันที และทำได้มากอย่างไร้ขีดจำกัด เราจึงต้องมีกำลังใจเป็นความสามารถที่จะทรงไว้หรือตั้งไว้ซึ่งความดีของเรา โดยการมี "สัมมัปปธาน 4" คือ การบำเพ็ญความเพียรในการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ละอกุศลเดิม) เพียรในการระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น (ป้องกันอกุศลใหม่) เพียรในการรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่ง (พัฒนากุศลเดิม) และเพียรในการทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี (เพิ่มเติมกุศลใหม่)</p><p>ดังนั้นเราจึงควรรีบลงมือทำเสียแต่ตอนนี้เลย เพื่อไม่เป็นผู้ที่ร้อนใจในภายหลัง พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนไว้แล้วถึงภัยในอนาคต 5 ประการ ที่จะมีเกิดขึ้นมาแน่นอน แล้วเราจะเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตนให้เป็นไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไปตามอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , S02E15 , ใต้ร่มโพธิบท S08E27 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การรักษาศีล สามารถลงมือทำได้ทันที และทำได้มากอย่างไร้ขีดจำกัด เราจึงต้องมีกำลังใจเป็นความสามารถที่จะทรงไว้หรือตั้งไว้ซึ่งความดีของเรา โดยการมี "สัมมัปปธาน 4" คือ การบำเพ็ญความเพียรในการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ละอกุศลเดิม) เพียรในการระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น (ป้องกันอกุศลใหม่) เพียรในการรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่ง (พัฒนากุศลเดิม) และเพียรในการทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี (เพิ่มเติมกุศลใหม่)</p><p>ดังนั้นเราจึงควรรีบลงมือทำเสียแต่ตอนนี้เลย เพื่อไม่เป็นผู้ที่ร้อนใจในภายหลัง พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือนไว้แล้วถึงภัยในอนาคต 5 ประการ ที่จะมีเกิดขึ้นมาแน่นอน แล้วเราจะเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตนให้เป็นไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไปตามอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E25 , S02E15 , ใต้ร่มโพธิบท S08E27 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ยอดแห่งการปรุงแต่ง (6315-7q)</title>
			<itunes:title>ยอดแห่งการปรุงแต่ง (6315-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ee29267f-1ebe-4d17-8117-ab990075c960/media.mp3" length="28687193" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ee29267f-1ebe-4d17-8117-ab990075c960</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20DHzAmryDGDx3q/gO6sfcS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เงื่อนไขที่ใช้ประกอบในการตรวจสอบผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ฌานสมาธิ หรือคุณธรรมในขั้นต่าง ๆ คือ 1) จะไม่ได้ด้วยการบีบคั้น ข่มขี่ หรือปรุงแต่ง แต่จะได้ด้วยความสงบระงับ 2) เป็นสิ่งที่คนชั่วคนถ่อยเสพไม่ได้ คนฟุ้งซ่าน ไม่มั่นใจ ไม่มีศีล จะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และ 3) ต้องดำเนินอยู่ในทางของอริยมรรคมีองค์แปด ไม่ทำสิ่งที่เป็นอกุศลอันเป็นเหตุให้ต้องหลุดออกนอกทาง</p><p>ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติล้วนเป็นการปรุงแต่งของจิตทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องมีสติคอยกำกับไว้ให้ดำเนินไปตามมรรคให้ได้ ซึ่งการบรรลุธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อเราสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ประกอบด้วยทางอันประเสริฐ 8 อย่าง (อริยมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นยอดแห่งการปรุงแต่ง) ทำการบ่มเพาะอินทรีย์ของเราด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วทำให้เกิดผล เป็นการเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างไม่มีเงื่อนไข</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E24 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E18   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เงื่อนไขที่ใช้ประกอบในการตรวจสอบผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ฌานสมาธิ หรือคุณธรรมในขั้นต่าง ๆ คือ 1) จะไม่ได้ด้วยการบีบคั้น ข่มขี่ หรือปรุงแต่ง แต่จะได้ด้วยความสงบระงับ 2) เป็นสิ่งที่คนชั่วคนถ่อยเสพไม่ได้ คนฟุ้งซ่าน ไม่มั่นใจ ไม่มีศีล จะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ และ 3) ต้องดำเนินอยู่ในทางของอริยมรรคมีองค์แปด ไม่ทำสิ่งที่เป็นอกุศลอันเป็นเหตุให้ต้องหลุดออกนอกทาง</p><p>ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติล้วนเป็นการปรุงแต่งของจิตทั้งสิ้น ดังนั้นจึงต้องมีสติคอยกำกับไว้ให้ดำเนินไปตามมรรคให้ได้ ซึ่งการบรรลุธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อเราสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ประกอบด้วยทางอันประเสริฐ 8 อย่าง (อริยมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นยอดแห่งการปรุงแต่ง) ทำการบ่มเพาะอินทรีย์ของเราด้วยทาน ศีล ภาวนา แล้วทำให้เกิดผล เป็นการเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างไม่มีเงื่อนไข</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E24 , ขุดเพชรในพระไตรปิฎก S03E18   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อยู่บ้าน(จิต).. หยุดเชื้อ(กิเลส).. เพื่อชาติ(ต่อๆไป) (6314-7q)</title>
			<itunes:title>อยู่บ้าน(จิต).. หยุดเชื้อ(กิเลส).. เพื่อชาติ(ต่อๆไป) (6314-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Apr 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9eb71868-4d60-4561-a01c-ab920042c079/media.mp3" length="28031016" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9eb71868-4d60-4561-a01c-ab920042c079</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23vYkbVK9G0WGOxCJYKssQJ]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในช่วงที่ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด เราควรมีความร้อนใจที่ไม่ใช่ความกังวลใจ ทำกิจการการงานใด ๆ ด้วยตระหนักได้แต่ไม่ตื่นตระหนก บริบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ และต้องลงมือทำตอนนี้ ทำเดี๋ยวนี้</p><p>การถึงพร้อมด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 ด้วยการรักษาศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลห้าหรือศีลแปด และศรัทธาอย่างหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ถือเป็นสัปปายะในการพัฒนา ภาวนา ภาวิตาได้อย่างไม่กังวลใจ สามารถแก้ไขสถานการณ์ และทำให้มรรคแปดเจริญได้</p><p>ให้เรามั่นใจได้ว่า กุศลกรรมดีที่เกิดขึ้นนั้น สามารถให้ผลได้ในปัจจุบัน (ฐิตธรรม) เป็นความดีจากการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ผลได้ในเวลาต่อ ๆ ไป (สัมปรายะ) อันได้แก่ สกิทาคามิผล อนาคามีผล และอรหัตผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในช่วงที่ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด เราควรมีความร้อนใจที่ไม่ใช่ความกังวลใจ ทำกิจการการงานใด ๆ ด้วยตระหนักได้แต่ไม่ตื่นตระหนก บริบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ และต้องลงมือทำตอนนี้ ทำเดี๋ยวนี้</p><p>การถึงพร้อมด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 ด้วยการรักษาศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลห้าหรือศีลแปด และศรัทธาอย่างหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ถือเป็นสัปปายะในการพัฒนา ภาวนา ภาวิตาได้อย่างไม่กังวลใจ สามารถแก้ไขสถานการณ์ และทำให้มรรคแปดเจริญได้</p><p>ให้เรามั่นใจได้ว่า กุศลกรรมดีที่เกิดขึ้นนั้น สามารถให้ผลได้ในปัจจุบัน (ฐิตธรรม) เป็นความดีจากการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ผลได้ในเวลาต่อ ๆ ไป (สัมปรายะ) อันได้แก่ สกิทาคามิผล อนาคามีผล และอรหัตผล</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>พ้นทุกข์ ด้วยเหตุไม่เกลียดทุกข์ (6313-7q)</title>
			<itunes:title>พ้นทุกข์ ด้วยเหตุไม่เกลียดทุกข์ (6313-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c27af80f-21d6-498f-867f-ab8b01863193/media.mp3" length="26992377" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c27af80f-21d6-498f-867f-ab8b01863193</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21Y+sm3mTzNGlEDgFwTS7q6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“ขึ้นชื่อว่าความสุขแล้วใครๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มีความสุขเป็นสิ่งที่ใครๆ บรรลุได้โดยยาก”</p><p>เราจะเข้าใจความสุข ความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมีความทุกข์มาเปรียบเทียบ เช่นเดียวกันกับการจะเข้าใจความทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อนำความสุขมาเปรียบเทียบด้วยเสมอเช่นกัน จะเห็นว่าสุขทุกข์เป็นของคู่กัน มาด้วยกัน เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแค่อยู่กันคนละด้านเท่านั้น</p><p>ความสุขหรือความทุกข์เป็นเวทนา ต้องกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ แต่ความอยากกับความไม่อยากเป็นตัณหา จึงต้องละหรือทำให้เบาบางลงจนหมดไป ดังนั้นหากเอาเราความอยากในจิตใจของเราออกไปได้ ก็จะทำให้เราข้ามสุขเหนือทุกข์ได้</p><p>อุบายพ้นทุกข์คือ ความสุขที่เกิดจากสมาธิ (เนกขัมมะ) ทำได้ด้วยการตั้งสติเอาไว้เพื่อเข้าหาสมาธิ มีสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว ที่จะทำให้สัตว์ในยุคนี้ข้ามพ้นความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์เฉพาะหน้าได้ ให้ตั้งอยู่ในโสตาปัตติยังคะ 4 กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีศีล มีความศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็จะทำให้จิตใจเข้มแข็ง มีกัลยาณมิตร พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยรอบคอบ เกิดเป็นปัญญาขึ้น เปลี่ยนมุมมองจากเห็นทุกข์เป็นเห็นธรรมแทน และสามารถพ้นทุกข์ได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“ขึ้นชื่อว่าความสุขแล้วใครๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มีความสุขเป็นสิ่งที่ใครๆ บรรลุได้โดยยาก”</p><p>เราจะเข้าใจความสุข ความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อมีความทุกข์มาเปรียบเทียบ เช่นเดียวกันกับการจะเข้าใจความทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อนำความสุขมาเปรียบเทียบด้วยเสมอเช่นกัน จะเห็นว่าสุขทุกข์เป็นของคู่กัน มาด้วยกัน เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแค่อยู่กันคนละด้านเท่านั้น</p><p>ความสุขหรือความทุกข์เป็นเวทนา ต้องกำหนดรู้ ทำความเข้าใจ แต่ความอยากกับความไม่อยากเป็นตัณหา จึงต้องละหรือทำให้เบาบางลงจนหมดไป ดังนั้นหากเอาเราความอยากในจิตใจของเราออกไปได้ ก็จะทำให้เราข้ามสุขเหนือทุกข์ได้</p><p>อุบายพ้นทุกข์คือ ความสุขที่เกิดจากสมาธิ (เนกขัมมะ) ทำได้ด้วยการตั้งสติเอาไว้เพื่อเข้าหาสมาธิ มีสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว ที่จะทำให้สัตว์ในยุคนี้ข้ามพ้นความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์เฉพาะหน้าได้ ให้ตั้งอยู่ในโสตาปัตติยังคะ 4 กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีศีล มีความศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็จะทำให้จิตใจเข้มแข็ง มีกัลยาณมิตร พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยรอบคอบ เกิดเป็นปัญญาขึ้น เปลี่ยนมุมมองจากเห็นทุกข์เป็นเห็นธรรมแทน และสามารถพ้นทุกข์ได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (6312-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (6312-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:15</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/65fe6346-a9c9-4056-b17a-ab8401036a72/media.mp3" length="27024464" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">65fe6346-a9c9-4056-b17a-ab8401036a72</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20vkovh6b50jC2xD4bVGEmS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำสอนของพระพุทธเจ้า มุ่งเน้นไปที่เหตุ ไม่ใช่กรรมเก่า ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศ ระบบภายในร่างกาย หรือแม้กระทั่งตัวของเราเอง โดยสามารถสรุปเป็นเหตุแห่งเวทนาทั้ง 6 อย่าง ได้แก่เหตุแห่งดินฟ้าอากาศเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอธาตุลม ระบบภายในร่างกายน้ำดี ระบบการย่อยอาหารผู้อื่นทำร้ายกรรมของตน</p><p>อย่างไรก็ตาม ความเกิด ความดับ และความพ้น ต่างก็ต้องมีเหตุปัจจัยด้วยกันทั้งนั้น เราจึงควรปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อเป็นแนวทางในการพ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพานได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E15 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำสอนของพระพุทธเจ้า มุ่งเน้นไปที่เหตุ ไม่ใช่กรรมเก่า ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดินฟ้าอากาศ ระบบภายในร่างกาย หรือแม้กระทั่งตัวของเราเอง โดยสามารถสรุปเป็นเหตุแห่งเวทนาทั้ง 6 อย่าง ได้แก่เหตุแห่งดินฟ้าอากาศเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอธาตุลม ระบบภายในร่างกายน้ำดี ระบบการย่อยอาหารผู้อื่นทำร้ายกรรมของตน</p><p>อย่างไรก็ตาม ความเกิด ความดับ และความพ้น ต่างก็ต้องมีเหตุปัจจัยด้วยกันทั้งนั้น เราจึงควรปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อเป็นแนวทางในการพ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพานได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E15 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อเจริญอริยมรรค ย่อมเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้</title>
			<itunes:title>เมื่อเจริญอริยมรรค ย่อมเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6bd858ac-4972-4a1d-9592-ab7e00f12571/media.mp3" length="28736097" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6bd858ac-4972-4a1d-9592-ab7e00f12571</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c560f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq226Zyo9ElFegnQ4PEC+m+YV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c560f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราทุกคน จะมีแน่นอน ใน 5 ประการ ดังนี้ภัยจากความแก่ภัยจากความเจ็บไข้ภัยจากข้าวปลาอาหารขาดแคลนภัยจากโจรป่ากำเริบภัยจากหมู่สงฆ์แตกแยกกัน </p><p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภัยในอนาคตข้างต้นนี้ อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ความเสื่อมหรือภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นภัยที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือรอดพ้นไปได้เลย เราจึงควร เจริญอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อทำจิตใจให้มีความผาสุกอยู่ได้ ไม่ใช่ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงขันธ์ 5 หรือสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เพราะทั้งขันธ์ 5 และสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ล้วนเป็นอนัตตา มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นตามธรรมดา ไม่ควรเข้าไปยึดถือ พยายามวางหรือละอุปาทาน ด้วยการปฏิบัติที่พร้อมไปด้วยศีล สมาธิ และปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราทุกคน จะมีแน่นอน ใน 5 ประการ ดังนี้ภัยจากความแก่ภัยจากความเจ็บไข้ภัยจากข้าวปลาอาหารขาดแคลนภัยจากโจรป่ากำเริบภัยจากหมู่สงฆ์แตกแยกกัน </p><p>อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ภัยในอนาคตข้างต้นนี้ อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ความเสื่อมหรือภัยที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นภัยที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือรอดพ้นไปได้เลย เราจึงควร เจริญอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อทำจิตใจให้มีความผาสุกอยู่ได้ ไม่ใช่ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงขันธ์ 5 หรือสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เพราะทั้งขันธ์ 5 และสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ล้วนเป็นอนัตตา มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นตามธรรมดา ไม่ควรเข้าไปยึดถือ พยายามวางหรือละอุปาทาน ด้วยการปฏิบัติที่พร้อมไปด้วยศีล สมาธิ และปัญญา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คุณธรรมเป็นเครื่องวัดการตอบแทนคุณพระพุทธเจ้า</title>
			<itunes:title>คุณธรรมเป็นเครื่องวัดการตอบแทนคุณพระพุทธเจ้า</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Mar 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/43c8729c-7608-4448-8c02-ab7600f88cc8/media.mp3" length="25943680" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">43c8729c-7608-4448-8c02-ab7600f88cc8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5610</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22kF0kmcMxerqNbZ+PLefa2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5610.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>บาป เป็นการกระทำที่เป็นไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน มีความโกรธเกลียด และเป็นมิจฉาทิฏฐิ </p><p>ใจ เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิด กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ มากขึ้นหรือเบาบาง กล่าวคือ หากกิเลสมากก็จะทำให้ล้นออกมาทางกายและวาจา ทำให้เห็นเป็นความไม่ดีหรืออกุศลกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นหากเรามีศีล ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถควบคุมกายและวาจาได้ ใจก็จะได้รับการรักษาไปด้วย และทำให้กิเลสเบาบางลงได้เช่นกัน </p><p>การรักษาที่รากเหง้าของการเกิดกิเลส คือ จิตและใจ จะทำให้กายและวาจาได้รับการรักษาไปด้วย โดยการทำดีในทุกรูปแบบถือว่า เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการปฏิบัติบูชาตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งล้วนเป็นการกระทำตอบ (ปฏิการะ) และเป็นเครื่องวัดคุณธรรมที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งนี้การทำดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ปากหรือความคิดผู้อื่น แต่ขึ้นอยู่ที่การกระทำและความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>บาป เป็นการกระทำที่เป็นไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน มีความโกรธเกลียด และเป็นมิจฉาทิฏฐิ </p><p>ใจ เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิด กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ มากขึ้นหรือเบาบาง กล่าวคือ หากกิเลสมากก็จะทำให้ล้นออกมาทางกายและวาจา ทำให้เห็นเป็นความไม่ดีหรืออกุศลกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้นหากเรามีศีล ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถควบคุมกายและวาจาได้ ใจก็จะได้รับการรักษาไปด้วย และทำให้กิเลสเบาบางลงได้เช่นกัน </p><p>การรักษาที่รากเหง้าของการเกิดกิเลส คือ จิตและใจ จะทำให้กายและวาจาได้รับการรักษาไปด้วย โดยการทำดีในทุกรูปแบบถือว่า เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการปฏิบัติบูชาตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งล้วนเป็นการกระทำตอบ (ปฏิการะ) และเป็นเครื่องวัดคุณธรรมที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ทั้งนี้การทำดีไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ปากหรือความคิดผู้อื่น แต่ขึ้นอยู่ที่การกระทำและความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>แม้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็เป็นอนัตตา (6308-7q)</title>
			<itunes:title>แม้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็เป็นอนัตตา (6308-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/726f9d1a-b7a0-453a-a108-ab6800d73e60/media.mp3" length="28495563" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">726f9d1a-b7a0-453a-a108-ab6800d73e60</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5612</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq2238iVmsV5FL1waGACEu894]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5612.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอนัตตา เพราะมีเหตุมีปัจจัย เป็นทางสายกลาง ไม่เป็นไปในแบบที่สุดโต่งของความเห็นทั้งสองข้าง คือ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ (อัตถิตา) หรือ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ (นัตถิตา)</p><p>จะเข้าใจความเป็นเหตุเป็นปัจจัยได้ จะต้องมีสัญญา ดังนั้นจึงต้องกล่าวถึงในเรื่องของสัญญาและญาณ ซึ่งสัญญาและญาณจะเชื่อมกันได้ ต้องอาศัยสมาธิ  และสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมีนิวรณ์ อันเป็นเครื่องขวางกั้นเครื่องข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วิจิกิจฉา ซึ่งเป็นความเคลือบแคลงเห็นแย้ง เป็นความไม่ลงใจ รู้สึกไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ ฟุ้งซ่าน ปล่อยวางไม่ได้ ทำให้มีอกุศลกรรมเกิดขึ้น </p><p>เราจะสามารถกำจัดวิจิกิจฉาได้ ก็ด้วยมีความมั่นใจ มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน พุทโธ ธัมโม และสังโฆ ซึ่งศรัทธานั้น จะทำให้เกิดความเพียร มีการทำจริงแน่วแน่จริง ทำให้จิตเป็นสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น สามารถเห็นตามความเป็นจริง และเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E17 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอนัตตา เพราะมีเหตุมีปัจจัย เป็นทางสายกลาง ไม่เป็นไปในแบบที่สุดโต่งของความเห็นทั้งสองข้าง คือ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ (อัตถิตา) หรือ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ (นัตถิตา)</p><p>จะเข้าใจความเป็นเหตุเป็นปัจจัยได้ จะต้องมีสัญญา ดังนั้นจึงต้องกล่าวถึงในเรื่องของสัญญาและญาณ ซึ่งสัญญาและญาณจะเชื่อมกันได้ ต้องอาศัยสมาธิ  และสมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมีนิวรณ์ อันเป็นเครื่องขวางกั้นเครื่องข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วิจิกิจฉา ซึ่งเป็นความเคลือบแคลงเห็นแย้ง เป็นความไม่ลงใจ รู้สึกไม่มั่นคง ไม่มั่นใจ ฟุ้งซ่าน ปล่อยวางไม่ได้ ทำให้มีอกุศลกรรมเกิดขึ้น </p><p>เราจะสามารถกำจัดวิจิกิจฉาได้ ก็ด้วยมีความมั่นใจ มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวใน พุทโธ ธัมโม และสังโฆ ซึ่งศรัทธานั้น จะทำให้เกิดความเพียร มีการทำจริงแน่วแน่จริง ทำให้จิตเป็นสมาธิ มีปัญญาเกิดขึ้น สามารถเห็นตามความเป็นจริง และเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท S08E17 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผิดได้ แต่อย่าพลาดในการเจริญความดี (6307-7q)</title>
			<itunes:title>ผิดได้ แต่อย่าพลาดในการเจริญความดี (6307-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/017a7fe2-c70e-4808-bfb7-ab5f000891c3/media.mp3" length="28582801" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">017a7fe2-c70e-4808-bfb7-ab5f000891c3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5613</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20xC7WXdGpbhsyHBdKMk4Xx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5613.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การรักษาศีล สำคัญอยู่ที่การตั้งเจตนา ทำได้มากหรือน้อย ย่อมดีกว่าการไม่ทำเลย ความผิดพลาดต้องมีเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ดังนั้นต้องเรียนรู้เพื่อการปรับปรุงแก้ไข จึงเป็นลักษณะของการพัฒนา (ภาวิตา) เพื่อการเจริญและรักษาความดีไว้ให้ตลอด</p><p>นอกจากนั้นแล้ว ควรรักษาจิตตนเองให้ดี ไม่ให้มีความพยาบาท ไม่เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ให้มีพรหมวิหารสี่และรู้จักวางอุเบกขา</p><p>จุดประสงค์หลักของศีล คือ ลดขบวนการของการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น หากมีทางเลือกอื่นในการเลี้ยงชีพตนเองโดยที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็ควรจะค่อย ๆ ปรับไป เริ่มจากการรักษาศีลให้ดี ทำบุญในรูปแบบอื่นเพื่อเป็นการทดแทนขึ้นมา เช่น การให้ทาน การบริจาค การปฏิบัติธรรมภาวนา เป็นต้น</p><p>ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระนิพพาน ความผิดพลาดย่อมมีเกิดขึ้นได้แน่นอน อย่าคิดว่าจะไม่ทำดี แต่ให้ลงมือทำความดีทันทีและทำความดีนั้นให้เต็มที่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การรักษาศีล สำคัญอยู่ที่การตั้งเจตนา ทำได้มากหรือน้อย ย่อมดีกว่าการไม่ทำเลย ความผิดพลาดต้องมีเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ดังนั้นต้องเรียนรู้เพื่อการปรับปรุงแก้ไข จึงเป็นลักษณะของการพัฒนา (ภาวิตา) เพื่อการเจริญและรักษาความดีไว้ให้ตลอด</p><p>นอกจากนั้นแล้ว ควรรักษาจิตตนเองให้ดี ไม่ให้มีความพยาบาท ไม่เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ให้มีพรหมวิหารสี่และรู้จักวางอุเบกขา</p><p>จุดประสงค์หลักของศีล คือ ลดขบวนการของการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น หากมีทางเลือกอื่นในการเลี้ยงชีพตนเองโดยที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็ควรจะค่อย ๆ ปรับไป เริ่มจากการรักษาศีลให้ดี ทำบุญในรูปแบบอื่นเพื่อเป็นการทดแทนขึ้นมา เช่น การให้ทาน การบริจาค การปฏิบัติธรรมภาวนา เป็นต้น</p><p>ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระนิพพาน ความผิดพลาดย่อมมีเกิดขึ้นได้แน่นอน อย่าคิดว่าจะไม่ทำดี แต่ให้ลงมือทำความดีทันทีและทำความดีนั้นให้เต็มที่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มีคติที่ไป ด้วยการระลึกถึงความดี (6306-7q)</title>
			<itunes:title>มีคติที่ไป ด้วยการระลึกถึงความดี (6306-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:56</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/2ca3e9b7-1d49-49c4-8fd3-ab5a0069a922/media.mp3" length="27350642" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">2ca3e9b7-1d49-49c4-8fd3-ab5a0069a922</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5614</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21PdlUXRHZp9tkugCY0DJA3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5614.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: เวลาเราสวดมนต์และท่องเร็ว ๆ หรืออ่านบาลีผิด คำสาธยายธรรมเหล่านั้นจะยังศักดิ์สิทธิ์และมีความเป็นกุศลอยู่หรือไม่</p><p>การสวดมนต์ หรือ การสาธยายมนต์ หมายถึง การท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้าให้คล่องปากขึ้นใจ เป็นหนึ่งในวิธีการบันทึกคำสอนให้อยู่ได้ตลอดกาลช้านาน ทั้งนี้นัยยะในการสวดมนต์ควรจะต้องจำได้ เข้าใจความหมาย และด้วยอาการแห่งการสวดมนต์ เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจิตเกิดปิติ ปราโมทย์ มีสุข เป็นสมาธิ เห็นตามความเป็นจริงได้</p><p>ข้อควรระวัง คือ อย่าสักแต่ว่าสวดแล้วเลิกร้างการหลีกเร้นหรือการปฏิบัติ เพราะหากสวดมนต์แล้วจิตเป็นกังวลว่าจำบทสวดไม่ได้ หรือหมกหมุ่นแต่ความถูกต้องของบทสวด จนทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ก็จะไม่เป็นผลดีกับผู้สวดเองด้วย</p><p>Q2: ปกติผู้ถามถือศีลแปด ไม่ทานอาหารหลังเวลาเที่ยงวัน แต่บางครั้งในขณะที่ฟ้ายังมืดอยู่ ยังไม่สว่าง ซึ่งปกติเวลาตี 5 เรียกว่า ยามสุดท้ายแห่งราตรี (คือยังเป็นกลางคืนอยู่) จำเป็นต้องทานอาหาร จะผิดศีลหรือไม่ หรือต้องรอให้เห็นพระอาทิตขึ้นก่อนแล้วค่อยทานอาหารได้ใช่หรือไม่ และ "วิกาลโภชนา" หนึ่งในศีลแปดของฆราวาสกับพระ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>อ้างอิงตามพุทธพจน์ ศีลในข้อ "วิกาลโภชนา" หมายถึง การเว้นขาดจากการบริโภคในเวลาล่วงกาลและในเวลาราตรี ซึ่งกาละที่เหมาะสม คือ การที่พระอาทิตย์ขึ้นถือเป็นนิมิตเครื่องหมายและ เวลากลางคืน (ราตรี) ในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันจำเป็นต้องยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้เหมาะสม เพราะวัตถุประสงค์หลักของการรักษาศีลคือ เพื่อให้อยู่ง่าย กินง่าย และไม่เปิดช่องให้กิเลสออกได้ </p><p>Q3: จากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ประเทศออสเตรเลีย มีสัตว์ตายไปประมาณ 500 ล้านตัว ต้องการทราบว่า สวรรค์จะมีพื้นที่รองรับดวงจิต 500 ล้านเพียงพอหรือไม่ หรือสัตว์มักจะเกิดเป็นสัตว์ 500 ชาติ ในระหว่างที่ดวงจิตที่เพิ่งตายไปและรอเป็นสัตว์ในชาติใหม่ ดวงจิตเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใด?</p><p>บนสวรรค์มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก จึงสามารถรองรับดวงจิตจำนวนมากมาย โดยปกติแล้วเมื่อดวงจิตใด ๆ เคลื่อน (จุติ) ออกจะไปเกิด (อุบัติ) ทันที จึงมีความเป็นไปได้ที่สัตว์ที่ตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในออสเตรเลียอาจจะไปเกิดในภพภูมิที่แตกต่างกันก็ได้</p><p>ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้กระทำมา หรืออาจจะเกิดเป็นสัตว์เหมือนเดิมหากมีความยินดีพอใจในสภาวะความเป็นอยู่ก่อนตาย </p><p>Q4: ในทางพุทธศาสนาการปลดปล่อยวิญญาณมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีอยู่จริงการปลดปล่อยวิญญาณจะทำให้วิญญาณนั้นไปเกิดได้จริงหรือไม่?</p><p>สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำกรรมใดดีก็ตามชั่วก็ตามย่อมต้องรับผลของกรรมนั้น หากระลึกถึงความดีของตนที่เคยกระทำได้ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไป</p><p>Q5: การที่คนหลายคนได้กลิ่นธูปโดยไม่มีใครในบ้านจุดธูปเลย จึงเชื่อว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วมาหา ต้องการทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่วิญญาณของผู้เสียชีวิตนั้นมาหาจริง ๆ</p><p>นิมิตหรือเครื่องหมาย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามคน ตามสถานการณ์ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะรู้ได้ เรียกว่า "ญาณ" ที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีอยู่ตลอดเวลา</p><p>อย่างไรก็ตามหากเรามั่นใจว่าได้พบนิมิตแล้ว ควรทรงจิตให้ตั้งมั่นเป็นอย่างดีด้วยการเจริญเมตตาภาวนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: เวลาเราสวดมนต์และท่องเร็ว ๆ หรืออ่านบาลีผิด คำสาธยายธรรมเหล่านั้นจะยังศักดิ์สิทธิ์และมีความเป็นกุศลอยู่หรือไม่</p><p>การสวดมนต์ หรือ การสาธยายมนต์ หมายถึง การท่องจำคำสอนของพระพุทธเจ้าให้คล่องปากขึ้นใจ เป็นหนึ่งในวิธีการบันทึกคำสอนให้อยู่ได้ตลอดกาลช้านาน ทั้งนี้นัยยะในการสวดมนต์ควรจะต้องจำได้ เข้าใจความหมาย และด้วยอาการแห่งการสวดมนต์ เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจิตเกิดปิติ ปราโมทย์ มีสุข เป็นสมาธิ เห็นตามความเป็นจริงได้</p><p>ข้อควรระวัง คือ อย่าสักแต่ว่าสวดแล้วเลิกร้างการหลีกเร้นหรือการปฏิบัติ เพราะหากสวดมนต์แล้วจิตเป็นกังวลว่าจำบทสวดไม่ได้ หรือหมกหมุ่นแต่ความถูกต้องของบทสวด จนทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ก็จะไม่เป็นผลดีกับผู้สวดเองด้วย</p><p>Q2: ปกติผู้ถามถือศีลแปด ไม่ทานอาหารหลังเวลาเที่ยงวัน แต่บางครั้งในขณะที่ฟ้ายังมืดอยู่ ยังไม่สว่าง ซึ่งปกติเวลาตี 5 เรียกว่า ยามสุดท้ายแห่งราตรี (คือยังเป็นกลางคืนอยู่) จำเป็นต้องทานอาหาร จะผิดศีลหรือไม่ หรือต้องรอให้เห็นพระอาทิตขึ้นก่อนแล้วค่อยทานอาหารได้ใช่หรือไม่ และ "วิกาลโภชนา" หนึ่งในศีลแปดของฆราวาสกับพระ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>อ้างอิงตามพุทธพจน์ ศีลในข้อ "วิกาลโภชนา" หมายถึง การเว้นขาดจากการบริโภคในเวลาล่วงกาลและในเวลาราตรี ซึ่งกาละที่เหมาะสม คือ การที่พระอาทิตย์ขึ้นถือเป็นนิมิตเครื่องหมายและ เวลากลางคืน (ราตรี) ในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันจำเป็นต้องยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้เหมาะสม เพราะวัตถุประสงค์หลักของการรักษาศีลคือ เพื่อให้อยู่ง่าย กินง่าย และไม่เปิดช่องให้กิเลสออกได้ </p><p>Q3: จากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ประเทศออสเตรเลีย มีสัตว์ตายไปประมาณ 500 ล้านตัว ต้องการทราบว่า สวรรค์จะมีพื้นที่รองรับดวงจิต 500 ล้านเพียงพอหรือไม่ หรือสัตว์มักจะเกิดเป็นสัตว์ 500 ชาติ ในระหว่างที่ดวงจิตที่เพิ่งตายไปและรอเป็นสัตว์ในชาติใหม่ ดวงจิตเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ใด?</p><p>บนสวรรค์มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก จึงสามารถรองรับดวงจิตจำนวนมากมาย โดยปกติแล้วเมื่อดวงจิตใด ๆ เคลื่อน (จุติ) ออกจะไปเกิด (อุบัติ) ทันที จึงมีความเป็นไปได้ที่สัตว์ที่ตายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในออสเตรเลียอาจจะไปเกิดในภพภูมิที่แตกต่างกันก็ได้</p><p>ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนเองได้กระทำมา หรืออาจจะเกิดเป็นสัตว์เหมือนเดิมหากมีความยินดีพอใจในสภาวะความเป็นอยู่ก่อนตาย </p><p>Q4: ในทางพุทธศาสนาการปลดปล่อยวิญญาณมีอยู่จริงหรือไม่ หากมีอยู่จริงการปลดปล่อยวิญญาณจะทำให้วิญญาณนั้นไปเกิดได้จริงหรือไม่?</p><p>สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำกรรมใดดีก็ตามชั่วก็ตามย่อมต้องรับผลของกรรมนั้น หากระลึกถึงความดีของตนที่เคยกระทำได้ ย่อมมีสุคติเป็นที่ไป</p><p>Q5: การที่คนหลายคนได้กลิ่นธูปโดยไม่มีใครในบ้านจุดธูปเลย จึงเชื่อว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วมาหา ต้องการทราบว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่วิญญาณของผู้เสียชีวิตนั้นมาหาจริง ๆ</p><p>นิมิตหรือเครื่องหมาย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามคน ตามสถานการณ์ ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะรู้ได้ เรียกว่า "ญาณ" ที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีอยู่ตลอดเวลา</p><p>อย่างไรก็ตามหากเรามั่นใจว่าได้พบนิมิตแล้ว ควรทรงจิตให้ตั้งมั่นเป็นอย่างดีด้วยการเจริญเมตตาภาวนา</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เก็บตกไลฟ์สด เสาร์-อาทิตย์ (6305-7q)</title>
			<itunes:title>เก็บตกไลฟ์สด เสาร์-อาทิตย์ (6305-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Feb 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a365bd56-cda7-482e-ab20-ab5300aaadb3/media.mp3" length="28703474" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a365bd56-cda7-482e-ab20-ab5300aaadb3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5615</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq229cF6LMnOkaeDSxsDSQbi/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5615.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำถามเก็บตกจากรายการ "ธรรมะรับอรณ ไลฟ์สด" เมื่อเสาร์-อาทิตย์-จันทร ์ ที่ผ่านมา</p><p>Q1: เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 ได้ฟังการตอบคำถามในประเด็นของการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เช่น ฆ่าปลา โดยเจาะจงเพื่อทำอาหารนำมาถวายพระ จะเป็นบาปทั้งผู้ถวายและพระผู้รับ หากทราบที่มา ผู้ถามจึงต้องการทราบว่ากรณีพระติสสะที่ชาติก่อนเป็นพรานจับนก ฆ่านก และเผอิญได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเจาะจงฆ่านกเพื่อนำมาแกงใส่บาตรให้พระฉัน แม้ทำบุญเพียงครั้งเดียว ในกรณีนี้เพราะเหตุใดถึงส่งผลให้พระติสสะในชาติต่อมาได้บรรลุอรหันต์ในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นใจ</p><p>การฆ่าสัตว์แบบเจาะจงมาเป็นอาหาร ก็ทำให้บุญนั้นมีมลทิน เศร้าหมอง ไม่ผ่องแผ้วในตัวออยู่แล้ ในกรณีของพระติสสะ หรือ "พระปูติคัตตติสสเถระ" ผู้มีกายเน่าและได้รับความทุกข์ทรมานจากเวทนาในความเจ็บป่วยนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงเทศน์ถึงกายท่านที่เน่า กายที่หาสาระไม่ได้ กายที่เป็นรังโรค กายที่ไม่ควรยึดถือเอาไว้ด้วยความเป็นตัวตน ท่านจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนสิ้นใจ ด้วยเหตุปัจจัยที่สร้างไว้ในชาติก่อนที่เคยเป็นพรานนกแล้วขายให้กับอิสระชน ดังนี้</p><p>ในชาติสุดท้าย เหตุเพราะเวลาจับนกได้มากเกินกว่าความต้องการซื้อ จึงต้องหักปีกและขานกเพื่อเก็บไว้ขายในวันถัดไป จึงทำให้ท่านเกิดมามีกายเน่าและกระดูกแตกระหว่างทางที่กำลังจะไปขายนก ได้พบกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและจิตใจมีความเลื่อมใสมาก จึงนำนกที่จับมาได้ทำอาหารถวาย ด้วยกรรมดีนี้ซึ่งเป็นกรรมที่ไม่ได้ฆ่านกเพื่อนำมาทำอาหารถวายพระปัจเจกพระพุทธเจ้าแบบเจาะจง จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาติสุดท้ายเช่นกัน</p><p>Q2: ถ้าลูกทำผิด พ่อแม่บางคนเสียใจมากถึงขนาดร้องไห้ แต่พ่อแม่ของบางคนก็รับได้ ไม่ทุกข์ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อยากทราบว่าลูกที่ทำผิดนั้นบาปหรือไม่</p><p>บาปนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว และจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับกรรมที่ลูกได้กระทำ ไม่ได้ขึ้นกับความเสียใจของพ่อแม่ แต่บาปจะขยายออกไปเป็นวงกว้างกลายเป็นการสร้างความทุกข์ใจหรือเป็นการเบียดเบียนให้พ่อแม่เสียใจ ทั้งนี้เหตุของความทุกข์ที่เกิดกับพ่อแม่ก็เนื่องมาจากความรัก ตัณหา ราคะ และฉันทะ จึงทำให้เกิดทุกข์มาก รวมทั้งความยึดถือในแต่ละฝ่ายด้วย อย่างไรก็ตามเราสามารถขจัดสิ่งที่ไม่น่าพอใจและความทุกข์ที่มากลุ้มรุมจิตใจได้ด้วย "การปล่อยวาง"</p><p>ทั้งนี้เราควรตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่พอจะเสมอกันได้ ด้วยการประดิษฐานให้ท่านมีพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา</p><p>Q3: ไม่เคยเข้าวัดเลย อยากจะฝึกทำสมาธิ ควรเริ่มอย่างไร</p><p>เรื่องของ สถานที่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการฝึกทำสมาธิต้องเริ่มที่จิตของเราก่อน ด้วยจิตที่สามารถรับรู้ได้ในผัสสะต่าง ๆ และเป็นจิตที่มีความอดทนต่อ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยในการเข้าสู่สมาธิได้ง่าย</p><p>Q4: ทำไมคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าคนที่ชอบฟังธรรมะ ชอบเรียนธรรมะ ไปวัดทำบุญ ต้องมีความทุกข์หรือมีปัญหาชีวิต</p><p>เพราะศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย อีกทั้งนิยามของความทุกข์ในแต่ละบุคคลก็มีความหมายแตกต่างกัน เพราะความที่มีปัญญาเห็นทุกข์ต่างกัน นั่นเอง ซึ่งสืบเนื่องมาจากทุกข์ทำให้อินทรีย์แก่กล้า ซึ่งเป็นต้นสายของการเกิดแห่งพละ 5 นั่นคือ ความเพียร (วิริยะ) สติ สมาธิ และปัญญา ที่จะเกิดตามมา</p><p>Q5: เมื่อต้องดูแลคนป่วยมีผัสสะมาก คนดูแลควรทำอย่างไร ในเรื่องของจิตใจทั้งผู้ป่วยและคนดูแล</p><p>หลัก ๆ ที่ควรจต้องมี คือ ผู้ดูแลต้องมีเมตตา ทำโดยไม่หวังอามิสหรือความพึงพอใจใด ๆ เช่น มรดก ทรัพย์สินเงินทอง เป็นต้น อีกทั้งต้องสามารถพูดหรือสื่อสาร มีกุศโลบายทำให้ผู้ป่วยอาจหาญร่าเริงได้ และมีกำลังใจสูง ไม่หดหู่ ห่อเหี่ยวในเวทนาที่เกิดจากความเจ็บป่วยนั้น</p><p>Q6: ต้องการทราบถึงหัวข้อธรรมะที่ทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะ</p><p>จุดนี้สำคัญ ตรงที่การรักษาจิตใจของเราก่อน เพราะได้ชื่อว่ารักษาทั้งตนเองและรักษาผู้อื่นด้วย นั่นคือต้องมีความเมตตา มองกันด้วยสายตาที่มีความรักใคร่กันเป็นอยู่ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่อาฆาตพยาบาทปองร้าย และไม่เพ่งโทษผู้อื่น เพราะการมองหาความไม่ดีจากตัวผู้อื่น นั่นคือเกิดความไม่ดีขึ้นแล้วในจิตใจของเราเอง จึงเป็นการเกิดผลเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในบางครั้งอาจจะพบเจอคนพาล ให้ระลึกไว้เสมอว่าคงเป็นความไม่คุ้มค่าที่จะลดระดับความดีของเราไปแลกกับความไม่ดีของเขาที่หยิบยื่นให้</p><p>Q7: ต้องการทราบว่า ถ้าเป็นพระปฏิบัติ แต่ไม่ออกบิณฑบาตร เมื่อถึงวันพระก็ออกมาบ้าง แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยออกมา จะผิดวินัยของสงฆ์หรือไม่ </p><p>ไม่ผิดวินัยของสงฆ์ เพราะตามวินัยของสงฆ์นั้น พระภิกษุสามารถออกบิณฑบาตรด้วยตนเอง หรือจะรับอาหารในที่ที่มีผู้นิมนต์ไว้ด้วยความศรัทธาก็ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E16 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E16  , #การประดิษฐานแก่บิดามารดา       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำถามเก็บตกจากรายการ "ธรรมะรับอรณ ไลฟ์สด" เมื่อเสาร์-อาทิตย์-จันทร ์ ที่ผ่านมา</p><p>Q1: เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 ได้ฟังการตอบคำถามในประเด็นของการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เช่น ฆ่าปลา โดยเจาะจงเพื่อทำอาหารนำมาถวายพระ จะเป็นบาปทั้งผู้ถวายและพระผู้รับ หากทราบที่มา ผู้ถามจึงต้องการทราบว่ากรณีพระติสสะที่ชาติก่อนเป็นพรานจับนก ฆ่านก และเผอิญได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเจาะจงฆ่านกเพื่อนำมาแกงใส่บาตรให้พระฉัน แม้ทำบุญเพียงครั้งเดียว ในกรณีนี้เพราะเหตุใดถึงส่งผลให้พระติสสะในชาติต่อมาได้บรรลุอรหันต์ในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นใจ</p><p>การฆ่าสัตว์แบบเจาะจงมาเป็นอาหาร ก็ทำให้บุญนั้นมีมลทิน เศร้าหมอง ไม่ผ่องแผ้วในตัวออยู่แล้ ในกรณีของพระติสสะ หรือ "พระปูติคัตตติสสเถระ" ผู้มีกายเน่าและได้รับความทุกข์ทรมานจากเวทนาในความเจ็บป่วยนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงเทศน์ถึงกายท่านที่เน่า กายที่หาสาระไม่ได้ กายที่เป็นรังโรค กายที่ไม่ควรยึดถือเอาไว้ด้วยความเป็นตัวตน ท่านจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนสิ้นใจ ด้วยเหตุปัจจัยที่สร้างไว้ในชาติก่อนที่เคยเป็นพรานนกแล้วขายให้กับอิสระชน ดังนี้</p><p>ในชาติสุดท้าย เหตุเพราะเวลาจับนกได้มากเกินกว่าความต้องการซื้อ จึงต้องหักปีกและขานกเพื่อเก็บไว้ขายในวันถัดไป จึงทำให้ท่านเกิดมามีกายเน่าและกระดูกแตกระหว่างทางที่กำลังจะไปขายนก ได้พบกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าและจิตใจมีความเลื่อมใสมาก จึงนำนกที่จับมาได้ทำอาหารถวาย ด้วยกรรมดีนี้ซึ่งเป็นกรรมที่ไม่ได้ฆ่านกเพื่อนำมาทำอาหารถวายพระปัจเจกพระพุทธเจ้าแบบเจาะจง จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาติสุดท้ายเช่นกัน</p><p>Q2: ถ้าลูกทำผิด พ่อแม่บางคนเสียใจมากถึงขนาดร้องไห้ แต่พ่อแม่ของบางคนก็รับได้ ไม่ทุกข์ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อยากทราบว่าลูกที่ทำผิดนั้นบาปหรือไม่</p><p>บาปนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว และจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับกรรมที่ลูกได้กระทำ ไม่ได้ขึ้นกับความเสียใจของพ่อแม่ แต่บาปจะขยายออกไปเป็นวงกว้างกลายเป็นการสร้างความทุกข์ใจหรือเป็นการเบียดเบียนให้พ่อแม่เสียใจ ทั้งนี้เหตุของความทุกข์ที่เกิดกับพ่อแม่ก็เนื่องมาจากความรัก ตัณหา ราคะ และฉันทะ จึงทำให้เกิดทุกข์มาก รวมทั้งความยึดถือในแต่ละฝ่ายด้วย อย่างไรก็ตามเราสามารถขจัดสิ่งที่ไม่น่าพอใจและความทุกข์ที่มากลุ้มรุมจิตใจได้ด้วย "การปล่อยวาง"</p><p>ทั้งนี้เราควรตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่พอจะเสมอกันได้ ด้วยการประดิษฐานให้ท่านมีพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา</p><p>Q3: ไม่เคยเข้าวัดเลย อยากจะฝึกทำสมาธิ ควรเริ่มอย่างไร</p><p>เรื่องของ สถานที่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการฝึกทำสมาธิต้องเริ่มที่จิตของเราก่อน ด้วยจิตที่สามารถรับรู้ได้ในผัสสะต่าง ๆ และเป็นจิตที่มีความอดทนต่อ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยในการเข้าสู่สมาธิได้ง่าย</p><p>Q4: ทำไมคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าคนที่ชอบฟังธรรมะ ชอบเรียนธรรมะ ไปวัดทำบุญ ต้องมีความทุกข์หรือมีปัญหาชีวิต</p><p>เพราะศรัทธามีทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัย อีกทั้งนิยามของความทุกข์ในแต่ละบุคคลก็มีความหมายแตกต่างกัน เพราะความที่มีปัญญาเห็นทุกข์ต่างกัน นั่นเอง ซึ่งสืบเนื่องมาจากทุกข์ทำให้อินทรีย์แก่กล้า ซึ่งเป็นต้นสายของการเกิดแห่งพละ 5 นั่นคือ ความเพียร (วิริยะ) สติ สมาธิ และปัญญา ที่จะเกิดตามมา</p><p>Q5: เมื่อต้องดูแลคนป่วยมีผัสสะมาก คนดูแลควรทำอย่างไร ในเรื่องของจิตใจทั้งผู้ป่วยและคนดูแล</p><p>หลัก ๆ ที่ควรจต้องมี คือ ผู้ดูแลต้องมีเมตตา ทำโดยไม่หวังอามิสหรือความพึงพอใจใด ๆ เช่น มรดก ทรัพย์สินเงินทอง เป็นต้น อีกทั้งต้องสามารถพูดหรือสื่อสาร มีกุศโลบายทำให้ผู้ป่วยอาจหาญร่าเริงได้ และมีกำลังใจสูง ไม่หดหู่ ห่อเหี่ยวในเวทนาที่เกิดจากความเจ็บป่วยนั้น</p><p>Q6: ต้องการทราบถึงหัวข้อธรรมะที่ทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะ</p><p>จุดนี้สำคัญ ตรงที่การรักษาจิตใจของเราก่อน เพราะได้ชื่อว่ารักษาทั้งตนเองและรักษาผู้อื่นด้วย นั่นคือต้องมีความเมตตา มองกันด้วยสายตาที่มีความรักใคร่กันเป็นอยู่ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่อาฆาตพยาบาทปองร้าย และไม่เพ่งโทษผู้อื่น เพราะการมองหาความไม่ดีจากตัวผู้อื่น นั่นคือเกิดความไม่ดีขึ้นแล้วในจิตใจของเราเอง จึงเป็นการเกิดผลเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ในบางครั้งอาจจะพบเจอคนพาล ให้ระลึกไว้เสมอว่าคงเป็นความไม่คุ้มค่าที่จะลดระดับความดีของเราไปแลกกับความไม่ดีของเขาที่หยิบยื่นให้</p><p>Q7: ต้องการทราบว่า ถ้าเป็นพระปฏิบัติ แต่ไม่ออกบิณฑบาตร เมื่อถึงวันพระก็ออกมาบ้าง แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยออกมา จะผิดวินัยของสงฆ์หรือไม่ </p><p>ไม่ผิดวินัยของสงฆ์ เพราะตามวินัยของสงฆ์นั้น พระภิกษุสามารถออกบิณฑบาตรด้วยตนเอง หรือจะรับอาหารในที่ที่มีผู้นิมนต์ไว้ด้วยความศรัทธาก็ได้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E16 , เข้าใจทำ (ธรรม) S08E16  , #การประดิษฐานแก่บิดามารดา       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตามใจท่าน-ไลฟ์สด อาทิตย์ (6304-7q)</title>
			<itunes:title>ตามใจท่าน-ไลฟ์สด อาทิตย์ (6304-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sun, 26 Jan 2020 14:30:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:01:38</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/bd9879e4-929b-4577-85e8-ab4e00eabac1/media.mp3" length="29613600" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bd9879e4-929b-4577-85e8-ab4e00eabac1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5616</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq2169qNiOfq0JkeNLiV4DMZ/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5616.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ตามใจท่าน" ในเอพิโสดนี้ เป็นไฟล์เสียง การออกอากาศ "ไลฟ์สด"  ณ ห้องส่ง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2563 เปิดโอกาสให้ท่านผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการสอบถามปัญหาหรือทักทายกันเข้ามาทางโทรศัพท์ </p><p>"มาสว่างแล้วเพราะการเกิดเป็นมนุษย์ จะไปสว่างได้ด้วยการมีความดีและทำให้ชีวิตมีกำไร"</p><p>หัวหน้างานอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดมากขึ้น มีการปะทะกันบ่อย และไม่มีความสุขในการทำงาน ควรใช้หลักธรรมใดในการแก้ปัญหา</p><p>แก้ไขได้โดยการแผ่เมตตาให้กัน ตั้งแต่ก่อนการกระทบกันด้วยการทำสมาธิ ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา แล้วนึกถึงบุคคลนั้นทุกครั้ง จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสองฝ่าย ให้ระลึกไว้เสมอว่าการปะทะกันจะทำให้เกิดการผูกเวร ได้บาป ชนะกันด้วยความไม่ราบคาบ ไม่บริสุทธิ์ และไม่บริบูรณ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ตามใจท่าน" ในเอพิโสดนี้ เป็นไฟล์เสียง การออกอากาศ "ไลฟ์สด"  ณ ห้องส่ง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 2563 เปิดโอกาสให้ท่านผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการสอบถามปัญหาหรือทักทายกันเข้ามาทางโทรศัพท์ </p><p>"มาสว่างแล้วเพราะการเกิดเป็นมนุษย์ จะไปสว่างได้ด้วยการมีความดีและทำให้ชีวิตมีกำไร"</p><p>หัวหน้างานอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดมากขึ้น มีการปะทะกันบ่อย และไม่มีความสุขในการทำงาน ควรใช้หลักธรรมใดในการแก้ปัญหา</p><p>แก้ไขได้โดยการแผ่เมตตาให้กัน ตั้งแต่ก่อนการกระทบกันด้วยการทำสมาธิ ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา แล้วนึกถึงบุคคลนั้นทุกครั้ง จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสองฝ่าย ให้ระลึกไว้เสมอว่าการปะทะกันจะทำให้เกิดการผูกเวร ได้บาป ชนะกันด้วยความไม่ราบคาบ ไม่บริสุทธิ์ และไม่บริบูรณ์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตามใจท่าน-ไลฟ์สด เสาร์ (6304-6q)</title>
			<itunes:title>ตามใจท่าน-ไลฟ์สด เสาร์ (6304-6q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 Jan 2020 10:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8440bdd0-bf6e-433a-b2cd-ab4d00924ffe/media.mp3" length="26918726" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8440bdd0-bf6e-433a-b2cd-ab4d00924ffe</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5617</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23djkkMChAqTI2DTYg50cEF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5617.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ตามใจท่าน" ในเอพิโสดนี้ เป็นไฟล์เสียง การออกอากาศ "ไลฟ์สด"  ณ ห้องส่ง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ม.ค. 2563 เปิดโอกาสให้ท่านผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการสอบถามปัญหาหรือทักทายกันเข้ามาทางโทรศัพท์ </p><p>คนที่ได้โสดาบัน เขาตัดกิจกรรมคนคู่ ลดลง หรือว่า ใช้ชีวิตปกติ?</p><p>คุณสมบัติของโสดาบัน คือ มีศีล เพราะฉะนั้น ศีลเป็นเรื่องมีกิจกรรมของคนคู่ได้ไหม? คำตอบคือ ได้ เพราะศีลข้อ 3 ที่ว่าด้วย การไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในกาม เช่น ล่วงภรรยาผู้อื่น ล่วงหญิงที่มารดา บิดาเขารักษาอยู่ ไม่ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีภรรยาอยู่แล้ว  หรือมีสามีอยู่แล้ว เราก็ไม่ล่วงเกินไปจากคู่ของเรา คุณก็มีกิจกรรมคนคู่ได้ ในความที่เป็นคู่ของเรา เช่น คุณไปกินข้าวด้วยกัน กระหนุงกระหนิง โทรหากันจ๊ะจ๋า พูดเกี้ยวกันบ้าง เป็นธรรมดา แต่ไม่เกินเลย ไม่ผิดศีล ไม่ไปทำกับคู่ของคนอื่น จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม </p><p>"โสดาบัน" คือ คนที่เข้าสู่กระแส เป็นใคร? เป็นคนที่ปรับทิฏฐิให้ถูกต้องแล้ว เช่น สมมุติเราตื่นเช้ามา เรารู้สึกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มันไม่ค่อยเที่ยง อันนี้คุณมาถูกทางแล้ว เป็นโสดาปัตติมรรค มาตามทางที่จะไปสู่ทะเลแล้ว สมมุติเราอยู่ฝั่งนี้ มีภัยมากมาย เราจะไปทะเล คุณก็ออกจากฝั่ง จะเข้าไปสู่กระแสกลางแม่น้ำ ออกไป อันนี้ คือ โสดาปัตติมรรค</p><p>พอคุณไปถึงกระแสกลางแม่น้ำแล้ว นั่นคือ โสดาปัตติผล เพราะว่า โสดา ก็คนธรรมดานี่แหละ ข้อที่  1 รักษาศีลได้ (ศีล 5 ) ข้อที่ 2-4 ก็คือ  มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ตามใจท่าน" ในเอพิโสดนี้ เป็นไฟล์เสียง การออกอากาศ "ไลฟ์สด"  ณ ห้องส่ง สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ม.ค. 2563 เปิดโอกาสให้ท่านผู้ฟังได้มีส่วนร่วมในการสอบถามปัญหาหรือทักทายกันเข้ามาทางโทรศัพท์ </p><p>คนที่ได้โสดาบัน เขาตัดกิจกรรมคนคู่ ลดลง หรือว่า ใช้ชีวิตปกติ?</p><p>คุณสมบัติของโสดาบัน คือ มีศีล เพราะฉะนั้น ศีลเป็นเรื่องมีกิจกรรมของคนคู่ได้ไหม? คำตอบคือ ได้ เพราะศีลข้อ 3 ที่ว่าด้วย การไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในกาม เช่น ล่วงภรรยาผู้อื่น ล่วงหญิงที่มารดา บิดาเขารักษาอยู่ ไม่ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีภรรยาอยู่แล้ว  หรือมีสามีอยู่แล้ว เราก็ไม่ล่วงเกินไปจากคู่ของเรา คุณก็มีกิจกรรมคนคู่ได้ ในความที่เป็นคู่ของเรา เช่น คุณไปกินข้าวด้วยกัน กระหนุงกระหนิง โทรหากันจ๊ะจ๋า พูดเกี้ยวกันบ้าง เป็นธรรมดา แต่ไม่เกินเลย ไม่ผิดศีล ไม่ไปทำกับคู่ของคนอื่น จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม </p><p>"โสดาบัน" คือ คนที่เข้าสู่กระแส เป็นใคร? เป็นคนที่ปรับทิฏฐิให้ถูกต้องแล้ว เช่น สมมุติเราตื่นเช้ามา เรารู้สึกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มันไม่ค่อยเที่ยง อันนี้คุณมาถูกทางแล้ว เป็นโสดาปัตติมรรค มาตามทางที่จะไปสู่ทะเลแล้ว สมมุติเราอยู่ฝั่งนี้ มีภัยมากมาย เราจะไปทะเล คุณก็ออกจากฝั่ง จะเข้าไปสู่กระแสกลางแม่น้ำ ออกไป อันนี้ คือ โสดาปัตติมรรค</p><p>พอคุณไปถึงกระแสกลางแม่น้ำแล้ว นั่นคือ โสดาปัตติผล เพราะว่า โสดา ก็คนธรรมดานี่แหละ ข้อที่  1 รักษาศีลได้ (ศีล 5 ) ข้อที่ 2-4 ก็คือ  มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทุกสิ่งยุติได้ในนิพพาน (6303-7q)</title>
			<itunes:title>ทุกสิ่งยุติได้ในนิพพาน (6303-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/963f5f14-b494-4fd0-889d-ab42004c199b/media.mp3" length="28071047" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">963f5f14-b494-4fd0-889d-ab42004c199b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5618</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23jq5V0B+v/WXzwximlkagg]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5618.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: โดนหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ต้องทำอย่างไรตามคำสอนทางพุทธศาสนาหรือมีปัจจัยอะไรเร่งให้กรรมทำงานเร็วขึ้น</p><p>การไม่ทำความชั่วตามคำชักชวนใด ๆ ถือว่าเป็นการทำความดีของเราแล้ว บางครั้งความดี ความเพียร และความตั้งใจมั่นอาจจะทำได้ยาก เพราะอาจทำให้เกิดเป็นความคับแค้น ความเร่าร้อน หรือผัสสะที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้นในระหว่างที่ตั้งใจทำความดีนั้น ๆ ให้ระลึกถึงคุณความดีของตนเอง ซึ่งถือเป็น สีลานุสสติ</p><p>สิ่งที่ควรทำความเข้าใจมากกว่าการเร่งให้กรรมทำงานเร็วขึ้น นั่นคือ ต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาความดีของเราให้มีตลอดได้ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา) จึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญใช้หุ้มห่อจิตใจของเราให้สามารถรักษาความดีได้อย่างเต็มที่ไปตลอดรอดฝั่ง ทำให้จิตใจของเราไม่คิดเบียดเบียน ไม่พอใจ หรือไม่คิดทำร้ายผู้อื่นด้วย</p><p>ความยุติธรรมไม่มีในสังสารวัฏนี้ หากต้องการให้สุดจบจริง ๆ มีที่พระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น การให้ผลของกรรมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ได้สร้างมาตั้งแต่อดีตชาติจนกระทั่งถึงปัจจุบันชาติที่มากน้อยไม่เท่ากัน ระยะเวลาการให้ผลของกรรมจึงแตกต่างกัน คือ ให้ผลในปัจจุบัน ให้ผลในเวลาถัดมา และให้ผลในเวลาถัด ๆ มาอีก ซึ่งผลกรรมอาจจะเกิดกับตนเอง กับลูก หรือกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้</p><p>Q2: สาวกทั้ง 80 รูป มีบ้างหรือไม่ที่บวช ๆ สึก ๆ หลายครั้งแล้วได้บรรลุธรรม ผู้ถามเคยถามหลวงน้าท่านหนึ่งซึ่งมรณภาพไปหลายสิบปีแล้ว ท่านอธิบาย "ชายสามโบสถ์" ว่าคือ ผู้ชายที่นับถือหลาย ๆ ศาสนาในเวลาเดียวกัน จึงได้ถามมาเพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร</p><p>ในครั้งพุทธกาลก็เคยมีท่านจิตตหัตถสารีบุตร ที่เคยบวชและสึกถึง 7 รอบด้วยสาเหตุของการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพและคุณของเนกขัมมะในเวลาเดียวกัน หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็เคยเป็นอย่างนี้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E54 ,  #พระจิตตหัตถเถระ ผู้เปลี่ยนแปลงได้         </p><p>ส่วนคำว่า "ชายสามโบสถ์" เป็นเรื่องของการใช้ภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ ขึ้นอยู่กับว่า ต้องการนำไปใช้ในบริบทใด ๆ ทั้งนี้จากการสืบค้นพบว่า ชายสามโบสถ์มีความหมาย 2 นัยยะคือ ชายที่บวชในศาสนาพุทธตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือชายที่บวชในศาสนาที่ต่างกันตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป</p><p>Q3: เมื่อพระกล่าวคำสมาทานศีล 5 เสร็จ แล้วสรุปลงท้ายว่า "จะไปสุคติได้ด้วยเพราะศีล" สุคตินั้นหมายรวมถึงโลกมนุษย์ด้วยหรือไม่ เพราะโลกมนุษย์นั้นประกอบด้วยทุกข์ สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งที่เป็นที่ดีที่งามนั้น เป็นที่ ๆ มีลักษณะอย่างไร</p><p>ต้องเข้าใจถึงสัดส่วนของสุขและทุกข์ในโลกมนุษย์ที่มีพอ ๆ กัน ส่วนนรกจะมีความทุกข์อย่างมากแต่สุขน้อยนิดเดียว ในขณะที่สวรรค์จะมีความสุขเหลือล้นแต่ทุกข์น้อยนิดเดียว ดังนั้นเมื่อพูดถึงสุคติจะประกอบไปด้วยมนุษย์ (พราหมณ์มหาศาล กษํตริย์มหาศาล และคหบดีมหาศาล) เทวดา พรหม แต่ถ้าพูดถึงทุคติจะประกอบไปด้วยมนุษย์ เปรต อสูรกาย</p><p>ทุกที่ในสังสารวัฏนี้ต่างประกอบไปด้วยทุกข์ สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข สัดส่วนอาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ความดีในการเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า สามารถเห็นสุขและทุกข์ได้มากพอ ๆ กัน เมื่อเห็นสุขแล้วไม่กำหนัดยินดี เมื่อเห็นทุกข์แล้วเกิดปัญญาได้</p><p>Q4: พระปริตรที่ควรนำมาสาธยายหรือสวดมนต์ในพิธีงานมงคลสมรส นั่นคือ "องคุลีมาลปริตร" หรือ "องคุลีมาลสูตร" จึงขอความกรุณาแปลพระสูตรนี้เป็นไทยให้ด้วย เพราะผู้ถามไม่ได้ฟังมานานแล้ว</p><p>"องคุลีมาลปริตร" มาที่เนิ้อความจำเดิมตั้งแต่ที่พระองคุลิมาลมาบวชแล้ว วันหนึ่งพระองคุลีมาลได้พบหญิงมีครรภ์และได้อุทานว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงตรัสให้องคุลีมาลตั้งอธิษฐานสัจจะวาจาและไปโปรดหญิงมีครรภ์นั้นว่า</p><p>ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ</p><p>(ดูก่อน ‘น้องหญิง ตั้งแต่อาตมภาพเกิดมาในอริยชาติ ไม่เคยตั้งใจหรือเจตนาจะพรากสัตว์ใด ๆ จากชีวิตเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดี จงมีแก่ทารกในครรภ์ของเธอเถิด)</p><p>เป็นบทสวดอย่างย่อที่จะสวดพร้อมกับบทสวด "โพชฌังคปริตร" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบครัวที่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อมีบุตร จะทำให้คลอดบุตรง่าย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: โดนหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ต้องทำอย่างไรตามคำสอนทางพุทธศาสนาหรือมีปัจจัยอะไรเร่งให้กรรมทำงานเร็วขึ้น</p><p>การไม่ทำความชั่วตามคำชักชวนใด ๆ ถือว่าเป็นการทำความดีของเราแล้ว บางครั้งความดี ความเพียร และความตั้งใจมั่นอาจจะทำได้ยาก เพราะอาจทำให้เกิดเป็นความคับแค้น ความเร่าร้อน หรือผัสสะที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้นในระหว่างที่ตั้งใจทำความดีนั้น ๆ ให้ระลึกถึงคุณความดีของตนเอง ซึ่งถือเป็น สีลานุสสติ</p><p>สิ่งที่ควรทำความเข้าใจมากกว่าการเร่งให้กรรมทำงานเร็วขึ้น นั่นคือ ต้องทำอย่างไรจึงจะรักษาความดีของเราให้มีตลอดได้ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา) จึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญใช้หุ้มห่อจิตใจของเราให้สามารถรักษาความดีได้อย่างเต็มที่ไปตลอดรอดฝั่ง ทำให้จิตใจของเราไม่คิดเบียดเบียน ไม่พอใจ หรือไม่คิดทำร้ายผู้อื่นด้วย</p><p>ความยุติธรรมไม่มีในสังสารวัฏนี้ หากต้องการให้สุดจบจริง ๆ มีที่พระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น การให้ผลของกรรมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ได้สร้างมาตั้งแต่อดีตชาติจนกระทั่งถึงปัจจุบันชาติที่มากน้อยไม่เท่ากัน ระยะเวลาการให้ผลของกรรมจึงแตกต่างกัน คือ ให้ผลในปัจจุบัน ให้ผลในเวลาถัดมา และให้ผลในเวลาถัด ๆ มาอีก ซึ่งผลกรรมอาจจะเกิดกับตนเอง กับลูก หรือกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้</p><p>Q2: สาวกทั้ง 80 รูป มีบ้างหรือไม่ที่บวช ๆ สึก ๆ หลายครั้งแล้วได้บรรลุธรรม ผู้ถามเคยถามหลวงน้าท่านหนึ่งซึ่งมรณภาพไปหลายสิบปีแล้ว ท่านอธิบาย "ชายสามโบสถ์" ว่าคือ ผู้ชายที่นับถือหลาย ๆ ศาสนาในเวลาเดียวกัน จึงได้ถามมาเพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร</p><p>ในครั้งพุทธกาลก็เคยมีท่านจิตตหัตถสารีบุตร ที่เคยบวชและสึกถึง 7 รอบด้วยสาเหตุของการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพและคุณของเนกขัมมะในเวลาเดียวกัน หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อครั้งที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ก็เคยเป็นอย่างนี้</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E54 ,  #พระจิตตหัตถเถระ ผู้เปลี่ยนแปลงได้         </p><p>ส่วนคำว่า "ชายสามโบสถ์" เป็นเรื่องของการใช้ภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ ขึ้นอยู่กับว่า ต้องการนำไปใช้ในบริบทใด ๆ ทั้งนี้จากการสืบค้นพบว่า ชายสามโบสถ์มีความหมาย 2 นัยยะคือ ชายที่บวชในศาสนาพุทธตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือชายที่บวชในศาสนาที่ต่างกันตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป</p><p>Q3: เมื่อพระกล่าวคำสมาทานศีล 5 เสร็จ แล้วสรุปลงท้ายว่า "จะไปสุคติได้ด้วยเพราะศีล" สุคตินั้นหมายรวมถึงโลกมนุษย์ด้วยหรือไม่ เพราะโลกมนุษย์นั้นประกอบด้วยทุกข์ สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข ซึ่งที่เป็นที่ดีที่งามนั้น เป็นที่ ๆ มีลักษณะอย่างไร</p><p>ต้องเข้าใจถึงสัดส่วนของสุขและทุกข์ในโลกมนุษย์ที่มีพอ ๆ กัน ส่วนนรกจะมีความทุกข์อย่างมากแต่สุขน้อยนิดเดียว ในขณะที่สวรรค์จะมีความสุขเหลือล้นแต่ทุกข์น้อยนิดเดียว ดังนั้นเมื่อพูดถึงสุคติจะประกอบไปด้วยมนุษย์ (พราหมณ์มหาศาล กษํตริย์มหาศาล และคหบดีมหาศาล) เทวดา พรหม แต่ถ้าพูดถึงทุคติจะประกอบไปด้วยมนุษย์ เปรต อสูรกาย</p><p>ทุกที่ในสังสารวัฏนี้ต่างประกอบไปด้วยทุกข์ สุข และไม่ทุกข์ไม่สุข สัดส่วนอาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ความดีในการเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือ ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า สามารถเห็นสุขและทุกข์ได้มากพอ ๆ กัน เมื่อเห็นสุขแล้วไม่กำหนัดยินดี เมื่อเห็นทุกข์แล้วเกิดปัญญาได้</p><p>Q4: พระปริตรที่ควรนำมาสาธยายหรือสวดมนต์ในพิธีงานมงคลสมรส นั่นคือ "องคุลีมาลปริตร" หรือ "องคุลีมาลสูตร" จึงขอความกรุณาแปลพระสูตรนี้เป็นไทยให้ด้วย เพราะผู้ถามไม่ได้ฟังมานานแล้ว</p><p>"องคุลีมาลปริตร" มาที่เนิ้อความจำเดิมตั้งแต่ที่พระองคุลิมาลมาบวชแล้ว วันหนึ่งพระองคุลีมาลได้พบหญิงมีครรภ์และได้อุทานว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองหนอ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงตรัสให้องคุลีมาลตั้งอธิษฐานสัจจะวาจาและไปโปรดหญิงมีครรภ์นั้นว่า</p><p>ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ</p><p>(ดูก่อน ‘น้องหญิง ตั้งแต่อาตมภาพเกิดมาในอริยชาติ ไม่เคยตั้งใจหรือเจตนาจะพรากสัตว์ใด ๆ จากชีวิตเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดี จงมีแก่ทารกในครรภ์ของเธอเถิด)</p><p>เป็นบทสวดอย่างย่อที่จะสวดพร้อมกับบทสวด "โพชฌังคปริตร" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบครัวที่เพิ่งแต่งงานกันเมื่อมีบุตร จะทำให้คลอดบุตรง่าย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อย่าตกหลุมแห่งทิฏฐิ (6302-7q)</title>
			<itunes:title>อย่าตกหลุมแห่งทิฏฐิ (6302-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:08</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/148cbdf3-3b66-477c-91f6-ab3d00d1f6de/media.mp3" length="26006710" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">148cbdf3-3b66-477c-91f6-ab3d00d1f6de</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5619</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21tmGRgbTwBjbn7/FXlLnz7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5619.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ก่อนอื่น ขอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดรายการธรรมะรับอรุณ ในแบบ Live สด โดยจัดมีขึ้นที่ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย (สวท.) ในวันที่ 25 - 26 มกราคม 2563  ซึ่งรับฟังรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ในเอพิโสดนี้</p><p>Q1: พิมพ์ด่า+พิมพ์โกหก กับ พูดด่า+พูดโกหก รับผลกรรมเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร</p><p>พระธรรมทินนาเถรี กล่าวไว้ว่า "บุคคลตรึกตรองแล้วค่อยเปล่งวาจา" หมายถึง เมื่อคิดอย่างไรจึงแสดงออกไปอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนก็ตามทั้งที่เป็นการชมและการตำหนิ ด่าว่า เพียงแต่เป็นการกระทำที่มีทวารต่างกันเท่านั้น</p><p>ความหนักเบาของผลกรรมนั้น มาจากทางใจจะหนักที่สุด หนักมากกว่าทางกายหรือวาจา เพราะเรามีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทั้งนี้เปรียบ เจตนาในการกระทำนั้น ๆ เสมือนรอยกรีดบนน้ำ บนทราย และบนหิน</p><p>เมื่อมีการใช้ Social Media กันอย่างกว้างขวาง จึงทำให้การสื่อสารข้อความต่าง ๆ แพร่กระจายออกไปได้ง่าย รวดเร็ว และไกลขึ้น ซึ่งก็จะทำให้การเบียดเบียนหรือการสร้างบาป อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นเช่นกัน</p><p>Q2: ถ้าเรารู้หรือได้ยินคำที่มีใครคนหนึ่งเขาว่าคนอื่น แล้วมีอีกคนมาถามว่าเราได้ยินอย่างนี้ ๆ หรือไม่ เราควรจะตอบตามความจริงว่าเราได้ยินมาอย่างนี้หรือจะไม่ตอบ หรือควรจะอย่างไร</p><p>การพูดจาสื่อสารควรยึดหลัก "สัมมาวาจา" ซึ่งประกอบด้วย 3 ลักษณะคือ ไม่พูดโกหก, ไม่พูดส่อเสียดเพื่อยุยงให้แตกกัน, และไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ในทางตรงกันข้าม หากการพูดวาจาตรงแล้วทำให้เกิดการแตกแยก การใช้คำพูดสวยหรูแต่ทิ่มแทงใจผู้ฟัง พูดกล่าวโทษเพราะคิดไปเองหรือไม่มีหลักฐานอ้างอิง เราก็ไม่ควรพูด ซึ่งถือว่าเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นหรือสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง นั่นเอง และยังเป็นการไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นอีกด้วย</p><p>การตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ ตอบตรงไปตรงมา มีการตอบที่ตายตัว, มีการถามย้อนกลับ แล้วจึงตอบ, มีการตอบที่แยกแยะแจกแจงเพิ่มเติมรายละเอียด ตามบริบทในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป, นิ่ง ไม่ตอบเลย เพราะเป็นคำถามที่ตอบแล้วจะทำให้เกิดความสับสน ไม่ชัดเจน หรือจะสามารถทำให้ตกหลุมแห่งทิฏฐิต่าง ๆ ได้</p><p>Q3: คนส่วนใหญ่กลัวตายเพราะอะไร และทำอย่างไรจึงจะไม่กลัวตาย</p><p>คนส่วนใหญ่มักจะกลัวตายด้วยหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน เราสามารถเปลี่ยนความกลัวตายให้เป็นความไม่กลัวตายได้ โดยการตั้งไว้ซึ่งหิริและโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) ที่จะทำให้เรามีความเข้าใจและมีทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้อง โดยแยกตามแต่ละสาเหตุ ได้แก่ กลัวตายเพราะกลัวสูญเสียความสุขที่เคยได้รับตอนมีชีวิตอยู่, กลัวเจ็บ, กลัวการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก, และกล้วว่าตายแล้วไปไหน</p><p>อย่างไรก็ตาม หากกลัวสิ่งใด ให้เข้าหาสิ่งนั้นด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จะทำให้ความกลัวค่อย ๆ คลายความกลัวลงได้ และหากกลัวตาย ก็ให้ระลึกถึงมรณะสติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการละบาป ละอกุศลธรรม และระลึกถึงกุศลธรรมได้มากขึ้น</p><p>Q4: การนําหลักธรรมมาใช้ปฏิบัติตน เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขหรือขจัดปัญหาข้อขัดแย้ง มีหรือไม่ อย่างไร</p><p>หลักธรรมระงับความขัดแย้งที่สำคัญและได้ผลมากที่สุดคือ "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก" ซึ่งจะต้องนำไปใช้และปฏิบัติกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เราสามารถแผ่เมตตาให้ได้อย่างกว้างขวาง อย่างไม่มีประมาณ ซึ่งต้องไม่มีความคิดแบบผูกเวรหรือมีอกุศลใด ๆ เลย</p><p>และกรรมของการผูกโกรธกัน จะทำให้ได้รับผลไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต ไปในที่ที่ไม่ดี</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มพธิบท S07E60</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ก่อนอื่น ขอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดรายการธรรมะรับอรุณ ในแบบ Live สด โดยจัดมีขึ้นที่ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย (สวท.) ในวันที่ 25 - 26 มกราคม 2563  ซึ่งรับฟังรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ในเอพิโสดนี้</p><p>Q1: พิมพ์ด่า+พิมพ์โกหก กับ พูดด่า+พูดโกหก รับผลกรรมเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร</p><p>พระธรรมทินนาเถรี กล่าวไว้ว่า "บุคคลตรึกตรองแล้วค่อยเปล่งวาจา" หมายถึง เมื่อคิดอย่างไรจึงแสดงออกไปอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนก็ตามทั้งที่เป็นการชมและการตำหนิ ด่าว่า เพียงแต่เป็นการกระทำที่มีทวารต่างกันเท่านั้น</p><p>ความหนักเบาของผลกรรมนั้น มาจากทางใจจะหนักที่สุด หนักมากกว่าทางกายหรือวาจา เพราะเรามีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทั้งนี้เปรียบ เจตนาในการกระทำนั้น ๆ เสมือนรอยกรีดบนน้ำ บนทราย และบนหิน</p><p>เมื่อมีการใช้ Social Media กันอย่างกว้างขวาง จึงทำให้การสื่อสารข้อความต่าง ๆ แพร่กระจายออกไปได้ง่าย รวดเร็ว และไกลขึ้น ซึ่งก็จะทำให้การเบียดเบียนหรือการสร้างบาป อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นเช่นกัน</p><p>Q2: ถ้าเรารู้หรือได้ยินคำที่มีใครคนหนึ่งเขาว่าคนอื่น แล้วมีอีกคนมาถามว่าเราได้ยินอย่างนี้ ๆ หรือไม่ เราควรจะตอบตามความจริงว่าเราได้ยินมาอย่างนี้หรือจะไม่ตอบ หรือควรจะอย่างไร</p><p>การพูดจาสื่อสารควรยึดหลัก "สัมมาวาจา" ซึ่งประกอบด้วย 3 ลักษณะคือ ไม่พูดโกหก, ไม่พูดส่อเสียดเพื่อยุยงให้แตกกัน, และไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ในทางตรงกันข้าม หากการพูดวาจาตรงแล้วทำให้เกิดการแตกแยก การใช้คำพูดสวยหรูแต่ทิ่มแทงใจผู้ฟัง พูดกล่าวโทษเพราะคิดไปเองหรือไม่มีหลักฐานอ้างอิง เราก็ไม่ควรพูด ซึ่งถือว่าเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นหรือสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง นั่นเอง และยังเป็นการไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นอีกด้วย</p><p>การตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ ตอบตรงไปตรงมา มีการตอบที่ตายตัว, มีการถามย้อนกลับ แล้วจึงตอบ, มีการตอบที่แยกแยะแจกแจงเพิ่มเติมรายละเอียด ตามบริบทในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป, นิ่ง ไม่ตอบเลย เพราะเป็นคำถามที่ตอบแล้วจะทำให้เกิดความสับสน ไม่ชัดเจน หรือจะสามารถทำให้ตกหลุมแห่งทิฏฐิต่าง ๆ ได้</p><p>Q3: คนส่วนใหญ่กลัวตายเพราะอะไร และทำอย่างไรจึงจะไม่กลัวตาย</p><p>คนส่วนใหญ่มักจะกลัวตายด้วยหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน เราสามารถเปลี่ยนความกลัวตายให้เป็นความไม่กลัวตายได้ โดยการตั้งไว้ซึ่งหิริและโอตตัปปะ (ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) ที่จะทำให้เรามีความเข้าใจและมีทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้อง โดยแยกตามแต่ละสาเหตุ ได้แก่ กลัวตายเพราะกลัวสูญเสียความสุขที่เคยได้รับตอนมีชีวิตอยู่, กลัวเจ็บ, กลัวการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก, และกล้วว่าตายแล้วไปไหน</p><p>อย่างไรก็ตาม หากกลัวสิ่งใด ให้เข้าหาสิ่งนั้นด้วยจิตที่เป็นสมาธิ จะทำให้ความกลัวค่อย ๆ คลายความกลัวลงได้ และหากกลัวตาย ก็ให้ระลึกถึงมรณะสติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการละบาป ละอกุศลธรรม และระลึกถึงกุศลธรรมได้มากขึ้น</p><p>Q4: การนําหลักธรรมมาใช้ปฏิบัติตน เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขหรือขจัดปัญหาข้อขัดแย้ง มีหรือไม่ อย่างไร</p><p>หลักธรรมระงับความขัดแย้งที่สำคัญและได้ผลมากที่สุดคือ "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก" ซึ่งจะต้องนำไปใช้และปฏิบัติกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เราสามารถแผ่เมตตาให้ได้อย่างกว้างขวาง อย่างไม่มีประมาณ ซึ่งต้องไม่มีความคิดแบบผูกเวรหรือมีอกุศลใด ๆ เลย</p><p>และกรรมของการผูกโกรธกัน จะทำให้ได้รับผลไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต ไปในที่ที่ไม่ดี</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มพธิบท S07E60</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เลือกเกิดได้ ด้วยการบำเพ็ญบารมี (6301-7q)</title>
			<itunes:title>เลือกเกิดได้ ด้วยการบำเพ็ญบารมี (6301-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 Jan 2020 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/bee43298-baec-49be-af35-ab3600bbc491/media.mp3" length="26975407" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bee43298-baec-49be-af35-ab3600bbc491</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20cKiqYoA5c1nOIWCQ9ZYHj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"จิตใจของโพธิสัตว์" หมายถึง จิตใจแบบเต็มเปี่ยม ใหญ่หลวง และกว้างขวาง ให้ของที่ดีและให้มากเกินกว่าที่ขอโดยไม่มีความเสียดาย อีกทั้งให้ด้วยความนอบน้อมด้วย</p><p>การให้ในสิ่งที่ตนรักเพื่อสิ่งที่ตนรัก นั่นคือ "โพธิญาณ" ซึ่งสามารถช่วยคนได้มาก ทำความดีได้สูง เป็นการเอาความดีที่ตนมีอยู่สละออกเพื่อให้เกิดความดียิ่งกว่า ทำให้จิตใจสูงขึ้นและบุญเกิดขึ้นทันที</p><p>คำถาม (1) : ควรหรือไม่ที่จะแนะนำให้โสดาบันตั้งความปรารถนาว่า ชาติต่อไปที่เหลือ ขอได้เกิดเป็นมนุษย์?</p><p>คำตอบ (1) : การสร้างบารมีหรือบำเพ็ญบารมีเพื่อให้บรรลุธรรมในแต่ละขั้นนั้น จะต้องประกอบด้วยความบริสุทธิ์และความบริบูรณ์ของมรรค กล่าวคือจะต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้อง(ความบริสุทธิ์) และการปฏิบัติด้วยความเพียรที่เข้มข้นและเหมาะสม(ความบริบูรณ์) ในความเป็นพุทโธนั้นๆ เพื่อสะสมความดีในรูปแบบต่างๆที่เป็นบารมี เพื่อให้เกิดการสร้างกุศลธรรมที่เพิ่มขึ้นและทำให้อกุศลธรรมลดลง</p><p>คำถาม (2) : คำกล่าวที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ได้ดีหมายถึงอะไร ซึ่งในที่นี้ผู้ถามเข้าใจว่า "ได้ดี" หมายถึง กุศลกรรมเพิ่มแต่กิเลสลดลง ใช่หรือไม่?</p><p>คำตอบ (2) : ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์หมายเอามรรคแปด ไม่ใช่ขันธ์ห้า ดังนั้นเราจึงต้องแยกแยะให้ถูกต้องระหว่าง "กุศลหรืออกุศล"(จัดอยู่ในมรรค) แต่ "สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา"(จัดอยู่ในทุกข์) กล่าวคือ ไม่ว่าจะเกิดสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตามแล้ว เราไม่ลุ่มหลงเพลิดเพลิน แต่มีความอดทน มองเห็นความไม่เที่ยง เกิดอุเบกขา ถือว่าความดีและบุญเกิดขึ้นแล้ว เราได้สร้างกุศลกรรมให้เพิ่มขึ้นด้วย</p><p>คำถาม (3) : การชักจูงให้คนทำความดี ในบางครั้งควรหรือไม่ที่ใช้ความอยากแบบตัณหาในการชักจูงให้ทำความดี?</p><p>คำตอบ (3) : อาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างเรื่องของความอยากกับความเพียร เพราะการปฏิบัติตามมรรคเพื่อละตัณหา ซึ่งทำให้ทุกข์ลดลงแน่นอน</p><p>"การเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ" ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นมูลราก ดังนั้นต้องมีการตั้งฉันทะไว้ให้ถูก เพื่อให้ละตัณหา ทุกข์ลดลง แต่มรรคเพิ่มขึ้น เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ความดับเย็นคือเข้าสู่กระแสพระนิพพานในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"จิตใจของโพธิสัตว์" หมายถึง จิตใจแบบเต็มเปี่ยม ใหญ่หลวง และกว้างขวาง ให้ของที่ดีและให้มากเกินกว่าที่ขอโดยไม่มีความเสียดาย อีกทั้งให้ด้วยความนอบน้อมด้วย</p><p>การให้ในสิ่งที่ตนรักเพื่อสิ่งที่ตนรัก นั่นคือ "โพธิญาณ" ซึ่งสามารถช่วยคนได้มาก ทำความดีได้สูง เป็นการเอาความดีที่ตนมีอยู่สละออกเพื่อให้เกิดความดียิ่งกว่า ทำให้จิตใจสูงขึ้นและบุญเกิดขึ้นทันที</p><p>คำถาม (1) : ควรหรือไม่ที่จะแนะนำให้โสดาบันตั้งความปรารถนาว่า ชาติต่อไปที่เหลือ ขอได้เกิดเป็นมนุษย์?</p><p>คำตอบ (1) : การสร้างบารมีหรือบำเพ็ญบารมีเพื่อให้บรรลุธรรมในแต่ละขั้นนั้น จะต้องประกอบด้วยความบริสุทธิ์และความบริบูรณ์ของมรรค กล่าวคือจะต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้อง(ความบริสุทธิ์) และการปฏิบัติด้วยความเพียรที่เข้มข้นและเหมาะสม(ความบริบูรณ์) ในความเป็นพุทโธนั้นๆ เพื่อสะสมความดีในรูปแบบต่างๆที่เป็นบารมี เพื่อให้เกิดการสร้างกุศลธรรมที่เพิ่มขึ้นและทำให้อกุศลธรรมลดลง</p><p>คำถาม (2) : คำกล่าวที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ได้ดีหมายถึงอะไร ซึ่งในที่นี้ผู้ถามเข้าใจว่า "ได้ดี" หมายถึง กุศลกรรมเพิ่มแต่กิเลสลดลง ใช่หรือไม่?</p><p>คำตอบ (2) : ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์หมายเอามรรคแปด ไม่ใช่ขันธ์ห้า ดังนั้นเราจึงต้องแยกแยะให้ถูกต้องระหว่าง "กุศลหรืออกุศล"(จัดอยู่ในมรรค) แต่ "สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา"(จัดอยู่ในทุกข์) กล่าวคือ ไม่ว่าจะเกิดสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตามแล้ว เราไม่ลุ่มหลงเพลิดเพลิน แต่มีความอดทน มองเห็นความไม่เที่ยง เกิดอุเบกขา ถือว่าความดีและบุญเกิดขึ้นแล้ว เราได้สร้างกุศลกรรมให้เพิ่มขึ้นด้วย</p><p>คำถาม (3) : การชักจูงให้คนทำความดี ในบางครั้งควรหรือไม่ที่ใช้ความอยากแบบตัณหาในการชักจูงให้ทำความดี?</p><p>คำตอบ (3) : อาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างเรื่องของความอยากกับความเพียร เพราะการปฏิบัติตามมรรคเพื่อละตัณหา ซึ่งทำให้ทุกข์ลดลงแน่นอน</p><p>"การเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ" ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นมูลราก ดังนั้นต้องมีการตั้งฉันทะไว้ให้ถูก เพื่อให้ละตัณหา ทุกข์ลดลง แต่มรรคเพิ่มขึ้น เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ความดับเย็นคือเข้าสู่กระแสพระนิพพานในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ความดับในการเกิด (6252-7q)</title>
			<itunes:title>ความดับในการเกิด (6252-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 27 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1dc6fab1-f95f-4843-8460-ab2f015898df/media.mp3" length="27215281" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1dc6fab1-f95f-4843-8460-ab2f015898df</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20peTwlMYdYlC2zg9Bs/ISB]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ที่เจอ ต่างก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน คนที่เจอสุขแล้วไม่เจอทุกข์ เพลิดเพลินแล้วไปในการเกิด ไม่ทำความเข้าใจให้ดีและถูกต้อง จะยิ่งเป็นโทษมากขึ้นไปอีก แต่ในทางตรงข้าม หากผู้ใดพบเจอแต่ทุกข์มากกว่าสุขแล้วทำความเข้าใจด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งชัดเจน จะสามารถระงับทุกข์ที่เนื่องจากการเกิดนั้นได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเราสามารถทำความดับไม่เหลือของการเกิดให้มีได้ โดยการทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด"</p><p>Q1: "เราเกิดมาทำไม?" และ "ทำไมจึงต้องเกิด?"</p><p>"เราเกิดมาทำไม?" ทุกคนต้องหาคำตอบให้กับตนเอง เพราะเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินชีวิตและการยังชีพในแต่ละคน ๆ  และ "ทำไมจึงต้องเกิด?"  เพราะความเกิดมันเกี่ยวเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาท (ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น) จะทำความดับไม่ให้เหลือของการเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>ในเรื่องของ "ปฏิจจสมุปบาท" ได้อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกันและกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น จากตัวแม่บทที่กล่าวถึงข้างต้นนั่น การเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทเมื่ออธิบายตามหลักไวยากรณ์ของภาษาบาลีแล้ว หมายถึงว่าแต่ละคู่สามารถจบในตัวได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่อง (11 คู่ 12 อาการ) เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาเป็นคู่ ๆ</p><p>Q2: ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ทำไมมีคนทำผิดศีลธรรมกันมากมาย พระสงฆ์จะมีส่วนช่วยสังคมในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง</p><p>อ้างอิงจาก "สุริยสูตร" และ “อัคคัญญสูตร” พระสูตรว่าด้วยการกำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญคือ การควรทุ่มเทปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เป็น "สวากขตธรรม" และอย่าให้ความดีมาสุดจบที่ตัวเราด้วยการเป็นเครื่องมือของมาร ถูกควบคุมบังคับด้วยกิเลสมาร (ราคะ โทสะ โมหะ)</p><p>Q3: คนที่ทุ่มเทกับการอ่านพระไตรปิฎกมากๆ อาจจะวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่ทุ่มเทกับการปฏิบัติภาวนาเลย จัดว่าการอ่านเเบบนี้ไม่มีประโยชน์พอๆ กับการอ่านหนังสือที่ก่อให้เกิดอกุศลธรรมหรือไม่?  </p><p>หากเปรียบเทียบการอ่านพระไตรปิฎกมาก ๆ แล้ว ก็ยังมีความดีมากกว่ากิจกรรมอื่นที่เนื่องด้วยกาม แต่หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่ก่อให้เกิดกุศลธรรม ก็ควรจะอ่านพระไตรปิฎกด้วยการใส่ใจทำจิตให้สงบ เข้าใจธรรมในเรื่องที่ทรงจำได้ รู้ซึ้งถึงซึ่งธรรมนั้น สามารถใคร่ครวญธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตั้งตนไว้ในธรรมนั้นได้ จนจิตเป็นสมาธิ เห็นความไม่เที่ยง สามารถปล่อยวางได้ในที่สุด</p><p>“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท E07S29 , คลังพระสูตร E08S63 , ตามใจท่าน E09S42 , #ปฏิบัติดีให้ถูกตามสวากขตธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ที่เจอ ต่างก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน คนที่เจอสุขแล้วไม่เจอทุกข์ เพลิดเพลินแล้วไปในการเกิด ไม่ทำความเข้าใจให้ดีและถูกต้อง จะยิ่งเป็นโทษมากขึ้นไปอีก แต่ในทางตรงข้าม หากผู้ใดพบเจอแต่ทุกข์มากกว่าสุขแล้วทำความเข้าใจด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งชัดเจน จะสามารถระงับทุกข์ที่เนื่องจากการเกิดนั้นได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเราสามารถทำความดับไม่เหลือของการเกิดให้มีได้ โดยการทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด"</p><p>Q1: "เราเกิดมาทำไม?" และ "ทำไมจึงต้องเกิด?"</p><p>"เราเกิดมาทำไม?" ทุกคนต้องหาคำตอบให้กับตนเอง เพราะเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินชีวิตและการยังชีพในแต่ละคน ๆ  และ "ทำไมจึงต้องเกิด?"  เพราะความเกิดมันเกี่ยวเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาท (ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น) จะทำความดับไม่ให้เหลือของการเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>ในเรื่องของ "ปฏิจจสมุปบาท" ได้อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกันและกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น จากตัวแม่บทที่กล่าวถึงข้างต้นนั่น การเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทเมื่ออธิบายตามหลักไวยากรณ์ของภาษาบาลีแล้ว หมายถึงว่าแต่ละคู่สามารถจบในตัวได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่อง (11 คู่ 12 อาการ) เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาเป็นคู่ ๆ</p><p>Q2: ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ทำไมมีคนทำผิดศีลธรรมกันมากมาย พระสงฆ์จะมีส่วนช่วยสังคมในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง</p><p>อ้างอิงจาก "สุริยสูตร" และ “อัคคัญญสูตร” พระสูตรว่าด้วยการกำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญคือ การควรทุ่มเทปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เป็น "สวากขตธรรม" และอย่าให้ความดีมาสุดจบที่ตัวเราด้วยการเป็นเครื่องมือของมาร ถูกควบคุมบังคับด้วยกิเลสมาร (ราคะ โทสะ โมหะ)</p><p>Q3: คนที่ทุ่มเทกับการอ่านพระไตรปิฎกมากๆ อาจจะวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่ทุ่มเทกับการปฏิบัติภาวนาเลย จัดว่าการอ่านเเบบนี้ไม่มีประโยชน์พอๆ กับการอ่านหนังสือที่ก่อให้เกิดอกุศลธรรมหรือไม่?  </p><p>หากเปรียบเทียบการอ่านพระไตรปิฎกมาก ๆ แล้ว ก็ยังมีความดีมากกว่ากิจกรรมอื่นที่เนื่องด้วยกาม แต่หากต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่ก่อให้เกิดกุศลธรรม ก็ควรจะอ่านพระไตรปิฎกด้วยการใส่ใจทำจิตให้สงบ เข้าใจธรรมในเรื่องที่ทรงจำได้ รู้ซึ้งถึงซึ่งธรรมนั้น สามารถใคร่ครวญธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตั้งตนไว้ในธรรมนั้นได้ จนจิตเป็นสมาธิ เห็นความไม่เที่ยง สามารถปล่อยวางได้ในที่สุด</p><p>“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท E07S29 , คลังพระสูตร E08S63 , ตามใจท่าน E09S42 , #ปฏิบัติดีให้ถูกตามสวากขตธรรม</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมื่อรู้แจ้งชัดในนิพพาน จึงไม่หมายมั่นในนิพพาน</title>
			<itunes:title>เมื่อรู้แจ้งชัดในนิพพาน จึงไม่หมายมั่นในนิพพาน</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/965248d2-d1a8-4166-ba4b-ab2900ded5d0/media.mp3" length="27863436" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">965248d2-d1a8-4166-ba4b-ab2900ded5d0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22RnSRqqkNmxf+52eGGHRx+]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ตามใจท่านกับ 4 คำถามหลัก ในเรื่องที่เกี่ยวกับ อตัมมยตา, โทษของศรัทธา, คฤหัสบรรลุธรรมต้องมีสถานะตามควรอย่างไร และเรื่องของบุญในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ยังมีการแสดงความเห็นในคำกล่าวที่ว่า "คนที่มีลูกคือคนที่ไม่ต้องการไปนิพพาน" </p><p>พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้กับ ดอกบัวหรือใบบัว ดอกบัวหรือใบบัวอาศัยน้ำ อาศัยเกิด แต่พอมันเป็นดอกเป็นใบโตขึ้นพ้นน้ำแล้ว น้ำหรือขี้ตมโดนมัน มันก็ไม่เปื้อนกัน แยกกัน ผ่องแผ้วกัน ไม่โดนกัน นี้เป็นลักษณะหนึ่งที่เราปฏิบัติไปด้วยมรรคจนกระทั่งเข้าถึงนิพพานแล้ว แต่ว่าเราไม่ได้ยึดถือนิพพานนั้น ไม่ได้ไปเกาะเกี่นวในนิพพานนั้น เพราะว่านิพพานนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้รอบแล้ว </p><p>นี้คือความมหัศจรรย์ของมรรคที่ทำให้เกิดผล จึงเรียกว่า มรรคผลนิพพาน นิพพานแล้วก็จึงเป็น "อตัมมยตา" คือ สภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น </p><p>ภิกษุแม้นั้น  ก็ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; เมื่อรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยสักแต่ว่าเป็นนิพพานแล้ว, ย่อมไม่เป็นผู้หมายมั่นซึ่งนิพพาน; ไม่หมายมั่น ในนิพพาน; ไม่หมายมั่น โดยความเป็นนิพพาน; ไม่หมายมั่นว่า ‘นิพพานเป็นของเรา’ ดังนี้; จึงไม่เป็นผู้เพลิดเพลิน ซึ่งนิพพาน.  ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? เราขอตอบว่า “เพราะว่า นิพพานเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้อรหันต์ขีณาสพนั้นได้รู้รอบแล้ว” ดังนี้แล…มูลปริยายสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรม </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E01 , S02E07 , ใต้ร่มโพธิบท S07E16 , ตามใจท่าน S09E61 , #ตั้งความเลื่อมใสให้ถูกต้อง    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ตามใจท่านกับ 4 คำถามหลัก ในเรื่องที่เกี่ยวกับ อตัมมยตา, โทษของศรัทธา, คฤหัสบรรลุธรรมต้องมีสถานะตามควรอย่างไร และเรื่องของบุญในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ยังมีการแสดงความเห็นในคำกล่าวที่ว่า "คนที่มีลูกคือคนที่ไม่ต้องการไปนิพพาน" </p><p>พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้กับ ดอกบัวหรือใบบัว ดอกบัวหรือใบบัวอาศัยน้ำ อาศัยเกิด แต่พอมันเป็นดอกเป็นใบโตขึ้นพ้นน้ำแล้ว น้ำหรือขี้ตมโดนมัน มันก็ไม่เปื้อนกัน แยกกัน ผ่องแผ้วกัน ไม่โดนกัน นี้เป็นลักษณะหนึ่งที่เราปฏิบัติไปด้วยมรรคจนกระทั่งเข้าถึงนิพพานแล้ว แต่ว่าเราไม่ได้ยึดถือนิพพานนั้น ไม่ได้ไปเกาะเกี่นวในนิพพานนั้น เพราะว่านิพพานนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้รอบแล้ว </p><p>นี้คือความมหัศจรรย์ของมรรคที่ทำให้เกิดผล จึงเรียกว่า มรรคผลนิพพาน นิพพานแล้วก็จึงเป็น "อตัมมยตา" คือ สภาวะที่ไม่เนื่องด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น </p><p>ภิกษุแม้นั้น  ก็ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; เมื่อรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยสักแต่ว่าเป็นนิพพานแล้ว, ย่อมไม่เป็นผู้หมายมั่นซึ่งนิพพาน; ไม่หมายมั่น ในนิพพาน; ไม่หมายมั่น โดยความเป็นนิพพาน; ไม่หมายมั่นว่า ‘นิพพานเป็นของเรา’ ดังนี้; จึงไม่เป็นผู้เพลิดเพลิน ซึ่งนิพพาน.  ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? เราขอตอบว่า “เพราะว่า นิพพานเป็นสิ่งที่ภิกษุผู้อรหันต์ขีณาสพนั้นได้รู้รอบแล้ว” ดังนี้แล…มูลปริยายสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรม </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต S02E01 , S02E07 , ใต้ร่มโพธิบท S07E16 , ตามใจท่าน S09E61 , #ตั้งความเลื่อมใสให้ถูกต้อง    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หลักปฏิบัติของพระภิกษุ และการเจริญอนิจจสัญญา</title>
			<itunes:title>หลักปฏิบัติของพระภิกษุ และการเจริญอนิจจสัญญา</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/72a399f6-d005-43f6-b780-ab2301060cc8/media.mp3" length="26230373" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">72a399f6-d005-43f6-b780-ab2301060cc8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq2008pAGxuI3Jp8eaKv6il4C]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ตามใจท่านกับ 2 คำถามหลัก ในเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ และ วิธีเจริญอนิจจสัญญาอย่างง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน </p><p>"คนที่มีราคะ โทสะ โมหะมาก เมื่อถูกเบียดเบียนด้วยกิเลส มันทำให้เห็นทุกข์ได้ชัดเจน พระพุทธเจ้าจึงเอาประโยชน์ในข้อนี้…คุณรู้สึกเครียด คุณรู้สึกโกรธ ให้คุณเห็นความไม่ดีตรงจุดนี้ นี่คือ ทุกขาปฏิปทา ในขณะที่คนที่มีราคะ โทสะ โมหะเบาบาง จิตเขาจะไม่ค่อยได้ถูกเบียดเบียนด้วยกิเลส เมื่อมีผัสสะมากระทบก็สามารถสงบนิ่งได้ ทำให้สามารถเข้าสมาธิได้ง่าย นี่คือ สุขาปฏิปทา แต่ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติแบบไหนก็ตาม จุดประสงค์ก็คือ ให้เกิดการปล่อยวางให้ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ตามใจท่านกับ 2 คำถามหลัก ในเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ และ วิธีเจริญอนิจจสัญญาอย่างง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน </p><p>"คนที่มีราคะ โทสะ โมหะมาก เมื่อถูกเบียดเบียนด้วยกิเลส มันทำให้เห็นทุกข์ได้ชัดเจน พระพุทธเจ้าจึงเอาประโยชน์ในข้อนี้…คุณรู้สึกเครียด คุณรู้สึกโกรธ ให้คุณเห็นความไม่ดีตรงจุดนี้ นี่คือ ทุกขาปฏิปทา ในขณะที่คนที่มีราคะ โทสะ โมหะเบาบาง จิตเขาจะไม่ค่อยได้ถูกเบียดเบียนด้วยกิเลส เมื่อมีผัสสะมากระทบก็สามารถสงบนิ่งได้ ทำให้สามารถเข้าสมาธิได้ง่าย นี่คือ สุขาปฏิปทา แต่ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติแบบไหนก็ตาม จุดประสงค์ก็คือ ให้เกิดการปล่อยวางให้ได้"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศาสนาเพื่อบุคคลที่ปรารภความเพียร (6249-7q)</title>
			<itunes:title>ศาสนาเพื่อบุคคลที่ปรารภความเพียร (6249-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Dec 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:29</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c4e02a61-5218-4304-b2cd-ab1b00bb9fc1/media.mp3" length="27613887" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c4e02a61-5218-4304-b2cd-ab1b00bb9fc1</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23bqL4kTVoPVCvMdnFYcCo5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"การปรารภความเพียร" ถือเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปดในข้อ "สัมมาวายามะ" ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสบายหรือความลำบากที่เป็นเรื่องของสุดโต่งทั้งสองด้าน แต่มีสาระสำคัญอยู่ที่ การทำให้กุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว เพิ่มมากยิ่งขึ้น, การทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่มี ให้เกิดขึ้นใหม่ได้, การทำให้อกุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว ลดลงไปเรื่อย ๆ และการทำให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ได้</p><p>ทั้งนี้สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ และทุกเวลา โดยสามารถวัดผลจากการที่ทำให้กุศลธรรมเพิ่มขึ้น ในขณะที่อกุศลธรรมลดน้อยลง รวมถึงต้องประพฤติโดยชอบด้วยทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิและอริยปัญญาในการเห็นตามความเป็นจริง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท E08S08 , ตามใจท่าน E09S55 ,  #การทำความเพียรที่ไม่มีทุกข์ทับถม    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"การปรารภความเพียร" ถือเป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปดในข้อ "สัมมาวายามะ" ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสบายหรือความลำบากที่เป็นเรื่องของสุดโต่งทั้งสองด้าน แต่มีสาระสำคัญอยู่ที่ การทำให้กุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว เพิ่มมากยิ่งขึ้น, การทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่มี ให้เกิดขึ้นใหม่ได้, การทำให้อกุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว ลดลงไปเรื่อย ๆ และการทำให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ได้</p><p>ทั้งนี้สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ทุกสถานที่ และทุกเวลา โดยสามารถวัดผลจากการที่ทำให้กุศลธรรมเพิ่มขึ้น ในขณะที่อกุศลธรรมลดน้อยลง รวมถึงต้องประพฤติโดยชอบด้วยทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิและอริยปัญญาในการเห็นตามความเป็นจริง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท E08S08 , ตามใจท่าน E09S55 ,  #การทำความเพียรที่ไม่มีทุกข์ทับถม    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มีนิพพานเป็นที่สุดจบ และเหนือจากความเป็นของสมมติ</title>
			<itunes:title>มีนิพพานเป็นที่สุดจบ และเหนือจากความเป็นของสมมติ</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:11</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/10afdf7d-ee61-4fa9-9968-ab14010467cc/media.mp3" length="27950315" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">10afdf7d-ee61-4fa9-9968-ab14010467cc</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c561f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22sNQVVuWgJQKcH/OQkbHBf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c561f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: เพื่อความเข้าใจและความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง โดยไม่หลงเอาตัวเราไปเป็นผู้รู้ จึงต้องการทราบคำอธิบายอย่างละเอียดว่า จิตกับใจต่างกันอย่างไร </p><p>จากคำภาษาบาลี มโนคือใจ จิตก็คือจิต ทั้งสองคำต่างกันที่ มโนคือช่องทาง มีเพิ่มเติมโดยยกศัพท์ขึ้นมาอธิบายเพื่อประกอบความเข้าในในที่นี้ คือ วิญญาณ (การรู้แจ้ง, การรับรู้) และส่วน จิต หมายถึง สภาวะแห่งการสั่งสม (อาสวะ) ทั้งสิ่งที่เป็นบุญและสิ่งที่เป็นบาป, การคิดนึกปรุงแต่งให้มีความจิตพิสดารได้ เพราะความที่มีการสั่งสมนี่แหละ ทำให้มันมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนของมันขึ้นมา มีการปรุงแต่งให้เป็นตัวของมันเองขึ้นมา </p><p>เพราะฉะนั้นจิตสามารถที่จะเข้าไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนได้ จิตนี้สามารถที่จะเข้าไปยึดถือรูปโดยความเป็นตัวตนได้ สิ่งที่จะเข้าไปมีความยึดถือนั้นคือจิต ไม่ใช่ใจ ไม่ใช่วิญญาณ ดังนั้นเราจะต้องมีการฝึกสติให้สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า  จิตก็อันหนึ่ง ใจก็อันหนึ่ง วิญญาณก็อันหนึ่ง ธรรมารมณ์ก็อันหนึ่ง มีการทำงานต่างกัน </p><p>“ดูก่อนพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้มีอารมณ์ต่างกัน มีทางโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นทางโคจรของกันและกัน…อินทรีย์ ๕ ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (มโน) ย่อมเป็นที่ยึดเหนี่ยวร่วมของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ และใจ ย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้… สติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจ วิมุติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติ นิพพานเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุต ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้วมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด…”อุณณาภพราหมณสูตร </p><p>Q2: นิพพานคืออะไร </p><p>"นิพพาน" ตามศัพท์แปลว่า ดับ เย็น โดยนัยยะทั่ว ๆ ไป หมายถึง เริ่มตั้งแต่อะไรเล็ก ๆ น้อยที่มันเกิดขึ้นและจะดับไปได้ เย็นได้ มาจนถึงนัยยะที่ละเอียดที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศสอนไว้อย่างดีแล้ว นั่นคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ไม่มีการกลับกำเริบขึ้นมาอีก เป็นที่สุดจบของการปฏิบัติในธรรมะวินัยนี้ เหนือจากความเป็นของสมมติได้ </p><p>Q3: ขอคำอธิบายอย่างละเอียดของคำว่า สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา และการประคองสติ </p><p>"สติ" หมายถึง การระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ , ให้มีสติเพ่งจดจ่ออยู่ คือ ฌาน เมื่อรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียวเป็นสมาธิ, "สัมปชัญญะ" เป็นเครื่องหนุนให้สติมีอยู่ ให้ดีอยู่ และมีกำลังอยู่ได้ ส่วน "การประคองสติ" เป็นไปเพื่อการทำสมาธิและปัญญาให้มีความต่อเนื่องต่อไปได้" </p><p>วิญญาณรับรู้ในสิ่งใดแล้ว จะสามารถรู้แจ้งเข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ ความรู้ชัดเข้าใจชัด นั่นคือ "ปัญญา" </p><p>Q4: ปกติผู้ถามไม่ค่อยได้ไปวัด แต่จะทำบุญโดยการโอนบริจาคทุกวัน​ ในช่วงทำบุญกฐิน​ตนเองตั้งใจจะทำบุญกฐิน​ แต่โอนผิด​ไปทำบุญอีกบัญชีหนึ่งของวัด​ อย่างนี้เราจะได้บุญกฐินตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ </p><p>ขึ้นอยู่กับผู้ให้ทานว่าได้มีการตั้งจิตไว้ให้ถูกต้องหรือไม่ และผู้รับมีความบริสุทธิ์หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญ ขอให้สบายใจ แต่ถ้าเรายังกังวลว่าเราจะได้บุญหรือไม่ได้บุญ อันนี้จะทำให้จิตมีความเศร้าหมอง </p><p>ดังนั้นอย่างน้อยให้เราสามารถควบคุมจิตใจของเรา ให้ตั้งอยู่ในศรัทธาก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ มีการตั้งจิตไว้ในหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ว่าจะวัดไหนก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์ที่ฏิบัติดีปฏิบัติชอบ </p><p> [๗๑๙] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ต่อไปอีกว่า(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ </p><p>…ทักขิณาวิภังคสูตร ที่ ๑๒ </p><p>Q5:  เพื่อการอบรมจิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ถูก ขอถามว่า มรรคสมังคี เมื่อเกิดขึ้นมีลักษณะใดปรากฏให้รับรู้ได้บ้าง </p><p>กิจที่เราจะต้องทำ คือ "อริยมรรคมีองค์ 8" ทำให้มันเจริญ ทำให้เป็นบริกรรม ทำให้มันเข้ากันจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนา (ภาวิตา/ภาวนา) นั่นเอง จากที่มันไม่มีทำให้มันมี จากที่มันยังไม่ดี ทำให้มันดี จากที่ดีมีอยู่ ทำให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดที่เป็น "มรรคสมังคี" คือตรงจุดที่มันปล่อยวางได้หมด มัเข้ากันหมดแล้วมันก็ดับหมด นี้คือนิพพาน เอานิพพานนี้เป็นที่สุดจบ เอาหมายกำหนดเสร็จงานตรงที่หมดกิเลสแล้ว  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E59 , S08E07 , คลังพระสูตร S09E01 , #ความหมายของจิต , #มรรคสมังคี , #กระทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: เพื่อความเข้าใจและความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง โดยไม่หลงเอาตัวเราไปเป็นผู้รู้ จึงต้องการทราบคำอธิบายอย่างละเอียดว่า จิตกับใจต่างกันอย่างไร </p><p>จากคำภาษาบาลี มโนคือใจ จิตก็คือจิต ทั้งสองคำต่างกันที่ มโนคือช่องทาง มีเพิ่มเติมโดยยกศัพท์ขึ้นมาอธิบายเพื่อประกอบความเข้าในในที่นี้ คือ วิญญาณ (การรู้แจ้ง, การรับรู้) และส่วน จิต หมายถึง สภาวะแห่งการสั่งสม (อาสวะ) ทั้งสิ่งที่เป็นบุญและสิ่งที่เป็นบาป, การคิดนึกปรุงแต่งให้มีความจิตพิสดารได้ เพราะความที่มีการสั่งสมนี่แหละ ทำให้มันมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเป็นตนของมันขึ้นมา มีการปรุงแต่งให้เป็นตัวของมันเองขึ้นมา </p><p>เพราะฉะนั้นจิตสามารถที่จะเข้าไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนได้ จิตนี้สามารถที่จะเข้าไปยึดถือรูปโดยความเป็นตัวตนได้ สิ่งที่จะเข้าไปมีความยึดถือนั้นคือจิต ไม่ใช่ใจ ไม่ใช่วิญญาณ ดังนั้นเราจะต้องมีการฝึกสติให้สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า  จิตก็อันหนึ่ง ใจก็อันหนึ่ง วิญญาณก็อันหนึ่ง ธรรมารมณ์ก็อันหนึ่ง มีการทำงานต่างกัน </p><p>“ดูก่อนพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้มีอารมณ์ต่างกัน มีทางโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นทางโคจรของกันและกัน…อินทรีย์ ๕ ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (มโน) ย่อมเป็นที่ยึดเหนี่ยวร่วมของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ และใจ ย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้… สติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจ วิมุติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติ นิพพานเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุต ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้วมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด…”อุณณาภพราหมณสูตร </p><p>Q2: นิพพานคืออะไร </p><p>"นิพพาน" ตามศัพท์แปลว่า ดับ เย็น โดยนัยยะทั่ว ๆ ไป หมายถึง เริ่มตั้งแต่อะไรเล็ก ๆ น้อยที่มันเกิดขึ้นและจะดับไปได้ เย็นได้ มาจนถึงนัยยะที่ละเอียดที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศสอนไว้อย่างดีแล้ว นั่นคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ไม่มีการกลับกำเริบขึ้นมาอีก เป็นที่สุดจบของการปฏิบัติในธรรมะวินัยนี้ เหนือจากความเป็นของสมมติได้ </p><p>Q3: ขอคำอธิบายอย่างละเอียดของคำว่า สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา และการประคองสติ </p><p>"สติ" หมายถึง การระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ , ให้มีสติเพ่งจดจ่ออยู่ คือ ฌาน เมื่อรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียวเป็นสมาธิ, "สัมปชัญญะ" เป็นเครื่องหนุนให้สติมีอยู่ ให้ดีอยู่ และมีกำลังอยู่ได้ ส่วน "การประคองสติ" เป็นไปเพื่อการทำสมาธิและปัญญาให้มีความต่อเนื่องต่อไปได้" </p><p>วิญญาณรับรู้ในสิ่งใดแล้ว จะสามารถรู้แจ้งเข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ ความรู้ชัดเข้าใจชัด นั่นคือ "ปัญญา" </p><p>Q4: ปกติผู้ถามไม่ค่อยได้ไปวัด แต่จะทำบุญโดยการโอนบริจาคทุกวัน​ ในช่วงทำบุญกฐิน​ตนเองตั้งใจจะทำบุญกฐิน​ แต่โอนผิด​ไปทำบุญอีกบัญชีหนึ่งของวัด​ อย่างนี้เราจะได้บุญกฐินตามที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ </p><p>ขึ้นอยู่กับผู้ให้ทานว่าได้มีการตั้งจิตไว้ให้ถูกต้องหรือไม่ และผู้รับมีความบริสุทธิ์หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นเนื้อนาบุญ ขอให้สบายใจ แต่ถ้าเรายังกังวลว่าเราจะได้บุญหรือไม่ได้บุญ อันนี้จะทำให้จิตมีความเศร้าหมอง </p><p>ดังนั้นอย่างน้อยให้เราสามารถควบคุมจิตใจของเรา ให้ตั้งอยู่ในศรัทธาก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ มีการตั้งจิตไว้ในหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ว่าจะวัดไหนก็ได้เหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของหมู่สงฆ์ที่ฏิบัติดีปฏิบัติชอบ </p><p> [๗๑๙] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ต่อไปอีกว่า(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ </p><p>…ทักขิณาวิภังคสูตร ที่ ๑๒ </p><p>Q5:  เพื่อการอบรมจิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ถูก ขอถามว่า มรรคสมังคี เมื่อเกิดขึ้นมีลักษณะใดปรากฏให้รับรู้ได้บ้าง </p><p>กิจที่เราจะต้องทำ คือ "อริยมรรคมีองค์ 8" ทำให้มันเจริญ ทำให้เป็นบริกรรม ทำให้มันเข้ากันจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนา (ภาวิตา/ภาวนา) นั่นเอง จากที่มันไม่มีทำให้มันมี จากที่มันยังไม่ดี ทำให้มันดี จากที่ดีมีอยู่ ทำให้ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งจุดที่เป็น "มรรคสมังคี" คือตรงจุดที่มันปล่อยวางได้หมด มัเข้ากันหมดแล้วมันก็ดับหมด นี้คือนิพพาน เอานิพพานนี้เป็นที่สุดจบ เอาหมายกำหนดเสร็จงานตรงที่หมดกิเลสแล้ว  </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม) S07E59 , S08E07 , คลังพระสูตร S09E01 , #ความหมายของจิต , #มรรคสมังคี , #กระทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์  </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อนัตตา เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย (6247-7q)</title>
			<itunes:title>อนัตตา เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย (6247-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:42</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c9b9af62-5841-48b6-aaee-ab0c0172a632/media.mp3" length="28197942" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c9b9af62-5841-48b6-aaee-ab0c0172a632</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5620</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23JzWdw4kLoticgqPZAW0/I]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5620.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“อนัตตา” เป็นคุณสมบัติ (Property or Attribute) ของการไม่ใช่ ไม่มี และไม่เป็นตัวตน มีปรากฏอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งคุณสมบัตินี้จะบ่งบอกถึงการขึ้นกับสิ่งอื่นเพื่อให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มีความมีอยู่หรือคงอยู่แค่ช่วงเวลาที่เหตุปัจจัยนั้นมีอยู่ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เพราะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย รวมทั้งมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรที่เราจะเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเรา ของเรา หรือมีอยู่ในเรา</p><p>ดังนั้น เราต้องมีอุบายในการละความยึดถือ ทำความเข้าใจให้ถูกต้องได้ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:เข้าใจทำ (ธรรม) E07S07 , ใต้ร่มโพธิบท  E08S04 , #อนัตตา ต่างจาก น อัตตา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“อนัตตา” เป็นคุณสมบัติ (Property or Attribute) ของการไม่ใช่ ไม่มี และไม่เป็นตัวตน มีปรากฏอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งคุณสมบัตินี้จะบ่งบอกถึงการขึ้นกับสิ่งอื่นเพื่อให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มีความมีอยู่หรือคงอยู่แค่ช่วงเวลาที่เหตุปัจจัยนั้นมีอยู่ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เพราะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย รวมทั้งมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรที่เราจะเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเรา ของเรา หรือมีอยู่ในเรา</p><p>ดังนั้น เราต้องมีอุบายในการละความยึดถือ ทำความเข้าใจให้ถูกต้องได้ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists:เข้าใจทำ (ธรรม) E07S07 , ใต้ร่มโพธิบท  E08S04 , #อนัตตา ต่างจาก น อัตตา </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อย่าเสื่อมศรัทธาในความดี (6246-7q)</title>
			<itunes:title>อย่าเสื่อมศรัทธาในความดี (6246-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:45</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/86e46391-43fe-4ace-b980-ab0600eec101/media.mp3" length="27741922" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">86e46391-43fe-4ace-b980-ab0600eec101</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5621</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20ClO6zwk0P7Im3pKfJAP7L]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5621.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: การให้ทานในฆราวาสที่เป็นโสดาบันกับนักบวชที่เป็นโสดาบัน ผลอานิสงค์แตกต่างกันอย่างไร</p><p>ผู้ถามคำถามมีความสงสัย โดยอ้างอิงมาจาก ทักขิณาวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกทานและผลแห่งทาน ซึ่งมีเนื้อหาของ ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิก 14 (บุคคลที่ควรรับของบูชา)</p><p>ซึ่งการทำบุญโดยการให้ทานถือเป็นการสละสิ่งของภายนอกออกไป หากจะทำบุญที่สูงขึ้นมาก็ด้วยการรักษาศีลโดยใช้ตัวเราเป็นตัวทำ อย่างไรก็ตาม การใช้จิตใจเราเป็นตัวทำด้วยการมีสัมมาทิฏฐิ มีเมตตาไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาไม่คิดเบียดเบียน สละกิเลสออกไป โดยการปฏิบัติธรรม สร้างความดีให้เข้ามาสู่ในใจ ตั้งสติเอาไว้ ทำกำลังสมาธิให้สูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นบุญที่สูงที่สุด สามารถอยู่เหนือบุญเหนือบาปได้ โดยการดำเนินตามอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>Q2: จากสุภาษิตที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ทำให้บางครั้งคนเราก็ไปคิดว่า ทำดีต้องได้ดี ต้องมีคนเห็นความดีของฉัน อันนี้เราจะบอกเขาได้อย่างไรว่าทำดีคือดีแล้ว ไม่ต้อง action ให้ใครเห็นก็ได้ ทำดีแล้วสุขในใจก็เพียงพอ การยึดความดีนั้นว่า นั่นของฉันน่าจะเป็นทุกข์ หรือทำบุญแล้วยึดว่านั่นฉันทำแล้วเห็นสิ ฉันเข้าครอบครองความดีนั้นแล้ว อันนี้จะเห็นกันยากว่านั่นก็ทุกข์เหมือนกัน</p><p>  "ฉันทำดี ต้องได้ดี" ในความหมายของปุถุชนทั่ว ๆ ไป ดีแรกนี้ที่เขาหมายถึงกันคือ การให้ทาน การพูดดี ๆ กับผู้อื่น การอดทน เป็นต้น ส่วนดีที่สองที่หมายถึง ก็คือ ฉันต้องได้สุขเวทนา ในรูปแบบที่ว่ารวยขึ้น ได้ยศได้ตำแหน่ง หายเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกอย่างในชีวิตต้องราบรื่น และมีพ่วงการที่ต้องให้คนอื่นเห็นความดีของฉัน ซึ่งดีแรกและดีที่สองนี้มีความเข้าใจไม่ตรงกัน จึงทำให้ความตั้งใจความคิดนึก มันผิดพลาดความคลาดเคลื่อนไป ก็จะเกิดทุกข์ขึ้นมาเองที่ไปยึดติดในความดีนั้น</p><p>บางที่เราทำดีแรกอาจจะได้ทุกขเวทนา ในที่นี้เราจึงมาทำความเข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ ต้องมีสัมมาทิฎฐิในส่วนที่ว่า ผลวิบากของกรรมดีมี ผลวิบากของกรรมชั่วมี และผลของกรรมเกิดได้ใน 3 วาระ คือ ให้ผลในปัจจุบัน (ความดีเกิดขึ้นที่ตรงนั้น) ให้ผลในเวลาต่อมา และให้ผลในเวลาต่อ ๆ มา สุขทุกข์ที่เราได้รับก็อาจจะเป็นผลจากการกระทำก่อนหน้านั้น ๆ แต่มาให้ผลในเวลาต่อมา  ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นถ้าจะเตือนหรือจะบอกเขาต้องเริ่มที่ตัวของเราก่อน ทำให้เป็นตัวอย่าง  และที่สำคัญในที่นี้คือ "อย่าเสื่อมศรัทธาในความดี" ทำความดีให้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด ไม่คาดหวังผล แต่ให้มั่นใจในความดี</p><p>Q3: สอบถามเกี่ยวกับธรรมะสำหรับเด็ก 8 ขวบ โดยปกติอยู่บ้านก็จะเปิดธรรมะฟัง ลูก ๆ ก็ฟังด้วย แต่ด้วยความเป็นเด็กเวลาไปโรงเรียนก็จะพูดให้เพื่อนฟังเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษตามประสาเด็กฟังธรรมะ แต่ครูประจำชั้นบอกว่า เด็กยังไม่ถึงวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่องธรรมะ ในความรู้สึกของคนเป็นแม่ก็เกรงว่าลูกจะรู้สึกสับสน จึงต้องการขอคำแนะนำ</p><p>การที่ให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ตั้งแต่ยังเด็กเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง เรื่องราวบางอย่าง เราก็ต้องให้ข้อมูลแก่เด็ก เช่น การฟังนิทาน ซึ่งในบริบทบางเรื่องเราก็ต้องอธิบายเพิ่มเติม และการสอนธรรมะให้เด็กด้วยการทำให้เด็กดูเป็นแบบอย่าง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร  E09S01 , #กรรม   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: การให้ทานในฆราวาสที่เป็นโสดาบันกับนักบวชที่เป็นโสดาบัน ผลอานิสงค์แตกต่างกันอย่างไร</p><p>ผู้ถามคำถามมีความสงสัย โดยอ้างอิงมาจาก ทักขิณาวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกทานและผลแห่งทาน ซึ่งมีเนื้อหาของ ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิก 14 (บุคคลที่ควรรับของบูชา)</p><p>ซึ่งการทำบุญโดยการให้ทานถือเป็นการสละสิ่งของภายนอกออกไป หากจะทำบุญที่สูงขึ้นมาก็ด้วยการรักษาศีลโดยใช้ตัวเราเป็นตัวทำ อย่างไรก็ตาม การใช้จิตใจเราเป็นตัวทำด้วยการมีสัมมาทิฏฐิ มีเมตตาไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาไม่คิดเบียดเบียน สละกิเลสออกไป โดยการปฏิบัติธรรม สร้างความดีให้เข้ามาสู่ในใจ ตั้งสติเอาไว้ ทำกำลังสมาธิให้สูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นบุญที่สูงที่สุด สามารถอยู่เหนือบุญเหนือบาปได้ โดยการดำเนินตามอริยมรรคมีองค์แปดเป็นทางสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>Q2: จากสุภาษิตที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ทำให้บางครั้งคนเราก็ไปคิดว่า ทำดีต้องได้ดี ต้องมีคนเห็นความดีของฉัน อันนี้เราจะบอกเขาได้อย่างไรว่าทำดีคือดีแล้ว ไม่ต้อง action ให้ใครเห็นก็ได้ ทำดีแล้วสุขในใจก็เพียงพอ การยึดความดีนั้นว่า นั่นของฉันน่าจะเป็นทุกข์ หรือทำบุญแล้วยึดว่านั่นฉันทำแล้วเห็นสิ ฉันเข้าครอบครองความดีนั้นแล้ว อันนี้จะเห็นกันยากว่านั่นก็ทุกข์เหมือนกัน</p><p>  "ฉันทำดี ต้องได้ดี" ในความหมายของปุถุชนทั่ว ๆ ไป ดีแรกนี้ที่เขาหมายถึงกันคือ การให้ทาน การพูดดี ๆ กับผู้อื่น การอดทน เป็นต้น ส่วนดีที่สองที่หมายถึง ก็คือ ฉันต้องได้สุขเวทนา ในรูปแบบที่ว่ารวยขึ้น ได้ยศได้ตำแหน่ง หายเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกอย่างในชีวิตต้องราบรื่น และมีพ่วงการที่ต้องให้คนอื่นเห็นความดีของฉัน ซึ่งดีแรกและดีที่สองนี้มีความเข้าใจไม่ตรงกัน จึงทำให้ความตั้งใจความคิดนึก มันผิดพลาดความคลาดเคลื่อนไป ก็จะเกิดทุกข์ขึ้นมาเองที่ไปยึดติดในความดีนั้น</p><p>บางที่เราทำดีแรกอาจจะได้ทุกขเวทนา ในที่นี้เราจึงมาทำความเข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้ ต้องมีสัมมาทิฎฐิในส่วนที่ว่า ผลวิบากของกรรมดีมี ผลวิบากของกรรมชั่วมี และผลของกรรมเกิดได้ใน 3 วาระ คือ ให้ผลในปัจจุบัน (ความดีเกิดขึ้นที่ตรงนั้น) ให้ผลในเวลาต่อมา และให้ผลในเวลาต่อ ๆ มา สุขทุกข์ที่เราได้รับก็อาจจะเป็นผลจากการกระทำก่อนหน้านั้น ๆ แต่มาให้ผลในเวลาต่อมา  ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นถ้าจะเตือนหรือจะบอกเขาต้องเริ่มที่ตัวของเราก่อน ทำให้เป็นตัวอย่าง  และที่สำคัญในที่นี้คือ "อย่าเสื่อมศรัทธาในความดี" ทำความดีให้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอด ไม่คาดหวังผล แต่ให้มั่นใจในความดี</p><p>Q3: สอบถามเกี่ยวกับธรรมะสำหรับเด็ก 8 ขวบ โดยปกติอยู่บ้านก็จะเปิดธรรมะฟัง ลูก ๆ ก็ฟังด้วย แต่ด้วยความเป็นเด็กเวลาไปโรงเรียนก็จะพูดให้เพื่อนฟังเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษตามประสาเด็กฟังธรรมะ แต่ครูประจำชั้นบอกว่า เด็กยังไม่ถึงวัยที่ต้องเรียนรู้เรื่องธรรมะ ในความรู้สึกของคนเป็นแม่ก็เกรงว่าลูกจะรู้สึกสับสน จึงต้องการขอคำแนะนำ</p><p>การที่ให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ตั้งแต่ยังเด็กเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง เรื่องราวบางอย่าง เราก็ต้องให้ข้อมูลแก่เด็ก เช่น การฟังนิทาน ซึ่งในบริบทบางเรื่องเราก็ต้องอธิบายเพิ่มเติม และการสอนธรรมะให้เด็กด้วยการทำให้เด็กดูเป็นแบบอย่าง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร  E09S01 , #กรรม   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาญาณ (6245-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญญาญาณ (6245-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f9e06b7f-113a-46aa-82f8-aafe01523eb5/media.mp3" length="27789773" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f9e06b7f-113a-46aa-82f8-aafe01523eb5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5622</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22igAxOrqFm6mqrNRkZM9nu]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5622.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>แม้ตัวพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มีญาณทัสสนะอยู่ตลอดเวลา แต่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อดึงเอาออกมาใช้งาน ดังนั้นหากต้องการระลึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ให้ตั้งสติและทำจิตให้สงบเพื่อให้เกิดมีสมาธิ อย่าไปกังวลใจหรือพยายามนึกให้ได้ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง  ควรเริ่มต้นจากเอาใจจดจ่อเพื่อให้เกิดสติ เพราะในสติก็มีปัญญาหรือญาณแทรกอยู่ด้วย</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E60 , พหูสูต   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>แม้ตัวพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มีญาณทัสสนะอยู่ตลอดเวลา แต่จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อดึงเอาออกมาใช้งาน ดังนั้นหากต้องการระลึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ให้ตั้งสติและทำจิตให้สงบเพื่อให้เกิดมีสมาธิ อย่าไปกังวลใจหรือพยายามนึกให้ได้ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง  ควรเริ่มต้นจากเอาใจจดจ่อเพื่อให้เกิดสติ เพราะในสติก็มีปัญญาหรือญาณแทรกอยู่ด้วย</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S08E60 , พหูสูต   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เพราะไม่เป็น อัตตา ตัวตน (6244-7q)</title>
			<itunes:title>เพราะไม่เป็น อัตตา ตัวตน (6244-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Nov 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/39889160-4d99-4b60-9f30-aaf800c126b9/media.mp3" length="28803388" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">39889160-4d99-4b60-9f30-aaf800c126b9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5623</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20mJpn+yjHJ8QsKyGWRR7WP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5623.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หากคิดใคร่ครวญด้วยปัญญาชัดเจนโดยชอบตามวิญญูชนแล้ว จะพบว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกนี้ ที่เมื่อเรายึดถือแล้ว จะเป็นผู้หาโทษไม่ได้"นั้นไม่มี  นั่นหมายถึงว่า ไม่มีสิ่งใดเลยในโลกนี้ ที่เป็น "อัตตา ตัวตน" แต่ในทางตรงกันข้ามกัน มันเป็น "อนัตตา" เพราะต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่ง ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัจจะความจริงที่เราต้องเข้าใจว่า "ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา ของเรา"</p><p>Q1: ในวรรคที่กล่าวถึง "ฆราวาสธรรม" ชุดที่ (1) สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ กับ ชุดที่ (2) สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เพราะเหตุใดจึงต้องใช้คำไม่เหมือนกัน</p><p>เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฉันทลักษณ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนด ระเบียบถ้อยคำที่ทำให้เกิดความลงรับ คล้องจองกันของคำอ่าน เพื่อให้เกิดความไพเราะ ความสวยงามทางด้านภาษา แต่มีความหมายที่ไม่แตกต่างกัน</p><p>Q2: ได้อ่าน "กสิภารทวาชสูตร" แล้วไม่เข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่รับข้าวปายาสของพราหมณ์ที่เขาถวายหลังจากพระองค์ตอบเรื่องแอกและไถ ในเมื่อพราหมณ์ก็ถวายด้วยความเคารพ และข้าวนี้ก็ไม่มีใครทานได้นอกจากพระองค์และสาวก เพราะเหตุใดจึงให้เททิ้ง ในบางที่มีคนว่าพระองค์ยังคงไปโปรดซ้ำ ไปบิณฑบาตได้เลย</p><p>เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงรับอาหารหรืออามิสทานที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p><p>Q3:ทุกสิ่งอย่างทั้งหมดในโลกนี้ มีอะไรที่เป็นอัตตาหรือไม่ ถ้ามีสิ่งนั้นคืออะไร</p><p> ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นอัตตาตัวตน</p><p>Q4: ต้องการทราบวิธีแก้ไขและข้อปฏิบัติเพื่อให้กำลังของกามราคะลดลง เพราะเมื่อเห็นเพศตรงข้ามแล้วมีกามราคะเกิดขื้น</p><p>ราคะ โทสะ โมหะ เป็นอุปกิเลสของจิต สามารถครอบงำจิตได้เป็นครั้งคราว หากเราปฏิบัติฌานสมาธิให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เห็นคุณของเนกขัมมะและฌานสมาธิ แต่เห็นโทษที่เกิดจากกาม จะสามารถละได้เด็ดขาด กิเลสจะไม่มีทางกลับกำเริบได้ ทั้งยังสามารถออกบวชได้ หลีกออกจากกามได้ และมีปิติสุขภายในได้เช่นกัน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หากคิดใคร่ครวญด้วยปัญญาชัดเจนโดยชอบตามวิญญูชนแล้ว จะพบว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกนี้ ที่เมื่อเรายึดถือแล้ว จะเป็นผู้หาโทษไม่ได้"นั้นไม่มี  นั่นหมายถึงว่า ไม่มีสิ่งใดเลยในโลกนี้ ที่เป็น "อัตตา ตัวตน" แต่ในทางตรงกันข้ามกัน มันเป็น "อนัตตา" เพราะต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่ง ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัจจะความจริงที่เราต้องเข้าใจว่า "ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา ของเรา"</p><p>Q1: ในวรรคที่กล่าวถึง "ฆราวาสธรรม" ชุดที่ (1) สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ กับ ชุดที่ (2) สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ เพราะเหตุใดจึงต้องใช้คำไม่เหมือนกัน</p><p>เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฉันทลักษณ์ ซึ่งเป็นข้อกำหนด ระเบียบถ้อยคำที่ทำให้เกิดความลงรับ คล้องจองกันของคำอ่าน เพื่อให้เกิดความไพเราะ ความสวยงามทางด้านภาษา แต่มีความหมายที่ไม่แตกต่างกัน</p><p>Q2: ได้อ่าน "กสิภารทวาชสูตร" แล้วไม่เข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่รับข้าวปายาสของพราหมณ์ที่เขาถวายหลังจากพระองค์ตอบเรื่องแอกและไถ ในเมื่อพราหมณ์ก็ถวายด้วยความเคารพ และข้าวนี้ก็ไม่มีใครทานได้นอกจากพระองค์และสาวก เพราะเหตุใดจึงให้เททิ้ง ในบางที่มีคนว่าพระองค์ยังคงไปโปรดซ้ำ ไปบิณฑบาตได้เลย</p><p>เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงรับอาหารหรืออามิสทานที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ</p><p>Q3:ทุกสิ่งอย่างทั้งหมดในโลกนี้ มีอะไรที่เป็นอัตตาหรือไม่ ถ้ามีสิ่งนั้นคืออะไร</p><p> ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นอัตตาตัวตน</p><p>Q4: ต้องการทราบวิธีแก้ไขและข้อปฏิบัติเพื่อให้กำลังของกามราคะลดลง เพราะเมื่อเห็นเพศตรงข้ามแล้วมีกามราคะเกิดขื้น</p><p>ราคะ โทสะ โมหะ เป็นอุปกิเลสของจิต สามารถครอบงำจิตได้เป็นครั้งคราว หากเราปฏิบัติฌานสมาธิให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เห็นคุณของเนกขัมมะและฌานสมาธิ แต่เห็นโทษที่เกิดจากกาม จะสามารถละได้เด็ดขาด กิเลสจะไม่มีทางกลับกำเริบได้ ทั้งยังสามารถออกบวชได้ หลีกออกจากกามได้ และมีปิติสุขภายในได้เช่นกัน</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร S09E03 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัปบุรุษ (6243-7q)</title>
			<itunes:title>สัปบุรุษ (6243-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:52</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ad87b467-6331-4cae-8469-aaf100c95606/media.mp3" length="25879669" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ad87b467-6331-4cae-8469-aaf100c95606</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5624</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq2227dIJ58cyPb8437RTZ8Fd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5624.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับ "สัปบุรุษ" คืออะไร ต้องมีลักษณะอย่างไร ควรประกอบด้วยคุณธรรมใดบ้าง และคำว่า "สัปบุรุษ" มีกล่าวถึงไว้ในพระสูตรใดบ้าง ทั้งนี้คำว่า "สัปบุรุษ" มีความสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกันในแต่ละพระสูตรอย่างไร</p><p>"สัปบุรุษ" คือนิยามของคำว่า "คนดี" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มีลักษณะที่ประกอบขึ้นด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่จะเป็นหลักเกณฑ์ที่ทำให้เรารู้ได้ว่า ตนเองเป็นสัปบุรุษหรือไม่ เป็นได้ดีพอมากน้อยเพียงใด และกำลังคบหากับมิตรที่เป็นสัปบุรุษอยู่หรือไม่</p><p>สัปปุริสธรรม 7 อ้างอิงจาก "สังคีติสูตร" ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ซึ่งประกอบด้วยธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุอัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผลอัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตนมัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณกาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาลปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัทปุคคลัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล</p><p>สัปปุริสธรรม 7 อ้างอิงจาก "เสขปฏิปทาสูตร" โดยนัยยะของท่านพระอานนท์ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ไว้ 7 ประการคือ เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมเป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามกเป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามกเป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยความเห็นเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทำไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคำที่พูดไว้แล้วนานเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><p>สัปปุริสธรรม 8 อ้างอิงจาก "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม" แต่งโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ลักษณะของผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ ได้แก่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมาก มีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา (คือ สัทธัมมสมันนาคโต ดังกล่าวไปแล้ว นั่นเอง)เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหายเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับ "สัปบุรุษ" คืออะไร ต้องมีลักษณะอย่างไร ควรประกอบด้วยคุณธรรมใดบ้าง และคำว่า "สัปบุรุษ" มีกล่าวถึงไว้ในพระสูตรใดบ้าง ทั้งนี้คำว่า "สัปบุรุษ" มีความสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกันในแต่ละพระสูตรอย่างไร</p><p>"สัปบุรุษ" คือนิยามของคำว่า "คนดี" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มีลักษณะที่ประกอบขึ้นด้วยคุณธรรมต่าง ๆ ที่จะเป็นหลักเกณฑ์ที่ทำให้เรารู้ได้ว่า ตนเองเป็นสัปบุรุษหรือไม่ เป็นได้ดีพอมากน้อยเพียงใด และกำลังคบหากับมิตรที่เป็นสัปบุรุษอยู่หรือไม่</p><p>สัปปุริสธรรม 7 อ้างอิงจาก "สังคีติสูตร" ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ซึ่งประกอบด้วยธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุอัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผลอัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตนมัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณกาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาลปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัทปุคคลัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล</p><p>สัปปุริสธรรม 7 อ้างอิงจาก "เสขปฏิปทาสูตร" โดยนัยยะของท่านพระอานนท์ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ไว้ 7 ประการคือ เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมเป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามกเป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามกเป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยความเห็นเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทำไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคำที่พูดไว้แล้วนานเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ</p><p>สัปปุริสธรรม 8 อ้างอิงจาก "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม" แต่งโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ลักษณะของผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ ได้แก่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมาก มีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา (คือ สัทธัมมสมันนาคโต ดังกล่าวไปแล้ว นั่นเอง)เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหายเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ดีตามวิญญูชน (6242-7q)</title>
			<itunes:title>ดีตามวิญญูชน (6242-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/7ce23837-5087-4883-8876-aaeb01200897/media.mp3" length="27894426" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7ce23837-5087-4883-8876-aaeb01200897</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5625</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq227rwsOzIRFsL095h+b8vml]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5625.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"รักษาตนคือรักษาผู้อื่น รักษาผู้อื่นก็คือการรักษาตนเอง" เราสามารถตอบโต้คนไม่ดีด้วยความอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู ซึ่งได้ชื่อว่ารักษาทั้งตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้จะต้องปรับกลยุทธการรับมือตามสถานการณ์ด้วย รู้จักรักษาตัวรอด ต้องทรงจิตของเราที่จะรับมือกับผัสสะต่างๆให้ได้โดยการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ใคร่ครวญธรรมอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติธรรมอย่างสมควร</p><p>ความจริงใจที่สุดคือ อริยสัจสี่และข้อปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด รวมถึงเงื่อนไขของความเป็นคำจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ และเมื่อฟังแล้วเขาจะมีความพอใจหรือขัดเคือง</p><p>ความดีสามารถวัดได้จากการกระทำเมื่อทำแล้วทำให้มีกุศลธรรมเพิ่มขึ้น และอกุศลธรรมลดต่ำลง เราต้องไม่กระทำตนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า บุคคลสุดท้าย หรือ "The Last Man" กล่าวคือ "อย่าให้ความดีมาสุดจบที่เรา"</p><p>Q1: วิธีการรับมือกับความเห็นแก่ตัว ทั้งจากตนเองและผู้อื่น </p><p>ต้องมีความอดทน อย่าให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา การตอบโต้กลับไปเพราะมีความเป็นอัตตาตัวตน ถือว่าเห็นแก่ตัวเช่นกัน ไม่ถูกต้องตามธรรม</p><p>Q2: เราควรปฏิบัติตนหรือวางใจอย่างไร เมื่อ “พวกมาก ลากไป” ล้วนทำความผิด ในขณะที่เราทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับโดนคนทำผิดใส่ร้ายและประนามต่อหน้าผู้อื่น</p><p>ในบางสถานการณ์ความจริงใจก็ใช้กับคนบางคนไม่ได้ ควรมีเงื่อนไขเช่นไรในการเลือกใช้ความจริงใจทางธรรม เพื่อประยุกต์ปรับใช้ใช้กับเหตุการณ์ทางโลก</p><p>สัจจะความจริง สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์และทุกบุคคล แต่ที่บางคนไม่สามารถยอมรับได้เพราะถูกกิเลสครอบงำ เงื่อนไขเดียวที่สามารถใช้ได้คือ "ต้องรู้กาละที่เหมาะสมในการที่จะกล่าววาจานั้น" หรือหมายความว่า ต้องบอกความจริงในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเราต้องมีปัญญาแยบคาย มีความรอบคอบ</p><p>Q3: แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดี ด้วยเหตุของความดีแต่ละคนไม่เท่ากัน </p><p>ตัววัดความดี คือ ความเป็นไปตามหลักมรรคแปด ตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา หากทำสิ่งใดแล้วกิเลสลดลงถือว่าดี ในทางตรงกันข้ามหากทำสิ่งใดแล้วกิเลสเพิ่มขึ้นถือว่าไม่ดี</p><p>Q4: หากเราต้องอธิบายเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว และผลของกรรม ให้กับลูกหลาน หรือญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยชอบฟังธรรมะ เราควรจะอธิบายอย่างไรให้เห็นภาพชัดเจน</p><p>พระพุทธเจ้าจะทรงตัสเรื่อง ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ในการหลีกจากกาม เพื่อเป็นการปู้ทางให้ไปสู่ความเข้าใจในเรื่องของอริยสัจสี่</p><p>Q5: ทำอย่างไรที่จะให้คนรอบข้างของเรามีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อเรื่องกรรมดี กรรมชั่วบาปบุญคุณโทษ เพราะพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ เคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของอจินไตย </p><p>ให้มีศรัทธา ต้องเห็นทุกข์</p><p>Q6: วิธีพิสูจน์ผลกรรมดีและผลกรรมชั่วแบบง่ายที่สุด</p><p>พิสูจน์เรื่องกรรมด้วยศรัทธาของตนเอง อย่างลงมั่นไม่หวั่นไหว</p><p>Q7: ต้องการทราบคำอธิบายอย่างละเอียดของคำว่า "อย่าให้ความดีมาสุดจบที่เรา" </p><p>สืบทอดความดีของผู้อื่น ด้วยการทำความดีด้วยตัวเราเองทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นการไม่กระทำตนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า บุคคลสุดท้าย หรือ "The Last Man"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.62,</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"รักษาตนคือรักษาผู้อื่น รักษาผู้อื่นก็คือการรักษาตนเอง" เราสามารถตอบโต้คนไม่ดีด้วยความอดทน ด้วยการไม่เบียดเบียน ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู ซึ่งได้ชื่อว่ารักษาทั้งตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้จะต้องปรับกลยุทธการรับมือตามสถานการณ์ด้วย รู้จักรักษาตัวรอด ต้องทรงจิตของเราที่จะรับมือกับผัสสะต่างๆให้ได้โดยการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง ใคร่ครวญธรรมอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติธรรมอย่างสมควร</p><p>ความจริงใจที่สุดคือ อริยสัจสี่และข้อปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด รวมถึงเงื่อนไขของความเป็นคำจริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ และเมื่อฟังแล้วเขาจะมีความพอใจหรือขัดเคือง</p><p>ความดีสามารถวัดได้จากการกระทำเมื่อทำแล้วทำให้มีกุศลธรรมเพิ่มขึ้น และอกุศลธรรมลดต่ำลง เราต้องไม่กระทำตนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า บุคคลสุดท้าย หรือ "The Last Man" กล่าวคือ "อย่าให้ความดีมาสุดจบที่เรา"</p><p>Q1: วิธีการรับมือกับความเห็นแก่ตัว ทั้งจากตนเองและผู้อื่น </p><p>ต้องมีความอดทน อย่าให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา การตอบโต้กลับไปเพราะมีความเป็นอัตตาตัวตน ถือว่าเห็นแก่ตัวเช่นกัน ไม่ถูกต้องตามธรรม</p><p>Q2: เราควรปฏิบัติตนหรือวางใจอย่างไร เมื่อ “พวกมาก ลากไป” ล้วนทำความผิด ในขณะที่เราทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับโดนคนทำผิดใส่ร้ายและประนามต่อหน้าผู้อื่น</p><p>ในบางสถานการณ์ความจริงใจก็ใช้กับคนบางคนไม่ได้ ควรมีเงื่อนไขเช่นไรในการเลือกใช้ความจริงใจทางธรรม เพื่อประยุกต์ปรับใช้ใช้กับเหตุการณ์ทางโลก</p><p>สัจจะความจริง สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์และทุกบุคคล แต่ที่บางคนไม่สามารถยอมรับได้เพราะถูกกิเลสครอบงำ เงื่อนไขเดียวที่สามารถใช้ได้คือ "ต้องรู้กาละที่เหมาะสมในการที่จะกล่าววาจานั้น" หรือหมายความว่า ต้องบอกความจริงในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเราต้องมีปัญญาแยบคาย มีความรอบคอบ</p><p>Q3: แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดี ด้วยเหตุของความดีแต่ละคนไม่เท่ากัน </p><p>ตัววัดความดี คือ ความเป็นไปตามหลักมรรคแปด ตามหลักศีล สมาธิ และปัญญา หากทำสิ่งใดแล้วกิเลสลดลงถือว่าดี ในทางตรงกันข้ามหากทำสิ่งใดแล้วกิเลสเพิ่มขึ้นถือว่าไม่ดี</p><p>Q4: หากเราต้องอธิบายเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว และผลของกรรม ให้กับลูกหลาน หรือญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยชอบฟังธรรมะ เราควรจะอธิบายอย่างไรให้เห็นภาพชัดเจน</p><p>พระพุทธเจ้าจะทรงตัสเรื่อง ทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ในการหลีกจากกาม เพื่อเป็นการปู้ทางให้ไปสู่ความเข้าใจในเรื่องของอริยสัจสี่</p><p>Q5: ทำอย่างไรที่จะให้คนรอบข้างของเรามีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อเรื่องกรรมดี กรรมชั่วบาปบุญคุณโทษ เพราะพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ เคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของอจินไตย </p><p>ให้มีศรัทธา ต้องเห็นทุกข์</p><p>Q6: วิธีพิสูจน์ผลกรรมดีและผลกรรมชั่วแบบง่ายที่สุด</p><p>พิสูจน์เรื่องกรรมด้วยศรัทธาของตนเอง อย่างลงมั่นไม่หวั่นไหว</p><p>Q7: ต้องการทราบคำอธิบายอย่างละเอียดของคำว่า "อย่าให้ความดีมาสุดจบที่เรา" </p><p>สืบทอดความดีของผู้อื่น ด้วยการทำความดีด้วยตัวเราเองทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นการไม่กระทำตนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า บุคคลสุดท้าย หรือ "The Last Man"</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.62,</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>องค์แห่งฌาน (6241-7q)</title>
			<itunes:title>องค์แห่งฌาน (6241-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>45:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d2fcfadd-b148-418e-9135-aae40112ada7/media.mp3" length="21990062" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d2fcfadd-b148-418e-9135-aae40112ada7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5626</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20QrtQdDQrSCWRZ/ImRaAEG]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5626.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จุดประสงค์หลักในคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การมีปัญญาในการตัดกิเลส ปล่อยวางความยึดถือในกายลงได้ ซึ่งจะสามารถปล่อยวางได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ที่แก่กล้าของแต่ละบุคคล โดยต้องปฏิบัติให้มากตามแนวทางต่อไปนี้สุขาปฏิปทา โดยการตั้งจิตให้เข้าสมาธิ ไม่ต้องพิจารณา สำหรับผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางทุกขาปฏิปทา โดยวิธีการใคร่ครวญ พิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นความเป็นของไม่เที่ยง เห็นความไม่สวยงาม เห็นความเป็นของปฏิกูล สำหรับผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ แก่กล้า</p><p>Q1: เมื่อเป็นผู้ที่มีความรักในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) เป็นชีวิตและจิตใจ จะฝึกปฏิบัติในรูปแบบอสุภกรรมฐานอย่างไรให้ได้ผล</p><p>ต้องเปลี่ยนมุมมอง พิจารณาเห็นถึงความเป็นของไม่สวยงาม ความเน่าเหม็นของร่างกาย ไม่ตั้งความพอใจในสรีระของตนเอง เห็นกายเป็นของไม่น่ายึดถือ เป็นของไม่เที่ยง เพื่อการจางคลายและปล่อยวางลงได้</p><p>Q2: ต้องทำบุญอย่างไร มากน้อยเพียงไร จึงจะได้ผลบุญที่ดี ได้ผลบุญที่มาก และมีวิธีดูอย่างไรว่าเราทำบุญไปมากพอแล้ว</p><p>การทำบุญมากเพียงพอที่จะเหนือบุญและเหนือบาป นั่นคือ การบรรลุธรรมเข้าสู่พระนิพพาน หากยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใดก็ควรค่อย  ๆทำบุญอย่างต่อเนื่องให้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่เมาบุญ เพื่อการสละกิเลสและสละความยึดถือ (อุปธิ) ลงได้ ให้ได้ผลบุญมากเพียงพอ เป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>Q3: เราสามารถนำหลักของ “บุญกิริยาวัตถุ 10” มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างไร? </p><p>การทำบุญที่เกิดจากการคิด (สัมมาทิฏฐิ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน), การพูด (ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และการกระทำ (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ซึ่งนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หลักการที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้ก็คือ สติ ศรัทธา และความเพียรในการทำจริง แน่วแน่จริง</p><p>Q4: เมื่อพระห้ามไม่ให้คนเข้าไปทำบุญที่วัดหรือที่สำนักสงฆ์ พระบาปหรือไม่ และโยมผู้ถูกห้ามบาปหรือไม่ </p><p>จะเป็นบาปหรือบุญนั่นขึ้นอยู่กับมุมมองและเจตนา สิ่งที่สำคัญคือ เราควรจะควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำของเราให้เกี่ยวเนื่องกับกุศลกรรมมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่น เวลา หรือสถานที่เลย</p><p>Q5: ฝึกสมาธิมาระยะหนึ่งแล้วได้ความสงบพอสมควร ในช่วงนี้เมื่อมีผัสสะเข้ามาก็พยายามวาง เช่น ไม่โกรธ แต่รู้สึกว่าตอนที่ผัสสะเข้ามากระทบกับใจ ตัวเองจะพูดกับตัวเองว่า อย่าโกรธ ต้องปล่อยวาง พยายามอยู่กับลมหายใจ จึงรู้สึกสับสนว่าตัวเองผิดปกติหรือเปล่าที่พูดอยู่กับตัวเอง </p><p>ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ถือเป็นวิตกวิจาร ที่เมื่อต้องการหลีกออกจากเรื่องของกาม ความพยาบาท หรือเบียดเบียน ถือว่าเป็น "องค์แห่งฌาน" แล้ว ซึ่งประกอบด้วย วิตกวิจาร สมาธิ ปิติ สุข และจิตที่เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จุดประสงค์หลักในคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การมีปัญญาในการตัดกิเลส ปล่อยวางความยึดถือในกายลงได้ ซึ่งจะสามารถปล่อยวางได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ที่แก่กล้าของแต่ละบุคคล โดยต้องปฏิบัติให้มากตามแนวทางต่อไปนี้สุขาปฏิปทา โดยการตั้งจิตให้เข้าสมาธิ ไม่ต้องพิจารณา สำหรับผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางทุกขาปฏิปทา โดยวิธีการใคร่ครวญ พิจารณาให้เห็นทุกข์ เห็นความเป็นของไม่เที่ยง เห็นความไม่สวยงาม เห็นความเป็นของปฏิกูล สำหรับผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ แก่กล้า</p><p>Q1: เมื่อเป็นผู้ที่มีความรักในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) เป็นชีวิตและจิตใจ จะฝึกปฏิบัติในรูปแบบอสุภกรรมฐานอย่างไรให้ได้ผล</p><p>ต้องเปลี่ยนมุมมอง พิจารณาเห็นถึงความเป็นของไม่สวยงาม ความเน่าเหม็นของร่างกาย ไม่ตั้งความพอใจในสรีระของตนเอง เห็นกายเป็นของไม่น่ายึดถือ เป็นของไม่เที่ยง เพื่อการจางคลายและปล่อยวางลงได้</p><p>Q2: ต้องทำบุญอย่างไร มากน้อยเพียงไร จึงจะได้ผลบุญที่ดี ได้ผลบุญที่มาก และมีวิธีดูอย่างไรว่าเราทำบุญไปมากพอแล้ว</p><p>การทำบุญมากเพียงพอที่จะเหนือบุญและเหนือบาป นั่นคือ การบรรลุธรรมเข้าสู่พระนิพพาน หากยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใดก็ควรค่อย  ๆทำบุญอย่างต่อเนื่องให้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ไม่เมาบุญ เพื่อการสละกิเลสและสละความยึดถือ (อุปธิ) ลงได้ ให้ได้ผลบุญมากเพียงพอ เป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>Q3: เราสามารถนำหลักของ “บุญกิริยาวัตถุ 10” มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างไร? </p><p>การทำบุญที่เกิดจากการคิด (สัมมาทิฏฐิ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน), การพูด (ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และการกระทำ (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ซึ่งนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หลักการที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้ก็คือ สติ ศรัทธา และความเพียรในการทำจริง แน่วแน่จริง</p><p>Q4: เมื่อพระห้ามไม่ให้คนเข้าไปทำบุญที่วัดหรือที่สำนักสงฆ์ พระบาปหรือไม่ และโยมผู้ถูกห้ามบาปหรือไม่ </p><p>จะเป็นบาปหรือบุญนั่นขึ้นอยู่กับมุมมองและเจตนา สิ่งที่สำคัญคือ เราควรจะควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำของเราให้เกี่ยวเนื่องกับกุศลกรรมมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับบุคคลอื่น เวลา หรือสถานที่เลย</p><p>Q5: ฝึกสมาธิมาระยะหนึ่งแล้วได้ความสงบพอสมควร ในช่วงนี้เมื่อมีผัสสะเข้ามาก็พยายามวาง เช่น ไม่โกรธ แต่รู้สึกว่าตอนที่ผัสสะเข้ามากระทบกับใจ ตัวเองจะพูดกับตัวเองว่า อย่าโกรธ ต้องปล่อยวาง พยายามอยู่กับลมหายใจ จึงรู้สึกสับสนว่าตัวเองผิดปกติหรือเปล่าที่พูดอยู่กับตัวเอง </p><p>ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ถือเป็นวิตกวิจาร ที่เมื่อต้องการหลีกออกจากเรื่องของกาม ความพยาบาท หรือเบียดเบียน ถือว่าเป็น "องค์แห่งฌาน" แล้ว ซึ่งประกอบด้วย วิตกวิจาร สมาธิ ปิติ สุข และจิตที่เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา)</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ใจบุญสุนทาน (6240-7q)</title>
			<itunes:title>ใจบุญสุนทาน (6240-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Oct 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:46</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6e514278-fb47-4b35-a3d1-aadd0087eb62/media.mp3" length="27270208" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6e514278-fb47-4b35-a3d1-aadd0087eb62</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5627</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22zZK/zSfNYpDp0a4rMelZD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5627.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"บุญ" เป็นชื่อของความสุข เป็นการกระทำสิ่งที่ดี ๆ ทั้งหมด เพื่อสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งมีความหมายครอบคลุมไปถึงการให้ทาน การรักษาศีล การปฏิบัติธรรมภาวนา หรือแม้กระทั่งการให้อภัย การพูดจาดี ๆ ต่อกัน การแผ่เมตตา เป็นต้น</p><p>"จาคานุสสติ" คือ การระลึกถึงบุญที่ได้ทำไปแล้ว มีความศรัทธาเลื่อมใสหลังการให้ ทำให้เกิดสติและปัญญา เป็นบุญที่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ</p><p>บุญเกิดขึ้นที่จิต เราต้องมีความมั่นใจในผลบุญ กรรมดีมี กรรมชั่วมี ซึ่งสิ่งที่ได้ผลทันทีคือ การเกิดศีล สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมะที่สามารถเห็นได้ด้วยตนเอง</p><p>รวบรวมคำถามในเรื่องของบุญ</p><p>ทําไมจึงต้องมีการบอกบุญ"ทำบุญย่อมได้บุญ ทำบาปย่อมได้บาป" หากไม่ทำบุญ เราจะไปสู่ที่ตกต่ำ การบอกบุญถือเป็นสิ่งดีเพื่อให้ผู้อื่นมั่นคงในความดีและตั้งอยู่ในธรรม</p><p>ทําไมจึงต้องอนุโมทนาบุญถือเป็นการมุทิตา หรือ ยินดีในบุญและความดีที่ผู้อื่นสร้างขึ้นอย่างจริงใจ ทำให้ลดความริษยาในจิตใจลง และเป็นการสร้างบุญอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนงอกเงยของบุญโดยใช้จิตของตนทำอีกด้วย</p><p>ทำไมต้องกรวดน้ำการกรวดน้ำ ถือเป็นการอนุโมทนาบุญที่แสดงออกทางกาย และเป็นรูปแบบประเพณีที่เป็นการบ่งบอกเพื่อให้เกิดความมั่นใจ แต่ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>เมื่อทำบุญแล้วจำเป็นต้องอธิษฐานด้วยหรือไม่ ทั้งนี้การอธิษฐานเหมือนเป็นการทำบุญแล้วหวังผล เป็นการเพิ่มพูนกิเลสหรือไม่?หากหวังผลที่เกี่ยวกับกามหรือโลกธรรมแปด ถือเป็นกิเลสแน่นอน ในทางตรงข้ามหากหวังผลไปทางมรรคแปด ถือเป็นสิ่งที่เป็นกุศลธรรม เพราะเป็นหนทางให้ถึงความดับไม่เหลือของกิเลส ตัณหา และอวิชชา</p><p>เราสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?การทำบุญอุทิศส่วนกุศล หมายถึง "เราปรารภใคร เราจึงทำบุญนี้" ซึ่งเป็นการปรารภเหตุนั้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ทำความดี สร้างกุศลธรรม</p><p>ยิ่งทําบุญ ให้ทานด้วยปัจจัยจำนวนมาก ก็จะยิ่งได้บุญมาก จริงหรือไม่?ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 อย่างของผู้ให้ ที่ต้องศรัทธาก่อนให้ (ทำให้มีจิตน้อมไป), ระหว่างให้ (ทำให้มีจิตเลื่อมใส) และหลังให้ (ทำให้จิตมีความปลื้มใจ) ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดศรัทธา และเงื่อนไข 3 อย่างของผู้รับ ที่ต้องมาราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง ลดลง หรือไม่มีเลย</p><p>ช่วงแรก ๆ ของการทำบุญ ให้ทาน จะรู้สึกปิติอิ่มเอมใจมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งซึ่งยังคงยังทำบุญบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่กลับมีความรู้สึกเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายในบุญนั้นสักเท่าไร ดังนั้นเราควรวางใจอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?เมื่อทำบุญไปเรื่อย ๆ จะทำให้เราเกิดสติ สมาธิ และปัญญามากขึ้น จึงทำให้ไม่ยินดียินร้ายในบุญนั้น จนกลายเป็นอุเบกขาไป สามารถที่จะปล่อยวางได้</p><p>อะไรเป็นเหตุที่ทำให้บุญส่งผลช้าหรือเร็วนี้เป็นเรื่องของอจินไตย ที่เกี่ยวข้องกับผลและวิบากของกรรม จึงให้มีความเชื่อที่ถูกต้องในเรื่องกรรม เช่นนี้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วบุคคลทำกรรมอย่างใด ๆ จะต้องได้รับผลของกรรมหรือวิบากกรรมอย่างนั้น ๆระดับวิธีการที่ให้ผลของกรรมจะต่างกันออกไปตามวาระ คือ เดี๋ยวนั้น เวลาต่อมา และในเวลาต่อ ๆ มากรรมจะส่งผลมากหรือน้อย ขึ้นกับเหตุปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.67, คลังพระสูตร Ep.65 , นิทานพรรณา Ep.44 , ตามใจท่าน Ep.60, #กรรม       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"บุญ" เป็นชื่อของความสุข เป็นการกระทำสิ่งที่ดี ๆ ทั้งหมด เพื่อสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งมีความหมายครอบคลุมไปถึงการให้ทาน การรักษาศีล การปฏิบัติธรรมภาวนา หรือแม้กระทั่งการให้อภัย การพูดจาดี ๆ ต่อกัน การแผ่เมตตา เป็นต้น</p><p>"จาคานุสสติ" คือ การระลึกถึงบุญที่ได้ทำไปแล้ว มีความศรัทธาเลื่อมใสหลังการให้ ทำให้เกิดสติและปัญญา เป็นบุญที่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ</p><p>บุญเกิดขึ้นที่จิต เราต้องมีความมั่นใจในผลบุญ กรรมดีมี กรรมชั่วมี ซึ่งสิ่งที่ได้ผลทันทีคือ การเกิดศีล สมาธิ และปัญญา เป็นธรรมะที่สามารถเห็นได้ด้วยตนเอง</p><p>รวบรวมคำถามในเรื่องของบุญ</p><p>ทําไมจึงต้องมีการบอกบุญ"ทำบุญย่อมได้บุญ ทำบาปย่อมได้บาป" หากไม่ทำบุญ เราจะไปสู่ที่ตกต่ำ การบอกบุญถือเป็นสิ่งดีเพื่อให้ผู้อื่นมั่นคงในความดีและตั้งอยู่ในธรรม</p><p>ทําไมจึงต้องอนุโมทนาบุญถือเป็นการมุทิตา หรือ ยินดีในบุญและความดีที่ผู้อื่นสร้างขึ้นอย่างจริงใจ ทำให้ลดความริษยาในจิตใจลง และเป็นการสร้างบุญอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนงอกเงยของบุญโดยใช้จิตของตนทำอีกด้วย</p><p>ทำไมต้องกรวดน้ำการกรวดน้ำ ถือเป็นการอนุโมทนาบุญที่แสดงออกทางกาย และเป็นรูปแบบประเพณีที่เป็นการบ่งบอกเพื่อให้เกิดความมั่นใจ แต่ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า</p><p>เมื่อทำบุญแล้วจำเป็นต้องอธิษฐานด้วยหรือไม่ ทั้งนี้การอธิษฐานเหมือนเป็นการทำบุญแล้วหวังผล เป็นการเพิ่มพูนกิเลสหรือไม่?หากหวังผลที่เกี่ยวกับกามหรือโลกธรรมแปด ถือเป็นกิเลสแน่นอน ในทางตรงข้ามหากหวังผลไปทางมรรคแปด ถือเป็นสิ่งที่เป็นกุศลธรรม เพราะเป็นหนทางให้ถึงความดับไม่เหลือของกิเลส ตัณหา และอวิชชา</p><p>เราสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?การทำบุญอุทิศส่วนกุศล หมายถึง "เราปรารภใคร เราจึงทำบุญนี้" ซึ่งเป็นการปรารภเหตุนั้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ทำความดี สร้างกุศลธรรม</p><p>ยิ่งทําบุญ ให้ทานด้วยปัจจัยจำนวนมาก ก็จะยิ่งได้บุญมาก จริงหรือไม่?ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 อย่างของผู้ให้ ที่ต้องศรัทธาก่อนให้ (ทำให้มีจิตน้อมไป), ระหว่างให้ (ทำให้มีจิตเลื่อมใส) และหลังให้ (ทำให้จิตมีความปลื้มใจ) ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดศรัทธา และเงื่อนไข 3 อย่างของผู้รับ ที่ต้องมาราคะ โทสะ และโมหะ เบาบาง ลดลง หรือไม่มีเลย</p><p>ช่วงแรก ๆ ของการทำบุญ ให้ทาน จะรู้สึกปิติอิ่มเอมใจมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งซึ่งยังคงยังทำบุญบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่กลับมีความรู้สึกเฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายในบุญนั้นสักเท่าไร ดังนั้นเราควรวางใจอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?เมื่อทำบุญไปเรื่อย ๆ จะทำให้เราเกิดสติ สมาธิ และปัญญามากขึ้น จึงทำให้ไม่ยินดียินร้ายในบุญนั้น จนกลายเป็นอุเบกขาไป สามารถที่จะปล่อยวางได้</p><p>อะไรเป็นเหตุที่ทำให้บุญส่งผลช้าหรือเร็วนี้เป็นเรื่องของอจินไตย ที่เกี่ยวข้องกับผลและวิบากของกรรม จึงให้มีความเชื่อที่ถูกต้องในเรื่องกรรม เช่นนี้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วบุคคลทำกรรมอย่างใด ๆ จะต้องได้รับผลของกรรมหรือวิบากกรรมอย่างนั้น ๆระดับวิธีการที่ให้ผลของกรรมจะต่างกันออกไปตามวาระ คือ เดี๋ยวนั้น เวลาต่อมา และในเวลาต่อ ๆ มากรรมจะส่งผลมากหรือน้อย ขึ้นกับเหตุปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต Ep.26 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.67, คลังพระสูตร Ep.65 , นิทานพรรณา Ep.44 , ตามใจท่าน Ep.60, #กรรม       </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รู้ได้เฉพาะตน ในความดีของพระธรรม (6239-7q)</title>
			<itunes:title>รู้ได้เฉพาะตน ในความดีของพระธรรม (6239-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 28 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:57</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/1edf733f-d51c-403c-b637-aad4010322ea/media.mp3" length="28797870" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">1edf733f-d51c-403c-b637-aad4010322ea</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5628</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23dSnIzqiN4oYPUFxtEFrj4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5628.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า จะสอนให้คนคิดอย่างมีเหตุมีผล โดยมีความคิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่การคิดแบบวิจิกิจฉา เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ เพื่อหาข้อผิดหรือหาเหตุผลมาหักล้าง</p><p>พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำให้พวกเราทุกคนควรปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเป็นขั้นตอนตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งให้ผลตามนั้นจริง ๆ และน้อมเข้ามาใส่ตน อย่างไรก็ตาม หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้น ๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรง ๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น</p><p>ดังเช่นพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้กับพระสารีบุตรว่า "เมื่อใดก็ตามที่เรา ตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้ว (ซึ่งวิริยะ) ด้วยอาการอย่างนี้, ระลึกแล้ว ระลึกแล้ว (ด้วยสติ) ด้วยอาการอย่างนี้, ตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว (ด้วยสมาธิ) ด้วยอาการอย่างนี้, รู้ชัดแล้ว รู้ชัดแล้ว (ด้วยปัญญา) ด้วยอาการอย่างนี้, เราจะมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ธรรมเหล่าใด เป็นธรรมที่เราเคยฟังแล้วในกาลก่อน, ในบัดนี้ เราถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาชัดเจน"</p><p>ผู้ที่เกษียณอายุ จัดว่าเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัย ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ดีในการพิจารณาว่า เวลาต่อจากนี้เราควรจะทำอะไรเพื่อให้การใช้ชีวิตในโลกหน้าเป็นไปด้วยดี จึงควรจะระลึกถึงวิธีการสร้างบุญกุศลและสั่งสมบุญ โดยการให้ทาน รักษาศีล ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้เต็มที่อย่างมีแบบแผนที่ถูกต้อง อย่าประมาทหลงเพลิน จะทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณค่าอย่างมาก</p><p>Q1: ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนให้คนคิดอย่างมีเหตุและผล ในทางพระพุทธศาสนาไม่แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะปกติวิสัยของคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ถูกต้อง และถ่องแท้ แต่ทำไมต้องสอนเรื่องอจินไตยด้วย จริง ๆ แล้วอจินไตยคืออะไร มีขอบเขตความหมายอย่างไร</p><p>"อจินไตย" หมายถึง เรื่องที่ไม่ควรคิด เพราะหากคิดแล้วจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า ฟุ้งซ่าน คิดนอกแนว เนื่องจากเป็นเรื่องของสิ่งที่เหนือเหตุเหนือผล เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชนแบ่งเป็น 4 อย่างได้แก่ฌานวิสัย คือวิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้ได้ฌานสมาธิ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินได้ หรืออ่านวาระจิตของผู้อื่นได้พุทธวิสัย คือวิสัยแห่งความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายกรรมวิสัย คือวิสัยของกฎแห่งกรรมและวิบากกรรม เป็นการให้ผลของกรรมที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติโลกวิสัย คือวิสัยแห่งโลก คือการมีอยู่ของสวรรค์ นรก และสังสารวัฏ</p><p>อจินไตย จึงเป็นเรื่องของเหตุผลที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นได้ หากยังพยายามคิดหมกมุ่นอยู่ จะเป็นช่องให้กิเลสแทรกได้ทันที ดังนั้นจึงไม่พึงคิดด้วยตรรกะ แต่ให้คิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิอย่างมีปัญญาและศรัทธาควบคู่กันไป</p><p>Q2: ต้องการทราบคำอธิบายของประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" </p><p>ประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" นี้ไม่ใช่พุทธพจน์แน่นอน แต่สามารถวิเคราะห์ไปในแนวทางที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้นั่นคือ หลักของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง "…เพราะมีกิเลส ตัณหา อวิชชาจึงทำให้มีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงทำให้มีภพ เพราะมีภพจึงมีการเกิด" ซึ่งหมายถึง จิตของเราเกิดหรือก้าวลงไปในสิ่งต่าง ๆ</p><p>Q3: คำว่า "ปัจจัตตัง แปลว่า รู้ได้เฉพาะตน" ตีความหมายตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้กว้างเพียงใด ใช้กับสถานการณ์ใดได้บ้าง</p><p>คำว่า "ปัจจัตตัง" นัยยะแรก ปรากฏในบทสวดสรรเสริญคุณของพระธรรมที่ว่า "ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ" แปลว่า วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ซึ่งมีนัยยะที่หนึ่งคือ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่สุดของคนดี คนประเสริฐ ที่จะรู้ได้ในมาตรฐานความดีของพระธรรม</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สองคือ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเป็นขั้นตอน น้อมเข้ามาใส่ตน ก็จะรู้ได้เฉพาะตนและเป็นวิญญูชนด้วยเช่นกัน</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สามคือ หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้นๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรงๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สี่คือ ไม่เพียงเกิดจากการอ่านจากตำราเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติมาตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ให้ผลตามนั้นจริงๆ และน้อมเข้าสู่ตน</p><p>Q4: หากต้องการดับทุกข์ในใจของเราให้ได้ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างไร มากน้อยเพียงใด และมีวิธีวัดความก้าวหน้าอย่างไร</p><p>ต้องมีปัญญาในการปล่อยวาง เห็นตามความเป็นจริง ไม่เอาทุกข์มาเป็นของเรา กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ จนกระทั่งความทุกข์จะเบาบางลงเรื่อย ๆ ซึ่งเราต้องปฏิบัติธรรมตามแนวทางของอินทรีย์ห้า อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เกิดความแก่กล้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>วิธีวัดความก้าวหน้า คือ เราจะรู้ได้ เกิดความรู้ขึ้น มีสติและสมาธิเกิดจากการปฏิบัติ อีกทั้งอกุศลธรรมจะลดลง ๆ ในขณะเดียวกันกุศลธรรมจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า จะสอนให้คนคิดอย่างมีเหตุมีผล โดยมีความคิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่การคิดแบบวิจิกิจฉา เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ เพื่อหาข้อผิดหรือหาเหตุผลมาหักล้าง</p><p>พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำให้พวกเราทุกคนควรปฏิบัติตามคำสอนของท่านอย่างเป็นขั้นตอนตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งให้ผลตามนั้นจริง ๆ และน้อมเข้ามาใส่ตน อย่างไรก็ตาม หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้น ๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรง ๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น</p><p>ดังเช่นพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้กับพระสารีบุตรว่า "เมื่อใดก็ตามที่เรา ตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้ว (ซึ่งวิริยะ) ด้วยอาการอย่างนี้, ระลึกแล้ว ระลึกแล้ว (ด้วยสติ) ด้วยอาการอย่างนี้, ตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นแล้ว (ด้วยสมาธิ) ด้วยอาการอย่างนี้, รู้ชัดแล้ว รู้ชัดแล้ว (ด้วยปัญญา) ด้วยอาการอย่างนี้, เราจะมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า ธรรมเหล่าใด เป็นธรรมที่เราเคยฟังแล้วในกาลก่อน, ในบัดนี้ เราถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาชัดเจน"</p><p>ผู้ที่เกษียณอายุ จัดว่าเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัย ถือเป็นจังหวะชีวิตที่ดีในการพิจารณาว่า เวลาต่อจากนี้เราควรจะทำอะไรเพื่อให้การใช้ชีวิตในโลกหน้าเป็นไปด้วยดี จึงควรจะระลึกถึงวิธีการสร้างบุญกุศลและสั่งสมบุญ โดยการให้ทาน รักษาศีล ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้เต็มที่อย่างมีแบบแผนที่ถูกต้อง อย่าประมาทหลงเพลิน จะทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณค่าอย่างมาก</p><p>Q1: ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนให้คนคิดอย่างมีเหตุและผล ในทางพระพุทธศาสนาไม่แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะปกติวิสัยของคนทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ถูกต้อง และถ่องแท้ แต่ทำไมต้องสอนเรื่องอจินไตยด้วย จริง ๆ แล้วอจินไตยคืออะไร มีขอบเขตความหมายอย่างไร</p><p>"อจินไตย" หมายถึง เรื่องที่ไม่ควรคิด เพราะหากคิดแล้วจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า ฟุ้งซ่าน คิดนอกแนว เนื่องจากเป็นเรื่องของสิ่งที่เหนือเหตุเหนือผล เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชนแบ่งเป็น 4 อย่างได้แก่ฌานวิสัย คือวิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้ได้ฌานสมาธิ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ดำดินได้ หรืออ่านวาระจิตของผู้อื่นได้พุทธวิสัย คือวิสัยแห่งความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายกรรมวิสัย คือวิสัยของกฎแห่งกรรมและวิบากกรรม เป็นการให้ผลของกรรมที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติโลกวิสัย คือวิสัยแห่งโลก คือการมีอยู่ของสวรรค์ นรก และสังสารวัฏ</p><p>อจินไตย จึงเป็นเรื่องของเหตุผลที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นได้ หากยังพยายามคิดหมกมุ่นอยู่ จะเป็นช่องให้กิเลสแทรกได้ทันที ดังนั้นจึงไม่พึงคิดด้วยตรรกะ แต่ให้คิดเป็นไปในทางของสัมมาทิฏฐิอย่างมีปัญญาและศรัทธาควบคู่กันไป</p><p>Q2: ต้องการทราบคำอธิบายของประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" </p><p>ประโยคที่ว่า "จิตใหม่เกิดขึ้น เพราะจิตเก่ามีความอยาก" นี้ไม่ใช่พุทธพจน์แน่นอน แต่สามารถวิเคราะห์ไปในแนวทางที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้นั่นคือ หลักของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง "…เพราะมีกิเลส ตัณหา อวิชชาจึงทำให้มีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงทำให้มีภพ เพราะมีภพจึงมีการเกิด" ซึ่งหมายถึง จิตของเราเกิดหรือก้าวลงไปในสิ่งต่าง ๆ</p><p>Q3: คำว่า "ปัจจัตตัง แปลว่า รู้ได้เฉพาะตน" ตีความหมายตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้กว้างเพียงใด ใช้กับสถานการณ์ใดได้บ้าง</p><p>คำว่า "ปัจจัตตัง" นัยยะแรก ปรากฏในบทสวดสรรเสริญคุณของพระธรรมที่ว่า "ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ" แปลว่า วิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ซึ่งมีนัยยะที่หนึ่งคือ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่สุดของคนดี คนประเสริฐ ที่จะรู้ได้ในมาตรฐานความดีของพระธรรม</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สองคือ ผู้ใดที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเป็นขั้นตอน น้อมเข้ามาใส่ตน ก็จะรู้ได้เฉพาะตนและเป็นวิญญูชนด้วยเช่นกัน</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สามคือ หากนำความรู้นั้นไปมอบให้กับคนที่ไม่รู้ เขาก็จะไม่เข้าใจความหมายในความรู้นั้นๆ เพราะไม่ใช่ของที่จะให้กันได้ตรงๆ แต่เป็นปัญญาหรือความรู้ที่จะรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น</p><p>"ปัจจัตตัง" นัยยะที่สี่คือ ไม่เพียงเกิดจากการอ่านจากตำราเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติมาตามทางของอริยมรรคมีองค์แปด ให้ผลตามนั้นจริงๆ และน้อมเข้าสู่ตน</p><p>Q4: หากต้องการดับทุกข์ในใจของเราให้ได้ ต้องปฏิบัติธรรมอย่างไร มากน้อยเพียงใด และมีวิธีวัดความก้าวหน้าอย่างไร</p><p>ต้องมีปัญญาในการปล่อยวาง เห็นตามความเป็นจริง ไม่เอาทุกข์มาเป็นของเรา กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ จนกระทั่งความทุกข์จะเบาบางลงเรื่อย ๆ ซึ่งเราต้องปฏิบัติธรรมตามแนวทางของอินทรีย์ห้า อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เกิดความแก่กล้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป</p><p>วิธีวัดความก้าวหน้า คือ เราจะรู้ได้ เกิดความรู้ขึ้น มีสติและสมาธิเกิดจากการปฏิบัติ อีกทั้งอกุศลธรรมจะลดลง ๆ ในขณะเดียวกันกุศลธรรมจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>มรรค ผล นิพพาน (6238-7q)</title>
			<itunes:title>มรรค ผล นิพพาน (6238-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 21 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:04</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d2f8dba2-62df-4cc6-91f1-aacf00c2141f/media.mp3" length="27894454" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d2f8dba2-62df-4cc6-91f1-aacf00c2141f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5629</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq224r+9BWFrihh8wWZ269RuO]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5629.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>มรรคแปดเปรียบเสมือนพันธุ์พืชที่ดี เป็นเหตุปัจจัยที่สร้างมาอย่างถูกต้อง จะให้ผลเป็นความหวานและความชุ่มฉ่ำ ซึ่งก็คือ "นิพพาน" นั่นเอง ต้องเริ่มปฏิบัติไปเป็นขั้นตอนตามทางของศีล สมาธิ และปัญญา ไม่สามารถบังคับ ข่มขี่ หรือปรุงแต่งได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ตามเวลาที่เหมาะที่ควรตามความแก่กล้าของอินทรีย์ห้าในแต่ละบุคคล</p><p>"อุเบกขา" มีและเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ เป็นการปล่อยวางกาม ปล่อยวางทั้งสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ปล่อยวางทั้งบุญและบาป ซึ่งการปล่อยวางใด ๆ จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เราจะต้องเห็นโทษหรือความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น ๆ ก่อนว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อมองเห็นตามความเป็นจริง ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และสามารถปล่อยวางลงได้ในที่สุด</p><p>เราต้องไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จึงควรหมั่นสร้างบุญด้วยกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งตลอดเวลา จะเป็นผลดีกับชีวิตตนเองแน่นอน</p><p> </p><p>Q1: นิพพานไม่เป็นอนัตตา เพราะสามารถบังคับให้ได้นิพพานภายใน 7 วัน ถ้าจะบังคับนิพพานให้เกิดได้ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ต้องทำอย่างไร? บังคับโดยการเจริญอานาปานสติหรือสติปัฏฐานสี่ได้หรือไม่?</p><p>นิพพานไม่ใช่การบังคับ ไม่ได้เกิดจากความอยากหรือตัณหา แต่เป็นการสร้างเหตุสร้างปัจจัยของการบรรลุนิพพานด้วยการรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ภายใต้กรอบเวลาอันเหมาะสมตามความแก่กล้าของอินทรีย์ห้า ถือเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลของมันและจัดเป็นอนัตตาอีกด้วย</p><p>Q2: นิพพานไม่ใช่อนัตตา เพราะไม่มีกุศลและอกุศล ถ้าต้องการให้เกิดนิพพานได้อย่างรวดเร็วต้องอาศัยกุศลแล้วเข้าปฐมฌานใช่หรือไม่?</p><p>นิพพานเป็นอนัตตา เพราะอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดดับ แต่เป็นสภาวะดับเย็นและไม่มีการกลับกำเริบอีก ซึ่งต้องอาศัยมรรคหรือกุศลเป็นเส้นทางก้าวข้ามเหนือสิ่งที่เป็นบุญและบาป เพื่อเข้าถึงโลกุตตรปัญญาหรือ "อริยสัจสี่" นั่นเอง</p><p>Q3: นิพพานเป็นของคนที่ปฏิบัติในศาสนาพุทธหรือพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนที่นอกศาสนาพุทธ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เทวดา มาร หรือพรหม ไม่สามารถบังคับให้เกิดนิพพานได้ใช่หรือไม่?</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้ามีความละเอียดลึกล้ำลงไปเป็นลำดับขั้นตามหลักของศีล สมาธิ และปัญญา โดยเฉพาะเรื่องของศีลและเมตตาที่จะไม่มีทางคลาดเคลื่อนหรือขัดแย้งกับผู้ใดในโลกได้เลย ดังนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าเป็นคนในศาสนาหรือนอกศาสนา ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดทุกข์ แต่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์อย่างสนิท</p><p>Q4: อุเบกขากับการปล่อยวาง เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิธีใดบ้างจึงจะไปถึงจุดที่ปล่อยวางได้อย่างหมดจด </p><p>อุเบกขาคือ การวางเฉยในจิตใจทั้งความรู้สึกที่เป็นสุข เป็นทุกข์ และที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่วุ่นวายไปตามเวทนาที่มากระทบ แต่ไม่ใช่เป็นอาการของความไม่ใส่ใจ ไม่แยแสต่อสิ่งใด ๆ รอบตัว</p><p>การจะวางอุเบกขาได้มีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ พิจารณาตามเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น มองเห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และสามารถปล่อยวางลงได้ในที่สุด</p><p>Q5: การแผ่เมตตาต่างกันกับการแผ่ส่วนกุศลอย่างไร การเจริญเมตตาตามหลักการที่ถูกต้องและได้ผลควรทำอย่างไร, การตั้งฐานจิตในการแผ่เมตตาให้ได้ผลต้องทำอย่างไร และการแผ่เมตตาได้อานิสงส์ใดบ้าง อีกทั้งเคยได้ยินมาว่าเวลาที่ช่วงชีวิตไม่ดี การงานและชีวิตติดขัดตลอด การสวดมนต์แผ่เมตตาบ่อยๆ จะช่วยได้ใช่หรือไม่?</p><p>"การแผ่ส่วนกุศล" คือ การแผ่กระแสจิต ประกาศบุญที่เราได้สร้างเพื่อให้ผู้ที่ได้รับรู้ร่วมอนุโมทนา เปรียบเสมือนการต่อเทียนให้ผู้อื่น เป็นการขยายขอบเขตความสว่างให้กว้างมากยิ่งขึ้น</p><p>การแผ่เมตตามีอานิสงส์ทั้งหมด 11 อย่าง ดังต่อไปนี้นี้ หลับเป็นสุข, ตื่นเป็นสุข, ไม่ฝันร้ายด้วยเรื่องที่เป็นไปในทางกาม การพยาบาท เบียดเบียน, เป็นที่รักของพวกมนุษย์, เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ รวมถึงสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์, เทพยดารักษา ถือเอาตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงชั้นพรหม, ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี หรือศาตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น หมายถึง ไม่สามารถกระทบกระทั่งหรือทำให้เกิดอันตรายได้, จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว สามารถเข้าสมาธิได้ง่าย, สีหน้าผุดผ่อง มีประกายผ่องใส, ไม่หลงใหลทำกาละ กล่าวคือ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนก่อนตาย ไม่โดนโมหะเข้าครอบงำ เมื่อตายแล้วจะไปสู่สุขคติได้, เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก</p><p>การเจริญเมตตาจะให้ได้ผลและเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง จะต้องทำในขณะที่จิตเป็นสมาธิ มีกำลัง และตั้งฐานของจิตอันเป็นไปด้วยกับเมตตา นั่นคือการสร้างอารมณ์หนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา พร้อมที่จะส่งกระแสออกไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทุกทาง เสมอหน้า ตลอดโลกทั้งปวง</p><p>เวลาที่ช่วงชีวิตไม่ดี การงานและชีวิตติดขัดตลอด การสวดมนต์แผ่เมตตาบ่อย ๆ จะช่วยได้ เป็นการสร้างบุญเพื่อบรรเทาบาปที่กำลังให้ผลในช่วงเวลานั้น ๆ เบาบางลง แต่ไม่ใช่เป็นการแก้ไขสถานการณ์ตามฐานะที่ควรจะเป็น เช่น ภัยทางธรรมชาติ ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือบุคคลอันเป็นที่รักสิ้นอายุขัย เป็นต้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>มรรคแปดเปรียบเสมือนพันธุ์พืชที่ดี เป็นเหตุปัจจัยที่สร้างมาอย่างถูกต้อง จะให้ผลเป็นความหวานและความชุ่มฉ่ำ ซึ่งก็คือ "นิพพาน" นั่นเอง ต้องเริ่มปฏิบัติไปเป็นขั้นตอนตามทางของศีล สมาธิ และปัญญา ไม่สามารถบังคับ ข่มขี่ หรือปรุงแต่งได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ตามเวลาที่เหมาะที่ควรตามความแก่กล้าของอินทรีย์ห้าในแต่ละบุคคล</p><p>"อุเบกขา" มีและเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ เป็นการปล่อยวางกาม ปล่อยวางทั้งสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ปล่อยวางทั้งบุญและบาป ซึ่งการปล่อยวางใด ๆ จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เราจะต้องเห็นโทษหรือความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น ๆ ก่อนว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อมองเห็นตามความเป็นจริง ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และสามารถปล่อยวางลงได้ในที่สุด</p><p>เราต้องไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จึงควรหมั่นสร้างบุญด้วยกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งตลอดเวลา จะเป็นผลดีกับชีวิตตนเองแน่นอน</p><p> </p><p>Q1: นิพพานไม่เป็นอนัตตา เพราะสามารถบังคับให้ได้นิพพานภายใน 7 วัน ถ้าจะบังคับนิพพานให้เกิดได้ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ต้องทำอย่างไร? บังคับโดยการเจริญอานาปานสติหรือสติปัฏฐานสี่ได้หรือไม่?</p><p>นิพพานไม่ใช่การบังคับ ไม่ได้เกิดจากความอยากหรือตัณหา แต่เป็นการสร้างเหตุสร้างปัจจัยของการบรรลุนิพพานด้วยการรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ภายใต้กรอบเวลาอันเหมาะสมตามความแก่กล้าของอินทรีย์ห้า ถือเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลของมันและจัดเป็นอนัตตาอีกด้วย</p><p>Q2: นิพพานไม่ใช่อนัตตา เพราะไม่มีกุศลและอกุศล ถ้าต้องการให้เกิดนิพพานได้อย่างรวดเร็วต้องอาศัยกุศลแล้วเข้าปฐมฌานใช่หรือไม่?</p><p>นิพพานเป็นอนัตตา เพราะอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดดับ แต่เป็นสภาวะดับเย็นและไม่มีการกลับกำเริบอีก ซึ่งต้องอาศัยมรรคหรือกุศลเป็นเส้นทางก้าวข้ามเหนือสิ่งที่เป็นบุญและบาป เพื่อเข้าถึงโลกุตตรปัญญาหรือ "อริยสัจสี่" นั่นเอง</p><p>Q3: นิพพานเป็นของคนที่ปฏิบัติในศาสนาพุทธหรือพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนที่นอกศาสนาพุทธ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เทวดา มาร หรือพรหม ไม่สามารถบังคับให้เกิดนิพพานได้ใช่หรือไม่?</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้ามีความละเอียดลึกล้ำลงไปเป็นลำดับขั้นตามหลักของศีล สมาธิ และปัญญา โดยเฉพาะเรื่องของศีลและเมตตาที่จะไม่มีทางคลาดเคลื่อนหรือขัดแย้งกับผู้ใดในโลกได้เลย ดังนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้มีไว้เพื่อแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าเป็นคนในศาสนาหรือนอกศาสนา ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดทุกข์ แต่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์อย่างสนิท</p><p>Q4: อุเบกขากับการปล่อยวาง เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร ต้องปฏิบัติธรรมด้วยวิธีใดบ้างจึงจะไปถึงจุดที่ปล่อยวางได้อย่างหมดจด </p><p>อุเบกขาคือ การวางเฉยในจิตใจทั้งความรู้สึกที่เป็นสุข เป็นทุกข์ และที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่วุ่นวายไปตามเวทนาที่มากระทบ แต่ไม่ใช่เป็นอาการของความไม่ใส่ใจ ไม่แยแสต่อสิ่งใด ๆ รอบตัว</p><p>การจะวางอุเบกขาได้มีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ต้องทำจิตให้เป็นสมาธิ พิจารณาตามเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น มองเห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และสามารถปล่อยวางลงได้ในที่สุด</p><p>Q5: การแผ่เมตตาต่างกันกับการแผ่ส่วนกุศลอย่างไร การเจริญเมตตาตามหลักการที่ถูกต้องและได้ผลควรทำอย่างไร, การตั้งฐานจิตในการแผ่เมตตาให้ได้ผลต้องทำอย่างไร และการแผ่เมตตาได้อานิสงส์ใดบ้าง อีกทั้งเคยได้ยินมาว่าเวลาที่ช่วงชีวิตไม่ดี การงานและชีวิตติดขัดตลอด การสวดมนต์แผ่เมตตาบ่อยๆ จะช่วยได้ใช่หรือไม่?</p><p>"การแผ่ส่วนกุศล" คือ การแผ่กระแสจิต ประกาศบุญที่เราได้สร้างเพื่อให้ผู้ที่ได้รับรู้ร่วมอนุโมทนา เปรียบเสมือนการต่อเทียนให้ผู้อื่น เป็นการขยายขอบเขตความสว่างให้กว้างมากยิ่งขึ้น</p><p>การแผ่เมตตามีอานิสงส์ทั้งหมด 11 อย่าง ดังต่อไปนี้นี้ หลับเป็นสุข, ตื่นเป็นสุข, ไม่ฝันร้ายด้วยเรื่องที่เป็นไปในทางกาม การพยาบาท เบียดเบียน, เป็นที่รักของพวกมนุษย์, เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ รวมถึงสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์, เทพยดารักษา ถือเอาตั้งแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงชั้นพรหม, ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี หรือศาตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น หมายถึง ไม่สามารถกระทบกระทั่งหรือทำให้เกิดอันตรายได้, จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว สามารถเข้าสมาธิได้ง่าย, สีหน้าผุดผ่อง มีประกายผ่องใส, ไม่หลงใหลทำกาละ กล่าวคือ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนก่อนตาย ไม่โดนโมหะเข้าครอบงำ เมื่อตายแล้วจะไปสู่สุขคติได้, เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก</p><p>การเจริญเมตตาจะให้ได้ผลและเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง จะต้องทำในขณะที่จิตเป็นสมาธิ มีกำลัง และตั้งฐานของจิตอันเป็นไปด้วยกับเมตตา นั่นคือการสร้างอารมณ์หนึ่งที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา พร้อมที่จะส่งกระแสออกไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทุกทาง เสมอหน้า ตลอดโลกทั้งปวง</p><p>เวลาที่ช่วงชีวิตไม่ดี การงานและชีวิตติดขัดตลอด การสวดมนต์แผ่เมตตาบ่อย ๆ จะช่วยได้ เป็นการสร้างบุญเพื่อบรรเทาบาปที่กำลังให้ผลในช่วงเวลานั้น ๆ เบาบางลง แต่ไม่ใช่เป็นการแก้ไขสถานการณ์ตามฐานะที่ควรจะเป็น เช่น ภัยทางธรรมชาติ ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือบุคคลอันเป็นที่รักสิ้นอายุขัย เป็นต้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทรงโปรดเวไนยสัตว์ ด้วยอริยสัจสี่ (6237-7q)</title>
			<itunes:title>ทรงโปรดเวไนยสัตว์ ด้วยอริยสัจสี่ (6237-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 14 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c8247983-41b9-4bd1-95f3-aac700f59b4a/media.mp3" length="28038194" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c8247983-41b9-4bd1-95f3-aac700f59b4a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq234yIY7GtdfU+n6DR5kpg2/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>6 คำถามตามใจท่าน ที่จะไขข้อข้องใจ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ…ที่เมื่อเรารู้ว่า "ความมีอยู่ เป็นอยู่ของสัตว์ภพอื่น" มี, จึงควรตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และปฏิบัติตนให้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีขึ้น สูงขึ้นได้</p><p>ประเด็นสำคัญไม่ใช่อายตนะที่เป็นช่องทางการรับรู้หรือวิญญาณ แต่อยู่ที่ ญาณทัศนะหรือปัญญาในการตรัสรู้ธรรม เพื่อรู้ตามสิ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว มุ่งเน้นในเรื่องของอริยสัจสี่ การหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา หรือความอยากนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานได้</p><p>.mp3</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>6 คำถามตามใจท่าน ที่จะไขข้อข้องใจ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ…ที่เมื่อเรารู้ว่า "ความมีอยู่ เป็นอยู่ของสัตว์ภพอื่น" มี, จึงควรตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และปฏิบัติตนให้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีขึ้น สูงขึ้นได้</p><p>ประเด็นสำคัญไม่ใช่อายตนะที่เป็นช่องทางการรับรู้หรือวิญญาณ แต่อยู่ที่ ญาณทัศนะหรือปัญญาในการตรัสรู้ธรรม เพื่อรู้ตามสิ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว มุ่งเน้นในเรื่องของอริยสัจสี่ การหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา หรือความอยากนั้นให้ได้ ซึ่งเป็นหนทางเข้าสู่พระนิพพานได้</p><p>.mp3</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อัพยากตธรรม (6236-7q)</title>
			<itunes:title>อัพยากตธรรม (6236-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 07 Sep 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c45c719f-269a-4ec6-98a4-aabf0106167b/media.mp3" length="29094804" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c45c719f-269a-4ec6-98a4-aabf0106167b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22Pm7o4Nft0dMG+dyWe9GWI]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จาคะ หรือ การให้ การสละออกจะเริ่มจากการให้สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นภายนอก ส่่วนการให้การสละออกที่ละเอียดขึ้นมาอีกก็คือ การให้โดยการใช้กายนี้ปฏิบัติตามศีลตามธรรม</p><p>และการให้ที่ยิ่งใหญ่คือ การให้โดยการใช้ใจทำ เป็นการกำจัดกิเลส ตัณหา และอวิชชาออกไปให้หมด  เป็นการให้ที่สละราคะ โทสะ และโมหะ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับเลยซึ่งวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ก็ด้วยการภาวนา เพื่อให้เข้าถึง "อัพยากตธรรม" หรือ "อัพยากฤต" ซึ่งหมายถึง สภาวะธรรมที่ไม่มีการกำเริบอีก เป็นการเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.64 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จาคะ หรือ การให้ การสละออกจะเริ่มจากการให้สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นภายนอก ส่่วนการให้การสละออกที่ละเอียดขึ้นมาอีกก็คือ การให้โดยการใช้กายนี้ปฏิบัติตามศีลตามธรรม</p><p>และการให้ที่ยิ่งใหญ่คือ การให้โดยการใช้ใจทำ เป็นการกำจัดกิเลส ตัณหา และอวิชชาออกไปให้หมด  เป็นการให้ที่สละราคะ โทสะ และโมหะ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับเลยซึ่งวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ก็ด้วยการภาวนา เพื่อให้เข้าถึง "อัพยากตธรรม" หรือ "อัพยากฤต" ซึ่งหมายถึง สภาวะธรรมที่ไม่มีการกำเริบอีก เป็นการเข้าสู่พระนิพพานนั่นเอง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ใต้ร่มโพธิบท Ep.64 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หลากหลายนัยยะธรรม เพื่อพระนิพพาน (6234-7q)</title>
			<itunes:title>หลากหลายนัยยะธรรม เพื่อพระนิพพาน (6234-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 24 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c1b6d9d1-7a1a-4c43-b5a3-aab200c82179/media.mp3" length="27398802" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c1b6d9d1-7a1a-4c43-b5a3-aab200c82179</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22Fiwp7EmeoctwGaguqvtMf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีลักษณะคือ ต้องเป็นไปเพื่อการเกิดใหม่ (สภาวะ) กำหนัดและยินดีคล้อยตามไปตามอารมณ์ ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา</p><p>ทั้งตัณหาและอวิชชาจะทำงานควบคู่กันและเป็นเหตุทำให้เกิดกิเลสต่อไป โดยตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้ เปรียบเสมือนช่างเชื่อม ส่วนอวิชชาจะเป็นเครื่องปกปิดรอยต่อที่เกิดจากการเชื่อมนั้น ๆ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า "ตัณหาต้องละ แต่มรรคต้องเพียร" ซึ่งการมีความเพียร ทำให้มาก เจริญให้มาก ในศีล สมาธิ ปัญญา และอริยมรรคมีองค์แปด จะทำให้ตัณหาค่อย ๆ ลดลง จนสามารถละได้</p><p>อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายเดียวที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นทางที่มีศีล สมาธิ และปัญญา เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) หมายถึง ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นทางลัด เป็นทางตัดตรงและนำไปสู่พระนิพพาน</p><p>Q1: ตามหลักศาสนาพุทธ​ ตัณหาสามารถนำพาให้ไปเกิดในสุคติภพได้หรือไม่? ถ้าได้​คือตัณหาประเภทใด? และ​อวิชชา​กับ​ตัณหา​เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>ทั้งตัณหาและอวิชชาจะเป็นเหตุทำให้เกิดกิเลสต่อไป ดังนั้นหากมีกิเลสมากจะทำให้ไปเกิดในทุคติภูมิได้ ในทางตรงกันข้ามกันหากมีกิเลสน้อยจะทำให้ไปเกิดในสุคติภูมิแทน</p><p>สัมมาทิฏฐิแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แบบที่เกี่ยวเนื่องด้วยโลก(โลกียะ) ของหนักและอาสวะ  และแบบที่เหนือโลก (โลกุตระ)</p><p>สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ได้แก่ 1. ทานที่ให้แล้วมีผลจริง 2. ยัญที่ทำแล้วมีผลจริง 3. การเซ่นสรวงหรือการบูชามีผลจริง 4. วิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีผลจริง 5. โลกนี้มีจริง 6. โลกหน้ามีจริง 7. มารดามีคุณจริง 8. บิดามีคุณจริง 9. สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นมีจริง และ10. พระอรหันต์ผู้ สามารถรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้ามีอยู่จริง</p><p>ตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้ เป็นช่างเชื่อม และอวิชชาจะเป็นเครื่องปกปิดรอยต่อที่เกิดจากการเชื่อมนั้นๆ เพื่อทำให้เรามองไม่เห็นรอยเชื่อมต่อเหล่านั้น จึงต้องเจริญตัณหาเพื่อละตัณหา  </p><p>Q2: "ปฏิจจสมุปบาท​" และ​ "อริยสัจ​สี่" เหมือนกัน​หรือ​ต่างกันอย่างไร? หากเหมือนกัน​ ทำไมพระองค์ต้องแสดงสองแบบให้ซ้ำซ้อนกัน</p><p>ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า สิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ส่วน อริยสัจ​สี่ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ</p><p>Q3: มรรค​มีองค์​แปดคือ ข้อปฏิบัติแบบทางสายกลาง​ คำว่า "ทางสายกลาง" ในที่นี้จะอธิบายทีละองค์ว่าเป็นทางสายกลางได้อย่างไร?</p><p>ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา หมายถึง ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นทางลัด เป็นทางตัดตรงไปสู่พระนิพพาน ไม่ต้องเสียเวลาไปวน ไปอ้อม หรือไปพบทางตัน ทางสุดโต่งทั้งสองด้าน</p><p>ทางสายเดียวที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง เมื่อต้องการอธิบายองค์ใดองค์หนึ่งในมรรคเป็นประเด็นหัวข้อ ให้ยกองค์ที่เหลือมาประกอบการอธิบายด้วยเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของการประกอบรวมกันเป็นทางสายกลาง (จาก 1 ให้ไป 8)</p><p>Q4: ในพระสูตรพระไตรปิฎกเล่มที่​ 16​ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 8​ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค​ มีการอธิบายต่อจากอวิชชา​ไล่ไป​จนครบอาการ​ 12​ สุดที่ทุกข์​ว่าปฏิจจสมุปบาทยังไม่จบแค่นั้น​ แต่ยังเป็นปัจจัยให้เกิดศรัทธา​--&gt;ปราโมทย์--&gt;ปิติ--&gt;ปัสสัทธิ--&gt;สุข--&gt;สมาธิ--&gt;ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง)--&gt;นิพพิทา--&gt;วิราคะ--&gt;วิมุตติญาณทัสสนะ ทุกข์ทำให้เกิดศรัทธาอย่างไร? แบบไหน ศรัทธาทำให้เกิดปราโมทย์และปราโมทย์ทำให้เกิดปิติได้อย่างไร?</p><p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผลของทุกข์มี 2 อย่าง คือ "บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้วย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้วย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอกว่า ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี” ดังนั้นทุกข์จึงเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งศรัทธา ซึ่งจุดนี้จะเป็นความแตกต่างระหว่างคนมีปัญญา(คนประเสริฐ)และคนโง่ ที่จะแสวงหาที่พึ่ง (สรณะ) หรือ ยังจมปลักหลงใหลอยู่ในความทุกข์นั้น</p><p>หากเรามีความมั่นใจศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วทำจริง แน่วแน่จริงในการเจริญสติ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้จิตมีความยินดี พอใจ ด้วยความเพียรที่ตั้งเอาไว้ จนทำให้กุศลธรรมเพิ่มขึ้นในขณะที่อกุศลธรรมลดลง จนถึงจุด ๆ หนึ่งจนทำให้ความสบายใจ อิ่มเอิบใจ หรือความปราโมทย์ ปิติเกิดขึ้น และทำให้เกิดความสงบระงับหรือปัสสัทธิขึ้นภายในใจ จากนั้นจิตจะรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียวหรือสมาธิ ทำให้เห็นตามความเป็นจริง เกิดความหน่าย คลายกำหนัด เป็นความพ้น ความแยกจากกัน เป็นวิมุตติ สามารถบรรลุธรรมและเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.50  , ตามใจท่าน Ep.53   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ มีลักษณะคือ ต้องเป็นไปเพื่อการเกิดใหม่ (สภาวะ) กำหนัดและยินดีคล้อยตามไปตามอารมณ์ ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา</p><p>ทั้งตัณหาและอวิชชาจะทำงานควบคู่กันและเป็นเหตุทำให้เกิดกิเลสต่อไป โดยตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้ เปรียบเสมือนช่างเชื่อม ส่วนอวิชชาจะเป็นเครื่องปกปิดรอยต่อที่เกิดจากการเชื่อมนั้น ๆ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนว่า "ตัณหาต้องละ แต่มรรคต้องเพียร" ซึ่งการมีความเพียร ทำให้มาก เจริญให้มาก ในศีล สมาธิ ปัญญา และอริยมรรคมีองค์แปด จะทำให้ตัณหาค่อย ๆ ลดลง จนสามารถละได้</p><p>อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายเดียวที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นทางที่มีศีล สมาธิ และปัญญา เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) หมายถึง ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นทางลัด เป็นทางตัดตรงและนำไปสู่พระนิพพาน</p><p>Q1: ตามหลักศาสนาพุทธ​ ตัณหาสามารถนำพาให้ไปเกิดในสุคติภพได้หรือไม่? ถ้าได้​คือตัณหาประเภทใด? และ​อวิชชา​กับ​ตัณหา​เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?</p><p>ทั้งตัณหาและอวิชชาจะเป็นเหตุทำให้เกิดกิเลสต่อไป ดังนั้นหากมีกิเลสมากจะทำให้ไปเกิดในทุคติภูมิได้ ในทางตรงกันข้ามกันหากมีกิเลสน้อยจะทำให้ไปเกิดในสุคติภูมิแทน</p><p>สัมมาทิฏฐิแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แบบที่เกี่ยวเนื่องด้วยโลก(โลกียะ) ของหนักและอาสวะ  และแบบที่เหนือโลก (โลกุตระ)</p><p>สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ได้แก่ 1. ทานที่ให้แล้วมีผลจริง 2. ยัญที่ทำแล้วมีผลจริง 3. การเซ่นสรวงหรือการบูชามีผลจริง 4. วิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีผลจริง 5. โลกนี้มีจริง 6. โลกหน้ามีจริง 7. มารดามีคุณจริง 8. บิดามีคุณจริง 9. สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นมีจริง และ10. พระอรหันต์ผู้ สามารถรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้ามีอยู่จริง</p><p>ตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้ เป็นช่างเชื่อม และอวิชชาจะเป็นเครื่องปกปิดรอยต่อที่เกิดจากการเชื่อมนั้นๆ เพื่อทำให้เรามองไม่เห็นรอยเชื่อมต่อเหล่านั้น จึงต้องเจริญตัณหาเพื่อละตัณหา  </p><p>Q2: "ปฏิจจสมุปบาท​" และ​ "อริยสัจ​สี่" เหมือนกัน​หรือ​ต่างกันอย่างไร? หากเหมือนกัน​ ทำไมพระองค์ต้องแสดงสองแบบให้ซ้ำซ้อนกัน</p><p>ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า สิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ส่วน อริยสัจ​สี่ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ</p><p>Q3: มรรค​มีองค์​แปดคือ ข้อปฏิบัติแบบทางสายกลาง​ คำว่า "ทางสายกลาง" ในที่นี้จะอธิบายทีละองค์ว่าเป็นทางสายกลางได้อย่างไร?</p><p>ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา หมายถึง ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นทางลัด เป็นทางตัดตรงไปสู่พระนิพพาน ไม่ต้องเสียเวลาไปวน ไปอ้อม หรือไปพบทางตัน ทางสุดโต่งทั้งสองด้าน</p><p>ทางสายเดียวที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง เมื่อต้องการอธิบายองค์ใดองค์หนึ่งในมรรคเป็นประเด็นหัวข้อ ให้ยกองค์ที่เหลือมาประกอบการอธิบายด้วยเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของการประกอบรวมกันเป็นทางสายกลาง (จาก 1 ให้ไป 8)</p><p>Q4: ในพระสูตรพระไตรปิฎกเล่มที่​ 16​ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 8​ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค​ มีการอธิบายต่อจากอวิชชา​ไล่ไป​จนครบอาการ​ 12​ สุดที่ทุกข์​ว่าปฏิจจสมุปบาทยังไม่จบแค่นั้น​ แต่ยังเป็นปัจจัยให้เกิดศรัทธา​--&gt;ปราโมทย์--&gt;ปิติ--&gt;ปัสสัทธิ--&gt;สุข--&gt;สมาธิ--&gt;ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง)--&gt;นิพพิทา--&gt;วิราคะ--&gt;วิมุตติญาณทัสสนะ ทุกข์ทำให้เกิดศรัทธาอย่างไร? แบบไหน ศรัทธาทำให้เกิดปราโมทย์และปราโมทย์ทำให้เกิดปิติได้อย่างไร?</p><p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผลของทุกข์มี 2 อย่าง คือ "บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้วย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้วย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอกว่า ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี” ดังนั้นทุกข์จึงเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งศรัทธา ซึ่งจุดนี้จะเป็นความแตกต่างระหว่างคนมีปัญญา(คนประเสริฐ)และคนโง่ ที่จะแสวงหาที่พึ่ง (สรณะ) หรือ ยังจมปลักหลงใหลอยู่ในความทุกข์นั้น</p><p>หากเรามีความมั่นใจศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วทำจริง แน่วแน่จริงในการเจริญสติ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้จิตมีความยินดี พอใจ ด้วยความเพียรที่ตั้งเอาไว้ จนทำให้กุศลธรรมเพิ่มขึ้นในขณะที่อกุศลธรรมลดลง จนถึงจุด ๆ หนึ่งจนทำให้ความสบายใจ อิ่มเอิบใจ หรือความปราโมทย์ ปิติเกิดขึ้น และทำให้เกิดความสงบระงับหรือปัสสัทธิขึ้นภายในใจ จากนั้นจิตจะรวมลงเป็นอารมณ์อันเดียวหรือสมาธิ ทำให้เห็นตามความเป็นจริง เกิดความหน่าย คลายกำหนัด เป็นความพ้น ความแยกจากกัน เป็นวิมุตติ สามารถบรรลุธรรมและเข้าสู่พระนิพพานได้ในที่สุด</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: คลังพระสูตร Ep.50  , ตามใจท่าน Ep.53   </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไม่ตกเป็นทาสของทุกข์ เพราะปรารภความเพียร (6233-7q)</title>
			<itunes:title>ไม่ตกเป็นทาสของทุกข์ เพราะปรารภความเพียร (6233-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 17 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4b46681a-f7ec-412b-adff-aaab00867e16/media.mp3" length="26887047" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4b46681a-f7ec-412b-adff-aaab00867e16</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22UGzKSSuHkGDc6zly+rww4]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หากต้องการออกจากโลกธรรมแปด ก็ควรต้องทำใจเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรหลงเพลินสบายใจเมื่อเราได้ลาภ มียศ มีชื่อเสียง หรือมีความสุข แล้วมาร่ำไห้คร่ำครวญเมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือเป็นทุกข์ หากผ่านจุดนั้นมาแล้วก็ให้นึกถึงความเป็นของไม่เที่ยง จะทำให้จิตของเราไม่ไปข้องในจุดนั้น </p><p>เมื่อใจไม่ตกเป็นทาสของความทุกข์แล้วก็ควรจะปรารภความเพียรอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้มีปัญญา มองเห็นช่องทาง มีความขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อ และเห็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิตได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หากต้องการออกจากโลกธรรมแปด ก็ควรต้องทำใจเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรหลงเพลินสบายใจเมื่อเราได้ลาภ มียศ มีชื่อเสียง หรือมีความสุข แล้วมาร่ำไห้คร่ำครวญเมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือเป็นทุกข์ หากผ่านจุดนั้นมาแล้วก็ให้นึกถึงความเป็นของไม่เที่ยง จะทำให้จิตของเราไม่ไปข้องในจุดนั้น </p><p>เมื่อใจไม่ตกเป็นทาสของความทุกข์แล้วก็ควรจะปรารภความเพียรอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้มีปัญญา มองเห็นช่องทาง มีความขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อ และเห็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิตได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน (6232-7q)</title>
			<itunes:title>ผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน (6232-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 10 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/57ff79e5-2b53-491f-8d13-aaa50102edb6/media.mp3" length="28117965" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">57ff79e5-2b53-491f-8d13-aaa50102edb6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq238q4UUf7PsyrPulLVc3/LP]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>โสดาบัน คือ ผู้ที่อยู่ในกระแสของมรรคและเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีศีลเต็ม มีศรัทธาเต็มหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จะหาความสุขจากภายในคือความสุขในฌานขั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 อีกทั้งมีสมาธิพอประมาณในระดับที่สามารถละวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ)ได้ สามารถปิดประตูอบายหรือทางต่ำที่นำไปสู่การผิดศีลได้ด้วย</p><p>บางครั้ง ไม่อาจกระทำกรรมที่เมื่อกระทำแล้วเป็นไปเพื่อนรก สัตว์เดรัจฉาน เปรตวิสัย ทั้งนี้ควรจะตั้งสติและศึกษารายละเอียดให้ดี บางครั้งอาจจะมีการตีความที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตามสิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างดีแล้ว เราก็ไม่ควรไปเพิ่มเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก แต่ควรตั้งใจปฏิบัติตามอย่างดีที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>โสดาบัน คือ ผู้ที่อยู่ในกระแสของมรรคและเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีศีลเต็ม มีศรัทธาเต็มหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จะหาความสุขจากภายในคือความสุขในฌานขั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 อีกทั้งมีสมาธิพอประมาณในระดับที่สามารถละวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคง เห็นแย้ง ไม่ลงใจ)ได้ สามารถปิดประตูอบายหรือทางต่ำที่นำไปสู่การผิดศีลได้ด้วย</p><p>บางครั้ง ไม่อาจกระทำกรรมที่เมื่อกระทำแล้วเป็นไปเพื่อนรก สัตว์เดรัจฉาน เปรตวิสัย ทั้งนี้ควรจะตั้งสติและศึกษารายละเอียดให้ดี บางครั้งอาจจะมีการตีความที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตามสิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างดีแล้ว เราก็ไม่ควรไปเพิ่มเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิก แต่ควรตั้งใจปฏิบัติตามอย่างดีที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฐานรองจิตที่มั่นคง เมื่อมาตามกระแสอริยมรรคมีองค์แปด</title>
			<itunes:title>ฐานรองจิตที่มั่นคง เมื่อมาตามกระแสอริยมรรคมีองค์แปด</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 03 Aug 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:54</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/81e4267c-14f6-4472-82d0-aa9d0054a70e/media.mp3" length="26374097" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">81e4267c-14f6-4472-82d0-aa9d0054a70e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c562f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21xwOVjUWjp1ELdbY0PRWH3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c562f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อริยมรรคมีองค์แปด เป็นเครื่องมือที่ใช้สำรอก ขูดเกลา รื้อถอน กำจัดสิ่งที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ผูกกับแอกของกิเลสตัณหาและความยึดถือ โดยเริ่มต้นจากศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ (ไม่ใช่ศีลที่ถูกตัณหาลูบคลำ) จนเกิดเป็นปัญญาที่ใช้ชำแรกกิเลสได้หมดจด ซึ่งเป็นกระแสการบรรลุธรรมของอริยบุคคลในขั้นต่าง ๆ โดยเริ่มจากขั้นพระโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ได้ </p><p>Q1: อ้างอิงจากได้ฟังรายการช่วงคลังพระสูตรถึงเรื่อง "มหาเวทัลลสูตร" นั้น ตรงหัวข้อ เรื่องประโยชน์แห่งปัญญาและเหตุเกิดสัมมาทิฏฐิ ขอให้อธิบายอย่างละเอียดในขั้นตอนที่ 5 คือ วิปัสสนาอนุเคราะห์ </p><p>"…อันองค์ธรรม 5 ประการอนุเคราะห์แล้วคือ สัมมาทิฏฐิ อันศีลอนุเคราะห์แล้ว, อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว, อันสากัจฉาอนุเคราะห์แล้ว, อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว, อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผลและมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญาวิมุติเป็นผลและมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรม 5 ประการนี้แลอนุเคราะห์แล้ว" </p><p>บุคคลที่จะบรรลุอรหัตตผลได้จะต้องมีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติชนิดที่หาอาสวะไม่ได้ กล่าวคือการมีสมถะและวิปัสสนาในระดับที่พอดีกันจนอาสวะไม่สามารถตั้งอยู่ได้ "สัมมาทิฏฐิ" จึงเป็นองค์ธรรมนำหน้าของหมวดธรรมต่าง ๆ ที่จะเป็นไปเพื่อการสลัด ละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้เบาบางลง ดังนั้นหากการคิด พูด หรือกระทำใด ๆ ที่เพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้นย่อมจัดเป็นมิจฉาทั้งสิ้น </p><p>Q2: เมื่อเราฝึกปฏิบัติบูชาจนจิตนิ่งในขณะเข้าสมาธิแล้ว ขั้นตอนต่อไปเราควรทำอย่างไรต่อไป เนื่องจากเมื่อจิตเข้าสมาธิลึก ๆ นั้นจะไม่มีความรู้สึก นึกคิด เสียงหรือภาพใด ๆ เลย </p><p>"สัมมาสมาธิ" ต้องตั้งไว้รักษาไว้ให้เข้ากันได้อย่างต่อเนื่อง รักษาสมดุลไว้ให้ดี เพราะถ้ามีสมถะมากไปจะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เกิดเป็นความง่วงก็ต้องหยุด แล้วให้ไปพิจารณาเพิ่มเติมมาในส่วนที่เป็นวิปัสสนาเข้าไป และเมื่อนั่งสมาธิจนสงบนิ่งไปแล้ว ๆ มีเวทนาที่เป็นสุขเวทนาเกิดขึ้นก็อย่ายินดีพอใจตรงนั้น เพราะเรานั่งสมาธิไม่ใช่เพื่อสุขเวทนา แต่เพื่อปัญญาคือการเห็นตามความเป็นจริง จะเป็นความจริงในความนิ่งนั้นก็ได้ หรือถ้ามีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นให้พิจารณาว่า มันมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง ความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัย นี้คือ ความไม่เที่ยงในสภาวะนั้น ๆ  ความที่มันไม่ใช่ตัวตนของมันเอง มันคือความที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นเกิด เราจึงจะไปต่อได้ </p><p>ดังนั้นจึงต้องหาเครื่องหมายคือนิมิตให้เจอ..นิมิตของความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตาคือ ความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น เราจึงต้องใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งทำเหตุปัจจัยที่ทำจิตให้สงบลงได้ และให้พิจารณาในความละเอียด ๆ ตรงนี้ว่า "มันมีมาได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นจุดนี้, ให้เพ่งจดจ่อลงไปดูว่า ที่เห็นนั้นมันเป็นของใคร, พิจารณาแล้วจะเห็นว่า มันก็เป็นของมันอย่างนั้นตามที่มีเหตุปัจจัยของมันมา มันไม่ได้เป็นของเรา" และพอเราเข้าและออกสมาธิทำให้มากเจริญให้มากจนชำนาญ เห็นตรงนี้ได้บ่อย ๆ เข้ามาถึงจุดนี้ได้บ่อย ๆ เราจะเห็นเหตุและผลด้วยการตั้งสติไว้เพื่อให้ระลึกเห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดดับ  แล้วจะมีปัญญาเกิดขึ้นตามกระบวนการนี้และไปต่อไปได้ จนเกิดความหน่าย เริ่มคลายกำหนัด แล้วเราจะปล่อยวางได้  </p><p>"ธรรมะนี้คนชั่วคนถ่อยเสพไม่ได้ และไม่ใช่จะได้ด้วยการข่มขี่ การห้าม การปรุงแต่ง แต่ได้ด้วยความสงบระงับ ได้ด้วยความประณีต มันก็จะค่อยระงับ ๆ ลงไปตามขั้นตอน" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.28  , คลังพระสูตร Ep.53        </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อริยมรรคมีองค์แปด เป็นเครื่องมือที่ใช้สำรอก ขูดเกลา รื้อถอน กำจัดสิ่งที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจให้ผูกกับแอกของกิเลสตัณหาและความยึดถือ โดยเริ่มต้นจากศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ (ไม่ใช่ศีลที่ถูกตัณหาลูบคลำ) จนเกิดเป็นปัญญาที่ใช้ชำแรกกิเลสได้หมดจด ซึ่งเป็นกระแสการบรรลุธรรมของอริยบุคคลในขั้นต่าง ๆ โดยเริ่มจากขั้นพระโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอรหันต์ได้ </p><p>Q1: อ้างอิงจากได้ฟังรายการช่วงคลังพระสูตรถึงเรื่อง "มหาเวทัลลสูตร" นั้น ตรงหัวข้อ เรื่องประโยชน์แห่งปัญญาและเหตุเกิดสัมมาทิฏฐิ ขอให้อธิบายอย่างละเอียดในขั้นตอนที่ 5 คือ วิปัสสนาอนุเคราะห์ </p><p>"…อันองค์ธรรม 5 ประการอนุเคราะห์แล้วคือ สัมมาทิฏฐิ อันศีลอนุเคราะห์แล้ว, อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว, อันสากัจฉาอนุเคราะห์แล้ว, อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว, อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผลและมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญาวิมุติเป็นผลและมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรม 5 ประการนี้แลอนุเคราะห์แล้ว" </p><p>บุคคลที่จะบรรลุอรหัตตผลได้จะต้องมีเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติชนิดที่หาอาสวะไม่ได้ กล่าวคือการมีสมถะและวิปัสสนาในระดับที่พอดีกันจนอาสวะไม่สามารถตั้งอยู่ได้ "สัมมาทิฏฐิ" จึงเป็นองค์ธรรมนำหน้าของหมวดธรรมต่าง ๆ ที่จะเป็นไปเพื่อการสลัด ละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้เบาบางลง ดังนั้นหากการคิด พูด หรือกระทำใด ๆ ที่เพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้นย่อมจัดเป็นมิจฉาทั้งสิ้น </p><p>Q2: เมื่อเราฝึกปฏิบัติบูชาจนจิตนิ่งในขณะเข้าสมาธิแล้ว ขั้นตอนต่อไปเราควรทำอย่างไรต่อไป เนื่องจากเมื่อจิตเข้าสมาธิลึก ๆ นั้นจะไม่มีความรู้สึก นึกคิด เสียงหรือภาพใด ๆ เลย </p><p>"สัมมาสมาธิ" ต้องตั้งไว้รักษาไว้ให้เข้ากันได้อย่างต่อเนื่อง รักษาสมดุลไว้ให้ดี เพราะถ้ามีสมถะมากไปจะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เกิดเป็นความง่วงก็ต้องหยุด แล้วให้ไปพิจารณาเพิ่มเติมมาในส่วนที่เป็นวิปัสสนาเข้าไป และเมื่อนั่งสมาธิจนสงบนิ่งไปแล้ว ๆ มีเวทนาที่เป็นสุขเวทนาเกิดขึ้นก็อย่ายินดีพอใจตรงนั้น เพราะเรานั่งสมาธิไม่ใช่เพื่อสุขเวทนา แต่เพื่อปัญญาคือการเห็นตามความเป็นจริง จะเป็นความจริงในความนิ่งนั้นก็ได้ หรือถ้ามีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นให้พิจารณาว่า มันมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง ความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัย นี้คือ ความไม่เที่ยงในสภาวะนั้น ๆ  ความที่มันไม่ใช่ตัวตนของมันเอง มันคือความที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นเกิด เราจึงจะไปต่อได้ </p><p>ดังนั้นจึงต้องหาเครื่องหมายคือนิมิตให้เจอ..นิมิตของความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตาคือ ความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น เราจึงต้องใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งทำเหตุปัจจัยที่ทำจิตให้สงบลงได้ และให้พิจารณาในความละเอียด ๆ ตรงนี้ว่า "มันมีมาได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นจุดนี้, ให้เพ่งจดจ่อลงไปดูว่า ที่เห็นนั้นมันเป็นของใคร, พิจารณาแล้วจะเห็นว่า มันก็เป็นของมันอย่างนั้นตามที่มีเหตุปัจจัยของมันมา มันไม่ได้เป็นของเรา" และพอเราเข้าและออกสมาธิทำให้มากเจริญให้มากจนชำนาญ เห็นตรงนี้ได้บ่อย ๆ เข้ามาถึงจุดนี้ได้บ่อย ๆ เราจะเห็นเหตุและผลด้วยการตั้งสติไว้เพื่อให้ระลึกเห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดดับ  แล้วจะมีปัญญาเกิดขึ้นตามกระบวนการนี้และไปต่อไปได้ จนเกิดความหน่าย เริ่มคลายกำหนัด แล้วเราจะปล่อยวางได้  </p><p>"ธรรมะนี้คนชั่วคนถ่อยเสพไม่ได้ และไม่ใช่จะได้ด้วยการข่มขี่ การห้าม การปรุงแต่ง แต่ได้ด้วยความสงบระงับ ได้ด้วยความประณีต มันก็จะค่อยระงับ ๆ ลงไปตามขั้นตอน" </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.28  , คลังพระสูตร Ep.53        </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิบัติบูชาด้วยการตั้งไว้ในอริยสัจสี่ (6230-7q)</title>
			<itunes:title>ปฏิบัติบูชาด้วยการตั้งไว้ในอริยสัจสี่ (6230-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:05</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ebdd8ebb-5403-4e53-af1d-aa9600b0ac8a/media.mp3" length="25502803" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ebdd8ebb-5403-4e53-af1d-aa9600b0ac8a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5630</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21RXXCrkDeIS0wrjlO3TzZa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5630.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ถ้าเราเอ็นดูใครหรือถ้าใครที่เขาจะเชื่อฟังเรา จะเป็นญาติก็ตาม มิตรสหายก็ตาม ให้แนะนำ ชักชวนให้เขามาตั้งไว้ในอริยสัจสี่" </p><p>Q1: ในเรื่องการเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรวางตัวอย่างไร? เพื่อจะไม่ให้คนอื่นเขามองเป็นเรื่องแปลก เพราะการใช้ชีวิตยังต้องเกี่ยวข้องด้วยเรือน และกับเพื่อนบ้านเขาเห็นเป็นเรื่องสนุกตลกที่ผู้ถามฟังธรรมะ โพสต์ธรรมะ ยกหัวข้อธรรมก็เพื่อจะให้คนที่เขาได้อ่านแล้วสะดุดใจ อยากลองฟัง จิตจะได้เกิดสติ สมาธิ เพิ่มปัญญายิ่ง ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ เพราะเรื่องธรรมะหาคนปรึกษาพูดคุยได้ยาก </p><p>การแชร์โพสต์ธรรมะก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรจะชักชวนกัน ดีกว่าการชักชวนกันไปกินไปเที่ยวไปดื่มไปเล่น ปรารภเรื่องของกาม ปรารภเรื่องความเพลิดเพลินสนุกสนาน</p><p>และ 1 ในความน่าอัศจรรย์ 3 อย่างที่ว่า "โลกนี้ที่ยังชุ่มอยู่ด้วยกาม เมื่อมีบุคคลปรารภเรื่องที่หลีกออกจากกาม ยังมีคนฟัง" ดังนั้นให้สบายใจได้เลยว่ามันเป็นเรื่องแปลกที่พอพูดถึงเรื่องธรรมะหรือแชร์โพสต์ธรรมะแล้วจะเป็นเรื่องแปลก มันเป็นธรรมดา</p><p>Q2: มีคำพูดต่าง ๆ ในทางโลกว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ ทางธรรมก็มีธรรมะเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งทางโลกทางธรรมก็ต้องผลัดกันช่วยเหลือกัน ซึ่งก็จะมีบางคนพูดว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” การพูดแบบนี้เรียกว่ามีมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ และมีผลของกรรมเป็นอย่างไร</p><p>เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องใดหรือหนึ่งมาก็ต้องมาพิจารณาใคร่ครวญดู ว่าผู้กล่าวเป็น วิญญูชน คือ ผู้ที่มีความรู้ดีใฝ่ดี ไม่มีราคะ โทสะ และโมหะ หรือไม่? ในที่นี้จึงควรฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านสอนไว้ในเรื่องของการแบ่งจ่ายทรัพย์ ที่ต้องใช้จ่ายไปใน 4 หน้าที่ให้ถูกต้องเหมาะสม</p><p>การแบ่งจ่ายทรัพย์ในหน้าที่ข้อที่ 4 คือ สมณพราหมณ์ คือ ผู้ออกจากเรือนบวชแล้ว เป็นเนื้อนาบุญ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็ควรจะอุทิศให้ท่าน ซึ่งคำว่า "อุทิศ" นี้ จึงเป็นรูปแบบที่ต้องทำให้มีความเหมาะสมในสมณเพศนั้น ๆ ซึ่งสมณะนั้นไม่ยินดีด้วยทองและเงิน ยินดีในปัจจัย 4 ที่เขานำมาถวายหรืออุทิศได้ ดังนั้นคำว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” ก็ควรจะทำปัจจัย 4 ที่มีความเหมาะสมให้กับสมณพราหมณ์เหล่านั้น เพื่อให้หน้าที่ที่ 4 ของเรามีความถูกต้อง เพราะเราหวังบุญในการที่จะให้ชีวิตของเรานั้นเป็น ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมย่อมเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและต่อ ๆ ไปในภายหน้า</p><p>Q3: การถามปัญหาธรรมะกับหลาย ๆ วัด หรือกับพระหลาย ๆ รูป ดีหรือไม่? เพราะมีคนพูดว่า “ใช้วัดเปลือง”</p><p>การเข้าใกล้หรือไปสอบถามกับสมณะว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศลฯ อันนี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเราเข้าไปหาใคร สอบถามได้คำตอบมาอย่างไร แล้วนำมาพิจารณาใคร่ครวญสอบทานให้ตรงตามแม่บทคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยการที่เรานำมาปฏิบัติให้เข้าถึงใจ แล้วก็ปฎิบัติออกมาทางกาย วาจา และใจได้ ซึ่งจะดูได้จากการกระทำที่มีศีล สมาธิ ปัญญาของคน ๆ นั้น ก็คือ ให้ดูที่ตัวเราเอง นั่นเอง</p><p>ได้ยกตัวอย่าง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่เคยทูลถามปัญหาต่อพระพุทธเจ้าสักครั้ง แม้ว่าจะไปเข้าเฝ้าวันละ 2 ครั้งเป็นประจำ ด้วยเหตุว่ากลัวพระพุทธเจ้าจะทรงลำบาก จึงไม่ทูลถามปัญหา</p><p>พระองค์จึงตรัสว่า “เศรษฐีผู้นี้รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา, เหตุว่า เราได้ตัดศีรษะของเราอันประดับประดาแล้ว ควักดวงตาของเราออกแล้ว ชำแหละเนื้อหัวใจของเราแล้ว สละลูกเมียผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเราแล้ว บำเพ็ญบารมีอยู่ 4 อสงไขยกับแสนกัป ก็บำเพ็ญแล้วเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น เศรษฐีนี่รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา” </p><p>ดังนั้นถ้ามีโอกาสสอบถามได้ ก็ให้สอบถามได้เลยอย่าไปคิดว่าใช้เปลื้อง เพราะถ้าคิดอย่างนี้จะเป็นการรักษากันในฐานะที่ไม่ควรรักษา ทั้งนี้ให้สอบถามในเวลาหรือสถานที่ที่เหมาะสมตามระเบียบข้อปฏิบัติ</p><p>Q4: คำถามในเรื่อง "นอนไม่ค่อยหลับ" โดยเฉพาะวันพระ 8 ค่ำหรือ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม</p><p>การนอนไม่หลับ แบ่งได้เป็น การตื่นอยู่เสมอ กับ การที่เป็นโรคนอนไม่หลับ ซึ่งการที่เป็นโรคนอนไม่หลับจะเป็นลักษณะที่ต้องการนอนพักผ่อน แต่นอนไม่หลับ หรือนอนได้แล้วแต่พอตื่นขึ้นมาก็เหนื่อยเพลียเหมือนนอนไม่พออยู่ตลอด จะแตกต่างจากการ "การตื่นอยู่เสมอ" คือ การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น (ชาคริยานุโยค) เป็นผู้ที่มีจิตใจที่สว่างอยู่ตลอดอันเกิดจากสมาธิ เพราะเมื่อรู้สึกตัวตื่นจะไม่ง่วงไม่เพลีย แต่สดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอด เพราะว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ คือการนอนอย่างตถาคตไสยา (การนอนอยู่ในสมาธิ) ซึ่งลักษณะร่างกายจะอยู่ในอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ด้วยการมีสติอยู่ตลอด</p><p>พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสสอนเรื่องการนอนว่า "เมื่อเรานอนอยู่อย่างนี้ ให้น้อมจิตไปเพื่อการหลับ เมื่อหลับแล้วก็ตั้งจิตไว้ว่าจะไม่คิดไปในเรื่องทางกาม พยาบาท และเบียดเบียน รู้สึกตัวแล้วเมื่อไรให้ลุกขึ้นทันที การตั้งจิตอยู่แบบนี้จะการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นได้"</p><p>Q5: คำถามในเรื่องของ "การปฏิบัติตนอย่างไรในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีธรรมอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น การกิน การเดิน การนอน การออกกำลังกาย และการปฏิบัติตนในด้านอื่น ๆ เป็นต้น"</p><p>คำตอบสั้น ๆ ในที่นี้ คือ ให้มีสติอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถ ทุกเวลา และทุกสถานที่  เพราะสติมันอยู่ที่ใจ จะอยู่ในอิริยาบถใดหรือที่ไหน นั่นไม่เป็นปัญหา</p><p>ส่วนคำตอบที่ลงไปรายละเอียดว่าจะต้องมีสติอย่างไร เช่น มีสติในการกิน ก็คือ ความรู้ประมาณในการบริโภค (โภชเน มัตตัญญฺตา), การเดินจงกม ตั้งจิตไว้ในการเดินกลับไปกลับมา เดินอย่างมีสติ มีใจไม่คิดไปในภายนอก สำรวมอินทรีย์, การนอน ก็อย่างตถาคตไสยา, ออกกำลังกาย เดินวิ่งก็เหมือนกัน, การพูด ก็อย่าพูดไปในทางมิจฉาวาจาแต่ให้เป็นไปในทางสัมมาวาจา เป็นต้น ซึ่งการกระทำเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาประพฤติปฏิบัติ</p><p>Q6: การเขียนชื่อและฉายาของพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ อย่างไรจึงถูกต้อง และมีความหมายอย่างไร</p><p>เขียนว่า "พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ" ซึ่ง "ไพบูลย์" มีความหมายว่า เต็มเปี่ยม และ "อภิปุณฺโณ" แปลว่า ผู้มีบุญอันยิ่ง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน  Ep.9 ใต้ร่มโพธิบท Ep.44    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ถ้าเราเอ็นดูใครหรือถ้าใครที่เขาจะเชื่อฟังเรา จะเป็นญาติก็ตาม มิตรสหายก็ตาม ให้แนะนำ ชักชวนให้เขามาตั้งไว้ในอริยสัจสี่" </p><p>Q1: ในเรื่องการเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรวางตัวอย่างไร? เพื่อจะไม่ให้คนอื่นเขามองเป็นเรื่องแปลก เพราะการใช้ชีวิตยังต้องเกี่ยวข้องด้วยเรือน และกับเพื่อนบ้านเขาเห็นเป็นเรื่องสนุกตลกที่ผู้ถามฟังธรรมะ โพสต์ธรรมะ ยกหัวข้อธรรมก็เพื่อจะให้คนที่เขาได้อ่านแล้วสะดุดใจ อยากลองฟัง จิตจะได้เกิดสติ สมาธิ เพิ่มปัญญายิ่ง ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ เพราะเรื่องธรรมะหาคนปรึกษาพูดคุยได้ยาก </p><p>การแชร์โพสต์ธรรมะก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรจะชักชวนกัน ดีกว่าการชักชวนกันไปกินไปเที่ยวไปดื่มไปเล่น ปรารภเรื่องของกาม ปรารภเรื่องความเพลิดเพลินสนุกสนาน</p><p>และ 1 ในความน่าอัศจรรย์ 3 อย่างที่ว่า "โลกนี้ที่ยังชุ่มอยู่ด้วยกาม เมื่อมีบุคคลปรารภเรื่องที่หลีกออกจากกาม ยังมีคนฟัง" ดังนั้นให้สบายใจได้เลยว่ามันเป็นเรื่องแปลกที่พอพูดถึงเรื่องธรรมะหรือแชร์โพสต์ธรรมะแล้วจะเป็นเรื่องแปลก มันเป็นธรรมดา</p><p>Q2: มีคำพูดต่าง ๆ ในทางโลกว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ ทางธรรมก็มีธรรมะเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งทางโลกทางธรรมก็ต้องผลัดกันช่วยเหลือกัน ซึ่งก็จะมีบางคนพูดว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” การพูดแบบนี้เรียกว่ามีมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ และมีผลของกรรมเป็นอย่างไร</p><p>เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องใดหรือหนึ่งมาก็ต้องมาพิจารณาใคร่ครวญดู ว่าผู้กล่าวเป็น วิญญูชน คือ ผู้ที่มีความรู้ดีใฝ่ดี ไม่มีราคะ โทสะ และโมหะ หรือไม่? ในที่นี้จึงควรฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านสอนไว้ในเรื่องของการแบ่งจ่ายทรัพย์ ที่ต้องใช้จ่ายไปใน 4 หน้าที่ให้ถูกต้องเหมาะสม</p><p>การแบ่งจ่ายทรัพย์ในหน้าที่ข้อที่ 4 คือ สมณพราหมณ์ คือ ผู้ออกจากเรือนบวชแล้ว เป็นเนื้อนาบุญ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็ควรจะอุทิศให้ท่าน ซึ่งคำว่า "อุทิศ" นี้ จึงเป็นรูปแบบที่ต้องทำให้มีความเหมาะสมในสมณเพศนั้น ๆ ซึ่งสมณะนั้นไม่ยินดีด้วยทองและเงิน ยินดีในปัจจัย 4 ที่เขานำมาถวายหรืออุทิศได้ ดังนั้นคำว่า “ไม่ต้องให้เงินพระหรอก” ก็ควรจะทำปัจจัย 4 ที่มีความเหมาะสมให้กับสมณพราหมณ์เหล่านั้น เพื่อให้หน้าที่ที่ 4 ของเรามีความถูกต้อง เพราะเราหวังบุญในการที่จะให้ชีวิตของเรานั้นเป็น ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมย่อมเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและต่อ ๆ ไปในภายหน้า</p><p>Q3: การถามปัญหาธรรมะกับหลาย ๆ วัด หรือกับพระหลาย ๆ รูป ดีหรือไม่? เพราะมีคนพูดว่า “ใช้วัดเปลือง”</p><p>การเข้าใกล้หรือไปสอบถามกับสมณะว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศลฯ อันนี้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเราเข้าไปหาใคร สอบถามได้คำตอบมาอย่างไร แล้วนำมาพิจารณาใคร่ครวญสอบทานให้ตรงตามแม่บทคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยการที่เรานำมาปฏิบัติให้เข้าถึงใจ แล้วก็ปฎิบัติออกมาทางกาย วาจา และใจได้ ซึ่งจะดูได้จากการกระทำที่มีศีล สมาธิ ปัญญาของคน ๆ นั้น ก็คือ ให้ดูที่ตัวเราเอง นั่นเอง</p><p>ได้ยกตัวอย่าง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่เคยทูลถามปัญหาต่อพระพุทธเจ้าสักครั้ง แม้ว่าจะไปเข้าเฝ้าวันละ 2 ครั้งเป็นประจำ ด้วยเหตุว่ากลัวพระพุทธเจ้าจะทรงลำบาก จึงไม่ทูลถามปัญหา</p><p>พระองค์จึงตรัสว่า “เศรษฐีผู้นี้รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา, เหตุว่า เราได้ตัดศีรษะของเราอันประดับประดาแล้ว ควักดวงตาของเราออกแล้ว ชำแหละเนื้อหัวใจของเราแล้ว สละลูกเมียผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเราแล้ว บำเพ็ญบารมีอยู่ 4 อสงไขยกับแสนกัป ก็บำเพ็ญแล้วเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น เศรษฐีนี่รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา” </p><p>ดังนั้นถ้ามีโอกาสสอบถามได้ ก็ให้สอบถามได้เลยอย่าไปคิดว่าใช้เปลื้อง เพราะถ้าคิดอย่างนี้จะเป็นการรักษากันในฐานะที่ไม่ควรรักษา ทั้งนี้ให้สอบถามในเวลาหรือสถานที่ที่เหมาะสมตามระเบียบข้อปฏิบัติ</p><p>Q4: คำถามในเรื่อง "นอนไม่ค่อยหลับ" โดยเฉพาะวันพระ 8 ค่ำหรือ 15 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม</p><p>การนอนไม่หลับ แบ่งได้เป็น การตื่นอยู่เสมอ กับ การที่เป็นโรคนอนไม่หลับ ซึ่งการที่เป็นโรคนอนไม่หลับจะเป็นลักษณะที่ต้องการนอนพักผ่อน แต่นอนไม่หลับ หรือนอนได้แล้วแต่พอตื่นขึ้นมาก็เหนื่อยเพลียเหมือนนอนไม่พออยู่ตลอด จะแตกต่างจากการ "การตื่นอยู่เสมอ" คือ การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น (ชาคริยานุโยค) เป็นผู้ที่มีจิตใจที่สว่างอยู่ตลอดอันเกิดจากสมาธิ เพราะเมื่อรู้สึกตัวตื่นจะไม่ง่วงไม่เพลีย แต่สดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอด เพราะว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนอยู่ในสมาธิ คือการนอนอย่างตถาคตไสยา (การนอนอยู่ในสมาธิ) ซึ่งลักษณะร่างกายจะอยู่ในอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ด้วยการมีสติอยู่ตลอด</p><p>พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสสอนเรื่องการนอนว่า "เมื่อเรานอนอยู่อย่างนี้ ให้น้อมจิตไปเพื่อการหลับ เมื่อหลับแล้วก็ตั้งจิตไว้ว่าจะไม่คิดไปในเรื่องทางกาม พยาบาท และเบียดเบียน รู้สึกตัวแล้วเมื่อไรให้ลุกขึ้นทันที การตั้งจิตอยู่แบบนี้จะการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นได้"</p><p>Q5: คำถามในเรื่องของ "การปฏิบัติตนอย่างไรในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีธรรมอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น การกิน การเดิน การนอน การออกกำลังกาย และการปฏิบัติตนในด้านอื่น ๆ เป็นต้น"</p><p>คำตอบสั้น ๆ ในที่นี้ คือ ให้มีสติอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถ ทุกเวลา และทุกสถานที่  เพราะสติมันอยู่ที่ใจ จะอยู่ในอิริยาบถใดหรือที่ไหน นั่นไม่เป็นปัญหา</p><p>ส่วนคำตอบที่ลงไปรายละเอียดว่าจะต้องมีสติอย่างไร เช่น มีสติในการกิน ก็คือ ความรู้ประมาณในการบริโภค (โภชเน มัตตัญญฺตา), การเดินจงกม ตั้งจิตไว้ในการเดินกลับไปกลับมา เดินอย่างมีสติ มีใจไม่คิดไปในภายนอก สำรวมอินทรีย์, การนอน ก็อย่างตถาคตไสยา, ออกกำลังกาย เดินวิ่งก็เหมือนกัน, การพูด ก็อย่าพูดไปในทางมิจฉาวาจาแต่ให้เป็นไปในทางสัมมาวาจา เป็นต้น ซึ่งการกระทำเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาประพฤติปฏิบัติ</p><p>Q6: การเขียนชื่อและฉายาของพระอาจารย์มหาไพบูลย์ฯ อย่างไรจึงถูกต้อง และมีความหมายอย่างไร</p><p>เขียนว่า "พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ" ซึ่ง "ไพบูลย์" มีความหมายว่า เต็มเปี่ยม และ "อภิปุณฺโณ" แปลว่า ผู้มีบุญอันยิ่ง</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน  Ep.9 ใต้ร่มโพธิบท Ep.44    </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เข้าพรรษา รักษาใจ (6229-7q)</title>
			<itunes:title>เข้าพรรษา รักษาใจ (6229-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/00e1927a-d36b-4e6a-ae43-aa8f00edec33/media.mp3" length="28034852" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">00e1927a-d36b-4e6a-ae43-aa8f00edec33</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5631</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq231pZzytx7zx0TqzHKMDyqo]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5631.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>"เรารู้ตัวเราเองดีว่ามีจุดอ่อนที่ใด มีปัญหาที่ไหนให้แก้ที่จุดนั้น เราต้องแก้ไขได้แน่นอนด้วยกำลังของตนเอง ด้วยความเพียรของตนเอง เพื่อสร้างอุปนิสัยใหม่ที่จะให้เราดำเนินมาอยู่ในทางอริยมรรคมีองค์แปดอย่างเป็นปกติได้"…ในช่วงระหว่างเข้าพรรษานี้ขอชักชวนให้ปรารภความเพียรละบาปอกุศล เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้นให้เจริญขึ้น อย่าเห็นแก่ความสบายหรือความลำบาก แต่ให้เห็นแก่กุศลธรรมที่จะเกิดขึ้น</p><p>Q1: "อายตนะภายในและภายนอกที่แยกจากกัน แต่จะถูกยึดโยงด้วยความรักใคร่พอใจ" การที่จะละความรักใคร่พอใจออกได้ คือ การรักษาอินทรีย์ใช่หรือไม่?</p><p>อ้างอิงจาก โกฏฐิกสูตร…พระสารีบุตรอุปมาโคดำและโคขาวที่ถูกผูกอยู่ด้วยเชือกเส้นเดียวกันเปรียบกับความรักใคร่พอใจอันเป็นเครื่องเกี่ยวเกาะของอายตยะ เมื่อตัดเชือกแล้วตัวหนึ่งก็ไปทางหนึ่ง  อีกตัวก็ไปอีกทางหนึ่ง มันก็แยกกันไป</p><p>การรักษาอินทรีย์ เป็นเพียง 1 จาก 6 วิธีที่จะป้องกันไม่ให้อายตนะภายในและอายตนะภายนอกซึ่งเป็นของที่เกาะเกี่ยวกันด้วยความรักใคร่พอใจนั้นมันเชื่อมโยงสืบต่อเนื่องกันไป คือ 1) เราต้องตั้งสติเอาไว้ตรงผัสสะที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับนายทวารที่ฉลาด คือ การสำรวมสังวรในอินทรีย์ทั้งหก, 2) การพิจารณาแล้วจึงบริโภค (เสพ), 3) การอดทน อดกลั้น, 4) การงดเว้น, 5) การบรรเทา (ละ), 6) การภาวนา และทั้ง 6 วิธีนี้สามารถใช้ได้กับทุกอย่าง</p><p>Q2: ในเรื่องของ "เพื่อน"</p><p>จากพุทธพจน์ที่ว่า "อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร" ซึ่งคำว่า "อย่าเห็นแก่สั้น" หมายถึง อย่าแตกร้าวจากมิตรให้เร็วนัก…บางทีเพื่อนที่คบกันมานานก็เกิดความประมาทไป ถ้าเราพอจะช่วยรักษาเขาผู้ที่ประมาทได้ หรือเราพอจะมิตรที่เป็นผู้อุปการะได้ ก็ช่วยกันไปเพราะว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อว่าช่วยไม่ได้ก็ให้แยกกันไปอย่าไปคบหาสมาคมด้วย</p><p>…ไม่ใช่ว่าจะไปโทษคนอื่นว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันควรจะปล่อยวางอย่างนั้นอย่างนี้ ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่ว่าเราวางได้หรือไม่ ต้องสติไว้ให้ดี มีสติอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้จิตใจคิดนึกไปในทางกาม แต่ให้มีการฟังธรรมอยู่เนื่องนิตย์ ให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง เห็นว่าไม่ใช่ตน จะค่อยทำให้จิตของเราเบื่อหน่ายคลายกำหนัดปล่อยวางอย่างแท้จริงได้ตามลำดับขั้น</p><p>Q3: คำถามจาก "นฬกลาปิยสูตร"</p><p>ใน นฬกลาปิยสูตร …พระสารีบุตรยกอุปมากำไม้ออ 2 กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป มาอธิบายอย่างแยบคายในเรื่องของปัจจัยให้มีชราและมรณะ</p><p>สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการเขียนเป็นสามเหลี่ยม โดยมุมหนึ่งเป็นนามรูป มุมหนึ่งเป็นวิญญาณ และอีกมุมหนึ่งเป็นสังขาร การที่มันทรงตั้งอยู่ได้คืออวิชชา สังขารในที่นี้หมายถึง "กรรม" เพราะสังขารนั้นคือการกระทำ (กรรม) ทางกาย วาจา และใจ, ไฟคือกรรม คือไออุ่น นั่นเองไฟจึงรักษานามรูปให้ปรุงแต่งออกมาในลักษณะที่เป็นอายตนะทำให้วิญญาณต้องอาศัยกันอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับปฏิจจสมุปบาท</p><p>Q4: คำถามในเรื่อง "จิตสุดท้าย"</p><p>อ้างอิงจาก มหากัมมวิภังคสูตร …เพราะแม้บุคคลบางคนจะทำความดีมาโดยตลอด แต่จิตสุดท้ายมีมิจฉาทิฐิ (อันเป็นอกุศล) ผู้นั้นก็ไปอบายได้ หรือแม้บุคคลบางคนจะทำความชั่วมาตลอด แต่จิตสุดท้ายนั้นเกิดมีสัมมาทิฐิ (อันเป็นกุศล) ผู้นั้นก็ไปสุคติได้</p><p>หลักการณ์ไม่ได้อยู่ที่ความน่าจะเป็นหรือความเสี่ยงว่าจะมีมากหรือน้อย แต่ต้องอย่าประมาท ความชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่ากระทำ ในขณะเดียวกันความดีต่อให้เพียงเล็กน้อยหรือมาก มันดีในตัวมันเอง ให้พึงกระทำ</p><p>Q5: คำถามในเรื่องเรื่องของ "กฐิน"</p><p>อ้างอิงจาก กฐินานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้กรานกฐิน เรื่องภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ 30 รูป เรื่องราวที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้ และภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ 5 อย่าง, เรื่องวิธีกรานกฐินและญัตติทุติยกรรมวาจาสำหรับกรานกฐิน, กฐินไม่เป็นอันกราน และ กฐินเป็นอันกราน ทั้งนี้ทรงอนุญาตกรานกฐินแก่ภิกษุผู้จำพรรษาแล้ว ก็เพื่อแสดงออกซึ่งความสามัคคีในหมู่คณะ</p><p>และในปัจจุบัน ภิกษุผู้กรานกฐิน จะต้องประกอบด้วย องค์กำหนด 3 ประการ คือ เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด, อยู่ในอาวาสเดียวกัน และภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป ทั้งนี้เพราะจะต้องเป็นผู้รับผ้ากฐินเสียรูปหนึ่ง ที่เหลืออีก 4 รูปจะได้เข้าเป็นจำนวนสงฆ์ </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต  Ep.16, Ep.14 ใต้ร่มโพธิบท Ep.51, Ep.57,  คลังพระสูตร Ep.53, Ep.51, ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.28 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>"เรารู้ตัวเราเองดีว่ามีจุดอ่อนที่ใด มีปัญหาที่ไหนให้แก้ที่จุดนั้น เราต้องแก้ไขได้แน่นอนด้วยกำลังของตนเอง ด้วยความเพียรของตนเอง เพื่อสร้างอุปนิสัยใหม่ที่จะให้เราดำเนินมาอยู่ในทางอริยมรรคมีองค์แปดอย่างเป็นปกติได้"…ในช่วงระหว่างเข้าพรรษานี้ขอชักชวนให้ปรารภความเพียรละบาปอกุศล เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้นให้เจริญขึ้น อย่าเห็นแก่ความสบายหรือความลำบาก แต่ให้เห็นแก่กุศลธรรมที่จะเกิดขึ้น</p><p>Q1: "อายตนะภายในและภายนอกที่แยกจากกัน แต่จะถูกยึดโยงด้วยความรักใคร่พอใจ" การที่จะละความรักใคร่พอใจออกได้ คือ การรักษาอินทรีย์ใช่หรือไม่?</p><p>อ้างอิงจาก โกฏฐิกสูตร…พระสารีบุตรอุปมาโคดำและโคขาวที่ถูกผูกอยู่ด้วยเชือกเส้นเดียวกันเปรียบกับความรักใคร่พอใจอันเป็นเครื่องเกี่ยวเกาะของอายตยะ เมื่อตัดเชือกแล้วตัวหนึ่งก็ไปทางหนึ่ง  อีกตัวก็ไปอีกทางหนึ่ง มันก็แยกกันไป</p><p>การรักษาอินทรีย์ เป็นเพียง 1 จาก 6 วิธีที่จะป้องกันไม่ให้อายตนะภายในและอายตนะภายนอกซึ่งเป็นของที่เกาะเกี่ยวกันด้วยความรักใคร่พอใจนั้นมันเชื่อมโยงสืบต่อเนื่องกันไป คือ 1) เราต้องตั้งสติเอาไว้ตรงผัสสะที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับนายทวารที่ฉลาด คือ การสำรวมสังวรในอินทรีย์ทั้งหก, 2) การพิจารณาแล้วจึงบริโภค (เสพ), 3) การอดทน อดกลั้น, 4) การงดเว้น, 5) การบรรเทา (ละ), 6) การภาวนา และทั้ง 6 วิธีนี้สามารถใช้ได้กับทุกอย่าง</p><p>Q2: ในเรื่องของ "เพื่อน"</p><p>จากพุทธพจน์ที่ว่า "อย่าเห็นแก่สั้น อย่าเห็นแก่ยาว เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร" ซึ่งคำว่า "อย่าเห็นแก่สั้น" หมายถึง อย่าแตกร้าวจากมิตรให้เร็วนัก…บางทีเพื่อนที่คบกันมานานก็เกิดความประมาทไป ถ้าเราพอจะช่วยรักษาเขาผู้ที่ประมาทได้ หรือเราพอจะมิตรที่เป็นผู้อุปการะได้ ก็ช่วยกันไปเพราะว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อว่าช่วยไม่ได้ก็ให้แยกกันไปอย่าไปคบหาสมาคมด้วย</p><p>…ไม่ใช่ว่าจะไปโทษคนอื่นว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันควรจะปล่อยวางอย่างนั้นอย่างนี้ ประเด็นสำคัญ มันอยู่ที่ว่าเราวางได้หรือไม่ ต้องสติไว้ให้ดี มีสติอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้จิตใจคิดนึกไปในทางกาม แต่ให้มีการฟังธรรมอยู่เนื่องนิตย์ ให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง เห็นว่าไม่ใช่ตน จะค่อยทำให้จิตของเราเบื่อหน่ายคลายกำหนัดปล่อยวางอย่างแท้จริงได้ตามลำดับขั้น</p><p>Q3: คำถามจาก "นฬกลาปิยสูตร"</p><p>ใน นฬกลาปิยสูตร …พระสารีบุตรยกอุปมากำไม้ออ 2 กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป มาอธิบายอย่างแยบคายในเรื่องของปัจจัยให้มีชราและมรณะ</p><p>สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการเขียนเป็นสามเหลี่ยม โดยมุมหนึ่งเป็นนามรูป มุมหนึ่งเป็นวิญญาณ และอีกมุมหนึ่งเป็นสังขาร การที่มันทรงตั้งอยู่ได้คืออวิชชา สังขารในที่นี้หมายถึง "กรรม" เพราะสังขารนั้นคือการกระทำ (กรรม) ทางกาย วาจา และใจ, ไฟคือกรรม คือไออุ่น นั่นเองไฟจึงรักษานามรูปให้ปรุงแต่งออกมาในลักษณะที่เป็นอายตนะทำให้วิญญาณต้องอาศัยกันอยู่ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับปฏิจจสมุปบาท</p><p>Q4: คำถามในเรื่อง "จิตสุดท้าย"</p><p>อ้างอิงจาก มหากัมมวิภังคสูตร …เพราะแม้บุคคลบางคนจะทำความดีมาโดยตลอด แต่จิตสุดท้ายมีมิจฉาทิฐิ (อันเป็นอกุศล) ผู้นั้นก็ไปอบายได้ หรือแม้บุคคลบางคนจะทำความชั่วมาตลอด แต่จิตสุดท้ายนั้นเกิดมีสัมมาทิฐิ (อันเป็นกุศล) ผู้นั้นก็ไปสุคติได้</p><p>หลักการณ์ไม่ได้อยู่ที่ความน่าจะเป็นหรือความเสี่ยงว่าจะมีมากหรือน้อย แต่ต้องอย่าประมาท ความชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่ากระทำ ในขณะเดียวกันความดีต่อให้เพียงเล็กน้อยหรือมาก มันดีในตัวมันเอง ให้พึงกระทำ</p><p>Q5: คำถามในเรื่องเรื่องของ "กฐิน"</p><p>อ้างอิงจาก กฐินานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตให้กรานกฐิน เรื่องภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ 30 รูป เรื่องราวที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้ และภิกษุผู้กรานกฐินแล้วจะได้อานิสงส์ 5 อย่าง, เรื่องวิธีกรานกฐินและญัตติทุติยกรรมวาจาสำหรับกรานกฐิน, กฐินไม่เป็นอันกราน และ กฐินเป็นอันกราน ทั้งนี้ทรงอนุญาตกรานกฐินแก่ภิกษุผู้จำพรรษาแล้ว ก็เพื่อแสดงออกซึ่งความสามัคคีในหมู่คณะ</p><p>และในปัจจุบัน ภิกษุผู้กรานกฐิน จะต้องประกอบด้วย องค์กำหนด 3 ประการ คือ เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด, อยู่ในอาวาสเดียวกัน และภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป ทั้งนี้เพราะจะต้องเป็นผู้รับผ้ากฐินเสียรูปหนึ่ง ที่เหลืออีก 4 รูปจะได้เข้าเป็นจำนวนสงฆ์ </p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: สมการชีวิต  Ep.16, Ep.14 ใต้ร่มโพธิบท Ep.51, Ep.57,  คลังพระสูตร Ep.53, Ep.51, ขุดเพชรในพระไตรปิฎก Ep.28 </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สลัดแอกจากกิเลสตัณหา [6228-7q]</title>
			<itunes:title>สลัดแอกจากกิเลสตัณหา [6228-7q]</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:00</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/3fb75802-ea29-4962-8aa7-aa8800989f39/media.mp3" length="27382621" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3fb75802-ea29-4962-8aa7-aa8800989f39</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://shows.acast.com/7q/episodes/637609753f8ced00103c5632</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5632</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21R60fMhfev18rD9poJCLlC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:season>62</itunes:season>
			<itunes:episode>28</itunes:episode>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5632.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q: คำถามเกี่ยวกับเรื่องมิจฉาอาชีวะ ที่กำลังดำเนินไปภายในพรรคการเมืองหลายพรรคในซึ่งนักการเมืองไทยส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่ และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ที่จะเปลี่ยนนักการเมืองที่มีมิจฉาอาชีวะมาเป็นสัมมาอาชีวะ</p><p>สัมมาคือสลัดแอก เป็นการสลัดละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้ลดลงหรือเบาบางลง ในทางตรงกันข้าม มิจฉา คือ การเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้น ดังนั้น "สัมมาอาชีวะ" จึงหมายถึง การดำเนินชีพหรือมีความเป็นอยู่ทางกาย วาจา และใจอย่างเป็นปกติ โดยมีองค์ธรรมนำหน้าคือ สัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นตัวแยกแยะและกำหนดได้ว่า การดำเนินชีพที่เรากำลังกระทำอยู่เป็นสัมมาอาชีวะหรือมิจฉาอาชีวะ</p><p>การลงมือกระทำหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสติและความเพียร (วิริยะ) กล่าวคือ หากด้านสัมมามีกำลังมากกว่ามิจฉา ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ดีและเป็นไปเพื่อกุศลธรรม แต่ในทางกลับกันหากด้านมิจฉามีกำลังมากกว่า ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ไม่ดีไม่งามและเป็นไปเพื่ออกุศลธรรมได้ การพัฒนาจึงต้องเริ่มจากปัญญาที่มองเห็นโทษในสิ่งไม่ดี และควรจะมีผู้ชี้นำบอกสอนเป็นกัลยาณมิตร</p><p>นักการเมือง เป็นผู้ที่มีกำลังทั้งในรูปแบบของอำนาจและเงิน สามารถทำงานเพื่อผู้อื่นและช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะมีความดีอยู่ในใจอยู่แล้ว ที่สำคัญต้องยึดหลักของสัมมาวาจาเป็นที่ตั้ง ได้แก่ มีความซื่อสัตย์ วาจาเชื่อถือได้ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดแบบโปรยประโยชน์ทิ้งเสีย ไม่พูดเพื่อยุยงให้แตกกัน เกิดความสะเทือนใจต่อผู้ฟัง พูดเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี และควรจัดการกับกิเลสภายในในจิตใจของทั้งตนเองและประชาชนส่วนรวมไม่ให้ฟูขึ้น ดีกว่ามาคิดจัดการแต่เรื่องกฏหมายบ้านเมือง ควรส่งเสริมและจัดให้คนดีมีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอีกด้วย</p><p>อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เราจึงต้องรักษาความดีของตนเองไว้ด้วยการปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อความเจริญไปในทั้งทางศีล สมาธิ และปัญญา</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม)  Ep.28 , คลังพระสูตร  Ep.50          </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q: คำถามเกี่ยวกับเรื่องมิจฉาอาชีวะ ที่กำลังดำเนินไปภายในพรรคการเมืองหลายพรรคในซึ่งนักการเมืองไทยส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในมิจฉาทิฏฐิใช่หรือไม่ และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ที่จะเปลี่ยนนักการเมืองที่มีมิจฉาอาชีวะมาเป็นสัมมาอาชีวะ</p><p>สัมมาคือสลัดแอก เป็นการสลัดละตัณหา กิเลส และอวิชชาให้ลดลงหรือเบาบางลง ในทางตรงกันข้าม มิจฉา คือ การเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้น ดังนั้น "สัมมาอาชีวะ" จึงหมายถึง การดำเนินชีพหรือมีความเป็นอยู่ทางกาย วาจา และใจอย่างเป็นปกติ โดยมีองค์ธรรมนำหน้าคือ สัมมาทิฏฐิ ที่จะเป็นตัวแยกแยะและกำหนดได้ว่า การดำเนินชีพที่เรากำลังกระทำอยู่เป็นสัมมาอาชีวะหรือมิจฉาอาชีวะ</p><p>การลงมือกระทำหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสติและความเพียร (วิริยะ) กล่าวคือ หากด้านสัมมามีกำลังมากกว่ามิจฉา ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ดีและเป็นไปเพื่อกุศลธรรม แต่ในทางกลับกันหากด้านมิจฉามีกำลังมากกว่า ก็จะทำให้เกิดการกระทำไปในทางที่ไม่ดีไม่งามและเป็นไปเพื่ออกุศลธรรมได้ การพัฒนาจึงต้องเริ่มจากปัญญาที่มองเห็นโทษในสิ่งไม่ดี และควรจะมีผู้ชี้นำบอกสอนเป็นกัลยาณมิตร</p><p>นักการเมือง เป็นผู้ที่มีกำลังทั้งในรูปแบบของอำนาจและเงิน สามารถทำงานเพื่อผู้อื่นและช่วยเหลือคนอื่นได้ เพราะมีความดีอยู่ในใจอยู่แล้ว ที่สำคัญต้องยึดหลักของสัมมาวาจาเป็นที่ตั้ง ได้แก่ มีความซื่อสัตย์ วาจาเชื่อถือได้ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดแบบโปรยประโยชน์ทิ้งเสีย ไม่พูดเพื่อยุยงให้แตกกัน เกิดความสะเทือนใจต่อผู้ฟัง พูดเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี และควรจัดการกับกิเลสภายในในจิตใจของทั้งตนเองและประชาชนส่วนรวมไม่ให้ฟูขึ้น ดีกว่ามาคิดจัดการแต่เรื่องกฏหมายบ้านเมือง ควรส่งเสริมและจัดให้คนดีมีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองอีกด้วย</p><p>อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เราจึงต้องรักษาความดีของตนเองไว้ด้วยการปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อความเจริญไปในทั้งทางศีล สมาธิ และปัญญา</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: เข้าใจทำ (ธรรม)  Ep.28 , คลังพระสูตร  Ep.50          </p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปชานาติ (6227-7q)</title>
			<itunes:title>ปชานาติ (6227-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Jul 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>1:00:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/0790e0fa-c106-4474-9a91-aa8200cb5e8a/media.mp3" length="29150183" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">0790e0fa-c106-4474-9a91-aa8200cb5e8a</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5633</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22c3t5nOIBLXsfNUpEZp3as]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5633.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ปชานาติ” เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการกิน การเคี้ยว การดื่ม การลิ้ม ถือเป็นผู้ที่มีสัมปชัญญะ สิ่งที่ควรทำคือ ให้รักษาสติต่อไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสมาธิขึ้น เห็นตามความเป็นจริงทุกอย่าง แจ่มแจ้งมากขึ้น เมื่อเกิดความชำนาญมากขึ้น จะทำให้มีความก้าวหน้าในสติ สมาธิ ปัญญาในที่สุด</p><p>ในตอนนี้ได้นำเสนอรูปแบบรายการใหม่ตลอดทั้งสัปดาห์และช่องทางในการติดต่อ และตอบคำถามตามใจท่านเกี่ยวกับในเรื่องของการรปฏิบัติ 7 ข้อ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ปชานาติ” เป็นผู้รู้ตัวรอบคอบในการกิน การเคี้ยว การดื่ม การลิ้ม ถือเป็นผู้ที่มีสัมปชัญญะ สิ่งที่ควรทำคือ ให้รักษาสติต่อไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสมาธิขึ้น เห็นตามความเป็นจริงทุกอย่าง แจ่มแจ้งมากขึ้น เมื่อเกิดความชำนาญมากขึ้น จะทำให้มีความก้าวหน้าในสติ สมาธิ ปัญญาในที่สุด</p><p>ในตอนนี้ได้นำเสนอรูปแบบรายการใหม่ตลอดทั้งสัปดาห์และช่องทางในการติดต่อ และตอบคำถามตามใจท่านเกี่ยวกับในเรื่องของการรปฏิบัติ 7 ข้อ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทางเกิดแห่งปัญญา (6226-7q)</title>
			<itunes:title>ทางเกิดแห่งปัญญา (6226-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 29 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:36</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/845f261c-45f7-4e0c-a413-aa7b00fb61aa/media.mp3" length="28629893" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">845f261c-45f7-4e0c-a413-aa7b00fb61aa</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5634</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23KVCnLYik5xm3ry3Mdwtsd]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5634.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1:  "ความรู้" ในภาษาบาลี </p><p>"จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งทีเรา ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี่คือความจริงอันประเสริฐ …" จากธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร</p><p>ญาณ คือ ความรู้ ที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงในข้างต้น ต้องเป็นความรู้ที่หัวใจ เป็นความชำนาญที่ไม่ใช่เพียงแค่จำได้ที่สมอง แต่เป็นความชำนาญในระดับที่เป็น ภาวนามยปัญญา</p><p>ปัญญาจะต้องเกิดจากญาณ เริ่มต้นมาจากฌานด้วยการฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การเล่าเรียน และจดจำข้อมูลความรู้มาจากผู้อื่น), จินตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการนำความรู้ที่มีอยู่มาคิดใคร่ครวญ แจกแจงได้), ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการทำ การปฏิบัติ สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาต่อยอดมากขึ้น) บุคคลผู้ซึ่งเจริญภาวนาอยู่ ย่อมได้ซึ่งปัญญาคือความรู้เห็นตามที่เป็นจริงได้</p><p>Q2: ความหมายของ "smart things" เมื่อเทียบเคียงกลับมาที่ภาษีบาลีได้อย่างไร</p><p>เมื่อเปรียบเทียบ 20 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีต่างกันมาก มี Smart เกิดขึ้นมากมาย แต่ถามว่าคนมีความสุขมากขึ้นหรือน้อยลง…เปรียบดังพยับแดด ที่เป็นของปลอมเทียม เป็นภาพลวงตา เพราะไม่ว่าเราจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่มันก็ไม่สามารถขจัดความทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้</p><p>Q3: เหตุใดบัณฑิตจึงเปรียบกรรมดี ให้ผลเหมือนเงาตามตัว ส่วนกรรมชั่ว มีวิบากกรรมเหมือนรอยล้อแห่งเกวียนตัวนำแอกไป ไว้ต่างกัน</p><p>“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น.” </p><p>“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี, ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.”</p><p>บัณฑิตในที่นี้คือ พระพุทธเจ้า ได้ทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบให้เห็นถึงว่าความต่าง ความที่ไม่เหมือนกันในความที่ใจเป็นใหญ่ทั้ง 2 กรณี จึงต้องยกตัวอย่างขึ้นประกอบ เปรียบเทียบให้เห็นในหลายนัยยะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1:  "ความรู้" ในภาษาบาลี </p><p>"จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งทีเรา ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี่คือความจริงอันประเสริฐ …" จากธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร</p><p>ญาณ คือ ความรู้ ที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึงในข้างต้น ต้องเป็นความรู้ที่หัวใจ เป็นความชำนาญที่ไม่ใช่เพียงแค่จำได้ที่สมอง แต่เป็นความชำนาญในระดับที่เป็น ภาวนามยปัญญา</p><p>ปัญญาจะต้องเกิดจากญาณ เริ่มต้นมาจากฌานด้วยการฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การเล่าเรียน และจดจำข้อมูลความรู้มาจากผู้อื่น), จินตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการนำความรู้ที่มีอยู่มาคิดใคร่ครวญ แจกแจงได้), ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการทำ การปฏิบัติ สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาต่อยอดมากขึ้น) บุคคลผู้ซึ่งเจริญภาวนาอยู่ ย่อมได้ซึ่งปัญญาคือความรู้เห็นตามที่เป็นจริงได้</p><p>Q2: ความหมายของ "smart things" เมื่อเทียบเคียงกลับมาที่ภาษีบาลีได้อย่างไร</p><p>เมื่อเปรียบเทียบ 20 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีต่างกันมาก มี Smart เกิดขึ้นมากมาย แต่ถามว่าคนมีความสุขมากขึ้นหรือน้อยลง…เปรียบดังพยับแดด ที่เป็นของปลอมเทียม เป็นภาพลวงตา เพราะไม่ว่าเราจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่มันก็ไม่สามารถขจัดความทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้</p><p>Q3: เหตุใดบัณฑิตจึงเปรียบกรรมดี ให้ผลเหมือนเงาตามตัว ส่วนกรรมชั่ว มีวิบากกรรมเหมือนรอยล้อแห่งเกวียนตัวนำแอกไป ไว้ต่างกัน</p><p>“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉะนั้น.” </p><p>“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี, ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.”</p><p>บัณฑิตในที่นี้คือ พระพุทธเจ้า ได้ทรงยกอุปมาอุปไมยเปรียบให้เห็นถึงว่าความต่าง ความที่ไม่เหมือนกันในความที่ใจเป็นใหญ่ทั้ง 2 กรณี จึงต้องยกตัวอย่างขึ้นประกอบ เปรียบเทียบให้เห็นในหลายนัยยะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฐานที่ตั้งของจิตก่อนตาย (6225-7q)</title>
			<itunes:title>ฐานที่ตั้งของจิตก่อนตาย (6225-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:41</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/378c4871-2ef9-4879-86de-aa7400f314a7/media.mp3" length="26749699" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">378c4871-2ef9-4879-86de-aa7400f314a7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5635</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23YhHEOzcXqesuZcEBfgQeC]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5635.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>บุคคลใดในโลกที่ทำกุศลแล้วขึ้นสวรรค์หรือบุคคลที่ ทำอกุศลแล้วตกนรก ย่อมได้รับวิบากทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า เป็นเรื่องที่ควรส่องให้เห็น</p><p>ในทางตรงกันข้ามกัน หากบุคคลใดที่ทำกุศลแล้วตกนรกหรือบุคคลที่ทำอกุศลแล้วขึ้นสววรรค์นั้น เป็นเพราะมีเหตุปัจจัยมาจากมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิที่เกิดพร้อมก่อนตาย พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรส่องให้เห็น ไม่ควรทำให้รู้ว่ามีจริง เพราะทำให้ดำรงตนอยู่ในความประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>บุคคลใดในโลกที่ทำกุศลแล้วขึ้นสวรรค์หรือบุคคลที่ ทำอกุศลแล้วตกนรก ย่อมได้รับวิบากทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า เป็นเรื่องที่ควรส่องให้เห็น</p><p>ในทางตรงกันข้ามกัน หากบุคคลใดที่ทำกุศลแล้วตกนรกหรือบุคคลที่ทำอกุศลแล้วขึ้นสววรรค์นั้น เป็นเพราะมีเหตุปัจจัยมาจากมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิที่เกิดพร้อมก่อนตาย พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรส่องให้เห็น ไม่ควรทำให้รู้ว่ามีจริง เพราะทำให้ดำรงตนอยู่ในความประมาท</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ยอดแห่งสังขตธรรม (6224-7q)</title>
			<itunes:title>ยอดแห่งสังขตธรรม (6224-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 15 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:44</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/afae6c06-5b42-4f7e-b32a-aa6d00d5d614/media.mp3" length="25813937" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">afae6c06-5b42-4f7e-b32a-aa6d00d5d614</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5636</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23jOWBEIEyn/EIaIanHSwu/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5636.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Q1: จากการตอบคำถามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา พระอาจารย์เทศน์เกี่ยวกับเรื่อง "มรรคมีองค์แปดเป็นหนทางสู่การดับแห่งการเกิด" และได้กล่าวว่า "แม้มรรคมีองค์แปดนี้ก็ต้องวางลง เพราะยังเป็นสังขตธรรม" จึงขอให้ชี้แจงลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การวางมรรคลงในเชิงปฏิบัติเป็นอย่างไร?</p><p>สิ่งใดก็ตามที่เรารับรู้ได้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม ความดีหรือความชั่ว ล้วนมีเหตุปัจจัยในการปรุงแต่งด้วยกันทั้งสิ้น ถือเป็น "สังขตธรรม" อยู่แล้ว โดย มีสังขตลักษณะ 3 อย่างนี้ คือ มีการเกิดปรากฏ, มีการเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (ก็คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั่นเอง) ด้วยความที่มันมีคุณสมบัติเหมือนกันอย่างนี้ เราจึงต้องแยกแยะออกว่ามีคุณมีโทษมากน้อยไม่เท่ากันอย่างไร กิจที่ควรทำก็ต้องแตกต่างกัน</p><p>มรรค 8 จึงเป็นยอดของสังขตธรรม เพราะว่าในขณะที่ดำเนินไปตามทางมันระงับตัวมันเองได้ ๆ ระงับลง ๆ จนสามารถถึงความดับลงได้ของราคะ โทสะ และโมหะ ดังนั้นอย่าวางมรรค 8 แต่สิ่งที่ควรวางควรละคืออุปาทาน ละวางความเป็นตัวตน ละวางความยึดถือ เพื่อที่จะเข้าใจขันธ์ 5 ให้ถูกต้อง มรรค 8 ควรทำให้เจริญทำให้มาก ยิ่งต้องรักษาไว้อยู่ตลอด มีการพัฒนาอยู่เนืองนิตย์</p><p>"…ก็บุรุษนั้นกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่าทำถูกหน้าที่ในแพนั้น? ในข้อนี้ บุรุษนั้นข้ามไปสู่ฝั่งแล้ว พึงดำริอย่างนี้ว่า แพนี้มีอุปการะแก่เรามากแล เราอาศัยแพนี้ พยายามอยู่ด้วยมือและเท้า จึงข้ามถึงฝั่งได้ โดยสวัสดี ถ้ากระไร เราพึงยกแพนี้ขึ้นวางบนบก หรือให้ลอยอยู่ในน้ำแล้ว พึงหลีกไปตามความปรารถนา…บุรุษนั้นกระทำ อย่างนี้แล จึงจะชื่อว่ากระทำถูกหน้าที่ในแพนั้น แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรม มีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล"…ธรรมเปรียบเหมือนแพ</p><p>Q2.1: จากรายการธรรมะรับอรุณวันพฤหัสที่ 30 พฤษภาคม 2562 , 6 มิถุนายน 2562 ความเห็นที่ว่า "โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ฯ" เมื่อพิจารณาตามไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้ว เขียนใหม่ได้ดังนี้หรือไม่ "โลกหน้ามีอยู่หรือไม่ ขึ้นกับเหตุปัจจัย ผุดเกิดมีอยู่ แต่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีอยู่ ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีอยู่ แต่สัตว์ที่รับผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีอยู่" เนื่องจากอนัตตาบอกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน จึงไม่มีสัตว์ จึงไม่มีบุคคล</p><p>จากที่ถามมาข้างต้น เราควรจะพูดมาในนัยยะที่มาใน มหาจัตตารีสกสูตร ที่กล่าวว่าสัมมาทิฏฐิมีอยู่ 2 อย่าง คือ ส่วนที่เป็นโลกุตระ เป็นความเห็นที่เป็นไปในระดับเหนือโลก  เป็นหนทางแห่งมรรค เป็นไปเพื่อนิพพาน และ ส่วนที่เป็นโลกียะ เป็นความเห็นที่เกี่ยวเนื่องด้วยของหนัก (ขันธ์ห้า) เชื่อว่าโลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดขึ้นมี กรรมดีกรรมชั่วมี ยังเป็นส่วนของอาสวะ ไม่ได้จะเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพาน…ไม่ควรนำเอาสองส่วนมารวมกัน</p><p>Q2.2: ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิได้ และไม่มีอุปทานประเภทอัตตวาทุปาทาน จะเห็นว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ใช่หรือไม่</p><p>ที่สำคัญคือ คุณจะละอุปาทานคือความยึดถือได้ คุณจะละสังโยชน์คือ สักกายทิฏฐิ  เป็นต้นได้ คุณต้องปฏิบัติตามมรรค 8 และสิ่งแรกนั้น (องค์นำ) คือ สัมมาทิฏฐิ ไปจนถึงสัมมาสมาธิ ซึ่งคนที่มีความเข้าใจในเรื่อง "อนัตตา" ความเข้าใจในเรื่อง "สมมุติ" และความเข้าใจในเรื่อง "สัจจะ" จะเห็นว่า ไม่มีสัตว์คือผู้ที่จะมาข้อง ไม่บุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีเราเขา แต่เหล่านี้เป็นเพียงสมมุติ เพื่อเรียกให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ถ้าเราอยู่เหนือสมมุติ นั้นคือเข้าใจสัจจะทั้งหมด เป็นสภาวะที่ละตัณหา ละอุปาทานได้ ละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์ได้ทั้งหมด มีความเข้าใจในสัจจะอย่างเต็มที่ แจ่มแจ้งในทุกผัสสะตลอดเวลา นี้คืออริยสัจ</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน Ep.44 , Ep.33 , คลังพระสูตร Ep.47 , Ep.48 และ Ep.49 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.49</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Q1: จากการตอบคำถามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา พระอาจารย์เทศน์เกี่ยวกับเรื่อง "มรรคมีองค์แปดเป็นหนทางสู่การดับแห่งการเกิด" และได้กล่าวว่า "แม้มรรคมีองค์แปดนี้ก็ต้องวางลง เพราะยังเป็นสังขตธรรม" จึงขอให้ชี้แจงลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การวางมรรคลงในเชิงปฏิบัติเป็นอย่างไร?</p><p>สิ่งใดก็ตามที่เรารับรู้ได้ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรม ความดีหรือความชั่ว ล้วนมีเหตุปัจจัยในการปรุงแต่งด้วยกันทั้งสิ้น ถือเป็น "สังขตธรรม" อยู่แล้ว โดย มีสังขตลักษณะ 3 อย่างนี้ คือ มีการเกิดปรากฏ, มีการเสื่อมปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (ก็คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั่นเอง) ด้วยความที่มันมีคุณสมบัติเหมือนกันอย่างนี้ เราจึงต้องแยกแยะออกว่ามีคุณมีโทษมากน้อยไม่เท่ากันอย่างไร กิจที่ควรทำก็ต้องแตกต่างกัน</p><p>มรรค 8 จึงเป็นยอดของสังขตธรรม เพราะว่าในขณะที่ดำเนินไปตามทางมันระงับตัวมันเองได้ ๆ ระงับลง ๆ จนสามารถถึงความดับลงได้ของราคะ โทสะ และโมหะ ดังนั้นอย่าวางมรรค 8 แต่สิ่งที่ควรวางควรละคืออุปาทาน ละวางความเป็นตัวตน ละวางความยึดถือ เพื่อที่จะเข้าใจขันธ์ 5 ให้ถูกต้อง มรรค 8 ควรทำให้เจริญทำให้มาก ยิ่งต้องรักษาไว้อยู่ตลอด มีการพัฒนาอยู่เนืองนิตย์</p><p>"…ก็บุรุษนั้นกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่าทำถูกหน้าที่ในแพนั้น? ในข้อนี้ บุรุษนั้นข้ามไปสู่ฝั่งแล้ว พึงดำริอย่างนี้ว่า แพนี้มีอุปการะแก่เรามากแล เราอาศัยแพนี้ พยายามอยู่ด้วยมือและเท้า จึงข้ามถึงฝั่งได้ โดยสวัสดี ถ้ากระไร เราพึงยกแพนี้ขึ้นวางบนบก หรือให้ลอยอยู่ในน้ำแล้ว พึงหลีกไปตามความปรารถนา…บุรุษนั้นกระทำ อย่างนี้แล จึงจะชื่อว่ากระทำถูกหน้าที่ในแพนั้น แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรม มีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล"…ธรรมเปรียบเหมือนแพ</p><p>Q2.1: จากรายการธรรมะรับอรุณวันพฤหัสที่ 30 พฤษภาคม 2562 , 6 มิถุนายน 2562 ความเห็นที่ว่า "โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ฯ" เมื่อพิจารณาตามไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แล้ว เขียนใหม่ได้ดังนี้หรือไม่ "โลกหน้ามีอยู่หรือไม่ ขึ้นกับเหตุปัจจัย ผุดเกิดมีอยู่ แต่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีอยู่ ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีอยู่ แต่สัตว์ที่รับผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีอยู่" เนื่องจากอนัตตาบอกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน จึงไม่มีสัตว์ จึงไม่มีบุคคล</p><p>จากที่ถามมาข้างต้น เราควรจะพูดมาในนัยยะที่มาใน มหาจัตตารีสกสูตร ที่กล่าวว่าสัมมาทิฏฐิมีอยู่ 2 อย่าง คือ ส่วนที่เป็นโลกุตระ เป็นความเห็นที่เป็นไปในระดับเหนือโลก  เป็นหนทางแห่งมรรค เป็นไปเพื่อนิพพาน และ ส่วนที่เป็นโลกียะ เป็นความเห็นที่เกี่ยวเนื่องด้วยของหนัก (ขันธ์ห้า) เชื่อว่าโลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดขึ้นมี กรรมดีกรรมชั่วมี ยังเป็นส่วนของอาสวะ ไม่ได้จะเป็นไปเพื่อการบรรลุนิพพาน…ไม่ควรนำเอาสองส่วนมารวมกัน</p><p>Q2.2: ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิได้ และไม่มีอุปทานประเภทอัตตวาทุปาทาน จะเห็นว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ใช่หรือไม่</p><p>ที่สำคัญคือ คุณจะละอุปาทานคือความยึดถือได้ คุณจะละสังโยชน์คือ สักกายทิฏฐิ  เป็นต้นได้ คุณต้องปฏิบัติตามมรรค 8 และสิ่งแรกนั้น (องค์นำ) คือ สัมมาทิฏฐิ ไปจนถึงสัมมาสมาธิ ซึ่งคนที่มีความเข้าใจในเรื่อง "อนัตตา" ความเข้าใจในเรื่อง "สมมุติ" และความเข้าใจในเรื่อง "สัจจะ" จะเห็นว่า ไม่มีสัตว์คือผู้ที่จะมาข้อง ไม่บุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีเราเขา แต่เหล่านี้เป็นเพียงสมมุติ เพื่อเรียกให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ถ้าเราอยู่เหนือสมมุติ นั้นคือเข้าใจสัจจะทั้งหมด เป็นสภาวะที่ละตัณหา ละอุปาทานได้ ละเครื่องร้อยรัดคือสังโยชน์ได้ทั้งหมด มีความเข้าใจในสัจจะอย่างเต็มที่ แจ่มแจ้งในทุกผัสสะตลอดเวลา นี้คืออริยสัจ</p><p>แนะนำรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ Playlists: ตามใจท่าน Ep.44 , Ep.33 , คลังพระสูตร Ep.47 , Ep.48 และ Ep.49 , ใต้ร่มโพธิบท Ep.49</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญหาแก้ไม่ได้ด้วยความอยาก (6223-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญหาแก้ไม่ได้ด้วยความอยาก (6223-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 08 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>50:14</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/734f83ae-2abf-4c1c-a629-aa5d010f0635/media.mp3" length="24145112" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">734f83ae-2abf-4c1c-a629-aa5d010f0635</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5637</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21dG7TCsZYe0F3XSU33CMR2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5637.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จากคำถาม: จะมีวิธีโน้มน้าวให้คุณพ่อเห็นโทษและตระหนักว่าต้องเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด โดยที่ไม่ขัดกับมรรคแปดในข้อสัมมาวาจาได้อย่างไร ?</p><p>ความทุกข์มีเหตุเกิดขึ้นจากความอยาก ถ้ามีความอยากมากก็ทุกข์ใจมาก ดังนั้นต้องแยกแยะความทุกข์ที่เกิดจากความอยากกับปัญหาที่ต้องแก้…ถ้าพ่อยังเห็นประโยชน์ของการสูบอยู่ เขาก็ต้องยังสูบอยู่แน่นอน เพราะเกิดสุขเวทนาที่มาพร้อมกับการสูบนั้น แต่เกิดทุกขเวทนาถ้าไม่ได้สูบ เป็นเพราะเวทนามาเชื่อมจิตของเขาให้ติดอยู่กับความรู้สึกไม่ดีคือทุกขเวทนากับการไม่ได้สูบ และเป็นสุขเวทนากับการที่ได้สูบ จึงต้องมีการปรับตรงจุดนี้ ในการที่จะเชื่อมจิตของเขาไปในทุกขเวทนาที่ได้สูบ ไปในสุขเวทนาที่ไม่ต้องสูบ</p><p>จะปรับเปลี่ยนทิฏฐิตรงนี้ให้เป็นไปในทางตรงได้ก็ด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งธรรมะที่ต้องมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ อันดับแรกคือมีฉันทะ มีความพอใจที่จะเลิก เห็นความจำเป็นที่จะทำ, สองคือมีศรัทธา มีความมั่นใจว่าฉันต้องเลิกได้ เปลี่ยนได้ เมื่อมีศรัทธาแล้วจะทำให้เกิดกำลังใจ เกิดความเพียร (วิริยะ) การทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าที่จะเผชิญหน้าไม่ยอมไปตามอารมณ์ที่อยากจะสูบ, มีจิตที่เป็นสมาธิ จะทำให้เกิดปัญญาในระดับที่จะทำให้เห็นทุกข์ได้ ซึ่งมันจะวนมาลงที่ "เพราะทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา" พอคุณเห็นปัญหา (เห็นทุกข์เห็นโทษ) ศรัทธาเกิดขึ้นทันที ความเพียรเกิดขึ้นทันที</p><p>ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ จิตต้องอ่อนเหมาะ เป็นอารมณ์อันเดียว (สมาธิ)  การด่าว่าทิ่มแทงกันจะทำให้จิตหลุดออกจากสมาธิ ลูก ๆ จึงสามารถช่วยท่านได้ด้วยการให้กำลัง ให้ข้อมูลชี้ให้เห็นโทษเห็นประโยชน์ พูดจาดี ๆ ต่อกัน คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องก็ด้วยเหตุแห่งกุศล และที่สำคัญกว่าการเลิกบุหรี่ คือ การทำให้พ่อเป็นผู้ที่มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ซึ่งคนที่มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาก่อน จะสามารถโน้มน้าวคนที่ไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ ให้มีได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จากคำถาม: จะมีวิธีโน้มน้าวให้คุณพ่อเห็นโทษและตระหนักว่าต้องเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด โดยที่ไม่ขัดกับมรรคแปดในข้อสัมมาวาจาได้อย่างไร ?</p><p>ความทุกข์มีเหตุเกิดขึ้นจากความอยาก ถ้ามีความอยากมากก็ทุกข์ใจมาก ดังนั้นต้องแยกแยะความทุกข์ที่เกิดจากความอยากกับปัญหาที่ต้องแก้…ถ้าพ่อยังเห็นประโยชน์ของการสูบอยู่ เขาก็ต้องยังสูบอยู่แน่นอน เพราะเกิดสุขเวทนาที่มาพร้อมกับการสูบนั้น แต่เกิดทุกขเวทนาถ้าไม่ได้สูบ เป็นเพราะเวทนามาเชื่อมจิตของเขาให้ติดอยู่กับความรู้สึกไม่ดีคือทุกขเวทนากับการไม่ได้สูบ และเป็นสุขเวทนากับการที่ได้สูบ จึงต้องมีการปรับตรงจุดนี้ ในการที่จะเชื่อมจิตของเขาไปในทุกขเวทนาที่ได้สูบ ไปในสุขเวทนาที่ไม่ต้องสูบ</p><p>จะปรับเปลี่ยนทิฏฐิตรงนี้ให้เป็นไปในทางตรงได้ก็ด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งธรรมะที่ต้องมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ อันดับแรกคือมีฉันทะ มีความพอใจที่จะเลิก เห็นความจำเป็นที่จะทำ, สองคือมีศรัทธา มีความมั่นใจว่าฉันต้องเลิกได้ เปลี่ยนได้ เมื่อมีศรัทธาแล้วจะทำให้เกิดกำลังใจ เกิดความเพียร (วิริยะ) การทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าที่จะเผชิญหน้าไม่ยอมไปตามอารมณ์ที่อยากจะสูบ, มีจิตที่เป็นสมาธิ จะทำให้เกิดปัญญาในระดับที่จะทำให้เห็นทุกข์ได้ ซึ่งมันจะวนมาลงที่ "เพราะทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา" พอคุณเห็นปัญหา (เห็นทุกข์เห็นโทษ) ศรัทธาเกิดขึ้นทันที ความเพียรเกิดขึ้นทันที</p><p>ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ จิตต้องอ่อนเหมาะ เป็นอารมณ์อันเดียว (สมาธิ)  การด่าว่าทิ่มแทงกันจะทำให้จิตหลุดออกจากสมาธิ ลูก ๆ จึงสามารถช่วยท่านได้ด้วยการให้กำลัง ให้ข้อมูลชี้ให้เห็นโทษเห็นประโยชน์ พูดจาดี ๆ ต่อกัน คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องก็ด้วยเหตุแห่งกุศล และที่สำคัญกว่าการเลิกบุหรี่ คือ การทำให้พ่อเป็นผู้ที่มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ซึ่งคนที่มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาก่อน จะสามารถโน้มน้าวคนที่ไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ ให้มีได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาอันเป็นที่สงบระงับของสังขารทั้งหลาย</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาอันเป็นที่สงบระงับของสังขารทั้งหลาย</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 01 Jun 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6918f752-f6de-49af-80c5-aa5d010e22a5/media.mp3" length="28066106" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6918f752-f6de-49af-80c5-aa5d010e22a5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5638</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21zQdG15vi6t0VM+XkLPu9k]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5638.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จากคำถาม: ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดอีก?, ความคิดที่ว่า "การไม่เกิด หมายถึง ต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือ การปฎิบัติตามมรรคแปดไปเรื่อย ๆ จนละสังขาร หรือ ต้องไม่ยึดติดกับอะไรก็จะไม่มีการเกิด" ถูกต้องหรือไม่? และการไม่มาเกิดอีกคือ "นิพพาน" ใช่หรือไม่? </p><p>อย่างแรกคือ ทำความเข้าใจการเกิดให้ถูกต้อง เห็นว่าการเกิดเป็นทุกข์ จะเกิดหรือดับลงได้ก็เพราะมีเหตุปัจจัย, ทำความเข้าใจในหลักอริยสัจ4 โดยองค์รวมอและปฏิบัติตนไปตามอริยมรรคมีองค์แปด </p><p>อย่างที่สอง เหตุของการเกิดคืออวิชชา จะต้องละเหตุของมันด้วยการดับอวิชชา ดับตัณหาอุปาทาน  และละกิเลส จึงจะทำให้การเกิดดับไปได้ </p><p>ทั้งการเกิด (ขันธ์ 5) และอริยมรรคมีองค์แปดต่างก็เป็นสังขตธรรม (ธรรมที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น) มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์  และเป็นของปรุงแต่งเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ การเกิดนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ ในขณะที่อริยมรรคมีองค์แปดทำให้กำจัดหรือละความยึดถือไปได้ เป็นที่สงบระงับของสังขารทั้งหลาย   </p><p>บุคคลที่ปฏิบัติไปตามทางของความดับไม่เหลือของทุกข์ (ทางที่ประกอบด้วยองค์ประเสริฐ 8 ประการ) เรียกว่า อริยบุคคล (คนประเสริฐ)  </p><p>จากคำถาม: ทำอย่างไรเพื่อให้มีวินัย​สำหรับการนั่งสมาธิทุกวัน วันละ​ 15 นาที​ </p><p>ทุกอย่างจึงต้องอาศัยการฝึกการทำให้เกิดเป็นทักษะ ซึ่งเราจะทำได้ต้องมีกำลังใจดุจช้างอาชาไนยที่มีกำลังมาก เริ่มต้นด้วยการมีศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้วจะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง คือ วิริยะ (วายามะ) คือ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะมาขัดขวางการกระทำของเรา นั่นคือกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิต ไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปตามความง่วงซึมหรือยินดีพอใจในที่นอนนุ่ม ๆ </p><p>"ไม่ทำจึงไม่ได้ ไม่ได้จึงไม่ทำ" จะปรับแก้ความคิดนี้ได้ด้วยการเจริญอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นอย่างเดียวกันกับอินทรีย์ 5 ที่อยู่ในหมวดธรรมเดียวกัน นั่นคือ โพธิปักขิยธรรม (ธรรมะที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้) และในที่นี้ คือ การที่จะให้เกิดญาณในความเป็นปกติสำหรับการนั่งสมาธิ 15 นาทีทุกวัน…ให้ทำเลย ทำให้มันเกิดขึ้นเลย ทำซ้ำทำย้ำอยู่เรื่อย ๆ มันต้องได้…ถ้าทำไม่ได้จึงต้องทำ อันนี้คิดถูก แล้วเราจะทำได้จนเป็นนิสัยอย่างเป็นอัตโนมัติ </p><p>"…ให้เราฝึกทำ การฝึกบางทีมันลำบาก ถ้าลำบากแล้วกุศลธรรมมันเกิด ก็ให้ลำบาก…อย่าเห็นแก่ความลำบาก อย่าเห็นแก่ความสบาย แต่ให้เห็นแก่กุศลธรรม เห็นแก่ประโยชน์ เห็นแก่สามัญญผลที่จะเกิดขึ้น"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จากคำถาม: ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดอีก?, ความคิดที่ว่า "การไม่เกิด หมายถึง ต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือ การปฎิบัติตามมรรคแปดไปเรื่อย ๆ จนละสังขาร หรือ ต้องไม่ยึดติดกับอะไรก็จะไม่มีการเกิด" ถูกต้องหรือไม่? และการไม่มาเกิดอีกคือ "นิพพาน" ใช่หรือไม่? </p><p>อย่างแรกคือ ทำความเข้าใจการเกิดให้ถูกต้อง เห็นว่าการเกิดเป็นทุกข์ จะเกิดหรือดับลงได้ก็เพราะมีเหตุปัจจัย, ทำความเข้าใจในหลักอริยสัจ4 โดยองค์รวมอและปฏิบัติตนไปตามอริยมรรคมีองค์แปด </p><p>อย่างที่สอง เหตุของการเกิดคืออวิชชา จะต้องละเหตุของมันด้วยการดับอวิชชา ดับตัณหาอุปาทาน  และละกิเลส จึงจะทำให้การเกิดดับไปได้ </p><p>ทั้งการเกิด (ขันธ์ 5) และอริยมรรคมีองค์แปดต่างก็เป็นสังขตธรรม (ธรรมที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น) มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์  และเป็นของปรุงแต่งเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ การเกิดนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ ในขณะที่อริยมรรคมีองค์แปดทำให้กำจัดหรือละความยึดถือไปได้ เป็นที่สงบระงับของสังขารทั้งหลาย   </p><p>บุคคลที่ปฏิบัติไปตามทางของความดับไม่เหลือของทุกข์ (ทางที่ประกอบด้วยองค์ประเสริฐ 8 ประการ) เรียกว่า อริยบุคคล (คนประเสริฐ)  </p><p>จากคำถาม: ทำอย่างไรเพื่อให้มีวินัย​สำหรับการนั่งสมาธิทุกวัน วันละ​ 15 นาที​ </p><p>ทุกอย่างจึงต้องอาศัยการฝึกการทำให้เกิดเป็นทักษะ ซึ่งเราจะทำได้ต้องมีกำลังใจดุจช้างอาชาไนยที่มีกำลังมาก เริ่มต้นด้วยการมีศรัทธา เมื่อมีศรัทธาแล้วจะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง คือ วิริยะ (วายามะ) คือ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะมาขัดขวางการกระทำของเรา นั่นคือกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิต ไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปตามความง่วงซึมหรือยินดีพอใจในที่นอนนุ่ม ๆ </p><p>"ไม่ทำจึงไม่ได้ ไม่ได้จึงไม่ทำ" จะปรับแก้ความคิดนี้ได้ด้วยการเจริญอิทธิบาท 4 ซึ่งเป็นอย่างเดียวกันกับอินทรีย์ 5 ที่อยู่ในหมวดธรรมเดียวกัน นั่นคือ โพธิปักขิยธรรม (ธรรมะที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้) และในที่นี้ คือ การที่จะให้เกิดญาณในความเป็นปกติสำหรับการนั่งสมาธิ 15 นาทีทุกวัน…ให้ทำเลย ทำให้มันเกิดขึ้นเลย ทำซ้ำทำย้ำอยู่เรื่อย ๆ มันต้องได้…ถ้าทำไม่ได้จึงต้องทำ อันนี้คิดถูก แล้วเราจะทำได้จนเป็นนิสัยอย่างเป็นอัตโนมัติ </p><p>"…ให้เราฝึกทำ การฝึกบางทีมันลำบาก ถ้าลำบากแล้วกุศลธรรมมันเกิด ก็ให้ลำบาก…อย่าเห็นแก่ความลำบาก อย่าเห็นแก่ความสบาย แต่ให้เห็นแก่กุศลธรรม เห็นแก่ประโยชน์ เห็นแก่สามัญญผลที่จะเกิดขึ้น"</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หลุดพ้นจากอัตตาตัวตน (6221-7q)</title>
			<itunes:title>หลุดพ้นจากอัตตาตัวตน (6221-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 25 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:28</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a8d53c9c-3ade-4d3f-9e65-aa5700beede7/media.mp3" length="27614765" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a8d53c9c-3ade-4d3f-9e65-aa5700beede7</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5639</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20sC9KxPbmBiexLet5ByQz7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/e89418008380fa9460266f6cd0e193f7.jpg"/>
			<description><![CDATA[คำสอนที่ช่วยเสริมปัญญาและสติ เพื่อการจัดการกับความคิดที่แคร์ความคิด ความรู้สึกของผู้อื่น จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผู้ถามเองเข้าใจว่า จิตใจระดับลึกของตนเองคงต้องการให้สิ่งภายนอกคือ คนในสังคมยอมรับ แต่จริงๆ แล้วต้องการหลุดพ้นจากสภาพเช่นนี้ ซึ่งปกติจะอาศัยการรับรู้ลมหายใจ เพื่อเรียกสติสุดโต่ง 2 ข้าง เพราะกิเลสเอาเราทั้งสองด้าน ทั้งที่เป็นลักษณะของ “ภวตัณหา” คืออยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ และ “วิภวตัณหา” คืออยากจะพ้นจากภาวะที่ตนไม่ต้องการไม่อยากได้เหตุปัจจัยที่ดีก็มี อันได้แก่ ความเป็นคนว่าง่าย อ่อนน้อม เก็บจิตของตนเอง รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ารากเหง้าของความรู้สึกแคร์ผู้อื่น เกิดจากการที่เราต้องการให้ผู้อื่นยอมรับเรา รักเรา เป็นการทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้นนั่น คือ "มานะ" หรือ "ความเป็นอัตตาตัวตน" ที่ถูกปกปิดด้วยอำนาจของนันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน) จึงทำให้เราเมามึน เข้าใจสถานการณ์ได้ไม่เต็มที่ ไม่เห็นตามที่เป็นจริง ซึ่งวิธีแก้ไขได้ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์ 8 โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าทำเพื่อเขาหรือทำเพื่อเรา (วิจิกิจฉา) เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความคิดที่เป็นมิจฉาสังกัปปะ ซึ่งจะไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง เบียดเบียนทั้งผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้ง 2 ฝ่ายแคร์ผู้อื่นเพราะห่วงใย แต่หากห่วงใยมากเกินไปจะทำให้เป็นความกังวลได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ตั้งตนอยู่ในหลักธรรมข้อพรหมวิหารสี่ เพื่อเป็นการรักษาทั้งตนเองและผู้อื่นนิสัยบางอย่าง (อาสวะ) ทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก หากกระทำนิสัยนั้นไปนานๆจนเป็นรูปแบบ (Pattern) จะกลายเป็นสันดานได้จุดทดสอบ คือ ผัสสะที่พบเจออยู่ทุกขณะทำจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อตัดละกิเลสและทำให้อ่ออนกำลังลง ความคิดใดที่เป็นประโยชน์ เกิดกุศลให้ลงมือปฏิบัติเอาไว้ทันที แต่หากความคิดใดที่เป็นอกุศลอย่าไปเอาไว้ ละเสีย ทิ้งเสีย อย่างไรก็ตามความคิดทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ถือว่าเป็นอนัตตา เกิดจากเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ให้ละวางลงเสียการปฏิบัติดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ทำตนตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามสังคมที่ถูกปรุงแต่งกันไป อย่างไรก็ตามข้อขัดแย้งเหล่านั้นก็จะค่อยๆ คลี่คลายได้ในที่สุดพระใหม่ขณะบิณฑบาตแล้วฝาบาตรตก ถือว่าอาบัติหรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไรผู้ถามมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องเกียวกับข้อถกเถียงในการทำแท้ง (Ban abortion) โดยเริ่มต้นจากนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภาถกเถียงกันให้ยกเลิกการทำแท้ง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ออกมาประท้วงคัดค้านเพื่อให้มีการทำแท้ง เพราะเห็นแก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องตั้งครรภ์เนื่องจากถูกล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นชาวพุทธ นับถือคำสอนในพระพุทธศาสนา ผู้ถามจึงเกิดข้อสงสัยว่าคนเหล่านั้นจะมีโอกาสทราบหรือไม่ว่า การทำแท้งไม่ใช่ทางออกของปัญหา และหากพบบุคคลเหล่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำแท้ง ควรจะพูดอย่างไรให้คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ได้เข้าใจถึงทางออกที่แท้จริง<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[คำสอนที่ช่วยเสริมปัญญาและสติ เพื่อการจัดการกับความคิดที่แคร์ความคิด ความรู้สึกของผู้อื่น จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผู้ถามเองเข้าใจว่า จิตใจระดับลึกของตนเองคงต้องการให้สิ่งภายนอกคือ คนในสังคมยอมรับ แต่จริงๆ แล้วต้องการหลุดพ้นจากสภาพเช่นนี้ ซึ่งปกติจะอาศัยการรับรู้ลมหายใจ เพื่อเรียกสติสุดโต่ง 2 ข้าง เพราะกิเลสเอาเราทั้งสองด้าน ทั้งที่เป็นลักษณะของ “ภวตัณหา” คืออยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ และ “วิภวตัณหา” คืออยากจะพ้นจากภาวะที่ตนไม่ต้องการไม่อยากได้เหตุปัจจัยที่ดีก็มี อันได้แก่ ความเป็นคนว่าง่าย อ่อนน้อม เก็บจิตของตนเอง รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ารากเหง้าของความรู้สึกแคร์ผู้อื่น เกิดจากการที่เราต้องการให้ผู้อื่นยอมรับเรา รักเรา เป็นการทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้นนั่น คือ "มานะ" หรือ "ความเป็นอัตตาตัวตน" ที่ถูกปกปิดด้วยอำนาจของนันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน) จึงทำให้เราเมามึน เข้าใจสถานการณ์ได้ไม่เต็มที่ ไม่เห็นตามที่เป็นจริง ซึ่งวิธีแก้ไขได้ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์ 8 โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าทำเพื่อเขาหรือทำเพื่อเรา (วิจิกิจฉา) เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความคิดที่เป็นมิจฉาสังกัปปะ ซึ่งจะไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง เบียดเบียนทั้งผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้ง 2 ฝ่ายแคร์ผู้อื่นเพราะห่วงใย แต่หากห่วงใยมากเกินไปจะทำให้เป็นความกังวลได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ตั้งตนอยู่ในหลักธรรมข้อพรหมวิหารสี่ เพื่อเป็นการรักษาทั้งตนเองและผู้อื่นนิสัยบางอย่าง (อาสวะ) ทำให้ตนเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก หากกระทำนิสัยนั้นไปนานๆจนเป็นรูปแบบ (Pattern) จะกลายเป็นสันดานได้จุดทดสอบ คือ ผัสสะที่พบเจออยู่ทุกขณะทำจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อตัดละกิเลสและทำให้อ่ออนกำลังลง ความคิดใดที่เป็นประโยชน์ เกิดกุศลให้ลงมือปฏิบัติเอาไว้ทันที แต่หากความคิดใดที่เป็นอกุศลอย่าไปเอาไว้ ละเสีย ทิ้งเสีย อย่างไรก็ตามความคิดทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ถือว่าเป็นอนัตตา เกิดจากเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ให้ละวางลงเสียการปฏิบัติดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ทำตนตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามสังคมที่ถูกปรุงแต่งกันไป อย่างไรก็ตามข้อขัดแย้งเหล่านั้นก็จะค่อยๆ คลี่คลายได้ในที่สุดพระใหม่ขณะบิณฑบาตแล้วฝาบาตรตก ถือว่าอาบัติหรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไรผู้ถามมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข่าวที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องเกียวกับข้อถกเถียงในการทำแท้ง (Ban abortion) โดยเริ่มต้นจากนักการเมืองส่วนใหญ่ในสภาถกเถียงกันให้ยกเลิกการทำแท้ง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ออกมาประท้วงคัดค้านเพื่อให้มีการทำแท้ง เพราะเห็นแก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องตั้งครรภ์เนื่องจากถูกล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นชาวพุทธ นับถือคำสอนในพระพุทธศาสนา ผู้ถามจึงเกิดข้อสงสัยว่าคนเหล่านั้นจะมีโอกาสทราบหรือไม่ว่า การทำแท้งไม่ใช่ทางออกของปัญหา และหากพบบุคคลเหล่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำแท้ง ควรจะพูดอย่างไรให้คนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ ได้เข้าใจถึงทางออกที่แท้จริง<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ยังกิญจิ เหตุปัจจัยให้เกิดและดับ (6220-7q)</title>
			<itunes:title>ยังกิญจิ เหตุปัจจัยให้เกิดและดับ (6220-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 18 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/bc65277b-5df4-4eb5-87dc-aa5400e1dcf9/media.mp3" length="28668248" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bc65277b-5df4-4eb5-87dc-aa5400e1dcf9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20fohSyASebvSe0KLFIPRrt]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563a.jpg"/>
			<description><![CDATA[ความสำคัญของวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นบุญกุศลอย่างมากที่มีความน่าอัศจรรย์และความพิเศษของบุคคลที่ยากจะเกิดขึ้นได้อีกทั้งคำสอนที่ท่านได้ทรงขวนขวายมาก เพื่อบอกสอนยังคงดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ เพียงพอที่จะทำให้เราปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดธรรมในใจขึ้นได้การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากมาก จึงควรดำรงตนไม่ตั้งอยู่ในความประมาททั้งทางกายและใจต้องการทราบคำอธิบาย ในประโยคที่ว่า “สิ่งใดเกิดขี้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมในประโยคนี้ หมายความว่าอย่างไร? มีรายละเอียดอย่างไรจึงบรรลุถึงขั้นโสดาบันความสามารถที่จะเปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณได้นั้นต้องอาศัยอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา) ที่มีความแก่กล้า หากผู้ใดไม่เคยมีเลยหรือมีเพียงแต่น้อยก็สามารถพัฒนาให้มีมากยิ่งขึ้นได้โดยการปฏิบัติตามมมรรคแปด ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา จะทำให้บรรลุธรรมได้ในที่สุด<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ความสำคัญของวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นบุญกุศลอย่างมากที่มีความน่าอัศจรรย์และความพิเศษของบุคคลที่ยากจะเกิดขึ้นได้อีกทั้งคำสอนที่ท่านได้ทรงขวนขวายมาก เพื่อบอกสอนยังคงดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ เพียงพอที่จะทำให้เราปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดธรรมในใจขึ้นได้การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากมาก จึงควรดำรงตนไม่ตั้งอยู่ในความประมาททั้งทางกายและใจต้องการทราบคำอธิบาย ในประโยคที่ว่า “สิ่งใดเกิดขี้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมในประโยคนี้ หมายความว่าอย่างไร? มีรายละเอียดอย่างไรจึงบรรลุถึงขั้นโสดาบันความสามารถที่จะเปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณได้นั้นต้องอาศัยอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา) ที่มีความแก่กล้า หากผู้ใดไม่เคยมีเลยหรือมีเพียงแต่น้อยก็สามารถพัฒนาให้มีมากยิ่งขึ้นได้โดยการปฏิบัติตามมมรรคแปด ให้มีศีล สมาธิ ปัญญา จะทำให้บรรลุธรรมได้ในที่สุด<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส (6219-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส (6219-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 11 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>44:20</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/ca8e82f1-4374-40a4-b81c-aa5400e1dcf9/media.mp3" length="21303225" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">ca8e82f1-4374-40a4-b81c-aa5400e1dcf9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23eg49Vej6KX+q6h4uk6mgw]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Time Index</p><p>[02:07] จะต้องทำอย่างไร หรือจะนำเอาแนวคิดทางธรรมะมาประยุกต์ใช้อย่างไร เพื่อให้ความขี้เกียจหายไป เนื่องด้วยผู้ถามอายุ 43 ปี ร่างกายเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง สายตาเริ่มยาว และมีงานที่ทำอยู่หลายอย่างทั้งการเรียนปริญญาเอก การทำงานบริษัท และการทำงานธุรกิจส่วนตัว ซึ่งตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกเบื่อ ขี้เกียจ ถึงแม้จะนอนพักผ่อนก็ไม่รู้สึกเพียงพอ แต่กลับอ่อนเพลียอีกด้วย</p><p>[18:28] เวลาทำสมาธิภาวนา นอกจากภาวนาว่า ”พุทโธ” แล้ว จะภาวนาว่า “เนตังมะมะ เนโสหะมัสมิ นะเมโสอัตตา” หรือภาษาไทยที่ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ได้หรือไม่</p><p>[29:04] ราคะ โทสะ และโมหะ มีหลักการทำงานของมัน โดยมีโมหะเป็นที่เคียงคู่ตลอดใช่หรือไม่ เช่น เราเห็นของสวย ๆ ก็หลงไปรัก โดนอะไรกระทบกระทั่งให้ไม่พอใจก็หลงไปโกรธ บางทีมันหลงแบบไม่ไปดื้อๆ ก็มี แบบไม่รัก ไม่โกรธ แต่มึนๆงงๆ ไป ตามความคิดไปก็มี ถ้าจะละได้ ก็ใช้ปัญญาควบคู่กันไปตลอดเช่นกันใช่หรือไม่ ตัวโมหะนั้นแรงสุดใช่หรือไม่ และเป็นสิ่งที่ผู้ที่จะถึงซึ่งความเป็นพระอรหันต์และได้ยากใช่หรือไม่ ซึ่งตัวโมหะนั้นน่าจะพอๆ กันกับอวิชชาเลย อีกทั้งปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส กับปัญญาเห็นการเกิดดับเป็นอันเดียวกันหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Time Index</p><p>[02:07] จะต้องทำอย่างไร หรือจะนำเอาแนวคิดทางธรรมะมาประยุกต์ใช้อย่างไร เพื่อให้ความขี้เกียจหายไป เนื่องด้วยผู้ถามอายุ 43 ปี ร่างกายเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง สายตาเริ่มยาว และมีงานที่ทำอยู่หลายอย่างทั้งการเรียนปริญญาเอก การทำงานบริษัท และการทำงานธุรกิจส่วนตัว ซึ่งตอนนี้เริ่มมีความรู้สึกเบื่อ ขี้เกียจ ถึงแม้จะนอนพักผ่อนก็ไม่รู้สึกเพียงพอ แต่กลับอ่อนเพลียอีกด้วย</p><p>[18:28] เวลาทำสมาธิภาวนา นอกจากภาวนาว่า ”พุทโธ” แล้ว จะภาวนาว่า “เนตังมะมะ เนโสหะมัสมิ นะเมโสอัตตา” หรือภาษาไทยที่ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ได้หรือไม่</p><p>[29:04] ราคะ โทสะ และโมหะ มีหลักการทำงานของมัน โดยมีโมหะเป็นที่เคียงคู่ตลอดใช่หรือไม่ เช่น เราเห็นของสวย ๆ ก็หลงไปรัก โดนอะไรกระทบกระทั่งให้ไม่พอใจก็หลงไปโกรธ บางทีมันหลงแบบไม่ไปดื้อๆ ก็มี แบบไม่รัก ไม่โกรธ แต่มึนๆงงๆ ไป ตามความคิดไปก็มี ถ้าจะละได้ ก็ใช้ปัญญาควบคู่กันไปตลอดเช่นกันใช่หรือไม่ ตัวโมหะนั้นแรงสุดใช่หรือไม่ และเป็นสิ่งที่ผู้ที่จะถึงซึ่งความเป็นพระอรหันต์และได้ยากใช่หรือไม่ ซึ่งตัวโมหะนั้นน่าจะพอๆ กันกับอวิชชาเลย อีกทั้งปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส กับปัญญาเห็นการเกิดดับเป็นอันเดียวกันหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บริสุทธิ์จากกิเลสได้ด้วยการกระทำ (6218-7q)</title>
			<itunes:title>บริสุทธิ์จากกิเลสได้ด้วยการกระทำ (6218-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 04 May 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/cca31f27-c1fa-40a5-83ec-aa5400e1dcf4/media.mp3" length="26119296" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">cca31f27-c1fa-40a5-83ec-aa5400e1dcf4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23ZD2bu4kry1JGeMexYEwIT]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงได้รวบรวมนำคติคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องโดยอ้างอิงไว้ในพระไตรปิฎกมาพูดคุยกัน</p><p>Time Index</p><p>[01:51] เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการปฏิบัติ โดยการเจริญอานาปานสติ เพื่อเป็นการระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกและดำรงสติไว้เฉพาะหน้า</p><p>[23:38] ทศพิธราชธรรม จาก “มหาหังสชาดก” อันประกอบด้วย ทาน (การให้), ศีล, บริจาค, ความซื่อตรง, ความอ่อนโยน, ความเพียร,ความไม่โกรธ, ความไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น, ความอดทน, ความเที่ยงธรรม</p><p>[28:40] พระเจ้าจักรพรรดิ จาก “จักรวรรดิสูตร” และ “พาลบัณฑิตสูตร” ว่าด้วย เรื่องแก้ว 7 ประการของผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมา ได้แก่ จักรแก้ว, ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, มณีแก้ว, นางแก้ว, เสนาบดีแก้ว และคหบดีแก้ว เรื่องฤทธิ์ 4 อย่างของผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมาได้แก่ รูปโฉมงดงาม, สุขภาพแข็งแรง, มีอายุยืนยาว และประชาชนรักใคร่</p><p>[42:40] คุณธรรมหรือกรรมเก่าที่ต้องกระทำ จึงจะทำให้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ ประกอบด้วย ทาน, ทมะ (การข่มบังคับใจ), และสัญญมะ (การสำรวมระวังจิต)</p><p>[45:55] คุณธรรมความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างมาอย่างยิ่งยวด จึงจะทำให้เกิดมีมหาปุริสลักขณะหรือลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงได้รวบรวมนำคติคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องโดยอ้างอิงไว้ในพระไตรปิฎกมาพูดคุยกัน</p><p>Time Index</p><p>[01:51] เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการปฏิบัติ โดยการเจริญอานาปานสติ เพื่อเป็นการระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกและดำรงสติไว้เฉพาะหน้า</p><p>[23:38] ทศพิธราชธรรม จาก “มหาหังสชาดก” อันประกอบด้วย ทาน (การให้), ศีล, บริจาค, ความซื่อตรง, ความอ่อนโยน, ความเพียร,ความไม่โกรธ, ความไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น, ความอดทน, ความเที่ยงธรรม</p><p>[28:40] พระเจ้าจักรพรรดิ จาก “จักรวรรดิสูตร” และ “พาลบัณฑิตสูตร” ว่าด้วย เรื่องแก้ว 7 ประการของผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมา ได้แก่ จักรแก้ว, ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, มณีแก้ว, นางแก้ว, เสนาบดีแก้ว และคหบดีแก้ว เรื่องฤทธิ์ 4 อย่างของผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมาได้แก่ รูปโฉมงดงาม, สุขภาพแข็งแรง, มีอายุยืนยาว และประชาชนรักใคร่</p><p>[42:40] คุณธรรมหรือกรรมเก่าที่ต้องกระทำ จึงจะทำให้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ ประกอบด้วย ทาน, ทมะ (การข่มบังคับใจ), และสัญญมะ (การสำรวมระวังจิต)</p><p>[45:55] คุณธรรมความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างมาอย่างยิ่งยวด จึงจะทำให้เกิดมีมหาปุริสลักขณะหรือลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตัวรู้ เพื่อรู้ตัว (ทั่วพร้อม) (6217-7q)</title>
			<itunes:title>ตัวรู้ เพื่อรู้ตัว (ทั่วพร้อม) (6217-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 27 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>49:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/7104cc6a-0636-4231-adab-aa5400e1dcf9/media.mp3" length="23743221" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7104cc6a-0636-4231-adab-aa5400e1dcf9</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20rAYE5/flwF2WloN+z7rRY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สัมปชัญญะ คือ การเป็นผู้รู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถ สามารถทำให้การคลายความเป็นตัวตนลงได้ โดยการละตัณหาอุปาทานในสิ่งใดสิ่งนั้นหรือขันธ์ห้า กล่าวคือเหตุเกิดที่ใดย่อมมีเหตุดับที่นั่น จึงเป็นเหตุให้ทั้งตัณหาและมรรครวมลงในที่เดียวกันนั่นเอง</p><p>Time Index</p><p>[01:10] รูปแบบรายการใหม่และช่องทางในการติดต่อ</p><p>[06:10] ทำความเข้าใจในอานาปานสติสูตร ที่ว่า “ให้มีความเพียร รู้สึกตัวมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ ฯ”</p><p>[17:36] การรับรู้ (วิญญาณ) ในสภาวะที่เกิดขึ้น จะเข้าใจขันธ์ห้าให้ถูกต้องได้โดยการพัฒนามรรคให้ดียิ่งขึ้น</p><p>[26:07] ผู้ถามอ่านพบในพระไตรปิฎกและคิดว่า อานาปานสตินี้ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ทั้งต้องเป็นภูมิของมหาบุรุษทั้งหลายคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรเท่านั้น ดังนั้นควรจะต้องทำความเข้าใจอย่างไร</p><p>[37:39] การทำใจให้สงบ บริสุทธิ์ ละจากจินตนาการจากกามารมณ์ ละจากกามที่เห็นจากตาเนื้อ ลดความฟุ้งซ่านจากความกำหนัดในกามารมณ์ ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้มองแล้วเกิดความเบื่อหน่ายในกาม หรือคลายความกำหนัดในกาม</p><p>[41:47] ความคิดจากจินตนาการทางกามารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน จากการมองสตรีเพศคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เป็นบาปหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สัมปชัญญะ คือ การเป็นผู้รู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถ สามารถทำให้การคลายความเป็นตัวตนลงได้ โดยการละตัณหาอุปาทานในสิ่งใดสิ่งนั้นหรือขันธ์ห้า กล่าวคือเหตุเกิดที่ใดย่อมมีเหตุดับที่นั่น จึงเป็นเหตุให้ทั้งตัณหาและมรรครวมลงในที่เดียวกันนั่นเอง</p><p>Time Index</p><p>[01:10] รูปแบบรายการใหม่และช่องทางในการติดต่อ</p><p>[06:10] ทำความเข้าใจในอานาปานสติสูตร ที่ว่า “ให้มีความเพียร รู้สึกตัวมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ ฯ”</p><p>[17:36] การรับรู้ (วิญญาณ) ในสภาวะที่เกิดขึ้น จะเข้าใจขันธ์ห้าให้ถูกต้องได้โดยการพัฒนามรรคให้ดียิ่งขึ้น</p><p>[26:07] ผู้ถามอ่านพบในพระไตรปิฎกและคิดว่า อานาปานสตินี้ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน ทั้งต้องเป็นภูมิของมหาบุรุษทั้งหลายคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรเท่านั้น ดังนั้นควรจะต้องทำความเข้าใจอย่างไร</p><p>[37:39] การทำใจให้สงบ บริสุทธิ์ ละจากจินตนาการจากกามารมณ์ ละจากกามที่เห็นจากตาเนื้อ ลดความฟุ้งซ่านจากความกำหนัดในกามารมณ์ ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้มองแล้วเกิดความเบื่อหน่ายในกาม หรือคลายความกำหนัดในกาม</p><p>[41:47] ความคิดจากจินตนาการทางกามารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน จากการมองสตรีเพศคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เป็นบาปหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปาทานหรือสมมติ เมื่อยึดถือแล้วมีแต่พลาด</title>
			<itunes:title>อุปาทานหรือสมมติ เมื่อยึดถือแล้วมีแต่พลาด</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 20 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:51</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/7c794d45-343a-4f08-87ae-aa5400e1dcf4/media.mp3" length="28277575" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">7c794d45-343a-4f08-87ae-aa5400e1dcf4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq201tZ+VtqcgK6Rs93K6h9Et]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563e.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่นทางจิตใจ ด้วยอำนาจของกิเลส ให้เป็นไปตามอำนาจของตัณหาหรือความพึงพอใจของตน ซึ่งอุปาทานจะก้าวล่วงหรือมีในขันธ์ห้าเท่านั้น สามารถละได้โดยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด </p><p>Time Index </p><p>[04:32] ว่าด้วยเรื่องอุปาทาน 4 </p><p>[17:52] สาระของระบบ ซึ่งต้องบริหารจัดการให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ให้เป็นไปตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้น </p><p>[20:52] แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ </p><p>[25:41] การยึดถือว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา จัดเป็นอัตตวาทุปาทาน </p><p>[26:15] อัตตา 4 ประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ได้แก่ มีความเป็นสภาวะ เป็นของของเรา เราเป็นสิ่งนั้น และสิ่งนั้นมีในเรา </p><p>[34:11] หากมีอุปาทานในขณะที่ให้หรือบริจาค ควรวางจิตอย่างไร </p><p>[38:49] เมื่อพระเวสสันดรยกกัณหาและชาลีให้กับชูชก เกี่ยวข้องกับอุปาทานอย่างไร </p><p>[41:43] สมมติหรืออุปาทาน ในมุมของชูชก </p><p>[42:57] การรับสิ่งใดก็ตามจากการให้ เราไม่ควรมีอุปาทานว่าสิ่งที่ได้รับเป็นของเราใช่หรือไม่ </p><p>[45:29] การเล่นกีฬามวย ถือว่าเป็นการทำร้ายกันหรือเบียดเบียนกัน ในบางครั้งก็มีการพนันบนความเจ็บปวดของนักกีฬาด้วย ตามหลักศาสนาเรามีแนวคิดเพื่อลดเบียดเบียน หรือมองในทางผลดีได้อย่างไร </p><p>[49:25] ข้ออ้างของคนอยากเสพกาม </p><p>[51:12] ลิขสิทธิ์การดูหนังจากเว็บไซต์ที่เขานำมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยตนเองหรือสนับสนุนให้คนอื่นละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นการผิดศีลข้อห้ามลักขโมยใช่หรือไม่ </p><p>[56:02] อุบาสิกาผู้ออกจากเรือน ถือศีลห้า แต่ยังทำงานเพื่อเลี้ยงชีพได้หรือไม่ เนื่องจากไม่ปรารถนาเป็นภาระของญาติพี่น้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่นทางจิตใจ ด้วยอำนาจของกิเลส ให้เป็นไปตามอำนาจของตัณหาหรือความพึงพอใจของตน ซึ่งอุปาทานจะก้าวล่วงหรือมีในขันธ์ห้าเท่านั้น สามารถละได้โดยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด </p><p>Time Index </p><p>[04:32] ว่าด้วยเรื่องอุปาทาน 4 </p><p>[17:52] สาระของระบบ ซึ่งต้องบริหารจัดการให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ให้เป็นไปตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้มีอกุศลธรรมเกิดขึ้น </p><p>[20:52] แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ </p><p>[25:41] การยึดถือว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นของเรา จัดเป็นอัตตวาทุปาทาน </p><p>[26:15] อัตตา 4 ประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ได้แก่ มีความเป็นสภาวะ เป็นของของเรา เราเป็นสิ่งนั้น และสิ่งนั้นมีในเรา </p><p>[34:11] หากมีอุปาทานในขณะที่ให้หรือบริจาค ควรวางจิตอย่างไร </p><p>[38:49] เมื่อพระเวสสันดรยกกัณหาและชาลีให้กับชูชก เกี่ยวข้องกับอุปาทานอย่างไร </p><p>[41:43] สมมติหรืออุปาทาน ในมุมของชูชก </p><p>[42:57] การรับสิ่งใดก็ตามจากการให้ เราไม่ควรมีอุปาทานว่าสิ่งที่ได้รับเป็นของเราใช่หรือไม่ </p><p>[45:29] การเล่นกีฬามวย ถือว่าเป็นการทำร้ายกันหรือเบียดเบียนกัน ในบางครั้งก็มีการพนันบนความเจ็บปวดของนักกีฬาด้วย ตามหลักศาสนาเรามีแนวคิดเพื่อลดเบียดเบียน หรือมองในทางผลดีได้อย่างไร </p><p>[49:25] ข้ออ้างของคนอยากเสพกาม </p><p>[51:12] ลิขสิทธิ์การดูหนังจากเว็บไซต์ที่เขานำมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยตนเองหรือสนับสนุนให้คนอื่นละเมิดลิขสิทธิ์ ถือเป็นการผิดศีลข้อห้ามลักขโมยใช่หรือไม่ </p><p>[56:02] อุบาสิกาผู้ออกจากเรือน ถือศีลห้า แต่ยังทำงานเพื่อเลี้ยงชีพได้หรือไม่ เนื่องจากไม่ปรารถนาเป็นภาระของญาติพี่น้อง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รักษาตนได้เท่ากับรักษาผู้อื่น (6215-7q)</title>
			<itunes:title>รักษาตนได้เท่ากับรักษาผู้อื่น (6215-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:58</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/62f4c797-092e-452a-99f8-aa5400e1dceb/media.mp3" length="27861992" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">62f4c797-092e-452a-99f8-aa5400e1dceb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c563f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23ytO51ZQ4xZ+1im/RYx+Ip]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c563f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>Time Index</p><p>[08:47] เรื่องการชอบฟังธรรมะ</p><p>[11:12] เรื่องการมีหนี้</p><p>[12:52] อบายมุข</p><p>[13:56] วิธีการพิจารณาให้ยืมเงิน</p><p>[16:19] การแบ่งจ่ายทรัพย์</p><p>[18:06] ลูกหนี้หงุดหงิด</p><p>[20:24] เจ้ากรรมนายเวร</p><p>[26:07] วิธีการละเวร</p><p>[28:11] วิธีรักษาตนและผู้อื่น</p><p>[32:00] ถ้าถูกด่าว่าหรือชม ต้องทำจิตแบบนี้</p><p>[37:20] ไม่คบคนพาล</p><p>[42:16] ถามเรื่องหลีกออกจากกาม</p><p>[46:26] ปลาอยู่ในน้ำต้องว่ายน้ำ</p><p>[51:56] การไปปฏิบัติให้สัปปายะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>Time Index</p><p>[08:47] เรื่องการชอบฟังธรรมะ</p><p>[11:12] เรื่องการมีหนี้</p><p>[12:52] อบายมุข</p><p>[13:56] วิธีการพิจารณาให้ยืมเงิน</p><p>[16:19] การแบ่งจ่ายทรัพย์</p><p>[18:06] ลูกหนี้หงุดหงิด</p><p>[20:24] เจ้ากรรมนายเวร</p><p>[26:07] วิธีการละเวร</p><p>[28:11] วิธีรักษาตนและผู้อื่น</p><p>[32:00] ถ้าถูกด่าว่าหรือชม ต้องทำจิตแบบนี้</p><p>[37:20] ไม่คบคนพาล</p><p>[42:16] ถามเรื่องหลีกออกจากกาม</p><p>[46:26] ปลาอยู่ในน้ำต้องว่ายน้ำ</p><p>[51:56] การไปปฏิบัติให้สัปปายะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>การปฏิบัติกับจิต (6214-7q)</title>
			<itunes:title>การปฏิบัติกับจิต (6214-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 06 Apr 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>28:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/36200d07-1cc4-4c0c-aeb0-aa5400e1dcf0/media.mp3" length="28285965" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">36200d07-1cc4-4c0c-aeb0-aa5400e1dcf0</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5640</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21gk63tueBLLqkP30Oii4Vj]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5640.jpg"/>
			<description><![CDATA[อย่างไรเรียกว่าส่งจิตออกนอกเมื่อแยกกายแยกจิตแล้วทำอย่างไรต่อบุญบารมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า ปฏิบัติแล้วจะไปได้จริงหรือ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[อย่างไรเรียกว่าส่งจิตออกนอกเมื่อแยกกายแยกจิตแล้วทำอย่างไรต่อบุญบารมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า ปฏิบัติแล้วจะไปได้จริงหรือ<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สัตว์นรก (6213-7q)</title>
			<itunes:title>สัตว์นรก (6213-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 30 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>19:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/5e57f5fd-114b-4aa6-bcac-aa5400e1dceb/media.mp3" length="28454177" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5e57f5fd-114b-4aa6-bcac-aa5400e1dceb</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5641</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23IO1BT9MBnngqo3Ud2LfZ3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5641.jpg"/>
			<description><![CDATA[ตายแล้วร่างโดนเผาจะเอาร่างไหนไปเกิด?กรรมไหนไปนรก กรรมไหนหนีนรก?กรรมหนักให้เป็นเบาทำอย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ตายแล้วร่างโดนเผาจะเอาร่างไหนไปเกิด?กรรมไหนไปนรก กรรมไหนหนีนรก?กรรมหนักให้เป็นเบาทำอย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ป้องกันอกุศลธรรมได้ ด้วยรักษาอินทรีย์สังวร</title>
			<itunes:title>ป้องกันอกุศลธรรมได้ ด้วยรักษาอินทรีย์สังวร</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:35</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/579380c9-16b8-4da6-b01c-aa5400e1dce2/media.mp3" length="27670288" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">579380c9-16b8-4da6-b01c-aa5400e1dce2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5642</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20iMA104mnbqndJeIIALj/Q]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5642.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ปัญหาพ่อ (แม่) ผัวกับลูกสะใภ้ ควรจัดการอย่างไรถึงแม้จะรู้ว่าการพูดตรงไปตรงมา ไม่โกหกทำให้เรื่องราวบานปลายได้ แต่ก็ไม่อยากโกหก จึงควรจะนำธรรมะอะไรมาใช้ให้ใจสงบและสามารถแก้ไขกับปัญหาข้างหน้าได้ถ้าไปรู้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่สมเหตุสมผล เราจะวางจิตตามมรรคแปดอย่างไรควรแบ่งปันข้อมูลข่าวสารการเมืองภายในครอบครัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน </p><p>เราสามารถดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างที่ดีได้ โดยท่านจะทรงตรัสเฉพาะเรื่องที่จริงและมีประโยชน์ เป็นที่น่าพอใจ และถูกตามกาลเทศะ ดังนั้นผู้ถามควรตั้งจิตให้มีความปรารถนาดีต่อกัน มีสติคิดให้รอบคอบ ต้องพูดในลักษณะที่เป็นธรรมเป็นวินัย การพูดจริงและยอมรับในเรื่องที่ปรารภเกี่ยวกับเรื่องของกาม เปิดเผยความชั่วของตนออกมา จะกลายเป็นผลดีมากกว่า </p><p>การสำรวมระวังอินทรีย์ตลอดเวลาและทุกสถานที่ เพื่อไม่ให้จิตใจตามไปกับผัสสะที่เกิดขึ้นเมื่อมีอายตนะภายนอกมากระทบกับอายตนะภายใน หรือที่เรียกว่า “อินทรียสังวร” ซึ่งทำให้เกิดกำลังขึ้นได้โดยอาศัยสติสัมปชัญญะ ตั้งระลึกไว้ในความดีได้ ให้มีสติเพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ปัญหาพ่อ (แม่) ผัวกับลูกสะใภ้ ควรจัดการอย่างไรถึงแม้จะรู้ว่าการพูดตรงไปตรงมา ไม่โกหกทำให้เรื่องราวบานปลายได้ แต่ก็ไม่อยากโกหก จึงควรจะนำธรรมะอะไรมาใช้ให้ใจสงบและสามารถแก้ไขกับปัญหาข้างหน้าได้ถ้าไปรู้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่สมเหตุสมผล เราจะวางจิตตามมรรคแปดอย่างไรควรแบ่งปันข้อมูลข่าวสารการเมืองภายในครอบครัวอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน </p><p>เราสามารถดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างที่ดีได้ โดยท่านจะทรงตรัสเฉพาะเรื่องที่จริงและมีประโยชน์ เป็นที่น่าพอใจ และถูกตามกาลเทศะ ดังนั้นผู้ถามควรตั้งจิตให้มีความปรารถนาดีต่อกัน มีสติคิดให้รอบคอบ ต้องพูดในลักษณะที่เป็นธรรมเป็นวินัย การพูดจริงและยอมรับในเรื่องที่ปรารภเกี่ยวกับเรื่องของกาม เปิดเผยความชั่วของตนออกมา จะกลายเป็นผลดีมากกว่า </p><p>การสำรวมระวังอินทรีย์ตลอดเวลาและทุกสถานที่ เพื่อไม่ให้จิตใจตามไปกับผัสสะที่เกิดขึ้นเมื่อมีอายตนะภายนอกมากระทบกับอายตนะภายใน หรือที่เรียกว่า “อินทรียสังวร” ซึ่งทำให้เกิดกำลังขึ้นได้โดยอาศัยสติสัมปชัญญะ ตั้งระลึกไว้ในความดีได้ ให้มีสติเพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุปาทาน 4 ละด้วย มรรค 8 (6212-3q)</title>
			<itunes:title>อุปาทาน 4 ละด้วย มรรค 8 (6212-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 19 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:07</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d1966aa6-0326-42a0-9b4b-aa5400e1dcd8/media.mp3" length="24562546" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d1966aa6-0326-42a0-9b4b-aa5400e1dcd8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5643</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20VHNsciJB1VW0HWG/b77Q7]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5643.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ความคืบคลานของตัณหา ความยึดถือของอุปาทาน มันเนียน ๆ ว่าชั้นทำได้ นั่นชั้นทำ ความเป็นตัวตนจึงเกิดขึ้น จะเข้าใจว่า ไม่ใช่ตัวเราได้ ตอนที่มีสติอยู่ในกาย ควรจะรู้สึกถึงในกายในทุกขณะ โดยเห็นอย่างถูกต้องว่า กายนี้มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่เป็นตัวตน เป็นอนัตตา จะเข้าได้ ตอนที่มีสติเท่านั้น</p><p>มรรค 8 จะเป็นสังขตธรรม เป็นการปรุงแต่งที่ทำให้การปรุงแต่งนั้นจางคลายไป น้อยลงดับลงไปได้ ทางที่จะออกจากอุปาทาน คือ ความยึดถือนี้ คือ การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8</p><p>Time Index</p><p>[08:20] อุปาทาน 4 อย่างและทางออกจากอุปาทาน</p><p>[09:48] พระสูตร</p><p>[15:40] ยึด คือ อุปาทานอยู่ในส่วนของสมุทัย ต่างกับ เป็นที่พึ่ง คือ สรณะ ซึ่งอยู่ในส่วนของมรรค</p><p>[17:33] กามุปาทาน</p><p>[20:33] ทิฏฐุปาทาน</p><p>[23:38] สีลัพพตุปาทาน</p><p>[25:49] อัตตวาทุปาทาน</p><p>[26:59] ความเห็นที่เป็นมิจฉา คือ ไม่ทำให้เกิดการสลัดออก ปลดแอก ทำกิเลสให้ลดลง</p><p>[28:36] วิธีละคือความเข้าใจในเรื่องของอริยสัจ 4</p><p>[30:57] ผลของอุปาทานจะทำให้เกิดเป็นสภาวะ คือ ภพ</p><p>[33:46] ที่ว่าลงต่ำหรือขึ้นสูง ไม่ต้องรอชาติหน้า สมมุติว่าเราไม่ได้ปฏิบัติตามมรรค 8 ทำชั่วทำผิดทำบาป ด่าคน คิดนึกบ้าบอ ฟุ้งซ่านวุ่นวาย นั่นเหมือนตกนรกทั้งเป็น</p><p>[36:46] ปิดอบายได้</p><p>[38:46] ไม่ใช่ตัวตน ควรจะเข้าใจอย่างไร</p><p>[44:58] สัมมาสติ คือ ระลึกถึงในลักษณะที่ทำให้มิจฉาทิฏฐิ และตัณหาตั้งอยู่ไม่ได้  ไม่เป็นไปในทางกาม พยาบาทและเบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ต้องประกอบด้วยความเพียรที่ไม่มากเกินไป ไม่หย่อนเกินไป มีสัมมาวาจา ไม่ด่าไม่ว่า ไม่พูดติเตียน พูดโกหก คำหยาบ มีการดำเนินชีวิตอาชีวะที่ดี เป็นอริยมรรคมีองค์ 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ความคืบคลานของตัณหา ความยึดถือของอุปาทาน มันเนียน ๆ ว่าชั้นทำได้ นั่นชั้นทำ ความเป็นตัวตนจึงเกิดขึ้น จะเข้าใจว่า ไม่ใช่ตัวเราได้ ตอนที่มีสติอยู่ในกาย ควรจะรู้สึกถึงในกายในทุกขณะ โดยเห็นอย่างถูกต้องว่า กายนี้มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่เป็นตัวตน เป็นอนัตตา จะเข้าได้ ตอนที่มีสติเท่านั้น</p><p>มรรค 8 จะเป็นสังขตธรรม เป็นการปรุงแต่งที่ทำให้การปรุงแต่งนั้นจางคลายไป น้อยลงดับลงไปได้ ทางที่จะออกจากอุปาทาน คือ ความยึดถือนี้ คือ การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8</p><p>Time Index</p><p>[08:20] อุปาทาน 4 อย่างและทางออกจากอุปาทาน</p><p>[09:48] พระสูตร</p><p>[15:40] ยึด คือ อุปาทานอยู่ในส่วนของสมุทัย ต่างกับ เป็นที่พึ่ง คือ สรณะ ซึ่งอยู่ในส่วนของมรรค</p><p>[17:33] กามุปาทาน</p><p>[20:33] ทิฏฐุปาทาน</p><p>[23:38] สีลัพพตุปาทาน</p><p>[25:49] อัตตวาทุปาทาน</p><p>[26:59] ความเห็นที่เป็นมิจฉา คือ ไม่ทำให้เกิดการสลัดออก ปลดแอก ทำกิเลสให้ลดลง</p><p>[28:36] วิธีละคือความเข้าใจในเรื่องของอริยสัจ 4</p><p>[30:57] ผลของอุปาทานจะทำให้เกิดเป็นสภาวะ คือ ภพ</p><p>[33:46] ที่ว่าลงต่ำหรือขึ้นสูง ไม่ต้องรอชาติหน้า สมมุติว่าเราไม่ได้ปฏิบัติตามมรรค 8 ทำชั่วทำผิดทำบาป ด่าคน คิดนึกบ้าบอ ฟุ้งซ่านวุ่นวาย นั่นเหมือนตกนรกทั้งเป็น</p><p>[36:46] ปิดอบายได้</p><p>[38:46] ไม่ใช่ตัวตน ควรจะเข้าใจอย่างไร</p><p>[44:58] สัมมาสติ คือ ระลึกถึงในลักษณะที่ทำให้มิจฉาทิฏฐิ และตัณหาตั้งอยู่ไม่ได้  ไม่เป็นไปในทางกาม พยาบาทและเบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ต้องประกอบด้วยความเพียรที่ไม่มากเกินไป ไม่หย่อนเกินไป มีสัมมาวาจา ไม่ด่าไม่ว่า ไม่พูดติเตียน พูดโกหก คำหยาบ มีการดำเนินชีวิตอาชีวะที่ดี เป็นอริยมรรคมีองค์ 8</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>คุณค่าอยู่หรือตายที่ไม่สูญเปล่า (6211-3q)</title>
			<itunes:title>คุณค่าอยู่หรือตายที่ไม่สูญเปล่า (6211-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 12 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:55</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/5a3e4edd-113d-4e29-8913-aa5400e1dcd8/media.mp3" length="25910106" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">5a3e4edd-113d-4e29-8913-aa5400e1dcd8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5644</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23vz3heCq1xVkdczpQ86eSY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5644.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การตายเป็นธรรมดาของการเกิด เมื่อมีการเกิดจึงมีการตาย แต่การตายจะดีหรือไม่นั้น ดูที่ว่าเป็นการตายที่สูญเปล่าหรือไม่ คือ มีชีวิตอยู่แล้วมีประโยชน์ มีความเป็นอยู่อย่างดี ซื่อสัตย์ รักษาศีล รักษาวาจา การสละชีวิตเพื่อรักษาคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และขึ้นอยู่กับจิตที่ตั้งไว้ก่อนตาย ที่ถ้ามีการสั่งสมบุญไว้อย่างดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สร้างบารมีต่าง ๆ แล้ว สามารถระลึกถึงความดีได้ นั้นเป็นการตายที่ไม่สูญเปล่า</p><p>คุณค่าในชีวิตไม่ได้วัดตามเวลา แต่ดูที่ความไม่ประมาท ที่ความดีที่สร้างสั่งสม การกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นไปในทางกุศล อันไหนดี อันนั้นมีคุณค่า</p><p>Time Index</p><p>[05:23] การบวชสามเณร ให้พิจารณา 3 อย่างคือ 1) ควรบวชเพราะศรัทธาไม่ใช่ถูกบังคับ 2) ครูอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนและ 3) พ่อแม่ทำหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อสมณะตามทิศทั้ง 6</p><p>[20:03] วัดป่าดอนหายโศกกำหนดให้การบวชภิกษุและสามเณรเป็นเวลาอย่างน้อย  1 พรรษา และมีการจัดปฏิบัติธรรมทุกเดือนครั้งละ 7 วัน</p><p>[23:15] การทำการุณยฆาตหรือลักษณะอื่น ๆ ไม่จำเป็นจะต้องตกนรกเสมอไปใช่หรือไม่</p><p>[25:45] ตัวอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาล</p><p>[31:02] การตายที่ดีหรือไม่ดี ไม่สูญเปล่าหรือสูญเปล่า</p><p>[41:58] วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ไม่ประมาท ถ้าทำความดี ตายตอนไหนไม่มีปัญหา</p><p>[46:51] คุณค่าในชีวิต ไม่ว่าจะรูปแบบที่จะให้ชีวิตจบลงหรือเหลือต่อ ถ้าเห็นคุณค่าความดีในชีวิต อยู่กี่ปีก็ได้ตามเหตุตามปัจจัย ถ้าไม่เห็นคุณค่าในชีวิต มีอยู่ก็เหมือนไม่มี เหมือนคนที่ตายไปแล้ว</p><p>[49:42] สามารถเผยแพร่ “ธรรมะรับอรุณ” จากเว๊บไซต์หรือเฟสบุ๊คผ่านทางสื่อต่าง ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การตายเป็นธรรมดาของการเกิด เมื่อมีการเกิดจึงมีการตาย แต่การตายจะดีหรือไม่นั้น ดูที่ว่าเป็นการตายที่สูญเปล่าหรือไม่ คือ มีชีวิตอยู่แล้วมีประโยชน์ มีความเป็นอยู่อย่างดี ซื่อสัตย์ รักษาศีล รักษาวาจา การสละชีวิตเพื่อรักษาคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และขึ้นอยู่กับจิตที่ตั้งไว้ก่อนตาย ที่ถ้ามีการสั่งสมบุญไว้อย่างดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สร้างบารมีต่าง ๆ แล้ว สามารถระลึกถึงความดีได้ นั้นเป็นการตายที่ไม่สูญเปล่า</p><p>คุณค่าในชีวิตไม่ได้วัดตามเวลา แต่ดูที่ความไม่ประมาท ที่ความดีที่สร้างสั่งสม การกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นไปในทางกุศล อันไหนดี อันนั้นมีคุณค่า</p><p>Time Index</p><p>[05:23] การบวชสามเณร ให้พิจารณา 3 อย่างคือ 1) ควรบวชเพราะศรัทธาไม่ใช่ถูกบังคับ 2) ครูอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนและ 3) พ่อแม่ทำหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อสมณะตามทิศทั้ง 6</p><p>[20:03] วัดป่าดอนหายโศกกำหนดให้การบวชภิกษุและสามเณรเป็นเวลาอย่างน้อย  1 พรรษา และมีการจัดปฏิบัติธรรมทุกเดือนครั้งละ 7 วัน</p><p>[23:15] การทำการุณยฆาตหรือลักษณะอื่น ๆ ไม่จำเป็นจะต้องตกนรกเสมอไปใช่หรือไม่</p><p>[25:45] ตัวอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาล</p><p>[31:02] การตายที่ดีหรือไม่ดี ไม่สูญเปล่าหรือสูญเปล่า</p><p>[41:58] วันหนึ่งคืนหนึ่งที่ไม่ประมาท ถ้าทำความดี ตายตอนไหนไม่มีปัญหา</p><p>[46:51] คุณค่าในชีวิต ไม่ว่าจะรูปแบบที่จะให้ชีวิตจบลงหรือเหลือต่อ ถ้าเห็นคุณค่าความดีในชีวิต อยู่กี่ปีก็ได้ตามเหตุตามปัจจัย ถ้าไม่เห็นคุณค่าในชีวิต มีอยู่ก็เหมือนไม่มี เหมือนคนที่ตายไปแล้ว</p><p>[49:42] สามารถเผยแพร่ “ธรรมะรับอรุณ” จากเว๊บไซต์หรือเฟสบุ๊คผ่านทางสื่อต่าง ๆ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยธรรมะ (6210-7q)</title>
			<itunes:title>ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยธรรมะ (6210-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/3f0029ad-77f3-4451-9fdf-aa5400e1dce6/media.mp3" length="26146663" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">3f0029ad-77f3-4451-9fdf-aa5400e1dce6</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5645</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23MCDz9bJ6exfXYgnOxgepM]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5645.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หลักคุณธรรมต่างๆที่หัวหน้ากับลูกน้อง ควรปฏิบัติต่อกันควรวางใจตนเองอย่างไร เมื่อพบปัญหาในการทำงานหรือมีลูกน้องลาออกด้วยเหตุผลต่าง ๆ</p><p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนถึงหลักคุณธรรมต่าง ๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน ทั้งนี้ยังหมายรวมถึง ลูกจ้างกับนายจ้าง ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา ซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นประกอบด้วยหน้าที่ของทิศเบื้องล่าง หรือ “เหฏฐิมทิส”, สาราณียธรรม 6, พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, ฆราวาสธรรม 4, อิทธิบาทสี่</p><p>หลักคุณธรรมทั้ง 6 ข้างต้นที่ใช้เป็นแนวทางในการที่หัวหน้ากับลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน หากการทำความดีใด ๆ แล้วได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ไม่ควรเสียใจ เพราะความเสียใจทำให้สมาธิตั้งอยู่ไม่ได้ หมดกำลังใจ ท้อแท้ ความเพียรย่อหย่อน แต่ต้องแก้ไขโดยการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอาหลักของอิทธิบาท 4 มาปรับปรุงสถานการณ์ แก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาให้การทำงานดียิ่ง ๆ ขึ้นไป หากเราทำความดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงหรือหวั่นไหวกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หลักคุณธรรมต่างๆที่หัวหน้ากับลูกน้อง ควรปฏิบัติต่อกันควรวางใจตนเองอย่างไร เมื่อพบปัญหาในการทำงานหรือมีลูกน้องลาออกด้วยเหตุผลต่าง ๆ</p><p>พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนถึงหลักคุณธรรมต่าง ๆ ที่หัวหน้าและลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน ทั้งนี้ยังหมายรวมถึง ลูกจ้างกับนายจ้าง ผู้ที่เป็นบริวารที่คอยรับใช้หรือทำกิจให้เรา รวมทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างภายใต้การปกครองหรือการบังคับบัญชาของเรา ซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นประกอบด้วยหน้าที่ของทิศเบื้องล่าง หรือ “เหฏฐิมทิส”, สาราณียธรรม 6, พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, ฆราวาสธรรม 4, อิทธิบาทสี่</p><p>หลักคุณธรรมทั้ง 6 ข้างต้นที่ใช้เป็นแนวทางในการที่หัวหน้ากับลูกน้องควรปฏิบัติต่อกัน หากการทำความดีใด ๆ แล้วได้ผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ไม่ควรเสียใจ เพราะความเสียใจทำให้สมาธิตั้งอยู่ไม่ได้ หมดกำลังใจ ท้อแท้ ความเพียรย่อหย่อน แต่ต้องแก้ไขโดยการเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอาหลักของอิทธิบาท 4 มาปรับปรุงสถานการณ์ แก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาให้การทำงานดียิ่ง ๆ ขึ้นไป หากเราทำความดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขึ้นลงหรือหวั่นไหวกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อุบายแหวกม่านโมหะ (6209-7q)</title>
			<itunes:title>อุบายแหวกม่านโมหะ (6209-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Mar 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c4f8c61b-cb0a-4166-a595-aa5400e1dcdd/media.mp3" length="24766751" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c4f8c61b-cb0a-4166-a595-aa5400e1dcdd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5646</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22zBqxoReUW/BSsQYBq3O81]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5646.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางแก่พระจูฬปันถก เกี่ยวกับอุบายแหวกม่านโมหะมีรายละเอียดอย่างไร</p><p>พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางแก่พระจูฬปันถก โดยให้ลูบผ้าผืนหนึ่ง พร้อมทั้งบริกรรมว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ” เมื่อท่านลูบผ้าผืนนั้นอยู่และเห็นว่าผ้าผืนนั้นได้เปื้อนเหงื่อและฝุ่นจนสกปรกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตเครื่องหมายเพื่อทำความเข้าใจอิทธิวิธีต่าง ๆ และเกิดปัญญาญาณขึ้น รู้แจ้งแทงตลอดถึงความไม่เที่ยง ความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ควรยึดถือเอาไว้ ควรปล่อยวางเสีย จนสามารถละกิเลส สังโยชน์เครื่องร้อยรัดต่าง ๆ ลงได้ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด</p><p>ซึ่งแนวทางดังกล่าวข้างต้นมีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่มีปัญญาญาณหยั่งรู้อัธยาศัย อุปนิสัย อินทรีย์แก่อ่อน และเครื่องข้องแห่งเวไนยสัตว์ หรือที่เราเรียกว่า “อาสยานุสยญาณ” พร้อมทั้งทรงบอกถึงวิธีแก้ไขเพื่อให้สัตว์โลกนั้นเกิดปัญญาญาณขึ้น โดยปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดฐานที่ตั้งแห่งจิต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางแก่พระจูฬปันถก เกี่ยวกับอุบายแหวกม่านโมหะมีรายละเอียดอย่างไร</p><p>พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางแก่พระจูฬปันถก โดยให้ลูบผ้าผืนหนึ่ง พร้อมทั้งบริกรรมว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ” เมื่อท่านลูบผ้าผืนนั้นอยู่และเห็นว่าผ้าผืนนั้นได้เปื้อนเหงื่อและฝุ่นจนสกปรกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตเครื่องหมายเพื่อทำความเข้าใจอิทธิวิธีต่าง ๆ และเกิดปัญญาญาณขึ้น รู้แจ้งแทงตลอดถึงความไม่เที่ยง ความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ควรยึดถือเอาไว้ ควรปล่อยวางเสีย จนสามารถละกิเลส สังโยชน์เครื่องร้อยรัดต่าง ๆ ลงได้ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด</p><p>ซึ่งแนวทางดังกล่าวข้างต้นมีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่มีปัญญาญาณหยั่งรู้อัธยาศัย อุปนิสัย อินทรีย์แก่อ่อน และเครื่องข้องแห่งเวไนยสัตว์ หรือที่เราเรียกว่า “อาสยานุสยญาณ” พร้อมทั้งทรงบอกถึงวิธีแก้ไขเพื่อให้สัตว์โลกนั้นเกิดปัญญาญาณขึ้น โดยปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดฐานที่ตั้งแห่งจิต</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ตั้งมั่นในความดี (6209-3q)</title>
			<itunes:title>ตั้งมั่นในความดี (6209-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 26 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:49</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/aad44342-11b9-403b-b370-aa5400e1dcd8/media.mp3" length="24894566" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">aad44342-11b9-403b-b370-aa5400e1dcd8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5647</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21CoaPUw4urwGt6mMdw7Ou6]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5647.jpg"/>
			<description><![CDATA[คำถามจากทางบ้านทั้งหมด 8 ข้อถ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานบวชใจกับพระพุทธรูปที่บ้าน และได้ทำผิดศีลข้อ 3 จึงมีความสงสัยว่า ตัวเองปาราชิก ซึ่งปาราชิกไม่เกิดขึ้นกับฆราวาส มีแต่กับพระสงฆ์เท่านั้นใช่หรือไม่ถ้าปาราชิกแล้ว ทั้งฆราวาสและพระต้องตกนรกเหมือนกันหมดใช่หรือไม่ถ้าฆราวาสต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จะมีโอกาสแก้ตัวได้หรือไม่ หรือต้องตกนรกใช้กรรม แล้วจึงค่อยมาแก้ตัวในชาติหน้าหรือชาตินี้ จะต้องทำอย่างไรเมื่อผิดศีลข้อ 3 ทำไมจึงไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ดีเหมือนเดิมถ้าปฏิบัติธรรมชาตินี้ไม่ได้ จะขอรักษาศีลอย่างเดียว จะตกนรกหรือไม่ระหว่างพรหมกับโสดาบัน ใครมีคุณธรรมสูงกว่ากันในสมัยพุทธกาล มีผู้ที่ถูกแผ่นดินสูบทั้งหมดกี่คนขอคาถาในการไล่มดและปลวกที่บ้าน เพราะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[คำถามจากทางบ้านทั้งหมด 8 ข้อถ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานบวชใจกับพระพุทธรูปที่บ้าน และได้ทำผิดศีลข้อ 3 จึงมีความสงสัยว่า ตัวเองปาราชิก ซึ่งปาราชิกไม่เกิดขึ้นกับฆราวาส มีแต่กับพระสงฆ์เท่านั้นใช่หรือไม่ถ้าปาราชิกแล้ว ทั้งฆราวาสและพระต้องตกนรกเหมือนกันหมดใช่หรือไม่ถ้าฆราวาสต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จะมีโอกาสแก้ตัวได้หรือไม่ หรือต้องตกนรกใช้กรรม แล้วจึงค่อยมาแก้ตัวในชาติหน้าหรือชาตินี้ จะต้องทำอย่างไรเมื่อผิดศีลข้อ 3 ทำไมจึงไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ดีเหมือนเดิมถ้าปฏิบัติธรรมชาตินี้ไม่ได้ จะขอรักษาศีลอย่างเดียว จะตกนรกหรือไม่ระหว่างพรหมกับโสดาบัน ใครมีคุณธรรมสูงกว่ากันในสมัยพุทธกาล มีผู้ที่ถูกแผ่นดินสูบทั้งหมดกี่คนขอคาถาในการไล่มดและปลวกที่บ้าน เพราะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ (6208-7q)</title>
			<itunes:title>ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ (6208-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 23 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>5:09</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f7205424-d958-407b-a8ae-aa5400e1dcca/media.mp3" length="27788396" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f7205424-d958-407b-a8ae-aa5400e1dcca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5648</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq219bhqxgaJgFSanl9JJB5/e]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5648.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เคยนั่งสมาธิได้ 2 ชั่วโมงแต่ตอนนี้ทำไม่ได้ รู้สึกปวดหัวเมื่อทำได้เพียงแค่ 5 นาที ควรทำอย่างไรประโยชน์และเหตุผลของการรู้ประมาณในการบริโภค ข้อ “โภชเนมัตตัญญุตา” ตามแนวทางของพระพุทธองค์</p><p>เพื่อความเข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริงคือ ควรตั้งสติให้ดี สร้างเหตุปัจจัยให้ถูกต้องโดยการระลึกถึงอนุสสติ 10 อย่าให้เกิดความอยากจนกลายเป็นนิวรณ์ อย่าให้มีกามฉันทะ แต่ให้รู้ประมาณในการบริโภค การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การคบกัลยาณมิตร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อุปกิเลสทั้ง 11 อย่างค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปจนหมดได้ และทำให้สมาธิเราดีขึ้นได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เคยนั่งสมาธิได้ 2 ชั่วโมงแต่ตอนนี้ทำไม่ได้ รู้สึกปวดหัวเมื่อทำได้เพียงแค่ 5 นาที ควรทำอย่างไรประโยชน์และเหตุผลของการรู้ประมาณในการบริโภค ข้อ “โภชเนมัตตัญญุตา” ตามแนวทางของพระพุทธองค์</p><p>เพื่อความเข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริงคือ ควรตั้งสติให้ดี สร้างเหตุปัจจัยให้ถูกต้องโดยการระลึกถึงอนุสสติ 10 อย่าให้เกิดความอยากจนกลายเป็นนิวรณ์ อย่าให้มีกามฉันทะ แต่ให้รู้ประมาณในการบริโภค การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น การคบกัลยาณมิตร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้อุปกิเลสทั้ง 11 อย่างค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปจนหมดได้ และทำให้สมาธิเราดีขึ้นได้ในที่สุด</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ต้องสุดจบที่นิพพาน (6207-7q)</title>
			<itunes:title>ต้องสุดจบที่นิพพาน (6207-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 16 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>4:39</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e6e4341e-8413-44d0-8809-aa5400e1dcca/media.mp3" length="27245668" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e6e4341e-8413-44d0-8809-aa5400e1dcca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5649</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23i7d6v3c0KcoIdqCC97gv3]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5649.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การที่เห็นสภาวะกาย จิต อารมณ์ มันแยก ๆ ออกจากกันนี้จนไม่เห็นตัวที่เชื่อมต่อกัน เห็นมันเป็นอิสระจากกัน บางครั้งก็จะเห็นอารมณ์แยกไปจากจิต ไม่เห็นจิตมีเจ้าของมีแต่อาการ ต้องการขอคำชี้แนะเพิ่มเติมในการปฏิบัติ</p><p>พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนโดยเปรียบเทียบกายกับจิตของเรา ที่ต้องปฏิบัติภาวนาให้แยกกัน ให้พ้นจากกันให้ได้ เหมือนกับมือที่โบกไปในอากาศ หรือพระจันทร์บนท้องฟ้ากับพระจันทร์ที่สะท้อนในผิวน้ำ โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้อินทรีย์มีช่องทางคือใจเป็นที่แล่นไปสู่ใจมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ เพื่อให้สติรักษาจิต ทำให้ใจไม่หวั่นไหวและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจความพอใจหรือความไม่พอใจนั้น ๆ แต่ก็อาจจะทำให้เศร้าหมองไปบ้างตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ เห็นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เพราะมีกิเลสเกิดขึ้นที่จิตแล้วสติมีวิมุตติิ (ความพ้น) เป็นที่แล่นไปสู่ เห็นสภาวะกาย จิต อารมณ์ แยกออกจากกันหรือเป็นอิสระจากกัน เช่น ผู้ที่เข้าไปรับรู้ความคิดกับความคิดเป็นคนละส่วนกัน หรือผู้ที่เข้าไปรับรู้ความเจ็บในกายกับความเจ็บในกายก็เป็นคนละส่วนกัน เป็นต้นวิมุตตินำไปสู่นิพพานได้ โดยการฝึกจิตเพิ่มเติม ฝึกตั้งสติ ทำซ้ำ ๆ ทำย้ำ ๆ โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ฝึกให้ชำนาญ ให้มีความละเอียดและรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้กิเลสกลับกำเริบ เนื่องด้วยเมื่อจิตมีสมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวอยู่ กิเลสและนิวรณ์จะเกิดขึ้นไม่ได้ อุปกิเลสจะหายไป แต่รากหรืออวิชชายังอยู่ โดยที่เราไม่เห็นตัวมัน ไม่รับรู้อาการของมัน</p><p>ดังนั้นต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสมถะ (จิตเป็นอารมณ์อันเดียว) และวิปัสสนา (เห็นตามความเป็นจริง) มองเห็นทุกข์เป็นของไม่เที่ยง มองเห็นความเป็นอนัตตา สามารถปล่อยวางความยึดถือในจิตนั้นว่าเป็นตัวเรา ของเราลงได้ด้วยกำลังของสมาธิ จนเกิดความนิ่งและทำให้กายกับความคิดแยกออกจากกัน จนทำให้ความมีอยู่เป็นอยู่ของจิตดับลงเป็นความดับเย็นที่เรียกว่า ”นิพพาน”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การที่เห็นสภาวะกาย จิต อารมณ์ มันแยก ๆ ออกจากกันนี้จนไม่เห็นตัวที่เชื่อมต่อกัน เห็นมันเป็นอิสระจากกัน บางครั้งก็จะเห็นอารมณ์แยกไปจากจิต ไม่เห็นจิตมีเจ้าของมีแต่อาการ ต้องการขอคำชี้แนะเพิ่มเติมในการปฏิบัติ</p><p>พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนโดยเปรียบเทียบกายกับจิตของเรา ที่ต้องปฏิบัติภาวนาให้แยกกัน ให้พ้นจากกันให้ได้ เหมือนกับมือที่โบกไปในอากาศ หรือพระจันทร์บนท้องฟ้ากับพระจันทร์ที่สะท้อนในผิวน้ำ โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้อินทรีย์มีช่องทางคือใจเป็นที่แล่นไปสู่ใจมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ เพื่อให้สติรักษาจิต ทำให้ใจไม่หวั่นไหวและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจความพอใจหรือความไม่พอใจนั้น ๆ แต่ก็อาจจะทำให้เศร้าหมองไปบ้างตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ เห็นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เพราะมีกิเลสเกิดขึ้นที่จิตแล้วสติมีวิมุตติิ (ความพ้น) เป็นที่แล่นไปสู่ เห็นสภาวะกาย จิต อารมณ์ แยกออกจากกันหรือเป็นอิสระจากกัน เช่น ผู้ที่เข้าไปรับรู้ความคิดกับความคิดเป็นคนละส่วนกัน หรือผู้ที่เข้าไปรับรู้ความเจ็บในกายกับความเจ็บในกายก็เป็นคนละส่วนกัน เป็นต้นวิมุตตินำไปสู่นิพพานได้ โดยการฝึกจิตเพิ่มเติม ฝึกตั้งสติ ทำซ้ำ ๆ ทำย้ำ ๆ โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ฝึกให้ชำนาญ ให้มีความละเอียดและรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้กิเลสกลับกำเริบ เนื่องด้วยเมื่อจิตมีสมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวอยู่ กิเลสและนิวรณ์จะเกิดขึ้นไม่ได้ อุปกิเลสจะหายไป แต่รากหรืออวิชชายังอยู่ โดยที่เราไม่เห็นตัวมัน ไม่รับรู้อาการของมัน</p><p>ดังนั้นต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสมถะ (จิตเป็นอารมณ์อันเดียว) และวิปัสสนา (เห็นตามความเป็นจริง) มองเห็นทุกข์เป็นของไม่เที่ยง มองเห็นความเป็นอนัตตา สามารถปล่อยวางความยึดถือในจิตนั้นว่าเป็นตัวเรา ของเราลงได้ด้วยกำลังของสมาธิ จนเกิดความนิ่งและทำให้กายกับความคิดแยกออกจากกัน จนทำให้ความมีอยู่เป็นอยู่ของจิตดับลงเป็นความดับเย็นที่เรียกว่า ”นิพพาน”</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุพระนิพพาน</title>
			<itunes:title>ปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุพระนิพพาน</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 09 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/446406d4-ea64-4736-b9d0-aa5400e1dcca/media.mp3" length="25522386" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">446406d4-ea64-4736-b9d0-aa5400e1dcca</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21TlkiBjctkNPKBwW8H3GIb]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>“จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นการถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ใช่หรือไม่การบรรลุธรรมของพระราหุลเกิดจากการเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณ ใช่หรือไม่หากผู้ที่รู้เรื่องไตรลักษณ์ในระดับสัญญา นำสัญญาเรื่องไตรลักษณ์มาทบทวนด้วยตนเอง ควรทำหรือไม่สัญญาที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน หากนำมาเพ่ง (ฌาน) จะเกิดญาณหรือไม่ ถ้าเกิดญาณจะเป็นญาณแบบไหนสิกขาบทที่ว่า “อนึ่งภิกษุใด รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” ต่างจากการละเมิดศีลข้อที่ 2 อย่างไร </p><p>“จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นพระสูตรที่เป็นการติวเข้มของพระพุทธเจ้าต่อพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ หรือ “อนิจจัง ทุกขัง อนันตา” ถือเป็นสุดยอดของคำสอนที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี เป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นการเห็นขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) อายตนะภายใน (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของไม่เที่ยง ซึ่งการเห็นนี้เกิดจากสัมมาทิฐิซึ่งถือเป็นความรู้หรือญาณ อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือของทุกข์ และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>“จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นการถามตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนันตา) ใช่หรือไม่การบรรลุธรรมของพระราหุลเกิดจากการเปลี่ยนสัญญาเป็นญาณ ใช่หรือไม่หากผู้ที่รู้เรื่องไตรลักษณ์ในระดับสัญญา นำสัญญาเรื่องไตรลักษณ์มาทบทวนด้วยตนเอง ควรทำหรือไม่สัญญาที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือน หากนำมาเพ่ง (ฌาน) จะเกิดญาณหรือไม่ ถ้าเกิดญาณจะเป็นญาณแบบไหนสิกขาบทที่ว่า “อนึ่งภิกษุใด รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” ต่างจากการละเมิดศีลข้อที่ 2 อย่างไร </p><p>“จูฬราหุโลวาทสูตร (๑๔๗)” เป็นพระสูตรที่เป็นการติวเข้มของพระพุทธเจ้าต่อพระราหุลในเรื่อง ไตรลักษณ์ หรือ “อนิจจัง ทุกขัง อนันตา” ถือเป็นสุดยอดของคำสอนที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี เป็นปฏิปทาอันเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นการเห็นขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) อายตนะภายใน (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์) เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของไม่เที่ยง ซึ่งการเห็นนี้เกิดจากสัมมาทิฐิซึ่งถือเป็นความรู้หรือญาณ อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือของทุกข์ และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปัญหาที่เข้าใจได้ไม่ยากด้วยปัญญา (6205-7q)</title>
			<itunes:title>ปัญหาที่เข้าใจได้ไม่ยากด้วยปัญญา (6205-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 02 Feb 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c9d6b43f-0a6a-41da-9f5c-aa5400e1dcc5/media.mp3" length="28036831" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c9d6b43f-0a6a-41da-9f5c-aa5400e1dcc5</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq222asansu/Iy1c0gDuUkh4H]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ปัญหาที่เข้าใจยากทั้ง 7 ประการเหล่านี้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใช่หรือไม่ อย่างไร</p><p>โดยสรุปแล้ว เมื่อเราได้รับฟังหรือการส่งต่อข้อความใด ๆ มาก็ดี ให้เราทำใจและวางตน ดังนี้อย่าเพิ่งคัดค้านหรือลงใจเชื่อ แต่ให้จำข้อความเหล่านั้นไว้ให้ดีแล้วนำไปตรวจสอบโดยการเทียบเคียงกับพระสูตรหรือพระวินัย แล้วดูว่าสอดคล้อง ลงรับกันได้หรือไม่ เพราะ หากเราแสดงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือแสดงเอาไว้ โดยที่ท่านมิได้แสดงไว้เลย จะเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จะเป็นไปเพื่อความเดือดร้อน เพื่อความเข้าใจผิด เพื่อผิดเพี้ยนบิดเบือนไป และไม่ควรส่งต่อไปยังผู้อื่นอย่างแน่นอนอย่าวางจิตพยาบาท เบียดเบียน ไม่พอใจในผู้ที่ส่งต่อข้อความมาให้มีความคิดรอบคอบ พิจารณาข้อความทั้งในเชิงของอรรถะและพยัญชนะ แนวคิดทั้งเบื้อต้นเบื้องปลาย แล้วจึงตัดสินใจว่าควรส่งต่อให้กับผู้อื่นอีกหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ปัญหาที่เข้าใจยากทั้ง 7 ประการเหล่านี้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใช่หรือไม่ อย่างไร</p><p>โดยสรุปแล้ว เมื่อเราได้รับฟังหรือการส่งต่อข้อความใด ๆ มาก็ดี ให้เราทำใจและวางตน ดังนี้อย่าเพิ่งคัดค้านหรือลงใจเชื่อ แต่ให้จำข้อความเหล่านั้นไว้ให้ดีแล้วนำไปตรวจสอบโดยการเทียบเคียงกับพระสูตรหรือพระวินัย แล้วดูว่าสอดคล้อง ลงรับกันได้หรือไม่ เพราะ หากเราแสดงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หรือแสดงเอาไว้ โดยที่ท่านมิได้แสดงไว้เลย จะเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก จะเป็นไปเพื่อความเดือดร้อน เพื่อความเข้าใจผิด เพื่อผิดเพี้ยนบิดเบือนไป และไม่ควรส่งต่อไปยังผู้อื่นอย่างแน่นอนอย่าวางจิตพยาบาท เบียดเบียน ไม่พอใจในผู้ที่ส่งต่อข้อความมาให้มีความคิดรอบคอบ พิจารณาข้อความทั้งในเชิงของอรรถะและพยัญชนะ แนวคิดทั้งเบื้อต้นเบื้องปลาย แล้วจึงตัดสินใจว่าควรส่งต่อให้กับผู้อื่นอีกหรือไม่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปุพพนิมิตแห่งโสดาบันเพื่อละซึ่งสักกายทิฐิ</title>
			<itunes:title>ปุพพนิมิตแห่งโสดาบันเพื่อละซึ่งสักกายทิฐิ</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 26 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/4fd8bce4-5d8c-45e6-9184-aa5400e1dcc3/media.mp3" length="27157609" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">4fd8bce4-5d8c-45e6-9184-aa5400e1dcc3</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq210eIJw5Vlm4cPcERUypQuS]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564c.jpg"/>
			<description><![CDATA[สักกายทิฏฐิ 20 เกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 อย่างไรคำอธิบายโดยรายละเอียดเกี่ยวกับ "ขั้นตอนปฏิบัติธรรมเพื่อละสักกายทิฏฐิ"ความหมายของ “ปุพพนิมิตแห่งพระโสดาบัน”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[สักกายทิฏฐิ 20 เกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 อย่างไรคำอธิบายโดยรายละเอียดเกี่ยวกับ "ขั้นตอนปฏิบัติธรรมเพื่อละสักกายทิฏฐิ"ความหมายของ “ปุพพนิมิตแห่งพระโสดาบัน”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตหลุดพ้นจากอาสวะ (6204-3q)</title>
			<itunes:title>จิตหลุดพ้นจากอาสวะ (6204-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 22 Jan 2019 21:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:18</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a6507509-c866-4120-ae8b-aa5400e1dcbd/media.mp3" length="25606598" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a6507509-c866-4120-ae8b-aa5400e1dcbd</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21lgY8ge3kuHESS15eBCASW]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>จิตของเราเปรียบเหมือนดวงไฟ โดยมีขันธ์ 5 และตัณหาเป็นเชื้อเพลิง ตัณหาไม่ได้จะไปยึดถือในอะไรอีก นอกจากในขันธ์ 5 เท่านั้น…ตัณหาเพราะมี จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ ที่มันก้าวลงไปในขันธ์ 5 มันจึงเป็นภพ จึงเป็นชาติขึ้นมา ถ้าเมื่อไหร่ เราละความยึดถือคืออุปาทาน ด้วยปัญญาแล้ว ขันธ์ 5 ก็เป็นของมันอย่างนั้น แล้วดวงไฟก็ไม่มี จิตก็ดับไป</p><p>เรารู้สึกว่า จิตนี้มันมีอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นภาพลวงตา การที่เข้าใจว่า จิตเป็นตัวตน เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่น สิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น จะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุ จะดับได้เหตุก็ต้องดับ ลักษณะนี้เขาเรียกว่า ความเป็นอนัตตา</p><p>ที่เราไปคิดนึกว่า เป็นของเรา เพราะบางทีที่มันขยับได้ตามที่เราคิด..เราจึงไปมีความยึดถือคืออุปาทาน นั่นจึงเป็นปัญหา</p><p>แล้วถามว่าจะทำยังไง?…ต้องตัดตรงอุปาทาน พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5  มันจะมีความหน่าย คลายกำหนัด ละ วาง ความยึดถือหรืออุปาทานได้ จิตจะดับไป เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อดับไป ความร้อนไม่มี มันจะเย็น ความดับนั้นคือนิโรธ ความเย็นนั้นคือนิพพาน เราก็จะหลุดพ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>จิตของเราเปรียบเหมือนดวงไฟ โดยมีขันธ์ 5 และตัณหาเป็นเชื้อเพลิง ตัณหาไม่ได้จะไปยึดถือในอะไรอีก นอกจากในขันธ์ 5 เท่านั้น…ตัณหาเพราะมี จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ ที่มันก้าวลงไปในขันธ์ 5 มันจึงเป็นภพ จึงเป็นชาติขึ้นมา ถ้าเมื่อไหร่ เราละความยึดถือคืออุปาทาน ด้วยปัญญาแล้ว ขันธ์ 5 ก็เป็นของมันอย่างนั้น แล้วดวงไฟก็ไม่มี จิตก็ดับไป</p><p>เรารู้สึกว่า จิตนี้มันมีอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นภาพลวงตา การที่เข้าใจว่า จิตเป็นตัวตน เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่น สิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น จะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุ จะดับได้เหตุก็ต้องดับ ลักษณะนี้เขาเรียกว่า ความเป็นอนัตตา</p><p>ที่เราไปคิดนึกว่า เป็นของเรา เพราะบางทีที่มันขยับได้ตามที่เราคิด..เราจึงไปมีความยึดถือคืออุปาทาน นั่นจึงเป็นปัญหา</p><p>แล้วถามว่าจะทำยังไง?…ต้องตัดตรงอุปาทาน พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5  มันจะมีความหน่าย คลายกำหนัด ละ วาง ความยึดถือหรืออุปาทานได้ จิตจะดับไป เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อดับไป ความร้อนไม่มี มันจะเย็น ความดับนั้นคือนิโรธ ความเย็นนั้นคือนิพพาน เราก็จะหลุดพ้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>จิตต้องหลุดพ้นจากอวิชชา เพื่อเป็นผู้ไกลจากกิเลส</title>
			<itunes:title>จิตต้องหลุดพ้นจากอวิชชา เพื่อเป็นผู้ไกลจากกิเลส</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 19 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:33</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/e275e2ba-4291-420f-9815-aa5400e1dcb8/media.mp3" length="27652529" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">e275e2ba-4291-420f-9815-aa5400e1dcb8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq224RE9BM6LvZ5yeJNrHnIq2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564e.jpg"/>
			<description><![CDATA[เมื่อมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว การกระทำที่ต่างกันในสถานการณ์ที่ต่างกัน จะเป็นบาปมากหรือน้อย แตกต่างกันหรือไม่อย่างไรทำความเข้าใจอย่างละเอียดจากพุทธพจน์ “ภิกษุ ท. ! จิตนี้ เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิตนั้นแล เข้าถึงความเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมา….”ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบ และลักษณะของ “ปฎิจจสมุปบาท”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เมื่อมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว การกระทำที่ต่างกันในสถานการณ์ที่ต่างกัน จะเป็นบาปมากหรือน้อย แตกต่างกันหรือไม่อย่างไรทำความเข้าใจอย่างละเอียดจากพุทธพจน์ “ภิกษุ ท. ! จิตนี้ เป็นธรรมชาติประภัสสร แต่จิตนั้นแล เข้าถึงความเศร้าหมองแล้ว เพราะอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมา….”ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบ และลักษณะของ “ปฎิจจสมุปบาท”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ไม่มีเราในความเป็นอนัตตา (6203-3q)</title>
			<itunes:title>ไม่มีเราในความเป็นอนัตตา (6203-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 15 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/311e0418-68da-40d6-bbd8-aa5400e1dcb4/media.mp3" length="25678125" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">311e0418-68da-40d6-bbd8-aa5400e1dcb4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c564f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20BkZ/GU7RbvsQGvJQ3RVBf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c564f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบกิเลสว่าคือ “มารผู้ล้างผลาญความดี” ทำให้ความดีของเราไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้มีความมั่นใจลงใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะสามารถก้าวต่อไปทำความดีต่อไปได้เพราะเหตุใดเราต้องพิจารณาความไม่เที่ยง ให้เห็นว่าไม่เป็นเรา – ของเรา แล้วการพิจารณาแบบนี้มีความเกี่ยวโยง กันอย่างไร แล้วต้องพิจารณาแยกแยะจนไปสุดที่ตรงไหน?อนัตตา คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างิๆ ที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น โดยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง มันจึงมีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ ฉะนั้นเราไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอยากเป็นทุกข์ เพราะมีความอยากเป็นการยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา การมีตัวเราของเราก็เพราะอุปาทาน … ซึ่งอุปทานเกิดในขันธ์ 5 เท่านั้นจิตที่มีราคะ โทสะ โมหะ คือ อาการที่ขันธ์ 5 เขากระทำต่อกันเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะใช่หรือไม่ ? แล้วขันธ์แต่ละตัวมีราคะ โทสะ โมหะได้หรือไม่?จิตที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมายถึงจิตที่ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ทั้ง 5 ใช่หรือไม่?</p><p>พระพุทธเจ้าบอกว่า ความอยากเป็นเหตุของความทุกข์ เพราะพอมีความอยากจึงมีความยึดถือว่านี่เป็นตัวเราของเรา ความที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นผลของความยึดถือคืออุปาทาน ที่มีเหตุมาจากตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทาน จึงมีความรู้สึกเป็นตัวเราของเราขึ้นมา นั่นคือ สภาวะที่เป็นภพ “เอตังมะมะ เอโสหะมัสมิ เอโสเมอัตตา”  ที่เรารู้สึกว่า นี่คือกายของเรา เพราะเรามีความยึดถือเข้าไปแล้ว” แต่ความรู้สึกในกายเป็นคนละแบบ</p><p>เหล่าพระอรหันต์จะเห็นกายโดยความที่เป็นอนัตตา โดยความที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย โดยความที่ไม่มีความยึดถือ ขยับเขยื้อนตามนั้น รับรู้ได้ธรรมดา เป็นสมมุติโลก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสเปรียบกิเลสว่าคือ “มารผู้ล้างผลาญความดี” ทำให้ความดีของเราไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้มีความมั่นใจลงใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะสามารถก้าวต่อไปทำความดีต่อไปได้เพราะเหตุใดเราต้องพิจารณาความไม่เที่ยง ให้เห็นว่าไม่เป็นเรา – ของเรา แล้วการพิจารณาแบบนี้มีความเกี่ยวโยง กันอย่างไร แล้วต้องพิจารณาแยกแยะจนไปสุดที่ตรงไหน?อนัตตา คือ คุณสมบัติของสิ่งต่างิๆ ที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น โดยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวของมันเอง มันจึงมีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ ฉะนั้นเราไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราพระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอยากเป็นทุกข์ เพราะมีความอยากเป็นการยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา การมีตัวเราของเราก็เพราะอุปาทาน … ซึ่งอุปทานเกิดในขันธ์ 5 เท่านั้นจิตที่มีราคะ โทสะ โมหะ คือ อาการที่ขันธ์ 5 เขากระทำต่อกันเรียบร้อยแล้ว ผลออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะใช่หรือไม่ ? แล้วขันธ์แต่ละตัวมีราคะ โทสะ โมหะได้หรือไม่?จิตที่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย หมายถึงจิตที่ปล่อยวางจากอุปทานขันธ์ทั้ง 5 ใช่หรือไม่?</p><p>พระพุทธเจ้าบอกว่า ความอยากเป็นเหตุของความทุกข์ เพราะพอมีความอยากจึงมีความยึดถือว่านี่เป็นตัวเราของเรา ความที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นผลของความยึดถือคืออุปาทาน ที่มีเหตุมาจากตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทาน จึงมีความรู้สึกเป็นตัวเราของเราขึ้นมา นั่นคือ สภาวะที่เป็นภพ “เอตังมะมะ เอโสหะมัสมิ เอโสเมอัตตา”  ที่เรารู้สึกว่า นี่คือกายของเรา เพราะเรามีความยึดถือเข้าไปแล้ว” แต่ความรู้สึกในกายเป็นคนละแบบ</p><p>เหล่าพระอรหันต์จะเห็นกายโดยความที่เป็นอนัตตา โดยความที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย โดยความที่ไม่มีความยึดถือ ขยับเขยื้อนตามนั้น รับรู้ได้ธรรมดา เป็นสมมุติโลก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะพระพุทธเจ้าชนะทุกสิ่ง (6202-7q)</title>
			<itunes:title>ธรรมะพระพุทธเจ้าชนะทุกสิ่ง (6202-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 12 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:12</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c4c9d3be-5552-4562-9c57-aa5400e1dcb4/media.mp3" length="28448571" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c4c9d3be-5552-4562-9c57-aa5400e1dcb4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5650</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20BMq5GbwDI8U4jQBYzWVl2]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5650.jpg"/>
			<description><![CDATA[คำถามจากทางบ้าน  8 ข้อแนวทางแก้ไข เมื่อมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัวทวีป “อุตตรกุรุทวีป” จะใช้แสงสว่างจากแก้วมณีอย่างเดียว เพราะพระอาทิตย์ส่องไปไม่ถึงใช่หรือไม่ อย่างไรมนุษย์ในชมพูทวีป หมายถึงมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ใช่หรือไม่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าแตกต่างกับพระพุทธเจ้าอย่างไรควรใช้ธรรมะใด เมื่อบุตรธิดาติดมือถือ มีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ฟัง และทำให้มีการโต้เถียงกันแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเจริญ เมื่อมีเหตุให้เสื่อมศรัทธาในบุคคลใดบุคคลหนึ่งขยายความเพิ่มเติมสำหรับข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?” จาก “ความไม่เที่ยง” แล้วโยงมา “ไม่เป็นเรา” สามารถเชื่อมโยงมาหรือเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรทำความเข้าใจในเชิงรูปธรรมเพื่อหาที่สุดจบจาก “ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[คำถามจากทางบ้าน  8 ข้อแนวทางแก้ไข เมื่อมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัวทวีป “อุตตรกุรุทวีป” จะใช้แสงสว่างจากแก้วมณีอย่างเดียว เพราะพระอาทิตย์ส่องไปไม่ถึงใช่หรือไม่ อย่างไรมนุษย์ในชมพูทวีป หมายถึงมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ใช่หรือไม่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าแตกต่างกับพระพุทธเจ้าอย่างไรควรใช้ธรรมะใด เมื่อบุตรธิดาติดมือถือ มีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ฟัง และทำให้มีการโต้เถียงกันแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเจริญ เมื่อมีเหตุให้เสื่อมศรัทธาในบุคคลใดบุคคลหนึ่งขยายความเพิ่มเติมสำหรับข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?” จาก “ความไม่เที่ยง” แล้วโยงมา “ไม่เป็นเรา” สามารถเชื่อมโยงมาหรือเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรทำความเข้าใจในเชิงรูปธรรมเพื่อหาที่สุดจบจาก “ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้”<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต (6201-7q)</title>
			<itunes:title>ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต (6201-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 05 Jan 2019 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/13baa74e-cdbe-4b09-b51c-aa5400e1dcaa/media.mp3" length="27649005" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">13baa74e-cdbe-4b09-b51c-aa5400e1dcaa</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5651</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21LJPB+qo5haQ6Ko+E/jRAY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5651.jpg"/>
			<description><![CDATA[คำถามจากทางบ้าน 7 ข้อความแตกต่างระหว่าง โทสะ กับ โมหะทำความเข้าใจโดยละเอียดเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”ผู้ที่ถือศีลแปด สามารถยืนดื่มน้ำได้หรือไม่ในศีลข้อที่ 5 ที่ว่าเว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่ทำความเข้าใจโดยละเอียดของคำว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” และข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?”สงสัยประโยคที่ว่า “ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา” อันนี้แปลถูกต้องดีงามแล้วหรือยัง ถ้าสมมุติจะแปลว่า “ควรหรือ จะถือเอา/จะอยากได้ สิ่งนั้นมาเป็นของเรา” พอจะได้หรือไม่ คือถ้าแปลแบบแรกยังไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรจาก “สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจว่ามันไม่ใช่ของเรา” แต่ถ้าแปลแบบว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ควรเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา” อันนี้ดูจะเข้าใจง่ายกว่า และจะไม่อยากได้สิ่งนั้นๆได้ง่ายกว่าในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[คำถามจากทางบ้าน 7 ข้อความแตกต่างระหว่าง โทสะ กับ โมหะทำความเข้าใจโดยละเอียดเกี่ยวกับ “พิจารณากายในกาย จิตในจิต และเวทนาในเวทนา”ผู้ที่ถือศีลแปด สามารถยืนดื่มน้ำได้หรือไม่ในศีลข้อที่ 5 ที่ว่าเว้นจากของมึนเมา สามารถดื่ม SPY ได้หรือไม่ทำความเข้าใจโดยละเอียดของคำว่า “ภัยทั้งหลายเกิดแต่จิต” และข้อความในพระสูตรที่ว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?”สงสัยประโยคที่ว่า “ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา” อันนี้แปลถูกต้องดีงามแล้วหรือยัง ถ้าสมมุติจะแปลว่า “ควรหรือ จะถือเอา/จะอยากได้ สิ่งนั้นมาเป็นของเรา” พอจะได้หรือไม่ คือถ้าแปลแบบแรกยังไม่เข้าใจว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรจาก “สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจว่ามันไม่ใช่ของเรา” แต่ถ้าแปลแบบว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ควรเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเรา” อันนี้ดูจะเข้าใจง่ายกว่า และจะไม่อยากได้สิ่งนั้นๆได้ง่ายกว่าในวันที่โลกสมมุติให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ อามิสเป็นขั้นแรกของศรัทธาในพุทธศาสนา แต่ศรัทธาก็ต้องคู่กับปัญญา ถูกต้องหรือไม่<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อานาปานสติ…เจริญให้มากทำให้มาก จึงมีผลและอานิสงส์มาก</title>
			<itunes:title>อานาปานสติ…เจริญให้มากทำให้มาก จึงมีผลและอานิสงส์มาก</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 28 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:43</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/a89241d1-af59-4550-9107-aa5200dcbe76/media.mp3" length="28686944" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">a89241d1-af59-4550-9107-aa5200dcbe76</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5652</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21hm4fIJmV86hCvM17J2/8a]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5652.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หากสติรับรู้ถึงลมหายใจ จิตก็จะอยู่ที่ลมหายใจเช่นกัน ทำให้ลมหายใจมีพลัง นั่นหมายถึงว่า อานาปานสติจะมีพลัง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สติจะมีพลังมากขึ้นตามกระบวนการของอานาปานสติ </p><p>ทั้งนี้เราควรจะปฏิบัติด้วยการปรารภความเพียรที่เหมาะสม ไม่หนักหรือย่อหย่อนเกินไป จะทำให้การทำสมาธินั้นไม่สำเร็จอาจจะเกิดอาการปวดศรีษะ ปวดหว่างคิ้ว หรือเผลอหลงลืมสติได้ </p><p>อุปสรรคหนึ่งที่ทำให้สติไม่มีกำลังคือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการระลึกถึงลมหายใจอยู่บ่อย ๆ แล้วจะทำให้สติมีกำลังมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ถือเป็นทักษะที่สามารถฝึกทำให้มีและดีขึ้นได้ ควรฝึกปฏิบัติซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ด้วยความแยบคาย รู้จักสังเกต เพ่งดูให้ดี ค่อย ๆ ปรับให้ถูกต้อง อย่าล้มเลิกกลางครัน จนทำให้ความรู้สึกทางกาย การรับรู้ทางใจ หรือความคิดระงับลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หากสติรับรู้ถึงลมหายใจ จิตก็จะอยู่ที่ลมหายใจเช่นกัน ทำให้ลมหายใจมีพลัง นั่นหมายถึงว่า อานาปานสติจะมีพลัง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สติจะมีพลังมากขึ้นตามกระบวนการของอานาปานสติ </p><p>ทั้งนี้เราควรจะปฏิบัติด้วยการปรารภความเพียรที่เหมาะสม ไม่หนักหรือย่อหย่อนเกินไป จะทำให้การทำสมาธินั้นไม่สำเร็จอาจจะเกิดอาการปวดศรีษะ ปวดหว่างคิ้ว หรือเผลอหลงลืมสติได้ </p><p>อุปสรรคหนึ่งที่ทำให้สติไม่มีกำลังคือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการระลึกถึงลมหายใจอยู่บ่อย ๆ แล้วจะทำให้สติมีกำลังมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ถือเป็นทักษะที่สามารถฝึกทำให้มีและดีขึ้นได้ ควรฝึกปฏิบัติซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ด้วยความแยบคาย รู้จักสังเกต เพ่งดูให้ดี ค่อย ๆ ปรับให้ถูกต้อง อย่าล้มเลิกกลางครัน จนทำให้ความรู้สึกทางกาย การรับรู้ทางใจ หรือความคิดระงับลง</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สำเร็จได้ตามควรแก่ฐานะ ด้วยการปฏิบัติตามมรรคแปด (6152-3q)</title>
			<itunes:title>สำเร็จได้ตามควรแก่ฐานะ ด้วยการปฏิบัติตามมรรคแปด (6152-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 25 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>45:22</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/bdcd280d-a81f-4e32-af0e-aa5200dcbe8b/media.mp3" length="21806325" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bdcd280d-a81f-4e32-af0e-aa5200dcbe8b</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5653</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22niOrP8HidqEsn9Ev7wdWz]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5653.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เหตุแห่งการให้มีอายุยืน คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ซึ่งแตกต่างจากการที่จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งสุขภาพดีมีเหตุมาจากการไม่เบียดเบียนสัตว์ และความมีเมตตา กรุณา หวังความเจริญในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นเหตุให้มีทั้งอายุยืนและสุขภาพดี โดยถ้าเกิดในชาติใหม่ ภพใหม่ ก็จะทำให้มีอายุยืน </p><p>ดังนั้น ถ้าเราอยากที่จะมีอายุยืน ก็ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ปรากฏในอนายุสสสูตร ซึ่งเมื่อรวมสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 ก็จะรวมเป็น 7 ข้อ ถ้าเราปล่อยวางให้จิตใจมีความเย็น มีความวางเฉย ก็จะเป็นเหตุให้อายุยืน </p><p>นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ในเรื่องของศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ทั้งหมดนี้ จะมารวมลงสอดคล้องกันอยู่ในมรรคแปด ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตามมรรคแปดได้อย่างดี อะไรก็สำเร็จได้ คำว่าสำเร็จได้คือโดยควรแก่ฐานะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เหตุแห่งการให้มีอายุยืน คือ การไม่ฆ่าสัตว์ ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ซึ่งแตกต่างจากการที่จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งสุขภาพดีมีเหตุมาจากการไม่เบียดเบียนสัตว์ และความมีเมตตา กรุณา หวังความเจริญในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะเป็นเหตุให้มีทั้งอายุยืนและสุขภาพดี โดยถ้าเกิดในชาติใหม่ ภพใหม่ ก็จะทำให้มีอายุยืน </p><p>ดังนั้น ถ้าเราอยากที่จะมีอายุยืน ก็ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่ปรากฏในอนายุสสสูตร ซึ่งเมื่อรวมสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 ก็จะรวมเป็น 7 ข้อ ถ้าเราปล่อยวางให้จิตใจมีความเย็น มีความวางเฉย ก็จะเป็นเหตุให้อายุยืน </p><p>นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ในเรื่องของศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ทั้งหมดนี้ จะมารวมลงสอดคล้องกันอยู่ในมรรคแปด ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตามมรรคแปดได้อย่างดี อะไรก็สำเร็จได้ คำว่าสำเร็จได้คือโดยควรแก่ฐานะ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รายการ ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 23 ธ.ค.2561 (6151-7q)</title>
			<itunes:title>รายการ ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 23 ธ.ค.2561 (6151-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 22 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>59:02</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/eaee8d79-bfe5-4ab9-af88-aa5900628f84/media.mp3" length="28367909" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">eaee8d79-bfe5-4ab9-af88-aa5900628f84</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5654</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23PRjljjp4wpT/vLyWXBBGA]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5654.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เสียงบันทึก รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live ” ในช่วงสากัจฉาธรรม  เป็นการถ่ายทอดสด จากทางห้องส่ง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย คุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณโณ วันที่ 23 ธ.ค.2561 เวลา 5:00 - 6:00 น.</p><p>ประเด็นคำถามนั้น ก็ตามใจท่านผู้ฟังที่โทรศัพท์ถามกันเข้ามาในรายการ -ถามตอบกันสด ๆ ณ ที่นั้นเลย-</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เสียงบันทึก รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live ” ในช่วงสากัจฉาธรรม  เป็นการถ่ายทอดสด จากทางห้องส่ง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย คุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณโณ วันที่ 23 ธ.ค.2561 เวลา 5:00 - 6:00 น.</p><p>ประเด็นคำถามนั้น ก็ตามใจท่านผู้ฟังที่โทรศัพท์ถามกันเข้ามาในรายการ -ถามตอบกันสด ๆ ณ ที่นั้นเลย-</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>รายการ ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 22 ธ.ค.2561 (6151-6q)</title>
			<itunes:title>รายการ ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 22 ธ.ค.2561 (6151-6q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 21 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>57:47</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/9c494c94-50ce-4a0d-974b-aa5900628f84/media.mp3" length="27767929" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">9c494c94-50ce-4a0d-974b-aa5900628f84</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5655</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23hbgpKP44UV/mdyn59Jqv5]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5655.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เสียงบันทึก รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live ” ในช่วงสากัจฉาธรรม  เป็นการถ่ายทอดสด จากทางห้องส่ง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย คุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณโณ วันที่ 22 ธ.ค.2561 เวลา 5:00 - 6:00 น.</p><p>ประเด็นคำถามนั้น ก็ตามใจท่านผู้ฟังที่โทรศัพท์ถามกันเข้ามาในรายการ -ถามตอบกันสด ๆ ณ ที่นั้นเลย-</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เสียงบันทึก รายการ “ธรรมะรับอรุณ Live ” ในช่วงสากัจฉาธรรม  เป็นการถ่ายทอดสด จากทางห้องส่ง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย คุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณโณ วันที่ 22 ธ.ค.2561 เวลา 5:00 - 6:00 น.</p><p>ประเด็นคำถามนั้น ก็ตามใจท่านผู้ฟังที่โทรศัพท์ถามกันเข้ามาในรายการ -ถามตอบกันสด ๆ ณ ที่นั้นเลย-</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เมล็ดพันธุ์แห่งกุศลธรรม (6151-3q)</title>
			<itunes:title>เมล็ดพันธุ์แห่งกุศลธรรม (6151-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 18 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>52:34</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/6262be56-2e01-44f8-b15b-aa5200dcbe6c/media.mp3" length="25262044" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">6262be56-2e01-44f8-b15b-aa5200dcbe6c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5656</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20WDRSWmkJYakHtGXdcUi7K]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5656.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เมล็ดพันธ์พืชที่ยังดี ไม่เน่าไม่ถูกแดดเผา ในต้นฤดูหนาวยังปลูกไม่ได้ ไม่มีน้ำไม่มีแดด ต้องเก็บไว้อย่างดี เมื่อปลูกลงไปในดิน เกิดเป็นต้นขึ้นมาได้ ความดีที่มีแม้น้อย เปรียบเหมือนกับเมล็ด ภายหลังต่อมาความดีไม่เสื่อมไป กุศลมูลยังไม่ขาดราก กุศลอื่น ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาได้ เพราะปลูกลงไปในดินที่ดี เพราะว่าเมล็ดนั้นยังเป็นเมล็ดที่ดี</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนกับศาสดา เป็นผู้สอนที่ยังคอยบอกคอยขนาบ กล่าวชี้แล้วชี้โทษอีก ให้มีความละอายต่อบาป กลัวต่อบาปเป็นหิริโอตตัปปะ เป็นอริยทรัพย์ เราจะมีความเจริญได้แน่นอน เรามีเมล็ดพันธ์แห่งกุศลธรรมดีอยู่ มีกายมีใจให้เป็นเหมือนกับดินที่ดี กุศลธรรมในจิตใจของเราจะเจริญขึ้นได้แน่นอน</p><p>Time index</p><p>[09.51] การนำอาหารที่เหลือแล้วของพระสงฆ์กลับบ้าน ถ้าอนุญาตแล้ว ไม่บาปไม่ตกนรก แต่ถ้าคนอื่นเห็นแล้วคิดไม่ดี จะเป็นบาปเป็นอกุศลกับคน ๆ นั้น แต่ถ้านำของสงฆ์หรือครุภัณฑ์อื่น ๆ ไปจะเป็นบาปเป็นเปรต</p><p>[26.59] สภาวะธรรม “ทัพพีที่ไม่รู้รสแกง” ฟังธรรม สวดมนต์และปฏิบัติธรรม จำไม่ได้ทำไม่ได้นั้น เกิดจากสมาธิเคลื่อน/เสื่อม ซึ่งมีเหตุอยู่ 11 อย่างเ ราต้องมีความฉลาดในธรรมอันเป็นที่โคจรของสมาธิ ๆ ไม่ใช่ได้ด้วยการห้ามการปรุงแต่ง แต่เป็นของสงบระงับประณีต การที่รู้ แสดงว่าดีมีสติแล้ว วิธีแก้ คือ ใคร่ครวญว่าที่ทำมาอาศัยเหตุปัจจัยอะไร พิจารณาให้มาก ๆ จะสามารถทำให้เกิดความละเอียดในการทำการปฏิบัติมากยิ่งขึ้นได้</p><p>[34.05] พระอานนท์เป็นเอตทัคคะในทางพหูสูต แต่ไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วนั้น เราจะดูเพียงผิวเผินไม่ได้ แต่ต้องดูตามนัยยะของอริยสัจ 4 เหตุที่ทำให้คนไปถึงนิพพานได้ เพราะละตัณหาได้ ถ้ายังละตัณหาไม่ได้ ต้องติดยึดในข้อใดข้อหนึ่ง คนที่ละตัณหาได้แล้ว เขาปฏิบัติตามมรรคแปดได้อย่างดี จึงต้องมีการบ่มอินทรีย์ให้มีความพร้อม</p><p>[39.01] ในวาระสุดท้ายของพระเทวทัต ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่เมตตาออกไปพบ เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องถูกธรณีสูบ</p><p>[40.13] การถูกธรณีสูบ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสั่ง แต่เป็นผลของกรรมที่ทำเอง เป็นกรรมที่หนักมากจนแผ่นดินรองรับไว้ไม่ไหว แผ่นดินเปิดออกตกลงไปในนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เมล็ดพันธ์พืชที่ยังดี ไม่เน่าไม่ถูกแดดเผา ในต้นฤดูหนาวยังปลูกไม่ได้ ไม่มีน้ำไม่มีแดด ต้องเก็บไว้อย่างดี เมื่อปลูกลงไปในดิน เกิดเป็นต้นขึ้นมาได้ ความดีที่มีแม้น้อย เปรียบเหมือนกับเมล็ด ภายหลังต่อมาความดีไม่เสื่อมไป กุศลมูลยังไม่ขาดราก กุศลอื่น ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาได้ เพราะปลูกลงไปในดินที่ดี เพราะว่าเมล็ดนั้นยังเป็นเมล็ดที่ดี</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหมือนกับศาสดา เป็นผู้สอนที่ยังคอยบอกคอยขนาบ กล่าวชี้แล้วชี้โทษอีก ให้มีความละอายต่อบาป กลัวต่อบาปเป็นหิริโอตตัปปะ เป็นอริยทรัพย์ เราจะมีความเจริญได้แน่นอน เรามีเมล็ดพันธ์แห่งกุศลธรรมดีอยู่ มีกายมีใจให้เป็นเหมือนกับดินที่ดี กุศลธรรมในจิตใจของเราจะเจริญขึ้นได้แน่นอน</p><p>Time index</p><p>[09.51] การนำอาหารที่เหลือแล้วของพระสงฆ์กลับบ้าน ถ้าอนุญาตแล้ว ไม่บาปไม่ตกนรก แต่ถ้าคนอื่นเห็นแล้วคิดไม่ดี จะเป็นบาปเป็นอกุศลกับคน ๆ นั้น แต่ถ้านำของสงฆ์หรือครุภัณฑ์อื่น ๆ ไปจะเป็นบาปเป็นเปรต</p><p>[26.59] สภาวะธรรม “ทัพพีที่ไม่รู้รสแกง” ฟังธรรม สวดมนต์และปฏิบัติธรรม จำไม่ได้ทำไม่ได้นั้น เกิดจากสมาธิเคลื่อน/เสื่อม ซึ่งมีเหตุอยู่ 11 อย่างเ ราต้องมีความฉลาดในธรรมอันเป็นที่โคจรของสมาธิ ๆ ไม่ใช่ได้ด้วยการห้ามการปรุงแต่ง แต่เป็นของสงบระงับประณีต การที่รู้ แสดงว่าดีมีสติแล้ว วิธีแก้ คือ ใคร่ครวญว่าที่ทำมาอาศัยเหตุปัจจัยอะไร พิจารณาให้มาก ๆ จะสามารถทำให้เกิดความละเอียดในการทำการปฏิบัติมากยิ่งขึ้นได้</p><p>[34.05] พระอานนท์เป็นเอตทัคคะในทางพหูสูต แต่ไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วนั้น เราจะดูเพียงผิวเผินไม่ได้ แต่ต้องดูตามนัยยะของอริยสัจ 4 เหตุที่ทำให้คนไปถึงนิพพานได้ เพราะละตัณหาได้ ถ้ายังละตัณหาไม่ได้ ต้องติดยึดในข้อใดข้อหนึ่ง คนที่ละตัณหาได้แล้ว เขาปฏิบัติตามมรรคแปดได้อย่างดี จึงต้องมีการบ่มอินทรีย์ให้มีความพร้อม</p><p>[39.01] ในวาระสุดท้ายของพระเทวทัต ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่เมตตาออกไปพบ เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องถูกธรณีสูบ</p><p>[40.13] การถูกธรณีสูบ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสั่ง แต่เป็นผลของกรรมที่ทำเอง เป็นกรรมที่หนักมากจนแผ่นดินรองรับไว้ไม่ไหว แผ่นดินเปิดออกตกลงไปในนรก</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>หน้าที่ของมารดาบิดา และบุตร (6150-3q)</title>
			<itunes:title>หน้าที่ของมารดาบิดา และบุตร (6150-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 11 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>51:26</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/dcb23521-e1f7-49f3-8094-aa5200dcbe6c/media.mp3" length="24715988" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">dcb23521-e1f7-49f3-8094-aa5200dcbe6c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5657</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22J5Yd1kui3I+v4641u8HIV]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5657.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>หน้าที่ทั้งของมารดาบิดา และบุตรธิดา ถ้าเราทำหน้าที่ที่ไม่ถูกต้อง ทิศนั้นจะเป็นภัย คือ ทำให้เกิดความกลุ้มใจ ไม่สบายใจ</p><p>เวลาอันควร มีอยู่หลายจุด เรียนจบ แต่งงาน มีหลาน เริ่มธุรกิจใหม่ เราสามารถเอาเวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่เหมาะสมได้ทั้งสิ้น</p><p>ประเด็นคือ เราต้องรู้จักที่จะปล่อยวางให้ได้ ถ้าเราปล่อยวางไม่ได้ อันนี้จะพลาดอย่างมาก เราจะติดยึด ยึดถือ ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ทุกข์ยังจะก่อนตายอีก ยังทุกข์ต่อไปหลังตายไปอีก ยิ่งทุกข์หนักเพราะถ้าไปเกิดในเดรัจฉานหรือในภาวะที่ยังมีความมึนงง มีความเป็นห่วงอยู่ มันจะไม่สบายมาก ๆ ชื่อว่า เกิดมานี่ ขาดทุนเลย</p><p>ลูกคนไหนที่เขามีคุณสมบัติของความเป็นผู้ที่รักษาทิศได้ดี เช่น ดำรงวงศ์สกุล รู้จักปฏิบัติตนเป็นทายาท ทำการงานได้พอดีพองาม ก็แบ่งทรัพย์สินให้เขา และมีทรัพย์สินอีกส่วนที่ต้องให้ทานของเรา และอย่าไปกังวลมาก ให้รู้จักปล่อยวางบ้าง ทำกิจที่จะให้เกิดปัญญา ฝึกฝนมากขึ้น มีจาคะ มีศีล มีปัญญามากขึ้น นี้เป็นเรื่องที่สามารถทำได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>หน้าที่ทั้งของมารดาบิดา และบุตรธิดา ถ้าเราทำหน้าที่ที่ไม่ถูกต้อง ทิศนั้นจะเป็นภัย คือ ทำให้เกิดความกลุ้มใจ ไม่สบายใจ</p><p>เวลาอันควร มีอยู่หลายจุด เรียนจบ แต่งงาน มีหลาน เริ่มธุรกิจใหม่ เราสามารถเอาเวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่เหมาะสมได้ทั้งสิ้น</p><p>ประเด็นคือ เราต้องรู้จักที่จะปล่อยวางให้ได้ ถ้าเราปล่อยวางไม่ได้ อันนี้จะพลาดอย่างมาก เราจะติดยึด ยึดถือ ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ทุกข์ยังจะก่อนตายอีก ยังทุกข์ต่อไปหลังตายไปอีก ยิ่งทุกข์หนักเพราะถ้าไปเกิดในเดรัจฉานหรือในภาวะที่ยังมีความมึนงง มีความเป็นห่วงอยู่ มันจะไม่สบายมาก ๆ ชื่อว่า เกิดมานี่ ขาดทุนเลย</p><p>ลูกคนไหนที่เขามีคุณสมบัติของความเป็นผู้ที่รักษาทิศได้ดี เช่น ดำรงวงศ์สกุล รู้จักปฏิบัติตนเป็นทายาท ทำการงานได้พอดีพองาม ก็แบ่งทรัพย์สินให้เขา และมีทรัพย์สินอีกส่วนที่ต้องให้ทานของเรา และอย่าไปกังวลมาก ให้รู้จักปล่อยวางบ้าง ทำกิจที่จะให้เกิดปัญญา ฝึกฝนมากขึ้น มีจาคะ มีศีล มีปัญญามากขึ้น นี้เป็นเรื่องที่สามารถทำได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา (6149-3q)</title>
			<itunes:title>ทำสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา (6149-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 04 Dec 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:25</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/f1184e0f-48f8-4ba5-8d2c-aa5200dcbe68/media.mp3" length="28070105" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">f1184e0f-48f8-4ba5-8d2c-aa5200dcbe68</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5658</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20g+MwBcUGFUtyeEAEGy2nf]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5658.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>สมาธิคือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว โดยอธิบายมาเฉพาะถึงสัมมาสมาธิ ที่ปราศจากกาม อกุศลธรรมทั้งหลาย หรือมีอุปกิเลสระงับลง ซึ่งมิ จฉาสมาธิเกิดจากมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสมาธิมีอารมณ์อันเดียว เพื่อให้กิจการงานนั้นๆ สำเร็จได้ ซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจะมีโมหะ อวิชชาอยู่เต็มที่ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่ามีศีล แต่ก็ด้วยสีลัพพตปรามาส จึงไม่เป็นไปตามทางมรรค</p><p>คนที่มีสมาธิจะมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ จะแตกต่างกันที่มิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ สมาธินั้นมันจะสำเร็จประโยชน์ในตัวของมันเอง นั่นหมายถึงความที่จิตมีอารมณ์อันเดียว จะไม่มีความร้อน ความหิว ความมืด ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ที่จะมาทำให้จิตไม่เป็นอารมณ์อันเดียว จิตจะเข้ากันอยู่ แต่นำไปใช้ไม่ถูกด้วยมิจฉาทิฏฐิ จึงทำให้สมาธินั่นเป็นมิจฉาสมาธิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>สมาธิคือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว โดยอธิบายมาเฉพาะถึงสัมมาสมาธิ ที่ปราศจากกาม อกุศลธรรมทั้งหลาย หรือมีอุปกิเลสระงับลง ซึ่งมิ จฉาสมาธิเกิดจากมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสมาธิมีอารมณ์อันเดียว เพื่อให้กิจการงานนั้นๆ สำเร็จได้ ซึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจะมีโมหะ อวิชชาอยู่เต็มที่ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่ามีศีล แต่ก็ด้วยสีลัพพตปรามาส จึงไม่เป็นไปตามทางมรรค</p><p>คนที่มีสมาธิจะมีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง ทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ จะแตกต่างกันที่มิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ สมาธินั้นมันจะสำเร็จประโยชน์ในตัวของมันเอง นั่นหมายถึงความที่จิตมีอารมณ์อันเดียว จะไม่มีความร้อน ความหิว ความมืด ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ที่จะมาทำให้จิตไม่เป็นอารมณ์อันเดียว จิตจะเข้ากันอยู่ แต่นำไปใช้ไม่ถูกด้วยมิจฉาทิฏฐิ จึงทำให้สมาธินั่นเป็นมิจฉาสมาธิ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ธรรมะเป็นทักษะ ยิ่งฝึกทำ ยิ่งเจริญ (6148-3q)</title>
			<itunes:title>ธรรมะเป็นทักษะ ยิ่งฝึกทำ ยิ่งเจริญ (6148-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 27 Nov 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>56:40</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/adac7ebd-2500-4e19-a5f1-aa5200dcbe63/media.mp3" length="27221833" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">adac7ebd-2500-4e19-a5f1-aa5200dcbe63</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5659</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22Jx3uasnJdm2Jph+EfclX/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5659.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ที่ไหนก็ตามในโลกนี้ ยังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย” ซึ่งหมายถึงอนาคามี สกิทาคามีและโสดาบันด้วย ต้องมีการบรรลุธรรมไม่ขั้นใดก็ขั้นหนึ่ง ถ้ายังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ นั่นคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ</p><p>เพราะฉะนั้น ให้เรามีความมั่นใจ ลงใจ เชื่อใจในคำสอนว่า คำสอนนี้คนทำแล้ว เขาได้จริง ๆ นั่นคือพุทโธ แต่ไม่ใช่ว่าคนทำได้จริง ๆ คือพุทโธคนเดียวเท่านั้น แต่คนอื่นเขาก็ทำได้ถ้าปฏิบัติตามคำสอนจริง ๆ นั่นคือสังโฆ เมื่อมีเรามีความมั่นใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วจะดีมาก จะสามารถที่จะทำให้มีการทำจริง แน่วแน่จริง คนที่มีศรัทธา จะทำให้เกิดการทำจริง นั่นคือวิริยะ ไม่เป็นสีลัพพตปรามาส</p><p>เมื่อทำจริงแน่วแน่จริง สติจะเกิดขึ้นได้ สติคือความระลึกได้ ตั้งสติได้ สติมีมากเพียงพอที่จะรักษาจิตให้เป็นสมาธิได้ จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จะสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริงได้ นั่นคืออินทรีย์ 5 พละ 5 เป็นกำลังของเสขะ เป็นกำลังของคนที่ต้องศึกษาอยู่ มีกำลังอย่างนี้ เป็นธรรมะที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ นั่นคือโพธิปักขิยธรรม 37 อย่างด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ที่ไหนก็ตามในโลกนี้ ยังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย” ซึ่งหมายถึงอนาคามี สกิทาคามีและโสดาบันด้วย ต้องมีการบรรลุธรรมไม่ขั้นใดก็ขั้นหนึ่ง ถ้ายังมีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ นั่นคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ</p><p>เพราะฉะนั้น ให้เรามีความมั่นใจ ลงใจ เชื่อใจในคำสอนว่า คำสอนนี้คนทำแล้ว เขาได้จริง ๆ นั่นคือพุทโธ แต่ไม่ใช่ว่าคนทำได้จริง ๆ คือพุทโธคนเดียวเท่านั้น แต่คนอื่นเขาก็ทำได้ถ้าปฏิบัติตามคำสอนจริง ๆ นั่นคือสังโฆ เมื่อมีเรามีความมั่นใจในพุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วจะดีมาก จะสามารถที่จะทำให้มีการทำจริง แน่วแน่จริง คนที่มีศรัทธา จะทำให้เกิดการทำจริง นั่นคือวิริยะ ไม่เป็นสีลัพพตปรามาส</p><p>เมื่อทำจริงแน่วแน่จริง สติจะเกิดขึ้นได้ สติคือความระลึกได้ ตั้งสติได้ สติมีมากเพียงพอที่จะรักษาจิตให้เป็นสมาธิได้ จิตที่เป็นสมาธิแล้ว จะสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริงได้ นั่นคืออินทรีย์ 5 พละ 5 เป็นกำลังของเสขะ เป็นกำลังของคนที่ต้องศึกษาอยู่ มีกำลังอย่างนี้ เป็นธรรมะที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ นั่นคือโพธิปักขิยธรรม 37 อย่างด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เกิด แก่ ตาย เป็นธรรมดา (6147-3q)</title>
			<itunes:title>เกิด แก่ ตาย เป็นธรรมดา (6147-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 20 Nov 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>58:21</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/731a4fc9-7510-46f2-9793-aa5200dcbe6c/media.mp3" length="28038129" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">731a4fc9-7510-46f2-9793-aa5200dcbe6c</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565a</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq236S+LtpBY4XGSkh0PHyI8G]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565a.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คนเรามันตายได้หมด ได้ทุกเวลาได้ทุกสถานที่ ความตายเป็นธรรมดา ความเกิดก็เป็นธรรมดา ความแก่ก็เป็นธรรมดา ธรรมดาที่เกิดขึ้นมาแล้ว อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นพอเรารู้ว่า ไม่ใช่ชั้นคนเดียวที่มี คนอื่นก็มี ถ้าเผื่อชั้นคนเดียวที่โดน สูญเสียไป แล้วจะค่อยมาทุกข์ ก็สมเหตุสมผลอยู่</p><p>ภัยจากความเจ็บ ภัยจากความแก่ ภัยจากความตาย ช่วยกันและกันไม่ได้..เป็นภัยที่พระพุทธเจ้าเตือนไว้แล้วว่า ถ้ามาถึงแล้วยังไม่ได้มีที่พึ่งที่แท้จริงที่ถูกต้อง จะต้องร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว งุนงง คลั่งเพ้อ แน่นอน คนดีก็โดนคนชั่วก็โดน ปุถุชนก็โดน อริยสาวกก็โดน พระพุทธเจ้าก็เป็น ท่านก็เจอทั้งความเจ็บ ความแก่ ความตาย</p><p>แต่อริยทรัพย์ของเรา อริยทรัพย์คือศีล ศรัทธา ความไม่ร้อนใจ พวกนี้เรามีอยู่แล้ว..คนเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ ตกใจเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือคาดคิดมาก่อนแต่มันกะทันหัน ตกใจลืมไป พอลืมไปแล้วทำไง ก็ต้องเตือนสติกัน เตือนว่าพระพุทธเจ้ายังมีอยู่นะ มีพุทโธอยู่ ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงศีล ระลึกถึง 4 อย่างนี้ คือโสดาปัตติยังคะ 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คนเรามันตายได้หมด ได้ทุกเวลาได้ทุกสถานที่ ความตายเป็นธรรมดา ความเกิดก็เป็นธรรมดา ความแก่ก็เป็นธรรมดา ธรรมดาที่เกิดขึ้นมาแล้ว อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นพอเรารู้ว่า ไม่ใช่ชั้นคนเดียวที่มี คนอื่นก็มี ถ้าเผื่อชั้นคนเดียวที่โดน สูญเสียไป แล้วจะค่อยมาทุกข์ ก็สมเหตุสมผลอยู่</p><p>ภัยจากความเจ็บ ภัยจากความแก่ ภัยจากความตาย ช่วยกันและกันไม่ได้..เป็นภัยที่พระพุทธเจ้าเตือนไว้แล้วว่า ถ้ามาถึงแล้วยังไม่ได้มีที่พึ่งที่แท้จริงที่ถูกต้อง จะต้องร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว งุนงง คลั่งเพ้อ แน่นอน คนดีก็โดนคนชั่วก็โดน ปุถุชนก็โดน อริยสาวกก็โดน พระพุทธเจ้าก็เป็น ท่านก็เจอทั้งความเจ็บ ความแก่ ความตาย</p><p>แต่อริยทรัพย์ของเรา อริยทรัพย์คือศีล ศรัทธา ความไม่ร้อนใจ พวกนี้เรามีอยู่แล้ว..คนเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ ตกใจเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือคาดคิดมาก่อนแต่มันกะทันหัน ตกใจลืมไป พอลืมไปแล้วทำไง ก็ต้องเตือนสติกัน เตือนว่าพระพุทธเจ้ายังมีอยู่นะ มีพุทโธอยู่ ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงศีล ระลึกถึง 4 อย่างนี้ คือโสดาปัตติยังคะ 4</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมย่อมเป็นสุข (6146-6q)</title>
			<itunes:title>ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมย่อมเป็นสุข (6146-6q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 16 Nov 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>29:23</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/d3639ccc-0d22-4fd1-b5ca-aa5200dcbe5e/media.mp3" length="14126726" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">d3639ccc-0d22-4fd1-b5ca-aa5200dcbe5e</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565b</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22zmqbl+/niheE2AosVRRQ/]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565b.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจทั้งที่ดีและย่ำแย่นั้น หลักธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน สามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้</p><p>1.ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลอยู่ในปัจจุบัน มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรม อุฏฐานสัมปทา, อารักขสัมปทา, กัลยาณมิตตตา, สมชีวิตา </p><p>2.ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลในเวลาต่อๆ ไป มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรม คือ เป็นผู้ที่มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า, เป็นผู้ที่มีศีล รักษาศีล, เป็นผู้ที่มีจาคะ คือ มีการสละออก การให้ การบริจาค, เป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะละความเกิดดับ ละความยึดถือ เห็นโทษในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม</p><p>3.ต้องหลีกเลี่ยงอบายมุข หรือที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่วในการใช้จ่าย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ การดื่มน้ำเมา, การเที่ยวไปในตรอกต่าง ๆ ในกลางคืน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การเที่ยวดูมหรสพ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การคบคนชั่วเป็นมิตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ, ความเกียจคร้าน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ </p><p>4.ต้องรู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ ในเงินทองที่ได้มาด้วยความชอบธรรม โดยที่สามารถปรับสัดส่วนได้ตามความเหมาะสม อันได้แก่ บำรุงเลี้ยงให้ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นสุขทั้งในทางเศรษฐกิจและในครัวเรือน โดยครอบคลุมไปยังผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเราในทิศทั้งหก, ปิดกั้นอันตรายจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทอันไม่เป็นที่รักใคร่ รวมถึงการรักษาทรัพย์ เช่น การจ่ายภาษี การทำประกันภัย, การทำพลีกรรม หมายถึง ภาษีหรือการบูชาเครื่องสังเวย เป็นการให้เปล่าหรือการให้โดยไม่หวังคืน มีอยู่ด้วยกัน 5 ลักษณะ (ญาติพลี, อิตถิพลี, ปุพพเปตพลี, ราชพลี, เทวตาพลี), การตั้งไว้ซึ่งทักษิณาทาน หมายถึง ให้เพื่อหวังเอาบุญ ให้กับสมณะพราหมณ์ที่มีความดีงาม เป็นเนื้อนาบุญ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><p>5.ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม 3 ประการเพื่อที่จะเป็นฆราวาสชั้นเลิศยิ่งขึ้นไป เป็นอริยสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเปรียบได้กับหัวเนยใส ซึ่งเป็นยอดของรสจากโค กล่าวคือ สามารถบริโภคผลิตภัณฑ์จากวัว โดยที่วัวไม่ตายหรือไม่ถูกเบียดเบียนมากนัก ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา, สมชีวิตา และมีปัญญา คือ ไม่กำหนัดยึดถือ ติดยึดในโภคทรัพย์นั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจทั้งที่ดีและย่ำแย่นั้น หลักธรรมที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน สามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้</p><p>1.ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลอยู่ในปัจจุบัน มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรม อุฏฐานสัมปทา, อารักขสัมปทา, กัลยาณมิตตตา, สมชีวิตา </p><p>2.ต้องลงมือทำหรือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความสุข ความดี และประโยชน์เกื้อกูลในเวลาต่อๆ ไป มีโดยควรแก่ฐานะที่ควรจะเป็นได้ ตามหลักธรรม คือ เป็นผู้ที่มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า, เป็นผู้ที่มีศีล รักษาศีล, เป็นผู้ที่มีจาคะ คือ มีการสละออก การให้ การบริจาค, เป็นผู้ที่มีปัญญาที่จะละความเกิดดับ ละความยึดถือ เห็นโทษในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม</p><p>3.ต้องหลีกเลี่ยงอบายมุข หรือที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่วในการใช้จ่าย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ การดื่มน้ำเมา, การเที่ยวไปในตรอกต่าง ๆ ในกลางคืน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การเที่ยวดูมหรสพ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อย ๆ, การคบคนชั่วเป็นมิตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ, ความเกียจคร้าน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและเกิดโทษหากทำบ่อยๆ </p><p>4.ต้องรู้จักการแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ ในเงินทองที่ได้มาด้วยความชอบธรรม โดยที่สามารถปรับสัดส่วนได้ตามความเหมาะสม อันได้แก่ บำรุงเลี้ยงให้ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นสุขทั้งในทางเศรษฐกิจและในครัวเรือน โดยครอบคลุมไปยังผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเราในทิศทั้งหก, ปิดกั้นอันตรายจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทอันไม่เป็นที่รักใคร่ รวมถึงการรักษาทรัพย์ เช่น การจ่ายภาษี การทำประกันภัย, การทำพลีกรรม หมายถึง ภาษีหรือการบูชาเครื่องสังเวย เป็นการให้เปล่าหรือการให้โดยไม่หวังคืน มีอยู่ด้วยกัน 5 ลักษณะ (ญาติพลี, อิตถิพลี, ปุพพเปตพลี, ราชพลี, เทวตาพลี), การตั้งไว้ซึ่งทักษิณาทาน หมายถึง ให้เพื่อหวังเอาบุญ ให้กับสมณะพราหมณ์ที่มีความดีงาม เป็นเนื้อนาบุญ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ</p><p>5.ปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม 3 ประการเพื่อที่จะเป็นฆราวาสชั้นเลิศยิ่งขึ้นไป เป็นอริยสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเปรียบได้กับหัวเนยใส ซึ่งเป็นยอดของรสจากโค กล่าวคือ สามารถบริโภคผลิตภัณฑ์จากวัว โดยที่วัวไม่ตายหรือไม่ถูกเบียดเบียนมากนัก ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา, สมชีวิตา และมีปัญญา คือ ไม่กำหนัดยึดถือ ติดยึดในโภคทรัพย์นั้น</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เหตุปัจจัย (6146-3q)</title>
			<itunes:title>เหตุปัจจัย (6146-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 13 Nov 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>53:06</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/133107cc-bd91-4dcd-9132-aa5200dcbe63/media.mp3" length="25522616" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">133107cc-bd91-4dcd-9132-aa5200dcbe63</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565c</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20VAr18qJEIDBBaBPlGB8TY]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565c.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ไม่ได้จะเป็นเรื่องเหมารวมกันไปหมดทุกอย่าง ถ้าเหตุปัจจัยของการเกิดมี ก็ต้องมีการเกิดแน่นอน แต่เหตุปัจจัยของการเกิดไม่ดี การเกิดนั้นก็ต้องสูญไปดับไปหายไปแน่นอน ความแน่นอนตรงนี้ ก็อยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัยตรงนี้แหละ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้นั่นจะเป็นสัมมาทิฏฐิ</p><p>เหตุปัจจัยและความแน่นอนนี้ก็อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนบอกสอนเรื่องเหตุปัจจัยนี้ ใครเป็นคนบอกสอนเรื่องความแน่นอนนี้ ถ้ายังเป็นจิตใจของคนที่ยังมีกิเลส เหตุปัจจัยนี้บางทีก็ยังมีความคลาดเคลื่อนไปได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่รู้หมดจบ อย่างพระพุทธเจ้าของเรา เหตุปัจจัยนั้นก็จะมีความแน่นอน มีความแยบคาย มีความรัดกุมอยู่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ไม่ได้จะเป็นเรื่องเหมารวมกันไปหมดทุกอย่าง ถ้าเหตุปัจจัยของการเกิดมี ก็ต้องมีการเกิดแน่นอน แต่เหตุปัจจัยของการเกิดไม่ดี การเกิดนั้นก็ต้องสูญไปดับไปหายไปแน่นอน ความแน่นอนตรงนี้ ก็อยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัยตรงนี้แหละ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องนี้นั่นจะเป็นสัมมาทิฏฐิ</p><p>เหตุปัจจัยและความแน่นอนนี้ก็อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนบอกสอนเรื่องเหตุปัจจัยนี้ ใครเป็นคนบอกสอนเรื่องความแน่นอนนี้ ถ้ายังเป็นจิตใจของคนที่ยังมีกิเลส เหตุปัจจัยนี้บางทีก็ยังมีความคลาดเคลื่อนไปได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่รู้หมดจบ อย่างพระพุทธเจ้าของเรา เหตุปัจจัยนั้นก็จะมีความแน่นอน มีความแยบคาย มีความรัดกุมอยู่</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>อดทนอย่างมีปัญญา (6144-3q)</title>
			<itunes:title>อดทนอย่างมีปัญญา (6144-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 30 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>55:30</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/933cede1-8a5f-4dfb-87ad-aa52005a37b2/media.mp3" length="26670135" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">933cede1-8a5f-4dfb-87ad-aa52005a37b2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565d</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22TwhAcYDhNUZEC/m+H8yMa]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565d.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>เราต้องอดทนให้มันถูก ซึ่งอดทนต่างกับเก็บกด อดทน คือ อดทนต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย เหลือบยุง ลมแดด ไม่ชอบ แต่ก็อยู่ได้ แต่ เก็บกด คือ เก็บสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเอาไว้ จะมีความเกลียดชัง ขยักแขยง ไม่น่าพอใจ ซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ตัณหา อวิชชา อกุศล การผิดศีล มิจฉาสังกัปปะ มิจฉากัมมันตะ อกุศลกรรมบถ 10 ต้องละทิ้งไป ไถ่ถอนออก ทำให้สิ้นสุดเสีย ทำให้ถึงซึ่งความไม่มี สลัดทิ้ง สลัดคืน ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา ซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย</p><p>เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะบอกว่า เราจะอดทน ก็ต้องอดทนให้มันถูกหลัก คนอดทนเขาเรียกว่า เป็นคนที่มีปัญญามาก คนจะเข้าใจคนที่อดทน ไม่ตอบโต้ ไม่พูดสิ่งอะไร หรือเรื่องราวอะไรบางอย่างที่มันเกิดขึ้น</p><p>ต้องมีปัญญา ซึ่งปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีสติ มีความเพียร ทำให้มันมาก สัมมาทิฏฐิก็จะเกิดขึ้นมาเป็นปัญญา ให้เราสามารถที่จะ ดำเนินชีวิตของเราให้ไปถูกทางได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>เราต้องอดทนให้มันถูก ซึ่งอดทนต่างกับเก็บกด อดทน คือ อดทนต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย เหลือบยุง ลมแดด ไม่ชอบ แต่ก็อยู่ได้ แต่ เก็บกด คือ เก็บสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมเอาไว้ จะมีความเกลียดชัง ขยักแขยง ไม่น่าพอใจ ซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ตัณหา อวิชชา อกุศล การผิดศีล มิจฉาสังกัปปะ มิจฉากัมมันตะ อกุศลกรรมบถ 10 ต้องละทิ้งไป ไถ่ถอนออก ทำให้สิ้นสุดเสีย ทำให้ถึงซึ่งความไม่มี สลัดทิ้ง สลัดคืน ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา ซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย</p><p>เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะบอกว่า เราจะอดทน ก็ต้องอดทนให้มันถูกหลัก คนอดทนเขาเรียกว่า เป็นคนที่มีปัญญามาก คนจะเข้าใจคนที่อดทน ไม่ตอบโต้ ไม่พูดสิ่งอะไร หรือเรื่องราวอะไรบางอย่างที่มันเกิดขึ้น</p><p>ต้องมีปัญญา ซึ่งปัญญาจะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีสติ มีความเพียร ทำให้มันมาก สัมมาทิฏฐิก็จะเกิดขึ้นมาเป็นปัญญา ให้เราสามารถที่จะ ดำเนินชีวิตของเราให้ไปถูกทางได้</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>สาเหตุแท้จริงแห่งทุกข์ (6143-6q)</title>
			<itunes:title>สาเหตุแท้จริงแห่งทุกข์ (6143-6q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 26 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>29:19</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/b6fcb364-7de0-475e-8647-aa52005a37ad/media.mp3" length="14094728" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">b6fcb364-7de0-475e-8647-aa52005a37ad</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565e</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq21VWMmJ6afXgFjJdSOPgn93]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565e.jpg"/>
			<description><![CDATA[เหล่าอริยะสาวกสามารถกำหนดรู้ได้หรือไม่ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมแล้วทั้งในปัจจุบันและอนาคตการพิจารณาเอาปัญหาด้านสุขภาพ มากำหนดเป็นเรื่องของความทุกข์ ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[เหล่าอริยะสาวกสามารถกำหนดรู้ได้หรือไม่ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมแล้วทั้งในปัจจุบันและอนาคตการพิจารณาเอาปัญหาด้านสุขภาพ มากำหนดเป็นเรื่องของความทุกข์ ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เจตนาทั้งบุญและบาปย่อมให้ผล (6143-3q)</title>
			<itunes:title>เจตนาทั้งบุญและบาปย่อมให้ผล (6143-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 23 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>54:24</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/8f722e82-bb2b-4c2c-9f6e-aa52005a37a8/media.mp3" length="26142065" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">8f722e82-bb2b-4c2c-9f6e-aa52005a37a8</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c565f</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq23y3hUOTcVdTIJhqY+uVutN]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c565f.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>การเปรียบเทียบการกรีดมีดลงไปในวัตถุ 3 อย่างนั้น เหมือนกับเจตนาที่เราตั้งไว้จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ถ้าเจตนานั้นหนักหน่วง หนักแน่น ก็จะได้รับผลกรรมที่หนักแน่นดีงามนั้นมากขึ้นไป เรื่องบุญและเรื่องบาป เป็นสิ่งที่เหมือนกันในการทำงานตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่า เป็นการลงมือเองหรือว่าสั่งฆ่า หรือว่าต่อ ๆ ไป</p><p>ถ้าเปรียบเทียบส่วนต่างทางด้านบุญ สิ่งของที่เราให้ไปอาจจะไม่ได้มีค่ามากหรือมีราคาสูง แต่ว่าถ้าศรัทธาเรามีมากจริง ๆ เลย บุญนี้จะได้มหาศาล สิ่งที่สำคัญคือจิต มากเหนือกว่าสิ่งของใด ๆ</p><p>ดังนั้น เรื่องของการทำเอง การสั่งให้ทำ และในเรื่องของการถูกชักชวนให้ทำ 3 อย่างนี้ เป็นระดับกัน ต้องดูที่เจตนาของผู้ทำนั้นด้วยว่า เจตนาหนักแน่นหรือไม่อย่างไร คนที่สั่งฆ่าจ้างมือปืนมา เป็นระดับที่ 2 มือปืนที่ไปฆ่าเป็นระดับที่ 1 คือเป็นผู้ลงมือเอง คนที่สั่งหรือคนที่จ้าง  คนที่เป็นผู้พิพากษา สั่งให้ประหารชีวิต ก็จะห่างออก ๆ กันไป ผลกรรมก็จะน้อยลง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูที่เจตนาด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>การเปรียบเทียบการกรีดมีดลงไปในวัตถุ 3 อย่างนั้น เหมือนกับเจตนาที่เราตั้งไว้จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นบาปหรือเป็นบุญก็ตาม ถ้าเจตนานั้นหนักหน่วง หนักแน่น ก็จะได้รับผลกรรมที่หนักแน่นดีงามนั้นมากขึ้นไป เรื่องบุญและเรื่องบาป เป็นสิ่งที่เหมือนกันในการทำงานตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่า เป็นการลงมือเองหรือว่าสั่งฆ่า หรือว่าต่อ ๆ ไป</p><p>ถ้าเปรียบเทียบส่วนต่างทางด้านบุญ สิ่งของที่เราให้ไปอาจจะไม่ได้มีค่ามากหรือมีราคาสูง แต่ว่าถ้าศรัทธาเรามีมากจริง ๆ เลย บุญนี้จะได้มหาศาล สิ่งที่สำคัญคือจิต มากเหนือกว่าสิ่งของใด ๆ</p><p>ดังนั้น เรื่องของการทำเอง การสั่งให้ทำ และในเรื่องของการถูกชักชวนให้ทำ 3 อย่างนี้ เป็นระดับกัน ต้องดูที่เจตนาของผู้ทำนั้นด้วยว่า เจตนาหนักแน่นหรือไม่อย่างไร คนที่สั่งฆ่าจ้างมือปืนมา เป็นระดับที่ 2 มือปืนที่ไปฆ่าเป็นระดับที่ 1 คือเป็นผู้ลงมือเอง คนที่สั่งหรือคนที่จ้าง  คนที่เป็นผู้พิพากษา สั่งให้ประหารชีวิต ก็จะห่างออก ๆ กันไป ผลกรรมก็จะน้อยลง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูที่เจตนาด้วย</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ฉลาดในคำสอน จึงจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ (6142-3q)</title>
			<itunes:title>ฉลาดในคำสอน จึงจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ (6142-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 16 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>13:03</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/011f6af4-4353-4d47-97cb-aa52005a37b2/media.mp3" length="13013987" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">011f6af4-4353-4d47-97cb-aa52005a37b2</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5660</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22Yjmw544gudDwUjSGoUvwD]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5660.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปาสาทิกสูตรว่า “ถ้าคำสอนนั้นเป็นคำสอนที่ไม่ดี ไม่ใช่คำสอนของพุทธะ ผู้สอนก็ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ คำสอนก็กล่าวไว้ไม่ดี แต่ถ้าคนทำคนปฏิบัติดีตามที่เขาสอนไว้ไม่ดีนั้น ต้องถูกติเตียนแน่นอน” แต่ “ถ้าคำสอนนั้นดี เป็นสวากขาตธรรม ผู้สอนเป็นสัมมาสัมพุทโธ แต่ถ้าทำไม่ดี จะต้องถูกติเตียน” แต่ถ้าทุกอย่างดีหมด ผู้สอนเป็นสัมมาสัมพุทโธ คำสอนนั้นสอนไว้ดีเป็นสวากขาตธรรม ผู้ที่ปฏิบัติก็ปฏิบัติดีเป็นสุปะฏิปันนะ จะดีมากๆ ผลจะขยายกว้างก้องไปให้เกิดอุบาสก อุบาสิก ภิกษุ ภิกษุณี สวรรค์ พรหม</p><p>โดยเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างว่า ถ้าสอนไว้ไม่ดีนั้นไม่ได้ไม่ดี แต่ถ้าสอนไว้อย่างดีแล้ว แล้วเรานำมาปฏิบัติ จะดีได้หมด ซึ่งเหล่าสาวกต้องบอกสอนกล่าวตามที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้แล้วแน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปาสาทิกสูตรว่า “ถ้าคำสอนนั้นเป็นคำสอนที่ไม่ดี ไม่ใช่คำสอนของพุทธะ ผู้สอนก็ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ คำสอนก็กล่าวไว้ไม่ดี แต่ถ้าคนทำคนปฏิบัติดีตามที่เขาสอนไว้ไม่ดีนั้น ต้องถูกติเตียนแน่นอน” แต่ “ถ้าคำสอนนั้นดี เป็นสวากขาตธรรม ผู้สอนเป็นสัมมาสัมพุทโธ แต่ถ้าทำไม่ดี จะต้องถูกติเตียน” แต่ถ้าทุกอย่างดีหมด ผู้สอนเป็นสัมมาสัมพุทโธ คำสอนนั้นสอนไว้ดีเป็นสวากขาตธรรม ผู้ที่ปฏิบัติก็ปฏิบัติดีเป็นสุปะฏิปันนะ จะดีมากๆ ผลจะขยายกว้างก้องไปให้เกิดอุบาสก อุบาสิก ภิกษุ ภิกษุณี สวรรค์ พรหม</p><p>โดยเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นส่วนต่างว่า ถ้าสอนไว้ไม่ดีนั้นไม่ได้ไม่ดี แต่ถ้าสอนไว้อย่างดีแล้ว แล้วเรานำมาปฏิบัติ จะดีได้หมด ซึ่งเหล่าสาวกต้องบอกสอนกล่าวตามที่พระพุทธเจ้าบอกสอนไว้แล้วแน่นอน</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>เทศกาลกินเจ (6141-7q)</title>
			<itunes:title>เทศกาลกินเจ (6141-7q)</itunes:title>
			<pubDate>Sat, 13 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>33:10</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/bd133d27-ca60-45b4-ae00-aa52005a37a4/media.mp3" length="15953677" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">bd133d27-ca60-45b4-ae00-aa52005a37a4</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5661</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22ukFItrUJab3YD9IUHvliU]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5661.jpg"/>
			<description><![CDATA[<p>คำว่า “เจ” เป็นภาษาจีน มาจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน หากย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาลจากบันทึกการเดินทางของหลวงจีนฟาเหียน ซึ่งท่านเป็นพระที่เดินทางไปศึกษาคำสอนในชมพูทวีป และเป็นรุ่นพี่ของพระถังซัมจั๋งอีกด้วย กล่าวไว้ว่าการรับประทานอาหารของคนในชมพูทวีป สำหรับผู้ที่อยู่ในวรรณะสูง เช่น กษัตริย์ พราหมณ์ จะไม่กินเนื้อ ล่าเนื้อ หรือทำฟาร์มสัตว์ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีที่ดิน มีความเป็นอยู่ ใช้จ่ายน้อย จึงต้องไปเบียดเบียนสัตว์มากิน</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้าได้พูดเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของการบรรลุธรรมขั้นสูงไว้ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องเพศ วัย อาหารที่รับประทาน เครื่องแบบที่ใส่ หรือการโกนผมห่มเหลือง แต่เหตุปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ </p><p>งดเว้นการเบียดเบียนชีวิตกันให้ได้มากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ (การลงมือเองด้วยความอยากในอาหาร ความเกลียด ความโกรธ, การสั่งให้ผู้อื่นทำ,การชักชวนให้ผู้อื่นทำ)</p><p>การไม่ควรกระทำในอกรณียกิจ 5 (การค้าขายสัตว์เป็น, การค้าขายเนื้อสัตว์, การค้าขายยาพิษ, การค้าขายสุรา น้ำเมาต่าง ๆ, การค้าขายศาตราอาวุธ), </p><p>โภชเนมัตตัญญุตตา หมายถึง การมีชีวิตความเป็นอยู่ มีสติในความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร เป็นผู้อยู่ง่ายเลี้ยงง่าย คือกินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชีวิตเป็นอยู่ได้ผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา รู้จักควบคุมปากท้องตนเองไม่ให้อยาก และไม่ยึดติดในรสชาติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[<p>คำว่า “เจ” เป็นภาษาจีน มาจากศาสนาพุทธนิกายมหายาน หากย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาลจากบันทึกการเดินทางของหลวงจีนฟาเหียน ซึ่งท่านเป็นพระที่เดินทางไปศึกษาคำสอนในชมพูทวีป และเป็นรุ่นพี่ของพระถังซัมจั๋งอีกด้วย กล่าวไว้ว่าการรับประทานอาหารของคนในชมพูทวีป สำหรับผู้ที่อยู่ในวรรณะสูง เช่น กษัตริย์ พราหมณ์ จะไม่กินเนื้อ ล่าเนื้อ หรือทำฟาร์มสัตว์ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีที่ดิน มีความเป็นอยู่ ใช้จ่ายน้อย จึงต้องไปเบียดเบียนสัตว์มากิน</p><p>คำสอนของพระพุทธเจ้าได้พูดเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของการบรรลุธรรมขั้นสูงไว้ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องเพศ วัย อาหารที่รับประทาน เครื่องแบบที่ใส่ หรือการโกนผมห่มเหลือง แต่เหตุปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ </p><p>งดเว้นการเบียดเบียนชีวิตกันให้ได้มากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ (การลงมือเองด้วยความอยากในอาหาร ความเกลียด ความโกรธ, การสั่งให้ผู้อื่นทำ,การชักชวนให้ผู้อื่นทำ)</p><p>การไม่ควรกระทำในอกรณียกิจ 5 (การค้าขายสัตว์เป็น, การค้าขายเนื้อสัตว์, การค้าขายยาพิษ, การค้าขายสุรา น้ำเมาต่าง ๆ, การค้าขายศาตราอาวุธ), </p><p>โภชเนมัตตัญญุตตา หมายถึง การมีชีวิตความเป็นอยู่ มีสติในความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร เป็นผู้อยู่ง่ายเลี้ยงง่าย คือกินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชีวิตเป็นอยู่ได้ผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา รู้จักควบคุมปากท้องตนเองไม่ให้อยาก และไม่ยึดติดในรสชาติ</p><hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>บ่มอินทรีย์ (6141-6q)</title>
			<itunes:title>บ่มอินทรีย์ (6141-6q)</itunes:title>
			<pubDate>Fri, 12 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>29:01</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/c725cb29-49d7-47d3-afa0-aa52005a379f/media.mp3" length="13958105" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">c725cb29-49d7-47d3-afa0-aa52005a379f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5662</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq20k0tVXMltO7/Fg/OdIDmcF]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5662.jpg"/>
			<description><![CDATA[วิธีแก้ไขหากเรามีอินทรีย์อ่อน คือ การบ่มอินทรีย์ด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยทาน ศีล ภาวนา ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยการฝึกปฏิบัติธรรมมาก ๆ ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อินทรีย์มีความแก่กล้าขึ้นมาได้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[วิธีแก้ไขหากเรามีอินทรีย์อ่อน คือ การบ่มอินทรีย์ด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยทาน ศีล ภาวนา ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยการฝึกปฏิบัติธรรมมาก ๆ ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อินทรีย์มีความแก่กล้าขึ้นมาได้<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
		<item>
			<title>ปลดแอก “กิเลสในใจคือความยึดถือ” (6141-3q)</title>
			<itunes:title>ปลดแอก “กิเลสในใจคือความยึดถือ” (6141-3q)</itunes:title>
			<pubDate>Tue, 09 Oct 2018 22:00:00 GMT</pubDate>
			<itunes:duration>31:32</itunes:duration>
			<enclosure url="https://sphinx.acast.com/p/open/s/63760970dd58ee001167d420/e/fa28f537-3f98-4d78-8cd9-aa52005a379f/media.mp3" length="15166047" type="audio/mpeg"/>
			<guid isPermaLink="false">fa28f537-3f98-4d78-8cd9-aa52005a379f</guid>
			<itunes:explicit>false</itunes:explicit>
			<link>https://q.sounder.fm</link>
			<acast:episodeId>637609753f8ced00103c5663</acast:episodeId>
			<acast:showId>63760970dd58ee001167d420</acast:showId>
			<acast:settings><![CDATA[FYjHyZbXWHZ7gmX8Pp1rmbKbhgrQiwYShz70Q9/ffXZ/Ynvgc/bVSlxbfa1LTdZ/NS0G6+1uBWmuf3KXrHlJ0izxnDClosxN1ZvN1RuhNrniTnTThL67GIJ2mPG5oQTxLJnuGV/pD/zGkPJnYONciztLjWUHhvgEwjwdYsXwq22Patf4YcjBeK3oky2MjSGx]]></acast:settings>
			<itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
			<itunes:image href="https://assets.pippa.io/shows/63760970dd58ee001167d420/637609753f8ced00103c5663.jpg"/>
			<description><![CDATA[ควรทำอย่างไรกับจิตของเรา หากเราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ดี มีอุปนิสัยโกง โลภมาก ดูถูกบุคคลอื่น ซึ่งผู้ถามก็ถูกกระทำจากบุคคลนี้ กลั่นแกล้ง ถูกด่าว่าจิปาถะ แต่ก็มีความจำเป็นต้องพบและร่วมงานกันอยู่เป็นประจำ และไม่ได้จะไปทำได้ดีร่วมกับเขาอยู่แล้ว แต่มีความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ จะจัดการกับตรงนี้อย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></description>
			<itunes:summary><![CDATA[ควรทำอย่างไรกับจิตของเรา หากเราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ดี มีอุปนิสัยโกง โลภมาก ดูถูกบุคคลอื่น ซึ่งผู้ถามก็ถูกกระทำจากบุคคลนี้ กลั่นแกล้ง ถูกด่าว่าจิปาถะ แต่ก็มีความจำเป็นต้องพบและร่วมงานกันอยู่เป็นประจำ และไม่ได้จะไปทำได้ดีร่วมกับเขาอยู่แล้ว แต่มีความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ จะจัดการกับตรงนี้อย่างไร?<hr><p style='color:grey; font-size:0.75em;'> Hosted on Acast. See <a style='color:grey;' target='_blank' rel='noopener noreferrer' href='https://acast.com/privacy'>acast.com/privacy</a> for more information.</p>]]></itunes:summary>
		</item>
    	<itunes:category text="Society &amp; Culture"/>
    </channel>
</rss>
